43 สรุปผลการวิจัย ผู้วิจัยจึงได้สรุปผลข้อมูลตามวัตถุประสงค์ของงานวิจัย ดังนี้ 1. การพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบ สืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา พบว่า วงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนจำนวนทั้งหมด 39 คน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 12.74 จากคะแนนเต็ม 20.00 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 63.72 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 จำนวน 15 คน คิดเป็นร้อยละ 38.46 และ ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 61.54 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด วงจรปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนมี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.51 คิดเป็นร้อยละ 82.26 มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 จำนวน 39 คน คิดเป็นร้อยละ 100 ของจำนวนนักเรียนทั้งหมด 2. การศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็ม ศึกษา พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ ดังที่แสดงในตารางที่ 3 ตารางที่3 ความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา รายการประเมิน ̅ S.D. เกณฑ์การประเมิน 1. เนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ฉันชอบ 4.60 0.56 มากที่สุด 2. ฉันได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 4.60 0.80 มากที่สุด 3. เนื้อหาไม่ยากจนเกินไป 4.72 0.52 มากที่สุด 4. เนื้อหามีประโยชน์ฉันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 4.80 0.32 มากที่สุด 5. เนื้อหาที่ฉันเรียนเป็นเรื่องที่ควรรู้เพราะเกี่ยวข้องกับตัวของเราเอง 4.76 0.34 มากที่สุด 6. ครูทบทวนความรู้เดิมเพื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ 4.80 0.24 มากที่สุด 7. ฉันมีความสุขกับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะ หาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา 4.84 0.21 มากที่สุด 8. ฉันและเพื่อน ๆ ได้ฝึกการตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตนเอง 4.76 0.34 มากที่สุด 9. ฉันมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ในการเรียนรู้กับ เพื่อน ๆ จนได้รับความรู้ 4.84 0.13 มากที่สุด 10 ฉันพอใจที่ได้ศึกษาค้นคว้าและทำการทดลองด้วยตนเอง 4.84 0.21 มากที่สุด รวมเฉลี่ย 4.76 0.16 มากที่สุด
44 จากตารางที่ 3 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษปีที่ 1/4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดย ประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.76 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.16 อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยประยุกต์ใช้แบบ สืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา พบว่ามีประเด็นที่นำมาอภิปรายผลได้ดังนี้ 1. การพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 หลังการจัดการเรียนรูโดย ประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวสะเต็มศึกษา พบว่าในวงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนการคิดเชิง วิทยาศาสตร์ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 จำนวน 15 คน วงจรปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 เพิ่มขึ้นจาก วงจรปฏิบัติการที่ 1 จำนวน 24 คน ซึ่งจากผลการวิจัยในครั้งนี้ พบว่านักเรียนมีพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ที่ สูงขึ้น เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา ประกอบด้วย 1) ขั้นสร้างความสนใจ 2) ขั้นสำรวจและค้นหา 3) ขั้นลงข้อสรุปและขยายความรู้ 4) ขั้นประเมินผล ผู้วิจัยทำการ แทรกแนวคิดสะเต็มศึกษาเข้าไประหว่างกิจกรรม โดยให้นักเรียนออกแบบการทดลอง ตั้งสมมติฐาน และสรุปผล การทดลองตามแนวคิดของนักเรียน แต่แนวคิดในการออกแบบการทดลองของนักเรียนจะต้องอยู่บนพื้นฐานทาง วิทยาศาสตร์ ซึ่งในการจัดการเรียนรู้นั้นอภิปรายได้ดังนี้ วงจรปฏิบัติการที่ 1 มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เนื้อหาเรื่อง 1) กล้องจุลทรรศน์2) โครงสร้างและหน้าที่ของเซลล์3) เซลล์พืชและเซลล์สัตว์ในการจัดการเรียนรู้เป็นไปตามการจัดการเรียนรู้โดย ประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ แต่ในระหว่างกิจกรรมครูจะแทรกแนวคิดสะเต็มศึกษาเข้าไปโดยให้สถาณการณ์ ปัญหาเข้าไประหว่างเรียน จนนำไปสู่การตั้งสมมติฐาน ทำการทดลอง และสรุปผลการทดลอง โดยในแผน การเรียนรู้ที่ 1 เรื่องกล้องจุลทรรศน์ครูจะให้นักเรียนศึกษาวิธีการใช้กล้องจุลทรรศน์และการส่องดูเซลล์ต่าง ๆ เพื่อเป็นการส่งเสริมการคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล จากนั้นในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง โครงสร้างและหน้าที่ของ เซลล์ในแผนการเรียนรู้นี้นักเรียนจะต้องนำองค์ความรู้ที่ได้จากการสืบค้นจากชั่วโมงก่อนหน้ามาออกแบบและทำ การทดลองตามการค้นคว้าของนักเรียน ในขั้นนี้นักเรียนทุกคนสามารถนำความรู้มาออกแบบการทดลอง โดย อ้างอิงหลักกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องเพื่อเป็นการส่งเสริมการคิดเพื่อระบุปัญหาและการคิดเพื่อ ตั้งสมมติฐาน และในแผนการเรียนรู้ที่ 3 เรื่องเซลล์พืชและเซลล์สัตว์นักเรียนจะต้องสรุปผลการทดลองและบอก
45 ถึงส่วนประกอบของเซลล์พืชและเซลล์สัตว์ เพื่อส่งเสริมการคิดเพื่อตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป ในวงจร ปฏิบัติการที่ 1 พบว่านักเรียนสามารถออกแบบและทำการทดลองกับเพื่อนในกลุ่มได้ แต่ยังขาดทักษะการบันทึก ผลการทดลอง ครูจึงทำหน้าที่คอยให้คำชี้แนะโดยการตรวจสอบในกิจกรรมการเรียนรู้ วงจรปฏิบัติการที่ 2 มีการจัดการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ เนื้อหาเรื่อง 4) ความแตกต่างระหว่างเซลล์พืช และเซลล์สัตว์5) การแพร่ 6) การออสโมซิส การจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 มีลักษณะแบบเดียวกับวงจร ปฏิบัติการที่ 1 มีเพียงสถาณการณ์ของปัญหาที่เปลี่ยนไป เป็นการให้นักเรียนใช้ความรู้ที่ศึกษามาตั้งสมมติฐานและ ทำการทดลอง จากการจัดการเรียนรู้พบว่านักเรียนแต่ละกลุ่มมีวิธีคิดที่หลากหลายวิธีในการออกแบบการทดลอง สังเกตจากใบกิจกรรมของนักเรียน จากการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา พบว่า เมื่อนักเรียน ฝึกคิดอย่างหลากหลายและครูไม่จำกัดขอบเขตการคิดและส่งเสริมการคิดของนักเรียนอยู่เสมอ นักเรียนจะมี กระบวนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์อย่างต่อเนื่อง เพราะเมื่อวิเคราะห์ถึงกิจกรรมการเรียนรู้ที่ครูจัดเป็นกิจกรรมที่ ส่งเสริมให้นักเรียนสืบค้นข้อมูล ตั้งสมมติฐาน จนนำไปสู่การทดลองและสรุปผลการทดลอง จากการทำกิจกรรมที่ เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดอย่างหลากหลาย ส่งผลให้นักเรียนพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เพราะในการจัด การเรียนรู้มีการบูรณาการแนวคิดสะเต็มศึกษาเข้าไปในกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ (มนตรี จุฬาวัฒนทล, 2556, หน้า 4) มีกระบวนการการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่สนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างความรู้ จากการสำรวจและสืบค้นความรู้ที่ผู้เรียนสนใจด้วยตัวเอง โดยในการจัดกิจกรรม