มหาชาติหรือมหาเวสสันดรชาดก
๑
เอกสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ท๓๑๑๐๒ ใน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔/๒ โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่ได้จากเรื่อง มหาชาติหรือ
มหาเวสสันดรชาดก และได้ศึกษาจากแหล่งความรู้ต่างๆเช่น หนังสือ และตามเว็บไซต์
ต่างๆ โดยในเอกสารฉบับนี้จะประกอบด้วย เนื้อหาและองค์ความรู้ในเรื่อง มหาชาติ
ทางคณะผู้จัดทำคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประ
โยชนต่อผุ้ที่สนใจเป็นอย่างดี
คณะผู้จัดทำ
บรรณานุกรม ๒
ผู้แต่ง
ที่มาของเรื่อง ๓
ลักษณะคำประพันธ์และแผนผัง ๔
จุดประสงค์ในการแต่ง ๖
เนื้อเรื่องทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ๗
ตัวละครสำคัญในเรื่อง ๘
ฝนโบกขรพรรษ ๙
ทศชาติ ๒๑
ข้อคิดที่สามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ๒๔
สมาชิกในกลุ่ม ๒๕
๒๘
๒๙
๓
จรรยวรรณ ศรีฉายา. (๒๕๖๕). วรรณคดีเเละวรรณกรรม ๔. (พิมพ์ครั้งที่๑).
กรุงเทพฯ : บริษัท คุรุมีเดีย จำกัด.
https://www.xn--o3ce8b8evc.com/ano4/
http://mooaiw41.blogspot.com/2013/01/
https://watthong.com/index.php/en/2014-12-09-01-21-49
https://readthecloud.co/vessantara-jataka/
https://thanachporn.wordpress.com/2013/10/31/%E0%B8%A1%E
0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95
%E0%B8%B4-
%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD-
%E0%B8%A1%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%
A7%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8
%94%E0%B8%A3/
๔
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระจอมเก้าเจ้าอยู่
หัว พระราชนิพนธ์ ๓ กัณฑ์ คือ
กัณฑ์ที่ ๔ กัณฑ์วนประเวศน์
กัณฑ์ที่ ๖ กัณฑ์จุลพน
กัณฑ์ที่ ๑๐ กัณฑ์สักกบรรพ
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส
ทรงนิพนธ์ ๕ กัณฑ์คือ
กัณฑ์ที่ ๑ กัณฑ์ทศพร
กัณฑ์ที่ ๒ กัณฑ์หิมพานต์
กัณฑ์ที่ ๑๑ กัณฑ์มหาราช
กัณฑ์ที่ ๑๒ ฉกษัตริย์
กัณฑ์ที่ ๑๓ นครกัณฑ์
เจ้าพระยาพระคลัง
เจ้าพระยาพระคลัง ( หน ) นิพนธ์ ๒ กัณฑ์ คือ
กัณฑ์ที่ ๘ กัณฑ์กุมาร
กัณฑ์ที่ ๙ กัณฑ์มัทรี
พระเทพโมลี
พระเทพโมลี ( กลิ่น ) นิพนธ์ ๑ กัณฑ์ คือ กัณฑ์ที่
๗ กัณฑ์มหาพน
๕
สำนักวัดถนน
สำนักวัดถนน นิพนธ์ ๑ กัณฑ์ คือ
กัณฑ์ที่ ๓ ทานกัณฑ์
สำนักวัดสัขจาย
สำนักวัดสังขจาย นิพนธ์ ๑ กัณฑ์ คือ
กัณฑ์ที่ ๕ กัณฑ์ชูขก
๖
ที่มาของมหาเวสสันดรชาดกน่าจะเป็นเรื่องเล่าหรือนิทาน
ของชาวพื้นเมืองอินเดียมาก่อนพัฒนาการวรรณกรรมมหาพระ
เวสสันดรในระยะแรกพบว่า เวสสันดรชาดก เป็นชื่อในภาษาบาลี
ส่วนภาษาสันสกฤตเรียกว่า วิศวันตระอวทาน เทศน์มหาชาติ
ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความ
หมาย "เทศน์" ว่าการแสดงธรรมสั่งสอนในทางศาสนา และ
"มหาชาติ" น. เรียกเวสสันดรชาดกว่ามหาชาติ มี ๑๓ กัณฑ์, มีการ
เทศน์เรื่องมหาเวสสันดรชาดก เรียกว่า เทศน์มหาชาติ
มหาเวสสันดรชาดก มีความเป็นมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ในรัชกาล
ของพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้แต่งเรื่องเวสสันดรชาดกเป็นคำ
ประพันธ์ สำหรับราชบัณฑิตใช้สวดในเทศกาลเข้าพรรษา
ประกอบด้วยร่าย และกาพย์ ปะปนกันเป็นวรรณคดีเรื่องสำคัญ
เรียกว่า กาพย์มหาชาติ ซึ่งไม่ได้ใช้สำหรับการเทศน์มหาชาติอย่าง
ในปัจจุบัน
จนมาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หน้านภาลัย รัชกาลที่ 2 มีพระราชดำริให้แต่งเรื่องมหาชาติ
สำหรับพระสงฆ์ใช้แสดงพระธรรมเทศนาที่เรียกว่า เทศน์มหาชาติ
๗
มหาเวสสันดรชาดาเป็นมหาชาติกลอนเทศน์
มีลักษณะคำประพันธ์เป็นร่ายยาวที่มีคาถาบาลีนำร่ายยาว บท
หนึ่งไม่จำกัดจำนวนวรรคแต่ที่นิยมคือตั้งแต่ ๕ วรรคขึ้นไปและ
แต่ละวรรคก็ไม่จำกัดจำนวนคำเช่นกัน แต่ไม่ควรน้อยกว่า ๕
ซึ่งคำสุดท้ายของวรรคหน้าจะส่งสัมผัสไปวรรคหลังคำใดก้ได้
แต่เว้นคำสุดท้ายของวรรคอาจจบลงด้วย "คำสร้อย" (คำสร้อย
เช่น ฉะนี้ ดังนี้ นั้นเกิด นั้นแล แล้วแล ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น)
๘
เวสสันดรชาดกจะปรากฎหลักการประพฤติปฏิบัติตน
เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินตนให้บรรลุเป้าหมายใน
ชีวิตนั้น คือการเป็นแบบอย่างที่ดี ซึ่งมีความสอดคล้อง
กันกับหลักการทางพุทธจริยศาสตร์แล้ว ยังปรากฎ
แนวคิดที่สามารถนำมาต่อยอดในการเข้าถึงการพัฒนา
ความงามของชีวิตตามหลักการทางพุทธ
สุนทรียศาสตร์ได้อย่างลงตัว
๙
เมื่อครั้งอดีตกาลที่ล่วงมา นครสีพีรัฐบุรีนั้นมีพระราชาพระนามสีพีราช ทรงครองเมือง
โดยทศพิธราชธรรม พระราชาทรงยกบัลลังก์ให้พระโอรสขึ้นเสวยราชย์แทน เมื่อเจริญวัย
สมควรแล้ว พระราชโอรสมีพระนามว่า "สัญชัย" และได้อภิเษกกับพระนางผุสดี พระธิดา
แห่งราชากรุงมัททราช พรจากภพสวรรค์แต่ปางก่อนนั้นผุสดีเทวีเสวยชาติ เป็นอัครมเหสี
ของพระอินทร์ เมื่อจะสิ้นพระชนมายุจึงขอกัณฑ์ทศพรจากพระอินทร์ได้ ๑๐ ข้อ ทั้งยังเคย
โปรยผงจันทร์แดงถวายพระวิปัสสีพุทธเจ้า และอธิฐานให้ได้เกิด เป็นมารดาพระพุทธเจ้า
ด้วยพร ๑๐ ข้อนั้นมีดังนี้
๑. ขอให้เกิดในกรุงมัททราช แคว้นสีพี การทำบุญจักให้สำเร็จสมประสงค์ต้อง
๒. ขอให้มีดวงเนตรคมงามและดำขลับดั่งลูกเนื้อทราย อธิษฐานจิต
๓. ขอให้คิ้วคมขำดั่งสร้อยคอนกยูง ตั้งเป้าหมายชีวิต ที่ตนปรารถนาไว้
๔. ขอให้ได้นาม "ผุสดี" ดังภพเดิม ความปรารถนาที่จะสำเร็จสมดังตั้งใจ
๕. ขอให้มีพระโอรสเกริกเกียรติที่สุดในชมพูทวีป ผู้นั้นต้องมีศีลบริบูรณ์
๖. ขอให้พระครรภ์งาม ไม่ป่องนูนดั่งสตรีสามัญ
