!1
บทคัดย่อ
การวจิ ัยครงั้ นี้มีวัตถปุ ระสงค์ เพอื่ พัฒนากจิ กรรมการเรยี นการสอนวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม เพอ่ื เพิม่ ทักษะการเรียนและศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นและเจตคตทิ ่มี ตี อ่ วชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีทภ่ี ายหลงั ไดร้ ับการสอนด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนทพ่ี ฒั นาขึ้น ดำเนิน
การโดยใชร้ ูปแบบการวิจยั แบบกลมุ่ เดียวทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรียน และใช้ชดุ แบบฝกึ ทักษะในการพัฒนา
กิจกรรมการเรยี นการสอน กล่มุ ตวั อย่างเป็นนักเรียนโรงเรยี นวดั คณกิ าผลจำนวน 21 คน เคร่ืองมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ัย
ประกอบดว้ ย แผนการสอน เรอ่ื ง การใช้ทรพั ยากรอย่างยัง่ ยืน และชดุ แบบฝกึ ทักษะ จำนวน 3 ชดุ
!2
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจยั น้สี ำเรจ็ ลงไดด้ ้วยความกรณุ าของนางชนติ า อารีสนิ พทิ ักษ์ ครูพี่เลี้ยง
นางชนัญชิดา แก้ววิเศษ หวั หน้าฝา่ ยวชิ าการ และนายภานุวัฒน์ ศรคี ฒั นพรม ครูประจำรายวชิ า
สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ทพ่ี จิ ารณาตรวจสอบหาคณุ ภาพของชุดแบบฝกึ ทกั ษะและกรุณา
ใหค้ ำแนะนำ แนวคิดและข้อเสนอแนะ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพรอ่ งต่างๆ ตลอดจน อาจารยน์ ิเทศก์
นางสาวธีรนนั ท์ ธรี ะธนากร ผู้วจิ ัยขอกราบขอบพระคุณเป็นอยา่ งสงู มา ณ โอกาสน้ี ขอขอบคณุ
โรงเรยี นวัดคณกิ าผล ท่ไี ดใ้ ห้การสนบั สนนุ ในการทำวจิ ัยในครัง้ นี้
ท้ายน้ขี อมอบความดีมอบคณุ คา่ และประโยชน์ของการศึกษาวิจยั ฉบับนี้ใหเ้ ปน็ เครื่องบูชา
พระคุณของบิดามารดาบรู พาจารยแ์ ละผู้มีพระคุณทุกท่านทีอ่ ยูเ่ บื้องหลงั แห่งการวางรากฐานการ
ศึกษาให้กบั ผวู้ จิ ยั ต้งั แต่อดีตจนถงึ ปัจจบุ นั
ปานทพิ ย์ ปทุมานนท์
มิถนุ ายน 2561
!3
สารบญั หนา้
ก
บทที่ ข
บทคัดย่อ ค
กติ ติกรรมประกาศ ฉ
สารบัญ
สารบัญตาราง 1
1 บทนำ 1
1
ความเป็นมาและความสำคญั 2
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั 2
สมมตุ ิฐาน 2
ขอบเขตของการวจิ ยั 2
ประชากร 2
กลมุ่ ตวั อยา่ ง 2
ระยะเวลาในการวจิ ยั 2
เน้ือหาที่ใช้ในการวจิ ยั 2
ตัวแปร 3
นิยามศัพท์
กรอบแนวคิด 4
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ ับ 5
2 เอกสารและงานวิจัยท่เี ก่ียวขอ้ ง 5
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551 5
หลกั สูตรแกนกลาง 5
ส่วนที่เกี่ยวข้องกับสภาพชมุ ชนและทอ้ งถ่นิ 6
ส่วนที่สถานศึกษาพฒั นาเพม่ิ เตมิ 6
จุดมงุ่ หมาย 7
สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 7
คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์
มาตรฐานการเรียนรู้
ตัวชีว้ ดั
!4
สาระการเรียนรู้ 7
ระดับการศึกษา 8
สารบญั (ต่อ)
บทท่ี หนา้
โครงสร้างเวลาเรียน 8
การจัดเวลาเรยี น 9
แนวคดิ หลักการหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 9
คุณภาพผ้เู รียน 10
ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ 11
แนวคดิ /ทฤษฎใี นเร่อื งแบบฝึกทกั ษะ 12
ความสำคญั ของแบบฝึกทักษะ 12
องค์ประกอบของแบบฝึกทกั ษะการเรยี น 13
ขั้นตอนการสรา้ งแบบฝกึ เสริมทกั ษะ 15
ข้อเสนอแนะในการสรา้ งแบบฝกึ 16
3 วิธีการดำเนนิ การวจิ ยั 17
การกำหนดกลุ่มเปา้ หมาย 17
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั 17
การสร้างและหาเครอ่ื งมอื ทใี่ ชใ้ นการวจิ ยั 20
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล 20
ข้นั ตอนในการศึกษาค้นคว้า 21
การจัดทำขอ้ มูลและการวเิ คราะหข์ ้อมลู 21
สถิติทใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มลู
24
4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล 24
สญั ลักษณ์ที่ใชใ้ นการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู 24
ลำดบั ขน้ั ตอนในการนำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู 28
28
5 อภิปรายผล สรปุ ผล 28
ประชากรและกลุม่ ตัวอย่าง 28
ประชากร
กลมุ่ ตัวอย่าง
ตวั แปรการวิจยั
สารบญั (ตอ่ ) !5
บทที่ หน้า
เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการวิจยั 28
ขัน้ ตอนในการศกึ ษาคน้ ควา้ 28
สถิตใิ นการวเิ คราะห์ขอ้ มลู 29
สรปุ ผลการวจิ ัย 29
ขอ้ เสนอแนะ 29
30
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก 31
32
ภาคผนวก ก รายชอ่ื ผเู้ ชี่ยวชาญ 33
ภาคผนวก ข ผลการทดลอง
ภาคผนวก ค ตัวอยา่ งเคร่อื งมือ
ประวตั ิผ้วู จิ ยั
สารบญั ตาราง
!6
ตารางท่ี หนา้
3.1 แบบแผนการทดลอง 20
ตารางท่ี 1 ผลการพัฒนาแบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น 24
วิชาสังคมศกึ ษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เร่ืองการใชท้ รัพยากรอย่างย่งั ยนื
25
ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ของนักเรยี น ตามเกณฑ์ 70/70
ตารางที่ 2 ผลสมั ฤทธ์กิ ่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับ 26
การจัดการเรยี นรู้ด้วยแบบฝกึ ทกั ษะพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วชิ าสังคมศึกษา
ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่องการใชท้ รัพยากรอย่างยัง่ ยืน ของนักเรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
ตารางท่ี 3 การเปรียบเทยี บผลสัมฤทธ์ิกอ่ นเรียนและหลงั เรยี นของนกั เรียน
ท่ีไดร้ ับการจดั การเรียนร้ดู ว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
วิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรอื่ งการใช้ทรพั ยากรอย่างยงั่ ยืน ของนักเรียน
ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
บทท่ี 1
7!
บทนำ
ความเปน็ มาและความสำคัญ
พระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560 ไดบ้ ัญญตั ใิ นเร่ืองแนวทางการจดั การศึกษาหมวด 4 ตามมาตรา
22 ไว้วา่ การจดั การศกึ ษาตอ้ งยึดหลกั วา่ ผู้เรยี นทกุ คนมีความสามารถเรยี นรู้และพฒั นาตนเองไดแ้ ละถอื ว่าผ้เู รยี นมี
ความสำคัญทส่ี ุดในกระบวนการเรียนรู้ ต้องจัดเนือ้ หาสาระและกจิ กรรมใหส้ อดคลอ้ งกบั ความสนใจและความถนดั ของ
ผเู้ รยี นคำนงึ ถึงความแตกต่างระหว่างบคุ คลมีการจัดใหผ้ ู้เรยี นเรียนร้ดู ้วยวธิ ตี ่าง ๆตามสติปญั ญาและความสามารถของ
ตน การจดั การศึกษามุง่ เนน้ ความสำคัญท้งั ดา้ นความรู้ ความคิด ความสามารถ คุณธรรม กระบวนการเรยี นรู้และ
ความรบั ผิดชอบตอ่ สงั คม เพื่อพัฒนาคนใหม้ คี วามสมดุลโดยยึดหลกั ผ้เู รยี นสำคัญทีส่ ุด ( กระทรวงศกึ ษาธิการ.2551 :
23 )
การสอนกลุ่มสาระสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรมในโรงเรียน สว่ นใหญจ่ ดั ผ้เู รยี นเปน็ ห้อง ๆ แต่ละห้องมีผู้
เรียนจำนวนมาก โดยใหผ้ ู้เรียนเรียนคละกันท้ังเกง่ และออ่ น ดังนนั้ ผเู้ รยี นแตล่ ะคนมคี วามแตกตา่ งกนั ในดา้ นสตปิ ัญญา
ความถนดั คณุ ธรรมจรยิ ธรรม ความสามารถและประสบการณ์ จงึ ทำให้ผูเ้ รียนมคี วามร้แู ละความเข้าใจในเรื่องท่ีเรยี น
แตกต่างกัน ถ้าครสู อนเร็วผเู้ รียนท่เี รียนอ่อนจะตามไมท่ ันครสู อนซำ้ อธิบายมาก ๆ ผู้เรยี นก็จะเกิดความเบอ่ื หน่ายและ
ถา้ เปน็ ผ้เู รียนท่ียังเล็ก ครูผูส้ อนต้องหาวธิ กี ารสอนหลายๆอยา่ งเพื่อทำให้ผ้เู รยี นสนใจและมเี จคตทิ ด่ี ีต่อกลุม่ สาระ
สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ได้แก่ การนำเอาวิธีการสอนมาใชเ้ หมาะสมกบั ลักษณะวิชา กล่าวคือ ครจู ะตอ้ งหา
วธิ กี ารสอนที่ไดผ้ ลมาใชก้ บั นกั เรยี น ซึง่ จะเป็นสง่ิ ทีท่ ำให้การเรียนการสอนดำเนนิ ไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพมากข้นึ กว่า
เดมิ การจัดการเรียนรู้ คือ เพอ่ื ให้ผเู้ รียนเป็นมนษุ ยท์ ส่ี มบูรณ์ ดี เก่ง มีสขุ ผู้สอนจงึ มบี ทบาทสำคญั ในการสร้างผเู้ รยี น
ให้ไปสู่เป้าหมายดงั กล่าว โดยจะตอ้ งคำนงึ มาตรฐานคณุ ภาพการจดั การเรยี นรู้ เพอื่ จดั กิจกรรมการเรยี นร้ทู ี่เหมาะสม
กบั ผู้เรียนในแตล่ ะระดบั การศึกษา ปรับปรงุ กระบวนการเรยี นการสอนบางส่วนของผเู้ รยี น
การเรียนวิชาสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรมเป็นการศกึ ษาเก่ียวกับวิถชี ีวติ ความเป็นอยูข่ องมนษุ ย์
ลกั ษณะทางกายภาพและสภาพสิ่งแวดล้อมที่อยู่ล้อมรอบตวั เราเป็นการเรยี นรู้ที่จะสามารถปรบั ตวั ให้เขา้ กับสภาพ
สังคมในปัจจบุ ันได้อยา่ งมคี วามสขุ ปัญหาท่ีพบในการจดั การเรยี นการสอนรายวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
เร่อื ง การใช้ทรพั ยากรอย่างยั่งยนื ในช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6 เปน็ เร่อื งท่เี ขา้ ใจยาก เพราะวิธกี ารดูแบทรพั ยากรมหี ลาย
อย่าง เชน่ การดูแลระบบนิเวศ เรยี นรู้ 5R ปญั หาของสงั คม ชุมชน และภยั ธรรมชาติ ท่มี ผี ลต่อทรพั ยากร ทำให้
นักเรยี นมคี วามสับสนในชว่ งเวลา สถานท่แี ละบคุ คล ทำใหน้ ักเรยี นท่ีเรยี นเกิดความเบ่ือหน่ายทอ้ แท้ ไม่สนใจเรียน
ส่งผลใหผ้ ลสมั ฤทธใ์ิ นการเรียนตำ่ ลงทางผ้วู จิ ยั จึงเห็นสมควรแกป้ ญั หาโดยการสร้างชุดแบบฝึกทักษะ วชิ าสงั คมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม ซงึ่ ชุดแบบฝกึ มคี วามเขา้ ใจงา่ ยและเห็นภาพมากวา่ ในหนงั สือ ซ่งึ จะสง่ ผลให้นักเรยี นสนใจเรียน
มากข้นึ และมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนสงู ข้ึน
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อสร้างชดุ แบบฝึกทักษะทางการเรียนวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม เรือ่ ง การใชท้ รพั ยากร
อยา่ งยงั่ ยนื ของนกั เรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ที่มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 70 / 70
8!
2. เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นก่อนและหลงั เรยี นดว้ ยแบบฝึกทักษะ สำหรับนกั เรยี นชนั้ ประถม
ศกึ ษาปีที่ 6
สมมุตฐิ าน
ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นหลงั เรียนชองนักเรยี นทเี่ รียนด้วยแบบฝกึ ทกั ษะสูงกวา่ เรียน
1. ขอบเขตการวจิ ัย
1.1 ประชากร/กลุ่มตวั อย่าง
1) ประชากร
ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจัยครัง้ น้ี ได้แก่ นกั เรียนระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ของโรงเรยี นวดั คณกิ าผล ที่
กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 21 คน
2) กลุ่มตัวอย่าง
โดยการเลอื กแบบเจาะจง
1.2 ระยะเวลาในการวิจัย
ระยะเวลาทีใ่ ชใ้ นการดำเนนิ การวิจัยในภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2561 ตง้ั แตเ่ ดือนมถิ นุ ายน-กรกฎาคม
2561 จำนวน 3 คาบ
1.3 เนือ้ หาท่ใี ช้ในการวิจัย
การวจิ ยั ครั้งนีใ้ ชเ้ นอ้ื หาเรือ่ ง การใชท้ รพั ยากรอยา่ งย่งั ยนื ระดบั ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
2. ตัวแปร
2.1 ตัวแปรอสิ ระ (Independent Variables) คือ การสอนโดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะทางการเรียน
วิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม เรื่อง การใชท้ รัพยากรอยา่ งยั่งยนื ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6
2.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables) คอื ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม เร่อื ง การใช้ทรพั ยากรอย่างย่งั ยืน ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
นยิ ามศัพท์
1. ชุดแบบฝกึ ทกั ษะ หมายถงึ แบบฝึกทกั ษะท่ผี ้วู ิจัยสร้างขึน้ โดยใชเ้ นอื้ หาวิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6
2. ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน หมายถึง คะแนนทีน่ ักเรยี นทำไดจ้ ากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นท่ีผู้
วจิ ยั สรา้ งขึน้
3. นกั เรยี นระดบั ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 หมายถงึ นกั เรยี นท่ีกำลังศกึ ษาอยู่ในระดับ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
โรงเรยี นวดั คณิกาผล ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2561
4. ประสทิ ธภิ าพของชดุ ฝึกทักษะการเรยี น ผู้ศกึ ษาไดก้ ำหนดไว้ท่ี 70/70
70 ตัวแรก หมายถึง คะแนนเฉลย่ี ร้อยละของประสทิ ธิภาพของการฝึก
70 ตวั หลัง หมายถึง คะแนนเฉลี่ยร้อยละของการทดสอบหลงั เรยี น
!9
กรอบแนวคิด
จากการศกึ ษาแนวคิดหลักการและผลการวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้องดงั กลา่ วขา้ งตน้ ผ้วู ิจยั ไดก้ ำหนดกรอบแนวคดิ ในการ
วจิ ัย ดงั ภาพประกอบ 1 ดงั นี้
ภาพท่ี 1.1 กรอบแนวคิดของการวิจยั
ประโยชนท์ ค่ี าดว่าจะไดร้ บั
1. ไดแ้ บบฝึกทักษะทางการเรยี นวชิ าสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรือ่ ง การใชท้ รพั ยากรอยา่ งยง่ั ยืน
ชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6 ทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 70/70
2. พัฒนาผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนการสอนของผเู้ รยี นให้สูงขนึ้ เร่ืองการใชท้ รพั ยากรอยา่ งยัง่ ยนื
วิชาสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
!10
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ กี่ยวขอ้ ง
ในการศกึ ษาเอกสารงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การใชแ้ บบชุดฝกึ ทกั ษะพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทาง
การเรยี นวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เร่อื ง การใชท้ รัพยากรอยา่ งยงั่ ยนื ของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
ผูศ้ ึกษาไดค้ น้ ควา้ เอกสารและงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวข้อง โดยลำดบั เนือ้ หาท่เี ปน็ สาระสำคัญ ดงั ตอ่ ไปน้ี
1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
2. ความหมายของแบบฝึกทกั ษะ
3. แนวคิด/ทฤษฏีในเรอ่ื งแบบฝึกหดั
4. ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ
1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
หลักสตู รการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐานเปน็ หลกั สตู รท่ใี ชใ้ นการจดั การเรยี นการสอนเพื่อพัฒนาผ้เู รยี นในระดบั การ
ศกึ ษาท่ีตำ่ กว่าอดุ มศกึ ษา โดยม่งุ หวงั ให้ผู้เรยี นมีความสมบรู ณ์ท้งั ด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา อีกท้ังมีความรู้และ
ทกั ษะที่จำเปน็ สำหรับการดำรงชีวติ และมีคณุ ภาพไดม้ าตรฐานสากลเพอื่ การแข่งขนั ในยคุ ปจั จุบนั หลักสูตรการศกึ ษา
ขั้นพน้ื ฐานประกอบดว้ ยสว่ นสำคัญ คือ หลกั สตู รแกนกลาง ส่วนที่เก่ียวขอ้ งกบั สภาพชุมชนและทอ้ งถิ่น และสว่ นท่ี
สถานศึกษาพัฒนาเพ่มิ เตมิ ให้สอดคลอ้ งกับความต้องการของตนเอง
1! 1
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551: 11) ไดใ้ ห้ความหมายไว้ ดังนี้
1. หลักสตู รแกนกลาง เปน็ หลกั สตู รในส่วนทกี่ ำหนดโดยหน่วยงานส่วนกลาง (สพฐ.) เพือ่ ใหท้ ุกโรงเรียนใน
ระดับการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ใชใ้ นการจดั การเรียนการสอนเพอ่ื พัฒนาผู้เรียนทกุ คน หลกั สูตรแกนกลางระบุสิง่ ที่จำเป็น
สำหรับพฒั นาเยาวชนไทยทกุ คนให้เป็นพลเมอื งดขี องชาติ และสามารถดำรงชวี ิตอยูไ่ ด้อย่างมีความสขุ กา้ วทันต่อการ
เปล่ียนแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม ความเจรญิ ทางวทิ ยาการในโลกยุคปจั จุบนั องค์ประกอบสำคญั ของหลกั สตู รแกน
กลาง ได้แก่ วสิ ัยทศั น์ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้
และตวั ชว้ี ัด สาระการเรียนรู้แกนกลาง โครงสร้างเวลาเรียนพ้นื ฐาน และเกณฑก์ ารวัดประเมนิ ผลกลาง
2. สว่ นทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับสภาพชุมชนและท้องถิน่ จัดทำโดยสำนักงานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษาหรอื หนว่ ยงานทรี่ ับ
ผิดชอบระดบั ทอ้ งถิน่ ซึ่งหนว่ ยงานดงั กลา่ วตอ้ งเปน็ หลกั ในการประสานความร่วมมือระหวา่ งโรงเรยี นและชุมชน ใน
การจดั ทำเอกสารกรอบหลกั สตู รระดับทอ้ งถิน่ ซง่ึ มขี ้อมลู สำคัญเกี่ยวกับเปา้ หมาย/จดุ เน้นในการพัฒนาผู้เรียนในท้อง
ถ่ิน สาระการเรยี นร้ทู ้องถ่ิน และการประเมนิ คณุ ภาพผ้เู รียนระดับท้องถน่ิ ท้งั น้ีไม่จำเป็นตอ้ งกำหนดมาตรฐานการ
เรียนรูเ้ พม่ิ เติมในระดบั ท้องถิ่น
3. ส่วนท่ีสถานศกึ ษาพฒั นาเพ่มิ เตมิ เพือ่ ใหส้ อดคลอ้ งเหมาะสมกับจดุ เน้นของสถานศกึ ษาความสนใจความ
ตอ้ งการและความถนดั ของผเู้ รยี น หรือเพื่อพฒั นาศักยภาพของผู้เรียนในระดบั สูงท้ังนีไ้ มจ่ ำเป็นต้องกำหนดมาตรฐาน
การเรียนรเู้ พมิ่ เตมิ
ความหมายของการนำหลักสตู รไปใชท้ ่กี ล่าวมานั้น มีอย่หู ลายแงม่ ุมทั้งนี้ย่อมขน้ึ อยกู่ ับผูป้ ฏบิ ตั ิหรือผศู้ ึกษาที่
จะให้ความสนใจขอบเขตของการใช้หลกั สูตรในวงกวา้ งหรอื วงแคบ แตไ่ มว่ า่ จะเป็นความหมายในลกั ษณะใดกต็ าม
สุดท้ายกม็ ีเปา้ หมายเดียวกนั นัน่ คอื การดำเนนิ การจดั การเรยี นการสอนให้กับผเู้ รยี นได้เรยี นอยา่ งมีประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลสูงสดุ บรรลุตามจุดมุง่ หมายทีห่ ลักสูตรกำหนดไว้ จึงพอสรุปไดว้ ่า การนำหลักสูตรไปใช้เปน็ ภารกจิ ของ
โรงเรียนทน่ี ำหลักสูตรไปสู่การปฏบิ ัตจิ ริงตามเจตนารมณ์ ใหบ้ รรลวุ ตั ถปุ ระสงค์โดยมีครแู ละผู้บริหารเปน็ บคุ คลสำคญั
ในการดำเนนิ การทจ่ี ะทำให้การนำหลกั สูตรไปใชใ้ นระดับโรงเรยี นได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มหี ลกั การสำคัญ ดังนี้
1. เป็นหลักสตู รการศกึ ษาเพอ่ื ความเปน็ เอกภาพของชาติ มีจดุ มงุ่ หมายและมาตรฐาน การเรยี นรเู้ ปน็ เป้า
หมายสำหรบั พฒั นาเดก็ และเยาวชนให้มคี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพน้ื ฐานของความเปน็ ไทยควบคู่กบั
ความเป็นสากล
2. เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาเพ่อื ปวงชน ท่ปี ระชาชนทกุ คนมีโอกาสได้รบั การศกึ ษาอย่างเสมอภาคและมี
คณุ ภาพ
3. เป็นหลักสตู รการศึกษาท่สี นองการกระจายอำนาจใหส้ ังคมไดม้ ีสว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษาใหส้ อดคล้อง
กบั สภาพและความต้องการของท้องถนิ่
4. เป็นหลักสตู รสถานศึกษาทม่ี โี ครงสรา้ งยึดหยนุ่ ทัง้ ด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และ
การจดั การเรยี นรู้
5. เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาท่ีเน้นผเู้ รยี นเปน็ สำคัญ
6. เปน็ หลักสตู รการศกึ ษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศยั ครอบคลมุ ทุกกลุ่มเปา้
หมาย สามารถเปรยี บโอนผลการเรียนรูแ้ ละประสบการณ์
1! 2
จดุ มงุ่ หมาย
หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน มงุ่ พฒั นาผเู้ รียนใหเ้ ปน็ คนดี มปี ัญญา มีความสขุ มีศกั ยภาพในการ
ศึกษาต่อและประกอบอาชพี จงึ กำหนดเป็นจดุ หมายเพอ่ื ให้เกิดกบั ผู้เรยี น เมือ่ จบการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ดังน้ี
1. มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มทีพ่ งึ ประสงค์ เหน็ คณุ คา่ ของตนเอง มีวินัยและปฏิบัตติ นตามหลักธรรม
ของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
2. มคี วามรู้ ความสามารถในการส่อื สาร การคิด การแกป้ ญั หา การใช้เทคโนโลยี และ
มีทักษะชวี ติ
3. มสี ุขภาพกายและสุขภาพจติ ท่ีดี มสี ุขนสิ ยั และรกั การออกกำลงั กาย
4. มคี วามรักชาติ มจี ิตสำนึกในความเปน็ พลเมืองไทยและพลโลก ยึดม่ันในวถิ ชี ีวิตและ
การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข
5. มีจติ สำนึกในการอนุรักษ์วฒั นธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ กั ษ์และพฒั นาสง่ิ แวดลอ้ ม มีจติ สาธารณะที่
ม่งุ ทำประโยชนแ์ ละสรา้ งสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่รว่ มกันในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ
สมรรถนะสำคัญของผเู้ รียน
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน มุ่งพัฒนาผ้เู รียนให้มีสมรรถนะสำคญั 5
ประการ ดงั น้ี
1. ความสามารถในการสอื่ สาร เปน็ ความสามารถในการรบั และส่งสาร มวี ฒั นธรรมในการใชภ้ าษาถา่ ยทอด
ความคิด ความรคู้ วามเขา้ ใจ ความรู้สกึ และทศั นะของตนเองเพ่อื แลกเปล่ยี นข้อมลู ข่าวสารและประสบการณอ์ นั จะ
เปน็ ประโยชน์ตอ่ การพฒั นาตนเองและสังคม รวมทง้ั การเจรจาต่อรองเพ่อื ขจดั และลดปัญหาความขดั แย้งต่างๆ การ
เลอื กรับหรือไมร่ บั ข้อมูลข่าวสารดว้ ยหลักเหตผุ ลและความถกู ต้องตลอดจนการเลอื กใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพ
โดยคำนึงถงึ ผลกระทบทมี่ ตี อ่ ตนเองและสังคม
2. ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ การคดิ สงั เคราะห์ การคดิ อย่างสร้างสรรค์
การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และการคดิ อย่างเปน็ ระบบ เพ่อื นำไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรอื สารสนเทศเพื่อการตดั สิน
ใจเก่ียวกบั ตนเองและสงั คมไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. ความสามรถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปญั หาและอุปสรรคต่างๆท่ีเผชญิ ได้อยา่ งถกู ต้อง
เหมาะสมบนพน้ื ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมละขอ้ มลู สารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของ
เหตุการณ์ตา่ งๆในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกตค์ วามรู้มาใชใ้ นการป้องกันและแก้ไขปญั หา และมีการตัดสนิ ใจท่ีมี
ประสทิ ธภิ าพโดยคำนึงถึงผลกระทบท่เี กดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสง่ิ แวดล้อม
4. ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ เปน็ ความสามารถในการนำกระบวนการต่างๆไปใชใ้ นการดำเนนิ ชีวิต
ประจำวัน การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนอ่ื ง การทำงาน และการอย่รู ว่ มกนั ในสงั คมดว้ ยการสร้างเสรมิ
ความสัมพันธอ์ นั ดรี ะหว่างบคุ คลการจัดการปญั หาและความขัดแย้งตา่ งๆอยา่ งเหมาะสม การปรับตัวให้ทนั กบั การ
เปล่ยี นแปลงของสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม และการรจู้ ักหลกี เลีย่ งพฤตกิ รรมไมพ่ งึ ประสงคท์ ส่ี ง่ ผลกระทบต่อตนเอง
และผู้อนื่
5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือกและใชเ้ ทคโนโลยดี า้ นตา่ งๆ และมีทกั ษะ
กระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพฒั นาตนเองและสังคมในด้านการเรยี นรู้
!13
การสอื่ สารการทำงาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์
ในการพัฒนาผเู้ รียนตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน มุ่งพฒั นาผเู้ รยี นใหม้ ีคณุ ลักษณะอันพึง
