ศาสนาพราหมณ์-ฮนิ ดู
Hindu Brahmin
ประวตั คิ วามเป็ นมา
ของศาสนาพราหมณ์
• ศาสนาพราหมณ์เดิมเรียกวา่ “สนาตนธรรม”
แปลวา่ ธรรมอนั เป็นของเก่าหรือ นิรันดร์
• ศาสนาพราหมณ์เป็นศาสนาด้งั เดิมของชาวอารยนั
ไม่มีองคศ์ าสดา
• เป็นศาสนาท่ีก่อต้งั ข้ึนจาก ลทั ธิบูชาธรรมชาติ
ชาวอารยนั ยกยอ่ งธรรมชาติวา่ เป็นเทพเจา้ มีการเซ่น
สรวงบูชาและสวดออ้ นวอนเพ่อื ใหเ้ ทพเจา้ คุม้ ครอง
และยดึ ถือเร่ืองวรรณะ
• ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีความเชื่อในเร่ืองพระเจา้
สร้างโลก
• ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แบ่งเป็น
-ยคุ พระเวท
-ยคุ มหากาพยแ์ ละทรรศนะท้งั หก
-ยคุ ฮินดู
ววิ ฒั นาการของศาสนาฮินดู
• ศาสนาพราหมณ์ (คาสอนพราหมณาจารย)์
ฮินดูธรรม ธรรมท่ีสอนลทั ธิอหิงสา
• เปลี่ยนจากนบั ถือเทพเจา้ หลายองค์
(พหุเวนิยม) มาเป็นนบั ถือเทพเจา้ สูงสุดเพียง
องคเ์ ดียวคอื พระพรหม
ตรมี รู ตศิ านาพราหมณ-์ ฮินดู
• เทพเจา้ แทจ้ ริงมีเพียงหน่ึงเดียว แต่แบ่ง
ออกเป็น3 ภาค
1.พระพรหม
2.พระวิษณุ (พระนารายณ์)
3.พระศิวะ (พระอิศวร)
• คาวา่ โอม หมายถึง พระเจา้ ท้งั 3 คือ พระ
วษิ ณุ พระศิวะ พระพรหม
• ตวั อกั ษร อ = พระวิษณุ อุ = พระศิวะ
อนุสวาร = พระพรหม
คมั ภรี พ์ ระเวท
• คมั ภีร์พระเวทมี 4 หมวด ไดแ้ ก่ หมวดสมั หิตา หมวด
พรหมณะ หมวดอารัณยกะ หมวดอุปนิษทั
• สมั หิตา :ใชเ้ พอื่ ออ้ นวอน ขบั กล่อมและสดุดีพระเจา้
• ฤคเวท : คมั ภีร์ที่เก่าแก่ที่สุด
• ยชุรเวท : คู่มือพราหมณ์ในการทาพิธีบชู ายญั
• สามเวท : ใชส้ วดในพธิ ีถวายน้าโสมและขบั
กล่อมเทพเจา้
• อาถรรพเวท : มนตร์คาถาอาคมเก่ียวกบั
ไสยศาสตร์สาหรับพิธีแกเ้ สนียดจญั ไร
คมั ภรี ท์ แี่ สดงถงึ ลทั ธอิ วตาร
• อิติสาหะ : วา่ ดว้ ยวรี กรรมของวรี บุรุษ ไดแ้ ก่ มหากาพยร์ ามายณะ และ
มหากาพยม์ หาภารตะ
• ปุราณะ : วา่ ดว้ ยตรีมูรติ โลก กาเนิดเทพเจา้ การครองโลกของพระมนู
ประวตั ิสุริยะวงศแ์ ละจนั ทรวงศ์
มหากาพย์
• มหากาพยร์ ามายณะ เป็นมหากาพยช์ ิ้นแรกของโลกที่รจนา
โดย ฤาษีวาลมีกิ แตง่ จานวน ๒๔,๐๐๐ โศลก มีท้งั หมด ๗ กานฑ
(กณั ฑ)์ หรือ ๗ ตอน เป็นเรื่องราวของพระรามและนางสีดา
• มหากาพยม์ หาภารตะ เป็นมหากาพยท์ ี่ยง่ิ ใหญ่ แตง่ เป็นฉนั ท์
โดย ฤาษีเวทวยาส หรือ กฤษณะ ไทวปายนะ แต่งจานวน ๑ แสน
โศลก มีท้งั หมด ๑๘ บรรพ (ปรว) หรือประมาณ ๒๒๐,๐๐๐
