บันทึกการเรียนรู้
รายวิชา
สถติเพื อการวิจัย
ิ
Statistics for Research
เสนอ
ู
ํ
รศ.ดร.พิชญ์สินี ชมภคา
จัดทํา ดย
นางสาว สุวดี เปง ก
รหัส 6590051008
สาขาวิจัยและเทค น ลยีการจัดการเรียนรู้
คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลยฟาร์อีสเทอร์น
ั
คำนำ
หนังสือ E-book เล่มนี้จัดขึ้นโดยมีเนื้อหาจากชีตการเรียนการสอนของแต่ละบทเรียนนักศึกษาจึงได้
รวบรวมองค์ความรู้ที่ได้จากเนื้อหาในแต่ละบทเรียนการเรียนรายวิชาTLR 302 สถิติเพอการวิจัยตั้งแต่
ื่
บทที่ 1 - บทที่6 โดยมีอาจารย์สอน รองศาสตราจารย์ ดร.พิชญ์สินี ชมภูคำ E-book แต่ละบทของการบันทึก
การเรียนรู้ โดยประกอบด้วยเนื้อหาในการใช้เครื่องมือต่างๆและตัวอย่างข้อมูลรวมทั้งวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล เพอ
ื่
นำไปใช้ในการคำนวณทางสถิติและวิจัยในงานทางวิชาการ และ ทางการศึกษาโดยเนื้อหาในแต่ละบทเรียนมี
การประยุกต์ใช้โปรแกรม Ms.Excel และโปรแกรม Data Analysis ซึ่งประกอบด้วยสูตรทางคณิตศาสตร์และ
ฟังต์ชัน/คำสั่งคำนวณทางสถิติเพื่อให้ง่ายต่อการนำไปประยุกต์ใช้ในงานทางการศึกษาและการวิเคราะห์งานวิจัย
ต่อไปในอนาคต
สุวดี เป็งโก
สิงหาคม 2565
สารบัญ
ค าน า ก
ี
ู
่
บันทึกการเรียนร้ บทท 1 1
ู
่
บันทึกการเรียนร้ บทที 2 6
่
ู
บันทึกการเรียนร้ บทที 3 10
่
ู
บันทึกการเรียนร้ บทที 4 20
ู
่
บันทึกการเรียนร้ บทที 5 23
่
ู
บันทึกการเรียนร้ บทที 6 27
ชือ นางสาวสุวดี เปงโก
่
็
รหัส 6590051008
บันทึกการเรียนรู้(Learning Log)
รายวิชา TLR302 สถิติเพื่อการวิจัย (Statistics for Research) ภาค
เรียนที่ 1/2565
1. บทที่ ..1..............เรื่อง บทนำ
ได้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาสาระ สรุปได้(สรุปเป็นข้อความหรือเป็นแผนผังความคิดผังกราฟิก)
ผังความคิดรวบยอดเนื้อหาสาระ
บทที่ 1 บทนำ
ส ห า ง ัวเ หรือ อ วา ร ง ี่ การว ั ห า ง การ น ว าหา วา
รว รว เปน อ หรือเปน าส ร ี่ ็
็
็
ร ง ห ด อเ ็ ร งเ ื่อเปน า อ ี่
ี่
ี
ื
ื่
เก ว องกั ห ักการ ร เ ี ว การ ก องเชอ อ ด ี่ าก ี่สุด หรือ ด วา ร
างส ห เกด น
นกร วนการว ั ช
ี่
ส ี่เก ว องดังนี
1. รว สอ ุ า เ รื่อง ือว ั
2.การเ ือก ัวอ าง(sampling)
3.ส เชง รร นา(descriptive statistics)
4.ส เชงอนุ าน(inferential statistics)
-ส ี่ ช ารา เ อร (parametric statistics)
-ส ี่ ช ารา เ อร (nonparametric statistics)
ส ช ว นการ ัดส น นการด าเน นงาน าง ห ี วา ด าดน อ ี่สุด น า ป
ี
ปร ุก ช นงานด าน าง า ั น อนว การ องส ดังนี
1.การวาง น (Planning) ส ี า ากเ ื่อช ว นการวาง น
2.การ ากร (Forecasting) ส ด กน า ป ช นการ ากร เ ื่อ าดการ หรือ านา
นวโน นอนา ี่อา เกด น ี่ ี วา าดเ ื่อนน อ ี่สุด
3.การ ัดส น (Deciding) การด าเน นการเ ื่อ ี อ ส ีการ ากร สุด า อง ีการ
ัดส น นการด าเน นการ
็
4.การ ว ุ (Controlling) ส ีส วน าก นการ ี่ ห การด าเน นการเปน ป า าดหวัง ว
เ รา นการด าเน นการ ด อง ีการ ว ุ ุ า
็บ บ ม มู ป ภ มู
ม 3 คื - บ่ ม ห ่ ม
1.การเก็ รว รว อ ากงาน เ ี นหรือการ ัน ก 1. อ ปฐ (primary data)
่
2.การเก็ รว รว ากหน ว ีสน กษา
2. อ ุ (secondary data)
็
็บ บ ม ษณ บ่ ป 2 ป ภ คื
- บ่ ม ษณ มู
-การส า โน (Census) ือการเก็ รว รว โด การ งนั าก
่
ุก หน ว นป ชากร ีสน กษา 1. อ เช งปร า (quantitative
- การส ารว (Survey) ือการเก็ รว รว โด การ งนั าก าง data)
หน ว องปร ชากรเ ี งเ ือเปน ัวอ าง
dkii ่ ็ 2. อ เช ง ุ า (qualitative data)
3.การเก็ รว รว อ ากการ ด อง(Experiment) - บ่ ม ษณ ศึ ษ
1. อ ด (raw data)
2. อ ัดก ุ (group data)
การใช้สถิติในขั้นตอนต่างๆของกระบวนการวิจัย
- บ่ มม
1.การรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้น ในขั้นนี้ต้องมีการหาทั้ง
ข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ จากหัวข้อปัญหาที่ต้องการวิจัย 1. า รานา ัญญั (Nominal Scale)
เพื่อมาหา ประเด็นปัญหาที่แท้จริง 2. า ราเรี ง าดั (Ordinal Scale)
2.วิเคราะห์ตัวแปร จากระเด็นปัญหาวิจัย ในบางครั้งมีการวิเคราะห์ตัว 3. า ราอัน ร า (Interval Scale)
