The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

2.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by earnrapeepat, 2021-07-16 00:00:45

2.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

2.การเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

1

หวั ข้อท่ี 2

แนวความคดิ และลักษณะการเปลย่ี นแปลงทางสงั คมและวัฒนธรรม

การเปลย่ี นแปลงเปน็ ปรากฏการณท์ ่เี กดิ ขึ้นตลอดและอย่างสม่าเสมอ ทุกสงั คมและสมาชิกในสงั คมกไ็ ดป้ ระสบกบั

การเปลย่ี นแปลงทีเ่ กดิ ขน้ึ ในแตล่ ะยุคแต่ละสมัย ท่มี ีการเปลย่ี นแปลงทแี่ ตกตา่ งกนั ออกไปตามบริบททางสังคม/เงอื่ นไขของ

สังคม การเปล่ยี นแปลงเปน็ ประเดน็ ของการศกึ ษาของนกั สังคมศาสตร์ จากการศกึ ษาของนักสังคมศาสตรพ์ บวา่ มีการสร้าง

ชุดแนวความคิดเกย่ี วกบั การเปลย่ี นแปลง โดยพบวา่ ชุดความคิดการอธบิ ายการเปล่ียนแปลงมคี วามแตกตา่ งตามบริบททาง

สงั คมและชว่ งเวลาทแี่ ตกตา่ งกนั

ชว่ งเรมิ่ ตน้ ของการศกึ ษาทางสงั คมศาสตร์ เปน็ การศกึ ษาวิวฒั นาการของสังคมวฒั นธรรม โดยเน้นค้นหาหลักการแหง่

วิวฒั นาการทอี่ ธบิ ายการเปล่ียนแปลง ดังเชน่ กระบวนการววิ ตั นาการของความเชือ่ จากไสยศาสตรไ์ ปสู่ศาสนาและ

วิทยาศาสตร์ กระบวนการเปลยี่ นแปลงของสงั คมวฒั นธรรมจากสังคมเรียบง่ายไปสู่ความสลบั ซ้อนมากข้ึน

ในยคุ สมัยของการล่าอาณานิคม ทปี่ ระเทศมหาอา่ นาจไดย้ ดึ ครองประเทศอาณานคิ ม และเขา้ ไปแสวงหาผลประโยชน์

ทัง้ ทรพั ยากร วตั ถุดบิ เพื่อส่งกลบั ไปป้อนโรงงานอุตสาหกรรม และแรงงาน ซ่งึ นกั มานษุ ยวิทยาเขา้ ไปศึกษาการปฏสิ มั พันธ์

ระหว่างวัฒนธรรมตะวันตกกบั วัฒนธรรมท้องถน่ิ การปรบั ตวั และการแพรก่ ระจายทางวัฒนธรรมโดยมไิ ดว้ ิพากษว์ ิจารณก์ าร

เปล่ยี นแปลงดังกลา่ ว

สา่ หรับในช่วงเวลาดงั กลา่ วน้ี นกั สงั คมศาสตร์(นักมานุษยวทิ ยา) อธิบายการเปล่ียนแปลงทางสังคมด้วยมโนทัศน์ คอื

(1) การคน้ พบและการคิดค้น (discovery and invention) การคดิ ค้นเคร่ืองมือเคร่อื งใชห้ รือเทคโนโลยกี ารผลิตน่าไปสู่การ

วิวัฒนาการ (evolution) (2) การแพร่การกระจายทางวัฒนธรรม (diffusion) เช่น การหยบิ ยมื ความคิด ความเชอื่ หรอื

เทคโนโลยีจากสงั คมวัฒนธรรมอ่ืน ๆ ทอ่ี ย่ใู กล้เคียง โดยผ่านการตดิ ต่อค้าขาย หรอื อพยพยา้ ยถ่ินฐาน และ (3) การผสมผสาน

ทางวัฒนธรรม (acculturation) หมายถึง การซมึ ซบั ทางวฒั นธรรมเม่อื สองสังคมทแ่ี ตกตา่ งมาติดตอ่ สมั พนั ธ์กนั ความแตกตา่ ง

ระหว่างการแพรก่ ระจายกับการผสมผสานทางวัฒนธรรมอย่ทู ีว่ ่า การศกึ ษาการแพรก่ ระจายมกั เนน้ ท่ีตวั หนว่ ยยอ่ ยของ

องค์ประกอบทางวฒั นธรรม ว่ามลี กั ษณะอย่างไร และเปลย่ี นไปอย่างไรเมอ่ื ถกู นา่ ไปยงั อีกวัฒนธรรมหนึ่ง สว่ นการผสมผสาน

ทางวัฒนธรรม เป็นการศกึ ษาองคร์ วมท้งั วฒั นธรรมมากกว่า การเปลยี่ นแปลงดังกลา่ วมักเป็นกระบวนการทไ่ี ปเอง คอ่ ยเป็น

คอ่ ยไป ใชเ้ วลานาน มไิ ดเ้ กดิ ขึน้ จากความจงใจของคนกลมุ่ ใดกลุ่มหน่งึ ท่ีเปลยี่ นแปลง

หลังสงครามโลกครัง้ ทสี่ อง มคี วามขดั แยง้ การเรยี กรอ้ งเอกราช และการตอ่ สทู้ างการเมือง จากการตอ่ สเู้ รยี กร้องเอก

ราชในแอลจเี รยี และเวยี ดนาม ไดม้ อี ิทธพิ ลตอ่ การเปลย่ี นแปลงแนวความคดิ ของนกั มานุษยวทิ ยา มกี ารศกึ ษาเชงิ

วิพากษว์ จิ ารณม์ ากข้นึ และในช่วงหลังสงครามโลกคร้งั ทีส่ อง สถาบันการเงนิ ระดับนานาชาติ เช่น ธนาคารโลก ธนาคารเพอ่ื

การพัฒนาเอเชยี ฯ ไดถ้ กู จดั ตั้งเพอ่ื กา่ หนดและควบคมุ นโยบายการพฒั นา หรือ การจดั ระเบียบทางเศรษฐกจิ ของโลก สถาบนั

ต่างๆ เหล่านมี้ ีบทบาทการก่าหนดแผนการพัฒนา ท่าใหป้ ระเทศโลกท่ีสามมกี ารปรับเปล่ียนเชิงโครงสรา้ งอยา่ งสอดคล้องกับ

กลไกตลาดหรอื ระบบทนุ นิยม กระบวนการพฒั นาดังกลา่ วขา้ งตน้ ได้ส่งผลใหเ้ กิดการเปลย่ี นทางสงั คมวัฒนธรรมในประเทศ

โลกทสี่ ามอยา่ งรวดเร็ว ทั้งด้านความเปน็ ชมุ ชน ความสมั พนั ธ์เชิงอ่านาจ วิถชี วี ิตความเป็นอย/ู่ การบรโิ ภค ศาสนาประเพณี

และทรพั ยากรธรรมชาติ ที่น่าไปสสู่ ภาวะเหล่อื มล่า้ ทางดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื ง และสงั คมของกลมุ่ คนต่างๆ จนท่าใหเ้ กิดการ

ขบวนการเคล่อื นไหวทางสังคม

การศึกษาการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมวฒั นธรรมมีความแตกตา่ งในชว่ งกอ่ นอยา่ งมาก โดยมีการศึกษาเชงิ วพิ ากษว์ จิ ารณ์

ทา่ ใหเ้ ห็นอ่านาจทางเศรษฐกิจการเมืองและความเจรญิ ทางดา้ นเทคโนโลยีของประเทศที่มีอ่านาจไดย้ ดั เยยี ดใหป้ ระเทศทมี่ ี

วฒั นธรรมที่มสี ถานะและอา่ นาจทางเศรษฐกจิ และการเมืองด้อยกวา่ เปล่ยี นแปลง โดยมีการอ้างเหตผุ ลตา่ ง ๆ เพือ่ ความชอบ

ธรรมในการยดั เยยี ด ซึง่ จะเนน้ ศกึ ษาเก่ียวเร่อื งระบบทนุ นยิ ม การพัฒนากับเปลีย่ นแปลงทางสงั คมวฒั นธรรม และขบวนการ

เคลอ่ื นไหวทางสังคม ท่เี ปน็ การเปลย่ี นอย่างตั้งใจ จงใจ และเกดิ ขึ้นฉับพลนั ตอ้ งการน่าเสนอวถิ ชี วี ิต/วัฒนธรรม ความสัมพันธ์

เชงิ อา่ นาจแนวใหม่ให้เป็นไปตามทฝ่ี นั

ต่อมาในชว่ งกลางครสิ ตส์ ตวรรษที่ 20 มกี ารพฒั นาเทคโนโลยีการสอื่ สมัยใหม่ทสี่ ามารถเอาชนะพื้นทแี่ ละกาลเวลา ส่อื

ได้เชือ่ มรอ้ ยประเทศทกุ ประเทศในโลกทง้ั หมดใหเ้ ข้ามาอย่ใู กลช้ ิดกนั ราวกบั บา้ นแตล่ ะหลงั ในหมบู่ ้านเดยี วกนั “โลก” จึง

1

2

กลายเป็นหมู่บา้ นโลกข้นึ มา Global Village ทเี่ รียกว่ายคุ โลกาภวิ ัตน์ มกี ารเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนแปลงกว้างขว้างมากข้ึน
รวดเรว็ สลับซับซอ้ นกว่าเดิม หลากหลายมติ กิ วา่ เดมิ มกี ารเคลอ่ื นย้ายขา้ มพรมแดนรฐั ชาติ (transnationalism) ทัง้ การ

เคลอื่ นย้ายผคู้ น/ชาติพนั ธ์ การลงทนุ /การเงิน เทคโนโลยี สอื่ อดุ มการณ์ และความก้าวหนา้ ของการส่อื สารทีพ่ ัฒนาจากเวบ็
1.0 มาสู่ 5.0 ทา่ ใหเ้ กิดการผลติ ขอ้ มลู สาร โตต้ อบ/การปฏสิ มั พนั ธอ์ ย่างรวดเร็วท่นี า่ ไปส่สู ังคมออนไลนห์ รือสังคมดจิ ทิ ัล(online
society/digital society) ปรากฏการณด์ ังกลา่ วท่าให้การวธิ ีการศกึ ษาการเปลย่ี นแปลงมคี วามแตกตา่ ง และมีการสร้างแนวคิด
การเปลยี่ นแปลงทางสังคมวัฒนธรรมหรือปรากฏการณต์ ่าง ๆ ออกมาท่ีแตกตา่ งกับในช่วงอดตี ที่มา

1. แนวความคดิ การเปลย่ี นแปลงทางสังคมวัฒนธรรม

Karl Marx (คารล์ มาร์กซ์ ค.ศ. 1818-1883)

Karl Marx ได้เสนอแนวคดิ วตั ถุนยิ มวภิ าษ (Dialectical Materialism) ซง่ึ เป็นรากฐานของทฤษฎีเก่ียวกบั
พฒั นาการทางสังคม มสี าระส่าคญั 2 ประการ คอื 1) ความเชอื่ ที่ว่าปัจจยั ทางเศรษฐกิจเป็นพนื้ ฐานสา่ คญั ของพัฒนาการทาง
สงั คม และ 2) ความขดั แย้งภายในระหว่างกลมุ่ พลงั ต่างๆ ของสงั คม เปน็ ปจั จยั หลักทก่ี อ่ ให้เกิดการเปล่ยี นแปลงจากยคุ หนึง่
ไปสู่อกี ยคุ หน่งึ หรือจากระบบสงั คมหนึง่ ไปสรู่ ะบบสังคมอกี ชนดิ หนึง่ ปจั จยั ทง้ั สองประการมคี วามสมั พนั ธก์ ันอยา่ งแยกไม่ออก
ดงั นน้ั พัฒนาการทางสงั คมเกดิ ขน้ึ ตอ้ งเกดิ จากปัจจยั ท้ังสองประการรวมกัน

1.ลกั ษณะสังคมและวฒั นธรรม มาร์กซ์ มองว่าสังคมเหมือนกบั โครงสรา้ งของส่งิ ก่อสร้าง ประกอบดว้ ยโครงสรา้ ง
ส่วนบน กบั โครงสรา้ งสว่ นลา่ ง สงั คมก็เช่นเดยี วกัน คือมีโครงสรา้ งสังคม 2 ส่วน คือ1. โครงสรา้ งสว่ นล่าง (Infrastructure)
2. โครงสรา้ งส่วนบน (Superstructure)

1.โครงสร้างสว่ นล่าง (Infrastructure ) หรือระบบเศรษฐกิจ มารก์ ซเ์ ชอ่ื วา่ โครงสรา้ งส่วนลา่ งหรอื ระบบเศรษฐกิจ
เปน็ รากฐานส่าคัญของสังคม ซง่ึ เปน็ ตัวกา่ หนดโครงสรา้ งส่วนบน โครงสร้างส่วนล่างประกอบไปดว้ ย

(1.1) พลงั การผลติ หรอื วธิ กี ารผลติ (Mode of Production) ไดแ้ ก่ แรงงาน ความรู้ทางเทคนคิ เครอื่ งมือ
(1.2) ความสัมพนั ธ์ทางการผลติ (relations of Production ) คือ เม่ือเร่ิมทา่ การผลิตและก่อให้เกดิ ระเบยี บของ
ความสัมพนั ธท์ างสงั คมในรปู แบบต่าง ๆ ความสมั พันธ์ทางการผลติ หรอื ความสมั พนั ธท์ างสังคมในระบบการผลิตถูกกา่ หนด
โดยปัจจยั ที่สา่ คญั คอื ใครเปน็ เจา้ ของปจั จยั การผลติ ดังน้นั ชนช้ันทางสงั คมเกดิ จากการเปน็ เจ้าของปัจจยั การผลติ สังคมทมี่ ี
บรบิ ทท่ีแตกต่างกนั ปจั จยั การผลติ มคี วามแตกตา่ งกันออกไป ลักษณะชนช้นั ทางสังคม/ชนชัน้ ทางเศรษฐกจิ มีความแตกตา่ งกนั
ออกไป อาทิ สังคมทุนนิยม ปจั จยั การผลิตทส่ี า่ คญั คอื เงินทนุ บุคคลทมี่ ีเงนิ ทุนจา่ นวนมากและนา่ เงนิ ดังกลา่ วไปใชใ้ นการผลติ
เรยี กว่านายทนุ
โดยปกติพลงั การผลติ และความสมั พนั ธ์ทางการผลติ จะตอ้ งอย่ใู นลกั ษณะท่ีสอดคล้องกนั เม่ือใดพลังการผลติ
เปลี่ยนแปลงไป แต่ความสมั พนั ธก์ ารผลิตไมเ่ ปลีย่ นแปลง จะเกดิ ความขดั แยง้ ภายในระบบการผลิต และพฒั นาการของสงั คม
จะเกิดขนึ้ ไมไ่ ด้
2.โครงสรา้ งสว่ นบน (Superstructure) คือ ระบบการเมืองการปกครอง กฎหมาย ระบบความคดิ ค่านิยม ศลี ธรรม
ศาสนา ขนบประเพณีตา่ งๆ วัฒนธรรม โครงสร้างสว่ นบนมคี วามสมั พันธโ์ ดยตรงและสอดคล้องกับโครงสร้างสว่ นลา่ งหรือ
ระบบเศรษฐกจิ เม่ือใดทีม่ กี ารเปล่ยี นแปลงท่ีโครงสรา้ งสว่ นล่าง โครงสรา้ งส่วนบนยอ่ มเกดิ การเปลยี่ นแปลงตามไปด้วย
ดงั นนั้ โครงสร้างสว่ นบนถูกกา่ หนดโดยโครสรา้ งส่วนล่าง

โครงสรา้ งสังคมตามแนวความคดิ ของมาร์กซ์
โครงสร้างสงั คม (Social Structure)

โครงสรา้ งสว่ นล่าง (Infrastructure ) โครงสรา้ งส่วนบน(Superstructure)

วิธีการผลติ ความสมั พันธ์ทางการผลติ ระบบการเมือง ระบบความคิด

(Mode of Production) (relations of Production ) (Political System) (Ideology System)

2

3

2.การเปลยี่ นของสังคมและวัฒนธรรม

2.1 ลักษณะของการเปลยี่ นแปลง

1.พฒั นาการดีขน้ึ

2.เปลี่ยนจากสังคมบรรพกาล มาสู่ สงั คมทาส สังคมศักดินา สังคมทนุ นยิ ม สังคมนยิ ม

ประเภทของสังคม ลักษณะ/ปัจจยั การผลติ ระบบกรรมสิทธ์ิ ความสมั พนั ธ์การผลิต/ชนชั้น ความสมั พันธ์ทางสังคม

สังคมบรรพกาล ลา่ สตั ว์ หาของป่า แบบสว่ นร่วม ไม่มี เทา่ เทียมกนั

สงั คมทาส แรงงาน แบบส่วนตัว นายทาสกบั ทาส

สังคมศกั ดินา ท่ีดิน แบบสว่ นตวั เจ้าของท่ดี ิน กับทาสติดทดี่ นิ

สงั คมทุนนยิ ม เงินทนุ แบบส่วนตวั ใชก้ ลไก นายทนุ กับกรรมาชีพ
สงั คมนิยม เงินทุน ตลาด

แบบส่วนรว่ ม
(Common
Properties)

3.การเกดิ กรรมสิทธิ์แบบสว่ นร่วม(Common Properties)ไปสูก่ รรมสิทธิ์สว่ นตัว(Private Properties)
4.ขณะเดยี วกนั สงั คมทุนนยิ มไดส้ รา้ งผลเสีย คอื
(4.1) การกดข่เี อารัดเอาเปรยี บ (Exploitation)
(4.2) ความแปลกแยก ( Alienation ) มี 4 ขั้นตอน
(4.2.1) ความแปลกแยกจากส่ิงท่ีผลติ

(4.2.2) ความแปลกแยกจากกระบวนการผลติ

(4.2.3) ความแปลกแยกจากตัวเอง

(4.2.4) ความแปลกแยกจากชุมชน

(4.3) การหลงใหลบูชาวัตถุ(reification)

2.2 สาเหตุของการเปล่ยี นแปลง ความขัดแย้งในโครงสร้างสว่ นล่าง (เศรษฐกจิ )
การเปลยี่ นแปลงจากสงั คมทนุ นิยมไปสู่สงั คมนยิ ม เกิดโดยชนชน้ั แรงงาน/กรรมาชพี (Proletariat) ไดเ้ รมิ่ ความ

แปลกแยกกับระบบทนุ นิยมทที่ ่าใหเ้ กดิ สา่ นึกของชนชั้น แลว้ นา่ ไปสูก่ ารปฏวิ ตั ิ ซงึ่ ความแปลกแยกและสา่ นกึ ของชนชน้ั
แรงงาน มสี าเหตเุ กิดจากระบบทุนนิยมทที่ า่ ใหม้ นุษย/์ ชนช้ันแรงงานกลายเป็นเพียงสินค้า (Commoditization)และการ
แบ่งแยกงาน/การแบง่ งานกนั ท่า ( division of labor) ท่เี ปน็ สาเหตทุ า่ ให้เกดิ ความแปลกแยก พร้อมทงั้ การกดขีค่ า่ จ้างแรงงาน
ทไี่ ม่เพียงพอในการด่าเนินชีวิต