บรรทดั เน้ือเร่ืองเป็นการพรรณนาถึงการทาสงครามที่ขบั เคี่ยว
กนั ระหวา่ งพนี่ อ้ งสองตระกลู คือ ตระกลู เการพ (โก
รพ) กบั ตระกลู ปาณฑพ ที่สืบเช้ือสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกนั
คือ ทา้ วภรต (โอรสทา้ วทศั ยนั ตก์ บั นางศกนุ ตลา) เพื่อแยง่ ชิงราช
สมบิติหรือแยง่ กนั ปกครองแผน่ ดินซ่ึงเป็นเร่ืองปกติของประเทศ
ต่างๆทุกแห่ง
อาศรมส่ี
หลกั อาศรม 4 หมายถึง ข้นั ตอนของชีวติ หรือ ทางปฏิบตั ิเพอื่ ยกระดบั ชีวติ ให้
สูงข้ึน มี 4 ประการ คือ
• พรหมจารี เป็นข้นั ตอนของเดก็ ชายตระกลู พราหมณ์
ทุกคน จะตอ้ งรับการคลอ้ งดา้ ย ศกั ด์ิสิทธ์ิ จากอาจารย์
พธิ ีคลอ้ งดา้ ยศกั ด์ิสิทธ์ิ เรียกวา่ “ยชั โญปวตี ”
• คฤหสั ถ์ หรือผคู้ รองเรือน เม่ือสาเร็จการศึกษา แลว้
จะกลบั บา้ นเรือนของตน เพอื่ แตง่ งาน และมีบุตร
• วานปรัสถ์ เป็นช่วงเวลาท่ีพพราหมณ์ ปฏิบตั ิตน
เพอ่ื สงั คม และประเทศ เม่ือครอบครัวเป็นปึ กแผน่
และบตุ รไดอ้ อกเรือนเป็นที่เรียบร้อย
• สันยาสี เป็นระยะเวลาท่ีพราหมณ์ ทาเพือ่ มนุษยชาติ
ท้งั ปวง เป็นการสละชีวติ คฤหสั ถ์ ของผคู้ รองเรือน
เพือ่ เขา้ ป่ าออกบวช และเพื่อจุดหมายสูงสุดของชีวติ
คือ โมกษะ
ปุรษุ ารถะ
สอนจุดมุ่งหมายของชีวติ ไว้ 4 ประการ ไดแ้ ก่
1. อรรถ หมายถึง การสร้างทรัพยส์ มบตั ิเป็นการสร้าง
ฐานะใหม้ นั่ คง
2. กาม หมายถึง การแสวงหาความสุขในทางโลกตาม
วสิ ยั ของผคู้ รองเรือน
3. ธรรม หมายถึง หลกั ศีลธรรมหรือระเบียบปฏิบตั ิของ
คนในสงั คม
4. โมกษะ หมายถึง เป็นอุดมคติและคุณค่าสูงสุดในชีวติ
เป็นการปฏิบตั ิตนใหถ้ ึงการหลุดพน้ จากทุกขโ์ ดยสิ้นเชิง
ปรมาตมนั ชวี าตมนั
หลกั คาสอนเร่ือง ปรมาตมนั หรือ พรหมนั และ ชีวาตมนั
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เช่ือวา่ ปรมาตมนั บางคร้ังเรียกวา่ พรหมนั ปรมาตมนั
กบั พรหมจึงเป็นส่ิงเดียวกนั มีฐานะเป็นวญิ ญาณด้งั เดิมหรือความจริงสูงสุด
ของโลกและสรรพสิ่งในโลก เพราะสรรพส่ิงมาจากปรมาตมนั หรือพรหมนั
ดารงอยู่ และในท่ีสุดกจ็ ะกลบั คืนสู่ ความเป็นหน่ึงเดียวกบั
ปรมาตมนั หรือพรหมนั ปรมาตมนั หรือ
พรหมนั เป็นส่ิงท่ีเกิดข้ึนเอง ไมม่ ีรูปร่างปรากฏ มีอยใู่ นส่ิงท้งั หลายท้งั ปวง
เป็นศนู ยร์ วมแห่งวญิ ญาณท้งั ปวง เป็นความจริงแท้ หรือสจั ธรรมเพียงส่ิงเดียว
ส่วนโลก และสรรพสิ่งลว้ นเป็นสิ่งท่ีไม่มีอยจู่ ริง เป็นเพยี งมายาหรือภาพลวง