การเรียนรู้จะแทรกแนวคิดสะเต็มศึกษาเข้าไประหว่างการเรียน (สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี, 2560, หน้า 3) และจากการจัดการเรียนการสอนตามแนวทางสะเต็มศึกษาพบว่า นักเรียนเกิด การเรียนรู้ด้วยตัวเอง เกิดการเรียนรู้เป็นหมู่คณะ มีทักษะในการสืบค้นข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล จนนำความรู้นั้นไป แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้ และสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ สอดคล้องกับสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546, หน้า 3) ได้กล่าวถึง การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นความคิดที่ใช้ในการพิสูจน์ และสำรวจตรวจสอบ หาข้อเท็จจริง โดยมีการใช้ทั้งความรู้วิทยาศาสตร์และกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ช่วย วางแผนตรวจสอบจนกระทั่งสามารถอธิบายด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับบทความของภานุเดช หงษาวงศ์ (2548, หน้า 30-31) ที่ระบุว่า การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คือ ความคิดที่สามารถใช้การพิสูจน์หาข้อเท็จจริง โดยอาศัยหลักการ กฎและทฤษฎีตลอดจนกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ความคิดทางวิทยาศาสตร์อาจเริ่มจาก ความคิดที่เป็นนามธรรม แล้วสามารถพิสูจน์ให้เป็นรูปธรรมได้ ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษปีที่ 1/4 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหา ความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด เนื่องจากการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหา
46 ความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา เป็นวิธีการสอนที่สร้างความสนใจให้กับนักเรียน เพราะนักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ และค้นพบองค์ความรู้ด้วยตนเอง นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ นักเรียนเกิดความประทับใจ สนใจและ มีความพึงพอใจในการเรียนรู้ โดยกิจกรรมที่ครูจัดให้เป็นลำดับขั้นตอน สอดคล้องกับงานวิจัยของวรีลักษณ์ เจริญชาติ (2561, บทคัดย่อ) ที่ได้พัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามวัฏจักร การเรียนรู้แบบ 7 ขั้น ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 การวิจัยพบว่า ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามวัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น อยู่ในระดับมากที่สุด จากการวิจัยจะเห็นได้ว่าการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา สามารถพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียน เพราะคะแนนการคิดเชิงวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์ของนักเรียน นั้นมีพัฒนาการดีขึ้นในแต่ละวงรอบ และจากการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากนักเรียนจะพบว่า การที่นักเรียน มีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นผลมาจากการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทาง สะเต็มศึกษา ทำให้นักเรียนมีความสนุกสนาน มีความกระตือรือร้นในการเรียนและให้ความสนใจในกิจกรรม การเรียนรู้ ซึ่งในระหว่างกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนมีอิสระในการค้นหาข้อมูล สามารถใช้เครื่องมือสื่อสารใน การหาข้อมูลทฤษฎีต่าง ๆ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาแก้ปัญหา นอกจากนี้ในการจัดกิจกรรมยังส่งเสริมการทำงาน เป็นทีม ยอมรับในการตัดสินใจของเพื่อนร่วมกลุ่ม มีการช่วยเหลือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นภายในกลุ่ม และ สามารถนำเสนอผลงานอย่างมีเหตุผล ด้วยเหตุนี้ การจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตาม แนวทางสะเต็มศึกษาจึงสามารถพัฒนาให้นักเรียนมีการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้สูงขึ้นได้ ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1. ควรมีการกำหนดกติกาและข้อตกลงต่าง ๆ กับนักเรียนให้ชัดเจนในการจัดกิจกรรมแต่ละครั้ง จะช่วยให้นักเรียนเข้าใจกิจกรรมเนื้อหาและขั้นตอนการปฏิบัติกิจกรรมเป็นอย่างดี 2. ก่อนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทุกครั้งควรมีการศึกษาสภาพห้องเรียนที่จะใช้จัดกิจกรรมให้ เหมาะสมกับกิจกรรมภายในแผนการเรียนรู้
47 ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. เนื่องจากการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะที่ต้องอาศัยระยะเวลาในการพัฒนาฝึกฝนอยู่บ่อย ๆ เป็นเวลานาน ในการวิจัยครั้งต่อไปควรเพิ่มระยะเวลาให้นานขึ้น 2. ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับแผนการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทาง สะเต็มศึกษากับรายวิชาอื่น และระดับชั้นอื่น ๆ เพื่อฝึกให้นักเรียนคิดเชิงวิทยาศาสตร์ให้มีความต่อเนื่อง
48 บรรณานุกรม
49 บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับ ปรับปรุง พ.ศ.2560) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน. https://1th.co/go3kS3kS3kS. กรุงเทพมหานคร : เจเนอรัลบุ๊ค เซนเตอร์ จํากัด.การวิจัยระดับมัธยมศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ชลาธิป สมาหิโต. (2557). การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามแนวสะเต็มศึกษาในระดับการศึกษาตอนต้น. เชียรศรี วิวิธสิริ. (2537). จิตวิทยาการเรียนรู้ของผู้ใหญ่.กรุงเทพฯ: คณะศึกษาศาสตร์. มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ : มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์. ทิศนา แขมมณี และคณะ. (2547). เอกสารประกอบการประชุมเชิงปฏิบัติการ การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะ การคิดเรื่อง การบูรณาการทักษะการคิดหลากหลายในการเรียนการสอนเนื้อหาสาระ. (เอกสารอัดสำเนา). ปฐมวัย. วารสารศึกษาศาสตร์ปริทัศน์, 30(2) : หน้า 102-111. ธิดารัตน์ อินปาต๊ะ. (2553). ความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที่ 3 ที่ได้รับ การสอนแบบสืบเสาะหาความรู โดยเสริมกิจกรรมการคิดเชิงวิทยาศาสตร์. วิทยานิพนธ์ ศษ.ม. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ภพ เลาหไพบูลย์. (2542). แนวการสอนวิทยาศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช. ภานุเดช หงษาวงศ์. (2548). ตำรารายวิชา ทักษะสำหรับครูวิทยาศาสตร์. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. มกราพันธ์ จูฑะรสก. (2551). การคิดอย่างเป็นระบบ: การประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน. สงขลา: สำนักวิทย บริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. มนตรี จุฬาวัฒนฑล. (2556). สะเต็มศึกษาประเทศไทยและทูตสะเต็ม. นิตยสารสถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 42(185), 14–18. ยุพา วีระไวทยะ และปรียา นพคุณ. (2544). เทคนิคการสอนวิทยาศาสตร์ระดับประถมศึกษา. ลักขณา สริวัฒน์. (2549). การคิด (Thinking). กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร. วรีลักษณ์ เจริญชาติ. (2561). การพัฒนาการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามวัฏจักร การเรียนรู้ 7 ขั้น เรื่อง พันธุกรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ครุ ศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอนวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.
