วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 100
มาตรการคมุ ประพฤติ คือมาตรการทางกฎหมายท่ใี ช้ในการปฏิบตั ิ
ต่อผกู้ ระทำความผิดโดยไมใ่ ช้เรือนจำ หรือเปน็ วิธีการหนงึ่ ในการปฏิบัติตอ่ ผกู้ ระทำความผดิ ใน
ชุมชนโดยจดั ให้มีการสบื เสาะ และรายงานเกีย่ วกับประวัติภมู หิ ลงั ของจำเลยก่อนทีศ่ าลมี
คำพพิ ากษาเพื่อประโยชน์ในการสรา้ งมาตรการและเงื่อนไขทเี่ หมาะสมในการฟื้นฟแู ละป้องกัน
มใิ ห้ผ้กู ระทำความผดิ ซำ้ และมีมาตรการในการควบคุมสอดสอ่ งดแู ลผกู้ ระทำความผิดภายหลงั
จากศาลมีคำพพิ ากษา โดยการคมุ ประพฤตเิ ป็นวธิ ีการท่ศี าลซงึ่ เป็นคดที ี่ศาลเหน็ วา่ จำเลยได้
กระทำผิดจริง แตเ่ หน็ เป็นการสมควรใหร้ อการลงโทษจำเลยไว้เพราะศาลเชือ่ ว่าจำเลยสามารถ
กลับตัวเปน็ คนดีได้ โดยจำเลยจะตอ้ งอยู่ภายใต้การสอดสอ่ งดูแลของเจา้ พนกั งานคุมประพฤติ
และต้องปฏบิ ัตติ ามมาตรการและเง่ือนไขที่กำหนด20
การที่ศาลจะใชม้ าตรการคมุ ประพฤติกับผู้กระทำผิดอนั เนอ่ื งมาจาก
การใชเ้ ชค็ น้ี แนน่ อนว่าจะตอ้ งเข้าเงือ่ นไขตามมาตรา 56 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซงึ่ โทษ
จำคุกจะต้องไม่เกนิ 5 ปี และไม่วา่ จะมโี ทษปรบั ด้วยหรอื ไม่ อนั เป็นทแ่ี นน่ อนแลว้ วา่ คดี
ความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ช็คนนั้ ย่อมเขา้ เงื่อนไขทศี่ าลสามารถที่จะใช้ดุลพินิจได้ เน่อื งจากว่า
โทษจำคุกตามพระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534 มีโทษจำคกุ
สงู สุดไมเ่ กิน 3 ปี แมว้ า่ จะมีการออกเช็คหลายฉบบั อันจะทำให้ศาลลงโทษหลายกรรมตาม
จำนวนเช็คทสี่ ง่ั จา่ ย เมือ่ แตล่ ะกระทงความผิดศาลลงไมเ่ กิน 5 ปี ก็สามารถทจี่ ะรอลงอาญา
ผูก้ ระทำความผิดได2้ 1
นอกจากประเทศไทยของเราแลว้ น้นั ในต่างประเทศก็มีการนำ
มาตรการคมุ ประพฤติมาใช้ประกอบในการพิจารณาลงโทษผ้กู ระทำความผดิ ในทำนองเดียวกนั
เชน่ ในสหรัฐอเมริกาทม่ี ีการแยกการใช้มาตรการคุมประพฤติออกเปน็ 2 แนวทาง โดยแนวทาง
แรกนั้นพจิ ารณาจากการกระทำความผดิ ทม่ี ีโทษจำคกุ ไมเ่ กิน 1 ปี หากจำเลยรบั สารภาพ หรือ
ให้การปฏเิ สธแลว้ สืบพยานและคณะลกู ขุนตดั สนิ ว่าจำเลยกระทำผิด ศาลจะเป็นผู้มีหนา้ ที่
ดำเนินการกำหนดโทษ ก่อนทีศ่ าลจะพิจารณาใชด้ ลุ พินิจกำหนดโทษ ศาลอาจส่งั ให้พนกั งาน
คมุ ประพฤติทำการสืบเสาะข้อเท็จจรงิ แล้วทำรายงานก่อนการกำหนดโทษเสนอตอ่ ศาล แต่
เงอ่ื นไขตามทศี่ าลไดก้ ำหนดตามความในวรรคสองน้นั ถา้ ภายหลังความปรากฏแกศ่ าลตามคำขอ
ของผูก้ ระทำความผดิ ผแู้ ทนโดยชอบธรรมของผนู้ น้ั ผู้อนบุ าลของผนู้ ้นั พนักงานอยั การหรอื เจา้ พนักงานวา่
พฤตกิ ารณ์ทเี่ กีย่ วแก่การควบคมุ ความประพฤติของผ้กู ระทำความผดิ ได้เปลีย่ นแปลงไป เมอ่ื ศาลเห็นสมควร
ศาลอาจแกไ้ ขเพ่ิมเติมหรือเพกิ ถอนข้อหนึง่ ขอ้ ใดเสยี กไ็ ด้ หรอื จะกำหนดเงอื่ นไขข้อใดตามทกี่ ล่าวในวรรคสอง
ท่ีศาลยงั มไิ ดก้ ำหนดไวเ้ พิ่มเตมิ ขึน้ อีกกไ็ ด้ หรือถ้ามีการกระทำผิดทณั ฑบ์ นใหน้ ำบทบญั ญตั ิมาตรา 47 มาใช้
บังคบั โดยอนโุ ลม”
20 กัลยกร กจิ มานะวัฒน,์ “การนำมาตรการคมุ ประพฤติมาใช้ประกอบโทษในคดีอาญา,” (วทิ ยานิพนธ์
นิติศาสตรมหาบณั ฑติ คณะนติ ศิ าสตร์ จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลัย, 2553), หนา้ 24.
21 เทียบกบั คำพพิ ากษาศาลฎกี าท่ี 2924/2523 (ทป่ี ระชมุ ใหญ่)
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 101
หากเป็นกรณีท่ีกระทำความผิดทมี่ อี ตั ราโทษจำคกุ ต้งั แต่ 1 ปีขนึ้ ไป ศาลจะต้องสั่งให้พนักงาน
คุมประพฤตสิ ืบเสาะแล้วจดั ทำรายงานการสบื เสาะรวมถึงเสนอแนะเกย่ี วกบั การกำหนดโทษ
เม่อื พิจารณาแล้วศาลอาจกำหนดใหค้ ุมประพฤตจิ ำเลยภายหลังจากได้รับการปล่อยตัวตาม
คำพพิ ากษาของศาลตามกำหนดระยะเวลาท่ีกำหนดในกฎหมาย22
ดังนน้ั จึงอาจกล่าวไดว้ า่ การใชม้ าตรการคุมประพฤตมิ าประกอบการ
ตดั สนิ หรอื การลงโทษผู้กระทำความผิดอาญา เป็นดุลพนิ ิจของศาลโดยแท้ ทง้ั น้ีต้องเปน็ ไปตาม
เง่ือนไขหรือข้อกำหนดตามทบี่ ัญญัตไิ วก้ ฎหมาย เพอื่ ป้องกันและรกั ษาผลประโยชน์ของสงั คม
หรือเพอ่ื ขัดขวางไมใ่ ห้ผกู้ ระทำความผิดกลับไปทำกระทำความผดิ ซำ้ อกี
3. เชค็ (Cheque)
เชค็ (Cheque) ตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ได้บญั ญตั ิความหมายไว้ใน
มาตรา 987 “อันว่าเช็คนัน้ คอื หนังสือตราสารซึง่ บคุ คลหนึ่งเรยี กว่าผู้ส่งั จ่าย สัง่ ธนาคารใหใ้ ช้
เงินจำนวนหนึง่ เมอื่ ทวงถามให้แกบ้ ุคคลหน่ึง หรอื ใหใ้ ช้ตามคำส่ังของบุคคลอกี คนหน่งึ อนั
เรยี กว่าผรู้ บั เงนิ ” ซ่งึ จากบทบัญญัตดิ ังกลา่ วจะเหน็ ได้วา่ มบี ุคคลทีเ่ กีย่ วข้องด้วยกนั สามฝา่ ย
ดังนี้23
1. ผสู้ ่งั จ่าย (Drawee) เปน็ บุคคลทีท่ ำตราสารข้นึ มา อันอาศัยการมนี ิติสัมพนั ธ์
กบั ธนาคารหรอื ผูจ้ ่ายเงนิ โดยการเปดิ บัญชีกระแสรายวันเพือ่ ตอ้ งการใชเ้ ช็คในการถอนเงินจาก
ธนาคาร ซงึ่ กอ่ ให้ความสะดวกในธุรกิจของตน โดยเปน็ ไดท้ ้งั บุคคลธรรมดาหรือนิตบิ คุ คลกไ็ ด้
มอี ำนาจในการหา้ มจา่ ยเงนิ ใหแ้ ก่ผู้นำเชค็ มาทวงถามให้ใชเ้ งนิ แตจ่ ะบงั คับใหธ้ นาคารจา่ ยเงนิ
ใหแ้ ก่ผ้มู าทวงถามโดยท่ีบัญชนี ้นั ไม่มเี งินฝากหรอื เงินในบัญชีไม่เพยี งพอน้ันไม่ได้ อกี ทง้ั หาก
ธนาคารไม่สามารถจา่ ยเงินให้แกผ่ ูม้ าทวงถามได้ทไ่ี ม่ไดเ้ กิดจากความผดิ ของธนาคาร ผสู้ งั่ จ่าย
จะต้องเป็นผู้รบั ผดิ เพียงฝา่ ยเดียว
2. ธนาคาร (Banker) ธนาคารท่ีผู้ส่งั จ่ายไดม้ กี ารเปดิ บัญชกี ระแสรายวนั
เอาไว้ นับตงั้ แตว่ ันท่ธี นาคารได้ตกลงเป็นตัวแทน (วนั ท่มี กี ารเปิดบัญชีกระแสรายวัน) ของผสู้ ั่งจา่ ย
ในการจ่ายเงินใหแ้ กผ่ ทู้ น่ี ำเช็คมาทวงถาม และมหี น้าทท่ี ำตามคำสง่ั ของผ้สู งั่ จา่ ยในกรณที ผ่ี ู้ส่ังจา่ ย
ปฏเิ สธการให้จ่ายเงินแก่ผ้ทู นี่ ำเชค็ มาทวงถาม และผู้สั่งจา่ ยไม่ได้มีนิตสิ มั พันธใ์ ดกบั ผทู้ ่ีนำเชค็ มา
ทวงถาม หากเกิดกรณีทผี่ สู้ งั่ จ่ายหรือธนาคารไม่สามารถทจ่ี ะจา่ ยเงินใหแ้ กผ่ ทู้ ม่ี าทวงถามได้อัน
ไมใ่ ชค่ วามผดิ ของผสู้ ่งั จา่ ย ธนาคารก็ไมต่ อ้ งรบั ผดิ ต่อผ้ทู ถี่ อื เช็คมาทวงถามใหจ้ ่ายเงนิ แต่หากว่า
22 กัลยกร กจิ มานะวัฒน,์ “การนำมาตรการคมุ ประพฤตมิ าใชป้ ระกอบโทษในคดอี าญา,” หน้า
72-75.
23 อัครพล ทองหลาง, “ปญั หาความผิดอันเกดิ จากการใชเ้ ช็ค: กรณีของการออกเชค็ ลว่ งหนา้ ตาม
สญั ญาเชา่ ซือ้ ,” วารสารกฎหมายสงขลานครนิ ทร์ 1, 2 (มถิ ุนายน 2562): 11.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปีที่ 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 102
ถา้ ธนาคารไดร้ ับรองเช็คแลว้ ธนาคารตอ้ งรบั ผิดชอบเชค็ นัน้ ทันที กฎหมายถือวา่ ธนาคารตกเปน็
ลกู หนชี้ ั้นตน้ จะตอ้ งจา่ ยเงนิ ใหแ้ ก่ผู้ทรงเช็คน้ันเมอื่ เช็คถึงกำหนดใหใ้ ชเ้ งินจะปฏิเสธไม่ได้
3. ผู้รับเงนิ (Payee) หรือผทู้ รงเช็คจะเปน็ ฝา่ ยทม่ี นี ิติสัมพนั ธ์กนั กบั ผสู้ งั่ จ่าย
โดยตรงอนั เกิดจากนิติกรรมสัญญาใด ๆ อนั จะทำให้ไดร้ ับการชำระหน้ี ซึ่งผูร้ บั เงนิ หรือผู้ทรงเช็คน้ี
มหี น้าท่ใี นการนำเชค็ ไปทวงถามแก่ธนาคารผจู้ า่ ยเงินในวนั ที่ระบุส่งั จา่ ยภายในหนึ่งเดอื น
ในกรณที ี่มกี ารส่งั จา่ ยในจงั หวดั เดยี วกัน หากสงั่ จ่ายตา่ งจงั หวัดผู้ทรงเชค็ จะต้องนำเชค็ ไปทวงถาม
ให้ธนาคารจา่ ยเงนิ ภายในหกเดอื นนบั แต่วันทร่ี ะบสุ ่ังจา่ ย มฉิ ะนน้ั เชค็ จะหมดอายธุ นาคาร
ผจู้ ่ายเงนิ มสี ิทธิท่ีจะไมจ่ า่ ยเม่อื เรียกทวงถามเลยกำหนด
จากข้างตน้ เม่ือเกิดการผดิ นดั หรอื การทธ่ี นาคารปฏิเสธการจา่ ยเงนิ ย่อมมีข้อพิพาท
และคดคี วามขึน้ สู่ศาล ซงึ่ ในความผดิ อนั เก่ยี วกับเชค็ มีความผดิ ท้ังทางแพง่ และอาญา แต่
ความผดิ อนั เกิดจากการใช้เชค็ นน้ั มไิ ด้อาศัยมูลความผดิ ทางอาญา24 จึงไมใ่ ช่คดีแพ่งเกีย่ วเนื่อง
กับคดีอาญา ดังจะเห็นได้จากการกำหนดวธิ ีการออกเช็ค รายละเอียดเชค็ และผ้ตู อ้ งรับผิด
ระยะเวลาในการเรยี กเก็บเงินจากธนาคาร ซงึ่ ส่งิ เหลา่ น้ีลว้ นมกี ฎหมายบญั ญตั ไิ วอ้ ยา่ งชัดเจน
ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แต่อยา่ งไรกด็ ี หากเชค็ ดงั กล่าวมจี ำนวนเงนิ (ทนุ ทรัพย์)
ไม่เกนิ อำนาจผูพ้ พิ ากษาคนเดยี วทจ่ี ะพจิ ารณาพพิ ากษาคดีได้ ผู้ทรงหรอื ผู้เสยี หายสามารถทจี่ ะ
ฟอ้ งรวมไปกับคดีอาญาได้25 ฉะน้ันแลว้ ในบทความนผ้ี ู้เขียนจึงขออธิบายในเรื่องการดำเนิน
กฎหมายทางอาญาอนั เน่อื งมาจากการใช้เชค็ ของประเทศไทยในหัวขอ้ ถัดไป
4. การดำเนินการทางกฎหมายและบทลงโทษในคดีเช็ค
การดำเนินคดีเชค็ ในคดอี าญาตงั้ แตอ่ ดีตจนถึงปัจจบุ ันจะกำหนดองค์ประกอบของ
ความผิดและกำหนดบทลงโทษเอาไวเ้ ปน็ กฎหมายเฉพาะ โดยตราเป็นพระราชบัญญตั ขิ ึน้ มา
เพ่อื ใช้เป็นมาตรการในการลงโทษผทู้ อี่ อกเชค็ โดยมเี จตนาทจุ รติ และเพ่ือสนบั สนุนใหม้ กี ารใช้
เช็คอยา่ งแพรห่ ลายในทางการค้าของประเทศไทย อกี ทัง้ ยังเปน็ การสรา้ งความน่าเชอื่ ถอื ให้กับ
เช็คท่ีใชใ้ นประเทศไทยทที่ ำการคา้ กบั ชาวตา่ งชาติ หรือผปู้ ระกอบธรุ กิจในประเทศ โดยแบ่ง
พจิ ารณาตามพระราชบัญญตั ิว่าดว้ ยความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2497 ประกาศของ
คณะปฏิวตั ิ 196 และพระราชบัญญัตวิ ่าดว้ ยความผดิ อันเกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 ดงั น้ี
4.1 พระราชบัญญตั วิ า่ ดว้ ยความผดิ อันเกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497
ในยคุ สมัยการค้าในสมัยรฐั บาลจอมพลแปลก พบิ ลู สงคราม ประเทศไทยได้มี
การคา้ ขายกับชาวตา่ งชาตเิ ปน็ อย่างมาก มีการรับอิทธิพลการชำระหนี้ด้วยวิธกี ารตา่ ง ๆ หนึ่ง
ในวิธกี ารชำระหนน้ี ้ันคอื การสงั่ จ่ายเชค็ และในขณะเดียวกนั กก็ ่อให้เกิดการผดิ สัญญาโดยการ
24 คำพิพากษาศาลฎีกา 1308/2553
25 หมายเหตุทา้ ยพระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ยความผดิ อนั เกิดจากการใชเ้ ชค็ พ.ศ. 2534
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 103
ออกเชค็ โดยทจุ ริต เพื่อมใิ หม้ กี ารชำระเงนิ ตามเชค็ น้นั เมื่อผูร้ บั เงนิ นำเชค็ ไปทวงถามจากธนาคาร
ทำให้การใช้เช็คในสมยั น้ันขาดความนา่ เช่อื ถอื เปน็ อย่างมาก กอ่ ให้เกดิ การชะลอตัวของ
เศรษฐกิจ เพ่อื สรา้ งความนา่ เช่อื มั่นทางการคา้ ให้กับชาวตา่ งชาติ ผปู้ ระกอบกจิ การภายใน
ประเทศไทย และบุคคลอื่น ๆ จึงตอ้ งมีมาตรการการลงโทษกบั บุคคลผทู้ จุ รติ ในการใชเ้ ชค็ เพือ่
สนับสนนุ ให้มกี ารใช้เช็คอยา่ งแพร่หลาย และสร้างความเชือ่ ถือให้กบั การใชเ้ ชค็ จนนำมาสู่การ
ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความผดิ อันเกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2497 เพือ่ เอาโทษกบั บคุ คลท่ี
คดิ ทุจริตใชเ้ ชค็ โดยไม่มีเงินท่ีจะพึงชำระตามจำนวนทส่ี ง่ั จ่าย26
การลงโทษทางอาญาแกบ่ ุคคลที่ออกเชค็ โดยทุจรติ ตามพระราชบญั ญัติวา่ ด้วย
ความผิดอันเกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2497 ไดบ้ ัญญัติลักษณะความผดิ เอาไว้ในมาตรา 327 โดย
หากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินผรู้ ับเงิน ผอู้ อกเชค็ หรือผู้สง่ั จ่ายยอ่ มมีความผดิ แล้ว28 เพยี งแค่
ออกเช็คโดยมีเจตนาทุจริต และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงนิ ก็มคี วามผิดตามพระราชบญั ญัติ
ว่าดว้ ยความผิดอันเกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2497 น้แี ล้ว แต่ท้ังน้ี จะต้องเปน็ เรือ่ งออกเช็คมี
เจตนาผกู พันกนั โดยใช้เชค็ เปน็ เคร่อื งมอื ชำระหน้เี ทา่ น้นั ถ้าออกเชค็ โดยคกู่ รณีมีเจตนาท่ีจะ
ไมใ่ หใ้ ชเ้ งินตามเชค็ ก็ไมเ่ ปน็ ความผดิ 29 โดยมีโทษปรบั ไมเ่ กนิ สองเท่าของจำนวนเงินในเชค็
แต่ไม่ต่ำกวา่ หน่ึงหมื่นบาท หรือจำคุกหนึง่ ปี หรอื ทง้ั ปรบั ทงั้ จำ ท้ังน้ีคดีอาญานน้ั จะเลิกกนั
ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 39 ได้ หากผ้สู ง่ั จา่ ยหรือผู้กระทำ
ความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ี้ไดน้ ำเงินไปชำระให้แกผ่ ทู้ รงเชค็ หรือธนาคารเพื่อจ่ายเงินตาม
เชค็ ภายในเจด็ วนั นับแต่วนั ท่ีธนาคารที่มชี ่ือในเชค็ บอกกลา่ วให้ผอู้ อกเชค็ ได้ทราบว่าธนาคาร
ปฏเิ สธไมจ่ า่ ยเงิน30
4.2 ประกาศของคณะปฏิวตั ิ 196
การตราพระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยความผิดอันเกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2497 มี
วัตถุประสงคใ์ นการสรา้ งความนา่ เชื่อถือในการใชเ้ ชค็ และเพอื่ ส่งเสรมิ การใช้เชค็ ให้เปน็ ที่
แพรห่ ลายทางการคา้ ภายในประเทศ แตก่ ลับกลายเปน็ ช่องว่างทางกฎหมายให้บคุ คลบางกลุ่ม
26 หมายเหตทุ ้ายพระราชบัญญตั วิ ่าดว้ ยความผิดอนั เกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497
27 พระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยความผิดอันเกดิ จากการใช้เชค็ พ.ศ. 2497 มาตรา 3
28 คำพิพากษาศาลฎีกาท่ี 378/2536
29 ประพันธ์ ทรพั ยแ์ สง, คำอธบิ ายเช็คตามพระราชบญั ญตั ิว่าด้วยความผดิ อันเกดิ จากการใช้
เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ท่ี 196 พร้อมดว้ ยคำพิพากษาศาลฎกี า, (กรุงเทพ
มหานคร: นติ บิ รรณการ, 2517), หน้า 57.
