จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 1 บทที่ 1 ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจิตวิทยาส าหรับครู จิตวิทยา คือ การศึกษาพฤติกรรม หรือกิริยาอาการของมนุษย์รวมถึงความพยายามที่จะ ศึกษาในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท าให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะท าให้ สามารถคาดคะเนหรือพยากรณ์ได้โดยใช้แนวทาง วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยในการ วิเคราะห์จิตวิทยา (psychology) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของ จิต) กระบวนความคิด และพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เนื้อหาที่ นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ อารมณ์บุคลิกภาพ พฤติกรรม และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคล จิตวิทยายังมีความหมายรวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่ เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวัน และยังรวมถึงการใช้ความรู้ทางจิตวิทยาส าหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะศึกษาท าความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่ เกิดขึ้นจากตัวบุคคล และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ท าการศึกษาขั้นตอนของระบบ ประสาทซึ่งมีผลต่อการควบคุม และแสดงออกของพฤติกรรมของมนุษย์ จะเห็นได้ว่ายุคนี้ จิตวิทยามีส่วนส าคัญเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการเรียนการสอน หรือ ใช้ในชีวิตจริง โดยอาชีพครูการจะเป็นครูที่ดีนั้นจะต้องมีความเป็นครูออกมาจากเนื้อแท้ มีจิต วิญญาณของความเป็นครูและที่ส าคัญจิตวิทยาส าหรับครูครูมีส่วนส าคัญในการพัฒนาผู้เรียน ซึ่ง สามารถ (1) ช่วยครูให้รู้จักลักษณะนิสัย (Characteristics) ของนักเรียนที่ครูต้องสอนโดยทราบหลัก พัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ สังคม และบุคลิกภาพเป็นส่วนรวม (2) ช่วยให้ครูมี ความเข้าใจพัฒนาการทางบุคลิกภาพบางประการของนักเรียน เช่น อัตมโนทัศน์ (Self concept)1 ว่า เกิดขึ้นได้อย่างไร และเรียนรู้ถึงบทบาทของครูในการที่จะช่วยนักเรียนให้มีอัตมโนทัศน์ที่ดีและ ถูกต้องได้อย่างไร (3) ช่วยครูให้มีความเข้าใจในความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อจะได้ช่วยนักเรียน เป็นรายบุคคลให้พัฒนาตามศักยภาพของแต่ละบุคคล (4) ช่วยให้ครูรู้วิธีจัดสภาพแวดล้อมของ ห้องเรียนให้เหมาะสมแก่วัย และขั้นพัฒนาการของนักเรียน เพื่อจูงใจให้นักเรียนมีความสนใจและ อยากจะเรียนรู้ (5) ช่วยให้ครูทราบถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน เช่น แรงจูงใจ อัตมโนทัศน์ และการตั้งความคาดหวังของครูที่มีต่อนักเรียน (Learn Education. 2564) ความหมายเกี่ยวกับจิตวิทยา “จิตวิทยา” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 ค า คือ Phyche แปลว่า จิต (mind) หรือวิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษาหรือความรู้ ตามรูปศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่า วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับจิตหรือวิญญาณ แต่ในปัจจุบัน ได้มีนักวิชาการ ได้ให้ ความหมายเกี่ยวกับ จิตวิทยา มีดังนี้ 1 อัตมโนทัศน์ (Self concept) หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ค่านิยม ความเชื่อที่บุคคลมีต่อ ตนเองทังด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อันเป็นผลมาจากการรับรู้เกี่ยวกับ ตนเอง ซึ่งความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ค่านิยม และความเชื่อต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นตัวก าหนดการแสดงออกพฤติกรรมของบุคคล
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 2 จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ (2550 : 29) ได้กล่าวว่า จิตวิทยา หมายถึง การศึกษา พฤติกรรมกระบวนทางจิตเชิงปรนัย เป็นศาสตร์ที่มีขอบเขตกว้างขวาง เป็นองค์ความรู้ทั้งเชิงศิลป ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา จุดมุ่งหมายส าคัญของการศึกษาศาสตร์สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ อธิบาย ท านาย พัฒนาและควบคุมพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ซึ่ง ราชบัณฑิตยสถาน (2554) ได้กล่าวว่า จิตวิทยา คือ (1) ศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาพฤติกรรม การกระท า หรือกระบวนการทางจิตใจ (2) ศาสตร์ที่ว่าด้วย พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทั้งหมดของชีวิต รวมถึงระบบของ ร่างกายที่เกี่ยวกับพฤติกรรม การท างานของประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พัฒนาการ ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม กระบวนการทางปัญญาที่อยู่ในจิตส านึกและจิตใต้ ส านึก สุขภาพจิต และความผิดปกติทางจิต พลวัตของพฤติกรรม การสังเกต การทดสอบ และการ ทดลอง การประยุกต์ความรู้ทางจิตวิทยา เช่น การจ้างงาน การจัดการศึกษา เรื่องเกี่ยวกับจิตบ าบัด และพฤติกรรมของผู้บริโภค และสงกรานต์ ก่อธรรมนิเวศน์ (2552 : 300) ได้กล่าวอีกว่า จิตวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิต (กระบวนการของจิต) สมอง หรือ กระบวนความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งครอบคลุมถึงอารมณ์ การนึกคิด รับรู้พฤติกรรมและปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ จิตวิทยาการศึกษา หมายถึง วิชาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตลอดจนศึกษาธรรมชาติและ กระบวนการศึกษาเรียนรู้เพื่อน าหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยาที่ได้รับจากการศึกษามาใช้ในการเรียนการ สอนให้ได้ผลดี มีประสิทธิภาพ ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียนในสภาพของการจัดการเรียนการ สอน โดยมีเนื้อหาและระเบียบวิธีการ ส่วนของเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการเรียนรู้และ พัฒนาการ สภาวะของเด็กและสภาพแวดล้อมในโรงเรียน และการรวบรวมน าเนื้อหามาหาวิธีการ จัดรูปแบบที่ท าให้ครูและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กสามารถน าไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า จิตวิทยา หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมกระบวนทางจิตเชิงปรนัย การกระท า หรือ กระบวนการทางจิตใจ รวมถึงระบบของร่างกายที่เกี่ยวกับพฤติกรรม คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิต มนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา จุดมุ่งหมายส าคัญของการศึกษาศาสตร์ สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ อธิบาย ท านาย พัฒนา และควบคุมพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ประวัติความเป็นมาของจิตวิทยา วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ (2549 : 4-5) ได้กล่าวว่า จิตวิทยาเป็นวิชาที่มีการศึกษา มาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีล่วงมาแล้ว โดยในขณะนั้นมีนักปรัชญาเมธีคนส าคัญ เช่น เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) ได้พยายาม ท าความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ การแสดงออกของมนุษย์ โดยมีงานเขียนที่เกี่ยวกับความสุข ความเพลิดเพลิน ความเจ็บปวด ความรู้สึกสัมผัสทั้ง 5 การจินตนาการ ความปรารถนา และลักษณะ อื่นๆ ของจิตใจ เป็นต้น โดยส่วน ใหญ่แล้วนักปรัชญาในขณะนั้นมีความเชื่อตรงกันที่ว่ามนุษย์มีส่วนประกอบส าคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ร่างกาย (body) กับวิญญาณ (soul) โดยวิญญาณจะมีอิทธิพลเหนือร่างกายที่จะคอยควบคุมให้ ร่างกายกระท าสิ่งต่างๆ ดังนั้น การจะเข้าใจมนุษย์ได้จึงต้องอธิบายวิญญาณ ให้ชัดเจนเสียก่อน อย่างไรก็ตาม การอธิบายเกี่ยวกับวิญญาณในขณะนั้นจะออกมาในลักษณะแนวปรัชญา มากกว่าจะ
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 3 พิสูจน์ทดลองในแง่วิทยาศาสตร์ ทั้งนี้เนื่องจากนักปรัชญาในยุคกรีกมักนิยมหาค าตอบ เกี่ยวกับ วิญญาณโดยใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลของตนผสมผสานกับความเชื่อทางศาสนาในขณะนั้น การใช้วิธี เช่นนี้ท าให้ได้ค าตอบออกมาหลากหลายไม่แน่นอน และไม่ชัดเจน นักจิตวิทยาในยุคหลังจึงขนานนาม การใช้วิธีนี้ว่า อาร์มแชร์ (armchair method) เพราะเป็นวิธีการหาค าตอบแบบนั่งอยู่กับที่ ไม่มีการ ค้นคว้า ทดลอง หรือพิสูจน์ในเชิงวิทยาศาสตร์ให้เห็นจริง ต่อมาเมื่อโลกเข้าสู่ยุคแห่งความเจริญทางวิทยาศาสตร์ จึงมีผู้พยายามจะน าความรู้ทาง วิทยาศาสตร์มาเพื่อใช้อธิบายเกี่ยวกับวิญญาณแต่ก็ยังไม่ได้รับความรู้เพิ่มเติมแต่อย่างใด ท าให้ นักจิตวิทยารุ่นหลังๆ หันมาสนใจเกี่ยวกับจิต (mind) แทน เช่น เรอเน เดคาร์ท (Rene Descartes) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้เสนอทฤษฎีที่เชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเป็นคนละส่วนและแยกจากกัน ซึ่ง รู้จัก กันดีในชื่อ ทวินิยม (dualism) โดยทั้งสองส่วนจะมีปฏิสัมพันธ์กันเพียงแต่ผ่านโครงสร้างเล็กๆ ในสมอง ต่อมาภายหลัง การศึกษาของเดคาร์ทท าให้เกิดวิชาที่เรียกว่า สรีรจิตวิทยา ซึ่งเป็นวิชาที่ ศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมการแสดงออกมาที่มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างพฤติกรรมกับระบบ ประสาทและสมอง ในขณะที่ โทมัส ฮอบส์ (Thomas Hobbes) และนักปรัชญาชาวอังกฤษคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วย เพราะมี ความเชื่อว่า กายและจิตใจเป็นสิ่งเดียวกัน ทั้งนี้เพราะประสบการณ์ของมนุษย์ ทั้งหมด ซึ่งได้รวมไปถึง ความคิดและความรู้สึกอย่างรู้ตัวจัดได้ว่าเป็นกระบวนการทางกายที่ถูก ควบคุมโดยสมอง นอกจากนี้ยังมีทฤษฎีที่เชื่อว่าจิตเป็น ส่วนส าคัญในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์เรียกว่า แอ นิมิซึม (animism) ดังเช่น จอห์น ล็อค (John Lock) นักปรัชญาชาวอังกฤษได้พยายามศึกษา และ ค้นคว้าเกี่ยวกับจิตของบุคคล โดยอธิบายว่า จิตคือความรู้ตัว (conscious) จิตของมนุษย์ แรกเริ่ม บริสุทธิ์เหมือนผ้าขาว สิ่งแวดล้อมจะเป็น ตัวการท าให้จิตของบุคคลเปลี่ยนไป เหมือนกับ เป็นการ แต้มสีสันลงบนผ้าขาว ค าอธิบายนี้แสดง ให้ เห็น อย่างชัดเจนว่า จอห์น ล็อค จะให้ความส าคัญกับ ประสบการณ์ของบุคคลที่ได้รับ จากสิ่งแวดล้อมในภายหลังว่ามีบทบาทต่อพฤติกรรมของบุคคล ถึง อย่างไรก็ตาม ค าอธิบาย เกี่ยวกับจิตถึงแม้จะได้รับความเชื่อถืออยู่บ้าง แต่ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ให้เห็น จริงได้ตามหลัก และวิธีการทางวิทยาศาสตร์เช่นกัน ภาพที่ 1.1 จอห์น ล็อก (John Locke) เป็นนักปรัชญา ชาวอังกฤษ แหล่งที่มา : https://www.google.com/search?q
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 4 จนกระทั่งปลายศตวรรษที่ 192 เป็นต้นมา วงการวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ท าให้เกิดการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาในสิ่งที่ไม่สามารถทดลอง ค้นคว้า พิสูจน์ได้ จึงมีผล ท าให้นักจิตวิทยายุคใหม่เปลี่ยนแนวทางการศึกษาจากจิตใจมาศึกษาพฤติกรรม ซึ่งสามารถจะพิสูจน์ ให้เห็นจริงได้ นอกจากนี้ยังน าเอาวิธีการต่างๆ ที่ได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์มาใช้ในการ อธิบาย เกี่ยวกับพฤติกรรม บุคคลส าคัญที่มีบทบาทอย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้แก่ วิลเฮล์ม แมกซ์วุ้นด์ (Wilhelm Max Wundt) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มจิตวิทยาในแนว ทฤษฎีโครงสร้างของจิต (structuralism) โดยในปีค.ศ.1879 ได้สร้างห้องทดลองทางจิตวิทยาขึ้นเป็น แห่งแรกที่เมือง ไลป์ซิก (Leipzig) ประเทศเยอรมนี ท าให้จิตวิทยามีการทดลองตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกในโลก เพียงแต่วุ้นด์มุ่งศึกษาที่พฤติกรรมภายใน รวมทั้งวิธีการที่น ามาใช้ใน การศึกษายังมีข้อบกพร่อง จึงได้รับการวิจารณ์และคัดค้านอยู่บางประการ จิตวิทยาได้รับการยอมรับ อย่างแท้จริง เมื่อ จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) (ค.ศ.1878-1958) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ ตั้งกลุ่มพฤติกรรมนิยม (behaviorism) ซึ่งไม่เห็นด้วยกับการศึกษาพฤติกรรมภายในรวมทั้งวิธีการที่ วุ้นด์ใช้ศึกษาอยู่ โดยวัตสัน มุ่งศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้หรือพฤติกรรมภายนอก ซึ่งสามารถศึกษา ค้นคว้า และ ทดลองให้เห็นจริงได้เท่านั้น ผลงานการศึกษาของวัตสันนี้เองที่ท าให้ จิตวิทยาได้รับการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้นมาว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรม หรือ พฤติกรรมศาสตร์ (behavior science) จนถึงปัจจุบัน ภาพที่ 1.2 วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นด์(นั่ง) กับเพื่อนร่วมงานในห้องปฏิบัติการทางจิตวิทยา แหล่งที่มา : https://www.google.com/search?q 2 ศตวรรษที่ 19 อาจหมายถึง คริสต์ศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 1801-1900 · พุทธศตวรรษที่ 19 ช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ. 1801-1900.