แปรจากข้อมูลที่มีรายละเอียดมาก ซึ่งมีตัวแปรมากมายที่เกี่ยวข้อง แต่ตัว 4. า ราอั ราส วน(Ratio Scale)
แปรใดบ้างที่มีผลต่อหัวข้อการวิจัยมากที่สุด ซึ่งต้องรวบรวมข้อมูลตาม
ศาสตร์ของสถิติแล้ววิเคราะห์เบื้องต้น
3.สมมติฐานทางสถิติ จากวัตถุประสงค์ต้องมีความรู้ด้านศาสตร์ของสถิติ
เกี่ยวกับสถิติทดสอบว่าข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาได้เป็นข้อมูลจากประชากร
หรือกลุ่มตัวอย่าง ค ญ ค ื
ึ
ึ
4.ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ใช้สถิติเกี่ยวกับหา จำนวนตัวอย่าง วิธีชัก
พื จย คื
ตัวอย่างสัญลักษณ์ และค่าพารามิเตอร์จากข้อมูล ค่าสถิติจากข้อมูล
ตัวอย่าง 1.วั ุปร สง หรือเป าห า องงานว ั
ี
5.การเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องมีเครื่องมือในการรวบรวม ดังนั้นต้องมี 2. ัว ปร ่ องการ กษา
่
การหาคุณภาพของเครื่องมือกอนนำไปใช้จึงจำเป็นต้องใช้สถิติในการ 3. ักษ านวน อง อ ีเก็ รว รว
่
วิเคราะห์หาคุณภาพเครื่องมือ า ากปร ชากรหรือก ุ ัวอ าง
่
6.การวิเคราะห์ข้อมูล เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ที่ต้องการ 4. อ ส เ ื อง น องส ี ช
คำตอบจึงมีการใช้สถิติพรรณนา หรือใช้สถิติอนุมาน
7.การแปลความหมาย หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลต้องแปลความหมายผล
การวิเคราะห์ซึ่งผู้แปลความหมายต้องมีความสามารถทังศาสตร์และศิลป์
และต้องมีความรู้ทางสถิติ
8. การสรุปผล เมื่อแปลความหมายจึงต้องมีการสรุปผลซึ่งรวมทั้งวิธีการ
นำเสนอผล มีหลายรูปแบบสามารถเลือกรูปแบบให้ตรงตามวัตถุประสงค์
ของการวิจัย เช่นกราฟ แผนผังใยแมงมุม เป็นต้น
การใช้ Microsoft Excel กับสถิติเพื่อการวิจัย
โปรแกรม Microsoft Excel เป็นโปรแกรมหนึ่งในชุดโปรแกรมของ Microsoft Office
โดยโปรแกรม Microsoft Excel เป็นโปรแกรมตารางคำนวณที่มีความสามรถทำงานครอบคลุม
การเขียนโปรแกรมเกี่ยวกับการคำนวณ ตารางบัญชี ซึ่งเป็นการนิยมใช้ในทุกสาขาอาชีพ และ
ในทางการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยสามารถนำเครื่องมือ Dataมาใช้ในการคำนวณซึ่งมีสูตร
สำเร็จต่างๆในฟังก์ชันสถิติและคณิตศาสตร์ หรือการเขียนคำสั่งโปรแกรมการคำนวณเองได้
นอกจากนี้ในการใช้สถิติพรรณนาและสถิติอนุมาน ยังมีรายการคำสั่งประเภทเครื่องมอ Data
ื
Analysis ซึ่งสามารถเลือกใช้ได้อย่างสะดวก ถูกต้อง รวดเร็ว เชื่อถือได้
ื
ดังนั้นสรุปได้ว่าในการดำเนินการวิจัย สถิติจึงเป็นเครื่องมอ
สำหรับในการดำเนินการวิจัยนั้นให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
เป็นไปไม่ได้ที่ผู้ทำงานวิจัยจะไม่ใช้ศาสตร์ทางสถิติและพื้น
ฐานความรู้ทางสถิติที่นำไปใช้ในกระบวนการ คือ การวางแผน
ู
ิ
การเก็บรวบรวมข้อมูล การวเคราะห์ข้อมล การตีความหมายและ
การสรุปผล
2. ในบทเรียนที่เรียนเรื่องนี้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานของตนเองเกี่ยวกับ
การทำวิจัยในการเรียน ป.โท และนำไปใช้ในสาขาอาชีพที่ทำอยู่ในปัจจุบัน
ได้สิ่งที่เรียนรู้ในบทเรียนนี้มีเนื้อสาระใด ที่เป็นประโยชน์แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
1.)วิธีการและขั้นตอนของวิธีการทางสถิติที่ใช้ในการดำเนินงาน เพราะทุกวิธีการทางสถิติมีการนำไปใช้ในการ
ดำเนิน
งานในหลายๆหน่วยงานอาชีพใช้ในการ เก็บสถิติจำนวนนักเรียน สถิติน้ำหนักส่วนสูงของนักเรียน
2.)การใช้สถิติในขั้นตอนของการวิจัย การดำเนินการวิจัยสรุปได้ว่ามีการใช้สถิติในขั้นตอนต่างๆ ของกระบวนการ
วิจัยซึ่งในบทเรียนนี้มีเนื้อหาสาระอธิบายไว้อย่างละเอียด สามารถนำไปใช้ในการทำวิจัยได้อย่างเข้าใจและถูกต้อง
3. เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
ึ
เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศกษาเพิ่มเติม คือ ด้านโปรแกรม Microsoft Excel เพราะโปรแกรม
Microsoft Excel ยังมีรายการคำสั่งเพิ่มเติมประเภทเครื่องมือ Data Analysis ที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ใน
การดำเนินงานด้านการวิจัยให้สำเร็จผล
่
3.1 ให้อาจารย์ชวยเรื่องอะไรบ้าง
เรื่องการใช้โปรแกรมMicrosoft Excel และให้คำปรึกษาในการนำสถิติมาใช้ในงานวิจัย
3.2 ให้เพื่อนช่วยเรื่องอะไรบ้าง .