ประสงค์ เพอื่ ใหส้ ามารถอยู่ร่วมกับผ้อู ่นื ในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสขุ ทง้ั ในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก ดงั นี้
1. รกั ชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซือ่ สัตย์สจุ รติ
3. มีวนิ ยั
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยอู่ ย่างพอเพียง
6. มงุ่ ม่ันในการทำงาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจติ สาธารณะ
นอกจากน้ี สถานศกึ ษาสามารถกำหนดคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคเ์ พมิ่ เตมิ ใหส้ อดคลอ้ งตามบรบิ ทและจุดเนน้
ของตนเอง
มาตรฐานการเรียนรู้
การพฒั นาผเู้ รยี นให้เกดิ ความสมดุล ตอ้ งคำนงึ ถึงหลกั พัฒนาการทางสมอง และพหุปัญญา หลักสูตรแกน
กลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน จงึ กำหนดให้ผเู้ รียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ ดังน้ี
1. ภาษาไทย
2. คณิตศาสตร์
3. วิทยาศาสตร์
4. สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
5. สขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา
6. ศลิ ปะ
7. การงานอาชพี และเทคโนโลยี
8. ภาษาตา่ งประเทศ
ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้กำหนดมาตรฐานการเรยี นรู้เป็นเป้าหมายสำคญั ของการพฒั นาคณุ ภาพผู้
เรยี น มาตรฐานการเรียนร้รู ะบุสิง่ ทผี่ ้เู รยี นพงึ รู้และปฏบิ ตั ไิ ด้ และมคี ุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์ อยา่ งไรเมื่อจบการศึกษา
ขั้นพน้ื ฐาน นอกจากนน้ั มาตรฐานการเรียนรู้ยงั เป็นกลไกสำคญั ในการขับเคลือ่ นพฒั นาการศึกษาทั้งระบบ เพราะ
มาตรฐานการเรียนรจู้ ะสะท้อนให้ทราบวา่ ต้องการอะไร จะสอนอยา่ งไร และประเมนิ อยา่ งไร รวมทงั้ เปน็ เครือ่ งมอื ใน
การตรวจสอบเพื่อการประกนั คุณภาพการศึกษาโดยใชร้ ะบบการประเมินคณุ ภาพภายในและการประเมินคณุ ภาพ
ภายนอก ซงึ่ รวมถึงการทดสอบระดับเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา และการทดสอบระดบั ชาติ ระบบการตรวจสอบเพอ่ื ประกัน
คณุ ภาพดงั กล่าวเป็นสง่ิ สำคญั ทชี่ ่วยสะทอ้ นภาพการศกึ ษาว่าสามารถพฒั นาผู้เรียนให้มคี ุณภาพตามท่ีมาตรฐานการ
เรียนรู้กำหนดเพียงใด
ตัวช้วี ดั
1! 4
ตัวช้ีวัดระบุส่งิ ทนี่ ักเรียนพงึ รแู้ ละปฏิบตั ิได้ รวมทงั้ คุณลักษณะของผ้เู รียนในแต่ละระดับช้นั ซึง่ สะทอ้ นถงึ
มาตรฐานการเรียนรู้ มคี วามเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรปู ธรรม นำไปใชใ้ นการกำหนดเนอ้ื หา จดั ทำหนว่ ยการ
เรียนรู้ จดั การเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคญั สำหรบั การวัดประเมนิ ผลเพอื่ ตรวจสอบคุณภาพผเู้ รียน
1. ตัวช้วี ดั ช้ันปี เปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรยี นแตล่ ะช้นั ปใี นระดบั การศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่
1 – มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3)
2. ตวั ช้ีวดั ชว่ งช้ัน เปน็ เปา้ หมายในการพัฒนาผู้เรยี นในระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย (มธั ยมศึกษาปีที่ 4 - 6)
สาระการเรียนรู้
สาระการเรยี นรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรอื กระบวนการเรียนรู้ และคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ ซง่ึ
กำหนดใหผ้ เู้ รียนทกุ คนในระดบั การศึกษาขั้นพนื้ ฐานจำเปน็ ต้องเรียนรู้ โดยแบง่ เป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้
หลักสูตรการศึกษาขนั้ พื้นฐานกำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนร้เู ปน็ เกณฑ์ในการกำหนดคณุ ภาพของผู้
เรียนเมอื่ จบการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน ซึง่ กำหนดไวเ้ ฉพาะส่วนท่ีจำเป็นสำหรบั เป็นพนื้ ฐานในการดำรงชีวิตให้มีคณุ ภาพ
สำหรับสาระและมาตรฐานการเรียนรูต้ ามความสามารถ ความถนัดและความสนใจของผเู้ รยี น สถานศึกษาสามารถ
พฒั นาเพิ่มเติมได้ สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้การศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐานมรี ายละเอียดดงั ตอ่ ไปน้ี
สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
สาระที่ 1 : ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 : เขา้ ใจประวัติ ความสำคญั หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนบั ถอื สามารถ
นำหลักธรรมของศาสนามาเป็นหลักปฏิบัติในการอยูร่ ่วมกัน
มาตรฐาน ส 1.2 : ยดึ มัน่ ในศีลธรรม การกระทำความดี มคี า่ นิยมท่ดี งี าม และศรทั ธาในพระพทุ ธศาสนาหรอื
ศาสนาทตี่ นนบั ถือ
มาตรฐาน ส 1.3 : เข้าใจประวตั ิ ความสำคญั หลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาท่ีตนนบั ถอื ค่านยิ ม
ทดี่ งี าม และสามารถนำไปประยุกตใ์ ชใ้ นการพัฒนาตน บำเพญ็ ประโยชนต์ ่อสังคม สงิ่ แวดลอ้ ม เพ่อื การอยู่ร่วมกันได้
อยา่ งสนั ติสขุ
สาระที่ 2 : ศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 2.1 : ปฏบิ ัติตนตามหนา้ ทีข่ องการเป็นพลเมอื งท่ดี ี ตามกฎหมาย ประเพณีและวฒั นธรรมไทย
ดำรงชีวติ อยรู่ ว่ มกันในสังคมไทยและสังคมโลกอยา่ งสันตสิ ขุ
มาตรฐาน ส 2.2 : เข้าใจระบบการเมอื งการปกครองในสงั คมปัจจุบนั ยดึ มน่ั ศรทั ธา และธำรงไวซ้ ่ึงการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
สาระท่ี 3 : เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส 3.1 : เขา้ ใจและสามารถบรหิ ารจดั การทรัพยากรในการผลติ และการบริโภคการใชท้ รพั ยากรที่มี
อยู่อยา่ งจำกัดไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพและคุ้มค่า รวมทง้ั เศรษฐกิจอย่างพอเพยี งเพือ่ การดำรงชีวิตอยา่ งมดี ลุ ยภาพ
มาตรฐาน ส 3.2 : เขา้ ใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆความสัมพนั ธข์ องระบบเศรษฐกจิ และความ
จำเปน็ ของการร่วมมอื กันทางเศรษฐกิจในสังคมโลก
สาระที่ 4 : ประวตั ิศาสตร์
1! 5
มาตรฐาน ส 4.1 : เขา้ ใจความหมาย ความสำคัญของเวลา และยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร์ สามารถใช้วิธกี าร
ทางประวัตศิ าสตรบ์ นพนื้ ฐานของความเป็นเหตเุ ป็นผลมาวเิ คราะห์เหตุการณต์ ่างๆอยา่ งเป็นระบบ
มาตรฐาน ส 4.2 : เขา้ ใจพฒั นาการของมนษุ ยชาติจากอดตี ถึงปัจจุบนั ในแงค่ วามสมั พันธแ์ ละการ
เปล่ยี นแปลงของเหตกุ ารณอ์ ย่างตอ่ เนอื่ ง ตระหนกั ถงึ ความสำคญั และสามารถวิเคราะหผ์ ลกระทบทีเ่ กดิ ข้นึ
มาตรฐาน ส 4.3 : เข้าใจความเป็นมาของชาตไิ ทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย มคี วามภูมิใจและธำรงความเป็น
ไทย
สาระท่ี 5 : ภมู ศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 : เขา้ ใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ ตระหนกั ความสมั พันธข์ องสรรพสง่ิ ท่ปี รากฏในระวาง
ท่ี ซึง่ มีผลต่อกันและกันในระบบของธรรมชาติ ใช้แผนท่ีละเครือ่ งมือทางภมู ศิ าสตร์ในการคน้ หาขอ้ มูล ภูมิสารสนเทศ
อนั จะนำไปสู่การใช้ และการจดั การอย่างมีประสทิ ธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 : เข้าใจปฏสิ มั พันธ์ระหวา่ งมนษุ ยก์ ับสภาพแวดล้อมทางกายภาพทกี่ อ่ ให้เกดิ การสรา้ งสรรค์
วฒั นธรรมและมีจิตสำนึก อนุรักษท์ รัพยากรและสิ่งแวดลอ้ มเพื่อการพฒั นาทย่ี ัง่ ยืน
ระดบั การศึกษา
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน จดั เปน็ 3 ระดบั ดงั นี้
1. ระดบั ประถมศึกษา (ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 - 6) การศกึ ษาระดับนีเ้ ป็นช่วงแรกของการศึกษาภาคบงั คบั
มุ่งเน้นทกั ษะพืน้ ฐานดา้ นการอา่ น การเขยี น การคิดคำนวณ ทกั ษะการคิดพื้นฐานการตดิ ต่อส่อื สาร กระบวนการเรยี น
รทู้ างสงั คมและพื้นฐานความเป็นมนษุ ย์ การพฒั นาคุณภาพชวี ติ อย่างสมบูรณแ์ ละสมดุลทง้ั ในดา้ นร่างกาย สติปัญญา
อารมณ์ สงั คม และวฒั นธรรม โดยเนน้ จดั การเรยี นรู้แบบบูรณาการ
2. ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น (ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 - 3) เป็นช่วงสุดท้ายของการศกึ ษาภาคบังคบั มุ่งเน้นให้ผู้
เรียนไดส้ ำรวจความถนดั และความสนใจของตนเอง สง่ เสริมการพฒั นาบคุ ลิกภาพสว่ นตน มีทกั ษะในการคิด
วิจารณญาณ คดิ สรา้ งสรรค์ และคดิ แก้ปญั หา มที กั ษะในการดำเนินชีวิต มที กั ษะการใช้เทคโนโลยีเพอ่ื เปน็ เครื่องมอื
ในการเรียนรู้ มีความรับผดิ ชอบต่อสงั คม มคี วามสมดุลทัง้ ด้านความรคู้ วามคิด ความดงี าม และมีความภูมิใจใน
ความเปน็ ไทย ตลอดจนใชเ้ ป็นพน้ื ฐานในการประกอบอาชพี หรอื การศึกษาตอ่
3. ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 - 6) การศึกษาระดบั นเ้ี นน้ การเพม่ิ พูนความรู้และ
ทักษะเฉพาะด้านสนองตอบความสามารถ ความถนดั และความสนใจของผูเ้ รยี นแต่ละคนทง้ั ด้านวิชาการและวชิ าชีพ
มที กั ษะในการใชว้ ิทยาการและเทคโนโลยี ทกั ษะกระบวนการคิดข้ันสูง สามารถนำความรู้ไปประยกุ ต์ใช้ให้เกดิ
ประโยชนใ์ นการศึกษาต่อและการประกอบอาชพี มุ่งพฒั นาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำและ
ผูใ้ หบ้ ริการชุมชนในดา้ นต่างๆ
โครงสรา้ งเวลาเรียน
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน กำหนดกรอบโครงสร้างเวลาเรยี น ดงั น้ี
การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพน้ื ฐานและเพ่มิ เติม สถานศึกษาสามารถดำเนนิ การ ดงั นี้
ระดบั ประถมศึกษา สามารถปรบั เวลาเรียนพื้นฐานของแตล่ ะกลุ่มสาระการเรียนรู้ ได้ตามความเหมาะสม ทั้งนี้ ตอ้ งมี
เวลาเรยี นรวมตามทก่ี ำหนดไวใ้ นโครงสรา้ งเวลาเรยี นพ้นื ฐานและผเู้ รยี นต้องมีคณุ ภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัว
ช้วี ัดทก่ี ำหนด ระดับมธั ยมศกึ ษา ต้องจดั โครงสรา้ งเวลาเรยี นพื้นฐานใหเ้ ปน็ ไปตามทก่ี ำหนดและสอดคล้องกับเกณฑ์
1! 6
การจบหลกั สูตรสำหรบั เวลาเรียนเพิม่ เตมิ ท้ังในระดบั ประถมศกึ ษาและมัธยมศึกษาให้จดั เป็นรายวชิ าเพ่ิมเติมหรื
กิจกรรมพฒั นาผู้เรยี น โดยพจิ ารณาให้สอดคล้องกบั ความพรอ้ ม จุดเนน้ ของสถานศึกษาและเกณฑ์
การจบหลักสตู ร เฉพาะระดับช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 1-3 สถานศึกษาอาจจดั ใหเ้ ป็นเวลาสำหรบั สาระการเรียนรู้
พนื้ ฐานในกลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนร้คู ณิตศาสตร์ กจิ กรรมพฒั นาผ้เู รยี นทกี่ ำหนดไวใ้ นชนั้
ประถมศกึ ษาปีที่ 1 ถงึ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ปลี ะ 120 ชวั่ โมง และชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4-6 จำนวน 360 ชว่ั โมงนนั้ เปน็
เวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะแนวกจิ กรรมนักเรยี น และกจิ กรรมเพอ่ื สังคมและสาธารณะประโยชน์ ในสว่ นกิจกรรม
เพอื่ สังคมและสาธารณะประโยชน์ให้สถานศกึ ษาจัดสรรเวลาให้ผเู้ รยี นได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้
ระดับประถมศกึ ษา (ป.1-6) รวม 6 ปี จำนวน 60 ชว่ั โมง
ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ (ม.1-3) รวม 3 ปี จำนวน 45 ช่วั โมง
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปี จำนวน 60 ชัว่ โมง
การจดั การศึกษาสำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะการจดั การศกึ ษาบางประเภทสำหรบั กลุ่มเปา้ หมายเฉพาะ เชน่
การศึกษาเฉพาะทาง การศกึ ษาสำหรบั ผมู้ คี วามสามารถพิเศษ การศึกษาทางเลอื ก การศกึ ษาสำหรับผดู้ อ้ ยโอกาส การ
ศกึ ษาตามอัธยาศัยสามารถนำหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พืน้ ฐานไปปรับใชไ้ ดต้ ามความเหมาะสม กับสภาพและ
บรบิ ทของแต่ละกลุ่มเปา้ หมาย โดยให้มีคณุ ภาพตามมาตรฐานท่ีกำหนด ท้ังนใ้ี หเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ารที่
กระทรวงศึกษาธิการกำหนด
การจดั เวลาเรยี น
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน ไดก้ ำหนดรอบโครงสรา้ งเวลาเรยี นข้นั ตำ่ สำหรบั กลุ่มสาระการเรยี นรู้
8 กลมุ่ สาระ และกจิ กรรมพัฒนาผู้เรียน ซง่ึ สถานศึกษาสามารถเพมิ่ เตมิ ไดต้ ามความพร้อมและจดุ เนน้ โดยสามารถ
ปรบั ให้เหมาะสมตามบรบิ ทของสถานศกึ ษาและสภาพของผูเ้ รียน ดงั นี้
1. ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 1 - 6) ใหจ้ ดั เวลาเรียนเป็นรายปี โดยมีเวลาเรียนวันละไมเ่ กิน
5 ชั่วโมง
2. ระดับชน้ั มธั ยมศึกษาตอนต้น (ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 - 3) ใหจ้ ัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรยี นวันละไม่
เกิน 6 ช่ัวโมง คิดนำ้ หนักของรายวิชาทเี่ รียนเปน็ หน่วยกิต ใช้เกณฑ์ 40 ชว่ั โมงตอ่ ภาคเรียนมคี ่านำ้ หนกั วิชาเท่ากับ 1
หน่วยกติ (นก.)
3. ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย (ชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 - 6) ใหจ้ ัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มีเวลาเรยี น วันละไม่
น้อยกวา่ 6 ชวั่ โมง คดิ น้ำหนักของรายวชิ าท่เี รียนเป็นหน่วยกติ ใช้เกณฑ์ 40 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรยี น มีค่านำ้ หนักวชิ า
เทา่ กบั 1 หน่วยกิต (นก.)