แต่สาเหตุทท่ี ่าให้ไม่มีการเปลยี่ นแปลงจากสงั คมทนุ นิยมไปสู่สังคมนยิ ม เน่ืองจากระบบทนุ นยิ มไดก้ ารสรา้ งจติ สา่ นึก
ทีผ่ ิดพลาด (false consciousness) กับชนชน้ั แรงงาน

2.3 วธิ กี ารแกไ้ ขปญั หาการกดข่ีเอารดั เอาเปรยี บคือ ปฏิวตั ิ (Revolution) ไปสู่สงั คมนยิ มทีม่ คี วามเทา่ เทยี ม

3

4

Max Weber (แมก็ ซ์ เวบอร์ ค.ศ.1864-1920 )

1.ลักษณะสงั คมและวฒั นธรรม พิจารณาได้จากการกระทาทางสงั คมและอานาจ

1.1 การกระทาทางสงั คม (Social action) คือ

การกระทา่ (action) คือ พฤติกรรม (behavior) คือ

สังคม คือ ผลรวมของการกระท่าทางสงั คมของมนษุ ย์ โดยจะมีผลประโยชน์เป็นตวั ก่าหนดการกระทา่ ทางสังคม

สังคม คอื กลุม่ คน กิจการ สมาคมและสถาบนั ท่มี กี ารปฏสิ มั พันธท์ างสังคมซึ่งกนั และกนั โดยมผี ลประโยชนเ์ ปน็

แรงจูงใจ และมคี วามคิดเปน็ ตวั ก่าหนดผลประโยชน์ และเกดิ การกระท่าทางสงั คม

มนุษย์ ความคิดความหมาย ผลประโยชน์ การกระท่าทางสังคม สงั คม

การกระทาทางสงั คม มี 4 อย่าง
(1) การกระทาทางสงั คมอย่างมีเหตผุ ลเพื่อบรรลเุ ป้าหมาย ( rational social action ) คอื การกระท่าทใ่ี ชว้ ิธกี ารท่ี

เหมาะสมทีน่ า่ ไปสเู่ ปา้ หมาย/วตั ถปุ ระสงคท์ ีเ่ ลือกไวอ้ ยา่ งมเี หตผุ ล การกระท่าดังกลา่ วมุง่ ไปในดา้ นการเมือง เศรษฐกจิ และ
สังคม

(2) การกระทาทางสงั คมอย่างมเี หตผุ ลเพือ่ บรรลุคา่ นิยม (Value social action ) การกระทา่ ท่ีใช้วธิ ีการทเ่ี หมาะสม
เพือ่ จะทา่ ใหค้ า่ นยิ มสูงสุดในชีวติ มตี ามค่านยิ มทางศาสนา ศลี ธรรม จรยิ ธรรม เพ่อื การดา่ รงไว้ซึง่ ความเป็นระเบยี บในชวี ิต
ทางสังคม

(3) การกระทาทางสังคมอยา่ งไม่มเี หตุผลแต่เกิดจากอารมณ์ (affective social action) การกระท่าทผี่ กู้ ระทา่ คา่ นงึ
อารมณ์และความผกู พนั ทางจติ กบั วตั ถ/ุ สิง่ ทีเ่ ปน็ จดุ หมาย ไมไ่ ดค้ า่ นึงเหตผุ ลอยา่ งอนื่ ใดท้งั สน้ิ เปน็ การกระทา่ ที่ตอบสนอง
เร่อื งส่วนตวั

(4) การกระทาทางสงั คมท่เี ป็นไปตามประเพณี (traditional social action) การกระท่าทย่ี ึดเอาแบบอยา่ งทท่ี า่ กันมา
ตัง้ แตอ่ ดตี เปน็ หลกั ในพฤติกรรม ไมม่ ีการค่านึงเหตผุ ล

การกระทาทางสงั คมกับการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและวัฒนธรรม

สงั คมประเพณี (Traditional Society ) มีการกระท่าทางสังคมเนน้ แบบตามประเพณี
สงั คมสมัยใหม(่ Modern Society) มีการกระท่าทางสงั คมเน้นแบบมเี หตผุ ลเพื่อบรรลุเป้าหมาย

1.2 อานาจอนั ชอบธรรม (Authority) เป็นความเป็นไปได้ ทบี่ ุคคลผมู้ สี ถานภาพในความสมั พันธ์ทางสังคมอย่าง
หน่ึงสามารถควบคมุ คนอืน่ ควบคมุ เหตกุ ารณ์และทรพั ยากรใดๆ เพอื่ ให้เป็นไปไดต้ ามทตี่ ้องการได้ ไมว่ ่าจะมีอปุ สรรคหรอื การ
ตอ่ ตา้ นหรือไม่ก็ตาม ดังนน้ั อา่ นาจจึงมักจะเป็นสิ่งทผ่ี กู ตดิ อยู่กับสถานภาพของตัวบคุ คล เปน็ อานาจเหนือกวา่ (power-
over) แสดงถงึ นัยยะของระบบสังคมท่จี ดั ความสมั พันธก์ ันในแบบสงู ตา่ และขัดแยง้ กันระหว่างผู้มอี า่ นาจกบั ผูไ้ ร้อา่ นาจ

เขาจึงแยกท่มี าอา่ นาจเป็น 2 ประเภท
(1) อานาจท่ใี ชก้ าลังบงั คับ (Coercive Power) ตั้งอย่บู นความกลวั และการใชก้ า่ ลัง ไมม่ ีความชอบธรรมทาง

สงั คม

(2) อานาจอนั ชอบธรรม (Authority) เกดิ จากการยอมรับและการสนบั สนุนของผูอ้ ยู่ใตอ้ ่านาจ และการบังคับให้
เกิดการยอมรับ (Domination) ซึ่งอา่ นาจอนั ชอบธรรม แบ่งเป็น 3 ประเภท

- อา่ นาจอันชอบธรรมตามกฎหมาย/เหตผุ ล (Legal Domination/ Rational Authority)
- อา่ นาจอนั ชอบธรรมตามประเพณ/ี อา่ นาจตามประเพณี (Traditional Domination/ Authority)
- อ่านาจอันชอบธรรมตามบารม/ี อา่ นาจบารมี (Charismatic Domination/ Authority )

4

5

ประเดน็ Legal Domination Traditional Domination Charismatic Domination

ท่ีมา เลือกต้ังและแตง่ ตงั้ ความเช่อื ของสังคม ความสามารถ

ชนิดของการเชื่อฟัง กฎหมาย บุคคล(มีขอบเขต มจี ารตี ) บคุ คล(อย่างไม่มขี อบเขต)

ท่มี าของผู้บริหาร เลือกตั้งและแตง่ ตัง้ สบื ทอด ความสามารถ

การใชอ้ า่ นาจ/รูปแบบ ภายใต้กฎหมาย อสิ ระแตม่ ขี อบเขต อิสระ
ของการใชอ้ ่านาจ

ผล สว่ นร่วม ส่วนร่วม & ส่วนบคุ คล ส่วนบุคคล

อานาจกบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมและวฒั นธรรม
รฐั แบบจารตี นยิ ม (Traditional State ) มีอ่านาจอนั ชอบธรรมตามประเพณี
รัฐสมยั ใหม่ (Modern State ) มอี ่านาจอนั ชอบธรรมตามกฎหมาย และมรี ะบบราชการ (Bureaucracy) เป็น

เครอ่ื งมือส่าคญั มีหลกั เหตุผลในการด่าเนินงาน

ลกั ษณะของระบบราชการ (Bureaucracy)
 hierarchical organization
 delineated lines of authority with fixed areas of activity
 action taken on the basis of, and recorded in, written rules
 bureaucratic officials with expert training
 rules implemented by neutral officials
 and career advancement depending on technical qualifications judged by organization, not
individuals

2.การเปลยี่ นแปลงของสังคมและวฒั นธรรม

2.1 ลักษณะของการเปลย่ี นแปลง พัฒนาการท่ดี ีขึน้

ประเภทของสงั คม ความคิด/ความหมาย การกระท่าทางสังคม อ่านาจ/สิทธิอ่านาจ

สังคมสมัยใหม(่ Modern เหตุผล (reason)

Society)

อารมณ์ (emotion)

สังคมประเพณี แบบแผน/ขนธรรมเนยี ม

(Traditional Society) (tradition)

2.2 สาเหตุของการเปลย่ี นแปลง การปฏิรปู ศาสนา

5

6

โลกาภิวัตน์ คอื อะไร อยา่ งไร

โลกาภิวตั น์เป็นค่าทไ่ี ด้รบั ความนิยมมาต้ังแต่ประมาณกลางคริสต์ทศวรรษ 1980 ค่าน้ีเร่ิมเข้ามาแทนท่คี ่าว่า “การ
เขา้ สู่สภาพสังคมท่มี ีความสมั พนั ธ์ระหวา่ งประเทศ”(internationalization)และค่าว่า “การเข้าสสู่ ภาพสังคมท่ีมีความสมั พนั ธ์
แบบข้ามชาติ ”(transnationalization) ในฐานะของมโนทัศน์ทเี่ หมาะสมกวา่ ค่าว่า “โลกาภิวัตน์” ได้ถูกประดิษฐ์ขึน้ มาใน
คร่ึงหลงั ของคริสตศ์ ตวรรษที่ 20 แตค่ ่า ๆ นม้ี รี ากศพั ทห์ รอื ความเป็นมาท่ยี าวนาน คา่ นามวา่ “โลก”(globe) ในภาษาอังกฤษ
มีใชม้ าตั้งแตค่ ริสต์ศตวรรษที่ 15 (นา่ มาจากภาษาละตินว่า globus) และเร่มิ มีความหมายในเชงิ เปน็ ภาพตัวแทนของโลกทมี่ ร
รูปทรงกลมมาหลายร้อยปี ค่าคุณศัพท์ว่า “โลกาหรือระดับโลก” (globe) เริ่มใช้กันในคริสต์ศตรรษท่ี 17 และเร่ิมมีความ
หมายถึงขนาดอาณาบริเวณระดับโลก ในคริสต์ศตรรษท่ี 19 มีความหมายที่เพ่ิมข้ึนมากจากความหมายเดิมที่มีเพียงว่าเป็น
รูปทรงกลม ค่ากริยาว่า “ท่าให้เป็นแบบโลกหรือท่าให้เป็นระดับโลก” (globalize) ได้ปรากฏข้ึนในคริสต์ศตรรษที่ 1940
พร้อมกบั คา่ ว่า “โลกนยิ ม” (globalism) ค่าว่า “โลกาภวิ ตั น์” (globalzation) ในความหมายว่าเป็นกระบวนการ (process)
ได้ปรากฏขึ้นในภาษาอังกฤษเปน็ คร้ังแรกเมอ่ื ปี 1959 และได้รับการบรรจุลงพจนานุกรมเมื่อสองปีให้หลัง ความคิดเก่ียวกับ
“ความเป็นระดับโลก”( globality) ในความหมายว่าเป็นสภาพการณ์ (condition) ได้เริ่มถูกนมาใช้กันในคริสต์ทศวรรษที่
1980 เป็นต้นมา

โดยทั่วไปโลกาภิวัตน์หมายถึงชุดของกระบวนการต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องกับการปฏิสัมพันธ์ระหว่าผู้คนกลุ่มต่างๆ
สถาบันต่าง ๆ ชุมชนต่าง ๆ และองค์กรต่าง ๆ ข้ามพรมแดนที่ถูกสร้างขึ้นมาในเชิงการเมืองและเชิงวัฒนธ รรม ได้มี
นักวิชาการท่ีมีบทบาทส่าคัญในการสร้างแนวความคิดอธิบายโลกาภิวัตน์ คืออะไร อย่างไร ที่น่าสนใจ แบ่งออกเป็น
แนวความคดิ ต่าง หรอื ประเดน็ สา่ คัญ ๆดงั น้ี

1.โลกาภิวตั น์ คอื การจัดความสัมพันธเ์ วลาและพืน้ ทใี่ หม่ ท่มี ผี ลและผลกระทบตา่ งๆ ซ่ึงมนี กั วชิ าการท่เี น้น
เร่ืองเวลาและพ้ืนที่ ท่ีส่าคญั คอื

ในทัศนะของ David Harvey (1989)“การย่นย่อเวลาและพื้นที่” (time-space compression) หมายถึง
อัตราความเร็วของกระบวนการทางสังคมและเศรษฐกิจท่ีเพิ่ม มากขึ้น จนทา่ ให้ระยะทางและเวลาไม่ได้กลายเปน็ อุปสรรคใน
การจัดองค์กรในการด่าเนินกิจกรรมของมนุษย์อีกต่อไป การเปล่ียนแปลงและความก้าวหน้าเทคโนโลยีและเศรษฐกิจได้ลบ
ล้างขีดจ่ากัดเร่อื งเวลาและสถานท่ีอย่างต่อเนื่อง การจัดการเวลาแบบใหม่กลายเป็นพลังทา่ ลายความส่าคัญของพื้นที่ลงอย่าง
ราบคาบ เช่น ความก้าวหน้าของระบบการคมนาคมขนส่ง ท่าให้เกิดการขนส่งสิ่งของและการเดินทางของมนุษย์ และ
ระบบการติดต่อสือ่ สารด้วยเคร่อื งมอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ ระบบโทรคมนาคมผ่านดาวเทียม ท่าให้เกิดการแลกเปลย่ี นข้อมูลขา่ วสาร
ต่างๆ การโฆษณาและเผยแพร่วฒั นธรรม
การจัดการพื้นที่และเวลา แบบใหม่สามารถแปรเปล่ียนเป็นอ่านาจและเงินตรา การจัดการ”บริหารเวลา” เป็นการสร้างผล
กา่ ไรท่เี ป็นตัวเงินได้ เชน่ การจัดการใหค้ นงานท่างานเปน็ กะ เพอื่ ใช้ประโยชน์จากเครื่องจกั รได้เต็มที่ การบริหารลูกคา้ ใหเ้ ร็ว
ทีส่ ุดเพื่อให้ลูกค้าคนใหม่คนอ่ืนเข้ามาใช้บริการต่อเนื่องได้อย่างรวดเร็ว การลงทุนในตลาดหุ้นข้ามประเทศด้วยการสั่งซ้ือขาย
ด้วยโทรศพั ท์หรือสือ่ สารอิเล็กทรอนกิ ส์ ท่าใหก้ ารซื้อขายข้ามประเทศเกดิ ขึ้นภายใน 1 นาที ดังเหน็ ได้จากระบบการผลิตมกี าร
ยืดหยุ่นเพ่ือลดเวลาที่ใช้ในการลงทุน หรือ”เวลา” ที่จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน หมายถึงว่า ย่ิงเวลาที่ใช้ในการผลิต
และการขายลดน้อยลงเท่าไหร่ ผลก่าไรยงิ่ มีมากข้ึนเท่านั้น และมีวิธีการที่ใช้ในการเพ่ิมอัตราผลตอบแทนในการลงทุน เช่น
เปล่ียนจากการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่ที่เรียกกันว่า “Fordism”มาสู่การผสมผสานระหว่างการผลิตในโรงงานขนาดใหญ่
ผนวกกบั การจ้างผรู้ ับเหมารบั ช่วงงาน (subcontracting) ไปผลิตในโรงงานขนาดเล็กหรือการจ้างชว่ งจา่ ยงานไปท่าตามบ้าน
ซึ่งท่าให้การจ้างงานมีลักษณะยืดหยุ่น โรงงานไม่ต้องรับผิดชอบคนงานเป็นเวลานานๆที่เรียกกันว่า เป็นการผลิตแบบ Post-
Fordismการกระจายระบบการจดั ซอ้ื และการขายออกไปในวงกว้าง (outsourcing) การปรับเปลี่ยนองค์กรและการควบคุม
ดว้ ยระบบอเิ ล็กทรอนิก การปรับปรงุ ระบบการตดิ ต่อสอื่ สารและข้อมูล การปรับปรุงระบบเครือข่ายกระจายสินค้า การเปิด
บริการดา้ นการเงินและการขายตลอด 24 ช่วั โมง การใช้และการเปดิ โอกาสการลงทนุ การทา่ ผลิตและการเคล่อื นสินคา้ ออกสู่
ตลาด รวมท้งั การใช้สื่อโฆษณาเพ่อื เร่งการบริโภคใหเ้ ร็วขึ้น

และ Anthony Giddens(1990) ได้ขยายความท่เี น้นเรื่องชีวิต และความสมั พันธ์สังคมขา้ มเวลาและพ้ืนท่ี ที่ Harvey
ไม่ได้เน้น โดยมองว่า โลกาภิวัตน์ ที่เน้นเร่ืองดังกล่าว โดยพูดถึงกระบวนการจัดระเบียบเวลา พ้ืนท่ีใหม่ว่าเป็น “การแยก
ระยะห่างระหว่างเวลาพ้ืนท่ี หรือการจัดความสัมพันธ์ข้ามเวลาและพ้ืนท่ี” ( distanciation of time from space) คนไม่

6

7

จ่าเป็นต้องถกู จ่ากัดให้อยเู่ ฉพาะสถานที่และเวลาใดเวลาหนึ่ง แต่ก้าวข้ามไปข้ามมาระหว่างพื้นที่และระหว่างเวลา คือ สังคม
เปล่ยี นแปลงจากรูปแบบหรือวถิ ีชวี ิตทีย่ ึดตดิ ถน่ิ ท่ีและมีการตดิ ต่อกันใกลช้ ิด มาสู่สังคมสมัยใหม่ ท่ีผู้คนสามารถตดิ ตอ่ สัมพันธ์
ทางไกลกับคนอ่ืนๆ ข้ามเวลาและพ้ืนทีก่ ว้างขวางกว่าเดิมที่เกิดในถ่ินทห่ี ่างไกลผา่ นระบบคมนาคมและการสื่อสาร ท่าให้ผู้คน
และสถานทห่ี ่างไกลจากกัน มีความสมั พันธ์เชื่อมโยงกนั และการขยายตัวของระบบของการผลิตและการคา้ ขายทส่ี ลบั ซับซ้อน
และมีเครอื ขา่ ยท่ัวโลกไปทัว่ สามารถลดอทิ ธิพลทส่ี ภาพแวดลอ้ มในถิน่ ทีห่ นึ่งๆทมี่ ีต่อชีวติ ผู้คน เช่น งานที่คนงานจนี ท่างานจะ
ขึน้ อยู่กับยอดขายสินคา้ ในอเมริกา มากกว่าความสามารถของคณะผู้บริหารโรงงานในท้องถิ่น สายสัมพันธแ์ ละความเช่ือมโยง
ทางสังคม/เครือข่ายความสัมพันธ์เป็นกลุ่มเป็นองค์กรได้ยืดขยายข้ามเวลาและพ้ืนท่ีไปแล้ว ดังน้ันโลกาภิวัตน์ คือ “
ความสัมพันธ์ทางสังคมทั่วโลกที่ใกล้ชิดและเข้มข้นมากข้ึน” ปรากฏการณ์น้ีมีนัยยะและผลกระทบอย่างมากต่อบทบาทของ
รฐั -ชาติในฐานะเป็นชมุ ชนทกี่ ่าหนดอาณาเขตบริเวณไว้ชดั เจนและตอ่ การจัดระบบการผลิตขา้ มประเทศ