30 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอนั เกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 (กอ่ นมีประกาศคณะปฏวิ ตั ิ
ฉบบั ที่ 196) “มาตรา 5 ถ้าผกู้ ระทำความผดิ ตามมาตรา 3 ไดน้ ำเงินจำนวนในเช็คไปชำระแก่ผทู้ รงเชค็ หรือ
แก่ธนาคารเพอื่ จ่ายเงินตามเชค็ ภายในเจ็ดวัน นับแต่วนั ที่ธนาคารมชี ่ือในเช็คบอกกล่าวให้ผูอ้ อกเชค็ ได้
รับทราบว่าธนาคารปฏิเสธไมจ่ ่ายเงิน ใหค้ ดเี ปน็ อนั เลิกกันตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา”
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง ปีท่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 104
ใช้กฎหมายดังกลา่ วบีบบังคับให้ลกู หน3ี้ 1 ชำระเงินโดยการออกเชค็ เพ่อื ชำระหนี้ เพือ่ ให้
สอดคล้องกับเจตนารมณข์ องกฎหมายดังกล่าว หัวหน้าคณะปฏิวตั ใิ นขณะนัน้ จงึ ได้ทำการแก้ไข
พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยความผิดอนั เกดิ จากการใช้เชค็ พ.ศ. 2497 มาตรา 5 โดยในข้อที่ 1
ประกาศของคณะปฏิวัติให้ยกเลิกความในมาตรา 5 เดมิ โดยมขี ้อความดังนี้
“ข้อ 1 ใหย้ กเลิกความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติวา่ ดว้ ย
ความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 และใหใ้ ชค้ วามตอ่ ไปนแี้ ทน
มาตรา 5 การควบคุมผูต้ อ้ งหาวา่ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
ให้ปฏิบัติดังน้ี
(1) ถ้าจำนวนเงินที่ระบุในเช็คแต่ละฉบับ หรือหลายฉบับรวมกัน
ไมเ่ กินหา้ หม่ืนบาท ใหค้ วบคุมไว้ได้เท่าเวลาท่ีจะถามคำให้การและทจี่ ะร้ตู ัววา่ เป็นใคร และทอ่ี ยู่
ของเขาอยทู่ ไี่ หนเทา่ นนั้
(2) ถ้าจำนวนเงนิ ที่ระบใุ นเช็คแตล่ ะฉบับ หรอื หลายฉบับเกินกว่า
ห้าหมืน่ บาท การควบคมุ ผูต้ อ้ งหาใหเ้ ป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา แตถ่ า้
ผู้ตอ้ งหายื่นคำร้องขอให้ปลอ่ ยชัว่ คราว ให้พนกั งานสอบสวนหรือพนักงานอยั การสัง่ ปลอ่ ยตัว
ชัว่ คราว โดยมปี ระกันหรอื หลักประกนั ไมเ่ กินจำนวนเงินตามเชค็
ในกรณีผู้ตอ้ งหาวา่ กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตนิ ไ้ี ดก้ ระทำ
ความผิดตามกฎหมายอ่ืนดว้ ยใหป้ ฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญา
ถ้าผู้กระทำความผิดตามมาตรา 3 ไดน้ ำเงนิ ตามเช็คไปชำระแก่ผู้ทรงเชค็
หรือแกธ่ นาคารเพ่ือจา่ ยเงินตามเชค็ ภายในสิบหา้ วัน นับแต่วันทีผ่ ูท้ รงเชค็ ไดบ้ อกกล่าวให้ผูอ้ อกเช็ค
ได้รับทราบว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงนิ ใหค้ ดีเปน็ อนั เลกิ กันตามประมวลกฎหมายวิธี
พิจารณาความอาญา”
จากข้างต้นจะเหน็ ได้วา่ การแกไ้ ขดงั กล่าวได้มีการเพ่ิมเติมการควบคมุ ตวั ของ
ผตู้ ้องหากระทำความผดิ ในกรณที ีว่ งเงนิ ในเช็ค หรือเช็คหลายฉบบั รวมกนั ไม่เกินหา้ หมน่ื บาท
ซึ่งแตเ่ ดมิ ไม่ได้จำกัดวงเงนิ เอาไวแ้ ละใช้หลกั เกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความ
อาญามาบังคับใช้เท่านนั้
นอกจากน้รี ะยะเวลาท่ผี ้อู อกเชค็ จะนำเงินตามเช็คไปชำระแกผ่ ู้ทรงเชค็ หรือ
แก่ธนาคารนัน้ ก็ตอ้ งเริ่มนบั ตง้ั แต่วันทผ่ี ู้ทรงเชค็ บอกกลา่ วใหผ้ ู้ออกเชค็ ทราบวา่ ธนาคารปฏเิ สธ
การจ่ายเงนิ แล้ว มกี ำหนดเวลาสิบห้าวันผิดกับพระราชบัญญัตวิ ่าดว้ ยความผิดอันเกดิ จากการ
ใชเ้ ชค็ พ.ศ. 2497 เดิม ซึ่งมกี ำหนดระยะเพียงแคเ่ จด็ วนั นบั แต่วนั ทธ่ี นาคารปฏเิ สธการจา่ ยเงิน
เทา่ นน้ั ซ่ึงขอ้ ความตามทีเ่ ขยี นในประกาศของคณะปฏิวัติน้ันเป็นการถูกต้องกับความเป็นจริง
ตามประเพณที างปฏิบตั ขิ องธนาคาร เพราะปกติเม่ือธนาคารปฏิเสธการจา่ ยเงนิ นน้ั ธนาคารจะ
31 ประกาศของคณะปฏวิ ัติ ฉบบั ที่ 196 ลงวนั ท่ี 8 สงิ หาคม 2515
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 105
บอกกล่าวตามแบบฟอร์มของธนาคารท่ีเรียกกนั ว่าใบคืนเชค็ โดยระบุถงึ สาเหตทุ ป่ี ฏิเสธการ
จ่ายเงนิ ไว้ในแบบฟอรม์ นน้ั และธนาคารก็จะกลัดแบบฟอรม์ นนั้ ติดกับเชค็ ทข่ี น้ึ เงนิ ไมไ่ ด้ แลว้
มอบให้แกผ่ ู้ทรงเช็คไปเพือ่ ให้ติดตอ่ กับผูอ้ อกเช็คเอง ไม่ใชห่ นา้ ท่ีของธนาคารที่จะบอกกลา่ ว
การปฏิเสธการใช้เงนิ แก่ผู้ออกเช็ค32
4.3 พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534
ภายหลงั มกี ารประกาศใชพ้ ระราชบญั ญตั ิวา่ ด้วยความผดิ อันเกิดจากการใช้
เชค็ มาตั้งแต่ พ.ศ. 2497 เนื่องจากประเทศไทยมีการเปลย่ี นแปลงไปมาก ท้งั ด้านการคา้ การทำ
ธรุ กรรมการเงิน ประกอบทัง้ มีการใชช้ ่องวา่ งทางกฎหมายตามพระราชบญั ญัติดังกล่าว เอาเปรยี บ
ลูกหน้เี ป็นอย่างมาก จงึ ได้มกี ารยกเลิก33 และมีการเปลี่ยนมาใช้พระราชบัญญัติวา่ ด้วยความผดิ
อันเกดิ จากการใช้เชค็ พ.ศ. 2534 แทน ซ่งึ กฎหมายฉบบั น้ไี ดเ้ พม่ิ หลกั เกณฑใ์ นการออกเช็ค
จะต้องเป็นการออกเช็คเพ่อื ชำระหนีไ้ ด้ตามกฎหมาย และกำหนดระวางโทษปรบั เพยี งไม่เกิน
หกหมน่ื บาท เพ่ือท่จี ะให้คดเี ช็คอย่ใู นเขตอำนาจพจิ ารณาคดีของศาลแขวง อีกทงั้ การปล่อยตัว
ชัว่ คราวจะมีประกนั หรอื ไมม่ ปี ระกันก็ได้ แต่หากมีประกันจะตอ้ งไมเ่ กินหนึง่ ในสามของจำนวน
เงินที่สัง่ จา่ ยตามเชค็ และหากจำนวนเงินไม่เกนิ อำนาจพพิ ากษาของศาลแขวงสามารถท่จี ะฟอ้ ง
รวมไปกบั คดีอาญาได้34 และไดข้ ยายระยะเวลาในการทีใ่ หโ้ อกาสแกผ่ สู้ ่ังจา่ ยได้จ่ายเงินตามเชค็
ให้แกผ่ ู้ทรงเช็คเพื่อให้คดอี าญาระงบั ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จากสบิ ห้าวัน
เปน็ สามสิบวนั 35 แต่ยังคงกำหนดโทษทางอาญาเอาไว้โดยโทษทางอาญาในความผดิ อนั เกิดจาก
การใชเ้ ช็คนน้ั ตามพระราชบญั ญตั ิวา่ ดว้ ยความผิดอนั เกดิ จากการใช้เชค็ พ.ศ. 2534 มาตรา 4
ได้กำหนดโทษเอาไวค้ ือปรบั ไมเ่ กนิ หกหม่นื บาท หรอื จำคกุ ไม่เกินหนึง่ ปี หรือท้ังปรบั ท้ังจำ
การดำเนนิ คดเี ช็คเปน็ คดีอาญานั้น มวี ธิ กี ารดำเนนิ การเหมอื นคดคี วามผดิ ต่อ
สว่ นตวั ตามประมวลกฎหมายอาญาท่ัวไปซึง่ จะดำเนนิ การฟอ้ งรอ้ งดว้ ยตนเองภายในสามเดอื น
นบั แต่วันทธี่ นาคารปฏเิ สธการจา่ ยเงนิ หรอื จะดำเนินการแจง้ ความร้องทุกขต์ ่อพนกั งาน
สอบสวนซ่งึ จะทำให้อายคุ วามขยายออกไปเป็น 5 ปี และหากมีการแจง้ ความไว้เองแลว้ ผทู้ รงเชค็
กส็ ามารถที่จะนำเช็คดังกลา่ วไปฟ้องรอ้ งศาลเองได้
32 ประพนั ธ์ ทรพั ย์แสง, คำอธิบายเช็คตามพระราชบญั ญัติวา่ ดว้ ยความผดิ อันเกดิ จากการใช้
เช็ค พ.ศ. 2497 และประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ท่ี 196 พรอ้ มดว้ ยคำพพิ ากษาศาลฎกี า, หน้า 83.
33 ยกเลกิ โดยพระราชบญั ญตั วิ ่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 3
34 หมายเหตุท้ายพระราชบญั ญตั วิ ่าดว้ ยความผิดอนั เกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534
35 พระราชบัญญตั ิวา่ ด้วยความผดิ อนั เกดิ จากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534 “มาตรา 7 ถ้าผกู้ ระทำ
ความผิดตามมาตรา 4 ได้ใช้เงินตามเช็คแก่ผูท้ รงเชค็ หรอื แกธ่ นาคารภายในสามสิบวันนับแตว่ นั ท่ีผอู้ อกเช็ค
ได้รบั หนังสือบอกกลา่ วจากผู้ทรงเช็ควา่ ธนาคารไมใ่ ชเ้ งนิ ตามเช็คนั้น หรือหนี้ทีผ่ ู้กระทำความผดิ ตามมาตรา
4 ไดอ้ อกเช็คเพ่ือใช้เงินนั้นไดส้ ิน้ ผลผูกพนั ไปกอ่ นศาลมีคำพพิ ากษาถงึ ทส่ี ุด ใหถ้ ือว่าคดีเลิกกนั ตามประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา”
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 106
ในการดำเนนิ คดีอาญาความผดิ เก่ียวกับเชค็ น้ี หากเป็นเช็คฉบบั เดียวมกั จะ
ไม่คอ่ ยมีปญั หาในเรือ่ งของการลงโทษมากนกั เน่ืองจากในทางปฏบิ ัตศิ าลมกั จะใช้ดลุ พนิ ิจ
ในการลงโทษจำคกุ จำเลยไม่เกนิ หกเดอื น หรอื ปรับไมเ่ กนิ หนง่ึ หม่ืนบาท แต่หากมีการดำเนินคดี
เช็คหลายฉบบั เช่นกรณกี ารส่งั จ่ายเชค็ ล่วงหนา้ ตามสัญญาเช่าซอื้ ซึ่งจะมีการสง่ั จ่ายเช็คจำนวน
หลายฉบับ หากมีการสง่ั จา่ ยจำนวน 20 ฉบับ แลว้ ปรากฏว่าแตล่ ะฉบบั นนั้ ธนาคารได้ปฏเิ สธ
การจา่ ยเงนิ และผทู้ รงเชค็ ได้มีการรอ้ งทุกข์ตอ่ พนกั งานสอบสวนเอาไว้แลว้ รวมฟ้องครง้ั เดียว
ศาลอาจจะลงโทษจำคกุ จำเลยถงึ สบิ ปเี ลยกเ็ ป็นได3้ 6 เพราะเช็คแตล่ ะฉบับนนั้ ถือเป็นการ
กระทำความผดิ ตา่ งกรรมต่างวาระหากมีการฟ้องร้องดังตวั อยา่ งดังกลา่ วศาลกส็ ามารถลงโทษ
จำเลยทกุ กรรมกระทงความผดิ ได้37
5. สรปุ
การลงโทษทางอาญาต่อบคุ คลผู้กระทำความผดิ นั้น หากมกี ารกระทำความผดิ ทาง
อาญา หรอื ทางแพง่ ทมี่ ูลฐานความผิดทางอาญา (คดีแพง่ เก่ยี วเน่อื งกับคดีอาญา) จงึ จะสามารถ
ดำเนนิ คดอี าญาให้ศาลพพิ ากษาลงโทษได้ เพือ่ เป็นการแกแ้ คน้ ทดแทน ข่มข่ยู ับย้งั และเพื่อ
แกไ้ ขฟื้นฟู
เชค็ เป็นตราสารชนดิ หน่งึ ท่ีส่งั จ่ายอนั เนื่องมาจากมลู หนที้ างแพ่ง ไมว่ ่าจะเปน็ การสัง่ จ่าย
ตามสญั ญาซื้อขาย ส่งั จา่ ยเพ่ือชำระหนเ้ี งินกู้ หรอื การสัง่ จ่ายตามสญั ญาเช่าซื้อ นอกจากจะมี
ความผิดในทางแพง่ ในเรอ่ื งของดอกเบย้ี แลว้ ยงั มีความผิดทางอาญาทม่ี ีทัง้ โทษจำคุกและ
โทษปรบั ตามพระราชบญั ญตั วิ า่ ดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534 ซึ่งเปน็ ความผิด
ทีม่ ไิ ดม้ มี ูลฐานความผิดทางอาญา โดยการลงโทษทางอาญาตามพระราชบัญญตั วิ า่ ด้วยความผิด
อนั เกดิ จากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มโี ทษท้งั จำและปรบั ซ่ึงมบี ทกำหนดโทษความผดิ อนั เกดิ จาก
การใช้เช็คบญั ญตั ิเอาไวใ้ นมาตรา 4 โดยระวางโทษปรับไม่เกนิ หกหมน่ื บาท หรอื จำคกุ ไมเ่ กิน
หนึง่ ปี หรือท้ังปรบั ทั้งจำ อกี ทง้ั เช็คแตล่ ะฉบบั นนั้ เป็นความผดิ ต่างกรรมตา่ งวาระ แมจ้ ะมมี ลู หนี้
36 อัครพล ทองหลาง, “ปัญหาความผดิ อันเกดิ จากการใช้เชค็ : กรณีของการออกเช็คลว่ งหนา้ ตาม
สญั ญาเช่าซอื้ ,” 18.
