1 คู่มือ ระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน (Mentor And Coaching) นำเสนอโดย กองพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ
2 คำนำ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากร โดยรูปแบบอื่น ที่มิใช่การฝึกอบรมสัมมนา (Non-Training) ซึ่งจะเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็น ระบบ และเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดี อันจำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้กับ บุคลากรกรมสอบสวนคดีพิเศษจากรุ่นสู่รุ่น อันจะก่อให้เกิดการพัฒนาประสิทธิภาพ ของการปฏิบัติงานของรุ่นปัจจุบัน และอนาคตมากยิ่งขึ้นไป จึงมอบหมายให้กองพัฒนาและ สนับสนุนคดีพิเศษจัดทำโครงการพัฒนาระบบพี่เลี้ยงและการสอนงานขึ้น เพื่อเป็นการพัฒนา บุคลากรของกรมสอบสวนคดีพิเศษให้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเป็น การถ่ายทอดองค์ความรู้อย่างเป็นระบบอีกแนวทางหนึ่งด้วย กองพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษจึงได้จัดทำคู่มือ “ระบบพี่เลี้ยงและ การสอนงาน” โดยนำองค์ความรู้จากเอกสาร งานวิชาการต่างๆ มาอธิบายเกี่ยวกับระบบ พี่เลี้ยงและการสอนงาน รวมทั้งสรุปขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้สอนงาน/พี่เลี้ยงสามารถทำหน้าที่สอนงาน บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือนี้จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้เป็นข้าราชการยุคใหม่ที่มีประสิทธิภาพและปฏิบัติตามค่านิยมร่วม “เกียรติศักดิ์ เชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์” ต่อไป กองพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ มีนาคม ๒๕๖๖
3 สารบัญ หน้า คำนำ ๒ สารบัญ ๓ แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๔ ขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๒๒ แนวทางการปฏิบัติของพี่เลี้ยงและผู้สอนงาน ๒๖ บรรณานุกรม ๓๐ ภาคผนวก ๓๑
4 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ระบบพี่เลี้ยงและการสอนงานเป็นรูปแบบการพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่มี ความสัมพันธ์กัน ซึ่งกล่าวได้ว่าระบบพี่เลี้ยงมีขอบเขตที่กว้างขวางกว่าการสอนงานและ การเป็นพี่เลี้ยงที่มีคุณภาพนั้น จะต้องมีศักยภาพในการสอนงานด้วย โดยทั้งการสอนงาน และระบบพี่เลี้ยงเป็นการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กรที่ใช้การลงทุนน้อยแต่ให้ผลในการ เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานที่สูง ในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของหลายหน่วยงาน ที่จะก้าวสู่องค์กรที่มีประสิทธิภาพสูงได้นํารูปแบบการสอนงานและระบบพี่เลี้ยงมาใช้ อย่างเป็นรูปธรรมจนกระทั่งฝังลึกเป็นวัฒนธรรมขององค์กร อย่างไรก็ตามในการดำเนินการ เพื่อให้เกิดการพัฒนา ควรมีการติดตามประเมินผลเป็นระยะในทุกองค์ประกอบ เพื่อการปรับเปลี่ยนกระบวนการให้เหมาะสม ดังแสดงในแผนภูมิ
5 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ระบบพี่เลี้ยง (Mentoring System) ระบบพี่เลี้ยง คือ ระบบดูแลสอนงาน และเป็นที่ปรึกษาให้กับบุคลากร ที่อ่อนประสบการณ์กว่า โดยผู้ที่ทําหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงควรจะต้องมีความอาวุโสในงาน ตลอดจนประสบการณ์การทํางานนั้นๆ ที่สูงกว่าผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล นอกจากนี้ บางครั้งพี่เลี้ยงอาจจะเป็นผู้ให้คําแนะนําตลอดจนเป็นที่ปรึกษาในเรื่องอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น การปรับตัวในการทํางานที่องค์กร, การใช้ชีวิตในองค์กร, ตลอดจนการใช้ชีวิตในสังคม เป็นต้น พี่เลี้ยง (Mentor) พี่เลี้ยง หมายถึง ผู้ที่รับหน้าที่ดูแลบุคคล/กลุ่มบุคคลที่ได้รับมอบหมาย คอยสอนงาน ตลอดจนเป็นที่ปรึกษาตามทักษะ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ที่ตนถนัดและทําอยู่ ก่อนหน้าแล้ว โดยมากมักเป็นรุ่นพี่ในองค์กรหรือผู้ที่อาวุโสกว่า ซึ่งทํางานมาก่อนหน้าและ มีความเข้าใจการทํางานเป็นอย่างดี น้องเลี้ยง (Mentee) น้องเลี้ยง หมายถึง ผู้ที่ต้องอยู่ในการดูแลของพี่เลี้ยง เรียนรู้การทํางาน ฝึกฝน ทักษะ ตลอดจนสั่งสมประสบการณ์การทํางานเพื่อให้เกิดความชํานาญยิ่งขึ้น โดยมากมักเป็นผู้ที่ เข้ามาทํางานใหม่ มีอาวุโสในการทํางานน้อยกว่าผู้ที่ทํางานในองค์กรมาก่อน ส่วนใหญ่ มักเป็นรุ่นน้องที่อายุอ่อนกว่า น้องเลี้ยงในบางครั้งก็เป็นผู้ที่อยู่ในองค์กรมาแล้วแต่กําลัง จะขึ้นตําแหน่งใหม่หรือย้ายแผนก/สายงาน ซึ่งผู้ที่อยู่ในตําแหน่งเหนือหรือผู้ที่รู้และเข้าใจ การทํางานมากกว่า จะเป็นผู้ที่คอยดูแลนั่นเอง อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุจริงแต่ขึ้นอยู่กับอายุ และประสบการณ์การทํางานเป็นหลัก
6 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน เป้าหมายของระบบพี่เลี้ยง การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงในส่วนงานต่างๆ มีเป้าหมายดังนี้ ลดค่าใช้จ่ายในการ ดำเนินงาน ค้นพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น สัมพันธภาพระหว่างบุคลากรดีขึ้น สมรรถนะของ บุคลากรดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในงานดีขึ้น ความผูกพันองค์กร เพิ่มขึ้น ภาพลักษณ์องค์กรดีขึ้น บุคลากรมีความสุขในการทํางานมากขึ้น อัตราการออก จากงาน หรือการย้ายสังกัดลดลง อัตราการขาดงานลดลง ประโยชน์ของระบบพี่เลี้ยง ๑. องค์กรมีการถ่ายทอดการทํางานโดยถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงจากตัวบุคคล สู่ตัวบุคคล ๒. บุคลากรใหม่หรือผู้ที่มารับตําแหน่งใหม่มีแบบแผนในการทํางานที่ดีและมี