The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by DPT eBook, 2020-08-23 23:55:45

คู่มือประกอบการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับอาคาร การขุดดิน และการถมดินในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา

กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย

Keywords: คู่มือประกอบการปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับอาคาร การขุดดิน และการถมดินในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถล่ม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา

คมู ือประกอบการปฏบิ ัตเิ พือ่ ความปลอดภยั ที่เกยี่ วของกบั อาคาร
การขดุ ดินและการถมดนิ ในพนื้ ทเ่ี ส่ียงภัยดินถลม (Landslide)

และบริเวณลาดเชงิ เขา

1. คมู อื ระบบการเตอื นภัยในพ้ืนทเี่ สี่ยงภยั ดินถลม
2. คูมอื การวเิ คราะหพ น้ื ที่เสย่ี งภยั ดินถลม

กรมโยธาธกิ ารและผังเมอื ง
กระทรวงมหาดไทย
พ.ศ. 2562

ขอ มูลทางบรรณานกุ รมของหอสมุดแหงชาติ

กรมโยธาธกิ ารและผงั เมือง
คมู ือประกอบการปฏบิ ตั ิเพ่ือความปลอดภัยที่เกี่ยวของกบั อาคาร การขดุ ดนิ และการถมดินใน

พ้ืนที่เส่ียงภยั ดินถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชงิ เขา.-- กรงุ เทพฯ : สาํ นักควบคุมและตรวจสอบ
อาคาร กรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย, 2562.

72 หนา .

1. ความปลอดภัยในงานกอสราง. 2. ระบบเตอื นภยั ธรรมชาต.ิ 3. แผนดนิ ถลม. I. ช่อื เร่อื ง.

690.23
ISBN 978-974-458-645-2

คมู ือประกอบการปฏบิ ัติเพื่อความปลอดภัยที่เกี่ยวขอ งกับอาคาร การขดุ ดินและการถมดินในพ้นื ท่ี
เสีย่ งภัยดินถลม (Landslide) และบรเิ วณลาดเชิงเขา

1. คมู อื ระบบการเตือนภยั ในพนื้ ที่เสยี่ งภัยดินถลม

2. คมู อื การวเิ คราะหพืน้ ทเ่ี ส่ียงภัยดนิ ถลม

พมิ พค รงั้ ท่ี 1 กนั ยายน 2562

จํานวน 500 เลม

สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญตั ลิ ิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2561

จัดทาํ โดย สํานักควบคุมและตรวจสอบอาคาร กรมโยธาธิการและผังเมอื ง กระทรวงมหาดไทย
218/1 ถนนพระราม 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรงุ เทพฯ 10400
โทรศพั ท 0-2299-4321 โทรสาร 0-2299-4321

พิมพที่ หา งหุน สวนจาํ กดั พรี-วนั
อาคารเคยู อเวนวิ ช้นั ท่ี 2 50 ถนน งามวงศว าน แขวง ลาดยาว

เขตจตุจกั ร กรุงเทพมหานคร 10900

โทรศัพท, โทรสาร 0-2940-5858-9

คณะผูจดั ทาํ

โครงการจัดทํารางขอ บังคบั และหลกั เกณฑต ามกฎหมายวาดวยการควบคมุ อาคาร
และกฎหมายวาดว ยการขดุ ดนิ และถมดินในพื้นที่เส่ียงภัยดนิ ถลม (Landslide)

และบรเิ วณลาดเชงิ เขา

• ผจู ัดการโครงการวิจัย ผเู ชี่ยวชาญดา นดินถลม

รองศาสตราจารย ดร.สทุ ธศิ ักดิ์ ศรลัมพ

• รองผจู ัดการโครงการวิจัย ผูเชย่ี วชาญดา นวิศวกรรมปฐพี

นายรัฐธรรม อิสโรฬาร

• ผทู รงคณุ วฒุ ิ

นายมนญู อารยะศิริ
ดร.ยงยุทธ แตศ ิริ
ดร.ธเนศ วีระศิริ
ดร.สมบุญ โฆษิตานนท

• คณะผวู ิจยั

รองศาสตราจารย ดร.วรากร ไมเ รียง ผเู ช่ยี วชาญดา นปองกนั ดินถลม

รองศาสตราจารย ดร.ฐริ วัตร บญุ ญะฐี ผูเช่ยี วชาญดา นวศิ วกรรมฐานราก

ดร.สุสทิ ธ์ิ ฉายประกายแกว ผูเช่ยี วชาญดานวศิ วกรรมปฐพี

ดร.สรุ ิยน เปรมปราโมทย ผเู ชย่ี วชาญดานวิศวกรรมปฐพี

ดร.จกั รพันธ เทือกตะ ผูเชีย่ วชาญดานวศิ วกรรมโครงสรา ง

นายสุรชัย พรภัทรกลุ ผเู ชยี่ วชาญดา นกฎหมายควบคมุ อาคารและกฎหมายขดุ ดินถมดนิ

คูมือประกอบการปฏบิ ัตเิ พื่อความปลอดภัยทเี่ กี่ยวของกับอาคาร การขุดดนิ และการถมดนิ
ในพนื้ ทเี่ สีย่ งภยั ดนิ ถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา

คณะกรรมการกาํ กับดแู ลการปฏบิ ัติงานของทปี่ รึกษา

โครงการจดั ทํารางขอบงั คบั และหลกั เกณฑต ามกฎหมายวาดวยการควบคมุ อาคาร
และกฎหมายวา ดวยการขดุ ดนิ และถมดินในพืน้ ทเ่ี สี่ยงภัยดนิ ถลม (Landslide)

และบริเวณลาดเชิงเขา

• ท่ีปรึกษาคณะกรรมการ วิศวกรใหญ

นายเสถียร เจริญเหรยี ญ ผูอาํ นวยการสํานกั ควบคุมและตรวจสอบอาคาร

• ประธานกรรมการ วิศวกรโยธาเชย่ี วชาญ
วศิ วกรโยธาชาํ นาญการพเิ ศษ
นายสินิทธิ์ บญุ สิทธิ์ วิศวกรโยธาชํานาญการพิเศษ
วศิ วกรโยธาชาํ นาญการพิเศษ
• คณะกรรมการ
วิศวกรโยธาชํานาญการพเิ ศษ
นายอนวชั บูรพาชน
นางสาวสรุ ยี  ประเสรฐิ สุด วิศวกรโยธาชํานาญการ
นายพรชยั สงั ขศรี นายชางโยธาปฏบิ ัตงิ าน
นายสมโชค เลง วงศ วิศวกรโยธาปฏิบตั ิการ

• กรรมการและเลขานกุ าร

นายธนติ ใจสอาด

• กรรมการและผชู วยเลขานกุ าร

นายวิโชติ กนั ภัย
นายนาํ พล ฉมิ มงคล
นางสาวสุธาสนิ ี อาทิตยเท่ยี ง

คมู ือประกอบการปฏบิ ัตเิ พื่อความปลอดภยั ทเี่ ก่ยี วของกบั อาคาร การขดุ ดิน และการถมดนิ
ในพื้นที่เสย่ี งภัยดินถลม (Landslide) และบรเิ วณลาดเชงิ เขา

คาํ นาํ

เหตุภัยพิบัติดินถลมในประเทศไทยเกิดข้ึนในหลายพ้ืนท่ีอยางตอเน่ือง ซ่ึงสรางความสูญเสียตอชีวิต
และทรัพยสินเปนจํานวนมาก และมีแนวโนมจะทวีความรุนแรงมากย่ิงข้ึนตามสภาพการแปรปรวน
ของภูมอิ ากาศในปจจุบัน ซ่งึ ปจจัยความเส่ียงตอการเกดิ ภัยพิบัตดิ ังกลาวที่สําคัญปจจัยหนึ่ง ไดแก การกอสรางอาคาร
และการขุดดินหรือถมดินบริเวณลาดเชิงเขาท่ีไมถูกตอง ดังนั้นการควบคุมการกอสรางอาคารและการขุดดิน
หรือถมดินในบริเวณลาดเชิงเขาใหมีความปลอดภัยจึงเปนมาตรการที่สําคัญในการลดความเส่ียงตอการเกิด
ภัยพบิ ตั ดิ ินถลมไดอยางมีประสิทธิภาพ

กรมโยธาธิการและผังเมืองโดยสํานักควบคุมและตรวจสอบอาคารซึ่งเปนหนวยงานท่ีรับผิดชอบ
ในการกําหนดมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสินท่ีเก่ียวของกับการกอสรางอาคารในประเทศไทย
ไดตระหนักถึงปญหาดังกลาว จึงไดมอบหมายให มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร เปนที่ปรึกษาโครงการนี้
เพื่อดําเนินการศึกษาและรวบรวมขอมูลสําหรับจัดทําคูมือประกอบการปฏิบัติเพ่ือความปลอดภัยท่ีเก่ียวของ
กับอาคาร การขุดดินและการถมดินในพื้นที่เส่ียงภัยดินถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา
ซึ่งประกอบดวยคูมือระบบการเตือนภัยในพื้นท่ีเส่ียงภัยดินถลมและคูมือการวิเคราะหพื้นที่เส่ียงภัยดินถลม
โดยคูมือนี้จะเปนสวนสําคัญที่ทําใหมีแนวทางการกอสรางอาคาร การขุดดินและถมดินในพื้นที่เสี่ยงภัยดินถลม
และบรเิ วณลาดเชงิ เขาเปน ไปอยางถกู ตอ งตามหลักวิชาการ

กรมโยธาธิการและผังเมืองหวังเปนอยางย่ิงวาคูมือดังกลาวนี้จะเปนประโยชนตอผูท่ีเก่ียวของ
และทาํ ใหประชาชนในพน้ื ทเ่ี สย่ี งภัยดนิ ถลม มีความปลอดภยั ตอชวี ติ และทรัพยสนิ เพิ่มมากยิง่ ขน้ึ

(นายมณฑล สุดประเสรฐิ )
อธิบดกี รมโยธาธกิ ารและผังเมอื ง

คมู ือประกอบการปฏิบัตเิ พื่อความปลอดภยั ทเี่ ก่ยี วของกบั อาคาร การขดุ ดนิ และการถมดิน
ในพน้ื ท่เี สีย่ งภยั ดินถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา

บทนํา

กรมโยธาธิการและผังเมืองเปนหนวยงานท่ีรับผิดชอบในการกําหนดมาตรการกํากับดูแลความปลอดภัย
ในชีวิตและทรัพยสินที่เก่ียวกับการกอสรางอาคาร และการขุดดินและถมดินไดจัดทํารางขอบังคับ
สําหรับควบคุมการกอสรางอาคาร และการขุดดินหรือถมดินบริเวณพ้ืนที่เสี่ยงภัยดินถลม (Landslide)
และบริเวณลาดเชิงเขา รวมถึงมาตรฐานและคูมือท่ีเก่ียวของเพ่ือใหเกิดความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยสิน
ของประชาชนในพื้นที่เส่ียงภัย เนื่องจากการวิเคราะหพ้ืนที่เส่ียงภัยดินถลมตองคํานึงถึงพ้ืนท่ีภายใตสิทธิ
ของประชาชนซึ่งอาจมคี วามออ นไหวตอความรสู ึกของประชาชนในพน้ื ท่ี รวมถึงการติดตัง้ เครอื่ งมอื ระบบการเตอื นภัย
ตองมีงบประมาณในการดําเนินการจึงยังไมเหมาะสมในการจัดทําเปนมาตรฐานที่ปรึกษาจึงเห็นควรใหจัดทํา
เปนคูมือเพ่ือเปนขอแนะนําสําหรับผูท่ีสนใจและเก่ียวของใชเปนตัวอยางในการดําเนินการตอไป คูมือที่จัดทํา
ประกอบดวย

1. คมู ือระบบการเตือนภยั ในพนื้ ท่เี สย่ี งภยั ดินถลม
2. คูมอื การวเิ คราะหพ้นื ท่ีเส่ียงภยั ดินถลม
ในฐานะผูจัดการโครงการวิจัยจัดทํารางขอบังคับและหลักเกณฑตามกฎหมายวาดวยการควบคุมอาคาร
และกฎหมายวาดวยการขุดดินและถมดินในพื้นท่ีเส่ียงภัยดินถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา
ข อ ข อ บ คุ ณ ค ณ ะ ผู วิ จั ย ทุ ก ท า น ที่ ได ช ว ย กั น ดํ า เนิ น งา น แ ล ะ ข อ ข อ บ คุ ณ ก ร ร ม ก า ร ทุ ก ท า น ท่ี เสี ย ส ล ะ
ในการดําเนนิ งานใหส ําเร็จลุลว งดว ยดี

(รองศาสตราจารย ดร.สทุ ธศิ ักดิ์ ศรลัมพ)
คณะวิศวกรรมศาสตร มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร

ผจู ดั การโครงการวจิ ัย

คมู อื ประกอบการปฏบิ ตั เิ พ่อื ความปลอดภัยทเ่ี กยี่ วของกบั อาคาร การขดุ ดินและการถมดนิ
ในพน้ื ทีเ่ ส่ียงภัยดินถลม (Landslide) และบริเวณลาดเชิงเขา

