แก้วหน้าม้า
วรรณคดี "แก้วหน้าม้า" คือเรื่องราวที่นำ เสนอการ เปรียบเทียบและเรียนรู้จากสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิต ประจำ วัน ที่ดูจากภาพวิวทางท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ ที่เมื่อมองด้วย "แก้วหน้าม้า" จะเห็นว่าเปรียบ เสมือนกับการเรียกดูภาพโลกของเราจากสังคมที่ ล้ำ ค่าและซับซ้อน. เรื่องราวนี้เติบโตด้วยธรรมชาติที่อ่อนไหวและเล็กๆ น้อยๆ แต่มีความสำ คัญอย่างไม่น่าเชื่อ ที่นำ เสนอให้ เรารำ ลึกถึงความสำ คัญของสิ่งเล็กๆ ในชีวิต, และ การพิจารณาว่าบางครั้งสิ่งที่เรามองข้ามอาจเป็น จุดมุ่งหมายที่สำ คัญในการเข้าใจโลกใบนี้. นอกจากนี้, วรรณคดีนี้ยังสะท้อนความสวยงามของ คำ พูดและการใช้ภาพพจน์เพื่อเสริมสร้างความ เข้าใจและความรู้สึก, ทำ ให้เราได้ลงลึกสู่ความลึก ของเรื่องนี้อย่างถึงใจ. คำ นำ จัดทำ โดย นาย ศิริศักดิ์ คล้ายจินดา 6\9 2
สารบัญ บั เรื่อง หน้า เเนะนำ ตัวละคร 1-3 เกริ่นนำ 3-6 เนื้อเรื่อง 7-18 บรรณานุกรม 19 ผู้จัดทำ 20
เเนะนำ ตัว ละคร 1. แก้วหน้าม้า (The Jade Horse): เป็นตัว ละครหลักที่ให้ชื่อกับเรื่องราว ส่วนใหญ่จะ เป็นกลุ่มตัวละครที่มีความสำ คัญและมีพลัง พิเศษ เช่น นักรบ หรือบุคคลที่มีความสามารถ เหนือธรรมดา 2. เจ้าของแก้วหน้าม้า (Owner of the Jade Horse): บุคคลที่ครอบครองและควบคุม "แก้วหน้าม้า" บางครั้งอาจเป็นศรีธรรมานุ สรณ์หรือมีอำ นาจเหนือชาวบ้าน 3. เจ้าภาพ (Host): บุคคลที่รับบังคับ "แก้ว หน้าม้า" และต้องรับผิดชอบในการควบคุม และรักษามัน 1
-4. ศัตรู/อุปสรรค (Antagonist/Obstacle): บุคคลหรือ สิ่งของที่ตั้งเป็นอุปสรรคหรือศัตรูที่ต้อง ท้าทายตัวละครหลัก มักจะเป็นตัวละครที่มี ความชั่วร้ายหรือต่อต้านกับความ ปรารถนาของตัวละครหลัก 5. ตัวละครรอบข้าง (Supporting Characters): บุคคลอื่นๆ ที่มีบทบาท สำ คัญในการสนับสนุนหรือประสานงานกับตัวละครหลัก เช่น เพื่อนซึ่งร่วมทำ การ ผจญภัย หรือพี่น้องของตัวละครหลัก 2
6. ตัวละครรอง (Minor Characters): บุคคลที่มีบทบาทน้อยหรือไม่สำ คัญมากในเรื่อง อาจเป็นลูกเศรษฐี ผู้ค้า หรือ ประชาชนทั่วไปที่ปรากฏตัวในเรื่อง 7. ตัวละครที่ลับ (Mysterious Characters): บุคคลที่มีบทบาทลึกลับและมักเป็นกลุ่มคนที่อาจมีความเชื่อชาติหรือ พลังพิเศษ เช่น มหาเจ้าผู้เล็กของมนตร์ เวท หรือหมอดูที่พาวิชาการของตัวละคร หลักและผู้อื่นๆ ในเรื่องราว 3