มาตรฐานที่ชัดเจน ๓. มีการถ่ายทอดการทำงานเป็นระบบระเบียบที่ชัดเจน ทำให้สามารถรักษา มาตรฐานการทำงานขององค์กรได้ ๔. เนื่องจากมีผู้มีประสบการณ์กำกับดูแลจึงไม่ปล่อยปะละเลยให้ผู้ที่ไม่มี ประสบการณ์ทํางานโดยความไม่มีความรู้ทำให้โอกาสเกิดความเสียหายในการทำงาน น้อยลง ๕. มีการสอดส่องดูแลการทํางาน และตรวจสอบข้อผิดพลาดซึ่งกันและกัน พร้อมทั้ง ช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา ทำให้การทํางานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๖. สร้างสัมพันธ์ที่ดีในองค์กร ส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบุคลากร สร้างเครือข่าย และความสามัคคีที่ดีในการทํางาน ๗. สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี ตลอดจนส่งเสริมระบบพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของ องค์กรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งยังส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดีต่อองค์กรด้วย ๘. บุคลากรใหม่เกิดความประทับใจในเพื่อนร่วมงาน ระบบการทํางาน ตลอดจน องค์กร และสร้างความจงรักภักดีให้กับองค์กร
7 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน คุณลักษณะของพี่เลี้ยงที่ดีมีดังต่อไปนี้ ๑. เชี่ยวชาญในภารกิจที่ได้รับมอบหมาย พี่เลี้ยงที่ทําหน้าที่ได้การดูแลน้องเลี้ยงที่ควรเป็นบุคคลที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญ ด้านการสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ หรือในสายงานสนับสนุน เพื่อให้สามารถสอนงานและ ตอบข้อสงสัยต่างๆ ของน้องเลี้ยงได้เป็นอย่างดี ๒. มีความเข้าใจองค์กร พี่เลี้ยงควรมีความรู้ความเข้าใจในเรื่ององค์กร เพราะพี่เลี้ยงจะต้องทําหน้าที่ใน การถ่ายทอดเรื่ององค์กร ตั้งแต่ประวัติองค์กร ทั้งด้านวิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ ค่านิยม ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กร ๓. ทักษะในการเป็นโค้ช พี่เลี้ยงต้องมีทักษะของการเป็นโค้ชที่ดีคือ ต้องรู้จักวิธีการสอน วิธีการถ่ายทอด ความรู้ในรูปแบบต่างๆ เพื่อให้น้องเลี้ยงสามารถเข้าใจได้ง่าย ๔. ทักษะด้านการสื่อสาร พี่เลี้ยงควรจะต้องมีทักษะในการสื่อสารถ่ายทอดข้อมูลที่ดี รู้จักการถ่ายทอดงาน ให้เป็นขั้นเป็นตอน ใช้ภาษาที่ทําให้เข้าใจง่าย เหมาะสม ทักษะการสื่อสารที่ดีจะช่วยทําให้ น้องเลี้ยงเข้าใจได้ง่ายขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากพี่เลี้ยงไม่มีทักษะในการสื่อสารที่ดีอาจทํา ให้การสื่อสารระหว่างกันไม่รู้เรื่อง สอนงานไม่เป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง อาจทําให้งาน เกิดการเสียหาย หรือน้องเลี้ยงจําวิธีการทํางานที่ไม่ถูกต้อง ๕. ทักษะด้านการเป็นผู้นํา ภาวะผู้นํา หมายถึง บุคลิกลักษณะตลอดจนนิสัยในการทํางานที่ดีของการเป็น ผู้นํา ตั้งแต่รู้จัก การประเมินสถานการณ์ วางแผนการทํางาน ตลอดจนบริหารจัดการได้ดี รวมถึงมีทักษะในการเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่ดี และมีทักษะการแก้ปัญหาที่ยอดเยี่ยมด้วย
8 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน คุณลักษณะอื่นๆ ของพี่เลี้ยงที่ดี ดังนี้ ๑. ชอบดูแลและให้คําแนะนํา พี่เลี้ยงที่ดีควรมีนิสัยชอบดูแลและให้คําแนะนําผู้อื่น รู้จักเอาใจใส่ผู้อื่น เพราะการ เป็นพี่เลี้ยงจะต้องคอยดูแลและเป็นที่ปรึกษาให้กับน้องเลี้ยงอยู่เสมอ และระยะเวลาในการ เป็นพี่เลี้ยงอาจใช้ระยะเวลานาน ๒. มนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีทัศนคติที่ยอดเยี่ยม การมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีจะทําให้เกิดการสนิทสนม ไว้เนื้อเชื่อใจกัน ยอมรับนับถือ กัน รวมถึงเปิดใจระหว่างกันได้ง่าย เมื่อพี่เลี้ยงและน้องเลี้ยงยอมรับกันและกันตลอดจน สร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันได้ดีแล้ว ย่อมทําให้การถ่ายทอดงานตลอดจนการพูดคุยต่างๆ ดูราบรื่น และประสบผลสําเร็จได้ง่าย นอกจากนี้การมีทัศนคติที่ดีก็เป็นสิ่งสําคัญที่ส่งผลดี ต่อการมองปัญหาและแก้ปัญหา เป็นแรงผลักดันในการต่อสู้ตลอดจนเอาชนะปัญหา เพื่อมุ่งสู่ความสําเร็จได้ตลอดจนการส่งเสริมกําลังใจซึ่งกันและกันด้วย ๓. มีความรับผิดชอบ ผู้ที่มีความรับผิดชอบจะสามารถถ่ายทอดความรับผิดชอบที่ดีสู่น้องเลี้ยงได้ ความรับผิดชอบนี้ประกอบด้วยการรับผิดชอบในงาน ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ๔. รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้อื่น ผู้ที่เป็นพี่เลี้ยงที่ดีนั้นควรรู้จักฟังให้เป็น ตั้งใจฟัง เปิดใจ ทําใจเป็นกลาง และ ที่สําคัญต้องเปิดโอกาสให้น้องเลี้ยงได้แสดงความคิดเห็นตลอดจนเสนอแนะสิ่งต่างๆ และ สามารถวิเคราะห์เพื่อเลือกสิ่งที่เหมาะสมที่สุดได้ ๕. เป็นคนใจเย็น พี่เลี้ยงที่ดีควรมีความใจเย็น รอบคอบในการตัดสินใจ ไม่ใจร้อน ด่วนตัดสินใจ หรือมีอารมณ์ฉุนเฉียว ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือต้องทนกับการถามคําถามเดิมซ้ำๆ ต้อง ใจเย็นในการสอนสิ่งเดิมๆ เปิดใจในการรับฟังไขข้อข้องใจในสิ่งที่ผู้มาใหม่ไม่รู้ การเข้าใจ และความใจเย็นจะทําให้เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และการดูแลเป็นไปอย่างราบรื่น