37 ประมวลกฎหมายอาญา “มาตรา 91 เม่ือปรากฏว่าผใู้ ดได้กระทำการอันเปน็ ความผดิ หลายกรรม
ตา่ งกนั ให้ศาลลงโทษผ้นู น้ั ทกุ กรรมเป็นกระทงความผดิ ไป แต่ไม่วา่ จะมีการเพ่ิมโทษ ลดโทษ หรือลดมาตรา
สว่ นโทษด้วยหรือไมก่ ็ตาม เมื่อรวมโทษทกุ กระทงแลว้ โทษจำคุกท้งั ส้นิ ต้องไมเ่ กนิ กำหนดดังต่อไปนี้
(1) สบิ ปี สำหรบั กรณีความผิดกระทงทหี่ นักทสี่ ดุ มีอตั ราโทษจำคุกอยา่ งสงู ไมเ่ กินสามปี
(2) ยส่ี ิบปี สำหรบั กรณีความผิดกระทงท่หี นกั ทส่ี ุดมอี ตั ราโทษจำคุกอย่างสงู เกนิ สามปแี ตไ่ ม่เกินสบิ ปี
(3) หา้ สบิ ปี สำหรับกรณคี วามผดิ กระทงท่ีหนักที่สดุ มีอัตราโทษจำคุกอยา่ งสูงเกินสิบปขี ึน้ ไป เว้นแต่
กรณที ่ีศาลลงโทษจำคุกตลอดชีวิต”
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 107
การส่ังจา่ ยเป็นมูลหนี้เดียวกัน หากมีการสงั่ จ่ายหลายฉบับ ศาลจะลงโทษเรยี งกระทงฐาน
ความผิดไป แต่ท้งั น้ีโทษจำคกุ รวมกันแล้วตอ้ งไมเ่ กนิ สบิ ปี
การสั่งจา่ ยเช็คหรอื ออกเชค็ น้นั จะต้องเปน็ การสง่ั จา่ ยเพ่อื ชำระหนที้ ี่มอี ยู่จรงิ และ
สามารถบังคับไดต้ ามกฎหมาย ไมว่ ่าจะเปน็ การสง่ั จา่ ยเพ่อื ชำระเงินกู้ ส่งั จ่ายชำระค่างวดสินคา้
ตามสัญญาเชา่ ซ้ือ ชำระคา่ สินคา้ ฯลฯ ทั้งนจ้ี ะต้องมีเจตนาท่จี ะไมใ่ หม้ ีการใช้เงนิ ตามเชค็ ที่
สัง่ จา่ ย โดยหากในขณะที่ออกเชค็ น้นั ไม่มีเงินอยู่ในบญั ชอี ันจะพงึ ใหใ้ ชเ้ งินไดห้ รือใหใ้ ช้เงนิ มี
จำนวนสูงกวา่ จำนวนเงนิ ที่มอี ยู่ในบญั ชอี ันจะพงึ ใหใ้ ชเ้ งินไดใ้ นขณะท่ีออกเชค็ นัน้ หรือถอนเงิน
ทง้ั หมดหรอื แต่บางสว่ นออกจากบญั ชอี ันจะพึงใหใ้ ช้เงินตามเชค็ จนจำนวนเงินเหลอื ไม่เพียง
พอที่จะใช้เงนิ ตามเชค็ นน้ั ได้ หรอื ห้ามธนาคารมใิ ห้ใชเ้ งนิ ตามเชค็ นั้นโดยเจตนาทุจรติ ซึ่งหาก
ธนาคารปฏิเสธการจา่ ยโดยเหตใุ ดเหตุหนึ่ง ผสู้ ่ังจา่ ยก็จะมีความผิดตามพระราชบัญญตั ิวา่ ดว้ ย
ความผดิ อันเกิดจากการใชเ้ ช็ค พ.ศ. 2534
พระราชบัญญตั วิ า่ ดว้ ยความผิดอนั เกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 แมจ้ ะมีบทบญั ญัติว่า
ความผิดดังกลา่ วเป็นความผดิ อนั ยอมความได้ ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญตั นิ ้ี ในทาง
ปฏบิ ัตหิ ากไม่มีการชำระเงนิ ให้กับผู้ทรงเช็ค หรือนำเงินไปฝากธนาคารภายในสามสบิ วนั ผ้ทู รงเชค็
ในฐานะผ้เู สียหายอาจจะยอมความหรือไมก่ ไ็ ด้ ซึง่ ศาลมักจะนำมาตรการคุมประพฤติมาใช้ โดย
ให้รอลงอาญาหนึง่ ถงึ สองปี ซ่ึงตามพระราชบญั ญัตินไี้ มไ่ ด้มีการนำวธิ ีการเพื่อความปลอดภัยมา
ปรับใช้เปน็ บทลงโทษตามพระราชบญั ญัตดิ งั กล่าว ทำให้ผู้กระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ิ
วา่ ด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 กระทำผดิ ซ้ำอีกได้งา่ ย
อน่ึง การดำเนนิ คดีอาญาตามพระราชบัญญัตวิ ่าด้วยความผดิ อนั เกิดจากการใชเ้ ชค็
พ.ศ. 2534 น้ีมอี ายุความทีแ่ ตกต่างไปจากความผิดอาญาแผน่ ดนิ เน่ืองจากหากไม่มกี ารดำเนินการ
รอ้ งทกุ ข์ตอ่ พนกั งานสอบสวน คดีน้นั จะมอี ายุความเพยี งสามเดือนเท่านัน้ หากฟ้องภายหลัง
จากนถี้ ือวา่ คดีขาดอายุความ คดอี าญายอ่ มระงบั ไมส่ ามารถนำมาฟ้องตอ่ ศาลได้อกี 38 แต่หาก
มกี ารดำเนนิ การร้องทกุ ข์ไว้กับพนกั งานสอบสวนไวแ้ ล้ว อายุความก็จะเป็นหา้ ปี39 ซึง่ ผู้เสยี หาย
หรือพนักงานอัยการสามารถย่นื ฟอ้ งไดภ้ ายในอายคุ วามสำหรับความผดิ นนั้ ๆ ได้
6. ขอ้ เสนอแนะ
พระราชบัญญตั ิวา่ ดว้ ยความผิดอันเกิดจากเชค็ พ.ศ. 2534 น้ี ผู้เขียนในฐานะทนายความ
ดำเนินคดเี ช็คมาแลว้ เปน็ จำนวนหลายคดี เห็นวา่ พระราชบัญญัติน้ยี ังมีข้อบกพรอ่ งอยู่ และ
มาตรการในการลงโทษนั้นไม่ควรมีโทษจำคกุ สำหรับผ้สู ่ังจา่ ยเช็คอันเกดิ จากกการผิดสญั ญาทาง
แพ่ง เนื่องจากการลงโทษทางอาญาน้ันมีจุดมงุ่ หมายทจ่ี ะเอาผดิ แกผ่ ูก้ ระทำความผิดทางอาญา
38 ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 39
39 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (4)
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 108
หรอื ผกู้ ระทำความผดิ ทางแพ่งท่มี ีมลู ฐานความผิดทางอาญา จึงทำให้การใช้เช็คในปัจจุบนั นั้น
ไมม่ ีความน่าเชือ่ ถือในทางการคา้ สักเท่าใดนัก ผู้เขยี นจึงมขี ้อเสนอแนะเกย่ี วกับพระราชบัญญัติ
ดงั กล่าวดังน้ี
1. การจะโทษอาญาในคดีเชค็ ควรมีการกำหนดให้ศาลสามารถใชด้ ลุ พนิ จิ เป็น
กรณพี เิ ศษ โดยการกำหนดในพระราชบญั ญตั ไิ ว้ให้ชัดเจนวา่ หากมกี ารดำเนนิ คดดี ังกลา่ วจะต้อง
มกี ารสบื เสาะโดยเจ้าพนกั งานคมุ ประพฤติ และหากพนกั งานคมุ ประพฤตมิ ีขอ้ เสนอให้
ดำเนนิ การลงโทษจงึ จะลงโทษตามพระราชบัญญตั ินี้ได้ แต่หากพนกั งานคุมประพฤติสบื เสาะ
มาแลว้ และให้ความเห็นว่าไม่สมควรได้รับโทษก็ให้ศาลรอลงอาญาหรอื รอการลงโทษไว้ก่อน
2. ควรมีการนำวิธกี ารเพ่อื ความปลอดภยั มาปรบั ใช้ในพระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ย
ความผดิ อันเกดิ จากการใช้เชค็ พ.ศ. 2534 ในเรื่องของการห้ามประกอบอาชีพบางอยา่ ง มา
ปรบั ใชเ้ ป็นกรณที ีผ่ กู้ ระทำความผิดตามพระราชบัญญตั นิ ี้จะตอ้ งห้ามเปิดบัญชกี ระแสรายวัน
หรอื หา้ มจ่ายเงนิ โดยวิธีการสัง่ จา่ ยโดยเชค็ กำหนดระยะเวลา 1 ถงึ 2 ปี ซง่ึ จะทำให้ผู้กระทำ
ความผิดดังกล่าวไม่กลบั มากระทำความผิดซ้ำตามพระราชบัญญตั ินไี้ ด้งา่ ย ๆ
จากขอ้ เสนอแนะทั้งสองขอ้ ดงั กลา่ วนั้น เหตผุ ลในการท่ีต้องมกี ารปรับปรงุ หรอื แก้ไขใหใ้ ช้
วธิ ีการดังกลา่ วเนอื่ งจากการคา้ ในประเทศไทยเปลย่ี นไปเป็นอย่างมาก การทคี่ นทำธุรกิจแล้ว
ติดคุกไปนน้ั อาจจะทำใหก้ จิ การของเขาต้องปิดลงเนอื่ งจากไมม่ กี ารดูแลกจิ การโดยเฉพาะธุรกิจ
ขนาดยอ่ ม ซง่ึ อาจส่งผลกระทบตอ่ ระบบเศรษฐกจิ ได้ และยังเป็นการปอ้ งกันมิใหผ้ ูก้ ระทำ
ความผดิ กลบั มากระทำความผิดซ้ำอกี ไดอ้ ยา่ งง่าย ทงั้ นเ้ี พอ่ื ใหก้ ารใชเ้ ชค็ ในประเทศไทยมคี วาม
น่าเชอ่ื ถือมากข้ึน อีกทัง้ การกำหนดมาตรการลงโทษทางอาญาและโทษทางอาญาเชน่ น้ีก็จะ
ไม่เปน็ การกระทบต่อประชาชนเกินสมควรอีกด้วย
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 109
ภาษาฝรั่งเศสสำหรับนักกฎหมาย (French for Lawyer)
Contrats de la Commande Publique
et Autres Contrats (Part I)*
สัญญาจัดซอื้ จัดจ้างและสญั ญาอนื่ ๆ (ส่วนที่ 1)
Tanistnan Pakdeethammasakul**
ธนษิ ฐ์นันท์ ภักดีธรรมะสกุล
Abstract
France has established the Public Procurement Code in 1964 (code des
marchés publics) and has been revised throughout. This code followed the EU
Regulations in accordance with the Treaty on the Functioning of the European
Union that focuses on being a single market allowing citizens in the member
states of the European Union or the World Trade Organization to have equal
rights to compete in government procurement in the State Parties with the
citizens of that State Party.
In 2014, the Directive 2014/24/EU of the European Parliament and of
the Council of 26 February 2014 on public procurement has updated the EU
Regulations relating to the public procurement and has repealed the Directive
2004/18/EC on the coordination of procedures for the award of public works
contracts, public supply contracts and public service contracts. This new directive
sets the norms and minimum rules for member states on public procurement
* วนั ท่ีรบั บทความ (Received): 18 สิงหาคม 2562; วันท่ีแก้ไขบทความ (Revised): 30 มนี าคม
2563; วันท่ีตอบรบั บทความ (Accepted): 8 เมษายน 2563
** นิติศาสตรบัณฑิต (เกยี รตนิ ิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั , นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑิต
(กฎหมายมหาชนทางธุรกิจ) Université de Toulouse 1 Capitole, ปจั จุบนั เป็นอาจารยป์ ระจำสำนักวชิ า
นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมฟ่ ้าหลวง
Lecturer in Law, School of Law, Mae Fah Luang University
E-mail: [email protected]
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 110
to make the provision of goods and services that are socially efficient and
sustainable. For example, necessary specifications for public civil work, provision
of services and procurement to achieve the objectives of social sustainability.
This directive sets also a minimum standard of safety methods for evaluating
the quality of packaging products and recommendations for use.
In addition to setting minimum rules for procurement for sustainability,
this directive has been initiated a new principle of responsibility for all line of
subcontract which small to medium enterprise (SME) is able to participate
effectively by forcing every section of subcontract to be responsible for
respecting the basic rights, health and safety of workers and also labour laws
that are currently in force. This principle is aim to correct the cases where
tenders bid lower than a normal prize to award the contract due to the lack of
respect for basic rights in labour that reduces the cost of the companies and it
turns out that the quality of the products and works are poor.
Following the EU Directive in 2014, France has adopted the law to
comply with the regulations by issuing the Ordinance relating to public
procurement in 2015 and the Ordinance relating to the concession in 2016.
These ordinances led to the revision of the current procurement code (Code
de la commande publique, 2019) and have cancelled the original procurement
code (Code des marchés publics, 1964).
This amendment was made to make the procedure easier and clearer
for everyone involving in public procurement. This new code is a collection of
content that purchasing power and economic entrepreneurs use in the daily
life of procurement including the main rules and guidelines of the Administrative
Court.
This article provides the rules related to the current public procurement
law which is divided into four parts as follows:
- I. the general definition and organizations that are subject to
the procurement code;
- II. the purpose of the contract within the framework of the
procurement law and different types of contracts;
- III. the concession contract under the Procurement Code;
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 111
- IIII. the nature of the contract excludes from the Procurement
Code.
Keywords: Public Procurement Law, Concession
บทคัดยอ่
ประเทศฝรง่ั เศสไดจ้ ัดทำประมวลกฎหมายการพัสดุขน้ึ ในปี ค.ศ. 19641 และมีการ
แกไ้ ขปรับปรุงมาโดยตลอด ซ่งึ กฎหมายน้ีสอดคลอ้ งกับระเบียบของสหภาพยโุ รปเพือ่ ใหเ้ ป็นไป
ตามสนธสิ ญั ญาเกี่ยวกับการดำเนินงานของสหภาพยุโรป2 ท่ีมงุ่ เน้นการเป็นตลาดร่วมของ
ประเทศสมาชิก เปิดโอกาสให้พลเมอื งในรฐั สมาชิกของประชาคมยุโรปหรือองคก์ ารการคา้ โลก
มีสิทธิเขา้ รว่ มแข่งขนั ในการจัดซ้อื จัดจา้ งภาครฐั ในรัฐภาคไี ดอ้ ยา่ งเท่าเทยี มกบั พลเมอื งของรัฐ
ภาคนี ้ัน3
ต่อมาในปี ค.ศ. 2014 ไดม้ ีการแกไ้ ขกฎหมายจดั ซื้อจดั จา้ งโดยระเบียบปฏบิ ัติของสหภาพ
ยโุ รป4 และได้ยกเลกิ ระเบยี บเดิมว่าดว้ ยเรอ่ื งความรว่ มมอื ในกระบวนการมอบสัญญาพัสดุ ซงึ่
กฎเกณฑ์ที่แก้ไขใหม่นี้ไดว้ างบรรทดั ฐานและกำหนดหลกั เกณฑข์ ั้นต่ำสำหรับประเทศสมาชกิ
วา่ ด้วยเรอ่ื งการจดั ซอ้ื จัดจา้ งโดยมจี ุดมุง่ หมายเพอ่ื ใหก้ ารจดั ทำสญั ญาการพัสดุมีประสทิ ธิภาพ
และยง่ั ยืนทางสังคม ยกตวั อย่างเชน่ มีการกำหนดลักษณะทจ่ี ำเป็นสำหรับงานโยธาสาธารณะ
การให้บริการ และการจดั หาพสั ดุ เพือ่ ใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงคข์ องความยัง่ ยืนทางสังคม จงึ มีการ
กำหนดมาตรฐานขนั้ ตำ่ ของความปลอดภยั วธิ ีการประเมินคณุ ภาพของผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์
ข้อแนะนำการใชง้ านตา่ ง ๆ
นอกเหนือจากการกำหนดกฎเกณฑ์ข้นั ต่ำสำหรบั การจัดซอื้ จัดจ้างเพ่อื ใหเ้ กดิ ความ
ยง่ั ยืนแลว้ น้ัน ระเบียบปฏิบัตขิ องสหภาพยโุ รปไดก้ ำหนดหลักเกณฑเ์ พมิ่ เตมิ เพ่ือใหบ้ รษิ ทั ขนาด
กลางหรอื ขนาดยอ่ มสามารถเข้ามามีส่วนรว่ มไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพผ่านการรบั จา้ งชว่ งโดยได้
ริเริ่มหลกั ความรับผดิ ชอบตลอดสายของการจา้ งช่วง เพอื่ ให้ทกุ ชว่ งรับผดิ ชอบในการเคารพ
สิทธขิ นั้ พืน้ ฐาน สุขภาพ และความปลอดภัยของคนทำงาน และกฎหมายแรงงานทบ่ี ังคบั ใชอ้ ยู่
1 Le premier Code des marchés publics français est issu du décret n° 64-729 du 17
juillet 1964
2 Le traité sur le fonctionnement de l'Union européenne (TFUE)
3 นันทวฒั น์ บรมานันท์, สัญญาทางปกครอง, พมิ พ์ครั้งท่ี 3 (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2553),
หนา้ 496-503.
4 La directive 2014/24/UE du Parlement européen et du Conseil du 26 février 2014
sur la passation des marchés publics
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 112
ณ ขณะปัจจบุ ัน เพราะในบางครัง้ เกิดกรณที ผ่ี ้ยู ืน่ ซองประกวดราคายืน่ เสนอราคาท่ีต่ำกว่าปกติ
อันเนอ่ื งมาจากการไม่เคารพสทิ ธิขัน้ พนื้ ฐานในเรือ่ งแรงงานท่ที ำให้คา่ ใชจ้ า่ ยของผูป้ ระกอบการ
ทางดา้ นเศรษฐกจิ ต่ำกว่าผปู้ ระกอบการรายอน่ื และส่งผลให้การพสั ดุน้นั ๆ ไมม่ ีคุณภาพ
ภายหลังการออกกฎเกณฑ์ของสหภาพยุโรปในปี ค.ศ. 2014 ประเทศฝรงั่ เศสก็ได้
อนุวัติกฎหมายให้เป็นไปตามระเบยี บดงั กล่าวโดยการออกรฐั กำหนดว่าดว้ ยเรื่องการพัสดุในปี
ค.ศ. 20155 และรฐั กำหนดว่าดว้ ยเร่อื งสัญญาสมั ปทานในปี ค.ศ. 20166 ตามลำดบั และเปน็ ส่งิ ท่ี
นำไปสู่การแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายจดั ซอ้ื จดั จ้างที่ใชบ้ ังคับในปัจจบุ นั 7 และไดย้ กเลิก
ประมวลกฎหมายการพสั ดทุ ี่ใชม้ าด้งั เดมิ 8
การแก้ไขปรบั ปรงุ นเ้ี ปน็ ไปเพือ่ ให้การจัดซ้อื จัดจ้างของภาครฐั มีความง่ายและชดั เจน
มากขึน้ โดยประมวลกฎหมายฉบับนเี้ ป็นการรวมเน้ือหาท่ผี มู้ ีอำนาจจัดซื้อและผู้ประกอบการ
ทางเศรษฐกิจใชใ้ นชีวิตประจำวนั ของการจัดซอื้ จดั จา้ ง รวมถงึ กฎเกณฑห์ ลกั และแนวคำพพิ ากษา
ของศาลปกครอง
ในบทความฉบับน้ีผเู้ ขยี นไดแ้ ปลกฎเกณฑท์ ี่เกีย่ วขอ้ งกับกฎหมายจัดซอ้ื จัดจ้างที่ใช้
บังคบั ในปัจจบุ นั โดยได้แบง่ ออกเป็น 4 ส่วนดงั น้ี
- สว่ นทห่ี นึ่งจะเป็นการอธิบายคำนยิ ามโดยท่วั ไป และองคก์ รทจ่ี ะตกอย่ภู ายใต้
บังคบั ของประมวลกฎหมายจดั ซ้ือจัดจา้ ง
- สว่ นทส่ี องว่าดว้ ยวัตถุประสงค์ของสญั ญาทอ่ี ยูใ่ นกรอบของประมวล
กฎหมายจดั ซ้ือจดั จ้าง ลักษณะของสญั ญาประเภทต่าง ๆ
- ส่วนทส่ี ามจะพดู ถงึ เรอื่ งของสญั ญาสมั ปทานภายใต้ประมวลกฎหมายจัดซื้อ
จดั จา้ ง
- ส่วนสดุ ทา้ ยจะอธิบายถึงลกั ษณะของสญั ญาท่ีมิไดใ้ ช้กฎเกณฑข์ องการจัดซ้ือ
จดั จา้ ง
คำสำคญั : กฎหมายจดั ซ้อื จัดจา้ งภาครฐั , สมั ปทาน
5 L’ordonnance n° 2015-899 du 23 juillet 2015 relative aux marchés publics
6 L’ordonnance n° 2016-65 du 29 janvier 2016 relative aux contrats de concession
7 Le Code de la commande publique (2019)
8 Le Code des marchés publics (2001)
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 113
Contrats de la Commande Publique et autres contrats
Fiche DAJ (Direction des Affaires Juridiques)
Les contrats de la commande publique (article L.2 du code de la commande
publique) se divisent en deux catégories: les marchés publics, définis à l’article
L.1110-1 du code de la commande publique et les contrats de concessions,
définis à l’article L.1120-1 du même code.
Les marchés publics sont les marchés, les marchés de partenariat et les
marchés de défense ou de sécurité, conformément à l’article L.1110-1 du code
de la commande publique. Cette fiche traitera de manière générique des
grandes notions applicables à ces trois contrats. Les spécificités de chacun de
ces contrats sont traitées, à part entière, dans leurs propres fiches techniques
publiées sur le site Internet de la direction des affaires juridiques. Tous les
contrats publics conclus par les acheteurs publics ne sont pas des marchés
publics ou des contrats de concession.
1. Les marchés publics
La notion de « marché public » recouvre les marchés classiques, les
marchés de partenariat et le marchés de défense ou de sécurité9.
Les marchés publics sont soumis aux principes de liberté d’accès à la
commande publique, d’égalité de traitement des candidats et de transparence
des procédures10.
Un marché consiste en un contrat, conclu à titre onéreux entre un
acheteur public ou privé et un opérateur économique, portant sur la réalisation
de travaux, l’achat de fournitures ou la réalisation d’une prestation de services
répondant aux besoins de l’acheteur11.
9 Article L.1110-1 du code de la commande publique.
10 Article L.3 du code de la commande publique; Cons. const., déc. n° 2003-473 DC,
26 juin 2003, Loi habilitant le Gouvernement à simplifier le droit.
11 Article L.1111-1 du code de la commande publique. Pour les marchés de partenariat,
se rapporter à l’article L.1112-1 du code et pour les marchés de défense ou de sécurité, à
l’article L.1113-1 du code.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปที ี่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 114
1.1 Les marchés publics relevant du champ d’application du code
de la commande publique et passés par des personnes morales de droit
public sont des contrats administratifs
L’article L.6 du code de la commande publique dispose que les
contrats de la commande publique, dont les marchés publics, relevant de son
champ d’application et conclus par les personnes morales de droit public, sont
des contrats administratifs.
La définition de marché public suppose l’existence d’un contrat.
À l’inverse, la dévolution strictement unilatérale ne peut être qualifiée de
marché public. En effet, l’investiture par voie unilatérale d’un opérateur, même
pour accomplir une mission d’intérêt général, n’implique pas de lien contractuel12.
Afin de déterminer l’existence d’un tel acte unilatéral, il convient
de vérifier si cet acte manifeste le fait d’imposer à un opérateur des conditions
qui se départissent sensiblement des conditions normales de l’offre commerciale
de l’opérateur économique. Pour déterminer en pratique si cet opérateur est
ou non en capacité de négocier le contenu de ses missions, la Cour de justice
de l’Union européenne énumère deux conditions13 cumulatives:
- l’absence de capacité de négocier le contenu concret
des prestations ainsi que les tarifs applicables;
- et l’absence de faculté de se libérer des obligations
découlant de l’accord, moyennant le respect du préavis prévu par celui-ci.
Dans cette hypothèse, cette dévolution unilatérale s’apparenterait
à un simple transfert de compétences.
12 CE, 13 juillet 2007, Commune de Rosny-sous-Bois, n° 299207 et cons. 34 de la
directive 2014/24/UE relative à la passation des marchés publics.
13 CJUE, 18 décembre 2007, Asociacion Profesional de Empresas de Reparto y Manipulado
de Correspondencia contre Administracion General del Estado (Correos), Aff. C-220/06, pt.