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 5 วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ (2549 : 5) ได้สรุปว่า จากประวัติความเป็นมาโดยสังเขป ของจิตวิทยา จะสามารถสรุปได้ว่า จิตวิทยาได้มีระยะของพัฒนาการมาตามล าดับ ซึ่งสามารถสรุปให้ เห็นวิวัฒนาการได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการศึกษาในเรื่องของวิญญาณ หรืออ านาจลี้ลับ โดยเชื่อว่าวิญญาณหรือ อ านาจลี้ลับเป็นสิ่งที่อยู่เบื้องหลังการกระท าพฤติกรรมของบุคคล ระยะที่ 2 เป็นการศึกษาในเรื่องของจิต โดยศึกษาเรื่องของจิตแทนวิญญาณ อย่างไรก็ ตาม ก็มีปัญหาว่าจิตมีรูปร่างเป็นอย่างไร และอยู่ที่ไหน ระยะที่ 3 เป็นการเริ่มศึกษาจิตวิทยาในรูปแบบวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่เป็นวิทยาศาสตร์ที่ สมบูรณ์นัก ซึ่งเป็นช่วงระยะราวศตวรรษที่ 19 ที่วิทยาศาสตร์เข้ามามีอิทธิพลต่อจิตวิทยา ระยะที่ 4 เป็นการศึกษาจิตวิทยาในรูปแบบของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง โดยเน้นศึกษา พฤติกรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ สามารถทดลอง พิสูจน์และตรวจสอบซ้ าได้ ความหมาย และประเภทของพฤติกรรม ปรียาพร วงค์อนุตรโรจน์(2551 : 14) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมไว้ว่า หมายถึง การกระท าทั้งที่ท าโดยรู้สึกตัว และไม่รู้สึกตัว ทั้งที่สังเกตเห็นได้ด้วยตนเองหรือผู้อื่น รวมทั้งการ กระท าที่ไม่อาจสังเกตเห็นได้หรือใช้เครื่องมือช่วยในการสังเกต ซึ่ง สิทธิโชค วรานุสันติกุล (2546 : 14) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมไว้ว่า หมายถึง การกระท าของอินทรีย์ (Organism) หรือสิ่งมีชีวิต การกระท าที่ว่านี้รวมทั้งการกระท าที่เกิดขึ้นทั้งที่ผู้กระท ารู้สึกตัว และไม่รู้สึกตัวในขณะกระท า และยัง หมายรวมทั้งการกระท าที่สามารถสังเกตได้หรือสังเกตไม่ได้ก็ตาม และราชบัณฑิตยสถาน (2546 : 723) ได้กล่าวอีกว่า พฤติกรรม หมายถึง การกระท าหรืออาการที่แสดงออกทางกล้ามเนื้อ ความคิด และความรู้สึกเพื่อตอบสนองสิ่งเร้า เติมศักดิ์ คทวณิช (2546 : 12) และสิทธิโชค วรานุสันติกูล (2546 : 14) ได้กล่าวว่า พฤติกรรม (behavior) หมายถึง การกระท าหรือการแสดงออกของร่างกาย โดยนักจิตวิทยานิยมแบ่ง พฤติกรรมมนุษย์ (human behavior) เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. พฤติกรรมภายนอก (overt behavior) หมายถึง พฤติกรรมหรือการกระท าที่แสดง ออกมาให้สังเกตเห็นได้ รับรู้ได้ หรือใช้เครื่องมือตรวจสอบได้ พฤติกรรมภายนอกแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ 1.1 พฤติกรรมโมลาร์ (molar behavior) เป็นพฤติกรรมภายนอกที่สามารถสังเกต ได้โดยตรงด้วยประสาทสัมผัสของมนุษย์ ไม่จ าเป็นต้องใช้เครื่องมือหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามา ช่วย ในการสังเกต เช่น การพูด การหัวเราะ การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกาย การขับรถ การเล่น กีฬา การท าอาหาร เป็นต้น 1.2 พฤติกรรมโมเลกุล (molecular behavior) เป็นพฤติกรรมภายนอกที่จะรับรู้ได้ โดยอาศัยเครื่องมือหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เข้ามาช่วยในการตรวจสอบ เช่น คลื่นสมอง ความดัน โลหิต คลื่นหัวใจ การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหรือปริมาณน้ าตาลในกระแสเลือด การท างานของ กระเพาะอาหารและล าไส้ การท างานของต่อมต่างๆ เป็นต้น
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 6 2. พฤติกรรมภายใน (covert behavior) หมายถึง พฤติกรรมที่เป็นความในใจของ บุคคล ซึ่งเจ้าของพฤติกรรมเท่านั้นที่รู้ได้ บุคคลอื่นไม่สามารถที่จะรับรู้ได้โดยตรง ท าได้เพียงสันนิฐาน จากพฤติกรรมภายนอกเท่านั้น หรือเรียกว่ากระบวนการทางจิต (mental process) ซึ่งเป็น กระบวนการท างานของสมองในรูปแบบต่างๆ เช่น การจ า การคิด การรับรู้ การเข้าใจ การตัดสินใจ ความรู้สึก อารมณ์ แรงจูงใจ จินตนาการ เจตคติ ค่านิยม เป็นต้น ดังแสดงใน แผนภาพที่ 1.1 แผนภาพที่ 1.1 แผนผังแสดงการจ าแนกประเภทของพฤติกรรมมนุษย์ ทั้งพฤติกรรมภายนอกและพฤติกรรมภายในจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกัน กล่าวคือ พฤติกรรมภายในเป็นตัวก าหนดพฤติกรรมภายนอก เช่น ถ้าพฤติกรรมภายในมีความสุขและพึงพอใจ ก็จะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมภายนอกทางสีหน้า แววตา กิริยา ท่าทาง เป็นต้น ดังนั้นในการที่จะ ศึกษาหรือท าความเข้าใจการกระท าหรือการแสดงออกของบุคคลคนหนึ่ง จ าเป็นจะต้องท าความ เข้าใจ เกี่ยวกับพฤติกรรมภายในประเภทความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ฯลฯ ของบุคคลนั้นให้ชัดเจน ก่อน ในทางกลับกัน การจะเข้าใจพฤติกรรมภายในทั้งหลายของบุคคลได้ ก็จ าเป็นต้องศึกษาจาก พฤติกรรม ภายนอกที่บุคคลนั้นแสดงออกมาด้วยเช่นกัน ทั้งนี้เนื่องจากนักจิตวิทยาเชื่อว่าพฤติกรรม ทุกอย่างต้องมีสาเหตุ และสาเหตุเพียงประการเดียวอาจท าให้เกิดพฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ ได้ มากมาย ยกตัวอย่าง เช่น เมื่อรู้สึกหิว บุคคลอาจจะแสดงพฤติกรรมได้หลากหลาย เช่น ดื่มน้ า ท ากับข้าว หรือไปซื้ออาหาร มารับประทาน เป็นต้น ในท านองเดียวกัน พฤติกรรมแต่ละรูปแบบที่ แสดงออกมาย่อมเกิดจากหลาย สาเหตุได้เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น การร้องไห้ อาจจะมาจากสาเหตุการ เสียใจ การคับข้องใจ หรือการดีใจ เป็นต้น พฤติกรรม (การกระท า, การแสดง, อาการ, อากัปกิริยา) พฤติกรรมภายนอก (ผู้อื่นรู้ได้โดยการสังเกต) พฤติกรรมภายใน (ตนเองเท่านั้น ที่รับรู้เป็นกระบวนการทางจิต) พฤติกรรมโมลาร์ (ใช้ประสาทสัมผัส) พฤติกรรมโมเลกุล (ใช้เครื่องมือช่วยในการตรวจสอบ)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 7 ความส าคัญของจิตวิทยา เอม อัตตะริยะ (2564) ได้กล่าวว่า จิตวิทยา (Psychology) เป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ ศึกษาเกี่ยวกับความคิด จิตใจ และพฤติกรรม โดยสามารถอธิบายได้จากอิทธิพลของปัจจัยต่าง ๆ เช่น ปัจจัยทางชีวภาพ พันธุกรรม สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ที่ส่งผลต่อความรู้สึกนึกคิดและการ แสดงออกของมนุษย์จิตวิทยาจึงมีขึ้นพร้อมการมีอยู่ของมนุษยชาติ และเริ่มถูกพูดถึงในช่วงยุคอียิปต์ และกรีกโบราณในฐานะส่วนหนึ่งของปัญหาปรัชญาเกี่ยวกับความจริง ความจ าและศีลธรรมของ มนุษย์ ที่นักปราชญ์น ามาถกกัน กว่าจะถูกแยกออกมาเป็นศาสตร์เฉพาะเมื่อประมาณ 150 ปีที่ผ่าน มา จุดเริ่มต้นของการมีจิตวิทยาเป็น ‘ศาสตร์’ อย่างจริงจัง คือในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 โดยมี การศึกษาทหารผ่านศึกจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ในปี ค.ศ.1914-1918 ซึ่งทหารเหล่านี้มีอาการวิตก กังวล ตื่นกลัว ชีวิตหม่นหมองหลังจบสงคราม ท าให้แพทย์ในสมัยนั้นคาดการณ์ว่าอาจเกิดจากสมอง ถูกกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงจากแรงระเบิดและเสียงปืนกลขณะรบ ส่งผลให้ผู้ปุวยเหล่านี้ มี อาการ ‘Shell Shock’ ซึ่งเป็นอาการของโรคที่แพทย์ในปัจจุบันเรียกว่า PTSD; Post-Traumatic Stress Disorder จากสถิติระบุว่าทหารผ่านศึกกว่าร้อยละ 20 มีอาการดังกล่าวซึ่งมีสาเหตุมาจาก เหตุการณ์เดียวกัน ในขณะที่ผู้คนในสมัยนั้นมองทหารกลุ่มนี้ว่าเป็นคนขี้ขลาดและอ่อนแอ ข้อความข้างต้นแสดงให้เห็นว่าเราสามารถศึกษาและอธิบายที่มาที่ไปของความคิด ความรู้สึก และสภาพจิตใจของมนุษย์ได้ และยังสามารถคาดเดาและเปลี่ยนพฤติกรรม รวมถึง กระบวนการนึกคิดของผู้คนได้ จึงท าให้จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่จ าเป็นและส าคัญที่จะต้องศึกษาของ มนุษย์ อย่างไรก็ตามผู้คนก็ยังไม่รู้ถึงความส าคัญของจิตวิทยาเท่าไรนัก ในปัจจุบัน ข้อมูลจาก American Psychological Association มีสถิติออกมาว่าร้อยละ 44 ของคนอเมริกันไม่มีความรู้หรือ มีความรู้น้อยมากเกี่ยวกับจิตวิทยา ในขณะที่คนอเมริกัน 1 ใน 5 คนก าลังเผชิญกับภาวะและโรคทาง จิตเวชในทุก ๆ ปี ส่วนในประเทศไทย จากปีงบประมาณ 2561 พบว่าในกรุงเทพฯ มีผู้ปุวย 1 ใน 8 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 12 เป็นโรคหรือมีภาวะทางจิตเวชอย่างใดอย่างหนึ่ง และมีเพียงไม่กี่คนที่เข้า รับการรักษา ข้อมูลเหล่านี้ยิ่งตอกย้ าว่าการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้เกี่ยวกับความส าคัญของจิตวิทยา ให้กับทุก ๆ คนเป็นสิ่งส าคัญ เพราะจะท าให้ผู้คนได้รู้เท่าทันและปูองกันไม่ให้เกิดความสูญเสีย จาก ภาวะทางจิตเวชในภายหลัง ดังนั้นจิตวิทยาไม่ได้มีไว้เพื่อใช้ศึกษาหรืออธิบายที่มาที่ไปของจิตใจ พฤติกรรม หรือกระบวนการคิดของมนุษย์เพียงเท่านั้น จิตวิทยายังสามารถช่วยให้เรามีชีวิตและความ เป็นอยู่ที่ดีขึ้นอีกด้วย หากกล่าวโดยทั่วไป จิตวิทยาช่วยปูองกันความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจโดยให้แนวทาง ความคิดเบื้องต้นในการจัดการปัญหาทางใจในชีวิตประจ าวัน อย่างการประคับประคองความสัมพันธ์ กับผู้คน ปัญหาครอบครัว ความเครียดจากการท างาน ปัญหาเงินทอง ฯลฯ ซึ่งถ้าปัญหาเหล่านี้ถูก เปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะความเครียดสะสมหรืออาการของโรคทางจิตเวช เราก็สามารถรู้เท่าทันเพื่อ รับการวินิจฉัย และบ าบัด ดูแล รักษาจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ หากกล่าวในเชิงปัจเจกบุคคล จิตวิทยาช่วยให้เราสามารถท าความเข้าใจการกระท า ความคิด และพฤติกรรมของตนเองมากขึ้น ส่งผลให้เราสามารถตัดสินใจ หลีกเลี่ยงความเครียด และบริหารจัดการเวลาในชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงช่วย
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 8 ให้ค้นพบเปูาหมายในชีวิตและบรรลุเปูาหมายนั้นได้ อันจะน าไปสู่การด าเนินชีวิตให้มีความสุขและมี ประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกเหนือจากนี้การมีความรู้ทางจิตวิทยายังท าให้เราสามารถจัดการปัญหาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ปรับทุกข์หรือแก้ไขจุดบกพร่องในชีวิตได้จากการเข้าใจตนเองและสิ่งแวดล้อมรอบตัว รวมถึงการ ค้นพบ และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้เต็มที่ได้ในเชิงสังคม มีผู้คนจ านวนมากที่ไม่รู้ถึงการมีอยู่ของ สาขาย่อยอื่น ๆ ของจิตวิทยา นอกเหนือจากจิตวิทยาการปรึกษา (Counseling Psychology) หรือ จิตวิทยาคลินิก (Clinical Psychology) ซึ่งจิตวิทยาแขนงต่าง ๆ ต่อไปนี้ ล้วนแล้วมีความส าคัญต่อ สังคมของมนุษย์ อาทิเช่น การน าจิตวิทยาไปใช้กับการศึกษาและการแนะแนวการศึกษา (Educational Psychology) เพื่อพัฒนาวิธีการส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพในการ เรียนรู้เพิ่มมากขึ้น โดยการน าความรู้ทางจิตวิทยาไปใช้ในการส ารวจปัญหาเกี่ยวกับการศึกษา การ แนะน าสายอาชีพ การช่วยเหลือผู้เรียนเกี่ยวกับการศึกษา และครอบคลุมถึงการศึกษาดูแลสภาพจิตใจ ของผู้เรียนอีกด้วย การน าจิตวิทยาไปใช้ในกระบวนการยุติธรรม เกิดเป็นนิติจิตวิทยา (Forensic Psychology) ที่มีความส าคัญต่อการร่างกฎหมาย การฟื้นฟูจิตใจเหยื่ออาชญากรรม ผู้เคราะห์ร้าย หรือนักโทษ รวมถึงการเป็นที่ปรึกษาคัดเลือกบุคคลากรเข้ามาท างานในองค์กร ในแง่ของธุรกิจ สื่อ หรือวงการกีฬา มีการน าจิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์กร (Industrial Psychology) มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการท างานให้กับบุคลากรในสถานที่ท างาน การคัดเลือก บุคลากร การบริหารองค์กร การวิจัยตลาด ตลอดจนการพิจารณาพฤติกรรมผู้บริโภค จิตวิทยา พัฒนาการ (Development Psychology) ศึกษาพัฒนาการของมนุษย์ในช่วงวัยต่าง ๆ ทั้งพัฒนาการ ทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ และการแสดงออก ตั้งแต่เกิดจนตาย แบ่งตามช่วงวัย เช่น จิตวิทยาเด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น เป็นต้น จิตวิทยาสังคม (Social Psychology) เป็นการศึกษาพฤติกรรม การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มของมนุษย์ โดยศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน แนวโน้มและอิทธิพลของ มนุษย์ที่มีผลต่อกันและกัน เพื่อท าความเข้าใจผลกระทบของสภาพสังคมหรือสภาพแวดล้อมที่มีต่อ ความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของสาขาทางจิตวิทยาที่มีอยู่ ดังนั้นเราสามารถพูดได้ ว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่อยู่ในทุก ๆ ที่ที่มีมนุษย์ ขอบข่ายของจิตวิทยา สิริอร วิชชาวุธ และคณะ (2550 : 18) ได้กล่าวว่า การศึกษาพฤติกรรมด้านต่างๆ ของ มนุษย์ไม่สามารถจ ากัดขอบเขตเฉพาะเพียงตัวบุคคล เท่านั้น เพราะมนุษย์และพฤติกรรมของมนุษย์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขและอิทธิพลขององค์กรทางสังคมมากมาย เช่น ครอบครัว ชุมชน วัฒนธรรม ประเทศชาติ และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของชุมชน เป็นต้น ดังนั้นการศึกษาพฤติกรรมใดๆ ของบุคคลจากมุมมองด้านเดียว จึงอาจก่อให้เกิดความผิดพลาดได้ง่าย วิธีที่เหมาะสม จึงควรเป็น มุมมองหลากหลายภายใต้กรอบของสังคม และวัฒนธรรม ซึ่งวิธีการ ดังกล่าวได้พัฒนาเป็นศาสตร์ หลายสาขา เช่น เศรษฐศาสตร์ โบราณคดี ภาษาศาสตร์ รัฐศาสตร์ สังคม วิทยา เป็นต้น ศาสตร์ ทั้งหลายในกลุ่มนี้รวมเรียกกันว่า “สังคมศาสตร์” ส าหรับศาสตร์สายพฤติกรรมนั้น จ ากัดวงที่แคบกว่า สังคมศาสตร์ เพราะมุ่งเน้นศึกษาเฉพาะเอกัตบุคคล (individual) มากกว่าศาสตร์ใน กลุ่มนี้ อาทิ
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 9 จิตวิทยา ภาษาศาสตร์ และบางส่วนของโบราณคดี เป็นต้น อย่างไรก็ตามความก้าวหน้าของวิทยาการ ในสมัยปัจจุบัน ท าให้นักวิชาการสมัยใหม่ต่างยอมรับกันว่า การศึกษาบุคคลและสังคม ไม่สามารถที่ จะแบ่งแยกตัดตอนออกไปได้เด็ดขาด ดังนั้นทั้งค าว่าพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์ จึงเป็นค าที่ ใช้ร่วมกันและแทนกันได้ในบางกรณี หากจะกล่าวเฉพาะเจาะจงส าหรับศาสตร์จิตวิทยา การจะนับว่า จิตวิทยาอยู่ในกลุ่มใด ขึ้นอยู่กับลักษณะของพฤติกรรมนั้นๆ ว่าเป็นไปในแง่เอกัตบุคคลหรือ ความสัมพันธ์ของบุคคลกับองค์กรต่างๆ ทางสังคม (social interaction) เช่น การศึกษา ความสามารถในการอ่าน และการคิดเลขของเด็กเป็นการศึกษาเชิงพฤติกรรมศาสตร์ แต่การศึกษา ความสัมพันธ์ในกลุ่มเด็กที่ก าลังเล่นในสนามเด็กเล่นเป็นการศึกษาเชิงสังคมศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้ ศาสตร์จิตวิทยายังเป็นองค์ความรู้ที่มีแนวร่วมระหว่างศิลปศาสตร์และ วิทยาศาสตร์จึงมีขอบข่ายกว้างขวาง ก้าวล้ าเข้าไปในหลายวิทยาการ ครอบคลุมทุกๆ ด้าน เกี่ยวกับ ชีวิตมนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา ทั้งส่วนที่เป็นเอกัตบุคคลและส่วน สังคม ดังภาพที่ 1.2 แผนภาพที่ 1.2 องค์ความรู้ของศาสตร์จิตวิทยาที่สัมพันธ์กับหลายศาสตร์(Goldstein. 1994 : 27) จิตวิทยา คณิตศาสตร์ การเมือง เศรษฐศาสตร์ สังคมวิทยา โบราณคดี การศึกษา วรรณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปะและดนตรี ศาสนาและปรัชญา ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา แพทยศาสตร์ คอมพิวเตอร์