9 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๖. รู้จักการให้กําลังใจและสร้างความประทับใจให้เป็น พี่เลี้ยงที่ดีควรรู้จักการส่งเสริมให้กําลังใจในสถานการณ์และเวลาที่เหมาะสม ไม่ดุด่าว่ากล่าวน้องเลี้ยงในเหตุที่ไม่สมควร ไม่ควรผลักภาระให้น้องเลี้ยงเพียงอย่างเดียว ควรเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาสด้วยการชี้ให้เห็นปัญหาข้อบกพร่องเพื่อเสนอแนะวิธีแก้ไข หรือการปฏิบัติที่ถูกต้อง ตลอดจนให้กําลังใจในการต่อสู้กับอุปสรรคในการทํางาน การสร้าง ความประทับใจให้เกิดขึ้นกับน้องเลี้ยงทําให้น้องเลี้ยงจดจําภาพดีๆ เก็บความทรงจําที่ดี สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ที่อาจส่งผลดีต่อการทํางานร่วมกันต่อๆ ไป ส่งผลดีกับองค์กร และยังเป็นการปลูกฝังให้น้องเลี้ยงกลายเป็นพี่เลี้ยงที่ดีในอนาคตได้ด้วยเช่นกัน ๗. เต็มใจแบ่งปัน ควรเลือกคนที่เต็มใจจะมาเป็นพี่เลี้ยงเป็นอันดับแรก มากกว่าการบังคับหรือ สั่งการผู้ที่ไม่เหมาะสม เพื่อป้องกันการเกิดความรู้สึกของการเป็นภาระ และไม่เกิด การสอนงาน
10 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ขั้นตอนการเป็นพี่เลี้ยง ในกระบวนการการพัฒนาน้องเลี้ยงประกอบด้วย 4 ระยะ ดังแสดงในแผนภูมิ ด้านล่าง 1. ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้นหรือระยะการเริ่มสร้างสัมพันธภาพ (initiation phase) เป็นระยะของการมอบหมายพี่เลี้ยง การเตรียมการเป็นพี่เลี้ยง การสร้างความคุ้นเคย ระหว่างพี่เลี้ยงและน้องเลี้ยง การแสดงบทบาทพี่เลี้ยง การทบทวนการทํางาน 2. ระยะที่ 2 ระยะของการเรียนรู้ (cultivation phase) เป็นระยะของการสอนงาน การเป็นแบบอย่างที่ดี การให้คําปรึกษาและการติดตามงาน 3. ระยะที่ 3 ระยะแห่งการแยกจากกัน (separation phase) เป็นระยะของ การสิ้นสุดการเป็นพี่เลี้ยง 4. ระยะที่ 4 ระยะสร้างสัมพันธภาพใหม่ (re definition phase) ระยะนี้เป็นระยะ ที่มีการสร้างความสัมพันธ์ในรูปแบบใหม่
11 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน การสอนงาน (Coaching) การสอนงาน เป็นวิธีพัฒนาทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ปฏิบัติงานจริง และเป็นหน้าที่ ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องสอนงานผู้ใต้บังคับบัญชา โดยมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาศักยภาพของ ผู้ใต้บังคับบัญชาให้มีความรู้ทักษะ และสมรรถนะที่เหมาะสม การปฏิบัติงานให้สอดคล้อง กับเป้าหมายของหน่วยงานและประสบผลสําเร็จตามเป้าหมายที่กําหนดขึ้น ความสําคัญของการสอนงาน การสอนงานมีความจําเป็นอย่างยิ่งในการปฏิบัติงาน เพราะบางครั้งในการปฏิบัติงาน จะพบกับความรู้ที่มองไม่เห็น หรือความรู้ที่แฝงอยู่ในการปฏิบัติงาน ดังนั้น การสอนเพียง ทฤษฎีคงจะไม่เพียงพอ ต้องมีการฝึกปฏิบัติและการเอาใจใส่ด้วย โดยมีเป้าหมายให้มีการ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากไม่รู้เป็นรู้ จากปฏิบัติไม่เป็นเป็นปฏิบัติเป็น และจากไม่ชํานาญ เป็นชํานาญ ประโยชน์ของการสอนงาน ประโยชน์ของการสอนงานจะส่งผลโดยตรงต่อผู้บังคับบัญชาผู้ใต้บังคับบัญชาและ ต่อองค์กร ซึ่งช่วยให้การปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาสามารถทํางานได้มีประสิทธิภาพ ลดภาระงานของผู้บังคับบัญชา ช่วยส่งเสริมให้เกิดความสัมพันธ์อันดีเกิดการปฏิบัติงาน ร่วมกันเป็นทีมและบรรลุตามวัตถุประสงค์ขององค์กรที่กําหนดไว้ คุณสมบัติของผู้สอนงาน ผู้สอนงาน หรือผู้บังคับบัญชา จะต้องมีภาระหน้าที่ในการบริหารทั้งงานของตนเอง และการบริหารผู้ใต้บังคับบัญชาที่ตนต้องดูแลรับผิดชอบ และเพื่อให้การบริหารงานและ บริหารผู้ใต้บังคับบัญชาของตน ประสบความสําเร็จคุณสมบัติหรือความสามารถหลักที่มี ส่วนผลักดัน และเกื้อหนุนให้ภาระหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา บรรลุเป้าหมาย และเป็น คุณสมบัติที่ผู้บังคับบัญชาพึงมี ดังนี้
12 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน • ทักษะในการวางแผนงาน หมายถึง ความสามารถในการจัดลําดับ และความสําคัญ ของงานที่เร่งด่วน และการกําหนดแผนการปฏิบัติงานสําหรับงานที่เป็นงานประจําและงาน ที่เร่งด่วนได้ รวมทั้งการกําหนดผลที่คาดหวังของงานที่ปฏิบัติ และการหาวิธีประเมินผล การปฏิบัติงานของตนเองและของผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ในทีมงาน • ทักษะการมุ่งเน้นที่ผลลัพธ์หมายถึง ความสามารถในการปฏิบัติงานให้สําเร็จได้ ตามเป้าหมายที่กําหนด การจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อสร้าง ประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการปฏิบัติงานของหน่วยงานและองค์กร • ทักษะในการรับฟัง หมายถึง การแสดงออกถึงความเข้าใจ การรับฟังความคิดเห็น ประเด็นปัญหา เหตุการณ์ และเรื่องราวต่างๆ ของผู้อื่น รวมทั้งความสามารถในการโต้ตอบ ผู้ฟังได้อย่างเหมาะสม • ทักษะการสื่อสาร หมายถึง การสื่อสารด้วยการใช้คําพูดเพื่ออธิบาย ชี้แจง โน้มน้าว ชักจูง และแสดงความคิดเห็นต่างๆ ให้ผู้ฟังเข้าใจอย่างชัดเจนรวมทั้งการปรับเปลี่ยนวิธีการ และลักษณะของคําพูดที่ใช้ให้เหมาะสม และสอดคล้องกับกลุ่มผู้ฟังในระดับที่แตกต่างกันได้ • ทักษะในการคาดคะเนการพยากรณ์ หมายถึง การกําหนดกรอบและปัจจัยที่ควร คํานึงถึงในการพยากรณ์รวมทั้งความสามารถในการวิเคราะห์แนวโน้มของเหตุการณ์ ผลกระทบ และปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการตัดสินใจที่มีต่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ • ทักษะการพัฒนาทรัพยากรบุคคล หมายถึง การวิเคราะห์และประเมินจุดแข็งและ จุดอ่อนของผู้ใต้บังคับบัญชาแต่ละคน เป็นการหาวิธีการหรือหนทางที่จะเสริมจุดแข็งและ พัฒนาจุดอ่อน ซึ่งเป็นจุดที่ต้องปรับปรุงของผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีขึ้น • ทักษะในการเรียนรู้หมายถึง ความสามารถในการรับรู้ข้อมูลและรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานที่รับผิดชอบได้อย่างรวดเร็ว รวมทั้งความกระตือรือร้นและความพยายาม ที่จะแสวงหาโอกาสในการเรียนรู้งานที่ตนรับผิดชอบทั้งงานในปัจจุบันและงานใหม่ๆ อยู่เสมอ