50 วศิณีส์ อิศรเสนา ณ อยุธยา. (2560). เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับสะเต็มศึกษา. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. วรภา บางสาลี(2559). การพัฒนาความสามารถในการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านวังพรม อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามวัฏจักร การเรียนรู้ 7 ขั้น (7E). วิทยานิพนธ์ครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏ พิบูลสงคราม. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท). 2557. เด็ก ๆ อนุบาลสนุกกับ “สะเต็มศึกษา” ผ่าน โครงงานปฐมวัย(ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.stemedthailand.org/?news=. 5 ธันวาคม 2564. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท). 2557. เด็ก ๆ อนุบาลสนุกกับ “สะเต็มศึกษา” ผ่าน โครงงานปฐมวัย(ออนไลน์). แหล่งที่มา : http://www.stemedthailand. สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2545). มาตรฐานครูวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. กรุงเทพฯ : องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2546ก). การจัดสาระการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์หลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันสงเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2552). การจัดการเรียนการสอนสาระการเรียนรู้กลุ่ม วิทยาศาสตร์หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2559). รู้จักสะเต็ม. [Online]. Available: http://www.stemedthailand.org/?page_id=23 [2565, มกราคม 12]. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. (2560). มาตรฐานการเรียนรู้เเละตัวชี้วัด กลุ่มสาระ การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามหลักสูตรเเกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560). กรุงเทพมหานคร: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติและสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย. (2541). วิกฤตการณ์ วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. สุวัฒก์ นิยมค้า. (2531). ทฤษฎีและทางปฏิบัติในการสอนวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้. สุวิทย์ มูลคํา และอรทัย มูลคํา. (2545). 21 วิธีจัดการเรียนรู้ : เพื่อพัฒนากระบวนการคิด. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ ภาพพิมพ์.แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
51 Beecroft, G. D., Duffy, G. L., and Moran, J. W. (2003). The executive guide to connecting teacher ’s play children’ learning. USA : NAEYC. Bergere, T. and Boelryk, A. (2004). Applications of Scientific Thinking in the Humanities and Social Sciences. Prepared for the 1 5th International Conference on College Teaching and Learning March 29-April 2, 2004 (Version 2.0). Canada : Georgianc. Carin and Sund. (1980). Teaching Modern Science. 3rd Edition. Columbus : Charle E. Merrill Publishing Com/lesson-plan/problem-solving-steps. [2565, มกราคม 10]. Education. Education.com. (2014). Problem solving. (online). Available : http://www.education. http://www.geocities.com/athovicha/think46.htm. (20 ธันวาคม 2564) improvement and change. USA : ASQ quality press. Marxists.org/archive/novack/works/1960/x03.html. [2565, มกราคม 15]. Morrison, G. S. (2012). Early childhood education today. New Jersey : Pearson Morrison, G. S. (2014). Fundamentals of early childhood education. USA : Pearson. National Research Council. (1996). The National Science Education Standard. Washington DC: National Academy Press. org/?news=. (22 ธันวาคม 2564). Paul, R. and Elder, L. (2003). A Miniature Guide for Student and Faculty to Scientific Robson, S. (2006). Develop thinking and understanding in young children : Science, technology, engineering, and mathematics. New Hampshire : Heinemann. Serumola, L. B. (2003). A Study of Scientific Thinking with Young Adolescents. Glasgow: University of Glasgow. Thinking. Foundation of Critical Thinking. Welner, M. (2012). Effective teaching strategies. (online). Available : http://www.
52 ภาคผนวก
53 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ
54 รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ดร.สุพจน์ ดวงเนตร อาจารย์ประจำภาควิชาพื้นฐานทางการศึกษา สาขาสหวิทยาการและนวัตกรรมการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์และนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ อำเภอนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ นางชัญญมณ เหลาแหลม ครูชำนาญการพิเศษ (ครู คศ.3) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 สกลนคร นางวัชรียา พรหมพันธุ์ ครูชำนาญการพิเศษ (ครู คศ.3) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษามัธยมศึกษา เขต 23 สกลนคร
55 ภาคผนวก ข การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
56 ตารางที่ 4 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 5 5 5 15 93.33 0.00 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 5 4 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 4 5 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4 5 5 14 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 4 5 12 80 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 4 4 11 86.67 0.57 เหมาะสม ปานกลาง 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 4 4 11 86.67 0.57 เหมาะสม ปานกลาง 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่ 5 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
57 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 5 5 5 15 93.33 0.00 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 5 4 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 5 4 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 4 5 5 14 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 4 5 12 80 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 5 4 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 5 4 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่ 6 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
58 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 5 4 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 5 4 12 80 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 4 5 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 4 5 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่ 7 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