๗. ขอให้พระถันเปล่งปลั่งงดงามไม่ยานคล้อยลง ๑.พระเกศา แปลว่า เส้นผม
๘. ขอให้เส้นพระเกศาดำขลับตลอดชาติ ๒.พระถัน แปลว่า เต้านม
๙. ขอให้ผิดพรรณละเอียดบริสุทธิ์ดุจทองคำธรรมชาติ ๓.ดวงเนตร แปลว่า ดวงตา
๑๐. ขอให้ได้ปลดปล่อยนักโทษที่ต้องอาญาประหารได้
๑๐
กัณฑ์หิมพานต์ ว่าด้วยเรื่อง เมืองกลิงครัฐ ได้เกิดฝนแล้งข้าวยากหมากแพง พราหมณ์
ทั้ง ๘ คน มาทูลขอพญาช้างปัจจัยนาคซึ่งเป็นช้างคู่บารมีจากพระเวสสันดร พระองค์ให้ทาน
ช้าง ทำให้ชาวเมืองโกรธแค้นเคืองใจ จึงไปร้องต่อพระเจ้ากรุงสัญชัยให้เนรเทศพระเวสสันดร
ออกจากเมือง หรือประหารด้วยท่อนจันทน์ เมื่อพระนางมัทรีทรงทราบว่าพระเวสสันดรได้ถูก
ขับออกจากเมือง ทรงทูลว่าเป็นสามีภรรยากันแล้ว ย่อมต้องอยู่เคียงข้างกันในทุกที่ทุกเวลา
ไม่ว่ายามสุข หรือทุกข์ จึงได้ขอออกเดินทางไปกับพระเวสสันดร พร้อมทั้งพระชาลี และพระ
กัณหา บุตรทั้ง ๒
๑.อัครชายา แปลว่า ตำแหน่งมเหสีรอง
๒.ประสูติ แปลว่า การเกิด
๓.กลียุค แปลว่า ยุคที่ธรรมะของ
มนุษย์ลดลงเหลือเพียง ๑ ใน ๔ ส่วน เมื่อ
เทียบกับในสมัยกฤดายุค และอายุของ
มนุษย์ก็สั้นลงโดยไม่มีกำหนดเวลา
แน่นอน
๔.ดวงหทัย แปลว่า ดวงใจ
๕.อำมาตย์ แปลว่า ที่ปรึกษาชั้นผู้ใหญ่ที่
มีความสำคัญและใกล้ชิดกับพระราชา
๑.คนดีเกิดมานำพาโลกให้ร่มเย็น
๒. โลกต้องการผู้เสียสละมิฉะนั้นหายนะจะบังเกิด
๓. การทำดีย่อมมีอุปสรรค “มารไม่มีบารมีไม่มามารยิ่งมาบารมียิ่งแก่กล้า”
๔. จุดหมายแห่งการเสียสละอยู่ที่พระโพธิญาณมิหวั่นไหวแม้จะได้รับทุกข์
๑๑
ว่าด้วยเรื่อง พระเวสสันดร ทูลลาพระบิดา พระมารดา ก่อนออกเดินทางพระองค์ได้ขอบริ
จาคทานใหญ่ เรียกว่า สัตตสดกมหาทาน ประกอบด้วย ช้าง ม้า โคนม รถม้า นารี ทาส ทาสี ผ้า
อาภรณ์ อย่างละ ๗๐๐ เพื่อให้กับคนทั่วไป และระหว่างการเดินด้วยราชรถทองนั้น ได้มี
พราหมณ์ ๔ คน มาทูลขอม้า และราชรถ พระองค์ได้พระราชทานให้จนหมดสิ้น
๑.ความรักของแม่ ความห่วงของเมีย
๒.โทษทัณฑ์ของการเป็นหม้าย คือถูกประนามหยามหมิ่นอาจถึงจบชีวิตด้วยการก่อ
กองไฟให้รุ่งโรจน์แล้วโดดฆ่าตัวตาย
๓.เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม พึงยอมเสียสละประโยชน์สุขส่วนตัว
๔. ยามบุญมีเขาก็ยกยามตกต่ำเขาก็หยาม ชีวิตมีทั้งชื่นบานและขื่นขม
๑.สัตสดกมหาทาน แปลว่า มหาทาน ๗ อย่าง อย่างละ ๗๐๐
๒.กันแสง แปลว่า ร้องไห้
๓.พระพักตร์ แปลว่า ดวงหน้า
๔.พระทัย แปลว่า ใจ
๑๒
ว่าด้วยเรื่อง พระเวสสันดรได้เดินทางมาถึงเมืองเจตรัฐ พระราชาได้ออกมาต้อนรับ และ
ประสงค์จะมอบเมืองให้ปกครอง พระเวสสันดรทรงปฏิเสธ เพราะมีความประสงค์ที่จะ
บำเพ็ญเพียรในป่า ตลอดระยะเวลา ๗ เดือน ที่ทั้ง ๔ พระองค์ได้บำเพ็ญเพียรในป่า พระ
ราชาให้พรานเจตบุตรมาคอยดูแลเฝ้าอารักขา
๑.อาศรม แปลว่า ที่อยู่ของนักพรต นักบวช
๒.โสมนัส แปลว่า ความสุขใจ, ความปลาบปลื้ม, ความเบิกบาน.