13 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน กระบวนการสอนงาน ประกอบด้วย ขั้นตอน Preparing ในการสอนงานต้องเริ่มด้วยการวางแผนการสอนงานก่อน โดยกําหนดวัตถุประสงค์ การสอนงาน ต้องการอะไรเป็นผลลัพธ์ สภาพปัญหาปัจจุบัน เป็นอย่างไร และอาจมีอุปสรรคอะไรบ้างที่อาจจะเกิดขึ้น และจะจัดการกับอุปสรรคนั้นอย่างไร ขั้นตอนที่ ๑ บอกให้ฟัง (Clarifying Needs) การอธิบายความต้องการในการสอนงาน ให้เข้าใจในวัตถุประสงค์และความจําเป็นของการสอนงาน ที่สําคัญคือ ต้องระวังในการพูด เพื่อไม่ให้ผู้รับการสอนงานต่อต้าน โดยต้องพูดไม่ให้เป็นการตําหนิ แต่เน้นให้ผลเสียของ การกระทํา และประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นจากการสอนงาน ขั้นตอนที่ ๒ ตั้งเป้าเรียน (Objective Setting) ภายหลังจากที่เกิดความเข้าใจกันดี แล้ว ขั้นตอนถัด คือ การกําหนดเป้าหมาย ในการสอนงานร่วมกัน ควรมีเรื่องอะไรบ้าง ที่ผู้รับการสอนงานควรรู้เพิ่ม หรือเรื่องอะไรบ้างที่ควรฝึกฝนเพิ่มเติม โดยเขียนผลลัพธ์ ที่อยากให้เป็นให้ชัดเจน เป็นไปได้จริง และใครเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับงานนี้บ้าง โดยเป้าหมายที่ชัดเจนหรือ SMART goals ได้แก่ ๑. Specific มีเป้าหมายเจาะจง ๒. Measurable เป้าหมายสามารถวัดได้ ๓. Agreed เป้าหมายต้องตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วมในการสอนงาน ๔. Realistic เป้าหมายต้องเป็นจริงได้ และ ๕. Time ต้องกําหนดเวลาในการสอนงาน ขั้นตอนที่ ๓ ร่วมเขียนแผน (Action Plan Designing) ทั้งผู้สอนงานและผู้รับ การสอนร่วมกันวางแผน ปฏิบัติการ โดยดูจากวัตถุประสงค์และผลลัพธ์ที่ต้องการว่าควรมี กิจกรรมอะไรที่จะทําเพื่อการสอนงาน ให้ระบุเจาะจง พฤติกรรมที่ควรแก้ไข ทักษะใดที่ควร ฝึกฝนเพิ่มเติม รู้ลึกแค่ไหน เข้าใจ ทําได้ หรือแม่นยํา ใช้เวลาเท่าไหร่ ทําเมื่อใด จะประชุม ตามผลกันอีกเมื่อไหร่ ลงในแผนงานชัดเจน
14 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ขั้นตอนที่ ๔ แม่นประเมิน (Checking Activities) ในขั้นตอนนี้จะต้องให้ผู้รับ การสอนงานได้ลองปฏิบัติจริง ตามที่ได้วางแผนไว้ โดยผู้สอนงานมีหน้าที่สังเกตการณ์ ในขณะปฏิบัติงานจริง ตรวจประเมินดูกิจกรรมที่ทํา ประเมินดูผลลัพธ์ และความคืบหน้า ตามแผนที่วางไว้ อาจเข้าแทรกแซงถ้าจะก่อให้เกิดความเสียหายได้ แล้วให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) ในแต่ละวันหรือในวันนัดประชุม การให้ข้อมูลย้อนกลับ หรือผลการประเมินนี้ ผู้สอนงานอาจเป็นผู้ประเมินหรือขอข้อมูลย้อนกลับจากคนอื่น เช่น ผู้ร่วมงาน (ที่อาวุโสกว่า) หรือให้ผู้ถูกสอนประเมินตนเอง และวนกระบวนการนี้ไปเรื่อยๆ จนกระทั่งผู้รับการสอนงาน มีความสามารถมีทักษะได้อย่างที่เราร่วมกันตั้งเป้าหมายไว้
15 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน เทคนิคการสอนงานที่มีประสิทธิภาพ - เทคนิคการสังเกต (Observation) ในการสอนงานหลายครั้งที่ผู้สอนงานต้องการ ข้อมูลเชิงพฤติกรรมของผู้รับการสอนงาน ซึ่งไม่สามารถหาได้จากรายงาน จึงจําเป็นต้อง สังเกตดูว่าพฤติกรรมของผู้รับการสอนงานเป็นอย่างไรในเรื่องนั้นๆ โดยสังเกตดูแบบเป็น กลาง ผู้สอนงานอาจเป็นผู้สังเกตเห็นพฤติกรรมนั้นเองหรืออาจถามจากคนที่ไว้ใจได้ เพื่อให้ เห็นว่าผู้รับการสอนงานทําอะไร ได้ผล หรือไม่ อย่างไร แค่ไหน มีผลกระทบต่อผู้อื่นหรือ งานอย่างไร - เทคนิคการให้ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) โดยทั่วไปเน้นการให้ข้อมูลย้อนกลับ กับผู้รับการสอนงาน โดยการบรรยายให้เห็นภาพชัดว่าเขาทําอะไรอย่างไร มากกว่าทําให้ รู้สึกอย่างไร เพื่อลดความขัดแย้งกันในเรื่องที่ไม่เป็นรูปธรรมและไม่ชัดเจน โดยผู้รับการสอน งานจะสามารถนําข้อมูลย้อนกลับนี้ไปปรับปรุงพฤติกรรมของตัวเองได้ โดยเฉพาะ ถ้าสามารถระบุเฉพาะเจาะจงลงไปในข้อที่ควรปรับปรุงให้ยิ่งชัดเจนก็จะยิ่งง่าย ต่อการพัฒนา เช่น “เสียงของน้องเวลาที่พูดอาจจะห้วนและต่ำไปนิด ถ้าน้องสามารถลาก หางเสียงให้ยาวขึ้นและนุ่มนวลขึ้น ผู้ฟังอาจจะรู้สึกดีมากขึ้น” ไม่ใช่บอกว่า “เสียงเธอนี่พูด แล้วฟังไม่ได้ฟังแล้วบาดหูทุกทีซิ” เป็นต้น - เทคนิคในการทําให้เห็นพ้องกัน ในความเป็นจริงแล้วไม่จําเป็นต้องให้ผู้รับ การสอนงานเห็นพ้องกับผู้สอนงานทุกเรื่อง แต่ในเรื่องจำเป็นที่ต้องการให้ผู้เข้ารับการสอน งานเห็นพ้องด้วย ผู้สอนงานจําเป็นต้องใช้วิธีค่อยๆ พูดคุยชี้แจงให้ผู้รับการสอนงานเข้าใจใน ความสําคัญของการพัฒนาตรงส่วนนี้ อาจโดยการดึงให้ผู้รับการสอนงานเข้าร่วม การอภิปรายกับผู้สอนงานในเรื่องที่ควรปรับปรุง เพื่อให้ผู้รับการสอนงานได้แลกเปลี่ยน ความคิดเห็นกับผู้สอนงาน ซึ่งผู้สอนงานจะได้นําข้อมูลไปใช้ในการแก้ไขปัญหาได้อย่าง แท้จริง
16 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน เทคนิค คือ การชม-ติ-ชม คือ เริ่มด้วยการชมเรื่องที่เขาทําได้ดี (จริงๆ) ก่อน แล้ว ค่อยๆ เปิดประเด็นที่ยังต้องการการแก้ไขปรับปรุงให้ชัดกระชับ สุดท้ายจบด้วยการชมอีก ครั้ง อาจจะชมในความมุ่งมั่นพยายามปรับปรุงตัวเสมอก็ได้ ฯลฯ ทําให้ผู้รับการสอนงาน ไม่รู้สึกว่าถูกตำหนิเพียงอย่างเดียว การเอ่ยถึงสิ่งดีๆ ที่ผู้ถูกสอนงานมีอยู่แล้วจะถือเป็น โอกาสแห่งการชื่นชมกันเป็นการจูงใจไปในตัวด้วย นอกจากนี้ยังมีเทคนิคอีกหลายอย่างที่ควรจะทราบดังนี้ ๑. เทคนิคการสร้างความต้องการเรียนรู้ ใช้ในกรณีที่ทราบว่าใครจำเป็นต้องได้รับ การสอนงานในเรื่องใด ๒. เทคนิคการทำให้ผู้รับการสอนมีความพร้อม เป็นการสร้างบรรยากาศเป็นกันเอง ทำให้ผ่อนคลายความเครียด ไม่เน้นพิธีการ ๓. เทคนิคการกระตุ้นให้เกิดความสนใจ จะคำนึงถึงประโยชน์และวัตถุประสงค์ของงาน ทำให้ผู้รับการสอนเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้ ๔. เทคนิคการอธิบาย เป็นการสอนให้ความรู้ใหม่หรือเพิ่มเติมจากที่เคยทำมาก่อน มีการพูดบอกเล่า “วิธีการ” พร้อมทั้งอธิบายตามขั้นตอนการทำงาน จะต้องเป็นการสื่อสาร สองทาง ให้มีการซักถาม ๕. เทคนิคในการแสดงการทำงานให้ดู ๖. เทคนิคการให้ผู้รับการสอนฝึกปฏิบัติ เทคนิคนี้ถ้าจะให้ผู้รับการสอนมีความเข้าใจ อย่างลึกซึ้ง ต้องมีการลองทำในขณะทำการสอน เพราะถ้าหากมีข้อผิดพลาดจะได้แก้ไขได้ทันที ๗. เทคนิคการทดสอบและติดตามผล เมื่อมีการสอนงานแล้วจะต้องมีการทดสอบ เพื่อให้เห็นว่าทำได้และเกิดการเรียนรู้จริง ซึ่งในระยะการติดตามผล ผู้ฝึกสอนควรหมั่น ตรวจสอบการทำงานของผู้รับการสอนอย่างสม่ำเสมอ เปิดโอกาสให้ซักถาม เพื่อนำไป ปรับปรุงการทำงานต่อไป ๘. เทคนิคการเร้าให้เกิดการเรียนรู้ อาจเกิดจากสภาพแวดล้อม โอกาสหรือเหตุการณ์ ต่างๆเทคนิคต้องพยายามสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้รับการสอน หากผู้รับการสอนทำได้ ถูกต้องสมบูรณ์ ควรมีการชมเชยเพื่อให้กำลังใจและอยากเรียนรู้มากขึ้น ๙. เทคนิคการสร้างความเชื่อมั่น เป็นการทดลองทำด้วยตนเองเพื่อการเรียนรู้และ ฝึกซ้อมให้เกิดความชำนาญทำให้เกิดความเชื่อมั่นในเรื่องที่ได้เรียนรู้
17 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ความแตกต่างระหว่างพี่เลี้ยงกับผู้สอนงาน ด้าน พี่เลี้ยง ผู้สอนงาน จุดประสงค์ เน้นที่พัฒนาการในระยะยาว เน้นที่ความสามารถในการ ทํางานในระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง บทบาท เป็นต้นแบบ (Role Model) หรือ เป็นผู้ที่เป็นแบบอย่างที่ดี เป็นที่ยอมรับในองค์กร เป็น ผู้บังคับบัญชาที่มีอํานาจตามสาย งาน / ตําแหน่ง เรื่องที่ให้คำปรึกษา สอนงานในทุกๆ เรื่องที่ เกี่ยวข้องความก้าวหน้าใน อาชีพซึ่งหมายความรวมถึง ทุกประเด็นที่มีผลต่อ ความก้าวหน้าหรือความสำเร็จ ในอาชีพ อาทิ ความรู้ ความสามารถในการทำงาน การวางตัวในที่ทำงาน การสร้าง ความสมดุลระหว่างงานกับ ครอบครัว เป็นต้น เน้นสอนงานเฉพาะเรื่องที่ เกี่ยวข้องกับการทำงานที่ได้รับ มอบหมายในระยะเวลาใดเวลา หนึ่งเพื่อให้สามารถทำงานได้ อย่างมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล ความสัมพันธ์ เป็นความสัมพันธ์ที่ต้องเกิดจาก ความสมัครใจทั้งสองฝ่าย เป็นความสัมพันธ์ที่มาพร้อมกับ ตำแหน่งงาน ในกรณีนี้คือหัวหน้า งานมีหน้าที่ในการสอนงาน ลูกน้อง ผลตอบแทน สร้างเครือข่ายและเป็นโอกาสใน การถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ สมาชิกในองค์กร ได้ผลงานที่มีคุณภาพและได้สร้าง ทีมงานที่มีคุณภาพ
18 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ปัญหาอุปสรรคในการสอนงาน ด้านผู้บังคับบัญชา ๑. ไม่สอนงานด้วยข้ออ้างต่างๆ และไม่อยากถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้อื่น ๒. สอนงานไม่เป็น ๓. ไม่เห็นความสำคัญของการสอนงาน ๔. เลือกสอนเฉพาะบางคน ๕. มีทัศนคติที่ผิดในเรื่องการสอนงาน ๖. สอนอย่างเร่งรีบ ๗. ขาดแรงกระตุ้น ๘. ขาดการประเมิน ๙. ขาดความรับผิดชอบ ๑๐. ขาดความรู้ ความชำนาญในงานที่สอน ด้านผู้ใต้บังคับบัญชา ๑. ไม่ยอมรับการสอนงานด้วยสาเหตุต่างๆ เนื่องจากคิดว่าตนเองมีความรู้มากกว่าผู้สอน ๒. ไม่สนใจการเรียนรู้อย่างจริงจัง หรือเรียนรู้ช้า ๓. ไม่ศรัทธา เชื่อถือ ในความสามารถของผู้บังคับบัญชา ๔. เย่อหยิ่งทะนงตน คิดว่าตนเองมีความรู้และประสบการณ์มากกว่าผู้บังคับบัญชา ๕. ไม่เห็นความสำคัญของการสอน ๖. ขาดความพร้อม/มีปัญหาส่วนตัว ๗. ขาดแรงจูงใจในการทำงาน ด้านวิธีการสอน ๑. ขาดระบบการสอน ไม่มีการวางโปรแกรมการสอน ตลอดจนขาดอุปกรณ์ ๒. ขาดวิธีการสอนที่เป็นลำดับขั้นตอน ไม่มีแผนการสอนที่ดี ๓. ขาดคู่มือในการสอน ๔. ขาดเวลาที่ใช้ในการสอนอย่างเพียงพอ ๕. ขาดสิ่งอำนวยความสะดวก หน่วยงานไม่จัดเตรียมอุปกรณ์
19 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน การวิเคราะห์น้องเลี้ยงจะทําให้เกิดมุมมองในการบริหารคนเชิงลึกในระดับรายบุคคล ซึ่งจะนําไปสู่การกําหนดทิศทางการพัฒนาบุคลากรที่ถูกต้องเหมาะสม ๑. น้องเลี้ยงที่เป็น Star คือ น้องเลี้ยงที่มีความตั้งใจในการทํางาน และสามารถ ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงมาก ซึ่งเป็นที่ต้องการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ แต่ต้องทําความเข้าใจให้ได้ว่าโดยทั่วไปแล้วบุคลากรขององค์กรที่เป็น Star นั้นเป็นส่วนน้อย มากในองค์กร และสามารถเปลี่ยนเป็น Work Horse ทันทีเมื่อเกิดความรู้สึกไม่ชอบกับ งานที่ทําหรือรู้สึกไม่สามารถเป็นทีมเดียวกับหัวหน้า นอกจากนั้นหากน้องเลี้ยงอยู่ใน สถานการณ์ที่เป็น Work Horse เนิ่นนานและต่อเนื่องจะส่งผลต่อประสิทธิภาพและ ความสามารถในการทํางาน จนกระทั่งเปลี่ยนเป็น Dead Wood ซึ่งองค์กรไม่ต้องการ บุคลากรที่ไม่เต็มใจทํางานและไม่มีความสามารถในการทํางานอย่างแน่นอน ดังนั้น พี่เลี้ยง หัวหน้า ตลอดจนผู้บริหารทุกระดับจะต้องพยายามทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อการดูแลและรักษาไว้ กับองค์กรให้นานมากที่สุด ๒. น้องเลี้ยงที่เป็น Problem Child คือ น้องเลี้ยงที่มีความสามารถในการปฏิบัติงาน สูง แต่ขาดความตั้งใจในการทํางาน เช่น น้องเลี้ยงที่มาทํางานสาย หรือทํางานไม่ทันตาม กําหนด แต่งานที่ทําออกมานั้นเป็นไปตามเป้าหมายที่กําหนด น้องเลี้ยงกลุ่มนี้จะมีความ มั่นใจในตัวเองและศักยภาพสูง แต่อาจมีสมาธิกับงานที่จะทําไม่นาน ซึ่งเป็นลักษณะคน
