ระบบฐานข้อมูลร้านชาบูชิว Database System Shabu Chew นายเจษฎาภรณ์ เจิมเจริญ นายพลวัต อินทมาตย์ นายณัฐภัทร เดชเพ็ชร์ โครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ปีการศึกษา 2565
ข บทคัดย่อ หัวข้อโครงการ ระบบการจัดฐานข้อมูลร้านชาบูชิว Shabu Chew Database Management System ผู้จัดทำโครงการ นายณัฐภัทร เดชเพ็ชร์ รหัสนักศึกษา 42382 นายพลวัต อินทมาตย์ รหัสนักศึกษา 42387 นายเจษฎาภรณ์ เจิมเจริญ รหัสนักศึกษา 42416 อาจารย์ที่ปรึกษาหลัก อาจารย์สมาภรณ์ เย็นดี อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม อาจารย์ดิฐประพจน์ สุวรรณศาสตร์ สาขาวิชา เทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล สถาบัน วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ ปีการศึกษา 2565 บทคัดย่อ คณะผู้จัดทําได้คิดทำโครงการนี้นั้นเพื่อสร้างระบบเรื่อง ระบบการจัดการฐานข้อมูลร้านชาบู ชิว วัตถุประสงค์ของโครงการนี้เพื่อให้การบริการได้สะดวกและรวดเร็ว เพื่อทดสอบระบบได้ง่ายไม่ว่า จะเป็นการเพิ่มข้อมูล หรือจะแก้ไขข้อมูลก็ทำได้ง่าย ๆ และยังสามารถตรวจสอบข้อมูลสมาชิกได้ โครงการร้านชาบูชิวเป็นการประยุกต์สื่ออินเทอร์เน็ตมาใช้ในการ ดำเนินธุรกิจ ที่นิยมกันมาก ณ ปัจจุบัน คอมพิวเตอร์ได้มีการขยายเพิ่มอย่างรวดเร็วพร้อมกับพัฒนา ด้านอินเทอร์เน็ตและเว็บ ทำ ให้หน่วยงานและบุคคลต่าง ๆ ได้ใช้พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มากขึ้นใน ปัจจุบันพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ได้ ครอบคลุมธุรกรรมหลายประเภท เช่น การเก็บข้อมูลลูกค้า ข้อมูลพนักงาน การซื้อตั๋ว การเก็บข้อมูล ลูกค้าผ่าน อินเทอร์เน็ตทำให้สะดวกสบายต่อพนักงานไม่ว่าอยู่ที่ไหนก็สามารถตรวจสอบได้ สามารถ เพิ่มหรือดูข้อมูล ของลูกค้าได้ เพื่ออํานวยความสะดวกในการเดินทางที่สวนสนุก ทำให้การบันทึก ข้อมูล เป็นเรื่องที่ง่าย และสามารถจํากัดขอบเขตให้ตรงตามความต้องการมากยิ่งขึ้น ประโยชน์ของการจัดการร้านชาบูชิวโครงการนี้เป็นประโยชน์ให้กับ ลูกค้า ที่ต้องการความ สะดวกสบายและปลอดภัยดั้งนั้นเราจึงสร้างระบบนี้ขึ้นมา เพื่อให้ลูกค้าได้ทดลองใช้
ค กิตติกรรมประกาศ โครงการระบบจัดการฐานข้อมูลร้านชาบูชิว ฉบับนี้ได้จัดทำ ขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความ พยายามเป็นอย่างมากโดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับ โครงการฉบับนี้ไม่ ว่าจะเป็นท่านอาจารย์ทุกท่านรวมถึงเพื่อน ๆ และผู้ที่มีส่วน ร่วมในโครงการฉบับนี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์สมาภรณ์เย็นดีที่ปรึกษาโครงการ และ อาจารย์ดิฐประพจน์สุวรรณ ศาสตร์ ที่ปรึกษาร่วมโครงการที่ได้ให้การสนับสนุนให้ความช่วยเหลือรวมทั้งคำปรึกษา และคำแนะนำ ตลอดการทำโครงการ รวมทั้งท่านอาจารย์สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัลทุกท่านที่คอย ตักเตือนส่วน ที่ผิดพลาดของโครงการนี้ขอขอบคุณวิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการที่ได้เอื้อเฟื้อตำราจาก ห้องสมุดที่เกี่ยวข้องกับโครงการพร้อมทั้งขอบพระคุณท่านคณะกรรมการในการ สอบโครงการที่ให้คำ ติชมในการสอบวิชาโครงการเพื่อที่คณะผู้จัดทำได้นำไปปรับปรุง แก้ไขในส่วนที่บกพร่องให้ดีขึ้นเพื่อที่ โครงการในครั้งนี้จะได้ออกมาสมบูรณ์ ขอขอบพระคุณพ่อแม่ บุคคลภายในครอบครัวทุกท่านที่คอยให้กำลังใจและให้โอกาสใน การศึกษาที่วิทยาลัยเทคโนโลยีอรรถวิทย์พณิชยการ รวมทั้งเพื่อน ๆ ทุกคนที่คอยช่วยให้คำปรึกษา ร่วมทุกข์ร่วมสุขและอุปสรรคต่าง ๆ ไปด้วยกันจนทำให้การดำเนินการวิชาโครงการนี้ได้ลุล่วงและผ่าน ไปด้วยดี ณัฐภรณ์เดชเพชร พลวัต อินทมาตย์ เจษฎาภรณ์เจิมเจริญ
ง คำนำ การจัดทำโครงงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาโครงงาน 1 (30204-8502) และ โครงงาน 2 (30204-8503) หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล โดยคณะผู้จัดทำได้ จัดทำโครงงานเรื่อง ระบบการจัดการฐานข้อมูลร้านชาบูชิว โดยมีการสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อ นำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจในการใช้บริการร้านชาบูชิว โครงงานที่ทางคณะผู้จัดทำได้จัดทำนั้น ประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์ของโครงกา ร ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการพัฒนา การใช้บริการร้านชาบูชิวเพื่อสั่งรายการอาหารซึ่งมี กระบวนการในการทำงานที่เป็นระบบมากยิ่งขึ้น สามารถแบ่งส่วนการทำงานออกเป็นสองส่วนใหญ่ ๆ คือ การทำงานในส่วนของผู้ดูแลระบบ และ การทำงานในส่วนของผู้ใช้งานทั่วไป ถูกเปลี่ยนแปลงให้ดี ขึ้น และสะดวกต่อผู้ใช้มายิ่งขึ้น เทคโนโลยีสมัยใหม่ทำให้ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มความเร็วและ ง่ายต่อการทำงาน ในการจัดทำโครงการนี้เกี่ยวกับการเก็บข้อมูลขอลลูกค้า ระบบฐานข้อมูลประเภท ฐานข้อมูล เหมาะสำหรับผู้ที่มีความสนใจเกี่ยวกับการสั่งาสินค้าเข้าที่เป็นระเบียบ ไม่ต้องกังวลกับ ข้อมูลที่จะ สูญหาย หรือ เสียหาย ไม่ว่าจะเป็น ผู้ที่สนใจระบบมีความสะดวกรวดเร็ว มีความถูกต้อง มายิ่งขึ้นและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานรวมถึงสามารถลดการใช้ทรัพยากรได้อีกด้วย ทั้งนี้ คณะผู้จัดทำ จึงจัดทำระบบการจัดการฐานข้อมูล เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ที่สนใจในกา รใช้ ระบบในการใช้บริการร้านชาบูชิว หากโครงการนี้มีข้อผิดพลาดประการใด ทางคณะผู้จัดทำ ขออภัยไว้ณ ที่นี้และจะ ดำเนินการพัฒนาผลงานทางด้านคอมพิวเตอร์ให้พัฒนาให้ดีขึ้นไป คณะผู้จัดทำ 28 กุมภาพันธ์2565
จ สารบัญ หน้า หน้าอนุมัติ ก บทคัดย่อ ข กิตติกรรมประกาศ ค คำนำ ง สารบัญ จ สารบัญรูป ช สารบัญตาราง ญ บทที่ 1 บทนำ 1.1 ภูมิหลังและความเป็นมา 1 1.2 วัตถุประสงค์โครงการ 2 1.3 ขอบเขตการศึกษา 2 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 2 1.5 แผนการดำเนินงาน 3 1.6 เครื่องมือที่ใช้พัฒนาโปรแกรม 4 1.7 งบประมาณการดำเนินงาน 5 บทที่ 2 ระบบงานและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ระบบงานในปัจจุบัน 6 2.2 ปัญหาระบบงานในปัจจุบัน 7 2.3 การวิเคราะห์และความต้องการของระบบใหม่ 2.4 ระบบงานที่เกี่ยวข้อง 7 40 บทที่ 3 การออกแบบระบบงานด้วยคอมพิวเตอร์ 3.1 การออกแบบแผนภาพความสัมพันธ์ของข้อมูล (E-R Diagram) 41 3.2 พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary) 42 3.3 การออกแบบแผนภาพแนวความคิด (Story Board Design) 45 3.4 การออกแบบสิ่งนำเข้า (Input Design) 48 3.5 การออกแบบสิ่งนำออก (Output Design) 49
ฉ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 4 ระบบการจัดการฐานข้อมูลร้านชาบูชิว 4.1 เครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช้ 50 4.2 โปรแกรมที่ใช้ในการพัฒนา 50 4.3 การติดตั้งโปรแกรมและระบบ 51 4.4 วิธีการนำไปใช้งาน 54 บทที่ 5 สรุปผลการทำโครงการ 5.1 สรุปผลโครงการ 58 5.2 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน 58 5.3 สรุปเวลาการทำงานจริง (Gantt Chart) 59 5.4 สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจริง 61 บรรณานุกรม 62 ภาคผนวก 63 - ใบขอเสนออนุมัติโครงการระบบคอมพิวเตอร์ (ATC.01) 64 - ใบขอเสนออาจารย์ที่ปรึกษาร่วมโครงการ (ATC.02) 65 - ใบขอสอบโครงการระบบคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (ATC.03) 66 - ใบรายงานความคืบหน้าโครงการระบบคอมพิวเตอร์ธุรกิจ (ATC.04) 67 - ใบบันทึกการเข้าพบที่ปรึกษาโครงการ (ATC.05) 68 - ใบขออนุญาตอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมจัดทำ เอกสารบทที่ 4-5 (ATC.06) 75 - ใบรับรองการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง (ATC.07) 76 ประวัติผู้จัดทำโครงการ 80
ช สารบัญรูป หน้า รูปที่ 2.1 โครงสร้างของข้อมูล 9 รูปที่ 2.2 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น 16 รูปที่ 2.3 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 16 รูปที่ 2.4 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ 17 รูปที่ 2.5 แสดงแอททริบิวต์ รีเลชั่น และทูเพิล 18 รูปที่ 2.6 ตัวอย่างข้อมูลเลขที่ใบกำกับการเช่าห้องพัก 20 รูปที่ 2.7 ตัวอย่างความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง 21 รูปที่ 2.8 ตัวอย่างความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม 21 รูปที่ 2.9 รูปแบบฐานข้อมูลแบบกลุ่มต่อกลุ่ม 21 รูปที่ 2.10 รูปแบบฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น 25 รูปที่ 2.11 รูปแบบฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 26 รูปที่ 2.12 รูปแสดงการทำงานของระบบ Process 32 รูปที่ 2.13 แสดงแหล่งจัดเก็บข้อมูล Data Store 33 รูปที่ 2.14 แสดงเส้นตรงที่มีหัวลูกศรตรงปลายเพื่อบอกทิศทางการไหลข้อมูล 33 รูปที่ 2.15 รูปแสดงทิศทางการส่งเงื่อนไข้เพื่อกระตุ้นกระบวนการให้มีการทำงานเกิดขึ้น 33 รูปที่ 2.16 แสดงชื่อของ External Agent 34 รูปที่ 2.17 รูปแสดง Context Diagram 35 รูปที่ 2.18 โปรแกรม Microsoft access 2010 35 รูปที่ 3.1 ER Diagram ระบบฐานข้อมูลร้านชาบูชิว 41 รูปที่ 3.3 หน้าเข้าสู่ระบบ 45 รูปที่ 3.4 หน้าเมนู 45 รูปที่ 3.5 ข้อมูลโต๊ะ 46 รูปที่ 3.6 ข้อมูลพนักงาน 46 รูปที่ 3.7 ข้อมูลรายการอาหาร 47 รูปที่ 3.8 ข้อมูลลูกค้า 47 รูปที่ 3.9 หน้าใบเสร็จ 48 รูปที่ 4.0 หน้าสั่งซื้อ 48 รูปที่ 4.1 หน้าจอโหลดโปรแกรมระบบฐานข้อมูลร้านชาบูชิวที่ Google Drive 51
ซ สารบัญรูป (ต่อ) หน้า รูปที่ 4.2 หน้าจอแสดงเมื่อคลิกขวาแล้วกดดาวน์โหลด 51 รูปที่ 4.3 ไฟล์Zip ระบบฐานข้อมูลร้านชาบูชิว 52 รูปที่ 4.4 หน้าจอแสดงการแตกไฟล์ 52 รูปที่ 4.5 หน้าจอแสดงเมื่อแตกไฟล์เสร็จแล้ว 53 รูปที่ 4.6 หน้าจอแสดงข้อมูลในโฟลเดอร์ 53 รูปที่ 4.7 หน้าจอแสดงเมื่อเข้าสู่โปรแกรมระบบการจัดการฐานข้อมูลร้านชาบูชิวแล้ว 54 รูปที่ 4.8 หน้าจอเข้าสู่ระบบ 54 รูปที่ 4.9 หน้าจอเมนู 55 รูปที่ 4.10 หน้าจอข้อมูลลูกค้า 55 รูปที่ 4.11 หน้าจอข้อมูลเครื่องเล่น 56 รูปที่ 4.12 หน้าจอใบเสร็จ 56 รูปที่ 4.13 หน้าจอรายงานใบเสร็จ 57 รูปที่ 4.14 หน้าจอรายงานรายการอาหาร 57
ฌ สารบัญตาราง หน้า ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน 3 ตารางที่ 1.2 งบประมาณการดำเนินงาน 5 ตารางที่ 2.1 ตารางการเปรียบเทียบคำศัพท์ที่เรียกใช้กับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ 19 ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงประวัติพนักงาน 27 ตารางที่ 2.3 ตารางแผนก 27 ตารางที่ 2.4 ตารางข้อมูลโครงการ 28 ตารางที่ 2.5 ตารางใหม่ แสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน 28 ตารางที่ 2.6 สัญลักษณ์แสดงแผนภาพ E-R Diagram 30 ตารางที่ 2.7 ตารางแสดงสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนภาพกระแสข้อมูล 31 ตารางที่ 3.1 ตารางข้อมูลลูกค้า 42 ตารางที่ 3.2 ตารางรายการอาหาร 42 ตารางที่ 3.3 ตารางพนักงาน 43 ตารางที่ 3.4 ตารางใบเสร็จ 43 ตารางที่ 3.5 ตารางโต๊ะ 44 ตารางที่ 3.6 สั่งซื้อ 44 ตารางที่ 5.1 แสดงขนาดของโปรแกรม 58 ตารางที่ 5.2 สรุปเวลาการดำเนินงานจริง 59 ตารางที่ 5.3 สรุปค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจริง 61