๑. ยามเห็นใจ ยามจน ยามเจ็บ ยามจากเป็นยามที่ควรจะได้รับความเหลียวแล
๒. ผลดีของมิตรแท้ คือ ไม่ทอดทิ้งในยามเพื่อนทุกข์ ช่วยอุ้มชูยามเพื่อนอ่อนล้า ช่วยฉุดดึงยาม
เพื่อนตกต่ำ
๓. น้ำใจของคนดี หากรู้ชัดว่าปกติสุขของคนส่วนมากจะตั้งอยู่ได้ เพราะการเสียสละของตน ก็
สมัครสลัดโอกาสและโชคลาภอันจะพึงได้ ด้วยความชื่นชม
๑๓
กัณฑ์ชูชก ว่าด้วยเรื่อง เฒ่าชู
ชกซึ่งเป็นขอทาน ได้นำเงินที่ขอทาน
มาได้ไปฝากไว้กับเพื่อน พอมาทวงเงิน
คืนเพื่อนได้ใช้เงินหมดแล้ว เลยยก
ลูกสาวชื่ออมิตตดาให้ เมื่อนางอมิต
ตดาไปอยู่กับเฒ่าชูชก นางได้
ปรนนิบัติรับใช้มิได้ขาดตกบกพร่อง
จนทำให้เพื่อนบ้านต่างอิจฉามาต่อว่า
ตบตี นางจึงไม่ยอมปรนนิบัติรับใช้อีก
จึงบอกให้เฒ่าชูชกไปขอชาลี กัณหา
เพื่อเอามาเป็นทาสรับใช้แทน
ปรนนิบัติ หมายถึง เอาใจใส่ คอยดูแลรับใช้
๑.ของที่รักและหวงแหน ที่โบราณห้ามฝากผู้อื่นไว้คือ เงิน ม้า เมีย ยิ่งน้องเมียห้าม
ฝากเด็ดขาด อันตรายมาก
๒.ภรรยาที่ดีย่อมไม่ย่อหย่อนต่อหน้าที่ ข้าวดำ น้ำตัก ฟืนตอหักหา น้ำร้อน น้ำชา
เตรียมไว้เสร็จ
๓.ของไม่คู่ควรย่อมมีปัญหา ตำราหิโตปเทศกล่าวว่า “ความรู้เป็นพิษเพราะเหตุที่ไม่
ใช้ อาหารเป็นพิษเพราะเหตุไฟธาตุไม่ย่อย เมียสาวเป็นพิษเพราะผัวแก”
๑๔
กัณฑ์จุลพน ว่าด้วยเรื่อง เฒ่าชูชกออกเดินทางไปเขาวงกตเพื่อขอชาลี และกัณหา
ระหว่างทางได้พบพรานเจตบุตรผู้คอยดูแลเฝ้าอารักขา จึงได้ออกอุบายลวงให้เชื่อว่าได้รับ
นำสาสน์จากพระเจ้ากรุงสัญชัยมาส่งให้พระเวสสันดรเพื่อกลับวัง เพราะได้รับการอภัยโทษ
แล้ว เมื่อพรานป่าได้ยินก็เชื่อคำลวงนั้น และได้บอกทางไปเขาวงกตอีกด้วย
๑. มีอำนาจหากขาดปัญญาย่อมถูกหลอกได้ง่าย ๑. สาส์น แปลว่า จดหมายจากประมุขของ
๒. คนโง่ย่อมเป็นเหยื่อของคนฉลาด ประเทศ
๓. ไว้ใจทาง วางใจคน จะจนใจตัว ๒.คำลวง แปลว่า ล่อให้หลง,ทำให้หลงผิด
๓.อารักขา แปลว่า ป้องกัน,ดูแล,คุ้มครอง
๑๕
กัณฑ์มหาพน ว่าด้วยเรื่อง เฒ่าชูชกเดินทางมาถึงกลางป่าใหญ่ พบกับพระ
อัจจุตฤาษี ได้หลอกลวงพระฤาษีให้หลงกลว่าเป็นกัลยาณมิตรของพระเวสสันดร
จนได้พักค้างคืนที่อาศรม พอรุ่งเช้าพระฤาษีให้กินผลไม้ พร้อมบอกเส้นทาง และ
สภาพแวดล้อมในป่าที่จะเดินทางไปอาศรมของพระเวสสันดร
๑. ฉลาดแต่ขาดเฉลียว มีปัญญาแต่ขาดสติก็เสียทีพลาดท่าได้
๒. เชื่อง่ายเป็นทุกข์
๓. คบคนให้ดูหน้า ซื้อผ้าให้ดูเนื้อ ซื้อเสื่อให้ดูลาย
คำศัพท์ อาศรม - ที่พำนักของฤๅษี
๑๖
กล่าวถึงชูชกเดินทางถึงอาศรมของพระเวสสันดร ได้หยุดพักผ่อนที่คาคบไม้ ๑ ราตรี รุ่ง
ขึ้นเมื่อนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้แล้ว ชูชกจึงเข้าเฝ้าทูลขอพระชาลีและกัณหา ก็ทรง
ประทานให้ สองกุมารได้ยิน จึงตกใจกลัวหนีไปซ่อนตัวอยู่ในสระ พระเวสสันดรได้ขอร้อง
ให้ทั้งสองพระองค์ออกมา แล้วชูชกก็นำทั้งสองพระองค์ไป
1. ความเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ ดังภาษิตโบราณว่า “ช้าๆ จะได้พร้าเล่มงาม’’