20 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน Gen Y ที่ไม่ชอบการบังคับ ชอบงานอิสระ หัวหน้าต้องมีเหตุผลในการสั่งงาน เมื่อองค์กร มีบุคลากรประเภทนี้จะต้องมีความเข้าใจและเข้าถึงจิตใจ โดยต้องสามารถประเมินให้ได้ว่า พฤติกรรมที่แสดงออกมาอยู่ในระดับใด เกิดจากสาเหตุใด สามารถปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาได้ หรือไม่ โดยการแก้ปัญหาควรเริ่มต้นจากพี่เลี้ยงต้องหาสาเหตุที่เป็นต้นตอของพฤติกรรมนั้น และเลือกการแนะนําหรือให้คําปรึกษาที่เหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ เพื่อการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมไปในทิศทางที่ดีขึ้น ๓. น้องเลี้ยงที่เป็น Work Horse คือ น้องเลี้ยงที่มีความตั้งใจในการปฏิบัติงานสูงแต่ ขาดความสามารถและศักยภาพในการปฏิบัติงาน พฤติกรรมของบุคลากรกลุ่มนี้เป็นคนที่รัก และผูกพันกับองค์กร มุ่งมั่นที่จะปฏิบัติงาน แต่ไม่สามารถขึ้นสู่ตําแหน่งที่สูงกว่าเดิมได้ จึงขาดความตั้งใจในการปฏิบัติงาน อาจจะเนื่องจากคุณวุฒิ จํานวนตําแหน่ง เส้นทาง ความก้าวหน้า เป็นต้น ปัญหาอุปสรรคเหล่านี้ต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่าสามารถแก้ไข โดยตัวของพี่เลี้ยงเองได้ หรือแก้ไขด้วยองค์กร หรือ การแก้ไขกฎหมาย อย่างไรก็ตามพี่เลี้ยง ควรลดแรงกดดันของน้องเลี้ยงกลุ่มนี้ลงด้วยคุณค่าของตําแหน่งนั้นๆ ๔. น้องเลี้ยงที่เป็น Dead Wood คือ น้องเลี้ยงที่ขาดความสามารถในการ ปฏิบัติงานให้เกิดผลสําเร็จ และยังขาดความตั้งใจในการทํางาน บุคลากรกลุ่มนี้จะเป็น กลุ่มของบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงมาจากบุคลากรกลุ่ม Problem Child หรือ Work Horse หากเกิดสถานการณ์ที่เป็นตัวกระตุ้นให้ขาดประสิทธิภาพและความจูงใจในการทํางานเป็น ระยะเวลานาน นอกจากนั้นบุคลากรกลุ่มนี้อาจเปลี่ยนมาจาก Star ก็เป็นไปได้หากเกิดผล กระทบอย่างกะทันหัน ตัวอย่างบุคลากรกลุ่ม Dead Wood เช่น บุคลากรที่มีปัญหาด้าน สุขภาพร่างกาย การทํางานไม่ไหว มีทัศนคติที่ไม่ดีต่อองค์กร ในการแก้ไขปัญหาพี่เลี้ยง จะต้องอาศัยการแยกแยะปัญหาให้ได้ก่อนว่าเกิดขึ้นด้วยสาเหตุใด ซึ่งอาจจะเป็นตัวของ บุคลากรนั้นเอง หรือระบบงานในองค์กร เมื่อได้ทราบสาเหตุดังกล่าวแล้วจึงจะหา แนวทางการแก้ไขที่ถูกต้องต่อไป เช่น การมอบหมายและติดตามงานเป็นพิเศษ การให้ ความสําคัญแก่บุคลากรกลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น การส่งเสริมการทํางานเป็นทีม การเสริมสร้าง ภาพลักษณ์ขององค์กร ตลอดจนการส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคลากรภายในองค์กร เป็นต้น
21 แนวคิดระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน เครื่องมือและเทคนิคการสอนงาน GROW Model เป็นรูปแบบกระบวนการหรือเทคนิคที่ต้องดําเนินงานเป็นขั้นตอน อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมให้บุคลากรสามารถกําหนดเป้าหมายในการ แก้ไขปัญหาหรือกระตุ้นการทํางานของตนเอง โดยอาศัยการดึงศักยภาพภายในของตนเอง ออกมาใช้ให้เกิดประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่ โดยแบ่งออกเป็น ๔ ขั้นตอน ดังนี้ G หรือ Goal คือ การชี้แนะให้ผู้รับการฝึกตระหนัก และสามารถกําหนดเป้าหมาย ที่ต้องดําเนินการให้บรรลุผลสําเร็จในการสอนงาน หรือ Coach จะต้องสร้างบรรยากาศ ในการพูดคุยให้เหมาะสมมีความเป็นกันเอง และจะต้องเลือกที่จะสอนงานในลักษณะ รายบุคคล หรือทั้งทีมงานโดยเริ่มต้นจากบทสนทนาทั่วไป การตั้งคําถามและร่วมกันหา เป้าหมายในการทํางาน R หรือ Reality คือ การชี้แนะให้ผู้รับการฝึกได้ทําความเข้าใจ ทบทวนและประเมิน สภาพการณ์ของตนเอง ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัว เพื่อตระหนักและสามารถระบุ ความแตกต่างหรือช่องว่างที่เกิดขึ้นระหว่างเป้าหมายและสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน O หรือ Option คือ การชี้แนะให้ผู้รับการฝึกค้นหาแนวทางทางเลือกและวิธีการ ต่างๆ ที่จะสามารถบรรลุเป้าหมายที่กําหนดไว้ และกําหนดแนวทางการดําเนินงาน ให้ชัดเจน W หรือ Will คือ การชี้แนะโดยเสริมสร้างและกระตุ้นกําลังใจความเชื่อมั่นและ ทัศนคติทางบวกให้ผู้รับการฝึกเกิดการปฏิบัติอย่างจริงจังและแน่วแน่ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติ ไปสู่ความสําเร็จตามเป้าหมาย ซึ่งอาจพิจารณาจากแนวโน้มของอุปสรรคที่อาจจะเกิดขึ้น
22 ขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๑. หลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกข้าราชการที่จะทำหน้าที่ผู้สอนงานและพี่เลี้ยง (coach/Mentor) ให้หน่วยงาน (กอง/กลุ่มงาน) เสนอชื่อผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ และเชี่ยวชาญในงานคดีพิเศษหรืองานสนับสนุนคดีพิเศษ โดยต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ - เป็นข้าราชการในระดับชำนาญการพิเศษ/ชำนาญการ - มีประสบการณ์ทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษไม่น้อยกว่า ๕ ปี - เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ/งานสนับสนุน คดีพิเศษ - เป็นผู้มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร และดำรงตนตามค่านิยมร่วมเกียรติศักดิ์ เชี่ยวชาญ ซื่อสัตย์ - มีจิตอาสาและมีความเต็มใจในการทำหน้าที่พี่เลี้ยง - มีทักษะในการสร้างปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น มีวาจาดี สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ อย่างมีประสิทธิภาพและมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี - มีความสมัครใจในการเป็นพี่เลี้ยง/ผู้สอนงาน โดยไม่จำกัดจำนวนในการเข้าสู่ระบบการสอนงานและพี่เลี้ยงกรมสอบสวน คดีพิเศษ ๒. หลักเกณฑ์และคุณสมบัติของข้าราชการผู้ถูกสอนงาน/น้องเลี้ยง (coachee/ Mentee) กำหนดให้ข้าราชการที่บรรจุรับราชการใหม่ หรือข้าราชการที่รับโอนมาใหม่ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เป็นผู้ถูกสอนงาน/น้องเลี้ยง (coachee/Mentee) ๓. ระยะเวลาในการดำเนินโครงการ กำหนดให้เข้าร่วมโครงการเป็นระยะเวลา ๖ เดือน