บทที่ 1 บทนำ 1.1 ภูมิหลังและความเป็นมา โปรแกรมฐานข้อมูลที่อำนวยความสะดวกในเรื่องของการจัดเก็บข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน หลายๆข้อมูลซึ่งสามารถลบเพิ่มและแก้ไขข้อมูลได้อย่างง่ายดาย ช่วยลดความยุ่งยากที่เกิดขึ้นของ เอกสาร เพราะมีข้อมูลมาเท่าไหร่ก็ยิ่งมีเอกสารมากขึ้นเรื่อยๆ จึงนำโปรแกรมฐานข้อมูลเข้ามาช่วย จัดเก็บข้อมูลให้อยู่ภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว ทั้งนี้ยังสามารถสร้างแบบฟอร์ม Applicationใน การคำนวณหาผลลัพธ์ต่างๆ จากสมการคณิตศาสตร์ สามารถสร้างรายงานในแต่ละเดือน และ พิมพ์ ใบเสร็จสินค้าหรือรายงานออกมาได้อีกด้วย ในปัจจุบันนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยทำ ให้มีโปรแกรม ฐานข้อมูลให้ได้เลือกใช้มากมายแตกต่างกันไปตามความเหมาะสมกับงาน สถานที่อุปกรณ์และบุลคล การจัดทำโครงการนี้เป็นโครงการเกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลที่มีชื่อเรียกว่า ระบบจัดการร้าน ชาบูชิว มีระบบในการจัดการตรวจสอบจำนวนสินค้าภายในร้านชาบูชิวที่มีรายการสั่งซื้อ มา สินค้าที่ จำหน่ายไปแล้วเท่าไหร่ สินค้าคงเหลือเท่าไหร่ ซึ่งระบบการจัดการฐานข้อมูลชาบูชิวนี้ จะช่วยทำ รายงานของร้านโดยที่คีย์ข้อมูลลงไปในระบบเพื่อทำการค้นหาและตรวจสอบโดยไม่ต้อง หาเอกสาร หรือสมุดบันทึกแล้วไล่ดูข้อความจำนวนมากที่บันทึกไว้หากมีสินค้าที่มาตรงกับ ข้อมูลที่คีย์ลงไป สามารถจะตรวจสอบการเพิ่ม-ลดชนิดและจำนวนของสินค้าได้โดยการใส่ รหัสสินค้าสามารถป้องกัน ข้อมูลได้โดยระบบ Login ซึ่งจะมีเพียงพนักงานของทางร้านชาบูชิวเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าใช้งาน ปรับปรุง เพิ่ม-ลด และแก้ไข ข้อมูลของสินค้าได้เพื่อรักษาความปลอดภัย จากที่กล่าวมา คณะ ผู้จัดทำ จึงพัฒนาระบบการจัดการฐานข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการสินค้า ภายในร้านชาบูชิวเพื่อเป็นประโยชน์ ให้กับธุรกิจการค้าและสร้างความสะดวกในการตรวจสอบ สินค้าภายในร้าน เพื่อตอบสนองความ ต้องการของผู้ใช้ระบบฐานข้อมูลที่จัดทำขึ้น ทั้งนี้คณะ ผู้จัดทำได้คำนึงถึงความสามารถในการ ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ คณะผู้จัดทำระบบฐานข้อมูลทาง ร้านชาบูชิว ได้นำเสนอมในรูปแบบของระบบฐานข้อมูล เพื่อสร้างความเข้าใจและสามารถเรียนรู้เรื่องราวของทางร้านชาบูชิว ว่ามีขั้นตอน อย่างไรในการที่จะ นำไปพัฒนาเป็นฐานข้อมูลอื่นๆได้ และสร้างความสบายให้ผู้ที่ได้ใช้โปรแกรมฐานข้อมูลของทางร้าน ชาบูชิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของทางร้าน และอำนวยความสะดวก ทั้งผู้ใช้งานระบบฐานข้อมูลทางร้าน ชาบูชิว และผู้ดูแลระบบร้านชาบูชิว โปรแกรมฐานข้อมูลจึงมี ประโยชน์ต่อทางร้านและผู้ที่มาใช้บริการกับทางร้านเป็นอย่างมาก ทางร้านจะพัฒนาระบบและนำ โปรแกรมฐานข้อมูลของทางร้านชาบูชิวมาทำให้เกิดประโยชน์มากที่สุด
2 1.2 วัตถุประสงค์โครงการ 1. เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเข้ามาเลือกเมนูทางร้านได้สะดวกขึ้น 2. เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่มีความถูกต้องแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูล 3. เพื่อสร้างฐานข้อมูลเรื่อง ระบบฐานข้อมูลของทางร้านชาบูชิว 4. เพื่อพัฒนาต่อยอดระบบฐานข้อมูลในการทำงาน 1.3 ขอบเขตการศึกษา ส่วนของสมาชิกผู้ใช้งาน 1. สมัครสมาชิก 2. ดูรายละเอียดการใช้บริการ 3. แก้ไขข้อมูลส่วนตัว 4. การออกแบบหน้าฟอร์มการทำงาน ส่วนผู้ดูแลระบบ administrator 1. เพิ่ม/ลบ/แก้ไข 2. เรียกดูข้อมูล 3. ดูสรุปรายงาน 4. รายละเอียดของสมาชิก 1.4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ความสะดวกรวดเร็วในการเลือกเมนูของทางร้านได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ 2. ได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูล 3. ได้ฐานจ้อมูลเรื่อง ระบบฐานข้อมูลร้านชาบูชิว 4. ได้ความรู้และวิธีการดำเนินการทำระบบฐานข้อมูลของร้านชาบูชิว
3 1.5แผนการดำเนินงาน (Gantt Chart) ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน รายการ ภาคเรียนที่ 1 มิถุนายน 65 กรกฎาคม 65 สิงหาคม 65 กันยายน 65 ระยะเวลา 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 เสนอหัวข้อ ATC.01 5-10 มิ.ย. 65 ประกาศผลรอบที่ 1 13 มิ.ย. 65 เสนอหัวข้อ รอบที่ 2 14-16 มิ.ย 65 ประกาศผล รอบที่ 2 17 มิ.ย. 65 เสนออาจารย์ที่ปรึกษา ร่วม ATC.02 13 -30 มิถุนายน 65 ส่งเอกสารบทที่ 1 สมบูรณ์ 14- มิ.ย. 65 ถึง 8 ก.ค. 65 ส่งเอกสารบทที่ 2 สมบูรณ์ 9-31 ก.ค. 65 ส่งเอกสาร บทที่ 3 สมบูรณ์ 1-31 ส.ค. 65 สอบนำเสนอโครงงาน ATC.03 ครั้งที่ 1 5-23 ก.ย. 65 ส่งเอกสารโครงงาน ปก ,บทที่ 1-3 บรรณานุกรม ATC 01-05 26-30 ก.ย. 65 ติดตามความคืบหน้าโปรแกรม อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม ตุลาคม 65 รายละเอียดในการเข้าพบที่ปรึกษาร่วม 1 2 3 4 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 20 % โครงร่างชิ้นงาน ออกแบบโลโก้ชื่อแบรนด์ 3-9 ต.ค. 65 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 40 % การลงเนื้อหา จัดวางรูปภาพ สีที่ใช้ 10-16 ต.ค. 65 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 60 % การเชื่อมโยง การตั้งชื่อ 17-23 ต.ค. 65 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 80 % ระบบเริ่มใช้งานได้ 24-31 ต.ค. 65
4 ตารางที่ 1.1 แผนการดำเนินงาน (ต่อ) 1.6 เครื่องมือที่ใช้พัฒนาโปรแกรม 1. โปรแกรม Microsoft Access 2010 ใช้ในการจัดการระบบการทำฐานข้อมูล 2. โปรแกรม Microsoft Word 2019 ใช้ในการจัดทำเอกสาร รายการ ภาคเรียนที่ 2 พฤศจิกายน 65 ธันวาคม 65 มกราคม 66 กุมภาพันธ์ 66 ระยะเวลา 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 1 2 3 4 ส่งความคืบหน้าโปรแกรม 100 % 1-7 พ.ย. 65 สอบนำเสนอโครงงาน ระดับปวส.2 - ปวช.3 ATC.03 ครั้งที่ 2 26 พ.ย. 65 ส่ง ATC.06 1-16 ธ.ค. 65 ส่ง ATC.07 1-30 ม.ค. 66 ส่งเอกสาร บทที่ 4 สมบูรณ์ 20 ธ.ค. - 23 ม.ค. 66 ส่งเอกสาร บทที่ 5 สมบูรณ์ 31 มกราคม 2566 บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ คำนำ 1-7 ก.พ.66 สารบัญ สารบัญรูป สารบัญตาราง 8-14 ก.พ.66 ประวัติผู้จัดทำ หน้าอนุมัติ 15-19 ก.พ.66 ภาคผนวก ATC.04-05 20-27 ก.พ.66 ส่งเล่มโครงงาน 28 ก.พ.66 ส่งไฟล์เอกสาร Word PDF โปรแกรม ไฟลรวม PDF ไม่เกิน 10 มีนาคม 2566
5 1.7 งบประมาณการดำเนินงาน ตารางที่ 1.2 งบประมาณการดำเนินงาน ลำดับ รายการ จำนวน ราคา (บาท) 1 กระดาษ A4 2 รีม 240 2 ตลับหมึกพิมพ์ 1 ตลับ 450 3 ค่าเข้าเล่ม 1 เล่ม 200 4 ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 300 รวมเป็นเงิน 1190
บทที่ 2 ระบบงานฐานข้อมูลการจัดการร้านชาบูชิวและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2.1 ระบบงานในปัจจุบัน ระบบฐานข้อมูล คือ ชุดของสารสนเทศที่มีโครงงานสร้างสม่ำเสมอ ชุดของสารสนเทศใด ๆ ก็อาจเรียกว่าเป็นฐานข้อมูลได้ถึงกระนั้น คำว่าฐานข้อมูลที่ประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และถูกใช้ส่วน ใหญ่เฉพาะในวิชาการคอมพิวเตอร์ บางครั้งคำนี้ก็ถูกใช้เพื่ออ้างถึงข้อมูลที่ยังมิได้ประมวลด้วย คอมพิวเตอร์เช่นกันในแง่ของการวางแผนให้ข้อมูลดังกล่าวสามารถประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้ ฐานข้อมูลในลักษณะที่คล้ายกับฐานข้อมูลสมัยใหม่ถูกพัฒนาเป็นครั้งแรกในทศวรรษ 1960 ซึ่งผู้ บุกเบิกในสาขานี้คือ ซาลส์ บากแมน แบบจำลองข้อมูลสำคัญสองแบบเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ซึ่งเริ่มต้น ด้วยแบบจำลองข่ายงาน (พัฒนาโดย CODASYL) และตามด้วยแบบจำลองเชิงลำดับชั้น (นำไปปฏิบัติ ใน IMS) แบบจำลองทั้งสองแบบนี้ ในภายหลังถูกแทนที่ด้วย แบบจำลองเชิงสัมพันธ์ ซึ่งอยู่ร่วมสมัย กับแบบจำลองอีกสองแบบ แบบจำลองแบบแรกเรียกกันว่า แบบจำลองแบบราบ ซึ่งออกแบบสำหรับ งานที่มีขนาดเล็กมาก ๆ แบบจำลองร่วมสมัยกับแบบจำลองเชิงสัมพันธ์อีกแบบ คือ ฐานข้อมูลเชิงวัตถุ หรือ โอโอดีบี3 (OODB) ในปัจจุบันการจัดเก็บเอกสารที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเอกสารที่ถูกจัดเก็บอยู่ใน รูปแบบของฐานข้อมูล ใส่เข้าแฟ้มแล้วนำเก็บเข้าชั้นแฟ้มเอกสารจะมีความลำบากในการจัดเก็บ ดูแล รักษา ซึ่งการเอาเทคโนโลยี database สมัยใหม่มาใช้ในการบริหารจัดการเอกสารทางบริษัทแม็คน่า เป็นบริษัทที่เกี่ยวกับบริหารโรงแรมต้องมีแบบฟอร์มเอกสารมากมายในการทำงาน จะลำบากมากหาก ยังมีการจัดเก็บแบบฟอร์มเอกสารในรูปแบบฐานข้อมูล การนำระบบงาน มาจัดการหมวดหมู่ของ เอกสารทำให้ง่ายต่อการนำไปใช้งาน ทำให้บริษัทแม็คน่า เป็นบริษัทที่ทันสมัยที่นำระบบ database เข้ามาจัดเอกสาร เป็นการแก้ไขปัญหาที่ถูกจุด และยังคงเก็บเอกสารอยู่ในสภาพที่ดี ทั้งนี้ ยังเป็นการ ลดปริมาณการใช้ทรัพยากร ลดเวลา ลดพื้นที่และสถานที่ในการจัดเก็บ ให้กับผู้ที่สามารถทำการ จัดการเอกสารที่มีประสิทธิภาพที่ดีกว่าการจัดเก็บเอกสารในรูปแบบของกระดาษทั้งในด้าน ปริมาณ การใช้ทรัพยากรและการสำรองข้อมูลป้องกันข้อมูลเอกสารจะสูญหายหรือเสียหายน้อยลงเนื่องจาก เก็บจัดเก็บข้อมูลเป็นฟอร์มเอกสารเป็นต้น ดังนั้น ในโครงงานนี้จึงได้มีแนวความคิดที่จะนำระบบจัดการระบบฐานข้อมูลมาใช้จัดการงาน เอกสาร เพื่อช่วยในการพัฒนากระบวนการทำงานจากเดิมที่จะต้องเขียนด้วยลายมือ และจัดเก็บอยู่ใน รูปแบบกระดาษ ไปเป็นการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ จัดเก็บเป็นข้อมูลไฟล์
7 2.2 ปัญหาระบบงานในปัจจุบัน 1. การบันทึกข้อมูลทำได้ล่าช้าเพราะมีข้อมูลเป็นจำนวนมาก 2. การตรวจสอบการแก้ไขอาจทำได้ยากหากมีข้อมูลจำนวนมาก 3. การแก้ไขและค้นข้อมูลทำได้ช้าและอาจเสียเวลาในการทำงาน 4. การทำงานจะเก็บข้อมูลเป็นแบบเอกสาร ทำให้เกิดความล่าช้าในการบริการ 5. อาจเกิดความผิดพลาดสินค้าไม่พอขายต่อลูกค้า ทำให้ผิดพลาดในการบริการ 2.3 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง หลักการของระบบฐานข้อมูล หลักการของระบบฐานข้อมูลประกอบไปด้วย 1. ระบบสารสนเทศ แนวคิดพื้นฐานของระบบสารสนเทศนั้น เป็นการพัฒนาในด้านเทคโนโลยี การประยุกต์ใช้ งา น การจัดกา รระบบสารสนเทศ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ในเรื่องของฮาร์ดแวร์ (Hardware) และซอฟต์แวร์ (Software) ทั้งด้านระบบ ข้อมูล โปรแกรมประยุกต์ และอื่น ๆ โดย ระบบคือกลุ่มขององค์ประกอบที่มีความสัมพันธ์กัน ถูกกำหนดให้ทำงานร่วมกัน เพี่อให้บรรลุ เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ร่วมกัน โดยมีข้อมูลนำเข้า (Input) ป้อนผ่านเข้ากระบวนการเพื่อนำไป ประมวลผล (Processing) และสร้างผลลัพธ์ (Output) ในรูปแบบตามที่ต้องการ ซึ่งระบบที่กล่าวถึงนี้เรียกว่า “ระบบสารสนเทศ” (Information System) ถือเป็นระบบของ การประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นสารสนเทศตามกระบวนการทำงานของระบบ คอมพิวเตอร์ที่เรียกกันว่า “วงจรไอพีโอ” ถ้ามองภาพระบบสารสนเทศในลักษณะที่ประกอบด้วย ฐานข้อมูลที่ใช้จัดเก็บข้อมูล และโปรแกรมที่ใช้ในการประมวลผลข้อมูลคือ ทั้งรวบรวม บันทึก จัดเก็บ ดำเนินการ และค้นคืนข้อมูล จากรูปแบบของสารสนเทศนั้น ข้อมูลถือเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งข้อมูลนั้นได้มีการจัดเก็บใน รูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่ในอดีตที่ได้มีการพัฒนาจัดเก็บเป็นแฟ้มข้อมูลในสื่อข้อมูลต่าง ๆ มาจนในปัจจุบัน มีการจัดโครงสร้างข้อมูลให้เป็นแบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ที่กำลังเป็นที่นิยมใช้งานกันในหน่วยงานที่มี การใช้งานระบบสารสนเทศด้านคอมพิวเตอร์ เพราะการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูลจากปริมาณ ข้อมูลที่มีจำนวนมาก จะทำให้มีแฟ้มข้อมูลมีจำนวนมากด้วย ทำให้เกิดข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันข้อมูลที่ ซ้ำซ้อนนี้จะก่อให้เกิดปัญหามากมาย จึงเป็นที่มาของการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลเป็นแบบ ฐานข้อมูล 2. ข้อมูล ข้อมูล (Data) ในระบบคอมพิวเตอร์ที่จัดเก็บนั้น ภายในเครื่องจะจัดเก็บแบบเลขฐานสอง เรียกเลขฐานสองแต่ละตัวว่า บิต (Bit) (Binary System) เช่น 0 หรือ 1 สถานะของเลขฐานสองจะมี ค่าเป็น 0 กับ 1 เท่านั้น ส่วนที่ใช้เป็นข้อมูลด้วยการรวมกลุ่มเลขฐานสอง 8 ตัว (01010101) เรียกแต่
8 ละกลุ่มนี้ว่า ไบต์ (Byte) โดยแต่ละไบต์จะใช้แทนตัวเลข ตัวอักษร และสัญลักษณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีชนิดของ ข้อมูลแบ่งได้ดังต่อไปนี้ 1. ชนิดตัวเลข (Numerical Data or Number Data) เป็นข้อมูลเชิงจำนวนที่ประกอบด้วย ตัวเลขต่าง ๆ ที่นำไปใช้ในการคำนวณได้ 2. ชนิดตัวอักษร (Alphabetic Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยตัวอักษรต่าง ๆ มารวมกัน ไม่มีตัวเลข หรือสัญลักษณ์อื่นใด หรือข้อมูลเป็นตัวเลข 0-9 ที่นำไปใช้ในการคำนวณไม่ได้ 3. ชนิดข้อความ (Text of Character Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยอักขระต่าง ๆ มา รวมกัน นำไปใช้ในการคำนวณไม่ได้ ไม่มีรูปแบบที่แน่นอน 4. ชนิดที่เป็นรูปแบบหรือข้อมูลรหัส (Formatted Data or Code Data) เป็นข้อมูลที่ ประกอบด้วยอักขระต่าง ๆ มารวมกัน มีรูปแบบแน่นอน อาจเป็นแบบรหัสที่ต้องมีการแปลงให้เป็น ข้อความเพื่อให้มีความหมายที่ชัดเจน เช่น รหัสสินค้า LCD17AA001 คือ สินค้าที่เป็นจอภาพแบบ แอลซีดี ยี่ห้อ AA ขนาด 17 นิ้ว เป็นต้น 5. ชนิดรูปภาพหรือภาพลักษณ์ (Images Data) เป็นข้อมูลประเภทรูปภาพ เช่น ภาพถ่าย ภาพที่เกิดจากการสแกนภาพ ภาพที่เกิดจากการถ่ายด้วยกล้องดิจิทัล เป็นต้น 6. ชนิดภาพเคลื่อนไหว (Moving Data) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยภาพนิ่งหลาย ๆ ภาพที่ แตกต่างกันเล็กน้อย แล้วนำมาแสดงต่อเนื่องกันอย่างรวดเร็วจนกลายเป้นภาพเคลื่อนไหว (การแสดง ภาพเคลื่อนไหวควรใช้ความเร็วไม่ต่ำกว่า 30 ภาพต่อวินาที) 7. ชนิดเสียง (Audio/Sound Data) เป็นข้อมูลที่เป็นเสียงพูด มีการใช้อุปกรณ์ช่วยในการ จัดเก็บ เช่น ไมโครโฟน เป็นเครื่องรับเสียงแล้วแปลงข้อมูลเสียงนั้นเก็บไว้ 3. โครงสร้างแฟ้มข้อมูล โครงสร้างแฟ้มข้อมูล (Structure of Data File) ของระบบคอมพิวเตอร์นั้น ประกอบด้วย หน่วยข้อมูลที่เล็กที่สุดไปยังหน่วยที่ใหญ่ที่สุด โดยจัดโครงสร้างพื้นฐานตามลำดับดังนี้ 1. บิต (Bit) คือ เลขฐานสอง ใช้แทนค่าหน่วยที่เล็กที่สุดของข้อมูลในคอมพิวเตอร์ โดยแต่ละ บิตมีค่าเป็น 0 หรือ 1 เพียง 2 ค่าเท่านั้น 2. ไบต์ (Byte) คือ เลขฐานสองจำนวน 8 บิตเรียงต่อกันเป็น 1 ไบต์ สามารถสร้างรหัสแทน ข้อมูล โดยแทนตัวอักษร ตัวเลข หรือตัวอักขระรวมกันได้ถึง 256 ตัว ระบบคอมพิวเตอร์ในปัจจุบันได้ มีการใช้รหัสที่เรียกว่า “ยูนิโค้ด” (Unicode) ซึ่งจะใช้แทนอักขระได้เป็นจำนวนมากกว่ารหัสแบบเดิม การที่ต้องใช้รหัสแบบนี้เนื่องจากปัจจุบันมีการใช้งานกราฟิกหรือแอนิเมชันต่าง ๆ มากมายจึงทำให้ รหัสแบบเดิมมีไม่เพียงพอในการแทนตัวอักขระที่เป็นกราฟิกหรือสัญลักษณ์พิเศษต่าง ๆ 3. เขตข้อมูล (Field) คือ การนำตัวอักขระตั้งแต่ 1 ตัวขึ้นไป มารวมกันเพื่อให้มีความหมาย เช่น EMP_F_Name คือ เขตข้อมูลที่ใช้เก็บชื่อพนักงาน 4. ระเบียน (Record) การนำเขตข้อมูลหลาย ๆ เขตข้อมูลที่สัมพันธ์กันมารวมกัน