ื่
ื่
อยากให้เพอนที่เคยมีประสบการณ์การใช้สถิติในการวิจัยแบ่งปันความรู้เพิ่มเติมให้เพอนในห้อง
็
นางสาวสุวดี เปงโก
บันทึกการเรียนรู้ (Learning Log) รหัสนักศึกษา 6590051008
รายวิชา TLR302 สถิติเพื่อการวิจัย (Statistics for Research) ภาคเรียนที่1/2565
ื่
1.บทที่ 2 เรองสถิติพรรณนา การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลางและการวัดตำแหน่งของข้อมูล
ได้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาสาระสรุปได้ ดังนี้
การทำวิจัยจำเป็นต้องมีการรวบรวมข้อมูล ทั้งเชิงปริมาณหรือเชิงคุณภาพ ผู้ทำวิจัยนอกจาก
ู้
เรียนรวิธการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างจากประชากร หรือ ตัวอย่าง ซึ่งลักษณะของข้อมูลที่
ี
รวบรวมมาได้นั้น มีหลากหลายรูปแบบ เมื่อได้ข้อมูลมาแล้วทำวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพรรณนาเกี่ยวกับ
ั
ลักษณะของข้อมูลได้มีการใช้สถิติต่างๆ เช่น จำนวน ร้อยละ การหาสัดส่วน การวดแนวโน้มสู่
ส่วนกลาง การวัดค่าตำแหน่งของข้อมูล การวัดการกระจายของข้อมูล ค่าสถิติดังกล่าวเป็นสถิติที่ใช้
สรุปลักษณะของกลุ่มข้อมูลที่เป็นประชากรหรือ ตัวอย่าง เรียกว่า สถิติพรรณนา (Descriptive
Statistics)
การวิเคราะห์สถิติพรรณนา ด้วย Ms Excel โดยการใช้สูตรดังนี้
การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง(Central Tendency)
การวัดตำแหน่งที่ของข้อมูล
้
ตัวอย่างการค านวณหาผลลัพธ์ทางสถิติ โดยใชรูปแบบค าสั่ง ตามตารางดังน้ ี
2. ในบทเรียนที่เรียนเรื่องนี้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานของตนเองเกี่ยวกับ
ิ
จากเนื้อหาสาระในบทเรียนนี้ สามรถนำไปใช้ในการวเคราะห์คะแนน น้ำหนักส่วนสูง และค่า
ร้อยละ ในการประเมินภายในสถานศึกษา และสมารถนำไปใช้ในการพรรณนาเกี่ยวกับลักษณะของ
ข้อมูลโดยใช้สูตรการคำนวณต่างๆในบทเรียน
ได้สิ่งใดที่เรียนรู้ในบทเรียนนี้มีเนื้อหาสาระใด
ั
ื่
ในบทเรียนนนี้บทที่ 2 เรอง สถิติพรรณนา สามารถนำความรู้ที่ได้ไปปรบใช้ในการทำวิจัยใน
การศึกษาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลที่รวบรวมมาได้จากแหล่งต่างๆ ตามขอบเขตการทำวิจัยเพื่อพรรณนา
เกี่ยวกับลักษณะของข้อมูลโดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ และโปรแกรม Ms. Excel
ที่เป็นประโยชน์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
สามารถนำโปรแกรม Ms.Excel และสูตรทางคณิตศาสตร์ มาช่วยในการวเคราะห์ข้อมูลที่เก็บ
ิ
รวบรวมมาได้จากหัวข้อวิจัยที่สนใจค้นคว้ามาได้ เพื่อความแม่นยำและน่าเชื่อถือ
3. เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
ควรศึกษาเพิ่มเติมในการหาค่าตัวแปร และการใช้โปรแกรม Ms.Excel , Data Analysis และ
การใช้สูตรทางคณิตศาสตร์
3.1 ให้อาจารย์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
อยากให้อาจารย์ช่วยเรื่องในการหาค่าตัวแปร และการวิเคราะห์ข้อมูล
3.2 ให้เพื่อนช่วยเรื่องอะไรบ้าง
์
อยากให้เพื่อนช่วยเรื่องในการชี้แนะจากประสบการณในการใช้สถิติที่ผ่านมา
่
็
ชือ นางสาว สุวดี เปงโก
รหัส 6590051008
บันทึกการเรียนรู้ (Learning Log)
รายวชา TRL302 สถิติเพื่อการวิจัย (Statistics for Research) ภาคเรียนที่ 1/2565
ิ
1.บทที่ 3 เรื่อง สถิติพรรณนา׀׀: การวัดการกระจายและคะแนนมาตรฐาน
ได้ความคิดรวบยอดของเนื้อหาสาระ สรุปได้ว่า
การวิจัยนอกจากจะใช้ค่า การวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง เป็นค่าอธิบายค่ากลางของข้อมูล ซึ่งใช้ค่าเฉลี่ย ค่ามัธยฐาน
หรือค่าฐานนิยม เป็นค่าที่ใช้แทนลักษณะตัวแทนของข้อมูล เพียงลักษณะเดียวแต่ในส่วนลักษณะอื่นๆของข้อมูล
ในการเปรียบเทียบข้อมูล จำเป็นต้องพิจารณา ค่าการกระจายของข้อมูลคู่กับค่าเฉลี่ยของข้อมูลเสมอไป
ถ้าข้อมูลแต่ละจำนวนมีค่าห่างกันมา เรียกว่า มีการกระจายมาก
ถ้าข้อมูลแต่ละจำนวนมีค่าห่างกันน้อย เรียกว่า มีการกระจายน้อย
นอกจากนี้ ในการเก็บขอมูลนั้นหน่วยวัดของข้อมูลมีมากมาย เช่น หน่วยวัดมาตราเงิน แต่ละประเทศใช้หน่วยไม ่
้
เหมือนกัน จะนำมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ ในทางสถิติจะต้องแปลงเป็นหน่วยที่มีมาตรฐานเหมือนกัน โดยใช้คะแนน
มาตรฐาน
การวัดการกระจายของข้อมลมี 2 วิธี คือ
ู