23 ขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๔. รูปแบบของระบบพี่เลี้ยง มี ๒ รูปแบบ คือ ๑. รูปแบบคู่ เป็นการจับคู่ระหว่างบุคคลที่ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ๑ คนกับน้องเลี้ยง ๑ คน และ๒. รูปแบบกลุ่ม เป็นลักษณะของการเรียนรู้แบบกลุ่มโดยมี พี่เลี้ยง ๑ คน จะมีน้องเลี้ยงมากกว่า ๑ คนแต่ไม่เกิน ๕ คน โดยการกำหนดรูปแบบนี้ จะขึ้นอยู่กับจำนวนพี่เลี้ยงและน้องเลี้ยงของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งสามารถกำหนดได้ตาม ความจำเป็นและเหมาะสม ให้ถือเป็นดุลพินิจของผู้บังคับบัญชาเป็นกรณีไป ๕. แนวทางติดตามและประเมินผล การติดตามและประเมินผลจัดให้มีการประเมินผลหลังการเข้าร่วมโครงการ โดยเป็นการประเมินผลแบบสัมภาษณ์ (interview) หรือ ประเมินผลโดยใช้ GOOGLE FORM หรือประเมินผลโดยแบบทดสอบความรู้แล้วแต่ความเหมาะสม ๖. บทบาทหน้าที่ของพี่เลี้ยง/ผู้สอนงาน ก. บทบาทในการเป็นผู้สอน (coaching) และเป็นผู้อำนวยความสะดวก (facilitator) เป็นการสอนและชี้แนะวิธีการทำงานในกรมสอบสวนคดีพิเศษตามตำแหน่งหน้าที่ เช่น การทำสำนวนคดีพิเศษ สำนวนการสืบสวน การทำธุรการคดี การสอบปากคำ การเบิก ค่าใช้จ่าย เป็นต้น ข. บทบาทในการศึกษา เตรียมข้อมูลความรู้ต่างๆที่จำเป็นและถ่ายทอดให้น้องเลี้ยง/ ผู้ถูกสอนงาน การให้ความรู้ต่างๆ แก่น้องเลี้ยงหรือผู้ถูกสอนงาน เช่น ข้อมูลทั่วไปของ หน่วยงาน (อาทิ ประวัติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ ค่านิยมร่วม โครงสร้างองค์กร) ข้อมูลด้านบุคคล (อาทิผู้บริหารระดับสูง ระดับกลาง ระดับต้น สายการบังคับบัญชา เพื่อนร่วมงาน) ข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคล(อาทิระเบียบวินัย นโยบายต่างๆ สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (career path )) ข้อมูลด้านกฎหมาย และงานสารบรรณ (อาทิ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายทั่วไปและกฎหมายเฉพาะ) เป็นต้น
24 ขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ค. บทบาทในการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาและให้ความช่วยเหลือในเรื่องต่างๆ ให้คำแนะนำในเรื่องแนวนโยบายขององค์กร วัฒนธรรมองค์กร การวางตัว กับเพื่อนร่วมงานทุกระดับ การทำงานเป็นทีม เป็นต้น รวมทั้งให้คำปรึกษาและ ช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวตามความเหมาะสม ง. บทบาทในการเป็นแบบอย่างที่ดีด้านพฤติกรรมและจริยธรรมในการทำงาน ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีในด้านพฤติกรรมที่แสดงถึงความเป็นผู้มีวินัย คุณธรรม และจริยธรรมในการทำงานกับเพื่อร่วมงานทุกระดับ ได้แก่ การมีวินัยในตนเอง ยอมรับและถือปฏิบัติตามกฎ กติกา มารยาท ขนบธรรมเนียม และแบบอย่างที่ดีของ สังคม ตลอดจนรักษาและเสริมสร้างวินัยในตำแหน่งหน้าที่ราชการ และปฏิบัติตามระเบียบ แบบแผนของทางราชการ มีความตรงต่อเวลาและอุทิศเวลาให้แก่ราชการอย่างต่อเนื่อง มีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่ และรักษาผลประโยชน์ของทางราชการ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อเพื่อร่วมงานและองค์กร มีความอุตสาหะ ขยัน อดทน มุ่งมั่น และรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงานและยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม ๗. การส่งเสริม สนับสนุนและจูงใจให้เข้าร่วมโครงการ มีการให้รางวัลแก่พี่เลี้ยง/ผู้สอนงานในวันสำคัญของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เช่น การมอบประกาศเกียรติคุณ เป็นต้น ๘. ขั้นตอนในการดำเนินการ ๑. หน่วยงาน (กอง/กลุ่มงาน) ดำเนินการคัดเลือกพี่เลี้ยง/ผู้สอนงานและน้องเลี้ยง /ผู้ถูกสอนงานตามคุณสมบัติที่กำหนดไว้ และส่งรายชื่อให้กองพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ จัดทำสารบบพี่เลี้ยงและน้องเลี้ยง รวมทั้งกำหนดรูปแบบของระบบพี่เลี้ยง
25 ขั้นตอนการดำเนินการระบบพี่เลี้ยงและการสอนงาน ๒. ให้ความรู้เกี่ยวกับการสอนงานแก่กลุ่มพี่เลี้ยง/ผู้สอนงานโดยคู่มือระบบ พี่เลี้ยงและการสอนงาน หรือโครงการฝึกอบรมสัมมนา ๓. พี่เลี้ยงและน้องเลี้ยงของแต่ละหน่วยงาน (กอง/กลุ่มงาน) เข้าร่วมโครงการ เป็นระยะเวลา ๖ เดือน ๔. เมื่อครบระยะเวลา ๖ เดือน กองพัฒนาและสนับสนุนคดีพิเศษ จะได้ติดตาม ประเมินผลการติดตามและประเมินผลจัดให้มีการประเมินผลหลังการเข้าร่วมโครงการ โดย เป็นการประเมินผลแบบสัมภาษณ์ (interview) หรือ ประเมินผลโดยใช้ GOOGLE FORM หรือประเมินผลโดยแบบทดสอบความรู้แล้วแต่ความเหมาะสม ๕. สรุปผลการดำเนินโครงการรายงานให้อธิดีกรมสอบสวนคดีพิเศษทราบ ๖. การมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่กลุ่มพี่เลี้ยง/ผู้สอนงานในวันสำคัญของ กรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน และเป็นแรงจูงใจในการเข้า ร่วมโครงการต่อไป
26 แนวทางการปฏิบัติของพี่เลี้ยงและผู้สอนงาน คำแนะนำในการคัดเลือกพี่เลี้ยงและผู้สอนงาน ๑. เป็นผู้มีทัศนคติที่ดีต่อองค์กร ๒. มีความเต็มใจและมีความพร้อมในการทำหน้าที่พี่เลี้ยงและผู้สอนงาน ๓. มีประสบการณ์การทำงานที่กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่น้อยกว่า ๕ ปี ๔. อยู่ในสายงาน และหน่วยงานเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการสอนงานหรือให้คำปรึกษา ๕. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภารกิจงานของหน่วยงานนั้นๆ เป็นอย่างดี ๖. มีทักษะในการสื่อสารกับผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ และมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ๗. ควรเป็นเพศและศาสนาเดียวกัน เพื่อความสะดวกในการวางตัว ขอบเขตความรับผิดชอบของพี่เลี้ยงและผู้สอนงาน ๑. พี่เลี้ยงควรดูแลน้องเลี้ยงไม่เกิน ๕ คน ในเวลาเดียวกัน เพื่อให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง ๒. ระยะเวลาของการสอนงานจำนวน ๖ เดือน ๓. การประเมินผลน้องเลี้ยงภายหลังจากการสอนงาน สิ่งที่พี่เลี้ยงและผู้สอนงานพึงปฏิบัติ ๑. เป็นผู้ริเริ่มสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ให้คำแนะนำตลอดจนตอบข้อซักถามทั่วๆ ไปเกี่ยวกับ องค์กร และหน้าที่ความรับผิดชอบ ๒. แนะนำน้องเลี้ยงให้รู้จักบุคคลต่างๆ ทั้งในและนอกส่วนงานตามแต่สมควร และแนะนำ การวางตัวอย่างเหมาะสม
