The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิชาสังคมศึกษา ม.ปลาย กศน. สค31001

สังคมศึกษา ม.ปลาย กศน.

หนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสังคม

รายวชิ าสังคมศึกษา

(สค31001)

ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
พทุ ธศักราช 2551

หา มจําหนา ย

หนงั สือเรยี นเลมนี้ จัดพมิ พดว ยเงนิ งบประมาณแผน ดินเพ่ือการศึกษาตลอดชวี ิตสําหรบั ประชาชน
ลขิ สิทธ์เิ ปนของ สํานักงาน กศน. สํานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

สํานกั งานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั
สาํ นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
กระทรวงศึกษาธิการ

หนงั สือเรยี นสาระการพฒั นาสังคม

รายวชิ าสงั คมศกึ ษา (สค31001)

ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย

เอกสารทางวิชาการหมายเลข 33/2554

คํานํา

สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ไดดําเนินการ
จัดทําหนังสือเรียนชุดใหมนี้ขึ้น เพื่อสําหรับใชในการเรียนการสอนตามหลักสูตรการศึกษา
นอกระบบ ระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 ที่มีวัตถุประสงคในการพัฒนา
ผเู รยี นใหม คี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม มสี ตปิ ญ ญาและศกั ยภาพในการประกอบอาชพี การศกึ ษาตอ
และสามารถดํารงชีวิตอยูในครอบครัว ชุมชน สังคมไดอยางมีความสุขโดยผูเรียนสามารถ
นาํ หนงั สอื เรยี นไปใชด ว ยวธิ กี ารศกึ ษาคน ควา ดว ยตนเอง ปฏบิ ตั กิ จิ กรรม รวมทงั้ แบบฝก หดั
เพอ่ื ทดสอบความรคู วามเขา ใจในสาระเนอื้ หา โดยเมอื่ ศกึ ษาแลว ยงั ไมเ ขา ใจ สามารถกลบั ไป
ศกึ ษาใหมไ ด ผเู รยี นอาจจะสามารถเพม่ิ พนู ความรหู ลงั จากศกึ ษาหนงั สอื เรยี นน้ี โดยนาํ ความรู
ไปแลกเปลย่ี นกบั เพอื่ นในชน้ั เรยี น ศกึ ษาจากภมู ปิ ญ ญาทอ งถนิ่ จากแหลง เรยี นรแู ละจากสอื่
อื่นๆ

ในการดําเนินการจัดทําหนังสือเรียนตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบ ระดับการ
ศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ไดร บั ความรว มมอื ทดี่ จี ากผทู รงคณุ วฒุ แิ ละผเู กยี่ วขอ ง
หลายทานท่ีคนควาและเรียบเรียงเน้ือหาสาระจากส่ือตางๆ เพ่ือใหไดสื่อท่ีสอดคลองกับ
หลกั สตู รและเปน ประโยชนต อ ผเู รยี นทอ่ี ยนู อกระบบอยา งแทจ รงิ สาํ นกั งานสง เสรมิ การศกึ ษา
นอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั ขอขอบคณุ คณะท่ปี รึกษาคณะผูเ รยี บเรียง ตลอดจน
คณะผจู ดั ทาํ ทกุ ทานท่ีไดใหความรวมมอื ดวยดี ไว ณ โอกาสน้ี

สาํ นกั งานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั หวงั วา หนงั สอื เรยี น
ชดุ นีจ้ ะเปนประโยชนในการจัดการเรียนการสอนตามสมควร หากมีขอ เสนอแนะประการใด
สํานักงานสงเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ขอนอมรับไวดวยความ
ขอบคณุ ยงิ่

สํานกั งาน กศน.



สารบัญ

หนา
คาํ นํา
สารบัญ
คําแนะนาํ ในการใชหนงั สือเรียน
โครงสรางรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001)
บทท่ี 1 ภูมศิ าสตรก ายภาพ...........................................................................1

เร่อื งท่ี 1 สภาพภมู ิศาสตรกายภาพ ........................................................... 2
เร่ืองที่ 2 ลักษณะการเกิดปรากฏการณท างธรรมชาติท่สี ําคัญ

และการปองกนั อนั ตราย...........................................................35
เร่อื งที่ 3 วธิ ีใชเ ครอื่ งมอื ทางภูมิศาสตร....................................................46
เรอ่ื งท่ี 4 ปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ ม

ผลการจัดลําดบั ความสําคัญของปญหาทรัพยากรธรรมชาติ
และสิ่งแวดลอ ม .......................................................................55
เร่อื งท่ี 5 แนวทางปอ งกันแกไขปญ หาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติ
และส่ิงแวดลอม โดยประชาชน ชุมชน องคกร ภาครัฐ
ภาคเอกชน .............................................................................77
บทที่ 2 ประวัติศาสตร ................................................................................81
เรอ่ื งที่ 1 การแบงชวงเวลาและยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร..........................82
เร่ืองท่ี 2 แหลง อารยธรรมของโลก..........................................................87
เร่อื งที่ 3 ประวัตศิ าสตรช าติไทย.............................................................94
เรอ่ื งที่ 4 บุคคลสําคญั ของไทยและของโลกในดา นประวตั ศิ าสตร............111
เร่ืองที่ 5 เหตุการณส าํ คญั ของโลกท่มี ีผลตอ ปจจบุ นั ..............................131
บทท่ี 3 เศรษฐศาสตร...............................................................................136
เรอ่ื งที่ 1 ความรเู บอ้ื งตน เกยี่ วกับเศรษฐศาสตร .....................................137
เรอ่ื งท่ี 2 ระบบเศรษฐกิจ......................................................................143
เรื่องท่ี 3 กระบวนการทางเศรษฐกจิ ......................................................154
เร่ืองที่ 4 แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ..................................173
เรือ่ งท่ี 5 สถาบนั การเงนิ และการเงินการคลงั .........................................185
เรอ่ื งท่ี 6 ความสมั พนั ธแ ละผลกระทบเศรษฐกจิ ระหวา งประเทศ
กับภูมิภาคตางๆ ของโลก......................................................203
เรอื่ งที่ 7 การรวมกลุมทางเศรษฐกจิ .....................................................210

บทที่ 4 การเมอื งการปกครอง ...................................................................217
เร่อื งที่ 1 การปกครองระบอบประชาธปิ ไตย ..........................................218
เรอื่ งที่ 2 การปกครองระบบเผดจ็ การ ...................................................223
เร่ืองท่ี 3 พัฒนาการของระบอบประชาธปิ ไตย
ของประเทศตางๆ ในโลก ......................................................228
เร่อื งท่ี 4 เหตุการณสาํ คญั ทางการเมืองการปกครองของประเทศไทย......235
เร่ืองที่ 5 เหตกุ ารณสําคัญทางการเมืองการปกครองของโลก
ทส่ี ง ผลกระทบตอประเทศไทย................................................241
เรื่องท่ี 6 หลกั ธรรมมาภบิ าล.................................................................246

แนวเฉลยกิจกรรม ............................................................................................252
บรรณานุกรม ............................................................................................256
คณะผจู ดั ทาํ ............................................................................................257

คาํ แนะนาํ ในการใชห นังสือเรยี น

หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา รหัส สค31001 ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เปน หนงั สอื เรยี นทจี่ ดั ทาํ ขน้ึ สาํ หรบั ผเู รยี นทเ่ี ปน นกั ศกึ ษาการศกึ ษา
นอกระบบ

ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาสังคมศึกษา ผูเรียนควร
ปฏบิ ตั ดิ ังนี้

1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท่ีคาดหวัง
และขอบขายเนอ้ื หา

2. ศกึ ษารายละเอยี ดเนอ้ื หาของแตล ะบทอยา งละเอยี ด และทาํ กจิ กรรมตามทก่ี าํ หนด
แลวตรวจสอบกับแนวเฉลยกิจกรรมท่ีกําหนด ถาผูเรียนตอบผิดควรกลับไปศึกษาและ
ทําความเขา ใจในเน้อื หานั้นใหม ใหเขา ใจกอ นทีจ่ ะศกึ ษาเรื่องตอ ไป

3. ปฏิบัติกิจกรรมทายบทของแตละบท เพ่ือเปนการสรุปความรู ความเขาใจของ
เนื้อหาในเร่อื งน้ันๆ อกี ครง้ั

4. หนงั สือเรียนเลม นมี้ ี 4 บท คอื
บทท่ี 1 ภมู ศิ าสตรกายภาพ
บทที่ 2 ประวัตศิ าสตร
บทที่ 3 เศรษฐศาสตร
บทที่ 4 การเมืองการปกครอง

โครงสรา งรายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001)

สาระสําคัญ

ประชาชนทุกคนมีหนาที่สําคัญในฐานะพลเมืองดีของชาติ การเคารพและปฏิบัติ
ตามกฎหมายภายใตการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย มีความรูในเร่ืองลักษณะ
ทางกายภาพ การปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับส่ิงแวดลอมและสามารถบริหารจัดการ
ทรพั ยากรธรรมชาตใิ หเ ออื้ ประโยชนต อ คนในชาติ การศกึ ษาความเปน มาและประวตั ศิ าสตร
ของชนชาตไิ ทยทาํ ใหเ กิดความรูความเขา ใจและภาคภูมิใจในความเปน ไทย

ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง

1. อธิบายขอมูลเกี่ยวกับภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมือง
การปกครองทีเ่ กยี่ วขอ งกบั ประเทศตา งๆ ในโลก

2. วิเคราะห เปรียบเทียบสภาพภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร
การเมอื งการปกครองของประเทศตางๆ ในโลก

3. ตระหนกั และคาดคะเนสถานการณร ะหวา งประเทศทางดา นภมู ศิ าสตร ประวตั ศิ าสตร
เศรษฐศาสตร การเมอื ง การปกครองที่มผี ลกระทบตอ ประเทศไทยและโลกในอนาคต

4. เสนอแนะแนวทางในการแกป ญ หา การปอ งกนั และการพฒั นาทางดา นการเมอื ง
การปกครอง เศรษฐกิจและสังคมตามสภาพปญหาท่ีเกดิ ข้ึนเพ่อื ความมั่นคงของชาติ

สาระการเรยี นรู

บทที่ 1 ภมู ิศาสตรกายภาพ
บทท่ี 2 ประวัตศิ าสตร
บทที่ 3 เศรษฐศาสตร
บทท่ี 4 การเมอื งการปกครอง

รายวิชาสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 1

1ภูมิศาสตรก ายภบาทพที่

สาระสาํ คัญ

ลักษณะทางกายภาพและสรรพสิ่งในโลก มีความสัมพันธซึ่งกันและกัน และมี
ผลกระทบตอ ระบบนเิ วศธรรมชาติ การนาํ แผนทแี่ ละเครอื่ งมอื ภมู ศิ าสตรม าใชใ นการคน หา
ขอมูลจะชวยใหมีขอมูลที่ชัดเจนและนําไปสูการใชการจัดการไดอยางมีประสิทธิภาพ การ
ปฏิสัมพันธระหวางมนุษยกับสภาพแวดลอมทางกายภาพ ทาํ ใหเกดิ สรางสรรคว ฒั นธรรม
และจติ สาํ นกึ รว มกนั ในการอนรุ กั ษท รพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ มเพอื่ การพฒั นาทย่ี ง่ั ยนื

ตัวชว้ี ดั

1. มีความรูความเขาใจเก่ียวกับสภาพทางภูมิศาสตรกายภาพของประเทศไทยกับ
ทวปี ตา งๆ

2. เปรยี บเทยี บสภาพภมู ศิ าสตรกายภาพของประเทศไทยกบั ทวปี ตางๆ
3. มคี วามรูค วามเขาใจในปรากฏการณทางธรรมชาติทีเ่ กิดขึ้นในโลก
4. มที ักษะการใชเครอื่ งมือทางภูมิศาสตรทสี่ าํ คัญๆ
5. รวู ธิ ปี องกันตนเองใหปลอดภัยเม่อื เกิดภัยจากปรากฏการณธรรมชาติ
6. สามารถวเิ คราะหแ นวโนม และวกิ ฤตสง่ิ แวดลอ มทเี่ กดิ จากการกระทาํ ของมนษุ ย
7. มคี วามรคู วามเขา ใจในการใชน วตั กรรมและเทคโนโลยดี า นสงิ่ แวดลอ มเพอื่ พฒั นา

ทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอ มทยี่ ่งั ยนื

ขอบขายเน้ือหา

เร่อื งที่ 1 สภาพภูมศิ าสตรกายภาพ
เรือ่ งที่ 2 ลักษณะการเกดิ ปรากฏการณท างธรรมชาติ และการปอ งกนั อนั ตราย
เรอื่ งที่ 3 วธิ ใี ชเครือ่ งมือทางภูมิศาสตร
เร่ืองที่ 4 ปญหาการทาํ ลายทรัพยากรธรรมชาติและส่งิ แวดลอม

การจดั ลาํ ดบั ความสําคญั ของปญหาทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอม
เรอ่ื งท่ี 5 แนวทางปอ งกนั แกไ ขปญ หาการทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ ม

โดยประชาชน ชมุ ชน องคก ร ภาครฐั ภาคเอกชน

2 หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสังคม

เร่ืองท่ี 1 สภาพภูมศิ าสตรกายภาพ

ภมู ศิ าสตรกายภาพประเทศไทย

ทาํ เลท่ตี งั้
ประเทศไทยต้ังอยูในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต ซึ่งประกอบดวยสวนที่เปน
แผนดินใหญหรือเรียกวาคาบสมุทรอินโดจีนหรือแหลมทอง และสวนท่ีเปนหมูเกาะใหญ
นอ ยหลายพนั เกาะ ตงั้ อยใู นแหลมทองระหวา งละตจิ ดู 5 องศา 37 ลปิ ดาเหนอื กบั 20 องศา
22 ลปิ ดาเหนอื และลองจิจดู 97 องศา 22 ลิปดาตะวันออก กบั 105 องศา 37 ลิปดา
ตะวันออก
ขนาด
1บทที่ ประเทศไทยมเี นอ้ื ท่ี 513,115 ตารางกโิ ลเมตร ถา เปรยี บเทยี บขนาดของประเทศไทย
กบั ประเทศในภมู ภิ าค เอเชยี ตะวันออกเฉยี งใตด วั ยกันแลว จะมพี นื้ ทขี่ นาดใหญเ ปน อนั ดบั
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ ท่สี าม รองจากอนิ โดนเี ซยี และพมา ความยาวของประเทศวัดจาก เหนือสดุ ท่อี ําเภอแมส าย
จงั หวดั เชยี งรายไปจดใตส ดุ ทอี่ าํ เภอเบตง จงั หวดั ยะลา ประมาณ 1,260 กโิ ลเมตร สว นความ
กวา งมากทส่ี ดุ วดั จากดา นพระเจดยี ส ามองคอ าํ เภอสงั ขละบรุ ี จงั หวดั กาญจนบรุ ไี ปจดตะวนั
ออกสุด ที่อาํ เภอสริ ินธร จงั หวดั อุบลราชธานี ยาวประมาณ 780 กิโลเมตร สาํ หรบั สวนที่
แคบทสี่ ดุ ของประเทศไทยอยใู นเขตจงั หวดั ประจวบครี ขี นั ธ วดั จากพรมแดนพมา ถงึ ฝง ทะเล
อาวไทยเปน ระยะทางประมาณ 10.5 กโิ ลเมตร
อาณาเขตตดิ ตอ
ประเทศไทยมอี าณาเขตติดตอ กบั ประเทศเพอ่ื นบา นโดยรอบ 4 ประเทศคอื พมา
ลาว กมั พูชา และมาเลเซียรวมความยาวของพรมแดนทางบก ประมาณ 5,300 กิโลเมตร
และมอี าณาเขตติดตอ กับชายฝง ทะเลยาว 2,705 กิโลเมตร คือ แนวฝงทะเลดานอา วไทย
ยาว 1,840 กโิ ลเมตร และแนวชายฝง ดานทะเลอนั ดามนั ยาว 865 กิโลเมตรดังนี้

แผนที่แสดงอาณาเขตประเทศไทย

รายวิชาสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย>> 3

1. เขตแดนทต่ี ดิ ตอ กบั พมา เรมิ่ ตน ทอ่ี าํ เภอแมส ายจงั หวดั เชยี งรายไปทางตะวนั ตก 1บทที่
ผา นที่จังหวัดแมฮ องสอน ไปสิ้นสุดทจ่ี ังหวดั ระนอง จังหวดั ชายแดนดา นนี้มี 10 จังหวัดคือ
เชยี งราย เชยี งใหม แมฮอ งสอน ตาก กาญจนบรุ ี ราชบรุ ี เพชรบุรี ประจวบครี ขี ันธ ชมุ พร ูภ ิมศาสต รกายภาพ
และ ระนอง มที วิ เขา 3 แนว เปน เสนกน้ั พรมแดน ไดแก ทิวเขาแดนลาว ทวิ เขาถนนธงชัย
และทวิ เขาตะนาวศรี นอกจากนนั้ ยังมแี มนํ้าสายส้ันๆ เปนแนวกน้ั พรมแดนอยอู ีกคือแมน ํ้า
เมย จงั หวัดตากและแมน า้ํ กระบรุ ี จังหวดั ระนอง

2. เขตแดนทตี่ ดิ ตอ กบั ลาว เขตแดนดา นน้ี เรมิ่ ตน ทใ่ี นอาํ เภอเชยี งแสน ไปทางตะวนั
ออกผา นทอี่ าํ เภอเชยี งของ จงั หวดั เชยี งรายเขา สจู งั หวดั พะเยา ไปสน้ิ สดุ ทจี่ งั หวดั อบุ ลราชธานี
ดนิ แดนทต่ี ดิ ตอกบั ลาวมี 11 จังหวัดคือ เชียงราย พะเยา นาน อตุ รดติ ถ พษิ ณโุ ลก เลย
หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อํานาจเจริญ และอุบลราชธานี มีแมนํ้าโขงเปนเสนกั้น
พรมแดนทางนาํ้ ทส่ี าํ คญั สว นพรมแดนทางบกมที วิ เขาหลวงพระบางกน้ั ทางตอนบนและทวิ
เขาพนมดงรกั บางสว นกั้นเขตแดนตอนลาง เขตแดนท่ีติดตอกบั กัมพชู า เริ่มตน ทีพ่ ื้นทบี่ าง
สว นของภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ตอนลา ง

3. จากอาํ เภอนา้ํ ยนื จงั หวดั อบุ ลราชธานี มาทางทศิ ตะวนั ตก แลว วกลงใตท จ่ี งั หวดั
บุรีรัมย ไปสิ้นสุดท่ีจังหวัดตราด จังหวัดชายแดนที่ติดตอกับกัมพูชา มี 7 จังหวัด คือ
อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรนิ ทร บุรีรัมย สระแกว จนั ทบรุ ี และ ตราด มีทิวเขาพนม
ดงรกั และทวิ เขาบรรทดั เปนเสนก้นั พรมแดน

4. เขตแดนทีต่ ิดตอกบั มาเลเซยี ไดแก เขตแดนทางใตส ดุ ของประเทศ ในพื้นท่ี 4
จังหวัด คือ สตลู สงขลา ยะลา และนราธิวาส มแี นวเทอื กเขาสนั กาลาครี ี และแมน ้าํ โก-ลก
จงั หวัดนราธิวาสเปนเสนกน้ั พรมแดน

ภาคเหนือ

ภาคเหนอื ประกอบดว ยพ้นื ทีข่ อง 9 จังหวดั ไดแ ก 1. เชียงราย 2. แมฮ อ งสอน 3.
พะเยา 4. เชยี งใหม 5. นา น 6. ลาํ พนู 7. ลาํ ปาง 8. แพร 9. อุตรดติ ถ

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทว่ั ไป เปน เทอื กเขาสงู ทอดยาวขนานกนั ในแนวเหนอื -ใต และ
ระหวางเทือกเขาเหลาน้ีมีท่ีราบและมี
หบุ เขาสลบั อยทู ว่ั ไปเทอื กเขาทส่ี าํ คญั
คอื เทือกเขาหลวงพระบาง เทือกเขา
แดนลาว เทือกเขาถนนธงชัย เทือก
เขาผีปนนํ้า เทือกเขาขุนตาลและ
เทอื กเขาเพชรบรู ณ ยอดเขาทสี่ งู ทสี่ ดุ
ในภาคน้ี ไดแก ยอดอนิ ทนนท อยูใน
จังหวดั เชยี งใหม มีความสูงประมาณ
2,595 เมตร เทือกเขาในภาคเหนือ

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ4 หนงั สือเรยี นสาระการพฒั นาสังคม

เปน แหลง กาํ เนดิ ของแมน าํ้ สายยาว 4 สาย ไดแ ก แมนาํ้ ปง วงั ยม และนาน แมน ้ําดงั กลาว
นไี้ หลผา นเขตทร่ี าบหบุ เขา พนื้ ทท่ี ง้ั สองฝง ลาํ นาํ้ จงึ มดี นิ อดุ มสมบรู ณเ หมาะแกก ารเพาะปลกู
ทาํ ใหม ผี คู นอพยพไปตง้ั หลกั แหลง ในบรเิ วณดงั กลา วหนาแนน นอกจากนภ้ี าคเหนอื ยงั มแี มน าํ้
สายส้ันๆ อีกหลายสาย ไดแกแมน้ํากก และแมน้ําอิง ไหลลงสู แมน้ําโขง สวนแมนํ้าปาย
แมน ้าํ เมย และแมน า้ํ ยม ไหลลงสแู มน ้ําสาละวิน

ภาคกลาง

ภาคกลางประกอบดวยพ้ืนท่ีของ 22 จังหวัด ไดแก 1.สุโขทัย 2.พิษณุโลก
3.กําแพงเพชร 4.พิจิตร 5.เพชรบูรณ(ภาคกลางตอนบน) 6.นครสวรรค 7.อุทัยธานี
8.ชัยนาท 9.ลพบุรี 10.สิงหบุรี 11.อางทอง 12.สระบุรี 13.สุพรรณบุรี