59 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 5 5 5 15 93.33 0.00 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 4 5 12 86.67 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 4 5 13 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 5 4 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 4 5 12 80 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่ 8 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
60 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 5 4 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 5 4 12 80.00 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่ 9 ผลการประเมินความเหมาะสมของแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
61 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม ร้อยละ S.D. การแปลผล 1 2 3 1. กำหนดมาตรฐาน/ตัวชี้วัด/จุดประสงค์ การเรียนรู้คลอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม ที่สุด 2. ความสอดคล้องกับมาตรฐานการ เรียนรู้/ตัวชี้วัด/สาระสำคัญและกิจกรรม การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 3. กิจกรรมการเรียนรู้มีความครอบคลุม การพัฒนาให้ผู้เรียนมีความรู้ ทักษะ กระบวนการ สมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียน และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 4. กิจกรรมการเรียนรู้ตอบสนองความ แตกต่างระหว่างบุคคล 4 5 4 13 86.67 0.57 เหมาะสม มาก 5. กิจกรรมการเรียนรู้หลากหลาย และ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 6. นำภูมิปัญญาท้องถิ่นและสื่อเทคโนโลยี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอน 3 5 4 12 80.00 1.00 เหมาะสม ปานกลาง 7. สื่อการเรียนรู้มีความเหมาะสม สอดคล้องกับกิจกรรมการเรียนการสอน 4 5 5 14 93.33 0.57 เหมาะสม มาก 8. ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีที่หลากหลายเหมาะสมกับธรรมชาติวิชา 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 9. วิเคราะห์ผลการประเมินและนำมาใช้ใน การสอนซ่อมเสริม 3 5 5 13 86.67 1.15 เหมาะสม มาก 10. วิธีวัดและเครื่องมือวัดสอดคล้องกับ พฤติกรรมที่กำหนดไว้ในตัวชี้วัดหรือ จุดประสงค์การเรียนรู้ 3 5 5 13 86.87 1.15 เหมาะสม มาก ตารางที่10 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องของแบบทดสอบการคิดเชิงวิทยาศาสตร์(IOC) ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1 จำนวน 20 ข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน
62 รายการประเมิน ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม IOC การแปลผล 1 2 3 โจทย์ปัญหาที่ 1 1. การคิดเพื่อระบุปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 2. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4. การคิดเพื่อตีความหมายและลงข้อสรุป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ โจทย์ปัญหาที่ 2 5. การคิดเพื่อระบุปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8. การคิดเพื่อตีความหมายและลงข้อสรุป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ โจทย์ปัญหาที่ 3 9. การคิดเพื่อระบุปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 11. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 12. การคิดเพื่อตีความหมายและลงข้อสรุป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ โจทย์ปัญหาที่ 4 13. การคิดเพื่อระบุปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 14. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 15. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 16. การคิดเพื่อตีความหมายและลงข้อสรุป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ โจทย์ปัญหาที่ 5 17. การคิดเพื่อระบุปัญหา +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 18. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 19. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 20. การคิดเพื่อตีความหมายและลงข้อสรุป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ *เกณฑ์การประเมิน
63 ให้คะแนนเป็น +1 เมื่อเห็นว่าเหมาะสมสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าเหมาะสมสอดคล้อง ให้คะแนนเป็น -1 เมื่อแน่ใจว่าไม่เหมาะสมสอดคล้อง *ค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .50-1.00
64 ตารางที่ 11 ผลการประเมินดัชนีความสอดคล้องของแบบสอบถามความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ แบบสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 10 ข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน ข้อที่ ข้อคำถาม ความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญคนที่ รวม IOC การแปลผล 1 2 3 1. เนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ฉันชอบ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 2. ฉันได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 3. เนื้อหาไม่ยากจนเกินไป +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 4. เนื้อหามีประโยชน์ฉันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 5. เนื้อหาที่ฉันเรียนเป็นเรื่องที่ควรรู้เพราะเกี่ยวข้อง กับตัวของเราเอง +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 6. ครูทบทวนความรู้เดิมเพื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมการ เรียนรู้ใหม่ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 7. ฉันมีความสุขกับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ แบบสืบเสาะหาความรู้ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 8. ฉันและเพื่อน ๆ ได้ฝึกการตั้งคำถามและหาคำตอบ ด้วยตนเอง +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 9. ฉันมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ใน การเรียนรู้กับเพื่อน ๆ จนได้รับความรู้ +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ 10. ฉันพอใจที่ได้ลงมือศึกษาค้นคว้าและทำการทดลอง ด้วยตนเอง +1 +1 +1 3 1 ใช้ได้ สรุป ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 แสดงว่าแบบสอบถามความพึงพอใจสามารถนำไปใช้ได้ *ค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .50-1.00
65 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
66 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รายวิชา วิทยาศาสตร์ รหัสวิชา ว21101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต เวลา 12 ชั่วโมง เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ เวลา 2 ชั่วโมง ผู้สอน นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร วันที่........เดือน.........................พ.ศ............ 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเลียงสารเข้าและออกจาก เซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่าง ๆของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กันรวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว 1.2 ม.1/2 ใช้กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงศึกษาเซลล์และโครงสร้างต่าง ๆ ภายในเซลล์ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ด้านความรู้ (K) - สามารถอธิบายและบอกส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงได้ 2.2 ด้านทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) - สามารถคำนวณหากำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์และใช้กล้องจุลทรรศน์ได้อย่างถูกต้อง - การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ 2.3 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) - ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การให้ความร่วมมือกับครูผู้สอน