27 แนวทางการปฏิบัติของพี่เลี้ยงและผู้สอนงาน ๓. ให้คำปรึกษาและช่วยเหลือเมื่อข้าราชการใหม่ประสบปัญหา รวมทั้งให้คำแนะนำ เกี่ยวกับงานในหน้าที่ของน้องเลี้ยงตามที่เห็นสมควร หรือเมื่อน้องเลี้ยงต้องการ ๔. จัดเวลาพบปะข้าราชการใหม่ตามสมควร เช่น ให้เวลาในช่วงเช้าอธิบายงาน หรือการไป รับประทานอาหารกลางวัน หรือหลังเลิกงาน เป็นต้น ๕. เป็นแบบอย่างที่ดีต่อน้องเลี้ยงในเรื่องระเบียบวินัย ความซื่อสัตย์ การเอาใจใส่ต่องาน ในหน้าที่และการพัฒนาตนเอง ๖. สร้างขวัญกำลังใจและความเชื่อมั่นให้แก่น้องเลี้ยง ๗. ส่งเสริมให้น้องเลี้ยงได้พัฒนาตนเอง เช่น ให้โอกาสน้องเลี้ยงได้แสดงความรู้ความสามารถ หรือการนำเสนอในที่ประชุม หรือมอบหมายให้หาความรู้เพิ่มเติม เป็นต้น ๘. มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่พี่เลี้ยงหรือผู้สอนงาน ไม่เปิดเผยความลับส่วนตัวของน้องเลี้ยง และองค์กร ๙. เคารพสิทธิส่วนบุคคลของน้องเลี้ยง ไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัว เว้นแต่ได้รับการร้องขอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพี่เลี้ยง ข้อมูลที่พี่เลี้ยงควรทราบเพื่อใช้ในการสอนงาน ข้อมูลองค์กร ๑. ประวัติ วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ ค่านิยมร่วมขององค์กร และวัฒนธรรมองค์กร ๒. ยุทธศาสตร์แผนปฏิบัติการ เช่น แผนปฏิบัติราชการระยะ ๕ ปีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ และแผนปฏิบัติราชการประจำปี ๓. คุณธรรม จริยธรรมและจรรยากรมสอบสวนคดีพิเศษ ประมวลจริยธรรมของข้าราชการ และพนักงานราชการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ๔. โครงสร้างองค์กร และส่วนงานต่างๆ ๕. สายการบังคับบัญชา
28 แนวทางการปฏิบัติของพี่เลี้ยงหรือผู้สอนงาน ข้อมูลด้านบุคคล ๑. ผู้บริหารระดับสูง ผู้บริหารระดับกลาง ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ๒. ชื่อและตำแหน่งของผู้อำนวยการกอง ผู้อำนวยการส่วนในหน่วยงานที่สังกัดอยู่ ๓. เพื่อนร่วมงานในหน่วยงานที่สังกัด และหน่วยงานข้างเคียง หรือบุคคลที่อยู่ในหน่วยงาน อื่นๆ ซึ่งมีความจำเป็นต้องติดต่ออยู่เสมอ ข้อมูลด้านทรัพยากรบุคคล ๑. กฎหมาย ระเบียบ วินัย ข้อบังคับ นโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานบุคคล เช่น พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ พระราชบัญญัติความรับผิด ทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. ๒๕๓๙ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นต้น ๒. สวัสดิการ สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ได้รับ ๓. ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน (Career Path) ข้อมูลด้านกฎหมาย ๑. หลักกฎหมายอาญา หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา และกฎหมายลักษณะพยาน ๒. พระราชบัญญัติการสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ. ๒๕๔๗ และอนุบัญญัติ ๓. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. ๒๕๒๖ ๔. กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ข้อมูลเกี่ยวกับงานสืบสวนสอบสวน ๑. งานธุรการด้านการบริหารจัดการคดีพิเศษ ๒. เทคนิคการตั้งประเด็น หลักในการสืบสวน ๓. เทคนิคการสอบปากคำ ๔. เทคนิคการรวบรวมพยานหลักฐาน
29 แนวทางการปฏิบัติของพี่เลี้ยงหรือผู้สอนงาน ๕. การจัดทำรายงานการสืบสวน ๖. การทำสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ ๗. เทคนิคการเบิกความและการดำเนินคดีในชั้นศาล ข้อมูลด้านสภาพแวดล้อม ๑. ที่ตั้งของหน่วยงานในสำนักงาน หรือที่ตั้งของส่วนงานต่างๆ ๒. การเดินทางระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในส่วนราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ
30 บรรณานุกรม กรมการพัฒนาชุมชน. คู่มือแนวทางการสอนงานและระบบพี่เลี้ยง. สิงหาคม ๒๕๖๐. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะพยาบาลศาสตร์. คู่มืออาจารย์พี่เลี้ยง. เมษายน ๒๕๖๔. สำนักงาน ก.พ.. คู่มือการสอนงานสำหรับระบบข้าราชการผู้มีผลสัมฤทธิ์สูง. สำนักงานก.พ.. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ คู่มือเทคนิคการสอนงาน. ๒๕๕๙. สำนักงานเลขานุการสภาผู้แทนราษฎร สำนักงานเลขานุการ ก.ร.. คู่มือแนวทางการจัดทำ ระบบพี่เลี้ยงสำหรับข้าราชการใหม่ที่อยู่ระหว่างทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ.
31 ภาคผนวก การตั้งประเด็นการสืบสวนและสอบสวนคดีพิเศษ ให้ชัดเจนเพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินคดีให้ ประสบความสำเร็จ คู่มือหรือแนวทางการปฏิบัติงานตาม กระบวนการหลักของกรมสอบสวนคดีพิเศษ คู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับความรับผิดทาง ละเมิดของเจ้าหน้าที่และการดำเนินคดีในชั้นศาล
32 ภาคผนวก แนวทางการเขียนหนังสือราชการ (พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ) แผนปฏิบัติราชการ ๕ ปี ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ
33