2. พ่อแม่ทุกคนรักลูกเหมือนกัน
3. สติเป็นเครื่องป้องกันอันตรายทั้งปวงได้
4. วิสัยหญิงนั้น แม้จะมากอยู่ด้วยเมตตากรุณาแต่เว้นอย่างที่ไม่มีวันจะสละสิ่งนั้นคือ " ลูก"
ตกระกำลำบาก หมายถึง คำแสดงความรู้สึกเดือดร้อนเพราะกรรมหรือชะตากรรมของตนในอดีต
ราตรี หมายถึง กลางคืน, เวลามืด
๑๗
ว่าด้วยเรื่องพระนางมัทรีเข้าป่าหาผลไม้ขณะเดินทางกลับอาศรมพบเจอเหตุการณ์
มหัศจรรย์ต่าง ๆ เช่น เกิดพายุใหญ่ มืดครึ้มไปทั่วบริเวณ อีกทั้งยังมีสิงห์สาราสัตว์ร้ายมา
ขวางทางไว้เมื่อมาถึงอาศรมได้ทราบเรื่องราวของกุมารทั้ง ๒ ทำให้พระองค์เสียพระทัย
มากจนสลบไป หลังจากฟื้ นคืนสติกลับมาพระนางได้อนุโมทนากับพระเวสสันดรด้วย
ลูกคือแก้วตาดวงใจของผู้เป็นพ่อแม่ ๑.พระภัสดี หมายถึง สามี
๒.พระชนนี หมายถึง เเม่
๑๘
กัณฑ์สักกบรรพ ว่าด้วยเรื่อง พระอินทร์เกรงว่าจะมีผู้มาขอพระนางมัทรีไปอีก จักไม่มี
ผู้ปรนนิบัติพระเวสสันดร พระโพธิญาณจักเป็นอันตราย จึงได้แปลงเป็นพราหมณ์ชราลง
มาขอ เมื่อได้แล้วไม่เอาไป กลับถวายคืนแก่พระเวสสันดร โดยห้ามประทานนางแก่ผู้ใดอีก
พร้อมทั้งประสาทพร ๘ ประการ ให้แก่พระเวสสันดร แล้วท้าวสหัสนัยก็เนรมิตร่างเป็น
พระอินทร์เหาะขึ้นฟ้าไปทันที
๑. ให้ทรงได้รับอภัยโทษ ๑.เข็ญใจ แปลว่า ยากจนข้นแค้น
๒. ให้ทรงช่วยคนถูกฆ่าได้ ๒.ดำริ แปลว่า ตริ,คิด,ไตรตรอง
๓. ให้ไพร่ฟ้าได้พึ่งพา ๓.สำแดง แปลว่า ทำให้ให้เห็น
๔. ให้มั่นคงในมเหสี ไม่ลุ่มหลงสตรีอื่น
๕. ให้ได้สืบสันติวงศ์
๖. ให้มีสิ่งของบริจาคทานมิสิ้น
๗. ให้มีอาหารทิพย์พอเพียงทุกรุ่งเช้า
๘. ให้ได้สำเร็จพระโพธิญาณ
การทำดีแม้ไม่มีคนเห็น ก็เป็นความดีอยู่วันยังค่ำ ดุจทองคำแม้จะอยู่ในตู้โชว์
หรือในกำปั่ นก็เป็นทองคำอยู่นั่นเอง เข้าลักษณะว่า ความดีเหมือนเพชรเหมือน
ทอง การทำความดีแม้ไม่มีคนเห็น แต่เทพยดาอารักษ์เบื้องบนท่านย่อมรู้
๑๘
กัณฑ์มหาราช ว่าด้วยเรื่อง เฒ่าชูชกได้พาสองกุมารหลงทางไปจนถึงเมืองสีพี
จนกระทั่งได้พบกับพระเจ้าปู่ พระเจ้าย่า จึงรับสั่งให้ไถ่ถอนตัวทั้งสองพระองค์ และ
พระราชทานเลี้ยงอาหารชั้นดีแก่เฒ่าชูชก แต่ไม่มีวาสนาเพราะบริโภคมากเกินไป
เป็นเหตุให้ไฟธาตุพิการอาหารไม่ย่อยจนถึงแก่ความตาย พระเจ้าสัญชัยรับสั่งให้
เตรียมกองทัพไปรับสองพระองค์กลับคืนสู่วัง
http://mooaiw41.blogspot.com/2013/01/
๑.พระกรรณ แปลว่า หู
๒.พระนาสา แปลว่า จมูก
๓.บรรทม แปลว่า นอน
๔.สุบิน แปลว่า ความฝัน
๕.ปราโมทย์ แปลว่า ความยินดี
คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ย่อมได้รับ
ความปกป้องคุ้มครองภัยในที่ทุกสถาน
๑๙
กัณฑ์ฉกษัตริย์ ว่าด้วยเรื่อง พระเจ้ากรุงสัญชัย พร้อมด้วยพระนางผุสดีและจตุรงค์เสนา
เดินทางไปถึงเขาวงกต กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ได้มาพบกันในกลางป่า โดยมิได้คาดฝัน ก็ทรง
วิปโยคโศกศัลย์จนถึงวิสัญญีภาพสลบลง ฝนโบกขรพรรษบันดาลตกลงมาให้ทรงฟื้ น แล้ว