9 5. แฟ้มข้อมูล (File) คือ ข้อมูลที่เป็นระเบียนประเภทเดียวกันหลาย ๆ ระเบียนรวมกัน เช่น แฟ้มข้อมูลพนักงาน ประกอบด้วยระเบียนของพนักงานทั้งองค์กร รูปที่ 2.1 โครงสร้างของข้อมูล 4. การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูล ข้อมูลต่าง ๆ ที่รวมกันเป็นระเบียนจะถูกจัดเก็บอยู่ในแฟ้มข้อมูล มีการกำหนดวิธีการที่ ระเบียนของแฟ้มข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเก็บ ซึ่งจะอยู่บนอุปกรณ์ที่เป็นสื่อในการเก็บข้อมูล เพื่อให้การ จัดเก็บข้อมูลและการเข้าถึงข้อมูลมีความสะดวกรวดเร็วและถูกต้อง ดังนั้น การจัดโครงสร้างของ แฟ้มข้อมูลที่เป็นพื้นฐานสามารถแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังนี้ 1. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ (Sequential File Organizations) เป็นการจัด แฟ้มข้อมูลในรูปแบบที่ระเบียนภายในแฟ้มข้อมูลจะเรียงตามลำดับที่ข้อมูลถูกบันทึก โดยอาจถูก บันทึกด้วยการเรียงตามลำดับของคีย์ฟิลด์ (Key Field) หรือไม่เรียงตามลำดับของคีย์ฟิลด์ก็ได้ข้อมูล จะถูกบันทึกลงในสื่อบันทึกข้อมูลข้อมูลจะถูกบันทึกในต่ำแหน่งที่อยู่ติด ๆ กันหรือห่างกันก็ได้การนำ ข้อมูลมาใช้ของโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะต้องทำการอ่านข้อมูลทีละระเบียนเรื่อย ๆ ไปตามลำดับ จนถึงระเบียนที่เป็นข้อมูลที่ต้องการ จึงจะใช้ข้อมูลในระเบียนนั้นได้โดยจะเข้าถึงข้อมูล โดยตรงไม่ได้ สำหรับโครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบเรียงลำดับ ประกอบไปด้วยระเบียนที่จัดเรียงตาม ลำดับอย่าง ต่อเนื่อง เมื่อสร้างแฟ้มข้อมูลจะบันทึกระเบียนเรียงตามลำดับ การบันทึกระเบียนจะ ถูกเขียนต่อเนื่อง ไปตามลำดับจากระเบียนที่ 1 ถึงระเบียนที่ N และการอ่านระเบียนภายในแฟ้มข้อมูล จะต้องใช้ วิธีการอ่านแบบต่อเนื่องตามลำดับ คือ อ่านตั้งแต่ต้นแฟ้มข้อมูลไปยังท้ายแฟ้มข้อมูล โดย จะต้องเริ่ม อ่านตั้งแต่ระเบียนที่ 1, 2, 3,.. ไปเรื่อย ๆ จนถึงระเบียนที่ต้องการ ตัวอย่างเช่น ถ้าต้อง การอ่าน ระเบียนที่ 8 ก็ต้องอ่านระเบียนตามลำดับตั้งแต่ระเบียนที่ 1, 2, 3, 4, 5, 6, 7 ก่อนแล้ว จึงจะอ่าน ระเบียนที่ 8 ไต้
10 2. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบลำดับตามดัชนี (Index File Organizations) เป็นวิธีการ เก็บ ข้อมูลโดยแต่ละระเบียนในแฟ้มข้อมูลจะมีค่าของคีย์ฟิลด์ที่ใช้เป็นตัวระบุระเบียนนั้น ค่าคีย์ฟิลด์ ของ แต่ละระเบียนจะต้องไม่ซ้ำกับค่าคีย์ฟิลด์ในระบบอื่น ๆ ในแฟ้มข้อมูลเดียวกัน เพราะการ จัด โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบนี้จะใช้คีย์ฟิลด์เป็นตัวเข้าถึงข้อมูล การเข้าถึงข้อมูลหรือการอ่านระเบียน ใด ๆ จะเข้าถึงได้อย่างสุ่ม การจัดโครงสร้างแฟ้มข้อมูลต้องบันทึกลงสื่ออุปกรณ์ที่เข้าถึงข้อมูลได้ โดยตรง เช่น จานแม่เหล็ก การสร้างแฟ้มข้อมูลประเภทนี้ไม่ว่าจะสร้างครั้งแรกหรือสร้างใหม่ ข้อมูล แต่ละ ระเบียนต้องมีเขตข้อมูลหนึ่งใช้เป็นคีย์ฟิลด์ของข้อมูลระเบียนนั้น นอกจากจะเข้าถึงระเบียน ใด ๆ ได้ เร็วขึ้นแล้ว ยังสามารถเพิ่มระเบียนเข้าในส่วนใด ๆ ของแฟ้มข้อมูลได้ ในแต่ละแฟ้มข้อมูล ที่ถูกบันทึก ลงสื่อข้อมูลจะมีตารางดัชนีทำให้เข้าถึงระเบียนใด ๆ ได้รวดเร็วขึ้น 3. โครงสร้างแฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (Relative File or Hashed File Organizations) เป็นโครงสร้างที่สามารถเข้าถึงข้อมูลหรืออ่านระเบียนใด ๆ ได้โดยตรง วิธีนี้เป็นการจัดเรียง ข้อมูลเข้า ไปในแฟ้มข้อมูลที่อาศัยเขตข้อมูลเป็นตัวกำหนดตำแหน่งของระเบียนนั้น โดยค่าคีย์ฟิลด์ของข้อมูลใน แต่ละระเบียนของแฟ้มข้อมูลจะมีความสัมพัทธ์กับตำ แหน่งที่ระเบียนนั้นถูกจัดเก็บไว้ ใน หน่วยความจํา ค่าความสัมพัทธ์นี้เป็นการกำหนดตำแหน่ง (Mapping Function) ซึ่งเป็นฟังก์ชัน ที่ใช้ ในการเปลี่ยนแปลงคีย์ฟิลด์ของระเบียนนั้นให้เป็นตำแหน่งในหน่วยความจำ การจัดเก็บข้อมูล ลง แฟ้มข้อมูลแบบสัมพัทธ์ (Relative File) จะถูกจัดเก็บอยู่บนสื่อที่สามารถเข้าถึงได้โดยตรง เช่น แผ่น จานแม่เหล็ก ซึ่งการกำหนดตำแหน่งนี้จะทำการคำนวณปรับเปลี่ยนค่าคีย์ฟิลด์ของระเบียนให้ เป็น ตำแหน่งในหน่วยความจำ แฟ้มข้อมูลหลักนี้ประกอบด้วยระเบียนที่จัดเรียงตามตำแหน่งใน หน่วยความจํา ซึ่งจะเรียงจากระเบียนที่ 1 จนถึง N แต่จะไม่เรียงลำดับตามค่าของคีย์ฟิลด์ 5. ระบบแฟ้มข้อมูล ระบบการจัดเก็บข้อมูล (Data File System) ที่ใช้ในงานคอมพิวเตอร์นั้น มีวิวัฒนาการมา ตั้งแต่ยุคต้น ๆ ที่จัดเก็บคล้ายกับการจัดเก็บแฟ้มเอกสารต่าง ๆ ด้วยมือที่ดำเนินการอยู่ในสำนักงาน ทั่ว ๆ ไป แต่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์จะได้ปริมาณที่มากกว่าในเนื้อที่เท่า ๆ กัน โดยที่จะ จัดเก็บเป็นระบบ สืบค้นข้อมูลเรียกใช้ข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และเรียกได้ตามที่ต้องการทันที หรือใช้ เวลาน้อยกว่า อย่างไรก็ตามการจัดเก็บข้อมูลแบบนี้ยังเกิดปัญหากับข้อมูลเมื่อแฟ้มข้อมูลมีจำนวน มาก ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทั้งของโปรแกรมและข้อมูลเชื่อมโยงต่อกัน เมื่อต้องการ เพิ่ม หรือแก้ไขโครงสร้างข้อมูลจึงต้องทำการแก้ไขปรับปรุงโปรแกรมใหม่ โดยใช้ผู้ชำนาญการเรื่อง โปรแกรมทำการแก้ไข ซึ่งเป็นการยุ่งยากและเกิดปัญหาบ่อยครั้ง เมื่อมนุษย์เริ่มรู้จักการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผล จึงเริ่มมีการพัฒนาภาษาโปรแกรม สำหรับใช้ในการประมวลผลข้อมูล เช่น ภาษาฟอร์แทรน (Fortran), โคบอล (Cobol), พีแอลวัน (PL/1), เบสิก (Basic), ปาสคาล (Pascal), ภาษาซี (C) เป็นต้น มีการพัฒนาแนวความคิดของ การ
11 จัดเก็บข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูลประเภทต่าง ๆ แต่แฟ้มข้อมูลมีข้อจำกัดในการใช้งานหลายประการ เนื่องมาจากเหตุผลดังนี้ 1. การประมวลผลกับระบบแฟ้มข้อมูลยุ่งยาก การดำเนินงานกับแฟ้มข้อมูลของระบบ คอมพิวเตอร์นั้น จำเป็นจะต้องเขียนคำสั่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดในภาษาคอมพิวเตอร์ในโปรแกรม เพื่อ สร้างแฟ้มข้อมูล ส่วนโปรแกรมต้องพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของภาษา เช่น หากภาษา คอมพิวเตอร์ที่ใช้นั้นกำหนดว่าจะต้องระบุชื่อแฟ้มข้อมูลในโปรแกรม ก็ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด การใช้แฟ้มข้อมูลแบบนี้มีลักษณะจำกัดอย่างหนึ่งคือจะต้องระบุรายละเอียดของแฟ้ม วิธีการจัดแฟ้ม ข้อมูล และรายละเอียดของระเบียนที่อยู่ในแฟ้มเอาไว้ในโปรแกรมอย่างครบถ้วน หากผิดพลาดหรือ กําหนดไม่ครบก็จะทำให้โปรแกรมหางานผิดพลาดได้ 2. แฟ้มข้อมูลไม่มีความเป็นอิสระของข้อมูล ระบบแฟ้มข้อมูล ถ้ามีการแก้ไขโครงสร้าง ข้อมูลจะกระทบถึงโปรแกรมด้วย เนื่องจากในการเรียกใช้ข้อมูลที่เก็บอยู่ในระบบแฟ้มข้อมูลนั้น จะต้องใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นเพื่อเรียกใช้ข้อมูลในแฟ้มข้อมูลนั้น โดยเฉพาะโปรแกรมเมอร์ที่จะต้อง เขียนโปรแกรมเพื่ออ่านข้อมูลจากแฟ้มข้อมูล และพิมพ์รายงานที่แสดงเฉพาะข้อมูลที่ตรงตาม เงื่อนไข ที่กำหนด กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล ทำให้ต้องมีการแก้ไขโปรแกรม ตามโครงสร้างของข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงไป ลักษณะแบบนี้เรียกว่า “ข้อมูลและโปรแกรมไม่เป็นอิสระ ต่อกัน" 3. แฟ้มข้อมูลมีความซ้ำซ้อนมาก คือ ถ้าเก็บข้อมูลซ้ำซ้อนกันหลายแห่ง เมื่อมีการปรับปรุง ข้อมูลไม่ครบจะทำให้ข้อมูลเกิดความขัดแย้งกัน และยังเปลืองเนื้อที่ในการจัดเก็บข้อมูลด้วย เนื่องจาก ข้อมูลชุดเดียวกันจัดเก็บซ้ำกันหลายแห่งนั่นเอง 4. แฟ้มข้อมูลมีความถูกต้องของข้อมูลน้อย เนื่องจากแฟ้มข้อมูลไม่สามารถตรวจสอบ กฎ ข้อบังคับความถูกต้องของข้อมูลได้ ถ้าต้องการควบคุมข้อมูล ผู้พัฒนาโปรแกรมต้องเขียน โปรแกรม เพื่อควบคุมกฎระเบียบต่าง ๆ เองทั้งหมด ถ้าเขียนโปรแกรมครอบคลุมกฎระเบียบใด ไม่ครบหรือขาด หายไปบางกฎ อาจทำให้ข้อมูลผิดพลาดได้ 5. แฟ้มข้อมูลมีความปลอดภัยน้อย แฟ้มข้อมูลไม่มีระบบการรักษาควา มปลอดภัยในการ ควบคุมเกี่ยวกับการเข้าใช้ข้อมูล ทุกคนจึงสามารถเรียกดูและเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ก่อให้เกิดความ เสียหายต่อข้อมูลได้ และข้อมูลบางส่วนอาจเป็นข้อมูลที่ไม่อาจเปิดเผยได้หรือเป็นข้อมูลเฉพาะของ ผู้บริหาร 6. ไม่มีการควบคุมจากศูนย์กลาง ระบบแฟ้มข้อมูลจะไม่มีการควบคุมการใช้ข้อมูลจาก ศูนย์กลาง เนื่องจากข้อมูลที่หน่วยงานย่อยใช้สามารถใช้ข้อมูลได้อย่างเสรีโดยไม่มีศูนย์กลางในการ ควบคุม ทำให้ไม่ทราบว่าหน่วยงานใดใช้ข้อมูลระดับใดบ้าง ใครเป็นผู้นำข้อมูลเข้า และมีสิทธิแก้ไข ข้อมูลหรือเรียกใช้ข้อมูลหรือไม่
12 ระบบแฟ้มข้อมูลเมื่อมีการใช้งานจนเกิดปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดใน การ จัดกา รข้อมูลรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ระบบฐานข้อมูล” เพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นและทำให้มี ประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ซึ่งมีวิธีและรูปแบบของการจัดเก็บและการใช้งานที่แตกต่างจากกัน ลักษณะของฐานข้อมูล ลักษณะของฐานข้อมูล (Database) หมายถึง แฟ้มข้อมูลหลาย ๆ แฟ้มที่เก็บรวบรวมไว้ ด้วยกันทั้งในสถานที่เดียวกันหรือต่างสถานที่ แต่มีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยมีการกำหนด รูปแบบของระเบียนที่ต้องการไว้ยังจุดศูนย์กลางเพียงที่เดียว เพื่อจะได้ควบคุมการแสดงผล การเก็บ รักษา และการดูแลแก้ไขให้เป็นรูปแบบเดียวกัน และจะต้องกำหนดสิทธิของผู้ใช้ที่จะสามารถดึงข้อมูล ออกมาเท่าที่จำเป็นในแต่ละหน่วยงานนั้น ๆ เพื่อป้องกันข้อมูลรั่วไหลไปยังภายนอกองค์กร ตัวอย่างเช่น แฟ้มข้อมูลของนักศึกษาในวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่จัดเก็บข้อมูลไว้แต่ละหน่วยงาน เช่น ฝ่ายธุรการจะจัดเก็บแฟ้มประวัติของนักศึกษา ฝ่ายทะเบียนและวัดจะจัดเก็บแฟ้มข้อมูลของ รายวิชาที่นักศึกษาได้ลงทะเบียนไว้ อาจารย์ประจำวิชาจะดึงข้อมูลจากฝ่ายทะเบียน ที่นักศึกษาได้ ลงทะเบียนไว้มากรอกผลการเรียนในแต่ละรายวิชา เมื่อได้สอบวัดผลการเรียนเป็นที่เรียบร้อยแล้วฝ่าย ปกครองจะบันทึกพฤติกรรมของนักศึกษาที่กระทำผิดกฎระเบียบของวิทยาลัยโดยหักคะแนนความ ประพฤติ ซึ่งจะเห็นได้ว่าแต่ละฝ่ายจะทำงานในแต่ละด้านต่างกันแต่ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน โดยจะต้อง มีการจำกัดสิทธิ์ของผู้เช่าใช้งานในแต่ละด้านให้สามารถดู/แก้ไข/เพิ่มเติมในส่วนของฝ่ายนั้น ๆ โดยไม่ ทับซ้อนกัน จากตัวอย่างดังกล่าวจะเห็นได้ว่าข้อมูลมีความสันพันธ์กันและเรียกใช้งานได้อย่างมี ประสิทธิภาพแต่กว่าจะมาเป็นฐานข้อมูลที่ดีได้นั้นจะต้องเกิดจากการร่วมกันพัฒนาทั้งด้านฮาร์ดแวร์ และซอฟต์แวร์ที่ดี และมีระบบการจัดการฐานข้อมูลที่ดีหรือเรียกว่า “DBMS” อีกด้วย ระบบฐานข้อมูล (Database System) ฐานข้อมูล (Database) หมายถึงกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กัน มาเก็บ รวบรวม เข้าไว้ ด้วยกันอย่างมีระบบและข้อมูลที่ประกอบกัน เป็นฐานข้อ มูลนั้น ต้องตรงตาม วัตถุประสงค์การใช้ งานขององค์กรด้วยเช่นกัน เช่น ในสำนักงานก็รวบรวมข้อมูล ตั้งแต่หมายเลขโทรศัพท์ของผู้ที่มา ติดต่อจนถึงการเก็บเอกสารทุกอย่างของสำนักงาน ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะมีส่วนที่ สัมพันธ์กันและ เป็นที่ ต้องการนำออกมาใช้ประโยชน์ต่อไปภายหลังข้อมูลนั้นอาจจะเกี่ยวกับบุคคล สิ่งของสถานที่ หรือ เหตุการณ์ใด ๆ ก็ได้ที่สนใจศึกษา หรืออาจได้มาจากการสังเกต การนับหรือการวัดก็เป็นได้รวมทั้งข้อ มูลที่เป็นตัวเลขข้อความ และรูปภาพต่าง ๆ ก็สามารถนำมาจัดเก็บ เป็นฐานข้อมูลได้และที่สำคัญ ข้อ มูลทุกอย่างต้องมีความสัมพันธ์กัน เพราะต้องการนามาใช้ประโยชน์ต่อไปในอนาคต ระบบการจัดกา รฐาน ข้อมูล (Database Management System : DBMS) หมายถึง โปรแกรมหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาให้สามารถเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ใช้กับโปรแกรมจัดการข้อมูลที่ แต่ละหน่วยงานจัดเก็บลงในแฟ้มข้อมูล โดยให้มีความเกี่ยวข้องกันกับการใช้ฐานข้อมูล ซึ่งจะทำให้