การวัดการกระจายสัมบูรณ์ เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลเพียงชุดเดียว เพื่อตรวจดูว่าค่าสังเกตของข้อมูล
มีความแตกต่างกันมากน้อยเพียงใด มีวิธีการวัด 4 ชนิดคือ
1. พิสัย (Range)
2. ส่วนเบี่ยงเบนควอร์ไทล์ (Quartile Deviation)
3. ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Mean Deviation)
4. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
่
การใช้สูตรในการหาคาการวัดการกระจายของข้อมูล การวัดกระจายสัมบูรณ์ โดยการใช้Ms.Excel
การวัดการกระจายสัมพัทธ์ เป็นการวัดการกระจายของข้อมูลโดยใช้อัตราส่วนของค่าทได้จากการวัดการกระจาย
ี่
สัมบูรณ์กับคากลางของข้อมูลนั้นๆ การวัดการกระจายแบบนี้เพื่อนำไปใช้เปรียบเทียบเกี่ยวกับการกระจายของ
่
ข้อมูลแต่ละกลุ่มว่า กลุ่มใดมีการกระจายมากกว่ากลุ่มใด
การวัดการกระจายสัมพัทธ์ มีวิธีการอยู่ 4 วิธีคือ
1. สัมประสิทธิ์ของพิสัย (Coefficient of Range)
2. สัมประสิทธิ์ส่วนเบี่ยงเบนควอร์ไทล์ (Coefficient of Quartile Deviation)
3. สัมประสิทธิ์ส่วนเบี่ยงเบนเฉลี่ย (Coefficient of Mean Deviation)
4. สัมประสิทธิ์ของความแปรผัน (Coefficient of Variation)
การใช้สูตรในการหาคาการวัดการกระจายของข้อมูล การวัดกระจายสัมพัทธ์ โดยการใชMs.Excel
้
่
การวัดการกระจายสัมพัทธ์
2. ในบทเรียนที่เรียนเรื่องนี้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานของตนเองเกี่ยวกับ จากการที่ได้เรียนรู้เรื่อง
การกระจายข้อมูล ในบทนี้ สามารถนำไปใช้ในการประเมินพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้ หรือ
นำไปใช้ในการหาค่าเฉลี่ยของคะแนนในรายวิชาต่างๆ เพื่อความแม่นยำและน่าเชื่อถือของที่มาที่ไป
ของคะแนน
ได้สิ่งที่เรียนรู้ในบทเรียนนี้มีเนื้อหาสาระใดที่เป็นประโชน์แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
จากการที่ได้เรียนรู้เรื่องการกระจายข้อมูล ในบทนี้ สามารถนำไปใช้ในการทำงานด้านการศึกษาได้
หลายวิธี เช่น สามารถนำไปใช้ในการประเมินพัฒนาการในการเรียนรู้ของเด็กได้ หรือนำไปใช้ในการหา
ค่าเฉลี่ยของคะแนนในรายวิชาต่างๆ เพื่อความแม่นยำและน่าเชื่อถือของที่มาที่ไปของคะแนน
นอกจากจะนำไปใช้ในการศึกษาแล้วยังสามารถนำไปใช้ในการวิจัยเพื่อการศึกษาได้อีกด้วย
3.เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
ผู้เรียนควรศึกษาเพิ่มเติมในการหาค่าตัวแปรต่างๆจากข้อมูล Raw Data ทำความเข้าใจในการใช้สูตรใน
การหาค่าต่างๆ และศึกษาด้านการใช้ Ms.Excel
3.1.ให้อาจารย์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
อยากให้อาจารย์ให้ความรู้เบื้องต้นในการหาค่าตัวแปร
3.2ให้เพื่อนช่วยเรื่องอะไรบ้าง
อยากให้เพื่อนที่มีประสบการณ์ในการใช้สถิติเพื่อการวิจัยชี้แนะและติวให้ในเวลาว่าง
็
นางสาว สุวดี เปงโก
รหัส 6590051008
บันทึกการเรียนรู้ (Learning Log)
รายวิชา TLR302 สถิติเพื่อการวิจัย (Statistics For Research) ภาคเรียนที่ 1/2565
1.บทที่ 4 เรื่องการหาคุณภาพเครื่องมอรวบรวมข้อมูล
ื
เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล มีหลายลักษณะผู้วิจัยสร้างขึ้นให้สอดคล้องกับลักษณะของข้อมูลที่ต้องการเก็บ
ึ
รวบรวมที่ตอบวัตถุประสงค์การวิจัยที่ตั้งไว้ว่าต้องการศกษาหาคำตอบอะไร ต้องการทราบอะไร พฤติกรรมใด ส่งที่
อยากรู้หลังการวิจัยคือ ตัวแปรตาม นั่นเอง เพื่องานวิจัยมีคุณภาพ โดยคุณภาพของการวิจัยจะพิจารณาใน 2
ประเด็นใหญ่ๆ (บุญเรือง ขจรศิลป,2550:http://human.skru.acth/file/f6.pdf)คือ1 ) ความเที่ยงตรงภายใน
(Internal validity) งานวิจัยที่มีความเที่ยงตรงภายในสูง หมายถึง งานวิจัยที่ไม่มีตัวแปรเกินแทรกซ้อน หรือผล
ของตัวแปรตามเกดขึ้นเนื่องจากตัวแปรต้น เท่านั้น 2) ความเที่ยงตรงภายนอก (External validity) คืองานวิจัย
ิ
ที่สรุปผลการวิจัยอ้างองไปสู่ประชากรเป้าหมายได้อย่างถูกต้อง
ิ
การเลือกใช้และการสร้างเครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่เหมาะสม มีคุณภาพ หลากหลายรูปแบบสามารถใช้วัด
ศักยภาพของผู้เรียน จำแนกและอธิบายความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนได้อย่างชัดเจน ดังนั้นเครื่องมือ
รวบรวมข้อมูลจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม สรุปเป็นแผนภูมิดังนี้
้
้
จากแผนผังเมื่อวิเคราะห์ตัวแปรตามที่ต้องการพฤติกรรมด้านใด้ที่ต้องการพัฒนาหรือแกปัญหามากที่สุด ซึ่งขอมูล