55; Concl. J. MAZAK sous CJUE, 8 mai 2013, Éric Libert et autres contre Gouvernement
flamand et All projects & Developments NV e.a. contre Vlaamse Regering, Aff. C-197/11 et
C-203/11; voir également Rép. min. n° 41108, JOAN, 22 décembre 2015, p. 10525.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟา้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 115
Ainsi, les règles de la commande publique et les principes en
matière de passation des marchés ne trouvent pas à s’appliquer pour de telles
dévolutions unilatérales.
1.2 Les marchés publics sont des contrats passés entre un acheteur
public ou privé soumis au code de la commande publique et un opérateur
économique
Un marché public est un contrat conclu entre un acheteur
public ou privé et un opérateur économique public ou privé.
1.2.1 Les acheteurs publics ou privés
Les définitions des pouvoirs adjudicateurs et entités
adjudicatrices sont traitées dans la fiche technique « les pouvoirs adjudicateurs
et les entités adjudicatrices ».
Les pouvoirs adjudicateurs sont les personnes morales
de droit public tels que, par exemple, l’État et ses établissements publics
administratifs et industriels et commerciaux, les collectivités territoriales et leurs
établissements publics locaux, les groupements d’intérêts publics, etc.
Sont aussi pouvoirs adjudicateurs les « personnes morales
de droit privé » qui ont été créées pour satisfaire spécifiquement des besoins
d’intérêt général ayant un caractère autre qu’industriel ou commercial et dont:
« a) Soit l’activité est financée majoritairement
par un pouvoir adjudicateur;
« b) Soit la gestion est soumise à un contrôle par
un pouvoir adjudicateur;
« c) Soit l’organe d’administration, de direction
ou de surveillance est composé de membres dont plus de la moitié sont désignés
par un pouvoir adjudicateur »14.
14 2° de l’article L.1211-1 du code de la commande publique. Cette définition recouvre
l’ancienne notion « d’organisme de droit public » employée par le code des marchés
publics de 2006 et l’ordonnance n° 2005-649 du 6 juin 2005. Le terme de « droit public »
était en effet source de confusion dès lors que le droit de l’Union européenne considère
que les qualifications nationale son inopérantes pour apprécier la nature d’un organisme
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 116
De même, on intègre dans cette définition les organismes
de droit privé qui ont été constitués par des pouvoirs adjudicateurs dans l’objectif
de réaliser certaines activités en commun15.
Enfin, les entités adjudicatrices sont les pouvoirs adjudicateurs
qui exercent une des activités d’opérateur de réseaux16, les « entreprises
publiques »17 qui exercent une des activités d’opérateur de réseau, et les
organismes de droit privé qui bénéficient, en vertu d’une disposition légalement
prise, de droits spéciaux ou exclusifs ayant pour effet de leur réserver l’exercice
d’une des activités d’opérateur de réseaux et d’affecter substantiellement la
capacité des autres opérateurs économiques à exercer cette activité18.
1.2.2 L’opérateur économique
L’opérateur économique est toute personne physique
ou morale, publique ou privée, ou tout groupement de personnes, doté ou
non de la personnalité morale, qui offre sur le marché la réalisation de travaux
ou d’ouvrages, la fourniture de produits ou la prestation de services19.
Le candidat est l’opérateur économique qui demande à
participer ou est invité à participer à une procédure de passation d’un marché
public20.
au regard du droit des marchés publics: CJUE, 12 décembre 2002, Universale-Bau AG, Aff.
C-470/99.
15 3° de l’article L.1211-1 du code de la commande publique.
16 Dans les secteurs de l’énergie (gaz, chaleur, électricité, etc.), de l’eau, des transports
et des services postaux.
17 Au sens de l’article L.1212-2 du code de la commande publique, une entreprise
publique est « tout organisme doté de la personnalité juridique qui exerce des activités de
production ou de commercialisation de biens ou de services marchands et sur lequel un
ou plusieurs pouvoirs adjudicateurs exercent, directement ou indirectement, une influence
dominante en raison de la propriété de l’entreprise, de la participation financière ou des
règles qui la régissent ».
18 Article L.1212-2 du code de la commande publique.
19 Article L.1220-1 du code de la commande publique.
20 Article L.1220-2 du code de la commande publique.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 117
Le soumissionnaire est l’opérateur économique qui présente
une offre dans le cadre d’une procédure de passation d’un marché public21.
1.2.2.1 L’opérateur économique, personne privée
Le considérant 14 de la directive 2014/24/UE
précise que la notion d’opérateur économique doit être interprétée de manière
extensive, de sorte que des sociétés, des succursales, des filiales, des associations,
des sociétés coopératives, des sociétés anonymes, des universités, qu’elles
soient publiques ou privées, ainsi que d’autres formes d’entités que les personnes
physiques, devraient toutes relever de la notion d’opérateur économique, qu’il
s’agisse ou non de « personnes morales », en toutes circonstances.
Cette interprétation large de la notion d’opérateur
économique reprend la jurisprudence de la Cour de justice de l’Union
européenne (CJUE) qui considère que toute activité consistant à offrir des biens
et des services sur un marché donné revêt un caractère économique22 et que «
toute entité exerçant une activité économique, indépendamment du statut
juridique de cette entité et de son mode de financement » doit être considérée
comme entreprise.
Ø La notion d’opérateur économique est d’interprétation large
À titre d’illustration, les associations sont considérées
comme des opérateurs économiques. À cet égard, la circonstance qu’elles ne
poursuivent pas de but lucratif et qu’elles puissent proposer des prix sensiblement
inférieurs à ceux d’autres opérateurs est sans incidence sur le caractère
économique de l’activité ou de l’opérateur23.
21 Article L.1220-3 du code de la commande publique.
22 CJUE, 12 septembre 2000, Pavel Pavlov e.a. contre Stichting Pensioenfonds Medische
Specialisten, Aff. C-180/98; CJUE, 25 octobre 2001, Firma Ambulanz Glöckner contre Landkreis
Südwestpfalz, Aff. C-475/99.
23 CJUE, 29 novembre 2007, Commission contre République italienne, Aff. C-119/
06.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 118
La notion d’opérateur économique peut donc
comprendre des organismes qui ne poursuivent pas une finalité lucrative et
n’ont pas de structure d’entreprise24.
Ø La notion d’activité non-économique est interprétée strictement
Pour clarifier la distinction entre activités économiques
et activités non économiques, la CJUE a jugé de façon constante que constitue
une activité économique toute activité consistant à offrir des biens ou des
services sur un marché donné25.
Cette définition extensive de la notion d’activité
économique est reprise en droit national et recouvre ainsi toute offre de biens
ou de services sur un marché, quel que soit le secteur d’activité concerné,
sans que puisse y faire obstacle la circonstance que l’activité soit de nature
sociale ou que l’entité qui l’exerce ne poursuive pas un but lucratif.
La question de savoir s’il existe un marché pour
des services déterminés peut dépendre de la manière dont ces services sont
organisés dans l’État membre concerné26 et peut donc varier d’un État
membre à un autre. En outre, la qualification d’une activité donnée peut varier
dans le temps en fonction de choix politiques ou d’une évolution économique.
Ce qui ne constitue pas une activité économique aujourd’hui peut le devenir
demain et inversement.
Le caractère non économique de certaines activités
a été reconnu de manière très limitative.
24 CJUE, 23 décembre 2009, Consorzio Nazionale Interuniversitario per le Scienze
del Mare (CoNISMa) contre Regione Marche, Aff. C-305/08.
25 CJUE, 16 décembre 2010, AceaElectrabel Produzione SpA contre Commission
européenne, Aff. C-480/09 P.
26 CJUE, 16 juin 1987, Commission des Communautés européennes contre République
italienne, Aff. 118/85.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปีที่ 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 119
• En règle générale, à moins que l’État membre concerné n’ait décidé
d’introduire des mécanismes de marché, les activités qui font intrinsèquement
partie des prérogatives de puissance publique et qui sont exercées par l’État
ne constituent pas des activités économiques. Il en est par exemple ainsi des
activités suivantes:
a) l’armée ou la police27;
b) la sécurité et le contrôle de la navigation aérienne28;
c) le contrôle et la sécurité du trafic maritime29;
d) la surveillance antipollution30 ;
e) l’organisation, le financement et l’exécution des peines
d’emprisonnement31;
f) la valorisation et la revitalisation de terrains publics par des autorités
publiques32;
g) la collecte de données à utiliser à des fins publiques sur la base
d’une obligation légale pour les entreprises concernées de communiquer de
telles données33.
27 Décision de la Commission du 7 décembre 2011 concernant l’aide d’État SA.
32820 (2011/NN) Royaume-Uni - Aid to Forensic Science Services (disponible uniquement
en anglais).
28 CJUE, 19 janvier 1994, SAT Fluggesellschaft mbH contre Eurocontrol, Aff. C-364/
92.
29 Décision de la Commission du 16 octobre 2002 concernant l’aide d’État N 438/
02 Belgique - Subventions aux régies portuaires pour l’exécution de missions relevant de la
puissance publique (JO C 284 du 22 novembre 2002, page 2).
30 CJUE, 18 mars 1997, Diego Calì & Figli Srl contre Servizi ecologici porto di Genova
SpA (SEPG), Aff. C-343/95.
31 Décision de la Commission du 19 juillet 2006 concernant l’aide d’État N 140/06
Lituanie - Subventions aux entreprises publiques opérant dans les établissements pénitentiaires.
32 Décision de la Commission du 27 mars 2014 relative à l’aide d’État SA.36346
Allemagne GRW land development scheme for industrial and commercial use (disponible
uniquement en allemand et en anglais).
33 CJUE, 12 juillet 2012, Compass-Datenbank GmbH contre Republik Österreich, Aff.
C-138/11.
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 120
• Ont également été qualifiées d’activités non-économiques les régimes
de sécurité sociale obligatoire. Les régimes de sécurité sociale fondés sur le
principe de solidarité qui ne relèvent pas d’une activité économique présentent
généralement les caractéristiques suivantes:
a) l’affiliation au régime est obligatoire34;
b) le régime a un objectif exclusivement social35;
c) le régime est à but non lucratif36;
d) les prestations versées sont indépendantes du montant des cotisations37;
e) le montant des prestations versées n’est pas nécessairement proportionnel
aux revenus de l’assuré38;
f) et le régime est soumis au contrôle de l’État39.
• Les hôpitaux publics font partie intégrante d’un service de santé
national et leur fonctionnement repose presque intégralement sur le principe
de solidarité40. Ces hôpitaux sont financés directement par les cotisations de
sécurité sociale et d’autres ressources d’État et fournissent leurs services
34 CJUE, 17 février 1993, Christian Poucet contre Assurances générales de France et
Caisse mutuelle régionale du Languedoc-Roussillon, Aff. C-159/91 et C-160/91.
35 CJUE, 22 janvier 2002, Cisal di Battistello Venanzio & C. Sas contre Istituto nazionale
per l’assicurazione contro gli infortuni sul lavoro (INAIL), Aff. C-218/00.
36 CJUE, 16 mars 2004, AOK Bundesverband, Aff.C-264/01, C-306/01, C-354/01 et C-
355/01.
37 CJUE, 17 février 1993, Christian Poucet contre Assurances générales de France et
Caisse mutuelle régionale du Languedoc-Roussillon, Aff. C-159/91 et C-160/91.
38 CJUE, 22 janvier 2002, Cisal di Battistello Venanzio & C. Sas contre Istituto nazionale
per l’assicurazione contro gli infortuni sul lavoro (INAIL), Aff. C-218/00.
39 CJUE, 17 février 1993, Christian Poucet contre Assurances générales de France et
Caisse mutuelle régionale du Languedoc-Roussillon, Aff. C-159/91 et C-160/91.
40 CJUE, 11 juillet 2006, Federación Española de Empresas de Tecnología Sanitaria
(FENIN) contre Commission des Communautés européennes, Aff. C-205/03 P.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 121
gratuitement sur la base d’une couverture universelle41. Les juridictions de
l’Union ont confirmé que lorsqu’une telle structure existe, les organismes en
question n’agissent pas en qualité d’entreprises42.
• L’enseignement public organisé dans le cadre du système d’éducation
nationale financé et supervisé par l’État peut être considéré comme une
activité non économique. La Cour de justice a ainsi jugé que l’État: « en
établissant et en maintenant un tel système d’enseignement public, financé en
règle générale par le budget public et non par les élèves ou leurs parents, […]
n’entendait pas s’engager dans des activités rémunérées, mais accomplissait sa
mission dans les domaines social, culturel et éducatif envers sa population »43.
• L’organisation de certaines activités ayant trait à la culture, au
patrimoine et à la protection de la nature, compte tenu de la spécificité de
celles-ci, peut ne pas revêtir de caractère commercial et, de ce fait, ces
activités peuvent être de nature non économique. Leur financement public
peut donc ne pas constituer une aide d’État. La Commission considère que le
financement public d’une activité ayant trait à la culture ou à la conservation
du patrimoine accessible au public gratuitement remplit une mission purement
sociale et culturelle qui n’est pas de nature économique. De même, le fait que
les visiteurs d’une institution culturelle ou les participants à une activité
culturelle ou de conservation du patrimoine ouverte au grand public, y compris
de protection de la nature, doivent acquitter une contribution financière qui ne
couvre qu’une partie des coûts réels ne modifie pas la nature non économique
41 En fonction des caractéristiques générales du système, la perception de montants
ne couvrant qu’une fraction limitée du coût réel du service peut ne pas affecter sa qualification
en tant que régime non économique.
42 CJUE, 11 juillet 2006, Federación Española de Empresas de Tecnología Sanitaria
(FENIN) contre Commission des Communautés européennes, Aff. C-205/03.
43 CJUE, 11 septembre 2007, Commission des Communautés européennes contre
République fédérale d’Allemagne, Aff. C-318/05.
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 122
de cette activité, car ces contributions ne sauraient être considérées comme
une véritable rémunération pour le service fourni.
• De plus, de nombreuses activités culturelles ou de conservation du
patrimoine sont objectivement non substituables (la gestion d’archives
publiques détenant des documents uniques, par exemple) et, de ce fait, elles
excluent l’existence d’un véritable marché. La Commission européenne considère
que ces activités pourraient également être considérées comme ne revêtant
pas de caractère économique.
• Il convient de distinguer entre les fonctions d’organisation de ces
missions et les fonctions d’exercice des missions. La jurisprudence de la Cour
citée ci-dessus porte sur l’organisation même de ses missions. Il n’en demeure
pas moins que lorsque la personne publique, après avoir organisé le service ou
les missions, souhaite en déléguer l’exercice à un tiers, moyennant rémunération
ou souhaite acquérir de façon onéreuse, des prestations ou des fournitures, lui
permettant d’exercer elle-même ses missions, elle intervient alors comme
cliente sur un marché de nature économique.
• La communication de la Commission relative à la notion d’aide d’État
visée à l’article 107 paragraphe 1 du traité sur le fonctionnement de l’Union
européenne (TFUE) détaille les éléments sur lesquels se fonde l’Union
européenne pour déterminer le caractère économique ou non des activités ci-
dessus rappelées.
1.2.2.2 L’opérateur économique, personne publique
La conclusion d’un marché public peut se faire
tout aussi bien avec une personne privée qu’avec une personne publique44.
Sous réserve que le contrat conclu entre les entités appartenant au secteur
44 Voir en ce sens CE, avis 7/5 SSR, 8 novembre 2000, Société Jean-Louis Bernard
Consultants, n° 222208; CE, 10 juillet 2009, Département de l’Aisne, n° 324156.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 123
public ne soit pas qualifié de « quasi-régie » ou de « coopération public-public »45,
des marchés publics sont conclus entre personnes publiques en application
des règles du code de la commande publique.
1.2.2.3 Le cas particulier du mandat
Un contrat conclu entre deux personnes privées
non soumises au code de la commande publique ne peut être qualifié de
marché public. Néanmoins, dans l’hypothèse où une personne privée agit sur
le fondement d’un mandat (express ou tacite) délivré par un acheteur soumis
au code, elle doit respecter les règles posées par ce code46. Il convient par
ailleurs de relever que les contrats de mandat conclus par l’acheteur à titre
onéreux sont des marchés publics47.
1.2.2.4 Le cas particulier des contrats subventionnés
L’article L. 2100-2 du code de la commande
publique prévoit que les personnes de droit privé qui ne sont pas des
acheteurs soumettent néanmoins les contrats qu’elles concluent avec des
tiers, aux règles du code, à l’exception de ses chapitres Ier48, II49, III50 du livre I
de la deuxième partie et du chapitre VI du titre IX du même livre I, lorsque les
conditions suivantes sont cumulativement réunies:
- ce contrat est subventionné directement
à plus de 50 % par un pouvoir adjudicateur soumis au code. La Cour de justice
de l’Union européenne a eu l’occasion de préciser ce que recouvre le terme «
subventionné », qui doit être entendu de manière large. En effet, il comprend
toutes les participations financières directes des pouvoirs adjudicateurs dans le
contrat que la personne privée entend conclure et peut aussi inclure des
45 Voir la fiche technique « Les contrats conclus entre entités appartenant au secteur
public ».
46 CE, 28 juillet 1995, Préfet de la Région Île-de-France, n° 143438.
47 CE, 5 mars 2003, Union nationale des services publics industriels et commerciaux
et autres, n° 233372.
48 Articles L.2191-2 à L.2191-8 relatifs à l’exécution financière des marchés publics.
49 Articles L.2192-10 à L.2192-15 relatifs aux modalités de facturation et de paiement.
50 Articles L.2193-1 à L.2193-14 relatifs à la sous-traitance.
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ปีท่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 124
mesures de financement indirectes comme les allégements fiscaux. Le fait que
cette participation financière soit prévue par un texte ou découle de la libre
volonté des pouvoirs adjudicateurs concernés est sans incidence51.
- la valeur estimée hors taxe du contrat
est supérieure aux seuils européens publiés au journal officiel de la République
française (JORF);
- l’objet du contrat relève des activités de
génie civil ou des travaux de construction relatifs aux hôpitaux, aux équipements
sportifs, récréatifs et de loisirs, aux bâtiments scolaires et universitaires ainsi
qu’aux bâtiments à usage administratif ou de prestations de services liés à ces
travaux.
Ainsi, les personnes de droit privé devront procéder
à des mesures de publicité et de mise en concurrence pour ces contrats. Le
pouvoir adjudicateur qui octroie les subventions est chargé de veiller au
respect des dispositions des livres Ier, II, III et V de la deuxième partie législative
du code de la commande publique.
คำแปลภาษาไทย
สญั ญาจดั ซื้อจดั จา้ งและสัญญาอืน่ ๆ
เอกสารกรมการกฎหมาย กระทรวงเศรษฐกจิ การเงินและอุตสาหกรรม
สัญญาจดั ซ้อื จดั จ้าง (les contrats de la commande publique) (มาตรา L. 2 แห่ง
ประมวลกฎหมายจัดซื้อจดั จา้ ง) แบง่ ออกเป็นสองประเภท ประเภทแรกคอื สญั ญาพัสดุ (les
marchés publics) ตามมาตรา L. 1110-1 แหง่ ประมวลกฎหมายจัดซ้ือจัดจา้ ง และประเภท
ทสี่ องคอื สญั ญาสมั ปทานตามมาตรา L. 1120-1 แหง่ ประมวลกฎหมายฉบับเดียวกัน
สัญญาพัสดนุ ี้ ได้แก่ สญั ญาพัสดุ (marchés) สัญญารว่ มทนุ ระหวา่ งรฐั กบั เอกชน
(marchés de partenariat) และสัญญาพสั ดสุ ำหรบั การป้องกนั ประเทศหรือความม่ันคง
(marchés de défense ou de sécurité) บัญญัตไิ ว้ในมาตรา L. 1110-1 แห่งประมวลกฎหมาย
จดั ซ้ือจดั จ้าง โดยเอกสารฉบบั น้ีจะอธิบายหลกั ใหญ่ ๆ ทบ่ี งั คับใชก้ บั สัญญา 3 ประเภทน้ี ซง่ึ
51 CJUE, 26 septembre 2013, République française contre Commission européenne,
Aff. C-115/12 P, points 42 à 49.