67 3. สาระสำคัญ กล้องจุลทรรศน์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถมองเห็นรายละเอียดของส่วนประกอบเล็ก ๆ ในเซลล์ที่ไม่ สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า กล้องจุลทรรศน์มีส่วนประกอบที่สำคัญ ได้แก่ เลนส์ใกล้ตา ลำกล้อง ปุ่มปรับภาพหยาบ ปุ่มปรับภาพละเอียด แขน เลนส์ใกล้วัตถุ แท่นวางวัตถุ และกระจกเงา กำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์คำนวณได้จาก ผลคูณของกำลังขยายของเลนส์วัตถุกับกำลังขยายของเลนส์ตา ซึ่งมีตัวเลขเขียนกำกับไว้ที่เลนส์ 4. สมรรถนะของผู้เรียน การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ - การคิดเพื่อระบุปัญหา - การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน - การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล - การคิดเพื่อตีความหมายข้อมูลและลงข้อสรุป 5. สาระการเรียนรู้ - การใช้กล้องจุลทรรศน์ - ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ 6. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา 1. สร้างความสนใจ สร้างสถาณการณ์/คำถาม (10 นาที) “ในการศึกษาทางด้านจุลชีววิทยา ซึ่งเป็นการศึกษาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้ ด้วยตาเปล่า จึงจำเป็นต้องอาศัยกล้องจุลทรรศน์ซึ่งเป็นเครื่องมือวิทยาศาสตร์ที่สำคัญ สำหรับผู้ที่จะศึกษาวิชาจุล ชีววิทยา จึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับกล้องจุลทรรศน์และวิธีใช้ที่ถูกต้อง ในปัจจุบันวิทยาการในด้า นต่าง ๆ ได้ เจริญก้าวหน้าไปมาก รวมทั้งมีการประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์แบบใหม่ ๆ ขึ้น จึงทำให้การศึกษาในวิชาจุลชีววิทยา รุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้กันแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบใช้แสงธรรมดาและแบบใช้แสง อิเล็กตรอน ด้วยเหตุนี้ จึงมีแนวคิดที่จะให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรียนรู้เกี่ยวกับกล้องจุลทรรศน์และวิธีใช้ที่ ถูกต้อง”
68 2. สำรวจและค้นหา ( 80 นาที) นักเรียนวิเคราะห์สถานการณ์นี้โดยใช้ประเด็นคำถาม ดังนี้ 1. จากสถานการณ์ที่กำหนดให้มีปัญหาหรือความต้องการในเรื่องใด 2. ควรมีความรู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องใดบ้าง 3. นักเรียนสืบค้นข้อมูลจาก internet ผ่านโทรศัพท์มือถือ (เทคโนโลยี) 4. นักเรียนศึกษาเรื่องที่เกี่ยวข้องจากใบความรู้เรื่อง ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์และสืบค้น เพิ่มเติมใน internet (วิทยาศาสตร์) และ (เทคโนโลยี) 5. นักเรียนทดลองใช้กล้องจุลทรรศน์และคำนวณหากำลังขยายของกล้องจุลทรรศน์ (วิทยาศาสตร์) (คณิตศาสตร์) 3. ลงข้อสรุปและขยายความรู้(30 นาที) 1. นักเรียนและครูร่วมกันสรุปเป็นสาระการเรียนรู้ที่สำคัญตามแนวทาง ดังนี้ - กล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ในปัจจุบัน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบใช้แสงธรรมดาและแบบ ใช้แสงอิเล็กตรอน ภาพที่ 1 โครงสร้างโดยทั่วไปของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงธรรมดา - โครงสร้างโดยทั่วไปของกล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสงธรรมดา มีส่วนประกอบ ดังภาพที่ 1 ดังนี้ คือ ส่วนฐาน (base) คือส่วนฐานที่วางติดกับโต๊ะ มีหลอดไฟฟ้าติดอยู่ที่ฐานกล้องพร้อมสวิทช์ ปิดเปิด ส่วนแขน (arm) คือส่วนที่ยึดติดระหว่างลำกล้องกับส่วนฐาน
69 ลำกล้อง (body tube) มีเลนส์ใกล้ตาติดอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างติดกับแผ่นหมุน ซึ่งมีเลนส์ใกล้วัตถุติดอยู่ บางกล้องมีปริซึมติดอยู่เพื่อหักเหแสงจากเลนส์ใกล้วัตถุให้ผ่านเลนส์ใกล้ตา แผ่นหมุน (revolving nosepiece) คือแผ่นกลมหมุนได้ มีเลนส์ใกล้วัตถุติดอยู่เพื่อหมุน เปลี่ยนกาลังขยายของเลนส์ตามความต้องการ เลนส์ใกล้วัตถุ (objective lens) คือเลนส์ที่ติดอยู่บนแผ่นหมุน ตามปกติจะมี 3 หรือ 4 อัน แต่ละอันจะมีตัวเลขแสดงกำลังขยายกำกับไว้ เช่น x4, x10, x40 หรือ x100 เป็นต้น ในกรณีที่ใช้เลนส์ใกล้วัตถุ กาลังขยาย x100 ต้องใช้น้ำมันเป็นตัวกลางระหว่างเลนส์และวัตถุจึงจะเห็นภาพ เลนส์ใกล้ตา (eyepiece lens) คือเลนส์ชุดที่อยู่ส่วนบนสุดของกล้อง มีตัวเลขบอก กำลังขยายอยู่ทางด้านบน เช่น x5, x10, หรือ x15 เป็นต้น บางกล้องมีเลนส์ใกล้ตาอันเดียว (monocular) บาง กล้องมีเลนส์ใกล้ตา 2 อัน (binocular) เลนส์ชุดนี้ขยายภาพที่เกิดจากเลนส์ใกล้วัตถุ ภาพที่เห็นมีขนาดขยาย เป็น ภาพเสมือนหัวกลับ และกลับซ้ายเป็นขวากับวัตถุ วงล้อปรับภาพ (adjustment wheel) สำหรับปรับระยะห่างระหว่างวัตถุกับเลนส์ใกล้ วัตถุ เพื่อปรับภาพให้เห็นชัด ซึ่งระยะห่างที่ทาให้เห็นภาพชัด เรียกว่า ระยะการทำงานของกล้อง หรือระยะโฟกัส ของกล้อง วงล้อดังกล่าวมี 2 ชนิด คือ ชนิดปรับภาพหยาบ ใช้ปรับระยะห่างระหว่างวัตถุกับเลนส์ใกล้วัตถุชนิด กำลังขยาย 10 เท่าลงมา และชนิดปรับภาพละเอียด ใช้ปรับภาพให้ชัด เมื่อใช้เลนส์ใกล้วัตถุกำลังขยายสูง 40 เท่า ขึ้นไป แท่นวางวัตถุ (stage) มีช่องตรงกลางสำหรับให้แสงผ่าน และใช้วางสไลด์แก้ว เป็น อุปกรณ์ที่เคลื่อนที่ได้ ด้วยการหมุนปุ่มบังคับ อุปกรณ์ดังกล่าวมีคลิปเกาะสไลด์ และมีสเกลบอกตำแหน่งของสไลด์ บนแท่นวางวัตถุ ฉะนั้นอุปกรณ์นี้จะช่วยอำนวยความสะดวกในการเลื่อนสไลด์ไปทางขวา ซ้าย หน้า และหลังได้ใน ขณะที่ตามองภาพในกล้อง ช่วยให้หาภาพได้รวดเร็ว และมีสเกลบอกตำแหน่งของวัตถุบนสไลด์ คอนเดนเซอร์ (condenser) คือ ชุดของเลนส์ที่ทำหน้าที่รวมแสงให้มีความเข้มมากที่สุด เพื่อส่องวัตถุบนสไลด์แก้วให้สว่างที่สุด มีปุ่มปรับความสูงต่ำของ condenser ไอริสไดอะแฟรม (iris diaphragm) เป็นม่านปรับรูเปิดเพื่อให้แสงผ่านเข้า condenser และมีปุ่มสาหรับปรับ iris diaphragm ให้แสงผ่านเข้ามากน้อยตามต้องการ แหล่งกำเนิดแสง (light source) เป็นหลอดไฟฟ้าให้แสงสว่างติดอยู่ที่ฐานกล้อง มีสวิตช์เปิดปิด และมีสเกลปรับปริมาณแสงสว่าง 4. ประเมินผล ( 10 นาที) ประเมินชิ้นงานด้านความรู้ (K) ด้านทักษะ/กระบวนการ/การคิดเชิงวิทยาศาสตร์และด้าน คุณลักษณะอันพึงประสงค์(A)