แนวคดิ หลกั การ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ปรบั ปรงุ และพฒั นาจากหลักสตู รการศกึ ษาข้นั
พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2544 เพือ่ แก้ไขปญั หาอุปสรรคทเ่ี กิดขน้ึ ในการใช้หลกั สตู รทผี่ า่ นมาและเพ่อื ช่วยใหก้ ารจดั การทำ
หลักสตู รสถานศึกษา และการจัดการเรยี นการสอนในชน้ั เรยี นมีประสทิ ธิภาพย่ิงขน้ึ หลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั
พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 ยดึ หลักการและแนวคิดสำคัญ คือ มีมาตรฐานการเรียนร้เู ปน็ เปา้ หมายในการพฒั นาผเู้ รียน
(Standards-based curriculum) โดยสำนกั งานคณะกรรมการศกึ ษาข้ันฐานมีบทบาทหนา้ ทใ่ี นการกำหนด
มาตรฐานการเรียนรขู้ น้ึ มาตรฐานการเรยี นรูม้ ีความสำคัญสำหรบั ทกุ ฝ่ายที่เก่ยี วข้องเช่นเดยี วกบั หลักสตู รการศึกษา
1! 7
ข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2544 แตก่ ำหนดตวั ชีว้ ัด สาระการเรียนรแู้ กนกลาง เพ่ือใหช้ ัดเจนและสะดวกในการจัดการ
เรยี นการสอนและประเมนิ ผลการเรยี นรู้
ผู้เรยี น – มาตรฐานการเรยี นร้ชู ว่ ยใหผ้ ู้เรยี นทราบถงึ สิง่ ทต่ี นต้องรู้และปฏบิ ตั ไิ ด้ รวมทง้ั คุณลักษณะสำคัญ ซึ่ง
เปน็ สงิ่ ทา้ ทาย กระตนุ้ ใหผ้ ู้เรียนมคี วามพยายามท่จี ะกา้ วไปให้ถึงจดุ น้นั
ผู้สอน – มาตรฐานการเรยี นร้เู ปน็ กรอบและแนวทางในการสร้างหลกั สตู ร ออกแบบการเรยี นการสอนและ
การประเมินผลทำให้ทราบวา่ อะไรเปน็ สิง่ สำคัญที่นกั เรยี นควรรูแ้ ละปฏบิ ตั ไิ ด้ ชมุ ชน ทอ้ งถิ่น และระดับชาติ –
มาตรฐานการเรียนรู้เป็นความคาดหวังทางการศึกษาทตี่ ัง้ ไว้ร่วมกนั ชว่ ยให้ทุกฝ่ายทเี่ กย่ี วข้องสื่อสารเขา้ ใจตรงกนั เกยี่ ว
กบั หลักสูตร ทำใหบ้ คุ คลและส่วนตา่ งๆในระบบการศึกษาทำงานร่วมกันในการวางแผนพัฒนาการศึกษาใหม้ ี
ประสทิ ธิภาพและมที ศิ ทางที่ชัดเจนย่ิงข้ึนดว้ ยเหตุน้ีในการจัดทำหลกั สูตรการเรียนการสอนเพอื่ พัฒนาผ้เู รยี นไปสู่
มาตรฐาน ครผู สู้ อนปละผมู้ ีส่วนเกย่ี วข้องในการจัดทำหลักสตู รจำเป็นต้องมีความรคู้ วามเขา้ ใจเรือ่ งมาตรฐานและ
กระบวนการพัฒนาหลักสตู รองิ มาตรฐานเป็นอยา่ งดี
ประเดน็ เปล่ียนแปลงสำคัญของหลักสูตรการศกึ ษาข้นั พื้นฐานพุทธศกั ราช 2551
หลักสูตรการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน (ฉบบั ปรบั ปรุง) ยังคงยดึ มาตรฐานการเรียนรู้ และหลักการเดิมแต่มีการ
เปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดความชัดเจนในการนำไปสูก่ ารปฏิบตั ิในประเดน็ สำคญั ได้แก่
1. กำหนดวิสัยทัศนห์ ลักสูตร หลักสูตรการศกึ ษาขัน้ พนื้ ฐานที่ใชอ้ ย่ใู นปัจจบุ นั กำหนดให้สถานศึกษาจดั ทำวิสัย
ทศั นข์ องหลกั สูตรในระดับสถานศึกษา แต่ขาดการกำหนดวสิ ัยทัศนใ์ นระดับชาติ ทำให้เปา้ หมายทศิ ทางของการ
จัดการศึกษาขาดความเป็นเอกภาพ ในการปรับปรงุ หลกั สูตรในครง้ั นีจ้ ึงมกี ารกำหนดวสิ ยั ทศั น์หลกั สูตรขน้ึ เพื่อเปน็
เป้าหมายท่ีชดั เจนตรงกนั ในการจัดการศึกษาเพ่อื พฒั นาเยาวชนของชาติ
2. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน มีการกำหนดสมรรถนะสำคัญ 5 ดา้ น เพ่อื เป็นจุดเนน้ ใน
การพัฒนาผู้เรยี นในระดับการศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน ไดแ้ ก่ 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) การคิดอย่างมวี จิ ารณญาณ
3) ทักษะการแก้ปญั หา 4) ทักษะชวี ิต 5) ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี ในการจัดการเรียนการสอน ครูผสู้ อน
ตอ้ งปลกู ฝงั และพัฒนาใหผ้ เู้ รียนเกิดสมรรถนะเหลา่ นใ้ี นทกุ กลุม่ สาระการเรียนรู้
3. จัดทำตวั ชี้วดั ชั้นปี ได้มกี ารกำหนดตัวชีว้ ัดช้ันปีสำหรับการศึกษาภาคบังคับ จากเดมิ ที่
การกำหนดมาตรฐานชว่ งชัน้ กวา้ งๆ แลว้ ใหโ้ รงเรยี นกำหนดผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั แต่ละปีเอง ทำใหเ้ กิดความซำ้ ซ้อน
และมีความแตกต่างระหวา่ งหลักสตู รของสถานศกึ ษาแตล่ ะแห่งมาก การกำหนดตวั ชวี้ ดั ชั้นปจี ะชว่ ยให้เกดิ ความเป็น
เอกภาพ และมีความชดั เจนในการจดั การเรียนการสอนและประเมนิ ผลในแตล่ ะระดบั ช้นั รวมท้งั ช่วยแกป้ ญั หาการ
เทียบโอนระหว่างสถานศึกษา อยา่ งไรกต็ ามตัวชวี้ ดั ที่กำหนดนี้เปน็ เพยี ง minimum requirement ที่ผเู้ รยี นแตล่ ะ
ระดับชน้ั ควรพัฒนาใหถ้ งึ คณุ ภาพดงั กลา่ ว โรงเรยี นสามารถเพ่ิมเตมิ ไดต้ ามศักยภาพความพร้อม
4. กำหนดสาระการเรียนรแู้ กนกลาง แต่ส่วนเดิมสว่ นกลางกำหนดสาระการเรยี นร้ใู นแต่ละกลุ่มสาระไว้ใน
ลักษณะของผงั มโนทัศน์ เพื่อเป็นแนวทางสำหรบั สถานศึกษานำไปพจิ ารณาจัดทำหลกั สตู รสถานศกึ ษา หลายกล่มุ
สาระให้ตวั อย่างเนอื้ หาแน่นมาก และมคี วามซ้ำซ้อนกันในระหวา่ งชนั้ กอ่ ให้เกดิ ปญั หาเมื่อสถานศึกษานำไปใช้ในการ
1! 8
จดั ทำหลักสูตรการเรียนการสอน การปรับปรุงหลกั สตู รครงั้ นี้ได้กำหนดสาระการเรียนรู้แกนกลางซ่ึงเปน็ จุดรว่ มที่ผู้
เรียนในทกุ คนในระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานตอ้ งเรียนรู้ ชว่ ยใหเ้ กดิ ความเปน็ เอกภาพในการจัดการศกึ ษาเพอื่ พฒั นา
เยาวชนในชาตมิ ากขึ้น
5. ปรับโครงสร้างเวลาเรียน ในการปรบั ปรุงหลักสตู รคร้ังน้ี ส่วนกลางกำหนดเวลาเรยี นขน้ั ต่ำในแตล่ ะปไี ว้
โดยเปิดชอ่ งให้สถานศึกษาสามารถกำหนดเพิม่ เตมิ ไดต้ ามความเหมาะสม ซ่งึ จะช่วยให้การจัดหลกั สูตรสถานศึกษา
สำหรบั ผเู้ รียนในระดบั ชั้นต่างๆ และในกลุ่มสาระตา่ งๆ มีความเหมาะสม สอดคลอ้ งกบั จุดมุ่งหมายของหลกั สตู รการ
ศึกษาขั้นพน้ื ฐานในการพัฒนาผ้เู รียนมากขนึ้
6. ปรับเกณฑ์การวดั ประเมินผล มกี ารปรับปรงุ เกย่ี วกบั การวัดประเมนิ ผลในประเด็นดังน้ี จากเดมิ น้นั กำหนด
ให้ ระดบั ช้ัน ป.1 – ม.3 ตดั สินผลการเรยี นเปน็ รายปี และมธั ยมศกึ ษาตอนปลายตัดสนิ ผลเป็นรายภาค ในการ
ปรบั ปรุงคร้งั น้ีระดบั ประถมศกึ ษา (ป.1 – ป.6) ยังคงตดั สนิ ผลการเรยี นเปน็ รายปเี ช่นเดิม แต่ระดับมธั ยมศึกษาตอน
ตน้ ไดเ้ ปล่ียนเป็นการตดั สินผลการเรยี นเปน็ รายภาคใหส้ อดคล้องกับระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เพื่อรองรบั ระบบ
หนว่ ยกิต กำหนดใหก้ ารบริการสงั คม (Community service) เปน็ สว่ นหนึง่ ของกิจกรรมพัฒนาผู้เรยี นและตอ้ งได้รับ
การประเมนิ ผลอยา่ งชดั เจนเป็นรปู ธรรม
คณุ ภาพผเู้ รยี น
จบชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6
- ได้เรยี นรูเ้ ร่ืองเกี่ยวกบั ตนเองและผูท้ อ่ี ย่รู อบข้าง ตลอดจนสภาพแวดลอ้ มในทอ้ งถิ่น ทีอ่ ยอู่ าศยั และเชือ่ งโยง
ประสบการณ์ไปสูโ่ ลกกวา้ ง
- ผ้เู รียนได้รับการพฒั นาใหม้ ีทกั ษะกระบวนการ และมีขอ้ มูลทจ่ี าเป็นต่อการพฒั นาใหเ้ ปน็
ผมู้ คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ ามหลกั คำสอนของศาสนาทต่ี นนับถอื มีความเปน็ พลเมอื งดี มีความรับผิด
ชอบ การอยรู่ ่วมกนั และการทำงานกบั ผอู้ ่ืน มีสว่ นรว่ มในกจิ กรรมของหอ้ งเรียน และได้ฝึกหดั ในการตัดสนิ ใจ
- ได้ศึกษาเรอ่ื งราวเก่ยี วกบั ตนเอง ครอบครวั โรงเรยี น และชมุ ชนในลกั ษณะการบูรณาการ ผู้เรยี นได้เขา้ ใจ
แนวคิดเกยี่ วกบั ปัจจุบันและอดีต มคี วามรพู้ นื้ ฐานทางเศรษฐกิจไดข้ ้อคิดเก่ยี วกับรายรับ-รายจา่ ยของครอบครวั เข้าใจ
ถึงการเป็นผผู้ ลติ ผบู้ ริโภค รู้จักการออมขน้ั ต้นและวิธีการเศรษฐกิจพอเพยี ง
- ไดร้ ับการพฒั นาแนวคิดพนื้ ฐานเกีย่ วกบั ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม หนา้ ทีพ่ ลเมือง เศรษฐศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์ และภมู ปิ ัญญา เพ่ือเปน็ พนื้ ฐานในการทำความเขา้ ใจในขนั้ ที่สงู ตอ่ ไป จบชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
- ได้เรียนรูเ้ รอื่ งของจงั หวดั ภาค และประทศของตนเอง ท้งั เชิงประวตั ิศาสตร์ ลักษณะ
ทางกายภาพ สงั คม ประเพณี และวฒั นธรรม รวมท้งั การเมอื งการปกครอง สภาพเศรษฐกิจโดยเนน้ ความเปน็
ประเทศไทย
- ได้รบั การพฒั นาความรแู้ ละความเข้าใจ ในเรื่องศาสนา ศลี ธรรม จริยธรรม ปฏบิ ัตติ นตามหลกั คำสอนของ
ศาสนาทีต่ นนบั ถอื รวมท้ังมีสว่ นร่วมศาสนพิธี และพธิ ีกรรมทางศาสนามากยิง่ ขนึ้
- ไดศ้ ึกษาและปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิหนา้ ท่ใี นฐานะพลเมอื งดีของทอ้ งถน่ิ จงั หวัด ภาค และ
ประเทศ รวมทง้ั ได้มสี ว่ นร่วมในกิจกรรมตามขนบธรรมเนียมประเพณี วฒั นธรรม ของท้องถิ่นตนเองมากย่ิงขนึ้
- ไดศ้ ึกษาเปรยี บเทียบเร่อื งราวของจงั หวัดและภาคตา่ งๆของประเทศไทยกบั ประเทศเพ่อื นบ้าน ได้รับการ
พัฒนาแนวคิดทางสงั คมศาสตร์ เกย่ี วกับศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม หน้าทีพ่ ลเมอื ง เศรษฐศาสตร์ ประวตั ิศาสตร์ และ
1! 9
ภูมศิ าสตรเ์ พ่อื ขยายประสบการณ์ไปสู่การทำความเขา้ ใจ ในภูมภิ าค ซกี โลกตะวนั ออกและตะวันตกเกย่ี วกับศาสนา
คุณธรรม จริยธรรม คา่ นยิ มความเชอ่ื ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี วัฒนธรรม การดำเนนิ ชวี ติ การจดั ระเบยี บทางสังคม
และการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมจากอดีตส่ปู ัจจุบนั
2. ความหมายของแบบฝกึ ทักษะ
พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน 2545ภถ ( 2545. 2546 : 483 ) ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบฝึกไว้วา่ แบบ
ฝกึ หมายถงึ แบบตัวอย่าง ปัญหา หรือคำสงั่ ท่ตี ัง้ ขน้ึ เพ่อื ให้นักเรียนฝกึ ตอบ
สุนนั ทา สนุ ทรประเสริฐ 2543 : 2 กลา่ ววา่ “เมอื่ ครไู ดส้ อนเนอ้ื หา แนวคดิ หรอื หลักการเรอื่ งใดเร่ืองหนึ่งให้
กับนักเรยี น และนักเรยี นมคี วามรูค้ วามเขา้ ใจในเรอ่ื งนั้นแลว้ ขัน้ ต่อไปครจู ำเปน็ ต้องจัดกิจกรรมให้นักเรียนไดฝ้ กึ ฝน
เพอ่ื ใหเ้ กิดความชำนาญ คลอ่ งแคลว่ ถูกตอ้ งแม่นยำ และรวดเร็ว หรือท่เี รียกว่าฝกึ ฝนเพอ่ื ใหเ้ กิดทกั ษะ”
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแหง่ ชาติ ( 2543: 190 ) กล่าววา่ “แบบฝึกหัด เป็นสื่อการเรียน
ประเภทหนึ่งสำหรบั ให้นกั เรียนฝกึ ปฏบิ ัตเิ พอ่ื ให้เกดิ ความรูค้ วามเขา้ ใจและทกั ษะเพ่ิมขึ้น สว่ นใหญห่ นังสือเรยี นจะมี
แบบฝกึ หัดอยู่ทา้ ยบทเรียน แบบฝึกหัดสว่ นใหญจ่ ะจัดทำในรปู ของแบบฝึกหดั หรือชุดฝึกซงึ่ นกั เรยี นจะฝึกหัดเรยี น
ด้วยตนเอง และจัดทำเป็นชดุ เนน้ พัฒนา หรือเสริมทกั ษะเรอ่ื งใดเร่ืองหนง่ึ ”
สุนนั ทา สนุ ทรประเสริฐ ( 2543 : 2 ) กล่าววา่ “ความสำคัญของแบบฝึก หรือแบบฝกึ หดั พอสรุปไดว้ า่ แบบ
ฝกึ หรอื แบบฝึกหดั คอื ส่อื การเรยี นการสอนชนดิ หนงึ่ ทีใ่ ช้ฝกึ ทกั ษะให้กับผูเ้ รยี น หลงั จากเรยี นจบเน้อื หาในช่วงหนง่ึ ๆ
เพ่ือฝึกฝนใหเ้ กิดความรคู้ วามเขา้ ใจ รวมทงั้ เกดิ ความชำนาญในเรือ่ งน้นั ๆอยา่ งกว้างขวางมากขนึ้ ”
จากที่กลา่ วมาข้างต้นพอสรุปไดว้ ่า แบบฝกึ หมายถงึ สื่อการสอนชนิดหนง่ึ ที่สร้างขนึ้ เพ่ือเปน็ แนวทางในการ
ฝกึ ทกั ษะให้แกผ่ เู้ รียน จะมีแบบฝกึ หัดเปน็ กิจกรรมให้นักเรยี นไดฝ้ กึ ฝนและกิจกรรมควรมรี ูปแบบทห่ี ลากหลายดงั นั้น
แบบฝึกหดั จงึ มีความสำคัญตอ่ ผ้เู รียนเป็นอย่างมากในการช่วยเสริมสร้างทักษะใหก้ ับผเู้ รยี นไดเ้ กิดการเรียนรแู้ ละเข้าใจ
ไดร้ วดเรว็ ขนึ้ ชดั เจนขึน้ กว้างขวางข้ึน ทำใหก้ ารสอนของครูและการเรียนของนกั เรียนประสบผลสำเร็จอย่างมี
ประสิทธภิ าพ
ดังน้นั แบบฝกึ จึงมีความสำคญั ต่อผ้เู รียนไม่นอ้ ย ในการทจี่ ะช่วยเสรมิ สร้างทกั ษะใหก้ บั ผู้เรียนไดเ้ กดิ การเรยี นรู้
