บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่อง การประดิษฐ์รถพลังงานแบตเตอรี่จากขวดพลาสติก ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ ลดการ ใชัทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วหมดไปและสามารถใช้พลังงานทดแทนโดยการใช้รถพลังงานแบตเตอรี่ ซึ่ง ใชพ้ลงังานไฟฟ้าในการขบัเคลื่อน สามารถทา ใหป้ระหยดัค่าใชจ้่ายไดม้ากข้ึน เพราะไม่ตอ้งใชน้้า มนั เช้ือเพลิงและที่สา คญั ไม่มีการปล่อยไอเสียจึงไม่สร้างมลภาวะใหแ้ก่โลกและเรื่องเป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอ้ม ผศู้ึกษาไดท้า การศกึษาคน้ควา้หาความรู้โดยศกึษาตามหวัดงัน้ี 2.1 แบตเตอรี่ 2.2 พลังงานทดแทน 2.3การอนุรักษส์ ิ่งแวดลอ้ม 2.4การรีไซเคิล 2.5 มอเตอร์ไฟฟ้ า 2.6รถพลังงานไฟฟ้ า 2.1 แบตเตอรี่ เว็บไซต์ https://www.scimath.org/article-physics/item/12582-1-2 แบตเตอรี่ คือ อุปกรณ์ที่ประกอบด้วยเซลล์ไฟฟ้ าเคมี (electrochemical cell) ต้งัแต่หน่ึงเซลลข์้ึนไป โดยแต่ละเซลล์มีการเชื่อมต่อกันทางไฟฟ้ า จึงสามารถเปลี่ยนพลังงานเคมีที่มีสะสมเป็ นพลังงานไฟฟ้ าได้ แบตเตอรี่ นอกจากจะประกอบด้วยเซลล์ไฟฟ้ าเคมีที่มีการต่อกันแล้ว ยังมีตัวแบ่ง (separator) ที่ท า หนา้ที่คนั่ระหว่างข้วัไฟฟ้าของเซลลไ์ฟฟ้าเคมีที่นา มาต่อกนัเพื่อไม่ใหท้า ปฏิกิริยากนั องค์ประกอบหลักของแบตเตอรี่มี 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ 1.ข้วัลบ หรือแอโนด (anode) เป็นข้วัที่เมื่อทา ปฏิกิริยาเคมกีบัอิเลก็โทรไลตแ์ลว้จะใหอ้ิเลก็ตรอน
2.ข้วับวก หรือแคโทด (cathode) เป็นข้วัที่เมื่อทา ปฏิกิริยาเคมีกบัอิเลก็โทรไลตแ์ลว้จะเกิดสมบตัิใน การดึงดูดอิเล็กตรอน 3.อิเล็กโทรไลต์ (electrolyte) เป็ นสารที่อาจอยู่ในสถานะใดก็ได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็ นสารละลายที่ ประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุที่พร้อมเคลื่อนที่หรือน ากระแสไฟฟ้ า 4.ตัวแบ่ง (separator) เป็นวสัดุที่เป็นฉนวนไฟฟ้าทา หนา้ที่แบ่งคนั่ระหว่างข้วัสองข้วั แบตเตอรี่จะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ด้วยกัน ดังนี้ 1.แบตเตอรี่ที่ท าการชาร์จจนเต็มมาจากโรงงาน เช่นแบตเตอรี่นาฬิกา(ถ่านนาฬิกา), แบตเตอรี่ไฟ ฉาย(ถ่านไฟฉาย)เป็ นต้น ซึ่งเมื่อใช้ไฟในแบตเตอรี่จนหมดแล้วก็หมดเลยไม่สามารถกลับน ามาใช้ใหม่ได้ เรา เรียกแบตเตอรี่น้ีว่าแบตเตอรี่ปฐมภูม(Primary Battery ิ ) 2.