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 10 สาขาของจิตวิทยา ปัจจุบันจิตวิทยาได้แตกแขนงออกไปเป็นหลายสาขา โดยจะเน้นศึกษาพฤติกรรมในแง่มุมที่ แตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของแต่ละสาขา ซึ่งในที่นี้จะขอน าเสนอสาขาของจิตวิทยาที่ สัมพันธ์กับวิชาชีพครู โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้(สุนิสา วงศ์อารีย์. 2560 : 13-15) 1. จิตวิทยาทั่วไป (general or pure psychology) เป็นจิตวิทยาที่มุ่งศึกษาถึง กฎเกณฑ์ทฤษฎีพื้นฐานทางจิตวิทยาที่เกี่ยวกับพฤติกรรมโดยทั่วไปของมนุษย์ เช่น เรื่องการรับรู้ การ เรียนรู้อารมณ์ แรงจูงใจ บุคลิกภาพ รวมทั้งกระบวนการทางสมองและพันธุกรรมที่มีผลต่อพฤติกรรม ที่ท าให้ มนุษย์มีความแตกต่างกัน เป็นต้น จิตวิทยาในสาขานี้ถือเป็นพื้นฐานของจิตวิทยาสาขาอื่นทุก สาขา ดังนั้นก่อนศึกษาจิตวิทยาสาขาใด จึงควรศึกษาจิตวิทยาทั่วไปก่อน 2. จิตวิทยาพัฒนาการ (developmental psychologyหรือgenetic psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับพัฒนาการของมนุษย์ ตั้งแต่เริ่มต้นการปฏิสนธิ การเจริญเติบโต และ พัฒนาการของมนุษย์ในระยะต่างๆ ตลอดจนอิทธิพลของพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อ พฤติกรรม ของมนุษย์ รวมทั้งจะศึกษาว่ามนุษย์ในแต่ละวัยมีการพัฒนาทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาอย่างไร เพื่อน าความรู้ที่ได้ไปพัฒนาสมาชิกใหม่ตั้งแต่แรกเกิดเพื่อให้เป็นบุคคลที่มี คุณภาพของสังคม ต่อไป 3. จิตวิทยาการศึกษา (educational psychology) เป็นจิตวิทยาที่น าเอากฎเกณฑ์ และทฤษฎีทางจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้ในการศึกษา เพื่อพัฒนาวิธีการเรียนการสอน โดยมีจุดมุ่งหมาย ที่จะให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง ตรงตามปรัชญาของการศึกษา นอกจากนักจิตวิทยา การศึกษาจะ ท างานในมหาวิทยาลัย วิทยาลัย และโรงเรียนแล้ว ยังสามารถท างานในองค์การที่มี หน้าที่ในการดูแลสุขภาพ โดยอาจจะวางแผนและจัดการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น จัดห้องเรียนเพื่อเด็กที่ ไม่สามารถเรียนรู้ได้และมีการพัฒนาแบบทดสอบในการประเมินโปรแกรมการฝึกอบรมด้วย 4. จิตวิทยาการเรียนรู้ (psychology of learning) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาด้านพฤติกรรม ที่ สัมพันธ์กับการเรียนรู้ของบุคคล ซึ่งก็คือ การน าเอาความรู้ทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้ให้ผู้เรียนเกิด การเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม 5. จิตวิทยาแนะแนว (guidance psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับ กระบวนการช่วยเหลือเพื่อให้บุคคลเข้าใจตนเอง ผู้อื่น และสภาพแวดล้อม รวมถึงสามารถตัดสินใจ และแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง สามารถปรับตัวในสังคมได้อย่างมีความสุข 6. จิตวิทยาการให้ค าปรึกษา (counseling psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาถึง เทคนิค และวิธีการต่างๆ เพื่อช่วยให้บุคคลที่ก าลังประสบปัญหาได้เข้าใจ และเห็นแนวทางในการ แก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดีนักจิตวิทยาการให้ค าปรึกษาส่วนมากจะท างานในโรงเรียนหรือ มหาวิทยาลัย ท าหน้าที่แนะแนวให้ค าปรึกษาในโรงเรียนแก่นักเรียน นักศึกษา ในการเลือกอาชีพ หรือ เป็นปัญหาที่ เกี่ยวกับครอบครัวของสามีและภรรยา นักจิตวิทยาการให้ค าปรึกษาจะท าหน้าที่ คล้ายคลึงกับ นักจิตวิทยาคลินิก แต่ถ้าปัญหามีความรุนแรงมากขึ้นก็อาจจะส่งต่อให้กับจิตแพทย์
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 11 7. จิตวิทยาสังคม (social psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเกี่ยวกับบทบาท ความสัมพันธ์และพฤติกรรมของบุคคลในสังคม งานของนักจิตวิทยาสังคมส่วนใหญ่จึงเป็นการศึกษา ส ารวจ มติมหาชน การเกิดและการเปลี่ยนแปลงเจตคติ ตลอดจนค่านิยมของแต่ละเชื้อชาติและ วัฒนธรรมเพื่อ สรุปเป็นกฎเกณฑ์และทฤษฎีส าหรับอธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ในแต่ละสังคม 8. จิตวิทยาบุคลิกภาพ (personality psychology) เป็นจิตวิทยาที่ให้ความสนใจกับ การอธิบายความแตกต่างระหว่างบุคคลในพฤติกรรม มีปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมใดบ้างที่มี อิทธิพลต่อลักษณะทางบุคลิกภาพของบุคคล บุคลิกภาพสามารถเปลี่ยนแปลงและพัฒนาได้อย่างไร บ้าง ซึ่งค าถามเหล่านี้เป็นค าถามที่นักจิตวิทยาบุคลิกภาพให้ความสนใจที่จะศึกษา 9. จิตวิทยาการทดลอง (experimental psychology) เป็นจิตวิทยาที่ท าการศึกษา เกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ของสิ่งมีชีวิตในแต่ละด้าน เช่น การเรียนรู้ การจ า การลืม โดยใช้การ ทดลองเป็นหลักส าคัญในการศึกษา และน าผลที่ได้จากการทดลองไปสร้างเป็นทฤษฎีและกฎเกณฑ์ เพื่อน าไปประยุกต์ใช้ในการศึกษาวิชาการแขนงต่างๆ นักจิตวิทยาการทดลองมักจะท างานวิจัยใน ห้องทดลอง และมักจะใช้สัตว์อื่นๆ มากกว่าใช้มนุษย์ในการทดลอง 10. จิตวิทยาเปรียบเทียบ (comparative psychology) เป็นจิตวิทยาที่ศึกษาเรื่อง ความ เหมือนและความแตกต่างในพฤติกรรมของอินทรีย์ทั้งหลาย ศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการทาง พฤติกรรม การเรียนรู้ และการรับรู้แบบใช้เครื่องมือทดลอง ความสามารถในการแยกความแตกต่าง การเรียนรู้และ การรับรู้ เป็นต้น 11. จิตวิทยาประยุกต์ (physiological psychology) เป็นจิตวิทยาที่ว่าด้วยการน าเอา หลักจิตวิทยามาประยุกต์กับวิธีการศึกษาเพื่อการด ารงอยู่ในสังคมของบุคคลไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การ งานและ อาชีพต่างๆ เป็นต้น 12. จิตวิทยาความแตกต่าง และการประเมินผลทางจิตวิทยา (differential psychology and psychological test and measurement) เป็นจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี การทดสอบ การใช้ สเกลการวิเคราะห์แฟคเตอร์ต่างๆ โดยเฉพาะทางด้านการศึกษา การค้นคว้า เกี่ยวกับการพัฒนาการของ มนุษย์และครอบครัว การศึกษาถึงความแตกต่างของแต่ละบุคคลในแง่ ต่างๆ จะเห็นได้ว่าจิตวิทยานั้นมีหลายสาขาซึ่งแตกต่างกันไปตามความเชี่ยวชาญ และการ ประยุกต์ใช้กับงานแต่ละประเภทในอนาคตคาดว่าสาขาของวิชาจิตวิทยาจะมีเพิ่มขึ้นอีกตามความ จ าเป็น และการเจริญของโลกยุคใหม่ที่จะน าเอาวิชาจิตวิทยาไปประยุกต์ใช้เพิ่มมากขึ้น วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์ เพื่อที่จะให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรมมนุษย์ จิตวิทยาจึงต้องมีวิธีการศึกษาเช่นเดียวกับศาสตร์อื่นๆ วิธีการศึกษาทางจิตวิทยา อย่าง เป็นวิทยาศาสตร์ มีกระบวนวิธีการต่างๆ หลายวิธีที่นักจิตวิทยานิยมใช้ ซึ่งสามารถสรุปได้ 3 วิธี หลัก ดังนี้ (ลักขณา สริวัฒน์. 2553 : 25-31 อ้างใน สุนิสา วงศ์อารีย์. 2560 : 15-19) 1) วิธีการตรวจสอบจิตตนเองหรือพินิจภายใน (introspection method) 2) วิธีพฤติกรรมนิยม (behavioristic method)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 12 3) วิธีการศึกษาชีวประวัติของบุคคล 1. วิธีการตรวจสอบจิตตนเองหรือพินิจภายใน (introspection method) เป็น การศึกษาพฤติกรรมภายในโดยตรงซึ่งวิธีการรวบรวมข้อมูลโดยให้ผู้รับการศึกษาส ารวจตนเองด้วยวิธี ย้อนทบทวน การกระท าหรือความรู้สึกนึกคิดที่เกิดขึ้นกับตนเองในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วระบาย ความรู้สึก หรือรายงานสาเหตุและความรู้สึกเหล่านั้นที่เกิดขึ้นภายในจิตใจตามความเป็นจริง ผู้ศึกษา จึงจะได้ข้อมูลของพฤติกรรมที่ต้องการจะศึกษา เช่น ให้ตรวจสอบตนเองว่าท าไมจึงไม่ชอบคนลักษณะ เช่นนี้ ท าไมจึงกลัว สัตว์ชนิดนี้ ท าไมจึงพูดโกหก เป็นต้น เพื่อหาเหตุและผลแห่งการกระท านั้น อันจะ น าไปสู่การแก้ปัญหา ปูองกันปัญหา และพัฒนาพฤติกรรม การใช้วิธีตรวจสอบตนเองเพื่อหาข้อมูลนั้น ผู้ศึกษาจะต้องพึงระลึก อยู่เสมอว่าผู้รับการศึกษายังจ าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้มากน้อยเพียงใด หรือ ยินดีที่จะตอบความเป็นจริงหรือไม่ เพราะถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้รับการศึกษาอย่างจริงจังแล้ว การวิเคราะห์ตีความข้อมูลทั้งหลายจะผิดพลาดและไม่ได้ประโยชน์ใดๆ เลย ดังนั้นจะเห็นว่าวิธีการนี้มี ทั้งข้อดีและข้อเสีย สามารถสรุปถึงข้อดีได้ว่า เนื่องจากจิตมนุษย์นั้นยากที่จะหยั่งรู้ได้เพียงดูแต่ ภายนอก วิธีที่ดีที่สุดที่ต้องการทราบ ความในใจของใครให้ได้ก็ด้วยการถามกับเจ้าตัวโดยตรง ส่วน ข้อเสียนั้นมี 2 ด้าน คือ ด้านความจ า ถ้าผู้รายงานจ าผิด ข้อมูลจะไม่ตรงกับความเป็นจริง ท าให้ไม่ น่าเชื่อถือ หรือเชื่อถือไม่ได้ ส่วนอีกด้าน หนึ่งคือด้านความจริงใจ อาจมีการเสแสร้งในการบรรยาย ความรู้สึก ซึ่งบิดเบือนไปจากความเป็นจริง โดยสรุปคือถ้าผู้รายงานข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือจ าข้อมูลผิด ก็จะท าให้เชื่อถือไม่ได้เพราะการ ตีความหมายผิดพลาดไปด้วย 2. วิธีพฤติกรรมนิยม (behavioristic method) วิธีนี้สามารถจ าแนกออกได้ 2 วิธี คือ วิธีธรรมชาตินิยม (naturalistic method) และวิธีทดลอง (experimental method) ดัง รายละเอียด ต่อไปนี้ 2.1 วิธีธรรมชาตินิยม จ าแนกเป็น 5 วิธี ดังนี้ 2.1.1 การสังเกต (observation) เป็นวิธีการเก็บข้อมูลโดยการเฝูาดูพฤติกรรม ของ บุคคลในสถานการณ์จริงอย่างมีจุดมุ่งหมาย หลังจากนั้นจึงมีการจดบันทึกสิ่งที่ได้จากการสังเกต อย่าง ตรงไปตรงมา ได้ยินอย่างไร มองเห็นอย่างไรก็บันทึกตามนั้น โดยที่ไม่มีการใช้อารมณ์และ ความรู้สึก ส่วนตัวของผู้สังเกตเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด ถ้าจะมีความคิดเห็นต้องแยกออกมาอีก ส่วนหนึ่ง ต่างหาก เพื่อมิให้ความคิดเห็นของผู้สังเกตไปครอบง าการตีความของผู้อื่น วิธีนี้จะให้ผล ถูกต้องแม่นย า ขึ้น ถ้าผู้สังเกตไม่ท าให้ผู้ถูกสังเกตรู้ตัว โดยทั่วไปการสังเกตจะแบ่งเป็น 2 ลักษณะ 1) การสังเกตอย่างมีแบบแผน (formal observation) เป็นการสังเกตที่มี การเตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น มีการวางแผน ก าหนดเวลา สถานการณ์ สถานที่พฤติกรรม และบุคคล ที่ จะสังเกตไว้อย่างครบถ้วน 2) การสังเกตอย่างไม่มีแบบแผน (informal observation) เป็นการสังเกตที่ ไม่มีการเตรียมการใดๆ ไว้เป็นการสังเกตอย่างกะทันหันทันทีทันใด ถึงกระนั้นผู้สังเกตควรจะต้องมี จุดมุ่งหมายไว้ว่าจะสังเกตพฤติกรรมชนิดใด และเพื่ออะไร ประโยชน์ของการสังเกตคือท าให้ได้ข้อมูล เพิ่มเติมจากตัวอย่างพฤติกรรมอัน แท้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่เชื่อถือได้แน่นอน ท าให้ได้ข้อเท็จจริงบาง ประการและเป็นการเลือกเฟูนเหตุการณ์ ที่ส าคัญและมีประโยชน์ท าให้เกิดความงอกงามของ การศึกษาในแต่ละครั้ง ข้อจ ากัดของการสังเกตอาจ เกิดจากการได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมซึ่งมีเพียง
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 13 บางส่วนนับว่าน้อยมาก และอาจเกิดความล าเอียงในการ แปลความหมายท าให้ไม่มีความแม่นย า นอกจากนี้ยังสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจล าบากอีกด้วย 2.1.2 การส ารวจ (survey) เป็นการศึกษาพฤติกรรมในสภาพการณ์ที่ต้องการ ศึกษาช่วงสั้นๆ โดยใช้เวลาไม่มากนัก วิธีนี้เป็นวิธีการหาข้อมูลโดยการ “สอบถาม” มักเป็นการ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเจตคติ ความสนใจ การรับรู้ ความคิดเห็น ฯลฯ ข้อดีของการศึกษาโดยวิธีนี้ คือ สามารถ ตั้งค าถามได้ตรงจุด และค าตอบก็ได้จากบุคคลที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้นๆ อย่างแท้จริง แต่สิ่ง ที่ต้อง ค านึงถึงได้แก่ ถ้ากลุ่มประชากรมีจ านวนมากเกินไปจนท าให้ไม่สามารถส ารวจได้อย่างทั่วถึง จะต้องมีวิธีที่มีประสิทธิภาพในการคัดเลือกกลุ่มประชากร (sample survey) เพื่อเป็นตัวแทนของ ประชากร ทั้งหมด ในการเก็บข้อมูลอาจจะกระท าได้หลายวิธี เช่น การใช้แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ หรือการใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ก็ได้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) การสัมภาษณ์ (interview) เป็นการรวบรวมข้อมูลโดยใช้การสนทนา ระหว่างบุคคล เพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเจคติ และประสบการณ์ของบุคคลนั้น ท าให้เกิดความเข้าใจใน ตัวผู้ที่เข้ารับการสัมภาษณ์ได้ละเอียดยิ่งขึ้นและได้ข้อมูลที่มีความลึกซึ้ง หรือใช้กับบุคคลที่อ่านหนังสือ ไม่ ออก และเขียนไม่ได้ หรือไม่มีความถนัดในการใช้ภาษา ส่วนมากเป็นการสัมภาษณ์ตัวต่อตัว ใน บางกรณีอาจใช้โทรศัพท์ในการสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์ที่ดีนั้นจะต้องมีการวางแผนเตรียมไว้ล่วงหน้า ทั้งเวลา อุปกรณ์ และสถานที่ โดยเฉพาะค าถามจะต้องใช้ภาษาที่เหมาะสม สามารถสื่อให้เกิดความ เข้าใจที่ ตรงกันทั้งสองฝุายเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องแท้จริง การสัมภาษณ์อาจใช้เทคนิคอื่นๆ ประกอบด้วยก็ได้ เช่น การสังเกตลักษณะท่าที สีหน้า การฟังน้ าเสียงขณะสนทนา เทคนิคการสร้าง ความสัมพันธ์อันดี ระหว่างผู้สัมภาษณ์และผู้รับสัมภาษณ์ เป็นต้น การสัมภาษณ์มีข้อดี คือใช้ได้กับ บุคคลทุกระดับทั้งมีการศึกษาหรือไม่มีการศึกษาและยืดหยุ่นกว่า รวมทั้งได้สังเกตเห็นพฤติกรรม ในขณะให้การสัมภาษณ์ ร่วมด้วย ข้อจ ากัดของการสัมภาษณ์ คือเสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายสูง อาจได้ ข้อมูลที่ล าเอียง เพราะตอบไม่ ตรงตามความจริง ดังนั้นผู้สัมภาษณ์ต้องเป็นผู้ที่ได้รับการฝึกฝนให้มี ทักษะในการสัมภาษณ์ ไม่มีอคติหรือล าเอียงต่อผู้รับสัมภาษณ์ 2) การใช้แบบสอบถาม (questionnaire) เป็นการรวบรวมข้อมูลที่มีลักษณะ คล้ายกับการสัมภาษณ์อย่างมีโครงสร้าง หากแต่บุคคลเป็นผู้อ่านและตอบแบบสอบถามด้วยการ เขียนแทนการพูด แบบสอบถามที่มีคุณภาพจะมีลักษณะที่ชัดเจนแน่นอน ไม่ก ากวม สามารถวัด พฤติกรรมที่ก าหนด แบบสอบถามมี 2 ลักษณะ คือ แบบสอบถามชนิดปลายเปิด เป็นแบบสอบถามที่ เปิดโอกาสให้ผู้ตอบแสดงความคิดเห็น หรือเป็นค าถามประเภทเติมค าในช่องว่าง และแบบสอบถาม ชนิด ปลายปิด เป็นแบบสอบถามที่เปิดโอกาสให้ผู้ตอบเลือกตอบอย่างใดอย่างหนึ่ง เพียงค าตอบเดียว จาก ตัวเลือกหลายๆ ตัว ตัวเลือกแบบสอบถามที่ดีจะต้องครอบคลุมเรื่องที่ต้องการศึกษา ต้องบ่งชี้ให้ ผู้ตอบ ตอบได้ตรงประเด็นตามที่ถาม มีข้อความกระชับและใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย ข้อดีของการใช้ แบบสอบถาม คือใช้ได้กับกลุ่มตัวอย่างหลายกลุ่ม และได้ครั้งละจ านวนมากภายในระยะเวลาไม่นาน นัก ช่วยให้ผู้ศึกษา ได้ข้อมูลในหลายๆ ด้านพร้อมกัน รวมทั้งช่วยให้ได้ข้อมูลอย่างหลากหลายที่เพิ่มมา จากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว และช่วยให้ทราบปัญหาและความต้องการของผู้ถูกศึกษาที่จะท าให้สามารถหา แนวทางในการให้ความ ช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและตรงกับความต้องการที่แท้จริง
