ผูเรยี บเรยี ง กศ.บ. (ดรุ ยิ างคศาสตรส ากล), ศศ.ม. (ดนตรศี กึ ษา)
นางวณี ลัดดากลม ค.บ. (ดนตรีศึกษา), ค.ม. (บริหารการศกึ ษา)
นายชาตชิ าย ศรสี มทุ ร คบ. (นาฏศลิ ปไ ทย), ศศ.บ. (บรหิ ารการศึกษา)
นางสุกัญญา ณ ตะกัว่ ทุง คบ. (นาฏศิลปไ ทย)
นางสุนทรี ดามพวรรณฤทธิ์
กศ.ม. (การอดุ มศกึ ษา), ศศ.ม. (วฒั นธรรมการดนตร)ี
ผูตรวจ ปร.ด. (ดนตร)ี
รองศาสตราจารย ดร.ณรงคช ัย ปฎ กรชั ต ป.ม.ช. (นาฏศิลปไทย), ศศ.บ. (บรหิ ารการศกึ ษา)
ศษ.บ. (นาฏศลิ ปไ ทย)
นางเรณู โกศนิ านนท
นางศุลีพร ปนนยั PhD. (Curriculum & Music Education)
บรรณาธิการ ศษ.บ. (นาฏศลิ ป), ค.ม.
นายณรุทธ สุทธจติ ต (การศึกษาและพฒั นาหลกั สูตร)
วาทีร่ อ ยตรีกัญจาพฒั น เกดิ พฒุ
ปท ่ีพิมพ ๒๕๖๔ พิมพคร้ังที่ ๑ จาํ นวน ๕,๐๐๐ เลม ISBN: 978-616-07-2210-5
จดั พมิ พโดย บริษทั สาํ นกั พิมพเ อมพันธ จํากัด
ฝา ยการตลาด, ฝา ยผลติ และจัดสง, ฝายการเงินและบญั ชี :
๖๙/๑๐๙ หมู ๑ ซ.พระแมการณุ ย ต.บานใหม อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ๑๑๑๒๐
โทร. ๐ ๒๕๘๔ ๕๘๘๙, ๐ ๒๕๘๔ ๕๙๙๓, ๐ ๒๙๖๑ ๔๕๘๐ ๒ โทรสาร. ๐ ๒๙๖๑ ๕๕๗๓, ๐ ๒๕๘๒ ๒๓๑๓
ฝายวิชาการ :
๘๗/๑๒๙ ถนนเทศบาลสงเคราะห แขวงลาดยาว จตจุ ักร กรงุ เทพมหานคร ๑๐๙๐๐
โทร. ๐ ๒๙๕๔ ๔๘๑๘ ๒๐, ๐ ๒๙๕๓ ๔๘๖๘ ๙, โทรสาร ๐ ๒๕๘๐ ๒๙๒๓
สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติ ลิขสิทธิ์เปนของบริษัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด
คาํ นาํ
หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน ดนตรี นาฏศิลป ๔ เลมน้ี ไดเรียบเรียงข้ึนสําหรับนักเรียน
ชั้นมธั ยมศึกษาปที่ ๔ โดยยึดมาตรฐานการเรียนรแู ละตวั ชี้วัด กลุม สาระการเรียนรศู ลิ ปะ (ดนตร,ี
นาฏศลิ ป) สาระท่ี ๒ และสาระท่ี ๓ ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
เนอื้ หาในหนงั สอื เลม น้ี แบง ออกเปน ๖ หนว ยการเรยี นรู ประกอบดว ย ประสมเสยี งสาํ เนยี ง
ดนตรี เลา ขานตาํ นานดนตรี คีตกวีทีน่ าสนใจ ววิ ฒั นาการของนาฏศลิ ป และการละครไทย
ความงาม และคณุ คา ของนาฏศลิ ปไ ทย ละครตะวนั ตก ซง่ึ ในแตล ะหนว ยการเรยี นรไู ดจ ดั เนอ้ื หา
ใหม คี วามสอดคลอ งตอ เนอ่ื งกนั เพอื่ สง เสรมิ ใหผ เู รยี นมเี จตคตทิ ดี่ แี ละเกดิ ทกั ษะ ตลอดจนไดพ ฒั นา
ความรแู ละกระบวนการทางดนตรี นาฏศลิ ปม ากยงิ่ ขน้ึ ซง่ึ จะชว ยใหผ เู รยี นไดเ รยี นรอู ยา งมคี วามสขุ
และรักท่จี ะเรยี นรกู ระบวนการทางดนตรี นาฏศลิ ปมากยง่ิ ขึ้น ในระดบั ที่สูงตอ ไป
หวงั เปน อยา งยง่ิ วา หนงั สอื เรยี นรายวชิ าพน้ื ฐาน ดนตรี นาฏศลิ ป ๔ เลม น้ี จะอาํ นวยประโยชน
ตอผูสอนท่ีจะนําไปประยุกตใชในการจัดการเรียนรู เพ่ือใหผูเรียนไดพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
และบรรลตุ ามเปา หมายของหลกั สูตร
ฝายวชิ าการ บรษิ ทั สาํ นักพิมพเอมพันธ จาํ กดั
สารบญั
๑หนว ยการเรียนรูท่ี ประสมเสยี งสาํ เนยี งดนตรี ๑๑
๒
ประเภทและรูปแบบของวงดนตรไี ทย ๒๒
ประเภทและรปู แบบของวงดนตรีสากล ๓๗
สรุป ๓๘
กจิ กรรมสงเสริมการเรียนรู ๓๘
คําถามพฒั นากระบวนการคิด
๓๙
๒หนว ยการเรียนรูที่ เลาขานตํานานดนตรี ๑
๔๐
ยคุ สมัยดนตรีไทย ๕๖
ยคุ สมยั ดนตรีสากล ๖๙
สรุป ๗๐
กจิ กรรมสงเสรมิ การเรียนรู ๗๐
คาํ ถามพฒั นากระบวนการคิด
๓หนว ยการเรียนรูท่ี คีตกวที ่ีนา สนใจ ๑๗๑
๗๒
ประวตั คิ รดู นตรี และครูขบั รองเพลงไทย ๘๓
บรรดาศกั ด์ิ และราชทินนามนกั ดนตรไี ทย ๘๗
ประวัติคตี กวเี อกในแตล ะยคุ สมยั ของดนตรีสากล ๑๐๑
สรปุ ๑๐๒
กิจกรรมสงเสริมการเรยี นรู ๑๐๒
คาํ ถามพัฒนากระบวนการคดิ
๔หนว ยการเรียนรูที่ วิวฒั นาการของนาฏศลิ ป และการละครไทย ๑๑๐๓
ความหมาย และความสาํ คญั ของนาฏศิลป และการละครไทย ๑๐๔
นาฏศลิ ปและการละครไทยในสมยั ตา ง ๆ ๑๐๕
บุคคลสาํ คัญในวงการละครไทย ๑๑๖
สรปุ ๑๒๒
กิจกรรมสงเสริมการเรยี นรู ๑๒๒
คาํ ถามพัฒนากระบวนการคิด ๑๒๒
๕หนว ยการเรียนรูท่ี ความงาม และคณุ คา ของนาฏศลิ ปไทย ๑๑๒๓
๑๒๔
ความงาม และคุณคา ของนาฏศิลปไทย ๑๓๐
ประโยชนข องการเรยี นนาฏศิลป ๑๓๕
การวิจารณ และการประเมนิ การแสดง ๑๓๗
สรุป ๑๓๘
กจิ กรรมสงเสริมการเรียนรู ๑๓๘
คาํ ถามพฒั นากระบวนการคิด
๑๑๓๙
๖หนว ยการเรียนรูท่ี ละครตะวนั ตก ๑๔๐
๑๔๘
ประวัตลิ ะครตะวนั ตก ๑๕๕
ตัวอยา งบทละครตะวันตก ๑๕๕
สรปุ ๑๕๕
กิจกรรมสง เสรมิ การเรียนรู ๑๕๖
คําถามพฒั นากระบวนการคดิ
บรรณานุกรม
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
㺧ҹ
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÕ¹ PowerPoint
เป นกáºาºร·ว´ั ดÊÍแºล¡ะÅปÒ§ÀรÒะ¤เมิ นค ว า ม รู ทั ก ษ ะ การนําเสนอเนื้อหาในหนังสือเรียนฯ ในรูปแบบ
และเจตคติของนักเรียนกอนจัดกิจกรรมการเรียนรู ของ Slide ท่ีนําเสนอเนื้อหาในรูปแบบตาง ๆ
โดยใชแบÊบÃท»Ø ด¤สÇอÒÁบ¤กÔ´อÃนÇเºรÂียÍน´ เชน ขอ ควาà»ม´ รâูปÅภ¡า·พÈÑ ¹วิด โี อ เปนตน เพือ่ ใหนกั เรียน
สามารถกลับมาทบทวนเน้ือหาไดเ ขา ใจย่ิงข้ึน
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹
ºÃÙ ³Ò¡ÒáÅÁØ‹ ÊÒÃÐ
¤Ó¶à»ÒÁ´·âŒÒÅ¡¾·²Ñ Ñȹ¹Ò¡ Ãкǹ¡ÒäԴ ÍÒà«ÂÕ ¹ 360 ํ
ในปเประนเกดáา็àนº»รตº´สº·าâอÅ´งÃÙ ดÊ¡³แÍๆ·ทºÒÑÈ»¡รท¹ÅกÒ่ีสÒÃคÂัม¡วÀพÅาÒ¤ันมØ‹ÁธรÊูกÒัมนÃุÐมระมหอวงางแเนนื้วอคหิดา
เพื่อเพิม่ พูนºคÙÃว³ามÒ¡รูใÒหÃแ¡กÅน ‹ØÁักÊเÒรÃียÐน ท่ีเกเป่ียนวกกับารปáนàËร»ําะÅ´เเส‹§ทâ¡นÅศÒอ¡ใÃค·นàÃวÈÑภÂÕาู¹มม¹ิภรÃูแาÙàŒ ¾ลคะÔÁ่อกàาµิจเÔÁซกรียรนมทด่ีสาอนดตคางลอๆง
กับเนื้อหาในบทเรียนอยางรอบดาน สามารถนํามา
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ วิเคราะหแลºะÃÙ อ³ภิÒป¡รÒาÃย¡เÅพØÁ‹ ื่อÊใหÒÃเÐกิดประสบการณ
ในการเรยี นรูได
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
ÍÒà«ÂÕ ¹ 360 ํ
áËÅ‹§¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒà¾Á่Ô àµÁÔ »¯ºÔ ѵÔÈÅÔ »Š
áËŧ‹ ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙà¾่ÁÔ àµÁÔ
áËÅ‹§¡ÒÃàÃÕ¹ÃàÙŒ ¾่ÔÁàµÔÁ เปนการแนะนําเทคนิคเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการ
ปปฏฏิบิบัตัติดิ นแตลระÈีแáสºลѾระº·นา·Èงา´สÅÔฏÊ»รศÍริลŠ คºปไ¡ ดเ‹Íพอ¹่ือยàใÃาหÕÂงน¹มักีกเรรียะนบสวานมการาถร
เ ป น ก า ร เ รี ย น รู ผ า น เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ เกิดทักษะการเรยี นรอู ยา งรอบดาน
หองสมุด หนวยงานภาครัฐและเอกชน ศูนยการ Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹
เรียนรูในชุมชนรวมถึงปราชญชาวบาน ท่ีสนับสนุน
สงเสริมให»น¯ักÔºเµÑรียÔÈนÅÔ แ»สŠ วงหาความรูและเรียนรู
ดวยตนเองอยา งกวางขวาง
È¾Ñ ·È ÅÔ »Š 㺧ҹ
เปนคําศัพทเฉพาะท่ีควรรูเกี่ยวกับดนตรี เปนกิจกรรมการทบทวนความรู ความเขาใจ
และนาฏศิลป เพื่อใหนักเรียนเขาใจความหมาย เก่ียวกับเน้ือPหoาwในeหrPัวoขinอt หรือสาระการเรียนรู
ไดม ากยิ่งขนึ้ นั้น ๆ เพื่อสงเสริมกระบวนการคิดวิเคราะห
ความสามารถในการปฏิบัติ สรางสรรค และเกิด
เจตคตทิ ดี่ ตี อ ดนตรี นาฏศลิ ป
Ẻ·´Êͺ¡ÅÒ§ÀÒ¤
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹ ÊÃ»Ø ¤ÇÒÁ¤´Ô ÃǺÂÍ´
Ẻ·´Êͺ¡ÅÒ§ÀÒ¤ áºáºº·º´·Ê´Íʺ¡ÍÍ‹º¹ËàÃÅÂÕ Ñ§à¹ÃÕ¹
ÊÃØ»¤ÇÒÁ¤´Ô ÃǺÂÍ´
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹ Ẻ·´Êͺ¡ÅÒ§ÀÒ¤
(ในMหoนtเiวปoยnนกกาgáาáรºrรºaเºรสpºยี ·รh·นุปi´cร´ค)Êู โÊวÍดเÍายºพมºก¡่ือคËาใÅิดรหÅÒนรѧน§าวํàÀÃักเบสÒÕÂเย¤รน¹ียออนดแเบเกกบิด่ียโควมกวชาับนั มกเนเรข้ือาาฟหใกจา ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ¾²Ñ ¹Ò¡Ãкǹ¡ÒäԴ
สสอื่ามสาารรใถหเผรÊีูอย¤Ãน่ืบÓ»Øเเ¶ขร¤ÒาียÇÁใงจÒ·เÁไนÒŒด¤ื้Âออ Ô´ห¾ยÃาา²Ñ Çไงºดช¹Âอดั ÒÍยเ¡จ´าÃนงÐเºปÇน¹ร¡ะÒบÃบ¤Ô´และ เน้ือเปหนากในาÊรÃáหทº»Ø น¤บºวÇ·ทÒย´วÁกนʤาÔ´คÍรúวเÇา»รºมียÅÂรÒนÍูค´รวÀูนาÒั้มน¤เขๆาใจดเกวี่ยยวกกาับร
ตอบคําถáาºมºพ·ัฒ´นÊÍากºรËะÅบѧàวÃนÂÕ ¹การคิดที่ชวยสงเสริม
Ẻ·´Êͺ»ÅÒÂÀÒ¤ ทักษะกระบวนการคิดวเิ คราะหข องนกั เรียน
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹
¤Ó¶ÒÁ·ÒŒ ¾Ѳ¹Ò¡Ãкǹ¡ÒäԴ
เปนการวัดและประเมินความรู ทักษะ และ
เจตคติของน¤ักÓเ¶รÒียÁน·หŒÒลÂัง¾จัดѲก¹ิจÒก¡รÃรมкกÇา¹รเ¡รÒียÃน¤รÔ´ู เพื่อ Ẻ·´Êͺ»ÅÒÂÀÒ¤
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์กับแบบทดสอบกอนเรียน
เพ่ือทําใหáทºรºา·บ´ถÊึงÍคºว»าÅมÒกÂาÀวÒห¤นาของนักเรียน เปนการวัดและประเมินผล เพ่ือตรวจสอบ
และนําไปพáัฒººน·าใ´หÊบ Íรºรล¡เุ Í‹ป¹า หàÃมÕÂา¹ยตอไป ผลการเรียนของนกั เรียนดา นความรู ทกั ษะ เจตคติ
กระบวนการสมรรถนะสําคัญของผูเรียน และ
คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค จากการเรียนรู และการ
รวมกิจกรรมของนกั เรยี นในชว งปลายภาคเรยี น
Ẻ·´Êͺ¡ÅÒ§ÀÒ¤
ผลกเปารนเรกยี านรÊขวÃอัด»Ø งแ¤นลÇกั ÒะเรÁปยี ¤รน´Ô ะดÃเา มÇนºินคÂผวÍาล´มรเู พท่ือักตษระวเจจสตอคบติ
กระบวนการสมรรถนะสําคัญของผูเรียน และ
คุณลักษณáะºอºัน·พ´ึงÊปÍรºะสËงÅคѧà ÃจÕÂา¹กการเรียนรู และ
การรว มกิจกรรมของนักเรียนระหวา งภาคเรยี น
¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ¾Ѳ¹Ò¡Ãкǹ¡Òä´Ô
Ẻ·´Êͺ»ÅÒÂÀÒ¤
á¹Ð¹íÒ E-book
á¹Ð¹Ó E-book
E-book หนังสือเรียน ดนตรี นาฏศิลป ๔ เลมน้ี ไดรวบรวมความรู และขอมูล
ในรูปแบบตาง ๆ เชน รูปภาพ วิดีโอ PowerPoint ใบงาน เพื่อใหนักเรียนสามารถศึกษา