1บทท่ี 14.พระนครศรีอยุธยา 15.นครนายก 16.ปทุมธานี 17.นนทบุรี 18.นครปฐม
19. กรงุ เทพมหานคร 20. สมทุ รปราการ 21. สมทุ รสาคร 22. สมทุ รสงคราม
ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไป เปนที่ราบดินตะกอนท่ีลําน้ําพัดมาทับถม ในบริเวณ
ทร่ี าบนมี้ ภี เู ขาโดดๆ ซงึ่ สว นใหญเ ปน ภเู ขาหนิ ปนู กระจาย อยทู วั่ ไป ภมู ปิ ระเทศตอนบนของ
ภาคกลางเปน ทรี่ าบลกู ฟกู คอื เปน ทสี่ งู ๆตาํ่ ๆ และมภี เู ขาทม่ี แี นวตอ เนอ่ื งจากภาคเหนอื เขา
มาถึงพ้ืนท่ีบางสวนของจังหวัดพิษณุโลก และเพชรบูรณ สวนพื้นที่ตอนลางของภาคกลาง
นนั้ เปน ดนิ ดอนสามเหลย่ี มปากแมน าํ้ เจา พระยา ซง่ึ เกดิ จากการรวมตวั ของแมน าํ้ ปง วงั ยม
นา น นอกจากแมน าํ้ เจาพระยา แลวตอนลา งของภาคกลางยังมแี มนํา้ ไหลผา นอกี หลายสาย
ไดแก แมนาํ้ แมกลอง แมน ้าํ ทา จีน แมน ้าํ ปา สกั และแมนาํ้ นครนายก เขตน้เี ปน ทรี่ าบกวาง
ขวางซง่ึ เกดิ จากดนิ ตะกอน หรอื ดนิ เหนยี วทแ่ี มน าํ้ พดั พามาทบั ถมเปน เวลานาน จงึ เปน พนื้ ที่
ทอ่ี ดุ มสมบรู ณเ หมาะแกก ารเพาะปลกู มาก และเปน เขตทมี่ ปี ระชากรมากทส่ี ดุ ในประเทศไทย
ฉะน้ันภาคกลางจงึ ไดช ื่อวาเปนอูขาว อูนาํ้ ของไทย
แมน ้าํ เจาพระยา

รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 5

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1บทที่

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบดวยพื้นท่ีของ 19 จังหวัด ไดแก 1.เลย ูภ ิมศาสต รกายภาพ
2.หนองคาย 3.อุดรธานี 4.สกลนคร 5.นครพนม 6.ขอนแกน 7.กาฬสินธุ 8.มุกดาหาร
9.ชยั ภมู ิ 10.มหาสารคาม 11.รอ ยเอด็ 12.ยโสธร 13.นครราชสมี า 14.บรุ รี มั ย 15. สรุ นิ ทร
16.ศรีสะเกษ 17.อบุ ลราชธานี 18.อํานาจเจริญ 19.หนองบวั ลําภู

ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทวั่ ไป มลี กั ษณะเปน แอง คลา ยจาน ลาดเอยี งไปทางตะวนั ออก
เฉียงใตมีขอบเปนภูเขาสูงทางตะวันตกและทางใตขอบทางตะวันตก ไดแก เทือกเขา
เพชรบรู ณ และเทอื กเขาดงพญาเยน็ สว นทางใต ไดแ ก เทอื กเขาสนั กาํ แพง และเทอื กเขาพนม
ดงรัก พื้นที่ดานตะวันตกเปนท่ีราบสูง เรียกวา ที่ราบสูงโคราช ภูเขาบริเวณนี้เปนภูเขา
หินทราย ท่รี จู ักกนั ดเี พราะเปนแหลงทองเทย่ี ว คือ ภูกระดึง ภูหลวง ในจงั หวดั เลย แมน ้าํ ที่
สาํ คัญของภาคนี้ไดแ ก แมนาํ้ ชี และแมนา้ํ มลู ซ่ึงมีแหลงกาํ เนิดจากเทอื กเขาทางทิศตะวัน
ตก และทางใตแ ลว ไหลลงสแู มน าํ้ โขง ทาํ ใหส องฝง แมน าํ้ เกดิ เปน ทรี่ าบนา้ํ ทว มถงึ เปน ตอนๆ
พนื้ ทร่ี าบในภาคะวนั ออกเฉยี งเหนอื มกั มที ะเลสาบรปู แอง เปน จาํ นวนมาก แตท ะเลสาบเหลา
นจ้ี ะมนี า้ํ เฉพาะฤดฝู นเทา นนั้ เมอื่ ถงึ ฤดรู อ นนา้ํ กจ็ ะเหอื ดแหง ไปหมด เพราะดนิ สว นใหญเ ปน
ดนิ ทรายไมอ มุ นา้ํ นา้ํ จงึ ซมึ ผา นได
เร็ว ภาคนี้จึงมีปญหาเรื่องการ
ขาดแคลนนํ้า และดินขาดความ
อดุ มสมบรู ณ ทาํ ใหพ นื้ ทบ่ี างแหง ไม
สามารถใชประโยชนในการเกษตร
ไดอยางเต็มที่ เชน ทุงกุลารองไห
ซ่ึงมีเนื้อท่ีถึงประมาณ 2 ลานไร
ครอบคลุมพื้นท่ี 5 จังหวัด ไดแก
รอยเอ็ด สุรินทร มหาสารคาม
ยโสธร และศรีสะเกษ ซ่ึงปจจุบันรัฐบาลไดพยายามปรับปรุงพ้ืนที่ใหดีขึ้น โดยใชระบบ
ชลประทานสมยั ใหม ทาํ ใหสามารถเพาะปลูกไดจ นกลายเปน แหลงเพาะปลกู ขาวหอมมะลทิ ี่
ดที ีส่ ดุ แหง หนง่ึ ของประเทศไทย แตก ็ปลกู ไดเ ฉพาะหนา ฝนเทาน้นั หนา แลงสามารถทาํ การ
เพาะปลูกไดเ ฉพาะบางสว นเทาน้ัน ยงั ไมค รอบคลมุ บรเิ วณทัง้ หมด

ภาคตะวนั ตก

ภาคตะวันตก ประกอบดวยพ้ืนท่ีของ 5 จังหวัด ไดแก 1.ตาก 2.กาญจนบุรี
3.ราชบุรี 4.เพชรบรุ ี 5.ประจวบครี ีขันธ

ลกั ษณะภูมิประเทศทัว่ ไป สว นใหญเปนเทอื กเขาสูง ไดแก เทอื กเขาถนนธงชัย
และเทือกเขาตะนาวศรีเปนแนวภูเขาท่ีซับซอนมที ่รี าบแคบๆ ในเขตหุบเขาเปน แหง ๆ และ
มที ร่ี าบเชงิ เขาตอ เนอ่ื งกบั ทร่ี าบภาคกลางเทอื กเขาเหลา นเ้ี ปน แหลง กาํ เนดิ ของ แมน าํ้ แควนอ ย
(แมนํ้าไทรโยค) และแมน้ําแควใหญ (ศรีสวัสด์ิ) ซ่ึงไหลมาบรรจบกัน เปนแมน้ําแมกลอง

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ6 หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสงั คม
อา วมะนาว จงั หวัดประจวบคีรีขันธ

1บทท่ี ระหวางแนวเขามีชองทางติดตอกับพมาได ที่สําคัญคือ ดานแมละเมาในจังหวัดตาก และ
ดานพระเจดยี สามองค ในจงั หวดั กาญจนบรุ ี
ภาคตะวันออก
ภาคตะวนั ออก ประกอบดว ยพน้ื ทขี่ อง 7 จงั หวดั ไดแ ก 1.ปราจนี บรุ ี 2.ฉะเชงิ เทรา
3.ชลบรุ ี 4.ระยอง 5.จันทบรุ ี 6.ตราด 7.สระแกว
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศทว่ั ไป คอื เปน ทร่ี าบใหญอ ยทู างตอนเหนอื ของภาค มเี ทอื กเขา
จนั ทบรุ อี ยทู างตอนกลางของภาคมเี ทอื กเขาบรรทดั อยทู างตะวนั ออกเปน พรมแดนธรรมชาติ
ระหวางประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา และมีที่ราบชายฝงทะเลซ่ึงอยูระหวางเทือกเขา
จนั ทบรุ ีกบั อาวไทย ถงึ แมจะเปน ทร่ี าบแคบๆ แตก็เปน พ้ืนดินท่อี ุดมสมบรู ณเ หมาะสําหรบั
การปลูกไมผล ในภาคนี้มจี ังหวดั ปราจนี บุรแี ละจังหวัดสระแกว เปนจงั หวัดที่ไมมีอาณาเขต
จดทะเล นอกน้นั ทกุ จังหวัดลว นมีทางออกทะเลท้ังสิ้น ชายฝง ทะเลของภาคเรมิ่ จากแมนํา้
บางปะกง จงั หวดั ฉะเชงิ เทราไปถงึ แหลมสารพดั พษิ จงั หวดั ตราด ยาวประมาณ 505 กโิ ลเมตร
เขตพนื้ ทช่ี ายฝง ของภาคมแี หลมและอา วอยเู ปน จาํ นวนมากและมเี กาะใหญน อ ยเรยี งรายอยู
ไมห า งจากฝงนัก เชน เกาะชา ง เกาะกูด เกาะสีชัง เกาะลาน เปน ตน
เกาะสีชัง

รายวชิ าสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย>> 7

ภาคใต 1บทที่

ภาคใตประกอบดวยพ้ืนที่ของ 14 จังหวัดไดแก 1.ชุมพร 2.สุราษฎรธานี ูภ ิมศาสต รกายภาพ
3.นครศรีธรรมราช 4.พัทลงุ 5.สงขลา 6.ปตตานี 7.ยะลา 8.นราธิวาส 9.ระนอง 10.พังงา
11.กระบี่ 12.ภูเก็ต 13.ตรัง 14.สตูล

ลักษณะภูมิประเทศท่ัวไป เปนคาบสมุทรยื่นไปในทะเล ทางตะวันตกของ
คาบสมทุ รมเี ทอื กเขาภเู กต็ ทอดตวั เลยี บชายฝง ไปจนถงึ เกาะภเู กต็ ตอนกลางของภาคมเี ทอื ก
เขานครศรีธรรมราช สวนทางตอนใตสุดของภาคใตมีเทือกเขาสันกาลาคีรี วางตัวในแนว
ตะวนั ออก-ตะวนั ตก และเปน พรมแดนธรรมชาตกิ ัน้ ระหวา งไทยกับมาเลเซียดวยพ้ืนทีท่ าง
ชายฝง ตะวนั ออกมที ร่ี าบมากกวา ชายฝง ตะวนั ตก ไดแ ก ทร่ี าบในเขตจงั หวดั นครศรธี รรมราช
พทั ลงุ สงขลา ปต ตานี และนราธวิ าส ชายฝง ทะเลดา นตะวนั ออกของภาคใตม ชี ายหาดเหมาะ
สาํ หรบั เปน ทต่ี ากอากาศหลายแหง เชน หาดสมหิ ลา จงั หวดั สงขลาและหาดนราทศั น จงั หวดั
นราธวิ าส เปนตน เกาะทีส่ าํ คัญทางดา นน้ี ไดแ ก เกาะสมุยและเกาะพงนั สว นชายฝงทะเล
ดานมหาสมุทรอินเดีย มีเกาะที่สําคัญคือ เกาะภูเก็ต เกาะตรุเตา เกาะยาวและเกาะลันตา
นอกจากน้ี ในเขตจงั หวดั สงขลาและพทั ลงุ ยงั มที ะเลสาบเปด (lagoon) ทใ่ี หญท สี่ ดุ แหง หนงึ่
ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต คือ ทะเลสาบสงขลา มีความยาวจากเหนือจดใตประมาณ 80
กิโลเมตร สวนที่กวางท่ีสุด ประมาณ 20 กิโลเมตร คิดเปนเน้ือที่ประมาณ 974 ตาราง
กโิ ลเมตร สว นเหนือสดุ ของทะเลสาบเปน แหลง นํ้าจืดเรียกวา ทะเลนอ ย แตทางสว นลางน้ํา
ของทะเลสาบจะเค็ม เพราะมีนานนํ้าติดกับอาวไทย นํ้าทะเลจึงไหลเขามาได ในทะเลสาบ
สงขลามีเกาะอยูห ลายเกาะ บางเกาะเปนท่ีทาํ รงั ของนกนางแอน บางเกาะเปนที่อยูข องเตา
ทะเล นอกจากน้ีในทะเลสาบยงั มี ปลา และกุงชกุ ชุมอีกดว ย สวนชายฝง ทะเลดา นตะวนั
ตกของภาคใตมีลักษณะเวาแหวงมากกวาดานตะวันออก ทําใหมีทิวทัศนท่ีสวยงามหลาย
แหง เชน หาดนพรตั นธารา จงั หวัดกระบ่ี หมูเกาะซิมลิ ัน จงั หวัดพงั งา ชายฝง ตะวันตกของ
ภาคใตจ งึ เปนสถานท่ีทองเทยี่ วทส่ี าํ คัญแหง หนงึ่ ของประเทศ แมน ํ้าในภาคใต สวนใหญเปน
แมนํ้าสายสัน้ ๆ ไหลจากเทอื กเขาลงสูทะเล ทส่ี ําคญั ไดแก แมนาํ้ โก-ลกซ่ึงกน้ั พรมแดนไทย
กบั มาเลเซยี ในจงั หวดั นราธวิ าส แมน าํ้ กระบรุ ซี งึ่ กน้ั พรมแดนไทยกบั พมา ในเขตจงั หวดั ระนอง
แมนํ้าตาปใ นจังหวัดสรุ าษฏรธานี และแมน ้าํ ปตตานีในจงั หวดั ยะลาและปต ตานี

ทวีปเอเชีย

1. ขนาดทีต่ ้ังและอาณาเขตติดตอ
ทวปี เอเชยี เปน ทวปี ทมี่ ขี นาดใหญท สี่ ดุ มพี น้ื ทปี่ ระมาณ 44 ลา นตารางกโิ ลเมตร เปน
ทวีปที่มีพ้ืนท่ีกวางท่ีสุดในโลกตั้งอยูทางทิศตะวันออกของโลก ทวีปเอเชียตั้งอยูระหวาง
ละตจิ ดู 1 องศา 15 ลิปดาเหนือถงึ 77 องศา 41 ลิปดาเหนอื และลองตจิ ดู 24 องศา 4
ลปิ ดา ตะวนั ออกถงึ 169 องศา 40 ลปิ ดาตะวันตก

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ8 หนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม

อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ติดกบั มหาสมทุ รอารก ตกิ
ทิศใต ตดิ กบั มหาสมุทรอนิ เดยี
ทศิ ตะวนั ออก ติดกบั มหาสมทุ รแปซิฟก
ทิศตะวนั ตก ตดิ กบั เทอื กเขาอรู าล ทวปี ยุโรป

2. ลักษณะภมู ิประเทศของทวปี เอเชีย
ทวีปเอเชียมีลักษณะเดนคือ มภี มู ิประเทศท่ีเปนภูเขาสงู อยูเกอื บใจกลางทวปี ภูเขา
ดังกลาวทําหนาท่ีเหมือนหลังคาโลกเพราะเปนจุดรวมของเทือกเขาสําคัญๆ ในทวีปเอเชีย
จดุ รวมสาํ คญั ไดแ ก ปามรี น อต ยนู นานนอต และอามเี นยี นนอต เทอื กเขาสงู ๆ ของทวปี เอเชยี
วางแนวแยกยายไปทุกทิศทุกทางจากหลังคาโลกเชน เทือกเขาหิมาลัย เทือกเขาคุนลุน

1บทท่ี เทอื กเขาเทยี นชาน เทอื กเขาอลั ตนิ ตกั เทอื กเขาฮนิ ดกู ซู เทอื กเขาสไุ ลมาน ยอดเขาเอเวอรเ รสต
มรี ะดับสูง 8,850 เมตร (29,028 ฟตุ ) เปนยอดเขาสงู ท่ีสุดในโลกต้ังอยูบ นเทอื กเขาหิมาลัย
ระหวางเทอื กเขาเหลาน้ีมีพ้ืนทค่ี อนขา งราบแทรกสลบั อยู ทาํ ใหเ กิดเปนแอง แผน ดินท่ีอยูใ น
ที่สูง เชน ท่รี าบสงู ทิเบต ทีร่ าบสงู ตากลามากัน ทรี่ าบสูงมองโกเลยี ทรี่ าบสงู ยูนาน ลกั ษณะ
ภูมิประเทศดังกลาวขางตนทําใหบริเวณใจกลางทวีปเอเชียกลายเปนแหลงตนกําเนิดของ
แมน าํ้ สายสาํ คญั ทมี่ รี ปู แบบการไหลออกไปทกุ ทศิ โดยรอบหลงั คาโลก เชน ไหลไปทางเหนอื
มีแมนํ้า อ็อบ เยนิเซ ลีนา ทางตะวันออกเฉียงเหนือมีแมนํ้าอามูร ทางตะวันออกมีแมนํ้า
ฮวงโห (หวงเหอ แยงซีเกียง (ฉางเจียง) ซเี กยี ง (ซเี จียง) ทางตะวนั ออกเฉยี งใตมแี มนาํ้ แดง
โขง เจา พระยา สาละวนิ อิระวดี ทางใตม ีแมน้ําพรหมบุตร คงคา สินธุ ทางตะวันตกมแี มน าํ้
อามู ดารย า จากทส่ี งู อามเี นยี นนอต มแี มน าํ้ ไทกรสี ยเู ฟรตสี บทบาทของลมุ นาํ้ เหลา น้ี คือ
พัดพาเอาตะกอนมาทับถมทร่ี าบอนั กวางใหญไ พศาล กลายเปนแหลง เกษตรกรรมและทอ่ี ยู
อาศัยสําคัญๆ ของชาวเอเชยี โดยเฉพาะท่ีราบดินดอนสามเหลยี่ มปากแมน ํา้ จงึ กลายเปน
แหลงท่มี ีประชากรอาศยั อยหู นาแนน ท่สี ดุ
3. ลกั ษณะภมู ิอากาศของทวีปเอเชีย
ทวีปเอเชียโดยสวนรวมประมาณคร่ึงทวีปอยูภายใตอิทธิพลของลมมรสุมต้ังแต
ปากสี ถานถงึ คาบสมทุ รเกาหลี เปน ผล
ทาํ ใหม ฝี นตกชกุ ในฤดมู รสมุ ตะวนั ตก
เฉยี งใต และมอี ากาศหนาวในฤดมู รสมุ
ตะวันออกเฉียงเหนือในเขตละติจูด
กลางหรอื เขตอบอนุ แถบจนี และญป่ี นุ
จะไดร บั อทิ ธพิ ลจากแนวปะทะอากาศ
บอยครั้ง ทางชายฝงตะวันออกของ
ทวีปต้ังแตญ ่ปี ุน อินโดนีเซีย จะไดรับ

รายวิชาสงั คมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 9

อทิ ธพิ ลของลมไตฝ นุ และดเี ปรสชนั่ ทาํ ใหด นิ แดนชายฝง ตะวนั ออกของหมเู กาะไดร บั ความ 1บทท่ี
เสียหายจากลมและฝนเสมอ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใตและเอเชียใต ซ่ึงอยูใกลศูนยสูตร
จะมปี รากฏการณข องหยอ มความกดอากาศตา่ํ ทาํ ใหม อี ากาศลอยตวั กอ เปน พายฟุ า คะนอง ูภ ิมศาสต รกายภาพ
เกดิ ขนึ้ เปน ประจาํ ในเวลาบายๆ หรอื ใกลคํ่า แถบท่ีอยลู ึกเขาไปในทวปี หางไกลจากทะเลจะ
มภี มู ิอากาศแหง แลงเปนทะเลทราย

4. สภาพทางสังคม วฒั นธรรม ภาษา ศาสนา
เชื้อชาติเผาพนั ธุ ประชากร 2 ใน 3 ของประชากรทัง้ หมด เปนพวกมองโกลอยด
มพี วกคอเคซอยดอ ยบู า ง เชน ชาวรสั เซยี อพยพมาจากยโุ รปตะวนั ออก ประชากรของเอเชยี
มีความหลากหลาย ดานประกอบอาชีพ เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียข้ึนอยูกับภาค
เกษตรกรรม ประชากรสวนใหญ ประกอบอาชีพดานการเกษตร คือ การเพาะปลูก ขาว
ขา วโพด และมีการเล้ยี งสัตว ทัง้ เล้ยี งไวเปน อาหาร และทาํ งาน นอกจากนย้ี ังมีการคา ขาย
การประมง การทาํ เหมอื งแร
ลักษณะทางเศรษฐกิจ
1. การเพาะปลูกทําในที่ราบลุมของแมนํ้าตางๆ ไดแก ขาว ยางพารา ปาลม ปอ
ฝาย ชา กาแฟ ขา วโพด
2. การเลี้ยงสัตว ในเขตอากาศแหงแลงจะเลี้ยงแบบเรรอนซึ่งเลี้ยงไวใชเนื้อและนม
เปน อาหารไดแ ก อฐู แพะ แกะ โค มา และจามรี
3. การทาํ ปา ไม ปา ไมใ นเขตเมอื งรอ นจะเปน ไมเ นอื้ แขง็ ผลผลติ ทไี่ ดส ว นใหญน าํ ไป
กอ สราง
4. การประมง ทาํ ในบริเวณแมน ้าํ ลาํ คลอง หนอง บงึ และชายฝง ทะเล
5. การทาํ เหมอื งแร ทวีปเอเชยี อุดมไปดว ยแรธาตนุ านาชนิด
6. อุตสาหกรรม การทําอุตสาหกรรมหลายประเทศในเอเชีย เร่ิมจากอุตสาหกรรม
ในครวั เรอื นแลวพัฒนาขึ้นเปนโรงงานขนาดเลก็ ขนาดกลาง ขนาดใหญ