แต่ละด้านมีดังนี้
1) ด้านความรู้ ซึ่งประกอบด้วย ข้อมูลด้านความรู้ (K) ความรู้ความจำ (บอก) ความเข้าใจ(อธิบายและ
ยกตัวอย่าง) การนำไปใช้ (นำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง) การวิเคราะห์(แยกแนวคิดที่ซับซ้อน
ออกเป็นส่วนๆ) สังเคราะห์ (รวบรวมความรู้ ข้อเท็จจริง) ประเมินค่า(เปรียบเทียบความรู้ และตัดสินใจหรือ
สรุปเพื่อการเลือกตามเกณฑ์)
ั
2) ด้านทักษะ ทักษะที่ต้องการให้ผู้เรียนเป็นไปตามทกษะที่กลุ่มสาระวิชากำหนด หรือหลักสูตร หรือนโยบาย
ของรัฐหรือหน่วยงานต้องการ
3) ด้านคุณลักษณะเช่น ความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัย กิจนิสัยรักการทำงาน ทำงานอย่างเป็นระบบ สนใจ
เรียน
เพื่อให้ได้ข้อมูลครบสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์งานวิจัย เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลต้องมีคณภาพที่ดี เพื่อ
ุ
ข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์แล้วำเสนอข้อมูลมีความน่าเชื่อถือ เมื่อนำไปใช้เพื่อการตัดสินใจผิดพลาดน้อย
ที่สุด คุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่อยู่ในลักษณะของเครื่องมือรวบรวมพิจารณาคณลักษณะ (สำนักงาน
ุ
คณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ,2547:127-128)ดังนี้
(1) ความเที่ยงตรง (Validity)
(2) ความเชื่อมั่น (Reliability)
(3) ความยากและอำนาจจำแนก (Difficulty and Discrimination)
(4) ความเป็นปรนัย (Objectivity)
(5) ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency)
(6) ความไว(Sensitivity)
(7) ความเป็นมิติเดียว(Unidimensionnality)
(8) ความง่ายในการใช้(Simplicity)
คุณลักษณะของเครื่องมือที่ดี 8 ประการข้างต้นนั้น ความเที่ยงตรงและความเชื่อมั่นเป็นคุณลักษณะที่มีความสำคัญ
และจำเป็นอย่างยิ่งของเครื่องมือวิจัย
1.ความเที่ยงตรง (Validity)
ความสามารถของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลในการวัดหรือรวบรวมสิ่งต่างๆที่ต้องการได้สอดคล้องตรงกับ
ความต้องการหรือวัตถุประสงค์ ที่ต้องการวัดแบ่งได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆคือ ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (Content
Validity) ความเที่ยงตรงตามเกณฑ์สัมพันธ์ (Criterion-Relate Validity) และความเที่ยงตรงตามเนื้อหา มี
รายละเอียดดังนี้
ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา หมายถึง เครื่องมือที่สามรถวัดได้ตรงตามเนื้อหาที่ต้องการวัดและในการ
พิจารณาความเที่ยงตรงชนิดนี้จะใช้การวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล (Rational Analysis)
2.ความเชื่อมั่น (Raliability)
้
ความเชื่อมั่นหรือหนังสือ ตำราบางเล่ม เรียกว่า “ความเที่ยง”ของเครื่องมือรวบรวมขอมูลหมายถึง ด้าน
ความสามารถของเครื่องมือรวบรวมข้อมูลในการวัดสิ่งต่างๆที่ต้องการวัดได้อย่างคงที่แน่นอน หรือคงเส้นคงวา
(Consistency) นั้นหมายความว่า วัดหรือประเมินกี่ครั้ง ก็ให้เหตุผลประเมินคงที่เหมือนเดิม ค่าความเชื่อมั่นมีค่า
ื
ิ
อยู่ระหว่าง -1ถึง+1 และจะพจารณาพาะค่าที่เป็นบวกเท่านั้นซึ่ง ควรมีค่าตั้งแต่ 0.70 ขึ้นไปถอว่าใช้ได้
วิธีที่1 การใช้สูตรสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเปียร์สัน (Person product moment coefficient
correlation)
วิธีที่ 2 วิธีของคูเดอร์-ริชาร์ดสัน (Kuder-Richadson Procedure) ใช้สูตร KR.20 หรือ KR.21 ซึ่งสูตรทั้ง
สองนี้ต้องตรวจคะแนนในลักษณะที่ทำถูกได้ 1 คะแนนทำผิดได้ 0 คะแนน
หมายเหตุ ในการเลือกใช้สูตร KR.20และ KR.21 นั้นถ้าข้อสอบนั้นมีความยากไม่เท่ากัน เหมาะที่จะ
ใช้KR20 เพราะคิดจากสัดส่วนคนทำถูก หรือ ทำผิดในแต่ละข้อ แต่ถ้าใช้KR.21 ข้อสอบทุกข้อมีความยากและ
ง่ายพอๆกัน เพราะใช้ค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งฉบับมาคำนวณ
วิธีที่ 3 วิธีของครอนบาก (Cronbach Alpha Procedure) เป็นวิธีการที่นิยมใช้มากโดยเฉพาะการวิจัยทาง
สังคมศาสตร์ที่ใช้ แบบสอบถาม ซึ่งเป็นการพัฒนาจากสูตร KR.20 ในรูปของสัมประสิทธฺแอลฟ่า ( -
Coefficient) หรือสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาก (Cronbach’s alpha coefficient) ซึ่งสามารถตรวจ