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 14 2.1.3 การทดสอบ (testing) เป็นการวัดชนิดหนึ่ง โดยการเสนอสิ่งเร้าให้บุคคล ตอบสนองตามวิธีการ หรือเกณฑ์ที่ก าหนด เพื่อวัดหรือประเมินลักษณะพฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่ง หรือ หลายๆ พฤติกรรมของบุคคลที่ผู้ทดสอบต้องการทราบเพื่อน าข้อมูลนั้นไปใช้ตามจุดประสงค์ที่ผู้ ทดสอบ ต้องการ สิ่งเร้าที่ใช้ในการทดสอบเรียกว่า แบบทดสอบ มักอยู่ในรูปของค าถาม เครื่องเล่น รูปภาพ หรือ สัญลักษณ์ต่างๆ ผู้ถูกทดสอบจะแสดงพฤติกรรมด้วยการเขียน การพูด การเล่น ซึ่ง พฤติกรรมเหล่านั้น สามารถสังเกตได้ วัดได้ และน าไปสู่การแปลความหมายได้ โดยแบบทดสอบที่ใช้ จะสะท้อน ลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นเป็นคะแนน แล้วจึงน าค่าคะแนนนั้นไปเปรียบเทียบกับบุคคล อื่นหรือกลุ่ม ในรูปแบบของคะแนนเปอร์เซ็นต์ไทล์ข้อดีของวิธีนี้ คือได้ข้อมูลจากบุคคลมากขึ้น และ สะดวกกว่าวิธีอื่น ไม่ท าให้ผู้ถูกทดสอบได้รับการรบกวนมากนัก และไม่ต้องใช้เครื่องมือใน ห้องปฏิบัติการช่วยแต่อย่างไร แบบทดสอบมาตรฐาน (standardized test) ที่นักจิตวิทยาสร้างขึ้น เช่น แบบทดสอบสติปัญญา แบบทดสอบความถนัด แบบทดสอบบุคลิกภาพ แบบทดสอบเจตคติและ ความสนใจ เป็นต้น 2.1.4 การศึกษารายกรณี (case study) เป็นการศึกษาพฤติกรรมอย่างละเอียด ลึกซึ้ง เป็นรายบุคคลโดยใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลที่หลากหลายทั้งการสังเกต การสัมภาษณ์ และวิธี อื่นๆ ร่วมด้วย ผู้ถูกศึกษาจะมีพฤติกรรมบางด้านเบี่ยงเบนจากปกติทั้งทางบวกและลบ การศึกษาราย กรณีมี เปูาหมายเพื่อแก้ปัญหา เพื่อปูองกันปัญหา หรือเพื่อพัฒนาเสริมสร้างให้เหมาะสมเฉพาะราย และเพื่อให้เกิดความเข้าใจพฤติกรรมบางประการ 2.1.5 วิธีการทางคลินิก (clinical method) เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเป็น รายบุคคล (individual case) โดยปกติจะใช้ในกรณีที่คนไข้ (client) ที่มีปัญหาหรือผิดปกติทางจิต ซึ่งนักจิตวิทยาจะไม่เพียงแต่ซักถามอาการเท่านั้น แต่จะต้องศึกษารายละเอียดของปัญหาอย่างลึกซึ้ง โดยใช้เทคนิควิธีการต่างๆ ที่ใช้กันในทางจิตวิทยามาใช้ร่วมกัน เช่น การตรวจประวัติส่วนตัว การ สังเกต การตรวจด้านร่างกาย การใช้แบบทดสอบต่างๆ การส ารวจภูมิหลังของครอบครัว เป็นต้น เพื่อให้ทราบ สาเหตุของปัญหาหรือความผิดปกติที่แท้จริง จึงจะท าการบ าบัดรักษาต่อไป ในปัจจุบันมี เครื่องมือต่างๆ ที่ใช้ในการตรวจสอบพฤติกรรมเพื่อยืนยันความแม่นย าของการแปลผลพฤติกรรมด้วย 2.2 วิธีทดลอง เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลที่จัดท าอย่างมีขั้นตอนเป็นระบบและเป็น วิธีการทางวิทยาศาสตร์ การทดลองหมายถึงการจัดสร้างหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ใดสถานการณ์ หนึ่ง จากนั้นจึงสังเกตผลจากการสร้างหรือเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นั้นๆ ต่อพฤติกรรมบางประการ นักวิชาการมักอธิบายกันว่าเป็นการศึกษาเพื่อหาความสัมพันธ์ของตัวแปร (variable) ตัวแปรในการ ทดลอง หมายถึง สิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ เช่น คะแนนการสอบ จ านวนค าที่จ าได้ ระยะเวลาที่ ใช้ในการวิ่ง เป็นต้น ซึ่งตัวแปรมี 2 ชนิด คือ ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ (independent variable) และ ตัวแปรตาม (dependent variable) ตัวแปรต้นเป็นเหตุหรือสิ่งเร้าที่ผู้ศึกษาต้องการทราบว่ามี ผลต่อพฤติกรรมอย่างไร ตัวแปรตามเป็นผลหรือพฤติกรรมที่เกิด เนื่องมาจากสิ่งเร้าที่ศึกษานั้น การ ทดลองทางจิตวิทยามักใช้กลุ่มตัวอย่างอย่างน้อย 2 กลุ่ม กลุ่มที่ได้รับการจัดสภาพการณ์ทดลองเพื่อ ศึกษาหา ค าตอบในสิ่งที่ต้องศึกษาเรียกว่า “กลุ่มทดลอง” (experimental group) กลุ่มที่ไม่ได้รับ การจัด สภาพการณ์ใดๆ ทุกอย่างถูกควบคุมให้คงสภาพเดิมเพื่อใช้ประโยชน์ในการเปรียบเทียบผลกับ กลุ่มทดลองเรียกว่า “กลุ่มควบคุม” (control group) ในการทดลองผู้ทดลองจะต้องระวังตัวแปรอื่น
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 15 ที่ไม่มี ส่วนเกี่ยวข้องแต่อาจส่งผลต่อตัวแปรตาม หรือท าให้ผลที่เกิดขึ้นคลาดเคลื่อนไปได้ ตัวแปร ลักษณะนั้น เรียกว่า ตัวแปรแทรกซ้อน (interventing variable) โดยทั่วไปการรวบรวมข้อมูลด้วย วิธีการทดลอง ส่วนใหญ่จะกระท ากันในสถานที่ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ จึงมักจะเป็นการ ทดลองกันในห้องปฏิบัติการเป็นส่วนใหญ่ (laboratory experiment) การศึกษาพฤติกรรมโดยวิธีการทดลองนี้ เชื่อกันว่าน่าจะให้ผลถูกต้องแม่นย า มี ข้อผิดพลาดน้อยกว่าวิธีอื่น เนื่องจากข้อดีของการทดลอง คือ สามารถควบคุมตัวแปรที่เกี่ยวข้อง น ามา สู่การสรุปในความสัมพันธ์ที่แสดงเหตุและผลระหว่างตัวแปรได้ ส่วนข้อจ ากัดของการศึกษา พฤติกรรม ด้วยการทดลองพฤติกรรมมนุษย์เป็นการศึกษาในสถานการณ์ที่ก าหนด ไม่ใช่สถานการณ์ จริง ซึ่งเหมาะสมกับการศึกษาบางกรณีเท่านั้น 3. วิธีการศึกษาชีวประวัติของบุคคล วิธีนี้ใช้กันมากตามสถานพยาบาลจิตเวช แม้กระทั่ง ตามสถานศึกษาที่มีเด็กเกเรเป็นปัญหาแก่ครู นักจิตวิทยาสนใจในแต่ละเรื่องโดยอาศัย เหตุผลที่ว่า ชีวประวัติของแต่ละบุคคลจะเป็นข้อมูลส าคัญ ท าให้ผู้ศึกษาได้รู้จักบุคคลแต่ละคน และได้ ทราบ เบื้องหลังความเป็นมาของชีวิตครอบครัว ตลอดจนสภาพทั่วๆ ไปเมื่อมารดาก าลังตั้งครรภ์ ความยาก ง่ายของการคลอด ประวัติสุขภาพ ประวัติการศึกษา ชีวิตในสังคม อารมณ์ที่ผิดปกติบาง ประการ สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน และอื่นๆ วิธีการนี้น ามาใช้เพื่อจุดประสงค์ในการศึกษาทาง วิทยาศาสตร์ โดยแหล่งที่จะได้ข้อมูลในการศึกษาชีวประวัติของบุคคล ได้แก่ บันทึกของสถานศึกษา จากการสอบถาม บิดา มารดา ครู เพื่อน พี่น้อง และบุคคลอื่นๆ ในบ้าน จากการสังเกตที่บ้าน ใน ห้องเรียน ในสนามเด็ก เล่น ในถนน ในงานสังคมอื่นๆ จากบันทึกประจ าวัน หรือประวัติที่เจ้าของ ประวัติบันทึกไว้ จาก แบบสอบถามที่ท าขึ้นเพื่อความมุ่งหมายนี้โดยเฉพาะ และจากข้อสอบมาตรฐาน ที่ใช้วัดบุคลิกภาพ ความสนใจ ทัศนคติ อารมณ์ และอื่นๆ เป็นต้น วิธีการศึกษาพฤติกรรมเป็นวิธีการที่ถูกน ามาใช้ เพื่อแสวงหาความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับ พฤติกรรมด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดย่อมมีข้อดีและมีข้อจ ากัดของแต่ละวิธีอยู่ ด้วย ดังนั้นผู้ศึกษาพฤติกรรมจึงควรเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดที่จะท าให้สามารถศึกษาพฤติกรรมที่ สนใจได้อย่างแม่นย าและน่าเชื่อถือ สิ่งที่ควรค านึงอีกประการหนึ่ง คือ ในการศึกษาพฤติกรรม หากใช้ วิธีการหลายๆ วิธีควบคู่กันไปก็จะท าให้ขจัดข้อบกพร่องบางประการอันเกิดจากการใช้วิธีใดวิธีหนึ่งได้ เป็นอย่างดี แนวคิดของกลุ่มจิตวิทยา กลุ่มจิตวิทยา (schools of psychology) หมายถึง แนวความคิด ทฤษฎีส าคัญและระเบียบ วิธีทางจิตวิทยา เพื่อความสะดวกในการเปรียบเทียบความแตกต่างและความคล้ายคลึงกัน ของแต่ละ กลุ่ม ซึ่ง นอร์แมน แอล. มันน์ (Norman L. Munn. 1969 อ้างใน กันยา สุวรรณแสง. 2544 : 27) ได้ กล่าวว่า กลุ่มจิตวิทยา หมายถึง การจัดระเบียบแนวความคิดของจิตวิทยาเข้าเป็นหมวดหมู่ เพื่อความ สะดวกในการท าความเข้าใจในทัศนะ หรือทฤษฎีต่างๆ ที่นักจิตวิทยากล่าวถึงหรือน ามาใช้ ในการ รวบรวมความรู้ทางจิตวิทยา และกลุ่มจิตวิทยา ยังช่วยอ านวยประโยชน์ในการศึกษารายละเอียดต่างๆ และการค้นคว้าเพิ่มเติมในขั้นต่อไปอีกด้วย การศึกษาแนวคิดของกลุ่มจิตวิทยาต่างๆ จะช่วยให้เข้าใจ พฤติกรรมมนุษย์และสามารถ มองพฤติกรรมมนุษย์ได้หลายทัศนะตามแนวคิดหลักของแต่ละกลุ่ม ซึ่ง
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 16 ในแต่ละกลุ่มจะมีความเชื่อ ระเบียบวิธีการศึกษา ตลอดจนเนื้อหาสาระ ขอบข่ายของกิจกรรม แตกต่างกันไปตามความเชื่อพื้นฐานของแต่ละกลุ่ม ดังนั้นผู้ศึกษาจิตวิทยาจึงต้องท าความเข้าใจ แนวคิดในแต่ละกลุ่ม เพื่อน ามาอธิบาย และท าความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ ซึ่งแนวคิดของกลุ่ม จิตวิทยาที่มีอิทธิพลต่อวงการศึกษาที่ส าคัญ และได้เลือกแนวคิดที่ส าคัญ เพื่อน ามาศึกษาในที่นี้มี6 กลุ่ม มีดังนี้ 1. กลุ่มโครงสร้างของจิต (Structuralism) ผู้น ากลุ่มความคิดนี้คือ Wilhelm Wundt (วิลเฮล์ม วุนต์ ) หรือ Wilhelm Maximilian Wundt (วิลเฮล์ม แมกซ์ วุนต์ ) แนวคิดนี้สนใจศึกษาเกี่ยวกับโครงสร้างของจิตส านึกของ มนุษย์ โดยมีแนวคิดว่าจิตส านึกของมนุษย์ประกอบด้วย ธาตุทางจิต 3 ชนิด คือ การสัมผัส การรู้สึก และมโนภาพหรือจินตนาการ โดยในการศึกษาจิตธาตุทั้ง 3 ชนิด จะใช้วิธีพิจารณาภายใน ซึ่งไม่เป็น วิทยาศาสตร์เพราะข้อมูลที่ได้จากการรายงานความรู้สึกของผู้ถูก ศึกษามีความเป็นอัตนัยสูง ภาพที่ 1.3 ผู้ก่อตั้งโดยวิลเฮล์ม วุนต์(Wilhelm Woundt, 1832 - 1920) แหล่งที่มา : https://psychology-easy.blogspot.com/2013/01/structuralism.html กลุ่มนี้มุ่งศึกษาส่วนประกอบต่าง ๆ ซึ่งกลุ่มคิดว่าเป็นโครงสร้างของจิต และสรุปสาระ แนวคิดว่ามนุษย์มีโครงสร้างที่ประกอบด้วยลักษณะที่เป็นหน่วยย่อยที่เรียกว่า ธาตุทางจิตซึ่งแยกเป็น
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 17 1. การสัมผัส (Sensation) คือการท างานของอวัยวะรับสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง โดยการตอบ สนองต่อสิ่งเร้านั้น ๆ เช่น ตามองเห็น จมูกได้กลิ่น ฯลฯ 2. การรู้สึก (Feeling) คือการตีความหรือแปลความหมายของการสัมผัส เช่น การ มองเห็นสิ่งเร้า ก็ตีความหมายว่า สวย ไม่สวย หูได้ยินก็ตีความหมายว่า ไพเราะ เป็นต้น 3. มโนภาพ (Image) คือการคิดและการวิเคราะห์ ตลอดจนการจดจ าประสบการณ์ ต่างๆ ที่ได้รับจากการสัมผัสและ รู้สึก ทั้ง 3 อย่างนี้ประกอบเป็นพื้นฐานของจิตท านองเดียวกับสารประกอบทางเคมี ซึ่งเกิด จากการรวมตัวเป็นสัดส่วน ของธาตุต่าง ๆกลุ่มแนวคิดโครงสร้างทางจิต ใช้วิธี การศึกษาด้วยการ ตรวจสอบตนเองหรือพินิจภายใน (Introspection)โดยให้เจ้าตัว บรรยายความรู้สึก หรือสิ่งที่เกิดขึ้น ภายในใจให้ทราบ เพราะตนเองย่อมเข้าใจความคิด ความรู้สึก การตัดสิน ใจของตนเองได้ดีกว่าผู้อื่น วิลเฮล์ม วุ้นท์ (Wilhelm Wundt, 1832-1920) นักจิตวิทยาได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดา ของจิตวิทยาแผนใหม่เชิงวิทยาศาสตร์ วูนท์ ศึกษาโครงสร้างของจิต (Structuralism) มีความเชื่อว่า จิตประกอบด้วยส่วนย่อย ๆ เหมือนกับสสาร ประกอบ ด้วยธาตุ ต่างๆ โครงสร้างของจิตมี3 ส่วน ประกอบด้วย ส่วนที่ 1 ความรู้สึก (Feeling) ส่วนที่ 2 ประสาทสัมผัส (Sensation) ส่วนที่ 3 มโนภาพ (Image) การศึกษาทดลองของวูนท์ใช้วิธีการส ารวจตัวเอง (Introspection) ใช้การทดลองโดยใช้ สิ่งเร้าเป็นตัวกระตุ้น เช่นไฟฟูาสีระดับเสียงสูงและต่ า กลิ่นอุณหภูมิความร้อนความหนาวเป็นต้น ผู้ถูกทดลองจะเป็นผู้เล่ารายละเอียด ความรู้สึก ประสาท สัมผัส และมโนภาพ จากประสบการณ์ ที่ตนได้รับจากการทดลองว่าความรู้สึกอย่างไรเมื่อได้รับสิ่งเร้าต่างๆเป็นตัวกระตุ้นซึ่งต้องอาศัย ประสบการณ์ ของแต่ละคน ที่มีอยู่เดิม เนื้อหาหลัก เป้าหมาย การศึกษา วิธีการค้นคว้า ทัศนะต่อมนุษย์ สิ่งที่เน้น ประสบการณ์ จิตส านึก แยกดูเพื่อรู้จัก ธาตุจิต ผัสสะ ความรู้สึก และมโนภาพ ตรวจสอบจิตใจ ตนเอง Introspection กลาง บุคคล Wilhelm Max Wundt (ค.ศ.1832 - 1920) กลุ่มนี้ใช้วิธีการศึกษาแบบตรวจสอบจิต ตนเอง (INTROSPECTION) และการทดลองควบคู่กันโดยพิจารณาความรู้สึกหรือความคิดของตนเอง กลุ่มนี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่จิตส านึกของมนุษย์และเห็นว่าโครงสร้างของจิตนั้นประกอบด้วย MENTAL ELEMENT 3 ชนิดคือ ความรู้สึก (FEELING) การสัมผัส (SENSATION) และมโนภาพ (IMAGE) ทั้ง 3 สิ่งนี้เมื่อรวมกันภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดรูปจิตผสมขึ้นเช่น ความคิด อารมณ์ ความจ า การหาเหตุผล ฯลฯ
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 18 แนวความคิดจิตวิทยากลุ่มต่าง ๆ ดังกล่าวต่างก็มีบทบาทในการศึกษาเพื่ออธิบาย พฤติกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น แต่ล าพังวิชาจิตวิทยาอย่างเดียวมิได้ท าให้เรา เข้าใจพฤติกรรมของมนุษย์ได้แจ่มแจ้งแต่เป็นเพียงพื้นฐานเป็นรากฐานในการศึกษาวิชาอื่นที่ เกี่ยวข้อง แท้จริงแล้วปัจจุบันนี้การค้นคว้าศึกษาวิชาจิตวิทยาไม่อาจยึดปรัชญาแนวความคิดของกลุ่ม ใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะได้ จ าเป็นต้องน าแนวความคิดและวิธีการจากทุกกลุ่มหรือบางกลุ่มผสมผสาน กัน อาจมากบ้างน้อยบ้างตามแต่พฤติการณ์และสถานการณ์จะอ านวย จะเห็นได้ว่ากลุ่มแนวความคิด ทางจิตวิทยาบางกลุ่มมีความเชื่อความคิดเห็นขัดแย้งกันเอง จึงเป็นการยากที่จะตัดสินใจรับเอา แนวความคิดของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะมาใช้ให้ได้ดีได้HILGARD นักจิตวิทยาคนส าคัญกล่าวว่า อย่าไปพยายามค้นหาทฤษฎีทางจิตวิทยาที่ถูกต้องที่สุดให้เสียเวลาเปล่า ๆ เพราะแม้จะใช้ความ พยายามเท่าใดก็ไม่อาจหาพบได้ ในเมื่อแต่ละกลุ่มต่างยืนยันว่าความคิดของกลุ่มตนถูกต้อง วิธีการที่ดี และเหมาะสมที่สุดคือ ศึกษาแนวความคิดของทุกกลุ่มอย่างละเอียดลึกซึ้งแล้วเลือกเอามาแต่ส่วนที่ เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดภายใต้สถานการณ์ที่เราต้องเผชิญ วิชาจิตวิทยานั้นมีสาขากว้างขวางมากเนื่องจากความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการมีมาเป็น ล าดับ ท าให้ผู้ที่ศึกษาไปแล้วมีความสนใจความถนัดด้านใดมากก็จะค้นคว้าพัฒนาในเรื่องนั้น ๆ อย่าง ละเอียดท าให้เกิดวิชาจิตวิทยาสาขาใหม่ ๆขึ้นได้ วิทยาทั่วไป จิตวิทยาสรีรศาสตร์(PHYSIOLOGICAL PSYCHOLOGY) จิตวิทยาอปกติ(ABNORMAL PSYCHOLOGY) จิตวิทยาพัฒนากา (DEVELOPMENTAL PSYCHOLOGY) ซึ่งแบ่งออกเป็นจิตวิทยาพันธุกรรม (GENETICS) จิตวิทยา เด็ก จิตวิทยาวัยรุ่น ต่อมาก็มีจิตวิทยาเปรียบเทียบ จิตวิทยาการทดลอง จิตวิทยาธุรกิจ จิตวิทยา การศึกษา จิตวิทยาคลินิก จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาความมั่นคง จิตวิทยาเกี่ยวกับความแตกต่าง ระหว่างบุคคล ส าหรับทหารนั้นก็มีจิตวิทยาทหาร ซึ่งประเทศบางประเทศที่พัฒนาแล้วได้ให้ความ สนใ จม าโดยตลอด เ ช่น ป ร ะเทศเยอ รมันมีหน่ วย จิต วิท ย าทห า รเ รียก ว่ า MILITARY PSYCHOLOGY อยู่ในกองทัพบกตั้งแต่ ค.ศ.1929 ส่วนประเทศอังกฤษมีก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง เล็กน้อยมีการจัดในระดับกรมในกองทัพบกอังกฤษเรียกว่า DIRECTORATE OF ARMY PSYCHIATRY ส าหรับสหรัฐอเมริกาก็เช่นเดียวกับอังกฤษแต่มีกิจการใหญ่โตกว้างขวางกว่าอังกฤษ และเยอรมันมากเรียกว่า MILITARY PSYCHIATRY หน่วยงานจิตวิทยาทหารดังกล่าวท าหน้าที่แต่เริ่ม เข้าร่วมในการคัดเลือกนายทหารสัญญาบัตร และการตรวจคัดเลือกก าลังพลประเภทอื่น ๆ ตลอดจน รับปรึกษาตรวจและบ าบัดรักษาผู้ที่ปุวยเป็นโรคจิต ปูองกันและศึกษาหาสาเหตุตลอดจนวิธีการ เกี่ยวกับขวัญของทหารเป็นต้น เพราะบุคคลที่มีอาชีพเป็นทหารไม่ว่าจะโดยถูกเกณฑ์หรืออาสาสมัคร เข้ามาก็ตามแม้ในยามปกติงานก็มีลักษณะตรากตร าเหน็ดเหนื่อยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ และต้องเผชิญหรือเสี่ยงอันตรายเสมออยู่แล้ว ส าหรับในเวลาสงครามนั้นความเสี่ยงก็อยู่ในขั้นวิกฤติ เป็นหลายเท่าของเวลาปกติความบีบคั้นทางร่างกายแม้อาจจะท าให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นแต่จิตใจที่ถูก บีบคั้นอาจทรุดโทรมลงจนท าให้เสียขวัญหรือเสียวินัยและมีอาการของโรคจิตปรากฏขึ้น วงการทหาร มีความสนใจในเรื่องจิตใจของทหารและวิชาจิตวิทยาอย่างจริงจังตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเป็นต้น มา ทั้งขยายขอบเขตกว้างขวางออกไปอย่างมากและรวดเร็วระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองได้มีการน า วิชาจิตวิทยามาใช้เป็นเครื่องมือส าคัญในการท าสงครามที่เรียกว่า “สงครามจิตวิทยา” นอกเหนือ ไป จากการใช้หลักวิชาจิตวิทยาในการฝึกอบรม ปูองกันทหารไม่ให้เป็นโรคจิตอันเนื่องจากความวิตก