 ประชากร

ทวปี เอเชยี มปี ระชากรมากทส่ี ุดในโลกประมาณ 3,155 ลา นคน ประชากรสวนใหญ
มาจากพนั ธมุ องโกลอยดป ระชากรอาศยั อยหู นาแนน บรเิ วณชายฝง ทะเลและทรี่ าบลมุ แมน าํ้
ตางๆ เชน ลุมแมน้ําเจาพระยา ลุมแมนํ้าแยงซีเกียง ลุมแมนํ้าแดงและลุมแมนํ้าคงคาสวน
บริเวณท่ีมีประชากรเบาบาง จะเปนบริเวณที่แหงแลงกันดารหนาวเย็นและในบริเวณท่ีเปน
ภเู ขาซบั ซอน ซึ่งสวนใหญจะเปนบริเวณกลางทวีป

 ภาษา

1. ภาษาจนี
ภาษาทใี่ ชก นั มากในทวปี เอเชยี โดยใชก นั ในประเทศจนี ในเอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ10 หนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คม

เชน สงิ คโปร ประมาณวา ประชากรเอเชยี 1,000 ลานคน พดู ภาษาจีน แตเปนภาษาทีแ่ ตก
ตางกันไป เชน ภาษาแตจ ๋ิว ไหหลํา จนี กลาง หรือที่เรียกวาภาษาแมนดาริน

2. ภาษาอินเดยี
เปนภาษาที่ใชกันแพรหลายรองลงมาอันดับ 2 โดยสวนใหญใชกันในประเทศ

อินเดยี และปากีสถาน
3. ภาษาอาหรับ
เปน ภาษาทใ่ี ชก นั แพรห ลายมากอนั ดบั 3 โดยใชก นั ในแถบเอเซยี ตะวนั ตกเฉยี งใต
4. ภาษารสั เซีย
เปน ภาษาทใ่ี ชกนั มากอันดับ 4 โดยใชกันในรัสเซยี และเครือจักรภพ

 ศาสนา

1บทท่ี ทวปี เอเชยี เปน แหลง กาํ เนดิ ศาสนาทส่ี าํ คญั ของโลก เชน ศาสนาครสิ ต ศาสนาอสิ ลาม
ศาสนาพุทธ ศาสนาฮินดู และยูดาห ในเอเชียตะวันตกเฉียงใตประชากรสวนใหญนับถือ
ศาสนาฮนิ ดกู วา 500 ลา นคนในอนิ เดยี รองลงมาคอื ศาสนาอสิ ลามมผี นู บั ถอื ประมาณ 450
ลา นคน นอกจากนี้ยงั มลี ัทธิเตา ลัทธิขงจ๋อื ท่ีแพรหลายในจนี ลทั ธชิ นิ โตในญ่ปี นุ
ทวีปยุโรป
1. ขนาดท่ีต้งั และอาณาเขตตดิ ตอ
ทวีปยุโรปเปนทวีปที่มีลักษณะทางกายภาพท่ีเหมาะสมในการตั้งถ่ินฐานทั้งในดาน
ลักษณะภมู ิประเทศทมี่ ีทร่ี าบลุม เทือกเขาท่ไี มตั้งกนั้ ทางลม มีแมน้ําหลายสาย ลกั ษณะภมู ิ
อากาศที่อบอุน ชุม ช่นื มีทรพั ยากรธรรมชาติ คือ เหลก็ และถานหนิ ซ่ึงเปน สวนสาํ คัญอยา ง
ยง่ิ ตอการพฒั นาอุตสาหกรรมขนาดใหญ จงึ สงผลใหท วปี ยุโรปมีประชากรตง้ั ถน่ิ ฐานหนา
แนนที่สดุ ในโลก อกี ท้งั เปน ทวปี ที่มีอารยธรรมที่เกา แก คอื อารยธรรมกรกี และโรมัน

รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 11

ทวีปยุโรป เปนทวปี ทีต่ ั้งอยรู ะหวา งละตจิ ดู 36 องศา 1 ลปิ ดาเหนอื ถึง 71 องศา 1บทที่
10 ลปิ ดาเหนือและระหวางลองตจิ ูด 9 องศาตะวันตก ถงึ 66 องศาตะวนั ออก จากพกิ ัด
ภูมิศาสตรจะสังเกตไดวา ทวีปยุโรปมีพื้นท่ีท้ังหมดอยูในซีกโลกเหนือและอยูเหนือเสนทรอ ูภ ิมศาสต รกายภาพ
ปคออฟแคนเซอร มเี สนสาํ คญั ท่ีลากผา นคือ เสน อารกติกเซอรเ คลิ และเสน ลองตจิ ดู ท่ี 0
องศา มีเนือ้ ทีป่ ระมาณ 9.9 ลา นตารางกิโลเมตร จึงเปนทวีปทม่ี ขี นาดเล็ก โดยมขี นาดเลก็
รองจากทวปี ออสเตรเลีย

อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ตดิ กบั มหาสมทุ รอารก ตกิ และขว้ั โลกเหนอื จดุ เหนอื สดุ อยทู แ่ี หลมนอรท
(North Cape) ในประเทศนอรเวย
ทศิ ใต ตดิ กับทะเลเมดิเตอรเ รเนียน จุดใตส ดุ อยูทีเ่ กาะครีต ประเทศกรีช
ทศิ ตะวนั ออก ตดิ ตอ กับทวปี เอเชีย โดยมเี ทอื กเขาอูราล เทอื กเขาคอเคซสั และ
ทะเลแคสเปย นเปนเสนกน้ั พรมแดน
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ ตอ กบั มหาสมทุ รแอตแลนตกิ จดุ ตะวนั ตกสดุ ของทวปี อยทู แ่ี หลม
โรคาประเทศโปรตุเกส

2. ลกั ษณะภมู ิประเทศ

ลกั ษณะภูมิประเทศแบง ออกเปน 4 เขต ไดแก
1. เขตเทอื กเขาตอนเหนอื ไดแ ก บรเิ วณคาบสมทุ รสแกนดเิ นเวยี ภมู ปิ ระเทศสว น
มากประกอบดว ยเทอื กเขาสงู และทรี่ าบชายฝง ทะเล เทอื กเขาทสี่ าํ คญั ในบรเิ วณนไี้ ดแ ก เทอื ก
เขาเซอรอนและเทือกเขาแกรมเปยน เน่ืองจากทวีปยุโรปเคยถูกปกคลุมดวยนํ้าแข็งมากอน
บริเวณชายฝงทะเลถูกธารน้ําแข็งกัดเซาะและทับถม ทําใหเกิดชายฝงเวาแหวงและอาวนํ้า
ลึกทเ่ี รียกวา ฟยอรด พบมากในประเทศนอรเ วยแ ละแควน สกอตแลนด
2. เขตที่ราบสูงตอนกลาง ประกอบดวยท่ีราบสูงสําคัญ ไดแก ท่ีราบสูง
แบล็กฟอเรสตตอนใตของเยอรมันนี ท่ีราบสูงโบฮีเมีย เขตติดตอระหวางเยอรมันนีและ
สาธารณรัฐเช็คท่ีราบเมเซตา ภาคกลางของคาบสมุทรไซบีเรีย ในเขตประเทศสเปนและ
โปรตเุ กส ที่ราบสูงมสั ชพี ซองตรลั ตอนกลางของประเทศฝรั่งเศส
3. เขตท่ีราบตอนกลาง ครอบคลุมพ้ืนท่ีตั้งแตชายฝงมหาสมุทรแอตแลนติกไป
จนถงึ เทอื กเขาอูราลในรัสเซยี ตะวันตกของฝร่งั เศส ตอนใตของสหราชอาณาจักรเบลเยีย่ ม
เนเธอรแ ลนด เดนมารก ภาคเหนอื ของเยอรมนั นโี ปแลนดแ ละบางสว นของรสั เซยี เปน บรเิ วณ
ทม่ี ปี ระชากรอาศยั อยหู นาแนน ทส่ี ดุ และมคี วามสาํ คญั ทางเศรษฐกจิ อยา งมาก เนอื่ งจากเปน
พนื้ ทเ่ี กษตรกรรมทส่ี าํ คญั ของทวปี ในบรเิ วณนม้ี แี มน าํ้ ทส่ี าํ คญั ไดแ ก แมน าํ้ ไรน แมน า้ํ เชน แม
นํา้ ลัวร และแมน ้ําเอลเบ
4. เขตเทือกเขาตอนใต ประกอบดวยเทือกเขาสูง เทือกเขาท่ีสําคัญในบริเวณน้ี
ไดแก เทือกเขาแอลป ซึ่งเปนเทือกเขาท่ีมีขนาดใหญที่สุดในทวีปยุโรป ทอดตัวยาวต้ังแต
ตะวนั ออกเฉยี งใตข องฝรงั่ เศส ผา นสวติ เซอรแ ลนด เยอรมนั นี ออสเตรยี เซอรเ บยี ไปจนถงึ

12 หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสงั คม

ทางเหนอื ของอติ าลี บรเิ วณยอดเขามธี ารนาํ้ แขง็ ปกคลมุ เกอื บตลอดทง้ั ป บางชว งเปน หบุ เขา
ลึก ยอดเขาที่สูงที่สุดในเทือกเขาแอลป คือ มองตบลังก สูง 4,807 เมตร นอกจากนี้ยัง
ประกอบดวยยอดเขาคอเคซสั ทางตอนใตของรัสเซียมียอดเขาเอลบรูส สูง 5,642 เมตร ซง่ึ
เปน ยอดเขาทสี่ งู ทส่ี ุดในยุโรป

 แมน้ํา แมน ้ําท่สี ําคัญในทวีปยโุ รป มีดังนี้

แมนํ้าโวลกา เปนแมน้ําสายยาวท่ีสุดในทวีป มีตนน้ําอยูบริเวณตอนกลางของ
สหพนั ธร สั เซยี ไหลลงสูท ะเลแคสเปยน
แมน าํ้ ดานูบ มตี นกําเนิดจากเทือกเขาทางภาคใตข องเยอรมัน ไหลผา นประเทศ
ออสเตรีย ฮังการี ยูโกสลาเวีย พรมแดนระหวางประเทศบัลแกเรยี กบั ประเทศโรมาเนีย แลว
ไหลลงสูทะเลดํา แมน้ําดานูบเปนแมน้ําท่ีไหลผานหลายประเทศ ดังน้ันจึงถือวาเปนแมนํ้า
1บทท่ี นานาชาติแตในดานความสําคัญของการขนสงสินคาอุตสาหกรรมน้ันมีไมมากเทากับแมน้ํา
ไรน เนอ่ื งจากแมน ํา้ ดานูบไหลออกสูทะเลดาํ ซึง่ เปน ทะเลภายใน
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ แมน าํ้ ไรน มตี น กาํ เนดิ จากเทอื กเขาแอลปท างตอนใตข องสวสิ เซอรแ ลนด ไหลขนึ้
ไปทางเหนอื ระหวา งพรมแดนฝรงั่ เศสและเยอรมนั ไปยงั เนเธอรแ ลนด แลว ไหลลงทะเลเหนอื
แมน าํ้ ไรนเ ปน แมนาํ้ ท่มี คี วามสาํ คญั มาก มีปรมิ าณนํา้ ไหลสมา่ํ เสมอ ไหลผา นที่ราบและไหล
ผา นหลายประเทศจงึ ถือวา เปนแมน ้ํานานาชาติ และยงั เปน เสน ทางขนสง วตั ถดุ บิ และสินคา
ทีส่ ําคัญ คอื ถา นหนิ แรเ หลก็ และแปงสาลี โดยเฉพาะการขนสงถานหนิ ซ่งึ มีปรมิ าณมากใน
ยานอุตสาหกรรมถานหนิ ของเยอรมัน แมน้าํ สายน้จี ึงไดรับสมญานามวา “แมน าํ้ ถา นหิน”
การขนสง สนิ คา ผา นทางแมน าํ้ ไรนน ี้ จะออกสบู รเิ วณปากแมน า้ํ ซงึ่ เปน ทตี่ ง้ั ของเมอื งทา รอต
เตอรดมั (เนเธอรแลนด) ซ่งึ เปน เมอื งทาทส่ี าํ คัญที่สดุ ของทวปี

3. ลักษณะภูมอิ ากาศ เขตอากาศ

ปจ จัยท่มี อี ทิ ธิพลตอ ภูมภิ าคอากาศของทวปี ยโุ รป
1. ละติจดู ทวปี ยุโรปมที ่ตี งั้ อยรู ะหวางละติจูด 36 องศา 1 ลิปดาเหนอื ถงึ 71
องศา 10 ลปิ ดาเหนือ พื้นทีส่ ว นใหญอยูใ นเขตอบอนุ มีเพียงตอนบนของทวีปทีอ่ ยูใ นเขต
อากาศหนาวเยน็ และ ไมม สี วนใดของทวีปท่อี ยูในเขตอากาศรอ น
2. ลมประจํา ลมประจําท่ีพัดผานทวีปยุโรป คือ ลมตะวันตก ซ่ึงพัดมาจาก
มหาสมุทรแอตแลนติกเขาสูทวีปทางดานตะวันตก มีผลทําใหบริเวณฝงตะวันตกของทวีป
มีปรมิ าณฝนคอนขา งมาก อุณหภูมิระหวา งฤดูรอ นกบั ฤดหู นาวไมคอ ยแตกตางกนั มากนกั
แตถ า ลกึ เขา มาภายในทางดา นตะวนั ออกของทวปี ซงึ่ ตดิ กบั ทวปี เอเชยี นน้ั ปรมิ าณฝนจะลด
ลงและจะมีความแตกตา งของอณุ หภมู ิระหวา งฤดรู อ นกบั ฤดฝู นมากข้นึ ดวย
3. ความใกลไกลทะเล ทวีปยุโรปมีชายฝงทะเลยาวและเวาแหวง ประกอบกับมี
พื้นทต่ี ดิ ทะเลถึง 3 ดา น ทําใหไดร บั อิทธิพลจากทะเลและมหาสมทุ รอยางทัว่ ถงึ โดยเฉพาะ
บริเวณทอ่ี ยูใกลชายฝง ดังนั้นจึงไมมพี น้ื ท่ใี ดในทวปี ยุโรปทมี่ ภี มู ิอากาศแหง แลง

รายวิชาสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย>> 13

4. ทิศทางของเทือกเขา เทอื กเขาสว นใหญใ นทวปี วางตัวในแนวทิศตะวันออก 1บทท่ี
ตะวนั ตก ทาํ ใหไมกัน้ ขวางทางลมตะวันตกท่พี ัดเขา สูท วีป
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
5. กระแสน้ําในมหาสมุทร บริเวณชายฝงมีกระแสน้ําอุนแอตแลนติกเหนือ
ไหลผา นทางตะวนั ตกและตะวนั ตกเฉยี ง
เหนอื ของทวปี ทาํ ใหน า นนา้ํ บรเิ วณเกาะ
บริเวนใหญและประเทศนอรเวยไมเปน
นํ้าแข็งในฤดูหนาว จึงแตกตางจาก
บริเวณทะเลบอลติกท่ีนํ้ากลายเปน
นา้ํ แขง็ ทาํ ใหป ระเทศสวเี ดน ตอ งเปลย่ี น
เสนทางการขนสงสินคาจากทางเรือไป
เปนการขนสงโดยใชเสนทางรถไฟจาก
สวีเดนไปยังนอรเวยแลวจึงนําสินคา
ลงเรือที่เมืองทาประเทศนอรเวย

เขตภมู อิ ากาศแบง ออกไดเปน 7 เขต ดงั นี้
1. ภมู อิ ากาศแบบทะเลเมดเิ ตอรเ รเนย่ี น ไดแ ก บรเิ วณชายฝง ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น
ในเขตประเทศอติ าลี ฝร่ังเศส ภาคใตของสเปน แอลเบเนีย กรซี บัลแกเรีย และเซอรเ บีย
ฤดูรอนมีอากาศรอน อุณหภูมิเฉลี่ย 23 องศาเซสเซียส ในฤดูหนาวมีอากาศอบอุนและมี
ฝนตกอณุ หภมู เิ ฉล่ยี 8 องศาเซลเซยี ส ปรมิ าณฝนตกเฉลี่ย 500-1,000 มิลลเิ มตรตอป
2. ภูมิอากาศแบบทุงหญา
กงึ่ ทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณภาคกลาง
ของคาบสมทุ รไซบเี รยี ตอนเหนอื ของ
ทะเลดําและทะเลแคสเปยน ในเขต
ประเทศฮังการี ยเู ครน โรมาเนยี และ
ตอนใตข องรัสเซยี มฝี นตกนอยมาก
เฉลีย่ ปละ 250-500 มลิ ลิเมตรตอ ป
3. ภมู อิ ากาศแบบพนื้ สมทุ ร
ไดแ ก สหราชอาณาจกั ร เนเธอรแ ลนด
ฝรง่ั เศส เดนมารก เบลเย่ยี ม และ
ตอนเหนือของเยอรมนี มีฝนตกชุก
ตลอดทั้งปเฉล่ีย 750-1,500 มิลลิเมตรตอป ฤดูหนาวอากาศไมหนาวจัด อุณหภูมิเฉลี่ย
1-7 องศาเซลเซียส เนอ่ื งจากไดร ับอทิ ธพิ ลจากกระแสน้ําอุน แอตแลนติกเหนือ
4. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ชนื้ ไดแ ก บรเิ วณทรี่ าบลมุ แมน าํ้ ดานบู ในฮงั การตี อนเหนอื
ของเซอรเ บยี และโรมาเนยี มอี ากาศอบอนุ ฝนตกตลอดทง้ั ปเ ฉลย่ี 500-1,000 มลิ ลเิ มตรตอ ป
เนอื่ งจากไดร ับอิทธพิ ลความชืน้ จากทะเล

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ14 หนังสือเรียนสาระการพฒั นาสังคม

5. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ชนื้ ภาคพ้ืนทวีป ไดแ ก ยโุ รปตะวนั ออก และยโุ รปกลาง
รสั เซีย สาธารณรฐั เซ็ก สาธารณรฐั สโลวกั และโปแลนด ฤดูหนาวมีอากาศหนาวและแหง แลง
ฤดูรอนมีอากาศอบอุนและมีฝนตก อุณหภูมิเฉลี่ย 19-20 องศาเซลเซียส ปริมาณฝน
500-750 มลิ ลเิ มตรตอป

6. ภูมอิ ากาศแบบไทกา ไดแก ตอนเหนอื ของฟน แลนด สวเี ดน และนอรเวย ฤดู
หนาวมอี ากาศหนาวเยน็ และยาวนาน อณุ หภมู เิ ฉลยี่ 6 องศาเซลเซยี ส ฤดรู อ นอากาศอบอนุ
อุณหภูมิเฉล่ีย 17 องศาเซลเซียส มีปริมาณฝนตกนอยและสวนมากเปนหิมะเฉลี่ย 600
มลิ ลิเมตรตอป

7. ภูมิอากาศแบบข้วั โลกหรือภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแ ก ทางเหนอื ของทวีป
ที่มีชายฝงติดกับมหาสมุทรอารกติก ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจัดและยาวนานปละ 10-11

1บทที่ เดอื น ฤดูรอนมอี ากาศอบอนุ และสั้นเพยี ง 1-2 เดือน อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดทัง้ ปประมาณ 10
องศาเซลเซยี ส ปริมาณฝนตกนอ ยมากและสวนมากเปน หมิ ะ
4. ลักษณะเศรษฐกจิ และ สภาพแวดลอ มทางสังคมวฒั นธรรม
ลักษณะเศรษฐกิจ
ทวีปยุโรปมีความเจริญทั้งในดานเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม โดยมีเขต
เกษตรกรรมและอุตสาหกรรม ดังนี้
การทาํ เกษตรกรรม
1. เขตปลกู ขา วสาลี ไดแ ก บรเิ วณทร่ี าบภาคกลาง โดยเฉพาะบรเิ วณประเทศฮงั การี
โรมาเนยี ยเู ครน ซ่ึงเปน แหลงผลิตขาวสาลีแหลงใหญ
2. เขตทําไรปศุสัตว สวนใหญจะพบในบริเวณเขตอากาศแหงแลง ไมคอยเหมาะ
กับการเพาะปลูกแตมีหญาที่สามารถเลี้ยงสัตวได เชน บริเวณชายฝงทะเลแคสเปยน และ
ทีร่ าบสูงของทวีป สตั วท เ่ี ลีย้ งไดแก โคเนอื้ แกะ แพะ สว นการเลี้ยงโคนม จะพบบริเวณเขต
อากาศชื้นภาคพื้นสมทุ ร เนือ่ งจากมีทุงหญา อุดมสมบรู ณมากกวา
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแก เขตที่มีการเลี้ยงสัตวควบคูกับการปลูกพืช
เชน การปลกู ขาวสาลี ขา วบาเลย การเล้ยี งสัตว เชน โคเน้ือ โคนม ซงึ่ พบมากบริเวณภาค
ตะวนั ตก และภาคกลางของทวีป
4. เขตเกษตรแบบเมดิเตอรเ รเนยี น พบบริเวณเขตชายฝง ทะเลเมดเิ ตอรเรเนยี น
เชน อติ าลี กรซี พชื สําคญั ไดแ ก สม องนุ มะกอก
5. เขตเลยี้ งสตั วแ บบเรร อ น มีการเล้ยี งสัตวแบบทม่ี กี ารยายถิ่นทอี่ ยเู พอ่ื หาแหลง
อาหารแหลง ใหมท อ่ี ดุ มสมบรู ณก วา บรเิ วณทมี่ กี ารเลยี้ งสตั วแ บบเรร อ น คอื บรเิ วณทม่ี อี ากาศ
หนาวเยน็ เชน ชายฝงมหาสมทุ รอารกตกิ หรือเขตอากาศแบบทุนดรา