ให้คะแนนลักษณะใดก็ได้ เช่นให้คำตอบ 0หรือ1 และแบบให้ประเมินค่าเป็น 1,2,3,4,5 เป้นต้นแล้วนำมาหาค่า
ความเชื่อมั่น ดังนั้นสูตรนี้จึงใช้หาความเชื่อมั่นของ แบบสอบถามได้เช่นกันเนื่องจากแบบประเมินส่วนใหญ่ท ี่
ี
ใช้กันจะมมาตราการวัดตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป
วิธีที่ 4 วิธีของฮอยท์ (Hoyt’ANOVA Procedure) การหาค่าความเชื่อมั่น โดยวิธีนี้เหมาะสำหรับเครื่องมือที่
ู
ใช้ในการเก็บข้อมลประเภทตรวจให้คะแนนต่างๆ กันในแต่ละข้อเช่นแบบทดสอบอัตนัย ใช้วิธีการวิเคราะห ์
ความแปรปรวน โดยมีสูตร
3. อำนาจจำแนก (Discrimination)
เครื่องมือรวบรวมข้อมูลที่ดีจะสามารถจำแนกกลุ่มได้ ค่าอำนาจจำแนกส่วนมากใช้ในการหาคุณภาพของ
แบบทดสอบ ถ้าแบบทดสอบที่มีคุณภาพจะจำแนกผู้ทดสอบได้โดยจำแนกเป็นกลุ่มคะแนนสูง กับกลุ่มคะแนนต่ำ
ดัชนีค่าอำนาจจำแนก (Discriminate Index) จะมีความหมายในรูปค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ซึ่งมีค่าอยู่ระหว่าง
-1ถึง+1
3.1 การวิเคราะห์อำนาจจำแนกข้อสอบของแบบทดสอบปรนัยแบบอิงกลุ่ม
ดัชนีจำแนกบี (B-Index) (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ ,2543)ใช้กับแบบทดสอบที่ให้คะแนนตอบถูก 1
คะแนน ตอบผิด 0 คะแนน จะแบ่งกลุ่มผู้ตอบเป็นกลุ่มคะแนนสูงกับกลุ่มคะแนนต่ำเป็น 27% หรือ 33% หรือ
์
50% ถ้ามีผู้ทำแบบทดสอบมากกว่า 100 คน จะใช้ 27% ของกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ หรือใช้จำนวนการผ่านเกณฑกับ
จำนวนไม่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมดที่ผู้สร้างกำหนด หรือใช้หาคะแนนจุดตัดของแบบสอบก่อน สูตรดัชนีค่าอำนาจจำแนก
ดังนี้
์
3.2 การวิเคราะหอำนาจจำแนกข้อสอบของแบบทดสอบอัตนัยแบบอิงกลุ่ม
เป็นการหาดัชนีอำนาจจำแนกแบบทดสอบเป็นรายข้อโดยมีสูตรดังนี้
3.2.1 กลุ่มที่ได้คะแนนปานกลาง (S )ได้แก่กลุ่มที่เหลือจากกลุ่ม S และ S ถือว่าเป็นกลุ่มที่ได้คะแนนปาน
L
L
H
กลาง
3.2.2 หาคะแนนสูงสุด (X ) และ คะแนนต่ำสุด (X ) ของผู้เข้าสอบทั้งหมดที่ทำได้ในแต่ละข้อของ
min
max
แบบทดสอบ
3.3 การวิเคราะหอำนาจจำแนกแบบสอบถาม
์
ใช้ t -test นิยมใช้กับแบบสอบถาม โดยใช้กลุ่มคะแนนจากแบบสอบถามโดยใช้กลุ่มคะแนนรวมจากแบบสอบถาม
ทั้งฉบับบสูง และกลุ่มคะแนนรวมจากแบบสอบถามทั้งฉบับต่ำ กลุ่มละ 25% ของจำนวนผู้ตอบแบบสอบถาม
ทั้งหมดมาหาค่า t กลุ่มคะแนนรวมสูง มีค่าเฉลี่ยของคะแนนในข้อใดๆ สูงกว่า ค่าเฉลี่ยของคะแนนในข้อนั้นของ
กลุ่มคะแนนรวมต่ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติก็แปลความหมายว่าข้อความหรือรายการของคำถามในข้อนั้นๆมี
อำนาจจำแนก ตำราบางเล่มกำหนดค่า t มีค่าตั้งแต่ 2.00 ขึ้นไป แปลความหมายว่ารายการหรือประเด็นของ
้
คำถามในข้อนั้นมีอำนาจจำแนก โดยมีวิธีคำนวณค่าดัชนีแต่ละขอดังนี้
4.ความยาก (Difficulty)
้
ดัชนีความยากเป็นดัชนีที่แสดงถึงระดับความยากของแบบประเมิน เครื่องมือรวบรวมขอมมูลที่จะต้องหาความยาก
นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นเครื่องวัดด้านสติปัญญา เป็นประเภทแบบทดสอบต่างๆการที่จะออกแบบทดสอบแล้วมีความ
ยาก เท่ากับ 0.50 นั้นไม่ใช่ทำกันได้ง่ายๆ ต้องนำไปทดลองหลายๆครั้ง แล้วนำไปปรับปุรงใหม่จนกว่าข้อคำถามนั้น
มีค่าใกล้เคียงกับ p=0.50 ซึ่งการดำเนินการขึ้นกับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความสามารถของผู้ทำแบบทดสอบ หรือ
ื
เนื้อหา ระยะเวลาในการศึกษาเป็นต้น ข้อคำถามที่ถอว่ามีความยากที่ใช้ได้ จะใช้ค่า p ระหว่าง0.20 ถึง0.80 ถ้ามี
่
ค่าต่ำกว่า 0.20 ถือว่าข้อคำถามนั้นยาก ถ้าp มีคามากกว่า 0.80 คำถามง่ายไป การคำนวณหาค่า p ได้จากสูตร
ต่อไปนี้
4.1 การหาดัชนีความยากแบบทดสอบปรนัย
4.2การหาความยากแบบอัตนัย
4.3 ความเป็นปรนัย
้
ความเป็นปรนัย(Objectivity)หมายถึง ผลของการสอบชุดขอสอบนั้นๆ สะท้อนถึงความสามารถของ
ิ
ผู้เรียน อย่างแท้จริง ไม่ได้มีอทธิพลของผู้สอนเข้ามาเกี่ยวข้อง อิทธิพลอันเนื่องมาจากผู้สอนเรียกว่า
Subjectivity ข้อสอบที่ดีควรมี Objectivity สูงๆและมี Subjectivity ต่ำๆ
ได้สรุปว่า ความเป็นปรนัยมีลักษณะดังนี้
ี
่
1.ความชัดเจนในตัวคำถาม คือ การที่ข้อคำถามมการใช้ภาษาที่ชัดเจน ไม่ว่าใครอานก็เขาใจคำถามตรงกันว่า
้
ต้องการถามอะไร
2.ความชัดเจนในการตรวจให้คะแนน อการที่เราสามารถให้คะแนนในแต่ละข้อคำถามให้ชัดตรงกัน นั่นคือ ว่าใคร