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 19 กังวลใจในระหว่างการฝึก การปฏิบัติงาน การรบ และการถูกกักขัง เมื่อถูกจับเป็นเชลยศึกหรือถูก ทรมาน รวมทั้งการแก้ปัญหาอื่น ๆ อีกหลายประการ 2. กลุ่มหน้าที่ของจิต (Functionalism) ผู้น าของกลุ่มนี้คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) และวิลเลียม เจมส์ (William James) แนว คิดของกลุ่มหน้าที่ทางจิตให้ความส าคัญกับวิธีการทีมนุษย์ใช้ในการปรับตัว เข้ากับสิ่งแวดล้อม นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้ให้ความเห็นว่า จิตเป็นตัวก่อให้เกิดปัญหาเป็นอวัยวะที่ส าคัญที่สุดที่มนุษย์ใช้ใน การปรับตัวเพื่อด ารงชีวิตอยู่ได้ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนใจของนักจิตวิทยา ในการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับพฤติกรรม ภาพที่ 1.4 จอห์น ดิวอี้(John Dewey) (ซ้าย) และวิลเลียม เจมส์ (William James) (ขวา) แหล่งที่มา : https://www.google.com/search?sca_esv=8c1933b810334ae6&q กลุ่มนี้เกิดในประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี 1900 ผู้น ากลุ่มคือ John Dewey และ William James แนวคิดของกลุ่มนี้ได้รับอิทธิพลจากลัทธิปรัชญากลุ่มปฏิบัตินิยม (Pragmatism) และทฤษฎีที่ ส าคัญทางชีววิทยาคือ ทฤษฎีวิวัฒนาการของ ชาล์ส ดาร์วิน (Chartles Darwin) จึงเกิดการรวมตัวขิง 2 กลุ่มนี้ขึ้น ทฤษฎีวิวัฒนาการอธิบายถึงการด ารงอยู่ของสัตว์ที่ต้องต่อสู้และปรับตัวเองให้สอดคล้อง กับสภาพแวดล้อม ซึ่งในการท าความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตควรต้องศึกษาหน้าที่ของ จิตต่อการปรับตัวภายในจิตใต้ส านึกมากกว่าการแยกแยะองค์ประกอบโครงสร้างของจิตออกเป็น ส่วนๆ กลุ่มนี้เชื่อว่าจิตส านึกของมนุษย์ท าให้กระบวนการคิดและการตัดสินใจช่วยให้มนุษย์มีชีวิตอยู่ ได้ กล่าวโดยสรุปคือ กกลุ่มนี้เชื่อว่าจิตมีหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมเพื่อปรับตัวให้สามารถด ารงชีวิตอยู่ใน สังคมได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามทั้ง John Dewey และ William James ก็มีจุดเน้นที่ต่างกัน
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 20 John Dewey เชื่อว่าเป็นประสบการณ์ (Experience) เป็นสิ่งส าคัญที่ท าให้คนปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ William James เชื่อในเรื่องสัญชาติญาณ (Instinct) ซึ่งเป็นสาเหตุที่ส าคัญกว่า กลุ่มหน้าที่ ของจิตใช้วิธีการศึกษาแบบสอบถาม การทดลองทางจิตวิทยาและวิธีพรรณนาเกี่ยวกับเชิงปรนัยมิใช่ใช้ เพียงการพินิจภายในเพียงอย่างเดียว นอกจากนั้น John Dewey ยังได้น าหลักของความคิดแนวนี้มา ใช้กับการศึกษา โดยเขาเห็นว่าการเรียนการสอนควรมีจุดเน้นที่ความต้องการของผู้เรียนไม่ใช่เนื้อหา ในหลักสูตร กล่าวโดยสรุป แนวคิดของกลุ่ม Functionalism เป็นดังนี้ - การกระท าทั้งหมดหรือการแสดงออกมนุษย์เป็นการแสดงออกของจิตเพื่อปรับตัวให้ เข้ากับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การศึกษาจิตใจคนจึงต้องศึกษาที่การแสดงออกใน สถานการณ์ต่างๆ - การกระท าหรือการแสดงออกทั้งหมดเกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล พฤติกรรมของแต่ละคนจึงแตกต่างกันออกไป 3. กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ผู้น าในกลุ่มแนวคิดนี้คือ จอห์น บี . วัตสัน (John B. Watson) ซึ่งเป็นศิษย์ของวิลเลียม เจมส์ มาก่อน แต่มีแนวคิดที่แตกต่างจากเจมส์ในเรื่องของวิธีการศึกษาพฤติกรรมซึ่งใช้การตรวจสอบ จิตตนเอง เนื่องจากมีความโน้มเอียงที่จะแทรกความรู้สึกส่วนตัวและมีอคติเอนเอียงไปทางหนึ่งทางใด ได้ง่านตามความรู้สึกของผู้ถูกศึกษา (Subjective) โดยทั้งนี้วัตสันได้เสนอให้ศึกษาเน้นไปยัง พฤติกรรมภายนอกที่สามารถสังเกตเห็นได้เท่านั้น เพราะเขาเชื่อว่าพฤติกรรมที่แสดงออกมานั้นเกิดมา จากการตอบสนอง (Response) ต่อสิ่งเร้า (Stimulus) โดยทั้งนี้เขาได้รับอิทธิพลของแนวคิดมาจาก การทดลองการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคของ อีแวน พี.พาฟลอฟ (Ivan P. Pavlov) ภาพที่ 1.5 จอห์น บี. วัตสัน ผู้น ากลุ่มพฤติกรรมนิยม แหล่งที่มา : https://surainie405918019.blogspot.com/p/john-b.html
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 21 กลุ่มพฤติกรรมนิยม (behaviorism) ได้ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ.1912 โดยมี ผู้น าคือ จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์ ซึ่งวัต สัน เป็นลูกศิษย์ที่เคยร่วมงานกับวิลเลียม เจมส์มาก่อน แต่ต่อมาภายหลังวัตสัน ได้คัดค้าน แนวความคิด เกี่ยวกับการศึกษาพฤติกรรมภายในโดยเฉพาะการใช้วิธีการตรวจสอบจิตตนเอง ซึ่งไม่มี ความเป็นวิทยาศาสตร์และเชื่อถือได้ยาก ทั้งนี้เนื่องจากขึ้นอยู่กับความรู้สึกส่วนตัวและมีแนวโน้มที่จะ มีอคติเอน เอียงไปทางหนึ่งทางใดได้ง่ายตามความรู้สึกของผู้ถูกศึกษา จอห์น บี.วัตสัน ได้อธิบาย แนวคิดของเขาไว้ในหนังสือ Behaviorism เมื่อปี ค.ศ.1930 โดยเสนอให้เน้นศึกษาที่พฤติกรรม ภายนอกหรือพฤติกรรมที่ สังเกตเห็นได้เท่านั้น ซึ่งวัตสันเชื่อว่า พฤติกรรมทุกอย่างจะต้องมีสาเหตุ พฤติกรรมทั้งหลายที่แสดง ออกมาเกิดจากการตอบสนอง (response) ของบุคคลต่อสิ่งเร้า (stimulus) ด้วยเหตุนี้กลุ่มพฤติกรรม นิยมจึงสนใจที่จะศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้ากับการ ตอบสนอง ทั้งนี้เนื่องจากเห็นว่าจะสามารถ อธิบายพฤติกรรมได้ชัดเจนกว่า การเปลี่ยนแปลงแนวทาง ในการศึกษาจากพฤติกรรมภายในมาเป็น พฤติกรรมภายนอกนี้เอง จึงท าให้นักจิตวิทยากลุ่ม พฤติกรรมนิยมได้รับการยอมรับแนวคิดอย่าง กว้างขวางว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง รวมทั้งได้ยกย่องให้จอห์น บี. วัตสัน เป็นบิดาแห่ง จิตวิทยายุคใหม่หรือบิดาแห่งพฤติกรรมศาสตร์ใน เวลาต่อมา แนวคิด วัตสัน ได้น าเอาทฤษฎีของ Pavlov มาเป็นหลักส าคัญ ในการอธิบายเรื่องการ เรียนรู้แนวความคิดของ Watson ก็คือ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิคท าให้เกิดการเรียนรู้กล่าวคือ การใช้สิ่งเร้าสองสิ่งมาคู่กันคือสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไข (CS) กับสิ่งเร้าที่ไม่วางเงื่อนไข (UCR) แล้วท าให้เกิด การตอบสนองอย่างเดียวกัน วิธีการทดลอง เริ่มโดยผู้วิจัยเคาะแผ่นเหล็ก ให้ดังขึ้นให้เสียงดังกล่าวเป็นสิ่งเร้าที่ไม่วาง เงื่อนไข(UCS) ซึ่งจะก่อให้เกิดการตอบสนองที่ไม่ต้องวางเงื่อนไข (UCR) คือ ความกลัว Watsonได้ใช้ หนูขาวเป็นสิ่งเร้าที่ต้องวางเงื่อนไข (CS) มาล่อ หนูน้อยอัลเบิร์ต (Albert) อายุ11 เดือน ชอบหนูขาว ไม่แสดงความกลัว แต่ขณะที่หนูน้อยยื่นมือไปจับเสียงแผ่นเหล็กก็ดัง ขึ้น ซึ่งท าให้หนูน้อยกลัว ท าคู่กัน เช่นนี้เพียงเจ็ดครั้งในระยะเวลาหนึ่งสัปดาห์ ปรากฏว่าตอนหลังหนูน้อยเห็นแต่เพียงหนูขาวก็แสดง ความกลัวทันที การวางเงื่อนไขกลับ (Counter Conditioning) วัตสันคิดหาวิธีที่จะลบความกลัวนั้นให้ หายไป แต่เขาก็ไม่สามารถท าการทดลองกับอัลเบรอร์ตต่อไปได้เนื่องจากอัลเบรอร์ตได้มีผู้รับไป อุปการะในอีกเมืองหนึ่งเสียก่อน วัตสันจึงได้เสนอให้โจนส์ ท าการทดลองเพื่อลบความกลัวของเด็ก อายุ 3 ปี ผู้หนึ่งชื่อ ปีเตอร์ ปีเตอร์เป็นเด็กที่มีสุขภาพดี แต่เป็นเด็กขี้กลัวมาก เขากลัวทั้งขนสัตว์และสิ่งของหลายชนิด เช่น หนูขาว กระต่าย เสื้อขนสัตว์ ขนนก ส าลี กบ ปลา เป็นต้น วัตสันเปรียบปีเตอร์เหมือน เป็นอัลเบรอร์ตตอนโตขึ้นแล้ว โจนส์ได้พยายามลบความกลัวกระต่ายของปีเตอร์หลายๆวิธี เช่น ให้ปีเตอร์ดูเด็กอื่นเล่น กระต่าย หรือให้ปีเตอร์เห็นกระต่ายบ่อยๆ แต่ก็ไม่เป็นผล วิธีที่โจนส์ให้ความสนใจและพบว่าได้ผลมาก ก็คือ การวางเงื่นไขกลับ (Counter Conditioning) การวางเงื่อนไขกลับนี้ เป็นการเสนอสิ่งเร้าที่วาง เงื่อนไขใหม่ ที่ตรงข้ามกับสิ่งเร้าเก่า เพื่อให้เกิดการตอบสนอง ที่ตรงข้ามกับการตอบสนองเดิม
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 22 วิธีการทดลอง โจนส์จะน ากรงกระต่ายไปวางไว้ห่างๆในขณะที่ปีเตอร์ก าลังรับประทาน ขนมอย่างเอร็ดอร่อยในช่วงบ่าย ปีเตอร์ไม่กลัวเพราะกระต่ายอยู่ไกลและก าลังเพลิดเพลินกับการกิน ขนม โจนส์ท าการทดลองเช่นนี้ทุกวัน แต่จะค่อยๆ เลื่อนกระต่ายเข้ามาใกล้ปีเตอร์วันละนิด เมื่อสิ้นสุด การทดลอง โจนส์ก็พบว่า ปีเตอร์ใช้มือข้างหนึ่งเล่นกับกระต่าย ในขณะที่ใช้มืออีกข้างหนึ่งกินขนม จึง แสดงว่า ไม่เพียงแต่เข้าจะหายกลัวกระต่ายเท่านั้น แต่เขายังรู้สึกชอบเล่นกับกระต่ายอีกด้วย จากการทดลอง วัตสัน สรุปเป็นทฤษฎีการเรียนรู้ได้ดังนี้ 1) พฤติกรรมเป็นสิ่งที่สามารถควบคุมให้เกิดขึ้นได้ โดยการควบคุมสิ่งเร้า ที่วางเงื่อนไข ให้สัมพันธ์กับสิ่งเร้าตามธรรมชาติและการเรียนรู้จะคงทนถาวร หากมีการให้สิ่งเร้าที่สัมพันธ์กันนั้น ควบคู่กันไปอย่างสม่ าเสมอ 2) เมื่อสามารถท าให้เกิดพฤติกรรมใดๆได้ก็สามารถลดพฤติกรรมนั้นให้หายไปได้ 4. กลุ่มจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) ผู้น าแนวคิดของกลุ่มนี้ได้แก่ ซิกมันด์ ฟรอยด์ โดยเชื่อว่าพฤติกรรม ทั้งหลายมีสาเหตุ เกิดจากพลังที่อยู่ในจิตไร้ส านึก จิตส่วนนี้จะรวบรวมความคิด ความต้องการ และประสบการณ์ที่ผู้เป็น เจ้าของจิตไม่ต้องการหรือปรารถนาที่จะจดจ า จึงเก็บกดความรู้สึกต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ให้ลงอยู่ในจิตส่วน นี้ อย่าง ไรก็ตามหากความต้องการหรือความรู้สึกต่างๆ ที่บุคคลเก็บกดไว้ยังมีพลังอยู่ ถ้าเกิดมีสิ่งใดมา กระตุ้นขึ้น พลังนี้ก็จะแสดงอิทธิพลท าให้บุคคลเกิดพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่รู้สึกตัว นอกจากนี้ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ยังเชื่ออีกว่าพฤติกรรมทั้งหลายมีสาเหตุเกิดจาก พลังที่อยู่ในจิตไร้ส านึก ความคิด เช่นนี้ได้รับการต่อต้านอย่างมากในตอนแรก ๆ แต่ในเวลาต่อมาหลักการทางจิตวิเคราะห์ได้รับการ ยอมรับโดยการน าไปใช้ในวงการ ของจิตแพทย์หรือการบ าบัดรักษาอาการที่ผิดปกติทางอารมณ์และ จิตใจ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud, 1865 – 1539) ภาพที่ 1.6 ซิกมันด์ ฟรอยด์ ผู้ก่อตั้งกลุ่มจิตวิเคราะห์ แหล่งที่มา : https://surainie405918019.blogspot.com/p/sigmund-freud.html ผู้ที่มีทฤษฎีใกล้เคียงกับพระพุทธศาสนามากอีกคนหนึ่ง (กามะตัณหา: ภาวะตัณหา และ วิ ภาวะตัณหา)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 23 ฟรอยด์ เกิดวันที่ 6 พฤษภาคม 1856 ในครอบครัวที่มีอาชีพขายขนสัตว์ เมื่ออายุ ได้4 ขวบ ครอบครัวก็ได้ย้ายจากเชโกสโลวะเกียไปอยู่ที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทย์ชาวออสเตรีย เชื้อสายยิว เกิดเมื่อ วันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2399 ในจักรวรรดิออสเตรียซึ่งปัจจุบันคือ สาธารณรัฐเช็ก และเสียชีวิต วันที่ 23 กันยายน พ.ศ.2482 รวมอายุ83 ปี ครอบครัวมีอาชีพขายขนสัตว์ มีฐานะปานกลางซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) สนใจ ด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเวียนนาสาขาวิทยาศาสตร์ แล้วเรียนต่อสาขา แพทยศาสตร์ จากนั้นได้ไปศึกษาต่อด้านโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับหมอผู้เชี่ยวชาญ ด้านอัมพาต ที่นั่นฟรอยด์ได้ค้นพบว่าความจริงแล้วคนไข้บางรายปุวยเป็นอัมพาตเนื่องจากภาวะทาง จิตใจไม่ใช่ร่างกาย ฟรอยด์ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็ก จึงท าให้เขาฉลาดและสอบได้ที่ 1 ทุกครั้ง เมื่ออายุ ได้17 ปี เขาสอบเข้าศึกษาต่อวิชาแพทยศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยแห่งกรุงเวียนนาได้ หลังจากเรียนจบ เขาได้ค้นคว้าต่อทางด้านเซลล์สมอง และได้ไปศึกษาเกี่ยวกับโรคทางสมองและประสาทที่กรุงปารีสกับ ชาร์โก ซึ่งเป็นหมอรักษาคนไข้ที่เป็นอัมพาตอยู่นั่น ฟรอยด์ได้พบว่าคนไข้บางรายปุวยเป็นอัมพาต เนื่องจากภาวะทางจิตใจไม่ใช่ทางร่างกาย เมื่อกลับมายังกรุงเวียนนา เขาตัดสินใจท างานเป็นแพทย์ ทางด้านสมองและประสาท และแต่งงานกับมาร์ธา เบิร์นเนย์ จนมีลูกด้วยกันถึง 6 คน ฟรอยด์ได้พบคนไข้ที่เป็นอัมพาตเนื่องจากปัญหาทางจิตใจหลายราย เขาจึงใช้วิธีการรักษา แบบจิตวิเคราะห์ คือให้ผู้ปุวยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ปุวยเข้าใจ เหตุการณ์นั้น เพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฎว่ามีผู้ปุวยหลายรายหายจากการอัมพาตเมื่อรักษาด้วย วิธีนี้ในตอนแรก มีผู้คัดค้านไม่ยอมรับ แต่ฟรอยด์ก็ได้ศึกษาและทดลอง จนผลงานของเขาเป็นที่ ยอมรับทั่วไปในปี1930 อนึ่ง ฟรอยด์เป็นทั้งแพทย์และนักจิตวิทยา เป็นผู้บุกเบิกการศึกษาทางด้านจิตวิทยา ทฤษฎี ต่างๆ ของเขาที่ค้นพบยังคงน ามาใช้รักษาโรคทางจิตอยู่ทุกวันนี้ เช่น ทฤษฎีบุคลิกภาพแบบจิต วิเคราะห์ ซึ่งกล่าวว่า พลังจิตใต้ส านึกมีผลต่อพฤติกรรมของแต่ละบุคคล และจ าแนกบุคคลให้แตกต่าง กัน ทฤษฎี ใช้วิธีการรักษาแบบจิตวิเคราะห์ (Psychoanalysis) กับคนไข้ที่เป็นอัมพาต กล่าวคือให้ผู้ปุวยเล่าถึงความคับข้องใจหรือความหวาดกลัวและพยายามให้ผู้ปุวยเข้าใจเหตุการณ์นั้นๆ เพื่อลดความขัดแย้งในใจ ปรากฏว่ามีผู้ปุวยหลายรายหายจากอัมพาตซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ได้ศึกษาวิเคราะห์จิตใจของมนุษย์ และอธิบายว่า จิตใจท าหน้าที่ควบคุมพฤติกรรมของ มนุษย์ ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) แบ่งจิตออกเป็น 3 ระดับดังนี้ 1. จิตส านึกหรือจิตรู้ส านึก (Conscious mind) หมายถึงภาวะจิตที่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร อยู่ที่ไหน ก าลังท าอะไรอยู่ รู้สึกอย่างไร อารมณ์เป็นเช่นไร หรือต้องการอะไร และแสดงพฤติกรรมที่ สอดคล้องกับหลักแห่งความเป็นจริงตามหลักเหตุและผล การคิด การตัดสินใจ การมีอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆต่างๆเหล่านี้ที่เกิดขึ้นในจิตส านึกบางส่วนจะถูกย้ายไปเก็บไว้ในจิตไร้ส านึก เช่น ประสบการณ์ที่เลวร้ายในอดีต ความเจ็บปวดฝังใจ ความขัดข้องขุ่นเคือง ความท้อแท้ผิดหวัง เป็นต้น