กแไดลารดะเกวรายียรนตศนกึ เเษพแขสอบอาา่ืองมมบยใูลาหทคุ Eแรใดสน-ถลTbสอรศะohอูปดทึoกaบแรkiษํเาบlับพaคหาบnกื่อไนวตdปับดัางารดคสง4มะืววอเ.ๆเม0ยเาขรินมเตาียชผตนในนลจเอกอดไรงางูปดนกรภตงแเาราารรลียพียขะนนทอยวาเงำิ่งิดฏพสคขีโศื่ออังว้ึนิลใคาหPปมมสo อเ๔wตอขีกดeาาเทrรมลใPับจ้ัมงทoกไยนiิศnดับัีง้ tทคงไมใดาาวบีแรยางงวมบกยาบตนาิ่บงรอรขทวเงศึพ้นมกดึกื่อคาสอษใรวหีขอกาานอทมบใักงนรั้งเสเูพศยรแังียตัคง่ือลนมมวะปีรรระษเมทินี่ ๒ผ๑ล
ตามทิศทางการศึกษาในศตวรรษท่ี ๒๑ และการศึกษายคุ Thailand 4.0
ÇÔ¸¡Õ ÒÃ㪧Œ Ò¹ ICON
ã¹ E-book ˹§Ñ Ê×ÍàÃÂÕ ¹
à»´ ˹ŒÒ ËÒÊÑÞÅ¡Ñ É³ ¨Ð»ÃÒ¡¯¢ÍŒ ÁÙÅ
˹§Ñ ÊÍ× àÃÕ¹ µÒ‹ § æ ·Õàè ª×èÍÁµÍ‹
à»´ âÅ¡·Ñȹ
¡ºÑ ÊÞÑ Åѡɳ
ËÃÍ× áŌǤÅÔ¡ºÙóҡÒáŋÁØ ÊÒÃÐ
ÍÒà«ÂÕ ¹ 360 ํ
áËŧ‹ ¡ÒÃàÃÕ¹ÌàÙ ¾Ô่ÁàµÁÔ
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹
㺧ҹ
PowerPoint
๑หนว ยการเรียนรูที่ ประสมเสยี ง
สาํ เนยี งดนตรี
บทเรยี นนี้สอดคลอ งกบั หลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๑
มาตรฐาน ศ ๒.๑ เขาใจและแสดงออกทางดนตรี
อยา งสรา งสรรค วเิ คราะห วพิ ากษว จิ ารณค ณุ คา ดนตรี
ถา ยทอดความรสู กึ ความคดิ ตอ ดนตรอี ยา งอสิ ระ ชนื่ ชม
และประยกุ ตใ ชในชวี ติ ประจาํ วัน
ตัวช้ีวัด : สง่ิ ที่พงึ รูและปฏิบตั ไิ ด
ศ ๒.๑(๑) เปรยี บเทียบรูปแบบของบทเพลง
และวงดนตรแี ตล ะประเภท
ศ ๒.๑(๒) จาํ แนกประเภทและรูปแบบของ
วงดนตรีทั้งไทยและสากล
สาระการเรยี นรู แนวคดิ
๑. ประเภทและรปู แบบของวงดนตรไี ทย มนุษยมีความสามารถอยางสูงทางดาน
๒. ประเภทและรปู แบบของวงดนตรสี ากล ศลิ ปะการดนตรี กลา วคอื ไดป ระดษิ ฐเ ครอื่ งดนตรี
แตละชนิดขึ้นมาบรรเลงประกอบเปนวงดนตรี
จุดประสงคการเรียนรู ประเภทตาง ๆ ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล
ซง่ึ มคี วามหลากหลายในการนาํ เสนอบทเพลงทมี่ ี
๑. สามารถเปรียบเทียบรูปแบบของ คณุ คา ตอ ชวี ติ ตงั้ แตอ ดตี จนถงึ ปจ จบุ นั ทาํ ใหเ หน็
บทเพลงและวงดนตรีแตละประเภท ความแตกตางของดนตรีไทยและดนตรีสากล
ท้ังไทยและสากล ใหเ ราไดศ กึ ษาความรู เพอ่ื เปรยี บเทยี บรปู แบบของ
บทเพลงและวงดนตรแี ตละประเภท
๒. จําแนกประเภทและรูปแบบของ
วงดนตรีไทยและสากล
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹ ÍÒà«ÂÕ ¹ 360 ํ
㺧ҹ 2 áËÅ‹§¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃŒÙà¾Á่Ô àµÔÁ
PowerPoint Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹
ประเภทและรูปแบบของวงáºดº·น´ÊตͺรËÅีไ§Ñ ทàÃÕÂย¹
㺧ҹ
วงดนตรไี มว า จะเปน ของชนชาตใิ ด วฒั นธรรมใด ลว นเกดิ จากการประสมประสานเครอ่ื งดนตรี
ทท้ี่ัหงชลนากิดหเดลียาวยกมันีสแีสลันะดตนาตงชรีทน่ีสิดอกดันคเปลอนงกกลันุมหรเือพข่ือัดตแอยบงสกนันองเคมวื่อานมําตมอางบกรารPรเลoคงwุณบeภทrาPเพพoลiเnสงtียทง่ีปเรคะรก่ือองบดดนวตยรี
ทาํ นองและจงั หวะตา ง ๆ กจ็ ะเกดิ การเลนการฟงทนี่ า สนใจ สะทอ นถึงรสนยิ มและความชาญฉลาด
ทางดนตรีของเจา ของวฒั นธรรมนัน้ ๆ
การประสมวงดนตรไี ทย ขนึ้ อยกู บั จดุ มงุ หมายของการนาํ ไปใชป ระโยชน เชน วงดนตรเี พอื่ ใช
ประกอบการแสดง วงดนตรีเพื่อการขบั กลอ มและสรางความบนั เทงิ
ปจ จบุ นั การประสมวงดนตรไี ทยมกี ฎเกณฑท แ่ี นน อน มกี ารจดั ระบบระเบยี บถงึ ชอ่ื เครอ่ื งดนตรี
รายละเอยี ดเครอื่ งดนตรี จาํ นวนเครอื่ งดนตรี หลกั การใชง าน และการใหค วามสาํ คญั ในเชงิ วฒั นธรรม
การปàร»ะ´สâมÅ¡ว·งดÈÑ น¹ตรไี ทยแบบฉบบั ประเภทตา ง ๆ และหนา ทก่ี ารใชง านแบง ได ดงั นี้
ววงงºเดคÙÃนร³ตือ่ Òรง¡โีปบÒรÃระ¡าโÅณคÁ‹Ø มÊเÒพเÃพ่ือÐ่ือกการจิ ขกบัรรกมลขออมงร-าชบสนั ําเนทกังิ เชน วงขับไม วงบรรเลงพณิ
เชน วงแตรสงั ข วงมโหระทึก
เวคงÍรป่อืÒพàง«าคÂÕ ทู ¹วยง3ปเ6พพ0อ่ื าปทํ รยะเกคอรบื่อพงใธิ หกี ญรร มวงกปาพ ราแทสดยมงโอขญนลวะงคปรพ กาาทรยขนบั กางลหอ งมสบ นัฯเลทฯงิ เชน วงปพ าทย
วงเคร่อื งสาย เพอื่ การขับกลอม - ความบันเทงิ เชน วงมโหรีเคร่อื งหก
วงáทËเี่ Åก‹§ดิ ¡จÒÃาàกÃÕÂก¹ารÃผàŒÙ ¾สÁ่Ô มàµผÔÁสานพเิ ศษ เพอ่ื การขบั กลอ ม - บนั เทงิ หรอื ในโอกาสพเิ ศษ เชน
วงมหาดุรยิ างค วงอังกะลงุ แตรวง วงดนตรไี ทยประยกุ ต วงดนตรีไทยประสมกบั ดนตรี
สากáลººฯ·ล´ฯÊͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹
㺧ҹ
PowerPoint
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹ »¯ºÔ µÑ ÔÈÅÔ »Š ดนตรี
È¾Ñ ·ÈÅÔ »Š
วงขบั ไม 㺧ҹ
3
PowerPoint
วงขับไมเชื่อวาเปนวงดนตรีท่ีเกาแกที่สุด มีไวเพื่อการขับกลอมและบรรเลงดนตรีเกียรติยศ
รวมในงานพระราชพธิ มี านบั ตัง้ แตส มัยสโุ ขทัย วงขบั ไมป ระกอบดวยคนขบั ลํานาํ หรอื อา นฉนั ทส ดดุ ี
มซี อสามสายบรรเลงคลอไปกบั เสยี งขบั และแทรกในระหวา งบทขบั รวมทงั้ มบี ณั เฑาะวไ กวใหจ งั หวะ
สาํ เนยี งของซอสามสายทนี่ มุ ลกึ สงบนง่ิ ทาํ ใหเ กดิ การนอ มนาํ สมาธจิ ติ ใจผฟู ง ใหค ลอ ยตามไปกบั บทฉนั ท
และการขับลาํ นํา เสยี งซอสามสายจะเปลง ประสานไปกับเสียงขับรอ งอยา งกลมกลนื
วงขับไมใชบรรเลงในงานพระราชพิธี เชน พระราชพิธีฉัตรมงคล (ปจจุบันเหลือการ
แกวงบัณเฑาะวอยางเดียว) กลอมชางในพระราชพิธีข้ึนระวางพระคชาธาร กลอมพระบรรทม
ในพระราชพิธสี มโภชเดอื นและข้ึนพระอู บรรเลงในงานฉลองพระราชมณเฑยี ร เปน ตน
คนสซี อสามสาย คนขบั ลํานาํ คนไกวบณั เฑาะว
วงขับไม
ทมี่ า : http://topicstock.pantip.com/isolate/topicstock/2012/10/M12792742/M12792742.html
วงปชวากลองแขก เดิมเปนวงที่มักใชสําหรับงานพระราชพิธี
ในขบวนพยุหยาตราทางชลมารค ซ่ึงวงดนตรี
ขบวนพยุหยาตราทางชลมารค จะลงไปอยูในขบวนเรือหลวง ประโคมเพลงเปน
วนั ท่ี ๑๔ มกราคม พุทธศักราช ๒๔๒๙ สญั ญาณไปตามเสนทางลําน้าํ เรียกอกี ช่อื หนึ่งวา
ทีม่ า : http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?t=43810 “วงเครื่องกลองแขก” แบงเปนสองประเภท
ตามชนิดกลองท่ีใช คือ ชนิดท่ีใชกลองมลายู
และชนดิ ทใ่ี ชก ลองแขก ตอ มามกี ารนาํ ไปใชบ รรเลง
ประกอบการตอ สปู อ งกนั ตวั การเลน กฬี ากลางแจง
เชน วาว ตะกรอ เพื่อแสดงความสามารถ
ในการเปาปแ ละตีกลอง
4
วงปชวากลองแขกท่ีนิยมใชในปจจุบันประกอบดวย ปชวา ๑ เลา ทําหนาที่ดําเนินทํานอง
กลองแขก ๑ คู (กลองแขกลกู ทม่ี เี สยี งสงู เรยี กวา ตวั ผู สว นลกู ทมี่ เี สยี งตา่ํ เรยี กวา ตวั เมยี กลองแขก
ทั้งสองลูกน้ีจะตีสลับกันเสมือนเปนเครื่องดนตรีเดียวกัน ซึ่งผูบรรเลงทั้งสองคนตองมีทักษะ
ความสามารถและมใี จเปน หนง่ึ เดยี วกนั จงึ สามารถบรà»รเ´ ลâงÅไ¡ด·ด ÑÈ)ี ¹แ ละฉง่ิ ๑ คู ทาํ หนา ทค่ี วบคมุ จงั หวะ
ผูบรรเลงปชวากลองแขกตองมีทักษะพ้ืนฐานการเรียนการเลนมาเปนอยางดี จึงจะสามารถ
ถายทอดบทเพลงไดอ ยางสมบูรณ เพลงที่นิยมเลน กºันÙÃค³อื Òเ¡พÒลÃง¡สÅรØ‹ÁะÊหÒมÃาÐไทยหรือสระหมาใหญ และ
เพลงสระหมา แขก
วงบวั ลอย ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
วงบวั ลอยเปน วงทใ่ี ชป ระโคมศพ ใชบ รรเลงสองชáว ËงÅค‹§อ¡ื ÒกÃาàÃรÕÂป¹ระÃโŒÙàค¾มÔÁ่ ยàµาÁÔมหลงั สวดพระอภธิ รรมจบ
ขณะที่มีการต้ังศพและชวงการประชุมเพลิง วงบัวลอยพัฒนามาจากวง “กลองส่ีปหน่ึง”
ซึง่ ประกอบดว ยกลองมลายู ๔ ลูก ปชวา ๑ เลา และáฆººอ ·งเ´หÊมÍง º๑¡‹Íล¹กู àÃใÕÂช¹สําหรับขบวนพยุหยาตรา
และกระบวนแหพระศพเจานาย ตอมามีผูนําไปใชในงานประโคมศพบุคคลธรรมดา โดยตัด
กลองมลายูเหลือเพียง ๒ ลูก และใหชื่อใหมวา “วงáบºัวºล·อ´ยʔͺแËตÅป§ÑจàÃจÕÂุบ¹ันกลองมลายูหายากจึงใช
กลองแขกแทน
㺧ҹ
ฆอ งเหมง
PowerPoint
วงปช วากลองแขก ที่มา : http://www.bs.ac.th/musicthai/s1.html
ที่มา : บญุ ตา เขียนทองกลุ . ๒๕๔๘. ดนตรีในพระราชพิธี. กลองแขก
กรงุ เทพฯ : สาํ นักการสงั คีต
กลองมลายู
ดนตรี
5
ช่ือ “วงบัวลอย” มาจากชื่อบทเพลงชุดท่ีเรียบเรียงไวและครูบาอาจารยโบราณจะใหเรียน
เพลงบัวลอยในขอบเขตวัด และมิใหเปาหรือฝกซอมพรํ่าเพร่ือดวยความเชื่อเรื่องอัปมงคล
เพลงบัวลอยจงึ กลายเปน วชิ าเฉพาะทีม่ ผี สู บื ทอดอยูค อนขางจํากดั
ภายหลังมีผูนําวงบัวลอยมาประกอบกับวงปพาทยไมแข็ง กลายเปนวงดนตรีชนิดใหมช่ือ
วงปพ าทยนางหงส ใชส าํ หรบั ประโคมศพเชน กัน
วงประโคมในงานพระราชพธิ ี à»´ âÅ¡·ÈÑ ¹
เปนการประโคมวงอยางพิเศษ เพื่อใชเฉพาะงานพระราชพºิธÙÃี ³เปÒน¡กÒÃา¡รÅถ‹ÁØ วÊาÒยÃพÐ ระเกียรติ
แดป ระธานในพธิ คี อื พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยหู วั และเปน สญั ลกั ษณท รี่ วมความเปน สริ มิ งคลตา ง ๆ
เขาไวดว ยกัน วงประโคมแบงเปนสองลกั ษณะตามประเภทของงาน คÍือÒà«Õ¹ 360 ํ
๑. วงประโคมในงานเสดจ็ ออกขุนนางและในการเสดจ็ พระราชดําเนินกระบวนนอย
ปเสรดะ็จกพอรบะดรวาชยดแตาํ เรนแินลมะากถลึงอใงนมบโรหเิ รวะณทงึกานใพชรปะรระาโชคพมิธเีปแนลสะัญเมญ่ือเาสณดเจ็ มพื่อรพะáËรราะÅชบ‹§¡ดาÒาํทÃเสนàÃมนิÂÕ เก¹ดลÃ็จบัÙŒàพ¾รÁÔ่ ะàµเจÁÔ าอยูหัว
กลองช๒น.ะ”วงปปรระะกโอคบมดใวนยงสาังนขเสแดต็จรพงรอะนราปชชดวําาเน(ินในในขขบบวนวนจรพิงยจุหะเยปáºาาตº·ร๒า´ÊเเลÍราºียส¡กลÍ‹ วับ¹ากàÃัน“ÂÕ แ¹เตปรงสมังาขง
หรือสองหนา ๑ ลูก กลองชนะ ๔ แบบ คอื กลองชนะเงิน กลองชนะทอง กลองชนะเขียวลายเงนิ
และกลองชนะแดงลายทอง โดยจํานวนกลองท่ใี ชข ้นึ อยกู บั ระดบั ความáสºําºค·ญั ´ขÊอÍงºพËธิ Åี)ѧàÃÕ¹
㺧ҹ
PowerPoint
แตร
มโหระทกึ
เปงมาง สังข
6
สาํ หรบั วงดนตรปี ระโคมในงานแหเ ฉลมิ พระอสิ รยิ ยศพระบรมศพหรอื พธิ พี ระราชทานเพลงิ ศพ