ตรวจคำตอบข้อนี้ก็ให้คะแนนได้ตรงกัน
3.ความชัดเจนในการแปลผลคือ การที่เราสามารถแปลผลการวัดจากแบบวัดนั้น ได้อย่างชัดเจน
2.ในบทเรียนที่เรียนเรื่องนี้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานของตนเองเกี่ยวกับ
-ได้สิ่งที่เรียนรู้ในบทเรียนนี้มเนื้อหาสาระใด
ี
ั
สิ่งที่ได้จากบทเรียนนี้คือการเก็บรวบรวมขอมูล มีหลายลักษณะ ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้สอดคล้องกบลักษณะของ
้
ข้อมูลที่ต้องการเก็บรวบรวมที่ตอบวัตถุประสงค์ในการวิจัย
-ที่เป็นประโยชน์แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
จากเนื้อหาสาระในหน่วยเรียนนี้นักศึกษายังสามารถนำสูตรการคำนวณหาค่าต่างๆไปใช้กับคะแนนสอบของ
ื่
นักเรียนที่นักศึกษากำลังสอนอยู่ได้เพอง่ายต่อการคิดคำนวณคะแนนและยังมีความน่าเชื่อถือในการรายงานคะแนน
ุ
ี่
พร้อมทั้งยังนำค่าทได้มาประเมินคุณภาพครูผู้สอนได้ว่าออกข้อสอบมีคณภาพหรือไม่
3.เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
ั
นักศึกษายังต้องศึกษาการหาค่าตัวแปรเพื่อให้สอดคล้องกบสูตรในการคำนวณหาค่าต่างๆ
3.1 ให้อาจารย์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
ให้อาจารย์ช่วยเรื่องในการให้คำปรึกษาในการประยุกต์ใช้สูตรในการหาค่าของข้อมูลต่างๆในการวิจัย
3.2ให้เพื่อนช่วยเรื่องอะไรบ้าง
ื่
อยากให้เพอนที่พอจะรู้เรื่องในการหาค่าตัวแปรมาแบ่งปันความรู้ให้เพื่อนร่วมชั้นเรียน
ี
บันทึกการเรยนรู้ (Learning Log)
ั
ิ
รายวิชา TLR 302 สถติเพื่อการวิจย (Statistics for Research)
ี
ภาคเรยนที่ 1/2565
ื
1.บทที่ 5 เร่อง สหสัมพันธ์เชิงเส้นตรง
เครื่องมือเก็บข้อมูลจะมีตัวแปรมากมายและแต่ละตัวแปรมีหลายมาตราวัด ซึ่งการศึกษาตัวแปรนอกจากหาค่าวัด
แนวโน้มสู่ส่วนกลาง หาค่าวัดการกระจายแล้ว ในเชิงสถิติ ถ้าข้อมูลมาจากตัวอย่าง ต้องการหาความเที่ยงตรงภายนอกของการ
วิจัย แล้วต้องมีการใช้สถิติทดสอบสมมติฐานการวิจัย
1.ความหมาย
็
สหสัมพันธ์(Correlation)หมายถึง ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลของตัวแปร 2 ตัวทีไม่มีก าหนดว่าตัวแปรใดเปนตัว
่
แปรอิสระหรือตัวแปรตาม และไม่บ่งชี้ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ โดยทัวไปหมายถึงความสัมพันธ์เชิงเส้น (พจนานุกรม ศัพท์
่
สถิติศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสภาพ,2561)
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation coefficient) หมายถึงบ่งบอกระดับความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปร โดยบ่ง
บอกขนาดและทิศทางของความสัมพันธ์เชิงเส้นระหว่างตัวแปร 2 ตัวโดยปรกติมีค่าตั้งแต่-1ถึง+1
2.สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน
่
การหาความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปรทีข้อมูลอยู่ในมาตราอัตรภาค (Interval scale) หรืออัตราสวน (Ratio Scale) สามารถหา
่
แนวโน้มความสัมพันธ์ของ 2 ตัวแปรได้โดยใช้แผนภาพการกระจาย (Scatter diagram or Scatter slot)
ี
ิ
ี
่
ในกรณทีศึกษาเพียง 2 ตัวแปรการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์ เรยกว่า การวิเคราะห์สหสัมพันธ์อย่างง่าย
(Simple correlation analysis) เปนการวิเคราะห์ว่า ตัวแปรทีสนใจศึกษามีความสัมพันธ์กันหรือไม่ เพียงใด โดยมีค่า
่
็
็
ระหว่าง-1ถึง +1 สูตรค านวณเปนไปดังสมการดังนี้
ถ้ากรณีมีในงานวิจัยมีหลายตัวแปร เช่น มีตัวแปร x,y และ z ถ้าหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรเพื่อการสื่อสารเข้าใจ
ตรงกันของความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรใดกับตัวแปรใด เช่นความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร x กับ y แทนด้วยสัญลักษณ์ rxy
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร x กับ z แทนด้วยสัญลักษณ์ rxz ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร y กับ z แทนด้วยสัญลักษณ์ ryz
เป็นต้น
ิ
ิ
ี
ี
วิธท า สูตรสัมประสทธ์สหสัมพันธ์ของเพยร์สัน คือ
ี
3. สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ล าดับที่ของสเปยร์แมน (Spearman rank correlation coefficient; Spearman’s rho)
การศึกษาความสัมพันธ์ของตัวแปรสองตัวแปรบางครั้งข้อมูลทั้งสองตัวแปร ไม่อยู่ในมาตราอัตรภาค (Interval