สารบัญ หนา

คูมือระบบการเตือนภัยในพื้นทเี่ ส่ียงภยั ดินถลม 1
(Warning System in Landslide Manual) 3
5
1. บทนํา 9
2. การจดั การพิบัตภิ ัยดินถลม 10
3. ประเภทเครอื่ งมือเตอื นภัยดินถลม 25
4. การคัดเลอื กพืน้ ที่ติดตั้งเคร่ืองมือเตอื นภัยดนิ ถลม 30
5. การตดิ ต้ังและเกณฑการเตอื นภัย
6. การจัดตงั้ เครือขายเฝา ระวังแจงเตอื นธรณีพิบัตภิ ยั
7. เอกสารอา งองิ

คมู อื การวิเคราะหพ นื้ ทีเ่ ส่ยี งภัยดินถลม 31
(Landslide Susceptibility Mapping Manual) 34
41
1. บทนาํ 45
2. ขอ มูลเบอ้ื งตน เกี่ยวกับดินถลม 52
3. แบบจาํ ลองสาํ หรบั วเิ คราะหความออ นไหวตอ การเกดิ ดินถลม 60
4. การจัดทําแผนทีค่ วามออนไหวตอการเกิดดนิ ถลม
5. ตวั อยา งลาํ ดบั ข้ันตอนการวเิ คราะหแผนท่ีพนื้ ทีเ่ สีย่ งภัยดนิ ถลม ดวยโปรแกรม ArcGIS
6. เอกสารอางองิ

คมู ือประกอบการปฏิบตั เิ พอ่ื ความปลอดภยั ทเ่ี กีย่ วขอ งกบั อาคาร การขดุ ดนิ และการถมดนิ (1).
ในพน้ื ท่เี สี่ยงภัยดนิ ถลม (Landslide) และบรเิ วณเชิงลาดและลาดเชงิ เขา



คมู อื

ระบบการเตอื นภยั ในพ้นื ทเี่ สีย่ งภยั ดินถลม
(Warning System in Landslide Manual)

คมู ือประกอบการปฏิบัตเิ พอ่ื ความปลอดภยั ทเ่ี กย่ี วของกบั อาคาร การขดุ ดนิ และการถมดนิ
ในพื้นที่เสีย่ งภยั ดินถลม (Landslide) และบรเิ วณเชงิ ลาดและลาดเชงิ เขา



บทที่ 1
บทนํา

กรมโยธาธกิ ารและผังเมืองไดจัดทําคูม ือระบบการเตือนภัยในพื้นท่ีเส่ียงภัยดินถลม (warning system
in landslide manual) เพื่อใหผูที่สนใจเกี่ยวของกับระบบการเตือนภัยในพื้นท่ีเสี่ยงภัยดินถลม สามารถนําคูมือนี้
ไปประยุกตใชเตอื นภัยในพืน้ ท่ีจรงิ ไดอยา งสะดวกและถกู ตองตามหลกั วชิ าการ

1.1 ขอบขา ย

1.1.1 คูมือการเตือนภัยในพ้ืนที่เส่ียงภัยดินถลมบางสวนไดนําเน้ือหามาจากกรมทรัพยากรธรณี
และกรมปอ งกันและบรรเทาสาธารณภัยรายละเอียดเพิ่มเตมิ สามารถติดตอสอบถามหนว ยงานดังกลา วได

1.1.2 พ้ืนท่ีตนแบบในการติดต้ังระบบเตือนภัยดินถลมในหลายๆพ้ืนที่มีสาเหตุหรือตนกําเนิดพิบัติภัย
และขอจํากัดในการเลือกพื้นที่สําหรับการดําเนินติดต้ังระบบเตือนภัยท่ีแตกตางกัน ซ่ึงเกณฑการคัดเลือก
พิจารณาพ้ืนท่ีที่ติดต้ังจึงมีความสัมพันธตออุปกรณติดตั้งเฝาระวังแจงเตือนภัยแตละประเภทท่ีสอดคลอง
กับพฤติกรรมการเกดิ พบิ ัตภิ ัยในพื้นทนี่ ้ัน ๆ

1.2 นิยาม

“ดินถลม” หมายถึง เหตุการณท่ีดิน หิน หรือดินปนหิน มีการเคล่ือนตัวลงมาตามแนวลาดเอียง
หรือตามแรงโนม ถว งของโลก

“ดินโคลนถลม (debris flow)” หมายถึง เหตุการณที่ดินถลมลงมารวมกับเศษซากมวลพิบัติ โดยมีนํ้า
ในปริมาณมาก แลวไหลลงสทู ่ตี ่ําดว ยความเรว็ สงู และมพี ลงั ในการพัดพาตน ไมและหนิ กรวดทรายตามลงมาดว ย

คมู อื ระบบการเตอื นภัยในพนื้ ท่เี สย่ี งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual) 1.

1.3 สัญลักษณ

a= คาคงที่
b1 = คา สัมประสิทธเ์ิ ชงิ ถดถอยของคาปรมิ าณนา้ํ ฝนรายวัน
b2 = คาสมั ประสิทธเ์ิ ชิงถดถอยของคา ปรมิ าณน้ําฝนสะสม 3 วนั
B= คาประมาณ จาก a, b1 และ b2 ไดจากโปรแกรมการวิเคราะหขอมูลการถดถอย
โลจิสติกสเชิงสถิติ
df = degree of freedom
Exp(B) = อตั ราสว นระหวางโอกาสทีจ่ ะเกิดกบั โอกาสที่จะไมเ กดิ เหตุการณ (odds ratio)
p= คา ความนาจะเปน ในการเกดิ เหตุการณ
p value = เปนตวั ตัดสินความมนี ัยสาํ คัญของการทดสอบ
S.E. = คา ความคลาดเคลือ่ นมาตรฐานของสัมประสทิ ธิ์ (Standard Error)
Wald = คา สถติ ิ Wald หมายถงึ ตัวสถิติทดสอบท่ใี ชท ดสอบสมมติฐานหลกั ทวี่ า
คาสมั ประสิทธ์ิแตละตวั จากการวเิ คราะหก ารถดถอยโลจิสตกิ สม ีคาเปน ศนู ยหรือไม
x1 = คาปรมิ าณนํา้ ฝนรายวัน
x2 = คาปรมิ าณน้าํ ฝนสะสม 3 วนั

2 คูม อื ระบบการเตือนภัยในพน้ื ท่ีเสยี่ งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

บทที่ 2

การจดั การพิบัติภยั ดินถลม

การจัดการพิบัติภัยดินถลมตองมีหนวยงานเขามาดูแลรับผิดชอบอยางเปนระบบครบวงจร
เพอ่ื ใหก ารดําเนินการจัดการตาง ๆ สามารถชวยลดปริมาณความเสยี หายท่ีเกิดขึ้นไดอยางมีประสิทธภิ าพมากยงิ่ ข้นึ

2.1 การจัดการพิบตั ิภัยดินถลม

ดินถลมเปนสาธารณภัยประเภทหน่ึงท่ีมีวัฏจักรการเกิดและขบวนการการจัดการภัยคลายกับภัย
ประเภทอ่ืน ๆ ดังแสดงในรูปที่ 2-1 ซ่ึงเปนขบวนการตอเนื่องมิใชการดําเนินการเฉพาะเมื่อเกิดภัย
และภายหลังการชวยเหลือฟนฟูเสร็จส้ินลงแลวเทาน้ัน แตยังมีขบวนการที่ตองดําเนินการในชวงปกติเม่ือไมมีภัย
และชวงกอนเกิดภัยเพื่อลดผลกระทบของภัยใหนอยที่สุดดวย หากมีการจัดการใหมีการปฏิบัติไดครบถวน
จะสามารถลดความเส่ียงและการสูญเสยี เนื่องจากดินถลมลงไดม าก

การเกิดดินถลมและขบวนการฟนฟูที่เก่ียวของจะมีชวงเวลาที่สั้นและเฉียบพลันกวากรณีของน้ําทวม
และนํ้าแลง ดังแสดงในตารางท่ี 2-1 ดังนั้นการดําเนินการจัดการภัยดินถลม เชน การเตือนภัย การอพยพ
การชวยเหลือกูภ ัย จะตอ งนาํ เอาปจจยั ดา นเวลาเขา มาพิจารณาดวย

รูปท่ี 2-1 วัฏจกั รการเกดิ และการจัดการภัยธรรมชาติ
ที่มา: The Philippine National Red Cross (1999)

คูมือระบบการเตอื นภัยในพน้ื ทเี่ สยี่ งภยั ดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual) 3.

ตารางท่ี 2-1 ชว งเวลาเหตุการณตา งๆ เปรียบเทยี บระหวา ง ภัยน้าํ ทว ม นาํ้ แลง ดนิ ถลม

ชว งเหตุการณ ระยะเวลาในการเกดิ

นํา้ ทวม นา้ํ แลง ดนิ ถลม

1. ชว งเกิดภัย 2 - 3 วัน ถงึ 1- 2 เดือน 1 – 3 เดือน 20 นาที – 2 ชม.

2. ชวงชวยเหลือและฟน ฟู 1 – 3 เดือน 1 – 3 เดือน 1 – 15 วัน

3. ชวงเหตกุ ารณก ลับสสู ภาวะปกติ 6 – 10 เดือน 6 – 10 เดือน 8 – 11 เดือน

4. ชว งกอนเกิดภยั 5 – 10 วัน 15 – 20 วัน 1 – 5 วัน
ที่มา : วรากรและคณะ (2546)

2.2 เกณฑก ําหนดระดับความรุนแรง

เกณฑการกําหนดความรุนแรงของภัยพบิ ตั ิท่เี กี่ยวเนื่องกับดนิ ถลมในประเทศไทย แบงออกเปน 4 ระดับ

โดยมีองคประกอบท่ีใชในการพิจารณา 3 องคประกอบ คือ พื้นท่ีท่ีเกิดดินถลม จํานวนผูเสียชีวิต
และพ้ืนที่ปกครอง โดยระดับความรุนแรงจะพิจารณาไดจากองคประกอบท่ีเกิดข้ึน 2 ใน 3 เกณฑการจัดระดับ
ความรนุ แรงของภยั จากแผน ดินถลม แสดงไดด งั ตารางท่ี 2-2

ตารางที่ 2-2 เกณฑการจัดระดบั ความรุนแรงของภัยจากดนิ ถลม

ระดับความ ลักษณะทั่วไป พืน้ ที่ทเี่ กิดดนิ ถลม จาํ นวน พื้นทปี่ กครอง
รุนแรง (ตารางกิโลเมตร) ผูเสียชวี ติ (อาํ เภอ-จงั หวดั )

1 ความรุนแรงนอยมาก 5> (คน) 1 อําเภอ
มีจาํ นวนรอยถลม นอยกวา 5 แหง 5 – 30 ไมม ี
30 – 100 ผูเสยี ชีวติ 1 อาํ เภอ
2 ความรนุ แรงนอ ย > 100 1–5
มจี ํานวนรอยถลม 5-50 แหง > 1 อําเภอ
5 – 35
3 ความรนุ แรงปานกลาง > 1 จังหวัด
มีจํานวนรอยถลม 50-500 แหง > 35

4 ความรุนแรงมาก
มจี าํ นวนรอยถลม มากกวา 500 แหง

ทีม่ า : วรากรและคณะ (2546)

4 คมู อื ระบบการเตือนภัยในพืน้ ทเ่ี สยี่ งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

บทท่ี 3

ประเภทเคร่ืองมอื เตอื นภยั ดนิ ถลม่

3.1 เครื่องมอื เตือนภัยดินถลม่ ทางตรง (direct warning)

เคร่ืองมือเตือนภัยดินถล่มทางตรง (direct warning) เป็นการเตือนภัยโดยทันทีเมื่อเกิดภัยดินถล่ม
ต้องทําการติดตั้งเครื่องมือตรวจวัดในสนามบริเวณพ้ืนที่ที่มีโอกาสเกิดดินถล่ม ซึ่งจะสามารถใช้เฝ้าระวัง
และเตือนภยั ได้เฉพาะพนื้ ท่ที ม่ี กี ารติดต้งั เครื่องมือ

ข้อดี คอื มีความถกู ตอ้ งแม่นยําสูง เนือ่ งจากตรวจวัดปัจจัยที่ทําใหเ้ กดิ การพบิ ตั ขิ องลาดดินโดยตรง

ข้อจาํ กดั คือ เป็นการเตือนภัยเฉพาะจุดและจําเป็นต้องมีการดแู ลบํารงุ รกั ษาเคร่อื งมือให้ใช้งานได้ปกติ

3.1.1 เคร่อื งมือตรวจวัดการไหลของดินถล่ม (debris flow sensor)

การตรวจวัดดินโคลนถล่ม (debris flow) แบบเส้นลวด เป็นการติดต้ังเส้นลวดสลิง
(stainless steel cable) ขวางลําน้ําที่คาดว่าจะมีดินโคลนถล่มไหลผ่าน โดยยึดปลายทั้งสองด้านกับต้นไม้ใหญ่
หรือสมอที่จัดทําข้ึนขวางลําน้ํา ติดอุปกรณ์ตรวจวัดการไหลด้วยเทคนิคทางกล (mechanism technical)
ในการยึดสลักไว้ เมื่อมีแรงดึงในเส้นลวดสลิงเกินพิกัดทําให้สลักหลุดออกเพ่ือเป็นการแจ้งการตรวจวัด
ที่ส่งสัญญาณไปยังเครื่องเตือนภัย ดังรูปที่ 3-1 แต่อาจจะมีการออกแบบรูปร่างภายนอกเป็นทรงกระบอก
ทําด้วยวัสดุสแตนเลส (stainless) เพื่อป้องกันการเกิดสนิมและเลือกใช้สวิตช์หน้าสัมผัสประเภท reed switch
(รูปท่ี 3-2) เป็นกลไกการเปิดวงจรอิเล็กทรอนิกส์เชื่อมต่อกับกล่องรับสัญญาณ (encoder box) และส่งไปยัง
กล่องประมวลผลหลัก (master station) ในพ้ืนท่ีชุมชนท่ีห่างออกไป ซึ่งเป็นพ้ืนที่ท่ีได้รับผลกระทบ
เพ่ือกระจายสัญญาณต่อให้กับประชาชนในพื้นท่ี (house hold box) แจ้งเตือนภัยชุมชนการออกแบบให้
กลไกทางกลศาสตร์สามารถรับแรงดึงของเส้นลวดสลิงได้ไม่เกิน 30 กิโลกรัม แต่อาจพัฒนาอุปกรณ์
ท่ีสามารถเพิ่มหรือลดแรงดึงของเส้นลวดตามความเหมาะสมได้ ตัวอย่างอุปกรณ์ตรวจวัดการไหลของดินถล่ม
ทีไ่ ด้มกี ารพฒั นาข้นึ แสดงไวด้ งั รูปท่ี 3-3

คู่มอื ระบบการเตือนภัยในพนื้ ทเ่ี สี่ยงภัยดนิ ถล่ม (Warning System in Landslide Manual) 5.