และเขา้ ใจไดเ้ ร็วขน้ึ ชัดเจนขึ้น กว้างขวางขึ้น ทำให้การสอนของครู และการเรียนของนกั เรียนประสบผลสำเร็จอยา่ งมี
ประสทิ ธภิ าพ
3. แนวคิด/ทฤษฎใี นเรือ่ งแบบฝึกทกั ษะ
ไพบลู ย์ เทวรกั ษ์ (2540) ได้กลา่ วถึงกฎการฝึกหดั ไว้ว่า การฝึกหดั ใหบ้ ุคคลทากิจกรรมต่าง ๆ นน้ั ผูฝ้ กึ จะตอ้ ง
ควบคุมและจัดสภาพการใหส้ อดคล้องกับวัตถปุ ระสงคข์ องตนเอง บคุ คลจะถกู กำหนดลักษณะพฤติกรรมท่ีแสดงออก
ดงั น้นั ผู้สรา้ งแบบฝกึ จึงจะต้องกำหนดกิจกรรมตลอดจนคำสั่งต่าง ๆ ในแบบฝกึ ใหผ้ ู้ฝึกไดแ้ สดงพฤตกิ รรม
สอดคล้องกบั วัตถุประสงคท์ ่ผี ู้สร้างต้องการ
กรมวชิ าการ ( 2543 : 20 ) ได้นำเสนอไวว้ ่า “การเรยี นรเู้ ปน็ กระบวนการของการตอบสนองต่อส่งิ เร้า เชน่
แนวคิดของธอร์นไดด์ เชือ่ ว่าการเรยี นรูจ้ ะเกิดขึ้นเมื่อมีสงิ่ เรา้ มาเร้าและผูเ้ รียนจะเลือกตอบสนองจนเป็นท่ีพอใจของผู้
2! 0
เรยี น การตอบสนองใดไม่พึงพอใจกจ็ ะถกู ตัดทงิ้ ไป แนวคิดนี้มอี ิทธพิ ลต่อการจัดการเรียนการสอนของไทยมานาน นบั
ตัง้ แตไ่ ทยรับความคิดทางการศกึ ษามาจากสหรฐั อเมริกา”
จากที่กล่าวมาขา้ งตน้ ทำให้ทราบว่าการสรา้ งแบบฝกึ จะต้องคำนึงถึงจติ วิทยาเพ่ือให้ได้แบบฝกึ ทเ่ี หมาะสมกบั
วัยและความสามารถของนักเรียน และยงั เปน็ แนวทางในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน เพ่อื ให้นกั เรียนไดเ้ กิดความ
พึงพอใจท่จี ะทำแบบฝกึ ครอบคลุมเน้อื หา รปู แบบน่าสนใจ ได้รับประสบการณ์ตรง เหมาะสมกบั วัยของผเู้ รยี น มี
ความชดั เจนของคำสั่ง และได้ลงมอื กระทำเองจนเกิดทศั นคตทิ ดี่ ีต่อการเรยี น และสามารถประเมนิ ผลพัฒนาการของผู้
เรียนไดด้ ว้ ย ซ่งึ จะนำไปสคู่ วามสำเร็จในดา้ นการเรยี นรไู้ ด้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ
4. ความสำคญั ของแบบฝึกทักษะ
สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ (2537) ไดก้ ล่าวถงึ ประโยชนข์ องแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ ดังน้ี
1. เป็นส่วนเพิม่ เติม หรอื เสริมหนังสือเรียน
2. ช่วยเสริมทกั ษะการใชภ้ าษาใหด้ ขี น้ึ แตท่ ้ังน้จี ะต้องอาศัยการสง่ เสรมิ และความเอาใจใส่จากครผู ู้สอนดว้ ย
3. ชว่ ยในเรอื่ งความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะการทใ่ี หน้ กั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ท่เี หมะสมกับความสามารถ
ของเขาจะชว่ ยให้นกั เรียนประสบความสำเรจ็
4. แบบฝกึ ช่วยเสริมทกั ษะทางภาษาคงทน
5. การใหน้ กั เรยี นทำแบบฝึก ชว่ ยใหค้ รมู องเห็นจดุ เด่นหรอื จุดบกพร่องของนักเรียนไดช้ ัดเจน ซึง่ จะชว่ ยใหค้ รู
ดำเนนิ การปรบั ปรุง แกไ้ ขปัญหาน้นั ๆ ไดท้ นั ท่วงที
6. แบบฝึกที่จัดพมิ พ์ไวเ้ รียบรอ้ ยแล้ว จะชว่ ยให้ครูประหยดั แรงงาน และเวลาในการที่จะเตรยี มการสรา้ งแบบ
ฝึก นักเรยี นไมต่ ้องเสยี เวลาในการคัดลอกแบบฝึก ทำใหม้ ีเวลาและโอกาสไดฝ้ ึกฝนมากขน้ึ
ประทีป แสงเปีย่ มสุข (2538) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแบบฝึกไว้ ดังนี้
1. เป็นอปุ กรณช์ ่วยลดภาระของครู
2. ช่วยให้นักเรยี นได้ฝึกทกั ษะในการใชภ้ าษาให้ดีขึน้
3. ชว่ ยในเรือ่ งความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ชว่ ยใหน้ ักเรยี นประสบผลสำเรจ็ ในทางจิตใจมากขึ้น
4. ชว่ ยเสรมิ ทกั ษะทางภาษาให้คงทน
5. เปน็ เครื่องมอื วดั ผลการเรยี นหลังจากเรยี นบทเรยี นแล้ว
6. ช่วยใหเ้ ด็กสามารถทบทวนได้ดว้ ยตนเอง
7. ช่วยให้ครูมองเหน็ ปญั หาต่าง ๆ ของนกั เรียนได้ชัดเจน
8. ชว่ ยใหน้ ักเรียนฝกึ ฝนได้เตม็ ที่ นอกเหนอื จากท่เี รยี นในบทเรยี น
9. ช่วยใหผ้ เู้ รยี นเห็นความก้าวหนา้ ของตนเอง
10. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นมที ศั นคติทีด่ ตี ่อการสะกดคำ อดลุ ย์ ภปู ลมื้ (2539) ได้กลา่ วถึงประโยชน์ของแบบ
ฝกึ ไว้ ดังน้ี
1. ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรยี นได้ดขี นึ้
2. ชว่ ยให้จดจำเน้อื หา และคำศพั ทต์ า่ ง ๆ ได้คงทน
3. ทำให้เกิดความสนุกสนานในขณะเรยี น
4. ทำใหท้ ราบความก้าวหนา้ ของตนเอง
2! 1
5. สามารถนำแบบฝกึ หัดมาทบทวนเนือ้ หาเดมิ ดว้ ยตนเองได้
6. ทำให้ทราบขอ้ บกพรอ่ งของนักเรียน
7. ทำใหค้ รปู ระหยดั เวลา
8. ทำให้นกั เรียนสามารถนาภาษาไปใชส้ อ่ื สารไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
แบบฝกึ มีประโยชนต์ ่อการเรียนวชิ าทกั ษะมาก เพต็ ตี ( สจุ ริตา ศรีนวล 2538 : 62 ; อ้างอิงจาก Petty. 1963
: 469-472 ) ไดก้ ล่าวไวด้ งั นี้
1. เป็นส่วนเพิ่มหรือเสริมหนงั สือเรยี นในการเรยี นทักษะ เปน็ อุปกรณ์การสอนช่วยลดภาระของครูได้
มาก เพราะแบบฝกึ เปน็ สิ่งทจ่ี ัดทำขึ้นอยา่ งเปน็ ระบบระเบียบ
2. ช่วยเสริมทักษะทางการใช้ภาษา แบบฝกึ เป็นเคร่ืองมือทีช่ ว่ ยให้เดก็ ได้ฝึกทกั ษะ การใช้ภาษาใหด้ ี
ขึน้ แตจ่ ะตอ้ งอาศัยการส่งเสริมและความเอาใจใส่จากครูผู้สอนดว้ ย
3. ช่วยในเรอ่ื งความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เนอ่ื งจากเด็กมีความสามารถทางภาษาแตกต่างกนั การ
ใหเ้ ดก็ ทำแบบฝกึ หดั ที่เหมาะสมกับความสามารถของเขาจะชว่ ยใหเ้ ดก็ นนั้ มีความประสบผลสำเร็จในดา้ นจิตใจมากขน้ึ
แบบฝกึ ชว่ ยเสริมใหท้ กั ษะทางภาษาคงทน โดยกระทำดังน้ี
1. ฝึกทันทีหลังจากเดก็ ไดเ้ รียนรู้ในเรือ่ งนนั้ ๆ
2. ฝกึ ซำ้ หลายๆ ครัง้
3. เน้นเฉพาะเรอื่ งท่ีตอ้ งการฝึก
4. แบบฝกึ ที่ใชจ้ ะเปน็ เครือ่ งมอื วัดผลการเรียนหลังจากจบบทเรยี นในแตล่ ะครัง้
5. แบบฝึกทจ่ี ดั ทำข้ึนเป็นรปู เล่มเด็กสามารถเก็บรกั ษาไวใ้ ช้เปน็ แนวทางเพอ่ื ทบทวนดว้ ยตนเองได้
ตอ่ ไป
6. การใหเ้ ดก็ ทำแบบฝึก ช่วยให้ครูมองเห็นจุดเด่นหรือปัญหาต่างๆ ของเด็กได้ชดั เจน ซึง่ จะช่วยให้
ครูดำเนินการปรบั ปรุงแก้ไขปญั หาน้นั ๆ ไดท้ นั ทว่ งที
7. แบบฝึกทจ่ี ัดขน้ึ นอกเหนือจากท่มี ีอยู่ในหนงั สอื แบบเรียน จะชว่ ยใหเ้ ดก็ ไดฝ้ กึ ฝนอย่างเต็มท่ี
8. แบบฝกึ ทีจ่ ดั พิมพ์ไวเ้ รยี บรอ้ ยจะชว่ ยให้ครูประหยดั ทงั้ แรงงานและเวลาในการทีจ่ ะตอ้ งเตรียม
สรา้ งแบบฝกึ อยู่เสมอ ในดา้ นผเู้ รยี นก็ไม่ต้องเสยี เวลาลอกแบบฝกึ จากตำราเรียนทำให้มีโอกาสไดฝ้ ึกฝนทักษะตา่ งๆ
มากขนึ้
9. แบบฝึกชว่ ยประหยัดค่าใชจ้ า่ ย เพราะการจัดพิมพเ์ ปน็ รูปเล่มทแ่ี น่นอนย่อมลงทนุ ต่ำกวา่ ท่ีจะพิมพ์
ลงในกระดาษไขทกุ คร้ัง ผู้เรียนสามารถบันทึกและมองเห็นความกา้ วหน้าของตนเองไดอ้ ย่างมรี ะบบและเป็นระเบยี บ
วัญญา วิศาลาภรณ์ ( 2533 : 23 ) สรุปคณุ ประโยชนข์ องแบบฝึกไว้ว่า เป็นเครื่องมอื ทช่ี ว่ ยใหค้ รูทราบผลการ
เรียนของนักเรียนอย่างใกล้ชดิ แบบฝึกเป็นเคร่อื งมอื ที่จำเปน็ ต่อการฝกึ ทักษะทางภาษาของนกั เรยี น เปน็ ประโยชน์
สำหรบั ครูในการสอน ทำให้ทราบพัฒนาการทางทักษะทง้ั ส่ี คอื ฟัง พูด อ่าน และเขยี น โดยเฉพาะทักษะการเขียน ครู
สามารถเหน็ ข้อบกพร่องในการใช้ภาษาของนักเรียน ซ่งึ จะได้หาทางแกไ้ ขปรบั ปรุงได้ทนั ทว่ งที ทำให้นักเรยี นประสบ
ผลสำเร็จในการเรยี น
2! 2
จากประโยชน์ของแบบฝกึ ท่กี ลา่ วมา สรปุ ได้วา่ แบบฝึกทีด่ แี ละมปี ระสิทธิภาพชว่ ยทำใหน้ ักเรียนประสบผล
สำเร็จในการฝกึ ทกั ษะไดเ้ ปน็ อยา่ งดี แบบฝึกทด่ี ีเปรยี บเสมอื นผ้ชู ่วยท่ีสำคัญของครู ทำให้ครูลดภาระการสอนลงได้
ทำใหผ้ เู้ รียนพัฒนาตนเองตามความสามารถของตน เพือ่ ความมน่ั ใจในการเรยี นไดเ้ ปน็ อย่างดี
องคป์ ระกอบของแบบฝึกทกั ษะการเรยี น
ในการสรา้ งแบบฝกึ มีองค์ประกอบหลายประการ ซง่ึ นักการศึกษาหลายทา่ นได้ให้ขอ้ เสนอแนะ เก่ยี วกบั องค์
ประกอบของแบบฝกึ ไว้ดงั น้ี
ไพรตั น์ สวุ รรณแสน ( จริ พา จนั ทะเวยี ง. 2542 : 43 ; อา้ งองิ จากไพรตั น์ สวุ รรณแสน.ม.ป.ป.) กลา่ วถึง
ลักษณะของแบบฝกึ ท่ดี ี ดงั นี้
1. เกีย่ วข้องกบั บทเรยี นทีเ่ รียนมาแล้ว
2. เหมาะสมกบั ระดับวยั หรอื ความสามารถของเด็ก
3. มคี ำชีแ้ จงสนั้ ๆ ที่จะทำให้เด็กเขา้ ใจ คำชแ้ี จงหรือคำส่งั ต้องกะทัดรดั
4. ใชเ้ วลาเหมาะสม คอื ไมใ่ ชเ้ วลานานหรือเร็วเกินไป
5. เป็นสง่ิ ทนี่ า่ สนใจและทา้ ทายให้แสดงความสามารถ
วรสดุ า บุญไวโรจน์ ( 2543:37 ) ( อ้างถึงใน สนุ ันทา สนุ ทรประเสรฐิ 2543 : 9-10 ) กล่าวแนะนำใหผ้ สู้ รา้ ง
แบบฝกึ ไดย้ ดึ ลกั ษณะของแบบฝึกทดี่ ไี วด้ ังนี้
1. แบบฝึกท่ดี ีควรชดั เจนทัง้ คำส่ังและวิธที ำ ตวั อยา่ งแสดงวธิ ที ำไม่ควรยาวเกินไป เพราะจะทำให้
เข้าใจยาก ควรปรบั ปรุงให้งา่ ยเหมาะสมกบั ผเู้ รยี น
2. แบบฝกึ หดั ทดี่ คี วรมคี วามหมายต่อผู้เรยี นและตรงตามจดุ ประสงค์ของการฝกึ ลงทนุ นอ้ ย ใช้ได้
นานทนั สมยั อยเู่ สมอ
3. ภาษาและภาพทใี่ ชใ้ นแบบฝึกหดั ควรเหมาะสมกับวยั และพ้นื ฐานความรู้ของผู้เรียนแบบฝึกหัดท่ดี ี
ควรแยกฝึกเป็นเร่ืองๆ แตล่ ะเร่ืองไม่ควรยาวเกนิ ไป แตค่ วรมีกจิ กรรมหลายรปู แบบ เพ่อื เร้าให้นักเรียนเกดิ ความสนใจ
ไม่เบ่ือหน่ายในการทำ และเพือ่ ฝึกทกั ษะใดทกั ษะหนง่ึ จนเกดิ ความชำนาญ
4. แบบฝึกหัดทีด่ คี วรมที ้งั แบบกำหนดคำตอบให้ ให้ตอบโดยเสรี การเลอื กใช้คำข้อความหรือรปู ภาพ
ในแบบฝึกหัด ควรเปน็ สิ่งท่คี ุน้ เคยตรงกบั ความในใจของนักเรียน เพ่อื วา่ แบบฝึกหัดทสี่ ร้างขึ้น จะได้ก่อใหเ้ กดิ ความ
เพลิดเพลินและพอใจแกผ่ ้ใู ช้ ซง่ึ ตรงกบั หลกั การเรยี นรู้ท่วี ่าเดก็ มกั จะเรียนรู้ได้เร็ว ในการกระทำทกี่ อ่ ใหเ้ กิดความพึง
พอใจ
5. แบบฝกึ หดั ท่ีดคี วรเปดิ โอกาสให้ผ้เู รียนได้ศกึ ษาด้วยตนเอง รู้จักค้นคว้า รวบรวมสงิ่ ทพ่ี บเห็นบ่อยๆ
จะทำให้นกั เรียนเข้าใจเร่อื งนนั้ ๆมากยงิ่ ขนึ้ และรู้จักนำความรู้ไปใช้ในชวี ิตประจำวนั ไดอ้ ย่างถูกต้อง มหี ลักเกณฑ์ และ
มองเหน็ วา่ ส่ิงท่ีเขาได้ฝึกนน้ั มคี วามหมายตอ่ เขาตลอดไป
6. แบบฝึกหัดที่ดคี วรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบคุ คล ผ้เู รียนแตล่ ะคนมคี วามแตกต่างกันใน
หลายๆดา้ น เชน่ ความตอ้ งการ ความสนใจ ความพรอ้ ม ระดบั สติปญั ญา ประสบการณ์ ฉะน้ันการทำแบบฝกึ หดั
แต่ละเรือ่ งควรจดั ทำให้มากพอ มีทุกระดบั ต้งั แตง่ ่ายปานกลาง จนถงึ ค่อนข้างยาก เพอ่ื ใหท้ ง้ั เด็กเกง่ ปานกลาง และ
ออ่ น จะไดเ้ ลอื กทำตามความสามารถ เพ่อื ใหเ้ ดก็ ทุกคนประสบความสำเรจ็ ในการทำแบบฝึกหดั
7. แบบฝกึ หดั ทดี่ คี วรเรา้ ใจตั้งแตป่ กไปจนถึงหนา้ สุดท้าย
2! 3
8. แบบฝกึ หัดท่ีดคี วรปรับปรงุ ควบคไู่ ปกบั หนังสือเรียน ควรใช้ไดด้ ที ั้งในและนอกหอ้ งเรียน
9. แบบฝึกหัดทด่ี คี วรเปน็ แบบฝกึ หดั ทีส่ ามารถประเมนิ และจำแนกความเจรญิ งอกงามของเดก็ ได้
ด้วย
จากทกี่ ล่าวมาข้างต้น แบบฝกึ ท่ีดคี วรมีหลายแบบหลายชนดิ ให้นักเรียนไดท้ ำ เพือ่ ไมใ่ หน้ ักเรียนเกดิ ความเบอ่ื
หนา่ ยในการเรียน การใช้ถอ้ ยคำควรเลือกใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของนกั เรยี น นอกจากน้ีควรสรา้ งให้มลี ักษณะยั่วยุ
ท้าทายความรคู้ วามสามารถของนักเรยี นเพ่อื ฝกึ ให้นกั เรียนรูจ้ ักแก้ปญั หาและกอ่ ใหเ้ กดิ ความคิดสรา้ งสรรคอ์ กี ดว้ ย
จากเอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับแบบฝกึ ดังกล่าว สรุปไดว้ า่ แบบฝึกเปน็ เคร่อื งมอื ทีจ่ ำเปน็ ตอ่ การฝกึ ทักษะทางภาษาของ
นักเรยี น เปน็ สว่ นชว่ ยเพ่มิ เตมิ ในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณ์การสอนทช่ี ่วยลดภาระของครูไดม้ าก เพราะแบบฝกึ เป็น
ส่ิงทีถ่ ูกจดั ทำขน้ึ อยา่ งมีระบบ ชว่ ยเสรมิ ทักษะการใชภ้ าษาให้ดีย่ิงขึ้น แต่ต้องอาศัยความเอาใจใส่จากครดู ้วย แบบฝึก