70 7. การวัดและประเมินผล 7.1 วิธีการวัดและประเมินผล ตารางที่ 1 วิธีการวัดและประเมินผล รายการประเมิน วิธีการวัดผล เครื่องมือ วัดผล เกณฑ์การประเมินผล คะแนน (ร้อยละ) 1. ด้านความรู้ (K) - สามารถอธิบายและบอก ส่วนประกอบของกล้องจุลทรรศน์ แบบใช้แสงได้ (K) ตรวจใบ กิจกรรม เรื่อง กล้อง จุลทรรศน์ ใบกิจกรรม เรื่องกล้อง จุลทรรศน์ คะแนน 16-20 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 12-15 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 0-11 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 12-20 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 12 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์(ปรับปรุง) 50 2. ด้านทักษะ/กระบวนการ/การคิด เชิงวิทยาศาสตร์(P) - สามารถคำนวณหากำลังขยาย ของกล้องจุลทรรศน์และใช้กล้อง จุลทรรศน์ได้อย่างถูกต้อง (P) - การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ตรวจใบ กิจกรรม เรื่อง กล้อง จุลทรรศน์ ตรวจใบ กิจกรรม เรื่อง กล้อง จุลทรรศน์ ใบกิจกรรม เรื่องกล้อง จุลทรรศน์ ใบกิจกรรม เรื่องกล้อง จุลทรรศน์ คะแนน 8-9 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 6-7 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง) 30 3. คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) - ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การให้ความร่วมมือกับครูผู้สอน (A) สังเกต คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของ นักเรียนใน ระหว่างการ เรียนการสอน แบบสังเกต คุณลักษณะอัน พึงประสงค์ของ นักเรียน - คะแนน 8-9 อยู่ในเกณฑ์ ดี - คะแนน 6-7 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ - คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง **หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์(ปรับปรุง) 20
71 7.2 การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ตารางที่ 2 การปฏิบัติกิจกรรมของนักเรียน ตัวชี้วัด ระดับคะแนน 4 3 2 1 1. การทำกิจกรรมตาม แผนที่กำหนด ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้อย่าง ถูกต้องด้วยตนเอง มีการ ปรับปรุงแก้ไข เป็นระยะ ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้ ด้วย ตนเอง มีการปรับปรุงแก้ไข บ้าง ทำกิจกรรมตามวิธีการและ ขั้นตอนที่กำหนดไว้ โดยมีครูหรือผู้อื่นเป็นผู้ แนะนำ ทำกิจกรรมไม่ถูกต้องตาม วิธีการและขั้นตอน ที่กำหนดไว้ ไม่มีการ ปรับปรุงแก้ไข 2. การใช้อุปกรณ์และ/ หรือเครื่องมือ ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม ได้อย่างถูกต้องตามหลักการ ปฏิบัติและคล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม ได้อย่างถูกต้องตามหลักการ ปฏิบัติแต่ไม่คล่องแคล่ว ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม ได้อย่างถูกต้องโดยมีครูหรือ ผู้อื่นเป็นผู้แนะนำ ใช้อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม ไม่ถูกต้อง และไม่มีความ คล่องแคล่วในการใช้ 3. การคำนวณหา กำลังขยายของกล้อง จุลทรรศน์ สามารถคำนวณได้อย่าง ถูกต้องและแม่ยำทุกข้อ สามารถคำนวณได้อย่าง ถูกต้องและแม่ยำทุกข้อบาง ข้อ สามารถคำนวณได้อย่าง ถูกต้องและแม่ยำทุกข้อโดย ครูคอยชี้แนะ ไม่สามารถคำนวณได้อย่าง ถูกต้องและแม่ยำทุกข้อ 4. การดูแลและการเก็บ อุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือ ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม และมีการทำความสะอาด และเก็บอย่างถูกต้องตาม หลักการ และแนะนำให้ผู้อื่น ดูแลและเก็บรักษาได้ถูกต้อง ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม และมีการทำความสะอาด อย่างถูกต้อง แต่เก็บไม่ ถูกต้อง ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม มีการทำความสะอาด แต่เก็บไม่ถูกต้อง ต้องให้ครูหรือผู้อื่นแนะนำ ไม่ดูแลอุปกรณ์และ/หรือ เครื่องมือในการทำกิจกรรม และไม่สนใจทำความสะอาด รวมทั้งเก็บไม่ถูกต้อง เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ด้านทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) ช่วงคะแนน คะแนน 13-16 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 8-12 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 4-7 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 8-16 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 8 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง)
72 7.3 การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ ตารางที่ 3 การคิดเชิงวิทยาศาสตร์ เกณฑ์การประเมิน ระดับคะแนน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. การคิดเพื่อระบุปัญหา ระบุปัญหาได้อย่างชัดเจน ไม่กำกวม มีการกำหนดขอบเขต ของปัญหาร่วมด้วย ระบุปัญหาได้ไม่ชัดเจน กำกวม มีการกำหนดขอบเขตของ ปัญหาร่วมด้วย ระบุปัญหาได้ไม่ชัดเจน กำกวม และไม่มีการกำหนด ขอบเขตของปัญหาร่วมด้วย 2. การคิดเพื่อตั้งสมมติฐาน คิดหาคำตอบที่เป็นไปได้ของ ปัญหา และสร้างสมมติฐานได้ โดยสร้างจากข้อมูลที่ได้จากการ สังเกต และอาศัยประสบการณ์ และความรู้เดิมที่เกี่ยวข้อง คิดหาคำตอบที่เป็นไปได้ของปัญหา และสร้างสมมติฐานได้ การสร้างสมมติฐานที่เป็นไปได้ ยาก หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผลงาน 3. การคิดเพื่อรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐาน เพื่อ ยืนยันสมมติฐานที่สร้างขึ้น ได้ อย่างครบถ้วน เข้าใจง่าย รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐาน เพื่อ ยืนยันสมมติฐานที่สร้างขึ้นได้ไม่ ครบถ้วน เข้าใจง่าย รวบรวมข้อมูลหรือหลักฐาน เพื่อยืนยันสมมติฐานที่สร้างขึ้น ได้ไม่ครบถ้วน เข้าใจยาก 4. การคิดเพื่อตีความหมาย ข้อมูลและลงข้อสรุป การนำข้อมูลหรือหลักฐานที่ได้ จากการรวบรวมมาตีความหมาย อธิบายความสัมพันธ์กันของ ข้อมูลและตอบปัญหาหรือ คำถาม โดยสรุปอ้างอิงข้อมูลที่ ได้รับจากการตรวจสอบ สมมติฐานได้อย่างครบถ้วน เข้าใจง่าย การนำข้อมูลหรือหลักฐานที่ได้จาก การรวบรวมมาตีความหมาย อธิบายความสัมพันธ์กันของข้อมูล และตอบปัญหาหรือคำถามโดย สรุปอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับจากการ ตรวจสอบสมมติฐานได้ไม่ครบถ้วน เข้าใจง่าย การนำข้อมูลหรือหลักฐานที่ได้ จากการรวบรวมมา ตีความหมาย อธิบาย ความสัมพันธ์กันของข้อมูล และตอบปัญหาหรือคำถาม โดยสรุปอ้างอิงข้อมูลที่ได้รับ จากการตรวจสอบสมมติฐาน ได้ไม่ครบถ้วน เข้าใจยาก เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ช่วงคะแนน คะแนน 10-12 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 6-9 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง)
73 7.4 ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตารางที่ 4 การสังเกตด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ตัวชี้วัด ระดับคะแนน 3 (ดี) 2 (พอใช้) 1 (ปรับปรุง) 1. ทำงานตามที่ ได้รับมอบหมาย ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายด้วย ความตั้งใจ ทำงานตามที่ได้รับมอบหมายแต่มีครู หรือเพื่อนคอยเตือนอยู่เสมอ ไม่ทำงานตามที่ได้รับมอบหมาย 2. ส่งงานตรงตาม เวลา ส่งงานตรงตามเวลาที่กำหนด ส่งงานไม่ตรงตามเวลาที่กำหนด ไม่ส่งงาน 3. การให้ความ ร่วมมือกับครูผู้สอน ให้ความร่วมมือกับครูผู้สอนบ่อยครั้ง ในระหว่างการเรียนการสอน ให้ความร่วมมือกับครูผู้สอนเป็น บางครั้งในระหว่างการเรียนการสอน ให้ความร่วมมือกับครูผู้สอนน้อยครั้ง ในระหว่างการเรียนการสอน หรือไม่ เลย เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ช่วงคะแนน คะแนน 8-9 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 6-7 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง)