ตาท่ีมีอยเู่ พียงชว่ั คร้ังคราวเท่าน้นั ปรมาตมนั หรือพรหมนั
จึงจะเรียกวา่ การพน้ จากทุกข์ ไมม่ ีการเวยี นวา่ ยตายเกิดอีกต่อไป
ปรมาตมนั ชวี าตมนั
(ตอ่ )
ภควทั คีตา
(สนั สกฤต: भगवद्गीता, อา่ นวา่ "พะ-คะ-วดั -คี-ตา")
เป็นชื่อคมั ภีร์ศกั ด์ิสิทธ์ิของศาสนาฮินดู โดยเฉพาะสาหรับ
นิกายไวษณพหรือผทู้ ี่ยกยอ่ งพระวษิ ณุ (พระนารายณ์)
เป็นพระเจา้ สูงสุด ช่ือคมั ภีร์ ภควทั คีตา (ภควตฺ + คีตา)
แปลวา่ "บทเพลง (หรือลานา) แห่งพระผเู้ ป็นเจา้ "
นาเร่ืองราวส่วนหน่ึงมาจากมหากาพยม์ หาภารตะ
ประกอบดว้ ยบทกวี 700 บท
โมกษะ
รามานุชะ ถือวา่ ชีวาตมนั ท้งั หลายตอ้ งติดขอ้ งเวยี นวา่ ยตายเกิดใน
สงั สารวฏั เพราะอานาจของความโง่เขลา (อวทิ ยา) และกรรม
(อกศุ ลกรรม) ดงั น้นั ชีวาตมนั จึงตอ้ งพยายามขจดั อวทิ ยาและอกศุ ลกรรม
ใหห้ มดไปโดยความรู้ชอบและการกระทาที่ชอบท่ีจะไม่ส่งผลใหต้ อ้ ง
เวยี นวา่ ยตายเกิดอีกต่อไป นน่ั คือการบรรลุโมกษะ
โมกษะ หมายถึง การรู้แจง้ ของชีวาตมนั เก่ียวกบั สภาพแทจ้ ริงของ
ตนเองวา่ เป็นส่วนประกอบแห่งร่างกายของพระเจา้ ความรู้แจง้ น้ีทาให้
เกิดผล 2 ประการ คือ
• ทาลายอานาจของกรรมใหห้ มดสิ้นเชิง อนั เป็นเหตุใหช้ ีวาตมนั มีความ
บริสุทธ์ิในภายใน
• ทาใหไ้ ดร้ ับความกรุณาจากพระเจา้ ซ่ึงพระองคจ์ ะทรงบนั ดาลใหเ้ กิด
ความรู้แจง้ เกี่ยวกบั พระองค์
หลกั ธรรมสิบประการ
๑.ธฤติ คือ ความพอใจ คลา้ ยกบั คาวา่ สันโดษ มีความพยายามอยดู่ ว้ ยความมนั่ คง
เสมอ ความรู้สึกยนิ ดี และพอใจในสิ่งที่ตนมีอยโู่ ดยปราศจากความโลภ
๒.กษมา ความอดก้นั หรือความอดทน มีความพากเพยี ร พยายาม อดทน โดย
ถือเอาเมตตากรุณาเป็ นที่ต้งั
๓.ทมะ คือการระงบั จิตใจ รู้จกั ขม่ ใจของตนดว้ ยความสานึกในเมตตา และมีสติ
อยเู่ สมอไม่ปล่อยใหห้ วนั่ ไหวไปตามอารมณ์ไดง้ ่ายๆ
๔.อสั เตยะ คือ ไมล่ กั ไม่ขโมย
๕.เศาจะ คือความบริสุทธ์ิท้งั กายและใจ
๖.อินทริยนิครหะ คือการปราบปรามอินทรีทงั้ ๑๐ ได้แก่ ประสาทความรู้สกึ ทาง
ความรู้ ได้แก่ ตา หู จมกู ลิน้ และผวิ หนงั กบั ประสาทความรู้สกึ ทางการกระทา
ได้แก่ มอื เท้า ทวารหนกั ทวารเบา และลาคอ
๗. ธี เหมือนกบั ธิติ ธีร หรือพทุ ธิ ได้แกป่ ัญญา สติ ความคิด ความมน่ั คง
๘.วทิ ยา คอื ความรู้ทางปรัชญาศาสตร์ คอื รู้ลกึ ซงึ ้ และมคี วามรู้เก่ียวข้องกบั ชวี ะ
กบั มายาและกบั พรหม