รายวชิ าสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 15

การปาไม 1บทท่ี
แหลง ปา ไมท ส่ี าํ คญั ของทวปี คอื เขตภมู อิ ากาศแบบไทกา บรเิ วณคาบสมทุ ร สแกน
ดเิ นเวยี ซง่ึ จะมปี าสนเปนบริเวณกวา ง ูภ ิมศาสต รกายภาพ
การประมง
จากลักษณะภูมิประเทศของทวีปยุโรปที่มีชายฝงทะเลยาวและเวาแหวง ติดทะเล
ท้ัง 3 ดาน ประกอบกับการมีกระแสนํ้าอุนแอตแลนติกเหนือไหลผานทําใหในฤดูหนาว
นา้ํ ไมเ ปนนา้ํ แข็ง จงึ กลายเปนแหลงประมงท่สี าํ คัญของทวปี มชี ือ่ วา “ดอกเกอรแ บงก
(Dogger Bank)
การเหมอื งแร
ทวีปยุโรปมที รพั ยากรที่มีความสาํ คญั มากตอการทาํ อุตสาหกรรม ไดแ ก เหลก็ และ
ถา นหนิ
แรถานหิน ใชเปนเช้ือเพลิงในการถลุงเหล็ก โดยมีแหลงถานหินท่ีสําคัญ เชน
ภาคเหนอื ของฝรัง่ เศสและภาคกลางของเบลเยย่ี ม เยอรมัน เปนตน
แรเ หล็ก เมื่อผา นการถลงุ แลวจะนาํ ไปใชในอตุ สาหกรรมเหลก็ และเหล็กกลา โดยมี
แหลง แรเ หลก็ ท่ีสําคญั เชน ประเทศสวเี ดน ฝร่ังเศส
นํา้ มันปโ ตรเลยี มมี 2 แหลง ทสี่ ําคัญ คือ ทะเลเหนือ และทะเลดํา
การอตุ สาหกรรม
ทวปี ยโุ รปเปน ศนู ยก ลางอตุ สาหกรรมทสี่ าํ คญั แหง หนง่ึ ของโลก ประเทศทม่ี ชี อื่ เสยี ง
มาก คือ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เบลเยีย่ ม สวเี ดน โดยบรเิ วณนจี้ ะมแี รเหล็กและถา นหนิ
ซง่ึ เปน สวนสําคญั ในการทําอุตสาหกรรม

สภาพแวดลอ มทางสังคมและวฒั นธรรม

ลกั ษณะประชากร
1. มปี ระชากรมากเปนอันดบั 4 ของโลก และหนาแนน มากเปนอนั ดบั 2 ของโลก
2. มีการกระจายประชากรทั่วท้ังทวีป เนื่องจากความเหมาะสมในดานสภาพ
ภูมิประเทศ ภูมิอากาศและทรพั ยากร
3. บริเวณทม่ี ีประชากรหนาแนน คือ บรเิ วณที่ราบภาคตะวนั ตกและภาคกลางของ
ทวีป สวนบริเวณที่มีประชากรเบาบาง คือ บริเวณคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย และเขตยุโรป
ตะวันออก
ประวตั ศิ าสตร แบง ได 3 สมยั คือ
1. สมัยโบราณ หรือ อารยธรรมสมัยคลาสสิค มกี รีกและโรมนั เปนศูนยก ลางความ
เจรญิ โดยตัง้ ม่นั อยูทางตอนใตข องทวปี ยุโรปในแถบทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน

16 หนังสอื เรียนสาระการพฒั นาสงั คม

กรีก ชนชาติกรกี ไดถ า ยทอดมรดกทางศิลปวัฒนธรรมไวหลายประการ ไดแ ก

1. การปกครอง ชาวกรีกไดใหสิทธิราษฎรในการลงคะแนนเสียงเลือกเจาหนาที่
ฝายปกครอง

2. ศิลปวัฒนธรรม ชาวกรีกมีความสามารถในดานวรรณคดี การละคร และ
สถาปต ยกรรม สถาปตยกรรมที่มชี ่อื เสียง คือ วหิ ารพาเธนอน นอกจากน้ยี งั มีการแขง ขนั
กีฬาท่ีเปน ท่รี ูจ ักกันดี คอื กฬี าโอลมิ ปก

3. ปรชั ญาความคิด นักปรัชญากรีกท่ีมีชือ่ เสียง คือ อรสิ โตเติล และเพลโต

โรมนั ชนชาตโิ รมนั ไดรบั ความเจรญิ ตา งๆ จากกรกี สิ่งที่ชาวโรมนั ไดถ ายทอดให
กบั ชนรนุ หลงั คอื ประมวลกฎหมาย และภาษาละตนิ

1บทที่ 1. สมัยกลาง ในชว งนยี้ ุโรปมศี กึ สงครามเกอื บตลอดเวลา จนทาํ ใหการพัฒนาดาน
ตา งๆ ตอ งหยดุ ชะงกั ยคุ นจ้ี งึ ไดช อ่ื วา เปน “ยคุ มดื ” หลงั จากผา นพน ชว งสงครามจงึ เปน ชว ง
ของการฟน ฟศู ลิ ปะวทิ ยาการเรม่ิ ใหค วามสาํ คญั กบั มนษุ ยม ากขน้ึ เรยี กยคุ นว้ี า ยคุ เรอเนสซองซ
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ (Renaissance)
2. สมยั ใหม ยคุ นเี้ ปน ยคุ แหง การแสวงหาอาณานคิ ม ทาํ ใหศ ลิ ปวฒั นธรรมของชาติ
ตะวันตกแผขยายไปยังดินแดนตางๆ นอกจากนี้ยังมีเหตุการณสําคัญ คือ การปฏิวัติ
วิทยาศาสตรและการปฏวิ ตั ิอตุ สาหกรรม

ทวปี อเมริกาใต

1. ขนาดทตี่ ง้ั และอาณาเขตติดตอ
ทวีปอเมริกาใตเปนทวีปท่ีใหญเปนอันดับ 4 ของโลก รองจากทวีปเอเชีย
ทวปี แอฟรกิ า และทวปี อเมรกิ าเหนอื มพี น้ื ทป่ี ระมาณ 17.8 ลา นตารางกโิ ลเมตร มปี ระชากร
ประมาณ 299 ลานคน รูปรางของทวีปอเมริกาใตคลายคลึงกับทวีปอเมริกาเหนือ คือ
มีลักษณะคลายรูปสามเหล่ียมหัวกลับ มฐี านกวางอยูทางทิศเหนือ สว นยอดสามเหลีย่ มอยู
ทางทศิ ใต
ต้ังอยใู นแถบซีกโลกใต ระหวางละตจิ ูด 12 องศา 25 ลปิ ดาเหนอื ถึง 56 องศาใต
และลองติจูด 34 องศา 47 ลปิ ดาตะวนั ตก ถงึ 81 องศา 20 ลิปดาตะวันตก อาณาเขตของ
ทวีปอเมริกาใตม ีดงั นี้
อาณาเขตติดตอ
ทศิ เหนอื ตดิ กบั ทวีปอเมรกิ าเหนอื โดยมคี ลองปานามาเปน เสน ก้นั เขตแดนและ
ติดตอกับทะเลแคริบเบียน ในมหาสมุทรแอตแลนติก จุดเหนือสุดอยูที่แหลมกายีนาส
ในประเทศโคลอมเบีย
ทศิ ใต ตดิ กบั ทวปี แอนตารก ตกิ า มชี อ งแคบเดรกเปน เสน กนั้ เขตแดน จดุ ใตส ดุ อยู
ท่แี หลมโฟรว ารด ในคาบสมุทรบรนั สวกิ ประเทศชลิ ี

รายวิชาสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 17

ทศิ ตะวนั ออก ตดิ กบั มหาสมทุ รแอตแลนตกิ จดุ ตะวนั ออกสดุ อยทู แี่ หลมโคเคอรสู 1บทท่ี
ในประเทศบราซลิ
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
ทิศตะวันตก ติดกับมหาสมุทรแปซิฟก จุดตะวันตกสุดอยูที่แหลมปารีนเยสใน
ประเทศเปรู

2. ลกั ษณะภูมปิ ระเทศ
ลักษณะภูมปิ ระเทศของทวีปอเมริกาใตส ามารถแบง ออกได 3 ลักษณะไดแ ก
1. เขตเทอื กเขาตะวนั ตก ไดแ ก บรเิ วณเทอื กเขาแอนดสี ซง่ึ ทอดตวั ยาวขนานไป
กบั ชายฝง มหาสมทุ รแอตแลนตกิ ตง้ั แตท างเหนอื บรเิ วณทะเลแครบิ เบยี นไปจนถงึ แหลมฮอรน
ทางตอนใต มีความยาวประมาณ 7,200 กิโลเมตร เปนแนวเทือกเขาท่ียาวที่สุดในโลก
ยอดเขาสงู ทสี่ ดุ ในบรเิ วณน้ี คอื ยอดเขาอะคองคากวั สงู ประมาณ 6,924 เมตร บรเิ วณตอน
กลางของเทือกเขามที ่รี าบสงู ที่สําคัญคือ ที่ราบสงู โบลิเวีย มคี วามสูงถึง 4,500 เมตร และ
มขี นาดกวา งใหญเ ปน อนั ดบั 2 ของโลก รองจากทร่ี าบสงู ทเิ บต บนทรี่ าบสงู แหง นมี้ ที ะเลสาบ
ซึ่งเปน ทะเลสาบทสี่ งู ทสี่ ดุ ในโลก ไดแก ทะเลสาบติติกากา ในประเทศเอกวาดอร
2. เขตที่ราบสูงตะวนั ออก ประกอบดว ยท่รี าบสงู สําคญั 3 แหง ไดแ ก
ที่ราบสูงกิอานา ตั้งอยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศเวเนซูเอลา
กายอานาซรู ินาเม เฟรนซเกยี นา และภาคเหนอื ของบราซลิ มลี ักษณะทเี่ ปน ที่ราบสงู สลบั
กบั เทอื กเขาสลับซบั ซอน
ทรี่ าบสงู บราซลิ ต้งั อยตู อนกลางของทวปี บรเิ วณตะวนั ออกของประเทศบราซลิ
ตง้ั อยรู ะหวา งทรี่ าบลมุ แมน า้ํ แอมะซอน ทรี่ าบลมุ แมน า้ํ ปารานา และทร่ี าบลมุ แมน า้ํ ปารากวยั
ทางตะวันออกมคี วามสงู ชนั จากนน้ั คอ ยๆ ลาดตา่ํ ลงไปทางตะวันตก
ท่ีราบสูงปาตาโกเนีย ต้งั อยูทางตอนใตข องทวปี ในเขตประเทศอารเจนตนิ าทาง
ตะวนั ออกคอ นขางราบเรยี บและคอ ยๆ สงู ข้นึ ไปเรื่อยๆ ทางตะวันตก
3. เขตทรี่ าบลมุ แมน าํ้ อยบู รเิ วณตอนกลางของทวปี เปน ทร่ี าบดนิ ตะกอนทม่ี คี วาม
อดุ มสมบรู ณแ ละกวา ง ตง้ั อยรู ะหวา งเทอื กเขาแอนดสี และทรี่ าบสงู ทางตะวนั ออก เขตทร่ี าบ
ลุมแมน ํ้าท่ีสาํ คัญของทวีปอเมรกิ าใตมี 2 บรเิ วณไดแก
ทร่ี าบลมุ แมน ํา้ แอมะซอนหรืออเมซอน เปน ทรี่ าบลุมแมนาํ้ ท่ีใหญท ส่ี ดุ ในโลก มี
พนื้ ที่ประมาณ 7 ลานตารางกิโลเมตร มแี มนา้ํ หลายสายไหลผาน สวนมากมีตน กําเนิดจาก
เทือกเขาแอนดสี และไหลสมู หาสมุทรแอตแลนตกิ แมนา้ํ ทีส่ าํ คัญท่สี ดุ ในบรเิ วณนี้คือ แมนา้ํ
แอมะซอน
ท่ีราบลุมแมน้ําโอริโนโค อยูทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศโคลอมเบีย
และเวเนซุเอลา บริเวณนเี้ ปนเขตเลี้ยงสตั วท ่สี าํ คัญของทวปี อเมริกาใต
แมนา้ํ ท่ีสาํ คัญในทวีปอเมริกาใต ไดแ ก
แมนํ้าแอมะซอน มีความยาว 6,440 กิโลเมตร เปนแมนํ้าท่ีมีความยาวเปน
อนั ดบั 2 ของโลก รองจากแมนา้ํ ไนล มีตน กาํ เนิดจากเทือกเขาแอนดีส ไหลผานประเทศ
บราซลิ ไหลลงสมู หาสมุทรแอตแลนตกิ

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ18 หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสงั คม

แมน ้าํ ปารานา มคี วามยาว 2,800 กิโลเมตรมตี น กาํ เนดิ จากท่สี ูงทางตะวนั ออก
ของทวปี ไหลผา นประเทศบราซลิ ปารากวยั อารเ จนตนิ า ลงสมู หาสมทุ รแอตแลนตกิ บรเิ วณ
อาวรโิ อเดอลาพลาตา

แมน าํ้ ปารากวยั มคี วามยาว 2,550 กิโลเมตร มตี น กําเนดิ จากทีส่ งู ในประเทศ
บราซลิ ไหลผา นประเทศบราซลิ ปารากวยั ไปรวมกบั แมน าํ้ ปารานาในเขตประเทศอารเ จนตนิ า

3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ
ปจจัยทีม่ ีอทิ ธพิ ลตอ ภมู อิ ากาศของทวีปอเมรกิ าใต
1. ละตจิ ดู พื้นทส่ี วนใหญของทวีปครอบคลมุ เขตอากาศรอ น และประมาณ 1 ใน
3 ของพนื้ ทที่ วปี เปน อากาศแบบอบอนุ ภมู ภิ าคทางเหนอื ของทวปี จะมฤี ดกู าลทตี่ รงขา มกบั
ภูมิภาคทางใต

1บทท่ี 2. ลมประจาํ ไดแก
2.1 ลมสนิ คาตะวันออกเฉยี งเหนือ พดั ผา นมหาสมุทรแอตแลนตกิ จึงนาํ ความ
ชมุ ชนื้ เขา สูทวีปบริเวณชายฝงตะวันออกเฉยี งเหนือ
2.2 ลมสนิ คา ตะวนั ออกเฉยี งใต พดั ผา นมหาสมทุ รแอตแลนตกิ จงึ นาํ ความชมุ ชน้ื
เขา สทู วีปบริเวณชายฝง ตะวันออกเฉยี งใต
2.3 ลมตะวนั ตกเฉยี งเหนอื พัดผานมหาสมทุ รแปซฟิ กจึงนาํ ความชุม ชนื้ เขา สู
ทวปี บรเิ วณชายฝงตะวันตกของทวีป ต้งั แตประมาณละติจูด 40 องศาใตลงไป
3. ทิศทางของเทือกเขา ทวีปอเมริกาใตมีเทือกเขาสูงอยูทางตะวันตกของทวีป
ดังนั้นจึงเปนส่ิงที่กั้นขวางอิทธิพลจากทะเลและมหาสมุทร ทําใหบริเวณท่ีใกลเทือกเขา
คอนขางแหงแลง แตในทางตรงกันขาม ชายฝงดานตะวันออกจะไดรับอิทธิพลจากทะเล
อยางเตม็ ที่
4. กระแสนาํ้ มี 3 สายทส่ี าํ คญั คอื
4.1 กระแสนํา้ อนุ บราซิล ไหลเลียบชายฝงของประเทศบราซลิ
4.2 กระแสนํ้าเยน็ ฟอลก แลนด ไหลเลียบชายฝง ประเทศอารเ จนตินา
4.3 กระแสนํ้าเย็นเปรู (ฮมั โบลด) ไหลเลียบชายฝง ประเทศเปรแู ละชิลี
เขตภมู อิ ากาศแบงออกไดเปน 8 เขต ดังนี้
1. ภมู อิ ากาศแบบปา ดิบชืน้ ไดแก บรเิ วณที่ราบลมุ แมน าํ้ แอมะซอน เปน บริเวณท่ี
มอี ากาศเยน็ ปา ดบิ ชนื้ ทก่ี วา งใหญท ส่ี ดุ ในโลกสว นใหญม พี นื้ ทอ่ี ยปู ระเทศบราซลิ มอี ณุ หภมู ิ
สงู เฉลีย่ 27 องศาเซลเซียส มีฝนตกชกุ เกอื บตลอดทง้ั ปประมาณ 2,000 มิลลเิ มตรตอ ป
2. ภมู อิ ากาศแบบทงุ หญา เขตรอ น ไดแก บรเิ วณตอนเหนอื และใตของลุมแมนาํ้
แอมะซอน มีอากาศรอนและแหงแลง ฤดูรอนมีฝนตกแตไมชุกเหมือนในเขตปาดิบชื้น
อณุ หภูมสิ ูงเฉลีย่ 27 องศาเซลเซยี ส มีลกั ษณะอากาศคลายกับภาคกลางและภาคตะวนั ออก
เฉยี งเหนอื ของประเทศไทย

รายวชิ าสังคมศกึ ษา (สค31001) <<ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย>> 19

3. ภูมิอากาศแบบทะเลทราย ไดแก ภาคใตของเปรูและภาคเหนือของชิลี เปน 1บทท่ี
บรเิ วณทร่ี อ นและแหง แลง มาก มปี รมิ าณฝนตกเฉลย่ี ตาํ่ กวา 250 มลิ ลเิ มตรตอ ป และบางครง้ั
ฝนไมตกยาวนานติดตอกันหลายเดือน ทะเลทรายที่สําคัญในบริเวณนี้ไดแก ทะเลทราย ูภ ิมศาสต รกายภาพ
อะตากามาในประเทศชลิ ี ในบรเิ วณนมี้ ฝี นตกนอ ยกวา 50 มลิ ลเิ มตรตอ ป บางครงั้ ฝนไมต ก
ตดิ ตอกันเปน เวลานานหลายป จดั เปนทะเลทรายทแี่ หงแลงมากทีส่ ดุ แหงหนง่ึ ของโลก

4. ภูมิอากาศแบบทุงหญากึ่งทะเลทราย ไดแก ทางตะวันออกของประเทศ
อารเ จนตนิ าจนถงึ ทร่ี าบสงู ปาตาโกเนีย อณุ หภูมไิ มส งู นักเฉล่ีย 18 องศาเซลเซยี ส ฤดหู นาว
มอี ากาศหนาวเยน็ ฤดรู อนมอี ากาศรอน ปริมาณฝนนอ ยประมาณ 500 มลิ ลเิ มตรตอ ป

5. ภมู อิ ากาศแบบเมดเิ ตอรเ รเนยี น ไดแ ก บรเิ วณชายฝง มหาสมทุ รแปซฟิ ก ตอน
กลางของประเทศชิลี ในฤดรู อนมอี ากาศรอ นและแหง แลง ฤดหู นาวมฝี นตก

6. ภูมอิ ากาศแบบอบอุนชนื้ ไดแก บรเิ วณตะวนั ตกเฉียงใตของทวปี ต้ังแตต อน
ใตของบราซิล ปารากวัย อุรุกกวัย และตะวันออกเฉียงเหนือของอารเจนตินา อากาศใน
บรเิ วณนไ้ี มแ ตกตา งกนั มากนกั ฤดหู นาวมอี ากาศอบอนุ ฤดรู อ นมฝี นตกเฉลยี่ 750 – 1,500
มิลลเิ มตรตอ ป

7. ภมู อิ ากาศแบบภาคฟน สมุทร ไดแก บรเิ วณชายฝงทะเลอากาศหนาวจดั มีฝน
ตกเกือบตลอดท้งั ปโดยเฉพาะในฤดหู นาวและฤดูใบไมรวงเฉลีย่ 5,000 มิลลิเมตรตอ ป

8. ภูมิอากาศแบบท่ีสูง ไดแก บริเวณเทือกเขาแอนดีส เปนบริเวณที่มีความแตก
ตางกันมาก ขน้ึ อยกู บั ระดบั ความสูงของพ้นื ที่ คอื บรเิ วณทรี่ าบมีอุณหภมู ิสงู และฝนตกชกุ
เมื่อสูงขึ้นอุณหภูมิและปริมาณน้ําฝนจะลดลงไปเร่ือยๆ ย่ิงสูงกวาระดับน้ําทะเลประมาณ
3,000 เมตร มีอณุ หภูมเิ ฉล่ยี ตลอดทั้งปป ระมาณ 15 องศาเซลเซียส ปรมิ าณฝนตกเฉลี่ย
1,000 มลิ ลิเมตรตอ ป ในขณะทป่ี ระเทศอ่นื ท่อี ยูบ ริเวณเสนศนู ยส ูตร แตต้งั อยูบนท่ีราบ
เชน มาเลเซีย มีอุณหภูมิเฉล่ีย 27 องศาเซียส และมีฝนตกชุกตลอดทั้งปสูงกวา 2,500
มลิ ลเิ มตรตอป

4. ลักษณะเศรษฐกิจและ สภาพแวดลอ มทางสงั คม วฒั นธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกิจ
การทําเกษตรกรรม
1. จากลักษณะอากาศของทวปี เหมาะกบั การปลกู พชื เมืองรอ น เชน กาแฟ กลวย
โกโก ออย ยาสูบ โดยเฉพาะกาแฟมผี ูผลิตรายใหญ คอื บราซลิ และโคลมั เบยี
2. บรเิ วณท่รี าบลุมแมนํ้าปารานา – ปารากวยั – อรุ กุ วยั มคี วามเหมาะสมในการ
ปลูกขาวสาลี เนื่องจากอยูในเขตอบอุนและเปนท่ีราบลุมแมน้ําท่ีมีความอุดมสมบูรณ
โดยเฉพาะในเขตประเทศอารเจนตนิ า
3. การเพาะปลกู ในทวปี มที ง้ั การเพาะปลกู เปน ไรก ารคา ขนาดใหญ ทเ่ี รยี กวา เอสตนั เซยี
และมีการเพาะปลูกแบบยงั ชีพ

20 หนังสอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คม

การเลย้ี งสัตว

การเลย้ี งสตั วในทวปี อเมริกาใตก ระทาํ อยางกวา งขวาง ดงั นี้
1. ทุงหญาปามปส เปน เขตปศุสัตวขนาดใหญ มีการเลย้ี งโคเนอ้ื โคนม แกะ
2. ทงุ หญา ยาโนส และทงุ หญา แกมโปส เปน เขตเล้ยี งโคเน้อื
3. ทุงหญา กงึ่ ทะเลทราย บริเวณทร่ี าบสงู ปาตาโกเนีย มกี ารเลี้ยงแกะพันธุขน
ประเทศที่สงเนื้อสัตวเปนสนิ คา ออกจํานวนมาก คอื ประเทศอารเ จนตนิ า อรุ กุ วัย
บราซิล