ชว่ ยในเรื่องความแตกต่างระหวา่ งบคุ คล เหมาะกับความสามารถของเดก็ จะทำใหเ้ กดิ ผลดีทางดา้ นจิตใจ ชว่ ยเสรมิ
ทักษะทางภาษาให้คงทน เพราะเดก็ ฝกึ ทำซ้ำๆ หลายครัง้ ในเรือ่ งทีต่ นบกพรอ่ ง
แบบฝกึ ยังใช้เปน็ เครื่องมือวดั ผลทางการเรียนหลงั จากจบบทเรยี นแลว้ ช่วยให้ครูเหน็ ปญั หาของเดก็ ได้อยา่ งชดั เจน
ทำให้ครไู ดแ้ ก้ปญั หาของเด็กได้ทันทว่ งที ตวั เด็กก็สามารถเกบ็ แบบฝกึ ไว้ใชเ้ ป็นเครือ่ งมือในการทบทวนความรไู้ ด้
นอกจากน้ี แบบฝกึ ยงั ช่วยให้ครูและนกั เรียนประหยัดเวลา แรงงาน
และคา่ ใชจ้ า่ ยในการฝกึ ฝนแต่ละคร้งั
ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝกึ เสรมิ ทกั ษะ
สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศกึ ษาแห่งชาติ (2538) กลา่ วถงึ ขัน้ ตอนการสรา้ งแบบฝกึ เสริมทักษะ ดงั น้ี
1. ศึกษาปัญหาและความตอ้ งการ โดยศกึ ษาจากการผ่านจุดประสงค์ การเรยี นร้แู ละผลสัมฤทธิ์
ทางการเรยี น หากเปน็ ไปได้ ควรศกึ ษาความตอ่ เนอ่ื งของปัญหาในทุกระดับชน้ั
2. วิเคราะห์เนือ้ หาหรือทักษะทเี่ ปน็ ปัญหา ออกเปน็ เน้อื หาหรือทกั ษะยอ่ ย ๆ เพ่อื ใชใ้ นการสรา้ งแบบ
ทดสอบและแบบฝกึ หัด
3. พิจารณาวัตถปุ ระสงค์ รูปแบบ และขน้ั ตอนการใชแ้ บบฝกึ เช่น จะนำแบบฝกึ ไปใชอ้ ย่างไร ใน
แตล่ ะชดุ จะประกอบไปดว้ ยอะไรบ้าง
4. สร้างแบบทดสอบ ซึง่ อาจมแี บบทดสอบเชงิ สำรวจ แบบทดสอบเพอื่ วนิ ิจฉยั ข้อบกพร่อง แบบ
ทดสอบความก้าวหนา้ เฉพาะเรื่อง เฉพาะตอน แบบทดสอบทสี่ ร้างจะต้องสอดคลอ้ งกับเนือ้ หาหรือทักษะท่ีวเิ คราะหไ์ ว้
ใน ข้อท่ี 2
5. สรา้ งแบบฝกึ หดั เพอ่ื ใชพ้ ัฒนาทักษะยอ่ ยแต่ละทักษะ แตล่ ะบัตรจะมคี าถามยอ่ ยให้นักเรียน การ
กำหนดรปู แบบ ขนาดของบัตร พิจารณาตามความเหมาะสม
6. สร้างแบบอา้ งอิง เพือ่ ใช้อธิบายคำตอบหรอื แนวทางการตอบแต่ละเรือ่ ง การสร้างบตั รอ้างอิงน้ี
อาจทำเพิม่ เตมิ เม่อื ไดน้ าบัตรฝกึ หัดไปทดลองใช้แล้ว
7. สร้างแบบบันทกึ ความกา้ วหน้า เพ่อื ใชบ้ ันทึกผลการทดสอบหรือผลการเรยี น โดยจดั ทำเป็นตอน
เปน็ เร่อื ง เพือ่ ใหเ้ ห็นความเจริญก้าวหนา้ เป็นระยะ ๆ สอดคลอ้ งกับแบบทดสอบความกา้ วหนา้
8. นำแบบฝึกไปทดลองใช้ เพ่อื หาขอ้ บกพร่องคณุ ภาพแบบฝึก และคณุ ภาพของแบบทดสอบ
9. ปรบั ปรุงแกไ้ ข
!24
10. รวบรวมเป็นชดุ จัดทำคำช้แี จง คมู่ ือการใช้ และสารบญั เพื่อใชป้ ระโยชนต์ อ่ ไป
ขัน้ ตอนการสร้างแบบฝกึ จะคล้ายคลงึ กับการสรา้ งนวตั กรรมทางการศกึ ษาประเภทอ่ืน ๆ ซ่ึงมีรายละเอยี ด
ดงั นี้
1. วิเคราะหป์ ญั หาและสาเหตุจากการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน เช่น
- ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในขณะทำการสอน
- ปญั หาการผ่านจุดประสงคข์ องนกั เรยี น
- ผลจากการสงั เกตพฤตกิ รรมที่ไม่พงึ ประสงค์
- ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน
2. ศกึ ษารายละเอยี ดในหลักสตู ร เพื่อวิเคราะห์เน้ือหา จดุ ประสงค์แตล่ ะกจิ กรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปัญหาท่ีเกดิ ขน้ึ จากข้อ 1 โดยการสรา้ งแบบฝึก และเลอื กเนือ้ หาในส่วนที่จะสร้างแบบ
ฝึกนนั้ ว่าจะทำเรอ่ื งใดบ้าง กำหนดเป็นโครงเรอ่ื งไว้
4. ศกึ ษารปู แบบของการสร้างแบบฝึกจากเอกสารตวั อย่าง
5. ออกแบบชดุ ฝึกแต่ละชุดใหม้ รี ปู แบบท่หี ลากหลาย น่าสนใจ
6. ลงมอื สร้างแบบฝึกในแตล่ ะชดุ พรอ้ มท้งั ข้อทดสอบก่อนและหลังเรยี นใหส้ อดคลอ้ งกบั เนอื้ หา และจุด
ประสงคก์ ารเรียนรู้
7. สง่ ใหผ้ ู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ
8. ทำไปทดลองใช้ แล้วบันทกึ ผลเพ่ือนำมาปรับปรงุ แกไ้ ขส่วนท่บี กพรอ่ ง
9. ปรบั ปรงุ จนมปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑ์ทีต่ ้งั ไว้
10. นำไปใชจ้ ริงและเผยแพร่ตอ่ ไป
ขอ้ เสนอแนะในการสร้างแบบฝึก
การสร้างแบบฝกึ เพอื่ ใช้ประกอบในการจัดการเรยี นการสอน ในวชิ าตา่ ง ๆ น้นั จะเน้นส่อื การสอนในลกั ษณะ
เอกสารแบบฝึกหดั เปน็ ส่วนสำคัญ ดงั นนั้ การสร้างจึงควรให้มคี วามสมบรู ณท์ สี่ ุด ทงั้ ในดา้ นเน้ือหา รูปแบบ และกลวธิ ี
ในการนำไปใช้ ซึ่งควรเปน็ เทคนคิ ของแต่ละคน ในทน่ี จ้ี ะขอเสนอแนะ ดังนี้
1. พงึ ระลกึ เสมอวา่ ตอ้ งให้ผเู้ รยี นศึกษาเนอื้ หากอ่ นใช้แบบฝกึ
2. ในแต่ละแบบฝึก อาจมเี นื้อหาสรปุ ยอ่ หรือเป็นหลกั เกณฑ์ไว้ให้ผ้เู รียนได้ศึกษาทบทวนก่อนก็ได้
3. ควรสรา้ งแบบฝึกให้ครอบคลุมเน้อื หา และจดุ ประสงคท์ ี่ตอ้ งการและไมย่ ากหรอื ง่ายจนเกินไป
4. คำนึงถงึ หลกั จติ วทิ ยาการเรียนรู้ของเดก็ ต้องให้เหมาะสมกับวุฒิภาวะและความแตกต่างของผู้เรยี น
5. ควรศึกษาแนวทางการสร้างแบบฝึกให้เขา้ ใจกอ่ นปฏบิ ตั กิ ารสร้าง อาจนำหลักการของผู้อ่ืน หรือทฤษฎีการ
เรียนรขู้ องนักการศึกษาหรือนักจติ วิทยามาประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมกับเน้อื หา และสภาพการณ์ได้
6. ควรมีคมู่ อื การใช้แบบฝกึ เพอื่ ให้ผ้สู อนคนอ่นื นำไปใชไ้ ดอ้ ยา่ งกว้างขวาง หากไม่มีคู่มอื ตอ้ งมคี ำชี้แจงขน้ั
ตอนการใช้ที่ชัดเจนแนบไปในแบบฝกึ หัดด้วย
7. การสรา้ งแบบฝึก ควรพิจารณารูปแบบให้เหมาะสมกับธรรมชาตขิ องแตล่ ะเนอ้ื หาวชิ า รูปแบบจงึ ควรแตก
ตา่ งกันตามสภาพการณ์
!25
8. การออกแบบชดุ ฝกึ ควรมคี วามหลากหลาย ไมซ่ ำ้ ซาก ไมใ่ ชร้ ปู แบบเดียว เพราะจะทำใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความ
เบ่ือหนา่ ย ควรมแี บบฝึกหลาย ๆ แบบ เพ่ือฝกึ ให้ผเู้ รยี นไดฝ้ ึกทักษะอย่างกวา้ งขวาง และส่งเสริมความคดิ สรา้ งสรรค์
อีกดว้ ย
9. การใช้ภาพประกอบเป็นส่งิ สำคัญท่จี ะชว่ ยให้แบบฝกึ นนั้ นา่ สนใจและยังเปน็ การพักสายตาใหก้ บั ผเู้ รียนอกี
ดว้ ย
10. การสรา้ งแบบฝึก หากตอ้ งการให้สมบรู ณ์ครบถ้วน ควรสร้างในลกั ษณะของเอกสารประกอบการสอน
(ศกึ ษารายละเอยี ดจากคมู่ ือ การฝึกอบรมการปฏบิ ตั กิ าร”การผลติ เอกสารประกอบการสอน”) แตจ่ ะเนน้ ความหลาก
หลายของแบบฝึกมากกวา่ และเนื้อหาที่สรุปไวจ้ ะมีเพยี งย่อๆ
11. แบบฝกึ ต้องมีความถูกตอ้ ง อยา่ ให้มขี ้อผดิ พลาดเด็ดขาด เพราะเหมือนกับยน่ื ยาพษิ ใหก้ บั ลูกศิษยโ์ ดยรู้
เทา่ ไมถ่ ึงการณ์ เขาจะจำในสง่ิ ที่ผิด ๆ ตลอดไป
12. คำส่ังในแบบฝึกเปน็ สิง่ สำคญั ทม่ี คิ วรมองขา้ มไป เพราะคำสงั่ คอื ประตูบานใหญท่ ีจ่ ะไขความรู้ ความ
เขา้ ใจของผเู้ รียนทจ่ี ะนาไปสคู่ วามสำเรจ็ คำสัง่ จงึ ต้องสัน้ กะทัดรัด และเขา้ ใจง่าย ไมท่ ำให้ผเู้ รยี นสับสน
13. การกำหนดเวลาในการใช้แบบฝกึ แต่ละชดุ ควรให้เหมาะสมกับเนอ้ื หาและความสนใจของผเู้ รยี น
14. กระดาษท่ีใช้ ควรมีคณุ ภาพเหมาะสม มคี วามเหนียวและทนทาน ไมเ่ ปราะบางหรือ
ขาดงา่ ยจนเกินไป
บทท่ี 3
วธิ ีการดำเนนิ การวิจยั
ในงานวจิ ัยท่ีเกี่ยวข้องกบั การใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะพัฒนาผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม เรือ่ งการใช้ทรัพยากรอย่างย่ังยืน ของนกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ในการวิจัยคร้งั นี้ ผูว้ จิ ัยไดด้ ำเนนิ การ
ตามขั้นตอนดงั น้ี
1. การกำหนดกลมุ่ เปา้ หมาย
2. เครื่องมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั
3. การสรา้ งและหาคุณภาพเคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจยั
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
2! 6
5. การจดั กระทำและวิเคราะห์ข้อมลู
6. สถิติที่ใชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล
1. การกำหนดกลุ่มเป้าหมาย
กลุม่ เปา้ หมายทใ่ี ชใ้ นการศึกษาวจิ ัยครั้งน้ี เปน็ นักเรียนชาย-หญงิ ซึง่ กำลงั ศึกษาอยูใ่ นชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2561 โรงเรียนวัดคณกิ าผล จำนวน 21 คน
2. เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นการวิจัย
2.1 แผนการเรียนรู้ เรอ่ื ง การใชท้ รัพยากรอยา่ งย่งั ยนื จำนวน 1 แผน ใช้เวลาในการทดลอง 3 ช่วั โมง ภายใน
ระยะเวลา 3 สัปดาห์
2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรียนและหลงั เรียน เร่อื ง การใชท้ รัพยากรอยา่ งย่งั ยืน
3. การสร้างและหาคุณภาพเครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
ผ้วู ิจยั ได้จดั ทำเครื่องมือสำหรับใชใ้ นการวจิ ยั จำนวน 3 ชดุ ดงั นี้
1. แผนการเรยี นรู้ สาระการเรยี นรวู้ ิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม เรือ่ ง การใชท้ รัพยากรอย่างย่ังยืน
1.1 ศึกษารายละเอียดของหลักสตู ร จดุ ประสงค์และคำอธิบายรายวิชา จุดประสงค์การเรยี นรู้ คูม่ อื
ครู และเนอ้ื หาวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เรือ่ ง การใช้ทรพั ยากรอย่างยั่งยืน
1.2 ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี การสร้างแผน กำหนดข้ันตอนวธิ ีการสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้
1.3 สร้างแผนการจดั การเรียนรู้ จำนวน 1 แผน เร่อื ง การใชท้ รัพยากรอย่างย่ังยนื
2. แบบฝกึ วชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เร่ือง การใช้ทรพั ยากรอยา่ งยงั่ ยนื
ของนกั เรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 6
ชุดที่ 1 จบั คู่ขอ้ ความท่ีสัมพันธก์ ัน ใช้เวลา 1 ชัว่ โมง
ชดุ ที่ 2 เตมิ ตัวอกั ษรในช่องว่างให้สัมพนั ธ์กัน ใชเ้ วลา 1 ชัว่ โมง
ชุดท่ี 3 เลือกขอ้ ความท่ีกำหนดใหส้ ัมพนั ธ์กนั ใช้เวลา 1 ชั่วโมง
3. แบบทดสอบก่อนและหลังเรยี น แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 10 ข้อ ตามหลักสูตรแกนกลางการ
ศกึ ษาขัน้ พน้ื ฐาน สาระการเรยี นรู้วชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6
การสรา้ งและหาคณุ ภาพของเคร่อื งมอื
1. การสร้างชดุ การสอนและพัฒนาชุดการสอน
การสร้างและพฒั นาชดุ การสอน กลมุ่ สาระการเรียนรสู้ งั คมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระการเรียนรู้
เศรษฐศาสตร์ ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6 ผสู้ อนไดส้ รา้ งและพัฒนาตามข้ันตอน ดังน้ี
!27
1.1 การเต
รยี ม งาน
ด้านวิชาการ
ผวู้ ิจยั ได้ศกึ ษาค้นควา้ ส่ิงทเ่ี กี่ยวขอ้ งกอ่ นดำเนนิ การสร้าง ดงั นี้
1.1.1 ศกึ ษาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 หลักสตู รสถาน
ศกึ ษา โรงเรยี นวดั คณกิ าผล เพือ่ ให้เข้าใจหลักการและจุดม่งุ หมาย เน้อื หา เวลาในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
การวัดผลประเมนิ ผล กลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม สาระการเรียนรู้เศรษฐศาสตร์
1.1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง ผู้วิจัยได้ศึกษาคน้ คว้าเอกสารและงานวจิ ยั ท่ี
เก่ียวข้อง เพื่อทีจ่ ะนำมาประกอบในการจัดทำชดุ ทกั ษะ กลุ่มสาระการเรียนร้สู ังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สาระ
เศรษฐศาสตร์ ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 6
1.1.3 วิเคราะหเ์ นื้อหาและการเลอื กมาจัดทำชดุ ทกั ษะ กลุ่มสาระ
การเรยี นร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6
1.1.4 วิเคราะห์กิจกรรมการเรียนการสอนกลุม่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษาศาสนา และ
วัฒนธรรม สาระเศรษฐศาสตร์ เพอื่ เป็นแนวทางในการจัดทำแผนการจดั การเรยี นรูก้ ำหนดกิจกรรมการเรยี นการสอน
ทงั้ นี้เพื่อใหก้ ิจกรรมการเรียนการสอนพัฒนาผเู้ รยี นใหม้ ีความสามารถในการคิดและคุณลักษณะตามวตั ถุประสงคท์ ี่