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 125
สัญญาแต่ละประเภทจะอธิบายไว้ในเอกสารเฉพาะทีไ่ ดเ้ ผยแพรไ่ ว้บนเว็บไซต์ของกรมการ
กฎหมาย กระทรวงเศรษฐกิจ การเงินและอุตสาหกรรม (Direction des affaires juridiques)
มิใช่สญั ญาภาครฐั ทุกฉบับทล่ี งนามโดยผจู้ ัดซอ้ื จดั จา้ งภาครฐั จะเป็นสญั ญาพัสดุหรือสญั ญา
สัมปทาน
1. สญั ญาพัสดุ
ข้อความคิดของการพัสดุครอบคลมุ ถึงการพัสดุท่ัวไป สัญญารว่ มทุน และสญั ญาพสั ดุ
สำหรับการปอ้ งกนั ประเทศและความมนั่ คง52
การพัสดเุ หล่านตี้ ้องอยู่ภายใต้หลกั เสรภี าพในการเข้าถึงการจัดซือ้ จัดจ้าง (Principe
de liberté d’accès à la commande publique) หลักความเสมอภาคในการปฏิบตั ติ ่อ
ผู้เสนอราคา (Principe d’égalité de traitement des candidats) และหลกั ความโปร่งใส
ของกระบวนการ (Principe de transparence des procédures)
การพสั ดุประกอบด้วยสญั ญาทีม่ ีประโยชน์ตอบแทน (à titre onéreux) ทำขนึ้
ระหว่างผู้จดั ซือ้ ภาครฐั หรอื เอกชน (un acheteur public ou privé) กับผ้ปู ระกอบการทาง
เศรษฐกจิ (un opérateur économique) เพ่ือการกอ่ สรา้ ง (la réalisation de travaux)
จัดซอื้ สงิ่ ของ (l’achat de fournitures) หรือการใหบ้ ริการ (la réalisation d’une prestation
de services) เพอ่ื ตอบสนองความตอ้ งการของผ้จู ัดซ้ือ (besoins de l’achateur)
1.1 การพัสดุทต่ี กอยู่ภายใตป้ ระมวลกฎหมายจัดซอื้ จดั จา้ ง และจัดทำโดยนิติบคุ คล
ในกฎหมายมหาชนเป็นสญั ญาทางปกครอง
มาตรา L. 6 แหง่ ประมวลกฎหมายจัดซือ้ จดั จา้ งบัญญัติว่า สัญญาจดั ซือ้ จดั จ้าง
ประเภทการพัสดุท่ีอยู่ภายใตป้ ระมวลกฎหมายจดั ซอ้ื จดั จ้างและไดจ้ ัดทำโดยนติ บิ ุคคลใน
กฎหมายมหาชนเป็นสัญญาทางปกครอง
นิยามของการพัสดนุ ้แี สดงถงึ การมอี ย่ขู องสญั ญา ในทางกลบั กนั การโอน
อำนาจฝา่ ยเดยี วไมเ่ ปน็ สญั ญา เนื่องจากการโอนอำนาจฝา่ ยเดยี วให้แกผ่ ปู้ ระกอบการทาง
เศรษฐกิจในการจัดทำบรกิ ารสาธารณะไม่แสดงใหเ้ ห็นถึงความสมั พันธข์ องคู่สัญญา
ในการทจ่ี ะระบวุ ่าเป็นการกระทำฝา่ ยเดียวหรือไม่นนั้ จำเป็นทจ่ี ะต้องดูวา่ การ
กระทำดงั กล่าวนนั้ เปน็ การกำหนดใหผ้ ้ปู ระกอบการตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามเงื่อนไขทเี่ กินกวา่ เง่ือนไข
ปกตทิ ั่วไปในทางการค้าของผูป้ ระกอบการทางเศรษฐกจิ หรือไม่ ในทางปฏบิ ัตจิ ะพจิ ารณาว่า
ผู้ประกอบการนน้ั มีความสามารถในการเจรจาต่อรองเนอ้ื หาของภาระหน้าท่นี ้ันได้หรอื ไม่ โดย
ศาลยุตธิ รรมแห่งสหภาพยุโรปไดแ้ จกแจงเงอื่ นไขสองอย่างทต่ี อ้ งใช้ประกอบกนั ไวด้ ังน้ี
52 มาตรา L. 1110-1 แห่งประมวลกฎหมายจดั ซือ้ จัดจ้าง
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 126
- ขาดความสามารถในการเจรจาต่อรองเกีย่ วกับเนอื้ หาการให้บริการ
รวมถงึ การตอ่ รองดา้ นราคา
- ไมส่ ามารถปลดปลอ่ ยตนเองจากมลู หนี้ที่เกิดขนึ้ จากข้อตกลง และ
การบอกกลา่ วล่วงหนา้ ที่กำหนดโดยขอ้ ตกลงนี้
ในสมมติฐานน้ี การโอนอำนาจฝา่ ยเดยี วจะมลี ักษณะเป็นเพียงการถา่ ยโอน
อำนาจหนา้ ท่ี
และกฎเกณฑ์ในการจดั ซ้อื จัดจ้างและหลกั การต่าง ๆ ในการทำสัญญาพัสดุ
จะไม่บงั คับใช้กับการโอนอำนาจฝา่ ยเดียว
1.2 การพสั ดเุ ปน็ สญั ญาทที่ ำขึน้ ระหว่างผจู้ ดั ซ้ือภาครัฐหรือเอกชนตามที่กำหนดไว้
ในประมวลกฎหมายจัดซ้อื จดั จา้ งฝ่ายหนึง่ กับผ้ปู ระกอบการทางเศรษฐกจิ อีกฝ่ายหนง่ึ
การพสั ดุเปน็ สญั ญาทีจ่ ดั ทำข้ึนระหวา่ งผ้จู ดั ซือ้ ภาครัฐหรือเอกชนฝา่ ยหนง่ึ กับ
ผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกจิ ทางมหาชนหรอื เอกชนอกี ฝา่ ยหนึ่ง
1.2.1 ผูจ้ ัดซ้ือภาครฐั หรือภาคเอกชน (Les acheteurs publics ou privés)
คำนยิ ามของหน่วยงานผูม้ อี ำนาจจัดซื้อจัดจา้ ง (pouvoirs adjudicateurs)
และองคก์ รผู้มีอำนาจจดั ซอื้ จดั จ้างที่ประกอบกจิ การด้านเครือขา่ ย (entités adjudicatrices)
จะถูกอธบิ ายไวใ้ นเอกสารเฉพาะ
โดยหนว่ ยงานผจู้ ดั ซื้อจัดจา้ งน้ีเปน็ นติ บิ คุ คลในกฎหมายมหาชน เช่น
รฐั (État) องคก์ ารมหาชนท่มี ีลกั ษณะทางปกครอง ทางอตุ สาหกรรมและพาณิชยกรรม
(établissements publics administratifs et industriels et commerciaux) องคก์ รปกครอง
สว่ นท้องถ่ิน (collectivités territoriales) และองคก์ ารมหาชนระดบั ทอ้ งถน่ิ (établissements
publics locaux) สมาคมเพ่ือประโยชนส์ าธารณะ (groupements d’intérêts publics) เป็นตน้
นติ บิ คุ คลในกฎหมายเอกชนกส็ ามารถทจี่ ะเป็นหนว่ ยงานผู้จัดซ้อื
จัดจ้างไดเ้ ชน่ เดียวกนั หากการจัดต้ังนติ บิ ุคคลดงั กลา่ วเป็นไปเพอื่ ตอบสนองความต้องการ
ประโยชน์สาธารณะโดยเฉพาะ (satisfaire spécifiquement des besoins d’intérêt général)
ท่มี ีลกั ษณะท่ีนอกเหนือไปจากด้านอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม (autre qu’industriel ou
commercial) กลา่ วคือ
« a) กจิ การท่ีเงินสนับสนุนส่วนใหญ่มาจากหน่วยงานที่มี
อำนาจในการจัดซื้อจดั จา้ ง;
« b) กจิ การทกี่ ารบรหิ ารจดั การอยภู่ ายใต้การควบคุมของ
หน่วยงานผูม้ ีอำนาจจดั ซ้ือจดั จา้ ง;
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลยั แม่ฟา้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 127
« c) กิจการที่องค์กรฝา่ ยบรหิ าร ฝ่ายกำกบั ดูแล หรือฝ่าย
ตรวจสอบ ประกอบไปด้วยสมาชกิ ท่ีแต่งตง้ั โดยหน่วยงานผ้มู ีอำนาจจดั ซือ้ จดั จ้างเกนิ กวา่
กงึ่ หนงึ่ »
และนติ บิ คุ คลในกฎหมายเอกชนท่จี ดั ตัง้ ขน้ึ โดยหน่วยงานผมู้ อี ำนาจ
จัดซ้อื จดั จา้ งโดยมีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ จัดทำกจิ การบางอยา่ งรว่ มกนั ใหถ้ อื วา่ รวมอยใู่ นคำนิยามน้ี
ด้วย
สดุ ท้าย องค์กรผ้มู อี ำนาจจัดซือ้ จัดจ้างทปี่ ระกอบกจิ การดา้ นเครือข่ายน้ี
คือหนว่ ยงานผมู้ ีอำนาจจดั ซือ้ จดั จ้าง (pouvoir adjudicateur) ทป่ี ระกอบธุรกจิ เครอื ข่าย
(d’opérateur de réseaux)53 «รฐั วสิ าหกิจ» (entreprises publiques) ท่ปี ระกอบกจิ การ
ดา้ นเครือขา่ ย และองค์กรตามกฎหมายเอกชนทีไ่ ด้รับประโยชน์จากกฎหมายพเิ ศษหรอื
กฎหมายเฉพาะท่ีมีข้ึนเพอื่ สงวนไวซ้ งึ่ การประกอบกจิ การเครือขา่ ยหรอื เพอื่ มอบหมายในสว่ นท่ี
เปน็ สาระสำคญั ให้แก่ผู้ประกอบการทางเศรษฐกจิ ในการท่ีจะประกอบกิจการดงั กลา่ ว
1.2.2 ผ้ปู ระกอบการทางเศรษฐกิจ (l’opérateur économique)
ผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกิจนี้คอื บคุ คลธรรมดาหรือนิติบคุ คล หรือ
กลุ่มบุคคลไม่วา่ จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลหรอื ไม่ก็ตาม ท่เี สนอการจดั ทำงานหรืองานกอ่ สร้าง
การจดั หาผลติ ภัณฑ์ หรือการให้บรกิ าร
ผูส้ มคั ร (candidat) คือผู้ประกอบการทางเศรษฐกจิ ท่ไี ดข้ อเขา้ ร่วม
หรอื ถูกเชญิ ใหเ้ ขา้ ร่วมในกระบวนการจดั ทำสัญญาพสั ดุ
ผ้ยู ืน่ ซองประกวดราคา (soumissionnaire) คอื ผปู้ ระกอบการทาง
เศรษฐกจิ ทีย่ ่นื ขอ้ เสนอตามกรอบการจดั ทำสัญญาพัสดุ
1.2.2.1 ผูป้ ระกอบการทางเศรษฐกจิ ทมี่ ีสถานะเปน็ บุคคลตาม
กฎหมายเอกชน (L’opérateur économique, personne privée)
ขอ้ พิจารณาที่ 14 ของระเบยี บสหภาพยุโรป 2014/24/UE
ระบวุ า่ คำว่าผ้ปู ระกอบการทางเศรษฐกิจตอ้ งตีความอย่างกว้าง เพือ่ ให้ครอบคุลมถงึ บริษัท
สาขา บริษทั ลกู สมาคม สหกรณ์ บริษัทมหาชนจำกดั มหาวทิ ยาลัย ไมว่ า่ จะเปน็ ตามกฎหมาย
มหาชนหรือตามกฎหมายเอกชน รวมถึงบรษิ ัทในรูปแบบอ่ืน ๆ ทนี่ อกเหนือไปจากบคุ คล
ธรรมดากร็ วมอยู่ในคำนิยามของผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกิจ ไมว่ า่ จะเปน็ นิตบิ คุ คลหรอื ไม่
ก็ตาม
การตีความอย่างกวา้ งของคำวา่ ผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกิจนี้
มีที่มาจากคำพพิ ากษาของศาลยตุ ิธรรมแห่งสหภาพยุโรป ทพ่ี จิ ารณาวา่ กิจกรรมทุกอย่างที่เปน็
การเสนอซงึ่ สินคา้ หรือบรกิ ารในตลาดนน้ั ๆ ครอบคลมุ ลกั ษณะทางเศรษฐกิจ และทุกบริษัทที่
53 ดา้ นพลงั งาน (แก๊ส ความร้อน ไฟฟา้ เป็นตน้ ) ด้านประปา ด้านการขนสง่ และดา้ นไปรษณยี ์
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 128
ประกอบกจิ การทางเศรษฐกจิ ต้องถูกพจิ ารณาว่าเปน็ บริษัท โดยไมค่ ำนึงถงึ สถานะทางกฎหมาย
และวิธีการจัดหาเงินทนุ ของกจิ การนี้
Ø ข้อความคิดคำวา่ ผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกจิ เปน็ การตคี วามอยา่ งกว้าง
เพอื่ อธบิ ายใหเ้ ห็นภาพ สมาคมต่าง ๆ นน้ั ถูกพจิ ารณาว่า
เป็นผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจ โดยในกรณนี ้ี จากลักษณะของสมาคมท่ีไม่ได้มวี ตั ถุประสงค์
ในการแสวงหากำไรท่ที ำให้สมาคมสามารถทจ่ี ะยน่ื ข้อเสนอในราคาทีต่ ่ำกว่าผู้ประกอบการ
รายอื่นนน้ั ไม่ได้กอ่ ใหเ้ กดิ ผลกระทบตอ่ ลกั ษณะทางเศรษฐกิจของผู้ประกอบการหรือลกั ษณะ
ธรุ กจิ
เพราะฉะน้นั นยิ ามคำว่าผู้ประกอบการทางเศรษฐกิจน้รี วมถงึ
องค์กรท่ไี ม่ไดแ้ สวงหากำไรและไม่ได้มโี ครงสรา้ งของการเป็นบรษิ ัท
Ø ข้อความคิดคำว่ากิจกรรมท่ไี มใ่ ชท่ างเศรษฐกิจนต้ี อ้ งถูกตคี วามอยา่ งเคร่งครดั
เพ่อื ให้เกดิ ความชัดเจนในเร่ืองความแตกต่างระหวา่ งกจิ กรรม
ทางเศรษฐกิจ (activités économiuqes) และกิจกรรมท่ีมใิ ช่ทางเศรษฐกิจ (activités non
économiques) ศาลยตุ ิธรรมแหง่ สหภาพยุโรปไดต้ ัดสินไวอ้ ยา่ งชดั เจนว่ากจิ กรรมทกุ อย่างท่ี
เปน็ การเสนอซง่ึ สินค้าหรือบรกิ ารในตลาดเฉพาะเปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกิจ
คำนยิ ามอยา่ งกวา้ งของกจิ กรรมทางเศรษฐกจิ น้ีได้ถกู นำ
มาใชก้ ับกฎหมายภายในประเทศฝรัง่ เศสและครอบคลุมทกุ การเสนอซง่ึ สนิ ค้าและบรกิ าร
ในตลาดในทกุ ๆ ดา้ น โดยทกี่ จิ กรรมทีไ่ ม่ไดม้ วี ตั ถุประสงค์ในการแสวงหากำไรนไ้ี ม่ได้ส่งผล
กระทบต่อลกั ษณะของกจิ กรรมทางเศรษฐกิจ ทง้ั ทีเ่ ป็นกจิ กรรมเชงิ สังคมหรอื เป็นบริษัท
ในการท่จี ะทราบว่าตลาดสำหรบั การบรกิ ารอย่างใดอยา่ งหนงึ่
น้นั มีอยหู่ รือไมจ่ ะขึ้นอยกู่ บั การจัดการของประเทศสมาชิกแตล่ ะประเทศ ฉะนน้ั จึงมีความ
แตกต่างกนั ไปในแตล่ ะประเทศสมาชกิ ยิ่งไปกว่านัน้ คณุ สมบัตขิ องกจิ กรรมอาจแตกตา่ งกันไป
ในแต่ละช่วงเวลาข้นึ อย่กู ับนโยบายทางการเมืองและการพัฒนาทางเศรษฐกจิ และกจิ กรรมท่ี
ไมเ่ ป็นกิจกรรมทางเศรษฐกจิ ในปัจจุบนั อาจกลายเปน็ กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ ในอนาคตก็เปน็ ได้
โดยลกั ษณะของกจิ กรรมทมี่ ิใชท่ างเศรษฐกิจที่ทราบกันใน
ปจั จบุ นั มีจำกัด
• ตามกฎเกณฑ์โดยท่ัวไป เว้นแตว่ ่าประเทศสมาชกิ ไดต้ ัดสนิ ใจท่จี ะใชก้ ลไกตลาด
กิจกรรมทล่ี กั ษณะโดยทว่ั ไปเปน็ อำนาจพิเศษของฝา่ ยปกครองและถูกใชโ้ ดยรัฐนมี้ ิใชก่ จิ กรรม
ทางเศรษฐกิจ ซึง่ ตัวอย่างของกิจกรรมดงั กล่าวมดี ังนี้
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 129
a) ดา้ นการทหารหรอื ตำรวจ
b) ด้านความปลอดภัยและการควบคมุ เรอื บิน
c) ดา้ นการควมคุมและความปลอดภยั ในการเดนิ เรอื สมุทร
d) ด้านการเฝา้ ระวงั ต่อต้านมลพษิ
e) ดา้ นองค์กร การเงิน และการบังคับโทษจำคกุ
f) ด้านการพัฒนาและฟ้ืนฟูทด่ี ินสาธารณะดว้ ยอำนาจมหาชน
g) ด้านการเก็บรวบรวมขอ้ มูลเพ่อื ใช้ในวตั ถุประสงค์สาธารณะจากบริษัทท่ีเกย่ี วข้อง
โดยให้ส่งข้อมูลดงั กล่าวบนพนื้ ฐานหนา้ ที่ตามกฎหมาย
• ระบบประกันสงั คมภาคบังคับน้ที ี่ถอื ว่าเป็นกิจกรรมที่มิใชก่ จิ กรรมทางเศรษฐกจิ
เน่อื งจากระบบประกันสังคมนต้ี ัง้ อยบู่ นหลักการพึ่งพาอาศัยกนั (principe de solidarité) ที่
มใิ ชก่ ิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยระบบประกนั สังคมมีลักษณะดังต่อไปนี้
a) การเข้าร่วมในระบบประกันสงั คมน้เี ป็นภาคบังคับ
b) ระบบนี้มวี ัตถุประสงคเ์ พอื่ สังคมโดยเฉพาะ
c) ระบบนีไ้ มไ่ ด้มีวตั ถปุ ระสงค์ในการแสวงหากำไร
d) การใหบ้ ริการไมไ่ ดข้ ้ึนอยูก่ ับจำนวนเงิน
e) มลู ค่าในการใหบ้ ริการนีไ้ ม่จำเป็นตอ้ งได้สัดส่วนกบั รายไดข้ องผู้เอาประกัน
f) ระบบนอ้ี ยู่ภายใต้การควบคุมของรฐั
• โรงพยาบาลรฐั เปน็ สว่ นสำคญั ของการบรกิ ารดา้ นสาธารณสุขแห่งชาติและการทำงาน
ของโรงพยาบาลเกอื บท้งั หมดตงั้ อยูบ่ นหลักความเปน็ เอกภาพ โดยแหล่งเงนิ ทุนของโรงพยาบาลน้ี
มาจากเงนิ คา่ ประกันสังคมโดยตรง และจากแหล่งอ่นื ๆ ของรฐั ซ่งึ โรงพยาบาลของรัฐจะให้
บรกิ ารโดยไม่เสียค่าใชจ้ า่ ยบนพน้ื ฐานของการคมุ้ ครองทัว่ ไป และศาลยุติธรรมแห่งสหภาพ
ยโุ รปไดร้ ับรองวา่ โครงสรา้ งของโรงพยาบาลดงั กลา่ วนม้ี ไิ ดก้ ระทำในรูปของบรษิ ัท
• การศึกษาของรัฐจัดทำข้ึนในกรอบของระบบการศกึ ษาแห่งชาตซิ ่ึงมกี ารจดั หาเงินทุน
และควบคุมโดยรฐั มิใช่กจิ กรรมทางเศรษฐกจิ โดยศาลยตุ ิธรรมยโุ รปได้ตดั สนิ ไวว้ า่ ในการ
จัดตง้ั หรือดำรงไวซ้ ึ่งระบบการศึกษาของรฐั ทม่ี ีการจัดหาเงนิ ทนุ โดยท่ัวไปผา่ นทางงบประมาณ
ของรัฐมิใชผ่ ่านทางนกั เรียนหรือผู้ปกครอง […] มใิ ชก่ ิจกรรมทีไ่ ด้รับคา่ ตอบแทน แต่เป็นการ
ปฏิบตั หิ น้าท่ีในด้านสังคม วฒั นธรรม และการศกึ ษาเพือ่ ประชาชน
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 130
• องค์กรของกจิ กรรมบางอย่างทดี่ ูแลเก่ยี วกับดา้ นวัฒนธรรม ประเพณี และการปกป้อง
ธรรมชาติ ซง่ึ ลักษณะเฉพาะของกิจกรรมเหล่าน้ี ไมม่ ลี ักษณะทางพาณิชย์ จงึ มิใช่กิจกรรมทาง
เศรษฐกิจ เงินทนุ สาธารณะขององค์กรเหล่าน้อี าจไม่ไดม้ าจากเงินชว่ ยเหลือจากรฐั คณะกรรมการ
พิจารณาวา่ การระดมทนุ สาธารณะของกิจกรรมทเี่ กยี่ วกับดา้ นวฒั นธรรมหรอื การสงวนไว้ซงึ่
มรดกของชาติทเ่ี ปดิ ใหบ้ คุ คลทว่ั ไปเข้าชมนเี้ ป็นหนา้ ท่เี ฉพาะดา้ นสงั คมและวฒั นธรรมทม่ี ิใช่
ลักษณะทางเศรษฐกจิ และแมว้ า่ ผ้เู ข้าเย่ยี มชมซง่ึ สถานทีท่ างวฒั นธรรมหรือเข้าร่วมกจิ กรรม
ทางวัฒนธรรมหรือการสงวนไว้ซึง่ มรดกแห่งชาติ ทเ่ี ปิดให้บคุ คลทั่วไป รวมถงึ การปกป้อง
ธรรมชาติ จะไดเ้ ก็บค่าเข้าชมหรอื เข้าร่วมกจิ กรรมกต็ าม แตจ่ ำนวนเงินนีก้ เ็ ป็นเพียงส่วนหนึง่
ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดขององคก์ รเหล่านี้เท่าน้นั กจิ กรรมเหล่านจี้ งึ ไมม่ ลี ักษณะทางเศรษฐกจิ
เพราะการมีสว่ นร่วมนไี้ มส่ ามารถถือได้ว่าเปน็ การจา่ ยคา่ ตอบแทนทีแ่ ท้จรงิ ตอ่ การให้บรกิ าร
ขององค์กร