การประมง

แหลง ประมงทส่ี ําคญั ของทวปี คอื บริเวณชายฝงประเทศเปรูและชลิ ี ซึ่งมีกระแสนํ้า
เย็นเปรู (ฮมั โบลด) ไหลผาน มีปลาแอนโชวีเปน จาํ นวนมาก นอกจากนยี้ ังมกี ารจับปลาตาม
1บทที่ ลมุ แมนํ้าตา ง ๆ โดยชาวพืน้ เมอื งอกี ดวย แตเปน การจบั ปลาเพือ่ ยังชีพ

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ การปาไม

การทําปาไมในทวีปมีไมมากนักเน่ืองจากความไมสะดวกในการคมนาคมและ
การขนสง เขตทม่ี ีความสําคัญในการทําปาไม คือ ภาคตะวนั ออกเฉยี งใตของบราซลิ

การทําเหมืองแร

ทวปี อเมรกิ าใตเ ปน แหลง ผลติ พชื เมอื งรอ นและสนิ แร การทาํ เหมอื งแรม คี วามสาํ คญั
รองจากการทําเกษตรกรรม โดยมีแหลง แรท่สี าํ คญั ดงั น้ี

อตุ สาหกรรม

การอตุ สาหกรรมในทวีปยงั ไมค อ ยมคี วามเจรญิ มากนกั เนอ่ื งจากขาดเงนิ ทุน และ
ยังตองอาศัยความรวมมือและการรวมลงทุนจากตางชาติ ประเทศท่ีมีความเจริญทางดาน
อตุ สาหกรรม คือ อารเจนตนิ า บราซิล ชลิ ี เวเนซุเอลา

ทวีปอเมรกิ าเหนอื

1. ขนาดทตี่ ้งั และอาณาเขตตดิ ตอ

ทวปี อเมรกิ าเหนอื เปน ทวปี ทมี่ ขี นาดกวา งใหญโ ดยมขี นาดใหญเ ปน อนั ดบั ที่ 3 ของ
โลกรองจากทวปี เอเชยี และทวปี แอฟรกิ ามพี นื้ ทป่ี ระมาณ 24 ลา นตารางกโิ ลเมตร รปู รา งของ
ทวีปอเมริกาเหนือมีลักษณะคลายสามเหลี่ยมหัวกลับมีฐานกวางอยูทางทิศเหนือสวนยอด
สามเหล่ียมอยูทางทิศใต ดวยความกวางใหญของทวีปจึงมีความหลากหลายทั้งในดาน
ลักษณะทางกายภาพทรัพยากรธรรมชาติและเปนท่ีรวมของชนชาติหลายเช้ือชาติจนกลาย
เปน เบา หลอมทางวฒั นธรรม อกี ทงั้ มคี วามเจรญิ กา วหนา ในดา นเทคโนโลยแี ละเปน ศนู ยร วม
ของวัฒนธรรมตา ง ๆ ตัง้ อยใู นแถบซกี โลกเหนือระหวางละติจดู 7 องศา 15 ลปิ ดาเหนือ

รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย>> 21

ถงึ 83 องศา 38 ลิปดาเหนอื และลองจจิ ูด 55 องศา 42 ลปิ ดาตะวันตก 172 องศา 30 1บทท่ี
ลปิ ดาตะวันออก

อาณาเขตตดิ ตอ
ทศิ เหนอื ตดิ กบั ทะเลโบฟอรต ในมหาสมทุ รอารก ตกิ และขว้ั โลกเหนอื จดุ เหนอื สดุ
อยูทีแ่ หลมมอริสเจซุป เกาะกรนี แลนดแ ละประเทศแคนาดา
ทิศใต ตดิ กับทวปี อเมริกาใต (มคี ลองปานามาเปน เสน แบง ทวีป) ทะลแคริบเบียน
ในมหาสมทุ รแปซิฟกและอาวเมก็ ซิโกในมหาสมทุ รแอตแลนติก
ทิศตะวันออก ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก จุดตะวันออกสุดของทวีปอยูท่ี
คาบสมุทรลาบราดอร ประเทศแคนาดา
ทิศตะวนั ตก ติดกับมหาสมทุ รแปซฟิ ก จุดตะวนั ตกสดุ ของทวปี อยูท่แี หลมปรินซ
ออฟเวลรัฐอะลาสกา ประเทศสหรฐั อเมรกิ า

ูภ ิมศาสต รกายภาพ

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ22 หนงั สือเรียนสาระการพัฒนาสังคม

2. ลกั ษณะภมู ิประเทศ

ลกั ษณะภูมิประเทศของทวีปอเมริกาเหนือ สามารถแบง ออกได 3 ลกั ษณะ
ไดแ ก

1. เขตเทอื กเขาภาคตะวนั ออก เรม่ิ ตง้ั แตเ กาะนวิ ฟน ดแ ลนดท างตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
ของแคนาดา จนถงึ ตะวนั ออกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมรกิ า ประกอบดว ยเทอื กเขาและทร่ี าบสงู
แตไ มส ูงนกั ยอดเขาที่สงู ท่สี ดุ คือ ยอดเขามติ เชล มีความสูง 2,037 เมตร เทอื กเขาทีส่ าํ คญั
คือ เทอื กเขาแอปปาเลเซยี น นอกจากนย้ี งั มที ร่ี าบแคบๆ ขนานไปกับชายฝง ทะเล บางสวน
ลาดลงทะเลกลายเปนไหลทวปี

2.เขตเทือกเขาสูงภาคตะวันตก ไดแก พ้ืนที่ชายฝงตะวันตกดานมหาสมุทร
แปซิฟก ต้ังแตเทือกเขาตอนเหนือสุดบริเวณชองแคบแบริง ทอดตัวยาวทางใตของทวีป

1บทท่ี ประกอบดว ยเทอื กเขาสงู สลบั ซบั ซอ นจาํ นวนมาก ยอดเขาทส่ี งู ทสี่ ดุ คอื ยอดเขาแมกคนิ เลย
สงู 6,096 เมตร ในเทอื กเขาอะลาสกา นอกจากนย้ี งั มเี ทอื กเขารอ็ กกแี ละเทอื กเขาแมกเคนซี
ระหวา งเทอื กเขาสูงมที ีร่ าบสงู จํานวนมาก ทสี่ าํ คญั ไดแก ทร่ี าบสงู อะลาสกา ท่รี าบโคโรราโด
ทรี่ าบสงู เมก็ ซโิ ก และทร่ี าบสงู บรติ ชิ โคลมั เบยี เขตเทอื กเขาสงู บรเิ วณนม้ี ภี มู ปิ ระเทศทส่ี วยงาม
ทมี่ ที งั้ เทอื กเขาสงู สลบั กบั ทรี่ าบสงู หบุ เขาลกึ ชนั เกดิ เปน โตรกเขาทเี่ กดิ จากการกดั เซาะของ
แมน ้ํา โตรกเขาทม่ี ชี ือ่ เสยี งท่ีสุด คอื แกรนดแคนยอน (grand canyon) ที่เกดิ จากการ
กัดเซาะของแมนาํ้ โคโรราโด รัฐแอรโิ ซนาประเทศสหรัฐอเมรกิ า
3. เขตทีร่ าบภาคกลาง เปนที่ราบขนาดกวา งใหญ อยูระหวางเทือกเขาตะวันออก
และตะวันตก เริ่มต้ังแตชายฝงมหาสมุทรอารติกจนถึงชายฝงอาวเม็กซิโก มีลักษณะเปน
ท่ีราบลูกคล่ืนอันเกิดจากการกระทําของธารนํ้าแข็งและการทับถมของตะกอนจากแมน้ํา
ท่ีราบที่สําคัญ ไดแก ที่ราบลุมทะเลสาบทั้งหา ที่ราบลุมแมนํ้าแมกแคนซี ท่ีราบลุมแมนํ้า
มสิ ซิสซปิ ป-มิสซรู ่ี ทรี่ าบแพรแี ละทร่ี าบชายฝง อาวเม็กซิโก
แมน าํ้ แมน ้ําท่ีสาํ คัญในทวปี อเมรกิ าเหนือ มดี ังน้ี
แมน ํ้ามิสซสิ ซิปป เกดิ จากเทือกเขาสูงทางตะวนั ตกของทวปี เปน แมน้ําสายทยี่ าว
ทสี่ ดุ ในทวปี ไหลผา นทร่ี าบกวา งลงสอู า วเมก็ ซโิ ก เปน เขตทรี่ าบทมี่ ตี ะกอนทบั ถมเปน บรเิ วณ
กวา ง จึงเหมาะแกการเพาะปลกู และเปน เขตประชากรหนาแนน
แมนํ้าเซนตลอวเรนซ ไหลจากทะเลสาบเกรตเลคออกสูมหาสมุทรแอตแลนติก
แมนํ้าสายน้ีใชในการขนสงสินคาหรือวัตถุดิบทางอุตสาหกรรม (เนื่องจากบริเวณรอบๆ
เกรตเลคเปน เขตอุตสาหกรรม) แตป ญหาสําคญั ของแมนํ้าสายน้ี คอื จะมีระยะทเ่ี ดินเรอื ไม
ไดในฤดหู นาว ลกั ษณะพิเศษของแมนาํ้ เซนตลอวเ รนซ คอื มีการขุดรองนา้ํ และสรางประตู
กั้นน้ําเปนระยะๆ เนื่องมาจากบริเวณแมนํ้ามีแกงนํ้าตกขวางหลายแหง เสนทางการขนสง
สินคา และเดินเรอื น้ี เรียกวา “เซนตล อวเรนซซ ีเวย” (St. Lawrence Seaway)
แมน ้าํ ริโอแกรนด กั้นพรมแดนระหวา งประเทศสหรัฐอเมรกิ ากบั ประเทศเม็กซิโก

รายวิชาสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 23

3. ลกั ษณะภูมอิ ากาศ 1บทท่ี

ปจ จัยที่มีอทิ ธิพลตอ ภูมิอากาศของทวีปอเมริกาเหนอื ูภ ิมศาสต รกายภาพ
1. ละตจิ ดู ทวปี อเมรกิ าเหนือตั้งอยูระหวา งละติจดู 7 องศา 15 ลิปดาเหนอื ถึง
83 องศา 38 ลปิ ดาเหนอื ใกลข วั้ โลกเหนอื จงึ ทาํ ใหม เี ขตภมู อิ ากาศทกุ ประเภทตงั้ แตอ ากาศ
รอ นไปจนถงึ อากาศหนาวเย็นแบบขว้ั โลก
2. ลมประจํา ลมประจําที่พัดผา นทวปี อเมรกิ าเหนือ มีความแตกตา งกันตามชว ง
ละติจดู มีลมประจําท่ีสาํ คญั ดงั น้ี

1) ลมดา นตะวันออกเฉียงเหนือ พดั ตั้งแตละติจูด 40 องศาเหนือลงไปทางใต
พดั ผา นมหาสมทุ รแอตแลนตกิ เขา สทู วปี จงึ นาํ ความชมุ ชน้ื มาใหช ายฝง ตะวนั ออกของทวปี
ตลอดทง้ั ป ตงั้ แตต อนใตของสหรัฐอเมรกิ า อเมรกิ ากลางและหมเู กาะอินดิสตะวันตก

2) ลมตะวันตกเฉยี งใต พัดตั้งแตล ะติจดู 40 องศาเหนือถึง 60 องศาเหนอื พัด
จากมหาสมุทรแปซิฟกเขาสูตอนกลางถึงตอนเหนือของสหรัฐอเมริกาและตอนใตของ
แคนาดา

3) ลมขว้ั โลก พดั อยบู รเิ วณขว้ั โลกนาํ ความหนาวเยน็ มาใหพ น้ื ทท่ี างตอนบนของทวปี
3. ความใกลไ กลทะเล จากลกั ษณะรูปรา งของทวีปอเมรกิ าเหนือ ซึ่งตอนบนจะ
กวา งใหญ และคอยๆ เรยี วแคบลงมาทางตอนใต ทําใหต อนบนของทวปี ไดรบั อทิ ธพิ ลจาก
มหาสมุทรนอย จงึ ทําใหพื้นที่ตอนบนมีภมู ิอากาศคอนขางแหงแลง
4. ทศิ ทางของเทอื กเขา ทศิ ทางการวางตวั ของเทือกเขาในทวปี อเมรกิ าเหนือเปน
สว นสาํ คญั ในการทาํ ใหพ นื้ ทที่ างตอนในของทวปี มอี ากาศคอ นขา งแหง แลง โดยเฉพาะเทอื ก
เขาทางตะวนั ตกของทวปี ซง่ึ เปน เทอื กเขายุคใหมท ี่สูงมาก จึงขวางกนั้ ความชืน้ ที่มากบั ลม
ประจํา
5. กระแสนาํ้ ทวีปอเมรกิ าเหนอื มีกระแสนาํ้ 4 สาย ซึง่ มีอิทธพิ ลตอ อากาศบรเิ วณ
ชายฝงโดยกระแสน้ําอุน ทําใหอากาศบริเวณชายฝงอบอุนชุมชื้น สวนกระแสน้ําเย็นทําให
อากาศบริเวณชายฝงเยน็ และแหงแลง

1) กระแสน้ําอุนกัลฟสตรีม ไหลเลียบชายฝงตะวันออกของเม็กซิโก และ
สหรฐั อเมรกิ าทางใตข ึน้ ไปทางตะวนั ออกเฉียงเหนอื ของเกาะนวิ ฟนดแ ลนดข องแคนาดา

2) กระแสนาํ้ เยน็ แลบราดอร ไหลเลยี บชายฝง ตะวนั ตกของเกาะกรนี แลนดล งมา
จนถึงชายฝงตะวันออกของแคนาดา พบกับกระแสนํ้าอุนกัลฟสตรีม บริเวณเกาะ
นิวฟนดแ ลนดจ งึ ทาํ ใหบริเวณนีเ้ ปนแหลง ปลาชุม เนอ่ื งจากมีอาหารปลาจํานวนมาก กลาย
เปนเขตทาํ ประมงทส่ี าํ คัญ เรยี กบริเวณนว้ี า “แกรนดแบงค” (Grand Bank)

3) กระแสนํ้าอุนอลาสกา ไหลเลียบชายฝงตะวันตกของรัฐอลาสกาข้ึนไปทาง
เหนอื จนถึงชอ งแคบเบริง ทาํ ใหชายฝง อบอนุ นา้ํ ไมเ ปนนา้ํ แข็งสามารถจอดเรือไดต ลอดป

4) กระแสนาํ้ เยน็ แคลฟิ อรเ นยี ไหลเลยี บชายฝง ตะวนั ตกของสหรฐั อเมรกิ าลงมา
ทางใตจนถงึ ชายฝง คาบสมทุ รแคลฟิ อรเ นยี ทาํ ใหช ายฝงมีอากาศเยน็ และแหง

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ24 หนังสือเรยี นสาระการพฒั นาสงั คม

พายุ พายทุ ีม่ อี ิทธพิ ลตอ ลมฟาอากาศของทวปี อเมริกาเหนอื เปน อยางมากคือ
1. พายุเฮอริเคน เปนพายุหมุนเขตรอน เชนเดียวกับใตฝุน พายุน้ีเกิดในทะเล
แครเิ บยี น และอา วเมก็ ซโิ ก เปน พายทุ ท่ี าํ ใหฝ นตกหนกั คลน่ื ลมแรงเคลอ่ื นตวั จากทะเลเขา สู
ชายฝงของสหรฐั อเมริกา เมก็ ซิโก และหมูเ กาะในทะเลแครเิ บยี น
2. พายทุ อรนาโด เนอ่ื งจากบริเวณภาคกลางของสหรัฐอเมริกาเปน พนื้ ทโ่ี ลง กวาง
ทําใหม วลอากาศปะทะกนั ไดง ายเกดิ เปน พายหุ มนุ ทอรนาโด มีกาํ ลังแรงมาก กอใหเกิด
ความเสียหายกับบานเรือนในรอบ 1 ปเกิดพายุนี้ไดบอยครั้ง จนไดรับสมญานามวา
“พายปุ ระจําถนิ่ ” ของสหรัฐอเมริกา
เขตภมู ิอากาศแบงออกไดเ ปน 12 เขต ไดแ ก
1. ภมู ิอากาศแบบรอนชน้ื ไดแ ก บริเวณชายฝง ตะวันออกของอเมรกิ ากลาง และ

1บทท่ี บางสว นของหมเู กาะอนิ ดสี ตะวนั ตก มอี ากาศรอ นเกอื บตลอดทงั้ ป อณุ หภมู เิ ฉลยี่ 18 องศา
เซลเซียสและมฝี นตกชกุ เฉลย่ี 1,700 มลิ ลิเมตรตอ ป ในเขตนไ้ี มม ีฤดหู นาว
2. ภมู อิ ากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณภาคตะวนั ตกเฉยี งใตข องสหรฐั อเมรกิ า
และภาคเหนอื ของเมก็ ซโิ ก มอี ากาศรอ นจดั และมฝี นตกนอ ยมาก เฉลย่ี 250 มลิ ลเิ มตรตอ ป
3. ภมู อิ ากาศแบบทงุ หญา เขตรอ น ไดแ ก ชายฝง ตะวนั ตกของอเมรกิ ากลาง พน้ื ที่
สว นใหญข องเมก็ ซโิ ก บางสว นของหมเู กาะอนิ ดสี ตะวนั ตก และทางตอนใตส ดุ ของคาบสมทุ ร
ฟลอรดิ า มอี ณุ หภมู แิ ตกตา งกนั มากระหวา งฤดรู อ นและฤดหู นาว คอื ฤดหู นาวอากาศหนาวจดั
ฤดรู อนมีอากาศรอนจัดและมฝี นตก
4. ภมู อิ ากาศแบบทงุ หญา กง่ึ ทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณชายขอบของเขตทะเลทราย
เรม่ิ ต้ังแตบ างสวนของประเทศแคนาดาและเม็กซิโก ทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใตข อง
สหรัฐอเมริกา มลี กั ษณะภูมอิ ากาศก่ึงแหงแลง ฤดูหนาวมีอากาศหนาวจัด ฤดูรอนมีอากาศ
รอนและแหง แลง ปริมาณฝนไมม ากนัก แตม ากกวา ในเขตทะเลทราย
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเรเนียน ไดแก บริเวณชายฝงมหาสมุทรแปซิฟก
ในเขตรฐั แคลฟิ อรเ นยี ของสหรฐั อเมรกิ า ในฤดรู อ นมอี ากาศไมร อ นจดั ในฤดหู นาวมอี ากาศ
อบอนุ แหงแลงและมฝี นตก
6. ภมู อิ ากาศแบบอบอนุ ชน้ื ไดแ ก บรเิ วณทรี่ าบชายฝง มหาสมทุ รแอตแลนตกิ และ
ทรี่ าบตอนกลางของทวปี อณุ หภมู เิ ฉลย่ี ตลอดทง้ั ปม คี วามใกลเ คยี งกนั มฝี นตกเกอื บตลอด
ท้งั ปเฉลยี่ 750 มิลลเิ มตรตอ ป
7. ภมู อิ ากาศแบบภาคพน้ื สมทุ รชายฝง ตะวนั ตก ไดแ ก ชายฝง มหาสมทุ รแปซฟิ ก
ในเขตสหรฐั อเมริกาและแคนาดา มีฝนตกชกุ เกอื บตลอดท้งั ปเ ฉลย่ี 2,000 มิลลเิ มตรตอ ป
ฤดูรอนมอี ากาศรอ นชื้นและ ฤดหู นาวมีอากาศเย็นสบาย
8. ภูมิอากาศแบบช้ืนภาคพ้ืนทวีป ไดแก ตอนใตของประเทศแคนาดารอบๆ
ทะเลสาบท้ัง 5 และภาคเหนอื ของสหรัฐอเมรกิ า ในฤดูหนาวมอี ากาศหนาวเยน็ ในฤดรู อ น
มอี ากาศอบอุนและมฝี นตก

รายวชิ าสงั คมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 25

9. ภมู อิ ากาศแบบไทกา ไดแ ก ภาคเหนอื ของประเทศแคนาดา และตอนใตข องรฐั 1บทท่ี
อะลาสกา สหรัฐอเมริกา เปนบริเวณที่มีอากาศหนาวจัด มีหิมะตกติดตอกันหลายเดือน
ฤดรู อ นมีอากาศเยน็ มีปริมาณฝนตกนอยและระยะสั้นๆ ูภ ิมศาสต รกายภาพ

10. ภูมิอากาศแบบทุนดรา ไดแก ชายฝงมหาสมุทรอารกติก ภาคเหนือของ
แคนาดา รฐั อะลาสกาของสหรฐั อเมรกิ า และชายฝง เกาะกรีนแลนด มอี ากาศหนาวจดั เกือบ
ตลอดทั้งป ฤดูรอนมชี วงส้ันและอณุ หภมู ิตาํ่ เฉลี่ยตลอดทงั้ ป 10 องศาเซลเซียส

11. ภูมิอากาศแบบขั้วโลก ไดแก ตอนกลางของเกาะกรนี แลนด มอี ากาศหนาว
จัดมีนํ้าแข็งปกคลุมเกือบตลอดท้ังป บริเวณตอนกลางของเกาะมีน้ําแข็งปกคลุมหนาถึง
3,000 เมตร

12. ภมู อิ ากาศแบบบรเิ วณภเู ขาสงู ไดแ ก เทอื กเขาสงู ในภาคตะวนั ตก เปน บรเิ วณ
ท่ีมีอุณหภูมิแตกตางกันมาก ข้นึ อยกู บั ความสงู ของพนื้ ท่ี เชน ในฤดรู อ นดานทร่ี บั แสงแดด
อากาศรอ นจดั ในดา นตรงกนั ขา มจะมอี ากาศหนาวเยน็ ในแถบหบุ เขาจะมอี ากาศหนาวเยน็
โดยเฉพาะในเวลากลางคืน อุณหภูมิจะตํ่าลงเม่ือความสูงเพิ่มขึ้น บริเวณยอดเขามีน้ําแข็ง
ปกคลุมอยู ในบรเิ วณนี้มฝี นตกนอย

4. สภาพเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอมทางสงั คมวัฒนธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกจิ ลกั ษณะเศรษฐกจิ ของทวปี อเมรกิ าเหนอื จะมคี วามแตกตา งกนั
คอื ในสหรฐั อเมรกิ า แคนาดา จะเปน เขตเศรษฐกจิ ทม่ี คี วามเจรญิ สงู สว นในเขตของเมก็ ซโิ ก
อเมริกากลางและหมเู กาะอนิ ดีสตะวนั ตกจะมที ง้ั เขตเศรษฐกจิ ที่เจรญิ แลว และเขตท่ียังตอง
ไดรับการพฒั นา

การทาํ เกษตรกรรม
1. เขตปลูกขาวสาลี บริเวณท่ีมกี ารปลกู ขา วสาลี ซง่ึ ถอื เปน แหลงสําคัญของโลก
คือ บริเวณภาคกลางของแคนาดาและสหรัฐอเมรกิ า
2. เขตทําไรป ศสุ ัตว พบในบริเวณทีภ่ ูมอิ ากาศคอนขางแหงแลง เชน ภาคตะวนั
ตกของแคนาดา สหรัฐอเมรกิ า และเม็กซิโก สัตวที่เล้ียง คือ โคเนอื้
3. เขตเกษตรกรรมแบบผสม ไดแก เขตที่มีการเลี้ยงสัตวควบคูกับการปลูกพืช
เชน ขา วสาลี ขา วโพด สวนสัตวเ ล้ยี งคือ โคเนอ้ื โคนม การเกษตรลกั ษณะนพ้ี บบริเวณทาง
ตะวันออกของสหรัฐอเมรกิ าและแคนาดา
4. เขตปลูกฝาย ไดแก บริเวณทางตะวันตกของสหรัฐอเมริกา ซ่ึงเปนเขตท่ีมี
อากาศคอ นขา งรอ นและแหงแลง
5. เขตปลูกผัก ผลไมและไรยาสูบ ไดแก บริเวณท่ีราบชายฝงมหาสมุทร
แอตแลนติก
6. เขตปลูกพืชเมอื งรอ น พชื เมอื งรอนที่นยิ มปลกู คือ กลว ย โกโก ออ ย กาแฟ ซ่ึง
มมี ากบรเิ วณอเมริกากลางและหมเู กาะอินดสี ตะวนั ตก

26 หนงั สือเรียนสาระการพฒั นาสงั คม

การประมง

บรเิ วณท่มี ีการทาํ ประมงกนั อยา งหนาแนน คือ แกรนดแ บงค และบรเิ วณชายฝง
มหาสมทุ รแปซิฟกโดยเฉพาะบริเวณทมี่ กี ระแสนํ้าเยน็ แคลิฟอรเนียไหลผาน

การทาํ เหมอื งแร

ถานหนิ สหรัฐอเมรกิ าและแคนาดา สามารถผลติ ถานหินไดเ ปนจาํ นวนมาก โดย
มแี หลง ผลติ ทสี่ าํ คญั คอื บรเิ วณเทอื กเขาแอปปาเลเซยี น ในสหรฐั อเมรกิ า และมณฑลควเิ บก
ของแคนาดา
เหล็ก แหลงสําคัญ คือ ทะเลสาบเกรตแลค
นํา้ มนั และกาซธรรมชาติ พบบริเวณเทือกเขาแอปปาเลเซียนลมุ แมน ํา้ มิสซิสซิปป
อา วเมก็ ซิโก แคลฟิ อรเ นีย อลาสกา
1บทท่ี การทําอุตสาหกรรม สหรัฐอเมริกาเปนประเทศผูนําในการทําอุตสาหกรรมระดับ
โลก สวนใหญเปนอุตสาหกรรมขนาดใหญใชเงินทุนเปนจํานวนมาก สวนประเทศเม็กซิโก
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ และอเมริกากลาง รวมถึงประเทศในหมูเกาะอินดีสตะวันตก อุตสาหกรรมสวนใหญเปน
อตุ สาหกรรมเกษตรการแปรรปู ผลผลิตตางๆ ซึง่ ตองอาศัยการพฒั นาตอไป

สภาพแวดลอ มทางสังคมและวัฒนธรรม

ประชากร
1. บรเิ วณทม่ี ปี ระชากรหนาแนน ไดแ ก ชายฝง ตะวนั ตกของสหรฐั อเมรกิ า ลมุ แมน าํ้
มิสซิสซปิ ป ลุมแมน าํ้ เซนตลอรวเ รนซ ทร่ี าบสงู ในเมก็ ซิโก หมเู กาะอนิ ดีสตะวันตก
2. มผี ูค นหลากหลายเชอื้ ชาติ เชน อินเดยี นแดง เอสกโิ ม ยุโรป แอฟริกัน เอเชยี
และกลมุ เลือดผสม
เขตวัฒนธรรม
1. แองโกอเมริกา หมายถึง สหรฐั อเมรกิ าและแคนาดา
2. ลาตินอเมริกา หมายถึง กลุมคนในเมกซิโก อเมริกากลาง และหมูเกาะอินดีส
ตะวันตก (ซึง่ ไดร บั อทิ ธพิ ลจากสเปนและโปรตเุ กส)

ทวีปแอฟริกา
1. ขนาดทีต่ ั้งและอาณาเขตติดตอ

ทวีปแอฟริกามขี นาดใหญเ ปนอนั ดับ 2 รองจากทวีปเอเชีย มพี ื้นทป่ี ระมาณ 30.3
ลา นตารางกโิ ลเมตร มปี ระชากร 600 ลา นคน อยูระหวางละติจดู ที่ 37 องศา 21 ลปิ ดา
เหนอื ถงึ 34 องศา 50 ลปิ ดาใต ลองตจิ ูดที่ 51 องศา 24 ลิปดาตะวันออกถงึ 17 องศา
32 ลิปดา

รายวิชาสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย>> 27

อาณาเขตติดตอ 1บทท่ี
ทศิ เหนอื ตดิ กบั ทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น ในมหาสมทุ รแอตแลนตกิ ชอ งแคบยบิ รอลตาร
จุดเหนือสดุ ของทวปี อยูท่แี หลมบอน ประเทศตนู ิเซยี ูภ ิมศาสต รกายภาพ
ทศิ ใต ตดิ กบั มหาสมุทรแอตแลนตกิ และมหาสมทุ รอนิ เดีย จดุ ใตสุดของทวีป
อยูที่แหลมอะกอลฮัส (Agulhas) ในประเทศแอฟรกิ าใต
ทศิ ตะวันออก ตดิ กับทะเลแดง ในมหาสมุทรอินเดยี จดุ ตะวนั ออกสุดของทวีปอยู
ทแี่ หลมฮาฟูน ประเทศโซมาเลยี
ทิศตะวนั ตก ติดกบั มหาสมุทรแอตแลนตกิ จุดตะวนั ตกสุดของทวปี อยทู ่ีแหลม
เวิรดประเทศเซเนกัล

2. ลักษณะภมู ิประเทศ

ลกั ษณะภูมปิ ระเทศทวปี แอฟรกิ าสามารถแบงออกไดเ ปน 3 ลักษณะดังนี้
1. เขตทร่ี าบสูง
พ้ืนท่เี กือบท้ังหมดของทวีปเปนที่ราบสูง จนไดร บั สมญาวา เปน ทวปี แหง ท่รี าบสูง
โดยทางซกี ตะวนั ออกจะสงู กวา ซกี ตะวนั ตก ลกั ษณะเดน ของบรเิ วณทร่ี าบสงู ทางภาคตะวนั
ออกของทวปี คอื เปน พน้ื ทท่ี ม่ี ภี เู ขาสงู และภเู ขาไฟ ภเู ขาไฟทม่ี ชี อ่ื เสยี ง คอื ภเู ขาคลิ มิ นั จาโร
(แทนซาเนยี ) และมที ะเลสาบหลายแหง เชน ทะเลสาบวคิ ตอเรีย (ทะเลสาบนา้ํ จืดใหญเปน
อันดบั 2 ของโลก) ทะเลสาบแทนแกนยกิ าและทะเลสาบไนอะซา

แผนที่ทวปี แอฟรกิ า

28 หนงั สือเรยี นสาระการพัฒนาสงั คม

2. เขตท่รี าบ ทวีปแอฟริกามที ร่ี าบแคบๆ บริเวณชายฝง ทะเล
3. เขตเทอื กเขา
เขตเทอื กเขาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนอื คือ เทือกเขาแอตลาส วางตัวขนานกับ
ชายฝงทะเลเมดเิ ตอรเ รเนียน เปน เทือกเขายุคใหม
เทอื กเขาทางทศิ ใต คอื เทอื กเขาดราเคนสเบริ ก วางตวั ขนานกบั ชายฝง มหาสมทุ ร
อินเดีย เปน เทือกเขายุคเกา
แมน าํ้ แมน าํ้ ในทวปี แอฟรกิ าสว นใหญเ กดิ จากทร่ี าบสงู ตอนกลาง และทางตะวนั ออก
ของทวีป ซ่ึงมีฝนตกชุก เน่ืองจากพ้ืนที่ตางระดับ แมน้ําจึงกัดเซาะพ้ืนที่ใหเกิดเปน
แกงนํ้าตกขวางลําน้ํา จึงเปนอุปสรรคตอการคมนาคม แตสามารถใชประโยชนในการผลิต
กระแสไฟฟาไดแ มน้ําทส่ี ําคญั ไดแก
แมน าํ้ ไนล เปน แมน าํ้ สายทยี่ าวทสี่ ดุ ในโลก ไหลลงสทู ะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี น ประกอบ
1บทท่ี ดว ยแควสําคัญ คือ ไวทไ นว บลไู นลแ ละอัตบารา ปากแมน า้ํ เปน เดลตา
แมน าํ้ ซาอรี  (คองโก) เปน แมน าํ้ สายยาวอนั ดบั 2 ของทวปี และเปน ทรี่ าบลมุ แมน าํ้
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ ทีก่ วา งขวาง น้าํ ในแมน้าํ ไหลลงสูมหาสมุทรแอตแลนตกิ
แมน ้ําไนเจอร ไหลลงสูอา วกนิ ี
แมน ้าํ แซมเบซี ไหลลงสูม หาสมุทรอนิ เดีย ไหลผา นท่ีราบสงู และไหลเช่ียวมาก

3. ลักษณะภมู ิอากาศ เขตอากาศ

ปจจยั ทีม่ ีอทิ ธิพลตอ ภูมิอากาศของทวีปแอฟรกิ า
1. ละตจิ ดู ทวปี แอฟรกิ ามเี สน ศนู ยส ตู รผา นเกอื บกงึ่ กลางทวปี และตง้ั อยรู ะหวา ง
เสน ทรอปค ออฟแคนเซอร กบั เสน ทรอปค ออฟแคปรคิ อรน ทาํ ใหม เี ขตอากาศรอ นเปน บรเิ วณ
กวา ง มีเฉพาะสว นเหนอื สดุ และใตส ดุ ทีอ่ ยใู นเขตอบอุน
2. ลมประจํา มี 2 ชนิดคอื
ลมสนิ คา ตะวนั ออกเฉยี งใต พดั จากมหาสมทุ รอนิ เดยี และมหาสมทุ รแอตแลนตกิ
ทาํ ใหฝ นชกุ บริเวณชายฝงแอฟรกิ าตะวันออกและตะวนั ออกเฉยี งใตกับชายฝง อา วกนิ ี
ลมสินคาตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากตอนในของทวีปมาสูชายฝง จึงนําความ
แหงแลง มาสชู ายฝง ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของทวีป
3. กระแสนํา้ ไดแ ก
กระแสนาํ้ อนุ กนิ ี ไหลผา นชายฝง ตะวนั ตกจากมหาสมทุ รแอตแลนตกิ ไปยงั อา วกนิ ี
กระแสนาํ้ เยน็ คานารี ไหลเลียบชายฝงตะวันตกเฉียงเหนอื ของทวปี
กระแสน้ําเย็นเบงเก-ลา ไหลเลยี บชายฝง ตะวนั ตกเฉียงใตข องทวปี
กระแสน้ําอุนโมซัมบิก ไหลผานบริเวณชองแคบโมซมั บกิ
4. ระยะหางจากทะเล ดว ยความกวา งใหญของทวปี การมีท่ีสงู อยโู ดยรอบทวปี
ทาํ ใหอ ทิ ธพิ ลของมหาสมทุ รเขา ไปไมถ งึ ประกอบกบั ไดร บั อทิ ธพิ ลจากทะเลทรายของทวปี
เอเชียทางดานตะวันออกเฉียงเหนือของทวีป ทําใหทวีปแอฟริกามีเขตภูมิอากาศแหงแลง
เปน บริเวณกวาง

รายวชิ าสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 29

ทวปี แอฟริกาสามรถแบงเขตอากาศไดเ ปน 8 เขตดังนี้ 1บทที่
1. ภมู อิ ากาศแบบทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณทะเลทรายสะฮาราและทะเลทรายลเิ บยี
ทางตอนเหนือของทวีป ในเขตประเทศไนเจอร ชาด ลเิ บยี มาลี บุรก นิ าฟาโซ มอริเตเนีย ูภ ิมศาสต รกายภาพ
คดิ เปน พ้นื ที่รอยละ 30 ของพื้นทใี่ นทวปี แอฟรกิ า และถือเปน เขตทะเลทรายทม่ี ีขนาดใหญ
ทีส่ ดุ ในโลก ทะเลทรายท่ีสาํ คัญอีกแหงหน่งึ คือ ทะเลทรายกาลาฮารี ทางตอนใตของทวปี
ในเขตประเทศบอตสวานาและนามิเบีย มีลักษณะอากาศรอนและแหงแลงเฉล่ียสูงกวา 35
องศาเซลเซียส อณุ หภมู ริ ะหวางกลางวันและกลางคืนแตกตา งกนั มาก มฝี นตกนอย เฉลี่ย
ต่าํ กวา 250 มลิ ลเิ มตรตอ ป
2. ภูมิอากาศแบบทุงหญาก่งึ ทะเลทราย ไดแ ก บรเิ วณทีร่ าบสงู ตอนในของทวปี
ชายฝง ตะวนั ตกและตอนใตข องเสน ศูนยสูตร ในฤดูรอนมอี ากาศรอ นจัดและมฝี นตกแตไม
มากนกั ประมาณ 600 มลิ ลเิ มตรตอ ป ฤดหู นาวมอี ากาศหนาวจดั บางครงั้ อาจถงึ จดุ เยอื กแขง็
3. ภูมิอากาศแบบปาดิบช้ืน ไดแ ก บรเิ วณลมุ แมนาํ้ คองโก ทร่ี าบสูงในแอฟริกา
ตะวนั ออก ฝง ตะวนั ออกของเกาะมาดากสั การ และชายฝง รอบอา วกนิ ี มอี ากาศรอ นอณุ หภมู ิ
เฉล่ีย 27 องศาเซลเซยี ส และฝนตกชกุ ตลอดท้ังปมากถึง 2,000 มลิ ลเิ มตรตอ ป
4. ภมู อิ ากาศแบบทุง หญา สะวันนา ไดแ ก บริเวณเหนือและใตแนวเสนศนู ยสูตร
ในเขตประเทศเอธิโอเปย ซูดาน เคนยา คองโก สาธารณรฐั คองโก แทนซาเนีย และดา น
ปลายลมของเกาะมาดากสั การ มอี ุณหภูมริ อ นเกือบตลอดทั้งป ในฤดูรอ นมอี ากาศรอ นและ
มฝี นตกปริมาณ 1,500 – 2,000 มลิ ลเิ มตรตอ ป ฤดหู นาวมอี ากาศหนาวและแหงแลง
5. ภูมิอากาศแบบเมดิเตอรเ รเนยี น ไดแ ก บริเวณชายฝงของประเทศตูนิเซยี
แอลจีเรีย โมร็อกโก และตอนใตของประเทศแอฟริกาใต มีอุณหภูมิไมแตกตางกันมากนัก
ในฤดูรอนมอี ากาศรอนและแหงแลง ในฤดหู นาวมอี ากาศอบอุนและมีฝนตก
6. ภูมิอากาศแบบมรสุม ไดแ ก ประเทศไลบเี รยี และโกตดิววั ร เนอ่ื งจากไดรับ
อิทธิพลจากลมประจําตะวันตกและกระแสนํ้าอุนกินี สงผลใหมีฝนตกชุกประมาณ 2,500
มลิ ลิเมตรตอ ปและมอี ากาศรอ นชนื้ อุณหภมู เิ ฉล่ีย 20 องศาเซลเซียส
7. ภูมิอากาศแบบอบอุนชื้น ไดแก บริเวณตะวันออกเฉียงใตของทวีป ในเขต
ประเทศแทนซาเนยี แซมเบยี โมซมั บกิ ซมิ บบั เว มาลาวี สวาซแิ ลนด เลโซโท และแอฟรกิ าใต
ไดรับอิทธิพลจากกระแสนํ้าอุนโมซัมบิก และลมคาตะวันออกเฉียงเหนือ ทําใหฤดูหนาวมี
อากาศอบอุน ในฤดูรอนมีฝนตก
8. ภมู ิอากาศแบบภเู ขา ไดแก ที่ราบสูงเอธิโอเปย และท่รี าบสงู เคนยา ทางตะวนั
ออกของทวีป ลกั ษณะอากาศชื้นอยกู ับความสงู ของพน้ื ท่ี ยง่ิ สงู ขึ้นอากาศจะเยน็ ลง และมี
ปรมิ าณฝนตกนอ ยลง

30 หนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสังคม

4. ลักษณะเศรษฐกิจ และสภาพแวดลอ มทางสงั คมวฒั นธรรม

ลกั ษณะเศรษฐกจิ

การเกษตรกรรม

1. การเพาะปลูกแบบยังชีพ เปน การปลูกพชื เพือ่ บริโภคภายในครอบครวั
2. การทาํ ไรข นาดใหญ เปน การเพาะปลกู เพอ่ื การคา พชื ทปี่ ลกู เชน ยางพารา ปาลม
นา้ํ มัน
3. การเกษตรแบบผสม คือ การเพาะปลูกแบบเลี้ยงสัตวควบคกู นั ไป พชื ทีป่ ลูกคอื
ขา วโพดขาวสาลี สตั วท เี่ ลีย้ ง คอื โคเน้ือ โคนม แกะ
4. การเกษตรแบบเมดิเตอรเรเนียน คือปลูกองุน มะกอก บริเวณชายฝงทะเล
เมดเิ ตอรเ รเนยี นและตอนใตของทวปี
1บทที่ 5. การทําไรปศุสัตว สวนใหญจะเปนการเลี้ยงแบบปลอยคือ การปลอยใหสัตว
หากินในทุงหญาตามธรรมชาติ
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ 6. การเล้ยี งสัตวแ บบเรร อ น เปนการเล้ยี งสตั วใ นพืน้ ที่ที่เปน ทะเลทราย

การปา ไม

พ้ืนที่ท่ีมีความสําคัญในการทําปาไม คือ แอฟริกาตะวันตก แอฟริกากลาง ปาไม
สวนใหญส ูญเสยี ไปเนอ่ื งจากการทําไรเ ลื่อนลอยและการขาดการบาํ รงุ

การลาสตั วและการประมง

ชนพื้นเมืองจะดํารงชีพดวยการลาสัตว สวนการประมงมีความสําคัญไมมาก การ
ประมงนาํ้ จืดจะทําตามลมุ แมน ํ้าสายใหญ และทะเลสาบวิคตอเรีย สว นประมงนํา้ เคม็ มกั จะ
ทําบรเิ วณทม่ี ีกระแสนํ้าเย็นเบงเก-ลา ไหลผาน

การทาํ เหมอื งแร

เปน ทวปี ทมี่ สี นิ แรอ ยเู ปน จาํ นวนมาก ทสี่ าํ คญั คอื เพชร ทองคาํ นา้ํ มนั กา ซธรรมชาติ

การอุตสาหกรรม

การทาํ อุตสาหกรรมสวนใหญในทวีปแอฟริกา เปนอตุ สาหกรรมทีเ่ กยี่ วของกบั การ
แปรรปู ผลติ ผลการเกษตร การอตุ สาหกรรมสว นใหญย งั ไมค อ ยเจรญิ มากนกั เนอื่ งจากยงั ขาด
เงนิ ทนุ และผูเ ชีย่ วชาญดานการพฒั นาอุตสาหกรรม

ประชากร

มีประชากรมากเปนอนั ดับ 2 รองจากทวปี เอเชยี
ประชากรหนาแนนบรเิ วณลมุ แมน ้ํา และบริเวณชายฝง ทะเล
ประกอบดวยเช้ือชาตนิ กิ รอยดและคอเคซอยด

รายวชิ าสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย>> 31

ทวีปออสเตรเลยี และโอเซยี เนยี 1บทท่ี

1. ขนาดที่ตั้งและอาณาเขตติดตอ ูภ ิมศาสต รกายภาพ

ทวปี ออสเตรเลยี และโอเซยี เนยี เปน ทตี่ ง้ั ของประเทศออสเตรเลยี ประเทศนวิ ซแี ลนด
ทวปี ออสเตรเลยี ไดร บั สมญานามวา ทวปี เกาะ สว นหมเู กาะแปซฟิ ก ซงึ่ เปน ทต่ี ง้ั ของประเทศ
อนื่ ๆ ตอเน่อื งไปถงึ ทวปี แอนตารก ติก เรยี กวา โอเชยี เนีย หมายถงึ เกาะ และหมเู กาะ
ในภาคกลางและภาคใตของมหาสมุทรแปซิฟก รวมท้ังหมูเกาะไมโครนีเซีย เมลานีเซีย
โปลีนเี ซยี ออสเตรเลยี นิวซีแลนด และหมเู กาะมลายู