รปู ที่ 3-1 หลกั การทํางานของอปุ กรณตรวจวัดการไหลของดินถลม debris flow sensor
ที่มา : OYO Corporation (2012)

รปู ท่ี 3-2 หลักการทํางานของสวติ ชหนาสัมผัสประเภท reed switch
ท่มี า : http://www.siam-automation.com/article/10/reed-switch (2555)

6 คมู ือระบบการเตือนภัยในพื้นทเ่ี สยี่ งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

รปู ที่ 3-3 อุปกรณต รวจวดั การไหลดนิ ถลม debris flow detector sensor

ทีม่ า : สุทธิศักด์ิ และคณะ (2558)

3.2 เครือ่ งมือเตือนภยั ดินถลม ทางออ ม (indirect warning)

เปนการเตือนภัยจากขอมูลปริมาณนํ้าฝนท่ีถูกประมวลผลเปรียบเทียบกับเกณฑน้ําฝนสะสมวิกฤติ
ในแตละพน้ื ทเ่ี พ่ือการเฝาระวงั และแจง เตือนภยั ดนิ ถลม โดยแบง ออกเปน 2 ลกั ษณะตามพน้ื ท่ีติดตัง้ ดังนี้

3.2.1 สถานีตรวจวัดปรมิ าณน้ําฝน (rain gauge) กรณตี ดิ ตงั้ บนพนื้ ทีต่ นนํา้

ป ร ะ ก อ บ ด ว ย อุ ป ก ร ณ วั ด นํ้ า ฝ น แ บ บ ค า น ก ร ะ ด ก (tipping bucket rain gauge)
กลองรับสัญญาณ (encoder box) และแหลงพลังงาน (solar cell) โดยกลองรับสัญญาณ (encoder box)
จะทําหนาท่ีเชื่อมตอและตรวจวัดปริมาณนํ้าฝนจากมาตรวัดน้ําฝน (rain gauge) จากนั้นจะสงขอมูลนํ้าฝน
ม า ยั งก ล อ งแ ป ล ร หั ส สั ญ ญ าณ (decoder box) ที่ เชื่ อ ม ต อ กั บ ส ถ า นี แ ม ข าย (master station)
ในชุมชนที่หางออกไป เพ่ือนําขอมูลมาประมวลผลสําหรับการเตือนภัยจากเกณฑที่ไดกําหนดไว
แลวสงสัญญาณแจงระดับการเตือนภัยไปยังกลองรับสัญญาณประชาชนในพื้นที่ (household warning box)
กระจายอยูรอบ ๆ รัศมี 500 เมตร นอกจากนั้นยังมีกลองทวนสัญญาณ (repeater box) กรณีกลุมลูกบาน
กระจายตัวมากกวารัศมีการสง ซ่ึงสามารถขยายพื้นที่ออกไดอีก 500 เมตรตอการทวนสัณญาณ 1 ตําแหนงอีกดวย
ดงั รูปที่ 3-4

คูมอื ระบบการเตือนภยั ในพ้ืนทเี่ สย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 7.

รูปที่ 3-4 สถานตี รวจวดั ปริมาณน้าํ ฝนพื้นทต่ี นนาํ้
ทมี่ า : สุทธิศกั ด์ิ และคณะ (2558)

3.2.2 สถานีตรวจวัดปริมาณน้าํ ฝน (rain gauge) กรณตี ิดตั้ง ณ ตาํ แหนง หมูบ านเสีย่ งภยั
ในบางกรณีถิ่นฐานท่ีต้ังชุมชนหรือหมูบานอยูบนพื้นที่เส่ียงภัยดินถลม พ้ืนท่ีตนน้ํา

หรือตนกําเนิดของการเกิดดินถลม โดยเฉพาะอยางย่ิงชุมชนชาวไทยภูเขาในพ้ืนท่ีภาคเหนือของประเทศไทย
ดังน้ันการติดต้ังสถานีตรวจวัดปริมาณน้ําฝนจึงอยูในพ้ืนท่ีตนนํ้าและชุมชนในท่ีเดียวกัน ทําใหอุปกรณติดต้ัง
แตกตางจากสถานีตรวจวัดปริมาณน้ําฝน สถานีแมขาย (master station) ตองออกแบบใหสามารถรับขอมูล
โดยตรงจากอุปกรณตรวจวัดนํ้าฝน (rain gauge) ไดเอง กรณีติดต้ังบนพื้นท่ีตนน้ํา ไดแก พ้ืนที่เขาพนม
จังหวัดกระบ่ี พ้นื ที่ดอยชา ง จงั หวัดเชยี งราย เปน ตน ดังแสดงในรูปท่ี 3-5

รูปที่ 3-5 สถานีตรวจวดั ปริมาณน้าํ ฝนเฝา ระวังและเตือนภัยดินถลมในหมูบา นพ้นื ทตี่ น นํา้
ท่มี า : สุทธิศกั ดิ์ และคณะ (2560)

8 คูม ือระบบการเตอื นภัยในพ้นื ที่เสยี่ งภัยดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

บทที่ 4

การคดั เลอื กพื้นที่ติดต้งั เครอื่ งมอื เตือนภยั ดนิ ถลม

4.1 การคดั เลอื กพนื้ ที่ติดตั้งเครอ่ื งมือเตอื นภัยดินถลม

(1) คดั เลอื กพ้นื ทเี่ ส่ียงภัยตอดนิ ถลม จากผลการศึกษาและแผนทหี่ นว ยงานตางๆ เชน แผนท่ีเสี่ยงภัย
ดินถลม โดยกรมทรัพยากรธรณี แผนที่เส่ียงภัยดินถลมน้ําปาไหลหลากโดยกรมพัฒนาท่ีดิน แผนทห่ี มูบานเส่ียงภัย
จากกรมปองกันและบรรเทาสาธารณภยั เปน ตน

(2) คดั เลือกจากหมูบา นทเ่ี คยเกิดเหตุการณอุทกภัยดินถลมในอดีต

(3) พื้นที่ตั้งสถานีวัดปริมาณนํ้าฝนตัวแทนควรพิจารณาตามลักษณะของพื้นท่ีรับน้ํายอย
โดยตําแหนงท่ีทําการติดตั้ง ตองเปนพื้นท่ีเปดโลงไมมีส่ิงบดบังถังรับน้ําฝน กําหนดใหทํามุม 45 องศา
จากปากกระบอกวดั นํ้าฝน และมีความสูงจากพื้นดนิ อยางนอย 60 เซนติเมตร

(4) คัดเลือกจุดติดตั้งที่เหมาะสมสําหรับการเฝาสังเกตและดูแลรักษาเครื่องมือไดสะดวก
พืน้ ทีไ่ มค วรเขา ถึงยากจนเกนิ ไป อาจมผี ลตอ ประสทิ ธภิ าพการบํารุงรกั ษา

(5) ตองมีการสํารวจชวงความถี่ของสัญญาณโทรศัพทเคล่ือนที่ที่ใหบริการในบริเวณนั้นดวย
การสง ขอมลู จาํ เปน อยางมากทคี่ วรจะเปน ระบบแบบอตั โนมัติ

4.2 การคดั เลอื กพื้นท่ตี ิดต้ังเคร่อื งมือเตอื นภยั ดินถลมทางตรง

ในทีน่ ีจ้ ะพิจารณาการติดต้ังอุปกรณต รวจวัดดนิ โคลนถลม (debris flow detector sensor) เทา น้นั

พ้ืนท่ีตนน้ําโดยสวนมากมักเปนจุดกําเนิดของดินถลมและน้ําปาไหลหลาก ดังนั้นพ้ืนท่ีนี้จําเปนตองมี
การติดตั้งอุปกรณเฝาระวังเพื่อตรวจวัดและสงสัญญาณเตือนภัยกลับมายังพื้นท่ีชุมชน ตองทําการสํารวจ
บริเวณพ้ืนท่ีตน กําเนิดซง่ึ มีลกั ษณะเปนรองน้ําที่มีความเสี่ยงและผลกระทบกบั ชีวิตและทรัพยสนิ ของประชาชน
เมื่อเกิดเหตกุ ารณ

หลักการพิจารณาเลือกตําแหนงติดต้ังข้ึนอยูกับทิศทางการวางตัวของรองน้ําและขนาดของรองน้ํา
เนื่องจากตําแหนงดังกลาวเมื่อเกิดเหตุการณขึ้นจะมีการไหลของนํ้าและตะกอนลงมายังบริเวณพ้ืนท่ีชุมชนโดยตรง
มหี ลักพจิ ารณา 2 ขอดังน้ี

(1) พิจารณ าคัดเลือกลํานํ้าสายหลักหรือลําน้ําท่ีมีอิทธิพลตอพ้ืนที่ทายน้ําสูงสุด
ห รื อ มี โอ ก าส เกิ ด ดิ น ถ ล ม สู งสุ ด จ า ก ก าร วิ เค ร า ะ ห ด ว ย แ บ บ จํ าล อ ง ท างค ณิ ต ศ า ส ต ร ห รื อ ก า ร ป ร ะ เมิ น
พ้นื ท่อี ยา งละเอียดโดยผเู ชยี่ วชาญ

(2) พิจารณาระยะทางจากตําแหนงติดตั้งมายังหมูบานเพียงพอกับระยะเวลาของการอพยพ
ไดอยา งปลอดภัย ขน้ึ อยกู ับลกั ษณะภมู ิประเทศและลักษณะธรณวี ทิ ยาของแตล ะพื้นที่

คมู ือระบบการเตือนภัยในพ้ืนท่เี สยี่ งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 9.