เรื่องราวของนางแก้วมณีอดีตนางฟ้าบนสวรรค์ที่ ถูกสาปให้มาเกิดเป็นหญิงสาวชาวบ้านที่มีใบหน้า เป็นม้า วันหนึ่งพระปิ่นทองพระโอรสของท้าวภูวดล แห่งเมืองมิถิลาได้ออกมาเล่นว่าวด้านนอก พระราชวัง ว่าวพระปิ่นทองเกิดสายป่านขาดลอยไป ตกที่ทุ่งนา นางแก้วมณีเห็นจึง เก็บกลับไปไว้ที่บ้าน เมื่อพระปิ่นทองมาขอว่าวคืนนางแก้วได้ขอให้ พระปิ่นทองรับตนเองไปเป็นพระมเหสี ด้วยความ อยากได้ว่าวคืนพระปิ่นทองจึงตกปากรับคำ ไป ส่งเดช จนในที่สุดนางแก้วมณีก็ได้เข้าไปอยู่ในวัง แต่ก็ต้องถูกกลั่นแกล้งต่าง ๆ นานา โดยท้าวภูวดล ให้นางแก้วมณีไปตัดเขาพระสุเมรุ ระหว่างทางก็ได้ พระฤๅษีช่วยและพระฤๅษีนี้เองเป็นผู้ที่ถอดหน้าม้า และมอบเรือเหาะกับมีดโต้วิเศษไว้ให้ เมื่อได้เขา พระสุเมรุกลับมาท้าวภูวดลสั่งให้พระปิ่นทองเดิน ทางไปยังเมืองโรมวิถีเพื่ออภิเษกกับเจ้าหญิงทัศ มาลี และพระปิ่นทองยังยื่นคำ ขาดว่าหากกลับมา นางแก้วมณียังไม่มีลูกกับพระองค์ก็จะให้นำ ตัวไป ประหารเสีย เกริ่นนำ 4
"แก้วหน้าม้า" เป็นเรื่องราวที่มีความหลากหลายและมี ที่มาจากตำ นานและตำ ราที่แตกต่างกันของ วัฒนธรรมต่างๆ แต่ส่วนใหญ่มักจะเป็นเรื่องราวที่มี ความสัมพันธ์กับศิลปะและวรรณคดีของอาณาจักรจีน โบราณ ซึ่งมักจะอ้างอิงถึงตำ นานเกี่ยวกับอัศวินหรือ กวีที่มีความสามารถพิเศษและทำ สิ่งประหลาดได้ ตัว ละคร "แก้วหน้าม้า" อาจมีลักษณะเป็นคนหรือสัตว์ และ มักมีความสำ คัญเป็นอย่างมากในวรรณคดีและศิลปะ ของประเทศจีนตลอดกาล ในบางเรื่องราว "แก้วหน้าม้า" อาจถูกพูดถึงในเรื่อง ของการเดินทางผจญภัยของตัวละครหลัก ซึ่งแก้ว หน้าม้ามักมีบทบาทเป็นตัวช่วยเสริมที่มีความสามารถ พิเศษในการต่อสู้หรือในการแก้ปัญหาต่างๆ อาจ เป็นการช่วยเหลือในการผจญภัย การปกป้องความ ยั่งยืน หรือการส่งเสริมให้ตัวละครหลักเดินทางไปสู่จุด หมาย 5
นอกจากนี้ "แก้วหน้าน้ม้าม้" ยังยัมีสัมีญสัลักษณ์ที่ณ์ ที่ มีคมีวาม หมายตามศาสนาและวัฒวันธรรมจีนจี โดยอาจแทรก เข้าข้ไปในการแสดงอารมณ์ หรือรืการตัดสินสิ ใจของตัว ละครหลัก มีบมีทบาทในการส่งส่เสริมริคุณคุค่าทาง จริยริธรรมและเป็นป็แหล่งประกอบความคิดในเชิงชิ ปรัชรัญาและสังสัคมด้วย สรุปแล้ว "แก้วหน้าน้ม้าม้" เป็นป็เรื่อรื่งราวที่มีหมีลายแง่มุม และมีคมีวามหมายที่หลากหลายตามแต่ละวัฒวันธรรม และประเทศ เป็นป็ส่วส่นหนึ่งนึ่ของวรรณคดีและศิลปะที่มี ความสำ คัญอย่าย่งมากในวงการวรรณกรรมและ ศิลปะของอาณาจักจัรจีนจี โบราณและวัฒวันธรรมอื่นๆ ในเอเชียชีตะวันวัออกเฉียงใต้ 6