ในทัศนะของ Roland Robertson (1992) ไดม้ องระบบการตดิ ตอ่ สือ่ สารท่ีมีเครือขา่ ย ท่าใหโ้ ลกแคบลง ซึ่งส่งให้”
การตระหนักรบั ร้คู วามเป็นโลก(ร่วมกัน)” ทวคี วามเขม้ ข้นมากข้นึ ดงั เหน็ ไดจ้ ากทผ่ี ู้คนท่วั โลกสามารถพดู คุยแลกเปลีย่ น
ความเหน็ กันได้เร่ืองสา่ คญั ๆดา้ นการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและสิง่ แวดลอ้ ม โดยการอา้ งอิงถงึ สงิ่ ทเี่ รียกว่า “ระเบยี บกตกิ า
โลก” “ตลาดโลก” “สันติภาพโลก” และภาวะโลกรอ้ น ดังนน้ั ตรรกะของโลกาภิวตั น์ คือ “การอดั รวมโลกใหเ้ ปน็ บรเิ วณ
เดียวกัน” หรอื การสรา้ งให้เกดิ “ความเป็นหน่งึ ของโลก” (global unicity) ข้นึ มา คา่ วา่ ความเป็นหนึ่งของโลกทใี่ ช้ในทน่ี ีม้ ี
ความหมายเป็นกลาง เปน็ ความหมายที่ไดร้ วมเอาทงั้ ความเสย่ี ง ต้นทุนค่าใช้จา่ ย ผลก่าไร และอนั ตรายตา่ งๆ นานา ท่ีจะมา
พรอมกับการเพมิ่ ข้ึนอยา่ งรวดเรว็ ของการพึ่งพาระหวา่ งกนั (interdependence) การแทรกซมึ เข้าหากนั (interpenetration)
ส่านกึ ระดบั โลก(global consciousness) และอื่นๆ เขา้ มาไว้ในตวั คา่ วา่ ความเปน็ หนงึ่ ของโลกนมี้ ีความหมายตา่ งไปจากค่าวา่
“เอกภาพของโลก”(global unity) ทม่ี นี ยั ของการบูรณาการหรอื การผสมผสานทางสงั คมจนเป็นหนึง่ เดียวกนั (social
integration) อยา่ งเขม้ ขน้ (ไพโรจน์ คงทวี ศี ักด์,ิ 2560: 105)

ส่าหรบั Manuel Castells (1996) มองประเด็นว่าพนื้ ท่ี และเวลา คือ โดยนิยามพน้ื ที่ ในฐานะทสี่ ิ่งรองรับการ
กระทา่ /กิจกรรทางสงั คมทต่ี อ้ งใชเ้ วลาร่วมกนั พน้ื ทีใ่ นสังคมสมยั กอ่ นต่อเน่อื งทางกาย ในปัจจบุ นั พ้ืนท่ถี กู สร้างขน้ึ และ
เชอ่ื มตอ่ ผ่านวงจรกระแสคลืน่ อิเลก็ ทรอนกิ พ้นื ท่ีดังกลา่ ว เป็นพนื้ ท่ที ไ่ี ร้พรมแดนและไรข้ ดี จา่ กดั เวลา

และเวลาที่ไม่มีขีดจ่ากัดเวลา ได้เข้ามาแทนที่เวลาตามเข็มนาฬิกาที่มีอยู่คู่กับสังคมสมัยใหม่และระบบทุนนิยม
อุตสาหกรรม เวลาทไี่ มม่ ขี ีดจ่ากดั เวลาน้ีเป็นพนื้ ฐานส่าคัญของตลาดการเงนิ โลก

ลกั ษณะพน้ื ท่ีและเวลาดังกลา่ ว ท่าให้เกดิ สงั คมเครอื ขา่ ย พื้นทท่ี ี่ถูกสร้างไดเ้ ปน็ จดุ เช่อื มและศูนยท์ ่ีมคี วามเหมาะสม
ทงั้ ทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ซ่ึงมีการเคล่ือนย้ายและว่ิงไหลของทุน ข้อมูล ความรู้ เทคโนโลยีระหว่างจุดเช่ือมและ
ศูนย์ต่าง จุดเชื่อมและศูนย์ต่างๆ เหล่านี้ ได้มีการจัดระบบความส่าคัญตามล่าดับช้ัน ข้ึนอยู่กับว่าแต่ละจุดแต่ละศูนย์มี
บทบาทหน้าที่ส่าคัญมากน้อยแค่ไหนในระบบเครือข่าย เช่น เครือข่ายระบบเศรษฐกิจโลกอาจจะเช่ือมต่อกับโครงสร้าง
เศรษฐกิจบางส่วน ประเทศบางประเทศ ภูมิภาคบางแหง่ และประชากรบางส่วนเท่านัน้ ที่ผนึกรวมเขา้ กับเครือข่าย และมี
การตัดขาดกับส่วนภาคเศรษฐกิจอนื่ ๆ ประเทศ ภมู ภิ าคและคนกล่มุ อ่นื ๆ และกลายเป็นทไ่ี รค้ วามส่าคญั ไป

พบว่าระบบเครือข่ายการเงินโลกเป็นพลังขับเคลื่อนส่าคัญของเครือข่ายอื่น และเป็นผู้น่าของโครงสร้างกิจกรรม
เศรษฐกิจโลก ตลาดการเงินโลกได้เชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายข้อมูลข่าวสารในพื้นท่ีไร้ขีดจ่ากัดเวลาของการไหลเวียนด้าน
การเงินโดยอาศัยระบบเครือข่ายน้ีการลงทุน ซึ่งสามารถท่าได้ทุกที่ทั่วโลกในทุกๆด้าน และการลงทุนท่ัวโลกโดยผ่าน
เครือข่ายอิเล็กทรอนิก การลงทุนบางประเภทอาจจะได้รุ่ง หรือร่วงเอาได้ง่าย ๆ และก็ส่งผลอนาคตของบริษัทบางแห่งได้
ทนั ที มกี ารเปลีย่ นผไู้ ดแ้ ละผู้เสียไปทกุ ปี ทุกเดือน ทุกวนั และทุกวินาที และผลได้เสียเกยี่ วขอ้ งกบั บริษทั ร้านคา้ งาน เงินเดือน
ภาษแี ละบริการจากรัฐ

ลกั ษณะสงั คมเครือขา่ ยหรอื ในยคุ ของระบบทุนนิยมเครอื ขา่ ยดงั กล่าว จะมรี ะบบเศรษฐกิจโลกจงึ มพี ลวัตสูงและ
จะมคี นเฉพาะกลมุ่ ท่เี ท่านั้นที่เป็นส่วนหน่งึ ของเครอื ข่ายและก็เป็นระบบท่มี ีขอบเขตไรเ้ สถียรภาพและความคงท่ีเปน็ อยา่ งมาก
(วัฒนา สุกัณศลี ,2548 :16-26 )

2.Arjun Appadurai (1990) พูดถึง “โลกาภิวัตน์” ในฐานะเป็นความไม่เชื่อมต่อและความแตกต่างในเศรษฐกิจ
วัฒนธรรมระดับโลก โลกปัจจุบันมีการเลื่อนไหลของกระแสความไหวต่างๆโดยตลอดและหลากหลายทิศทาง ซ่ึงก่อให้เกิด

7

8

สภาวะต่างๆ ซึ่งแตกต่างหลากหลายและซบั ซ้อน สภาวะเลอื่ นไหลส่าคญั 5 ประการ หรอื มีการหล่ังไหลทางวฒั นธรรมขา้ ม
พรมแดน ทเี่ รียกวา่ ลกั ษณะข้ามพรมแดนรัฐชาติ (transnationalism) คือ

1.1 Ethnoscapes หรือ การเคล่ือนย้ายผ้คู น/ชาติพนั ธ์ุ เช่นนกั ท่องเท่ียว แรงงาน ผูอ้ พยพยา้ ยถน่ิ การแต่งงาน
ฯลฯ การเคลอ่ื นไหวดงั กล่าวท่าให้มนษุ ย์จากชุมชนท่ีต่างกนั และชาติพันธุท์ ต่ี า่ งกนั เขา้ มาผสมผสานกันท้ังอย่างสันติและไมส่ ันติ

1.2 Technoscapes หรอื การเคล่ือนยา้ ยเทคโนโลยี เกิดการเคลอ่ื นยา้ ยเครื่องจักร โรงงานสินคา้ และบริการต่างท่ี
เปน็ ทั้งของบรรษทั ขา้ มชาติ บรษิ ทั แห่งชาติ เป็นต้น ซง่ึ จะท่าให้เกดิ การเล่อื นไหลขา้ มขอบเขตรฐั ชาติ

1.3 Financescapes หรือ การเคลือ่ นยา้ ยการเงินของเงนิ ตราในตลาดการเงิน ตลาดหุน้ และการลงทุนขา้ มชาติ นัก
ลงทนุ สามารถเคลอ่ื นย้ายทนุ ดว้ ยการโอนเงนิ ผา่ นระบบคอมพวิ เตอร์ในพรบิ ตา น่าไปสูก่ ารลงทุนทเ่ี น้นการเกง็ กา่ ไร

1.4 Mediascapes หรือ การเคลื่อนย้ายข้อมูลขา่ วสารผ่านสือ่ รปู แบบต่างๆ เช่น เครือขา่ ยโทรทัศน์ วทิ ยุ ภาพยนตร์
เครือขา่ ยคอมพิวเตอร์หนังสือพมิ พ์ ฯลฯ

1.5 Ideoscapes หรือ การเคลื่อนย้ายอุดมการณ์ การเผยแพร่ความคิดของตะวันตก เช่น ประชาธิปไตย สิทธิ
มนษุ ยชน การอนรุ ักษ์สิ่งแวดลอ้ ม สิทธิสตรี เปน็ ตน้

การเคล่ือนยา้ ยข้อมูลข่าวสารและอุดมการณ์ดังกล่าวได้มีลักษณะข้ามขอบเขตรัฐชาติและวัฒนธรรมได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตามการกระจายข้อมูลข่าวสารและความคิดอุดมการณ์ไมไ่ ด้เปน็ ไปในทิศทางเดียว แต่มีความหลากหลายและหลาก
ทิศทาง ซ่งึ ผู้ชม ผู้ฟัง ผ้อู า่ นสามารถเลอื กรับและตคี วามให้สอดคล้องกับความเชอื่ เดิมได้หลากหลายวธิ ีและรูปแบบ

2. ลกั ษณะทางสงั คมและวัฒนธรรมในแต่ละช่วงเวลา

ลกั ษณะทางสังคมและวฒั นธรรม แบ่งออกเปน็ 3 ชว่ งเวลา คอื

2.1 สงั คมและวฒั นธรรมในสงั คมประเพณี( กอ่ นศตวรรษที่ 19)
1. สงั คม 1.1โครงสร้างทางสังคม สังคมประกอบด้วย กษตั รยิ ์ ขนุ นาง นักรบ ชาวนาชาวไร่ และพอ่ คา้ ซ่งึ พ่อคา้ เปน็

กล่มุ ทมี่ ีฐานะ/สถานภาพต่าสดุ มกี ารก่าหนดหน้าทีข่ องแตล่ ะกลุม่ คน/ชนชน้ั อย่างชัดเจน สงั คมไมเ่ ปดิ โอกาสใหผ้ ู้คนเล่ือน
สถานภาพทางสังคมได้

1.2ความสมั พนั ธ์ทางสงั คม มกี ารแบ่งชนชั้นทางการเมอื งและสงั คมดงั นน้ั จงึ มอี า่ นาจไม่เท่าเทยี มกันตามลา่ ดับชน
ช้ันตามที่สังคมกา่ หนด ระบบอาวุโสและระบบเครือญาตเิ ป็นหวั ใจในการก่าหนดความสัมพันธแ์ ละอ่านาจ

1.3 การควบคมุ ทางสงั คม ความเชื่อ ศาสนา จารตี เป็นเคร่อื งมือในการขัดเกลา/ชุดคา่ อธบิ ายเก่ียวกับความไม่
เสมอภาค/ชนช้ัน โดยมสี ถาบันครอบครวั และศาสนาทา่ หน้าท่ี การขดั เกลาทางสงั คม และมกี ารลงโทษผู้กระท่าผิดหรอื
ละเมดิ อยา่ งรุนแรง เช่น ประหารชีวิต ขบั ไลข่ องพืน้ ที่

2 วัฒนธรรม 2.1 ระบบความคิด มคี วามเช่อื อา่ นาจเหนือธรรมชาต/ิ ความเชอื่ ส่ิงศกั ดส์ิ ทิ ธ์ิ เคารพธรรมชาติ เคารพสตั ว์
และศาสนา ลทั ธิความเช่อื ตา่ งๆ ความเชื่อดงั กลา่ วก่าหนดวฒั นธรรมวิถีชีวติ เป็นทีม่ าของประเพณี พธิ กี รรมตา่ งๆ และอา่ นาจ
ทางการเมอื งและสงั คม

2.2 ประเพณีพธิ ีกรรม มีประเพณพี ิธกี รรมมากมายทงั้ ท่เี ก่ียวข้องกับชวี ติ การท่ามาหากิน และชมุ ชน ท่ี
สัมพันธก์ บั ความคดิ อ่านาจเหนือธรรมชาติและลัทธิต่างๆ

2.3 วถิ ีชวี ิตความเปน็ อยู่ มคี วามเรยี บงา่ ยมากกวา่ ในสังคมสมัยใหม่ แตล่ ะชนชนั้ มกี ารถูกก่าหนดวิถีชีวติ ตามจารตี
ประเพณี ไม่มวี ธิ ีคดิ ความเปน็ ปัจเจกบคุ คล

2.2 สงั คมและวัฒนธรรมในสังคมสมัยใหม(่ ต้ังแต่ศตวรรษที่ 19- ปลายศตวรรษท่ี 20)

8

9

1 สังคม 1.1 โครงสรา้ งทางสงั คม เกณฑ์ในการจดั แบ่งผคู้ นมีการเปล่ยี นแปลง สงั คมประกอบด้วยกลุ่มคน
หลากหลายมากขึน้ เกดิ ชนชัน้ นายทุน ชนชัน้ กลาง ข้าราชการ และกลมุ่ คนทม่ี คี วามสา่ คญั คอื พ่อค้า นกั ธุรกิจ สงั คมเปิด
โอกาสใหผ้ ู้คนเล่ือนสถานภาพได้ และมีระบบราชการแบบใหม่ ที่เปน็ หัวใจส่าคญั ของสังคม มีการคดั เลอื กบคุ คลท่ี
ความสามารถ การศึกษาทสี่ อดคลอ้ งหนา้ ที่/ตา่ แหน่งงาน

1.2ความสมั พันธท์ างสงั คม มคี วามสมั พันธเ์ ป็นทางการ เปน็ ตามตา่ แหนง่ หน้าที่การงาน และใหค้ วามส่าคัญ
ความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน เสรภี าพ เปดิ โอกาสมกี ารแขง่ ขนั ในทางเศรษฐกจิ และการเมือง การแสดงความคดิ เห็น

1.3 การควบคมุ ทางสงั คม มีสถาบนั ตา่ งทา่ หนา้ ท่ใี นการขดั เกลาทางสงั คม คือ สถาบนั การศึกษา และมสี ถาบัน
ทา่ หนา้ ทลี่ งโทษประชากร คือ จะมกี ฎหมาย เคร่ืองมอื สา่ หรบั ในสรา้ งความสงบสขุ /เสถียรภาพของสังคม เช่นกฎหมายแพง่
อาญา ซงึ่ มคี กุ เป็นพ้ืนทใ่ี นจัดการประชาชนทา่ ผดิ กฎหมาย

2. วัฒนธรรม 2.1 ระบบความคิด มคี วามคดิ แบบวทิ ยาศาสตร์ เหตุผลนิยม ปจั เจกบุคคล
2.2 ประเพณพี ิธีกรรม ประเพณีพิธีกรรมในอดตี ลดบทบาทลง และขัน้ ตอนการประกอบพธิ กี รรมลดน้อยลง เกดิ

ประเพณพี ิธกี รรมของรฐั ชาตเิ พิ่มมากขึ้น
2.3 วิถีชีวิตความเป็นอยพู่ ึ่งพาอาศัยตลาด และเทคโนโลยมี ากข้ึน เงนิ เป็นปัจจยั ส่าคัญของการดา่ เนนิ ชีวิต มีความ

ปจั เจกบคุ คล มีเสรภี าพในการชีวติ มากกว่าในอดตี /สังคมประเพณี โดยมรี ายได้/เงิน เปน็ เง่ือนไขในการกา่ หนด การดา่ เนนิ
ชีวติ จงึ แตกต่างกันตามฐานะทางเศรษฐกิจและรสนยิ ม

ส่านึกเร่อื งเวลา และพ้ืนทเี่ ปน็ หวั ใจสา่ คญั ในการอยรู่ ่วมกนั สงั คมหล่อหลอมความคดิ เรอื่ งเวลา เวลาในแตล่ ะชว่ ง
เป็นเวลาอะไร ซ่งึ ไปสัมพนั ธก์ ับวถิ ชี ีวิตความเป็นอยู่ /ภาระหนา้ ท่ี และสังคมมกี ารแบ่งพ้นื ท่ี ออกเปน็ 2 พนื้ ที่ คอื พื้นที่ส่วนตัว
และพนื้ ทสี่ ่วนร่วม/พน้ื ทส่ี าธารณะ มีการสรา้ งกตกิ าในการใชพ้ ้ืนท่สี าธารณะ เพ่อื ท่าให้สงั คมอยรู่ ว่ มกัน

2.3 สงั คมและวฒั นธรรมในสังคมโลกาภิวตั น(์ ปลายศตวรรษที่ 20 –ปจั จบุ นั )

1. ความสมั พันธ์ทางสังคมที่แผต่ วั กว้างไกล
กระบวนการต่างๆ ทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ การเมืองในสังคมก่าลังแผ่ตัวข้ามพรมแดนของรัฐชาติเพ่ิมมากข้ึน
จนกระทั่งท่าให้เหตุการณ์และการตัดสินใจท่ีเกิดข้ึนในด้านหน่ึงของโลกมีผลกระทบอย่างส่าคัญต่ออีกด้านหน่ึงของโลก
ตวั อย่างเช่นการเปลยี่ นแปลงของภมู ิอากาศระดับโลก การเสื่อมโทรมของสงิ่ แวดล้อมระดับโลกหรอื ความสัมพนั ธ์แบบทุนนยิ ม
ระดับโลกท่ีไม่ถูกก่ากับควบคุม การแผ่ตัวของความสัมพันธ์ทางสังคมที่กว้างไกลจัดวางพวกเราท้ังหมดลงไปในเครือข่ายของ
การเชื่อมต่อท่ีกว้างใหญ่กว่าเดิมจนท่าให้การตัดสนิ ใจในเรื่องต่างๆ ของแต่ละปัจเจกบคุ คลอาจมผี ลกระทบกบั โลกได้ เช่นการ
ตัดสินใจเรื่องการบรโิ ภคของปจั เจกบุคคลแตล่ ะคนอาจนา่ มาสปู่ ญั หาสงิ่ แวดล้อมระดบั โลกบางอันทก่ี ่าลังเผชิญ