บทที่ 5
การติดตั้งและเกณฑการเตอื นภัย

5.1 การติดต้ังและเกณฑการเตือนภัย

โดยใชขอมลู การตรวจวัดปริมาณนํ้าฝนและอปุ กรณต รวจจบั การไหลของดนิ ถลมดวยเคร่ืองประมวลผลแมข าย
(master station) ดังรูปท่ี 5-1 ที่สามารถกระจายการเตือนภัยไปสูกลองรับสัญญาณ (remote station)
ดังรูปที่ 5-2 ติดตั้งไวภายในบานเรือนแตละหลัง เรียกวา “กลองเตือนภัยประจําบาน” จากการระเบิด
ของสัญญาณวิทยุคล่ืนสั้นชวงความถ่ี 433 mhz (radio burst) คุณลักษณะของเคร่ืองประมวลผลสงสัญญาณแมขาย
(master station) และเครือ่ งรบั สัญญาณลกู ขาย (remote station) ดังน้ี

5.1.1 คุณลกั ษณะเฉพาะเครื่องแมขา ย (master station)

(1) ใชพลงั งานจากแบตเตอรี่ 12VDC รวมกับระบบพลงั งานแสงอาทติ ย
(2) รบั สญั ญาณขอมูลและประมวลผลตามเง่อื นไขอยา งนอ ย 3 ชอ งทาง

- rainfall data (ประมวลผลนํา้ ฝนสะสม)
- debris flow sensor (ตรวจสอบสถานะ sensor)
(3) มจี อ LCD แสดงผล และแถบระดบั การแจงเตือนภยั
(4) ระยะสงอยา งนอ ย 500 เมตร
(5) สามารถตอ สัญญาณไฟและเสียงเตอื นภัยได
(6) มีฟง กชนั ทดสอบระบบ
(7) สามารถบันทกึ ขอ มลู ไวไ ดอ ยา งนอย 1 ป

5.1.2 คณุ ลกั ษณะเฉพาะเคร่อื งลูกขา ย (Remote Station)

(1) ใชพ ลงั งานจากแบตเตอร่ี 12VDC รวมกบั ระบบพลังงานแสงอาทิตย
(2) รบั สญั ญาณขอมูลสถานการณเ ตือนภยั จากเคร่ืองประมวลผลแมข า ย (master station)
(3) ระยะรับ-สงอยางนอ ย 500 เมตร
(4) สามารถตอสัญญาณไฟและเสียงเตอื นภัยได
(5) มหี ลอด LED แสดงสถานการเช่อื มตอ กบั เครอ่ื งประมวลผลแมข าย (master station)

10 คมู อื ระบบการเตือนภัยในพ้นื ท่ีเสยี่ งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

ระบบสงสัญญาณขอมูลการตรวจวัดระยะไกล โดยอาศัยคลื่นวิทยุชวงความถี่ 245 MHz
(คลื่นวิทยุประชาชน) ระหวางตําแหนงตรวจวัดในพ้ืนที่ตนน้ําซี่งเปนตนกําเนิดการเกิดดินถลมกับพ้ืนที่ชุมชน
ทายน้ําดานลางท่ีจะไดรับผลกระทบ ระบบประกอบดวย 2 สวน คือ สวนท่ีรับสัญญาณจากอุปกรณตรวจวัด
ในพ้ืนที่ตนนํ้า ไดแก อุปกรณวัดปริมาณนํ้าฝน (rain gauge) และอุปกรณตรวจวัดการไหลของซากดินถลม
(debris flow sensor) เรียกวา “กลองรับสัญญาณ” (encoder box) ดังรูปท่ี 5-3 โดยจะสงสัญญาณ
ที่ตรวจวัดไดมายังสวนท่ีสอง คือ กลองถอดรหัสสัญญาณ (decoder box) ดังรูปท่ี 5-4 ที่ติดตั้งและเชื่อมตอ
กบั เครอ่ื งประมวลผลแมข ายในชมุ ชนดวยสัญญาณวทิ ยุคลื่นสัน้ อีกท้ังในกรณีพน้ื ที่ตนนาํ้ หางจากชมุ ชนมากกวา
3 กิโลเมตร ยังสามารถขยายระยะการสงขอมูลดวยสถานีถายทอดสัญญาณ (repeater station) ได
ดังน้ันจึงเปนการแกปญหาของการส่ือสารในพ้ืนที่ที่ไมมีสัญญาณโทรศัพทไดหรือกรณีท่ีมีสภาพอากาศฝนตกหนัก
การสอื่ สารดว ยระบบสัญญาณโทรศัพทข ัดขอ งไมส ามารถใชง านได

รูปที่ 5-1 เครื่องแมขาย (master station)
ท่ีมา : สุทธิศกั ด์ิ และคณะ (2558)

รปู ท่ี 5-2 เคร่อื งลกู ขาย (remote station) 11.
ท่มี า : สทุ ธิศักด์ิ และคณะ (2558)

คูมือระบบการเตอื นภยั ในพน้ื ทีเ่ สย่ี งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

รปู ที่ 5-3 สถานีตนนํา้ รบั สัญญาณจากอปุ กรณตรวจวดั การไหลและปริมาณนํา้ ฝน
ทีม่ า : สุทธศิ ักด์ิ และคณะ (2558)

รูปที่ 5-4 กลองถอดรหัสสัญญาณ (decoder box) ทีเ่ ช่ือมตอกบั เครอื่ งประมวลผลแมข าย
ทมี่ า : สทุ ธิศกั ด์ิ และคณะ (2558)

12 คมู อื ระบบการเตือนภยั ในพืน้ ทเี่ สย่ี งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

5.2 การตดิ ตั้งระบบเตอื นภัยชุมชน

การติดตั้งระบบเตือนภัยชุมชนสามารถติดต้ังระบบตรวจวัดปจจัยการเกิดดินถลม ไดแก การตรวจวัด
ปริมาณน้ําฝนและการตรวจวัดการไหลดินโคลนถลมไดท้ังในพื้นท่ีตนน้ําท่ีหางออกไปจากเขตชุมชนโดยอาศัย
การสงขอมูลผานสัญญาณ วิทยุจากกลองรับ-สงสัญญาณ ระยะไกล (encoder and decoder box)
หรอื กรณีชุมชนอยูบนตนน้ําในจุดเสี่ยงตอการเกิดดินถลมของชุมชนเองจากการตรวจวัดปริมาณน้ําฝนโดยตรง
ดว ยกลอ งแมข า ย (master station) ได

การติดต้ังสถานีตรวจวัดบริเวณตนน้ํา ชุดสถานีท่ีติดต้ังน้ันประกอบไปดวยชุดเคร่ืองมือตรวจวัด
และเคร่ืองมือสงสัญญาณ เครื่องมือตรวจวัดประกอบดวย เคร่ืองมือตรวจวัดการไหล (debris flow sensor)
เครื่องมือวัดน้ําฝน (automatic rain gauge) พรอมท้ังอุปกรณการใหพลังงาน (solar cell) ข้ันตอนในการติดตั้ง
เครื่องมือตรวจวัดการไหล (debris flow sensor) น้ัน เริ่มจากการใชสายเคเบิลท่ีมีความสามารถรับแรงดึงได
มากกวา 30 กิโลกรัมและขนาดเสนผานศูนยกลางประมาณ 5 มิลลิเมตร นํามาคลองผานรอ งนํ้าโดยทําการยึด
สายเคเบิลไวกับตนไมที่มีขนาดใหญและมีความม่ันคงบริเวณขอบดานบนของรองน้ําท่ีจะทําการติดตั้ง
จากนั้นทําการติดต้ังเครื่องมือตรวจวัดการไหล โดยจะนําสายเคเบิลอีกเสนท่ียึดติดกับเคร่ืองมือไวคลองติด
กับสายเสนที่พาดผานรองนํ้าในลักษณะรูปตัว Y ดังรูปท่ี 5-5 แสดงตัวอยางในการติดต้ังเคร่ืองมือตรวจวัดการไหล
และรปู ที่ 5-6 แสดงข้นั ตอนและตําแหนงการตดิ ตั้งเครอื่ งมือในพื้นทเ่ี สยี่ งภัยดินถลมและน้าํ ปาไหลหลาก

รปู ที่ 5-5 ตัวอยางการตดิ ตงั้ เครือ่ งมือตรวจวดั การไหล (debris flow sensor)
ที่มา : สุทธศิ กั ดิ์ และคณะ (2558)

คูม ือระบบการเตอื นภัยในพื้นทเ่ี สยี่ งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 13.

รูปที่ 5-6 ตวั อยา งขน้ั ตอนการติดตงั้ เครอื่ งมือตรวจวดั การไหล (debris flow sensor) ในพ้นื ที่เส่ยี งภยั
ดินถลมและนาํ้ ปา ไหลหลาก

ทมี่ า : สุทธศิ ักดิ์ และคณะ (2558)
ภายหลงั จากการติดตั้งเครอ่ื งมือตรวจวัดการไหล จะทําการติดตั้งสถานีตรวจวัดตนนํ้า ประกอบไปดวย

กลองรับสัญญ าณ (encoder box) ทําหนาท่ีสงขอมูลน้ําฝนจากเครื่องมือตรวจวัดน้ําฝนอัตโนมัติ
และสถานะการตรวจวัดการไหลของซากดินถลมที่ไดติดตั้งไวมายังกลองแปลรหัสสัญญาณ (decoder box)
ท่ีเชื่อมตอกับเคร่ืองแมขาย (master station) ในชุมชน เพ่ือนํามาประมวลผลสําหรับการเตือนภัยดวยเกณฑ
ท่ีไดกําหนดไวและสงสัญญาณเตือนภัยไปยังกลองรับสัญญาณลูกบาน (household warning box)
รูปที่ 5-7 แสดงสถานตี รวจวดั บรเิ วณพ้นื ท่ตี นนาํ้

บางกรณีระยะทางจากสถานีตรวจวัดบริเวณพื้นที่ตนน้ํา มีระยะทางที่หางไกลมาก รวมถึงสภาวะแวดลอม
ขณะเกิดฝนตกหนัก การเชื่อมตอรับสงขอมูลอาจถูกลดทอนระยะทางลงได ดังนั้นควรออกแบบกลอง
ทวนสัญญาณ (encoder repeater box) เพิ่มระหวางกลางสถานีตนน้ําไปยังกลองแปลรหัสสัญญาณ
(decoder box) ท่ีเช่อื มตอกับเคร่ืองมือแมขายประมวลผล (master station) โดยกลองทวนสัญญาณดังกลาว
มีคุณลักษณะเดียวกับกลองรับสัญญาณ (encoder box) ซ่ึงสามารถกําหนดโหมดการทํางาน (function mode)
ใหเปนกลองทวนสัญญาณได ดงั รูปที่ 5-8

14 คูมอื ระบบการเตอื นภัยในพื้นทเี่ สย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

รูปท่ี 5-7 สถานตี รวจวัดปริมาณนา้ํ ฝนและกลองรบั สัญญาณ (encoder box) บริเวณพนื้ ท่ตี นนาํ้
ทม่ี า : สุทธศิ กั ดิ์ และคณะ (2558)

รปู ที่ 5-8 สถานีสง สญั ญาณบรเิ วณฝายชลประทานหวยน้ําแกว (repeater station)
ทีม่ า : สุทธศิ กั ด์ิ และคณะ (2558)

คมู อื ระบบการเตือนภยั ในพนื้ ท่ีเสย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 15.

การติดตั้งส ถานี แม ขาย (master station) พ รอม กับ กลองเตือน ภั ยดิน ถลมป ระจําบ าน
(house hold warning box) โดยพิจารณาติดต้ังสถานีแมขายใหอยูบริเวณตําแหนงที่ครอบคลุมศูนยกลางชุมชน
เน่ืองจากมีรัศมีการสงโดยประมาณ 500 เมตร สถานีแมขายจําเปนตองมีการติดต้ังเสาอากาศ 2 ยานความถี่แยกกัน
กลาวคือ ยานความถี่ 245 MHz ใชสําหรับรับ-สงสัญญาณขอมูลจากพื้นที่ตนนํ้า จํานวน 1 ตน และยานความถี่
433 MHz อีก 1 ตนสําหรับกระจายสัญญาณแจงระดับการเตือนภัยไปยังกลองเตือนภัยประจําบานที่ติดตั้ง
ไวใ นบา นสมาชกิ แตละหลงั รอบสถานแี มขาย ลักษณะการทาํ งานของระบบเตอื นภัยชุมชน แสดงไวดงั รูปท่ี 5-9

รปู ที่ 5-9 ระบบเตอื นภัยดนิ ถลม ระดับชมุ ชน
ทม่ี า : สทุ ธิศักดิ์ และคณะ (2558)

16 คมู อื ระบบการเตือนภัยในพน้ื ท่ีเสยี่ งภยั ดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

5.3 การเตอื นภัยและแนวทางการจดั การภัยดนิ ถลม

5.3.1 การสรางเกณฑป ริมาณนํา้ ฝนเชงิ สถติ ิจากขอ มลู นา้ํ ฝนในสภาวะเหตกุ ารณดนิ ถลม

มีขัน้ ตอนดังตอ ไปนี้

(1) รวบรวมขอ มลู ทจ่ี าํ เปนตอ งใชประกอบไปดวย 2 สวน คือ

(ก) ขอมลู ดินถลม ในอดีต ซง่ึ มขี อ มลู วนั เดือน ป ท่ีเกดิ เหตกุ ารณและสถานทเ่ี กิด

(ข) ขอมูลนํ้าฝนในชวงที่เกิดเหตุการณดินถลม ไดจากการยอนไปเก็บรวบรวม
ขอมูลนํ้าฝนจากกรมอุตุนิยมวิทยา โดยเก็บขอมูลสถานีที่อยูใกลเหตุการณดินถลมมากที่สุด ตามวันและเวลา
ทเ่ี กดิ เหตกุ ารณ

(2) นําขอมูลมาสรางกราฟความสัมพันธระหวางฝนสะสม 3 วันกับฝนรายวัน ในชวงท่ีเกิดดินถลม
ในตําแหนงตางๆ เพื่อสรางเกณฑนํ้าฝนเชิงสถิติขึ้นมา รูปที่ 5-10 แสดงความสัมพันธระหวางคาปริมาณนํ้าฝน
รายวนั กบั คา ปรมิ าณนํ้าฝนสะสม 3 วัน ในชวงทเี่ กดิ ดนิ ถลมเหตกุ ารณสําคัญ

(3) พิจารณาคาปริมาณน้ําฝนสูงสุดในชวงพายุฝนท่ีทําใหเกิดดินถลม เพื่อลากเสนเกณฑ
การเตือนภยั ดนิ ถลมโดยประมาณ ดังรูปที่ 5-11

ฝนราย ัวน (มม.) 500 ปรมิ าณนํ้าฝนสูงสดุ กอนเกิดดินถลม
450 ปรมิ าณนาํ้ ฝนในวันทเ่ี กิดดนิ ถลม
400
350 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500 550 600 650 700 750 800 850 900 950
300 ฝนสะสม 3 วนั (มม.)
250
200
150
100
50

0
0

พฤศจิกายน 2531 - นครศรธี รรมราช กรกฎาคม 2542 - จันทบุรี สงิ หาคม - กันยายน 2543 - เพชรบรู ณ
เมษายน - พฤษภาคม 2544 - แพร พฤษภาคม 2547 - ตาก, เชียงใหม พฤษภาคม 2549 - อตุ รดิตถ
พฤษภาคม 2549 - สุโขทัย ตุลาคม - พฤศจิกายน 2553 - นครศรีธรรมราช มีนาคม 2554 - นครศรีธรรมราช
มีนาคม 2554 - กระบี่ มนี าคม 2554 - พัทลงุ มีนาคม 2554 - พังงา

รปู ท่ี 5-10 ตัวอยา งกราฟความสมั พันธระหวา งฝนสะสม 3 วนั กบั ฝนรายวนั ในชวงที่เกิดดนิ ถลม
ทม่ี า : สทุ ธิศกั ดิ์ และคณะ (2557)

คมู ือระบบการเตือนภยั ในพน้ื ที่เสย่ี งภัยดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 17.