พากันขอลุโทษ และทูลอาราธนาให้ลาผนวช
๑.พรากมีวันพบ จากมีวันเจอ จากกันยาม
เป็นได้เห็นน้ำใจ จากกันยามตายได้เห็น
น้ำตา
๒.การให้อภัยเป็นเพราะได้สำนึกเป็นเหตุให้
ลบรอยร้าวฉานบันดาลสันติสุขแก่ส่วนรวม
๓.สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้ผิด
บรรพชิตยังรู้เผลอ ความผิดพลาดเป็นเรื่อง
ของมนุษย์ แต่การให้อภัยเป็นวิสัยของ
เทวดา
๑.วิปโยค แปลว่า ความพลัดพราก,ความกระจัดกระจาย,ความจากกัน,ความพ้นไป
จาก
๒.โศกศัลย์ แปลว่า ทุกข์โศกมาก
๓.ฝนโบกขรพรรษ แปลว่า น้ำฝนวิเศษไม่เปียกผู้ที่ไม่ต้องการให้เปียก ตกลงแล้วไหล
ซึมลงดินไปโดยเร็ว
๔.อาราธนา แปลว่า เชื้อเชิญ,นิมนต์,อ้อนวอน
๒๐
กัณฑ์นครกัณฑ์ ว่าด้วยเรื่อง พระเวสสันดรเมื่อลาผนวชแล้ว ทรงสั่งลาพระอาศรม รับ
พระราชทานเครื่องทรงกษัตริย์ แล้วเสด็จกลับไปครองเมืองสีพี ด้วยความร่มเย็นเป็นสุขจนพระ
ชนมายุ ๑๒๐ พรรษา จึงสวรรคตแล้วไปปรากฏอุบัติเป็นท้าวสันดุสิตเทพบุตร บนสวรรค์ชั้นดุสิต
๑.ผลแห่งความดีที่ทำไว้ สัมฤทธิ์ผล ความดีที่ทำไว้ ไม่หายสาบสูญ พระบารมีที่บำเพ็ญครบ
บริบูรณ์ทั้ง ๓๐ ทัศความดีที่ทำด้วยเจตนาเป็นกุศล ผู้คนย่อมมีโอกาสเข้าใจ
๒.สั่งสอนให้คนเราเพียรประกอบคุณงามความดีโดยมิท้อถอย หากรู้จักสละทรัพย์บริจาคทาน
เนื่องนิจก็จะเป็นที่สรรเสริญทั่วไป คนโลภคนจิตบาปหยาบร้ายก็ต้องได้ภัยเพราะตัวเอง ดั่งชูชก
นั้นเอง
-๑.พงไพร หมายถึง คงหญ้าหรือดงไม้ที่รวมกันเป็นผืนป่า
๒.ประวิง หมายถึง ถ่วงเวลาให้เนิ่นช้าออกไป
๓.ทศพิธราชธรรม หมายถึง จริยวัตร 10 ประการที่ พระเจ้าแผ่นดินทรงประพฤติเป็นหลักธรรม
ประจําพระองค์ หรือเป็นคุณธรรมประจําตนของผู้ปกครองบ้านเมือง ให้มี ความเป็นไปโดยธรรม
และยังประโยชน์สุขให้เกิด ประชาชนจนเกิดความชื่นชมยินดี
๒๑
พระเวสสันดร เป็นตัวละครที่มี
บทบาทสำคัญอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาว
มหาเวสสันดรชาดก มีชื่อเรียกต่างๆ
พระเวสสันดรเป็นพระโอรสของพระเจ้า
กรุงสญชัยและพระนางผุสดีแห่งเมืองสีพีมี
อุปนิสัยและพฤติกรรมที่สำคัญคือ การ
บริจาคทานพระราชกุมารเวสสันดรทรง
บริจาคทานตั้งแต่ เกิด
มัทรีเป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิงใน
มหาชาติ ซึ่งเป็นเรื่องราวที่ว่าด้วย
บุพจริยาของพระพุทธองค์ในอดีต
ชาติเมื่อเสวยพระชาติเป็นพระ
เวสสันดรบรมโพธิสัตว์ พระชาตินี้
ถือว่าเป็นพระชาติยิ่งใหญ่ สำคัญ
เพราะเป็นพระชาติสุดท้ายของพระ
โพธิสัตว์ก่อนจะประสูติเป็นเจ้าชาย
สิทธัตถะและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า
พระกัณหา หรือ กัณหาชินา เป็นตัวละคร
ประกอบอยู่ในวรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหา
เวสสันดรชาดกเป็นพระธิดาของพระ
เวสสันดรและพระนางมัทรี เป็นพระนัดดา
ของพระเจ้ากรุงสญชัยและพระนางผุสดี
และเป็นพระกนิษฐาของพระชาลี
พระกัณหาเป็นผู้หนึ่งที่ทำให้พระ