Scale) หรืออัตราส่วน (Rati Scale) แต่ข้อมูลมีลักษณะเชิงคุณภาพแล้วน ามาจัดล าดับหรือข้อมูลเชิงปริมาณทีมีการแปลงให้
่
อยู่ในมาตราเรียงล าดับ (Ordinal Scale) เมือต้องการศึกษาความระดับความสัมพันธ์ของตัวแปรทั้งสองตัวแปรจึงต้องใช้
่
็
สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ล าดับที่ของสเปยร์แมน เปนการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ส าหรับข้อมูล v แบบเรียงอันดับ หรือกรณที ่
ี
ี
็
ตัวอย่าง (n<30) การแจงไม่เปนโค้งปกติ
3.1 การค านวณโดยใช้สูตร
ี
่
กรณีที่ 1 ล าดับที่ไมมการซ ้ากัน ใช้สูตร
ี
ี
กรณที่ 2 ล าดับที่มการซ ้ากัน
ี
็
ในบางกรณหน่วยตัวอย่าง อาจมีคะแนนเท่ากัน เช่น ผลงานหรือชิ้นงานของนักเรียนได้คะแนนเท่ากัน เปนต้น ซึ่งท าให้การ
ี
จัดล าดับท่เท่ากันคือดังนั้น ล าดับทได้ เท่ากับค่าเฉลี่ยของล าดับทีเช่นเดียวกับการเกิด ties (คะแนนเท่ากัน หรือเสมอกัน) ถ้า
ี
่
่
่
ี
่
เกิดจ านวนของ ties ทีเกิดขึ้นไม่มากค่า rs จากสูตรกรณที 1 จะไม่มีค่าเปลี่ยนแปลงมาก
2.ในบทเรียนที่เรียนเรื่องนี้จะนำไปใช้ในการดำเนินงานของตเองเกี่ยวกับ
-ได้ในสิ่งที่เรียนรู้ในบทเรียนนี้มีเนื้อหาสาระใด
ความรู้ที่ได้จากเนื้อหาสาระนี้สามารถนำไปใช้ในการเลือกใช้เครื่องมือเก็บข้อมูลจะมีตัวแปรมากมายและแต่ละตัว
แปรมีหลายมาตราวัด ซึ่งการศึกษาตัวแปรนอกจากหาค่าวัดแนวโน้มสู่ส่วนกลาง หาค่าวัดการกระจายแล้ว ในเชิง
สถิติ ถ้าข้อมูลมาจากตัวอย่าง ต้องการหาความเที่ยงตรงภายนอกของการวิจัย แล้วต้องมีการใช้สถิติทดสอบ
สมมติฐานการวิจัย
-ที่เป็นประโยชน์แล้วสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างไร
และยังสามารถนำไปใช้ในการค่าค่าคะแนนของนักเรียนที่นักศึกษาสอนอยู่ได้เพอเน้นคุณภาพทั้งของผู้เรียนและ
ื่
ผู้สอน
3.เนื้อหาสาระที่คิดว่าตนเองควรมีการศึกษาเพิ่มเติม
ึ
เนื้อหาสาระที่นักศกษาควรศึกษาเพิ่มเติมคอ การศกษาการเลือกใช้สูตรให้สอดคล้องกับข้อมูลที่ที่หามาได้
ึ
ื
3.1ให้อาจารย์ช่วยเรื่องอะไรบ้าง
ให้อาจารย์ช่วยเป็นที่ปรึกษาในเรื่องการเลือกใช้สูตรต่างๆในการวิจัย
3.2ให้เพื่อนช่วยเรื่องอะไรบ้าง
ให้เพื่อนช่วยติวและแลกเปลี่ยนความรู้ให้กัน
็
นางสาว สุวดี เปงโก
รหัส 6590051008
บันทึกการเรียนรู้ (Learning Log)
รายวชา TLR 302 สถิติเพื่อการวิจัย (Statistics for Research)
ิ
ภาคเรียนที่ 1/2565
1.บทที่6 เรื่อง สถิติอนุมาน: การทดสอบค่าเฉลี่ยและการทดสอบสัดส่วน
การวิจัยที่มีการใช้ข้อมูลเชิงปริมาณต้องมีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติอนุมาน (Inferential statistics) ซึ่ง
เป็นสถิติที่ใช้ข้อสรุปเกี่ยวกับประชากรบนพื้นฐานของตัวอย่าง ใช้หลักพื้นฐานความน่าจะเป็นเป็นหลักการอนุมาน
ในกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความไม่แน่นอน ใช้สถิติอนุมานเพื่อการประมาณค่าหรือการทดสอบสมมุติฐาน สถิติ
เชิงอนุมาน จะแบ่งเป็น สถิติที่ใช้พารามิเตอร์ (Parametric statistics) ไม่ใช้พารามิเตอร์ (Nonparametric
statistic)
1)สถิติที่ใช้พารามิเตอร์ (Parametric statistics)
้
การอางอิงถึงประชากรโดยใช้ข้อมูลจากตัวอย่างโดยการประมาณค่าและการทดสอบสมมุติฐาน จำเป็นต้อง
ทราบการแจกแจงของประชากรที่สนใจศึกษา ถ้าประชากรมีการแจกแจงปรกติหรือใกล้เคียงปรกติ หรือ กรณีทไม่
ี่
ทราบการแจกแจงของประชากรหรือประชากรมีการแจกแจงแบบอื่นที่ไม่ใช่แบบปรกติ แต่ถ้าตัวอย่างมีขนาดใหญ่
จะใช้ทฤษฎีลิมิตสู่ส่วนกลางจึงสามารถใช้สถิติZหรือ t หรือ F ได้ ดังนั้น การที่ฟังชันท์การแจกแจงขึ้นอยู่กับ
2
ค่าเฉลี่ย ( )หรือขึ้นอยู่กับสัดส่วนของประชากร (P) เมื่อทดสอบเกี่ยวกับค่าเฉลี่ย ( ) ค่าความแปรปรวน ( )
หรือค่าสัดส่วนของประชากร (P) จึงเรียกว่าการทดสอบสมมุติฐานที่ใช้พารามิเตอร์(Parametic tests)
2)สถิติที่ไม่ใช้พารามิเตอร์ (Nonparametric statistics)
กรณีที่ประชากรไม่ได้เป็นไปตามสมมุติฐานสถิติทใช้พารามิเตอร์และตัวอย่างมีขนาดเล็ก จะไม่สามารถใช้การ
ี่
ทดสอบทใช้พารามิเตอร์ได้จึงต้องใช้วิธีการทดสอบที่เรียกว่า การทดสอบที่ไม่ใช้พารามิเตอร์ ดังนั้นการทดสอบนี้จะ
ี่
ไม่จำเป็นต้องทราบการแจกแจงของประชากรและตัวอย่างมีขนาดเล็ก
ตารางการใช้สูตรเพื่อหาค่าสัดส่วน
สูตรการหาค่าทดสอบเฉลี่ย
สูตรการหาค่าทดสอบสัดส่วน