13 ผู้ใช้ได้รับความสะดวกในการนำข้อมูลมาใบ้ได้โดยง่าย และเกิดผลสัมฤทธิ์ตามจุดประสงค์ของแต่ละ หน่วยงาน ซึ่งการเข้าถึงข้อมูลอาจจะมีการกำหนดเงื่อนไขต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ อาจไม่จำเป็นต้อง รู้เรื่องโครงสร้างของฐานข้อมูลเลยก็ได้ ดังนั้น ระบบการจัดการฐานข้อมูลจึงเป็นเครื่องมือตัวหนึ่งที่ ช่วยอำนายความสะดวกให้กับผู้ใช้ที่สามารถสื่อสารกับโปรแกรมต่าง ๆ ได้ ระบบการจัดการฐานข้อมูล ที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย 1. การกำหนดหน้าที่ของฟังก์ชันต่าง ๆ ในการจัดการกับข้อมูลได้อย่างหลากหลาย 2. ภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม DBMS จะต้องเป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและเป็นกลางที่นัก โปรแกรมทุกเชื้อชาติสามารถเข้าใจได้ ส่วนใหญ่แล้วจะใช้ภาษา SQL 3. สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือบำรุงรักษาได้โดยง่าย และต้องไม่ยึดติดกับนักเขียน โปรแกรมคนใดคนหนึ่ง 4. ต้องมีการกำหนดสิทธิ์ของผู้ใช้ในแต่ละคนได้ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์และทำให้เกิด ความปลอดภัยของข้อมูลที่อาจจะมีผู้นำไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม 5. สามารถรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของข้อมูล โดยการสำรองข้อมูล (Backup) ได้ตลอดเวลา ซึ่งอาจจะไม่รู้ว่าเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นบ้าง เช่น ไฟฟ้าดับ ข้อมูลเกิดการเสียหาย ฮาร์ดดิสก์เสีย เป็นต้น 6. สามารถเรียกคืนข้อมูล (Recover) ในกรณีที่ข้อมูลเกิดความเสียหายได้ 7. ต้องจัดการบริหารและเรียกแฟ้มข้อมูลต่าง ๆ จากหน่วยความจำสำรองมาไว้ยัง หน่วยความจำหลักและนำเสนอตามความต้องการของผู้ใช้ ซึ่งจะเป็นตัวประสานงานระหว่างผู้ใช้กับ แฟ้มข้อมูล 8. จัดการบริหารฐานข้อมูลและควบคุมให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน เมื่อมีผู้ใช้หลาย ๆ คน เข้ามาใช้ฐานข้อมูลพร้อม ๆ กัน องค์ประกอบของระบบฐานข้อมูล ระบบฐานข้อมูลจะสมบูรณ์ได้นั้นต้องประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 4 ประการดังนี้ 1. ฮาร์ดแวร์ (Hardware) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทางด้านคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มินิคอมพิวเตอร์ หรือไมโครคอมพิวเตอร์ ใช้ในการประมวลผล ข้อมูลของฐานข้อมูล หน่วยจัดเก็บข้อมูล หน่วยนำเข้าข้อมูล หน่วยแสดงผล รวมทั้งอุปกรณ์สื่อสาร โทรคมนาคมที่ใช้เชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ด้วย 2. ซอฟต์แวร์ (Software) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับซอฟต์แวร์ประยุกต์และซอฟต์แวร์ ด้านฐานข้อมูล โดยซอฟต์แวร์ประยุกต์เป็นโปรแกรมที่เขียนด้วยภาษาระดับสูงเพื่อใช้ทำงานด้านใด ด้านหนึ่ง เช่น โปรแกรมระบบเงินเดือน โปรแกรมระบบบัญชีลูกหนี้ เป็นต้น ส่วนซอฟต์แวร์ด้าน ฐานข้อมูลจะเป็นระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ทำหน้าที่ในการจัดการฐานข้อมูลให้กับผู้ใช้และ ผู้เขียนโปรแกรม
14 3. ข้อมูล (Data) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับข้อมูลที่จัดเก็บในฐานข้อมูล ซึ่งข้อมูลจะมี คุณสมบัติด้านความถูกต้อง ทันสมัย ซ้ำซ้อนน้อย และสามารถใช้ร่วมกันได้ 4. บุคลากร (Peopleware) เป็นองค์ประกอบที่เกี่ยวกับบุคลากรซึ่งเกี่ยวข้องกับฐานข้อมูล บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับระบบฐานข้อมูล สามารถแบ่งประเภทตามลักษณะหน้าที่ได้ดังนี้ 1. ผู้ใช้ทั่วไป (Naïve User) คือ บุคคลที่ใช้คอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยมีพื้นฐานด้านการใช้ คอมพิวเตอร์มาบ้าง ไม่จำ เป็นต้องรู้จักรา ยละเอียดโครงสร้า งของฐานข้อมูลหรือภาษาทา ง คอมพิวเตอร์แต่สามารถเรียกใช้ข้อมูลได้โดยผ่านทางโปรแกรมสำเร็จรูป 2. ผู้ใช้ฐานข้อมูล (Sophisticated User) คือ บุคคลที่สามารถดึงข้อมูลขึ้นมาใช้โดยผ่าน ภาษาที่เกี่ยวข้องกับการเรียกใช้ข้อมูล (Query Language) มีความรู้พื้นฐานในการเรียกและแสดงผล ข้อมูลในรูปแบบที่ต้องการได้อย่างหลากหลาย ซึ่งไม่จำเปก็นต้องมีความรู้ด้านการเขียนโปรแกรม ภาษาระดับสูง 3. นักวิเคราะห์และออกแบบระบบ (System Analysis and Designer) คือ บุคคลที่ทำ หน้าที่ออกแบบระบบฐานข้อมูลให้ตรงกับการใช้งานของผู้ใช้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 3.1 นักออกแบบในระดับแนวคิด (Logical Database Designer)คือ บุคคลที่ทำ หน้าที่ออกแบบระบบโดยประยุกต์กับงานในปัจจุบัน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะเขียนข้อกำหนดของการใช้ ฐานข้อมูลในรูปแบบของเอนทิตี้ (Entity), แอททริบิวต์ (Attribute) และการเชื่อมความสัมพันธ์ (Relationship) กับงานและข้อกำหนดของธุรกิจนั้น ๆ เช่น นักศึกษา 1 คน จะต้องสังกัดอยู่เพียง คณะเดียว ถ้านักศึกษาได้ไปลงทะเบียนกับอีกคณะหนึ่งก็จะทำให้เกิดข้อผิดพลาดของการลงทะเบียน ในคณะที่ 2 ดังนั้น การออกแบบจึงต้องออกแบบให้มีกฎเกณฑ์ที่เหมือนกัน และในทางกลับกันคณะ หนึ่งคณะสามารถมีนักศึกษาได้มากกว่า 1 คน ซึ่งแต่ละคณะก็จะมีนักศึกษาได้ในจำนวนที่เท่ากันหรือ แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับความชอบของนักศึกษา 3.2 นักออกแบบระบบในระดับปฏิบัติ (Physical Database Designer) คือ บุคคล ที่ทำหน้าที่ในการนำเอาโครงสร้างและข้อกำหนดต่าง ๆ ของนักออกแบบในระดับแนวคิดไปทำการ ออกแบบตัวโปรแกรมเพื่อให้ใช้งานได้กับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) และเป็นคนที่จะคัดสรร อุปกรณ์ต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูล การเข้าถึงข้อมูล การป้องกันและรักษาข้อมูลเมื่อเกิดเหตุต่าง ๆ การแสดงผลข้อมูลให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ รวมถึงข้อกำหนดของตัวโปรแกรมกับ ความสามารถพื้นฐานของผู้ใช้อีกด้วย 4. เขียนโปรแกรม (Application Programmer) คือ บุคคลที่เขียนโปรแกรมประยุกต์จาก ข้อกำหนดต่าง ๆ ที่รับมาจากนักวิเคราะห์และออกแบบระบบ โดยจะเขียนโปรแกรมประยุกต์ด้วย ชุดคำสั่งที่สามารถจัดการกับระบบจัดการฐานข้อมูล (DBMS) ให้ปฏิบัติการในฐานข้อมูลได้ เช่น การ
15 เรียกดูข้อมูล (View หรือ Retrieving), การเพิ่ม (Adding), การปรับปรุง (Updating), การลบข้อมูล (Deleting) เป็นต้น 5. ผู้บริหารฐานข้อมูล (Database Administrator : DBA) คือ กลุ่มบุคคลที่ทำหน้าที่ในการ ออกแบบ จัดการ และบริหารฐานข้อมูลที่อยู่ภายในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีพื้นฐานในการบริหารข้อมูลมา ก่อน กล่าวคือ ผู้บริหารข้อมูลจะทำหน้าที่คอยดูแลและรับผิดชอบข้อมูลต่าง ๆ ที่ตัวเองทำอยู่ ซึ่งทำ หน้าที่กันเป็นทีม โดยมีหน้าที่ดังนี้ 5.1 กำหนดโครงสร้างหรือรูปแบบของฐานข้อมูล ได้แก่ โครงสร้างของอุปกรณ์เก็บ ข้อมูลและวิธีการเข้าถึงข้อมูล โดยทำการวิเคราะห์ว่าข้อมูลใดจะอยู่ในระบบฐานข้อมูล จัดเก็บข้อมูล ด้วยวิธีใด และใช้เทคนิคใดเรียกใช้ข้อมูล กำหนดโครงสร้างของอุปกรณ์เก็บข้อ มูลและวิธีการเข้าถึง ข้อมูล 5.2 กำหนดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้ โดยการประสานงานกับผู้ใช้ ให้คำปรึกษา ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ใช้ และตรวจความต้องการของผู้ใช้ 5.3 กำหนดกฎเกณฑ์ความปลอดภัยและบูรณาการภาพของข้อมูล กล่าวคือ แฟ้มข้อมูลที่แต่ละฝ่ายได้สร้างขึ้นมาจะมีรูปแบบที่แตกต่างกันหรือซ้ำซ้อนกัน ตัวอย่างเช่นบาง หน่วยงานอาจจะพิมพ์ชื่อกับนามสกุลลงในช่องเดียวกัน อีกหน่วยงานอาจจะพิมพ์แยกกันคนละช่อง หรือบางหน่วยงานอาจจะมีคำนำหน้าร่วมกับชื่อด้วย เป็นต้น ฉะนั้นการบูรณาการภาพ คือ การ ผสมผสานแฟ้มข้อมูลของแต่ละหน่วยงานให้สามารถใช้งานร่วมกันได้โดยไม่ขัดแย้งหรือซ้ำซ้อนกันและ ยังจำกัดของเขตการเข้าถึงของแต่ละหน่วยงานให้สามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัย 5.4 กำหนดขั้นตอนการสำรองข้อมูลและการฟื้นสภาพข้อมูล กำหนดแผนการสร้าง ระบบข้อมูลสำรองและการฟื้นสภาพ ในกรณีที่อาจเกิดความเสียหายกับฐานข้อมูลด้วยสาเหตุจาก ความผิดพลาดของบุคคล ฮาร์ดแวร์ ดิสก์ที่เก็บข้อมูล หรือการเกิดไฟฟ้าดับกะทันหัน ชนิดของฐานข้อมูล ฐานข้อมูลที่ใช้กันอยู่มีโครงสร้าง 3 แบบ ดังนี้ 1.ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น (Hierarchical Database) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีระเบียนที่อยู่ แถวบนเรียกว่า “ระเบียนพ่อแม่” (Parent Record) และระเบียนแถวถัดลงมาเรียกว่า “ระเบียนลูก” (Child Record) โดยระเบียนพ่อแม่สามารถมีระเบียนลูกได้มากกว่า 1 ระเบียนแต่ระเบียนลูกจะมี ระเบียนพ่อแม่ได้เพียง 1 ระเบียนเท่านั้น ซึ่งโครงสร้างแบบนี้คล้ายโครงสร้างแบบต้นไม้หัวคว่ำลง ดังนั้น บางครั้งอาจเรียกโครงสร้างฐานข้อมูลแบบนี้ได้ว่า “โครงสร้างแบบต้นไม้” (Tree Structure) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ 2 แบบ คือความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่งและแบบ หนึ่งต่อกลุ่มเท่านั้น
16 รูปที่ 2.2 ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น 2. ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย (Network Database) ฐานข้อมูลแบบนี้เป็นการปรับปรุง เพิ่มเติมจากระบบฐานข้อมุลแบบลำดับชั้น แต่จะต่างกันที่โหนดลูกจะสามารถมีโหนดพ่อแม่ได้ มากกว่า 1 โหนด และโหนดพ่อแม่ก็สามารถมีโหนดลูกได้มากกว่า 1 โหนดเช่นเดียวกัน รูปที่ 2.3 ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย 3. ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ (Relational Database) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีระเบียนเก็บอยู่ใน รูปแบบตาราง (Table) ซึ่งภายใต้ตารางจะแบ่งเป็นแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) โดยแถว สามารถมีได้หลายแถว แต่ละแถวเรียกว่า “ระเบียน” ส่วนคอลัมน์ก็มีได้หลายคอลัมน์แต่ละคอลัมน์ เรียกว่า “เขตข้อมูล” ซึ่งในรูปแบบของระบบฐานข้อมูลนี้อาจเรียกตารางเป็นอีกแบบหนึ่งว่า “รีเลชัน” (Relation) ส่วนแถวเรียกว่า “ทูเพิล (Tuple) และคอลัมน์เรียกว่า “แอทริบิวต์” (Attribute) ฐานข้อมูลแบบนี้จะมีความสัมพันธ์ของข้อมูลได้ 3 แบบ ได้แก่ ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อ หนึ่ง แบบหนึ่งต่อกลุ่ม และแบบกลุ่มต่อกลุ่ม
17 รูปที่ 2.4 ฐานข้อมูลแบบเชิงสัมพันธ์ ความสำคัญของฐานข้อมูล การเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูลเป็นรูปแบบเดิมที่ใช้กัน แต่ด้วยเทคโนโลยีของระบบการ จัดเก็บข้อมูลที่มีการพัฒนาตามวิวัฒนาการของเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เทคโนโลยีด้าน คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ ทำให้มีการเปลี่ยนวิธีจัดเก็บข้อมูลจากระบบแฟ้มข้อมูลใ ห้เป็น รูปแบบที่เรียกว่า “ระบบฐานข้อมูล” ซึ่งการจัดเก็บข้อมูลในระบบฐานข้อมูลมีส่วนที่สำคัญกว่าการ จัดเก็บข้อมูลในรูปของแฟ้มข้อมูล ประโยชน์ของระบบฐานข้อมูล 1. ลดความซ้ำซ้อน 2. รักษาความถูกต้องของข้อมูล 3. ป้องกันและรักษาความปลอดภัยของข้อมูล 4. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ 5. มีความเป็นอิสระของข้อมูล 6. สามารถขยายงานได้ง่าย 7. ข้อมูลบูรณะกลับสู่สภาพปกติได้เร็วและมีมาตรฐาน ข้อเสียของระบบฐานข้อมูล แต่ทั้งนี้ระบบฐานข้อมูลยังอาจส่งผลเสียได้เช่นกันดังนี้ 1. มีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากระบบฐานข้อมูลมีราคาค่อนข้างแพง ทั้งในส่วนของซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่ต้องใช้เครื่องที่มีความสามารถในการประมวลผลค่อนข้างสูงและมีประสิทธิภาพดี