ฝนราย ัวน (มม.) 500 ปรมิ าณน้ําฝนสูงสุดก่อนเกิดดนิ ถลม่
450 ปรมิ าณนํ้าฝนในวันทีเ่ กิดดินถลม่
400 50 100 150 200 250 300 350 400 450 เสน้ เกณฑ์การเตอื นภัยดินถลม่
350 ฝนสะสม 3 วัน (มม.)
300 500 550 600 650 700
250 กรกฎาคม 2542 - จันทบรุ ี สงิ หาคม - กันยายน 2543 - เพชรบูรณ์
200 พฤษภาคม 2547 - ตาก, เชียงใหม่ พฤษภาคม 2549 - อุตรดติ ถ์
150 ตุลาคม - พฤศจกิ ายน 2553 - นครศรีธรรมราช มนี าคม 2554 - นครศรธี รรมราช
100 มีนาคม 2554 - พทั ลุง มีนาคม 2554 - พังงา
50

0
0

พฤศจิกายน 2531 - นครศรธี รรมราช
เมษายน - พฤษภาคม 2544 - แพร่
พฤษภาคม 2549 - สโุ ขทยั
มนี าคม 2554 - กระบี่

รูปที่ 5-11 ตวั อยา่ งการประเมนิ เสน้ เกณฑก์ ารเตอื นภัยดนิ ถลม่ โดยประมาณ

ทีม่ า : สทุ ธศิ ักดิ์ และคณะ (2557)

5.3.2 การสรา้ งเกณฑ์ปรมิ าณนา้ํ ฝนเชิงสถติ จิ ากข้อมูลนาํ้ ฝนในสภาวะปกติ

การสร้างเกณฑ์ปริมาณน้ําฝนเชิงสถิติจากข้อมูลนํ้าฝนในสภาวะปกติ (ไม่เคยมีเหตุการณ์ดินถล่ม)
มขี น้ั ตอนดงั ต่อไปนี้

(1) รวบรวมข้อมูลน้ําฝนจากสถานีวัดน้ําฝนของกรมอุตุนิยมวิทยาในพ้ืนท่ีท่ีมีความเส่ียง
ตอ่ การเกิดดินถล่ม ตัวอย่างขอ้ มลู ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2554 ถึง มิถนุ ายน พ.ศ. 2557

(2) นําข้อมูลมาสร้างกราฟความสัมพันธ์ระหว่างฝนสะสม 3 วันกับฝนรายวัน
ในแต่ละสถานีวัดน้ําฝน ของกรมอุตุนิยมวิทยา โดยแยกพ้ืนที่ภาคเหนือกับภาคใต้ เน่ืองจากมี
ปรมิ าณน้ําฝนทตี่ กในพ้นื ทแ่ี ตกต่างกัน ดังตวั อยา่ งในรปู ที่ 5-12

(3) ลากเส้นเกณฑ์การเตือนภัยดินถล่มโดยประมาณ โดยเส้นท่ีลากน้ีจะอยู่เหนือข้อมูลนํ้าฝน
ในชว่ งทไ่ี มม่ เี หตกุ ารณ์ดนิ ถลม่ ดังรูปท่ี 5-13

18 คมู่ ือระบบการเตือนภยั ในพืน้ ทเ่ี ส่ียงภยั ดนิ ถล่ม (Warning System in Landslide Manual)

300

ฝนราย ัวน (มม.) 250

สตอ.แมฮ องสอน 2554
200 สตอ.แมฮ อ งสอน 2555

สตอ. แมฮอ งสอน 2556
สตอ. แมฮ องสอน 2557

150

100

50

0
0 50 100 150 200 250 300
ฝนสะสม 3 วนั (มม.)

ก) ภาคเหนอื

300

ฝนราย ัวน (มม) 250

สตอ. กระบี่ 2554
200 สตอ. กระบ่ี 2555

สตอ. กระบี่ 2556
สตอ. กระบี่ 2557

150

100

50

0 300
0 50 100 150 200 250
ปริมาณฝนสะสม 3 วนั (มม.)

ข) ภาคใต

รูปที่ 5-12 ตัวอยางกราฟความสมั พนั ธระหวางฝนสะสม 3 วันกับฝนรายวัน

ทม่ี า : สทุ ธศิ ักด์ิ และคณะ (2557)

คมู ือระบบการเตือนภัยในพน้ื ทเ่ี สย่ี งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual) 19.

ก) ภาคเหนอื

ข) ภาคใต
รปู ที่ 5-13 ตัวอยางการประเมินเกณฑป ริมาณน้าํ ฝนเชิงสถติ จิ ากขอมลู นํ้าฝนในสภาวะปกติ

สาํ หรบั เตอื นภยั ดนิ ถลม
ทมี่ า : สทุ ธศิ ักดิ์ และคณะ (2557)

20 คูมือระบบการเตือนภัยในพ้ืนที่เสย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

5.3.3 การสรางเกณฑเ ตอื นภยั จากการวิเคราะหก ารถดถอยโลจสิ ตกิ ส (logistic regression)

การวิเคราะหการถดถอยโลจิสติกส (logistic regression) เปนการวิเคราะหท่ีมีเปาหมาย
เพื่อทํานายโอกาสท่ีจะเกิดเหตุการณที่สนใจ โดยอาศัยสมการโลจิสติกส ท่ีสรางข้ึนจากชุดตัวแปรอิสระ
สําหรับการวิเคราะหโลจิสตกิ สแ บบทวิ (binary logistic) ตัวแปรตาม (y) มี 2 คา คือ ไมเกดิ เหตกุ ารณ (y = 0)
หรือเกิดเหตุการณ (y = 1) มีความสัมพันธกับตัวแปรตน (x) ไมอ ยูในรูปเชิงเสน ท้ังนีเ้ พราะตัวแปรตามมี 2 คา
คือ 0 กับ 1 รูปแบบสมการการถดถอยโลจิสติกสที่ใชในการวิเคราะหแสดงในสมการท่ี 5-1 ถึง 5-5 ตัวอยาง
ผลการวเิ คราะหต ัวแปรการถดถอยโลจสิ ติกสการเตือนภัยดนิ ถลมของแตละพนื้ ทีแ่ สดงดงั ตารางที่ 5-1 ถงึ 5-3

logit(y) = a + b1x1 + b2 x 2 + b3x 3 + ... + e …(5-1)
…(5-2)
logit(y) = In 1 p p  …(5-3)
− …(5-4)

logit(y) = logit(y) …(5-5)

a + b1x1 + b2x2 + b3x3 + ... + e = In 1 p p 


x1 = 1 In 1 p p  − (b2 x 2 )+ 
b1 − a



เมอ่ื x1 = คา ปริมาณน้ําฝนรายวัน
x2 = คา ปรมิ าณน้ําฝนสะสม 3 วัน
p = คา ความนาจะเปนในการเกิดเหตกุ ารณ,
a = คาคงท่ี
b1 = คา สมั ประสิทธิเ์ ชิงถดถอยของคา ปริมาณนํ้าฝนรายวนั
b2 = คา สมั ประสทิ ธิเ์ ชงิ ถดถอยของคา ปริมาณนํ้าฝนสะสม 3 วัน

a, b1 และ b2 ไดจ ากโปรแกรมการวเิ คราะหขอมูลการถดถอยโลจสิ ติกสเชงิ สถิติ

จากผลการวิเคราะหการถดถอยโลจิสติกสของแตละพื้นท่ีการเตือนภัยท่ีได เม่ือนํามาแทนคา
ในสมการท่ี 5-5 เพ่อื หาความนา จะเปนที่จะเกดิ ดินถลมตามระดับความสมั พันธระหวางคาปริมาณนา้ํ ฝนรายวัน
และคาปริมาณนํ้าฝนสะสม 3 วันกอนหนา แลวพล็อตคาปริมาณนํ้าฝนที่วัดไดในชวงเวลาตาง ๆ จะไดผล
ดงั รูปที่ 5-14 ถงึ รปู ท่ี 5-16

คมู ือระบบการเตือนภยั ในพื้นทเี่ สยี่ งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 21.

ตารางท่ี 5-1 ตัวอยางผลการวเิ คราะหต วั แปรการถดถอยโลจิสตกิ สของพืน้ ท่ภี าคเหนือ

Variables B S.E. Wald Hosmer and
df p-value Exp(B) Lemeshow
Daily Rainfall (mm) 0.059 0.015 14.556
15.585 Test
3Days – Acc. Rainfall 0.026 0.007 26.874 1 0.000 1.061
(mm) 1 0.000 1.026 0.995
1 0.000 0.000
Constant -9.334 1.801

ทมี่ า : ธีรไนย (2561)
ตารางที่ 5-2 ตัวอยางผลการวิเคราะหต วั แปรการถดถอยโลจสิ ติกสของพน้ื ทภ่ี าคใตฝ ง ตะวนั ออก

Variables B S.E. Wald Hosmer and
df p-value Exp(B) Lemeshow
Daily Rainfall (mm) 0.012 0.004 9.420
14.095 Test
3Days – Acc. Rainfall 0.008 0.002 49.130 1 0.002 1.012
(mm) 1 0.000 1.008 0.490
1 0.000 0.013
Constant -4.358 0.622

ทมี่ า : ธรี ไนย (2561)
ตารางท่ี 5-3 ตัวอยา งผลการวิเคราะหต ัวแปรการถดถอยโลจสิ ติกสของพ้นื ท่ภี าคใตฝง ตะวันตก

Variables B S.E. Wald Hosmer and
df p-value Exp(B) Lemeshow
Daily Rainfall (mm) 0.040 0.015 7.355
1.074 Test
3Days – Acc. Rainfall 0.013 0.012 21.144 1 0.007 1.041
(mm) 1 0.030 1.013 0.527
1 0.000 0.001
Constant -6.762 1.471

ท่มี า : ธรี ไนย (2561)

22 คมู ือระบบการเตอื นภยั ในพน้ื ที่เสย่ี งภัยดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

ฝนรายวัน (มม.) 300 Statistical Rainfall Threshold for Uttaradit Province

250 Critical Line p = 0.2 (Statistical)
Critical Line p = 0.5 (Statistical)

200 Critical Line p = 0.8 (Statistical)
สตอ. อุตรดิตถ์ 2554-2557

150 สตอ. อุตรดิตถ์ 2558-2560

100

50

0
0 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500
ฝนสะสม 3 วนั ก่อนหน้า (มม.)

รูปท่ี 5-14 ตัวอยางการสรางเกณฑป ริมาณนํา้ ฝนวกิ ฤติเชิงสถิตขิ องพืน้ ทภ่ี าคเหนือ
(ขอมูลนํา้ ฝนจากสถานอี ตุ นุ ิยมวทิ ยาจังหวัดอตุ รดติ ถ (พ.ศ. 2554 – 2560)

ท่ีมา : ธรี ไนย (2561)ฝนรายวัน (มม.) Statistical Rainfall Threshold for Nakhon Si Thammarat Province

500 Critical Line p = 0.2
450 Critical Line p = 0.5
400 Critical Line p = 0.8
350 สตอ. นครศรีธรรมราช 2554-2557
300 สตอ. นครศรีธรรมราช 2558-2560
250
200

150

100

50

0
0 100 200 300 400 500 600 700 800
ฝนสะสม 3 วนั ก่อนหน้า (มม.)

รูปที่ 5้ -15 ตัวอยางการสรา งเกณฑป รมิ าณน้ําฝนวิกฤติเชงิ สถติ ิของพืน้ ทภี่ าคใตฝง ตะวันออก
(ขอ มลู น้ําฝนจากสถานีอุตนุ ิยมวิทยาจังหวัดนครศรีธรรมราช (พ.ศ. 2554 – 2560)

ทม่ี า : ธรี ไนย (2561)

คมู ือระบบการเตอื นภัยในพืน้ ที่เสย่ี งภยั ดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual) 23.

ฝนรายวัน (มม)300

Statistical Rainfall Threshold for Krabi Province

250
Critical Line p = 0.2 (Statistical)
Critical Line p = 0.5 (Statistical)

200 Critical Line p = 0.8 (Statistical)
สตอ. กระบ่ี 2554-2557

150 สตอ. กระบี่ 2558-2560
100
50

0
0 50 100 150 200 250 300 350 400 450 500
ฝนสะสม 3 วนั ก่อนหน้า (มม.)