• ย่ิงไปกวา่ นน้ั หลายกิจกรรมทางวัฒนธรรมหรอื การสงวนไว้ซงึ่ มรดกของชาตสิ ามารถ
เรยี กได้วา่ ไม่สามารถทดแทนได้ (ยกตัวอยา่ งเชน่ การจดั การเกบ็ รกั ษาซึ่งเอกสารของรฐั ที่มี
เพียงฉบับเดียว) ด้วยเหตุน้ี กิจกรรมเหลา่ นจ้ี งึ ไมม่ ีตลาดรองรับ คณะกรรมการสหภาพยุโรปจงึ
พจิ ารณาว่ากจิ กรรมเหล่านไี้ มม่ ีลกั ษณะทางเศรษฐกิจ
• ความแตกตา่ งระหวา่ งหนา้ ท่ขี ององค์กรในภารกิจเหล่านี้ (les fonctions d’organisation
de ces missions) กับหนา้ ที่ในการดำเนินภารกิจ (les fonctions d’exercice des missions)
แนวคำพพิ ากษาของศาลยตุ ธิ รรมยโุ รปท่อี า้ งถึงกอ่ นหน้านี้ เกยี่ วกับองค์กรและภารกจิ
ข้อเทจ็ จริงทวี่ ่าเมอื่ บุคคลในกฎหมายมหาชนท่ไี ด้จัดทำบริการหรอื ภารกจิ และประสงคท์ ีจ่ ะ
มอบหมายการจดั ทำภารกจิ เหล่าน้ใี หบ้ คุ คลภายนอก โดยการจ่ายคา่ ตอบแทนหรอื ประสงคใ์ ห้
ได้รับค่าตอบแทนสำหรบั การบรกิ าร การจัดหาพัสดุ ซง่ึ บคุ คลในกฎหมายมหาชนสามารถ
ปฏบิ ตั ิภารกจิ เหล่านไ้ี ด้ดว้ ยตนเอง ฉะนน้ั จึงเปน็ การแทรกแซงตลาดท่มี ลี กั ษณะทางเศรษฐกิจ
ในฐานะลกู คา้ รายหน่ึง
• คณะกรรมการสหภาพยโุ รปได้ชี้แจงรายละเอียดที่เกยี่ วขอ้ งกบั คำนิยามคำวา่ ความ
ช่วยเหลอื จากภาครฐั ตามมาตรา 107 วรรคหน่งึ แห่งสนธิสญั ญากลไกแห่งสหภาพยุโรป
(traité de fonctionnement de l’Union européenne) ท่ีสหภาพยโุ รปใชเ้ ปน็ พื้นฐานในการ
พิจารณาลกั ษณะทางเศรษฐกจิ ของกิจกรรมทีไ่ ดก้ ลา่ วถงึ ไปข้างต้น
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 131
1.2.2.2 ผ้ปู ระกอบการทางเศรษฐกิจที่มีสถานะเป็นบคุ คลในกฎหมาย
มหาชน (L’opérateur économique, personne publique)
การทำสัญญาพัสดนุ ี้สามารถทำได้กบั บคุ คลในกฎหมาย
เอกชนรวมถงึ บุคคลในกฎหมายมหาชนภายใต้เง่อื นไขท่ีว่าสญั ญาพสั ดทุ ่ที ำข้นึ ระหวา่ งบริษทั
ทีเ่ ปน็ ของภาครฐั น้ตี อ้ งไมอ่ ยู่ในสถานะที่เป็นการกระทำภายในองคก์ ร (quasi-régie) หรือเป็น
ความรว่ มมือระหวา่ งภาครัฐดว้ ยกัน (coorpération public-public) หากไม่ใช่ลกั ษณะขา้ งต้น
สัญญาพัสดทุ ท่ี ำขน้ึ ระหว่างบุคคลในกฎหมายมหาชนนจ้ี ะต้องใชก้ ฎเกณฑ์ตามประมวล
กฎหมายจัดซ้ือจัดจ้างในการบังคบั
1.2.2.3 กรณีเฉพาะในลักษณะตัวแทน (mandat)
สญั ญาทีท่ ำขนึ้ ระหวา่ งบุคคลในกฎหมายเอกชนด้วยกันน้ัน
จะไมถ่ ูกพิจารณาเปน็ สัญญาพสั ดแุ ละไม่ตกอยู่ภายใตป้ ระมวลกฎหมายจัดซ้ือจดั จา้ ง อยา่ งไรก็ดี
ในกรณที ีบ่ ุคคลในกฎหมายเอกชนกระทำการในฐานะตัวแทน (ท้งั ชัดแจ้งหรือเปน็ นัย) ของ
ผ้จู ัดซื้อ กรณีนจ้ี ะตอ้ งใชป้ ระมวลกฎหมายจดั ซื้อจดั จา้ งในการบังคบั และจะตอ้ งปฏิบัติตาม
กฎเกณฑ์ท่ีกำหนดโดยประมวลกฎหมายฉบับน้ี และย่ิงไปกวา่ น้นั สัญญาแต่งตง้ั ตัวแทนทจี่ ัดทำ
โดยผู้จดั ซื้อ (l’acheteur) โดยมีคา่ ตอบแทนนีเ้ ปน็ สัญญาพสั ดุ
1.2.2.4 กรณเี ฉพาะของสญั ญาให้เงินอดุ หนนุ (contrats
subventionnés)
ตามมาตรา L. 2100-2 แหง่ ประมวลกฎหมายจัดซ้อื จัดจา้ ง
ไดบ้ ญั ญัติไวว้ ่า ยกเวน้ บทท่ี 1 บทท่ี 2 และบทที่ 3 ของบรรพ 1 ส่วนทีส่ อง และบทท่ี 6
ของหวั ขอ้ ท่ี 9 ในบรรพเดยี วกันน้ี บคุ คลในกฎหมายเอกชนท่ีมิใช่ผู้จัดซือ้ ได้ทำสัญญากับ
บคุ คลภายนอกจะตกอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของประมวลกฎหมายจัดซ้ือจัดจา้ งเมื่อเงอ่ื นไข
ดังตอ่ ไปนี้ครบถว้ น
- สญั ญาท่ที ำข้นึ ไดร้ บั เงินอุดหนนุ จากผจู้ ดั ซอ้ื ตาม
ประมวลกฎหมายจัดซื้อจัดจ้างเกินกว่ารอ้ ยละ 50 ซ่งึ ศาลยุติธรรมยุโรปได้ระบุกรณีที่
ครอบคลมุ คำว่าการใหเ้ งินอดุ หนนุ ซงึ่ ไดพ้ ิจารณาอยา่ งกวา้ ง โดยทเ่ี งนิ อดุ หนนุ นี้คือการมี
สว่ นรว่ มทางการเงินโดยตรงของผจู้ ดั ซื้อในสญั ญาทบี่ ุคคลในกฎหมายเอกชนต้ังใจที่จะทำ และ
รวมถึงมาตรการการเงนิ ทางอ้อม เช่น การลดภาษี โดยทกี่ ารมสี ว่ นร่วมทางการเงินนจี้ ะได้ถกู
กำหนดไวโ้ ดยกฎหมายหรือเกดิ ขึน้ โดยความสมัครใจของผ้มู อี ำนาจจดั ซ้อื ทีเ่ กย่ี วขอ้ งก็ไมส่ ่งผล
ตอ่ ลักษณะการมีส่วนร่วมทางการเงนิ
- มลู ค่าของสัญญาทไ่ี ม่รวมภาษตี ้องมมี ลู คา่ สงู กวา่
เกณฑย์ โุ รป (seuil d’européens) ทถ่ี กู กำหนดให้ตอ้ งตีพมิ พใ์ นรฐั กจิ จานเุ บกษาแห่งสาธารณรัฐ
ฝรง่ั เศส (journal official de la République française)
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ ้าหลวง ปีท่ี 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 132
- วตั ถุประสงคข์ องสัญญาต้องเกยี่ วข้องกับกจิ กรรม
ด้านวิศวกรรมโยธาหรือการกอ่ สรา้ งทเี่ กีย่ วกับโรงพยาบาล อุปกรณก์ ีฬา สันทนาการและ
นันทนาการ อาคารโรงเรยี นและมหาวิทยาลัย รวมถงึ อาคารสำหรับใช้ในการจดั การและใหบ้ รกิ าร
สำหรับการกอ่ สร้างข้างตน้
หากครบตามเงอ่ื นไขขา้ งตน้ แล้ว บุคคลในกฎหมายเอกชน
จะตอ้ งดำเนนิ การจัดการโฆษณาและจัดการประกวดราคาสำหรบั สัญญาท่ีทำขนึ้ ซึ่งผู้มอี ำนาจ
จัดซอ้ื ทีเ่ ป็นผใู้ ห้เงินอดุ หนุนจะต้องเป็นผู้ดแู ลในการปฏิบัติตามบทบัญญัติแหง่ ประมวลกฎหมาย
จดั ซอื้ จัดจา้ งท่รี ะบไุ ว้ในบรรพ 1 บรรพ 2 บรรพ 3 และบรรพ 5 ของสว่ นทสี่ องภาคกฎหมาย
นิติบัญญัติ (la deuxième partie législative)
คำศัพทท์ น่ี ่าสนใจ
(1) Contrat administratif (n. masculin) สญั ญาทางปกครอง เปน็ การที่ฝ่าย
ปกครองตกลงทำสัญญากบั เอกชนเพือ่ มอบหมายให้เอกชนจดั ทำบรกิ ารสาธารณะหรือเพือ่
ประโยชน์สาธารณะบางประเภท โดยสญั ญาทางปกครองน้จี ะแตกตา่ งจากสญั ญาทางแพ่ง
เนื่องจากจะมีการใช้อำนาจท่เี ปน็ เอกสิทธิ์ของฝา่ ยปกครอง (pérogatives de puissance
publique) เพื่อให้บรรลุวตั ถุประสงคใ์ นการจัดทำบริการสาธารณะ54 รวมถึงการมขี ้อกำหนด
ในสัญญาท่ีมีลกั ษณะพิเศษแตกต่างไปจากสญั ญาทางแพ่ง ให้สทิ ธพิ เิ ศษแกฝ่ ่ายปกครอง รวมถึง
อำนาจในการแกไ้ ขสญั ญาฝา่ ยเดยี วเพอ่ื ประโยชนส์ าธารณะ (d’intérêt public) ซ่งึ เอกสิทธิ์น้ีเอง
ทท่ี ำให้สถานะของฝ่ายปกครองเหนือกวา่ ฝ่ายเอกชน และหากมขี ้อโต้แย้งเกดิ ขึ้นจากสัญญา
ทางปกครอง ศาลทร่ี ับพจิ ารณาคดคี ือ ศาลปกครอง
(2) Marché public (n. masculin) สัญญาพัสดุ ตามประมวลกฎหมายจัดซอื้ จดั จ้าง
ที่ประกาศบงั คับใช้ปี ค.ศ. 2019 ได้กำหนดใหส้ ัญญาพัสดเุ ปน็ สัญญาทางปกครองประเภทหนง่ึ
จดั ทำขน้ึ เพ่ือให้ไดม้ าซง่ึ วัสดุอุปกรณ์ การบริการ และการก่อสร้างงานโยธาสาธารณะ
(3) Pouvoir adjudicateur (n. masculin) หนว่ ยงานผู้มีอำนาจจดั ซอื้ จัดจ้าง ตาม
ประมวลกฎหมายจัดซ้อื จัดจา้ งท่ใี ชบ้ ังคบั อยู่ในปจั จุบัน55 ได้บญั ญัตถิ งึ หนว่ ยงานท่ีจะตกอยู่
ภายใตบ้ งั คบั ของประมวลกฎหมายนี้ โดยได้กำหนดไว้ 3 ประเภท56 ไดแ้ ก่
54 นนั ทวัฒน์ บรมานันท์, หลกั กฎหมายปกครองเกยี่ วกับบรกิ ารสาธารณะ, พิมพ์ครงั้ ที่ 5 (กรงุ เทพ
มหานคร: วิญญูชน, 2560), หนา้ 87-96.
55 Article L1211-1 du Code de la commande publique
56 แปลและเรยี บเรียงจาก Fiche Direction des Affaires Juridiques: Les pouvoirs adjudicateurs
et les entités adjudicatrices
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมฟ่ า้ หลวง ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 133
1. นิติบคุ คลในกฎหมายมหาชน เช่น รัฐ องค์กรปกครองสว่ นท้องถนิ่ องค์การ
มหาชน เป็นตน้
2. นติ บิ คุ คลในกฎหมายเอกชนท่เี ขา้ เงอ่ื นไขบางประการทก่ี ำหนดโดย
ประมวลกฎหมายฉบบั น้ี เช่น กรณีทเ่ี งินสนบั สนุนส่วนใหญ่มาจากหนว่ ยงานผ้มู อี ำนาจจดั ซอ้ื
จัดจา้ ง หรอื นติ ิบุคคลในกฎหมายมหาชน หรือนิตบิ ุคคลในกฎหมายเอกชนดงั กลา่ วอยภู่ ายใต้
ความควบคุมของหน่วยงานผู้มอี ำนาจจดั ซอื้ จดั จ้าง เป็นตน้
3. นิติบุคคลในกฎหมายเอกชนท่จี ัดต้ังโดยหน่วยงานผูม้ อี ำนาจจัดซ้ือโดยมี
วัตถุประสงคเ์ พื่อจัดทำกจิ การบางอยา่ งร่วมกนั เช่น บริษทั มหาชนทอ้ งถนิ่ (sociétés publiques
locales หรือ SPL) ที่เปน็ บริษัทมหาชนจำกัด ที่จดั ตง้ั ขึ้นและถอื หุ้นทงั้ หมดโดยองค์กรปกครอง
สว่ นทอ้ งถนิ่ หรือกล่มุ ขององคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ 57
(4) Entités adjudicatrices (n. féminin) องค์กรผมู้ อี ำนาจจดั ซ้อื จดั จ้างทป่ี ระกอบ
กิจการเครอื ขา่ ย (activités d’opérateur de réseaux) ได้แก่ ดา้ นพลังงาน (แก๊ส ความร้อน
ไฟฟ้า เปน็ ตน้ ) ดา้ นประปา ดา้ นการขนส่ง ด้านไปรษณยี ์ ซึง่ จะตา่ งจากหนว่ ยงานผูม้ อี ำนาจ
จัดซื้อจดั จ้าง (pouvoir adjudicateur) ท่มี ไิ ดจ้ ำกัดเฉพาะกิจการเครือขา่ ย โดยตามประมวล
กฎหมายจดั ซอ้ื จดั จ้าง มาตรา L. 1212-158 องค์กรผมู้ ีอำนาจจดั ซือ้ จัดจา้ งทปี่ ระกอบกจิ การ
เครือขา่ ยไดแ้ บ่งออกเป็น 3 ประเภท ดงั นี้
57 L’article L. 1531-1 du code général des collectivités territoriales: « Les collectivités
territoriales et leurs groupements peuvent créer, dans le cadre des compétences qui leur
sont attribuées par la loi, des sociétés publiques locales dont ils détiennent la totalité du
capital. […] »
58 L’article L. 1212-1 du code de la commande publique: « Les entités adjudicatrices
sont:
1° Les pouvoirs adjudicateurs qui exercent une des activités d'opérateur
de réseaux définies aux articles L. 1212-3 et L. 1212-4;
2° Lorsqu'elles ne sont pas des pouvoirs adjudicateurs, les entreprises
publiques qui exercent une des activités d'opérateur de réseaux définies aux articles L.
1212-3 et L. 1212-4;
3° Lorsqu'ils ne sont pas des pouvoirs adjudicateurs ou des entreprises
publiques, les organismes de droit privé qui bénéficient, en vertu d'une disposition
légalement prise, de droits spéciaux ou exclusifs ayant pour effet de leur réserver
l'exercice de ces activités et d'affecter substantiellement la capacité des autres
opérateurs économiques à exercer celle-ci.
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 134
1. หนว่ ยงานผู้มอี ำนาจจัดซื้อจดั จา้ ง (pouvoir adjudicateur) ทป่ี ระกอบ
กิจการเครอื ข่าย
2. รฐั วสิ าหกจิ (entreprises publiques) ท่ปี ระกอบกิจการด้านเครือขา่ ย
3. องค์กรตามกฎหมายเอกชน (les organismes de droit privé) ท่ไี ด้รบั
ประโยชน์จากกฎหมายพิเศษหรอื กฎหมายเฉพาะทม่ี ขี ้นึ เพอ่ื สงวนไวซ้ งึ่ การประกอบกจิ การ
เครือข่ายหรือเพือ่ มอบหมายในสว่ นท่ีเป็นสาระสำคัญให้แก่ผปู้ ระกอบการทางเศรษฐกจิ ในการ
ทจ่ี ะประกอบกิจการดงั กล่าว
Ne sont pas considérés comme des droits spéciaux ou exclusifs les droits
d'exclusivité accordés à l'issue d'une procédure permettant de garantir la prise en compte
de critères objectifs, proportionnels et non discriminatoires. »
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 135
แนะนำหนังสอื กฎหมาย (Law Book Recommendation)
คมู่ อื วางแผนการสอบและหลักการเขียนตอบขอ้ สอบกฎหมาย
ในระดับนติ ศิ าสตรบัณฑิต เนติบัณฑติ ไทย อยั การผู้ชว่ ย
และผู้ช่วยผู้พิพากษา พร้อมการเตรียมตัวศกึ ษาตอ่ ระดับ
นิตศิ าสตรมหาบณั ฑติ ในตา่ งประเทศ*
Handbook for Legal Exam Preparations Including
Writing Principles at LL.B., Barrister-at-Law,
Assistant Public Prosecutor and Judge Trainee Levels,
Together with the Guidance to Study LL.M. Abroad
ปิ่นหยก ศาสนป์ ระดษิ ฐ*์ *
Pinyok Satpradit
บทคัดยอ่
หนงั สอื คมู่ อื วางแผนการสอบและหลักการเขยี นตอบข้อสอบกฎหมาย ในระดับนติ ิ
ศาสตรบัณฑิต เนตบิ ัณฑติ ไทย อยั การผู้ช่วย และผชู้ ่วยผูพ้ ิพากษา พร้อมการเตรียมตวั ศกึ ษาต่อ
ระดับนติ ิศาสตรมหาบัณฑิตในต่างประเทศ ซงึ่ เขียนโดย พลภวษิ ย์ พนั ธุ์คำเกดิ เป็นหนังสือที่
รวบรวมประสบการณข์ องผเู้ ขยี น และข้อมูลทนี่ า่ สนใจมาถ่ายทอดเพอ่ื เปน็ การแนะแนวการเรยี น
การสอบกฎหมายในประเทศไทยใหก้ ับผ้อู ่าน นอกจากนีย้ ังมี วรญั ญา ตรงพสิ ุทธิศ์ กั ดิ์ ทีร่ ่วมเขยี น
หนังสอื เลม่ น้ขี ้ึน โดยทา่ นไดใ้ หข้ อ้ มลู การเตรยี มความพร้อมในการศกึ ษาตอ่ ระดับปรญิ ญาโทด้าน
กฎหมายในต่างประเทศอกี ด้วย หนงั สอื เล่มนจ้ี ึงเป็นหนงั สอื ทเ่ี หมาะแก่ผทู้ ่ีประสงคจ์ ะศึกษาหรือ
กำลังศึกษาอยูค่ ณะนิติศาสตร์ในระดับชนั้ ปรญิ ญาตรี และวางแผนการสอบเนตบิ ัณฑติ ไทย หรอื
* วนั ทร่ี ับบทความ (Received): 29 เมษายน 2563; วันทแ่ี กไ้ ขบทความ (Revised): ผูท้ รงคุณวฒุ ิ
เห็นสมควรให้ตพี มิ พโ์ ดยไมม่ ีการแก้ไขเพิ่มเตมิ ; วันทีต่ อบรับบทความ (Accepted): 28 พฤษภาคม 2563
** นกั ศกึ ษาชน้ั ปีท่ี 2 สำนกั วิชานติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ า้ หลวง
Sophomore, School of Law, Mae Fah Luang University
E-mail: [email protected]
วารสารนิติศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั แม่ฟ้าหลวง ปีที่ 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 136
การสอบในสนามอยั การผู้ชว่ ยและผู้ชว่ ยผพู้ พิ ากษา รวมถึงผู้ทเ่ี ตรียมตวั ศกึ ษาต่อปริญญาโทด้าน
กฎหมายในตา่ งประเทศ
คำสำคัญ: นิติศาสตรบัณฑติ , นติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ , เนติบณั ฑติ , อัยการผ้ชู ว่ ย,
ผ้ชู ่วยผ้พู ิพากษา
Abstract
Handbook for Legal Exam Preparations including Writing Principles at
LL.B., Barrister-at-Law, Assistant Public Prosecutor and Judge Trainee Levels, together
with the Guidance to Study LL.M. Abroad written by Ponpawit Pankhamkerd is
the handbook which compiles the author’s experiences and the interesting
information. This book aims to pass on knowledge as a guideline for studying
and preparing legal exam in Thailand. Furthermore, Waranya Trongpisutsak is
also a co-author of this handbook, who provides guidance related to study
LL.M. Abroad. The handbook is suitable for people who desire to study or who
are studying at LL.B. and prepare to take legal exams, namely Barrister-at-Law,
Assistant Public Prosecutor and Judge Trainee Levels, as well as people who
desire to preparing to study LL.M. Abroad.