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 24 ซึ่งแม้เราจะพยามลืมสิ่งต่างๆเหล่านี้หรือเราอาจจะคิดว่าเราลืมมันไปแล้ว แต่แท้ที่จริงมันยังคงฝังตัว อยู่ในจิตไร้ส านึก ปัญหาต่างๆในชีวิตมนุษย์เกิดจากการที่จิตส านึกถูกรบกวนโดยสิ่งที่เก็บไว้ในจิตไร้ ส านึกมากเสียจนควบคุมไม่ได้ 2. จิตกึ่งส านึก หรือ จิตกึ่งรู้ส านึก (Subconscious mind) หมายถึง ส่วนของจิตใจที่ มิได้แสดงออกเป็นพฤติกรรม ในขณะนั้น แต่เป็นส่วนที่รู้ตัว สามารถดึงออกมใช้ได้ทุกเมื่อที่ ต้องการ มันท าหน้าที่ในการเชื่อมประสานระหว่างจิตไร้ส านึกและจิตรู้ส านึก คอยตรวจสอบสิ่งที่จิตไร้ ส านึกส่งมาให้กับจิตส านึก และยังท าหน้าที่เก็บกดความปรารถนาและความต้องการที่ไม่อาจแสดง ออกมาได้ลงไปไว้ในจิตไร้ส านึก หากจิตกึ่งส านึกได้รับการกระตุ้น เช่นการสะกดจิต การบ าบัดจิตหรือ การรักษาคนไข้ที่เป็นโรคประสาท สิ่งต่างๆที่อยู่ในจิตไร้ส านึกจะถูกรับรู้โดยจิตส านึกมากขึ้น 3. จิตไร้ส านึกหรือจิตใต้ส านึก (Unconscious mind) หมายถึงภาวะจิตที่ไม่อยู่ในภาวะ ที่รู้ตัวระลึกถึงไม่ได้ เป็นที่เก็บความคิดและความรู้สึกที่ถูกเก็บกดทั้งหลาย เนื่องจากอาจถูก บังคับ หรือไม่สามารถแสดงอาการโต้ตอบได้ในขณะนั้นในที่สุดก็จะฝังลึกลงในจิตใจ จนลืมไปชั่วขณะ ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้บางครั้งถูกส่งออกมายังจิตส านึก โดยต้องผ่านการตรวจสอบของจิตกึ่งรู้ส านึกก่อน จิตไร้ส านึกจะเป็นส่วนของสัญชาตญาณทั้งหลาย ความพึงพอใจ ความปรารถนาต่างๆ โดยมันไม่สนใจ เรื่องของเวลา เหตุผลหรือความขัดแย้ง ฟรอยด์บอกว่าถ้าความปรารถนาในจิตใต้ส านึกไม่บรรลุผล จะ ท าให้เกิดการฝันหรืออาการทางโรคประสาทได้ นอกจากนี้ฟรอยด์ ยังได้ศึกษาถึง โครงสร้างทางจิต พบว่าโครงสร้างทางจิต ประกอบด้วย 1. อิด (Id) 2. อีโก้ (Ego) 3. ซุปเปอร์อีโก้ (Superego) 1. อิด (Id) มายถึง ตัณหาหรือความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เป็นสิ่งที่ยังไม่ได้ขัด เกลา ซึ่งท าให้มนุษย์ท าทุก อย่างเพื่อความพึงพอใจของตนเองหรือท าตามหลักของความพอใจ (Pleasure principle) เปรียบเหมือนสันดานดิบของ มนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น สัญชาติญาณ แห่งการมี ชีวิต (Life instinct) เช่น ความต้องการอาหาร ความต้องการทางเพศ ความต้องการหลีกหนีจาก อันตราย กับสัญชาติญาณแห่ง ความตาย (Death instinct) เช่น ความก้าวร้าว หรือการท าอันตราย ต่อตนเองและผู้อื่น เป็นต้น บุคคล จะแสดงพฤติกรรมตามความพอใจ ของเขาเป็นใหญ่ ไม่ค านึงถึง ค่านิยมของสังคม และ ความพอใจของ บุคคลอื่นจึงมักเป็นพฤติกรรมที่ไม่เป็นไปตามครรลองของ มาตรฐานในสังคม บุคคลที่มีบุคลิกภาพเช่นนี้ มักได้รับการประณามว่ามีบุคลิกภาพไม่ดี หรือไม่ เหมาะสม 2. อีโก้(Ego) หมายถึง ส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมที่เกิดจากความต้องการของ Id โดย อาศัยกฎเกณฑ์ ทางสังคม และหลักแห่งความจริง (Reality principle) มาช่วยในการตัดสินใจ ไม่ใช่ แสดงออกตามความ พอใจของตนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องคิดแสดงออกอย่างมีเหตุผลด้วยนั่นคือ บุคคลจะแสดงพฤติกรรม โดยมีเหตุและผล ที่เหมาะสมกับกาลเทศะใน สังคม จึงเป็นบุคลิกภาพที่ ได้รับการยอมรับมากในสังคม ในคนปรกติที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ในสังคมอย่างมีความสุข ฟรอยด์ เชื่อว่าเป็นเพราะมีโครงสร้าง ส่วนนี้แข็งแรง
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 25 3. ซุปเปอร์อีโก้(Superego) หมายถึง มโนธรรมหรือจิตส่วนที่ได้รับการพัฒนาจาก ประสบการณ์ การอบรมสั่งสอน โดยอาศัยหลักของศีลธรรมจรรยา ขนบธรรมเนียมประเพณี และ ค่านิยมต่าง ๆ ใน สังคมนั้น Superego จะเป็นตัวบังคับ และควบคุมความคิดให้แสดงออกในลักษณะ ที่เป็นสมาชิกที่ดีของ สังคม โดยยึดหลักค่านิยมของสังคม (Value principle) ที่ตัดสินว่าสิ่งใดเป็นสิ่ง ที่ดีในสังคมกล่าวคือบุคคล จะแสดงพฤติกรรมตาม ขอบเขตที่สังคมวางไว้ แต่บางครั้งอาจไม่เหมาะ สม เช่น เมื่อถูกยุงกัดเต็มแขน - ขา ก็ไม่ยอมตบยุง เพราะกลัวบาป หรือสงสารคนขอทานให้เงินเขาไป จนหมด ในขณะที่ ตนเองหิวข้าวไม่มีเงินจะ ซื้ออาหารกินก็ยอมทนหิว เป็นต้น พัฒนาการของมนุษย์5 ขั้น ของฟรอยด์อารี รังสินันท์ (2530 : 15 - 16) ได้กล่าวถึงการ แบ่งขั้นพัฒนาการของมนุษย์ของฟรอยด์ว่าแบ่งเป็น 5 ขั้น คือ 1. ขั้นปาก (Oral Stage) อายุตั้งแต่แรกเกิด - 2 ขวบ 2. ขั้นทวารหนัก (Anal Stage) อายุ2 - 3 ขวบ 3. ขั้นอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อายุ3 - 5 ขวบ 4. ขั้นแฝง (Latent Stage) อายุ6 - 12 ขวบ 5. ขั้นวัยรุ่น (Genital Stage) อายุ13 - 18 ขวบ Freud เชื่อว่าลักษณะการพัฒนาการและประสบการณ์ในวัยเด็กและวัยทารก เป็นรากฐาน ของบุคลิกภาพของบุคคลเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งระยะการวางรากฐานนั้นกินเวลาตั้งแต่แรกเกิดจนถึง อายุ 5 ขวบ ซึ่งฟรอยด์เรียกระยะนี้ว่า "ระยะวิกฤต (critical period)" โดยเขาได้กล่าวว่า เด็กทุกคน เกิดมาพร้อมกับความต้องการที่จะแสวงหาความสุขให้กับตนเอง โดยผ่านอวัยวะของร่างกายที่ไวต่อ ความรู้สึกในการตอบสนองความสุข หรือ erogenous zone ซึ่งอวัยวะส่วนนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตาม ช่วงอายุ ซึ่งฟรอยด์ได้แบ่งพัฒนาการทางบุคลิกภาพออกเป็น 5 ขั้นตามการเปลี่ยนแปลงได้แก่ 1. ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะปาก (Oral Stage) (0 – 2 ขวบ) ระยะนี้จะเป็นระยะ ที่ปากเป็นอวัยวะที่ไวต่อความรู้สึกต่อการตอบสนองความสุข เด็กในวัยนี้มีความสุขในชีวิตโดยการใช้ ปากท ากินกรรมต่าง ๆ เช่น ดูดนม แทะของเล่น เล่นน้ าลาย หากเด็กถูกขัดขวางการแสวงหาความสุข โดยการใช้ปาก เช่น ถูกบังคับให้หย่านมเร็วเกินไป ต้องร้องไห้อยู่นานกว่าจะได้ดูดนม โดนตีเมื่อแทะ ของเล่น เด็กจะเกิดการติดชะงักกับระยะปาก (oral fixation) ท าให้เมื่อกลายมาเป็นวัยรุ่นหรือโตเป็น ผู้ใหญ่ จึงแสดงบุคลิกภาพชดเชยระยะปากที่ไม่สมบูรณ์ในวัยเด็ก ด้วยการใช้ปากในการแสวงหา ความสุขเพื่อผ่อนคลายความเครียด เช่น เป็นคนพูดมาก ชอบนินทา สูบบุหรี่ กัดเล็บ รับประทานของ จุกจิก ซึ่งบุคลิกภาพเหล่านี้เรียกว่า Oral Personality 2. ขั้นแสวงหาความสุขจากทวารหนัก (Anal Stage) (2 – 3 ขวบ) ระยะนี้อวัยวะที่ไว ต่อความรู้สึกจะอยู่ที่บริเวณช่องทวาร เด็กวัยนี้จะมีความสุขกับการขับถ่าย ดังนั้นการฝึกหัดให้เด็ก เรียนรู้ในการขับถ่ายที่เป็นเวลาควรกระท าอย่างค่อยเป็นค่อยไป ถ้าเด็กถูกบังคับหรือลงโทษให้ต้อง ขับถ่ายให้เป็นเวลาเพื่อไม่ให้เลอะเทอะ หรือ ต้องขับถ่ายในที่ ๆ พ่อแม่ก าหนดให้เป็นประจ า เด็กจะ เกิดการติดชะงักกับระยะทวาร (anal fixation) ท าให้เมื่อโตขึ้นกลายเป็นคนที่มีบุคลิกภาพที่ชอบ สะสมของ ตระหนี่ หวงของ ชอบนั่งที่ใดที่หนึ่งนาน ๆ เจ้าระเบียบ จู้จี้ ไม่ยอมใคร บุคลิกภาพเหล่านี้ เรียกว่า Anal Personality
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 26 3. ขั้นแสวงหาความสุขจากอวัยวะเพศ (Phallic Stage) (3 – 5 ขวบ) ระยะนี้ฟรอยด์ถือ ว่าเป็นระยะที่ส าคัญที่สุดของการพัฒนาบุคลิกภาพ เด็กจะมีความพึงพอใจกับการได้สัมผัสได้เล่นกับ อวัยวะเพศของตนเอง เช่น ชอบจับ ซักถามและให้ความสนใจเกี่ยวกับอวัยวะเพศ แล้วส่งผลให้ ตระหนักรับรู้ถึงลักษณะเพศของตนเอง หากผู้ใหญ่มองเห็นว่าพฤติกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องที่ผิดปกติ แล้ว ลงโทษเด็กด้วยการดุว่า ข่มขู่ จะท าให้เด็กกลัวและเกิดการติดชะงักกับระยะอวัยวะเพศ (phallic fixation) ซึ่งจะส่งผลให้บุคคลนั้นสับสนในบทบาททางเพศของตนเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ บุคลิกภาพเช่นนี้เรียกว่า Phallic Personality นอกจากนี้ฟรอยด์ยังได้อธิบายเกี่ยวกับปรากฏการณ์เกี่ยวกับเรื่องปม (complex) ซึ่ง เป็นผลจากความรู้สึกที่เด็กผูกพันกับพ่อแม่ที่เป็นเพศตรงข้ามกับตน ได้แก่ - ปมออดิปุส (Oedipus Complex) ปมนี้จะเกิดกับเด็กชาย กล่าวคือ เด็กจะมีอาการ รักแม่ หวงแม่ อยากครอบครองแม่ไว้เพียงผู้เดียว เริ่มเกิดอาการอิจฉาพ่อที่แม่แสดง ความรักและความเอาใจใส่ ดังนั้นเด็กชายระยะนี้จะพยายามเลียนแบบพฤติกรรม ของพ่อ เพราะเชื่อว่าหากเป็นแบบพ่อแล้วแม่จะรักตนมากขึ้น - ปมอิเล็กตรา (Electra Complex) ปมนี้จะเกิดขึ้นกับเด็กผู้หญิง กล่าวคือ เด็กหญิง จะมีอาการรักพ่อ หวงพ่อ และกลัวว่าพ่อจะรักแม่มากกว่าตน เด็กต้องการได้รับ ความรักความเอาใจใส่จากพ่อ และเห็นแม่เป็นคู่แข่งของตน ดังนั้นเด็กระยะนี้จะ พยายามเลียนแบบพฤติกรรมของแม่ เพราะคิดว่าหากตนเป็นเหมือนแม่พ่อจะรัก และพอใจตนมากขึ้น ดังนั้นระยะนี้จึงเป็นช่วงเวลาส าคัญที่พ่อแม่จะต้องเป็นแบบฉบับในความเป็นชายจริง หญิงแท้ให้กับลูก ของตนได้เห็น มิฉะนั้นอาจท าให้เด็กมีบุคลิกภาพเบี่ยงเบนทางเพศในตอนโตได้ 4. ขั้นแสวงหาความสุขจากสิ่งรอบตัว หรือ ระยะสงบ (Latency Stage) (6 – 12 ขวบ) ตั้งแต่ระยะนี้ไปแล้วอิทธิพลที่มีผลต่อบุคลิกภาพจะลดลง ระยะนี้จึงเป็นระยะของการหยุดพักเพื่อ แสวงหาบทบาทที่เหมาะสมให้กับตนเอง เด็กจะสามารถสะกดกลั้นความต้องการทางเพศของตนไว้ใน จิตใต้ส านึกได้ ซึ่งเด็กจะแสวงหาความพึงพอใจให้กับตนเองด้วยการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวและ เพื่อนเพศเดียวกัน ในระยะนี้เด็กจะเริ่มรู้จักการใช้เหตุและผลมากขึ้นด้วย 5. ขั้นแสวงหาความสุขจากแรงกระตุ้นทางเพศ (Genital Stage) (12 ปีขึ้นไป) เป็น ระยะที่เด็กเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นและเริ่มก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ ลักษณะกายภาพทางเพศพัฒนาถึงขั้น สมบูรณ์ ระยะที่แล้ว ๆ มาเป็นเวลาที่เด็กหมกมุ่นอยู่กับตัวเองค่อนข้างมาก เมื่อถึงระยะนี้เด็กจะ พัฒนาความรัก ความผูกพันกับบุคคลอื่นทั้งเพศเดียวกันและต่างเพศ ทั้งวัยเดียวกันและต่างวัย ใน ระยะนี้หากเด็กผ่านขั้นที่ 3 มาได้อย่างสมบูรณ์ราบรื่น บุคลิกภาพที่เป็นชายจริงหญิงแท้จะปรากฏ ออกมาให้เห็นในขั้นนี้ เด็กจะเริ่มมีความต้องการทางเพศและเริ่มสนใจเพศตรงข้าม 5. กลุ่มจิตวิทยาเกสตัลต์ (Gestalt Psychology) เป็นกลุ่มจิตวิทยาที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในเรื่องของวงการจิตวิทยา การศึกษา กลุ่มเกสตัลต์ได้ก่อตั้งขึ้นที่ประเทศเยอรมนีราวปี ค . ศ . 1912 ซึ่งใกล้เคียงกับการก าเนิด ของกลุ่มพฤติกรรมนิยม นักจิตวิทยากลุ่มนี้ประกอบไปด้วยคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน โดย
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 27 การน าของ แมกซ์ เวอร์ไธเมอร์ (Max Wertheimer) เกสตัลต์ (Gestalt) เป็นภาษาเยอรมัน ใน ระยะแรก ๆ แปลว่ารูปร่าง (Form or Pattern) แต่ในปัจจุบันได้เปลี่ยนความหมายว่า ส่วนรวมหรือ ส่วนประกอบทั้งหมด (Wholeness) ด้วยเหตุที่แนวความคิดของกลุ่มนี้เน้นความส าคัญกับการศึกษา พฤติกรรมโดยส่วนรวม ไม่ใช่ส่วนปลีกย่อย เนื่องจากบุคคลจะแสดงพฤติกรรมนั้น ๆ ออกมาย่อมมา ภาพที่ 1.7 แมกซ์ เวอร์ไธเมอร์ ผู้น ากลุ่มจิตวิทยาเกสตัลท์ แหล่งที่มา : https://www.google.com/search?sca_esv=f4c218d55768bdaf&q ความเป็นมาของกลุ่มเกสตัลท์ กลุ่มเกสตัลท์(GESTALT PSYCHOLOGY) เกิดในประเทศเยอรมันในราวปี ค.ศ.๑๙๑๒ ค าว่า GESTALT เป็นภาษาเยอรมันแปลว่า “โครงรูปแห่งการรวมหน่วย” หรือ TOTALITY หรือ SEE AS A WHOLE ผู้น าของกลุ่มนี้คือ MAX WERTHEIMER (ค.ศ.1880 - 1943) KURT KOFFKA (ค.ศ. 1886 - 1941) และ WOLFGANG KOHLER (ค.ศ. 1877) ภายหลังบุคคลเหล่านี้ได้อพยพไปอยู่ใน อเมริกา แนวความคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้คือ การพิจารณาพฤติกรรมหรือประสบการณ์ของคนเป็น ส่วนรวม ซึ่งส่วนรวมนั้นมีค่ามากกว่าผลบวกของส่วนย่อย ต่าง ๆ มารวมกัน เช่นคนนั้นมีค่ามากกว่า ผลบวกของส่วนย่อย ต่างๆ มารวมตัวกันเป็นคนได้แก่ แขน ขา ล าตัว สมอง ฯลฯ จิตวิทยากลุ่ม เกสตัลท์นิยมจึงหมายถึงจิตวิทยาที่ยึดถือเอาส่วนรวมทั้งหมดเป็นส าคัญ นักจิตวิทยากลุ่มนี้ยังมี ความเห็นอีกว่า การศึกษาทางจิตวิทยานั้นจะต้องศึกษาพฤติกรรมทางจิตเป็นส่วนรวมจะแยกศึกษาที่ ละส่วนไม่ได้ กลุ่ม GESTALISM เห็นว่าวิธีการของ BEHAVIORISM ที่พยายามจะแยกพฤติกรรม ออกมาเป็นหน่วยย่อย เช่น เป็นสิ่งเร้าและการตอบสนองนั้นเป็นวิธีการไม่ใช่เรื่องของจิตวิทยา น่าจะ เป็นเรื่องของเคมีหรือศาสตร์บริสุทธิ์แขนงอื่นๆ ดังนั้นกลุ่ม GESTALISM จึงไม่พยายามแยก พฤติกรรมออกเป็นส่วนๆ แล้วศึกษารายละเอียดของแต่ละส่วนเหมือนกลุ่มอื่นๆ แต่ตรงกันข้ามจะ พิจารณาพฤติกรรมหรือการกระท าของมนุษย์ทุกๆอย่างเป็นส่วนรวม เน้นในเรื่องส่วนรวม (WHOLE) มากกว่าส่วนย่อย เพ่งเล็งถึงส่วนทั้งหมดในลักษณะที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (UNIQUE)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 28 แมกซ์ เวไธเมอร์ (Max Wertheimer,1912) นักจิตวิทยาชาวเยอรมันศึกษาและทดลอง เกี่ยวกับ เกสตัสท์ (Gestalt) มีแนวความคิดเชื่อว่า ธรรมชาติของมนุษย์คิดถึงส่วนรวมก่อนคิดถึงส่วนย่อย ๆ พฤติกรรมของบุคคลจะต้องเป็นรูปของส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย ๆการศึกษาบุคคล จะต้องศึกษา พฤติกรรมส่วนรวมมีความส าคัญมากกว่าพฤติกรรมส่วนย่อยๆแต่ละอย่างที่ประกอบเข้ารวมกัน นอกจากนั้นการศึกษาจิตต้องศึกษาจิตเป็นส่วนรวมกันนอกจากนั้นการศึกษาจิตต้องศึกษาจิต เป็น ส่วนรวม มิใช่ ยกจิตแบ่งออกเป็นส่วนประกอบย่อย ความหมายของกลุ่มเกสตัลท์(Gestalt) แนวความคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ของทฤษฏีนี้ คือ การเรียนรู้เป็นกระบวนการทาง ความคิดซึ่งเป็นกระบวนการภายในตัวมนุษย์ บุคคลจะเรียนรู้จากสิ่งเร้าที่เป็นส่วนรวมได้ดีกว่า ส่วนย่อย หลักการจัดการเรียนการสอนตามทฤษฏีนี้จะเน้นกระบวนการคิด การสอนโดยเสนอ ภาพรวมก่อนการเสนอส่วนย่อย ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีประสบการณ์มากและหลากหลายซึ่งจะช่วยให้ ผู้เรียนสามรถคิดแก้ปัญหา คิดริเริ่มและเกิดการเรียนรู้แบบหยั่งเห็นได้ กลุ่มเกสตัลท์ (Gestalt Psychology) แนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ เกิดขึ้นใน ระยะใกล้เคียงกับกลุ่มพฤติกรรมนิยม ผู้น ากลุ่มได้แก่ แมกซ์ เวอร์ ไธเมอร์ (Max Wertheimer) และ ผู้ร่วมกลุ่มอีก 3 คน คือ เคอร์ท เลอวิน (Kurt Lewin), เคอร์ท คอฟพ์กา (Kurt Koffka) และวอล์ฟ แกง โคเลอร์ (Wolfgang Kohler) ซึ่งเป็นชาวเยอรมัน ค าว่า เกสตัลท์ (Gestalt) เป็นภาษาเยอรมันซึ่งวงการจิตวิทยาได้แปลความหมายไว้เดิม แปลว่า แบบหรือรูปร่าง (Gestalt = form or Pattern) ต่อมาปัจจุบันแปล เกสตัลท์ว่า เป็นส่วนรวม หรือส่วนประกอบทั้งหมด (Gestalt =The wholeness) กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า การเรียนรู้เกิดได้จากการจัดสิ่งเร้าต่าง ๆ มารวมกันเริ่มต้นด้วยการ รับรู้โดยส่วนรวมก่อนแล้ว จึงจะสามารถวิเคราะห์เรื่องการเรียนรู้ส่วนย่อยทีละส่วนต่อไ ป ต่อมา เลอวิน ได้น าเอาทฤษฎี เกสตัลท์ มาปรับปรุงเป็นทฤษฎีสนาม (Field theory) โดยน าความรู้ทางคณิตศาสตร์ และฟิสิกส์มาอธิบายทฤษฎีของเขา (นักศึกษาจะได้ทราบ รายละเอียดในบทต่อ ๆ ไปซึ่งจะอยู่ในเรื่องของทฤษฎีการเรียนรู้) แต่ก็ยังคงใช้หลักการเดียวกัน นั่น คือการเรียนรู้ของบุคคลจะเป็น ไปได้ด้วยดีและสร้างสรรค์ถ้าเขาได้มีโอกาสเห็นภาพรวม ทั้งหมดของ สิ่งที่จะเรียนเสียก่อนเมื่อเกิดภาพ รวมทั้งหมดแล้วก็เป็นการง่ายที่บุคคลนั้นจะเรียนสิ่งที่ละเอียด ปลีกย่อย ต่อไป ปัจจุบันได้มีผู้น าเอาวิธีการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์มาใช้อย่างกว้างขวางโดยเหตุที่เขา เชื่อในผลการศึกษาค้นคว้าที่ พบว่า ถ้าให้เยาวชนได้เรียนรู้โดยหลักของเกสตัลท์แล้ว เขาเหล่านั้นจะมี สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์และความรวด เร็วในการเรียนรู้เพิ่มขึ้น หลักการเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ กลุ่มเกสตัลท์กล่าวว่า การเรียนรู้ที่เห็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อยนั้นจะต้องเกิด จาก ประสบการณ์เดิม และการเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้น 2 ลักษณะคือ 1. การรับรู้ (Perception) การรับรู้หมายถึงการแปลความหมายหรือการตีความ ต่อสิ่งเร้าของ อวัยวะรับสัมผัสส่วน ใดส่วนหนึ่งหรือทั้งห้าส่วน ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น และผิวหนัง และ การตีความนี้ มักอาศัย ประสบการณ์เดิมดังนั้น แต่ละคน อาจรับรู้ในสิ่งเร้าเดียวกันแตกต่างกันได้