แบตเตอรี่ที่ท าการชาร์จใหม่ได้เมื่อแบตเตอรี่มีไฟที่อ่อนลง เช่นแบตเตอรี่รถยนต์ เราเรียก แบตเตอรี่น้ีว่าแบตเตอรี่ทุติยภูม(Secondary Battery) ิ 2.2 พลังงานทดแทน เว็บไซต์ https://www.setsocialimpact.com/Article/Detail/61313 พลังงานทดแทน คือ พลังงานที่ใช้ทดแทนพลังงานจากฟอสซิล อาทิ ถ่านหิน ปิ โตรเลียม และก๊าซ ธรรมชาติซ่ึงกา ลงัจะหมดไปในอนาคตอนัใกล้อีกท้งัยงัปล่อยคาร์บอนไดออกไซดใ์นปริมาณมหาศาล ซ่ึง เป็ นต้นเหตุท าให้เกิดภาวะเรือนกระจกและปัญหาโลกร้อน โดยทวั่ ไปแลว้พลงังานทดแทนจะหมายถึง พลังงานที่มีอยู่ในธรรมชาติและสามารถใช้ทดแทนพลังงานเดิมได้อย่างไม่จ ากัด ตัวอย่างพลังงานทดแทนที่ สา คญัและมีการนา มาใชอ้ยา่งแพร่หลาย ไดแ้ก่พลงังานแสงอาทิตย์พลงังานน้า พลงังานลม พลงังานชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็ นแหล่งพลังงานที่มีศักยภาพสูง สามารถแก้ไขปัญหาการขาด แคลนพลังงานและช่วยลดปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ พลงังานหลากหลายรูปแบบจากแหล่งที่มีอยใู่นธรรมชาติหรือไดจ้ากกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดข้ึนเอง หรือสามารถผลิตเพื่อน ามาใช้ได้อย่างไม่จ ากัด พลังงานทดแทนมักถูกมองว่าเป็ นเทคโนโลยีใหม่ แต่ใน ความเป็ นจริง มนุษย์ได้น าเอาพลังงานจากธรรมชาติมาใช้ให้เกิดความร้อน แสงสว่าง การคมนาคม และ ประโยชน์ด้านอื่น ๆ มาเป็ นเวลานานแล้ว แต่ในช่วงประมาณ 500 ปีที่ผา่นมา มนุษยน์ ิยมใชเ้ช้ือเพลิง ฟอสซิลประเภทน้า มนัก๊าซ และถ่านหินมากกว่า อยา่งไรก็ตาม พลงังานทดแทนน้นั ไม่ใช่พลงังานที่ไม่
ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้ม แต่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดลอ้มในอตัราที่ต่า กว่าเมื่อเทียบกบัเช้ือเพลิงฟอสซิล ซึ่งก่อให้เกิดมลพิษและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณสูง ท าให้เกิดภาวะเรือนกระจก ซึ่งเป็ นต้นเหตุ ของภาวะโลกร้อน หลักการท างานของพลังงานทดแทน พลังงานทดแทนสามารถไปใช้ได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ การน าไปใช้โดยตรง เช่น การใช้พลังงานความ ร้อนจากดวงอาทิตย์เพื่อถนอมอาหาร การใช้พลังงานลมเพื่อแล่นเรือในทะเลและขับเคลื่อนกังหันลมเพื่อบด เมล็ดพืช การใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อให้ความอบอุ่นในตอนกลางวันและช่วยจุดไฟในตอนกลางคืน เป็ น ต้น และการน าพลังงานไปเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของกระแสไฟฟ้ ากระแสตรงหรือกระแสสลับด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ซึ่งมีคุณสมบัติทางฟิ สิกส์ที่สามารถเปลี่ยนรูปพลังงานจลน์ พลังงานกล หรือพลังงานศักย์ เช่น แผงโซลาร์ เซลล์ กังหันลม เครื่องก าเนิดไฟฟ้ า (Generator) เป็ นต้น การน าพลังงานทดแทนไปใช้ประโยชน์ ปัจจุบัน เราสามารถน าพลังงานทดแทนไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่าง ๆ อย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยประหยดัค่าใชจ้่ายและลดปัญหามลพิษและสิ่งแวดลอ้มของโลก รวมท้งัช่วยประหยดัพลงังานจากแหล่งอื่น ๆ ดงัน้นัพลงังานทดแทน จึงเป็นพลงังานที่สามารถนา มาใช้ ทดแทนพลงังานแบบเดิมไดอ้ยา่งไม่จา กดัท้งัยงัหาไดจ้ากธรรมชาติและสามารถน ากลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนพลงังาน ซ่ึงอาจจะเกิดข้ึนในอนาคตอนัใกลน้้ี ข้อดีของการใช้พลังงานทดแทน ● เป็ นพลังงานทดแทนที่สามารถหมุนเวียนน ากลับมาใช้เพื่อการอุปโภคและสาธารณูปโภคแทน แหล่งพลังงานเดิมใหม่ได้เรื่อย ๆ โดยไม่มีวันหมดไป ● เป็นมิตรต่อสิ่งแวดลอ้ม ช่วยลดผลกระทบ มลภาวะ และมลพิษที่ปล่อยสู่สิ่งแวดลอ้มอนัเกิดจาก กระบวนการแปรรูปเช้ือเพลิงฟอสซิล และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซดท์ ี่ทา ใหเ้กิด ภาวะโลกร้อน ● ทา ใหส้ภาวะเศรษฐกิจต่าง ๆ ของประเทศดีข้ึน เนื่องจากสามารถผลิตพลงงานใช้เองได้ และ ั สามารถกระจายรายได้ไปสู่ประชากรอย่างดี ● ช่วยกระตุน้เศรษฐกิจใหข้ยายตวัลดการนา เขา้น้า มนัเช้ือเพลิงต่างประเทศ เนื่องจากประชาชนหนั มาใช้ผลผลิตจากแหล่งธรรมชาติที่ผลิตได้เองภายในประเทศ
● ช่วยในการป้องกนั ปัญหาสิ่งแวดลอ้ม รวมไปถึงมลพิษต่าง ๆ เนื่องจากพลังงานจ าพวกปิ โตรเลียม ถูกใช้น้อยลง ● ช่วยใหม้นุษยม์ีชีวิตที่ยนืยาวข้ึนจากการลดลงของผลกระทบต่าง ๆ ในการใชพ้ลงังาน ซ่ึงมกั ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้อย่างคาดไม่ถึง 2.3 การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เว็บไซต์ http://www.phetchabun.go.th/download_pmqa/book_file/1327407278_a25kmk72.pdf การอนุรักษท์รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้ม หมายถึง การใชท้รัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดลอ้มอยา่งฉลาด โดยใช้ ใหน้อ้ย เพื่อใหเ้กิดประโยชน์สูงสุด โดยคา นึงถึงระยะเวลาในการใชใ้ห้ ยาวนาน และก่อใหเ้กิดผลเสียหายต่อสิ่งแวดลอ้มนอ้ยที่สุด