ขุนนางชั้นสูงจะมีวงท่ีประกอบดวยแตรงอน แตรฝรั่ง ปไฉน เปงมาง และกลองชนะลายตาง ๆ
บางทีเรยี กวา วง “เปง พรวด”
»¯ÔºµÑ ÔÈÔŻРการตีกลองชนะ สาํ หรับแหใ นพระราชพิธี
ทม่ี า : https://www.matichon.co.th/columnists/news_1487951
È¾Ñ ·È ÅÔ »Š
การตีกลองชนะ สําหรบั การประโคมยํ่ายาม
ทีม่ า : http://starfm.becteroradio.com/news/19095/กวนิ ท-ชาโน-ทหาร
คนบนั เทงิ -รบั หนา ทตี่ กี ลองชนะประโคมย่ํายาม
à»´ âÅ¡·Ñȹ
ºÙóҡÒáÅÁ‹Ø ÊÒÃÐ แตรงอน
ปไ ฉน
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
áËÅ‹§¡ÒÃàÃÕ¹ÌÙà¾่ÁÔ àµÁÔ
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
ดนตรี
7
วงปพาทยไ มแ ข็ง วงปพาทยไมน วม
วงปพาทยเกิดจากการนําเครื่องดนตรีประเภท
เคร่ืองตีทั้งฝายดําเนินทํานองและเครื่องประกอบจังหวะ
อันประกอบดวยวัสดุท่ีทําจากไม โลหะ เคร่ืองหนัง
มาประสมวงกัน แลวเชื่อมโยงระหวางเคร่ืองนําทํานอง
รวมกับเคร่ืองดนตรีอื่น ๆ ตอมาใชปเปนเครื่องนําแทน
จึงเรียกวา “วงปพาทย” ถึงแมในบางคร้ังใชขลุยเปา
แทนปก ย็ งั คงเรยี กวาวงปพ าทย ไมต รี ะนาดเอกไมแ ขง็ (ซา ย) และไมน วม (ขวา)
ปที่ใชในวงปพาทยเปนปไทย ลักษณะเปนทอกระบอกปองกลางซ่ึงใหเสียงท่ีดัง ระนาดเอก
และฆอ งวงจึงตอ งตดี ว ยไมแข็ง เพ่ือใหไ ดเสยี งที่ดังสูก บั เสยี งปไ ด เรียกวา “วงปพ าทยไ มแข็ง”
สวนวงปพาทยที่ใชขลุยเปนเครื่องเปาแทนป ระนาดและฆองจะตีดวยไมนวม เพ่ือไมให
เสยี งดังเกนิ เสียงขลุย เรยี กวา “วงปพาทยไ มน วม”
ไมแข็งสาํ หรบั ตฆี องวงใหญ และฆอ งวงเลก็ ไมนวมสาํ หรับตีฆองวงใหญ และฆอ งวงเลก็
วงปพาทยไมแข็งใชบรรเลงสําหรับงานพิธีท่ีบรรเลงเพลงหนาพาทยประกอบการแสดงโขน
เพราะวงปพ าทยไมแขง็ จะใหเ สยี งท่หี นกั แนน ขลงั มพี ลงั ในขณะท่วี งปพ าทยไ มน วมใชประกอบ
การแสดงละครซง่ึ มเี สยี งออ นหวานกวา รวมทั้งใชบรรเลงในงานรืน่ เรงิ หรืองานมงคลตาง ๆ
วงปพาทยเมื่อนํามาใชบรรเลงประกอบพิธีกรรม จะเนนท่ีกลอง คือ ตะโพนและกลองทัด
ซึ่งใชดําเนินลีลาหนาทับและเปนเสียงสําคัญที่ทําใหพิธีกรรมมีความสมบูรณ โดยตะโพนใหเสียง
ของสง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธเิ์ หนอื ธรรมชาติ สว นกลองทดั ใหเ สยี งทมุ ตาํ่ เนน ยาํ้ สญั ญาณจงั หวะ ประกาศใหผ คู น
ในชุมชนรบั รวู า มงี านบญุ พธิ ีเกิดข้ึน
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹
8 Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹
วงปพ าทยเ ครื่องคู และวงปพ าทยเ คร่ืองใหญ 㺧ҹ
วงปพ าทยเ คร่อื งคูเ กิดข้นึ มาต้ังแตก รุงรัตนโกสนิ ทร โดPยoนwาํ เeคrรPอื่ oงiดntนตรีท่มี ี
รากฐานจากสมัยอยุธยามาพัฒนารูปรางสัดสวน แลวจัดคูกันใหมีความสัมพันธ
ทางเสยี งและขนาดของเครอื่ งดนตรี เชน ปน อกคกู บั ปใ น ระนาดเอกคกู บั ระนาดทมุ
ฆองวงใหญคูกับฆองวงเล็ก เคร่ืองดนตรีเหลาน้ีไดมาประสมวงกันอยางลงตัว
ในสมยั รัชกาลท่ี ๓
สวนวงปพาทยเครื่องใหญเกิดข้ึนจากปพาทยเครื่องคู โดยมาลงตัวสมบูรณแบบในสมัย
รัชกาลที่ ๔ เนือ่ งจากไดม ีการพฒั นาประดษิ ฐเ ครอ่ื งดนตรขี ึ้นอกี สองชนดิ คือ ระนาดเอกเหลก็ และ
ระนาดทุมเหล็ก โดยใชโลหะทําลูกระนาดและทํารางระนาดใหแตกตางไปจากระนาดเอก
และระนาดทมุ เพอ่ื ความสะดวกในการจดั เรยี งลกู ระนาดและอมุ เสยี งโลหะใหม คี วามกงั วานยาวนาน
สวนเคร่อื งดนตรีอ่นื ๆ ในวงปพาทยเ ครอื่ งใหญม เี ชนเดียวกับวงปพาทยเ คร่ืองคู
ระนาดเอกเหล็ก ระนาดทุม เหลก็
ฉาบ โหมง กรบั กลองทัด
ตะโพน
ปใน ฆองวงใหญ ฉิ่ง ฆอ งวงเลก็ ปน อก
ระนาดเอกเหล็ก ระนาดเอก ระนาดทุม ระนาดทุมเหลก็
เคร่ืองดนตรีในวงปพาทยเครื่องใหญ
ดนตรี
9
วงปพ าทยเสภา
วงปพาทยเสภาเกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลานภาลัย ใชประกอบการ
ขบั เสภาเลานิทานที่เฟอ งฟมู ากในยคุ นนั้ ซ่ึงแตเ ดมิ การขับเสภาจะใชเพียงกรับเสภาคหู นึ่งเทานน้ั
วงปพาทยเสภาแตแรกใชบรรเลงสอดแทรกการขับเลาเรื่อง เพ่ือใหผูขับเสภามีเวลาพัก
ตอมาก็คอย ๆ ลดบทบาทของผูขับเสภาลง เหลือแตการรองสง เปน บทเพลง ปจจุบนั การบรรเลง
มขี นบแบบแผนทว่ี างไวต งั้ แตก ารขบั ไหวค รเู สภา การรวั ประลองเสภา โหมโรงเสภาแลว บรรเลงรอ งสง
เพลงสาํ คัญ เชน เพลงพมา หา ทอ น จระเขหางยาว สบ่ี ท บหุ ลนั และเพลงลา เปน ตน
»¯ÔºµÑ ÔÈÔÅ»Š
ÈѾ·È ÅÔ »Š
ปพ าทยป ระชนั เพลงทยอยเขมรสามชน้ั โรงเรยี นเตรยี มอดุ มศกึ ษา
บนั ทกึ การเเสดงสด การสาธติ ประชนั ปพ าทย รายการ “ดนตรไี ทย ทาํ ไมตอ งประชนั ”
วนั องั คารท่ี ๑๘ กมุ ภาพนั ธ ๒๕๕๗ ณ โรงละครวงั หนา สถาบนั บณั ฑติ พฒั นศลิ ป
วงปพาทยเสภาเปนวงท่ีพัฒนาข้ึนเพ่ือการฟงดนตรีมากกวาใชประกอบงานพิธีกรรม
หรือการแสดงโขน ละคร โดยการบรรเลงเพลงท่ีใหอรรถรสและความสนุกสนานมักใชจังหวะ
การบรรเลงเร็ว (หรือเรียกวา “ไหว”) และเปดโอกาสใหมีการจัดสรรลีลาของเครื่องดนตรีตาง ๆ
จนเกิดเปนงานศลิ ปะอันสนุ ทรยี
วงปพ าทยเ สภาใชเ ครอื่ งดนตรคี ลา ยวงปพ าทยไ มแ ขง็ แตม เี ครอ่ื งประกอบจงั หวะทต่ี า งออกไป
คอื กลองสองหนา แมภ ายหลงั จะมกี ารนาํ กลองแขกมาชว ยแตง เตมิ สสี นั แตก ต็ อ งถอื วา กลองสองหนา
เปนกลองหลกั ประจาํ วงปพ าทยเสภา การเกดิ วงปพาทยเ สภาเพอ่ื การ “เลนและฟงอยางตั้งใจ”
ทาํ ใหดรุ ยิ กวีจํานวนมากสนใจท่จี ะสรางสรรคผ ลงานเพลงทีเ่ รยี กวา
“เพลงเสภา” ซึ่งมีท้ังการรองสงและเพลงบรรเลงลวน และเกิด
ความนิยมนําวงปพาทยเสภาตางสํานักมาประชันขันแขงกัน
ตามกตกิ า เรยี กวา “ปพ าทยป ระชนั วง” ซง่ึ ทาํ ใหว งการดนตรไี ทย
มกี ารพฒั นาทง้ั ฝม อื นกั ดนตรี เทคนคิ การบรรเลงดนตรี และความคดิ
สรางสรรคใ นการประพันธเ พลง กลองสองหนา
10
วงปพ าทยน างหงส
วงปพาทยนางหงสเปนวงปพาทยที่มีบทบาทสําคัญในการประโคม
ประกอบพิธีศพอยางมีแบบแผนของไทยมาแตครั้งโบราณกอนที่ภายหลัง
จะหนั มานิยมใชวงปพาทยมอญกนั มากกวา
วงปพาทยนางหงสเปนการนําวง ปพาทยธรรมดา มารวมกับ
วงบัวลอย โดยลดทอนเคร่ืองดนตรีของวงปพาทยคือ ปใน ตะโพน
และกลองทัดออกไป (บางคร้ังอาจคงกลองทัดไวเพื่อใหเสียงดังกึกกองเหมาะกับการประโคม
ในที่แจง และอาจใชปนอกท่ีมีระดับเสียงตํ่ากวาปนอกปกติ ๑ เสียง เรียกวา ปนอกต่ํา)
สว นของวงบวั ลอยกล็ ดทอน “เหมง ” ออก เพราะลกั ษณะเสยี งไมเหมาะ และใชแ ต “โหมง ” ของ
ปพ าทยแทน
สาเหตุที่ตั้งช่ือวงวาปพาทยนางหงส เพราะในสมัยโบราณนิยมใชเพลงเร่ืองนางหงสสองชั้น
(เกดิ จากการนาํ บทเพลงสนั้ ๆ ๕ เพลงมาเรยี งตอ กนั เปน ชดุ ) เปน หลกั สาํ คญั ในการบรรเลงประโคมศพ
น้ําเสียงของวงปพาทยนางหงส เมื่อบรรเลงเพลงชุดนางหงสจะคึกคักสนุกสนาน ต่ืนเตนเราใจ
มากกวา โศกเศรา อาลยั อาวรณ ทงั้ นเี้ พอื่ เปน การปลอบโยนจติ ใจของญาตมิ ติ รผวู ายชนมใ หผ อ นคลาย
จากความสญู เสยี และเพอ่ื กระตนุ บรรยากาศของกจิ กรรมชมุ ชนใหม ชี วี ติ ชวี า อกี ทงั้ ยงั เปน เรอื่ งของ
ปริศนาธรรมวา ในความเกิดมีความดบั และความดบั มคี วามเกิดอกี ดวย
นอกจากนยี้ งั มกี ารนาํ วงปพ าทยน างหงสไ ปบรรเลงเพลงสาํ เนยี งภาษาทเ่ี รยี กวา “ออกภาษา”
หรือ “สิบสองภาษา” โดยอาจมีการขบั รอ งแทรกหรอื เปนการบรรเลงลวน
เพลงชดุ นางหงส ๕ เพลงนน้ั ประกอบดว ย เพลงพราหมณเ กบ็ หวั แหวน เพลงสาวสอดแหวน
เพลงแสนสุดสวาท เพลงกระบอกทอง และเพลงแมลงวันทอง โดยใชหนาทับกลองที่เรียกวา
“หนา ทับนางหงส” บรรเลงกํากบั จงั หวะทั้งเรอื่ ง
ฆอ งเหมง โหมง
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹ ดนตรี
1áº1º·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
วงปพ าทยม อญ 㺧ҹ
มาเปน วฆงอปงพมาอทญยมแอลญะใมชีสป วมนอปญรเะปกน อเคบรวื่องงคเลปาายหวลงPักปowพสวาeทนrPเยoคเiรคnือ่ รtง่ือปงรคะู กแอตบเจปงั ลห่ียวนะกจา็เปกลฆย่ี อนงจวางกธตรระโมพดนา
กลองทดั เปน ตะโพนมอญ โดยตสี อดสลับกบั เปงมางคอก
สาํ หรบั รปู แบบการจดั วางเครอื่ งดนตรใี นวงปพาทยม อญจะแตกตา งจากวงปพาทยไ ทย คอื มกี าร
นําฆองมอญมาต้ังไวดานหนาระนาด ท้ังน้ีอาจมีเหตุผลที่ความสวยงามของฆองมอญหรือจะเปน
การใหเกียรติวา “ฆองมอญ” คือตัวแทนของวัฒนธรรมมอญที่เดนชัดท่ีสุดในวง หรืออาจเพราะ
เสียงฆองมอญเบากวาเสียงระนาดซ่ึงตีดวยไมแข็ง หรือเพราะฆองมอญมีบทบาทหนาที่ในการขึ้น
วรรคนําของเพลงประโคมกเ็ ปน ได (มหี ลายเพลงทีข่ น้ึ นําดว ยตะโพนมอญแลว รบั พรอมกันท้ังวง)
ปมอญ ฆอ งมอญ ตะโพนมอญ เปงมางคอก
วงปพาทยมอญ
ทีม่ า : http://www.siamdontrithai.com/catalog.php?idp=960
ในสมัยโบราณ วงดนตรีปพาทยมอญ
ใชบรรเลงไดทั้งในงานมงคลและอวมงคล เชน
งานฉลองพระแกว มรกตในสมยั ธนบรุ ี แตป จ จบุ นั
นิยมบรรเลงเฉพาะในงานศพ (ชาวมอญจะใช
ปพาทยมอญทุกงาน) เนื่องจากทํานองเพลง
และการบรรเลงมีสําเนียงและลีลาที่โศกเศรา
เขากับบรรยากาศของงาน
à»´ âÅ¡·ÈÑ ¹
ºÙóҡÒáŋØÁÊÒÃÐ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹ Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
ãº1§2Ò¹
วงเคร่ืองสาย PowerPoint 㺧ҹ
วงเครื่องสายเกิดข้ึนในสมัยอยุธยา เคร่ืองดนตรีสวนใหญในวงจะประกPอoบwดeวrยPoเคinรt่ืองดนตรี
ท่ใี ชส ายเปน ตน กาํ เนิดของเสยี ง แมวาเครื่องที่นํามาบรรเลงจะมวี ิธีบรรเลงท่ีแตกตา งกนั เชน สี ดีด
หรอื ตี จึงเรยี กวงดนตรีประเภทนี้วา “วงเครอื่ งสาย”
เสยี งรวมวงของเครอื่ งสายมคี วามเบา ออ นหวาน ไพเราะ เหมาะทจ่ี ะใชใ นงานบรรเลงขบั รอ ง
เพอื่ การบนั เทงิ ขบั กลอ ม ภายในสถานทอ่ี าคารบา นเรอื นมากกวา การใชเ พอื่ พธิ กี รรม หรอื ประกอบ