18 2. ระบบมีความซับซ้อน การใช้ระบบฐานข้อมูลซึ่งมีความซับซ้อน ต้องใช้ผู้มีความเชี่ยวชาญ ในการสร้าง ดูแล และบำรุงรักษา การออกแบบระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คำศัพท์ที่ใช้ในระบบฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ รีเลชั่น (Relation) หรือจะเข้าใจกันดีในชื่อ ตางราง (Table) ที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลในรูป ของ 2 มิติ ที่ประกอบไปด้วยแถว (Row) และคอลัมน์ (Column) โดยแถวของรีเลชั่น (Relation) คือ 1 รายการข้อมูล หรือ 1 ระเบียน (Record) ในระบบแฟ้มข้อมูล ส่วนคอลัมน์ คือ คุณลักษณะที่ บ่งบอกถึงข้อมูลในแต่ละแถวหรือฟิลด์ (เขตข้อมูล) ในระบบแฟ้มข้อมูล สำหรับความหมายในรีเลชั่น (Relation) จะเรียกว่า ทูเพิล (Tuple) และ แอททริบิวต์ (Attribute) รูปที่ 2.5 แสดงแอททริบิวต์ รีเลชั่น และทูเพิล คาดินัลลิตี้ (Cardinality) หมายถึง จำนวนทูเพิล (Tuple) หรือระเบียน (Record) ทั้งหมด ของตาราง (Table) ข้อมูลนั้น ๆ ดีกรี(Degree) หมายถึงจำนวนแอททริบิวต์(Attribute)หรือฟิลด์ทั้งหมดของตาราง (Table) ข้อมูลนั้น ๆ Relationships (ควา มสัมพันธ์) หมา ยถึง การรวบรวมตา รา ง (Table) ต่า ง ๆ ที่มี ความสัมพันธ์ระหว่างกันเข้าไว้ด้วยกัน โดยมีโครงสร้างข้อมูล เช่น แอททริบิวต์ (Attribute) และทูเพิล (Tuple) คล้าย ๆ กัน ซึ่งจะมีคีย์ (Key) เป็นตัวกำหนดให้ตาราง (Table) ใดเป็นคีย์หลัก (Primary Key) และตาราง (Table) ใดเป็นคีย์นอก (Foreign Key) โดยมีคุณสมบัติของการเชื่อมความสัมพันธ์ (Relationships) ดังนี้ 1. แต่ละแอททริบิวต์(Attribute)ของตารางจะบรรจุข้อมูลได้เพียง1 ค่าเท่านั้น 2. ชื่อของแอททริบิวต์(Attribute)ในตารางจะต้องตั้งชื่อที่แตกต่างกันจะซ้ำกันไม่ได้ซึ่งส่วน ใหญ่แล้วจะตั้งชื่อที่สื่อความหมายเดียวกับกลุ่มของข้อมูลในคอลัมน์นั้น ๆ ทูเพิล
19 3. การกำหนดชนิดของแอททริบิวต์(Attribute)จะเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่อยู่ในคอลัมน์นั้น ๆ และมีขอบเขตที่จำกัดโดยกลุ่มของข้อมูล 4. ข้อมูลในแต่ละทูเพิล (Tuple) ของตารางจะต้องแตกต่างกัน จะไม่มีทูเพิล (Tuple) ใดที่ ซ้ำกัน 5. การเรียงลำดับข้อมูลของทั้งแอททริบิวต์ (Attribute) และทูเพิล (Tuple) ไม่มีผลสำคัญ กับตาราง 6. รีเลชั่น (Relation) หรือตารางทุกตารางจะต้องมีชื่อกำกับและซ้ำกันไม่ได้ ซึ่งโดยส่วน ใหญ่แล้วก็จะตั้งชื่อที่สื่อความหมายเดียวกับกลุ่มของข้อมูล คำศัพท์ในฐานข้อมูล คำศัพท์ที่เรียกใช้ในโปรแกรม Access คำศัพท์ที่เรียกใช้ในโปรแกรม Excel ทูเพิล(Tuple) ระเบียน(Record) แถว(Row) แอททริบิวต์(Attribute) เขตข้อมูล(Field) คอลัมน์(Column) รีเลชั่น(Relation) ตาราง(Table) แผ่นงาน(sheet) คาดินัลลิตี้เ(Cardinality) จำนวนระเบียนทั้งหมดของตาราง จำนวนแถวทั้งหมดของแผ่นงาน ดีกรี(Degree) จำนวนเขตข้อมูลทั้งหมดของตาราง จำนวนคอลัมน์ทั้งหมดของแผ่นงาน โดเมน(Domain) ชนิดของข้อมูล(Data Type) ชนิดของรูปแบบ (Format Type) ตารางที่ 2.1 ตารางการเปรียบเทียบคำศัพท์ที่เรียกใช้กับฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ คำศัพท์ที่ใช้ในฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ ในการออกแบบฐานข้อมูลเขิงสัพมพันธ์ (Relational Database) จะนำข้อมูลในตาราง (Table) ของแต่ละตาราง โดยที่ตารางจะมีลักษณะเป็น 2 มิติ ซึ่งประกอบไปด้วยทูเพิล (Table) และ แอททริบิวต์ (Attribute) โดยที่ข้อมูลของแต่ละตารางจะแตกต่างกันออกไป แต่จะมีเพียงแอททริบิวต์ ใดแอททริบิวต์หนึ่งของตารางหนึ่ง ต้องเหมือนกับแอททริบวิต์หนึ่งของอีกรารางหนึ่ง เพื่อเป็นจุดที่จะ ทำการเชื่อมโยงให้ข้อมูลเกิดความสัมพันธ์กัน ซึ่งการจะเชื่อมโยงได้จะต้องอยู่ภายใต้การกำหนดของ คีย์(Key) ดังนี้ 1. คีย์หลัก (Primary Key : PK) หมายถึงข้อมูลที่จำกำหนดให้แอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์ หนึ่งมีคุณสมบัติให้เป็นคีย์หลัก โดยมีวิธีการกำหนดอยู่ 4 ประการคือ 1.1 ค่าที่กำหนดในแอททริบิวต์นั้นจะต้องมีค่าที่ไม่ซ้ำกัน 1.2 ทุกตารางที่มีการเชื่อความสัมพันธ์กันจะต้องมีคีย์หลัก
20 1.3 ในแต่ละตารางจะต้องมีแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งที่มีข้องมูลน้อยที่สุดใน ทูเพิลนั้น ๆ เป็นคีย์หลัก ซึ่งไม่สามารถที่จะปรับเปลี่ยนให้แอททริบิวต์อื่น ๆ เป็นคีย์หลัก 1.4 ได้ค่าที่กำหนดในแอททริบิวต์นั้นจะต้องไม่มีค่าว่าง (Not Null) 2. คีย์คู่แข่ง (Condidate Key : CK) หมายถึง ข้อมูลในแอททริบิวต์ใดแอททริบิวต์หนึ่งที่มี ลักษณะและคุณสมบัติเดียวกับคีย์หลัก ซึ่งสามารถทดแทนกันได้ 3. คีย์นอก (Foreign Key : FK) หมายถึง แอททริบิวต์ของจารางหนึ่งที่จะต้องไปอ้างอิงกับ แอททริบิวต์คีย์หลักของอีกตารางหนึ่ง โดยทั้ง2 ตารางจะต้องเชื่อมความสัมพันธ์กันซึ่งมีคุณสมบัติดังนี้ 1.1 ค่าที่กำหนดจะต้องมีค่าที่เหมือนกับแอททริบิวต์คีย์หลักของตารางที่เชื่อม ความสัมพันธ์กัน 1.2 สามารถมีค่าที่ซ้ำกันได้ 1.3 สามารถมีค่าเป็นว่างได้(Null) 4. คีย์รวมหรือคีย์ผสม (Composite Key : CK) หมายถึง การรวมเอาหลายแอททริบิวต์ของ แต่ละตารางมาสร้างเป็นคีย์ใหม่ เนื่องจากไม่สามารถใช้เพียงแอททริบิวต์เดียวมาสร้างเป็นข้อมูลใหม่ ได้ ซึ่งคีย์รวมนี้มีคุณสมบัติเดียวกับคีย์หลัก คือจะต้องไม่มีข้อมูลที่ซ้ำกันและไม่มีค่าว่าง (Not Null) เช่น ใบกำกับการเช่าห้องกักของผู้เช่าซึ่งจะต้องมีอย่างน้อย 2 แอททริบิวต์ที่จะนำมาสร้างเป็น คีย์ คือ เลขที่ใบกำกับกับรหัสผู้เช่า เพราะว่าใบกำกับการเช่าห้องพัก 1ใบ จะออกให้กับผู้เช่าห้องพัก 1 คน หรือ 1 ครั้งเท่านั้น จนกว่าผู้เช่านั้นจะย้ายออกไปและจะไม่สามารถออกซ้ำได้ เลขที่ใบกำกับ รหัสผู้เช่า 1 1182 2 2556 3 3883 4 4222 รูปที่ 2.6 ตัวอย่างข้อมูลเลขที่ใบกำกับการเช่าห้องพัก ชนิดของความสัมพันธ์ระหว่างแอททริบิวต์ ในการเชื่อมความสัมพันธ์ของเขตข้อมูลแต่ละตารางจะมีข้อมูลของแอททริบิวต์ในตารางหนึ่ง มีความสัมพันธ์กับข้อมูลในแอททริบิวต์ของอีกตารางหนึ่งจึงต้องคำนึงถึงว่ามีความสัมพันธ์กันแบบใด โดยจะอธิบายถึงชนิดของความสัมพันธ์กับแอททริบิวต์ได้ 3 ประการ ดังนี้ 1. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One-to-one Relationships)(1:1) เป็นความสัมพันธ์ที่ เข้าใจง่าย ๆ คือ ในแอททริบิวต์หนึ่งของตารางจะมีความสัมพันธ์กับอีกแอททริบิวต์หนึ่งในตารางหนึ่ง
21 เท่านั้น จะไม่สามารถมีมากกว่า 1 ได้ ตัวอย่างเช่น ใบกำกับการเช่าห้องพักมีเพียงใบเดียว และ ผู้เช่า ห้องจะมีใบกำกับการเช่าห้องพักได้เพียงใบเดียวเช่นกัน หรือเขียนเป็นรูปสัญลักษณ์ดังนี้ รูปที่ 2.7 ตัวอย่างความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหนึ่ง 2. ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม (One-to-Many Relationships) (1:M) หรือ (1:N) เป็น ความสัมพันธ์ที่พบเห็นบ่อย ๆ ในฐานข้อมูลทั่วไป ซึ่งมีความสัมพันธ์ของแอททริบิวต์หนึ่งในตาราง กับ ความสัมพันธ์ของแอททริบิวต์ตั้งแต่ 2 แอททริบิวต์ขึ้นไปในอีกตารางหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ผู้เช่าห้อง 1 คน สามารถเช่าพักได้หลายห้อง แต่ใบกำกับการเช่าห้องพัก 1 ใบบจะมีเพียงผู้เช่าห้อง คนเดียว เท่านั้นที่ทางอพาร์ทเม้นท์ออกให้ รูปที่ 2.8 ตัวอย่างความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อกลุ่ม 3. ความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม (Many-to-Many Relationships) (M : N) หรือ (N : M) เป็นความสัมพันธ์ที่หลายแอททริบิวต์ในตารางหนึ่งมีความสัมพันธ์กับหลายแอททริวบิวต์อีกตาราง หนึ่ง ตัวอย่างเช่น ผู้เช่าห้อง 1 คน สามารถเช่าห้องพักได้หลายห้อง และห้องพัก 1 ห้อง ผู้เช่า ห้อง สามารถนำครอบครัวหรือเพื่อนมาอยู่ร่วมกันได้ รูปที่ 2.9 ตัวอย่างความสัมพันธ์แบบกลุ่มต่อกลุ่ม ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูล ในการออกแบบฐานข้อมูลจะต้องมีขั้นตอนต่าง ๆ ที่จะทำให้สามารถถออกแบบและพัฒนา โปรแกรมขึ้นใช้งานได้อย่างเหมาะสมและถูกวิธี เพื่อในอนาคตภายหน้าเมื่อมีปัญหาในการนำไปใช้จะ สามารถแก้ปัญหาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ ดังนั้นในหัวข้อนี้จะอธิบายวิธีการและขั้นตอนในการ ออกแบบฐานข้อมูลไว้ดังนี้ ใบกำกับการเช่าห้องพัก ผู้เช่าห้อง 1 : 1 ผู้เช่าห้อง ใบกำกับการเช่าห้องพัก 1 : N ผู้เช่าห้อง ห้องเช่า M : N
22 1. การวิเคราะห์ถึงปัญหาของระบบงานเดิม โดยพิจารณาถึงจุดอ่อน จุดบกพร่อง และ อุปสรรคต่าง ๆ ที่จะทำให้รบบงานเดิมล้าช้า ซ้ำซ้อน และไม่เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน เช่น ในระบบงานเดิมของอพาร์ทเม้นท์เป็นแบบจัดเก็บข้อมูลโดยการบันทึกข้อมูลเช่าห้องพักด้วยมือ ลงในสมุดบันทึก ซึ่งการจัดเก็บลักษณะนี้ทางเจ้าของอพาร์ทเม้นท์จะไม่ทราบเลยว่าผู้เช่าห้องพักเข้า มาเช่าเมื่อไร วางเงินประกันไว้เท่าไร เข้ามาอยู่กี่คน จนกว่าผู้เช่าจะคืนห้อง ถึงจะหยิบสมุดบันทึก ขึ้นมาดูเป็นต้น 2. พิจารณาความต้องการขั้นพื้นฐานและความเป็นไปได้ เมื่อได้ทราบถึงปัญหาของการ ทำงานในระบบเดิมแล้ว ขั้นต่อมาคือการพิจารณาถึงความต้องการว่าสมควรนำมาใช้ในองค์กรหรือไม่ โดยดูจากปัจจัยด้านต่าง ๆ ดังนี้ 2.1 ด้านเทคโนโลยี พิจารณาถึงเทคโนโลยีในปัจจุบันที่มีในองค์กรว่าเหมาะสมและ เพียงพอกับปริมาณการใช้หรือไม่ รวมถึงขีดความสามารถและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีนั้น ๆ และ ต้องจัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ จำนวนมากเท่าไรเพื่อมาสนับสนุนต่อระบบงานที่จะปรับปรุงใหม่ 2.2 ด้านการเงิน พิจารณาถึงความคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายที่จ่ายออกไปกับประสิทธิภาพ ของงานที่จะได้มาทั้งค่าใช้จ่ายในด้าน ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบุคลากราที่จะต้องจัดอบรมหรือส่งไป ศึกษาดูงานให้กลับมาพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.3 ด้านความต้องการของผู้ใช้พิจารณาถึงความต้องการของผู้ใช้ระบบปฏิบัติการ และผู้บริหารว่ามีความต้องการใช้งานมากเพียงไร โดยมุ้งเน้นถึงการแก้ปัญหาและผลที่ได้สามารถ นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตรงตามความต้องการหรือไม่ 3. การออกแบบฐานข้อมูล เมื่อได้ทราบถึงผลกระทบต่าง ๆ แล้ว และวิเคราะห์ถึงผลดี มากกว่าผลเสีย ขั้นต่อไปคือ การออกแบบฐานข้อมูลให้ตรงกับความต้องการขององค์กรให้มากที่สุด โดยการออกแบบฐานข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับด้วยกันคือ 3.1 การกำหนดค่าแอททริบิวต์ให้กับระบบฐานข้อมูลที่จะทำการสร้าง เช่น แอททริบิวต์ ของผู้เช่าห้อง,แอททริบิวต์ของใบกำกับการเช่าห้องพัก แอททริบิวต์ของจำนวนห้องพักทั้งหมดของอ พาร์ทเม้นท์ เป็นต้น 3.2 กำหนดคีย์หลักของแอททริบิวต์ในตารางที่สร้างทุกตาราง 3.3 กำหนดความสัมพันธ์ของแอททริบิวต์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับการใช้งาน 3.4 ตรวจสอบหรือแก้ไขในแอททริบิวต์แต่ละตัวถ้ามีข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันหลังจาก เชื่อมความสัมพันธ์แล้ว 4. การพัฒนาโปรแกรมให้ตรงกับความต้องการและการติดตั้ง โดยการพิจารณาถึงหน้าที่ การใช้งาน และความเกี่ยวข้องกันระหว่างฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ รวมถึงผลที่ออกมาจากทาง เครื่องพิมพ์หรือในรูปของรายงานต่าง ๆ ต้องให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ให้มากที่สุด และทาง ด้านความปลอดภัยของระบบ ข้อจำกัดของผู้ใช้ การกำหนดาสิทธิของผู้ใช้ การสำรองข้อมูลก็ถือเป็น สิ่งสำคัญที่ผู้พัฒนาจะต้องคำนึงถึง โดยมีขั้นตอนของการพัฒนาดดังนี้
23 4.1 พัฒนาโปรแกรมให้ตรงกับความต้องการและที่ออกแบบไว้ 4.2 เมื่อพัฒนาเสร็จแล้วต้องทำการทดสอบระบบโดยรวมทั้งหมด พร้อมทั้งจด บันทึกว่ามีข้อผิดพลาของโปรแกรมที่ใดและทำการแก้ไข 4.3 ติดตั้งระบบฐานข้อมูลยังเครื่องที่ใช้งานจริงและตรวจสอบถึงอุปกรณ์ต่าง ๆ ว่าได้ผลของระบบตรงตามความต้องการหรือไม่ 4.4 จัดฝึกอบรมบุคคลากรที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรให้สามารถใช้งานในระบบ ฐานข้อมูลให้ตรงตาความต้องการของแต่ละฝ่าย 4.5 จัดทำเอกสารประกอบการใช้งานของโปรแกรมทุกขั้นตอน พร้อมทั้งอธิบาย รายละเอียดการใช้กับผู้ที่เกี่ยวข้อง 4.6 จัดตารางการบำรุงรักษาทั้งเรื่องของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และรบบฐานข้อมูล ให้เหมาสมกับความต้องการของผู้ใช้และองค์กรเมื่อมีการปรับเปลี่ยนระบบต่าง ๆ ตามกาลเวลาหรือ เมื่อมีปัญหาต่าง ๆ ในอนาคต หลักการออกแบบฐานข้อมูล พื้นฐานการออกแบบฐานข้อมูล ฐานข้อมูลที่ได้รับการออกแบบอย่างถูกต้องจะทำให้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องและเป็น ข้อมูลล่าสุด เนื่องจากการออกแบบที่ถูกต้องเป็นสิ่งจำเป็นที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการทำงานกับ ฐานข้อมูล ดังนั้นจึงจำเป็นที่ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้เกี่ยวกับหลักการการออกแบบที่ดี เพื่อใน ท้ายที่สุด จะได้ฐานข้อมูลที่ตรงตามความต้องการของคุณ และสามารถแก้ไขได้โดยง่าย การออกแบบฐานข้อมูลเพื่อใช้งานฐานข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ออกแบบต้องสามารถ จำแนกกลุ่มข้อมูลหรือเอนทิตี้ได้อย่างชัดเจนและครบถ้วน โดยกำหนดคุณลักษณะหรือแอตทริบิวต์ ของแต่ละเอนทิตี้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม รวมทั้งจะต้องสามารถสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่ม ข้อมูลได้ จะมีขั้นตอนดังนี้ ขั้นที่ 1 เก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดทั้งหมด การเก็บรวบรวมข้อมูลและรายละเอียดต่าง ๆ ของงาน รวมทั้งความต้องการของผู้ใช้ เช่น 1. มีข้อมูลใดบ้างที่เป็นเรื่องเดียวกัน ให้จัดกลุ่มข้อมูลนั้นเป็นเอนทิตี้ 2. ชนิดของข้อมูลแบบใด (ตัวอักษร ตัวเลข หรืออื่น ๆ) มีเงื่อนไขหรือ ข้อกำหนดอย่างไร 3. มีข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องนำมาค้นหาหรือประมวลผล ผลที่ได้ต้องสง่ออก ระบบภายนอกหรือไม่ 4. มีใครบ้างที่เป็นผู้ใช้ฐานข้อมูลนี้ ความถี่ในการใช้มีมากเท่า ไหร่ มี ความสำคัญอย่างไร