๙. สตยะ คอื ความจริง ความเหน็ อนั สจุ ริต ความซอ่ื สตั ย์ตอ่ กนั จนเป็ นท่ีไว้
วางใจกนั เช่ือใจกนั ได้
๑๐.อโกรธะ คือ ความไมโ่ กรธ มคี วามอดทน สงบเสงี่ยม รู้จกั ทาจิตใจให้สงบ
พธิ กี รรม
ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มีพิธีกรรมหรือหลกั ปฏิบตั ิทางศาสนา ดงั เช่น
๑. ขอ้ ปฏิบตั ิของวรรณะ ไดแ้ ก่
๑) การแต่งงาน จะแต่งงานกบั บุคคลนอกวรรณะไม่ได้ และใน
วรรณะเดียวกนั กจ็ ากดั โคตรตระกลู ดว้ ย
๒) อาหารการกิน คนในวรรณะต่าจะปรุงอาหารใหค้ นวรรณะสูงกิน
ไม่ได้
๓) การประกอบอาชีพ บุคคลในวรรณะใดกต็ อ้ งประกอบอาชีพท่ี
กาหนดไว้ สาหรับบุคคลในวรรณะน้นั
๔) การต้งั ถิ่นฐาน หา้ มต้งั บา้ นเรือนอยนู่ อกเขตประเทศอินเดีย หา้ ม
เดิมเรือไปในทะเลหรือมหาสมุทร เป็นตน้
๒. พิธีศราทธ์ เป็นการบชู าสงั เวยบรรพบรุ ุษของตนท่ีลว่ งลบั
ไปแล้ว ด้วยการถวายข้าวบิณฑ์ก่อนวนั เผาศพ ๑ วนั และทาใน
ระยะเวลาที่ไว้ทกุ ข์อยู่ ผ้ทู ่ีทาพิธีบวงสรวงจะต้องเป็น
ลกู ชายเทา่ นนั้ เพราะมีความเช่ือวา่ ลกู ชายจะช่วยให้ผ้ทู ีลว่ งลบั
พ้นจากนรก
๓. พิธีสงั สการ เป็นพิธีกรรมท่ีทาให้บริสทุ ธิ์ คนที่เกิดในวรรณะ
พราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ จะต้องผา่ นพิธีนีก้ ่อนจงึ จะถือวา่ เป็นผ้บู ริสทุ ธ์ิ
โดยจะทาให้โอกาส
ต่าง ๆ ตามท่ีคมั ภีร์มนศู าสตร์บญั ญตั ิไว้ใน ๑๒ โอกาส เชน่
พธิ ีตงั้ ครรภ์ พธิ ีคลอดบตุ ร พธิ ีโกนจกุ เป็นต้น
นิกาย
1. นิกายไวศณพ (Vishnav) เป็นนิกายที่นบั ถือพระวษิ ณุเจา้ เป็นเทพองคส์ ูงสุด
เช่ือวา่ วษิ ณุสิบปาง หรือนารายณ์ ๑๐ ปางอวตารลงมาจุติ มีพระลกั ษมีเป็นมเหสี มี
พญาครุฑเป็นพาหนะ นิกายน้ีมีอิทธิพลมากในอินเดียภาคเหนือและภาคกลาง ของ
ประเทศ นิกายน้ีเกิดเม่ือ พ.ศ. ๑๓๐๐ สถาปนาโดยท่านนาถมนุ ี (Nathmuni)
2. นิกายไศวะ (Shiva) เป็นนิกายท่ีเก่าท่ีสุด นบั ถือพระศิวะเป็นเทพเจา้ สูงสุด
พระศิวะเป็นเทพทาลายและสร้างสรรคด์ ว้ ย สญั ลกั ษณ์ อยา่ งหน่ึงแทนพระศิวะคือศิว
ลึงคแ์ ละโยนีกไ็ ดร้ ับการบูชา เช่น องคพ์ ระศิวะ นิกายน้ีถือวา่ พระศิวะเท่าน้นั เป็นเทพ
สูงสุดแมแ้ ต่พระพรหม, พระวษิ ณุกเ็ ป็นรองเทพเจา้ พระองคน์ ้ี นิกายน้ีเชื่อวา่ วญิ ญาณ
เป็นวถิ ีทางแห่งการหลดุ พน้ มากกวา่ ความเชื่อในลทั ธิภกั ดี นิกายน้ีจะนบั ถือพระศิวะ
และพระนางอุมาหรือกาลีไปพร้อมกนั