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 29 แล้วแต่ประสบการณ์ เช่น นางสาว ก. เห็นสีแดง แล้วนึกถึงเลือดแต่นางสาว ข. เห็นสีแดงอาจนึกถึง ดอกกุหลาบสีแดงก็ได้ การเรียนรู้ของกลุ่มเกสตัลท์ ที่เน้น"การรับรู้เป็นส่วนรวมมากกว่าส่วนย่อย" นั้น ได้สรุป เป็นกฎการเรียนรู้ของ ทั้งกลุ่ม ออกเป็น 6 กฎ เรียกว่ากฎการจัดระเบียบเข้าด้วยกัน (The Laws of Organization) ดังนี้ 1. กฎแห่งความแน่นอนหรือชัดเจน (Law of Pragnanz) 2. กฎแห่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) 3. กฎแห่งความใกล้ชิด (Law of Proximity) 4. กฎแห่งการสิ้นสุด (Law of Closure) 5. กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity) สิ่งเร้าที่มีทิศทางในแนวเดียวกัน ซึ่ง ผู้เรียนจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน 6. กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closer) สิ่งเร้าที่ขาดหายไปผู้เรียนสามารถรับรู้ ให้เป็นภาพสมบูรณ์ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม 1. กฎแห่งความแน่นอนหรือชัดเจน (Law of Pragnanz) ซึ่งกล่าวว่าเมื่อต้องการให้ มนุษย์เกิดการรับรู้ ในสิ่งเดียวกัน ต้องก าหนดองค์ประกอบขึ้น 2 ส่วน คือ 1.1 ภาพหรือข้อมูลที่ต้องการให้สนใจ เพื่อเกิดการเรียนรู้ในขณะนั้น (Figure) 1.2 ส่วนประกอบหรือพื้นฐานของการรับรู้ (Background or Ground) เป็น สิ่งแวดล้อมที่ประกอบอยู่ในการเรียนรู้ นั้น ๆ แต่ผู้สอนยังมิต้องการให้ผู้เรียนสนใจในขณะนั้น ปรากฏ ว่า วิธีการแก้ปัญหา โดยก าหนด Figure และ Background ของเกสตัลท์ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ เพราะ สามารถท าให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ด้วยการรับรู้อย่างเดียวกันได้ 2. กฎแห่งความคล้ายคลึง (Law of Similarity) กฎที่ Max Wertheimer ตั้งขึ้นใน ปี ค.ศ. 1923 โดยใช้เป็นหลักการในการวางรูปกลุ่มของการรับรู้ เช่น กลุ่มของ เส้น หรือสี ที่ คล้ายคลึงกัน หมายถึงสิ่งเร้าใด ๆ ก็ตาม ที่มีรูปร่าง ขนาด หรือสี ที่คล้ายกัน คนเราจะรับรู้ว่า เป็นสิ่ง เดียวกัน หรือพวกเดียวกัน 3. กฎแห่งความใกล้ชิด (Law of Proximity) สาระส าคัญของกฎนี้ มีอยู่ว่า ถ้าสิ่งใด หรือสถานการณ์ใดที่เกิดขึ้นในเวลาต่อเนื่องกัน หรือในเวลาเดียวกัน อินทรีย์จะเรียนรู้ ว่า เป็นเหตุ และผลกัน หรือ สิ่งเร้าใดๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกัน มนุษย์มีแนวโน้มที่จะรับรู้ สิ่งต่างๆ ที่อยู่ใกล้ชิดกันเป็น พวกเดียวกัน หมวดหมู่เดียวกัน 4. กฎแห่งการสิ้นสุด (Law of Closure) สาระส าคัญของกฎนี้มีอยู่ว่า "แม้ว่า สถานการณ์หรือปัญหายังไม่สมบูรณ์ อินทรีย์ก็จะเกิดการเรียนรู้ ได้จากประสบการณ์เดิมต่อ สถานการณ์นั้น" 5. กฎแห่งความต่อเนื่อง (Law of Continuity) สิ่งเร้าที่มีทิศทางในแนวเดียวกัน ซึ่งผู้เรียนจะรับรู้ว่าเป็นพวกเดียวกัน 6. กฎแห่งความสมบูรณ์ (Law of Closer) สิ่งเร้าที่ขาดหายไปผู้เรียนสามารถรับรู้ ให้เป็นภาพสมบูรณ์ได้โดยอาศัยประสบการณ์เดิม
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 30 2. การหยั่งเห็น (Insight) การหยั่งเห็น หมายถึง การท าสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนเกิดการช านาญ การเกิดความคิด แวบขึ้นมาทันทีทันใด ในขณะที่ประสบปัญหาโดยมองเห็นแนวทางในการแก้ปัญหาตั้งแต่เริ่มแรกเป็น ขั้นตอนจนสามารถแก้ปัญหาได้ เป็นการมองเห็นสถานการณ์ในแนวทางใหม่ ๆ ขึ้น โดยเกิดจากความ เข้าใจและความรู้สึกที่มีต่อสถานการณ์ว่าได้ยินได้ค้นพบแล้ว ผู้เรียนจะมองเห็นช่องทางการแก้ปัญหา ขึ้นได้ในทันทีทันใด การทดลองกลุ่มเกสตัลท์ เพื่อที่จะได้เข้าใจวิธีการแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้เกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยการหยั่ง เห็น ซึ่งจะยกตัวอย่างการทดลองของโคล์เลอร์ ระหว่างปี ค.ศ. 1913-1917 ซึ่งทดลองกับลิงชิมแปนซี ซึ่งการทดลองครั้งแรกเป็นการทดลองในเยอรมัน แต่ต่อมาเข้าได้ย้ายมาตั้งถิ่นฐานที่อเมริกาการ ทดลองส่วนใหญ่ระยะหลังจึงเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการในประเทศอเมริกา ขั้นตอนการทดลอง การทดลองของเขาครั้งแรกมีจุดประสงค์เพราะไม่เห็นด้วยกับทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์น ไดค์ที่กล่าว สัตว์โลกทั่วไปท าอะไรไม่มีแบบแผนหรือระเบียบวิธีใด ๆ การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นเป็นการเดา สุ่มหรือการลองถูกลองผิด โดยมีการเสริมก าลังเป็นรางวัล เช่น อาหารเป็นแรงจูงใจที่ผลักดันให้เกิด การเรียนรู้ โดยไม่มีกระบวนการแก้ปัญหาโดยใช้ปัญญา โคลเลอร์ได้สังเกตและศึกษาเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ เพราะมีความเชื่อว่าในสถานการณ์ หนึ่ง ถ้ามีเครื่องมือเครื่องใช้อุปกรณ์ในการแก้ปัญหาและปฏิบัติการพร้อม สัตว์และคนสามารถ แก้ปัญหาได้โดยการหยั่งเห็นโดยการมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่มีอยู่ เมือสัตว์ได้เรียนรู้ การแก้ปัญหาโดยการหยั่งเห็นและเห็นช่องทางในสิ่งนั้นได้แล้ว การกระท าครั้งต่อไปจะสามารถ แก้ปัญหาพฤติกรรมที่ยากขึ้นไปเรื่อย ๆ และสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น โคลเลอร์ได้ทดลองโดยการขังลิงชิมแปนซี ตัวหนึ่งไว้ในกรงที่ใหญ่พอที่ลิงจะอยู่ได้ ภายในกรงมีไม้หลายท่อน มีลักษณะสั้นยาวต่างกันวางอยู่ นอกกรมเขาได้แขวนกล้วยไว้หวีหนึ่งเกิน กว่าที่ลิงจะเอื้อมหยิบได้การใช้ท่อนไม้เหล่านั้น บางท่อนก็สั้นเกินไปสอยกล้วยไม่ถึงเหมือนกัน มีบาง ท่อนยาวพอที่จะสอยได้ ในขั้นแรกลิงขิมแพนซีพยายามใช้มือเอื้อมหยิบกล้วยแต่ไม่ส าเร็จแม้ว่าจะได้ ลองท าหลายครั้งเป็นเวลานานมันก็หันไปมองรอบรอบกรง เขย่ากรง ส่งเสียงร้อง ปีนปุายและท าทุก อย่างที่จะช่วยให้ได้กินกล้วย แต่เมื่อไม่ได้ผลไม่สามารถแก้ปัญหาได้มันหันมาลองจับไม้เล่นแบะใช้ไม้ นั้นสอยกล้วยแต่เมื่อไม่ได้ผล ไมสามารถจะแก้ปัญหาได้ มันหันมาลองจับไม้อันอื่นเล่น และใช้ไม้นั้น สอยกล้วย การกระท าเกิดขึ้นเร็วและสมบูรณ์ ไม่ได้ค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้า ๆ เลยในที่สุดมันก็ สามารถใช้ไม้สอยกล้วยมากินได้ วิธีการที่ลิงใช้แก้ปัญหานี้ โคล์เลอร์เรียกพฤติกรรมนี้ว่าเป็นการหยั่ง เห็น เป็นการมองเห็นช่องทางในการแก้ปัญหาโดยลิงชิมแพนซีได้มีการรับรู้ในความสัมพันธ์ระหว่างไม้ สอย กล้วยที่แขวนอยู่ข้างนอกกรงและสามารถใช้ไม้นั้นสอยกล้วยได้เป็นการน าไปสู่เปูาหมาย กระบวนการแก้ปัญหาของลิงชิมแพนซีมีดังนี้ 1. วิธีการแก้ปัญหาโดยการหยั่งเห็นจะเกิดขึ้นทันทีทันใดเหมือนความกระจ่างแจ้งในใจ 2. การเรียนรู้การหยั่งเห็นเป็นการที่ผู้เรียนมองเห็นรับรู้ความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ ไม่ใช่เป็นการตอบสนองของสิ่งเร้าเพียงอย่างเดียว
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 31 3. ความรู้เดิมของผู้เรียน ประสบการณ์ของผู้เรียนมีส่วนที่จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดการหยั่ง เห็นในเหตุการณ์ที่ประกอบขึ้นเป็นปัญหาและช่วยให้ การหยั่งเห็นเกิดขึ้นเร็ว การน าทฤษฎีประยุกต์ในการเรียนการสอน การน าทฤษฎีประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน นักจิตวิทยากลุ่มนี้คิดว่า ในการเรียนรู้ ของคนเราเป็นการเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็นซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และคิดได้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ปัญหาก็แจ่มชัดขึ้นเอง เนื่องจากการเห็นความสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ของปัญหามีหลายอย่างที่มี อิทธิพลต่อการเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็นดังนี้ 1. การหยั่งเห็นจะขึ้นอยู่กับการจัดสภาพที่เป็นปัญหา ประสบการณ์เดิมแม้จะมี ความหมายต่อการเรียนรู้ แต่การหยั่งเห็นนั้นให้เป็นระเบียบ และสามารถจัดส่วนของสถานการณ์นั้น ให้เป็นระเบียบ มองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น 2. เมื่อสามารถแก้ปัญหาได้ครึ่งหนึ่ง คราวต่อไปเมื่อเกิดปัญหาขึ้นอีกผู้เรียนก็จะสามารถ น าวิธีการนั้นมาใช้ในทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดพิจารณาใหม่ 3. เมื่อค้นพบลู่ทางในการแก้ปัญหาครั้งก่อนแล้วก็อาจน ามาดัดแปลงใช้กับสถานการณ์ ใหม่ และรู้จักการมองปัญหา เป็นส่วนเป็นตอนและเรียนรู้ความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้อาจน าไปใช้ เพื่อการพัฒนาพฤติกรรม คือ การเน้นให้บุคคลได้มีเสรีภาพ เลือกวิถีชีวิตตามความต้องการและความ สนใจ ให้เสรีภาพในการคิด การท าเน้นความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นให้บุคคลมองบวกในตน ยอมรับตนเอง และน าส่วนดีในตนเองมาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ รักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง สร้างสรรค์สิ่งดีให้ตนเอง ซึ่งเป็นฐานทางใจให้มองบวกในคนอื่น ยอมรับคนอื่นและสร้างสรรค์สิ่งดีงาม ให้แก่ผู้อื่นและสังคม กับทั้งมีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคมด้วย (นันทวัฒน์ บุญไธสง. 2543) 6. กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism) ผู้น าส าคัญในกลุ่มมนุษย์นิยม ได้แก่ คาร์ล โรเจอร์ (Calr R. Rogers, 1902- 1987) จิตวิทยา กลุ่มมนุษย์นิยมพัฒนาขึ้นประมาณปี ค.ศ. 1940 โดยเชื่อว่าเราสามารถเข้าใจถึง ธรรมชาติของมนุษย์ได้ดีขึ้นด้วยการศึกษาถึง การรับรู้ของบุคคลที่เกี่ยวกับตนเอง ความคิดส่วนตัวที่ เขามีต่อบุคคลอื่นและโลกที่เขาอาศัยอยู่ และยังมีความเชื่อว่า มนุษย์ เรามีคุณลักษณะที่ส าคัญที่ท าให้ เราแตกต่างไปจากสัตว์คือมนุษย์เรามีความมุ่ง มั่นอยากที่จะเป็นอิสระ เราสามารถก าหนดตัวเองได้ และเรามีพลังจูงใจ (Motivational Force) ที่จะพัฒนาตนเองไปสู่ระดับที่สมบูรณ์ขึ้น ที่แสดงถึงความ เป็นจริงแห่งตน ซึ่งหมายถึงการพัฒนาความรู้ความสามารถที่ตนเองมีอยู่ให้เต็มที่ (Self Actualization)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 32 ภาพที่ 1.8 คาร์ล อาร์ โรเจอร์และอับราฮัม เอช. มาสโลว์ผู้น ากลุ่มมนุษยนิยม แหล่งที่มา : https://www.google.com/search?sca_esv=f4c218d55768bdaf&q กลุ่มมนุษยนิยม (humanism) เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เป็นกลุ่มแนวคิดทางจิตวิทยาอีก กลุ่มหนึ่งที่ได้รับการยอมรับและให้ความเชื่อถือมากเช่นกัน โดยเฉพาะในวงการให้ค าปรึกษาและวง การศึกษา ผู้น าคนส าคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ อับราฮัม เอช. มาสโลว์ (Abraham H. Maslow) และคาร์ล อาร์ โรเจอร์ (Carl R. Rogers) ส าหรับแนวความคิดของกลุ่มมนุษยนิยมอาจสรุปเป็นแนวคิดพื้นฐาน เกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ได้ดังนี้ 1) มนุษย์เป็นสิ่งที่มีชีวิตจิตใจ มีความต้องการด้านต่างๆ เช่น ความรัก ความอบอุ่น ความ เข้าใจ และมีความสามารถเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน ไม่ใช่จะก าหนดให้เป็นอะไรก็ได้ตามใจชอบ ของคนอื่น ซึ่งตรงข้ามกับแนวคิดของกลุ่มพฤติกรรมนิยมที่เห็นว่าสามารถก าหนดพฤติกรรมของ มนุษย์ด้วยกันได้ 2) มนุษย์ทุกคนต่างพยายามที่จะรู้จัก เข้าใจตนเอง และต้องการพัฒนาตนเองไปสู่การ เข้าใจ ตนเองอย่างถ่องแท้ (self actualization) รวมทั้งยอมรับในศักยภาพของตนเอง จึงไม่ยากนักที่ จะเสริมสร้างให้บุคคลคิดวิเคราะห์ เข้าใจตน และน าจุดดีมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาตนเอง 3) ถ้ามนุษย์สามารถเข้าใจตนเองและยอมรับผู้อื่นได้เมื่อไร จะเกิดความพยายามที่จะ พัฒนา ตนเองไปถึงขั้นสูงสุดของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ 4) เนื่องจากมนุษย์มีธรรมชาติที่ต้องการจะพัฒนาตนเองอยู่แล้ว ดังนั้นจึงควรให้โอกาส แต่ ละคนที่จะมีอิสระในการที่จะเลือกกระท าในสิ่งที่ตนต้องการและมีสิทธิที่จะแสวงหาประสบการณ์ ตามความปรารถนาของตน สามารถตัดสินใจที่จะเลือกหนทางในการแก้ปัญหาให้กับตนเอง รวมทั้ง ต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตนเองด้วย 5) วิธีการแสวงหาความรู้ ข้อเท็จจริง รวมทั้งประสบการณ์ต่างๆ จะมีความส าคัญ มากกว่า ตัวความรู้และข้อเท็จจริงต่างๆ เนื่องจากความรู้และข้อเท็จจริงทั้งหลายสามารถเปลี่ยนแปลง
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 33 ได้ตาม กาลเวลา ดังนั้นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองของมนุษย์จึงอยู่ที่วิธีการแสวงหา ความรู้ให้กับ ตนเองมากกว่า แนวคิดจากกลุ่มมนุษยนิยมที่อาจน าไปใช้เพื่อการพัฒนาพฤติกรรม คือ การเน้นให้บุคคลได้ มีเสรีภาพ เลือกวิถีชีวิตตามความต้องการและความสนใจ ให้เสรีภาพในการคิดและการกระท า เน้น ความแตกต่างระหว่างบุคคล เน้นให้บุคคลมองตนเองในด้านบวก ยอมรับตนเอง และน าส่วนดีใน ตนเอง มาใช้ประโยชน์ให้เต็มที่ รักศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเอง สร้างสรรค์สิ่งดีให้ตนเอง ซึ่งเป็น ฐานทาง ใจให้มองผู้อื่นในด้านบวก ยอมรับคนอื่นและสร้างสรรค์สิ่งดีงามให้แก่ผู้อื่นและสังคม พร้อม ทั้งมีความ รับผิดชอบต่อตนเองและสังคมด้วย ทฤษฎีนี้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย ซึ่งเกิดจากนักจิตวิทยาชื่อ อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1943 ในงานเขียนชื่อ A Theory of Human Motivation และ ในหนังสือชื่อ Motivation and Personality ดังแผนภาพที่ 1.3 แผนภาพที่ 1.3 ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow's Hierarchy of Needs) แหล่งที่มา : https://www.urbinner.com/post/maslow-hierarchy-of-needs ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์มักจะถูกแสดงด้วยรูปภาพพีระมิด ซึ่งสิ่งที่อยู่ ล่างสุดคือความต้องการขั้นพื้นฐานมากที่สุด และล าดับที่สูงขึ้นจะเป็นความต้องการที่มีความซับซ้อน ขั้นจนถึงยอดของพีระมิด ความต้องการที่อยู่ด้านล่างจะต้องถูกเติมเต็มก่อนที่มนุษย์จะมีความสนใจ ความต้องการในขั้นถัดไป