ทวีปออสเตรเลียเปนทวีปท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุดในโลก มีพื้นที่ 7.6 ลาน ตร.กม.
มีประชากร 17.5 ลา นคน ทตี่ ้ังของทวปี ออสเตรเลียอยูในซีกโลกใตท ้งั หมด ตั้งแตล ะตจิ ดู
ที่ 10 องศา 41 ลปิ ดาใต ถึง 43 องศา 39 ลปิ ดาใต และลองจิจูด 113 องศา 9 ลิปดา
ตะวนั ออก ถงึ 153 องศา 39 ลปิ ดาตะวันออก

อาณาเขตตดิ ตอ
ทศิ เหนอื ติดตอกบั ทะเลเมดเิ ตอรเรเนียนในมหาสมุทรแปซิฟก จดุ เหนือสดุ ของ
ทวีปอยทู ่แี หลมยอรกมชี อ งแคบทอรเรสก้ันจากเกาะนวิ กนิ ี
ทิศตะวันออก ติดกับทะเลคอรัลและทะเลแทสมันในมหาสมุทรแปซิฟก จุดดาน
ตะวันออกสดุ อยทู แ่ี หลมไบรอน
ทศิ ใต ตดิ กบั มหาสมุทรอินเดยี จดุ ใตสดุ อยูท ่แี หลมวิลสนั มีชอ งแคบบาสสกั้นจาก
เกาะแทสมาเนีย
ทศิ ตะวนั ตก ตดิ กบั มหาสมทุ รอินเดยี จดุ ตะวันตกสุดอยทู ีแ่ หลมสตฟี
ภมู ภิ าคและประเทศตา งๆ ของทวปี ออสเตรเลยี
1. ออสเตรเลยี ไดแ ก ออสเตรเลยี และนิวซีแลนด
2. หมเู กาะในมหาสมทุ รแปซฟิ ก ไดแ ก ปาปว นวิ กนิ ี หมเู กาะเซโลมอน ฟจ ิ วานอู าตู
คริ บิ าส ซามวั ตะวนั ตก ตองกา ตูวาลู นาอรู ู ไมโครนีเซีย

2. ลักษณะภูมิประเทศของทวปี ออสเตรเลยี และโอเซยี เนีย

มเี ขตทส่ี งู ทางดา นตะวนั ออก มีฝนตกชุกท่ีสดุ ของทวีป มเี ทอื กเขาเกรตดไิ วดิงอยู
ทางดานตะวันออก มีลักษณะเปนสันปนนํ้าท่ีแบงฝนท่ีตกลงใหไหลสูลําธาร เขตท่ีราบต่ํา
ตอนกลาง พ้ืนท่ีราบเรียบ มีลํานํ้าหลายสายไหลมาอยูบริเวณนี้ และเขตที่ราบสูงทางดาน
ตะวนั ตกตอนกลางของเขตนเี้ ปน ทะเลบรเิ วณทางใตแ ละทางตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ใชเ ปน เขต
ปศุสัตวแ ละเพาะปลูก

3. ลกั ษณะภมู ิอากาศของทวีปออสเตรเลยี และโอเซยี เนยี

ปจจยั สาํ คัญท่ที าํ ใหทวีปออสเตรเลียมภี มู อิ ากาศตา งๆ กนั คอื ตัง้ อยูในโซนรอนใต
และอบอนุ ใต มลี มประจําพดั ผา น ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศและมกี ระแสน้าํ อนุ และกระแสน้าํ เย็น
ไหลผาน

32 หนงั สอื เรียนสาระการพฒั นาสงั คม

ลักษณะภูมิอากาศของทวีปออสเตรเลียและโอเซียเนียแบงเขตภูมิอากาศเปน
6 ประเภทคือ

1. ภมู ิอากาศทงุ หญา เขตรอน
2. ภมู อิ ากาศทุงหญา กึ่งทะเลทราย
3. ภมู ิอากาศทะเลทราย
4. ภมู ิอากาศเมดเิ ตอรเ รเนยี น
5. ภมู อิ ากาศอบอนุ ช้นื
6. ภมู ิอากาศภาคพ้ืนสมุทรชายฝง ตะวันตก

4. สภาพทางสงั คม เชอ้ื ชาติ เศรษฐกจิ ศาสนาและวัฒนธรรม

1บทที่ ประชากร
เช้ือชาติเผาพันธุของออสเตรเลีย ชาวพื้นเมืองดั้งเดิมเปนพวกผิวดําเรียกวา
อะบอรจิ นิ สเ ปน พวกทอี่ พยพมาจากหมเู กาะในมหาสมทุ รแปซฟิ ก สว นใหญอ ยทู างภาคเหนอื
ภมู ศิ าสตรก ายภาพ และภาคตะวันตกปจจุบันมี ชาวผิวขาว ซ่ึงสวนใหญเปนชาวอังกฤษอาศัยอยูจํานวนมาก
รฐั บาลไดจ ดั ทอี่ ยใู นเขตนอรท เทริ น เทรทิ อร่ี รฐั ควนี สแลนด และรฐั ออสเตรเลยี ตะวนั ตก พวก
ผิวเหลอื งเปน พวกท่ีอพยพมาภายหลงั สงครามโลกคร้งั ท่ี 2 ไดแ ก ชาวจนี ญปี่ นุ พวกผวิ
ขาว สวนใหญเปนพวกท่ีอพยพมาจากประเทศอังกฤษ มีการประกอบอาชีพทางดาน
การเกษตรคือปลูกพืชและเล้ียงสตั ว การประมง และอุตสาหกรรม
การกระจายประชากร
รฐั บาลออสเตรเลยี มนี โยบายสงวนพนื้ ทไ่ี วส าํ หรบั ชาวผวิ ขาว คอื นโยบายออสเตรเลยี
ขาวกีดกันผิวโดยจํากัดจํานวนคนสีผิวอ่ืนท่ีไมใชผิวขาวเขาไปต้ังถิ่นฐานในออสเตรเลีย
บริเวณที่ประชากรอาศัยอยูหนาแนน ไดแก ภาคตะวันออกเฉียงใต บริเวณที่มีประชากร
เบาบาง ไดแ ก ตอนกลางของทวีป ภาคเหนือ และภาคตะวันตก
ศาสนา
ชาวออสเตรเลยี นบั ถอื ศาสนาครสิ ตห ลายนกิ าย ไดแ ก แองกลกิ นั โรมนั คาทอลกิ
โปรแตสแตนส ภาษาทใี่ ชมากคือภาษาอังกฤษ
การปกครอง
การแบง แยกทางการเมอื ง ออสเตรเลยี มรี ะบบการปกครองแบบสหพนั ธรฐั ประกอบ
ดว ยรัฐตางๆ รวม 6 รัฐและดินแดนอสิ ระทีไ่ มข ึ้นกบั รัฐใดๆ อีก 2 แหง คอื
1. รฐั นวิ เซาทเ วล เมอื งหลวง ซิดนยี 
2. รฐั วิกตอเรีย เมอื งหลวง เมลเบริ น
3. รฐั ควนี สแลนด เมอื งหลวง บรสิ เบรน
4. รฐั ออสเตรเลียใต เมืองหลวง แอเดเลด
5. รฐั ออสเตรเลียตะวนั ตก เมืองหลวงเพิรธ
6. รฐั แทนสเมเนยี เมืองหลวง โอบารต

รายวิชาสังคมศกึ ษา (สค31001) <<ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 33

ดินแดนอสิ ระ 2 บรเิ วณ ไดแก
นอรท เทริ น แทริทอรี เมืองหลวง ดารว นิ
ออสเตรเลีย แคปตอลเทริทอรี เมืองหลวงแคนเบอรรา ออสเตรเลียเปนประเทศ

เอกราชในเครือจักรภพอังกฤษ มีพระนางเจาอลิซาเบธที่ 2 เปนพระราชินีและเปนประมุข
ของประเทศ มขี าหลวงใหญเ ปน ผูสาํ เรจ็ ราชการแทนพระองค

จัดการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบ สหพันธรัฐการปกครองของ
ออสเตรเลยี เปน แบบรัฐบาลรวม คอื มีรฐั บาล 2 ระดบั ไดแ ก

รัฐบาลกลาง
รฐั บาลของรฐั

กิจกรรมที่ 1.1 สภาพภมู ิศาสตรก ายภาพ 1บทท่ี
1. ใหบ อกลกั ษณะภมู ปิ ระเทศและลกั ษณะเศรษฐกจิ ของประเทศไทยและทวปี ยโุ รป
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
ลกั ษณะภมู ปิ ระเทศ ลกั ษณะเศรษฐกจิ

ประเทศไทย

ทวปี ยโุ รป

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ34 หนงั สือเรยี นสาระการพฒั นาสงั คม

กจิ กรรมท่ี 1.1 สภาพภมู ศิ าสตรก ายภาพ
2. ปจ จยั ทีม่ อี ทิ ธพิ ลตอภูมิอากาศของทวปี อเมรกิ าใต คือ

.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................

1บทที่ .....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
3. ปจ จยั สําคญั ทที่ ําใหทวปี ออสเตรเลยี มีสภาพภูมิอากาศที่แตกตา งกนั
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.....................................................................................................................................
.........................................................................................................................

รายวชิ าสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 35

เร่ืองท่ี 2 ลกั ษณะปรากฏการณทางธรรมชาติท่สี าํ คญั และ 1บทท่ี
การปอ งกันอันตราย
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
ปรากฏการณธรรมชาติ คือ การเปล่ียนแปลงของธรรมชาติ ท้ังในระยะยาวและ
ระยะสนั้ สภาพแวดลอ มของโลกเปลย่ี นแปลงไปตามเวลา ทง้ั เปน ระบบและไมเ ปน ระบบ เปน
สง่ิ ทอี่ ยูรอบตัวเรา มกั สงผลกระทบตอ เรา ในธรรมชาติ การเปลย่ี นแปลงบางอยา งมผี ลกระ
ทบตอ เรารนุ แรงมาก สาเหตขุ องการเปลยี่ นแปลงมที ง้ั เกดิ ขนึ้ เองตามธรรมชาตแิ ละเปน สงิ่ ที่
มนุษยทําใหเกิดขึ้น ในเรื่องน้ีจะกลาวถึงสาเหตุและลักษณะปรากฏการณทางธรรมชาติที่
สาํ คญั ดังนี้

1) พายุ

พายุ คือ สภาพบรรยากาศที่เคล่ือนตัวดวยความเร็วมีผลกระทบตอพื้นผิวโลก
โดยบางครั้งอาจมีความเร็วที่ศูนยกลางถึง 400 กิโลเมตร/ชั่วโมง อาณาบริเวณท่ีจะไดรับ
ความเสียหายจากพายุวาครอบคลุมเทาใดข้ึนอยูกับความเร็วของการเคล่ือนตัวของพายุ
ขนาด ความกวา ง เสนผา ศูนยกลางของตัวพายุ หนวยวดั ความเรว็ ของพายคุ อื หนวยริก
เตอรเ หมือนการวดั ความรนุ แรงแผนดนิ ไหว

พายแุ บงเปนประเภทใหญๆ ได 3 ประเภท คือ
2.1 พายฝุ นฟา คะนอง มลี ักษณะเปนลมพดั ยอนไปมา หรือพัดเคล่อื นตวั ไปใน
ทศิ ทางเดยี วกนั อาจเกดิ จากพายทุ อ่ี อ นตวั และลดความรนุ แรงของลมลง หรอื เกดิ จากหยอ ม
ความกดอากาศต่ํา รองความกดอากาศต่ํา อาจไมมีทิศทางที่แนนอน หากสภาพการณ
แวดลอ มตางๆ ของการเกดิ ฝนเหมาะสม ก็จะเกดิ ฝนตก มีลมพดั
2.2 พายหุ มนุ เขตรอ น (Tropical cyclone) ไดแ ก เฮอรร เิ คน ไตฝ นุ และไซโคลน
ซ่ึงลว นเปนพายหุ มนุ ขนาดใหญเ ชน เดียวกนั และจะเกิดข้นึ หรือเรม่ิ ตนกอ ตวั ในทะเล หาก
เกิดเหนือเสนศูนยสูตร จะมีทิศทางการหมุนเวียนทวนเข็มนาิกา และหากเกิดใต
เสนศนู ยส ูตรจะหมนุ ตามเข็มนากิ า โดยมีชอ่ื ตา งกันตามสถานที่เกดิ คือ

2.1.1 พายเุ ฮอรรแิ คน (hurricane) เปนชือ่ เรยี กพายหุ มุนทเ่ี กดิ บรเิ วณทศิ
ตะวนั ตกของมหาสมทุ รแอตแลนตกิ เชน บริเวณฟลอรดิ า สหรฐั อเมริกา อาวเม็กซิโก ทะเล
แคริบเบยี น เปน ตน รวมทัง้ มหาสมทุ รแปซฟิ ก บรเิ วณชายฝง ประเทศเมก็ ซิโก

2.1.2 พายุไตฝุน (typhoon) เปนช่ือพายุหมุนที่เกิดทางทิศตะวันตกของ
มหาสมุทรแปซิฟก เหนอื เชน บริเวณทะเลจีนใต อา วไทย อาวตังเกยี๋ ประเทศญป่ี นุ แตถา
เกิดในหมเู กาะฟลปิ ปน ส เรียกวา บาเกียว (Baguio)

2.1.3 พายุไซโคลน (cyclone) เปนชื่อพายุหมุนที่เกิดในมหาสมุทรอินเดีย
เหนือ เชน บรเิ วณอาวเบงกอล ทะเลอาหรบั เปน ตน แตถาพายนุ ้ีเกดิ บริเวณทะเลตมิ อรและ
ทศิ ตะวนั ออกเฉียงเหนือ ของประเทศออสเตรเลยี จะเรียกวา พายวุ ิลลี-วลิ ลี (willy-willy)

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ36 หนงั สือเรยี นสาระการพัฒนาสงั คม
2.1.4 พายุโซนรอ น (tropical storm) เกดิ ข้นึ เมอื่ พายเุ ขตรอ นขนาดใหญ

ออ นกาํ ลงั ลง ขณะเคลอ่ื นตวั ในทะเล และความเรว็ ทจี่ ดุ ศนู ยก ลางลดลงเมอ่ื เคลอ่ื นเขา หาฝง
2.1.5 พายดุ เี ปรสชนั (depression) เกดิ ขน้ึ เมอ่ื ความเรว็ ลดลงจากพายโุ ซน

รอ น ซึ่งกอใหเกิดพายุฝนฟา คะนองธรรมดาหรอื ฝนตกหนกั
2.1.6 พายทุ อรน าโด (tornado) เปน ชอื่ เรยี กพายหุ มนุ ทเี่ กดิ ในทวปี อเมรกิ า

มีขนาดเน้ือท่ีเล็กหรือเสนผาศูนยกลางนอย แตหมุนดวยความเร็วสูง หรือความเร็วท่ี
จุดศูนยกลางสูงมากกวาพายุหมุนอื่นๆ กอความเสียหายไดรุนแรงในบริเวณที่พัดผาน
เกิดไดท้ังบนบก และในทะเล หากเกิดในทะเล จะเรียกวา นาคเลนนํ้า (water spout)
บางคร้ังอาจเกิดจากกลุมเมฆบนทอ งฟา แตห มุนตวั ยื่นลงมาจากทองฟาไมถึงพืน้ ดนิ มีรปู
รางเหมือนงวงชา ง จึงเรยี กกนั วา ลมงวง

1บทที่

อนั ตรายของพายุ

1. ความรนุ แรงและอนั ตรายอนั เกดิ จากพายไุ ตฝุน
เมอื่ พายทุ ม่ี กี าํ ลงั ขนาดไตฝ นุ พดั ผา นทใี่ ดยอ มทาํ ใหเ กดิ ความเสยี หายรา ยแรงทวั่ ไป
เชน บนบกตนไมจะลม ถอนราก ถอนโคน บานเรือนพังทับผูคนในบานและที่ใกลเคียง
บาดเจ็บหรอื ตาย สวน ไรนาเสยี หายหนักมาก เสาไฟฟา ลม สายไฟฟาขาด ไฟฟา ช็อต เกิด
เพลิงไหมแ ละผูคนอาจเสียชวี ติ จากไฟฟา ดูดได ผูคนท่มี ีอาคารพกั อาศัยอยูริมทะเลอาจถูก
นาํ้ พดั พาลงทะเลจมนา้ํ ตายได ดงั เชน ปรากฎการณท แ่ี หลมตะลมุ พกุ จงั หวดั นครศรธี รรมราช
ในทะเลลมแรงจดั มากคลื่นใหญ เรือขนาดใหญ ขนาดหมน่ื ตนั อาจจะถกู พัดพาไป
เกยฝง ลม จมได บรรดาเรอื เลก็ จะเกดิ อนั ตรายเรอื ลม ไมส ามารถจะตา นความรนุ แรงของพายุ
ได คล่ืนใหญซัดขึ้นริมฝงจะทําใหระดับนํ้าขึ้นสูงมากจนทวมอาคารบานชองริมทะเลได
บรรดาโปะ จบั ปลาในทะเลจะถกู ทาํ ลายลงโดยคลืน่ และลม
2. ความรุนแรงและอนั ตรายจากพายุโซนรอน
พายโุ ซนรอ นมคี วามรนุ แรงนอ ยกวา พายไุ ตฝ นุ ฉะนนั้ อนั ตรายจะเกดิ จากการทพ่ี ายุ

รายวิชาสงั คมศกึ ษา (สค31001) <<ระดับมธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 37 ูภ ิมศาสต รกายภาพ
นพี้ ดั มาปะทะลดลงในระดบั รองลงมาจากพายไุ ตฝ นุ แตค วามรนุ แรงทจ่ี ะทาํ ใหค วามเสยี หาย
ก็ยังมมี ากเหมือนกัน ในทะเลลมจะแรงมากจนสามารถทาํ ใหเ รือขนาดใหญๆ จมได ตนไม
ถอนรากถอนโคน ดังพายโุ ซนรอนทีป่ ะทะฝง แหลมตะลุมพกุ จังหวัดนครศรธี รรมราช

ถา การเตรยี มการรบั สถานการณไ มเ พยี งพอ ไมม กี ารประชาสมั พนั ธใ หป ระชาชนได
ทราบเพ่ือหลีกเล่ียงภัยอันตรายอยางท่ัวถึง ไมมีวิธีการดําเนินการท่ีเขมแข็งในการอพยพ
การชวยเหลอื ผปู ระสบภัยตา งๆ ในระหวา งเกดิ พายุ การสญู เสียก็ยอมมีการเสยี ท้งั ชีวติ และ
ทรพั ยส มบัติของประชาชน

1บทท่ี

3. ความรุนแรงและอันตรายจากพายดุ ีเปรสชนั่
พายดุ เี ปรสชน่ั เปน พายทุ ม่ี กี าํ ลงั ออ น ไมม อี นั ตรายรนุ แรงแตท าํ ใหม ฝี นตกปานกลาง
ทว่ั ไป ตลอดทางทพ่ี ายดุ เี ปรสชนั่ พดั ผา น และมฝี นตกหนกั เปน แหง ๆ พรอ มดว ยลมกรรโชก
แรงเปนครั้งคราว ซ่ึงบางคราวจะรุนแรงจนทําใหเกิดความเสียหายได ในทะเลคอนขางแรง
และคลืน่ จดั บรรดาเรอื ประมงเล็กขนาดตํ่ากวา 50 ตนั ควรงดเวน ออกทะเลเพราะอาจจะ
ลมลงได และพายุดีเปรสชั่นนี้เม่ืออยูในทะเลไดรับไอนํ้าหลอเลี้ยงตลอดเวลา และไมมี
ส่ิงกีดขวางทางลมอาจจะทวีกําลังขึ้นได โดยฉับพลัน ฉะน้ัน เม่ือไดรับทราบขาววามีพายุ
ดีเปรสชั่นข้ึนในทะเลก็อยาวางใจวาจะมีกําลังออนเสมอไปอาจจะมีอันตรายไดเหมือนกัน
สาํ หรบั พายุพดั จดั จะลดนอ ยลงเปน ลาํ ดับ มีแตฝ นตกทั่วไปเปนระยะนานๆ และตกไดมาก
ถึง 100 มิลลเิ มตร ภายใน 12 ช่ัวโมง ซง่ึ ตอไปก็จะทาํ ใหเ กิดนาํ้ ปา ไหลบา จากภเู ขาและปา
ใกลเ คยี งลงมาทว มบานเรือนไดในระยะเวลาสนั้ ๆ หลังจากพายไุ ดผานไปแลว
4. ความรนุ แรงและอนั ตรายจากพายฤุ ดรู อน
พายฤุ ดรู อ นเปน พายทุ เี่ กดิ ขน้ึ โดยเหตแุ ละวธิ กี ารตา งกบั พายดุ เี ปรสชน่ั และเกดิ บน
ผืนแผนดินท่ีรอนอบอาวในฤดูรอนแตเปนพายุท่ีมีบริเวณยอมๆ มีอาณาเขตเพียง 20-30
ตารางกิโลเมตร แตอาจมลี มแรงมากถงึ 47 น็อต หรอื 87 กโิ ลเมตรตอ ชัว่ โมง พายุนีม้ กี ําลัง
แรงที่จะทําใหเกิดความเสียหายไดมาก แตเปนชวงระยะเวลาสั้นๆ ประมาณ 2-3 ช่ัวโมง

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ38 หนังสอื เรียนสาระการพฒั นาสังคม

อนั ตรายทเี่ กดิ ขน้ึ คอื ตน ไมห กั ลม ทบั บา นเรอื นผคู น ฝนตกหนกั และอาจมลี กู เหบ็ ตกได ใน
กรณีทีพ่ ายมุ ีกําลังแรง

การเตรยี มการปองกนั อนั ตรายจากพายุ
1. ติดตามสภาวะอากาศ ฟง คาํ เตอื นจากกรมอตุ ุนิยมวิทยาสมาํ่ เสมอ
2. สอบถาม แจง สภาวะอากาศรอนแกก รมอตุ นุ ยิ มวทิ ยา
3. ปลกู สรา ง ซอ มแซม อาคารใหแ ข็งแรง เตรียมปอ งกันภัยใหส ัตวเ ลย้ี งและพืชผล