โขน ละคร หรือใชประโคมในการแสดงกลางแจง อยางวงปพาทย
การประสมวงเคร่ืองสายของชาวสยามแตคร้ังโบราณ ไมจํากัดรูปแบบที่ตายตัว ขึ้นอยูกับ
ความเหมาะสมของกาลเทศะ ความพอใจของชาวบานทจี่ ะนําเคร่อื งดนตรมี าเขา วงกนั แมกระท่ัง
เพลงท่ีใชบรรเลงก็มีหลากหลายประเภท ตอมาภายหลังจึงเกิดการวางรูปแบบมาตรฐานอยาง
วงปพ าทยราชสาํ นักเปน วง “เครื่องสายไทย” แบง ออกเปน
๑. เครอื่ งสายเครอ่ื งเดยี่ ว หรอื เครอื่ งสายวงเลก็ โดยวงเครอ่ื งสายเครอื่ งเดย่ี วประกอบดว ย
ซอดวง ซออู จะเข ขลยุ โทน - รํามะนา และฉิ่ง
๒. วงเคร่ืองสายเครื่องคู จะเพิ่มเครื่องดนตรีดําเนินทํานองเปนเคร่ืองละสองช้ิน โดยใช
ขลยุ หลบิ เปา คกู บั ขลยุ เพยี งออเพอื่ ใหไ ดช ว งเสยี งทสี่ งู ขนึ้ และเสรมิ บทบาทของซอดว งในการเลน เพลง
ที่มีประโยคนาํ - ตาม หรือลอขดั นอกจากนี้ยังอาจเพ่มิ เติมเคร่อื งประกอบจังหวะยอ ยอ่นื ๆ เชน
กรบั ฉาบ โหมง ตามความเหมาะสม
วงเครอ่ื งสายเคร่อื งเด่ียว
ดนตรี
13
๓. วงเครื่องสายปชวา เกิดจากการนําเคร่ืองดนตรีหลักในวงเคร่ืองสายไทยมาบรรเลง
รวมกับวงปชวากลองแขกจึงมีสุมเสียง ลักษณะของบทเพลง และการบรรเลงที่เฉพาะแตกตาง
ออกไป ใชบรรเลงทั้งในงานมงคลและอวมงคล วงเครื่องสายปชวาเกิดข้ึนในปลายรัชกาลที่ ๔
เดิมเรยี กวา “วงกลองแขกเครอ่ื งใหญ” ตอมานยิ มเรียกวา “เครื่องสายปชวา” มากกวา
ลักษณะเสียงที่วงเครื่องสายปชวาบรรเลงจะมีความดัง ใชชวงเสียงสูง มีจังหวะที่รวดเร็ว
นกั ดนตรตี อ งมปี ระสบการณแ ละความสามารถสงู มคี วามเขา ใจในหลกั การทาํ งานทสี่ มั พนั ธร ว มกนั
ระหวางเครื่องดนตรีตาง ๆ จงึ จะเลนเพลงในแนวเครอื่ งสายปช วาไดอยา งมีอรรถรส
เพลงที่วงเครื่องสายปชวานิยมเลน ไดแก เพลงโหมโรง เชน เพลงเรื่องชมสมุทร เปนตน
เพลงยอย ๆ เรียงรอ ยตอกนั เชน เพลงชมสมทุ ร เพลงโฉลก เพลงเกาะ เพลงระกํา เพลงสระหมา
แลวออกเพลงแปลง เพลงออกภาษาแลวกลับมาออกเพลงแปลงอีกคร้ัง เปนตน นอกจากนี้
มีเพลงตระกลู นางหงสซึง่ เครือ่ งสายปช วานาํ มาใชป ระโคมศพดวย
วงเคร่ืองสายปชวา
ท่มี า : https://www.youtube.com/watch?v=_80SycETctM
๔. วงเครอ่ื งสายประสม อาจเกดิ จากการประสมเครอื่ งดนตรตี า งวฒั นธรรมเพยี งเครอ่ื งเดยี ว
หรือหลายเคร่ืองในวงเดียวกัน ท้ังน้ีตองมีการเทียบเสียงใหเขากันและปรับหนทางการบรรเลง
ใหเอื้อตอการเสพสัมผัสโดยมีเครื่องสายเปนศูนยกลางของการประสมวง เน่ืองจากเครื่องสาย
(ทง้ั ประเภทสแี ละดดี ) สามารถเทยี บระดบั เสยี งในขณะนนั้ ใหเ ขา กบั เครอื่ งดนตรที นี่ าํ มาผสมไดง า ยกวา
เคร่อื งดนตรีไทยอืน่ ๆ
วงเครื่องสายไทยมีความสามารถในการปรับเปล่ียนไดดี รูปแบบของวงเครื่องสายประสม
จงึ ไมเคยหยดุ น่ิงเมือ่ เทยี บกบั วงดนตรไี ทยในแบบแผนอื่น ๆ
à»´âÅ¡·ÈÑ ¹
ºÙóҡÒÃ¡ÅØ‹ÁÊÒÃÐ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
14
ขมิ สาย
ท่มี า : http://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/developer1/thaimusic/
84_khimjedyong/web/images/big/instrument2.png
วงเครอื่ งสายประสมมปี ระวตั เิ ดน ชดั ในสมยั รชั กาลท่ี ๖ ซงึ่ เปน ยคุ ทคี่ วามคดิ ชาตนิ ยิ มปะทะกบั
วัฒนธรรมจากชาติตะวันตก และเพ่ือนบานชาติตะวันออก โดยมีการนําขิมสายของชาวจีน
(ซึ่งความจริงมีปรากฏในชุมชนจีนสยามต้ังแตกอนสมัยรัตนโกสินทรแลว) มารวมในวงเครื่องสาย
ราชสํานัก บรรเลงถวายในยามทพ่ี ระบาทสมเดจ็ พระมงกุฎเกลาเจา อยูห ัวทรงพระประชวร รวมทัง้
มกี ารนาํ เปย โนมาเลน กบั เครอ่ื งสายไทยในวงั พระสจุ รติ สดุ า และในบา นเรอื นของชนชนั้ สงู ทา นอน่ื ๆ
จนกลายเปน วงเครื่องสายประสมเปย โน
à»´ âÅ¡·ÈÑ ¹
ºÙóҡÒáŋÁØ ÊÒÃÐ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ วงเคร่ืองสายประสมเปย โน
ทม่ี า : https://i.ytimg.com/vi/5-diH9u0hFw/maxresdefault.jpg
กบั เสยี ตงอดมนáาËตใÅนรไี§‹สท¡มÒยยั ÃรมàÃชั กีÂÕ กา¹ารลÃบทàŒÙ ¾รี่ รÁÔ่๗เàลµมงÔÁกรี วามรนกาํบั อไอวรโแ อกลนนิ ลหมบไี ปเพปรลบังชกกัลไแกลใะหขส มิ ามพารรอ ถมบทรรงั้ เปลรงบัระปดรบั งุ เวสธิ ยี กี งาใรกจลดัเ ควยีางง
เปครระ่อื สงมดอนอตรáรแºใี กนºนว·เง´ปเพÊน Íอื่ทºใีน่ ช¡ิยบ Í‹ มร¹ใรàนÃเลหÂÕ งม¹ปสู ราะมกญั อบชภนทาพัว่ ไยปนตรเ งยี บตามโรงภาพยนตรตาง ๆ จนวงเคร่อื งสาย
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹
㺧ҹ
15 ดนตรี
วงมโหรโี บราณ
วงมโหรีโบราณเกิดจากการประสมเครื่องดนตรีในวงขับไมและวงบรรเลงพิณเขาดวยกัน
วงขบั ไมป ระกอบดว ยคนสซี อสามสายดาํ เนนิ ทาํ นองคลอคนรอ ง คนไกวบณั เฑาะว สว นวงบรรเลงพณิ
เปนการบรรเลงกระจับปหรือพิณเปยะคลอเคลาไปกับผูรองลํานํา สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอ
กรมพระยาดํารงราชานุภาพทรงสันนิษฐานไววาวงดนตรีมโหรียุคแรกเร่ิมประกอบดวยนักดนตรี
สคี่ น มีคนขบั รอ งลํานาํ และตีกรับพวงใหจงั หวะ คนหนงึ่ คนสซี อสามสายคนหนงึ่ คนดดี กระจบั ป
คนหน่ึง และคนตีโทนใหจังหวะอีกคนหน่ึง เรียกเปนช่ือวงตามจํานวนคนวา “มโหรีเครื่องสี่”
เปนการประสมวงอยา งเลก็ ๆ ท่ใี ชข ับกลอมใหความบันเทิงในราชสาํ นัก โดยผเู ลน จะเปน เพศหญิง
ตางจากวงปพาทยประกอบพิธีกรรมหรือประกอบโขนละคร ซง่ึ ผเู ลนเปนเพศชาย
วงมโหรเี คร่ืองส่ี
ที่มา : http://topicstock.pantip.com/isolate/topicstock/2012/10/M12792742/M12792742.html
à»´ âÅ¡·ÈÑ ¹
ºÙóҡÒáÅÁ‹Ø ÊÒÃÐ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
áËŧ‹ ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃàŒÙ ¾่ÔÁàµÁÔ
16
ในสมัยอยุธยาตอนปลาย มีหลักฐานจิตรกรรมฝาผนังตามวัดและลวดลายเขียนลายรดนํ้า
ตามตูพระธรรม แสดงใหเห็นวาวงมโหรีมีหกคน คือมีผูเปาขลุยและตีรํามะนาเพิ่มเขามา
จงึ กลายเปน “มโหรเี ครอื่ งหก”
วงมโหรเี คร่ืองหก
ท่มี า : http://thailandclassicalmusic.com/thaimusic/mhoreold6.jpg
คร้ันถึงสมัยตนกรุงรัตนโกสินทร มีการนําเครื่องปพาทยยอสวนเขามาประสม คือระนาดไม
และระนาดแกว จงึ กลายเปน “วงมโหรเี ครื่องแปด”
บทเพลงทวี่ งมโหรโี บราณนยิ มใชบ รรเลงเปน เพลงเกรด็ ในอตั ราจงั หวะสองชน้ั มเี นอื้ รอ งกาํ กบั
ในเชงิ กวโี วหารและเพลงตบั ทเี่ รยี บเรยี งเปน ชดุ เพอ่ื การเลา เรอื่ งอยา งเพลดิ เพลนิ บทบาทสาํ คญั คอื
การขับรองถายทอดเนื้อหาของเพลงใหไดอารมณความรูสึกท่ีถูกตอง เสียงของวงมโหรี
มคี วามออ นหวา»น¯นÔºมุ µÑ นÈÔ วÔÅล»Šตวั อยา งบทเพลงมโหรี เชน ตบั ตนเพลงฉิ่ง ตบั นางนาค พัดชา มหาชยั
สระสม พระทอง คําหวาน เปน ตน
È¾Ñ ·ÈÅÔ »Š
ระนาดแกว
ท่มี า : http://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/opendream/instruments1/
90_ranad_gaew/web/images/big/instrument1.png
ดนตรี
17
วงมโหรี
วงมโหรใี นปจ จบุ นั มพี ฒั นาการมาจากวงมโหรโี บราณในสมยั ตน กรงุ รตั นโกสนิ ทร โดยมกี ารนาํ
เคร่ืองดนตรีที่ใชบรรเลงในราชสํานักมาผสมผสานกับของชาวบาน มีการใชซอดวง ซออู จะเข
มาแทนซอสามสาย และกระจับป ซ่ึงใหเสียงเบาดีดยากกวา รวมท้ังนําเคร่ืองปพาทยยอสวน
คือ ระนาด ฆองวง เขามารวมในวง สวนกรับพวงก็เปลย่ี นไปใชฉ ิ่งแทนซงึ่ ใหเ สียงดังชดั เจนกวา
วงมโหรแี ตเ ดิมในสมยั อยุธยาและตน รตั นโกสินทรม ผี ูเลนเปนหญงิ ลวน เน่ืองดวยความนยิ ม
ของราชสํานักฝายในและตามบานเรือนขุนนางชั้นสูงที่ชอบฟงมโหรีขับกลอมยามพักผอนหยอนใจ
และเปนเหตุใหเกิดการยอสวนเครื่องดนตรีประเภทเคร่ืองดําเนินทํานอง เชน ระนาด ฆองวง
ใหมีขนาดเล็กกะทัดรัดสมสวนรูปรางผูบรรเลง อีกท้ังลดระดับความดังไมใหกลบเสียงเครื่องสาย
เรยี กช่ือใหมว า ระนาดมโหรี ฆอ งมโหรี หรือฆอ งกลาง เครอื่ งดนตรีขนาดเล็กยงั เปน การเพมิ่ เสียง
ชว งเสยี งสงู ของลกู ระนาดและลกู ฆอ ง และตอ งเปลย่ี นรปู แบบโครงสรา งทาํ นองเพลงใหต า งจากทเี่ คยใช
บรรเลงในวงปพ าทย
ฆองกลางสาํ หรบั ใชบ รรเลงในวงมโหรี
ท่ีมา : http://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/opendream/instruments1/
89_kong_glang/web/images/big/instrument1.png
สมยั รชั กาลท่ี ๔ วงมโหรหี ญงิ ลว นเสอื่ มลงพรอ มทง้ั ละครในของราชสาํ นกั พระองคพ ระราชทาน
พระบรมราชานญุ าตใหร าษฎรทวั่ ไปมลี ะครหญงิ ได จงึ มกี ารหดั ละครหญงิ ชาวบา นมากกวา มโหรหี ญงิ
เปน เหตใุ หน กั ดนตรมี โหรมี ที ง้ั ชายและหญงิ บรรเลงรว มกนั และมกี ารนาํ เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย
ของชาวบานมาประสมวงดวย
ปจ จบุ นั การประสมวงมโหรมี แี บบแผนแบง ไดเ ปน ๓ รปู แบบ คอื มโหรเี ครอ่ื งเลก็ มโหรเี ครอื่ งคู
และมโหรีเครอ่ื งใหญ ในลักษณะคลา ยกับการประสมวงปพ าทยแบบตางๆ
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
1ã8º§Ò¹
วงอังกะลุง PowerPoint
อังกะลุงเปนเครื่องดนตรีประเภทสรางเสียงโดยการเขยา ทําจากกระบอกไมไผขนาดตาง ๆ
ใสในตบั ไมเ ปน ชุดๆ ตับละ ๓ กระบอก
องั กะลงุ มที มี่ าจากเครอ่ื งดนตรี “องุ คลงุ ” หรอื “องั กะลงุ ” ของชวา ซงึ่ โดยมากมี ๒ กระบอกตอ ตบั
เขยาโดยใชมือทั้งสองจับแกนไมซายขวาเขยาไปมาดานขาง ซึ่งตางจากอังกะลุงไทยท่ีใชมือ
จับแกนนอกของอังกะลงุ แลวเขยา รวั เปนเสียงดว ยขอมืออยา งการตีระนาด
ผูมีสวนในการเผยแพรอังกะลุงใหเปนที่รูจักในประเทศไทย คือ หลวงประดิษฐไพเราะ
(ศร ศิลปบรรเลง) เมื่อครง้ั ดาํ รงตาํ แหนง เปนจางวางมหาดเล็ก ตามเสด็จสมเดจ็ พระเจานอ งยาเธอ