เนื้อเรื่อ รื่ ง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเมืองอยู่เมืองหนึ่งชื่อว่า “มิถิลา” เมืองนี้ปกครองโดยกษัตริย์ทรงพระนามว่า “ภูวดลมงคลราช” พระองค์มีพระมเหสีทรงพระนาม ว่า “พระนางนันทา” ทั้งสองพระองค์ มีพระโอรสทรง พระนามว่า “ปิ่นทอง” พระนครเจริญรุ่งเรืองและสงบ สุข…ส่วนนางแก้วหน้าม้าเป็นธิดาสามัญชนชาวเมือ งมิถิลา เหตุที่นางมีชื่อเช่นนี้เพราะก่อนตั้งครรภ์ผู้ เป็นมารดาได้ฝันว่าเทวดานำ แก้วมาให้ พอให้กำ เนิด บุตรสาวเลยตั้งชื่อว่า “แก้ว” แต่เนื่องจากใบหน้า เหมือนม้า ชาวบ้านเรียกว่า “นางแก้วหน้าม้า” นาง แก้วนั้นวัยไล่เลี่ยกับพระปิ่นทอง พระโอรสเมืองมิถิลา …พระปิ่นทองนั้นมีรูปลักษณ์ที่สวยอย่างชายชาตรี มี ญาณวิเศษสามารถล่วงรู้ลมฝนจึงเป็นที่รักใคร่ของ ชาวบ้าน มีวันหนึ่งพระปิ่นทองได้มาขออนุญาติพระ บิดากับพระมารดาออกไปเล่นว่าวที่ทุ่ง พระบิดา มารดาก็ได้อนุญาติ…พระปิ่นทองได้ออกมาเล่นว่าวซึ่ง 7
เนื้อเรื่อ รื่ ง ลมแรงมาก ว่าวของพระปิ่นทองได้หลุดมือและ ปลิวไปไกลทำ ให้ทหารที่มากับพระปิ่นทองวิ่ง ตามว่าว …ซึ่งนางแก้วเก็บว่าวจุฬาได้และดีใจจะ เก็บไว้เล่นเอง …เมื่อพระปิ่นตามมาขอว่าวคืน … นางแก้วขอสัญญากับพระโอรสว่าต้องมารับ นางเข้าวังไปเป็นมเหสี …พระปิ่นได้ยินแก้วพูดก็ ทรงโกรธมากและคิดว่าหญิงผู้นี้พูดจาโยกโย้น่า รำ คาญ พระองค์เกลียดนางยิ่งนักเมื่อเห็นนางมี ใบหน้าที่ประหลาด …แต่ก็ได้รับปากเพียงเพราะ หวังอยากได้ว่าวคืนรออยู่หลายวันไม่เห็น พระปิ่นทองมารับ …นางแก้วจึงเล่าเรื่องให้พ่อ กับแม่ฟังและขอให้ไปทวงสัญญา …เมื่อพ่อแม่ ไปทวงสัญญากับพระปิ่น ท้าวภูวดลกริ้วตรัสให้ นำ ตัวไปประหาร แต่พระนางนันทาได้ทัดทาน พร้อมเรียกพระโอรสมาสอบถาม … 8
เนื้อเรื่อ รื่ ง พระปิ่นทองยอมรับว่าสัญญาจะให้มาอยู่กับ สุนัข …เมื่อพระปิ่นทองสัญญาแล้ว พระนาง นันทาสั่งให้ไปรับตัวนางแก้วมาอยู่ในวัง ครั้ง ไม่มีวอทองมารับสมกับตำ แหน่งมเหสี นาง แก้วก็ไม่ยอมไป …จนในที่สุดนางแก้วได้นั่งใน วอทอง พร้อมกับแต่งตัวสวยพริ้ง …พอมาถึง วังหลวง ท้าวภูวดลกับพระปิ่นทองเห็นนาง แก้วรูปร่างหน้าตาน่าเกลียด กริยามารยาท กระโดกกระเดกก็ทนไม่ได้ คิดหาทางกำ จัด นางแก้ว แต่พระนางนันทานึกเอ็นดู …นาง แก้วเข้าวังมาไม่นาน ท้าวภูวดลกับพระปิ่น ทองหาทางกำ จัดนางแก้ว โดยให้นางแก้วไป ยกเขาพระสุเมรุมาไว้ในเมืองภายใน 7 วัน หาก ทำ ไม่สำ เร็จจะต้องได้รับโทษประหาร 9
เนื้อเรื่อ รื่ ง แต่ถ้าทำ ได้จะจัดพิธีอภิเษกสมรสกับพระปิ่น ทองนางแก้วออกไปตามป่า …เสี่ยงสัตย์ อธิษฐานกับเหล่าทวยเทพว่าหากตนเป็นเนื้อ คู่ของพระปิ่นทอง …ขอให้พบเขาพระสุเมรุ เดินทางต่อไปอีกสามวัน …พบพระฤาษีรีบ เข้าไปกราบและเล่าเรื่องราวทั้งหมด …พระ ฤาษีมีใจเมตตาจึงช่วยถอดหน้าม้าออกให้ … นางแก้วกลายเป็นหญิงที่งดงามโสภา …แล้ว เสกหนังสือเป็นเรือเหาะให้ลำ หนึ่งพร้อมมอบ อีโต้ไว้เป็นอาวุธ นางแก้วจึงสามารถไปยก เขาพระสุเมรุมาถวายท้าวภูวดลได้สำ เร็จ ส่วน ท้าวภูวดลพยายามหาหนทางที่จะเลี่ยงคำ สัญญาที่มีต่อนางแก้ว …จึงมอบให้พระปิ่น ทองเดินทางไปอภิเษกกับ “เจ้าหญิงทัศมาลี” 10
เนื้อเรื่อ รื่ ง ราชธิดาของท้าวพรหมทัต …ก่อนเดิน ทางไปพระปิ่นทองกล่าวว่า …ถ้ากลับ มานางแก้วยังไม่มีลูกจะถูกประหาร … นางแก้วนั่งเรือเหาะตามพระปิ่นทอง ไปแล้วถอดหน้าม้าออก ไปขออาศัย อยู่กับสองตายายในป่า …เมื่อพระปิ่น ทองผ่านมา …นางแก้วก็ไปอาบน้ำ ที่ ท่า …พระปิ่นทองเห็นเข้าเกิดหลงรัก และไปเกี้ยวพาราณสี จนได้นางแก้ว เป็นเมีย …ต่อมานางแก้วตั้งครรภ์ … พระปิ่นทองต้องการกลับกรุงมิถิลา และได้มอบแหวนให้นางแก้ว 11
เนื้อเรื่อ รื่ ง เพื่อยืนยันว่าเด็กในท้องนางแก้วเป็น ลูกของพระปิ่นทองจริงขณะเดินทาง กลับกรุงมิถิลา ระหว่างอยู่ในทะเล … เรือสำ เภาของพระปิ่นทองถูกมรสุมพัด เข้าไปในถิ่นยักษ์ …เมื่อนางแก้วคลอด บุตรชายชื่อว่า “ปิ่นแก้ว” ก็คิดจะพาลูก กลับไปหาพระปิ่นทอง …โดยได้แวะไป ลาพระฤาษี พระฤาษีบอกนางแก้วว่า พระปิ่นทองอยู่ในอันตราย …นางแก้ว ฝากลูกไว้กับพระฤาษีแล้วแปลงร่าง เป็นผู้ชายขึ้นเรือเหาะไปรบกับท้าวพาล ราช เจ้าเมืองยักษ์จนได้รับชัยชนะ … นางแก้วในร่างชายหนุ่ม … 12
เนื้อเรื่อ รื่ ง จึงเชิญพระปิ่นทองให้ครองเมือง ยักษ์ และตนขอเพียง”นางสร้อย สุวรรณ” และ “นางจันทา” ธิดา ยักษ์ทั้งสองตนไปเป็นชายา …นาง แก้วพาสองธิดายักษ์ไปหาพระ ฤาษีแล้วเล่าเรื่องราวให้ฟังพร้อม ถอดรูปให้ดู …สองธิดายักษ์ รับปากว่าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความ ลับ …นางแก้วจึงพาสองธิดายักษ์ มามอบให้พระปิ่นทอง …ต่อมา พระปิ่นทองเดินทางกลับเมืองมิถิ ลาพร้อมกับสองธิดายักษ์ 13
เนื้อเรื่อ รื่ ง นางแก้วได้พาลูกกลับมาเฝ้า …พระปิ่นทอง ท้าวภูวดล พระนางนันทา นางสร้อย สุวรรณ และนางจันทา พร้อมกับกราบทูล ว่าพระปิ่นแก้วเป็นพระโอรสของพระปิ่น ทองกับนางแก้ว …พระปิ่นอนงกับท้าว ภูวดลไม่เชื่อ …นางแก้วเลยมอบแหวนที่ พระปิ่นทองเคยมอบให้ในร่างนางมณีรัตนา …นางสร้อยสุวรรณและนางจันทาช่วยกัน เลี้ยงดูพระปิ่นแก้ว ส่วนพระปิ่นทองนั้นก็ยัง คงสงสัยว่าตนไปมีลูกกับนางแก้วตั้งแต่ เมื่อไร่ จ้าหญิงทัศมาลีคิดถึงพระปิ่นทองจึง เดินทางมาหาพระปิ่นทอง …เมื่อเดินทางมา พบพระปิ่นทองแล้วเกิดการหึงหวงกับนาง สร้อยสุวรรณและนางจันทาสองธิดายักษ์ … จนมีเรื่องทะเลาะวิวาท โดยนางแก้วเข้าช่วย เหลือ …นางทัศมาลีเห็นว่าสู้ไม่ 14
เนื้อเรื่อ รื่ ง ได้ จึงหนีกลับเมือง …ต่อมาเจ้าหญิง ทัศมาลีได้ให้กำ เนิดพระโอรส ตั้งชื่อ ว่า “เจ้าชายปิ่นศิลป์ไชย”“ท้าวกา ยมาต” ยักษ์ผู้ครองนครไกรจักร … เป็นญาติของท้าวพาลราชซึ่งถูก แก้วสังหาร และนางสร้อยสุวรรณ กับนางจันทากลายเป็นชายาของ พระปิ่นทอง …ก็เกิดแค้นใจยกทัพมา ที่เมืองมิถิลา พระปิ่นทองไม่ชำ นาญ การรบ นางสร้อยสุวรรณและนาง จันทาแนะว่าให้ไปขอ 15
เนื้อเรื่อ รื่ ง ความช่วยเหลือจากนางแก้วหน้า ม้า พร้อมบอกใบ้ให้รู้ความจริง ทั้งหมด มื่อพระปิ่นทองรู้ความจริง ทั้งหมด …ก็ได้รีบตามไปง้อขอคืนดี กับนางแก้ว นางแก้วยอมช่วยรบ เพราะเห็นแก่พระนางนันทา โดย แปลงร่างเป็นชายหนุ่มถืออีโต้ไป เฝ้าพระปิ่นทองโดยบอกว่าพี่แก้ว ให้มาช่วย …นางแก้วไม่สามารถทำ อะไรท้าวประกายมาตได้ 16
เนื้อเรื่อ รื่ ง เพราะท้าวประกายมาตมีฤทธิ์ รักษาแผลได้ …นางแก้วจึงขี่เรือ เหาะข้ามศีรษะท้าวประกายมาต ทำ ให้มนต์เสื่อม จึงสามารถ จัดการได้ …พอชนะศึกแก้วใน ร่างของชายหนุ่มขอลากลับทันที …พระปิ่นทองจึงมั่นใจว่าต้อง เป็นนางแก้วแน่นอน …จึงตามไป หาที่ห้องกล่าวง้องอน นางแก้ว หน้าม้าก็ทำ เป็นเล่นตัว พระปิ่น ทองแกล้งทำ ทีเชือดคอตาย 17
นางแก้วจึงยอมใจอ่อนถอดหน้าม้า ออก …เมื่อความทราบถึงท้าวภูวดล และนางนันทาก็ดีพระทัย …จึงจัด พิธีอภิเษกสมรสให้นางแก้วเป็น มเหสีของปิ่นทองอย่างเอิกเกริก พร้อมทั้งกับนางแก้วได้ชื่อใหม่ว่า “นางมณีรัตนา” …นางแก้วจึงให้ คนไปรับพ่อกับแม่มาลี้ยงดูอย่างมี ความสุขในวัง ต่อมาไม่นานนาง แก้วก็ตั้งครรภ์อีกครั้ง …แล้วได้อยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข เนื้อเรื่อ รื่ ง 18
บรรณานุกรม ข้อมูลจาก 19 ทินกร กรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์,พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า. (2544). แก้วหน้าม้า. สืบค้น 2 มกราคม 2567, จากhttps://www.sac.or.th/databases/thailitdir/ ชลลดา ชะบางบอน./(2550)./แก้วหน้าม้า/(1)./กรุงเทพมหา นครฯ:/สกายบุ๊กซ์. _____./(2513)./แก้วหน้าม้า เล่มที่ ๒๕/(1)./กรุงเทพมหานครฯ:/ ราษฎร์เจริญ. ณัฐนภา ต้นงาม. (2552). แก้วหน้าม้า. สืบค้น 16 มกราคม 2567, จาก https://www.kroobannok.com/blog/15320
นาย คณิน วุฒิ วุ ฒิ กุล ม6/9 เลขที่ 7 นายธีรชัย ไชยชมภู ม.6/9 เลขที่ 10 20 ผู้พิสูจน์ อักษร