รวมท้งัตอ้งมีการกระจายการใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอยา่งทวั่ถึง อยา่งไรกต็าม ในสภาพปัจจุบนัทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง แวดลอ้มมีความ เสื่อมโทรมมากข้ึน ดงัน้นัการอนุรักษท์รัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอ้มจึงมีความหมายรวมไปถึงการ พฒันาคุณภาพสิ่งแวดลอ้มดว้ย 2.4 การรีไซเคิล เว็บไซต์ https://www.recycleengineering.com/ หมายถึง การน าของเสียหรือวัสดุที่ใช้แล้วมาผ่านกระบวนการแปรรูปหรือปรับปรุงคุณภาพเพื่อให้ ของเสียกลับมามีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงของเดิม หรือให้ได้วัตถุดิบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ กระบวนการรีไซเคิลสารเคมีที่ใชแ้ลว้จากภาคอุตสาหกรรมโดยบริษทัรีไซเคิลเอน็จิเนียริ่ง คือ การนา ของ เสียมาผ่านกระบวนบ าบัดทางเคมีเพื่อให้ได้สารเคมีที่มีคุณภาพเทียบเท่าหรือใกล้เคียงของเดิม และสามารถ น ามาใช้ทดแทนของใหม่ได้ การจ าแนกของเสียออกเป็ นของเสียที่สามารถรีไซเคิลได้ ของเสียที่ต้องน าไปเผาท าลาย และของ เสียที่ควรน าไปฝังกลบ จะท าให้
ของเสียแต่ละประเภทถูกน าไปบ าบัดอย่างเหมาะสม ซึ่งจะก่อให้เกิดการพัฒนาระบบการจัดการ ของเสียที่ดียงิ่ข้ึนแมว้่าของเสียที่สามารถรีไซเคิลไดอ้าจมีไม่ถึง 5% ของของเสียท้งัหมด แต่เมื่อสามารถน า กลบัมาใชป้ระโยชน์ โดยไม่ถกูนา ไปเผาทา ลายหรือฝั่งกลบโดยสูญเปล่า ก็สามารถช่วยรักษาสิ่งแวดลอ้ม และประหยดัค่าใชจ้่ายไดไ้มน่อ้ย ดงัน้นัผกู้่อกา เนิดของเสียควรใส่ใจและเขา้ใจถึงระบบการจดัการของเสีย และการแยกประเภทของเสียที่ถูกต้อง การจดัเกบ็ทถีู่กวธิี ● เตรียมภาชนะบรรจุให้เหมาะสมกับชนิดสารเคมี ● แยกภาชนะบรรจุสารเคมีที่ต่างกัน หริอไม่เข้ากัน เพื่อไม่ให้ปะปนกัน ● ป้องกนัไม่ใหม้ีการปนเป้ีอนของน้า ในสารเคมี ● บรรจุของเสียไม่เกิน 80% ของภาชนะบรรจุ ● ปิ ดฝาภาชนะให้สนิท เพื่อป้ องกันไม่ให้สารเคมีระเหยออก ● ปิดฉลากบ่งช้ีชนิดของสารเคมีที่ใช้แล้ว อย่างชัดเจน เพื่อป้ องกันความสับสน ● เก็บของเสียที่เป็ นอันตรายต่อสุขภาพในตู้ที่ปิ ดมิดชิดและมีภาชนะรองรับส าหรับของเสียที่เป็ น สาร กัดกร่อน ● แยกของเสียที่ไวต่อปฏิกิริยาออกจากของเสียไวไฟ ● เก็บสารเคมีในที่ร่ม อยา่งเป็นระเบียบ มีการระบายอากาศที่ดีและมีป้ายบ่งช้ีพ้ืนที่จดัเก็บ มกีาร ระบายอากาศที่ดี มีการควบคุมสภาวะให้เหมาะสมในการจัดเก็บ ประโยชน์ที่ได้จากการรีไซเคิล ช่วยลดภาระในการก