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 34 1. ความต้องการด้านกายภาพ (Physiological Needs) เป็นความต้องการขั้นพื้นฐาน ของมนุษย์เพื่อที่จะด ารงชีวิตอยู่ได้เช่น - อาหาร - น้ า - อากาศ - การนอนหลับ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงสิ่งพื้นฐานอื่นๆ เช่น ที่พักหลบภัย เครื่องนุ่มห่ม สารอาหารที่ เหมาะสม และมาสโลว์ยังรวมการสืบพันธุ์ด้วย เพราะการสืบพันธุ์เป็นการเอาชีวิตรอดของเผ่าพันธ์ 2. ความต้องการด้านความมั่นคง ปลอดภัย (Safety and Security Needs) ความ ต้องการในล าดับนี้จะมีความซับซ้อนมากขึ้น มนุษย์อยากจะควบคุมและดูแลสิ่งต่างๆ ในชีวิต ดังนั้น ความปลอดภัยและความมั่นคงจึงเป็นสิ่งที่ส าคัญ โดยตัวอย่างของความต้องการด้านนี้คือ - ความมั่นคงทางการเงิน - ความปลอดภัยของสุขภาพ - ความปลอดภัยจากอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ - ความปลอดภัยทางอารมณ์ เช่น การไม่เศร้าเสียใจ ไม่ร้อนใจ วิตกกังวล หรือ สภาวะที่เป็นลบ - ความมั่นคงทางในการมีชีวิตที่ดี เพราะเราต้องการคาดเดาว่าอะไรจะเกิดขึ้นอย่างที่มันเป็นไป เราไม่ชอบความเสี่ยงที่ดู แล้วเป็นไปได้ไม่ดี 3. ความต้องการด้านความรัก หรือการเป็นเจ้าของ (Love/Sense of Belongings) มี ความสัมพันธ์ที่ดี ได้รับความรัก หรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ความต้องการนี้เป็นความต้องการที่ เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความรู้สึก ซึ่งเป็นความต้องการทางด้านสังคม (Social Needs) โดยที่สภาวะ อารมณ์ ความสัมพันธ์เหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมต่างๆ ตามมา - เพื่อน - ความรักในเชิงโรแมนติก - ครอบครัว - ความเป็นกลุ่ม - ความเชื่อใจและความสนิท ความต้องการในขั้นนี้ยังรวมไปถึง การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มต่างๆ เช่น เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว กลุ่มทางศาสนา ด้วยเช่นกัน 4. ความต้องการด้านความเคารพ (Esteem Needs)ความต้องการด้านความเคารพ เกิดขึ้นเมื่อความต้องการด้านอื่นๆ ได้รับการตอบสนองแล้ว ในระดับนี้เราจะต้องการความเคารพนับ ถือจากคนอื่น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น - ความต้องการที่จะเป็นใครสักคน หรือมีความภูมิใจ เกิดความความเชี่ยวชาญใน ทักษะต่างๆ
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 35 - ความต้องการที่จะได้รับการเคารพจากคนอื่น เช่น การมีชื่อเสียง ศักดิ์ศรีความ ต้องการด้านนี้ยังรวมไปถึงสิ่งต่างๆ เช่น ความรู้สึกมีคุณค่า หรือ self-esteem เช่นกัน คนที่สามารถ ตอบสนองความต้องการด้านความเคารพจะมีความรู้สึกมั่นใจในความสามารถของตนเอง ในขณะที่คนที่ขาด self-esteem และการเคารพจากคนอื่นๆ อาจท าให้เกิดความรู้สึก ด้อยค่ากว่าคนอื่น ซึ่งมาสโลว์กล่าวว่าความต้องการการยอมรับนี้เป็นสิ่งที่ส าคัญที่สุดในเด็กและวัยรุ่น 5. การบรรลุความหมาย หรือความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-Actualization) เป็นสิ่งที่อยู่ สูงสุดในระดับของความต้องการตามทฤษฎีของมาสโลว์ ซึ่งมันหมายถึงการตระหนักในความสามารถ ของคนๆ หนึ่ง ความต้องการที่จะเป็นในสิ่งที่คนๆ หนึ่งสามารถเป็นได้ เป็นสิ่งที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น คนๆ หนึ่งถูกเติมเต็มจากตัวเองในการท าบางอย่างให้ดีที่สุด เป็นการบรรลุศักยภาพของตัวเอง และพัฒนาตัวเองเช่น - บางคนอาจต้องการเป็นพ่อแม่ในอุดมคติ - บางคนอาจต้องการมีความเป็นเลิศด้านกีฬา - บางคนอาจต้องการใช้ความคิดสร้างสรรค์ ประดิษฐ์ วาดภาพ อย่างเต็มศักยภาพ ประเภทของความต้องการ ความต้องการทั้ง 5 นี้สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. Deficiency needs (D-needs) คือ ความต้องการสี่อันแรกคือ ความต้องการ ด้านกายภาพ, ความปลอดภัย/ความมั่นคง, ความรัก/การเป็นเจ้าของ และความเคารพ 2. Being needs or growth needs (B-needs) คือความต้องการด้านการบรรลุ ความหมายภายใน หรือความสมบูรณ์ของชีวิต (Self-actualization) 1. Deficiency Needs Deficiency needs (D-needs) เป็นความต้องการที่เกิดขึ้นเมื่อมีความขาด และจะ จูงใจให้มนุษย์ท าอะไรบางอย่างเมื่อมันไม่ได้รับการตอบสนอง ความต้องการในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นและ ยาวนานขึ้นหากมันถูกปฏิเสธ เช่น หากคุณอยู่ในสภาวะที่ขาดแคลนอาหาร คุณจะรู้สึกหิวมากยิ่งขึ้น และต้องการกินมากขึ้น 2. Being Needs or Growth Needs Being needs (B-needs) เป็นความต้องการที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากการขาดอะไร บางอย่าง แต่เป็นความต้องการ ความปราถนาของมนุษย์ที่จะเติบโต และครั้งหนึ่งที่ความต้องการใน การเติบโตนี้ได้รับความพอใจแล้ว เราจะไปถึงความต้องการระดับสูงสุดคือ Self-actualization ทฤษฎีความต้องการของมาสโลว์ ได้บอกไว้ว่าเราจะต้องได้รับความพึงพอใจในความ ต้องการ Deficiency needs (D-needs) ก่อนที่จะได้รับความต้องการ Being needs (B-needs) (Urbinner. 2564)
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 36 บทสรุป ส าหรับการศึกษาข้อมูลเกี่ยวความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับจิตวิทยาส าหรับครู ผู้ศึกษาได้รวบรวม แนวคิดจากนักวิชาการหลายท่าน แล้วน ามาเป็นบทสรุป มีรายละเอียด ดังนี้ จิตวิทยา หมายถึง การศึกษาพฤติกรรมกระบวนทางจิตเชิงปรนัย การกระท า หรือ กระบวนการทางจิตใจ รวมถึงระบบของร่างกายที่เกี่ยวกับพฤติกรรม คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับชีวิต มนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา จุดมุ่งหมายส าคัญของการศึกษาศาสตร์ สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ อธิบาย ท านาย พัฒนา และควบคุมพฤติกรรมด้านต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม จิตวิทยาการศึกษา หมายถึง วิชาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตลอดจนศึกษาธรรมชาติและ กระบวนการศึกษาเรียนรู้เพื่อน าหลักเกณฑ์ทางจิตวิทยามาใช้ในการเรียนการสอนให้ได้ผลดี มีขั้นตอน ในการศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมของนักเรียน ในรายวิชาที่ครูได้รับผิดชอบ ศึกษาพฤติกรรมของผู้เรียน ในขณะที่ได้จัดการเรียนการสอน ส่วนของเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับธรรมชาติของการเรียนรู้และ พัฒนาการ สภาวะของเด็กและสภาพแวดล้อมในโรงเรียน และการรวบรวมน าเนื้อ/ข้อมูล เพื่อน ามา จัดรูปแบบการสอน และเพื่อให้เด็กสามารถน าไปใช้ในการด าเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม จากประวัติความเป็นมาโดยสังเขปของจิตวิทยา สามารถสรุปได้ว่า จิตวิทยาได้มีระยะของ พัฒนาการมาตามล าดับ ซึ่งสามารถสรุปให้เห็นวิวัฒนาการได้เป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 จิตวิทยาเป็นวิชาที่มีการศึกษามาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีล่วง มาแล้ว มีนักปรัชญาเมธีคนส าคัญ เช่น เพลโต (Plato) และ อริสโตเติล (Aristotle) โดยมีความเชื่อ ตรงกันที่ว่ามนุษย์มีส่วนประกอบส าคัญ 2 ส่วน ได้แก่ ร่างกาย (body) กับวิญญาณ (soul) โดย วิญญาณจะมีอิทธิพลเหนือร่างกายที่จะคอยควบคุมให้ร่างกายกระท าสิ่งต่างๆ นักปรัชญาในยุคกรีกมัก นิยมหาค าตอบ เกี่ยวกับวิญญาณโดยใช้ความคิดอย่างมีเหตุผลของตนผสมผสานกับความเชื่อทาง ศาสนา ระยะที่ 2 เรอเน เดคาร์ท (Rene Descartes) นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ได้เสนอทฤษฎีที่ เชื่อว่า ร่างกายและจิตใจเป็นคนละส่วนและแยกจากกัน ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อ ทวินิยม (dualism) โดยทั้ง สองส่วนจะมีปฏิสัมพันธ์กันเพียงแต่ผ่านโครงสร้างเล็กๆ ในสมอง ต่อมาภายหลัง การศึกษาของเด คาร์ทท าให้เกิดวิชาที่เรียกว่า สรีรจิตวิทยา ซึ่งเป็นวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับ พฤติกรรมการแสดงออกมาที่มี ส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องระหว่างพฤติกรรมกับระบบประสาทและสมอง จอห์น ล็อค (John Lock) นัก ปรัชญาชาวอังกฤษ ได้เสนอทฤษฎีที่เชื่อว่าจิตเป็น ส่วนส าคัญในการควบคุมพฤติกรรมมนุษย์เรียกว่า แอนิมิซึม (animism) ระยะที่ 3 ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา นักจิตวิทยายุคใหม่เปลี่ยนแนวทาง การศึกษาจากจิตใจมาศึกษาพฤติกรรม ที่สามารถจะพิสูจน์ให้เห็นจริงได้บุคคลส าคัญที่มีบทบาท อย่างมากต่อการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ ได้แก่ วิลเฮล์ม แมกซ์ วุ้นด์ (Wilhelm Max Wundt) นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน ผู้ก่อตั้งกลุ่มจิตวิทยาในแนวทฤษฎีโครงสร้างของจิต (structuralism) โดยใน ปี ค.ศ.1879 ท าให้จิตวิทยามีการทดลองตามวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นครั้งแรกในโลก มุ่งศึกษาที่ พฤติกรรมภายใน จิตวิทยาได้รับการยอมรับอย่างแท้จริง เมื่อ จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) (ค.ศ.1878-1958) นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ผู้ตั้งกลุ่มพฤติกรรมนิยม (behaviorism) ซึ่งไม่เห็นด้วย
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 37 กับการศึกษาพฤติกรรมภายในในวิธีการที่วุ้นด์ใช้ศึกษาอยู่ จอห์น บี. วัตสัน (John B. Watson) มุ่ง ศึกษาเฉพาะพฤติกรรมที่สามารถสังเกตเห็นได้หรือพฤติกรรมภายนอก ซึ่งสามารถศึกษาค้นคว้า และ ทดลองให้เห็นจริงได้เท่านั้น ผลงานการศึกษาของวัตสันนี้เองที่ท าให้จิตวิทยาได้รับการยอมรับใน วงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่นั้นมาว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางพฤติกรรม หรือพฤติกรรมศาสตร์ (behavior science) จนถึงปัจจุบัน จิตวิทยาช่วยปูองกันความเสียหายต่อร่างกายและจิตใจโดยให้แนวทางความคิดเบื้องต้นใน การจัดการปัญหาทางใจในชีวิตประจ าวัน ปัญหาต่างเกี่ยวกับตนเอง และสังคม เราก็สามารถรู้เท่าทัน เพื่อรับการวินิจฉัย และบ าบัด ดูแล รักษาจากจิตแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ จิตวิทยาช่วยให้เราสามารถ ท าความเข้าใจตนเอง และสังคมมากขึ้น ส่งผลให้เราสามารถตัดสินใจ หลีกเลี่ยงความเครียด และ บริหารจัดการเวลาในชีวิตได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยให้ค้นพบเปูาหมายในชีวิตและบรรลุเปูาหมายนั้นได้ อัน จะน าไปสู่การด าเนินชีวิตให้มีความสุข และมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น การประยุกต์สาขาของจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับวิชาชีพครูมาปรับใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ดัง แสดงในแผนภาพที่ 1.4 แผนภาพที่ 1.4 การประยุกต์สาขาของจิตวิทยาที่สัมพันธ์กับวิชาชีพครูมาปรับใช้ในการ พัฒนาผู้เรียน จิตวิทยาส าหรับวิชาชีพครู จิตวิทยาทั่วไป จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาประยุกต์ ครูศึกษาถึงกฎเกณฑ์ ทฤษฎีพื้นฐานทาง จิตวิทยาที่เกี่ยวกับ พฤติกรรมโดยทั่วไป ของผู้เรียน เช่น เรื่อง การรับรู้ การเรียนรู้ อารมณ์ แรงจูงใจ บุคลิกภาพ รวมทั้ง กระบวนการทาง สมองและพันธุกรรม ที่มีผลต่อพฤติกรรมที่ ท าให้ผู้เรียนมีความ แตกต่างกัน ครูศึกษากระบวนการ เรียนรู้เพื่อน า หลักเกณฑ์ทาง จิตวิทยามาใช้ในการ เรียนการสอนให้ ได้ผลดี และการ รวบรวมเนื้อหา มา ปรับใช้เข้ากับรูปแบบ การสอนที่สอดคล้อง กับความสนใจ กับการ พัฒนาผู้เรียนที่ยั่งยืน สามารถน าไปใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ครูน าหลักจิตวิทยาไป ใช้ในการถ่ายทอด ความรู้ เพื่อท าให้ พฤติกรรมที่ เปลี่ยนแปลงไปอย่าง ถาวรหรือเกิดจากการ ฝึกฝน ใช้กระบวนการ เรียนรู้จะเกิดได้จาก ขั้นตอนหลัก 4 ขั้นตอนคือตั้งใจจะรู้ ก าหนดวิธีปฏิบัติ เพื่อให้รู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับผลประจักษ์ ครูจัดการเรียนการ สอนโดยหลักจิตวิทยา มาประยุกต์ใน ชีวิตประจ าวันของ ผู้เรียน กับวิธีการ ศึกษาในรายวิชาที่ รับผิดชอบ เพื่อการ ด ารงอยู่ในสังคมของ บุคคลไม่ว่าจะเป็น หน้าที่การงาน การ ช่วยเหลือสังคม และ อาชีพต่างๆ ได้อย่างมี ประสิทธิภาพ
จิตวิทยาส าหรับครู (Psychology for Teachers) | 38 เอกสารอ้างอิง กันยา สุวรรณแสง. (2544). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ : รวมสาส์น. จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคณะ. (2550). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ : ภาควิชาจิตวิทยา คณะศิลป ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. เติมศักดิ์ คทวณิช. (2546). จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology). กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. นันทวัฒน์ บุญไธสง. (2543). ทฤษฎีเกสตัลท์(Gestalt Theory). แหล่งที่มา : http://www.baanjomyut.com/library_2/extension-2/gestalt_theory/index.html ปรียาพร วงค์อนุตรโรจน์. (2551). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์สื่อเสริมกรุงเทพ. ราชบัณฑิตยสถาน. (2554). พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. กรุงเทพฯ : นาน มีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์. ลักขณา สริวัฒน์. (2553). จิตวิทยาการท างานในชุมชน. ขอนแก่น : ขอนแก่นการพิมพ์. วิไลวรรณ ศรีสงคราม และคณะ. (2549). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ : ทริปเพิ้ล กรุ๊ป. สงกรานต์ ก่อธรรมนิเวศน์. (2552). ศัพท์ทางจิตเวช. กรุงเทพฯ : ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สิริอร วิชชาวุธ และคณะ. (2550). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สิทธิโชค วรานุสันติกูล. (2546). จิตวิทยาสังคม : ทฤษฎีและการประยุกต์. กรุงเทพฯ: ซีเอ็ดยูเคชั่น. สุนิสา วงศ์อารีย์. (2560). จิตวิทยาส าหรับครู. อุดรธานี : คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี. อารี รังสินันท์. (2530). จิตวิทยาการศึกษา. เอกสารค าสอน คณะศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัยศรีนคริ นทรวิโรฒ ประสานมิตร. เอม อัตตะริยะ. (2564). ท าไมจิตวิทยาจึงส าคัญ. แหล่งที่มา : https://www.youdee.redcross.or.th/post Learn Education. (2564). มารู้จัก จิตวิทยาครู ความส าคัญของจิตวิทยาส าหรับครู. แหล่งที่มา : https://www.learneducation.co.th Goldstein, E.B. (1994). Psychology. California: Brooks/Cole Publishing Company. Urbinner. (2564). ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์(Maslow's Hierarchy of Needs). แหล่งที่มา : https://www.urbinner.com/post/maslow-hierarchy-of-needs