74 แบบประเมินใบกิจกรรมที่ 13 เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ด้านความรู้ (K) คำชี้แจง ให้ผู้สอนตรวจใบกิจกรรม 13 เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ลงคะแนนลงในช่องลงคะแนน และทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องสรุปผลการประเมิน เลขที่ ชื่อ-สกุล คะแนนรวม (20) แปลงคะแนน (1) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 1 ชานนท์พลศักดิ์ 2 ชินดนัย บุระเนตร 3 ชินวุฒิปฏิโชติ 4 ทัพพ์มงคล มูลโสม 5 ธนภัทร แสนมะฮุง 6 บดินทร์ธร ชวนาพิทักษ์ 7 บดิศร พระสว่าง 8 ปรเมศวร์วอดทอง 9 ปิยะวุฒิจันทร์แก้ว 10 เปรมวิทย์การุญ 11 ภูธนสิทธิ์ชลูด 12 ภูวฤทธิ์คำคะยอม 13 ยศกร สังวร 14 วรากร วงค์บาตร์ 15 วีระชัย วันสวัสดิ์ 16 สุทวัฒน์พัทธรรมมา 17 อนุชิต ไตรพิษ 18 อานนท์ทวีแก้ว 19 กวินตรา เกตวงษา 20 เกศรินทร์ผานคำ 21 ชลดา ถาวรศักดิ์ 22 ญาโณบล ปลัดวิเศษ 23 ณัฐชยา สิมสะกะ 24 ณัฐณิชา เจินยุหะ 25 ธิราพร นกเขา 26 นุชรา ทองล้วน 27 ปนัดดา นาชัยเงิน 28 ปภาพิชญา ตันเสนา 29 พรนภา อ่อนจงไกร 30 พรพรรณ โคตรผาบ
75 เลขที่ ชื่อ-สกุล คะแนนรวม (6) แปลงคะแนน (1.2) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 31 พรพิมล ไชยหมื่น 32 พิชชาภร คงสมปราชญ์ 33 วัลลภา ชัยบิล 34 ศิริรัตน์ปัตตา 35 อชิรญา โปรมินทร์ชัย 36 อริสา พรสวัสดิ์ 37 อัชชญาณีหลินภู 38 อุษมา พันธุ์แตง 39 เอมมิกา ปัญญาประชุม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน คะแนน 16-20 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 12-15 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 0-11 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 12-20 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 12 คะแนน หมายถึง ไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง) ลงชื่อ……………………………….……………… (ผู้ประเมิน) (นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร) ..…....…/……….../…………
76 แบบการประเมินการปฏิบัติการทำกิจกรรมของนักเรียน เรื่องกล้องจุลทรรศน์ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) คำชี้แจง ให้ผู้สอนประเมินการปฏิบัติการทำกิจกรรมของนักเรียน เรื่องกล้องจุลทรรศน์ลงคะแนนลงในช่อง ลงคะแนน และทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องสรุปผลการประเมิน เลขที่ ชื่อ-สกุล ตัวชี้วัดที่ 1 ตัวชี้วัด ที่ 2 ตัวชี้วัดที่ 3 ตัวชี้วัด ที่ 4 คะแนน (16) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 เกณฑ์ การตัดสินคุณภาพ ด้านทักษะ/กระบวนการ (P) ช่วงคะแนน คะแนน 13-16 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 8-12 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 4-7 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 8-16 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 8 คะแนน หมายถึง ไม่ ผ่านเกณฑ์(ปรับปรุง) ลงชื่อ……………………………….……………… (ผู้ประเมิน) (นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร) ..…....…/……….../…………
77 แบบประเมินใบกิจกรรม เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ด้านการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ คำชี้แจง ให้ผู้สอนตรวจใบกิจกรรม เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ลงคะแนนลงในช่องลงคะแนน และทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องสรุปผลการประเมินเลขที่ ชื่อ-สกุล การคิดเพื่อระบุ ปัญหา(3) การคิดเพื่อ ตั้งสมมติฐาน(3) การคิดเพื่อรวบรวม ข้อมูล(3) การคิดเพื่อ ตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรุป(3) คะแนนรวม(12) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 1 ชานนท์พลศักดิ์ 2 ชินดนัย บุระเนตร 3 ชินวุฒิปฏิโชติ 4 ทัพพ์มงคล มูลโสม 5 ธนภัทร แสนมะฮุง 6 บดินทร์ธร ชวนาพิทักษ์ 7 บดิศร พระสว่าง 8 ปรเมศวร์วอดทอง 9 ปิยะวุฒิจันทร์แก้ว 10 เปรมวิทย์การุญ 11 ภูธนสิทธิ์ชลูด 12 ภูวฤทธิ์คำคะยอม 13 ยศกร สังวร 14 วรากร วงค์บาตร์ 15 วีระชัย วันสวัสดิ์ 16 สุทวัฒน์พัทธรรมมา 17 อนุชิต ไตรพิษ 18 อานนท์ทวีแก้ว 19 กวินตรา เกตวงษา 20 เกศรินทร์ผานคำ 21 ชลดา ถาวรศักดิ์ 22 ญาโณบล ปลัดวิเศษ 23 ณัฐชยา สิมสะกะ 24 ณัฐณิชา เจินยุหะ 25 ธิราพร นกเขา 26 นุชรา ทองล้วน 27 ปนัดดา นาชัยเงิน 28 ปภาพิชญา ตันเสนา
78 เลขที่ ชื่อ-สกุล การคิดเพื่อระบุปัญหา (3) การคิดเพื่อ ตั้งสมมติฐาน(3) การคิดเพื่อรวบรวม ข้อมูล(3) การคิดเพื่อ ตีความหมายข้อมูล และลงข้อสรุป(3) คะแนนรวม(12) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 29 พรนภา อ่อนจงไกร 30 พรพรรณ โคตรผาบ 31 พรพิมล ไชยหมื่น 32 พิชชาภร คงสมปราชญ์ 33 วัลลภา ชัยบิล 34 ศิริรัตน์ปัตตา 35 อชิรญา โปรมินทร์ชัย 36 อริสา พรสวัสดิ์ 37 อัชชญาณีหลินภู 38 อุษมา พันธุ์แตง 39 เอมมิกา ปัญญาประชุม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) ช่วงคะแนน คะแนน 10-12 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 6-9 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง)
79 แบบประเมินการสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน (A) คำชี้แจง ให้ผู้สอนสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียน ลงคะแนนลงในช่องลงคะแนน และทำ เครื่องหมาย √ ลงในช่องสรุปผลการประเมิน เลขที่ ชื่อ-สกุล ยอมรับฟัง ความ คิดเห็นของ สมาชิกใน กลุ่ม การให้ความ ร่วมมือกับ สมาชิกใน กลุ่ม ให้ความ ร่วมมือกับ ครูผู้สอน คะแนน รวม (9) แปลง คะแนน (0.8) สรุปผลการประเมิน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ่าน ไม่ผ่าน 1 ชานนท์พลศักดิ์ 2 ชินดนัย บุระเนตร 3 ชินวุฒิปฏิโชติ 4 ทัพพ์มงคล มูลโสม 5 ธนภัทร แสนมะฮุง 6 บดินทร์ธร ชวนาพิทักษ์ 7 บดิศร พระสว่าง 8 ปรเมศวร์วอดทอง 9 ปิยะวุฒิจันทร์แก้ว 10 เปรมวิทย์การุญ 11 ภูธนสิทธิ์ชลูด 12 ภูวฤทธิ์คำคะยอม 13 ยศกร สังวร 14 วรากร วงค์บาตร์ 15 วีระชัย วันสวัสดิ์ 16 สุทวัฒน์พัทธรรมมา 17 อนุชิต ไตรพิษ 18 อานนท์ทวีแก้ว 19 กวินตรา เกตวงษา 20 เกศรินทร์ผานคำ 21 ชลดา ถาวรศักดิ์ 22 ญาโณบล ปลัดวิเศษ 23 ณัฐชยา สิมสะกะ 24 ณัฐณิชา เจินยุหะ 25 ธิราพร นกเขา 26 นุชรา ทองล้วน
80 เลขที่ ชื่อ-สกุล ยอมรับฟัง ความ คิดเห็นของ สมาชิกใน กลุ่ม การให้ ความ ร่วมมือกับ สมาชิกใน กลุ่ม ให้ความ ร่วมมือกับ ครูผู้สอน คะแนน รวม (9) แปลง คะแนน (0.8) สรุปผลการประเมิน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ผ่าน ไม่ผ่าน 27 ปนัดดา นาชัยเงิน 28 ปภาพิชญา ตันเสนา 29 พรนภา อ่อนจงไกร 30 พรพรรณ โคตรผาบ 31 พรพิมล ไชยหมื่น 32 พิชชาภร คงสมปราชญ์ 33 วัลลภา ชัยบิล 34 ศิริรัตน์ปัตตา 35 อชิรญา โปรมินทร์ชัย 36 อริสา พรสวัสดิ์ 37 อัชชญาณีหลินภู 38 อุษมา พันธุ์แตง 39 เอมมิกา ปัญญาประชุม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน คะแนน 8-9 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 6-7 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 3-5 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 6-9 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ ผ่านเกณฑ์(ปรับปรุง) ลงชื่อ……………………………….……………… (ผู้ประเมิน) (นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร) ..…....…/……….../…………