าจัดกากของเสียจากกระบวนการทางอุตสาหกรรมช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่าง นอ้ยคร่ึงหน่ึงของค่าใชจ้่ายในการซ้ือสารเคมีใหม่ช่วยรัฐประหยดัเงินตราในการนา เขา้เคมีภณัฑจ์าก ต่างประเทศช่วยลดปัญหาในการจดัหาพ้ืนที่ฝังกลบ และลดปริมาณมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้กากของเสียช่วยให้การใช้ทรัพยากรโลกเป็ นไปอย่างคุ้มค่า
2.5 มอเตอร์ไฟฟ้ า เว็บไซต์ https://th.wikipedia.org/wiki/มอเตอร์ได้กล่าวไว้ว่า “มอเตอร์ไฟฟ้ า” เป็ นอุปกรณ์ไฟฟ้ าที่แปลงพลังงานไฟฟ้ าเป็นพลังงานกล การท างานปกติของ มอเตอร์ไฟฟ้ าส่วนใหญ่เกิดจากการท างานร่วมกันระหว่างสนามแม่เหล็กของแม่เหล็กในตัวมอเตอร์ และ สนามแม่เหล็กที่เกิดจากกระแสในขดลวดท าให้เกิดแรงดูดและแรงผลักของสนามแม่เหลก็ท้งัสอง ในการใช้ งานตัวอย่างเช่น ในอุตสาหกรรมการขนส่งใช้มอเตอร์ฉุดลาก เป็นตน้นอกจากน้นัแลว้มอเตอร์ไฟฟ้ายงั สามารถท างานได้ถึงสองแบบ ได้แก่การสร้างพลังงานกล และ การผลิตพลังงานไฟฟ้ า มอเตอร์ไฟฟ้าถกูนา ไปใชง้านที่หลากหลายเช่น พดัลมอตุสาหกรรม เครื่องเป่า ปั๊ม เครื่องมือ เครื่องใช้ในครัวเรือน และดิสก์ไดรฟ์ มอเตอร์ไฟฟ้ าสามารถขับเคลื่อนโดยแหล่งจ่ายไฟกระแสตรง (DC) เช่น จากแบตเตอรี่, ยานยนต์หรือวงจรเรียงกระแส หรือจากแหล่งจ่ายไฟกระแสสลับ (AC) เช่น จากไฟบ้าน อินเวอร์เตอร์ หรือ เครื่องปั่นไฟ มอเตอร์ขนาดเลก็อาจจะพบในนาฬิกาไฟฟ้า มอเตอร์ทวั่ ไปที่มขีนาดและ คุณลักษณะมาตรฐานสูงจะให้พลังงานกลที่สะดวกส าหรับใช้ในอุตสาหกรรม มอเตอร์ไฟฟ้ าที่ใหญ่ที่สุดใช้ ส าหรับการใชง้านลากจูงเรือ และ การบีบอดัท่อส่งน้า มนัและป้ัมป์สูบจดัเก็บน้า มนัซ่ึงมีกา ลงัถึง 100 เมกะ วัตต์ มอเตอร์ไฟฟ้ าอาจจ าแนกตามประเภทของแหล่งที่มาของพลังงานไฟฟ้ าหรือตามโครงสร้างภายในหรือ ตามการใช้งานหรือตามการเคลื่อนไหวของเอาต์พุต และอื่น ๆ อุปกรณ์เช่นขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้ าและล าโพงที่แปลงกระแสไฟฟ้ าให้เป็ นการเคลื่อนไหว แต่ไม่ได้ สร้างพลังงานกลที่ใช้งานได้ จะเรียกถูกว่า actuator และ transducer ตามลา ดบัคา ว่ามอเตอร์ไฟฟ้าน้นัตอ้ง ใช้สร้างแรงเชิงเส้น(linear force) หรือ แรงบิด(torque) หรือเรียกอีกอย่างว่า หมุน (rotary) เท่าน้นั