2. ความเข้มขน้ ของกระแส
การแผ่ตวั ของความสัมพนั ธ์ทางสังคมดูจะเก่ยี วพันกบั ความเข้มขน้ ของบรรดากระแสและเครือข่ายของ

การปฏสิ ัมพันธ์รวมถงึ การเชื่อมต่อระหวา่ งกนั ทข่ี ้ามพรมแดน ดงั เหน็ ได้จากความหนาแน่นของการสอ่ื สารและการปฏสิ มั พนั ธ์
กระแสอิเลก็ ทรอนกิ สแ์ ละเครอื ขา่ ยการส่อื สารท่ีแผ่ตัวข้ามโลกมีความสามารถทจี่ ะเช่ือมโยงผู้คนทแ่ี ต่เดิมอยู่หา่ งไหลจากเหตทุ ่ี
เกิดเข้ามาสูพ่ ้นื ท่ีทางสังคมร่วมที่แตกตา่ งไปจากพน้ื ท่ีทีอ่ าณาบรเิ วณทางกายภาพเป็นอย่างมาก ตัวอยา่ งเช่นระยะหา่ งทาง
กายภาพไม่ไดเ้ ป็นอปุ สรรคตอ่ การเกิดความรสู้ ึกออ่ นไหวยามทไ่ี ดเ้ หน็ ภาพความอดอยากหวิ โหย สงคราม การฆา่ ล้างเผา่ พันธ์ุ
ของผู้ชมทนี่ ัง่ ชมภาพจากสื่ออยทู่ ่หี ้องนงั่ เล่นในบ้านของตน

3. การเพ่มิ ขนึ้ ของแผซ่ มึ เข้าหากนั
ระดับอตั ราและความเข้มขน้ ของการปฏสิ มั พันธ์ระดบั โลกทเี่ พมิ่ ข้นึ กา่ ลงั เข้ามาเปลย่ี นภมู ิศาสตรข์ อง

ความสัมพนั ธร์ ะหว่างท้องถ่ินกับโลก ในขณะท่คี วามสัมพันธท์ างสงั คมแผ่ตัวกวา้ งไกลก็จะเกดิ การแผต่ ัวซมึ เขา้ หากันของ
ปฏิบัติการทางเศรษฐกจิ และสังคม ซงึ่ ได้นา่ เอาวัฒนธรรมและสงั คมต่าง ๆ ทอ่ี ยู่หา่ งไกลกันอยา่ งชดั เจนเข้ามาเผชญิ หน้ากันใน

9

10

ระดับทอ้ งถน่ิ และในเวทรี ะดับโลก ตัวอย่างเชน่ ในขณะท่ปี ระเทศตะวนั ตอก เชน่ สหรฐั อเมรกิ าส่งออกวฒั นธรรมประเภทแมค
โดนัลด์ โคคาโคลา่ ภาพยนตร์ฮอลลีวดู ไปยังประเทศอืน่ แต่วฒั นธรรมตะวันตกกเ็ ลี่ยงไมไ่ ด้ที่จะต้องยอมรบั เอาวฒั นธรรมจาก
ท่ีอน่ื ทเ่ี ป็นดินแดนหรือผู้คนทีเ่ คยตกเปน็ อาณานคิ มของตนเขา้ มาเปน็ สว่ นหนึง่ ของวัฒนธรรมตน

4. โครงสรา้ งพ้นื ฐานระดับโลก
การเช่ือมต่อสมั พันธแ์ บบขา้ มพรมแดนรัฐชาตดิ ด่าเนินไปภายนอกการกา่ กับควบคมุ ของชาตใิ ดชาติหนงึ่

และมลี ักษณะเปน็ ระดับโลกไม่ใชแ่ คใ่ นแง่ของการดา่ เนินการแตย่ งั มีลกั ษณะเป็นระดบั โลกในแงข่ องโครงสร้างพน้ื ฐาน เชน่
ข่าวสาร และเทคโนโลยีทางการสอื่ สารกค็ ือตวั จดั หาโครงพืน้ ฐานใหก้ ับการปฏสิ ัมพนั ธท์ ไี่ ปหนนุ เสรมิ ให้เกดิ การเจรญิ เตบิ โต
ของตลาดระดบั โลก ต้องมรความสมั พันธ์กบั พน้ื ทีเ่ มืองและวถิ ชี วี ิตแบบเมืองเปน็ อย่างมาก รูปแบบของโลกาภวิ ตั น์ท้ัง
เศรษฐกจิ การเมือง สังคมและวัฒนธรรมต้องอาศัยพนื้ ที่เมือง โครงสร้างพื้นฐานทางดา้ นเทคโนโลยแี บบเมอื งเป็นชอ่ งทาง
เปดิ ตวั ออกสเู่ วทีระดบั โลก

และลักษณะส่าคัญของโลกาภวิ ัตนเ์ กย่ี วกับดา้ นเศรษฐกจิ การเมอื ง สังคมและวัฒนธรรม ดงั น้ีคอื

ด้านเศรษฐกจิ

ได้มีการจา่ แนกขนาดอาณาบรเิ วณของการกระทา่ ทางเศรษฐกจิ ออกเป็น 3 ขนาด ไดแ้ ก่

หนึ่ง ขนาดอาณาบริเวณระดับโลก (macro-scale) ซึ่งเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ระดับโลกของการบริหารจัดการ
เศรษฐกิจโลกซึ่งเกิดจากการทา่ งานร่วมกนั ของ 3 ภูมิภาคส่าคัญไดแ้ กอ่ เมรกิ าเหนอื ยุโรปและเอเชยี ตะวนั ออก ภูมภิ าคทส่ี ่าคัญ
3 แห่งน้ไี ดส้ ร้างตลาดขนาดใหญแ่ ละดดู กลนื การผลติ การคา้ และการลงทนุ โดยตรงของโลกเขา้ มาสตู่ ัวเองมากขนึ้ เรอื่ ยๆ

สอง ขนาดอาณาบริเวณระดับกลาง (meso-scale) เป็นโครงสร้างการบริหารจัดการเศรษฐกิจระดับกลางหรือ
ระดับภูมิภาคซึง่ มที ั้งความเปน็ ภูมิภาคทีเ่ กิดข้ึนโดยการก้าวข้ามพรมแดนของรฐั ชาตแิ ล้วรวมตวั กนั และความเป็นภูมิภาคทเ่ี กิด
จาการรวมตัวของบรรดาเมืองสา่ คัญภายใต้รัฐชาติเดียวกันจนกลายเป็นพืดแนวของเมือง (urban corridor) ขึ้นมา อาทิเช่น
การรวมตัวเปน็ ประชาคมเศรษฐกจิ อาเซียน เขตเศรษฐกจิ จเู จียง(Zhujiang) ทอี่ ยตู่ ามแนวชายฝ่ังทะเลทางตอนใต้ของจีน

สาม ขนาดอาณาบริเวณระดบั เล็ก (micro-scale) ซ่ึงก็คือเมืองต่างๆ ซึง่ เปน็ อาณาบรเิ วณท่ีมีการกระจุกตัวของการ
กระท่าทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นมากกว่าอาณาบริเวณอื่นภายในรัฐชาติเดียวกัน บรรดาเมืองเหล่าน้ีมีการกระจุกตัวของ
การกระทา่ ทางเศรษฐกจิ ทไี่ ม่เทา่ เทยี มกนั แตกตา่ งกนั ไปตามลา่ ดบั ชว่ งชน้ั ของเมอื ง (urban hierarchy) เมอื งถูกเชอื่ มโยงเข้า
มาเป็นเครือข่ายท่ีแผ่ตัวข้ามรัฐชาติ เมืองน้อยใหญ่ก่าลังถูกฝังลงไปในเศรษฐกิจระดับโลกหรอื ถูกท่าให้มีส่วนได้ส่วนเสียจาก
เศรษฐกิจโลก เมืองทุกเมืองในทุกวันน้ีจงึ ถูกทา่ ให้กลายมาเปน็ เมืองโลก คือเมืองท่ีต้องมคี วามสมั พันธ์กับสังคมโลกโดยเฉพาะ
ด้านเศรษฐกจิ

การกระท่าทางเศรษฐกิจในยุคโลกาภิวัตน์เป็นกระบวนการที่สามารถด่าเนินไปได้ในอาณาบริเวณทางพ้ืนท่ีท่ี
แตกต่างกันแต่ก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันภายในห้วงเวลาเดียวกัน มีความเกี่ยวพันกับทั้งขนาดอาณาบริเวณของการกระท่าทาง
เศรษฐกิจระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับโลกไปพร้อมๆ กันอย่างมีพลวัตและเป็นเครือข่ายทางการผลิตและการ
จ่าหนา่ ยท่ีซับซ้อน เครือข่ายทางเศรษฐกิจอันนี้เปน็ สิง่ ทม่ี ีพลวตั ทผ่ี ู้ประกอบการสามารถกา้ วขา้ มสลบั กลับไปกลับมาในขนาด
อาณาบริเวณที่แตกต่างกันได้ตามเงื่อนไขความจ่าเป็นเฉพาะหน้าท่ีปรากฏขึ้น สามารถปรับเปล่ียนให้ยืดหดได้ตามความ
เหมาะสมกบั เง่ือนไขเฉพาะหนา้ ในแตล่ ะขณะ (ไพโรจน์ คงทวศี ักด,์ิ 2560:115-118)

1. ระบบทุนนิยมสามารถพัฒนาตนเองได้มากกว่าเดิม บรรษัทข้ามชาติที่มาจากประเทศตะวันตกหรือประเทศ
พฒั นา/ประเทศอุตสาหกรรมใหม่และนายทนุ จากประเทศไทยได้เคลือ่ นยา้ ยการลงทนุ อยา่ งสะดวกมากขน้ึ ส่งผลให้รัฐชาติมี
บทบาทเป็นเพียงผู้จัดหาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่อ่านาจเหมือนเช่นเดิม ท่าให้เกิดทุนนิยมข้ามชาติ (Transnational

10

11

Capitalism) / ทุนนยิ มไร้พรมแดน (Global Capitalism ) ระบบทุนนยิ มเครือข่าย โดยมีการใช้ระบบอินเตอรเ์ น็ทและระบบ
การสอื่ สารใหม่ทร่ี วดเร็ว ฉบั ไวและครอบคลุมกว้างขวางทั่วโลกในการสัง่ ซอ้ื สินค้า/ช่าระเงนิ (e-commerce) เกิดเครือข่าย
การธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ระดับโลก จึงเรียกว่าทุนนิยมดอท.คอม (Dot.Com Capitalism) หรือทุนนิยมดิจทอล (Digital
Capitalism) และมกี ารลงทุนและการเก็งกา่ ไร ในตลาดเงินและตลาดหลักทรพั ย์มากกว่าการลงทุนในภาคการผลิตจริง ท่าให้
เกิดกลายเป็นทุนนิยมการเงิน (Finance Capitalism) หรือนักวิชาการบางท่านเรียกว่า ทุน นิยมการพนัน
(CasinoCapitalism )

และระบบทุนนิยมสามารถพัฒนาตนเองได้ มีความยืดหยุ่นมากข้ึน การลงทุนย่ิงเร็วมากขึ้น เพราะสามารถขนถ่าย
ส่งสินค้าและวัตถุดิบ แรงงาน ได้เร็วมากขึ้น ทา่ ใหเ้ กิดสังคมบริโภคนิยมมากขึ้น สนิ ค้าได้เผยแพร่กระจายได้อยา่ งรวดเร็ว
ไปได้ไกลทุกท่ี เป็นสินคา้ ที่เหมอื นกันท่วั โลก เราสามารถบริโภคอาหารตามแบบทเ่ี ราตอ้ งการได้ หรือเลอื กซอื้ สนิ ค้าย่หี อ้ ทเ่ี รา
ชอบได้เกือบทุกพื้นท่ี โดยไม่ต้องอดทนรอคอยเหมือนเช่นในอดีต ดังน้ันจึงท่าให้เราเห็นว่าสินค้ายี่ห้อท่ีเป็นที่นิยมจะมีภาษา
บรรยายเกี่ยวผลิตภณั ฑ์ไม่ต่ากว่า 4 ภาษา กลุม่ ผู้บริโภคได้ขยายมากข้ึนกว่าในอดตี ปรากฏการณ์ดังกลา่ วได้สง่ ผลกระทบให้
สินค้าหรอื ผลิตภัณฑพ์ ้ืนถิ่นเรมิ่ หายไป

วิวัฒนาการของเศรษฐกจิ ระดบั โลกมีความสัมพันธอ์ ยู่กบั วิวฒั นาการของการแบง่ งานเชิงพน้ื ที่

ยคุ คลาสสิคของการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในชว่ งแรกคือครสิ ต์ศตวรรษ? 19 ในช่วงก่อนหนา้ การออกล่าอาณานยิ ม
ของชาติตะวันตกหรอื ชว่ งกอ่ นคริสตท์ ศวรรษ 1400 ตอนปลาย การค้าสว่ นใหญเ่ ปน็ การค้าระดับท้องถน่ิ การคา้ ในรปู เครอื ขา่ ย
ระดับภูมิภาคมีอยู่ไม่มากนกั การออกล่าอาณานคิ มของสเปนได้ท่าให้เกดิ ระบบเศรษฐกิจระดับโลกอันแรกขึ้นมาซ่ึงเป็นระบบ
เศรษฐกิจท่ีต้ังอยู่บนฐานของลัทธิพาณิชย์นิยม(mercantilism) เป็นความคิดและการกระท่าทางเศรษฐกิจท่ีเน้นการส่งออก
สินค้าเพื่อท่าก่าไรเข้ารัฐให้มากที่สุด ด้านการผลิตก็เน้นการผลิตด้วยต้นทุนต่าสุดโดยการออกไปล่าอาณานิคมแล้วบังคับเอา
ทรัพยากรอันมีค่าของผู้อื่นมาใช้ในการผลิตสินค้าของตนเอง ลัทธิพาณิชย์นิยมได้ท่าให้ท้องถ่ินบางท้องถิ่นกลายมาเป็นที่ที่มี
ความสา่ คัญเปน็ พเิ ศษต่อการผลิตและการเกลีย่ กระจายสนิ คา้ บางอัน เชน่ สินค้าทปี่ ระเทศน้ันๆ สามารถผลิตได้ในราคาตน้ ทุน
ท่ถี ูกกว่าประเทศอ่ืนๆ ตัวละครส่าคัญของเศรษฐกิจในช่วงน้ีก็คือพ่อค้าวาณิช(merchants) ซ่ึงเป็นชนชั้นที่ร่ารวยสุดและเป็น
ผู้น่าท่ีท่าหน้าท่ีเป็นสื่อตัวกลางท่ีเช่ือมต่อระหว่างจุดเชื่อมประสาทการค้าท่ีอยู่ในประเทศแกนกลางและชายขอบ การขยาย
อิทธพิ ลข้ามมหาสมทุ รแอตแลนตคิ เพ่อื กระตนุ้ การคา้ ในช่วงน้นั คือตัวการส่าคญั ที่เร่งให้เกิดการล่าอาณานิคมของชาตติ ะวนั ตก
และคือปรากฏการณ์สา่ คัญที่เป็นแกนกลางของการเกดิ ขน้ึ ของตาลาดระดับโลก

ชว่ งค.ศ. 1780-1900 เปน็ ช่วงของการขยายตัวของอตุ สาหกรรมการอพยพจากชนบทเขา้ สู่เมืองของประชากรยุโรป
ในช่วงเดือนครสิ ต์ศตวรรษท่ี 17 ได้ทา่ ให้เกดิ แรงงานราคาถูกจา่ นวนมากข้ึนในยโุ รป ภาคการเกษตรก็มผี ลผลติ ส่วนเกนิ เกิดขึ้น
มาก ปัจจัยท้ังสองนี้ได้กระตุ้นให้ยุโปก้าวเข้าสู่การปฏิวัติอุตสาหกรรม การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ท่าให้เกิดการอพยพจาก
ชนบทเข้าสู่เมืองเพม่ิ มากขึ้นไปอีกเป็นผลใหร้ ะบบทุนนิยมเติบโตขึ้น การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้ท่าให้เดการแบ่งงานตามความ
ถนัดช่านาญเฉพาะอย่างข้ึนในโรงงาน มีการน่าเทคโนโลยีทางการผลิตใหม่เช่นเครื่องจักรกลขนาดใหญ่มาใช้และได้น่าไปสู่
“การประหยัดโดยเพิ่มขนาดการผลิต”(economics of scale) ยุคต่อมาเม่ือมีการขยายกลุ่มอุตสาหกรรมและสายโซ่
อุตสาหกรรมท่ีเก่ียวเนื่องกันข้ามพ้ืนท่ีออกไปก็ได้ท่าให้เกิดการแบ่งงานระดับโลกซึ่งเอื้อให้เกิดการสะสมทรัพยากรในบรรดา
ประเทศแกนกลางที่ทรงอ่านาจ เทคโนโลยกี ารหดย่อพ้ืนทีไ่ ด้ถูกน่ามาใช้เพอ่ื แสวงหาแรงงานและทรัพยากรราคาถกู ทั้งยังช่วย
ส่งเสริมให้กระแสการค้า การลงทุนมีการท่าก่าไรกลับคืนมาได้ในเวลาที่ส้ันลง ต้นคริสต์ศตวรรษท่ี 19 สหราชอาณาจักรได้
กลายมาเป็นมหาอ่านาจทางเศรษฐกิจอนั ดบั หน่งึ ของโลกซึ่งเปน็ ผลมาจากการล่าอาณานคิ มและการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ปลายครสิ ต์ศตวรรษท่ี 19 อ่านาจทางเศรษฐกจิ ของสหรฐั อเมริกาขยายตัวข้นึ เป็นอย่างมากโดยอยบู่ นฐานของการมี
ทรัพยากรราคาถูกแรงงานอพยพ นวัตกรรมและที่ส่าคัญสุดคือมีการเกิดข้ึนของบรรษัทระดับโลกท่ีท่าการผลติทั้งภายในและ
ภายนอกประเทศตนเอง สหรฐั อเมริกาจึงได้กลายมาเป็นผู้น่าด้านการลงทุนในต่างประเทศ และการสง่ ก่าไรคนื กลับประเทศ
ของตนเอง การกระจุกตัวของเศรษฐกิจยังได้น่าไปสู่การกระจุกตัวของอ่านาจการเมอื งด้วย นักทฤษฎกี ารพ่งึ พาและนักทฤษฎี

11

12

สายนีโอมาร์กซิสต์ได้เคยกล่าวไว้ว่าวิวัฒนาการทางเศรษฐกิจระดับโลกในช่วงแรกนี้ได้ท่าให้เกิดระบบความสัมพันธ์ระหว่าง
ประเทศแกนกลางกับชายขอบ ที่ได้รับการหนุนเสริมโดยการแบ่งงานในยุคอาณานิคม ซ่ึงได้ท่าให้เห็นว่าการผลิตแบบ
อุตสาหกรรมจะท่าเลอยู่ในประเทศแกนกลาง ขณะที่การผลิตใรรูปของการแสวงหาวัตถุดิบจะมีท่าเลที่ตั้งอยู่ในประเทศชาย
ขอบ