เวสสันดรได้บำเพ็ญบุตรทานบารมีซึ่งเป็น
ทานอันยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ทั้งหลายไม่สามารถ
ทำได้
๒๒
พระชาลีเป็นตัวละครประกอบอยู่ใน
วรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก
มีชื่อเรียกต่างๆ เช่น พ่อสายใจ พ่อหน่อ
น้อยภาคิไนยนาถ เป็นต้น
พระชาลีเป็นพระราชโอรสของพระ
เวสสันดรกับพระนางมัทรีเป็นพระเชษฐา
ของพระกัณหา พระนัดดาของพระเจ้ากรุง
สญชัยและพระนางผุสดีเมื่อเวลาประสูติ
พระประยูรญาติได้ทรงนำตาข่ายทองมารอง
รับ จึงได้รับพระราชทานนามว่า ชาลี แปล
ว่าผู้มีตาข่าย
ชูชก เป็นตัวละครประกอบอยู่ใน
วรรณคดีเรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดร
ชาดกเป็นผู้เกิดในตระกูลพราหมณ์โภ
วาทิกชาติซึ่งเป็นพราหมณ์พวกที่ถือตน
ว่ามีกำเนิดสูงกว่าผู้อื่นแม้ชูชกจะเกิดใน
ตระกูลพราหมณ์ที่ถือตนว่ามีกำเนิดสูง
กว่าผู้อื่นแต่ชูชกก็ยากจนเข็ญใจยิ่ง ต้อง
เที่ยวขอทานเขาเลี้ยงชีพ
พระนางผุสดี เป็นตัวละครอยู่ในวรรณคดี
เรื่องร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก เดิมเป็น
พระราชธิดาของพระเจ้าพันธุมราชชื่อสุธัม
มา ต่อมาได้บังเกิดเป็นอัครมเหสีของ
สมเด็จพระอมรินทราธิราชชื่อผุสดี เมื่อจุติ
จากสวรรค์ได้ถือกำเนิดเป็นพระราชธิดาของ
พระเจ้ามัททราช ครั้นเจริญวัยก็ได้อภิเษก
เป็นอัครมเหสีของพระเจ้ากรุงสญชัยและ
เป็นพระมารดาของพระเวสสันดร
๒๓
พระเจ้ากรุงสญชัย เป็นพระราชาแห่งกรุงสีพีราษฎร์พระ
ราชบิดาของพระเวสสันดร เมื่อพระโอรสมีพระชนมายุสมควรจะสืบ
ราชสมบัติแล้วก็ทรงสละราชสมบัติให้ทรงปกครองต่อไปพระองค์ทรง
เป็นกษัตริย์ที่เห็นแก่ประโยชน์ของบ้านเมืองมากกว่าประโยชน์ส่วน
พระองค์เอง ทรงเนรเทศพระเวสสันดรออกจากเมืองพร้อมด้วยพระ
นางมัทรี พระชาลี และพระกัณหาเมื่อชาวเมืองมาร้องทุกข์ว่าพระ
โอรสทรงกระทำผิดแม้พระมเหสีจะทูลขอร้องประการใดก็มิได้คืนคำ
ทั้งที่ทรงอาลัยรักในพระโอรสแต่ก็ทรงหักพระทัยได้เพื่อประโยชน์สุข
ของบ้านเมืองและยังได้ทรงไถ่ตัวพระชาลีและพระกัณหาคืนจากชูชก
ด้วย
ฝนโบกขรพรรษ ๒๔
ฝนโบกขรพรรษ ฝนที่มีสีแดงตกลงเป็นฝอยๆเหมือนหิมะตก ผู้ถูกฝน
ต้องการจะให้เปียกก็เปียกไม่ต้องการให้เปียก ก็ไม่เปียก ตกถึงพื้นแล้วก็
ละลายหายไป เหมือนน้ำฝนตกลงใบบัว ไม่เปียกใบบัว
๒๕
ทศชาติ คือ การบำเพ็ญบารมีในสิบชาติสุดท้ายของพระโพธิสัตว์ก่อนที่จะได้
ตรัสรู้เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ชาติที่ ๑ เตมีย์ชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญเนกขัมมบารมี
คือ การออกบวชหรือออกจากกาม
ชาติที่ ๒ มหาชนกชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญวิริยบารมี
คือ ความพากเพียร
ชาติที่ ๓ สุวรรณสามชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญเมตตาบารมี
คือ การแผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งหลายเป็นสุข