เจาฟาภาณรุ งั ษสี วา งวงศ กรมพระยาภาณุพันธวุ งศวรเดช หรือ “สมเด็จวังบูรพา” ไปยังเกาะชวา
หรอื ประเทศอนิ โดนีเซียในปจจบุ นั และไดนาํ อุงคลุงกลบั มาดวย
องุ คลุง หรอื อังกะลุงของชวา
ท่มี า : tp://tkapp.tkpark.or.th/stocks/content/developer1/
thaimusic/97_anggalung/web/images/big/instrument3.png
à»´âÅ¡·ÈÑ ¹
องั กะลุงของไทย
ท่ีมºาÃÙ :³httÒp¡://ÒtÃka¡pÅp.tØÁ‹ kpÊarÒkÃ.oÐr.th/stocks/content/developer1/
thaimusic/97_anggalung/web/images/big/instrument1.png
ตอมาหÍลวÒàง«ปÂÕ ร¹ะด3ิษ6ฐ0ไํพเราะและครูเอ้อื น ดิษฐเ ชย ไดด ดั แปลงองุ คลงุ ใหม ขี นาดและลักษณะ
เหมาะสําหรับนักดนตรีคนเดียวบรรเลงไดคนละ ๒ เสียง อีกท้ังยังปรับปรุงวิธีการบรรเลง
จาก “การไกวá”ËÅแ§‹ ¡บÒบÃชàÃวÕÂา¹มÃาàŒÙ เ¾ปÔÁ่ นàµÁÔ“การเขยา” ดวยการใชขอมือท่ีเอื้อตอการสรางเสียงสะเทือน
ไดล ะเอยี ดและยาวนานขึ้นกวาเดิม
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹
ดนตรี
19
ภายหลงั มผี ทู ดลองปรบั เปลยี่ นรปู รา งเพอื่ ใหบ รรเลงสะดวกและเสยี งรวั ละเอยี ดยง่ิ ขนึ้ โดยให
มีขนาดเล็กลงและมีจํานวนกระบอกไมไผเพิ่มข้ึน “อังกะลุง” แบบใหมเพ่ิมจํานวนกระบอกจาก
๒ เปน ๓ ไลลําดับขนาดใหญ กลาง เล็ก ที่ไดสดั สว นกันมีการแบงระยะเสยี งจากเดิม ๕ เสียง
เปน ๗ เสียง เทียบแบงขั้นระยะเสียงเทาระนาดไทย ตลอดจนคิดคนเรื่องการนั่งเลนกันเปนวง
มเี ครอื่ งประดบั เปน หางนกยงู ผกู ธง ผกู โบสวยงาม ทาํ ใหเ กดิ วงองั กะลงุ ขน้ึ ทง้ั ในหนว ยงานราชการ
สถานศึกษา และเอกชน
อังกะลุงเปนเครื่องดนตรีท่ีมีเสียงโดดเดนเปนเอกลักษณ การเขยากระบอกไมไผใหมี
เสียงสูง - ตํ่า สามารถสงเสียงไดร่ืนอารมณทุกยามท่ีนํามาบรรเลงเพลงไทยเดิมหรือเพลงลูกทุง
เพลงปอ ปสมยั ใหม ทสี่ าํ คญั คอื องั กะลงุ เลน งา ย เขยา เมอ่ื ไรกเ็ พราะเมอ่ื นนั้ และยงิ่ เลน กนั เปน คณะ
เลนดวยความรูสกึ วาเปนพวกพองเปนเพ่ือนกันยิง่ สนกุ
เสียงอังกะลุงเปนตัวแทนแหงมิตรไมตรี ความพรอมเพรียง ความสามัคคี สรางจิตสํานึก
ความรบั ผดิ ชอบในหนาท่แี ละเปนพื้นฐานการเจรญิ เตบิ โตในโลกดนตรขี ้นั สงู ตอ ไป
วงองั กะลุง
ทีม่ า : http://www.fth0.com/uppic/92103420/activity/92103420_1_20121223-181519.jpg
»¯ºÔ µÑ ÔÈÔÅ»Š
È¾Ñ ·È ÅÔ »Š
20
วงมหาดรุ ิยางค
วงมหาดุริยางคเปนการประสมวงดนตรีขนาดใหญ โดยรวมเคร่ืองดีด สี ตี เปา อยางละ
หลายชนิ้ มาบรรเลงรว มกนั
ประวัติการแสดงรวมกันของเคร่ืองดนตรีไทยจํานวนมากเริ่มตนครั้งแรกที่สํานักดนตรี
บานบาตร พระนครของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เนื่องในโอกาสไหวค รดู นตรีไทย
ในชวงบั้นปลายอายุ หลวงประดิษฐไพเราะมีความประสงคที่จะใหวงปพาทยตาง ๆ ท่ีมารวมงาน
ไดบ รรเลงดนตรพี รอ มกนั ในเพลงสง พระ กราวใน และเชดิ การรวมวงประกอบดว ยนกั ดนตรนี บั รอ ย
รวมบรรเลงเพลงเดยี วกนั จนเสียงกระห่ึมดังมีพลงั
เหตุการณคร้ังน้ันไดประทับใจศิษยระนาดเอกผูหน่ึงของหลวงประดิษฐไพเราะ คือ
ครปู ระสทิ ธ์ิ ถาวร ซง่ึ ตอ มากไ็ ดเ หน็ ตวั อยา งการจดั งานฉลองตง้ั โรงเรยี นนาฏศลิ ปข องกรมศลิ ปากร
ใชเ ครอ่ื งดนตรีประมาณ ๖๐ ชิ้นบรรเลงเพลงลาวดําเนินทราย โดยคณุ หญงิ ช้นิ ศลิ ปบรรเลง เปน
ผูควบคมุ วง จัดแสดงท่ีโรงละครแหงชาติ
ใน พ.ศ. ๒๕๑๕ เมอ่ื มกี ารจดั งานพระราชพธิ สี ถาปนาเจา ฟา มหาวชริ าลงกรณ สยามมกฎุ ราชกมุ ารขนึ้
ครปู ระสทิ ธ์ิ ถาวร จงึ ไดร วบรวมนกั เรยี นและครอู าจารยใ นโรงเรยี นนาฏศลิ ป กรมศลิ ปากร เปน วงมโหรี
ขนาดใหญ จาํ นวน ๒๐๐ คน บรรเลงดนตรี ณ โรงละครแหงชาติ และยังไดมโี อกาสบรรเลงในงาน
อีกหลายวาระตอ มา
เหตุการณสําคัญท่ีสุดคือในเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๔ ในงานมหกรรมดนตรีศรีศตวรรษ
ฉลองวาระ ๑๐๐ ปเกิดของหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ณ โรงละครแหงชาติ
ครูประสิทธ์ิ ถาวร ไดรวบรวมนักเรียนนักศึกษานาฏศิลปฝมือดีจํานวนหลายรอยคน และตัวแทน
จากสถานศกึ ษาตา ง ๆ ตง้ั เปน วงดนตรขี นาดใหญเ รยี กวา “มหาดรุ ยิ างค” โดยครปู ระสทิ ธไิ์ ดป รบั ปรงุ
ลลี าการบรรเลงใหว จิ ติ รพสิ ดารกวา ครงั้ กอ น ๆ ไดน าํ ผลงานเพลงทโี่ ดดเดน ของหลวงประดษิ ฐไพเราะ
หลายเพลงมาเรียบเรียงใหม ท้ังยังมีการบรรเลงอังกะลุงโดยนักเรียนโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย
จาํ นวน ๒๕๐ คน การบรรเลงขิมหมู ๖๐ คน การบรรเลงจะเขจนี (กูเจงิ ) ๑๔ ตัว รวมใชนกั ดนตรี
ท้ังหมดกวา ๗๐๐ คน ซ่ึงผานการฝกซอมมาอยางเขมงวดเปนเวลาหลายเดือน จนเปนวงดนตรี
ขนาดใหญท ีม่ ีคุณภาพดเี ยย่ี มในยุคสมยั น้นั
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹ Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÂÕ ¹ 21 Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹ดนตรี
㺧ҹ
㺧ҹ
เนอื งแนในน งหานลงัมจหากกนรรน้ั มPจดoงึ wเนกตeดิ รrวPีศฒั oรนiีศnธตtรวรรมรกษารจวดังมแสหดางดวุรงิยมาหงาคดบรุ รยิ ราเงลคงข อน้ึ ยอูถกี ึงนบั ๔Pคoรรง้ัwอไมบeถr Pวมoนีผinจูสtนนถใงึจปเขจ จาบุฟนัง
วงมหาดุรยิ างคไ ทย เทดิ ไท ๘๔ พรรษา ตามรอยพระยุคลบาท
มหาวทิ ยาลัยหาดใหญ
ทีม่ า : http://www.hu.ac.th/press/images_upload/20122714552.jpg
เกร็ดความรู
ฉงิ่ เปน เครอ่ื งกาํ กบั จงั หวะสาํ คญั ทม่ี อี ยใู นแทบทกุ วงดนตรไี ทย ไมว า จะเปน วงดนตรไี ทย
แบบแผน คอื บรรเลงในราชสาํ นกั หรอื ดนตรไี ทยพนื้ บา น สนั นษิ ฐานวา มมี าตงั้ แตส มยั สโุ ขทยั
มีลักษณะเปนโลหะ หลอหนาใหมีลักษณะปากผายกลม เจาะรูตรงกลางและรอยเชือกผูก
เปน ปมไวด า นในใหไ ดเ ปน คู ฉงิ่ ๑ คู มี ๒ ฝา ฉง่ิ มหี ลายขนาด วงแตล ะประเภทควรเลอื กใช
ใหเหมาะสม เชน วงปพาทย จะใชฉ่ิงท่ีมีขนาดใหญหนอยเพ่ือใหมีเสียงดังคุมเสียงของวงได
สวนวงมโหรหี รอื วงเครื่องสายกใ็ ชฉ ่งิ ทมี่ ขี นาดเลก็ ลงมาเพอื่ ไมใหม ีเสยี งดงั จนเกนิ ไป
การตีฉิ่งจะมี ๒ เสียง คือ เสียงฉ่ิงและเสียงฉับ เสียงฉิ่งจะตีตรงริมของฉ่ิงแลวเปดมือ
ยกฉิ่งขึน้ สวนเสียงฉบั จะตีตรง ๆ แลวควํ่าฉ่งิ ลงใหปากกลม ๆ ทงั้ สองติดกนั
ท่มี า : กาญจนา อนิ ทรสนุ านนท. (ม.ป.ป.). สารานกุ รมดนตรแี ละเพลงไทย. กรงุ เทพมหานคร : ธนธัชการพิมพ
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹ áËÅ‹§¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃàŒÙ ¾Á่Ô àµÔÁ
22 Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹ Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÂÕ ¹
ประเภทและรปู แบบของวงดนตรสี ากล
㺧ҹ Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹
ประเภทของเครอ่ื งดนตรี PowerPoint 㺧ҹ
ในการมเสนรษุมิ ยสไรดา งป อราะรดมษิ ณฐเจ คารกอ่ื เงสดยี นงตดรนขี ตน้ึ รมี ยาง่ิ เพมคีอื่ วเพามม่ิ เคจวราญิ มมหาลกาขกนึ้หเลทาา ยใขดองวเวิสฒั ยี งนาทกาําใรหขเ อกงดิ เทคPวรoอื่งwทงดeาํ rนนPอตoงรinี t
แบบใหม ๆ ก็เกิดขึ้นมากเทาน้ัน ปจจุบันแบงเคร่ืองดนตรีออกเปน ๕ ประเภทใหญ ๆ ในที่นี้
จะกลาวถงึ เฉพาะเครอื่ งดนตรีทใี่ ชใ นปจ จุบัน ดงั น้ี
๑. เครื่องประกอบจังหวะ (Percussion Instruments) ทําใหเ กดิ เสยี งดว ยการตกี ระทบ
และการเขยา ไดแก กลอง ฉาบ ทรัยแองเกลิ ระนาด กรับ แทมบรู นี เปน ตน
เครอ่ื งประกอบจงั หวะแบงออกเปน ๒ ประเภท คอื เคร่ืองประกอบจังหวะทีม่ รี ะดบั เสียง
(Pitched Percussion Instrument) ไดแก กลองทิมปานี ไซโลโฟน ระฆังราว เปนตน และ
เครอ่ื งประกอบจงั หวะทไี่ มม รี ะดบั เสยี ง (Unpitched Percussion Instrument) ไดแ ก กลองชดุ แทมบรู นี
กรบั สเปน กลองทอมทอม มาราคัส แทง ไม ไมครูด ฆอ ง ฉาบ เปนตน
๑๑. กรับสเปน (Castanets)
๒๒. มาราคสั (Maracas)
๓๓. แทง ไม (Woodblock)
๔๔. ไมค รดู (Guiro)
๑ ๒ ๓๔ ๕๕. ฆอง (Gong)
๖๖. ฉาบ (Cymbal)
๗๗. กลองทิมปานี
(Timpani or Kettle Drum)
๘๘. แทมบรู นี (Tambourine)
๕ ๖ ๗ ๘ ๙๙. ไซโลโฟน (Xylophone)
๑๐ ระฆังราว (Tubular Bells)
๑๑ กลองทอมทอม (Tom Tom)
๑๒ กลองชุด (Drum Sets)
๙ ๑๐ ๑๑ ๑๒
ดนตรี
23
๒. เครื่องลมไม (Woodwind Instruments) เปนเคร่ืองดนตรีที่แตเดิมทําดวยไม
แตใ นปจ จบุ นั ทาํ ดว ยวสั ดอุ นื่ ๆ ไดแ ก เครอ่ื งดนตรปี ระเภทขลยุ และป เครอื่ งดนตรเี หลา นท้ี าํ ใหเ กดิ เสยี ง
โดยการเปาลมผานชองแคบ ๆ เขาไปในทอซ่ึงทําหนาท่ีเปนตัวขยายเสียงสูง - ต่ํา จะข้ึนอยูกับ
ความยาวและความหนาของตัวทอ เคร่ืองดนตรีจําพวกขลุยมีลักษณะเปนรู (Flute Pipes)
สวนปตองเปาผานลิ้น (Reed) รอบ ๆ ลําตัวของขลุยและปจะมีรูปด - เปด ทําใหเกิดระดับเสียง
เคร่อื งลมไมสามารถแบง ประเภทได ๓ ประเภท ดงั นี้
๑. เครื่องลมไมแบบไมมีลนิ้ (Non Reed) ไดแ ก ฟลูท ปกโคโล
๒. เคร่อื งลมไมแ บบลิ้นเด่ยี ว (Single Reed) ไดแ ก คลารเิ น็ต แซกโซโฟน
๓. เครอื่ งลมไมแบบลิน้ คู (Double Reeds) ไดแ ก โอโบ บาสซนู
เครอ่ื งลมไมแบบไมม ีล้ิน เครื่องลมไมแ บบล้ินเดี่ยว เครื่องลมไมแ บบลิน้ คู
๑๒ ๓๔ ๕๖
๑. ฟลทู (flFlute) ๔๓. คลาริเน็ต (Clarinet) ๔๕. โอโบ (Oboe)
๒. ปก โคโล (Piccolo) ๕๔. แซกโซโฟน (Saxophone) ๖๖. บาสซูน (Bassoon)
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹
24Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹
㺧ҹ
ทําดวย๓โล.หะเผคสรมื่องหลรมือทโลอหงะเทหอลงือเหงลือ(งBrทasําsใหเIกnsิดPtเorสuwียmeงeโrPดnoยtsiกn)าtรไเดปแาลกม ผเคานร่ือปงาดกนเปตารทีปี่ทรําะดเวภยทโแลตหระ