แหล่งจ่ายไฟและการควบคุมมอเตอร์ ● แหล่งจ่ายไฟมอเตอร์ แหล่งจ่ายไฟของมอเตอร์ DC มักจะผ่านทางตัวสับเปลี่ยนตามที่อธิบายไว้ข้างต้น ต้วสับเปลี่ยนของ มอเตอร์ AC อาจเป็นไดท้ ้งัแบบแหวนสลิป หรือแบบภายนอกอยา่งใดอยา่งหน่ึง การควบคุมอาจ เป็ นแบบความเร็วคงที่ หรือแบบความเร็วเปลี่ยนแปลงได้ และอาจเป็ นแบบ synchronous หรือแบบ asynchronous ก็ได้มอเตอร์แบบยนูิเวอร์แซลสามารถทา งานท้งั AC หรือ DC อย่างใดอย่างหนึ่ง การควบคุมมอเตอร์ มอเตอร์ AC แบบความเร็วคงที่จะถูกควบคุมความเร็วด้วยตัวสตาร์ทแบบ direct-on-line หรือ softstart มอเตอร์ AC แบบความเร็วแปรได้จะใช้ตัวปรับความเร็วที่เป็ นพาวเวอร์อินเวอร์เตอร์ หรือตัวปรับ แบบใช้ความถี่หรือใช้เทคโนโลยีตัวสับเปลี่ยนอิเล็กทรอนิกส์หลายแบบแตกต่างกัน ค าว่าตัวสับเปลี่ยนอิเล็กทรอนิกส์มักจะเกี่ยวข้องกับการใช้งานของตัวสับเปลี่ยนที่ไม่ใช้แปรงถ่าน ในมอเตอร์ไฟฟ้ ากระแสตรง และใน en:switched reluctance motor (มอเตอร์ที่ขดลวดอยู่บน สเตเตอร์) มอเตอร์ AC-DC สากล บทความหลัก: Universal motor มอเตอร์สากลเป็นมอเตอร์ชนิดหน่ึงที่ทา งานไดท้ ้งั AC และ DC เพาเวอร์ มันเป็ นมอเตอร์แบบใช้ตัว สับเปลี่ยนและมีคอยล์สนามของสเตเตอร์ต่อแบบอนุกรมกับคอยล์ของโรเตอร์ผ่านทางตัวสับเปลี่ยน มอเตอร์สากลสามารถท างานได้ดีบน AC เพราะ กระแสท้งัในสเตเตอร์และในโรเตอร์ (ซึ่งท าให้เกิด สนามแม่เหล็ก) จะสลับกัน(กลบัข้วั)ท า synchronize กับแหล่งจ่ายไฟ ทา ใหไ้ดแ้รงกลเกิดข้ึนในทิศทางของ การหมุนอยา่งต่อเนื่อง เป็นอิสระต่อทิศทางของแหล่งจ่าย แต่เป็นไปตามตวัสบัเปลี่ยนและข้วัของคอยล์ สนาม มอเตอร์สากลมีแรงบิดเริ่มตน้ สูง หมุนที่ความเร็วสูงและมีน้า หนกัเบา จึงมกัถกุนา มาใชใ้นอุปกรณ์ที่ เคลื่อนย้ายไปมาได้และใช้ภายในครัวเรือน มันยังง่ายในการควบคุมด้วยอิเล็กทรอนิกส์ ถึงอย่างไรก็ตาม ตัว สบัเปลี่ยนมีแปรงที่สึกหรอได้ดงัน้นัมนัจึงไม่เหมาะที่จะใชใ้นงานที่ตอ้งทา งานแบบต่อเนื่องนานๆ นอกจากน้นัตวัสบัเปลี่ยนยงัทา ใหเ้กิดเสียงรบกวนดว้ย
ในการท างานที่ความถี่สายไฟปกติ มอเตอร์สากลมักจะมีขนาดก าลังน้อยกว่า 1000 วัตต์ มอเตอร์ สากลหลายตวัยงัรวมตวักนัเป็นพ้ืนฐานสา คญัของมอเตอร์ฉุดลากแบบด้งัเดิม ใน การเดินรถไฟที่ใชไ้ฟฟ้า ในการใชง้านแบบน้ีการใช้AC เพื่อจ่ายก าลังให้มอเตอร์ไฟฟ้ าที่แต่เดิมถูกออกแบบมาให้ท างานบน DC จะ น าไปสู่การสูญเสียประสิทธิภาพเนื่องจาก eddy current ไปทา ใหช้ิ้นส่วนที่เป็นแม่เหลก็ร้อน โดยเฉพาะอย่าง ยงิ่ชิ้นส่วนข้วัสนามของมอเตอร์เพราะว่า, ส าหรับ DC, อาจมีการใช้เหล็กแข็ง (ไม่เคลือบ) และปัจจุบันไม่ ค่อยได้ใช้แล้ว ความได้เปรียบของมอเตอร์สากลคือ แหล่งจ่ายไฟ AC อาจจะน ามาใช้กับมอเตอร์ ที่มีลักษณะ สมบัติ บางอย่างที่เหมือนกับในมอเตอร์ DC โดยเฉพาะอย่างยงิ่แรงบิดช่วงเริ่มตน้ที่สูงและการ ออกแบบที่กะทดัรัดมากถา้ทา งานดว้ยความเร็วสูง ดา้นลบคือปัญหาการบา รุงรักษาและอายอุนัแสนส้นัของ ตัวสับเปลี่ยน มอเตอร์ดังกล่าวจะใช้ในอุปกรณ์เช่น เครื่องผสมอาหารและ เครื่องมือไฟฟ้ า ซึ่งจะใช้เป็ น ระยะๆเท่าน้นัและมกัจะมีความตอ้งการแรงบิดเริ่มตน้ สูง บนขดลวดสนามอาจมีtap ได้หลายจุดเพื่อปรับ ความเร็วเป็นข้นับนัได เครื่องปั่นน้า ผลไมใ้นครัวเรือน ที่โฆษณาว่ามีหลายความเร็ว มีบ่อยๆที่มีขดลวด สนามที่มีหลาย tap และไดโอด เพื่อให้แทรกอนุกรมเพื่อเรียงกระแสแบบครึ่ งคลื่นจ่ายให้กับมอเตอร์ มอเตอร์สากลยังถูกใช้เป็ นตัวควบคุมความเร็วอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเป็นทางเลือกที่เหมาะอยา่งยงิ่สา หรับ อุปกรณ์เช่นเครื่องซักผ้าตามบ้าน มอเตอร์สามารถหมุนถังซัก(ท้งัเดินหนา้และถอยหลงั)โดยการเปลี่ยน ขดลวดสนามเมื่อเทียบกับอเมเจอร์ ในขณะที่ มอเตอร์เหนี่ยวน าแบบกรงกระรอก (SCIM) จะไม่สามารถหมุนเพลาเร็วกว่าความถี่ สายไฟฟ้ า, มอเตอร์สากลสามารถวิ่งดว้ยความเร็วที่สูงกว่ามาก สิ่งน้ีจะทา ใหม้ีประโยชน์สา หรับเครื่องใชใ้น ครัวเรือน เช่นปั่นน้า ผลไม้เครื่องดูดฝ่นุและเครื่องเป่าผม ที่ตอ้งการความเร็วสูงและ น้า หนกัเบา นอกจากน้นัยงัมีใชก้นัทวั่ ไปใน เครื่องมือไฟฟ้าแบบพกพาเช่น สว่าน, เครื่องขัด, เลื่อยกลมและเลื่อยจิ๊กซอ ซ่ึงลกัษณะสมบตัิของมอเตอร์แบบน้ีจะทา งานไดด้ีเครื่องดูดฝ่นุและมอเตอร์ตดัวชัพืชจา นวนมากใช้ ความเร็วเกิน 10,000 รอบต่อนาที ขณะที่หลายเครื่องบดขนาดเล็กที่คล้ายกันใช้ความเร็วเกิน 30,000 รอบต่อ นาที
แรงเคลื่อนไฟฟ้ าย้อนกลับ บทความหลัก: Electromotive force ขณะที่ขดลวดอเมเจอร์ของมอเตอร์กระแสตรงก าลังเคลื่อนที่ผ่านสนามแม่เหล็ก จะเกิดแรงดันไฟฟ้ า เหนี่ยวนา ข้ึนบนขดลวดน้นัแรงดนัไฟฟ้าน้ีมีแนวโนม้ที่จะต่อตา้นกบัแรงดนัที่จ่ายใหม้อเตอร์ ดงัน้นัจึงเรียกว่า "แรงเคลื่อนไฟฟ้ าย้อนกลับ" (อังกฤษ: back EMF) แรงดันไฟฟ้ าที่เป็ นสัดส่วนกับความเร็ว ในการท างานของมอเตอร์ back EMF ของมอเตอร์บวกแรงดันไฟฟ้ าที่ตกคร่อมตัวต้านทานภายในของ ขดลวดและแปรง จะตอ้งเท่ากบัแรงดนัไฟฟ้าที่แปรงถ่าน สิ่งน้ีคือกลไกพ้ืนฐานของการควบคุมความเร็วใน มอเตอร์ DC ถา้โหลดเพิ่ม มอเตอร์จะชา้ลง ซ่ึงเป็นผลให้back EMF ลดลงและกระแสจะถูกดึงจากแหล่งจ่าย มากข้ึน กระแสที่เพิ่มข้ึนน้ีจะเพิ่มแรงบิดเพื่อใหส้มดุลกับโหลดใหม่ ในมอเตอร์ AC บางคร้ังก็เป็นประโยชน์ที่จะพิจารณาแหลง่ที่มาของ back emf; สิ่งน้ีเป็นความกงัวล โดยเฉพาะส าหรับการควบคุมความเร็วแบบปิ ดของมอเตอร์เหนี่ยวน าด้วย VFDs (ตัวอย่าง) การสูญเสีย การสูญเสียในมอเตอร์ส่วนใหญ่เนื่องจากการสูญเสียในความต้านทานของขดลวด การสูญเสียใน แกน และการสูญเสียทางกลในแบริ่งและการสูญเสียทางอากาศพลศาสตร์ถา้ใชพ้ดัลมระบายความร้อน ความสูญเสียยงัเกิดข้ึนในตวัแลกเปลี่ยนอีกดว้ย, ตัวแลกเปลี่ยนแบบกลไกท าให้เกิดประกายไฟ และ ตัวแลกเปลี่ยนแบบอิเล็กทรอนิกส์ท าให้เกิดความร้อน 2.6รถพลังงานไฟฟ้ า เว็บไซต์ https://th.m.wikipedia.org/wiki/รถพลังงานไฟฟ้ า หมายถึง รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้ าโดยใช้พลังงานไฟฟ้ าซึ่งเก็บอยู่ในแบตเตอรี่หรือ อุปกรณ์เก็บพลังงานไฟฟ้ าแบบอื่นๆ และด้วยข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้ าที่ให้แรงบิดได้ทันทีท าให้รถพลังงาน ไฟฟ้ ามีอัตราเร่งที่เรียบและรวดเร็ว
การคิดคน้เริ่มจากแบตเตอรี่ที่สามารถประจุไฟใหม่ได้ ในรถไฟฟ้ า คิดค้นได้หลังปี 1859 ค้นคิด โดยนกัฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส Gaston Plante ไดค้ิดคน้แบตเตอรี่ชนิด ตะกวั่ -กรด ต่อมาปี 1884 นาย Thomas Parker ไดค้ิดคน้รถไฟฟ้าคร้ังแรกในประเทศองักฤษ เขาไดอ้อกแบบ แบตเตอรี่ที่มีความจุไฟฟ้ าสูง ส าหรับใช้ในรถไฟฟ้ าของเขา นอกจากน้นัเขาไดส้นใจในการสร้างรถที่มี ประสิทธิภาพในการใชเ้ช้ือเพลิงสูง เพื่อลดควนัและมลพิษในกรุงลอนดอน ประเทศองักฤษ นอกจากน้ีในปี1888 ก็ยังมีผู้คิดค้นชาวเยอรมัน Flocken Elecktrowagen ได้คิดค้นรถไฟฟ้ า รูปรถไฟฟ้ าคันแรกที่คิดค้นโดยนาย Thomas Parker ในปี 1884 ในยุครุ่งเรือง รถไฟฟ้ าได้รับความนิยมในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ในสมยัน้นัยานพานะที่มีตน้กา ลงั เป็ นไฟฟ้ าได้รับความนิยมเร็วกว่าต้นก าลังอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็ นรถลากและรถรางไฟฟ้ ากันมากรวมไปถึง ยานพาหนะส่วนตวัดว้ย มีผผู้ลิตรถไฟฟ้ารายใหม่เกิดข้ึนมากมาย เพราะรถไฟฟ้าไดร้ับความนิยมอย่างสูง โดยเฉพาะในแวดวงไฮโซ ขณะที่มกีารห้า หนั่กนั ในเชิงธุรกิจของผผู้ลิตรถไฟฟ้าอยนู่้นัที่ประเทศเยอรมนี นาย Karl Benz ไดส้ร้างรถสามลอ้เครื่องยนตเ์บนซินข้ึนมาอยา่งเงียบๆในปีค.ศ. 1885 และเป็นคลื่นใตน้้า ที่ ก าลังจะออกเดินทางไปกระแทก ให้ รถไฟฟ้ าที่ก าลังได้รับความ นิยมอยู่ให้หมดไป