หลังสงครามโลกคร้ังท่ี 2 (ค.ศ.1939-1945) ได้เกิดกระแสการปลดแอกจากอ่านาจอาณานิคมขึ้นตามท่ีต่างๆ ท่ัว
โลกและได้เริม่ เกิดการแบง่ งานใหม่ในระหว่างประเทศในซีกโลกตะวันตกได้มีความพยายามท่ีจะผลักดินให้เกดิ การค้าเสรีท่อี ยู่
ภายใต้การควบคุมของแกตต์ (GATT) หรือความตกลงทว่ั ไปเกีย่ วกับภาษีศุลกากรและการค้าซ่ึงปัจจุบันคอื องค์กรการค้าโลก
(WTO) เพื่อหลีกเล่ียงไม่ให้เกิดความเสียหายท่ีรุนแรงจากภาวะเศรษฐกิจตกต่า ช่วงหลังสงครามประเทศญ่ีปุ่นได้ขยับขึ้นมา
เป็นมหาอ่านาจทางเศรษฐกิจท่ีทรงอทิ ธพิ ลในภมู ิภาคแถบนี้

ช่วงการผลักดันสังคมให้ก้าวเข้าสู่ความเป็นสมัยใหม่ท่ีสืบเนื่องมาจนถึงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 รัฐคือสิ่งที่มี
บทบาทส่าคัญในการก่ากับควบคุมสังคม ในประเทศยากจนเร่ิมมีการเข้ามาช่วยเหลือและการให้กู้ยืมเงินเพื่อน่าไปพัฒนา
สงั คมให้เป็นสงั คมอุตสาหกรรม วกิ ฤตการณ์นา่้ มันในค.ศ. 1973 และ 1976 ไดท้ ่าใหเ้ ศรษฐกิจโลกเปลี่ยนแปลงไปอยา่ งมาก
ลัทธิเสรีนิยมใหม่ (neoliberalism) ได้ก้าวขึ้นมาเป็นกรอบอันทรงอิทธิพลของการก่ากับควบคุมเศรษฐกิจโลกและชักน่า
เศรษฐกจิ ใหเ้ ข้าส่โู ลกาภิวัตน์

การแบ่งงานใหม่ในระหว่างประเทศนบั เปน็ ปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจท่ีโดดเดน่ หลงั จากทีส่ งครามโลกครง้ั ท่ี 2 สงบ
ลง การแบ่งงานใหม่ในระหว่างประเทศนี้ได้เร่ิมพัฒนาข้ึนมาในช่วงคริสต์ทศวรรษ 1960 หรือ 1970 โดยการท่ีประเทศ
มหาอ่านาจผลักดนั การผลิตใหม้ คี วามเป็นระหว่างประเทศมากขึ้น เพ่อื ท่าใหส้ ามารถใช้ปจั จัยการผลิต(ท่ดี ิน/แรงงงาน เงนิ ทนุ )
ไดถ้ ูกลงและได้มาซงึ่ ตลาดใหญส่ ่าหรบั ผลิตภัณฑ์ของตนเอง อย่างไรก็ตามการแบ่งงานใหม่ระหว่างประเทศช่วงนกี้ ็ยังคงพึ่งพา
การผลิตแบบฟอร์ด (Fordism) ที่คงที่ตายตัว คือเป็นการประหยัดต้นทุนและการใช้การแบ่งงานที่ตายตัว จวบจนถึงช่วง
ปลายคริสต์ทศวรรษที่ 1960 ทีร่ ะบบการผลติ แบบฟอรด์ เร่ิมประสบวกิ ฤต ค่าแรงงานเพิ่มขึ้น มีค่แู ข่งทางการค้าท่ใี ชต้ ้นทุนต่า
กว่า การปลดคนงานออก เกิดบริษัทท่ไี ปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศมากข้ึน รสนิยมของผู้บริโภคเปลี่ยนจากสินค้าท่ีผลิต
เป็นจ่านวนมากจากโรงงานมาสู่ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะเจาะพอดีกับตัวผู้บริโภค มาสู่การผลิต “แบบหลังฟอร์ด” มีระบบการ
สะสมก่าไรแบบยืดหยุ่นกว่า เน้นการผลิตสินค้าท่ีตรงตามความต้องการของตลาดหรือความต้องการของผบู้ ริโภคและใส่ใจกับ
การแทรกนวตั กรรมลงไปในผลิตภัณฑ์

การเกิดขึ้นของระบบการสะสมก่าไรแบบยืดหยนุ่ ได้เข้ามาเพิ่มความซับซ้อนให้กับแผนที่ของเศรษฐกิจระดับโลกและ
ยังได้น่ามาซึ่ง “การแบ่งงานท่ีใหม่กวา่ ในระหว่างประเทศ” กล่าวคือมีการกระจายการผลิตออกไปยังแหลง่ ต่างๆ โดยค่านึงถึง
ความเหมาะสมกับลกั ษณะงานเป็นกรณีๆ ไปเชน่ งานอันเก่ียวเนอื่ งกับการออกแบบ การสา่ รวจตลาด การพัฒนาผลิตภณั ฑ์
การโฆษณาผลิตภัณฑ์ก็ยังมีแหล่งหลักอยู่ในประเทศศูนย์กลาง ส่วนงานการผลิต การกระจายและจ่าหน่ายสินค้าก็กระ ท่า
ผา่ นหนว่ ยตวั แทนในประเทศต่างๆ เชน่ บรรดาบริษทั ตวั แทนจ่าหน่วยท่ีกระจายตวั อยู่ในประเทศต่างๆ ทางด้านการผลติ ก็จะมี
การว่าจ้างการผลิตผา่ นผรู้ ับจ้างชว่ ง (subcontractors) ในแตล่ ะประเทศท่ีมคี วามเหมาะสมผา่ นการท่าสัญญารับจ้างชว่ งเป็น
กรณี ๆ ไป โดยผู้รับจ้างช่วงในแต่ละประเทศจะเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบและแรงงานที่มคี วามเหมาะสมกับการผลิตผลติ ภัณฑ์น้ัน
ตามตัวแบบเฉพาะกาลท่ีบริษัทแม่ในประเทศศูนย์กลางให้มา ระบบการผลิตแบบยืดหยุ่นจึงเป็นระบบของการผลิตแบบ
ทนั เวลาพอดกี ับความตอ้ งการของผบู้ รโิ ภค เป็นระบบการผลติ ท่ีจะเกิดข้ึนไดก้ ต็ อ่ เม่ือมกี ารผสานรวมเอาการพัฒนาผลิตภัณฑ์
การตลาดและการผลิตเข้ามาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังต้องมีการฝึกอบรมคนงานที่ยืดหยุ่นเพื่อให้มีทักษะใหม่ที่จ่าเป็นต่อการ
ผลติ สินคา้ ใหมต่ ามความตอ้ งการทเ่ี ปลี่ยนไปของผู้บริโภค

การแบ่งงานใหม่ในระหว่างประเทศที่มีความยืดหยุ่นนี้ได้น่ามาสู่การเกิดขึ้นของพ้ืนท่ีทางอุตสาหกรรมใหม่ ซ่ึง
หมายถึงการทพ่ี ้ืนท่ีบางพนื้ ท่ีในระดับโลกได้ถูกเลือกใชเ้ ป็นจุดเชอ่ื มประสานการผลติ ทย่ี ืดหยุ่นซ่ึงแผต่ ัวเปน็ เครือขา่ ยไปทั่วโลก
พน้ื ที่อุตสาหกรรมใหม่มกั ปรากฏตัวขึ้นในรูปของ 1. เขตการอุตสาหกรรมใหม่ซงึ่ เป็นพนื้ ท่ีรวมของบรษิ ัทขนาดเล็กและขนาด

12

13

กลางท่ีผลิตสินค้า และบริการท่ีมีคุณภาพสูง 2. เขตเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นแหล่งรวมอุตสาหกรรมไฮเทคด้านข่าวสาร
อิเล็กทรอนิกส์ เวชภัณฑ์รวมถึงอุตสาหกรรมการวิจัยและพัฒนา เช่น ชิลีคอน วัลเลย์ 3.เขตการผลิตอนั ยืดหยุ่นที่แทรกตัวอยู่
ในย่านอตุ สาหกรรมเดมิ เช่น อาณาบรเิ วณทแี่ ต่เตมิ เปน็ แหล่งอุตสาหกรรมถา่ นหินและเหล็กกล้ากไ็ ดถ้ ูกทุนของญ่ีป่นุ และเกาหลี
แทรกตัวเข้ามาเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตภัณฑ์เข้ามาเปลี่ยนเป็นโรงงานผลิตรถยนต์ และ 4. เมืองโลก ซ่ึงเป็นศูนย์บัญชาการท่ี
ก่ากบั ควบคุมเศรษฐกจิ โลกทแ่ี ผต่ วั เป็นเครือขา่ ยอยู่ตามเมอื งต่างๆ ทั่วโลก

การแบ่งงานใหม่ในระดับโลกคือบรรษัทข้ามชาติท้ังหลาย เป็นบริษัทท่ีมีอ่านาจในการเข้าไปมีส่วนร่วมและก่ากับ
ควบคุมข้ันตอนการผลิตในที่ท่มี ากกวา่ หนึง่ ประเทศแมบ่ รษิ ัทนีจ้ ะไม่ใช่เจ้าของทั้งหมด แต่โดยท่ัวไปกจ็ ะเข้าไปมคี วามสัมพันธ์
ในลกั ษณะเป็นโครงข่ายความร่วมมือกับบริษทั อ่ืนๆ ท่ัวโลกที่ในทางกฎหมายมคี วามเป็นอิสระจากกันและกัน การท่างานของ
บรรษัทข้ามชาติจะเป็นไปท้ังในรูปของการเป็นเจ้าของกิจการการผลิตในส่วนต่างๆ โดยตรงและการว่าจ้างการผลิตผ่านผู้
รับจ้างช่วงหรอื แมแ้ ต่การว่าจ้างการผลิตผ่านผูผ้ ลิตอ่ืนที่มีความเป็นทางการน้อยกว่า การประกอบการในรูปบรรษทั ข้ามชาติ
เปน็ การด่าเนินการในขนาดอาณาบรเิ วณระดับโลกและไดน้ ่ามาซงึ่ การเพ่มิ ข้ึนของสดั ส่วนของกระแสการคา้ การลงทุน ความรู้
ทกั ษะและการส่งผา่ นเทคโนโลยีในระดับโลก

เศรษฐกิจโลกไดถ้ กู ท่าให้มีความเป็นโลกาภวิ ตั นโ์ ดยผา่ นการทา่ ให้การผลิตการตลาดและธรุ กรรมการเงนิ มคี วามเป็น
ระดับโลก การด่าเนินธุรกิจแบบข้ามชาติของบรรดาบริษัทนานาชาติได้ท่าให้เกิดการแบ่งงานใหม่ในระหว่างประเทศ การ
ย้ายฐานอตุ สาหกรรมจากกลุ่มประเทศทม่ี ีเศรษฐกจิ ที่พฒั นาแล้วมาสกู่ ล่มุ ประเทศทม่ี ีเศรษฐกิจแบบก่าลังพฒั นา การกระจาย
ตัวการผลิตและตลาดไปท่ัวโลกของบรรดาบริษัทนานาชาติยังได้น่ามาสู่การเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจการบริการผู้ผลิต
เช่นบริษัทการเงิน บริษัทกฎหมาย บริษัทการให้ค่าปรึกษา บริษัทการบัญชีแลโฆษณา ซ่ึงได้เข้ามามีบทบาทส่าคัญในการ
ผลักดันให้เกิดการค้าระหว่างประเทศในระหว่างส่วนต่างๆ ของโลก จากกระแสการเงินข้ามชาติท่ีเพิ่มขึ้นได้เข้ามาท่าให้
เศรษฐกิจโลกมีมติ ิของความเป็นโลกาภิวัตน์มากขนึ้ และมีการแขง่ ขันสูงขนึ้ ภายใตแ้ นวลัทธิเสรีนิยมใหม่ที่ก่าหนดให้ประเทศ
ต่างๆ ทัว่ โลกต้องกา้ วตามอุดมการณ์และปฏิบตั กิ ารทางเศรษฐกจิ แบบตะวันตก

2. ความเปราะบางทางเศรษฐกิจและวิกฤตเศรษฐกิจ จากลักษณะระบบทุนนิยมข้ามชาติ (Transnational
Capitalism )/ทุนนิยมดอท.คอม (Dot.Com Capitalism) หรือทุนนิยมการเงนิ (Finance Capitalism) ดังกล่าว ท่าให้การ
ไหลเวยี นของเงิน-ทุนจ่านวนมากจากสถานทหี่ นึง่ ไปยงั สถานท่ีหน่งึ ภายในเวลาอันรวดเรว็ เพอื่ แสวงหาค่าตอบแทนสูงสุด ก็จะ
สง่ ผลให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศทเ่ี งิน-ทุนไหลออกเกิดความชะงักงัน เนอื่ งจากการขาดสภาพคล่องในระบบเศรษฐกิจและ
ท่าให้เศรษฐกจิ ทงั้ ระบบล่มสลาย สา่ หรบั ประเทศหรือสถานท่ีทีเ่ งิน-ทนุ จา่ นวนมากได้ไหลเขา้ ไปกอ็ าจทา่ ใหเ้ กดิ สภาวะเงิน
เฟ้อและเศรษฐกิจฟองสบู่ได้ ถ้าไม่มีมาตรการรองรับปริมาณเงิน-ทุนจ่านวนมากท่ีได้ไหลเข้าอย่างมีระบบระเบียบและ
ประสิทธิภาพ ก็อาจจะส่งให้ระบบเศรษฐกิจของประเทศล่มสลายน่าไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ดังเช่น วิกฤตการเงินในเอเชีย
ค.ศ.1997 หรือ พ.ศ. 2540

3. ระบบเศรษฐกิจท่ีต้องน่าความรู้มาใช้ในการท่างานเพื่อเพ่ิมผลิตภาพ คนงานท่ีมีความรู้มีความส่าคัญมากและ
กลายเป็นกลุ่มคนงานหลักของสังคม และคนงานท่ีมีความรู้จะมีอิสระในการท่างานมากกว่าคนงานที่ใช้แรงงาน ความรู้
เฉพาะดา้ นและประสบการณ์ที่ตนเองมีอยู่ทา่ ใหส้ ามารถเคล่อื นย้ายไปท่างานในที่ตา่ งๆ ที่ตอ้ งการความรขู้ องตน ด้วยการให้
ค่าตอบแทนสงู กว่า

4. การทา่ ใหง้ านมลี ักษณะเปน็ ปัจเจก (individualization of work) เป็นการจา้ งงานไม่ได้อยูภ่ ายใตส้ ถาบัน แตเ่ ป็น
เรอื่ งของปจั เจก เปน็ การจ้างงานมชี ่วงเวลาจ่ากัด อาจถกู เลกิ เม่ือใดก็ได้ การท่างานจงึ ไม่มีความมั่นคงหรือสวสั ดกิ ารใดๆ (วีระ
สมบรู ณ์ ,2551 : 70)

5. การสลายความคิดเร่ืองเงินสุกลประจ่าชาติ จากความต้องการท่ีเคลื่อนย้ายเงิน/ทุนให้รวดเร็ว และสะดวกใน
การค้าและแลกเปลย่ี น ท่าใหเ้ กดิ เงินยโู รในกรณีของประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป การคดิ เงินยโู รดังกล่าว เปน็ การปลดปล่อย
เงนิ ออกจากวธิ คี ิดของอาณาเขตและรัฐ-ชาติ สลายเส้นแบง่ พรมแดนรัฐ-ชาติ

13

14

ดา้ นการเมือง

1. รัฐ-ชาตเิ ปลีย่ นและปรบั บทบาท จากการเคลอื่ นตัวทางการค้า การไหลเวยี นของทนุ และการโยกยา้ ยถิ่นของผ้คู น
และการขยายตัวของชุมชนแบบใหม่/ทีเ่ ป็นการข้ามพรมแดนรัฐ-ชาติ หรอื เป็นการสลายเสน้ กั้นพรมแดน (Deterritorization)
เป็นชุมชนท่ีมิได้ถูกจองจ่าไว้ด้วยอาณาเขตของรัฐชาติ ปัญหาท่ีเกิดจึงมีลักษณะข้ามชาติ (Transnational) ท่าให้มีความ
จ่าเป็นต้องรับรู้และฟงั ข้อมูลจากเครอื ข่าย/กลุ่ม/องคร์ ะดับโลก และบทบาทและอา่ นาจของบรรษัทข้ามชาติทีเ่ พ่มิ มากขึน้ ใน
ระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนยิ ม และมเี ครือข่ายข้ามชาตซิ ่อนเรน้ และเล็ดลอดผา่ นขอบเขตอา่ นาจรัฐ ทา่ ให้รัฐชาติลดบทบาท
เดิมลงหรือเปน็ เหยอ่ื ของกระแสโลกาภิวัตน์ และน่าไปสู่การปรับบทบาทใหม่ให้สอดคล้องกับท่ามกลางโลกาภิวัตน์และระบบ
ทุนนิยมโลก ดังเห็นได้ว่ารัฐต้องลดทอนระเบียบในเร่ืองระบบการเงินการธนาคาร และการค้า ให้สอดคล้องกับระดับสากล
หรือนานาชาติ และในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องรักษาสถานภาพของตนเองด้วยการวางระเบียบกฎเกณฑ์ใหม่ การควบคุมเขต
แดนและการโยกยา้ ยถ่ินฐานของพลเมอื งและชาวต่างชาติอยา่ งเขม้ งวดข้ึน เพือ่ แสดงสทิ ธิอา่ นาจของตนเอง

รฐั ชาตเิ ปน็ มโนทัศน์ทค่ี อ่ นข้างใหม่ในประวตั ศิ าสตรข์ องสังคมโลก รัฐขาติเป็นผลผลิตของจิตนาการทางการเมอื งของ
สังคมยุโรป มโนทัศน์อันนี้ได้ถูกกระบวนการโลกาภิวัตน์ท่าให้แพร่กระจายตัวไปทั่วโลกในช่วงของการออกล่าอาณานิคมของ
บรรดามหาอ่านาจโดยมีการมองกันในช่วงนั้นว่า รัฐคือหน่วยทางสังคมที่เป็นธรรมชาติ ที่ควรจะต้องถูกท่าให้เกิดขึ้นมา
ภายหลังสงครามโลกครั้งท่ีสองมโนทัศน์นี้ได้รับการสานต่อให้เข้มแข็งภายใต้การปรากฏตัวของรัฐชาติสมัยใหม่ท่ีเป็นอิสระ
มากมาย แตโ่ ลกาภิวัตนก์ ็ได้สง่ ผลกระทบต่อรัฐชาติ