เปนรปู กรวยเรยี กวา กาํ พวด (Mouth piece) ซ่ึงเปนตัวเชื่อมสาํ คัญระหวางผเู ลน กับเคร่อื งดนตรี
ความสนั้ - ยาวของทอ โลหะของแตรชนดิ ตา ง ๆ ทาํ ใหเ กดิ ระดบั เสยี งโดยมกี ลไกทที่ าํ ใหท อ สามารถ
เปล่ยี นแปลงความยาว คือ ลกู สูบ และชักทอลกู สูบบังคับ แตรบางชนิดมี ๓ ลูกสูบ เชน ทรมั เปต
บางชนดิ มี ๔ - ๖ ลกู สบู สามารถทาํ ใหเ สยี งกวา งขน้ึ เชน ฮอรน ทบู า บางชนดิ ใชเ ลอื่ นทอ ลมใหส น้ั
หรอื ยาว เชน ทรอมโบน
๑
๒
๓๔ ๕
๑. ทรัมเปต (flTrumpet) ๔๔. ยโู ฟเนยี ม (Euphonium)
๒. ทรอมโบน (Trombone) ๕๕. ทูบา (Tuba)
๓. เฟรนช ฮอรน (French Horn)
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹
2áº5º·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹ ดนตรี
㺧ҹ
ดวยวิธ๔ีก.ารเใคชรนื่อ้ิวงดดีดนหตรรือีปใชรคะเันภชทักเสคีบรร่ือิเงวสณาสยา(ยSPtorคiwnวgาeมIrnPสsoั่นtirnสutะmเeทnือtนs)ขไอดงแสกายเคเขรา่อื ไงปดสนะตทรีทอนี่เกภิดาเยสยีในง
กลองเสยี งหรอื ลําตวั ของเครือ่ งดนตรีซึ่งจะชวยขยายเสียงใหด งั เคร่อื งสายทใี่ ชน ว้ิ ดีด ไดแก กีตาร
แบนโจ แมนโดลนิ ฮารป อคู เู ลเล เครื่องสายทีใ่ ชสดี วยคันชัก ไดแก ไวโอลิน วโิ อลา วิโอลอนเชลโล
และดบั เบลิ เบส
๑๒ ๓
๕
๔
๑. ไวโอลนิ (flViolin)
๒. วโิ อลา (Viola)
๓๓. วิโอลอนเชลโล (Violoncello)
๔. ดบั เบลิ เบส (Double Bass)
๕๕. ฮารป (Harp)
๖๖. แบนโจ (Banjo)
๗๗. กตี าร (Guitar)
๖๗
26
๕. à»´ âÅ¡·ÈÑ ¹
เครื่องดนตรีประเภทลิม่ น้ิว (Keyboard Instruments) ไดแ ก เคร่ืองดนตรที มี่ ีลิม่ น้ิว
กดไปกระทบกลไกในการเคาะสายในลักษณะตาง ๆ กัน ไดแ ก เปยโน ออรแกน ºÃÙ ³Ò¡ÒáÅÁØ‹ ÊÒÃÐ
๑. เปย โนÍ(ÒPài«anÕÂo¹) 360 ํ
๒. ออรแกน (Organ)
áËŧ‹ ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃÙŒà¾่ÔÁàµÁÔ
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹
๑๒ Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹
㺧ҹ
การจัดวงดนตรี à»´âÅ¡·Ñȹ PowerPoint
ทผี่ ูป ระเสพยี นั งธเเพพลลงงจไาดกใวชงคดวนาตมรสสี าามกาลรทถแเ่ี รตางไขดึน้ย นิ บไทดเฟ พงºลกÙÃงนัเ³หอลÒย¡าทู ÒนกุÃีไ้ ¡วมนัÅส ÁØ‹ าเกÊมดิÒาÃจรÐถากเกกิดาขรถึ้นาไยดทเอองดโดผยลปงารนาศเพจลากง
อผเอู ลกน มแาลใะนบลทักเษพณลงะทใปดี่ รเะสพียนั งธเขปนึ้ นมแาบนบนั้ ใผดปู นระอพกนั จธาเกพกลÍางÒรยà«เอ ลÕÂมือ¹ตกง้ั 3ใจช6ดุ เ0ปครรํ ะ่ือสงงดคนไ วตแรลีปว รวะา เตภอ ทงตกาางรใๆหบ รทูปเแพบลบง
ขวัตองถกุปารระปสรงะคสเมพว่ืองสจนะทอาํงใคหวบ าทมเตพอ ลงงกเากรดิ ขสอสี งนั ผทปู ตี่ ราะงพกนั นั ธอáเËอพÅกล§‹ไง¡ปแÒลซÃàะงึ่ÃกกÕÂาา¹รรÃใปชŒàÙ ¾รงะ่ÁÔาสนàµมÔÁวกงาดรนปตรระสีสามกวลงจดะนขตนึ้ รอีสยากูกบัล
มีหลักและวิธีการเรียบเรียงเสียงประสานสําหรับวงดนตรีประเภทตาง ๆ โดยมีการกําหนดรูปแบบ
และมีการศึกษาสืบตอกันมาตลอดระยะเวลาอันยาáวºนºา·น´ÊตÍลºอ¡ด‹Íจ¹นàÃไÂÕ ด¹มีการพัฒนาและปรับปรุง
จนสมบรู ณแบบมาถงึ ทุกวนั นี้ ซึ่งการประสมวงดนตรีสากลสามารถแบง ไดด ังนี้
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹
㺧ҹ
PowerPoint
ดนตรี
27
๑. วงเชมเบอรม วิ สกิ (Chamber Music) เปน วงดนตรขี นาดเลก็ ทมี่ ผี เู ลน ตงั้ แต ๒ - ๙ คน
มีชื่อเรียกตามจํานวนผูเลนเหมาะสําหรับบรรเลงในหองโถงท่ีมีผูฟงไมมาก ผูเลนแตละคนตองมี
ความสามารถมาก สว นผฟู ง ตอ งตงั้ ใจฟง เสยี งทไ่ี พเราะจากเครอ่ื งดนตรแี ตล ะชนิ้ ซงึ่ นยิ มใชเ ครอ่ื งดนตรี
ตระกูลเดียวกันบรรเลง เชน ตระกูลเครื่องสายประกอบดวย ไวโอลิน วิโอลา เชลโล ตระกูล
เครอื่ งลมไม และตระกลู เครื่องลมทองเหลอื ง วงเชมเบอรมิวสิกมีชื่อเรียกตามจํานวนผูบ รรเลงดังนี้
วงเชมเบอรม ชี ื่อเรียกตามจาํ นวนผแู สดง การบรรเลงกม็ ชี ื่อเรยี กตามจาํ นวนผูแสดง
การบรรเลง ๒ คน เรียกวา ดูเอต็ (Duet)
การบรรเลง ๓ คน เรยี กวา ทรีโอ (Trio)
การบรรเลง ๔ คน เรียกวา ควอรเท็ต (Quartet)
การบรรเลง ๕ คน เรียกวา ควินเท็ต (Quintet)
การบรรเลง ๖ คน เรยี กวา เซกซเท็ต (Sextet)
การบรรเลง ๗ คน เรยี กวา เซพเท็ต (Septet)
การบรรเลง ๘ คน เรยี กวา ออกเท็ต (Octet)
การบรรเลง ๙ คน เรียกวา โนเนต็ (Nonet)
ในการเรียกชื่อวงเชมเบอรมิวสิกนั้น จะเรียกช่ือประเภทของเคร่ืองดนตรีกอน เชน
วงสตรงิ ควอรเ ทต็ หรอื วินดควนิ เทต็ วงเชมเบอรท่ีบรรเลงดวยเครื่องสายทีม่ จี ํานวนมากกวา ๙ คน
เรียกวา เชมเบอรออรเคสตรา นอกจากน้ียังมีการประสมวงแบบตาง ๆ ดวยเปยโน เคร่ืองสาย
เครอ่ื งลมไม และเครอื่ งลมทองเหลือง ตามความเหมาะสมและจุดประสงคของการแสดง
๒. วงแตรวง (Brass Band) เปน วงดนตรที ป่ี ระกอบดว ยเครอื่ งดนตรี ๒ กลมุ คอื เครอื่ งดนตรี
ประเภทเครอ่ื งเปา ทองเหลอื ง และเครอื่ งประกอบจงั หวะ บางครง้ั เรยี กวา แตรวงชาวบา น ถา บรรเลง
โดยชาวบาน
โอกาสทีใ่ ชบรรเลง ใชบรรเลงกลางแจง ในขบวนแหตาง ๆ
บทเพลงท่ีใชบ รรเลง เพลงไทย เพลงสากล เพลงลูกทุง ทใี่ หความสนกุ สนานครื้นเครง
28
๓. วงโยธวาทติ (Military Band) เปนวงดนตรที ี่ประกอบดวยเครื่องดนตรี ๓ กลุม คอื
เคร่อื งดนตรีประเภทเคร่ืองลมไม เคร่อื งลมทองเหลือง และเครอ่ื งประกอบจงั หวะ
โอกาสทใี่ ชบรรเลง ใชบ รรเลงกลางแจง แหน าํ ขบวนพาเหรด การเดินแถว การสวนสนาม
ของทหาร การแขง ขนั กีฬา เปนตน
การประกวดแขง ขนั ระดบั ประเทศและระดบั โลกจะมกี ารแปรแถว โดยมี คทากร (Drum Major)
เดินนาํ หนา ทําหนา ที่ใหส ัญญาณในการเดนิ แถวและแปรแถว
บทเพลงทีใ่ ชบรรเลง เพลงจังหวะมารชท่ีใหค วามรสู กึ คกึ คักตน่ื เตนเราใจ
วงโยธวาทิต
๔. วงซมิ โฟนคิ แบนด (Symphonic Band) หรอื วงดรุ ยิ างคเ ครอื่ งเปา เปน วงดนตรที น่ี ง่ั บรรเลง
มผี อู าํ นวยเพลง (Conductor) คอยควบคมุ การบรรเลง ใชเ ครอ่ื งดนตรเี หมอื นวงโยธวาทติ นยิ มบรรเลง
ในหอแสดงดนตรี
วงซมิ โฟนิคแบนด
ทมี่ า : http://1.bp.blogspot.com/-6EAoqEHS7g4/UFyLjWlHc1I/
AAAAAAAAAFg/pJqiDIfdKw8/s1600/ConcertBand06-7.jpg
ดนตรี
29
๕. วงดุริยางคสากล หรือซิมโฟนีออรเคสตรา (Symphony Orchestra) เปน วงดนตรี
ทปี่ ระกอบดว ยเครอ่ื งดนตรี ๔ กลมุ คอื
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งสาย (String Instruments)
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอื่ งลมไม (Woodwind Instruments)
เครอื่ งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งลมทองเหลอื ง (Brass Instruments)
เครอ่ื งดนตรปี ระเภทเครอ่ื งตี (Percussion Instruments)
ในระยะแรกประมาณตนคริสตศตวรรษที่ ๑๖ มีลักษณะเปนวงสตริงออรเคสตรา
(String Orchestra) มผี ูเ ลนประมาณ ๑๐ - ๒๕ คน ตอมาในครสิ ตศ ตวรรษที่ ๑๗ ไดม กี ารเพ่มิ
เคร่อื งลมไมเขา ไปจนถึงชวงปลายยุคบาโรก (ประมาณป ค.ศ. ๑๗๕๐) ไดเ พิม่ เครอื่ งลมทองเหลือง
และเคร่อื งประกอบจงั หวะเขา ไปอีก แตเคร่อื งดนตรีหลกั ของวงดรุ ยิ างคส ากลคอื เครอ่ื งสาย
ในตอนตน ครสิ ตศ ตวรรษท่ี ๑๙ เครอื่ งลมไม และเครอ่ื งลมทองเหลอื งไดถ กู พฒั นาใหม เี ทคนคิ
ในการบรรเลงเพิ่มมากขึ้น และวงเริ่มมีขนาดใหญข้ึน มีเทคนิคการบรรเลงใหม ๆ พัฒนาขึ้นมา
เรอ่ื ย ๆ จนถงึ ปจ จบุ นั
วงดรุ ิยางคสากลสามารถแบงตามขนาดของผูบรรเลงไดเ ปน ๓ ขนาด คือ
วงขนาดเล็ก ใชผูบ รรเลงประมาณ ๔๐ - ๖๐ คน
วงขนาดกลาง ใชผ บู รรเลงประมาณ ๖๐ - ๘๐ คน
วงขนาดใหญ ใชผูบ รรเลงประมาณ ๘๐ - ๑๐๐ คน
โอกาสที่ใชบรรเลง ใชบรรเลงในหอแสดงดนตรีที่มีการจัดแสดงคอนเสิรต เชน
ศูนยวฒั นธรรมแหงประเทศไทย
บทเพลงที่ใชบ รรเลง เพลงซิมโฟนี เพลงคอนแชรโต เพลงประกอบการแสดงอุปรากร
วงออรเ คสตรา
30
๖. วงบกิ๊ แบนด (Big Band) มตี นกาํ เนดิ ในสหรัฐอเมรกิ าราว ค.ศ. ๑๙๒๐ โดยพวกทาส
นโิ กรนวิ ออรลนี เลน ดนตรเี พือ่ แสดงออกทางอารมณแ ละความรสู กึ
วงบิก๊ แบนด ประกอบดว ยเครอื่ งดนตรี ๓ กลมุ ดงั นี้
๑. เคร่อื งลมไม ไดแก แซกโซโฟน คลาริเนต็ ฟลูท
๒. เคร่อื งลมทองเหลอื ง ไดแก ทรัมเปต ทรอมโบน
๓. เครอื่ งประกอบจงั หวะ ไดแก กลอง กตี าร เบส เปยโน
โอกาสที่ใชบรรเลง ใชบรรเลงประกอบการเตนรํา บรรเลงเพ่ือการฟงในความไพเราะ
งานเทศกาล งานสังสรรคในโอกาสตาง ๆ งานในสถานท่ีประกอบการตาง ๆ เชน สถานบริการ
รานอาหาร เปนตน
บทเพลงทีใ่ ชบ รรเลง เพลงที่มีความไพเราะและใหความสนกุ สนาน เชน บทเพลงประเภท
แจสในสไตลต าง ๆ เชน เพลงบลสู สวิง นิวออรลนี แจส ดกิ ซแี ลนด เปนตน
วงบ๊กิ แบนด
๗. วงคอมโบ (Combo Band) คาํ วา คอมโบ มาจาก Combination แปลวา “การรวมกนั ”
วงคอมโบเปนวงที่ใชบรรเลงรวมกับการขับรอง ไมจํากัดชนิดและจํานวนของเครื่องดนตรี
เครื่องดนตรีท่ีนิยมใช ไดแก ทรัมเปต เทเนอรแซกโซโฟน ทรอมโบน เปยโน กีตาร เบส และ
กลองชดุ เปนตน
โอกาสที่ใชบรรเลง งานทุกประเภทเพือ่ ความสนกุ สนาน ประกอบการลีลาศหรือเตนรํา
บรรเลงในหอ งอาหารหรอื สถานทีร่ ่ืนรมยตา ง ๆ
บทเพลงท่ใี ชบรรเลง เพลงทกุ ประเภท เชน เพลงลูกทงุ เพลงลกู กรุง เพลงสากล และ
เพลงภาษาตา ง ๆ
Ẻ·´Êͺ¡Í‹ ¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÂÕ ¹ ดนตรี
31
㺧ҹ
๘. วงสตริงคอมโบ (String Combo Band) เปนวงดนàต»ร´ีขâÅน¡า·ดÈÑเล¹ก็ เลน เพลงตามสมยั นยิ ม
ลดจํานวนเครื่องดนตรีลงจากวงคอมโบ นิยมใชPเoคwรื่อeงrPดoนiตntรีไฟฟาเปนหลัก เชน กีตารไฟฟา
เบสไฟฟา คยี บ อรด และกลองชุด เปนตน
ºÙóҡÒáÅÁØ‹ ÊÒÃÐ