รปู ที่ 5-16 ตัวอยา งการสรา งเกณฑปรมิ าณนํ้าฝนวกิ ฤตเิ ชิงสถิติของพ้ืนท่ภี าคใตฝ ง ตะวนั ตก
(ขอมูลน้าํ ฝนจากสถานีอุตุนิยมวทิ ยาจังหวัดกระบ่ี (พ.ศ. 2554 – 2560)

ทมี่ า : ธีรไนย (2561)

24 คมู ือระบบการเตือนภยั ในพ้ืนที่เสย่ี งภัยดนิ ถลม (Warning System in Landslide Manual)

บทที่ 6
การจดั ต้ังเครือขา ยเฝาระวงั แจงเตือนธรณีพิบัติภยั

6.1 การจัดตง้ั เครือขา ยเฝา ระวงั แจงเตือนธรณีพิบัตภิ ัย

อปุ กรณตรวจวัดหรือสถานีตรวจวัดเพื่อการเตอื นภัยอาจจะไมสามารถตดิ ตงั้ ไวไดในทกุ หมูบานเส่ยี งภัย
อนั เนื่องมาจากปจจัยหลายประการ โดยเฉพาะอยา งย่ิง ดานงบประมาณ การจัดต้ังเครือขายเฝาระวงั แจงเตือน
ธรณีพิบัตภิ ัยของชุมชนจึงนับวา มีความสําคัญไมนอ ย เมื่อเกิดเหตุการณภัยธรรมชาติขึ้นจงึ จะสามารถชวยเหลือ
ตนเองไดกอน แผนเผชิญเหตุนอกจากจะเปนประโยชนตอชุมชนเอง ยังเปนเครื่องมืออีกประเภทที่สามารถ
ทําใหก ารเขา ถึงและชว ยเหลือในพนื้ ทเี่ สย่ี งภัยไดอยา งมีประสทิ ธิภาพมากขึน้ อีกดว ย

กรมทรพั ยากรธรณีไดจัดตั้งเครอื ขายเฝาระวังแจงเตือนธรณีพิบัติภัย โดยเนนการมีสวนรว มของชุมชน
ในพ้ืนที่ประสบภัย ใหมีการเฝาระวังและตัดสินใจแจงเตือนดวยตนเอง ทั้งนี้เนื่องจากเครือขายเฝาระวังฯ
ยอมมีความรูความเขาใจในสภาพพื้นที่ของตนเองไดเปนอยางดี ซ่ึงจะทําใหการแจงเตือนภัยมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน
รปู แบบข้นั ตอนการเฝา ระวังฯของชมุ ชน แสดงดงั รูป 6-1

เครอื ขายฯ ตรวจวดั ปริมาณฝน
ตรวจวัดปรมิ าณนํ้า

กรมทรพั ยากรธรณี ประกาศ ผูใ หญบาน พบสิ่งบอกเหตุดินถลม แจงเตือนภัย
เฝา ระวังภยั แจง หอกระจายขาว ฯลฯ
ขออนญุ าตแจง
เตือนและอพยพ

หนว ยงาน นายก อบต. บา นทายนํา้

ที่เก่ยี วขอ ง ขอความชว ยเหลอื หรอื นายกเทศบาล

แจง

นายอาํ เภอ
และผูว าราชการจังหวัด

รปู ท่ี 6-1 ผังแสดงข้นั ตอนการเฝาระวังภัยดนิ ถลมโดยเครือขา ยเฝาระวังแจง เตือนธรณพี บิ ตั ิของชุมชน

คูมอื ระบบการเตือนภยั ในพนื้ ที่เสยี่ งภัยดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 25.

6.2 ขนั้ ตอนการปฏิบตั เิ พ่ือเตรียมพร้อมรบั สถานการณเ์ มอ่ื เกดิ ดนิ ถลม่ และดินโคลนถลม่

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้เผยแพร่ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อเตรียมพรอ้ มรับสถานการณ์เม่ือ
เกิดดนิ ถล่มและดินโคลนถล่ม รายละเอยี ดดงั นี้

6.2.1 การเตรยี มความพรอ้ มรับมอื ดินถล่ม

- สํารวจสภาพความเส่ียงภัยของพ้ืนท่ี หากมีความเสี่ยงต่อการเกิดดินถล่มและเคยเกิด
ดินโคลนถล่มหรือน้ําทว่ มฉับพลันบ่อยคร้ัง ให้เตรียมตวั รับมอื และหม่ันสังเกตสญั ญาณผดิ ปกตทิ างธรรมชาติ

- จัดเวรยามเฝ้าระวังสถานการณ์ ติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศ ประกาศเตือนภัย
ตรวจวัดปริมาณน้ําฝน และสังเกตความผิดปกติทางธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงของส่ิงก่อสร้างบนพื้นดิน
ซ่ึงเป็นสญั ญาณเตือนในชว่ งก่อนเกดิ ดนิ ถล่ม จะได้แจ้งเตอื นคนในชุมชนอพยพหนภี ัยไดท้ นั ท่วงที

- เข้าร่วมการฝึกซ้อมอพยพหนีภัย พร้อมศึกษาเส้นทางหนีภัยไปยังพ้ืนท่ีปลอดภัย
ซึ่งอยหู่ ่างจากแนวการไหลของดนิ หากเกิดดินถลม่ จะไดอ้ พยพหนไี ด้อยา่ งปลอดภยั

- สิ่งบอกเหตุก่อนเกิดดินถล่ม มีฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องวัดปริมาณนํ้าฝนได้มากกว่า
100 มิลลิเมตร นํ้าในแม่นํ้ามีสีขุ่นข้นและระดับน้ําเพ่ิมสูงข้ึนอย่างรวดเร็ว มีต้นไม้ขนาดเล็กไหลปนมากับน้ํา
มเี สียงดังผดิ ปกติบริเวณภูเขา ใหส้ ันนษิ ฐานวา่ อาจเกดิ นํ้าป่าไหลหลากและดินโคลนถลม่ ข้ึนได้ ใหเ้ ตรียมอพยพ
ไปยงั พน้ื ที่ปลอดภยั ในทนั ที

6.2.2 การปฏบิ ัติตนเมื่อเกิดดินถลม่

- การอพยพหนีภัยดินถล่ม ให้อพยพไปตามเส้นทางที่พ้นจากแนวการไหลของดินถล่ม ขึ้นท่ีสูง หรือ
สถานที่ปลอดภัย หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีแนวการไหลของดิน และเส้นทางที่กระแสน้ําไหลเชี่ยว
หากจําเป็นต้องใช้เส้นทางดังกล่าว ให้ใช้เชือกผูกลําตัวแล้วยึดติดไว้กับต้นไม้หรือส่ิงปลูกสร้างท่ีม่ันคงแข็งแรง
เพ่ือป้องกนั กระแสนํา้ ทไี่ หลเช่ียวพัดจมนํ้า ห้ามว่ายนํ้าหนีโดยเด็ดขาด เพราะอาจกระแทกกับซากต้นไมห้ รอื หิน
ท่ไี หลมาตามน้าํ จนจมนาํ้ เสียชีวติ ได้

- อพยพไปตามเส้นทางที่ปลอดภัย พ้นจากแนวการไหลของดินถล่มโดยขึ้นที่สูง
หรอื ไปยังสถานที่ปลอดภยั ซึ่งควรอยหู่ ่างจากบริเวณพื้นที่เสีย่ งดนิ ถลม่ อยา่ งน้อย 2-6 กิโลเมตร

- อยู่ห่างจากลํานํ้าให้มากท่ีสุด เน่ืองจากน้ําจะพัดพาดิน หินและต้นไม้มาตามลําน้ํา
กอ่ ให้เกิดอันตรายได้

26 คู่มอื ระบบการเตือนภยั ในพื้นท่ีเสี่ยงภัยดนิ ถล่ม (Warning System in Landslide Manual)

- หลีกเล่ียงเส้นทางท่ีเป็นแนวการไหลของดิน หรือมีกระแสนํ้าไหลเช่ียว หากจําเป็นให้ใช้เชือก
ผูกลําตัว พร้อมยืดเชือกไว้กับต้นไม้ หรือส่ิงปลูกสร้างท่ีม่ันคงแข็งแรง เพื่อป้องกันกระแสน้ําที่ไหลเชี่ยว
พัดจมน้ํา

- กรณีพลัดตกนํ้า ให้หาต้นไม้ใหญ่ยึดเกาะและปีนให้พ้นนํ้า ห้ามว่ายน้ําหนีโดยเด็ดขาด
เพราะอาจกระแทกกับซากต้นไม้หรือหินทไ่ี หลมาตามนา้ํ ทาํ ใหจ้ มนํ้าเสียชีวติ

6.2.3 การปฏบิ ตั ติ นหลังเกิดดินถลม่

- ห้ามเข้าใกล้และกลับเข้าไปในบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากดินถล่ม หรือบริเวณท่ีมี
ปา้ ยเตอื นอันตราย เพราะอาจเกิดดินถล่มลงมาซํา้ ก่อใหเ้ กิดอนั ตราย

- จัดทําทางเบี่ยงของดินและนํ้า เพ่ือไม่ให้น้ําไหลลงมาสมทบมวลดิน เพราะอาจเกิดดินถล่ม

ลงซํ้าได้

6.3 ขน้ั ตอนการปฏบิ ัตใิ นการบรรเทาภยั ทเี่ กิดจากดินถล่มและดนิ โคลนถล่ม

6.3.1 ขัน้ ตอนการปฏบิ ตั ิก่อนการเกดิ ดินถลม่ หรือดนิ โคลนถล่ม

(1) จดั ทําแผนป้องกนั และบรรเทาอุทกภัยรวมท้งั ประสานและฝกึ ซอ้ มแผนการบรรเทาอุทกภัย
กบั พนักงานหรือหนว่ ยงานภายนอกทเ่ี กย่ี วข้อง

(2) การติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างต่อเน่ืองของกรมอุตุนิยมวิทยาหรือทางราชการจากวิทยุ
โทรทศั น์

(3) เชอื่ ฟังคาํ เตอื นอย่างเครง่ ครดั

(4) เตรียมสํารองอาหาร นํ้าด่ืมสะอาด เคร่ืองเวชภัณฑ์ ไว้ให้พอจะมีอาหารรับประทาน
เมอ่ื เกดิ ดินถล่มเปน็ เวลาหลายวัน

(5) สํารวจ รวบรวมข้อมูลพื้นที่เสี่ยงภัยในพื้นท่ีรับผิดชอบ ตลอดจนปรับปรุงข้อมูล
ใหเ้ ป็นปจั จุบัน รวมทั้งสํารวจพ้ืนทป่ี ลอดภัยเพ่ือรองรบั การอพยพ

(6) ประชาสมั พนั ธ์และเผยแพร่ความรู้ในการปอ้ งกนั ภัยเพื่อเตรยี มรับสถานการณ์

(7) กําหนดบทบาทและความรับผิดชอบของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ชัดเจน ไม่ซ้ําซ้อน
สามารถปฏบิ ตั ิงานไดอ้ ย่างรวดเรว็ เมอ่ื เกดิ เหตุการณ์ในพน้ื ทีร่ บั ผดิ ชอบ

คูม่ ือระบบการเตือนภัยในพืน้ ทเี่ สี่ยงภัยดินถล่ม (Warning System in Landslide Manual) 27.