ในปัจจุบันระบบการเมืองในปัจจุบันมีความซับซ้อนกว่าระบบการเมืองแบบเก่า การเมืองมีลักษณะคล้ายกับ
“โครงข่ายสายใยของการพงึ่ พาระหว่างกัน” (web interdependence) ซ่ึงเกิดข้ึนจากการสานตัวกันของสถาบันพื้นฐานสาม
ประเภทคือ หน่ึงรัฐบาลของแต่ละชาติ สององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การสหประชาชาติ องค์การค้าโลก และสาม
องค์กรข้ามชาติ เชน่ องค์กรที่ไม่ใช่หนว่ ยงานของรัฐบาล (NGOs) บรรษทั ข้ามชาติ กลมุ่ องค์กรด้านสิ่งแวดลอ้ ม กล่มุ เคล่อื นไหว
เพื่อต่อต้านในระดับระหวา่ งประเทศ ซึ่งได้เพ่ิมจา่ นวนข้ึนมากและเพิ่มเร็วกว่าบรรดาองค์กรระหว่างรัฐบาลและรัฐชาติ การ
เกิดข้นึ ของบรรดาสถาบันและองค์กรนอกภาครัฐเป็นพลังทางการเมอื งจากเบื้องลา่ งมตี อ่ รฐั

นักวิชาการมองว่ารัฐชาติต้องมาเผชิญกับความกดดันขององค์กรระหว่างประเทศ และประเทศมหาอ่านาจ และ
อา่ นาจเบ้ืองล่าง ท่าใหร้ ัฐชาติต้องเปล่ียนแปลง ตัดทอนก่าลังลงไปจนตอ้ งกลายมาเปน็ รัฐที่ไรอ้ ่านาจ แต่นักวิชาการอีกกลุ่ม
มองว่ารฐั ยงั คงทรงอ่านาจเหมือเดิมเพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ

พบว่ารฐั กลับถกู ท่าให้มคี วามสา่ คญั ในฐานะผกู้ า่ กบั ควบคุมธุรกรรมขา้ มพรมแดนน้อยลง รัฐมีทา่ ทีเปน็ มิตรกบั ตาลาด
มากกว่าที่จะมีท่าทีแบบเดิมท่ีเน้นแต่การก่ากับและการบังคับควบคุมด้วยอ่านาจ รัฐได้กลายมาเป็นผู้เล่นหน่ึงในระบบ
ตลาดโลกมากกวา่ ทจี่ ะเป็นสถาบนั แห่งการควบคุมทแ่ี ยกตวั ออกมาไดอ้ ยา่ งเด็ดขาด (ไพโรจน์ คงทวศี ักด,์ิ 2560: 199-200)

2.สงั คมโลกาภิวัตนไ์ ด้มีพ้นื ท่ที ี่ให้กลุ่มคนต่างๆไดเ้ รียกร้องสิทธิและแสดงอัตลักษณ์ตนเองตามชาติพันธุ์ ศาสนา เพศ
สภาพ ฯลฯ ปรากฏการณด์ งั กล่าวทา่ ใหร้ ัฐต้องมีนโยบายการพัฒนาที่หลากหลายทางวัฒนธรรม (Muticulturalism) ต้องเป็น
สังคมที่ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม วิถีชีวิตและการด่ารงชีวิต (Livelihood)ในเร่ืองต่างๆ เช่น ชาติพันธุ์ เกย์ เล
สเบี้ยน กลมุ่ คนชายขอบ ผู้พกิ าร ผตู้ ดิ เชื้อเอดส์ เป็นต้น ดังน้ันนโยบายทางการเมือง เศรษฐกจิ การศึกษาของรัฐจะตอ้ งให้
ความส่าคัญกับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมีพื้นท่ีทางสังคมให้กับคนท่ีแตกต่างและคนชายขอบ และผู้คนมีการตั้ง
คา่ ถามเก่ียวกับอัตลกั ษณ์ทางการเมืองและอัตลกั ษณท์ างวัฒนธรรม/ความเปน็ ชาติ

3.กฎหมาย โลกาภิวัตน์ได้เปล่ยี นแปลงและสรา้ งโครงสรา้ งทางระเบยี บแบบแผนและกฎหมายเรือ่ งตา่ งๆขึ้น เช่น
กฎหมายระหว่างประเทศ ปฏิญญาสากล ความเป็นธรรมสากล (Cosmopolitan Right) สิทธิมนุษยชน กฎหมายสิทธิบัตร
และทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา หลกั ปฏิบัติของสถาบนั การเงนิ

14

15

ด้านสงั คม

1.สังคมเครือข่าย และชมุ ชนนามธรรม /ชมุ ชนเสมือนจรงิ ใน cyberspace

สังคมออนไลน์ท่ีเกิดข้ึนได้มีการสร้างรูปแบบการปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ทิศทางของสังคม และรูปแบบทาง
วัฒนธรรม ซงึ่ มานูลเอล คาสเตลส์ (Manuel Castells) บทบาทของส่ือที่ความทันสมัยใหม่ดังกล่าวมาทเี่ ป็นสื่อกลางในการ
ติดต่อระหว่างกัน เรียกว่า “สังคมเครือข่าย” (Network Society) เราสามารถเชื่อมโยง ขยายการติดต่อสัมพันธ์ และ
นา่ เสนอเน้อื หาสาระของความร้แู ละขา่ วสารขอ้ มูลได้ โดยปจั เจกชนแตล่ ะคนมีอสิ ระในการบรรจคุ วามรแู้ ละขอ้ มูลข่าวสารเข้า
ไปในสื่อชนิดต่างๆอย่างเปน็ อิสระ และไม่มศี ูนย์กลางของความรู้และข้อมูลข่าวสาร ความส่าเรจ็ ของการสร้างเครอื ข่ายการ
ติดต่อระหว่างผู้คนและชุมชนย่อย ได้ท่าให้เกิดพื้นที่เสมือนจริง (virtual space)ในระบบ internet และ cyberspace ซึ่ง
เปน็ แหล่งของการนา่ เสนอแลกเปล่ยี นขอ้ มูลข่าวสาร มาสูก่ ารสรา้ งกิจกรรมในด้านต่างๆ นับตัง้ แตก่ ารสอื่ สารระหว่างกัน การ
ท่าธุรกรรมทางการค้า และ e-commerce จนถึงการพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งบันเทิงที่เป็นท่ีนิยมท่ีสุด เพราะว่าทุกคน
สามารถรับรู้ข่าวสาร พูดคุย ชมภาพ ดูวีดิทัศน์และคลิป (clip)ทั้งท่ีส่งต่อๆกัน และ/หรือdownload จาก website ต่างๆ
เช่น youtube.com เป็นต้น หรือแม้กระทั่งการดูการถ่ายทอดสดผ่านระบบ internet เทคโนโลยีการส่ือสาร/นวัตกรรม
ดังกล่าวท่าใหค้ วามสัมพนั ธ์ที่เกิดขึ้นใน cyberspace แทนทค่ี วามสมั พันธท์ ่ีติดต่อโดยตรงผ่านการพบปะเจรจาระหว่างกันมาก
ขึน้ หรอื การพบปะส่ือสารแบบซ่ึงหนา้ หรอื การไดย้ ินเสยี ง และมีการเขา้ ร่วมกจิ กรรมของ website ต่างๆ ตามความสนใจ
ของแตล่ ะคน ไปจนถึงนัดพบระหว่างกันในสถานท่ีจรงิ (เกษม เพญ็ ภินันท์,2552: 53-56)

การท่ีส่ือขยายและกระจายตัวอยทู่ ั้งในพื้นท่สี ว่ นตัวและปริมณฑลสาธารณะ ปรมิ ณฑลสาธารณะไดส้ อดประสาน
กบั พ้ืนท่ีส่วนตัวของแต่ละบุคคลโดยไม่รู้สึก ทั้งนีเ้ น่ืองจากเราสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสาร ความบันเทิง ตลอดจนรูปแบบของ
การตดิ ต่อสื่อสารทีห่ ลากหลายนับตั้งแต่ e-mail , webboard ,weblog ,Facebook,Myspace ไปจนถงึ การเห็นหน้าซ่ึงกัน
และกันผ่านกล้อง ฉะนั้นปริมณฑลส่วนตัวจึงกลายเป็นส่วนหน่ึงที่ได้เห็นรับการมองเห็นและรับรู้จากผู้อ่ืนที่เราร่วม
ตดิ ต่อส่ือสารระหว่างกัน และย่ิงมากขึ้น ถา้ หากการติดต่อสัมพันธ์ผ่านระบบ internet และ cyberspace เพ่ิมมากขึ้น จน
ในท่ีสุด เส้นแบง่ พืน้ ที่ระหว่างพน้ื ท่ีสว่ นตวั และปรมิ ณฑลสาธารณะไม่เพยี งแตจ่ ะพร่ามวั เทา่ นน้ั แต่ยงั ไมอ่ าจจะเกิดข้ึนไดเ้ ลย
ถ้าเนื้อหา/ข้อความต่างๆ ได้ถูกส่งต่อหรือเล็ดลอดออกจากพื้นที่ส่วนตัวจนแพร่กระจายสู่สาธารณชน จนกระทั้งไม่สามารถ
ควบคมุ ได้จริง

ชุมชนนามธรรม/ชุมชนเสมือนจริงไม่ได้เหมือนกับ “ชุมชนจินตกรรม” (imagined community) ตามแนวคิดของ
เบน แอนแดอรส์ ัน (Ben Anderson) กล่าวถึงจินตภาพของความเป็นชาติผ่านการใช้สัญลักษณ์ ท่ีเปน็ ผลผลิตทางวัฒนธรรม
เชน่ แผนที่ พพิ ิธภัณฑ์ ส่ามะโน ประชากร ภาษา เป็นต้น เพื่อสร้างความผูกพนั ระหวา่ งผคู้ นทีม่ ีส่านึกต่อชาติ ซ่งึ ปรากฏอยู่
อย่างเปน็ รปู ธรรมในสญั ลกั ษณห์ รือกลไกทางวัฒนธรรมเหล่านน้ั

ชมุ ชนนามธรรม/ชุมชนเสมือนจริง เป็นความสัมพันธ์ของผู้คนท่ีติดต่อสมาคมด้วยกิจกรรมร่วมระหว่างกัน จนเกิด
ความเป็นคนคุ้นเคย ต่อกันในระบบ internet และ cyberspace ผ่านเทคโนโลยีด้านโทรคมนาคมชนิดต่างๆ ท่ีเอื้อให้เกิด
ความสะดวกในการปฏิสังสรรคร์ ะหว่างกัน ชุมชนเสมอื นจริงนี้ไมต่ อ้ งการจินตภาพใด ๆเพือ่ จัดวางลักษณะรว่ มของชมุ ชน แต่
เปน็ ชุมชนทท่ี กุ คนมคี วามสนใจรว่ มกันในบางสงิ่ จริง (เกษม เพญ็ ภนิ ันท์,2552: 53-57)

ดังน้ัน“พ้ืนท่ี” ในจอแคบๆน้ีกลับไม่มีขอบเขต เป็นพื้นท่ีอยู่นอกเหนือความสามารถของเราที่จะเห็นภาพทั้งหมด/
องค์รวม และเขา้ ใจหรือควบคุมความเป็นไปของระบบอันซับซ้อนทั้งหมดนไ้ี ด้ และเรือ่ งดังกล่าวส่งผลต่อความสัมพันธ์ของ
มนุษย์ ความรูส้ กึ ของปัจเจก และพื้นท่สี ่วนตัวและปริมณฑลสาธารณะ

เกิดชุมชนนามธรรม (abstract community) /พื้นท่ีแบบใหม่ แทนการพบปะส่ือสารแบบซ่ึงหน้าหรือการได้ยิน
เสียง แต่ “พนื้ ท”่ี ในจอแคบๆน้กี ลับไมม่ ขี อบเขต เป็นพ้ืนที่อยู่นอกเหนอื ความสามารถของเราที่จะเห็นภาพทง้ั หมด/องค์รวม

15

16

และเข้าใจหรือควบคุมความเป็นไปของระบบอันซับซอ้ นท้ังหมดนี้ได้ และเร่อื งดงั กลา่ วสง่ ผลต่อความสมั พันธข์ องมนุษยแ์ ละ
ความรสู้ ึกของปจั เจก

2.สังคมมีการเปล่ยี นแปลงตลอดเวลา ไม่ได้หยุดนิ่ง มีสภาวะกลายเปน็ (Becoming) มีความหลากหลายแตกต่าง
และขัดแย้งกัน

3.ความสัมพันธท์ างสังคม การบรโิ ภคสนิ คา้ เปน็ ตวั ชวี้ ัด การแบ่งแยก ตดั สินผู้คน กดี กัน้ ออกจากกลุ่ม เป็นพวกเขา
พวกเรา

4. คนพลัดถ่นิ (Diasporas) ลักษณะท่ีผู้อพยพย้ายไปอยู่ต่างถิ่น ลี้ภัย ยังมีความผูกพันอย่างเหนียวแน่นกับ
วฒั นธรรมบ้านเกิดของตนเอง แทนที่จะยอมกลืนกลายเข้ากับวัฒนธรรม/สังคมท่ีตัวเองไปอยู่ ขณะเดียวกันก็มิได้ต้องการท่ี
จะกลับไปหาอดีตของตัวเอง เพราะรู้ว่าเป็นส่ิงท่ีเปน็ ไปไม่ได้ แตพ่ ยายามจะอยู่กับวฒั นธรรมใหม่โดยไม่สูญเสยี เอกลักษณ์เดิม
ของตน คนพลัดถิ่นมิได้มีความต้องการอิสรภาพทางการเมืองหรือต้องการแยกกลุ่มออกจากการปกครองของรัฐท่ีตนอาศัย
พวกเขาต้องการเพียงอยใู่ นดินแดนเหล่าน้ันท่ีคงยังรักษาความแตกต่างของวัฒนธรรมของตนเอง เปน็ การเรียกร้องความต่าง
โดยไม่มีนโยบายแยกตนทางการเมือง คนพลัดถ่ินจะมีลักษณะแตกต่างกับผู้อพยพ ผู้อพยพจะไม่มีความผูกพันและใฝ่ฝัน
ดังกลา่ ว

ด้านวัฒนธรรม

1.ลกั ษณะวฒั นธรรมมคี วามหลากหลาย คือ

 Homogenization โลกมีวฒั นธรรมเหมือนกัน ความเปน็ อันหน่งึ เดยี วกนั ความเป็นสากล
ไมไ่ ดผ้ ่านขั้นตอนการกลนั้ กรองและเลือกสรร

 Localism/Localization ในขณะเดียวกนั การท่าใหโ้ ลกมวี ฒั นธรรมและวิถีชวี ิตแบบเดียวกัน
ก็ท่าให้ผู้คนเริ่มถามถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมและเอกลักษณ์เฉพาะตัวตน/ท้องถ่ิน/กลุ่มชาติพันธุ์ มีสร้างขึ้นใหม่และการ
เรียกร้องในความเฉพาะเจาะจง ความเป็นท้องถ่ินพ้ืนบ้านพื้นเมือง ความแยกย่อย เป็นการสร้างโลกาภิวัตน์ในแบบอ่ืนๆ
พร้อมกันไปดว้ ยเช่นด้วยกัน เช่น การฟื้นฟูและสรา้ งข้นึ ใหมใ่ นแบบโลกาภวิ ัตน์ของอสิ ลาม

 Hybridization เกดิ การผสมผสาน หรือผสมผเสทางวัฒนธรรม การผสมผสานทางชาตพิ นั ธ์ุ
และวัฒนธรรม รากศัพท์มาจากศัพท์ทางชีววิทยา Hybrid ใช้กับพืชและสัตว์ “พันธ์ุผสม” การผสมผสานทางชาติพันธุ์
ดงั กลา่ วทา่ ให้เกิดลกู ผสม น่าไปส่กู ารผสมผสานทางวัฒนธรรมตามมาด้วย

การผสมผสานทางชาตพิ นั ธดุ์ ังกลา่ วเป็นการเปล่ยี นแปลงแบบแผนการแตง่ งานและครอบครวั ในเรอื่ ง
ต่างๆ การเปล่ียนแปลงดังกล่าวส่งผลให้วัฒนธรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย เช่น รูปแบบการตั้งถิ่นหลังการแต่งงาน
ความสมั พนั ธ์ในครอบครวั ในลกั ษณะทเี่ ป็นวฒั นธรรมแบบตะวันออกกบั ตะวนั ตกทต่ี อ้ งมาผสมผสานปรับตวั หรอื อาจจะน่าไปสู่
ความขัดแย้ง อาหารการกินในครอบครัวทต่ี ้องมีความหลากหลายทางวฒั นธรรม และการประกอบพิธกี รรมตามความเชื่อ
หรอื ศาสนาที่แตกต่างกนั ออกไป การเปลยี่ นแปลงทา่ ให้เกิดการปรับตัว ยอมรับความแตกตา่ ง เพ่ือไมเ่ กิดความขดั แยง้

ลูกผสมทางชาตพิ ันธ์ุ ทา่ ให้เห็นปรากฎการณก์ ารนิยามตนเองของลกู ผสมทางชาติพันธ์ุ การนิยาม

ตนเองไม่ถูกผูกติดอยู่กับอัตลักษณ์ใดๆ อย่างตายตัว เลื่อนไหล จะขึ้นอยู่กับเง่ือนไขและบริบททางสังคม และเป็นเร่ืองของ
ยุทธศาสตร์ การนิยามตนเองลกั ษณะดงั กล่าวเป็นการต่อต้านสารตั ถะนิยม

การผสมผสานทางวัฒนธรรม จากการปฏิวัตริ ะบบการขนส่งท่าให้เกิดผสมผสานทางชาตพิ นั ธุ์และการ

เดินทางท่องเท่ียว รวมท้ังการเดินทางไปขายแรงงาน ขายบริการ ปัจจัยดังกล่าวท่าให้เกิดการผสมผสานทางวัฒนธรรม
(Hybridization) ซ่ึงจะท่าให้เห็นได้ว่าวัฒนธรรมไม่ได้ถูกจ่ากัดอยู่กับสถานที่หรือวัฒนธรรมท่ีเป็นต้นก่าเนิด จากจุดของต้น

16

17

ก่าเนิดมันสามารถถูกผสมผสานและเปลี่ยนแปลงไปได้อีกเรื่อย เป็นการละลายเส้นกั้นพรมแดน (Deterritorization) ของรัฐ
ชาติ และการผสมผสานทางวัฒนธรรมดังกล่าวได้เกิดการผสมผสานท่ีแตกลูกแตกดอกออกไปอีกมากมาย จากนั้นได้
กลายเปน็ วัฒนธรรมทเ่ี ป็นสากลเสียเอง ปรากฏการณด์ ังกล่าวจึงทา่ ใหเ้ ราได้เหน็ วา่ วัฒนธรรมไมม่ ีความหมายเชิงสารตั ถะนยิ ม
หรอื มแี ก่นสาระทแี่ น่แท้ มีความเปน็ เอกลกั ษณด์ ั้งเดมิ ทีบ่ ริสทุ ธโิ์ ดยปราศจากการหยบิ ยืมแลกเปล่ียนกบั วัฒนธรรมอนื่