หลักสตู รตอ้ งการ
1.1.5 กำหนดตวั ช้ีวัดการเรยี นรูข้ องเน้ือหาทงั้ 4 ชุด
1.1.6 จัดทำแผนการเรียนรู้
เพอ่ื พจิ ารณาตรวจสอบปรับปรุงแก้ไข ชดุ การสอน ให้สมบรู ณข์ ้นึ ท้ังเนอ้ื หา โครงสร้างของชุดการสอน และ
ภาษาเพื่อนำไปหาประสิทธภิ าพตามเกณฑ์ 70/70
!28
วิธแี ละขัน้ ตอนการสร้างชดุ การสอนได้ดำเนินการพัฒนาเม่ือปีการศึกษา 2552 และปรับปรุงขึน้ มาเรอ่ื ยๆ
เพอ่ื ให้ส่ือการสอนมีประสทิ ธภิ าพย่ิงขึน้ ไดด้ ำเนินการเป็นขนั้ ตอนตามแผนภมู ิ ดงั น้ี
ภาพที่ 3.1 ขน้ั ตอนการสรา้ งชดุ ทักษะ
2. การสรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม สาระ
เศรษฐศาสตร์ ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 แบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก ท่ีผวู้ ิจยั สร้างข้นึ โดยมขี นั้ ตอนในการสรา้ ง
ดังน้ี
2.1 การเตรียมงานดา้ นวิชาการ
2.1.1 ศึกษาคู่มอื การประเมนิ ผลการเรียนรู้ กลุม่ สาระการเรยี นร้สู งั คมศกึ ษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม จากเอกสารประกอบการสอน ทฤษฎีและเทคนิควิธกี ารสรา้ งแบบทดสอบจากหนงั สอื และเอกสารต่างๆ
2.1.2 ศกึ ษาวธิ กี ารสร้างขอ้ สอบ ตารางวเิ คราะหเ์ นื้อหา ตวั ชวี้ ัด สาระการเรยี นรู้ เพ่ือออก
ขอ้ สอบให้ครอบคลมุ
2.1.3 สรา้ งแบบทดสอบชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลือก จำนวน 10 ข้อ เกณฑก์ ารให้
คะแนน ถ้าตอบถูกใหข้ ้อละ 1 คะแนน ถ้าตอบผดิ หรอื ไม่ตอบให้ 0 คะแนน
2.2 นำข้อสอบทีส่ ร้างขน้ึ ให้ผู้เช่ียวชาญด้านเนื้อหา พจิ ารณาข้อบกพร่องแล้วนำมาแก้ไข ปรบั ปรุง
โดยผู้เชี่ยวชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบความเท่ียงตรงของเนอื้ หา ความสอดคลอ้ งระหว่างข้อสอบกับตวั ชวี้ ัดโดยใชส้ ตู ร IOC
(สมนกึ ภัททยิ ธนี. 2551 : 218) พบว่า มีคา่ IOC ตง้ั แต่ 0.67-1.00 ผูว้ ิจัยไดค้ ัดเลือกข้อทดสอบทมี่ คี ่า IOC ต้งั แต่ .
50 ขนึ้ ไปเปน็ แบบทดสอบท่ีอยู่ในเกณฑ์ ความเท่ียงตรงเชงิ เนอ้ื หาทใ่ี ช้ได้ จำนวน 10 ขอ้ และปรบั ปรงุ แก้ไขตามขอ้
เสนอแนะของผเู้ ช่ียวชาญ
การหาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ระหว่างข้อสอบกบั ตวั ชี้วัดหลังจากสร้างขอ้ ทดสอบแล้วไดน้ ำไปให้ผู้
เชีย่ วชาญตรวจสอบความสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ สอบกบั ตัวช้ีวดั
คะแนน +1 หมายถงึ แน่ใจวา่ ขอ้ สอบนวี้ ัดตรงตามตวั ชีว้ ัด
คะแนน 0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อสอบน้ีวดั ตรงตามตวั ชวี้ ดั
คะแนน -1 หมายถงึ แนใ่ จวา่
ข้อสอบนี้วดั ได้ไม่ตรง ตามตวั ชวี้ ัด
!29
ภาพท่ี 3.2 แสดงลำดับขน้ั ตอนการสร้างแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู มีวิธีการดำเนนิ การ ดังนี้
1. ทดสอบผู้เรยี นกอ่ นการทดลอง
2. นำแผนการสอนไปใชก้ ับกลุ่มเปา้ หมายเปน็ เวลา 4 สัปดาห์ รวม 4 คาบ
3. ให้ผ้เู รยี นทำแบบทดสอบหลังการทดลอง
4. นำข้อมูลทั้งหมดมาวเิ คราะห์
5. สรุปและอภิปรายผล
การเก็บรวบรวมข้อมลู ในการวิจัย เป็นการวิจยั เชิงทดลอง (Experimental Research) ท่มี กี ารทดลองกล่มุ
เดยี วทำไปทดลองกับนักเรียนกลุ่มตวั อย่าง ในภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศึกษา 2561 โดยใชเ้ วลาการทดลอง 4 ชวั่ โมง
ทำการทดสอบกอ่ นเรยี น – หลงั เรยี นแผนการทดลองแบบ One - Group Pretest - Posttest Design (ลว้ น สายยศ
และอังคณา สายยศ 2543 : 216) ดังนี้
ตารางที่ 3.1 แบบแผนการทดลอง
O1 แทน การทดสอบกอ่ นเรียน
O2 แทน การทดสอบหลงั เรยี น
X แทน ตัวแปรอสิ ระที่ตอ้ งการศึกษา
แบบแผนการทดลองเปน็ การทดลองแบบกลุ่มเดยี วโดยทำการทดสอบกอ่ นเรยี นด้วยแบบทดสอบวดั ผล
สมั ฤทธทิ์ างการเรียน จำนวน 10 ขอ้ แลว้ ทำการสอน เมอื่ ดำเนนิ การสอนเสรจ็ ให้ทำการสอบหลงั เรียนด้วยแบบ
ทดสอบชดุ เดมิ อีกคร้ัง
วิธดี ำเนนิ การทดลอง
การวจิ ยั ในคร้งั นี้เปน็ การทดลองโดยใช้ชุดทักษะ ทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างขึน้ และมีการทดลองตามขน้ั ตอนดังต่อไปนี้
!30
1. ข้ันเตรียม
1.1 เตรยี มกลุม่ ตวั อยา่ งได้แก่ นักเรยี นชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 โรงเรียนวดั คณิกาผลจำนวน 21 คน
2. ขน้ั เก็บรวบรวมข้อมลู
2.1 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน ซึง่ ผ่านกระบวนการหาคณุ ภาพมาแลว้ ไปทดลองใช้
กับกลุม่ ตวั อย่างกอ่ นทำการสอนตรวจให้คะแนนและเกบ็ ข้อมูลไว้
2.2 ผ้วู ิจยั ดำเนินการสอนตามแผนการจดั การเรยี นรู้ โดยสอนนำก่อน 10 นาที แลว้ ใหน้ กั เรยี นศกึ ษา
ทำชดุ ทักษะระหวา่ งเรยี น ตรวจและบันทกึ ผลคะแนนของนกั เรยี นทกุ คน
2.3 นำคะแนนจากการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรียนของนกั เรยี นทุกคนจากการทดลองไป
วเิ คราะห์ทางสถติ ิ
ขนั้ ตอนในการศกึ ษาคน้ คว้า
1. ผู้วจิ ยั ทำการทดสอบผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของนักเรียนกลุ่มตวั อยา่ ง (Pretest)
กอ่ นทดลอง
2. ผวู้ จิ ยั ดำเนินการทดลองด้วยการจัดการเรียนการสอนตามแผนหนว่ ยการเรยี น
เรื่อง การใชท้ รพั ยากรอยา่ งยั่งยืน
3. ผู้วิจัยทำการทดสอบผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นของนักเรียนกลมุ่ ตวั อย่าง (Posttest) หลงั เสรจ็ สิ้นการทดลอง
5. การจัดทำขอ้ มลู และการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวิจยั ครงั้ นี้ ดำเนนิ การทดลองในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศกึ ษา 2561 ดงั นี้
1. นำผลคะแนนทไี่ ด้จากแบบทดสอบกอ่ นและหลงั การทดลองมาหาค่าเฉลย่ี และนำค่าเฉลีย่ ทไ่ี ด้มาวิเคราะห์
หาความแตกตา่ งของคะแนนก่อนและหลงั การทดลอง
2. นำคะแนนในการทำแบบฝกึ วชิ าสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม เรอื่ งการใช้ทรัพยากรอย่างย่ังยืน
ของนักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 จำนวน 3 ชดุ
3. นำข้อมูลทไี่ ดจ้ ากความคดิ เหน็ และขอ้ เสนอแนะมาสรปุ และเขยี นรายงานเปน็ ความเรียง
6. สถติ ิทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ผวู้ จิ ยั ได้วเิ คราะหส์ ถติ ิพน้ื ฐานเพ่อื
1. หาคา่ เฉลี่ย (Mean) ของคะแนนก่อนและหลังการทดลอง
2. หาค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน (SD) ของคะแนนก่อนและหลงั การทดลอง
สถิติพ้นื ฐาน ได้แก่ คา่ เฉลยี่ คา่ เบ่ียงเบนมาตรฐาน และรอ้ ยละความก้าวหน้าของคะแนนเฉลี่ยของผเู้ รยี น
1. หาค่าเฉลยี่ หรือคา่ x̄ ของคะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น ใชส้ ูตร (บุญชม ศรีสะอาด.2535: 102)
ΣX
x̄ =
N
เมือ่ x̄ แทน คะแนนเฉลย่ี
3! 1
ΣX แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมด
N แทน จำนวนนักเรียน
2. หาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) จากสตู ร (สรุ ศักดิ์ อมรรตั นศกั ดิ,์ 2555 , หนา้ 146)
เมือ่ S.D. แทน คา่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
∑X แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
∑X2 แทน ผลรวมของคะแนนแตล่ ะตวั ยกกำลงั สอง
N แทน จำนวนนักเรยี นทัง้ หมด
X แทน คะแนนของนกั เรียนแตล่ ะคน
3. หาค่าสถติ ิค่าที (t-test dependent sample) จากสูตร (ลว้ น สายยศ และ อังคนา สายยศ, 2538,
หนา้ 104)
เมื่อ t แทน ค่าสถติ ิทใี่ ช้ในการพจิ ารณาใน t – distribution
d แทน คะแนนความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่
n แทน จำนวนคขู่ องคะแนนหรือจำนวนนักเรียน
4. สถิติทใ่ี ช้ในการวิเคราะห์คุณภาพเครือ่ งมือ
4.1 การทดสอบหาความเท่ียงตรง (Validity) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์โดยใชส้ ูตรดัชนคี ่าความ
สอดคลอ้ ง IOC (สมนึก ภทั ทยิ ธนี. 2551 : 220)
ΣR
IOC =
N
เม่ือ IOC แทน ดชั นคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งจุดประสงค์กบั เน้อื หาหรอื
ระหวา่ งข้อสอบกับจดุ ประสงค์
ΣR แทน ผลรวมระหว่างคะแนนความคดิ เหน็ ของผ้เู ชย่ี วชาญ
ทั้งหมด
!32
N แทน จำนวนผเู้ ชีย่ วชาญ
5. การคำนวณหาประสิทธภิ าพ คือ การหาค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสทิ ธิภาพของผลลพั ธ์ (E2)
ซึ่งมแี นวทางการคำนวณ
5.1 การคำนวณหาประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ (E1)
เมื่อ E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
∑X 1 แทน คะแนนรวมของแบบฝึกหัดหรอื กจิ กรรมในบทเรียน
A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดหรือกิจกรรมในบทเรียน
N แทน จำนวนนกั เรยี นทัง้ หมด
5.2. การคำนวณหาประสทิ ธภิ าพของผลลัพธ์ (E2)
เมื่อ E2 แทน ประสิทธภิ าพของกระบวนการ
∑X 2 แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน
3! 3
B แทน คะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรยี น
N แทน จำนวนนักเรยี นทั้งหมด
บทที่ 4
3! 4
ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
การวจิ ยั เรือ่ ง การใชแ้ บบฝกึ ทักษะพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม เรอื่ งการใช้ทรพั ยากรอย่างย่งั ยนื ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 ผูว้ จิ ยั ได้นำเสนอผลการ
วเิ คราะห์ขอ้ มูลตามลำดับดังน้ี
1. สญั ลักษณท์ ใี่ ช้ในการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
เพ่อื ให้เกิดความเข้าใจในการแปลความหมายและการนำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูลให้
ตรงกนั ผ้ศู กึ ษาคน้ คว้าจงึ ไดก้ ำหนดสัญลกั ษณใ์ นการนำเสนอข้อมลู ดังต่อไปน้ี
N แทน จำนวนนักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ ง
O แทน คะแนนเฉล่ยี
ΣX แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
O1 แทน คะแนนเฉลีย่ กอ่ นเรียน
O2 แทน คะแนนเฉล่ียหลงั เรียน
E1 แทน ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
E2 แทน ประสิทธภิ าพของผลลพั ธ์ของแผนการจัดการเรียนรู้
p แทน คา่ ความยากของขอ้ สอบ
R แทน จำนวนคนตอบถูก
2. ลำดับขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิเคราะหข์ อ้ มูล ผู้ศกึ ษาค้นคว้าไดด้ ำเนนิ การวเิ คราะหข์ อ้ มูลตามลำดบั ข้ันตอนดังต่อไปนี้
ตอนท่ี 1 วเิ คราะห์หาประสิทธิภาพของแผนการสอน เร่ือง การใช้ทรพั นากรอย่างยั่งยืน
ของนกั เรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปีที่ 6 ตามเกณฑ์ 70/70
ตอนท่ี 2 วิเคราะห์หาคา่ ดชั นปี ระสทิ ธิผลของ โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะทางการเรยี นวิชาสังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม เร่ือง การใช้ทรพั ยากรอย่างยงั่ ยืน นักเรียนช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 6
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
ผวู้ จิ ยั คน้ ควา้ นำเสนอผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ตามลำดบั ดงั น้ี
ตอนท่ี 1 วิเคราะหห์ าประสทิ ธภิ าพของแผนการสอน เรอ่ื ง การใช้ทรัพยากรอย่างย่งั ยนื
ของนกั เรยี นช้นั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ตามเกณฑ์ 70/70
ผลการวิเคราะหห์ าประสิทธิภาพดา้ นกระบวนการของแผนการสอน เรือ่ ง การใช้ทรัพยากร
อย่างย่งั ยืน ชัน้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ตามเกณฑ์ 70/70 โดยใช้สถติ พิ น้ื ฐาน ผลปรากฏดงั ตารางต่อไปนี้
1. ผลการพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม เรอ่ื งการใช้ทรพั ยากรอย่างยั่งยืน ของนกั เรยี นช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 6ใหม้ ปี ระสทิ ธิภาพตาม
เกณฑ์ 70/70
3! 5
2. การเปรียบเทียบผลสมั ฤทธกิ์ ่อนเรียนและหลังเรยี นของนกั เรียนทไี่ ดร้ ับการจดั การเรยี นรูด้ ว้ ย
แบบฝึกทักษะพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และ วฒั นธรรม เรอ่ื งการใช้
ทรัพยากรอย่างยัง่ ยืน
ตอนท่ี 1 ผลการพฒั นาแบบฝกึ ทกั ษะพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา
และ วัฒนธรรม เรอ่ื งการใชท้ รพั ยากรอยา่ งย่งั ยนื ของนักเรยี นช้ันประถมศึกษาปที ี่ 6ให้มปี ระสิทธภิ าพ
ตามเกณฑ์ 70/70
ตารางท่ี 1 ผลการพัฒนาแบบฝกึ ทักษะพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นวิชาสังคมศกึ ษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม เร่อื งการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยนื ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปที ี่ 6ให้มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์
70/70
จากตารางผลการพัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะพฒั นาผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี นวชิ าสงั คมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม เรื่องการใชท้ รพั ยากรอย่างย่งั ยนื ของนักเรยี นชน้ั ป
ประถมศึกษาปีท่ี 6 ได้ค่าประสิทธภิ าพ E1/E2 มีประสทิ ธิภาพ 78.25/75.7 ซ่ึงเป็นไปตามเกณฑท์ ี่ได้
กำหนดไว้
ตอนที่ 2 การเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธิ์ก่อนเรยี นและหลงั เรยี นของนกั เรียนทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนรู้
ด้วยแบบฝึกทักษะพัฒนาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรือ่ งการใช้
ทรัพยากรอยา่ งย่งั ยืน ของนกั เรียนชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 6
ตารางที่ 2 ผลสัมฤทธกิ์ อ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั เรียนท่ีได้รับการจดั การเรียนรดู้ ้วยแบบฝกึ ทกั ษะ
พฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เรื่องการใชท้ รพั ยากรอยา่ งยงั่ ยนื
ของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษาปที ่ี 6
3! 6
3! 7
จากตารางพบวา่ ผลสัมฤทธ์ิก่อนเรยี น ของนักเรยี นท่ไี ดร้ บั การจดั การเรยี นรู้ด้วยแบบฝึกทกั ษะเรอ่ื ง
การใชท้ รพั ยากรอยา่ งยัง่ ยนื ของนักเรยี นชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 (x̄ = 3 , S.D. = 1.14) และ ผลสมั ฤทธห์ิ ลัง
เรียน ของนกั เรยี นทไ่ี ดร้ ับการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะเรื่องการใช้ทรพั ยากรอยา่ งยง่ั ยืนของนักเรยี นชัน้
ประถมศึกษาปีท่ี 6 (x̄ = 7.57 , S.D. = 0.81)
ตารางท่ี 3 การเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิกอ่ นเรยี นและหลังเรียนของนกั เรยี นทไ่ี ดร้ บั การจดั การเรยี นรู้
ดว้ ยแบบฝึกทกั ษะพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เร่อื งการใช้
ทรัพยากรอยา่ งยง่ั ยืน ของนักเรยี นชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
* นยั สำคญั ทางสถิติ .05
จากตารางวเิ คราะห์ข้อมลู พบวา่ ผลสมั ฤทธิ์หลงั เรยี น ของนักเรยี นที่ได้รบั การจัดการเรียนรูด้ ้วยแบบ
ฝกึ ทักษะเรอ่ื งการใชท้ รัพยากรอย่างยั่งยืนของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปีที่ 6 (x̄ = 7.57 , S.D. = 0.81)ซ่งึ สูง
กวา่ ผลสมั ฤทธก์ิ ่อนเรยี น ของนักเรียนทไี่ ด้รบั การจัดการเรยี นรดู้ ้วยแบบฝกึ ทักษะเร่ืองการใช้ทรัพยากรอยา่ ง
ย่งั ยนื ของนกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปีที่ 6 (x̄ = 3 , S.D. = 1.14) อย่างมีนัยสำคญั ทางสถติ ิ .05
3! 8
บทที่ 5
อภปิ รายผล สรุปผล
การวจิ ยั ครัง้ นีเ้ ปน็ การวจิ ัยเพอื่ การพฒั นาผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาสงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
เรื่อง การใชท้ รัพยากรอย่างย่งั ยืน โดยใช้แบบฝึกทักษะของนกั เรยี นชั้นประถมศึกษา ปที ่ี 6 โรงเรยี นวัดคณกิ าผล
เมอื่ ส้นิ สุดการฝกึ จึงทำการทดสอบ และนำผลท่ีไดไ้ ปวเิ คราะห์ข้อมลู ผวู้ ิจยั ไดก้ ำหนดวิธกี ารดำเนินการวิจัยและ
รวบรวมข้อมลู ตามขัน้ ตอนดังน้ี
ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
1. ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการศกึ ษาคร้ังนเ้ี ป็นนักเรยี นโรงเรยี นวดั คณิกาผล ภาคเรยี นท่ี 1
ปีการศกึ ษา 2561 จำนวน 21 คน
2. กลุ่มตวั อย่าง
จำนวนนกั เรยี นในกลมุ่ ตวั อยา่ งทใี่ ช้ในการศึกษาครั้งนเ้ี ปน็ นักเรยี นชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6
โรงเรยี นวัดคณิกาผล ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 21 คน ซง่ึ ไดม้ าโดย ใช้วธิ ีการสุ่มแบบเจาะจง
จากประชากรท้งั หมด
3. ตัวแปรการวิจยั
ตัวแปรต้น การสอนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะทางการเรยี นวชิ าสังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
เรอ่ื ง การใชท้ รัพยากรอยา่ งยง่ั ยนื ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6
ตวั แปรตาม ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนวิชาสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม เร่อื ง การใช้ทรัพยากร
อย่างยั่งยนื ของนักเรียนช้ันประถมศึกษาปที ่ี 6
เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
1. แผนการเรยี นรู้ เรื่อง การใชท้ รพั ยากรอย่างย่ังยืน โดยวิธีการเรียนรแู้ บบใช้แบบฝกึ ทักษะ จำนวน 3
แผน ใชเ้ วลาในการทดลอง 3 สปั ดาห์
2. ชดุ แบบฝกึ ทักษะ เรือ่ ง การใช้ทรัพยากรอย่างยง่ั ยนื มจี ำนวน 3 ชุด
3. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรยี น เรอื่ ง การใช้ทรพั ยากรอย่างย่งั ยืน
ขน้ั ตอนในการศกึ ษาค้นคว้า
การวจิ ยั ครง้ั นี้ ดำเนนิ การทดลองในภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2561 ดงั น้ี
1. ผู้วจิ ยั ทำการทดสอบผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นกลุ่มตวั อยา่ ง (Pretest) ก่อนเรยี น
3! 9
2. ผ้วู ิจัยดำเนินการทดลองด้วยการทดลองด้วยการจดั การเรยี นการสอนตามแผนหนว่ ยการเรยี น เรอ่ื ง
การใชท้ รัพยากรอย่างยงั่ ยืน ใชเ้ วลาในการทดลอง 3 สปั ดาห์ ในช่วั โมงการเรยี นวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และ
วัฒนธรรม
3. เมอ่ื ดำเนินการทดลองครบ 3 สปั ดาห์ ผวู้ ิจัยทำการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนกลุม่
ตวั อยา่ ง (Posttest) หลงั เสรจ็ ส้ินการทดลอง โดยใช้แบบทดสอบชุดเดียวกันกับท่ีใช้ในการทดสอบครั้งกอ่ นทดลอง
4. นำข้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการทดสอบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน มาตรวจใหค้ ะแนนและนำไปทำการวเิ คราะห์
ขอ้ มลู ดว้ ยวิธสี ถติ ิตอ่ ไป
สถติ ใิ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู
ค่าเฉลีย่ ของคะแนนและเวลาการทำแบบฝึกทกั ษะทางการเรียนวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม
เรอ่ื ง การใช้ทรพั ยากรอย่างย่ังยนื ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ร้อยละของคะแนนการทำแบบฝกึ ทกั ษะทางการเรียนวชิ า
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม เรื่อง การใช้ทรพั ยากรอย่างยั่งยืน ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ดชั นีประสิทธผิ ล
ของคะแนนการทดสอบก่อนและหลงั เรยี น
สรุปผลการวจิ ยั
1. จากการจัดกิจกรรม เร่ือง การใชท้ รัพยากรอยา่ งย่ังยนื นกั เรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 6 ประสิทธิภาพ
ของแบบฝกึ หดั ยอ่ ยของแต่ละชดุ (E1) ทก่ี ารจดั กจิ กรรม มีคา่ เฉล่ีย คดิ เป็นรอ้ ยละ 78.5 และประสิทธภิ าพ
ของของการวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน (E2) เรื่อง การใชท้ รัพยากรอยา่ งยัง่ ยืน นักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6 มี
ค่าเฉล่ยี คดิ เปน็ รอ้ ยละ 75.7 ดงั น้นั การจดั กิจกรรมจึงมปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์
2. จากการจัดกิจกรรม เร่ือง การใช้ทรัพยากรอย่างยงั่ ยนื นกั เรยี นชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 6 ได้คะแนนเฉลีย่
จากการทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน เทา่ กบั 3 และหลงั เรียนไดค้ ะแนนเฉลย่ี เทา่ กบั 7.57 จากคะแนนเตม็ 10
คะแนน และการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ทน่ี กั เรยี นสามารถทำคะแนนไดม้ ากทสี่ ดุ คอื ชดุ ที่ 1 ได้คะแนนเฉล่ีย 8.48
และการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ทีม่ คี ะแนนตำ่ ชุดท่ี 2 ไดค้ ะแนนเฉลี่ย 6.90 และ ชุดที่ 3 ได้คะแนนเฉลยี่ 8.10
จากการวดั ดว้ ยแบบทดสอบหลังเรียน ผลรวมประสิทธิภาพ มคี า่ เฉล่ียรอ้ ยละ 75.7 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑท์ ่ีตงั้ ไว้
ขอ้ เสนอแนะ
1. ส่งเสริมให้ครผู สู้ อนไดม้ ีการสรา้ งแบบฝกึ โดยวิเคราะหเ์ ปน็ การช่วยลดภาระและเวลาในการสอนของครู
ลงไปได้ เพราะแบบฝึกลกั ษณะนีส้ ามารถใชส้ อนนอกเวลาไดแ้ ละเด็กเรยี นดว้ ยตนเองเปน็ รายบุคคลได้อีกดว้ ย
2. ครคู วรหาวิธีและรปู แบบทจ่ี ะทำแบบฝกึ ใหม้ สี นุกสนานนา่ สนใจ โดยหาภาพมาประกอบทำให้นกั เรียน
ไม่เบอ่ื หน่ายการเรียน
3. ในการทำแบบฝกึ แตล่ ะครัง้ ของนักเรยี น ครผู สู้ อนจะต้องเฉลยทนั ทีและชแ้ี จงข้อบกพร่อง ขอ้ สังเกตใน
การทจี่ ะแกไ้ ขและจดจำ เพื่อใหน้ กั เรยี นทราบความสามารถของตน พรอ้ มทั้งแนวทางในการแก้ไขและพัฒนาความ
สามารถในการเรยี นของตนให้ดียิง่ ขึน้ ในคร้ังตอ่ ไปได้
4! 0
บรรณานกุ รม
กระทรวงศึกษาธกิ าร. (2546). กรอบแนวคดิ และแนวทางการประเมนิ ผลทางเลือกใหมต่ ามหลกั สตู ร
การศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พ.ศ. 2544. กรุงเทพฯ: ครุ สุ ภาลาดพรา้ ว.
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน. (2549). แนวทางการบรหิ ารหลักสตู รและการเรียนการสอน.
กรงุ เทพฯ: สำนกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน.
บุญชุม ศรีสะอาด. (2545). การวิจยั เบื้องตน้ . พมิ พค์ ร้ังท7่ี . กรงุ เทพฯ: สุวรี ิยาสาสน.์
ภทั ราภรณ์ พิทกั ษธ์ รรม. (2543). การศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น ความสามารถ
ด้านการคิด การวเิ คราะห์ และเจตคตติ ่อวชิ าสงั คมศึกษา
รุจิย์ ภสู่ าระ. (2545). การเขยี นแผนการเรยี นรู้. กรุงเทพฯ: บ๊คุ ส์ พอยยท์.
วฒั นาพร ระงบั ทกุ ข.์ (2542). แผนการสอนทเ่ี น้นผ้เู รียนเปน็ ศูนย์กลาง. พมิ พ์ครง้ั ท่ี2.
กรุงเทพฯ: แอล ที เพรส.
4! 1
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาต.ิ (2536). การวัดและประเมนิ ผลในชน้ั เรยี น.
กรงุ เทพฯ: โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว.
ราช่อื ผู้เชีย่ วชาญ
1. นายภานุวัฒน์ ศรคี ัฒนพรม ตำแหน่งครู รับเงินเดือนอันดบั คศ.1
ครูโรงเรียนวัดคณกิ าผล
2. นางชนติ า อารีสินพทิ กั ษ์ ตำแหน่งครู วทิ ยฐานะครูชำนาญการ
ครโู รงเรียนวัดคณิกาผล
3. นางชนญั ชดิ า แก้ววิเศษ ตำแหน่งครู ตำแหน่งครู รับเงนิ เดือนอันดับ คศ.1
ครูโรงเรียนวัดคณิกาผล
4! 2
4! 3
4! 4