6.3.2 ขนั้ ตอนการปฏิบัติขณะเกิดดนิ ถลม หรือดนิ โคลนถลม

(1) ตดั สะพานไฟและปดแกส หุงตม ใหเรียบรอย

(2) ไมควรขับขีย่ านพาหนะฝาไปในขณะเกดิ นํา้ หลากหรือขณะดนิ ถลม

(3) ตดิ ตามเหตุการณและคําเตือนเก่ียวกบั ลักษณะอากาศจากทางราชการอยางใกลช ิด

(4) แจงเตือนภยั ใหประชาชนอพยพหรอื ขนยายทรัพยสินไปไวทป่ี ลอดภยั

(5) ต้ังศูนยอํานวยการปองกันและบรรเทาภัยตามแผนท่ีกําหนดไว เชน ดานเครื่องอุปโภคบริโภค
น้าํ ด่ืมทจี่ ําเปนตอการดํารงชพี โดยเรงดวน

(6) อพยพประชาชนออกจากพ้ืนที่ประสบภัย ดูแลที่พักชั่วคราว อาหาร น้ําอุปโภคบริโภค
เคร่ืองนุง หมที่เหน็ วาเหมาะสมกบั สถานการณรวมทง้ั จัดระบบรกั ษาความปลอดภยั ในบริเวณพน้ื ท่ีอพยพ

(7) จัดหนวยบรรเทาทุกข การรักษาพยาบาล รวมทั้งจัดหาเวชภัณฑยารักษาโรคท่ีจําเปน
เพื่อดแู ลสขุ ภาพอนามยั ผปู ระสบภยั

(9) รายงานสถานการณความเสยี หายใหอ ธบิ ดขี องหนวยงานทเี่ กี่ยวของรับทราบ

(10) เมอ่ื จวนตวั ใหคาํ นงึ ถึงความปลอดภยั ของชีวติ มากกวาทรพั ยสิน

6.3.3 ข้ันตอนการปฏบิ ตั ิหลังเกิดดนิ ถลมหรือดนิ โคลนถลม

(1) การฟนฟูสภาพแวดลอมชีวติ ความเปน อยู

- ใหก ารชว ยเหลือแกประชาชนผูประสบภัย เพ่อื บรรเทาความเดือดรอ น

- สํารวจความเสยี หายและความตอ งการดา นตา ง ๆ ของผปู ระสบภยั

- ทําความสะอาดโคลนตมรื้อส่ิงปรักหักพังซอมแซมส่ิงชํารุดเสียหายใหกลับคืน

สสู ภาพปกติ

- ซอมแซมส่ิงสาธารณประโยชนและระบบสาธารณูปโภคใหกลับคืนสูสภาพปกติโดยเร็ว
ที่สดุ

- ทําความสะอาด ทําลายซากสัตวท ่ลี ม ตาย พรอ มทั้งจดั การเก็บฝง เพ่ือปองกันโรคระบาด

(2) การฟน ฟูทางดา นรางกายและจติ ใจของประชาชนผูประสบภยั

- จัดให มีบ ริการรักษาพ ยาบ าลประชาชนผูบาดเจ็บ ผูป วย เพื่ อรักษ าชีวิต
ผไู ดร บั อันตรายในระยะแรก

28 คูม ือระบบการเตอื นภยั ในพื้นท่ีเสย่ี งภัยดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

6.4 ขอควรคํานงึ ถงึ

1. นวัตกรรมระบบการเตือนภัยเพื่อปองกันและแจงเตือนภัยดินถลมในพื้นที่ชุมชนเส่ียงภัย เรียกวา
ระบบเตือนภัยชุมชน สามารถปรับเปลี่ยนไดตามความเหมาะสมของสภาพภูมิประเทศ ลักษณะทางธรณีวิทยา
รวมถงึ แนวคดิ ของประชาชนในพ้ืนที่ ทัง้ นต้ี องอยูภ ายใตค วามปลอดภัยของชีวติ

2. การคัดเลือกพิจารณาพ้ืนที่ท่ีติดตั้งมีความสัมพันธตออุปกรณติดต้ังเฝาระวังแจงเตือนภัย
แตละประเภทที่สอดคลองกับพฤติกรรมการเกิดพิบัติภัยในพื้นท่ีนั้นๆ ตองพิจารณาอยางรอบคอบ
เพื่อใหเกดิ ประโยชนสูงสดุ

คมู อื ระบบการเตอื นภัยในพน้ื ทีเ่ สย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual) 29.

เอกสารอางอิง

1. ธีรไนย นุยมาก, 2561. เกณ ฑปริมาณ น้ําฝนวิกฤติสําหรับเตือนภัยดินถลมในประเทศไทย,
มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร.
2. วรากร ไมเรียง และคณะ, 2546. การพัฒนาแผนหลักการจัดการภัยธรรมชาติที่เก่ียวของกับดินถลม,
สํานกั งานกองทนุ สนบั สนุนการวจิ ัย, มิถุนายน 2546.
3. สุทธิศักด์ิ ศรลัมพ และคณะ, 2557. งานศึกษาพัฒนาแบบจําลองพลวัต การวิเคราะหพ้ืนท่ีออนไหวตอ
การเกิดดินถลมสําหรับการเฝาระวังแจงเตือนภัยดินถลม, รายงานฉบับสมบูรณ, เลขที่สัญญา 29/2557,
กรมทรัพยากรธรณี.
4. สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ และคณะ, 2558. การศึกษาพฤติกรรมการเกิดน้ําทวม-ดินถลม ในพ้ืนท่ีตนแบบเพ่ือ
สรางแบบจําลองสําหรับกําหนดเกณฑ และวิธีการในการเตือนภัย ระยะท่ี 3, สํานักงานคณะกรรมการวิจัยแหงชาติ
(วช) ประจาํ ปงบประมาณ 2555.
5. สุทธิศักดิ์ ศรลัมพ และคณะ, 2560. การรับมือภัยพิบัตดิ ินถลมในพื้นท่ีโครงการพัฒนาดอยตงุ ฯ, รายงาน
ฉบับสมบรู ณ, เลขท่ีสัญญา BNK95, ทนุ สนับสนนุ จากสถานทตู ออสเตรเลยี .
6. OYO Corporation, 2012.
7. Ministry of Land, Infrastructure and Transport Infrastructure Development Institute –
Japan, 2004. Development of warning and eavacuation system against sediment
disasters. Guidelines for construction technology transfer.
8. SWCB., 2012. Debris Flow disaster prevention information. http://246eng.swcb.gov.tw/
9. The Philippine National Red Cross, 1999. Disaster Management Service.
http://www.redcross.org.ph/
10. http://www.siam-automation.com/article/10/reed-switch, 2555.

30 คมู อื ระบบการเตือนภยั ในพ้ืนทเ่ี สย่ี งภยั ดินถลม (Warning System in Landslide Manual)

คูมอื

การวิเคราะหพ ืน้ ที่เสยี่ งภยั ดนิ ถลม
(Landslide Susceptibility Mapping Manual)

คมู ือประกอบการปฏิบตั เิ พอ่ื ความปลอดภัยทเ่ี กี่ยวขอ งกบั อาคาร การขดุ ดนิ และการถมดนิ
ในพื้นทเี่ สีย่ งภัยดนิ ถลม (Landslide) และบริเวณเชิงลาดและลาดเชิงเขา



บทที่ 1

บทนํา

กรมโยธาธิการและผงั เมอื งไดจ ัดทําคูม ือการวิเคราะหพื้นท่เี สี่ยงภัยดินถลม (landslide susceptibility
mapping manual) เพ่ือใหผูท่ีมีความสนใจและมีสวนเก่ียวของสามารถนําวิธีการวิเคราะหดังกลาวที่แสดงไว
ใน คู มื อน้ี นํ าไป ป ระยุก ต ใช ทํ าก ารป ระเมิ น แล ะจัด ทํ าพ้ื น ท่ี เส่ี ย งภั ยดิ น ถ ลม ใน แต ล ะพื้ น ที่ ได
ซ่งึ มขี อบขายและคาํ นิยามของคมู ือดงั นี้

1.1 ขอบขา ย

1.1.1 ผูท่ีจะดําเนินการสรางแผนท่ีเสี่ยงภัยดินถลมตามรายละเอียดในคูมือนี้ ควรเปนผูมีความรูพื้นฐาน
หรอื สามารถใชงานโปรแกรมทางดานสารสนเทศภมู ศิ าสตรไ ดเ ปน อยา งดี

1.1.2 แผนที่เส่ียงภัยดินถลมที่แสดงในคูมือน้ี เปนแผนท่ีแสดงระดับผลการประเมินความออนไหว
ตอการเกิดดินถลมเชิงพื้นที่ในสภาวะจําลอง ซึ่งไดจากการประยุกตแบบจําลองคณิตศาสตรตามหลัก
ทางธรณีวิศวกรรม วิเคราะหและแสดงผลการประเมินในโปรแกรมสารสนเทศภูมิศาสตร ผลลัพธที่ไดจะแสดง
ใหเห็นถึงระดับความออนไหวตอการเกิดดินถลมในสภาวะความช้ืน (degree of saturation) ที่แตกตางกัน
ของมวลดิน ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากฝนตก โดยจะไมครอบคลุมถึงผลการประเมินพ้ืนท่ีท่ีอาจจะไดรับผลกระทบ
จากการถลม หรอื ไหลหลากลงมาจากพนื้ ท่ีอ่นื ท้ังจากดินถลมหรือน้าํ ปาไหลหลาก

1.1.3 การประเมินความออนไหวตอการเกิดดินถลมเชิงพื้นที่ในสภาวะจําลองเพื่อใชจัดทําแผนที่
ของคูมือน้ีเปนการประเมินในลาดดินธรรมชาติ (natural soil slope) คุณสมบัติของดินทางดานธรณีวิศวกรรมตาง ๆ
ท่ีใชวิเคราะหในแบบจําลอง ไดจากการวิเคราะหตัวแทนของตัวอยางดินท่ีไดจากการเก็บตัวอยางและทดสอบ
จากลาดดินธรรมชาติทั่วทั้งประเทศ ไมเหมาะสมกับการนําไปประยุกตใชกับพ้ืนท่ีเฉพาะจุดหรือพื้นท่ีท่ีไมใช
ลาดดินธรรมชาติ เชน พ้ืนท่ีดินถม หรือพ้ืนที่ท่ีมีการปรับเปล่ียนลาดดินธรรมชาติไปแลว รวมถึงพื้นที่ท่ีมีลาดเอียง
เปน มวลหินแข็ง เปน ตน

1.1.4 แบบจําลองคณิตศาสตรตามหลักทางธรณีวิศวกรรมในคูมือนี้ ไมไดมีการคํานวณหรือวิเคราะห
ทางดา นแผนดินไหว

1.1.5 การประเมินความออนไหวตอการเกิดดินถลมไมจําเปนตองยึดถือตามขั้นตอนในคูมือนี้ทั้งหมด
สามารถปรับปรุงหรือเพ่ิมเติมปจจัยท่ีใชในการวิเคราะหในแบบจําลองทางคณิตศาสตรได หากมีเหตุผล
หรือขอบงชี้ตามหลักวิชาการวาการปรับปรุงหรือเพ่ิมเติมดังกลาวมีความถูกตองและแมนยํามากขึ้น
แตทงั้ นจ้ี ะตองกระทาํ โดยต้งั อยูบนพน้ื ฐานความปลอดภัยตอชีวติ และทรัพยส นิ ของประชาชนเปนสาํ คัญ

คูม อื การวิเคราะหพ นื้ ทเ่ี สยี่ งภยั ดินถลม (Landslide Susceptibility Mapping Manual) 31.

1.2 นิยาม

“ดินถล่ม” (landslide) หมายความว่า เหตุการณ์ที่ดิน หิน หรือดินปนหิน มีการเคล่ือนตัวลงมาตามแนวลาดเอียง
หรอื ตามแรงโน้มถว่ งของโลก

“ความอ่อนไหวต่อการเกิดดินถล่ม” (landslide susceptibility) หมายถึง ความอ่อนไหวหรือศักยภาพ
ต่อการเกิดดินถล่มของพน้ื ที่ลาดเอียง

“ระดั บ ค วาม อ่อน ไห วต่ อการเกิด ดิน ถล่ม ” (landslide susceptibility classification) ห มายถึง
ชว่ งค่าการจาํ แนกคา่ ความอ่อนไหวตอ่ การเกดิ ดนิ ถล่มของพน้ื ท่ลี าดเอยี ง

“พ้นื ทลี่ าดชัน” หมายถึง พน้ื ดนิ ที่มคี วามชนั มากกวา่ 1:5 (ด่ิง : ราบ) หรือร้อยละ 20

“ความชัน” หมายถึง ค่าตัวเลขซึ่งกําหนดเป็นสัดส่วนระหว่างระยะแนวด่ิงต่อระยะแนวราบ
หรือรอ้ ยละของระยะแนวด่งิ ตอ่ ระยะแนวราบ หรือองศาของความลาดเอยี งซึง่ วดั จากแนวราบ

“ลุ่มน้ํา” (watershed, basin, catchment) หมายถึง พื้นที่รับนํ้าตามธรรมชาติ จากฝนท่ีตกลง
ในพ้ืนที่น้ันแล้วไหลลงสู่ท่ีต่ํา ไปรวมตัวกันเป็นลําน้ําสายเล็กและไหลรวมตัวกันลงสู่ลํานํ้าสายใหญ่ข้ึนไป
จนในทส่ี ุดไหลออกจากพน้ื ท่ลี ุม่ นาํ้ ท่ีจดุ หน่งึ ของลาํ นาํ้

“ดินไม่อ่ิมตัว” (unsaturated soil) หมายถึง ดินท่ีภายในโพรงหรือช่องว่างไม่มีหรือมีของเหลว
(โดยท่วั ไปคอื นํ้า) บรรจอุ ยู่บางสว่ นไม่เตม็ ชอ่ งวา่ งท้งั หมด

“ระบ บ สารสน เท ศภู มิ ศาสตร์ ” (geographic information system, GIS) ห มายถึ ง กระบ วน การ
ของการใช้คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ (hardware) ซอฟท์แวร์ (software) ข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (geographic data)
และการออกแบบ (personnel design) ในการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการจัดเก็บข้อมูล การปรับปรุงข้อมูล
การคํานวณ และการวิเคราะหข์ ้อมูล ใหแ้ สดงผลในรปู ของขอ้ มูลท่ีสามารถอ้างอิงไดใ้ นทางภูมิศาสตร์

“จุด” (point) หมายถึง ตําแหน่งพิกัดท่ีไม่มีขนาดและทิศทาง โดยจุดไม่มีมิติ จุดจะบันทึกบนแผนท่ี
เป็นคา่ พิกดั x, y 1 คู่ จะใชแ้ สดงขอ้ มลู ท่ีเปน็ ลกั ษณะของตาํ แหนง่ ใด ๆ เชน่ ที่ตัง้ ของโรงเรียน เป็นตน้