3. นิกายศกั ติ (Shakti) เป็ นนิกายท่นี บั ถือพระเทวี หรือพระชายาของมหาเทพ
เชน่ สรัสวดี พระลกั ษมี พระอมุ า
เจ้าแมท่ รุ คา และเจ้าแมก่ าลีซง่ึ เป็ นชายาของมหาเทพทงั้ หลาย เป็ นผ้ทู รงกาลงั หรือ
อานาจของเทพสามีไว้ จงึ เรียกวา่ ศกั ติ (Power) นิกายนีเ้ป็ นทนี่ ิยมในรัฐเบงกอล
และรัฐอสั สมั เป็ นต้น
4. นิกายคณะพทั ยะ (Ganabadya) นิกายนีน้ บั ถือพระพฆิ เณศเป็ นเทพเจ้า
สงู สดุ ถือวา่ พระพิฆเนศเป็ นศนู ย์กลางแหง่ เทพเจ้าทงั้ หมดในศาสนา เช่ือวา่ เมอ่ื ได้
บชู า
พระพิฆเนศอยา่ งเคร่งครัด ก็เทา่ กบั ได้บชู าเทพอืน่ ๆ ครบทกุ พระองค์
นิกาย(ตอ่ )
5. นิกายสรภทั ธะ (Sarabhadh) เป็นนิกายขนาดเลก็ ใน
สมยั ก่อนบูชาพระอาทิตย์ (สูรยะ) มีผนู้ บั ถือมากในอดีต ปัจจุบนั มี
จานวนนอ้ ย นิกายน้ีมีพิธีอยา่ งหน่ึงคือ กายตรี หรือ กายาตรี
(Gayatri) ถือวา่ มีอานาจศกั ด์ิสิทธ์ิ คือการกลบั มาของพระ
อาทิตยเ์ ป็นฤๅษีวศิ วามิตร
6. นิกายสมารธะ (Samardha) เป็นนิกายที่ใหญพ่ อสมควร
นบั ถือทุกเทพเจา้ ทุกพระองคใ์ นศาสนา ฮินดู ความเชื่อแบบน้ีเป็น
ท่ีนิยมอยา่ งแพร่หลาย เพราะสามารถบชู าเจา้ ไดต้ ามตอ้ งการ
คมั ภรี ท์ ส่ี าคญั
คมั ภีร์พระเวท มี 3 คมั ภีร์ เรียกวา่ "ไตรเวท" คือ
1.ฤคเวท เป็นคมั ภีร์ที่รวบรวมบทสวดสดุดีพระผเู้ ป็นเจา้ ท้งั หลาย บรรดาเทพเจา้ ท่ี
ปรากฏในฤคเวทสัมหิตามีจานวน 33 องค์
ท้งั 33 องค์ ไดจ้ ดั แบ่งตามลกั ษณะของท่ีอยเู่ ป็น 3 กลมุ่
คือ เทพเจา้ ท่ีอยใู่ นสวรรค์ เทพเจา้ ที่อยใู่ นอากาศ และเทพเจา้ ท่ีอยใู่ นโลกมนุษย์ มี
จานวนกล่มุ ละ 11 องค์
2.ยชุรเวท เป็นคมั ภีร์ท่ีรวบรวมบทประพนั ธท์ ่ีวา่ ดว้ ยสูตรสาหรับใชใ้ นการประกอบ
ยญั พธิ ียชุเวทสัมหิตา แบ่งออกเป็น 2 แขนง คือ
2.1 ศุกลชุรเวท หรือ ยชุรเวทขาว ไดแ้ ก่ ยชุรเวทท่ีบรรจุมนต์ หรือคาสวดและ
สูตรท่ีตอ้ งสวด
2.2 กฤษณยชุรเวท หรือ ยชุรเวทดา ไดแ้ ก่ ยชุรเวทท่ีบรรจุมนตแ์ ละ
คาแนะนาเก่ียวกบั การประกอบยญั พิธีบวงสรวง ตลอดท้งั คาอธิบายในการ
ประกอบพธิ ีอีกดว้ ย
3.สามเวท เป็ นคมั ภีร์ที่รวบรวมบทประพนั ธ์อนั เป็ นบทสวดขบั ร้อง บทสวดในสาม
เวทสมั หติ ามจี านวน 1,549 บท ในจานวนนีม้ เี พยี ง 75 บท ท่ีมิได้ปรากฏในฤคเวท
สว่ นอาถรรพเวท หรือท่ีเรียกกนั วา่ อาถรรพเวท เป็ นคมั ภรี ์ทเ่ี กิดขนึ ้ ภายหลงั เป็ น
คมั ภรี ์ทร่ี วบรวมบทประพนั ธ์ท่วี า่ ด้วยมนต์หรือคาถาตา่ งๆ