กันทั่วหน้า
๒๖
ชาติที่ ๔ เนมิราชชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญอธิษฐาน
บารมี คือ ความตั้งมั่นคง
ชาติที่ ๕ มโหสถชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญปัญญาบารมี
คือ ความทั่วถึงสิ่งที่ควรรู้
ชาติที่ ๖ ภูริทัตชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญศีลบารมี
คือ การรักษาศีล
ชาติที่ ๗ จันทกุมารชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญขันติ
บารมี คือ ความอดทน
๒๗
ชาติที่ ๘ นารทชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญอุเบกขาบารมี
คือ การวางเฉย
ชาติที่ ๙ วิฑูรชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญสัจบารมี คือ
ความสัตว์
ชาติที่ ๑๐ เวสสันดรชาดก
-ชาดกเรื่องนี้ แสดงถึงการบำเพ็ญทารบารมี คือ
บริจากทาน
๒๘
ข้อคิดจากเรื่อง
๑. ความรักของแม่ที่มีต่อลูกนั้นยิ่งใหญ่นัก แนวคิด พระนางมัทรีมีความรักในสอง
กุมารยิ่งนัก พระนางทุ่มเททั้งกำลังกาย กำลังสติปัญญาที่มีเพื่อค้นหาสองกุมารจน
หมดสิ้นเรี่ยวแรง และสิ้นเสียงที่ร่ำร้องเรียกหา พระนางมัทรีดั้นด้นตามหาสองกุมารใน
ป่าโดยมิได้พรั่นกลัวต่อภยันตรายเลยถึง ๓ รอบ จนกระทั่งหมดกำลังและสิ้นสติไปใน
ที่สุด
๒. ผู้ที่ปรารถนาสิ่งต่างๆ อันยิ่งใหญ่จะต้องทำด้วยความอดทนและเสียสละอันยิ่งใหญ่
ด้วย แนวคิด เฉกเช่นพระเวสสันดรที่ทรงปรารถนาพระโพธิญาณ จึงต้องทรงบำเพ็ญ
บุตรทานที่ถือว่าเป็นทานที่สูงส่ง พระองค์ต้องทรงตัดความอาลัยรักที่มีต่อพระลูกรัก
ทั้งสอง ทั้งยังทรงต้องตัดความรักความสงสารที่มีต่อพระมเหสีมัทรีด้วย ทั้งๆที่ใน
พระทัยนั้นต้องเจ็บปวดยิ่งนักเพราะไหนจะทรงห่วงใยพระลูกรัก และยังต้องเสแสร้ง
แกล้งทำเป็นตัดพ้อต่อว่าพระนางมัทรีด้วยการกล่าวบริภาษที่รุนแรง และยังต้องทรง
ทนทำเฉยเมยไม่แยแสกับการตัดพ้อต่อว่าคร่ำครวญของพระนางมัทรีด้วย
๓. ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยาทำให้ชีวิตครอบครัวมีความสุข แนวคิด เฉกเช่นพระ
นางมัทรีมีความจงรักภักดีต่อพระเวสสันดรยิ่งนัก ไม่ว่าพระเวสสันดรจะทรงกล่าว
บริภาษพระนางอย่างรุนแรงก็ตาม อาทิ หาว่าพระนางคบชู้สู่ชาย แม้จะสร้างความเจ็บ
ช้ำน้ำใจแก่พระนางยิ่งนัก แต่พระนางมัทรีก็มิได้ทรงถือโกรธ ทั้งยังกล่าวชี้แจงเหตุผล
ตามความเป็นจริงอีกด้วย
๒๙
ผลงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้รายวิชา ท๓๑๑๐๒ ภาษาไทย ๒
เสนอ ครู สุชาติ พิบูลย์วรศักดิ์
ครูประจำวิชา
๑.นายวรธน ฤทธิ์ฉ่ำ ม.๔/๒ เลขที่ ๖
๒.นายจิรภัทร แสงทิพย์ ม.๔/๒ เลขที่ ๘
๓.นายธัชพล ภารเพิง ม.๔/๒ เลขที่ ๑๐
๔.นายพุฒิเมธ เชาวน์ชวานิล ม.๔/๒ เลขที่ ๑๑
๕.นายวรุตม์ สุวรรณพันธ์ ม.๔/๒ เลขที่ ๑๓
๖.นายเอกลักษณ์ สมุหวัฒนชัย ม.๔/๒ เลขที่ ๑๕
๗.นายทัพสาร เปรมศรี ม.๔/๒ เลขที่ ๒๐
๘.นายภีมพล แจ้งไพร ม.๔/๒ เลขที่ ๒๒
๙.นางสาวปวีณ์ลดา อรัญวารี ม.๔/๒ เลขที่ ๒๙