Keywords: LL.B., LL.M., Barrister-at-Law, Assistant Public Prosecutor,
Judge Trainee Levels
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 137
ชื่อหนังสือ: คมู่ อื วางแผนการสอบและหลักการเขยี นตอบขอ้ สอบกฎหมาย ในระดบั
นติ ศิ าสตรบณั ฑติ เนติบัณฑิตไทย อัยการผูช้ ่วย และผูช้ ว่ ยผู้พิพากษา พร้อมการเตรยี มตวั
ศึกษาตอ่ ระดบั นิตศิ าสตรมหาบัณฑิตในต่างประเทศ
ผู้เขยี น: พลภวษิ ย์ พันธค์ุ ำเกิด และวรญั ญา ตรงพิสุทธ์ิศกั ด์ิ
ขนาด: 14.5 x 21 ซม.
จำนวนหนา้ : 459 หน้า
ราคา: 290 บาท
โรงพิมพ:์ บริษัทกรงุ สยาม พับลิชช่งิ จำกดั
ISBN: 978-616-497-287-2
ผู้แนะนำได้รับมอบหมายจากบรรณาธกิ ารใหเ้ รยี บเรยี งคอลมั น์ “แนะนำหนังสอื
กฎหมาย” ซึ่งหนงั สือกฎหมายทจี่ ะมาแนะนำคอื “ค่มู อื วางแผนการสอบและหลักการเขียนตอบ
ขอ้ สอบกฎหมาย ในระดบั นิตศิ าสตรบณั ฑติ เนติบัณฑิตไทย อัยการผู้ช่วย และผูช้ ว่ ยผู้พิพากษา
พรอ้ มการเตรียมตัวศึกษาตอ่ ระดบั นติ ศิ าสตรมหาบัณฑิตในต่างประเทศ” ผู้เขียนคือ พลภวิษย์
พันธคุ์ ำเกดิ และวรญั ญา ตรงพิสุทธศิ์ กั ด์ิ
โดยผู้เขียนทา่ นแรกทผ่ี แู้ นะนำจะกล่าวถึงน่นั คอื พลภวิษย์ พันธ์ุคำเกดิ ท่านผูเ้ ขยี น
สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑติ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์ และเนตบิ ณั ฑติ ไทย สมยั ที่ 66
ปจั จบุ ันดำรงตำแหนง่ ผู้พพิ ากษา ท่านผู้เขียนได้รับประกาศนยี บัตรศึกษากฎหมาย ภาคฤดู
ใบไม้ผลิ จากมหาวทิ ยาลัยพาสเซา สหพันธ์สาธารณรฐั เยอรมนี และประกาศนยี บตั รอบรม
กฎหมายเยาวชนและครอบครัว จากมหาวิทยาลัยนวิ ยอรก์ สหรัฐอเมริกา นอกจากน้ียังมี
ผลงานการเขยี นหนังสือ เช่น คมู่ ือสัมมนาและวิเคราะหข์ ้อสอบกฎหมายลกั ษณะนติ กิ รรมและ
หน้ี เล่ม 1 และเลม่ 2 และคู่มือวางแผนการสอบและหลกั การเขียนตอบขอ้ สอบกฎหมาย อีกทัง้
มีผลงานวชิ าการที่เก่ียวขอ้ งกบั กฎหมายสารบญั ญตั ิ (กฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์) และกฎหมาย
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวิทยาลยั แม่ฟ้าหลวง ปีท่ี 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2563) 138
วธิ สี บัญญตั ิ (กฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่ง) ด้วยประสบการณท์ ่ีผ้เู ขียนได้สั่งสมมาเป็นระยะ
เวลานานจึงทำใหม้ หี ลกั การและเทคนิคการเรียนการสอบทน่ี า่ สนใจ ผู้เขียนจึงเป็นผ้มู ีความรู้
เชย่ี วชาญในเนือ้ หาของหนงั สอื เลม่ นี้อย่างย่ิง
สว่ นผูเ้ ขยี นอีกทา่ นหนึ่งทไี่ ดร้ ว่ มเขียนหนงั สือเลม่ นีด้ ว้ ยคอื วรัญญา ตรงพิสุทธศิ์ ักดิ์
ท่านสำเร็จการศกึ ษานติ ศิ าสตรบัณฑติ (เกียรตนิ ยิ มอนั ดับสอง) มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
นิติศาสตรมหาบณั ฑิต จากมหาวิทยาลยั London School of Economic and Political
Sciences สหราชอาณาจกั ร และเนตบิ ณั ฑิตไทย สมัยที่ 70 ปจั จุบนั ดำรงตำแหนง่ ผชู้ ่วยผพู้ ิพากษา
ร่นุ ท่ี 71 ผู้เขียนมีประสบการณใ์ นการศึกษาต่อระดับปริญญาโทดา้ นกฎหมายในตา่ งประเทศ
โดยในหนงั สอื เลม่ นี้ท่านไดใ้ ห้ข้อมลู ต้ังแตเ่ รอ่ื งทุนการศึกษา การสมคั รเรียน เอกสารที่ใชใ้ นการ
สมัคร และการทดสอบภาษาองั กฤษ ไปจนถึงการเลา่ ถึงประสบการณแ์ ละคำแนะนำในการ
เรยี นและการใชช้ วี ิตในตา่ งประเทศโดยละเอียด ดว้ ยประสบการณ์โดยตรงของผูเ้ ขยี นนี้จงึ ทำให้
เนือ้ หาในส่วนของการศึกษาต่อระดับนิติศาสตรมหาบณั ฑติ ในต่างประเทศนั้นมคี วามครบถ้วน
มากย่งิ ขึ้น
โครงสรา้ งของหนังสอื เล่มนี้แบ่งออกเปน็ 5 ภาค รวม 24 บท ไดแ้ ก่
ภาค 1 ขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ ที่สำคญั ในการเรียนการสอบเนตบิ ัณฑติ อัยการผ้ชู ว่ ย และ
ผู้ช่วยผพู้ พิ ากษา
บทที่ 1 ข้อมูลการเรียนการสอบเนติบณั ฑิต
บทที่ 2 ขอ้ มลู การสอบผู้ชว่ ยผู้พิพากษา
บทท่ี 3 ขอ้ มลู การสอบอยั การผชู้ ว่ ย
ภาค 2 หลกั การอ่านตำราและวางแผนการสอบ
บทที่ 1 หลกั การและเทคนคิ การศกึ ษาในเบอื้ งตน้ และระดบั ชัน้ ปริญญาตรี
บทที่ 2 ข้อแนะนำพืน้ ฐานในการศึกษาช้ันเนติบัณฑิต
บทท่ี 3 การเตรียมตัวสอบผู้ช่วยผ้พู ิพากษาและอัยการผู้ชว่ ย สนามใหญ่ ใน
ระยะยาว (Version ละเอียดที่สดุ )
บทที่ 4 ข้อสังเกตการเตรียมสอบผูช้ ว่ ยผูพ้ พิ ากษาและอยั การผชู้ ว่ ย สนามเลก็
สนามจว๋ิ
บทท่ี 5 การเตรยี มตวั สอบในชว่ งโค้งสุดทา้ ย 3 เดอื นกอ่ นวนั สอบ
บทท่ี 6 การเตรยี มตัวสอบผ้ชู ว่ ยผพู้ พิ ากษาและอยั การผ้ชู ว่ ย ในสถานการณ์
บบี คนั้ (Version ฉกุ เฉินท่ีสดุ )
บทท่ี 7 สุดยอดวิชานักสอบ: ออกข้อสอบเอง!
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวิทยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปีท่ี 3 ฉบับท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 139
ภาค 3 หลักการและเทคนิคการเขียนตอบขอ้ สอบกฎหมายในระดับนติ ศิ าสตร
บณั ฑิต เนติบัณฑิตไทย อัยการผชู้ ่วย และผู้ช่วยผูพ้ ิพากษา
บทท่ี 1 ความสำคญั ของการฝึกเขียนตอบขอ้ สอบกฎหมาย
บทท่ี 2 หลักการและเทคนคิ การเขียนตอบข้อสอบทุกประเภท
บทท่ี 3 วชิ าเทพการเขยี นตอบขอ้ สอบกฎหมายทุกสนาม
บทที่ 4 ข้อเตอื นใจในการเรียนเขียนตอบขอ้ สอบความรูช้ ัน้ เนติบณั ฑติ ภาค 1:
กลมุ่ แพ่งและพาณชิ ย์ และกล่มุ อาญา
บทที่ 5 ข้อเตือนใจในการเรยี นเขียนตอบขอ้ สอบความรู้ชนั้ เนตบิ ณั ฑติ ภาค 2:
กลุ่มวธิ ีพจิ ารณาความแพง่ และกลุม่ วธิ ีพจิ ารณาความอาญา
บทที่ 6 ขอ้ เตอื นใจในการเขยี นตอบข้อสอบผ้ชู ่วย “ผู้พิพากษาและอัยการ
ผู้ช่วย”
บทที่ 7 วธิ ีการขน้ั ต้นในการทำข้อสอบภาษาอังกฤษ สนามผชู้ ว่ ยผูพ้ ิพากษา
และอยั การผชู้ ่วย สนามใหญ่
บทที่ 8 ธงคำตอบกับตัวอยา่ งการเขียนตอบจริง
ภาค 4 การศึกษาต่อระดับนติ ศิ าสตรมหาบณั ฑติ ในต่างประเทศ
บทที่ 1 ทุนการศกึ ษาระดับนิตศิ าสตรมหาบัณฑิตในตา่ งประเทศ
บทที่ 2 การสมัครเรียนระดับนติ ิศาสตรมหาบัณฑิตในตา่ งประเทศ เอกสารท่ี
ตอ้ งเตรียม และการทดสอบด้านภาษา
บทที่ 3 การเรยี นการสอนระดับนิติศาสตรมหาบัณฑติ ในตา่ งประเทศ
ภาค 5 ชีวติ สว่ นตวั : กำลงั ใจ กับการพฒั นาตนเอง
บทท่ี 1 กำลังใจในการอ่านหนงั สอื สอบ: วธิ กี ารสรา้ งแรงบันดาลใจ
บทที่ 2 การพฒั นาตนเองด้วยกิจกรรม: สรา้ งเป้าหมายชีวิต
บทท่ี 3 ชวี ิตหลังสอบ: รบั ใชป้ ระชาคือ ปลายทางท่ีเราเล่าเรียน
ภาคผนวก: ตารางท่องตัวบทมาตราสำคญั สำหรับการสอบเนตบิ ัณฑติ อยั การผ้ชู ว่ ย
และผู้ชว่ ยผู้พพิ ากษา ประมวลสถติ ิถงึ การสอบรอบลา่ สดุ (กรกฎาคม 2562)
เม่ือแบง่ โครงสรา้ งดังกล่าวแล้วจะเหน็ ไดว้ า่ หนังสอื เล่มนีไ้ ด้ให้ขอ้ มูลเบอ้ื งต้นในการเรยี น
การสอบเนตบิ ณั ฑิต อยั การผู้ช่วย และผู้ช่วยผ้พู ิพากษาไวเ้ ปน็ อนั ดับแรก เพอ่ื ท่ีผอู้ า่ นจะได้
วางแผนลงเรยี นในระดบั ชั้นปรญิ ญาตรี ท้ังนี้หนังสอื เล่มน้ยี งั แบง่ เนือ้ หาแยกออกตามระดับชน้ั
เพือ่ ให้ผู้อ่านไดเ้ ขา้ ใจการเรียนการสอบนติ ิศาสตร์ ตง้ั แต่ระดบั ช้ันปรญิ ญาตรี เนติบัณฑติ
ไปจนถงึ อยั การผู้ช่วย และผู้ช่วยผู้พิพากษา เพ่ือเตรียมตวั และวางแผนการเรยี นการสอบใน
ระดบั ช้นั นั้น ๆ
วารสารนติ ิศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยแม่ฟ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 140
เนือ่ งจากผแู้ นะนำเป็นนกั ศกึ ษาในระดบั ช้ันปริญญาตรี จึงขอหยิบยกเนื้อหาในภาค 2
เรื่องหลักการอ่านตำราและวางแผนการสอบ ในส่วนของบทที่ 1 ซึง่ เปน็ เร่ืองหลกั การและ
เทคนิคการศกึ ษาในเบือ้ งต้นและระดบั ชัน้ ปรญิ ญาตรีขึน้ มาเปน็ ตวั อยา่ ง ซง่ึ เนอื้ หาในส่วนนี้
ผเู้ ขียนได้อธิบายตง้ั แต่หลักในการเรียนนติ ิศาสตร์ ทกั ษะในการเปน็ นกั กฎหมาย แนะนำหนงั สอื
กฎหมายทีน่ ่าสนใจ หลกั การและเทคนคิ ในการทำขอ้ สอบกฎหมาย ไปจนถึงหลักการอา่ น
คำพพิ ากษาและเรือ่ งเกย่ี วกับคำพพิ ากษาศาลฎกี า ซ่ึงผ้แู นะนำจะขอยกตัวอย่างเพยี งบางเรื่อง
ดงั นี้
ผ้เู ขยี นได้อธิบายให้เขา้ ใจถงึ หลักในการเรียนนติ ศิ าสตรก์ อ่ นเปน็ ลำดบั แรกวา่ การศึกษา
นติ ศิ าสตร์นั้นเปน็ การศกึ ษาระบบการใช้เหตผุ ล และการช่ังนำ้ หนกั ทางกฎหมายเปน็ สำคญั ซึง่
ถือเปน็ ข้อดีของการศกึ ษาในคณะนติ ิศาสตร์ กลา่ วคอื ผเู้ รยี นนิติศาสตร์สามารถศกึ ษาโดยอาศยั
ตนเองเปน็ หลักไดโ้ ดยการคน้ ควา้ หาความรู้จากหนังสอื การเขา้ ฟังบรรยาย และการถกเถยี ง
เพื่อขดั เกลาความคิด ทงั้ น้กี ็ต้องอาศยั ความวริ ิยอตุ สาหะของผ้เู รียนด้วยจงึ จะสามารถประสบ
ความสำเร็จในการเรยี นกฎหมายได้ ทั้งน้ีผเู้ ขยี นยังไดแ้ จกแจงใหผ้ เู้ รยี นได้เขา้ ใจถึงความสำคญั
ของการเข้าฟังบรรยายว่า การเข้าฟังบรรยายโดยอาจารยข์ องมหาวิทยาลยั นั้น นอกจากจะเป็น
หนา้ ท่ขี องผเู้ รยี นแล้วยังเปน็ ตัวช่วยใหไ้ ด้แนวทางการศกึ ษาท่ถี ูกตอ้ ง ได้ความรจู้ ากขอ้ ความคดิ
ทช่ี ดั เจน ซึง่ จะเปน็ ประโยชน์ในการอ่านและการฝึกฝนทำข้อสอบเกา่ ของผเู้ รียนเอง และยงั ถอื เปน็
การให้เกียรติอาจารยผ์ ูบ้ รรยายทตี่ ั้งใจถา่ ยทอดความรใู้ หแ้ ก่ผู้เรยี นอีกด้วย ซึง่ ก่อนการเขา้ ฟัง
บรรยายนน้ั จะต้องมกี ารเตรียมตวั เพ่ือเขา้ ฟังบรรยาย โดยการเตรยี มความพรอ้ มทำได้หลายรปู แบบ
ไม่ว่าจะเปน็ การอ่านหนงั สอื และการตั้งคำถามกอ่ นเขา้ ฟงั บรรยาย รวมถงึ ไปถึงการฝกึ ทำ
ขอ้ สอบเก่าเพ่ือช่วยตัง้ คำถาม การอา่ นหนังสอื หรอื การต้งั คำถามไปก่อนนั้นจะทำให้ผู้ทเ่ี ข้าฟงั
บรรยายเขา้ ใจเน้อื หาที่ฟังบรรยายไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และไดค้ ำตอบทถี่ กู ตอ้ งชัดเจนในขอ้ สงสัยท่ี
เกิดจากการอ่านและการฝกึ ทำขอ้ สอบเก่าอกี ดว้ ย
ในแนวคิดของผู้เขียนนัน้ เหน็ ว่า การฝึกทักษะความเปน็ นักกฎหมายมี 2 ประการคอื
การใช้เหตผุ ล และการเรียบเรยี งความคดิ ซ่งึ ผแู้ นะนำเห็นด้วยกับแนวคดิ ดังกลา่ วว่าทง้ั สอง
ทกั ษะน้เี ป็นส่งิ สำคญั ในการฝกึ ความเป็นนกั กฎหมาย เพราะการเป็นนกั กฎหมายนั้นจะได้
อธิบายและถา่ ยทอดเร่ืองราวความคดิ ตา่ ง ๆ ออกมาอยา่ งเป็นลำดับเพอื่ ใหผ้ ู้อนื่ เขา้ ใจ เม่ือเข้า
ศึกษาช้ันปีท่ี 1 นั้นผูแ้ นะนำเองก็ยังไมไ่ ดม้ ีทกั ษะทีก่ ล่าวมาขา้ งต้น แต่เมอื่ ไดท้ ำการฝกึ ฝนโดยการ
ฝึกเขียนและฝกึ พูดก็จะสง่ ผลใหส้ ามารถถ่ายทอดเร่ืองราวต่าง ๆ ออกมาไดด้ ขี ้ึน นอกจากการ
ฝกึ เขียนและฝึกพดู นน้ั ผู้เขียนยงั ให้ความสำคัญกบั การใช้ภาษาอังกฤษอีกดว้ ย โดยผเู้ ขียนเห็นวา่
การใช้ภาษาอังกฤษเป็นทักษะทีส่ ำคญั ท่ีสุดของนักกฎหมายในปัจจุบนั เพราะการสื่อสารด้วย
ภาษาองั กฤษไดเ้ ป็นอย่างดีนน้ั เปน็ ปจั จัยสำคญั ในการได้รบั เข้าทำงานและเจริญก้าวหนา้ ใน
หนา้ ทก่ี ารงานอย่างเห็นได้ชดั ผู้เขียนจงึ ให้ความสำคญั กับเรือ่ งนเ้ี ปน็ อย่างยิง่
วารสารนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟา้ หลวง ปีที่ 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มถิ ุนายน 2563) 141