โอกาสที่ใชบรรเลง ใชบรรเลงในงานทุกประเภท เชน งานสังสรรค งานวันเกิด
งานแตง งาน และงานรนื่ เรงิ ตา ง ๆ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
บทเพลงที่ใชบรรเลง เพลงทกุ ประเภทตามความเหมาะสมของงาน
áËŧ‹ ¡ÒÃàÃÕ¹ÃÙŒà¾่ÔÁàµÔÁ
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅ§Ñ àÃÕ¹
บทเพลงประเภทตา ง ๆ 㺧ҹ
สตรงิ คอมโบ
PowerPoint
บทเพลงทปี่ ระพนั ธข นึ้ อยา งมรี ะเบยี บแบบแผนในดนตรตี ะวนั ตก เรยี กวา “ดนตรคี ลาสสกิ ”
ซึ่งมีองคประกอบของดนตรี คือ จังหวะ ทํานอง เสียงประสาน สีสันของเสียงจากเคร่ืองดนตรี
โครงสรา งและการถา ยทอดอารมณท คี่ ตี กวีประพนั ธขึน้ ดวยความประณตี
ดนตรคี ลาสสกิ แบง ออกเปน ๒ ประเภท คอื
๑. ดนตรีประเภทบรรเลง (Instrumental Music) หมายถึง บทเพลงที่ใชเคร่ืองดนตรี
ชนิดตาง ๆ บรรเลง โดยผูประพันธใชความรูสึกและจินตนาการถายทอดออกมาเปนเสียงดนตรี
สามารถแบงลกั ษณะ ไดดงั นี้
๑.๑ ซิมโฟนี (Symphony) เปนบทเพลงที่ประพันธข้ึนอยางมีแบบแผนบรรเลงดวย
วงดุริยางค (Orchestra) ซ่ึงเปนวงขนาดใหญ บทเพลงซิมโฟนีมี ๓ - ๔ ทอน (Movement)
ทอ นแรกและทอ นสดุ ทา ยจะเปน ทอ นเรว็ หากมี ๔ ทอ น ทอ นท่ี ๓ จะอยใู นอตั ราจงั หวะ ๓ ในลกั ษณะ
ของเพลงเตน รํา มีการซาํ้ ทวนของทํานองตาง ๆ รวมเรยี กลักษณะโครงสรางน้ีวา มินเู อ็ตและทรีโอ
(Minuet and Trio)
32
๑.๒ คอนแชรโต (Concerto) คอื บทเพลงสาํ หรบั วงออรเคสตราและเครื่องดนตรีเด่ยี ว
เชน เปย โน ไวโอลนิ ทรมั เปต ฮอรน เปน ตน ถา บทเพลงเปน เปย โนคอนแชรโ ต หมายถงึ การบรรเลง
เปยโนกับวงออรเคสตราหรือไวโอลินคอนแชรโต หมายถึงการบรรเลงไวโอลินกับวงออรเคสตรา
บทเพลงคอนแชรโ ตประกอบดว ย ๓ ทอ น คอื เร็ว - ชา - เร็ว แตล ะทอนมรี ายละเอยี ดดังนี้
ทอนท่ี ๑ มีจังหวะเร็วในลักษณะ Allegro ประกอบดวยทํานองหลัก ๒ สวน
สวนแรกบรรเลงดว ยวงออรเคสตราลวน สวนที่ ๒ บรรเลงโดยวงออรเคสตราและเครื่องดนตรเี ด่ยี ว
มีการพัฒนาทํานองหลักและแปรเปล่ียนทํานองการประชันเสียง สีสัน เทคนิคและสาระของดนตรี
ระหวา งวงออรเคสตราและเครื่องดนตรเี ด่ียว
ทอนท่ี ๒ มีจังหวะชา แบบ Andante มคี วามไพเราะ เนนแนวทาํ นองในรูปแบบ
เทอรน ารฟี อรม (Ternary Form) ซ่ึงมกี ารลาํ ดับทอ นของทํานองเปน แบบ ABA ทัง้ วงออรเ คสตรา
และเครื่องดนตรเี ดีย่ ว เนนการบรรเลงทน่ี ุมนวล แสดงออกถงึ ความงดงามลึกซึง้ ออ นหวาน
ทอนที่ ๓ มีจังหวะเรว็ แบบ Allegro อีกครง้ั ในรปู แบบรอนโด (Rondo Form)
ซ่งึ มกี ารลําดบั ทอนของทาํ นองเปนแบบ ABACA มีทาํ นองและการเรียบเรียงเสียงประสานสงางาม
ทั้งการบรรเลงเคร่ืองดนตรีเดี่ยวและวงออรเคสตรา ในชวงตอนจบมีการบรรเลงเคร่ืองดนตรีเดี่ยว
และวงออรเ คสตรามกี ารเพมิ่ ชว งทเี่ รยี กวา “คาเดนซา ” (Cadenza) เปน ชว งการบรรเลงเครอ่ื งดนตรี
เพ่ือใหผ บู รรเลงเดี่ยวไดแสดงฝม ือในดานเทคนิคอยางเต็มที่
๑.๓ โซนาตา (Sonata) เปน บทเพลงสาํ หรับเดีย่ วเครื่องดนตรี ซง่ึ โดยมากมี ๓ ทอน
ในอัตราจังหวะเรว็ - ชา - เร็ว เคร่อื งดนตรีเดี่ยวสว นใหญเ ปนเปย โนและไวโอลนิ โดยมีทอ นท่ี ๑
และทอนท่ี ๓ เปนทอ นเรว็ มักอยูในกุญแจหลักของเพลง
ทอ นที่ ๑ มโี ครงสรา งแบบ Sonata Allegro Form ประกอบดว ย
ตอนนาํ เสนอ (Exposition) เปน การนาํ เสนอทาํ นองหลกั ๒ ทาํ นอง ทาํ นอง
แรกอยใู นกญุ แจเสียงโทนิค (Tonic) ทาํ นองท่ี ๒ อยใู นกุญแจเสียงโดมิแนนต (Dominant)
ตอนพัฒนา (Development) นําทํานองหลักจากตอนนําเสนอมาพัฒนา
ในรปู แบบใหม ๆ เชน ยายกญุ แจเสยี งและแสดงฝมือการประพันธข องคีตกวี
ตอนยอนความ (Recapitulation) เปนตอนสุดทายที่นําทํานองหลัก
ทง้ั ๒ ทาํ นองในตอนนาํ เสนอกลับมา แตอยูในกุญแจเสียงโทนคิ ทงั้ ๒ ทาํ นอง
ทอนที่ ๒ เปนทอ นชามกั มีโครงสรา งแบบ Binary Form คือ สังคตี ลกั ษณ ๒ สวน
มักอยใู นกญุ แจเสียงโดมิแนนต
ดนตรี
33
ทอนที่ ๓ มีจังหวะเร็วแบบ Allegro อีกคร้ัง ในรูปแบบรอนโด มีทาํ นองและ
การเรยี บเรยี งเสยี งประสานทส่ี งา งามทงั้ การบรรเลงเดยี่ วและวงออรเ คสตรา มกี ารเพม่ิ ชว งทเ่ี รยี กวา “
คาเดนซา” (Cadenza) เปนการแสดงเดี่ยวเพียงอยางเดียว เพื่อใหผูแสดงเดี่ยวไดอวดฝมือ
ดานเทคนิคอยางเต็มที่ ซึ่งไดปรากฏอยูในทอน ๑ มากอนแลว และนํากลับมาบรรเลงซ้ํา
ในทอนสุดทายในลักษณะการดนสด (Improvisation)
๑.๔ เชมเบอรมิวสิก (Chamber Music) เปนบทเพลงท่ีแตงขึ้นสาํ หรับบรรเลงโดย
วงดุริยางคเชมเบอร เครื่องดนตรีแตละช้ินในวงใหบรรเลงตามทางของตนอยางเต็มท่ีและเสมอภาค
กับเครื่องดนตรีอื่น ๆ ที่บรรเลงรวมกัน จึงไดเสียงดนตรีท่ีแทจริงสําหรับคุณภาพของการเลน
ผูเ ลน จะตองใชความสามารถอยา งเต็มที่ หากมผี ใู ดเลนผิดพลาดจะไดยนิ อยา งชดั เจน ความถกู ตอ ง
และความเปน อนั หนึ่งอันเดยี วกันเปน หวั ใจสําคัญของดนตรปี ระเภทน้ี
๑.๕ โอเวอเชอร (Overture) บทเพลงโหมโรง เปน บทเพลงบรรเลงซง่ึ เปน บทนําของผล
งานเพลงชิ้นใหญท ่จี ะตามมา มักเปนบทเพลงแรกในการแสดงอุปรากรและบลั เลต เปนบทเพลงนาํ
กอนเปดมาน เพ่ือเตือนใหผชู มรีบน่ังประจาํ ท่ีและเตรียมพรอมที่จะชมการแสดงคอนเสิรต นิยมนาํ
บทเพลงโหมโรงจากอปุ รากรหรือบลั เลตม าบรรเลงเปน เพลงแรกในรายการ
๒.ดนตรีประเภทขับรอง (Vocal Music) หมายถึง ดนตรีที่ใชเสียงท่ีติดตัวเรามา
เปน เครอ่ื งดนตรี โดยไดร บั การฝก ฝนจนสามารถเปลง เสยี งไดอ ยา งถกู หลกั และวธิ ี ควบคมุ พลงั เสยี งให
มที าํ นองและจังหวะทเ่ี หมาะสมกับเพลงประเภทตา งๆ ไดอ ยางไพเราะนา ฟง แบงได ดงั น้ี
๒.๑ ชานต (Chant) เปน เพลงรอ งแนวเดยี วแบบโมโนโฟนี (Monophony) ไมม แี บบแผน
และจังหวะตายตวั อาจรองคนเดยี วหรอื รอ งเปน กลุม และเปน ดนตรสี าํ หรับศาสนาครสิ ต
๒.๒ ออรก านมุ (Organum) เปน เพลงรอ ง ๒ - ๔ แนวเสยี งแบบโพลโี ฟนี (Polyphony)
ในชวงแรก การรองในแนวตาง ๆ ดวยทาํ นองเดียวกันแตตางกันในชวงคู ๘ หรือคู ๓ บางคร้ัง
ในขัน้ คอู น่ื ๆ เชน ขั้นคู ๔ และ ๕ ตอมาพฒั นาเปน เพลงสวดในแนวต้ัง
๒.๓ โมเท็ต (Motet) เปนเพลงรองหลายแนว ใชบรรเลงในพิธีกรรมทางศาสนา
ในยคุ กลางและเรเนสซองส ไมม ดี นตรบี รรเลงประกอบ
๒.๔ แมส (Mass) เปนเพลงรองขนาดใหญ ใชบรรเลงประกอบศาสนพิธีในโบสถ
โรมันคาทอลิก บทเพลงมี ๒ สวน คอื บทเพลงสวดภาคปกติ และบทเพลงสวดภาคเฉพาะ
บทเพลงสวดภาคปกติ (The Ordinary of the Mass) เปน สว นหนงึ่ ในการประกอบ
พิธมี ิสซา เนอ้ื เพลงมีลักษณะแนน อน ไมสามารถเปลี่ยนแปลงได
บทเพลงสวดภาคเฉพาะ (The Proper of the Mass) ใชประกอบพธิ มี ิสซา
บทเพลงในกลุม น้บี างบทมาจากบทสวด แตสามารถเปลี่ยนแปลงเนอื้ ได
»¯ºÔ ѵÔÈÅÔ »Š à»´ âÅ¡·Ñȹ
ÈѾ·ÈÔŻРºÃÙ ³Ò¡ÒÃ¡ÅØÁ‹ ÊÒÃÐ
ÍÒà«ÂÕ ¹ 360 ํ
34
ในยุคแรกเปนบทเพลงขับรองอยางเดียวไมมีดนตรีประกอบ และในยุคศตวรรษที่ ๑๒
มกี ารสอดประสานทาํ นองตามรปู แบบการประพนั ธด นตรที นี่ ยิ มในสมยั นน้ั ตอ มานอกจากใชป ระกอบ
พิธีกรรมทางศาสนาแลวยังกลายเปนบทเพลงท่ีใชในการแสดงคอนเสิรต ซ่ึงมีการขับรองเดี่ยว
ขับรองคู รวมกับการขับรอ งประสานเสยี งและบรรเลงสลบั กับวงออรเ คสตรา
๒.๕ แมดริกัล (Madrigal) เปนเพลงรองหลายแนว มีดนตรีประกอบหรือไมมีก็ได
แบง ออกเปน
เพลงรอ งอติ าเลียนในชวงศตวรรษที่ ๑๔ − ๑๖
เพลงรองนอกโบสถ ในชว งศตวรรษท่ี ๑๖ − ๑๗ พฒั นาจนมี ๔ − ๖ แนว
๒.๖ อุปรากร (Opera) เปนละครรองของชาวตะวันตก ถือเปนสุดยอดของงานศิลป
สาขาตาง ๆ คอื คตี ศิลป ดรุ ยิ างคศิลป วรรณศิลป นาฏศลิ ป เส้ือผา เครื่องแตง กาย และฉาก แสง
สี เสยี ง ไมเ กยี่ วกบั ศาสนา มกี ารบรรเลงวงดรุ ยิ างคป ระกอบ เนน การขบั รอ ง มกี ารแสดงลลี าทา ทาง
ประกอบดว ยนักรอ งเดีย่ ว และนกั รองประสานเสยี ง
๒.๗ โอราโตริโอ (Oratorio) เปนบทเพลงขบั รอ งทีม่ เี นื้อรองเกีย่ วกับศาสนา เปนเพลง
สําหรบั กลุมนักรอ งและวงดุรยิ างค เนนการขับรอ ง ไมม ีการแสดงทาทาง ไมม ีการจดั ฉาก จัดเวที
และไมมีเครอื่ งแตงกายพิเศษ ประกอบดว ยนกั รอ งเดย่ี ว และนักรองประสานเสียง
๒.๘ อาเรีย (Aria) เปนเพลงรองเด่ียวในอุปรากรและโอราโตริโอ มีดนตรีประกอบ
ใชเ ทคนิคข้นั สงู เปนชวงที่นกั รองแสดงความสามารถในการขับรอ ง
๒.๙ เรซเิ ททฟิ (Recitative) การรอ งแบบกงึ่ พดู กงึ่ รอ งในอปุ รากร เปน ชว งทด่ี าํ เนนิ เรอื่ ง
อยา งรวดเร็วสลบั กับชวงรอ งเดี่ยว (Aria)
๒.๑๐ คอรสั (Chorus) เปน การขบั รอ งประสานเสยี งทวั่ ไป รวมถงึ การรอ งเพลงประสานเสยี ง
ในอุปรากร
๒.๑๑ เพลงรองศิลป (Art Song, Lieder) เปนเพลงขับรองเด่ียวคลาสสิกขนาดส้ัน
บรรเลงประกอบดวยเปยโนหรือวงดนตรี ตองอาศัยเทคนิคการขับรองข้ันสูง มีเนื้อหาทางดนตรี
เขม ขน มกั หมายถึงเพลงรอ งโรแมนตกิ
๒.๑๒ เพลงกลอ มเดก็ (Lullaby, Cradle Song, Wiegenlied) เปน บทเพลงรอ งและบรรเลง
ในอตั ราความเรว็ ปานกลาง นยิ มใชจ ังหวะ 68 และอตั ราจงั หวะ ๓ เปน เพลงทม่ี ที าํ นองชา ๆ ออ นโยน
นุมนวล
ดนตรี
35
๒.๑๓ เพลงพน้ื เมอื ง หรอื พนื้ บา น (Folk Song) เปน เพลงรอ งเลน กนั ในหมชู าวบา น ไมม ี
แบบแผนตายตัว เปนเพลงท่ีเรียบงาย มีรูปแบบของทํานองและจังหวะไมซับซอน มีเน้ือหา
ตรงไปตรงมา
๒.๑๔ เพลงเซเรเนด (Serenade) เปน เพลงรกั ในยามคา่ํ คนื เปน เพลงทฟ่ี ง งา ยและมที าํ นอง
ไพเราะ มีจดุ ประสงคเ พือ่ คนรักหรอื ชายหนุมใชเ กย้ี วหญงิ สาว โดยมายนื รองหรอื บรรเลงดนตรีใต
หนา ตางหองหญิงสาว
บทเพลงทแี่ นะนาํ ใหฟง
Duo for Violin and Cello – By Kodaly.