24 5. ลักษณะของรายงาน ประกอบด้วยรายงานใดบ้าง ระยะเวลาในการออก รายงาน 6. ข้อมูลอื่น ๆ ที่สามารถรวบรวมได้ โดยพยายามเก็บรายละเอียดให้มากที่สุด ขั้นที่ 2 กำหนดโครงสร้างของ Table จากกลุ่มข้อมูลหรือเอนทิตี้ที่รวบรวมได้จากเอกสารต่าง ๆ ในขั้นที่ 1 จะนำมากำหนดแอตทริ บิวต์ของข้อมูล เพื่อจะได้ทราบว่าในเอนทิตี้นั้นจะนำข้อมูลอะไรมาใช้บ้าง หลังจากนั้นให้นำแอตทริ บิวต์มากำหนดโครงสร้างเบื้องต้นของ Table โดยแปลงแอตทริบิวต์เป็นฟิลด์ พร้อมกำหนดชนิดและ ขนาดของข้อมูลในแต่ละขนาดข้อมูลในแต่ละฟิลด์ รวมทั้งเงื่อนไขหรือกฎเกณฑ์ที่ใช้กำหนดลักษณะ ของข้อมูล ขั้นที่ 3 กำหนดคีย์ ขั้นตอนนี้จะพิจารณาว่าฟิลด์ใดบ้างใน Table นั้นที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะใช้เป็นคีย์ ถ้าไม่มี ฟิลด์ใดเลยที่เหมาะสม ก็จะต้องกำหนดฟิลด์ใหม่เพื่อใช้เป็นคีย์โดยเฉพาะ ขั้นที่ 4 การทำ Normalization ถ้า Table ที่ได้จากขั้นที่ 2 ยังมีความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล หรือข้อมูลบางฟิลด์ไม่เกี่ยวข้อง โดยตรงกับเนื้อหาใน Table นั้นจะต้องนำมาปรับปรุงแก้ไขให้มีโครงสร้างหรือรูปแบบที่เหมาะสมก่อน นำไปประมวลผล ถ้านำโครงสร้างไปใช้เลยโดยไม่ทำ Normalization ก่อนอาจเกิดปัญหาได เช่น ปัญหาสิ้นเปลืองเนื้อที่จัดเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกัน ปัญหาความผิดปกติ (Anomaly) ของข้อมูลเมื่อมีการ แก้ไขเพิ่ม หรือลบเรคอร์ด รวมทั้งปัญหาในการกำหนดความสัมพันธ์ในขั้นที่ 5 จะทำได้ยาก ขั้นที่ 5 กำหนดความสัมพันธ์ นำ Table ทั้งหมดที่ได้หลังจากทำ Normalization มาสร้างความสัมพันธ์โดยใช้คีย์กำหนด ในขั้นที่ 3 หรือคีย์ที่เกิดขึ้นใหม่จากการทำ Normalization เป็นตัวเชื่อม ซึ่งอาจเป็นแบบ One – to – One , One – to – Many หรือ Many – to – Many ขึ้นกับลักษณะของข้อมูลการกำหนด ความสัมพันธ์ระหว่าง Table นี้มีความสำคัญมาก ผู้ออกแบบจะต้องมีการวิเคราะห์ให้ได้ว่าข้อมูลใน Table ต่าง ๆ นั้นมีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด การออกแบบฐานข้อมูลที่ดี ในกระบวนการออกแบบฐานข้อมูลนั้นจะมีหลักการบางอย่างเป็นแนวทางในการดำเนินการ หลักการแรกคือข้อมูลซ้ำ (หรือที่เรียกว่าข้อมูลซ้ำซ้อน) ไม่ใช่สิ่งที่ดี เนื่องจากเปลืองพื้นที่และอาจทำ ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นรวมถึงเกิดความไม่สอดคล้องกัน หลักการที่สองคือความถูกต้องและความ สมบูรณ์ของข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าฐานข้อมูลของคุณมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง รายงานต่าง ๆ ที่ดึงข้อมูล จากฐานข้อมูลจะมีข้อมูลที่ไม่ถูกต้องตามไปด้วย ส่งผลให้การตัดสินใจต่างๆ ที่ได้กระทำโดยยึดตาม รายงานเหล่านั้นจะไม่ถูกต้องด้วยเช่นกัน
25 การออกแบบฐานข้อมูลที่ดี คือ 1. แบ่งข้อมูลของคุณลงในตารางต่าง ๆ ตามหัวเรื่องเพื่อลดความซ้ำซ้อนกันของข้อมูล 2. ใส่ข้อมูลที่จำเป็นลงใน Access เพื่อรวมข้อมูลในตารางต่าง ๆ เข้าด้วยกันตามต้องการ 3. ช่วยสนับสนุนและรับประกันความถูกต้องและความสมบูรณ์ของข้อมูล 4. ตอบสนองต่อความต้องการในการประมวลผลข้อมูลและการรายงาน การออกแบบฐานข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูล (Designing Databases) มีความสำคัญต่อการจัดการระบบ ฐานข้อมูล (DBMS) ทั้งนี้เนื่องจากข้อมูลที่อยู่ภายในฐานข้อมูลจะต้องศึกษาถึงความสัมพันธ์ของข้อมูล โครงสร้างของข้อมูลการเข้าถึงข้อมูลและกระบวนการที่โปรแกรมประยุกต์จะเรียกใช้ฐานข้อมูล ดังนั้น เราจึงสามารถแบ่งวิธีการสร้างฐานข้อมูลได้3 ประเภท 1. รูปแบบของฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น หรือโครงสร้างแบบลำดับขั้น (Hierarchical data model) วิธีการสร้างฐาน ข้อมูลแบบลำดับขั้นถูกพัฒนาโดยบริษัท ไอบีเอ็ม จำกัด ในปี1980 ได้รับ ความนิยมมาก ในการพัฒนาฐานข้อมูลบนเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่และขนาดกลาง โดยที่ โครงสร้างข้อมูลจะสร้างรูปแบบเหมือนต้นไม้ โดยความสัมพันธ์เป็นแบบหนึ่งต่อหลาย (One- to - Many) ดังรูป แสดงโครงสร้างลำดับขั้นของผู้สอนทักษะผู้สอน หลักสูตรที่สอน รูปที่ 2.10 รูปแบบฐานข้อมูลแบบลำดับขั้น แสดงส่วนประกอบของระบบจัดการฐานข้อมูล (Elements of a database management systems) ข้อดีและข้อเสียของระบบการจัดการฐานข้อมูลระบบการจัดการฐานข้อมูลจะมีทั้งข้อดีและ ข้อเสียในกา รที่องค์การจะนำ ระบบนี้มาใช้กับหน่วยงาของตนโดยเฉพาะหน่วยงานที่เคยใช้ คอมพิวเตอร์แล้วแต่ได้จัดแฟ้มแบบดั้งเดิม (Convention File) การที่จะแปลงระบบเดิมให้เป็นระบบ
26 ใหม่จะทำได้ยากและไม่สมบูรณ์ ไม่คุ้มกับการลงทุน ทั้งนี้เนื่องจากค่าใช้จ่าในการพัฒนาฐานข้อมูล จะต้องประกอบด้วย วิธีการจัดแบบลำดับขั้นเป็นการจัดกลุ่มของข้อมูลที่มีความสัมพันธ์กันและกำหนดให้เป็น เซ็กเมนต์ (Segment) โดยมีการแยกประเภทของเซ็กเมนต์ว่าเป็นเซ็กเมนต์ราก (Root segment) หรือ เซ็กเมนต์ที่เป็นตัวพึ่ง(Dependent segment) แสดงถึงฐานข้อมูลของฝ่ายที่มีการเปิดอบรมของ บริษัทหนึ่งซึ่งจัดอยู่ในรูปแบบลำดับขั้น เซ็กเมนต์ที่เป็นราก คือ ชื่อฝ่าย (Department name) โดยมี เซ็กเมนต์ที่เป็นตัวพึ่ง 2 เซ็กเมนต์คือ เซ็กเม็นผู้สอน(Instructor) และหลักสูตร (Course) สำหรับ เซ็กเมนต์ผู้สอนก็จะมีตัวพึ่งอีก 1 เซ็กเมนต์ คือ เซ็กเมนต์ความชำนาญ(Skill) ส่วนเซ็กเมนต์หลักสูตรก็ จะมีตัวพึ่งเป็นเซ็กเมนต์เปิดสอนโดยและเข้าเซ็กเมนต์สุดท้ายก็คือเซ็กเมนต์ผู้เรียนซึ่งเป็นตัวพึ่งของ เซ็กเมนต์เปิดสอนโดย 2. รูปแบบข้อมูลแบบเครือข่าย (Network data Model) ฐานข้อมูลแบบเครือข่ายมี ความคล้ายคลึงกับฐาน ข้อมูลแบบลำดับชั้น ต่างกันที่โครงสร้างแบบเครือข่าย อาจจะมีการติดต่อ หลายต่อหนึ่ง (Many-to-one) หรือ หลายต่อหลาย (Many-to-many) กล่าวคือลูก (Child) อาจมี พ่อแม่ (Parent) มากกว่าหนึ่ง สำหรับตัวอย่างฐานข้อมูลแบบเครือข่ายให้ลองพิจารณาการจัดการ ข้อมูลของห้องสมุด ซึ่งรายการจะประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง สำนักพิมพ์ ที่อยู่ ประเภทหนังสือ และ ปีที่พิมพ์ ดังนั้นการจัดข้อมูลแบบเก่าจะทำให้ข้อมูลซ้ำซ้อนกันมาก ดังรูป รูปที่ 2.11 รูปแบบฐานข้อมูลแบบเครือข่าย เรื่องต่างก็มีรายการแยกต่างหาก ดังนั้นบรรดาผู้แต่งที่แต่งหนังสือมากกว่าหนึ่งเล่มจะปรากฏ มากว่าหนึ่งครั้งในไฟล์นอกจากนั้นสำนักพิมพ์แต่ละแห่งพิมพ์หนังสือหลายเล่มดังนั้นชื่อของ สำนักพิมพ์ ที่อยู่ก็จะปรากฏซ้ำ ๆ กันในไฟล์ข้อมูลรวม ดังนั้นผู้วางระบบฐานข้อมูลจึงแนะนำให้สร้าง ฐานข้อมูลลักษณะเครือข่าย เพื่อลดความซ้ำซ้อน โดยการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรายการเข้าด้วยกัน จะเห็นว่า ความสัมพันธ์แบบหนึ่งต่อหลายรายการ (Record) ระหว่างรายการชื่อสำนักพิมพ์และชื่อเรื่อง ซึ่ง แสดงโดยมีรูปลูกศรซ้อนกัน 2 หัวเราเรียกรวมชื่อสำนักพิมพ์และชื่อเรื่องซึ่งมีความสัมพันธ์กันว่าเซต และเรียกว่าสกีมา (Schema) ดังนั้นชื่อผู้แต่งแต่ละคนจะปรากฏเพียงหนึ่งครั้งและเชื่อมโยงกับชื่อ หนังสือที่เป็นผู้แต่ง ขณะที่ชื่อสำนักพิมพ์ก็เชื่อมโยงกับหนังสือที่ตนเป็นผู้พิมพ์ เมื่อต้องการเข้าถึง รายการจะสามารถเข้าถึงผ่านทางชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง หรือชื่อสำนักพิมพ์ ก็ได้ โดยอาศัยเส้นทาง
27 เชื่อมต่อระหว่าง รายการ ทำให้ข้อมูลทุกรายการสามารถติดต่อถึงกันได้อย่างถูกต้อง รายการหรือเร คอร์ดสมาชิก (Member) เช่น เรียก เรคอร์ดของผู้แต่งก่อนก็เป็นเรคอร์ดนำและหาตัวเชื่อมเพื่อไป ค้นหารายชื่อหนังสือที่แต่งซึ่งเป็นเรคอร์ดสมาชิกก็จะปรากฏขึ้น 3. รูปแบบความสัมพันธ์ข้อมูล (Relation data model) เป็นลักษณะการออกแบบ ฐานข้อมูลโดยจัดข้อมูลให้อยู่ในรูปของตารางที่มีระบบคล้ายแฟ้ม โดยที่ข้อมูลแต่ละแถว (Row) ของ ตารางจะแทนเรคอร์ด (Record) ส่วน ข้อมูลนแนวดิ่งจะแทนคอลัมน์ (Column) ซึ่งเป็นขอบเขตของ ข้อมูล (Field) โดยที่ตารางแต่ละตารางที่สร้างขึ้นจะเป็นอิสระ ดังนั้นผู้ออกแบบฐานข้อมูลจะต้องมี การวางแผนถึงตารางข้อมูลที่จำเป็นต้องใช้ เช่นระบบฐานข้อมูลบริษัทแห่งหนึ่ง ประกอบด้วย ตาราง ประวัติพนักงาน ตารางแผนกและตารางข้อมูลโครงการ แสดงประวัติ รหัส ชื่อ วันเข้าทำงาน เงินเดือน ตำแหน่ง แผนก 001 นายแดง 1/1/32 30000 ผู้จัดการ วิศวกรรม 002 นายเขียว 30/6/34 20000 หัวหน้าช่าง วิศวกรรม 003 นายดำ 16/4/36 18000 สมุห์บัญชี บัญชี 004 น.ส.น้ำฝน 1/5/39 9000 จัดซื้อ บัญชี 005 น.ส.ทราย 16/6/40 7000 ธุรการ ธุรการ ตารางที่ 2.2 ตารางแสดงประวัติพนักงาน รหัสแผนก ชื่อแผนก 10 บัญชี 20 วิศวกรรม 30 ธุรการ ตารางที่ 2.3 ตารางแผนก ตารางที่ 2.4 ตารางข้อมูลโครงการ รหัสโครงการ ชื่อโครงการ วันเริ่ม วันสิ้นสุด งบประมาณ 01 ทางด่วนชั้นที่ 3 1/1/38 31/12/41 500000000 02 สร้างเขื่อนเก็บน้ำ 1/5/39 30/4/40 20000000 03 สร้างสนามฟุตบอล 30/6/39 30/10/40 10000000
28 ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการเรียกข้อมูลจากตารางทั้ง 3 มาใช้ก็สามารถทำได้โดยการสร้างตารางใหม่ ดังแสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน ทำงานโครงการอะไรและระยะเวลาในการทำ รหัสพนักงาน รหัสแผนก รหัสโครงการ ระยะเวลา(วัน) 001 20 03 30 004 10 03 60 002 20 02 180 ตารางที่ 2.5 ตารางใหม่ แสดงการสร้างตารางรหัสพนักงานว่าอยู่แผนกไหน ข้อดีและข้อเสียของโครงสร้างแบบสัมพันธ์ คือ สามารถสร้างตารางข้นมาใหม่โดยอาศัย หลักการทางคณิตศาสตร์และค้นหาว่าข้อมูลในฐานข้อมูลมีข้อมูลร่วมกับตารางที่สร้างขึ้นมาใหม่ หรือไม่ ถ้ามีก็ให้ประมวลผลโดยการอ่านเพิ่มเติมปรับปรุงหรือยกเลิกรายการ ข้อเสีย คือ การศึกษา วิธีการเขียนโปรแกรมและใช้ฐานข้อมูลจะต้องอิงหลักทฤษฎีทางคณิตสาศตร์จึงทำให้การศึกษา เพิ่มเติมของผู้ใช้ ยากแก่การเข้าใจ แต่ในปัจจุบันมีโปรแกรมการสร้างฐานข้อมูลหลายโปรแกรมที่ พยายามทำให้การเรียนรู้และการใช้ง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมการสร้างฐานข้อมูลโดยใช้ภาษา SQL (Structured Query Language) เป็นต้น ระดับของฐานข้อมูล 1. กา รออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด (Conceptual Database Design) กา ร ออกแบบ ฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นการกำหนดโครงร่าง (Schema) โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบาย โครงสร้าง หลักๆ ของข้อมูลภายในระบบฐานข้อมูล โดยไม่คำนึงว่าฐานข้อมูลที่จะนำ มาใช้มี โครงสร้างข้อมูล แบบไหนการออกแบบในระดับแนวคิดจะสามารถ20แนวทางการพัฒนาระบบ ฐานข้อมูล อธิบายได้ว่า ฐานข้อมูลที่สร้างขึ้นประกอบด้วยข้อมูล (Entities) ใดบ้าง ทั้งที่เป็นรูปธรรม เช่น ชื่อคน ชื่อสถานที่ ชื่อสิ่งของ และที่เป็นนามธรรม เช่น ความชำนาญ การกระทำต่างๆ เป็นต้น โดยมีการจัดเก็บ รายละเอียด ข้อมูล (Attributes)ที่แสดงลักษณะและคุณสมบัติของข้อมูลนั้นๆ และมี ความสัมพันธ์ (Relations) ระหว่างข้อมูลเหล่านั้นอย่างไร ดังนั้น ผลของ การออกแบบในระดับนี้จึง เป็นรูป แบบจำลองของข้อมูลที่จะประกอบด้วย โครงสร้างที่อยู่ในแนวคิดที่ยังไม่สามารถนำไปใช้งาน ได้จริง 2. การออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ (Logical Database Design) กา รออกแบบ ฐานข้อมูลในระดับนี้ เป็นระดับที่ต่อเนื่องมาจาก การออกแบบฐานข้อมูลในระดับแนวคิด โดยอาศัย โครงสร้างที่ได้จาก ระดับแนวคิดมาตรวจสอบความถูกต้องของโครงร่างที่ออกแบบขึ้นกับ ส่วน ประมวลผลต่างๆ ที่ออกแบบไว้และปรับปรุงให้เป็นไปตามโครงสร้างข้อมูลของฐานข้อมูลที่จะนำไปใช้