81 แบบสรุปประเมิน เรื่อง กล้องจุลทรรศน์ คำชี้แจง ให้ผู้สอนลงคะแนนลงในช่องลงคะแนน และทำเครื่องหมาย √ ลงในช่องสรุปผลการประเมิน **ช่อง K หมายถึง คะแนนด้านความรู้, ช่อง P หมายถึง ด้านทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิดและช่อง A หมายถึง ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เลขที่ ชื่อ-สกุล K (1.2) P (0) A (0.8) การคิด เชิงวิทยาศาสตร์ (12) คะแนนรวม (14) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 1 ชานนท์พลศักดิ์ 2 ชินดนัย บุระเนตร 3 ชินวุฒิปฏิโชติ 4 ทัพพ์มงคล มูลโสม 5 ธนภัทร แสนมะฮุง 6 บดินทร์ธร ชวนาพิทักษ์ 7 บดิศร พระสว่าง 8 ปรเมศวร์วอดทอง 9 ปิยะวุฒิจันทร์แก้ว 10 เปรมวิทย์การุญ 11 ภูธนสิทธิ์ชลูด 12 ภูวฤทธิ์คำคะยอม 13 ยศกร สังวร 14 วรากร วงค์บาตร์ 15 วีระชัย วันสวัสดิ์ 16 สุทวัฒน์พัทธรรมมา 17 อนุชิต ไตรพิษ 18 อานนท์ทวีแก้ว 19 กวินตรา เกตวงษา 20 เกศรินทร์ผานคำ 21 ชลดา ถาวรศักดิ์ 22 ญาโณบล ปลัดวิเศษ 23 ณัฐชยา สิมสะกะ 24 ณัฐณิชา เจินยุหะ 25 ธิราพร นกเขา 26 นุชรา ทองล้วน 27 ปนัดดา นาชัยเงิน 28 ปภาพิชญา ตันเสนา
82 เลขที่ ชื่อ-สกุล K (1.2) P (0) A (0.8) การคิด เชิงวิทยาศาสตร์ (12) คะแนนรวม (14) สรุปผลการประเมิน ผ่าน ไม่ผ่าน 29 พรนภา อ่อนจงไกร 30 พรพรรณ โคตรผาบ 31 พรพิมล ไชยหมื่น 32 พิชชาภร คงสมปราชญ์ 33 วัลลภา ชัยบิล 34 ศิริรัตน์ปัตตา 35 อชิรญา โปรมินทร์ชัย 36 อริสา พรสวัสดิ์ 37 อัชชญาณีหลินภู 38 อุษมา พันธุ์แตง 39 เอมมิกา ปัญญาประชุม เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน คะแนน 11-14 อยู่ในเกณฑ์ ดี คะแนน 7-10 อยู่ในเกณฑ์ พอใช้ คะแนน 0-6 อยู่ในเกณฑ์ ปรับปรุง *หมายเหตุ ถ้าคะแนน ตั้งแต่ 7-14 คะแนน หมายถึงผ่านเกณฑ์ ถ้าคะแนนต่ำกว่า 6 คะแนน หมายถึงไม่ผ่านเกณฑ์ (ปรับปรุง) ลงชื่อ……………………………….……………… (ผู้ประเมิน) (นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร) ..…....…/……….../…………
83 8. สื่อและแหล่งเรียนรู้ - หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ (สสวท.) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เล่ม 1 - ใบกิจกรรม เรื่องกล้องจุลทรรศน์ 9. กิจกรรมเสนอแนะ
84 บันทึกผลหลังการจัดการเรียนรู้ สรุปผลการจัดการเรียนรู้ 1. นักเรียนจำนวน........................คน (ชั้น................) ผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้..................คน คิดเป็นร้อยละ................................. ไม่ผ่านจุดประสงค์...............................คน คิดเป็นร้อยละ................................. ได้แก่ 1. .......................................................................................... .... 2. ........................................................................................ ...... ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ....................................................... .............................................................................................................................................................. ...................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ....................................................................................................................................................... ............................. .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ.............................................. (นางสาวณัฏฐนิชา สังกะเพชร) ตำแหน่ง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู
85 ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการจัดการเรียนรู้ของ.......................................................แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ....................................................... .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ.............................................. (นางดุษฎี เหลาแหลม) ตำแหน่ง ครูพี่เลี้ยง 5. ข้อเสนอแนะ .................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ............................................................................................................................. ....................................................... ลงชื่อ............................................... (นางวรลักษณ์ ตรงวัฒนาวุฒิ) ตำแหน่ง หัวหน้ากลุ่มบริหารวิชาการ
86 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหาความรู้ตาม แนวทางสะเต็มศึกษา คำชี้แจง : ให้นักเรียนทำเครื่องหมาย ลงในช่องว่างที่ตรงกับระดับความพึงพอใจของนักเรียน ซึ่งมีเกณฑ์ 5 ระดับดังนี้ ระดับการประเมิน 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม .................................................................................................................................................................................... .................................................................................................................................................................................... ข้อที่ รายการประเมิน ระดับความพึงพอใจ 5 4 3 2 1 1. เนื้อหาที่เรียนเป็นเรื่องที่ฉันชอบ 2. ฉันได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง 3. เนื้อหาไม่ยากจนเกินไป 4. เนื้อหามีประโยชน์ฉันสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ 5. เนื้อหาที่ฉันเรียนเป็นเรื่องที่ควรรู้เพราะเกี่ยวข้องกับตัวของเราเอง 6. ครูทบทวนความรู้เดิมเพื่อเชื่อมโยงกับกิจกรรมการเรียนรู้ใหม่ 7. ฉันมีความสุขกับการจัดการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 8. ฉันและเพื่อน ๆ ได้ฝึกการตั้งคำถามและหาคำตอบด้วยตนเอง 9. ฉันมีโอกาสได้สนทนาแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ในการเรียนรู้กับ เพื่อน ๆ จนได้รับความรู้ 10. ฉันพอใจที่ได้ลงมือศึกษาค้นคว้าและทำการทดลองด้วยตนเอง
87 ประวัติผู้วิจัย ชื่อ – สกุล ณัฏฐนิชา สังกะเพชร วัน เดือน ปีเกิด 31 สิงหาคม 2542 ที่อยู่ปัจจุบัน 241 หมู่ที่ 3 ตำบลศรีชมภู อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ 38170 หมายเลขโทรศัพท์ 0979248620 e-mail [email protected] สถานศึกษาปัจจุบัน มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ 62/1 ถนนเกษตรสมบ๔รณ์ ตำบลกาฬสินธุ์ อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ 46000 ประวัติการศึกษา พ.ศ. 2560 มัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบึงกาฬ พ.ศ. 2563 กำลังศึกษาระดับปริญญาตรีครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.) สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
88 ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์