การเกษตร
4. ฝก ซอ มการปองกนั ภัยพบิ ตั ิ เตรยี มพรอ มรับมือ และวางแผนอพยพหากจาํ เปน
5. เตรยี มเครอ่ื งอปุ โภค บรโิ ภค ไฟฉาย แบตเตอรี่ วทิ ยกุ ระเปา หว้ิ เพอื่ ตดิ ตามขา วสาร
6. เตรียมพรอมอพยพเมอ่ื ไดรับแจง ใหอพยพ

1บทที่
2) นํา้ ทว ม
สาเหตสุ าํ คญั ขนึ้ อยกู บั สภาพทอ งท่ี และความวปิ รติ ผนั แปรของธรรมชาตแิ ตใ นบาง
ทอ งท่ี การกระทาํ ของมนุษยก ็มีสว นสําคญั และ เกดิ จากมนี ้ําเปนสาเหตุ อาจจะเปน นํา้ ทว ม
นา้ํ ปา หรอื อนื่ ๆ โดยปกติ อทุ กภยั เกดิ จากฝนตกหนกั ตอ เนอื่ งกนั เปน เวลานาน บางครงั้ ทาํ ให
เกดิ แผน ดนิ ถลม อาจมสี าเหตจุ ากพายหุ มนุ เขตรอ น ลมมรสมุ มกี าํ ลงั แรง รอ งความกดอากาศ
ตา่ํ มกี ําลังแรงอากาศแปรปรวน น้ําทะเลหนนุ แผน ดินไหว เข่ือนพงั ซ่งึ ทําใหเกดิ อุทกภัยได
สาเหตกุ ารเกดิ อุทกภยั แบงไดเปน 2 ชนดิ ดงั นี้
2.1 จากนา้ํ ปา ไหลหลากและนาํ้ ทว มฉบั พลนั เกดิ จากฝนตกหนกั ตดิ ตอ กนั หลาย
ชั่วโมง ดินดูดซับไมทัน น้ําฝนไหลลงพ้ืนราบอยางรวดเร็ว ความแรงของนํ้าทําลายตนไม
อาคาร ถนน สะพาน ชีวติ ทรัพยสิน
2.2 จากนํา้ ทวมขังและนา้ํ เออ นอง เกิดจากนา้ํ ในแมน า้ํ ลําธารลนตล่งิ มีระดับสูง
จากปกติ ทว มและแชข งั ทาํ ใหก ารคมนาคมชะงกั เกดิ โรคระบาด ทาํ ลายสาธารณปู โภค และ
พชื ผลการเกษตร
การปอ งกนั น้าํ ทว มปฏบิ ัตไิ ดด งั นี้
1. ตดิ ตามสภาวะอากาศ ฟง คาํ เตือนจากกรมอตุ นุ ยิ มวิทยา
2. ฝก ซอมการปอ งกันภัยพบิ ัติ เตรยี มพรอมรับมือ และวางแผนอพยพหากจําเปน
3. เตรียมน้ําด่ืม เคร่ืองอุปโภค บริโภค ไฟฉาย แบตเตอร่ี วิทยุกระเปาหิ้วเพื่อ
ตดิ ตามขาวสาร
4. ซอมแซมอาคารใหแขง็ แรง เตรยี มปองกันภัยใหส ัตวเล้ยี งและพืชผลการเกษตร
5. เตรียมพรอมเสมอเม่ือไดรับแจงใหอพยพไปที่สูง เม่ืออยูในพ้ืนที่เสี่ยงภัย และ
ฝนตกหนักตอเนือ่ ง
6. ไมลงเลนน้าํ ไมข บั รถผานน้าํ หลากแมอ ยบู นถนน ถา อยูใกลนาํ้ เตรยี มเรือเพื่อ
การคมนาคม

รายวิชาสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย>> 39

7. หากอยใู นพน้ื ทน่ี า้ํ ทว มขงั ปอ งกนั โรคระบาด ระวงั เรอื่ งนาํ้ และอาหารตอ งสกุ และ 1บทที่
สะอาดกอ นบริโภค
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
3) แผน ดนิ ไหว

เปนปรากฏการณ การสั่นสะเทือนหรอื เขยา ของพ้นื ผวิ โลก สาเหตุของการเกดิ แผน
ดนิ ไหวนนั้ สว นใหญเ กดิ จากธรรมชาติ โดยแผน ดนิ ไหวบางลกั ษณะสามารถเกดิ จากการกระ
ทาํ ของมนษุ ยไ ดเ ชน การทดลองระเบดิ ปรมาณู การปรบั สมดลุ เนอื่ งจากนาํ้ หนกั ของนา้ํ ทกี่ กั
เก็บในเขือ่ นและแรงระเบดิ การทําเหมอื งแรเ ปนตน

การปฏบิ ัตปิ อ งกันตัวเองจากการเกดิ แผน ดินไหว
กอ นเกดิ แผนดนิ ไหว
1. ควรมไี ฟฉายพรอ มถา นไฟฉาย และกระเปา ยาเตรยี มไวใ นบา น และใหท กุ คนทราบ
วาอยทู ่ีไหน
2. ศกึ ษาการปฐมพยาบาลเบอื้ งตน
3. ควรมีเครื่องมือดับเพลิงไวในบา น เชน เครอ่ื งดับเพลงิ ถุงทราย เปนตน
4. ควรทราบตาํ แหนง ของวาลว ปด นาํ้ วาลว ปด กา ซ สะพานไฟฟา สาํ หรบั ตดั กระแส
ไฟฟา
5. อยาวางสิ่งของหนักบนชั้น หรือห้ิงสูงๆ เมื่อแผนดินไหวอาจตกลงมากเปน
อนั ตรายได
6. ผกู เครอ่ื งใชห นกั ๆ ใหแนน กับพ้นื ผนังบาน
7. ควรมกี ารวางแผนเรอื่ งจดุ นดั หมาย ในกรณที ต่ี อ งพลดั พรากจากกนั เพอ่ื มารวม
กนั อีกคร้ใั นภายหลัง
ระหวางเกิดแผนดินไหว
1. อยา ตื่นตกใจ พยายามควบคุมสติอยูอยา งสงบ
2. ถา อยใู นบา นใหย นื หรอื หมอบอยใู นสว นของบา นทม่ี โี ครงสรา งแขง็ แรงทสี่ ามารถ
รบั น้ําหนกั ไดมาก และใหอ ยหู างจากประตู ระเบยี ง และหนาตาง
3. หากอยใู นอาคารสูง ควรตัง้ สติ และรีบออกจากอาคารโดยเรว็ หนีใหห า งจากสิง่ ที่
จะลม ทับได
4. ถาอยูในท่ีโลงแจง ใหอยูหางจากเสาไฟฟา และสิ่งหอยแขวนตางๆ ท่ีปลอดภัย
ภายนอกคอื ท่ี โลง แจง
5. อยา ใช เทยี น ไมข ดี ไฟ หรอื ส่ิงทีท่ ําใหเกดิ เปลวหรือประกายไฟ เพราะอาจมีแกส
ร่วั อยบู รเิ วณนนั้
6. ถา กําลังขับรถใหหยดุ รถและอยูภายในรถ จนกระทง่ั การสน่ั สะเทือนจะหยดุ
7. หา มใชลิฟทโดยเด็ดขาดขณะเกดิ แผนดินไหว
8. หากอยชู ายหาดใหอ ยหู า งจากชายฝง เพราะอาจเกดิ คลน่ื ขนาดใหญซ ดั เขา หาฝง

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ40 หนงั สอื เรียนสาระการพฒั นาสังคม

หลงั เกิดแผน ดนิ ไหว
1. ควรตรวจตวั เองและคนขา งเคยี งวา ไดร บั บาดเจบ็ หรอื ไม ใหท าํ การปฐมพยาบาล
ข้นั ตนกอ น
2. ควรรบี ออกจากอาคารทเี่ สยี หายทนั ที เพราะหากเกดิ แผน ดนิ ไหวตามมา อาคาร
อาจพงั ทลายได
3. ใสรองเทา หุมสนเสมอ เพราะอาจมเี ศษแกว หรือวสั ดแุ หลมคมอืน่ ๆ และสิง่ หกั
พังทมิ่ แทงได
4. ตรวจสายไฟ ทอนํา้ ทอแกส ถา แกส รว่ั ใหปด วาลว ถงั แกส ยกสะพานไฟ อยา
จุดไมขดี ไฟ หรือกอ ไฟจนกวาจะแนใจวา ไมมีแกส รว่ั
5. ตรวจสอบวา แกส รว่ั ดว ยการดมกลิน่ เทานัน้ ถา ไดก ลิ่นใหเ ปดประตูหนาตา ง

1บทที่ ทกุ บาน
6. ใหออกจากบริเวณทส่ี ายไฟขาด และวสั ดสุ ายไฟพาดถึง
7. เปดวทิ ยุฟง คําแนะนําฉกุ เฉิน อยาใชโทรศัพท นอกจากจาํ เปนจรงิ ๆ
8. สํารวจดคู วามเสยี หายของทอ สวม และทอนํา้ ทิ้งกอนใช
9. อยาเขาไปในเขตท่มี คี วามเสยี หายสงู หรอื อาคารพงั

4) ปรากฏการณเ รอื นกระจก

คําวา เรือนกระจก (greenhouse) หมายถึง อาณาบริเวณท่ีปดลอมดวยกระจก
หรือวัสดุอื่นซึ่งมีผลในการเก็บกักความรอนไวภายใน ในประเทศเขตหนาวนิยมใชเรือน
กระจกในการเพาะปลกู ตน ไมเ พราะพลงั งานแสงอาทติ ยส ามารถผา นเขา ไปภายในไดแ ตค วาม
รอ นทอี่ ยภู ายในจะถกู กกั เกบ็ โดยกระจกไมใ หส ะทอ นหรอื แผอ อกสภู ายนอกไดท าํ ใหอ ณุ หภมู ิ
ของอากาศภายในอบอุน และเหมาะสมตอการเจริญเติบโตของพืชแตกตางจากภายนอกท่ี
ยังหนาวเย็น นักวิทยาศาสตรจึงเปรียบเทียบปรากฏการณที่ความรอนภายในโลกถูกกับดัก
ความรอ นหรอื กา ซเรือนกระจก (Greenhouse gases) เกบ็ กกั เอาไวไมใหส ะทอนหรอื แผ
ออกสูภ ายนอกโลกวาปรากฏการณเ รอื นกระจก

โลกของเราตามปกติมีกลไกควบคุมภูมิอากาศโดยธรรมชาติอยูแลว กระจกตาม
ธรรมชาติของโลก คือ กาซคารบอนไดออกไซดและไอนํ้าซึ่งจะคอยควบคุมใหอุณหภูมิ
ของโลกโดยเฉลี่ยมีคา ประมาณ 15 °C และถา หากในบรรยากาศไมมกี ระจกตามธรรมชาติ
อณุ หภมู ขิ องโลกจะลดลงเหลอื เพยี ง -20°C มนษุ ยแ ละพชื กจ็ ะลม ตายและโลกกจ็ ะเขา สยู คุ
นาํ้ แขง็ อกี คร้งั หนึง่

สาเหตสุ าํ คญั ของการเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจกมาจากการเพมิ่ ขนึ้ ของกา ซเรอื น
ก(CรHะจ4ก)ไปนรตะเรภัสทอตอากงๆไซไดด แ(กN ค2Oา)รบแอลนะคไดลอออโรกฟไซลูดออ (โCรOค2า)รไบออนนาํ้ (H(C2OF)Csโ)อโใซนนสว(นOข3)อมงกเี ทานซ

รายวชิ าสังคมศึกษา (สค31001) <<ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย>> 41

คารบอนไดออกไซดจะเกิดการหมุนเวียนและรักษาสมดุลตามธรรมชาติ ปญหาในเร่ือง 1บทที่
ปรากฏการณเ รอื นกระจกจะไมส ง ผลกระทบทรี่ นุ แรงตอมนษุ ยชาติโดยเดด็ ขาด
ูภ ิมศาสต รกายภาพ
แตป ญ หาทโี่ ลกของสงิ่ มชี วี ติ กาํ ลงั ประสบอยใู นปจ จบุ นั กค็ อื ปรมิ าณกา ซเรอื นกระจก
ที่อยูในบรรยากาศเกิดการสูญเสียสมดุลข้ึน ปริมาณความเขมของกาซเรือนกระจกบางตัว
เชน คารบ อนไดออกไซด มเี ทน ไนตรสั ออกไซดแ ละคลอโรฟลอู อโรคารบ อนกลบั เพม่ิ ปรมิ าณ
มากขึ้น นับต้ังแตเกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม (industrial revolution) หรือประมาณป
พ.ศ. 2493 เปน ตนมา

กจิ กรรมตา งๆ ทที่ าํ ใหเ กดิ การเพมิ่ ขน้ึ ของกา ซเรอื นกระจกมดี งั นค้ี อื 57% เกดิ จาก
การเผาไหมของเช้ือเพลิงฟอสซิล (น้ํามันเชื้อเพลิง ถานหินและกาซธรรมชาติ) 17%
เกดิ จากการใชส ารคลอโรฟลอู อโรคารบ อน 15% เกดิ จากการผลติ ในภาคเกษตรกรรม 8%
เกิดจากการตดั ไมท ําลายปา สว นอกี 3% เกดิ จากการเปลีย่ นแปลงตามธรรมชาติ

นกั วทิ ยาศาสตรท วั่ โลกไดต ดิ ตามการเพม่ิ ขน้ึ ของปรมิ าณกา ซเรอื นกระจก โดยการ
ใชวิทยาศาสตรและเทคโนโลยีอันทันสมัย เชน การใชดาวเทียมสํารวจอากาศและสามารถ
สรุปไดวาในแตละปสัดสวนของกาซเรือนกระจกท่ีถูกปลอยออกจากโลก โมเลกุลของ
คารบ อนไดออกไซดจ ะมผี ลตอ การตอบสนองในการเกบ็ กกั ความรอ นนอ ยมาก แตเ นอ่ื งจาก
ปรมิ าณของคารบ อนไดออกไซดท เี่ กดิ จากกจิ กรรมตา งๆ ของมนษุ ยม มี ากทส่ี ดุ ดงั นน้ั หวั ใจ
สําคัญของการแกปญหาจึงตองมุงประเด็นตรงไปที่การลดปริมาณคารบอนไดออกไซด
ซึ่งเกิดจากการเผาไหมข องเชื้อเพลิง ฟอสซลิ กอ นเปน อนั ดบั แรก ตอ จากนนั้ จึงคอยลดและ
เลกิ การใชค ลอโรฟลอู อโรคารบ อนรวมถงึ การควบคมุ ปรมิ าณของมเี ทนและไนตรสั ออกไซด
ท่ีจะปลอยขึน้ สูบรรยากาศ

ผลกระทบตอมนุษยชาติจากการเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจก
จากการคาดการณข องนกั วิทยาศาสตร อุณหภมู โิ ดยเฉล่ยี ของโลกสงู ขนึ้ ถึงแมก าร
เพม่ิ สงู ขนึ้ จะแสดงออกมาเปน ตวั เลขเพยี งเลก็ นอ ย แตอ าจสง ผลกระทบทร่ี นุ แรงตอ โลกของ
ส่ิงมีชีวิต เพราะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกดังที่เกิดข้ึนในปจจุบันทําใหความ
แตกตางระหวางอุณหภูมิบริเวณเสนศูนยสูตรกับบริเวณข้ัวโลกลดนอยลงทําใหเกิดความ
ผนั ผวนขน้ึ ในอณุ หภมู อิ ากาศของโลก เชน แนวปะทะระหวา งอากาศรอ นกบั อากาศเยน็ ของ
ลมเปลยี่ นไปอยา งมากเกดิ สภาวะความกดอากาศตา่ํ มากขน้ึ ทาํ ใหม ลี มมรสมุ พดั แรง เกดิ ลม
พายุชนิดตางๆ เชน พายโุ ซนรอน ใตฝ นุ ดเี ปรสชัน่ และทอรนาโดขน้ึ บอยๆ หรืออาจเกดิ
ฝนตกหนักผิดพื้นท่ี สมดุลทางธรรมชาติจะเปลี่ยนแปลงไปทําใหเกิดภัยธรรมชาติ เชน
ดินถูกนํา้ เซาะพังทลายหรือเกดิ อุทกภัยเฉียบพลนั เปนตน
นอกจากน้ีนักวิทยาศาสตรยังมีความเชื่อวาหากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงมาก
จะทําใหนํ้าแข็งบริเวณข้ัวโลกละลาย น้ําในทะเลและมหาสมุทรจะเพ่ิมปริมาณและทวมทน
ทําใหเกาะบางแหงจมหายไป เมืองที่อยูใกลชายทะเลหรือมีระดับพื้นที่ต่ําเชน กรุงเทพฯ
จะเกดิ ปญ หานา้ํ ทว มขน้ึ และถา นา้ํ แขง็ บรเิ วณขว้ั โลกละลายอยา งตอ เนอื่ ง กจ็ ะสง ผลใหร ะดบั

ภมู ศิ าสตรก ายภาพ42 หนังสอื เรยี นสาระการพฒั นาสงั คม

นํ้าทะเลทั่วโลกเพ่ิมสูงข้ึนอีกสามเมตรหรือมากกวาน้ัน ซ่ึงหมายถึงอุทกภัยครั้งใหญจะเกิด
ขนึ้ ในโลกอยางแนน อน จากเอกสารของโครงการสิ่งแวดลอ มขององคการสหประชาชาตไิ ด
ประมาณการณวาอุณหภมู เิ ฉลีย่ ของโลกอาจสูงขน้ึ 2 ถงึ 4°C และระดับนํา้ ทะเลอาจสงู ขน้ึ
20-50 เซนตเิ มตร ในระยะเวลาอกี 10 – 50 ปนับจากปจ จบุ นั

มาตรการปอ งกนั ผลกระทบจากการเกดิ ปรากฎการณเรอื นกระจก
หลกั จากทเี่ ราไดท ราบมลู เหตแุ หง การเกดิ ปรากฎการณเ รอื นกระจกแลว ขอ สรปุ ทด่ี ี
ท่สี ดุ ในการแกไ ขปญหา คือ การลดปรมิ าณกา ซเรอื นกระจกทจ่ี ะถูกปลอ ยออกสูบรรยากาศ
ใหอยูในสัดสวน และปริมาณท่ีนอยที่สุดเทาท่ีจะกระทําได การรักษาระดับความหนาแนน
ของกาซเรือนกระจกในบรรยากาศท่ีทั่วโลกกํากลังปฏิบัติมีหลายวิธี ยกตัวอยางเชน
มาตรการของ IPCC (Intergovermental Panel on Climate Change) ซ่งึ ประมาณ

1บทท่ี การณเ อาไวว า การรกั ษาระดบั ความหนาแนน ของกา ซเรอื นกระจกในบรรยากาศใหอ ยใู นระดบั
เดยี วกบั ปจ จบุ นั จะตอ งลดการปลดปลอ ยกา ซเรอื นกระจกจากการกระทาํ ของมนษุ ยใ หต า่ํ ลง
จากเดมิ 6% และไดเสนอมาตรการตางๆ ดงั น้ี
1. สงเสริมการสงวนและการใชพลังงานอยางมีประสิทธิภาพสูงสุดดังจะยกตัวอยาง
ในบานเมืองของเราก็เชน การใชเ ครื่องไฟฟาท่มี ีสลากประหยัดไฟ หรือการเลอื กใชห ลอด
ฟลูออเรสเซนต ชนดิ หลอดผอมเปน ตน
2. หามาตรการในการลดปรมิ าณคารบอนไดออกไซด เชน กาํ หนดนโยบายผทู ําให
เกดิ มลพษิ ตอ งเปน ผรู บั ผดิ ชอบคา ใชจ า ยในการบาํ บดั ในบางประเทศมกี ารกาํ หนดใหม กี าร
เก็บภาษีผูท่ีทําใหเกิดกาซคารบอนไดออกไซดใหมากข้ึน ท้ังน้ีจะสงผลตอการประหยัด
พลังงานของประเทศทางออ มดว ย
3. เลิกการผลติ และการใชคลอโรฟลอู อโรคารบอน (CFCs) รวมท้งั คน หาสารอนื่ มา
ทดแทนคลอโรฟลอู อโรคารบ อน ในบางประเทศกาํ หนดใหใ ชไ ฮโดรฟลอู อโรคารบ อน(HFCs)
แทน สาํ หรับประเทศไทยของเรามกี ารสงเสรมิ การสรางคานิยมในการใชส เปรย และอุปกรณ
ท่อี ยใู นประเภทท่ปี ราศจากคลอโรฟลอู อโรคารบ อน (Non-CFCs) เปนตน
4. หนั มาใชเ ชอื้ เพลงิ ทก่ี อ ใหเ กดิ คารบ อนไดออกไซดใ นปรมิ าณทนี่ อ ยกวา เมอ่ื เทยี บ
กบั คา พลังงานที่ได เชน การกอสรางโครงการรถไฟฟาของกรงุ เทพมหานครจะชวยลดการ
ใชน ้าํ มันเช้ือเพลิงจากการขนสง มวลชนในแตล ะวนั ไดอ ยางดแี ละประสิทธภิ าพท่ีสุด
5. สนบั สนุนการวจิ ัยเก่ยี วกบั แหลง พลงั งานทดแทนอน่ื ๆ เชน พลงั งานแสงอาทิตย
และพลงั งานนวิ เคลยี รใ หเ กดิ เปน รปู ธรรมและไดร บั ความเชอ่ื มน่ั จากประชาชนวา จะไมก อ ให
เกิดมหนั ตภยั มวลมนุษยชาติดังท่เี กดิ ขึ้นในเชอรโ นบิวล
6. หยดุ ยงั้ การทาํ ลายปา ไมแ ละสนบั สนนุ การปลกู ปา ทดแทน สาํ หรบั ในประเทศไทย
การรณรงคในเรอ่ื งการปลกู ปาเฉลิมพระเกียรตินบั เปน โครงการทนี่ าสนับสนนุ อยางมาก


Click to View FlipBook Version