29 งานว่าเป็นโครงสร้างแบบลำดับชั้น (Hierarchical) แบบเครือข่าย (Network) แบบเชิงสัมพันธ์ (Relational) หรือแบบเชิงวัตถุ (Object Oriented) ตัวอย่างเช่น ข้อมูลที่ 1 กำหนดให้เป็นข้อมูล (Entity) ของข้าราชการสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวง มหาดไทยมีรายละเอียดของข้อมูล (Attributes) ประกอบด้วย รหัสประจำตัวข้าราชกา ร ชื่อ ข้าราชการ ที่อยู่ข้าราชการ ข้อมูลที่ 2 ข้อมูลของหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยประกอบด้วย รหัสหน่วยงาน ชื่อหน่วยงาน ซึ่งข้อมูลทั้งสอง มีความสัมพันธ์ (Relationship) ระหว่างข้อมูล ข้าราชการและข้อมูลหน่วยงาน ในลักษณะว่า ข้าราชการแต่ละคนปฏิบัติงานอยู่ในสังกัดหน่วยงานใด หรือแนวทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล 21 กองคลังมีจำนวนข้าราชการในสังกัดเท่าไหร่ ชื่อ -สกุล ใดบ้าง และ ข้าราชการเหล่านั้นดำรงตำแหน่งใด เป็นต้น ขั้นตอนการออกแบบฐานข้อมูลในเชิงตรรกะ นี้จะเน้นความสำคัญ ในส่วนของการจัดกลุ่มข้อมูลโดยไม่เกิดความซ้ำซ้อน ด้วยวิธีการทำให้ เป็น รูปแบบที่เป็นบรรทัดฐาน (Normalization) เพื่อการปรับการออกแบบ ฐานข้อมูลให้เหมาะสม กล่าวคือ ดำเนินการให้ข้อมูลอยู่ในรูปที่เป็นหน่วย เล็กที่สุดที่ไม่สามารถแตกออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้ อีก ตัวอย่างเช่น ข้อมูล ข้าราชการประกอบด้วย - รหัสประจำตัวข้าราชการ ไม่สามารถกำหนดเป็น หน่วย ย่อย ได้อีกแล้ว - ชื่อข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ คำนำหน้าชื่อตัว ชื่อสกุล - ที่อยู่ ข้าราชการ กำหนดเป็นหน่วยย่อย คือ บ้านเลขที่ หมู่บ้าน ถนน ตำบล อำเภอจังหวัด รหัสไปรษณีย์ เป็นต้น ข้อมูลที่ 3. การออกแบบฐานข้อมูลในระดับกายภาพ (Physical Database Design) เป็น ขั้นตอน สุดท้ายของการออกแบบฐานข้อมูล โดยจะกำหนด ข้อมูลที่จะจัดเก็บลงฐานข้อมูลจริงมีการ กำหนดวิธี ในการเข้าถึงข้อมูล (Access Method) ประเภทของข้อมูล (Data Type) โครงสร้างข้อมูล (Data Structure) การจัดระเบียนแฟ้ม (File Organization) เป็นต้น ซึ่งผลจา ก การออกแบบ ฐานข้อมูลใน ระดับกายภาพนี้จะสามารถนำไปใช้ในการสร้าง ฐานข้อมูลจริง ทั้งนี้ก่อนที่จะออกแบบ ฐานข้อมูลใน ระดับนี้ผู้ออกแบบ จะต้องเลือกว่าจะใช้โปรแกรมหรือซอฟแวร์ใดเพื่อช่วยจัดการข้อมูล หรือ22แนว ทางการพัฒนาระบบฐานข้อมูล รายการต่างๆ ที่อยู่ในฐานข้อมูล ทั้งการจัดเก็บ การเรียกใช้และการ ปรับปรุงข้อมูล ซึ่งโปรแกรมฐานข้อมูลจะช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว โปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้มีอยู่ด้วยกันหลา ยตัว โดยแต่ละโปรแกรม จะมี ความสามารถต่างกัน บางโปรแกรม ใช้ง่าย ราคาไม่แพง แต่จะจำกัด ขอบเขตการใช้งาน เช่น Access, dBase, FoxPro, Clipper, FoxBase เป็นต้น บางโปรแกรมมีความสามารถในการทำงานมากกว่า แต่ใช้งานยากกว่า และต้อง เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมากเพื่อให้ มีสิทธิ์ในการใช้งานตามกฎหมาย เช่น Oracle, SAP, DB2 เป็น ต้น อย่างไรก็ตาม โปรแกรมจัดการระบบฐานข้อมูล บางโปรแกรมได้อนุญาต ให้ใช้งานได้โดยไม่ต้อง เสียค่าใช้จ่าย ในการใช้งาน ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่าซอฟต์แวร์รหัสเปิด (Opensource Software) เช่น Base (OpenOffice.org), MySqL เป็นต้น เมื่อมีผลิตภัณ ฑ์ให้ เลือกใช้งาน มากมายเช่นนี้ผู้พัฒนา ระบบจึงต้องมีการพิจารณาผลิตภัณฑ์ต่างๆดังนี้ - คุณลักษณะและ
30 เครื่องมือของระบบจัดการ ฐานข้อมูลซึ่งผลิตภัณฑ์ บางตัวจะรวมเอาเครื่องมือต่างๆ ที่ให้ความสะดวก ในการพัฒนาโปรแกรม ประยุกต์ เช่น การออกแบบหน้าจอ การสร้างรายงาน การสร้างโปรแกรม ประยุกต์พจนานุกรมข้อมูล และอื่นๆ ค่าใช้จ่าย เช่น ค่าลิขสิทธิ์การซ่อมบำรุง การฝึกอบรม ค่าใช้จ่าย การออกแบบฐานข้อมูลด้วย E-R Diagram เป็นเพียงวิธีหนึ่งที่ช่วยในการออกแบบฐานข้อมูล และวิธีนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก นำเสนอ โดย Peter ซึ่งวิธีการนี้อยู่ในระดับ Conceptual level และมีหลักการคล้ายกับ Relational model เพียงแต่ E-R model แสดงในรูปแบบกราฟิก บางระบบจะใช้ E-R model ได้เหมาะสมกว่า แต่บาง ระบบจะใช้ Relational model ได้เหมาะสมกว่าเป็นต้น สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงแผนภาพ E-R Diagram (Symbols in E-R Diagram) สัญลักษณ์ ความหมาย Entity Attribute Key Attribute Relationship set Connection ตารางที่ 2.6 สัญลักษณ์แสดงแผนภาพ E-R Diagram ความหมายแบบผังงาน ผังงาน (Flowchart) คือ แผนภาพลำดับขั้นตอนการทำงาน เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวางแผน ขั้นแรกมาหลายปี โดยใช้สัญลักษณ์ต่าง ๆ ในการเขียนผังงาน เพื่อช่วยลำดับแนวความคิดในการเขียน Attribute
31 โปรแกรม เป็นวิธีที่นิยมใช้เพราะทำให้เห็นภาพในการทำงานของโปรแกรมง่ายกว่าใช้ข้อความ หากมี ข้อผิดพลาด สามารถดูจากผังงานจะทำให้การแก้ไขหรือปรับปรุงโปรแกรมทำได้ง่าย ผังงานแบ่งได้ 2 ประเภท 1. ผังงานระบบ (System Flowchart) คือ ผังงานที่แสดงขั้นตอนแสดงขั้นตอนการทำงาน ในระบบอย่างกว่าง ๆ แต่ไม่เจาะลงในระบบงานย่อย 2. ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) คือ ผังงานที่แสดงถึงขั้นตอนในการทำงาน โปรแกรม ตั้งแต่รับข้อมูล คำนวณ จนถึงแสดงผลลัพธ์ การเขียนแผนภาพกระแสข้อมูล Data Flow Diagram : DFD (Context Diagram) เป็นแบบจำลองขั้นตอนการทำงานของระบบ เพื่ออธิบายขั้นตอนการทำงานของระบบที่ได้ จากการศึกษาในขั้นตอนก่อนหน้านี้ แผนภาพจะแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลและอธิบายความสัมพันธ์ในการดำเนินงานของ ระบบซึ่งจะทำให้ทราบว่า 1. ข้อมูลมาจากไหน 2. ข้อมูลไปที่ไหน 3. เกิดกิจกรรมใดกับข้อมูลบ้าง ในแต่ละขั้นตอนของระบบ 4. จัดเก็บข้อมูลที่ไหนหรือส่งข้อมูลไปให้ที่ใด ชื่อสัญลักษณ์ DeMarco & Yourdon symbois Gane & Sarson symbols การประมวลผล (Process) แหล่งเก็บข้อมูล (Data Store) กระแสข้อมูล (Data Flow) สิ่งที่อยู่ภายนอก (External Entity) ตารางที่ 2.7 ตารางแสดงสัญลักษณ์ที่ใช้ในแผนภาพกระแสข้อมูล หลักการใช้สัญลักษณ์ฝนแผนภาพกระแสข้อมูล สัญลักษณ์ประกอบด้วย 1. Process – กระบวนการทำงานของระบบ
32 2. Data Store – แหล่งจัดเก็บข้อมูล 3. Data Flow - เส้นทางการไหลของข้อมูล 4. External Entity – ตัวแทนที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล Process – กระบวนการทำงานของระบบ Process คือ กระบวนการทำงานของระบบ หรือขั้นตอนการดำเนินงาน เป็นงานที่ ดำเนินการเพื่อตอบสนองข้อมูลที่รับเข้าหรือต่อเงื่อนไขที่เกิดขึ้น อาจดำเนินการทำงานจากบุคคล หน่วยงาน หุ่นยนต์ เครื่องจักรหรือเครื่องคอมพิวเตอร์ รูปที่ 2.12 รูปแสดงการทำงานของระบบ Process สัญลักษณ์ที่ใช้แสดงแทน Process 1. หมายเลขของ Process 2. ชื่อของ Process กฎของ Process 1. ต้องไม่มีข้อมูลรับเข้าเพียงอย่างเดียว 2. ต้องไม่มีข้อมูลออกเพียงอย่างเดียว 3. ข้อมูลรับเข้าต้องเพียงพอในการสร้างข้อมูลส่งออก 4. การตั้งชื่อ Process ต้องใช้คำกริยา Data Store – แหล่งจัดเก็บข้อมูล 1. เป็นแหล่งจัดเก็บหรือบันทึกข้อมูล 2. เทียบเท่าได้กับไฟล์หรือแฟ้มในฐานข้อมูล 3. สัญลักษณ์ของ Data Store ประกอบด้วย 3.1 ส่วนแสดงรหัสของ Data Store 3.2 ส่วนแสดงชื่อ Data Store หรือชื่อไฟล์ Input Output ขั้นตอนการทำงาน รหัส ชื่อ Data Store
33 รูปที่ 2.13 แสดงแหล่งจัดเก็บข้อมูล Data Store กฎของ Data Store 1. ข้อมูลจาก Data Store หนึ่งจะวิ่งสู่ Data Store หนึ่งโดยตรงไม่ได้ 2. การตั้งชื่อ Data Store ต้องเป็นคำนาม Data Flow – เส้นทางการไหลของข้อมูล 1. ใช้แทนการสื่อสารระหว่างขั้นตอนการทำงานต่าง ๆ 2. แสดงถึงข้อมูลนำเข้าและส่งออก 3. สัญลักษณ์ของ Data Flow 3.1 ใช้เส้นตรงที่มีหัวลูกศรตรงปลายเพื่อบอกทิศทางการไหลของข้อมูล รูปที่ 2.14 แสดงเส้นตรงที่มีหัวลูกศรตรงปลายเพื่อบอกทิศทางการไหลข้อมูล 4. ชนิดของ data flow 4.1 Composite Data Flow ใช้แสดงการไหลของข้อมูล 4.2 Control Flow ใช้แสดงทิศทางการส่งเงื่อนไขเพื่อกระตุ้นกระบวนการให้มีการ ทำงานเกิดขึ้น รูปที่ 2.15 รูปแสดงทิศทางการส่งเงื่อนไข้เพื่อกระตุ้นกระบวนการให้มีการทำงานเกิดขึ้น 4.3 Diverging Data Flow เส้นทางการไหลของข้อมูล 1 เส้นมีข้อมูลบางส่วนหรือ ทั้งหมดเดินทางไปยังปลายทางที่ต่างกัน 4.4 Converging Data Flow เส้นทางการไหลของข้อมูงจากหลายแหล่งมารวมเป็น ข้อมูลชุดเดียวกันไปยังที่เดียวกัน 4.5 Data Attribute ส่วนประกอบย่อยของชุดข้อมูลที่ปรากฏบนแหล่งข้อมูลเป็น เอกสารและรายงานต่าง ๆ กฎของ Data Flow 1. ชื่อของ Data Flow ควรเป็นชื่อของข้อมูลที่ส่งไปโดยไม่ต้องอธิบายว่าส่งอย่างไร
34 2. Data Flow ต้องมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดที่ Process 3. Data Flow จะเดินทางจาก External Agent กับ External Agent ไม่ได้ 4. Data Flow จะเดินทางจาก External Agent ไป Date Store ไม่ได้ 5. Data Flow จะเดินทางจาก Data Store ไป External Agent ไม่ได้ 6. Data Flow จะเดินทางจาก Data Store กับ Data Store ไม่ได้ 7. การตั้งชื่อ Data Flow จะต้องใช้คำนาม External Entity - ตัวแทนข้อมูล External Entity หรือ External Agent หม่นถึงบุคคลหรือหน่วยงานในองค์กร องค์กรอื่น หรือระบบงานอื่นที่อยู่ภายนอกขอบเขตของระบบงานแต่มีความสัมพันธ์กับระบบ 1. มีการส่งข้อมูลเข้าระบบเพื่อดำเนินงาน 2. รับข้อมูลที่ผ่านการดำเนินงานจากระบบ 3. สัญลักษณ์ของ External Agent 3.1 ใช้รูปสี่เหลี่ยม ภายในแสดงชื่อของ External Agent รูปที่ 2.16 แสดงชื่อของ External Agent กฎของ External Agent 1. ข้อมูลจาก External Agent จะวิ่งไปยัง External Agent หนึ่งโดยตรงไม่ได้ ต้องผ่าน Process ก่อน 2. การตั้งชื่อ External Agent ต้องใช้คำนาม วิธีการสร้างแผนภาพกระแสข้อมูล แผนภาพ DFD ประกอบด้วยแผนภาพ 3 ระดับ คือ 1. สร้างแผนภาพบริบท (Context Diagram / Level-0 Diagram) 2. สร้างแผนภาพระดับ 1 (Parent Diagram / Level-1 Diagram) 3. แบ่งย่อยแผนภาพ (Child Diagram / Decomposition of DFD) หลังจากสร้างแผนภาพเสร็จทั้ง 3 ระดับแล้วต้องทำการตรวจสอบความสมดุลของแผนภาพ เรียกว่า Balancing DFD ชื่อ External Agent
35 แผนภาพบริบท (Context Diagram / Level-0 Diagram) Context Diagram คือ แผนภาพกระแสข้อมูลระดับบนสุด แสดงภาพการทำงานของระบบที่ มีความสัมพันธ์กับภายนอกระบบ แสดงถึงขอบเขตของระบบที่ศึกษาและพัฒนา มีแนวทางในการกำหนดขอบเขตดังนี้ 1. แบ่งแยกสิ่งที่อยู่ภายในและภายนอกระบบ 2. ศึกษาระบบโดยสอบถามถึงเหตุการณ์หรือกิจกรรมการดำเนินงานประจำวันว่ามีการ ติดต่อ จัดการหรือดำเนินการอย่างไร และระบบมีการตอบสนองอย่างไร มี input คืออะไร จากใคร และ output คืออะไร ส่งถึงใคร 3. ต้องการรูปแบบรายงาน การสอบถามแบบข้อมูลใด 4. จำแนกแหล่งข้อมูลภายนอกระบบ ข้อมูลจากไฟล์หรือฐานข้อมูลที่ระบบต้องการใช้ การวาด Context Diagram 1. ประกอบด้วย Process ที่ใช้แทนการทำงานของระบบทั้งหมดเพียง 1 Process เท่านั้น 2. แสดงหมายเลข Process เป็นหมายเลข 0 3. แสดงรายละเอียดของ External Entity รอง ๆ Process 4. มี Data Flow แสดงทิศทางการติดต่อระหว่างระบบกับสิ่งที่อยู่ภายนอกระบบ รูปที่ 2.17 รูปแสดง Context Diagram ทฤษฏีโปรแกรม 1. โปรแกรม Microsoft Access Microsoft Access 2010 เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่นิยมใช้กันอ่างแพร่หลายเนื่องจาก Access เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่มีความสามารถในหลาย ๆ ด้านใช้งานง่ายซึ่งผู้ใช้สามารถเริ่มทำได้