“ไลน์” (line) หมายถึง เส้นที่มีระยะและทิศทาง ระหว่างจุดเริ่มต้นไปยังจุดแนวทาง (vector) และจุดสิ้นสุด
เส้นใชแ้ ทนวตั ถุทม่ี ี 1 มิติ ถูกบันทกึ เป็นกลุ่มคา่ พกิ ดั x, y 1 ชุด ประกอบไปด้วยลกั ษณะของเส้นตรง เสน้ หักมุม
และเสน้ โคง้ เช่น ถนน ทางด่วน คลอง เป็นตน้

“โพลไี ลน์” (polyline) หมายถงึ กลุ่มข้อมลู เส้นหลาย ๆ เส้น ทมี่ มี ากกวา่ 1 เสน้ ขน้ึ ไป
“โพลีกอน” (polygon) หมายถึง ข้อมูลที่มีระยะและทิศทางระหว่างจุดเริ่มต้น จุดแนวทาง (vector)
และจุดส้ินสุด ใช้แทนวัตถุท่ีมี 2 มิติ ถูกบันทึกเป็นกลุ่มค่าพิกัด x, y ของเส้นโค้งที่ลากมาบรรจบกันเป็นขอบเขต
ของพื้นท่ีนั้น ๆ ท่ีประกอบกันเป็นรูปหลายเหลี่ยม มีขนาดพื้นที่ (area) และเส้นรอบรูป (perimeter)
เช่น ขอบเขตการปกครอง ขอบเขตหมบู่ ้าน

32 คู่มอื การวเิ คราะห์พนื้ ท่ีเสย่ี งภยั ดนิ ถลม่ (Landslide Susceptibility Mapping Manual)

“แรสเตอร” (raster) หมายถึง ขอมูลท่ีมีลักษณะตารางส่ีเหล่ียมเล็ก ๆ (grid cell or pixel) เทากัน
และตอเนื่องกันซ่ึงสามารถอางอิงคาพิกัดทางภูมิศาสตรได ขนาดของตารางกริดหรือความละเอียด
(resolution) ในการเก็บขอมูลจะใหญหรือเล็กข้ึนอยูกับการจัดแบงจํานวนแถว (row) และจํานวนคอลัมน
(column) ตัวอยางขอมูลท่ีจัดเก็บโดยใชตารางกริด เชน ภาพดาวเทียม หรือแบบจําลองระดับสูงเชิงเลข
(digital elevation model: dem) เปน ตน
“แบบจําลองระดับสูงเชิงเลข” (digital elevation model, DEM) หมายถึง ขอมูลพื้นผิวท่ีมีโครงสราง
แบบแรสเตอรมีลักษณะเปนกริดเซลลขนาดเทากันเรียงตอเนื่องกันครอบคลุมท้ังพื้นที่คาประจํากริดเซลล
คือ คา Z ดังนั้นคา Z ในพื้นที่จึงมีการกระจายตัวอยางสมํ่าเสมอโดยพ้ืนที่ที่มีความแตกตางของคา Z มาก ๆ
จุดจะอยูใกลกนั แตสําหรับพ้ืนทท่ี ่มี คี า Z ไมแ ตกตา งกันนกั จดุ จะอยูหางกนั

1.3 สญั ลักษณ

v = ความเร็วของการไหล (L/T)
K = ความสามารถในการซึมนํา้ ของดิน (hydraulic conductivity, L/T)
H = แรงดนั น้ํา (L)
Z = ระยะการไหล (L)
i = ความชนั ทางชลศาสตร (hydraulic gradient)

∆θ = ปริมาณน้าํ ในดินทเ่ี พม่ิ ขึ้น (θi-θ)
H0 = แรงดงึ นา้ํ ในดนิ ท่ีอยูด า นลางของ wetting front (L)
Hf = แรงดึงนา้ํ ในดนิ ทผี่ ิวดิน (L)
Lf = ความลึกของ wetting front (L)

θ = ปริมาตรความช้นื ใด ๆ

θr = ปริมาตรความชืน้ ต่าํ สดุ

θs = ปรมิ าตรความชืน้ เมอื่ ดินอม่ิ ตวั ดวยนา้ํ
K(h) = ความสามารถในการซมึ นํ้าที่แรงดึงน้าํ ใด ๆ
Ks = ความสามารถในการซึมนาํ้ เมื่อดินอิ่มตวั ดวยนํา้

คมู อื การวิเคราะหพื้นทีเ่ สี่ยงภัยดนิ ถลม (Landslide Susceptibility Mapping Manual) 33.

บทท่ี 2
ขอ้ มลู เบ้ืองต้นเก่ียวกบั ดินถลม่

2.1 ประเภทดินถล่ม

ประเภทของดินถล่มโดยท่ัวไปตามลักษณะของการเคล่ือนตัว แบ่งออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่
การร่วงหล่น (fall) การล้มคว่ํา (topple) การเล่ือนไถล (slide) การแผ่ขยาย (spread) และการไหล (flow)
สําหรับสาเหตุและปัจจัยกระตุ้นให้เกิดดินถล่มน้ันอาจมาจากท้ังกระบวนการตามธรรมชาติและปัจจัย
จากการกระทําของมนุษย์

(1) การร่วงหล่น (fall) เป็นการพิบัติในลักษณะท่ีชิ้นส่วนของมวลดินหรือหิน แตกออกจากชิ้นส่วนหลัก
แล้วร่วงหล่นอย่างอิสระหรือกลิ้งลงมาตามแนวลาดที่มีความชันสูง หรือร่วงหล่นลงมาจากจุดยอด เช่น หน้าผา เป็นต้น
มีอัตราการเคลื่อนตัวเร็วมาก (1 เมตร/วินาที ถึงมากกว่า 100 เมตร/วินาที) โดยชิ้นส่วนท่ีร่วงหล่นอาจ
เปน็ กอ้ นเด่ยี วๆ หรือเปน็ กลมุ่ ของมวลวัสดไุ ด้ ดงั รูปที่ 2-1 (a)

(2) การล้มควํ่าแบบกลิ้งไปข้างหน้า (topple) หรือการล้มคะมํา เป็นการพิบัติท่ีเกิดการเคล่ือนตัว
ไปข้างหน้าของมวลวัสดุ เช่น หินหรือดิน ที่เกิดการเอียงตัว โดยท่ีมวลวัสดุน้ันยังไม่เกิดการพังทลายก่อนเกิด
การล้มคะมํา เม่ือมวลวัสดุล้มคะมําลงแล้วจะหมุนตัวลงสู่ที่ลาดอย่างรวดเร็ว การล้มคะมํานี้จะเกิดขึ้นเน่ืองจาก
มวลวัสดุที่มีความแข็งแรงมากวางตัวอยู่เหนือมวลวัสดุท่ีมีความแข็งแรงน้อยกว่าเม่ือมวลวัสดุเกิดการผุกร่อน
ตามระยะเวลา มวลวัสดุช้ันล่างจะเกิดการผุกร่อนมากกว่ามวลวัสดุชั้นบนจึงทําให้เกิดการล้มคะมําขึ้น
ดงั รปู ที่ 2-1 (b)

(3) แบบเล่ือนไถล (slides) เป็นการพิบัติท่ีเกิดจากการเคล่ือนตัวของมวลวัสดุ เช่น หินหรือมวลดิน
ผ่านแนวระนาบที่มีความแข็งแรงน้อยที่สุด (รับแรงเฉือนได้น้อยท่ีสุด) อัตราเคล่ือนตัวอยู่ในช่วง 0.06 เมตร/ปี
ถึง 0.3 เมตร/นาที โดยชนิดของการเลื่อนไถลแบ่งเป็น 2 แบบ คือ แบบ rotational slides แนวของการพิบัติ
จะมีลักษณะเป็นส่วนโค้งของวงกลม (circular arc) และแบบ translational slides แนวของการพิบัติไม่เป็น
สว่ นโค้งของวงกลม (noncircular arc) ดังรปู ที่ 2-1 (c)

(4) แบบเคล่ือนตัวแผ่ขยาย (spreads) มีลักษณะของการเคล่ือนตัวเป็นการขยายตัวด้านข้างของมวลวัสดุ
การเคลื่อนท่ีแบบน้ีมักพบในดินประเภท sensitive silt and clay ที่มีการเคลื่อนตัวที่เกิดขึ้นทันทีทันใด
ด้วยอัตราการเคลื่อนที่ระหว่าง 3x10-5 เมตร/วินาที แต่ถ้าพบในชั้นหิน อัตราการเคลื่อนท่ีจะน้อยกว่า
3x10-9 เมตร/วินาที ดังรูปท่ี 2-1 (d)

34 คูม่ อื การวิเคราะหพ์ ืน้ ที่เส่ยี งภยั ดินถล่ม (Landslide Susceptibility Mapping Manual)

(5) แบบไหล (flows) มักพบในวัสดุที่ไมมีการยุบอัดตัว เชน กอนหิน กรวด ทราย และเม็ดดิน
โดยจะไหลลงตามแนวลาดเอียงของเชิงเขาเปนผิวขนานกับผิวหนาของลาดที่มีความช้ืนสูงโดยมีอัตรา

การเคลือ่ นตวั 0.3 เมตร/นาที ถงึ มากกวา 3 เมตร/นาที ดังรปู ท่ี 2-1 (e)

รูปท่ี 2-1 ประเภทของดนิ ถลมตามลักษณะการเคลอ่ื นตวั
ที่มา : Varnes, 1978

คูมือการวิเคราะหพน้ื ทเ่ี สี่ยงภัยดินถลม (Landslide Susceptibility Mapping Manual) 35.

2.2 กลมุ ทางธรณวี ทิ ยาที่มีความออนไหวตอการเกดิ ดนิ ถลม ในประเทศไทย

คุณสมบัติของดินที่ผุสลายมาจากหินและผุพังอยูกับท่ี (residual soil) ในแตละชุดตามลักษณะธรณีวิทยา
ของประเทศไทย (มาตราสวน 1: 250,000) ซึ่งกรมทรัพยากรธรณีรวมกับศูนยวิจัยและพัฒนาวิศวกรรมปฐพี
และฐานราก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร (2559) ไดทําการศึกษา โดยนําคุณสมบัติที่ไดมาทําการจัดกลุมที่มี
ความหมายทางวิศวกรรม ที่เรียกวา “กลุมทางธรณีวิทยาท่ีมีความออนไหวตอการเกิดดินถลม (geologic
group of landslide susceptibility)” ซึ่งสามารถจําแนกไดท้ังหมด 9 กลุม ดังตารางที่ 2-1 กลุมที่ 7, 8
และ 9 ไมถูกนํามาพิจารณาทางดานดินถลมในแบบจําลอง เน่ืองจากมีความออนไหวตอการเกิดดินถลม
ในสภาวะธรรมชาติอยูในระดับต่ํา

2.3 ตวั อยา งแผนท่ีดินถลม

2.3.1 ประเภทของแผนที่

แผนท่ีที่เก่ียวของกับดินถลม (landslide mapping) มีหลายประเภทและแตกตางกัน
ท้ังนี้ขึ้นอยูกับวัตถุประสงคของการจัดทําและการนําไปใชประโยชน ซ่ึงสามารถจําแนกและอธิบายเก่ียวกับ
ประเภทของแผนทีท่ เี่ กีย่ วขอ งกบั ดินถลม ไดดงั น้ี

(1) รูปท่ี 2-2 (A) landslide inventory map เปนแผนท่ีแสดงถึงตําแหนงและรูปราง
ของรองรอยดินถลม (landslide scars) โดยอาจเปนรองรอยท่ีเกิดจากเหตกุ ารณดินถลม เพียงเหตุการณเดียว
หรือหลายเหตุการณร ว มกันกไ็ ด

(2) รูปที่ 2-2 (B) landslide susceptibility map เปนแผนท่ีแสดงคาความออนไหว
ตอการเกิดดนิ ถลมที่สามารถเกิดข้ึนไดในอนาคต โดยท่ัวไปมักแสดงในลักษณะโทนสีท่ีมีคา ระดับความออนไหว
ตอ การเกิดดนิ ถลม ต้ังแตค า ต่าํ ไปหาคาสงู

(3) รูปที่ 2-2 (C และ D) landslide hazard map เปนแผนท่ีแสดงระดับโอกาสเกิดดินถลม
หรือบงบอกความถีข่ องการเกิดดินถลม และนอกจากนนั้ ยังสามารถบง บอกถึงโอกาสของการถลมจากพน้ื ท่ีหนึ่ง
ลงไปหาพ้ืนทีห่ นึ่ง

(4) รูปท่ี 2-2 (E) เปนแผนที่แสดงความเสี่ยงหรือระดับผลกระทบที่อาจไดรับจากดินถลม
เปนการวเิ คราะหรวมกันระหวางขอมูลท่ีไดจาก landslide hazard map กับขอมูลผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น
ไดทัง้ หมด ทง้ั จากผลกระทบตอชีวิตและผลกระทบตอ ทรัพยสิน

36 คูมือการวิเคราะหพ น้ื ท่เี สย่ี งภัยดนิ ถลม (Landslide Susceptibility Mapping Manual)


Click to View FlipBook Version