ลักษณะการผสมผสานทางวฒั นธรรม (Cultural Hybridity)
1. การผสมผสานระหวา่ งวฒั นธรรมของชาติกบั ชาติ เรียกว่า Hybridization
2. การผสมผสานระหว่างความเป็นท้องถ่ินและความสากล/โลกหรือกระแสโลกาภิวัตน์ คือท้องถ่ินอยู่ในโลกหรือ
โลกอยู่ในทอ้ งถ่นิ เรียกวา่ Glocalization
2.วธิ คี ิด โลกทศั น์เก่ยี วกบั เวลาและพน้ื ท่ี (Time and Space) ทา่ ใหโ้ ลกท้ังโลกถูกท่าให้รู้สกึ วา่ โลกเล็กหรือแคบลง
ในมิติเวลาและสถานท่ี เทคโนโลยีได้เอาชนะความแตกต่างของเวลาและสถานท่ีได้ การปฏิวัติส่ือสารท่าให้ประสบการณ์
โดยตรงกับสถานที่/ได้เห็นเหตุการณ์ท่าให้ไร้ความหมาย สถานที่กลายเป็นนามธรรม เราสามารถติดต่อกับใครสักคนที่ไม่
เคยรูจ้ ักพบเห็นมาก่อนบนจอคอมพิวเตอร์

3.ลักษณะของปัจเจกบุคคล เม่ือสังคมเกิดการเปล่ียนแปลงด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม วัฒนธรรม พบว่า
ลักษณะของปัจเจกบุคคลในสังคมจะมีการเปลี่ยนแปลงไปด้วย ดังนน้ั การท่ีมนุษย์ได้มาสู่ยุคไร้พรมแดนหรอื สังคมโลกาภวิ ัตน์
พบว่าความเป็นปจั เจกบคุ คลมลี ักษณะดงั นี้

 โลกาภิวตั น์ทา่ ใหป้ จั เจกมกี ารตระหนกั รูต้ า่ แหนง่ แห่งที่ของตัวเองว่า มีพน้ื ที่ 4 ระนาบที่ซอ้ น
ทบั กันและกนั อยู่ คือ 1 พื้นที่ประสบการณข์ องตัวตนในระดับปัจเจกบุคคล 2. ตวั ตนในฐานะที่สมาชิกของรัฐชาติ 3. ตัวตน
ทสี่ มาชกิ ของประชาคมโลก และ4. ตวั ตนในฐานะทเ่ี ป็นสมาชิกของมนุษยชาตใิ นสว่ นร่วม

 ปจั เจกบคุ คลทค่ี ิดแบบคอมพิวเตอร์ พูดและส่อื สารกนั ด้วยภาษาไซเบอร์ เปน็ ปจั เจกบคุ คลทมี่ ี
ความรู้สึกอา่ นาจมากขึ้น เพม่ิ ความมั่นใจมากขน้ึ เนอื่ งจากสามารถใช้เทคโนโลยีในการสรา้ งสรรค์ คิดค้น เลยี นแบบ

 ตวั ตนในจนิ ตนาการ ในโลกไซเบอรค์ ณุ สามารถเปน็ ใครก็ได้ สามารถลบตวั ตนเกา่ และสร้าง
ตวั ตนใหม่ ในช่ือทไี่ ม่มีใครร้จู กั ไดพ้ บหรอื ไดเ้ ห็น ไม่จ่าเปน็ ต้องผกู ติดอยกู่ บั เพศ ชนชนั้ และชาตพิ นั ธุ์

 แหลง่ ทมี่ าประสบการณข์ องปจั เจกบคุ คลได้เปลยี่ นแปลงมาเป็นประสบการณท์ ่ีมาจากการรับ
โดยประสาทตา หรือการมองเห็นและจินตนาการ แทนประสบการณ์ทางร่างกายท่ีได้ทดลองปฏิบัติ สัมผัสของจริง และ
ประสบการณเ์ ชิงพ้ืนท่ีได้หมดความหมาย

 ปจั เจกบคุ คลท่ีมลี กั ษณะเป็น Hyperactivity ใจร้อน ไม่มีความอดทน ใจแคบ ขเ้ี บือ่ อยาก
ได้อะไรทงี่ า่ ยๆและรวดเร็ว อันเป็นผลเนอ่ื งมาจากสภาวะของสงั คมท่ีเร่งรบี แข่งขนั กับเวลา และการท่ีอย่วู ฒั นธรรมแบบแดก
ดว่ นแดกสะดวก การเปลีย่ นแปลงของสงั คมทีม่ ีตลอดเวลาอยา่ งรวดเรว็

 ปัจเจกบคุ คลที่เปน็ ปจั เจกบคุ คลนิยมมากขนึ้ เห็นแตป่ ระโยชนส์ ่วนตน มคี วามเปน็ อิสระ
สามารถข้ามพ้ืนท่ีและเวลาได้ วัฒนธรรมในยุคน้ีเป็นวัฒนธรรมท่ีท่าให้เกิดสภาพต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความเกี่ยวข้อง
เนื่องจากสินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นมาเป็นการตอบสนองความปัจเจกบุคคล และท่าให้เกิดความเป็นปัจเจกบุคคลนิยม
มากขนึ้ เรอื่ ย ไมต่ ้องไปเกีย่ วข้องกับผู้อื่น ทา่ ให้ความสัมพันธ์ทางสังคมมลี ักษณะเป็นปัจเจกบุคคลนยิ มมากกวา่ ในช่วงท่ผี า่ นมา
ดังนั้นในสังคมยุคนี้เป็นสังคมท่ีโดดเดี่ยวมากขึ้นทา่ มกลางผู้คนท่ีมากมายที่ไมร่ ู้จัก เป็นคนแปลกหน้าซึ่งกันและกัน ท่ีเรียกว่า
The Lonely Crowd โดดเดี่ยวทา่ มกลางฝูงชน

 ปจั เจกบุคคลทีข่ ึน้ อยกู่ บั การบรโิ ภคสินค้า ต้องตามกระแสแฟช่ัน น่าไปส่คู วามแปลกแยกกับ
สง่ิ ของท่ีบริโภค และทา่ ให้เกดิ สภาวะ Powerlessness

4.การสรา้ งวัฒนธรรมบรโิ ภคนิยมและนยิ มบริโภค (Consumerism)
นิยมบริโภค คือ มีพฤติกรรมการบริโภคที่บริโภคสินค้าเกินความจ่าเป็น และมีการกักตุนสินค้าอุปโภคบริโภคไว้
เน่ืองจากเห็นวา่ สนิ ค้าราคาถูก และเหน็ แก่ของแถมที่จะได้จากการซอื้ สินคา้ ตามจ่านวนที่ก่าหนดเอาไว้ ในความจริงผูบ้ รโิ ภค
คือ ผู้แบกภาระต้นทนุ การผลิตบางอย่างทีม่ องไม่เหน็

17

18

บริโภคนิยม/ลัทธิบริโภคนิยม คือ การบริโภคที่ไม่ได้หมายถึงบริโภคเฉพาะตัวสินค้าท่ีเป็นสิ่งของ แต่เป็นการ
บริโภคความหมายหรือภาพลักษณ์ที่ผูกติดมากับส่ิงของนั้น เป็นการบริโภคแบบไม่รู้จบ ซ่ึงเรียกว่าการบริโภคเชิงสัญญะ
(Consumption of Sign) ผูค้ นจะเลือกประเภทสินค้าและยหี่ ้อสนิ คา้ ดว้ ยการให้ความส่าคญั กับการสอ่ื ความหมายทางสงั คม
มากกวา่ ประโยชน์ใชส้ อยและราคา เช่น ตเู้ ยน็ มปี ระโยชน์ คอื เพ่ือถนอมอาหาร ในขณะเดยี วกันก็แสดงความหมายถงึ ความ
ทันสมัย และแสดงถึงการมีฐานะของผู้คนในสังคมชนบท ดังนั้นการใช้ตู้เย็นจึงไม่ใช่แค่ประโยชน์เพียงการถนอมอาหาร แต่
ตเู้ ย็นได้กลายเป็นสัญญะท่ีแสดงถึงความทันสมัยและฐานะ/รายได้ เช่นเดียวกับการบริโภคแฮมเบอร์เกอร์ ทไ่ี ม่ใช่เปน็ การ
กินตัวแฮมเบอร์เกอร์เท่าน้ัน ผู้บริโภคยังต้องการการบริโภครสนิยมแบบอเมริกันและอารยธรรมตะวันตก ผู้บริโภคได้เสพ /
บริโภคภาพลักษณ์ทีส่ งั คมใสค่ วามหมายไวใ้ นอาหาร/ร้านค้านน้ั ดว้ ย

สังคมปจั จุบันจะให้ความสา่ คัญกบั การบริโภคเชิงสัญญะ เพราะการบริโภคดังกล่าวเป็นเคร่ืองช้ีบอกอัตลักษณ์ของ
คน ต่าแหนง่ แห่งท่ีของตนเอง รสนยิ ม ทส่ี ามารถแสดงออกได้และรับรู้ได้ง่ายในสังคมสมัยใหม่ที่เป็นปัจเจกบุคคลนิยม ไม่
รู้จักกัน ต่างคนตา่ งอยู่ ไมม่ ีชมุ ชนเหมอื นเช่นในอดีต เปน็ เพยี งชุมชนในจิตนาการหรือนามธรรม แต่ในขณะเดยี วกันก็เป็น
เกณฑ์ในการแบ่งแยก ตัดสินผคู้ น กีดก้ันออกจากกลมุ่ ดังน้ันเราจึงเห็นรูปแบบของร้านค้าสมัยใหม่ที่มีลักษณะเปน็ กระจก
ใส เพอื่ ให้ผู้คนสามารถเหน็ ซึ่งกนั และกนั เพ่ือสื่อความหมายทางสังคมหรือแสดงให้เห็นถึงฐานะ รสนิยมของผู้บริโภคสินค้า
และบรกิ าร อีกท้ังตราหรอื ย่หี ้อของสินค้าจะมีลกั ษณะเด่นเห็นไดช้ ัดเจน เพื่อให้บุคคลอนื่ ๆ/สังคมได้รับรู้อัตลักษณ์ของ
เจา้ ของ/ผบู้ ริโภค ผคู้ นในสงั คมยุคนี้ถกู มอมเมาดว้ ยสัญญะ สินค้าและบรกิ ารจงึ กลายเป็นสง่ิ ท่มี ีอา่ นาจ นา่ ไปสู่การหลงใหล
ในตัวสินคา้ (The Fetishism of Commodity)

นอกจากนี้พ้ืนท่ีท่ีจะสร้างตัวตนได้ดีท่ีสุดก็คือ ร่างกายของตนเอง ร่างกายเป็นพ้ืนที่ส่าคัญมากที่สุดในของสังคม
สมัยใหม่ของยุคปัจจุบันที่ทุกคนไม่มีพืน้ ที่ของชุมชนแบบเดิมที่จะแสดงอัตลักษณ์ของตนเอง รากเหง้าของตนเอง ดังนัน้ ใน
สังคมสมัยเรือนร่างจึงเป็นพื้นที่ท่ีมีความหมายทางสังคมอย่างมาก ดังนั้นเราจึงพบธุรกิจเกี่ยวข้องกับร่างกายมากมาย ท่ี
พยายามประกอบสร้างร่างกายใหม่ ปรบั เปลี่ยน ตัดต่อเพิ่ม ให้เป็นไปตามกระแสสังคม เพื่อให้ร่างกายทส่ี ัญญะของตนเองได้
เป็นที่ยอมรับหรอื กลายเปน็ อ่านาจของตนเองไมม่ ากกน็ ้อย

 ผลกระทบและปญั หาของโลกาภิวตั น์
ระบบนิเวศ และส่ิงแวดล้อม เกิดปัญหาส่ิงแวดล้อมต่างๆ ความหลากหลายทางชีวภาพและพันธ์ุพืชลดลง

ปญั หาโลกรอ้ น ปัญหานีน้ ่าไปสู่ความขดั แยแ้ ละความรนุ แรงตามมา

ดา้ นสงั คม
เกิดความไม่เทา่ เทียม การพัฒนาเทคโนโลยีทางการคมนาคมขนส่งมีการกระจุกตัวในเชิงภูมิศาสตร์ การทมุ่ ทุนเพื่อ
สรา้ งโครงสร้างพ้ืนฐานทางการคมนาคมขนสง่ มแี นวโน้มจะไปเกิดขึน้ ในท่ีท่ีมีความต้องการใช้มากที่สุดและก่อนให้เกิดผลก่าไร
สูงสุด มนุษย์ทุกคนบนโลกได้รับประโยชน์ไม่เท่าเทียมท่ัวถึงกัน ความสัมพันธ์ระดับโลกในหลายลักษณะได้เข้ามาขยาย
ชอ่ งวา่ งทางทรัพยากรและส่งเสรมิ ให้ลา่ ดับช่วงชั้นในสังคมมีความเขม้ ขน้ มากข้ึน โดยเฉพาะอย่างยง่ิ ชองว่างและลา่ ดับช่วงช้ัน
ท่ีสัมพันธก์ ับชนชัน้ ประเทศและความเปน็ เขตเมอื งกับชนบท
ความไม่เทา่ เทียมทั่วถึงของโลกาภวิ ตั น์ไดป้ รากฏขึ้นใน 3 ลกั ษณะ คือ
ความไม่เท่าเทียมในทางภูมิศาสตร์ (geographical unevenness) ดังเห็นได้จากความไม่ได้สัดส่วนกันในระหว่าง
เศรษฐกิจของประเทศทพ่ี ัฒนาแล้วกับประเทศทีก่ ่าลังพัฒนาระหว่างภูมภิ าคท่กี ่าลงั เฟ่ืองฟูในการมีผู้เข้ามาลงทุนกบั ภมู ิภาคที่
ก่าลังมีการลงทุนลดน้อยลง ระหว่างเมืองโลกหรือเมืองท่มี ีความสา่ คัญในระดับโลกกับเมืองท่ีไม่ใช่เมืองโลกเป็นธรรมดาที่ใน
การพฒั นาระดับภมู ิภาคทเี่ กิดขึ้นโดยระบบทุนนยิ มจะมีทง้ั ผูแ้ พ้และผชู้ นะ แตพ่ บว่ามคี วามรุนแรงย่ิงขน้ึ
ความไม่เท่าเทียมในทางสงั คม(social unevenness) ผลประโยชน์ท่ีได้รบั มาและค่าใช้จ่ายท่ีต้องเสียไปให้กับโลกภิ
วัตนจ์ ะแตกตา่ งกนั ไปตามสังคม ในยางสังคมผลประโยชนแ์ ละค่าใชจ้ า่ ยจะแผต่ ัวไปอย่างเทา่ เทียมกัน เช่นในกลุ่มประเทศแถบ
สแกนดเิ นเวีย ในบาสังคมหมเู่ กาะความร่ารวยจะกระจายตวั อย่ใู นห้วงทะเลของความยากจนของคนในสังคมเดยี วกัน ในเมอื ง
เมอื งเดียวกันของทวปี แอฟริกากับลาตินอเมรกิ าเราสามารถจะพบความร่ารวยท่ีลน้ เหลือและความยากจนด่ารงอยดู่ ว้ ยกนั แม่
ในประเทศอเมริกาซ่ึงเป็นประเทศท่ีมีเศรษฐกิจอันเข้มแข้งก็ยังมีการขยายตัวของช่องระหว่างผู้มีอันจะกินกั บคนจนมากขึ้น

18

19

เรื่อยๆ แรงงานมีฝีมือในระบบอุตสาหกรรมของประเทศทุนนิยมเร่ิมประสบความไม่มน่ั คงของมาตรฐานการครองชีพ ชนชั้น

กลางในสหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับการชะงักตัวทางรายได้ ในขณะท่ีพวกแรงงานสา่ คัญในอุตสาหกรรมการเงิน กีฬา บันเทิง

กลับมีรายได้เพิม่ สูงขึ้น

ความไม่เทา่ เทียมในสัดส่วนของการให้ความสนใจ (sectoral unevenness) มีความสนใจแตกต่างกันไปตามอาณา

บริเวณของการศึกษา ซ่ึงสนใจศึกษาเกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจมากกว่าด้านวัฒนธรรม การเมือง และความรู้ท่ีเก่ียวข้องกับ

ประเทศพฒั นาแลว้ ควรสนใจเมอื งตา่ งๆ ท่กี ระจายตัวอย่ทู ่ัวโลกทเ่ี รยี กวา่ “ท้องถิน่ ”(ไพโรจน์ คงทวี ีศักด,์ิ 2560:126-128)

น่าไปสู่ปรากฏการณ์การแตกข้ัวในสังคมในสังคม คือ การแตกขั้วระหว่างผู้ได้ประโยชน์จากโลกาภิวัตน์และผู้ถูก

รุกรานเสียประโยชน์ทวคี วามรนุ แรงขน้ึ ผไู้ ด้ประโยชน์น้อมรับส่ิงใหม่ๆ ทางวัตถุท่ีมีลักษณะเป็นสากล เช่น วิถีชีวิต

การกินอยู่ การครองชีพ การแต่งตัว แบบแผนการบริโภค ในขณะท่ีผู้ถูกรุกรานมีแนวโน้มเข้าหาส่ิงที่เป็น “ท้องถิ่น” เป็น

วิธีการตอบโต้การแผ่ขยายของอิทธิพลจากขบวนการโลกาภิวัตน์ โดยมีการพัฒนาเน้นให้เกิด “ความหลากหลายของเฉพาะ

กลมุ่ ” ทีม่ หี ลายมิติ เช่น เพศ ชนกลุ่มน้อย

เกิดความเป็นคนชายขอบ (Marginality) ความแตกต่างทางฐานะทางเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ ความไม่เท่าเทียม

กนั ทางสังคม และน่าใหไ้ ปส่คู วามเป็นคนชายขอบ กลมุ่ คนทถี่ ูกมองวา่ เปน็ ปัญหาของสงั คม ถูกสรา้ งความเป็นชายขอบจากถูก

เกณฑ์มาตรฐานในชุดต่างๆ จึงเป็นกลุ่มคนที่ไร้อ่านาจ คนชายขอบก็ได้ต่อสู้ เพ่ือสร้างอัตลักษณ์ และแสวงหาความเป็น