36 ตั้งแต่การ ออกแบบฐานข้อมูลจัดเก็บข้อมูลเขียนโปรแกรมควบคุมตลอดจนการทำรายงานแสดงผล ของข้อมูล Access เป็นโปรแกรมฐานข้อมูลที่ใช้ง่ายโดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจในการเขียน โปรแกรมก็สามารถใช้งานได้ไม่จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดในการเขียนโปรแกรมให้ยุ่งยากและ สำหรับ นักพัฒนาโปรแกรมมืออาชีพนั้น Access ยังตอบสนองความต้องการในระดับที่สูงขึ้นไปอีก เช่น การ เชื่อมต่อระบบฐานข้อมูลกับฐานข้อมูลอื่นๆเช่น SQL SERVER , ORACLE หรือแม้แต่การนํา ข้อมูล ออกสู่ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต Microsoft Access 2010 จะจัดระเบียบข้อมูลลงในตาราง ซึ่งเป็น รายการของแถวและคอลัมน์ที่มีลักษณะคล้ายกับกระดาษบันทึกของนักบัญชีหรือแผ่น งาน Microsoft Excel รูปที่ 2.18 โปรแกรม Microsoft access 2010 1. ความสามารถของ Microsoft Access 1. สามารถสร้างระบบฐานข้อมูลใช้งานต่าง ๆ ได้โดยง่าย เช่น โปรแกรมบัญชีรายรับ รายจ่าย โปรแกรมควบคุมสินค้า โปรแกรมฐานข้อมูลอื่นๆ เป็นต้น ซึ่งสามารถทำได้โดยง่ายเพราะ Access มีเครื่องมือต่างๆให้ใช้ในการสร้างโปรแกรมได้โดยง่ายและรวดเร็ว โปรแกรมที่สร้างขึ้น สามารถตอบสนองผู้ใช้ได้ตามต้องการ เช่น การสอบถามยอดสินค้า การเพิ่มสินค้าการลบสินค้าการ แก้ไขข้อมูลสินค้า เป็นต้น 2. สามารถสร้างรายงานเพื่อแสดงข้อมูลที่ต้องการตามที่ผู้ใช้งานต้องการ 3. สามารถสร้างระบบฐานข้อมูลเพื่อนําไปใช้ร่วมกับฐานข้อมูลอื่นๆได้โดยง่ายเช่น SQL SERVER ORACLE ได้ 4. สามารถนําเสนอข้อมูลออกสู่ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต สามารถทำได้โดยง่ายและ อีกหลายอย่างในระบบฐานข้อมูลที่ผู้ใช้งานต้องการ 2. ข้อมูลและฐานข้อมูล ข้อมูล (Data) หมายถึง ข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ ทั่วไป เช่น ราคาสินค้า คะแนน ของนักเรียนแต่ละคน ซึ่งปกติถือว่าเป็นข้อมูลดิบ (Raw Data) ที่ยังไม่ได้ผ่านการประมวลผล
37 ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วเรียกว่า สารสนเทศ (Information) เช่น เมื่อนำคะแนนของ นักเรียนทั้งหมดมาประมวลผลก็จะได้คะแนนสูงสุดและคะแนนต่ำสุดของนักเรียนทั้งหมด ข้อมูลที่นํามาจัดเก็บในฐานข้อมูลอาจอยู่ในรูปของตัวเลข ตัวอักษรข้อความ รูปภาพ เสียง หรือ ฐานข้อมูล (Database) หมายถึง แหล่งเก็บรวบรวมข้อมูลกลุ่มหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อหรือ จุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง มีโครงการและการจัดการอย่างเป็นระบบข้อมูลที่บันทึกเก็บไว้สามารถ ปรับปรุงแก้ไข สืบค้น และนำมาใช้ในการจัดการสารสนเทศได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ฐานข้อมูลในที่นี้หมายถึง ฐานข้อมูลที่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ส่วนอุปกรณ์ที่เก็บข้อมูลคือจาน แม่เหล็กหรือฮาร์ดดิสก์ตัวอย่างฐานข้อมูลที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ ฐานข้อมูลบุคลากร ฐานข้อมูล นักศึกษาฐานข้อมูลสินค้า ฐานข้อมูลโรงพยาบาล ฯลฯ ปกติฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บไว้ที่ส่วนกลางของหน่วยงานหรือองค์กร เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถ เรียกใช้ข้อมูลร่วมกันได้โดยอาจใช้ข้อมูลได้บางส่วนหรือทั้งหมดขึ้นอยู่กับการกำหนดสิทธิในการใช้งาน ฐานข้อมูลอาจเก็บข้อมูลไว้ในแฟ้มเดียวกันหรือแยกเก็บหลายๆแฟ้ม ที่มีความสัมพันธ์กัน โดยแต่ละแฟ้มเรียกว่า ตาราง (Table) 3. ระบบฐานข้อมูล (Database System) ระบบที่รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกันเข้าไว้ด้วยกันอย่างมีระบบมีความสัมพันธ์ระหว่าง ข้อมูลต่างๆที่ชัดเจน ในระบบฐานข้อมูลจะประกอบด้วยแฟ้มข้อมูลหลายแฟ้มที่มีข้อมูลเกี่ยวข้อง สัมพันธ์กันเข้าไว้ด้วยกันอย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถใช้งานและดูแลรักษาป้องกัน ข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีซอฟต์แวร์ที่เปรียบเสมือนสื่อกลางระหว่างผู้ใช้และ โปรแกรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้ฐานข้อมูล เรียกว่า ระบบจัดการฐานข้อมูล หรือ DBMS (Data Base Management System) มีหน้าที่ช่วยให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูลได้ง่ายสะดวกและมีประสิทธิภาพการ เข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้อาจเป็นการสร้างฐานข้อมูล การแก้ไขฐานข้อมูลหรือการตั้งคําถามเพื่อให้ได้ ข้อมูลมา โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องรับรูปเกี่ยวกับรายละเอียดภายในโครงสร้างของฐานข้อมูล 4. ประโยชน์ของระบบฐานข้อมูล 1. ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลสามารถใช้ร่วมกันได้ (The Data Can Be Shared) เช่น โปรแกรมระบบเงินเดือน สามารถเรียกใช้ข้อมูลรหัสพนักงานจากฐานข้อมูลเดียวกับโปรแกรมระบบ การขายเป็นต้น 2. ระบบฐา นข้อมูลสามารถช่วยให้มีความซ้ำซ้อนน้อยลง (Redundancy Can Be Reduced) ที่ลดความซ้ำซ้อนได้ เพราะเก็บแบบรวม (Integrated) 3. ระบบฐานข้อมูลช่วยหลีกเลี่ยงหรือลดความไม่คงที่ของข้อมูล (Inconsistency Can Be Avoided To Some Extent) 4. ระบบฐานข้อมูลสนับสนุนการทำธุรกรรม (Transaction Support Can Be Provided) ธุรกรรม คือ ขั้นตอนการทำงานหลายกิจกรรมย่อยมารวมกัน
38 5. ระบบฐานข้อมูลสามารถช่วยรักษาความคงสภาพหรือความถูกต้องของข้อมูลได้ (Integrity Can Be Maintained) โดยผู้บริหารฐานข้อมูลเป็นผู้กำหนดข้อบังคับความคงสภาพ (DBA Implement Integrity Constraints Or Business Rules.) ตามที่ผู้บริหารข้อมูล (DA) มอบหมาย เพื่อ ป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนแปลงข้อมูลในฐานข้อมูลโดยไม่ถูกต้อง ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ ตาม 6. สามารถบังคับใช้มาตรการรักษาความปลอดภัย (Security Can Be Enforced) กล่าวคือ ผู้บริหารฐานข้อมูลสามารถกำหนดข้อบังคับ เรื่องความปลอดภัย (Security Constraints) 7. ความต้องการที่เกิดข้อโต้แย้งระหว่างฝ่าย สามารถประนีประนอมได้ ( Conflicting Requirements Can Be Balanced.) 8. สามารถบังคับให้เกิดมาตรฐานได้ (Standards Can Be Enforced) 9. ระบบฐานข้อมูลให้เกิดความเป็นอิสระของข้อมูล (Data Independence) เป็นประโยชน์ ข้อสำคัญที่สุดเพราะท ำให้ข้อมูลไม่ขึ้นอยู่กับการแทนค่าข้อมูลเชิงกายภาพ (Physical Data Independence) 5. ข้อดีของระบบฐานข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลเป็นฐานข้อมูลได้เปรียบกว่าการจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล ดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลแบบแฟ้มข้อมูล โดยข้อมูลเรื่อง เดียวกันอาจมีอยู่หลายแฟ้มข้อมูล ซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งของข้อมูลได้ (Inconsistency) 2. สามารถใช้ข้อมูลร่วมกันได้ ฐานข้อมูลเป็นการจัดเก็บข้อมูลรวมไว้ด้วยกัน เมื่อผู้ใช้ ต้องการข้อมูลจากฐานข้อมูล ซึ่งเป็นข้อมูลที่มาจากแฟ้มข้อมูลที่แตกต่างกันจะทำได้ง่าย 3. สามารถลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลในลักษณะแฟ้มข้อมูลอาจทำให้ ข้อมูลประเภทเดียวกันถูกเก็บไว้หลายๆแห่งทำให้เกิดความซ้ำซ้อน (Reclundancy)การนําข้อมูลมา รวมเก็บไว้ในฐานข้อมูลจะช่วยลดปัญหาความซ้ำซ้อนได้ 4. รักษาความถูกต้องฐานข้อมูลบางครั้งอาจมีข้อผิดพลาดขึ้น เช่น การป้อนข้อมูลผิดซึ่ง ระบบการจัดการฐานข้อมูลสามารถระบุกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ 5. สามารถกำหนดความเป็นมาตรฐานเดียวกันได้เพราะในระบบฐานข้อมูลจะมีกลุ่มบุคคล ที่คอยบริหารฐานข้อมูลกำหนดมาตรฐานต่าง ๆ ในการจัดเก็บข้อมูลในลักษณะเดียวกัน 6. สามารถ กำหนดระบบความปลอดภัยของข้อมูลได้ผู้บริหารระบบฐานข้อมูลสามารถ กําหนดการเรียกใช้ข้อมูล ของผู้ใช้แต่ละคน ให้เกิดความแตกต่างกันตามหน้าที่ความรับผิดชอบได้ง่าย 7. ความเป็นอิสระของข้อมูลและโปรแกรม โปรแกรมที่ใช้ในแต่ละแฟ้มข้อมูลจะมี ความสัมพันธ์กับแฟ้มข้อมูลโดยตรง ถ้าหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงโครงสร้างข้อมูลก็ทำการแก้ไข โปรแกรมนั้น ๆ
39 8. ลดความซ้ำซ้อนของงานดูแลเอกสาร ซึ่งเป็นงานประจำที่ทำให้ผู้ดูแลรู้สึกเบื่อหน่ายและ ขาดแรงจูงใจ แต่เราสามารถใช้คอมพิวเตอร์ในการปฏิบัติงานนี้แทนมนุษย์ได้โดยผ่านโปรแกรม สำหรับการจัดการฐานข้อมูล 9. ข้อมูลที่จัดเก็บมีความทันสมัย เมื่อข้อมูลในระบบฐานข้อมูลได้รับการดูแลปรับปรุง อย่าง ต่อเนื่องทำให้ข้อมูลที่จัดเก็บเป็นข้อมูลที่มีความทันสมัย ตรงกับเหตุการณ์ในปัจจุบันและตรงกับ ความต้องการอยู่เสมอ 10. ลดความซ้ำซ้อนในการจัดเก็บข้อมูล เนื่องจากการจัดทำฐานข้อมูลจะมีการรวบรวม ข้อมูลประเภทต่างๆ เข้ามาจัดเก็บไว้ในระบบ และเก็บข้อมูลเพียงชุดเดียวซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะ สามารถเรียกใช้ข้อมูลที่ต้องการได้เป็นการประหยัดเนื้อที่ในการจัดเก็บ และท ำให้เกิดความรวดเร็ว ในการค้นหาและจัดเก็บข้อมูลด้วย 11. หลีกเลี่ยงความขัดแย้งของข้อมูลได้เมื่อข้อมูลถูกจัดเก็บในระบบฐานข้อมูล จะท ำให้ ข้อมูลลดความซ้ำซ้อนลง คือ มีข้อมูลแต่ละประเภทเพียงหนึ่งชุดในระบบ ทำให้ข้อมูลที่เก็บได้ไม่ ขัดแย้งกันเอง ในกรณีที่จำเป็นต้องเก็บข้อมูลที่ซ้ำซ้อนกันเพื่อสาเหตุบางประการ เช่น เพื่อความ รวดเร็วในการประมวลผลข้อมูลระบบจัดการฐานข้อมูลจะเป็นผู้ดูแลข้อมูลที่ซ้ำกันให้มีความถูกต้อง ตรงกัน 12. ใช้ข้อมูลร่วมกันได้เนื่องจากระบบการจัดการฐานข้อมูลสามารถจัดให้ผู้ใช้แต่ละคนเข้า ใช้ข้อมูลในแฟ้มที่มีข้อมูลเดียวกันได้ในเวลาเดียวกันเช่น ฝ่ายบุคคลและฝ่ายการเงินสามารถที่จะใช้ ข้อมูลจากแฟ้มประวัติพนักงานในระบบฐานข้อมูลได้พร้อมกัน 13. ควบคุมมาตรฐานของข้อมูลได้เมื่อข้อมูลต่างๆ ในหน่วยงานถูกรวบรวมเข้ามา ผู้บริหาร ระบบฐานข้อมูลสามารถที่จะวางมาตรฐานในการรับข้อมูล แสดงผลข้อมูล ตลอดจนการจัดเก็บข้อมูล ได้ เช่น การกำหนดรูปแบบของตัวเลขให้มีทศนิยม 2 ตำแหน่งสำหรับค่าที่เป็นตัวเงิน การกำหนด รูปแบบของการรับและแสดงผลสำหรับข้อมูลที่เป็นวันที่ นอกจากนี้การที่ข้อมูลมีมาตรฐานเดียวกันทำ ให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูละระหว่างระบบได้อย่างสะดวก 14. จัดทำระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลได้ผู้บริหารระบบฐานข้อมูลสามารถ กำหนดรหัสผ่านเข้าใช้งานข้อมูลของผู้ใช้แต่ละราย โดยระบบการจัดการฐานข้อมูลจะท ำการ ตรวจสอบสิทธิ์ในการทำงานกับข้อมูลทุกครั้ง เช่น การตรวจสอบสิทธิ์ในการเรียกดูข้อมูล การลบ ข้อมูลการปรับปรุงข้อมูลและการเพิ่มข้อมูลในแต่ละแฟ้มข้อมูล 15. ควบคุมความถูกต้องของข้อมูลได้ ปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันของข้อมูลที่มีความ ซับซ้อนเป็นปัญหาหนึ่งในเรื่องความถูกต้องของข้อมูล ซึ่งเมื่อได้มีการกําจัดความซับซ้อนของข้อมูล ออก ปัญหาเรื่องความถูกต้องของข้อมูลที่อาจเกิดขึ้นได้
40 6. ข้อเสียของระบบฐานข้อมูล การเก็บข้อมูลรวมเป็นฐานข้อมูลมีข้อเสีย ดังนี้ 1. มีต้นทุนสูง ระบบฐานข้อมูลก่อให้เกิดต้นทุนสูง เช่น ซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการจัดการระบบ ฐานข้อมูล บุคลากร ต้นทุนในการปฏิบัติงาน และฮาร์ดแวร์ เป็นต้น 2. มีความซับซ้อน การเริ่มใช้ระบบฐานข้อมูล อาจก่อให้เกิดความซับซ้อนได้ เช่น การ จัดเก็บข้อมูล การออกแบบฐานข้อมูล การเขียนโปรแกรม เป็นต้น 3. การเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบ เนื่องจากข้อมูลถูกจัดเก็บไว้ในลักษณะเป็นศูนย์รวม (Centralized Database System) ความล้มเหลวของการทำงานบางส่วนในระบบอาจทำให้ระบบ ฐานข้อมูลทั้งระบบหยุดชะงักได้ 4. เสียค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากราคาของโปรแกรมที่ใช้ในระบบการจัดการฐานข้อมูลจะมีราคา ค่อนข้างแพงรวมทั้งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภา พสูง คือ ต้องมีความเร็วสูงมีขนา ด หน่วยความจําและหน่วยเก็บข้อมูลสํารองที่มีความจุมากทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงในการจัดทำระบบ การจัดการฐานข้อมูล 5. เกิดการสูญเสียข้อมูลได้เนื่องจากข้อมูลต่างๆภายในฐานข้อมูลจะถูกจัดเก็บอยู่ในที่ เดียวกัน ดังนั้นถ้าที่เก็บข้อมูลเกิดมีปัญหาอาจทำให้ต้องสูญเสียข้อมูลทั้งหมดในฐานข้อมูลได้ดังนั้น การจัดทำฐานข้อมูลที่ดีจึงต้องมีการสำรองข้อมูลไว้เสมอ 2.4 ระบบงานที่เกี่ยวข้อง นายจอมพล ประทีปรัมย์ นายศุภกิจ จงดิษฐ์ และนายกิตติภูมิ แสงพรม (2564)โดยคณะ ผู้จัดทำได้จัดทำโครงการระบบการจัดการฐานข้อมูลร้านเจ๊เล็กข้าวต้มป้อมปีกโดยมีการสร้างระบบ เพื่อนำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจในการจัดทำระบบฐานข้อมูล นางสาวฉัตรชนก ปานเนาว์ นางสาวอรอุษา พรมรัตน์ และนางสาวสธิมา ถมวารี(2564) โดย คณะผู้จัดทำได้จัดทำโครงการระบบฐานข้อมูลการยืม-คืนอุปกรณ์กีฬา โดยมีการสร้างระบบฐานข้อมูล เพื่อนำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจในการหาข้อมูลเกี่ยวกับการยืม-คืนอุปกรณ์กีฬา นายจิรสิน จันทร์เหมือน และนายพขร เกียรติอภิเดช (2564) โดยคณะผู้จัดทำได้จัดทำ โครงการระบบฐานข้อมูลร้านกาแฟ โดยมีการสร้างระบบเพื่อนำเสนอผลงานแก่ผู้ที่สนใจในการจัดทำ ระบบฐานข้อมูลการจัดทำโครงการนี้เกี่ยวกับระบบฐานข้อมูลร้านกาแฟ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความ สนใจเกี่ยวกับระบบสต็อกสินค้า ส่วนประกอบต่าง ๆ ภายในระบบ ทั้งนี้คณะผู้จัดทำจึงจัดทำระบบ ฐานข้อมูลนี้เพื่อสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด