The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระราชกรณียกิจ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-01-28 12:30:37

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจ

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ

ไทยพระมหากษัตริย์

ธนทัต พูนผล

เ รี ย บ เ รี ย ง

พ ร ะ ร า ช ก ร ณี ย กิ จ

พระมหากษั ตริย์ไทย

(สมัยอยุธยา) (สมัยรัตนโกสิ นทร์)

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระบาทสมเด็จ
พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ห ล้ า น ภ า ลั ย

สารบัญ 1

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 2
3
การสถาปนากรุงศรีอยุธยา 4
การสงครามกับเขมร
การสงครามกับสุโขทัย 5
การค้าขาย และ สัมพันธไมตรีระหว่างประเทศ 6
ตรากฎหมาย
ศาสนา

พ ร ะ บ า ท ส ม เ ด็ จ พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ห ล้ า น ภ า ลั ย

ด้านการทำนุบำรุงประเทศ และ ป้อมปราการ
ด้านการทำนุบำรุงพระศาสนา
ด้านการป้องกันประเทศ
ด้านการปกครอง
ด้านศิลปวัฒนธรรม

1

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1

( พ ร ะ เ จ้ า อู่ ท อ ง )

ก า ร ส ถ า ป น า ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็น
ราชธานีเมื่อวันศุกร์ ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 5 ปีขาล จุลศักราช 712 ตรงกับวันที่ 4
มีนาคม พ.ศ. 1893 ชีพ่อพราหมณ์ถวายพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดี แล้ว
โปรดให้ขุนหลวงพะงั่ว ซึ่งเป็นพระเชษฐาของพระมเหสีเป็น สมเด็จพระบรม
ราชาธิราชเจ้า ไปครองเมืองสุพรรณบุรี ส่วนพระราเมศวร รัชทายาทให้ไปครอง
เ มื อ ง ล พ บุ รี

การสงครามกับเขมร

ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 พระองค์ทรงเจริญสัมพันธไมตรีกับแว่นแคว้น
ต่าง ๆ มากมาย แม้กระทั่ง ขอม ซึ่งก็เป็นมาด้วยดีจนกระทั่งกษัตริย์ขอม
สวรรคต พระราชโอรสนาม พระบรมลำพงศ์ ทรงขึ้นครองราชย์ ซึ่งพระบรมลำ
พงศ์ก็แปรพักตร์ไม่เป็นไมตรีดังแต่ก่อน สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 จึงให้สมเด็จ
พระราเมศวรยกทัพไปตีกัมพูชา และให้สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุน
หลวงพะงั่ว) ทรงยกทัพไปช่วย จึงสามารถตีเมืองนครธมแตกได้ พระบรมลำ
พงศ์สวรรคตในศึกครั้งนี้ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 จึงแต่งตั้ง ปาสัต พระ
ร า ช โ อ ร ส ข อ ง พ ร ะ บ ร ม ลำ พ ง ศ์ เ ป็ น ก ษั ต ริ ย์ ข อ ม

2

ก า ร ส ง ค ร า ม กั บ สุ โ ข ทั ย

รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) แห่งกรุงศรีอยุธยานั้นคาบเกี่
บวกับรัชสมัยของ พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) แห่งกรุงสุโขทัย ช่วงนั้นเป็นช่วงที่
สุโขทัยมิอาจต้านทานความแข็งแกร่งของอยุธยาได้ แม้ว่าพระมหาธรรมราชาลิไท
จะเสด็จไปประทับที่สองแคว (พิษณุโลก) เพื่อเตรียมรับศึกอยุธยาแล้วก็ตาม
แ ต่ สุ ด ท้ า ย พ ร ะ ม ห า ธ ร ร ม ร า ช า ลิ ไ ท ก็ ไ ด้ เ จ ร จ า ป ร ะ นี ป ร ะ น อ ม ย อ ม ใ ห้ ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า
เป็นราชธานีคู่กับสุโขทัย และทั้งสองนครนี้ก็เป็นไมตรีต่อกันมาจนตลอดรัชกาลของ
พ ร ะ อ ง ค์

การค้าขาย และ สั มพันธไมตรีระหว่างประเทศ

ในด้านไมตรีกับต่างประเทศในสมัยเมื่อสร้างกรุงศรีอยุธยานั้น ฝรั่งกับญี่ปุ่นยัง
ไม่มีมาค้าขาย แต่การไปมาค้าขายกับเมืองจีน, แขก, จาม, ชวา, มลายู ตลอด
จนอินเดีย, เปอร์เซีย และ ลังกานั้นไปถึงกันมานานแล้ว
สำหรับการค้าขายกับจีนนั้น ราชวงศ์อู่ทองของไทย ตรงกับราชวงศ์หมิงของจีน
พระเจ้าหงอู่ แห่งราชวงศ์หมิงเมื่อทราบว่ากรุงศรีอยุธยาตั้งเป็นอิสรภาพก็แต่งให้
หลุย จงจุ่น เป็นราชทูตเข้ามาเจริญพระราชไมตรีถึงกรุงศรีอยุธยา พระองค์จึง
แต่งให้ราชทูตออกไปเมืองจีนพร้อมกับราชทูตจีน เพื่อเจริญสัมพันธไมตรีกับจีน
ใ น ค ร า ว นั้ น ด้ ว ย

3

ตรากฎหมาย

สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ทรงประกาศใช้กฎหมายถึง 10 ฉบับ ในรัชสมัยของ
พระองค์ ได้แก่

พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ พ ย า น
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ อ า ญ า ห ล ว ง
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ รั บ ฟ้ อ ง
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ ลั ก พ า
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ อ า ญ า ร า ษ ฎ ร์
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ์ โ จ ร
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ เ บ็ ด เ ส ร็ จ ว่ า ด้ ว ย ที่ ดิ น
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ ผั ว เ มี ย
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ลั ก ษ ณ ะ โ จ ร ว่ า ด้ ว ย โ จ ร
ในประวัติศาสตร์บางแหล่งบอกว่ามีมากกว่านี้ แต่เท่าที่หาหลักฐานได้ มีเพียงเท่า
นี้ เ ท่ า นั้ น

ศาสนา

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้สร้างวัดต่าง ๆ เช่น
วัดพุทไธศวรรย์ (สร้างปี พ.ศ. 1876)
วัดป่าแก้ว (สร้างปี พ.ศ. 1900)
วัดพระราม (สร้างปี พ.ศ. 1912)

4

พระบาทสมเด็จ
พ ร ะ พุ ท ธ เ ลิ ศ ห ล้ า น ภ า ลั ย

ด้านการทำนุบำรุงประเทศ และป้อมปราการ

ระยะแรกของการก่อตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ พม่าก็ยังคงรุกรานประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จึงทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองและป้อม
ปราการต่าง ๆ ขึ้นเพื่อให้เป็นเมืองหน้าด่านคอยป้อมป้องกันข้าศึกที่จะยกเข้ามาทาง
ทะเลที่เมืองสมุทรปราการ และที่เมือง ปากลัด ปัจจุบันคือ (อ.พระประแดง
จ.สมุทรปราการ) โดยมีพระราชบัญชาให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ เป็นแม่กอง
ก่อสร้างเมืองนครเขื่อนขันธ์ขึ้นที่ปากลัด พร้อมป้อมปีศาจผีสิง ป้อมราหู และป้อมศัตรู
พินาศแล้วโปรดเกล้าฯ ให้อพยพครอบครัวชาวมอญจากปทุมธานีมาอยู่ที่นครเขื่อนขันธ์

ด้ า น ก า ร ทำ นุ บำ รุ ง พ ร ะ ศ า ส น า

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงฟื้นฟู พระพุทธศาสนาอย่างมากมาย
หลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนสถาน ทรงโปรดฯให้สร้างวัดขึ้นใหม่หลาย
วัด ได้แก่ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดชัยพฤกษมาลา วัดโมลีโลกยาราม วัดหงสาราม และ
วัดพระพุทธบาทที่ สระบุรี ซึ่งสร้างค้างไว้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช รวมทั้งโปรดเกล้าฯให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม โดยสร้าง
พระอุโบสถพระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นพระอารามประจำรัชกาล
การศึกษาพระปริยัติธรรมของพระสงฆ์ในยุคนี้ก็รุ่งเรืองเป็นอย่างมาก โดยพระบาท
สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงโปรดเกล้าฯ ให้แก้ไขหลักสูตรจากปริญญาตรี โท
เอก มาเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยคถึง ๙ ประโยค ทำให้พระภิกษุ สามเณร มีความรู้
ภาษาบาลีแตกฉานยิ่งขึ้น นอกจากนี้พระองค์ยังทรงออกพระราชกำหนดให้ประกอบพิธีใน
วันวิสาขบูชา โดยห้ามล่าสัตว์ ๓วัน และรักษาศีล ถวายอาหารบิณฑบาต ทำทาน ปล่อย
สัตว์ สดับฟังพระธรรมเทศนาเป็นเวลา ๓ วัน ๓ คืน ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทย

5

ด้านการป้องกันประเทศ

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พม่าได้ยกทัพเข้ามาตีไทยอยู่
หลายครั้งด้วยกันตั้งแต่พระองค์ครองราชย์ได้ เพียง ๒ เดือน พระเจ้าปดุง กษัตริย์พม่าก็ได้
ทรงแต่งตั้งแม่ทัพพม่า ๒ นาย คือ อะเติ้งหงุ่นและสุเรียงสาระกะยอ โดยให้แม่ทัพอะเติ้ง
หงุ่นยกทัพเรือเข้ามาตีทางหัวเมืองชายทะเลตะวันตก และสามารถตีเมืองตะกั่วทุ่งตะกั่วป่า
รวมถึงล้อมเมืองถลางไว้ ก่อนที่กอง ทัพไทยจะยกลงไปช่วยและตีทัพพม่าจนแตกพ่ายไป
ส่วนแม่ทัพสุเรียงสาระกะยอได้ยกกำลังมาทางบกเพื่อเข้าตีหัวเมืองด้านทิศใต้ ของไทย
และสามารถตีได้เมืองมะลิวัน ระนอง และกระบี่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
จึ ง ท ร ง ส่ ง ก อ ง ทั พ ล ง ไ ป ช่ ว ย เ ห ลื อ ท ห า ร พ ม่ า สู้ กำ ลั ง ฝ่ า ย ไ ท ย ไ ม่ ไ ด้ ก็ ถ อ ย ทั พ ห นี ก ลั บ ไ ป
ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๓๖๓ พระเจ้าปดุงเสด็จสวรรคต พระ เจ้าจักกายแมงได้สืบราชสมบัติ
ต่อจากพระเจ้าปดุง และคิดจะยกทัพมาตีไทยอีก โดยสมคบกับพระยาไทรบุรีซึ่งเปลี่ยนใจ
ไปเข้ากับฝ่ายพม่า แต่เมื่อทราบว่าฝ่ายไทย จัดกำลังทัพเตรียมรับศึกอย่างเข้มแข็ง พม่าก็
เกิดเกรงกลัวว่าจะรบแพ้ไทยอีก จึงยุติไม่ยกทัพเข้ามา จนอีก ๓ ปีต่อมา พระเจ้าจักกาย
แมงก็ทรงชักชวนพระเจ้าเวียดนาม มินมางกษัตริย์ญวนให้มาช่วยตีไทย แต่ฝ่ายญวนไม่
ยอมร่วมด้วย พอดีกับที่ขณะนั้นเกิดสงครามกับอังกฤษจึงหมดโอกาสที่จะมาตีไทยอีกต่อไป

ด้านการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงบริหารบ้านเมืองโดยให้เจ้านายรับหน้าที่ในการ
บริหารงานราชการในกรมกองต่างๆ เท่ากับเป็นการให้เสนาบดีได้มีการปรึกษาข้อราชการก่อน
จะนำความขึ้นกราบบังคมทูล ทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้ผ่อนผันการเข้ารับราชการของพลเมืองชาย
เหลือเพียงปีละ ๓ เดือน (เข้ารับราชการ ๑ เดือน แล้วไปพักประกอบอาชีพส่วนตัวอีก ๓
เดือน สลับกันไป) นอกจากนี้ยังทรงรวบรวมพลเมืองให้เป็นปึกแผ่น มีหน่วยราชการสังกัด
แน่นอน โดยพระราชทานโอกาสให้ประชาชนสามารถเลือกหน่วยราชการที่สังกัดได้
พ ร ะ อ ง ค์ ไ ด้ ท ร ง ส่ ง เ ส ริ ม ข้ า ร า ช ก า ร ที่ มี ค ว า ม รู้ ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ ห้ มี โ อ ก า ส ป ฏิ บั ติ ห น้ า ที่ ต น ถ นั ด
ในรัชกาลนี้ จึงปรากฏพระนามและนามข้าราชการที่มีชื่อเสียงหลายท่าน เช่น สมเด็จพระบวร
ราชเจ้ามหาเสนานุรักษ์ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เจ้าพระยาศรีธร
รมาโศกราช (น้อย ณ นคร) ขุนสุนทรโวหาร (ภู่) เป็นต้น และด้วยความที่พระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระราชประสงค์ให้พลเรือนของพระองค์เป็นคนดี จึงได้ทรงออกพระ
ราชบัญญัติเรื่อง ห้ามเลี้ยงไก่ นก ปลากัด ไว้ชน กัด หรือทำการอื่น ๆ เพื่อการพนัน และออก
พระราชกำหนดห้ามสูบฝิ่น ขายฝิ่น ซื้อฝิ่น พร้อมทรงกำหนดบทลงโทษสำหรับผู้ฝ่าฝืน ทำให้
ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย ไ ม่ เ กิ ด ส ง ค ร า ม ฝิ่ น แ บ บ ต่ า ง ช า ติ

6

ด้านศิ ลปวัฒนธรรม

ในด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของชาติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
ทรงมีพระอัจฉริยภาพในงานศิลปะหลายสาขา ทั้งทางด้านประติมากรรม ด้านการดนตรี
แต่ที่โดด เด่นที่สุดเห็นจะเป็นในด้านวรรณคดี จนอาจเรียกได้ว่ายุคนี้เป็นยุคทองของ
วรรณคดีไทยสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ละครรำรุ่งเรืองถึงขีดสุด ด้วยพระองค์ทรงเป็นกวีเอก
และทรงพระราชนิพนธ์วรรณคดีไว้หลายเล่มด้วยกัน เช่น รามเกียรติ์ตอนลักสีดา วานร
ถวายพล พิเภกสวามิภักดิ์ สีดาลุยไฟ นอกจากนี้ยังมีพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาที่ได้รับ
การยกย่องจากวรรณคดีสโมสรในสมัยรัชกาลที่ ๖ ว่าเป็นยอดกลอนบทละครรำ
ส่วนบทละครนอก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นมา ๕
เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ไชยเชษฐ์ สังข์ทอง มณีพิชัย ไกรทอง และคาวี พระองค์ยังได้ทรงพระ
ราชนิพนธ์บทเห่เรือ เรื่องกาพย์เห่ชมเครื่องคาว หวาน ซึ่งมีความไพเราะและแปลกใหม่
ไม่ซ้ำแบบกวีท่านใด เนื้อเรื่องแบ่งออกเป็น ๕ ตอน คือ เห่ชมเครื่องคาว เห่ชมผลไม้ เห่
ชมเครื่องคาวหวาน เห่ครวญเข้ากับนักขัตฤกษ์ และบทเจ้าเซ็น ซึ่งบทเห่นี้เข้าใจกันว่า
เป็นการชมฝีพระหัตถ์ ในด้านการทำอาหารของสมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี
นั่นเอง นอกจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ที่ทรงเป็นยอดกวีเอกแล้วใน
ยุคสมัยนี้ ยังมียอดกวีที่มีชื่อเสียงอีกลายคน เช่น สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปร
มานุชิตชิโนรส สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาเดชาดิศร นายนริทร์ธิเบศ, และ
สุนทรภู่ เป็นต้น
องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ได้ยกย่องพระบาทสมเด็จ
พระพุทธเลิศหล้านภาลัยว่า ทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องด้วยทรงสร้างสรรค์
วรรณคดี ที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรมไว้เป็นมรดกของชาติจำนวนมาก และ เนื่องด้วยใน
รัชกาลนี้มีละครนอกช้างเผือกคู่พระบารมีถึง ๓ เชือก พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า
นภาลัย จึงมีพระราชดำริให้แก้ไขธงชาติไทย มาเป็นรูปช้างเผือกอยู่ในวงจักรติดในธงพื้น
แดง และใช้เป็นธงชาติสืบต่อกันมาจนถึงรัชกาลที่ ๖
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ครองราชย์สมบัติถึงปี พ.ศ. ๒๓๖๗ รวมอยู่ใน
สิริราชสมบัตินาน ๑๕ ปี ก็ทรงพระประชวรด้วยพิษไข้ มิได้รู้สึกพระองค์ จึงไม่ได้
พระราชทานราชสมบัติให้แก่ผู้ใด และทรงพระประชวรด้วยพิษไข้อยู่ ๓ วันก็เสด็จ
สวรรคต ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ถือว่าเป็นแผ่นดินทองแห่ง
วรรณกรรม ด้วยพระองค์มีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน
สถาปัตยกรรม วรรณกรรม รวมถึงนาฏกรรม


Click to View FlipBook Version