Trio for Piano Violin and Cello No. 7 in B Flflat Major by Beethoven.
String Quartet in G Major by Haydn.
Clarinet Quintet in A Major Op. 581 by Mozart.
Woodwind Sextet by Fulang.
Septet for String and woodwind in E Flat Major by Beethoven
Symphony No. 5 in C minor Op. 67 by Beethoven.
Brandenburg Concerto by Bach.
Piano Concerto in B flFlflat Major Op. 9 by Haydn.
Opera : The Magic Flute by Mozart
Bullet : The Swan Lake by Tchaikovsky.
36
เกร็ดความรู
มารยาทในการฟง เพลงทก่ี ลา วถงึ ในทน่ี ้ี จะเนน มารยาทในการฟง ดนตรี หรอื ฟง เพลงทเี่ ปน
การบรรเลงสด ทม่ี ผี ฟู ง มารวมกลมุ กนั การฟง เพลงทม่ี ผี ฟู ง เปน จาํ นวนมากนนั้ จาํ เปน อยา งยงิ่
ทจ่ี ะตอ งมมี ารยาทในการฟง และสาํ รวมกริ ยิ าอาการตา ง ๆ ใหเ หมาะสม
๑. ควรแตง กายใหส ภุ าพ ตามแบบสากลนยิ ม
๒. ไปถงึ สถานทก่ี อ นเวลาแสดง ๑๐ - ๒๐ นาที
๓. อานสูจิบัตร ในสูจิบัตรจะเขียนลําดับรายการแสดง และอาจมีเน้ือหาสาระเพิ่มเติม
เสรมิ ความเขา ใจเพลงและการแสดงตามความเหมาะสม
๔. ตงั้ ใจฟง งดใชเ สยี งรบกวนใดๆ เชน ไมค ยุ จนเปน การรบกวนนกั ดนตรที ก่ี าํ ลงั ทาํ การแสดง
เพราะนกั แสดง นกั รอ ง หรอื นกั ดนตรี ตอ งใชส มาธิ
๕. งดใชอุปกรณสื่อสารทุกชนิด บางสถานท่ีหามถายภาพ หรืออนุญาตใหถายได
แตหามใชแฟลช เพราะอาจจะรบกวนการแสดงได
๖. การปรบมอื การปรบมอื เปน เรอื่ งสาํ คญั เรอ่ื งหนง่ึ สาํ หรบั มารยาทการชมดนตรี
วงขบั รอ งประสานเสยี ง (Chorus หรอื Choir) เปน การรวมวงของกลมุ นกั รอ ง เพอื่ รอ งเพลง
รวมกันเปนหมูคณะ เร่ิมแรกการขับรองประสานเสียงจะพบมากในโบสถ เปนการรองเพลง
เพอื่ ศาสนา แตต อ มากเ็ รมิ่ มคี วามนยิ มและนาํ มารอ งกนั ทว่ั ไป วงขบั รอ งประสานเสยี งจะแบง ระดบั เสยี ง
ของนักรองท่ีอยูในวงตามเสียงสูง - ต่ําของนักรองแตละคน โดยมีช่ือเรียกตาง ๆ กันไปใน
แตล ะระดบั เสยี ง เพลงทใี่ ชร อ งจะมหี ลายแนวทาํ นองสอดประสานกนั ไป
วงขบั รอ งประสานเสยี งทพ่ี บไดม ากทสี่ ดุ คอื วงขบั รอ งประสานเสยี งทม่ี กี ารแบง นกั รอ ง
ออกเปน ๔ กลมุ หรอื ๔ แนว ไดแ ก โซปราโน อลั โต เทนเนอร และเบส
ระดบั เสยี งของนกั รอ งในวงขบั รอ งประสานเสยี งมดี งั น้ี
๑. โซปราโน (Soprano) เปน นกั รอ งหญงิ ทม่ี รี ะดบั เสยี งสงู
๒. อลั โต (Alto) เปน นกั รอ งหญงิ ทม่ี รี ะดบั เสยี งตาํ่
๓. เทเนอร (Tenor) เปน นกั รอ งชายทมี่ รี ะดบั เสยี งสงู
๔. เบส (Bass) เปน นกั รอ งชายทม่ี รี ะดบั เสยี งตาํ่ สดุ มลี กั ษณะเสยี งหนกั แนน ลมุ ลกึ และมพี ลงั
Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹ ดนตรี
37
Ẻ·´Êͺ¡ÅÒ§ÀÒ¤
สรปุ ÊÃØ»¤ÇÒÁ¤Ô´ÃǺÂÍ´
การนาํ เครอ่ื งดนตรไี ทยและดนตรสี ากลมาáผºสºม·´ผÊสÍานºËเปÅน ѧàวÃงÂÕ ด¹นตรปี ระเภทตา ง ๆ นน้ั ประกอบดว ย
เครื่องดนตรีหลากหลายชนิด แตละชนิดมีบทบาทที่แตกตางกันในการบรรเลงตามลักษณะของ
เครอ่ื งดนตรี ทาํ ใหแ ตล ะวงมสี สี นั ของเสยี งและ¤คÓว¶าÒÁม·ไพÒŒ ÂเËร¹าะ‹ÇแÂต¡กÒÃตàÃา ÂÕ ง¹กÃนั ÙŒ โดยมจี ดุ ประสงคเ พอ่ื ใหเ กดิ
ความสนกุ สนาน ผอ นคลาย มคี วามสุข หรอื ใชประกอบกิจกรรมตาง ๆ บทเพลงที่ใชม หี ลากหลาย
รปู แบบ หลากหลายจงั หวะ ขนึ้ อยกู บั ประเภทáºขºอ·ง´วÊงÍดºน»ตÅรÒีแÂลÀะÒโ¤อกาสทใี่ ช
ดนตรไี ทยมปี ระวตั ศิ าสตรแ ละววิ ฒั นาการมายาวนาน เปน ศลิ ปะทอี่ ยคู กู บั คนไทยในทกุ ยคุ สมยั
นับตงั้ แตส ุโขทัย มวี ิวฒั นาการตัง้ แตวงขับไม บรรเลงพิณ ในสมัยอยุธยา เรื่อยมาจนถงึ วงปพ าทย
วงเครอื่ งสายและวงมโหรี ท่เี ราเหน็ ในปจจบุ นั และมกี ารผสมผสานวงดนตรีรูปแบบใหม ๆ เพ่มิ ขึ้น
มกี ารนําเอาดนตรสี ากลเขามาบรรเลงรวมกัน เกดิ ความไพเราะและทันสมยั ไมแ พดนตรีชาตใิ ด
ดนตรีสากลเปนดนตรีประเภทหนึ่งท่ีชาวตะวันตกไดนํามาเผยแพรจนเปนที่รูจักกันทั่วโลก
ทาํ ใหช นหลายชาตหิ ลายภาษาสามารถเลน ดนตรสี ากลได เครอ่ื งดนตรสี ากลทใ่ี ชก นั ในชนชาตติ า ง ๆ
และดนตรีสากลไดพัฒนาท้ังรูปแบบของเพลงและเครื่องดนตรีมาสูยุคปจจุบันเปนท่ีนิยมท่ัวโลก
สว นใหญจ ะมมี าตรฐานเดยี วกนั ภาษาของดนตรกี ค็ อื โนต สากล และโนต สากลจะกาํ หนดทาํ นองเพลง
วาใชเสียงสั้นยาวเพียงใด หรือเนนเสียงหนักเบาตรงชวงใด ซ่ึงทําใหเกิดบทเพลงประเภทตาง ๆ
มากมาย และรูปแบบของดนตรีสากลในแตล ะยคุ แตล ะสมัยก็จะแตกตา งกันออกไปอกี ดวย
วงดนตรีสากลท่ีนิยมบรรเลงมีหลายประเภท เชน วงเชมเบอร วงแตรวง วงโยธวาทิต
วงซิมโฟนิคแบนด วงออรเคสตรา วงคอมโบ และวงสตริงคอมโบ แตละประเภทมีการแยกยอย
ลงไปอีกตามลักษณะของเคร่ืองดนตรีและจํานวนนักดนตรี บทเพลงที่ใชบรรเลงและโอกาสท่ีใช
บรรเลงตา ง ๆ กัน
สาํ หรบั วงโยธวาทติ เปน ทน่ี ยิ มกนั ในโรงเรยี นมธั ยมศกึ ษาทว่ั ไป มกี ารประกวดทง้ั ในระดบั ชาติ
และระดบั นานาชาติ เพอ่ื ใหแ ถวเกดิ ความพรอ มเพรยี งจงึ ตอ งมผี คู วบคมุ วงทถ่ี อื คทานาํ เรยี กวา คทากร
หรอื ดรมั เมเยอร (Drum Major) ถา วงโยธวาทติ นง่ั บรรเลงจะเรยี กวา วงซมิ โฟนคิ แบนด (Symphonic Band)
สวนวงออรเคสตราเปนวงดนตรีขนาดใหญ เพื่อใหเกิดความพรอมเพรียงและการบรรเลง
ดาํ เนนิ ไปอยา งมปี ระสทิ ธภิ าพตอ งมผี คู วบคมุ วงทเ่ี รยี กวา ผอู าํ นวยเพลงหรอื คอนดกั เตอร (Conductor)
38
กจิ กรรมสง เสริมการเรียนรู Ẻ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÂÕ ¹
๑ ใหน ักเรยี นไปรบั ชมการแสดงของวงดนตรีประเภทตางáๆººต·า´มÊสÍถºา¡นÅทÒี่ท§À่ีมกีÒ¤ารจดั การแสดง
๒ ใหนกั เรยี นลองฝก หดั เลน เครื่องดนตรที ช่ี ื่นชอบ
๓ ใหนักเรียนฟงเพลงบรรเลง หรือเพลงขับรองที่เปนเพÊÃลØ»งย¤อÇÒดÁน¤ิย´Ô มÃÇแºลÂวÍร´วมกันอภิปราย
วา ลักษณะของเพลงน้ันเปนอยา งไร
๔ ใใหหนนกัักเเรรยีียนนไแปบรงบั กชลมุมกาแรลแะสจดัดงทดํนารตารยบี งรารนเลขงอหงดรนอื ดตนรีใตนรแขี áตบั ºลรºะอ ·ปงต´ระาÊเมÍภสºทถËาÅพนѧทรàÃอที่ ÕÂมม่ี ¹ยกี กาตรจัวดัอกยาารงแเพสดลงง
๕
ตามประเภทนั้น ๆ ¤Ó¶ÒÁ·ŒÒ¾Ѳ¹Ò¡Ãкǹ¡ÒäԴ
คําถามพัฒนากระบวนการคดิ Ẻ·´Êͺ»ÅÒÂÀÒ¤
๑ วงประโคมในพระราชพธิ ีแบงเปน กีป่ ระเภท อะไรบา ง
๒ วงเครอ่ื งสายผสมมีลักษณะอยา งไร จงอธิบาย
๓ วงปพ าทยไมแข็งและวงปพ าทยไมนวม แตกตางกันอยา งไร à»´ âÅ¡·Ñȹ
๔ ในงานมงคลสมรสควรเลือกใชวงดนตรีประเภทใด (ทั้งไทยและสากล) ในการบรรเลง
ºÃÙ ³Ò¡ÒÃ¡ÅØÁ‹ ÊÒÃÐ
ใหเ หตุผลในการเลอื กวงดนตรี
๕ ดนตรไี ทยและดนตรสี ากล มีขอแตกตา งกนั อยา งไร บอกมา ๓ ขอ
ÍÒà«Õ¹ 360 ํ
๖ วงโยธวาทิต กับวงออรเคสตรา ตา งกันอยา งไร
๗ บอกลักษณะของวงดนตรีไทยท่ีนักเรียนรูจักมา ๓ วง พรอมอธิบายตามหัวขอตอไปน้ี
เครอ่ื งดนตรที ีใ่ ช โอกาสท่ีใชบ รรเลง และบทเพลงท่ีใชบ รรเลงáËŧ‹ ¡ÒÃàÃÂÕ ¹ÃàÙŒ ¾่ÁÔ àµÁÔ
๘ บอกลักษณะของวงดนตรีสากลท่ีนักเรียนรูจักมา ๒ วง พรอมอธิบายตามหัวขอตอไปน้ี
เครื่องดนตรที ่ใี ช โอกาสท่ใี ชบ รรเลง และบทเพลงท่ใี ชบ รรเลงẺ·´Êͺ¡‹Í¹àÃÕ¹
Ẻ·´ÊͺËÅѧàÃÕ¹
㺧ҹ
PowerPoint