สำหรบั หลกั การและเทคนคิ การอ่านนั้น ผูเ้ ขียนมีหลกั ในการอ่านคอื จะตอ้ งอ่านใหไ้ ว
ท่สี ุด เพราะจะตอ้ งสอบทกุ รายวชิ าในช่วงเวลาที่ใกล้เคยี งกัน โดยเฉพาะในการสอบระดับผชู้ ่วย
ผู้พิพากษาและอยั การผชู้ ว่ ย เชน่ นี้จงึ เปน็ เหตุผลวา่ ทำไมถึงจะตอ้ งอ่านให้เร็วทีส่ ดุ ทง้ั นี้ผู้เขยี น
ยงั ไดอ้ ธิบายถงึ วิธีการวา่ ตอ้ งทำอยา่ งไรจงึ จะอ่านได้เรว็ โดยผูเ้ ขยี นนั้นไดแ้ นะนำใหเ้ รมิ่ ศึกษา
จากข้อสอบเก่าและธงคำตอบก่อน ซง่ึ วธิ กี ารนีจ้ ะทำใหเ้ หน็ ว่าขอ้ สอบน้นั มีเรือ่ งใดบา้ งทอ่ี อกสอบ
บอ่ ย ๆ หรอื ประเดน็ ในระดับใดบ้างทเ่ี คยออกขอ้ สอบ นอกจากนย้ี งั ทำใหเ้ ห็นถึงวธิ กี ารเรยี บเรยี ง
ธงคำตอบอีกดว้ ยว่า เขานำคำใดไปใสไ่ ว้ในธงคำตอบบ้าง ซง่ึ ผอู้ า่ นจะตอ้ งศึกษาธงคำตอบอยา่ ง
ลึกซงึ้ ทุกคำทุกความหมาย การทำเชน่ นีจ้ ะเปน็ การฝึกใหเ้ ราสามารถนำคำมาเรยี บเรียบและ
ถ่ายทอดเรื่องราวต่าง ๆ ลงบนกระดาษคำตอบไดด้ ียิ่งขึ้น แตส่ ิง่ ทส่ี ำคญั น่นั กค็ ือจะต้องแยกได้
ว่าเนอื้ หาสว่ นใดเปน็ เนอื้ หาสำคญั และเน้อื หาสว่ นใดเป็นประเดน็ ทย่ี ิบย่อยไม่ได้มีความสำคญั
ในทางปฏิบัตมิ ากนัก เพื่อทจี่ ะไดม้ ุง่ เน้นไปในสว่ นที่มีเน้ือหาสำคญั มากกวา่ ซึง่ เป็นการลดความ
เข้มขน้ ในการจำเนอ้ื หาบางส่วนลงด้วย โดยผู้เขยี นไดแ้ นะนำว่าใหน้ ำข้อสอบเก่าในวิชาท่ี
อยากจะอ่านมาลองทำ และศึกษาธงคำตอบโดยละเอียดก่อนท่จี ะเรม่ิ อา่ นวชิ านั้น ๆ และเม่ือ
อา่ นเสร็จแลว้ จึงนำขอ้ สอบเกา่ มาทำใหมอ่ กี คร้ัง ซ่ึงส่งิ ท่สี ำคญั ทส่ี ุดในขณะอ่านนนั้ จะต้องมี
สมาธิด้วยจงึ จะทำใหไ้ ด้ผลลัพธ์ทีด่ ขี ้ึน โดยศาสตราจารย์หลวงวิจิตรวาทการไดใ้ หค้ ำอธบิ ายวา่
“การสรา้ งสมาธิเป็นการกระทำทีต่ อ้ งฝืนใจ แต่เม่ือเราฝนื ใจทางที่ถูกพยายามไปให้ได้ลงทา้ ย
ก็จะเป็นความเคยชินและเป็นประโยชนแ์ กเ่ ราเอง เช่น ถ้าเราหดั สมาธดิ ้วยการพยายามฝืนใจ
เราจะรู้สกึ ลำบากในข้นั ต้น แต่ในเมอ่ื ปลายจะเห็นความดขี องสมาธเิ ปน็ อันมาก” ซง่ึ ผู้แนะนำ
ได้นำเทคนคิ ดังกล่าวไปใช้ในการอ่านหนงั สอื สอบ ผลลพั ธ์ทไ่ี ด้คือ ทำใหก้ ารอา่ นไดเ้ รว็ ขนึ้ อย่างที่
ผ้เู ขียนแนะนำเพราะการแยกแยะไดว้ ่าเนื้อหาส่วนไหนทีม่ คี วามสำคัญและควรเน้นยำ้ มากกวา่
จะทำให้มีเวลาจดจำเนอ้ื หาส่วนนนั้ มากขึ้น และยังทำให้รสู้ กึ ม่นั ใจวา่ เนอ้ื หาที่เน้นยำ้ จากการทำ
ข้อสอบเกา่ น้นั มโี อกาสทีจ่ ะนำมาออกสอบได้อีกดว้ ย
อกี หน่งึ เทคนิคในการอ่านหนังสือให้ได้ประสทิ ธภิ าพก็คอื ไม่อ่านเพอ่ื สอบ แตอ่ ่านเพ่อื
ทวน แลว้ ทวนเพ่อื สอบ โดยผ้เู ขยี นไดใ้ หค้ วามเหน็ ว่า ในการอ่านหนงั สอื น้ันถงึ แมว้ ่าเราจะได้
อา่ นหนังสอื จบไปแล้วในรอบแรกนัน่ ไมไ่ ด้หมายความวา่ เราจะสามารถจำเนอ้ื หาทกุ อย่างท่อี า่ น
ไดท้ ้งั หมดจนถึงวันสอบ ฉะนั้นส่งิ ทจี่ ะต้องทำก็คอื จะตอ้ งอา่ นเพื่อทวน กล่าวคอื ผเู้ รียนจะตอ้ ง
อา่ นรอบแรกอย่างละเอียดเพอ่ื ใหเ้ ขา้ ใจในเน้ือหา และทำส่ิงบันทึกช่วยทวน อย่างเชน่ การ
Mark เน้อื หาทมี่ ีความสำคัญไว้ในหนังสอื นนั้ ๆ อาจทำไดโ้ ดยการใช้ประเภทสีของสไี ฮไลทใ์ นการ
ช่วยจดจำ ซึ่งข้อดขี องวิธนี คี้ ือ ทำไดง้ า่ ยและเร็วเพราะไมต่ ้องเสียเวลาจดใหม่ หรืออาจใชว้ ธิ ีการ
จดบนั ทกึ เนอื้ หานนั้ อย่างย่อ ๆ ในประมวลเล่มใหญ่ เพราะเมือ่ ถึงเวลาทวน ผเู้ รยี นจะได้ทวน
ทัง้ ตัวบท และเนอ้ื หาทีส่ ำคญั ไปพรอ้ ม ๆ กนั แต่เนอื่ งจากเน้อื ที่วา่ งในประมวลอาจมนี ้อยกวา่
เนอื้ หาจงึ อาจต้องมใี บประจำตอ่ แต่ถอื วา่ วิธนี ี้กเ็ ปน็ วิธที ี่ดมี าก ๆ อีกวธิ หี นึ่ง และเม่ือทำส่ิง
วารสารนติ ศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลัยแมฟ่ ้าหลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มถิ นุ ายน 2563) 142
บนั ทกึ ช่วยทวนเสร็จแลว้ กจ็ ะนำสงิ่ บนั ทึกนัน้ มาทวนเพ่อื สอบ ซึง่ ขัน้ ตอนนเี้ ปน็ ขนั้ ตอนท่ตี ้อง
อ่านเพอื่ จำเนอื้ หาทส่ี ำคญั เข้าหอ้ งสอบ โดยผู้เขยี นไดเ้ น้นยำ้ ว่า สงิ่ บันทกึ ชว่ ยทวน คือสง่ิ ท่ี
สำคญั ที่สดุ เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเขา้ ใจเน้ือหา และทวนไดท้ ันสอบอย่างแนน่ อน
เทคนิคสำคญั ต่อมาคอื ตอ้ งทำความเข้าใจตัวบทกอ่ น แล้วจงึ ค่อยอ่านเน้อื หาเรื่องนนั้ ๆ
โดยผู้เขยี นได้ประสบกับปัญหาอา่ นช้าเพราะมงุ่ หาคำอธิบายโดยทไ่ี มส่ นใจตัวบทเลย ซ่ึงวิธีการ
ทำความเข้าใจตวั บทก่อนอ่านคำอธิบายนนั้ จะทำใหเ้ ขา้ ใจตัวบทมากขึน้ และสามารถจดจำ
เนือ้ หาไดง้ ่ายกว่า เนอื่ งจากการอ่านคำอธิบายตวั บทจะทำใหเ้ ราเขา้ ใจตวั บทไปทลี ะองค์ประกอบ
ซงึ่ จะทำใหเ้ กดิ ความแมน่ ยำและจดจำเนื้อหาได้ดี ทัง้ น้ี การท่องจำตัวบทและเลขมาตราใหไ้ ด้น้นั
กเ็ ป็นสิ่งทีส่ ำคญั สำหรบั การเขียนตอบอกี ดว้ ย โดยผูเ้ ขยี นได้แนะนำใหเ้ รม่ิ โดยการจำเลขมาตรา
ก่อน ซง่ึ เลขมาตรานนั้ เพียงหดั ทบทวนบอ่ ย ๆ หรือดธู งคำตอบบอ่ ย ๆ กจ็ ำได้ไมย่ าก แต่สิ่งที่
ยากก็คือ การทอ่ งจำตัวบทให้ไดท้ ุกคำ เนอ่ื งจากบทบญั ญตั มิ าตรานัน้ มีทง้ั ตัวบทเกา่ และตัวบท
ใหม่ การเรยี บเรียงคำและการใช้ถ้อยคำระหว่างตวั บทเกา่ และตวั บทใหม่จะแตกต่างกนั ออกไป
โดยตัวบทเกา่ ๆ ที่ไม่คอ่ ยมกี ารแก้ไขนนั้ จะอ่านไดง้ ่าย และจำได้ค่อนขา้ งงา่ ย เพราะมีภาษาที่
เปน็ เอกลกั ษณ์ มกี ารรอ้ ยเรียงคำทม่ี ักจะสอดคลอ้ งกนั เปน็ ลำดบั มากกวา่ จึงทำใหไ้ มส่ ับสนกับ
มาตราอนื่ สว่ นตัวบททีแ่ กไ้ ขใหม่ ๆ นน้ั มหี ลายมาตราท่ใี ช้คำแบบเดยี วกนั ไม่มีเอกลกั ษณ์ ทำให้
ทอ่ งจำได้ยากและเวลาท่องจำจะเกดิ ความสบั สนได้ง่าย ซ่ึงกรณนี ี้อาจจะไมท่ อ่ งตัวบททั้งหมด
เพยี งแตท่ ำความเข้าใจหลกั การและรายละเอยี ดของมาตรานน้ั ๆ
ทั้งน้ี ผู้เขยี นยังได้แนะนำวธิ กี ารทอ่ งจำตัวบทโดยการใสท่ ำนองลงไปในตวั บท หรือ
เรยี กง่าย ๆ คือการแต่งตัวบทให้เป็นเพลงนัน่ เอง ซึ่งเปรยี บตัวบทเปน็ เน้ือรอ้ งทเ่ี ราต้องพยายาม
หาจงั หวะทำนองมาใส่ลงไปในตัวบทใหไ้ ด้ โดยการใส่ทำนองลงไปในแตล่ ะมาตราให้ไม่เหมือนกัน
และเม่ือใส่ทำนองลงไปในแต่ละมาตราไดล้ งตัวแลว้ ก็จะท่องตัวบทนนั้ ดว้ ยทำนองน้นั ตลอดไป
เพอ่ื ให้จดใจไดอ้ ยา่ งชัดเจนไม่สับสนกบั มาตราอืน่ ๆ วธิ กี ารนีเ้ ปน็ วิธีการสว่ นตัวของผู้เขียน
ทผ่ี ู้เขยี นแนะนำเท่านนั้ แต่ละคนอาจมีเทคนิคในการทอ่ งจำท่ีแตกต่างกันออกไป ซ่งึ อาจนำวธิ ี
ดงั กล่าวไปประยุกตใ์ ช้ให้เขา้ กบั วิธขี องผูเ้ รยี นเองก็ได้ แตป่ ระเดน็ ทีส่ ำคัญคือ ตอ้ งหมน่ั ท่องตวั บท
เป็นประจำสมำ่ เสมอจงึ จะสามารถจำตวั บทนั้นไดอ้ ยา่ งแมน่ ยำ
และเม่ือท่องมาตราน้ันไดแ้ ล้ว ผูเ้ ขียนใชว้ ธิ ีการอดั เสียงใสเ่ ครื่องอดั เสยี ง และฟังวนไป
เร่อื ย ๆ เพราะในบางสถานทท่ี ่ีไปไม่อาจหยบิ หนงั สอื ขนึ้ มาอ่านได้กห็ ยิบเครือ่ งอดั เสยี งขน้ึ มา
เปดิ มาตราท่ีอัดไวม้ าฟัง ซง่ึ ผแู้ นะนำเห็นดว้ ยว่าวิธีการนี้ใชไ้ ดผ้ ลเปน็ อยา่ งดี เพราะผ้เู รียนสามารถ
ใช้ชว่ งเวลาว่างเลก็ ๆ น้อย ๆ อยา่ งเช่น การนั่งบนรถโดยสารประจำทาง หรือชว่ งเวลากอ่ น
เขา้ นอน ในการฟังตวั บททีเ่ ราอดั เสยี งเอาไว้ และอาจทอ่ งไปพร้อม ๆ กบั เสียงท่เี ราอดั ไปด้วย
ในใจก็ได้ ซึ่งการฟังบ่อย ๆ ก็เปน็ การทบทวนตัวบทอีกทางหน่งึ ซง่ึ จะช่วยใหจ้ ำตัวบทได้แม่นยำ
ยิ่งขน้ึ เมอื่ จดจำตวั บทได้แม่นยำแลว้ ในระดับหนึ่ง ผเู้ ขยี นแนะนำให้ใช้วิธกี ารสุ่มตัวเลขจาก
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ี่ 3 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 143
แอปพลเิ คชนั ในโทรศพั ท์มือถอื เม่ือสุม่ แล้วได้ตัวเลขใดกท็ ่องเลขมาตรานน้ั โดยวิธกี ารนีอ้ าจ
นำไปใชเ้ ปน็ กิจกรรมคน่ั เวลาระหว่างอ่านหนังสือกบั เพือ่ น ๆ ก็เป็นอีกวธิ ีการหน่ึงทนี่ า่ สนใจเลย
ทเี ดียว อยา่ งไรก็ดี ข้อสำคัญท่ีสุดในการทอ่ งตวั บทคอื อย่าท่องทีละนาน ๆ แต่ใหท้ ่องบ่อย ๆ
โดยการใช้เวลาทอ่ งตวั บทแตล่ ะคร้ังไมเ่ กนิ 15 นาที และควรท่องทุก ๆ 2 ชว่ั โมง เพือ่ เกบ็
ตวั บทนัน้ ไปเรื่อย ๆ ซงึ่ วิธกี ารนี้สอดคล้องกับคำอธบิ ายของศาสตราจารย์ธานนิ ทร์ กรยั วเิ ชียร
ว่าการทอ่ งจำทีจ่ ะไดผ้ ลดีทส่ี ดุ น้นั คือการท่องจำวนั ละเลก็ ละน้อย และท่องจำสม่ำเสมอทกุ วนั
ในทางตรงกนั ขา้ มหากเราพยายามทจ่ี ะท่องจำให้ได้โดยใชเ้ วลาเปน็ กอ้ นใหญ่ หรือใชเ้ วลาท้ังวนั
ในการพยายามทอ่ งจำเรอื่ งทง้ั หมดนน้ั เป็นไปไดย้ าก เพราะการท่ีเราบงั คบั สมองใหร้ บั เรือ่ งราว
ตา่ ง ๆ เข้าไปในเวลาทีจ่ ำกัด ทำให้สมองไมไ่ ด้รับการพกั ผ่อน และไม่มเี วลาทีจ่ ะจำเรอื่ งราว
เหลา่ นน้ั ไดอ้ ย่างเพียงพอ
นอกจากหลักการและเทคนคิ การศึกษาเบอ้ื งตน้ ในระดบั ช้นั ปริญญาตรีทีผ่ ู้เขยี นยกข้ึนมา
เปน็ ตวั อย่างใหผ้ ูอ้ า่ นไดเ้ ห็นแลว้ ในหนงั สือเลม่ นย้ี ังมหี ลักการและเทคนคิ อีกมากมายท่เี หมาะสม
สำหรบั การศึกษาในระดบั ชนั้ ตา่ ง ๆ เพอ่ื ใหผ้ อู้ า่ นไดศ้ กึ ษาและนำไปเป็นแนวทางในการวางแผน
การเรียนการสอบของตนเอง อกี ท้งั ผเู้ ขียนไดอ้ ธิบายหลกั การตา่ ง ๆ โดยอา้ งอิงจากหนงั สอื
วิชาการจำนวนมาก ซึง่ ทำให้เหน็ ว่าหนงั สือเล่มนผ้ี า่ นการคน้ คว้ามาแลว้ อยา่ งดี รวมถงึ มีการใส่
รูปภาพประกอบเนื้อหาเพอ่ื ให้ผอู้ ่านไดเ้ ขา้ ใจและเห็นภาพมากย่งิ ข้นึ และยงั มีสารบาญที่
ละเอียดทุกหวั ขอ้ ทำให้ง่ายต่อการคน้ หาเฉพาะเนอื้ หาท่ีผอู้ ่านสนใจ ท้งั นี้ เนื่องจากหนังสอื เล่มนี้
เขยี นขน้ึ มาจากประสบการณข์ องผเู้ ขยี นเองจงึ ทำใหผ้ ู้อ่านไดเ้ ห็นว่า วธิ กี ารใดท่ีทำแล้วดี ถ้าดแี ลว้
วธิ ีการนนั้ ดีอย่างไร ส่งผลอย่างไรตอ่ การเรยี นบา้ ง หรือวิธกี ารใดทท่ี ำแลว้ ไม่ดี เม่ือไม่ดีแล้ว
สามารถท่จี ะปรับเปลี่ยนแก้ไขวธิ กี ารนน้ั อยา่ งไรให้เข้ากบั การเรียนได้บ้าง นอกจากนผี้ ูเ้ ขยี นได้
ใชภ้ าษาและการเรยี บเรียงคำทอี่ า่ นง่ายและรู้สกึ เปน็ กนั เองทำให้เกิดความสนกุ สนานในการ
อา่ น แต่อย่างไรกด็ ี หนังสือเลม่ นี้ยงั มกี ารใชค้ ำทีย่ ากซ่งึ อาจเปน็ คำท่เี ข้าใจเฉพาะตัวผ้เู ขียน โดย
ไมไ่ ด้มีการอธบิ ายตอ่ ไปว่าคำคำน้นั หมายความว่าอยา่ งไร และมคี ำท่พี มิ พผ์ ดิ อยจู่ ำนวนหนึ่ง
โดยสรปุ แลว้ หนงั สอื เลม่ น้ีเป็นคมู่ ือการวางแผนการสอบและหลักการเขยี นตอบ
ข้อสอบกฎหมายทีร่ วบรวมจากประสบการณเ์ ชงิ ประจักษ์ และขอ้ มลู ทน่ี ่าสนใจในฐานะพยาน
บอกเล่าของผูเ้ ขยี นทีค่ ัดเลอื กหลักการและเทคนคิ ตา่ ง ๆ มารวบรวมเขา้ ดว้ ยกนั จนทำให้ผอู้ ่าน
ไดร้ บั รู้ถงึ วธิ กี ารเรียนการสอบกฎหมายและนำไปปรบั ใช้ในการเรยี นของตนเองได้ ซงึ่ ผแู้ นะนำ
ชื่นชอบและเชิญชวนให้ผู้ทีป่ ระสงคจ์ ะศกึ ษาหรอื กำลังศึกษาอยู่คณะนิตศิ าสตร์ทุกทา่ นไดอ้ ่าน
หนงั สอื เลม่ น้ี
วารสารนิตศิ าสตร์ มหาวทิ ยาลยั แมฟ่ า้ หลวง ปที ่ี 3 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม - มิถนุ ายน 2563) 144
üćøÿćøîêĉ ýĉ ćÿêøŤ öĀćüìĉ ÷ćúĆ÷ĒöŠôćŜ ĀúüÜ ðŘìĊę ÞïïĆ ìĊę öÖøćÙö öëĉ îč ć÷î
Batch
Batch