ชุมชน

ดา้ นเศรษฐกจิ เกิดความแตกตา่ งทางฐานะทางเศรษฐกจิ มากขึ้น และวิกฤตการณข์ องเศรษฐกจิ
Saskia Sassen(2007) กล่าวถึงชนชั้นน่าใหม่ในเวทีเศรษฐกิจโลกว่าเป็นกลุ่มคนท่ีเกิดขึ้นใหม่ พวกเขาอาศัยความ
ออ่ นแอของระบบเศรษฐกิจชาติ การแปรสภาพรัฐวิสาหกิจเปน็ บริษัทมหาชนและความไดเ้ ปรยี บของกฎเกณฑ์หรอื กติกาของ
การลงทุนข้ามชาติ ทอี่ งค์กรระหวา่ งประเทศบงั คับให้ประเทศตา่ งๆ ด่าเนินตามแนวทางทวี่ างไว้ โดยม่งุ การสร้างผลกา่ ไรทาง
การค้า และเขาก็ยังสร้างพลวัตทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้น ผ่านการขับเคลื่อนในเชิงสถาบันต่างๆ ควบคู่กับการท่าการค้าข้าม
แดน และมองว่ากลุ่มคนท่ีอยู่ในเมืองมหานครต่างๆ ทั่วโลกจะเป็นชนชั้นผู้เสียเปรียบ มากกว่าที่ใดๆในโลก แม้ว่า
บรรดาเมอื งมหานครเหล่าน้จี ะเป็นศูนย์กลางและพลงั ขับเคลื่อนเศรษฐกจิ โลก แตก่ ็เป็นสถานทีท่ ่ชี นชนั้ ผูเ้ สยี เปรยี บพา่ นักอาศยั
อยู่ บนเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ ท่ไี ด้เปรียบกว่าสถานที่อนื่ ๆของโลก แต่โดยแท้จริง พวกเขาอยู่ในสภาวการณ์ของความไม่เสมอ
ภาคในการด่ารงชีพทา่ ให้ความเสียเปรียบทางเศรษฐกจิ ปรากฏข้ึนมา เชน่ ความสมั พนั ธ์ระหว่างรายได้กบั คา่ ครองชีพ โอกาส
และความสามารถข้ึนอยู่กับสิทธิของความเป็นพลเมืองและใบอนุญาตในการประกอบอาชีพ เป็นต้น (เกษม เพ็ญภินันท์
,2550 :50-51 )
ส่าหรับ Manuel Castells (2000) มองว่าการที่ความไม่เท่าเทียมกันแพร่กระจายไปอย่างรุนแรง ท่าให้โอกาสของ
ผคู้ นในโลกแตกต่างกัน และช่องทางที่จะดา่ รงชีวติ มงี านทา่ มีสวัสดิภาพและความมน่ั คงกลับถดถอยลงส่าหรับประชาชนเป็น
จา่ นวนมาก ภาวการณ์ดังกลา่ วน้ีอาจเรยี กได้วา่ “การบงั เกิดขน้ึ ของโลกท่ีส่ี” (the rise of the fourth world ) คือ “โฉม
หน้าใหม่ของความทุกข์ยากของมนุษย์ ” เป็นโลกท่ีความไม่เท่าเทียมกัน การแบ่งข้ัวตรงข้าม ความยากจน และความ

ส้ินไร้ไม้ตอก ท่ีได้เกิดข้ึน และขยายตัวควบคู่ไปกับการเร่งความเติบโตทางเศรษฐกิจ โลกที่สี่เป็นปรากฏการณ์ในระดับโลก
ไม่จ่ากัดพื้นท่ี ไม่จ่ากัดประเทศ ไม่จ่ากัดสังคม โลกท่ีส่ีจึงไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของรัฐใดรัฐหน่ึง แต่เกิดจากเครือข่าย
(network) ทางเศรษฐกจิ สังคมท่คี รอบคลมุ ท่ัวโลกและในหลายกรณีกม็ โี ยงใยกบั อา่ นาจรัฐตา่ งๆ

ปัญหาต่างๆท้ังด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ดังกล่าว Ulrich Beck (2002) ได้เสนอแนวความคิดเร่ือง
“สงั คมความเส่ียง” (Risk Society) สังคมสมยั ใหมไ่ ด้สรา้ งผลผลิต โอกาส และความสามารถอยา่ งใหมใ่ ห้แก่มนุษย์มากมาย

มหาศาล แตข่ ณะเดยี วกันมันกไ็ ดส้ รา้ งความไม่แน่นอน คาดการณไ์ มไ่ ด้ จัดการไม่ได้ ซ่ึงกลายเป็นความเสี่ยงชนิดที่ไมเ่ คยมมี า
ก่อน ทั้งยังเป็นความเส่ียงที่อาจเกิดข้ึนและส่งผลได้ในช่ัวข้ามวันข้ามคืนหรือในชั่วพริบตา ดังเห็นได้จากปัญหาสิ่งแวดล้อม
ความล่มสลายของระบบนิเวศ ความอ่อนไหวทางเศรษฐกิจ วิกฤตเศรษฐกิจ ความผันผวนและวิกฤตด้านพลังงาน ปัญหา
แรงงานข้ามชาติที่น่าไปสู่กระแสชาตินิยม การก่อการร้าย การแบ่งแยกดินแดน อาชญากรรมไร้พรมแดน โรคระบาดใหม่

เป็นภาวะสะท้อนกลับของสังคมสมยั ใหม่ และการควบคุมจัดการ “เชิงรกุ ” ของสังคมสมัยใหม่ กลับสร้างเงอ่ื นไข “เชิง
รับ” อย่างใหม่ท่ีควบคุมไม่ได้จดั การไม่ได้ คาดการณ์ไม่ได้ขน้ึ มาพร้อมๆกันไป ผลผลิตทคี่ ิดว่าดีกลับตามมาด้วยผลผลิตท่ีก่อ

19

20

ปญั หา อาหารเจือสารเคมีเร่งสขุ ภาพกลับกลายเป็นตัวกอ่ โรคภยั ไขเ้ จ็บ ยารักษาโรคกลบั เป็นส่วนหน่งึ ของความป่วยไขใ้ นอีก
ทาง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติกลับท่าให้เกิดภัยพิบัติและผลกระทบในอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งในหลายกรณีคาดการณ์ได้
ยากกว่าและควบคุมได้ยากกว่าภัยธรรมชาติเสียด้วยซ้่า การเข้าควบคุมจัดการทางสังคมกลับท่าให้เกิดความแตกแยกทาง
สังคม เกิดคนชายขอบ เกิดแรงตอ่ ต้าน จนกลายเป็นปัญหาบานปลายแกไ้ มต่ กในหลายกรณี และย่ิงคนในสงั คมสมัยใหมว่ ่ิง
ตามความรแู้ ละเทคโนโลยีสมัยใหม่มากขน้ึ เทา่ ใด แม้จะประสบความสา่ เร็จในดา้ นหนึ่ง แต่ก็ตอ้ งเผชญิ หน้ากับความไมร่ ู้และ
ความไร้ระเบียบในอีกแบบหนึ่งท่ีตามมา ดังนั้นยิ่งพยายามมากขึ้น ซับซ้อนขึ้นเพียงใด ย่ิงเกิดกระบวนการสะท้อนกลับและ
ความเสี่ยงมากข้ึนซับซ้อนขึน้ เพียงนั้นเช่นกัน นอกจากน้ี ความเชื่อมโยงของสังคมสมัยใหม่ในระดับโลกด้วยเทคโนโลยีการ
ส่ือสารและข้อมูลข่าวสาร ยังน่ามาซึ่งการขยายผลความเสี่ยงนั้นในทางจิตวิทยาการรับรู้ยิ่งขึ้นไปด้วย กล่าวคือ ผลกระทบ
ของข้อมูลข่าวสารย่อมท่าให้ “การรับรู้” และ “ทัศนคติ” ต่อความเสี่ยงในสังคมความเส่ียงกลายเป็นประเด็นส่าคัญไม่น้อย
ไปกว่าตัวความเสี่ยงเอง ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงกับความเสี่ยงในความรับรู้ของคนสมัยใหม่ เป็นเง่ือนไขให้แก่กันและกัน
อย่างแยกไมอ่ อก (วรี ะ สมบูรณ์ ,2551 : 69-79)

 การปรบั ตวั การแก้ไขปญั หาและการตอ่ ต้านโลกาภิวตั น์
ขบวนการโลกาภิวัตน์ได้ท่าให้เกิดปัญหาและผลกระทบที่ไม่ดีต่อคนยากคนจน สร้างความเป็นขายขอ บมากขึ้น

สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรม สถาบันครอบครัว ไม่มีการแบ่งปันอย่างเสมอและเท่าเทียมกัน จึงน่าไปสู่การปรับตัว แก้ไข
ปัญหาดังท่ีกล่าวข้างต้นโดยได้เสนอแนวความคิดและแนวทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคม
(Corporate Social Responsibility ) สทิ ธิมนษุ ยชน (Human Rights) คณุ คา่ /ความเป็นธรรมสากล (Cosmopolitanism)
และความหลากหลายทางวฒั นธรรม (Muticulturalism) สงั คมปจั จบุ นั เปน็ สงั คมท่มี ีความหลากหลายทีเ่ ปน็ พหสุ ังคม (Plural
Society) ต้องเป็นสังคมทยี่ อมรับความแตกตา่ งทางวฒั นธรรม ทเ่ี ก่ียวกบั ความคิด วิถชี ีวติ และการด่ารงชีวติ (Livelihood)ใน
เร่ืองต่างๆ เช่น ชาติพันธ์ุ เกย์ เลสเบ้ียน กลุ่มคนชายขอบ ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อเอดส์ เป็นต้น ดังน้ันนโยบายทางการเมือง
เศรษฐกิจ การศกึ ษา สือ่ สารมวลชนจะตอ้ งให้ความส่าคญั กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และมพี ื้นทท่ี างสังคมใหก้ ับคน
ท่ีแตกต่างและคนชายขอบ ไม่ควรใช้ความรุนแรงหรืออ่านาจในการสร้างความเป็นหน่ึงเดียว/เหมือนกัน การใช้อ่านาจ
รปู แบบดังกลา่ วน่ากจ็ ะไปสคู่ วามขดั แยง้ และความรนุ แรง ดังเช่นกรณี 9/11 และความรุนแรงในภาคใต้ของประเทศไทย

และมีการตอ่ ต้านในรูปแบบต่างๆ เป็นการต่อต้านมีท้ังในประเทศโลกที่ 1 และโลกที่ 3 เป็นการต่อตา้ นทั้งระดับ
ปัจเจกบุคล กล่มุ และเครือขา่ ย เป็นการตอ่ ตา้ นทีม่ ีขบวนการเคล่ือนไหวรูปแบบใหม่ และเป็นการเคลอ่ื นท่ีเป็นเครอื ขา่ ยใน
ระดับระหว่างประเทศ กลายเป็นสังคมประชาโลก (Global Civil Society) ประกอบเป็นด้วยทั้งนักคิด/นักวิชาการ องค์กร
พฒั นาเอกชน กลุ่มคนชายขอบ ท่ีถูกกีดกั้นกนั ออกไปจากพื้นท่ีของศูนย์กลางของอ่านาจ วฒั นธรรม การต่อต้านโลกาภวิ ัตน์
จะมีหลากหลายขบวนการ เช่น ขบวนการสิ่งแวดล้อม ขบวนการเคลื่อนไหวท่ีเก่ียวกับการพัฒนา ขบวนการเคล่ือนไหวที่
ข้องกับการเรียกร้องสิทธิ ขบวนการของชนชั้นกลางท่ีต้องการแสดงอัตลักษณ์ หรือปลุกจิตส่านึก กระแสความคิดท้องถิ่น
นยิ มท่ีผูค้ นเริม่ หันกลับมามองวัฒนธรรมและเอกลักษณเ์ ฉพาะท้องถ่นิ และกลุ่มชาติพันธุ์ มีเปา้ หมายเพื่อทจ่ี ะต่อรองกบั อ่านาจ
จากภายนอก ธ่ารงไว้ซึ่งวัฒนธรรม วิถีชีวิต ระบบการผลิต และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง มีการโหยหาอดีต ฟื้นฟู
วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาท้องถนิ่

การตอ่ ต้านดังกล่าวจะมวี ิธีท่างานเป็นเครอื ขา่ ยขา้ มพรมแดน ใช้ระบบเทคโนโลยีการส่ือสารสมยั ใหม่เป็นเคร่ืองมือ
ในการท่างานหรือเคล่ือนไหว วาระและโอกาสของการเคลื่อนไหวท้ังขนาดใหญ่ในช่วงวาระต่างๆ เช่น ประท้วง WTO ADB
FTA และการเคล่อื นไหวตอ่ สู้ในระดับเลก็ ๆ ของชวี ิตประจา่ วนั มีวิธกี ารเคลอ่ื นไหวทใี่ ช้วิธีหลากหลายท้งั รุนแรง ไม่รุนแรง ดื้อ
แพ่ง และมีการใช้สัญลักษณ์ประกอบในการเคลื่อนไหว มีเป้าหมายเพ่ือท่ีจะต่อรองกับอ่านาจจากภายนอก ธ่ารงไว้ซ่ึง
วฒั นธรรม วถิ ชี ีวิต ระบบการผลิต และศกั ดิ์ศรีความเป็นมนุษยข์ องตนเอง

และปัจจุบันได้มีกระแสแนวความคิดเร่ือง copyleft , anti- copyright ท่ีแสดงปฏิกิริยาท่ีมีต่อระบบลิขสิทธ์ิ /
กระแสความคดิ ทรพั ยส์ นิ ทางปัญญ

20

21

สังคม/ประเด็น สังคมประเพณี สังคมสมัยใหม่ สงั คมโลกาภวิ ัตน์

มนษุ ยก์ บั มนษุ ย์ มนุษย์ไม่เท่ากนั ชอ่ื มนุษยน์ ิยม มนษุ ย์เท่ากนั มคี วาม ความเปน็ มนุษย์ประกอบสร้างขน้ึ มี

เรื่องพระเจา้ สงิ่ ศักดส์ิ ิทธิ มเี หตมุ ีผล สภาวะ becoming

มนษุ ย์กบั อานาจเหนอื มีพลังอ่านาจเหนือ ไมเ่ ช่ือ/ปฏเิ สธอา่ นาจเหนือ ยอมรบั ชดุ ความที่แตกตา่ ง
ธรรมชาติ ใหค้ วามสา่ คญั หลากหลาย และตง้ั คา่ ถามชดุ ความรู้
ธรรมชาติ ธรรมชาติ วิทยาศาสตร์ ของวทิ ยาศาสตร์ ..

มนุษย์กบั ธรรมชาติ/ เคารพธรรมชาติ และ ใช้ธรรมชาติ สง่ิ มีชีวติ ตอบสนอง ทบทวนความสมั พันธ์ระหวา่ งมนษุ ย์
สิง่ มชี ีวติ อืน่ ๆ สิ่งมชี ีวติ อนื่ ๆ ตอ่ ความเปน็ มนุษย์ กับสง่ิ มีชวี ิตอื่น ๆ ตงั้ ถามเก่ียวการ
มนษุ ย์กับสถานท่ี รับรู้ของมนษุ ย์แบบไม่เอามนษุ ย์เป็น
ไม่การแบ่งเสน้ หรือขดี ก่าหนดเขตและพืน้ ท่ี ศูนยก์ ลาง
มนษุ ยก์ ับการผลติ / วัดพน้ื ท่ตี า่ งๆ มพี นื้ ทที่ าง มีการสร้างพน้ื ทที่ างโลกต่างๆ
งาน ศาสนา วดั วังและพ้ืนท่ี แบ่งเปน็ พื้นสาธารณะ และพืน้ ที่ พ้นื ทอ่ี อฟไลน์และออนไลน์
มนุษย์กบั เวลา ทางโลก ทอ่ี ยอู่ าศยั ไร่ ส่วนตวั คือโรงเรียน การข้ามพน้ื ท่ี และสลายการแบ่งเขต
นา ตลาด มหาวิทยาลยั โรงพกั โรงพยาบาล พื้นท่ตี ่าง
มนษุ ยก์ ับสงิ่ ของ โรงงาน หา้ งสรรพสินคา้ สถานท่ี และความทับซอ้ นของพ้นื ท่ี เช่น ร้าน
มนุษยก์ บั AI ปจั จยั สี่ บันเทงิ กาแฟ ท่เี ป็นร้านหนงั สอื ท่างาน
ชาวนา ช่าง มีการก่าหนดหน้าที่ของพ้นื ที่อย่าง พูดคุย และศลิ ปะ หรือห้องสมดุ ท่ี
ชัดเจน เป็นท้ังความรู้และความบันเทิง
เวลาทางศาสนา และ
เวลาทางโลกสัมพันธ์ วตั ถุ เนน้ ปรมิ าณจา่ นวนมาก อวัตถุ งานบริการ งานสร้างสรรค์ มี
ธรรมชาติ ลกู จา้ ง ข้าราชการ ปริมาณจ่ากัด สิง่ แวดล้อมนยิ ม
Fordism ผู้ประกอบการ ฟรแี ลนด์
สงิ่ ของกับประโยชนใ์ ช้ Post-Fordism
สอย เวลาเปน็ เงนิ เปน็ ทอง
เวลาแบบนบั เป็นวนิ าที นาที เวลาไม่เป็นอปุ สรรคในการตดิ ต่อ
ชวั่ โมง การลงทุน การบรโิ ภค
เวลางาน เวลาพกั ผ่อน และเวลา
นอน อา่ นาจของสงิ่ ของ การบริโภค
เชิงสัญญะ เทคโนโลยนี ิยม
สง่ิ ของกับประโยชนใ์ ช้สอย และ มือถือ อุปกรณ์สา่ เร็จความตอ้ งการ
มูลค่าการแลกเปลี่ยน (ราคาถกู ทางเพศ
แพง)
รถยนต์ ทวี ี มคี วามสามารถในการทา่ งานเพม่ิ ขึ้น
ทดแทนมนษุ ยห์ รือการขาดการแคลน
สิ่งประดิษฐ์ประกอบสร้างเพ่อื ใช้ แรงงาน ตอบสนองทางเพศ
ประโยชน์ของมนุษย์ เป็นเครอ่ื ง สง่ิ ประดิษฐส์ รา้ งขึ้นมาเพ่ือแสวงหา
ทุนแรง ของเล่น ผลประโยชน์ของทุนนิยม
ความก้าวหน้าของสงั คม

21

22

บรรณานกุ รม
1. เกษม เพญ็ ภินนั ท์. “ความโกลาหลของวัฒนธรรมศกึ ษา ”ใน ความโกลาหลของวฒั นธรรม ศึกษายก

เครื่อง เรื่องวัฒนธรรมศกึ ษา. สวุ รรณา เกรยี งไกรเพช็ ร์ : บรรณาธกิ าร. กรงุ เทพฯ: ศูนย์มานุษยวิทยาสริ นิ
ธร (องคก์ รมหาชน), 2552.

2. จามะรี เชียงทอง. สังคมวทิ ยาการพัฒนา. กรงุ เทพฯ: โอเดียนสโตร์ , 2549.
3. วีระ สมบรู ณ.์ โลกาภิวัตน์ สทิ ธมิ นุษยชน และความเปน็ ธรรมระหว่างประเทศ. กรุงเทพฯ : บรษิ ัท กรีน

พรนิ้ ทจา่ กดั , 2551.
4. วัฒนา สุกัณศีล .โลกาภิวัตน์. คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา ส่านักงาน คณะกรรมการวิจัย

แห่งชาติ ,กรงุ เทพฯ, 2548.
5. สเตเกอร์, แมนเฟรีด. โลกาภิวัตน์ : ความรู้ฉบับพกพา แปลโดยวรพงศ์ วงศ์กิจรุ่งเรือง.กรุงเทพฯ: ส่านักพิมพ์

open world,2553.
6. ไฟโรจน์ คงทวีศักดิ์.โลกาภิวตั น์.ศนู ยว์ จิ ยั และบรกิ ารวิชาการ คณะสงั คมศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่,2560.

-----------------------------------------------------

22


Click to View FlipBook Version