แผนการจัดการเรยี นการสอน
รายวชิ า สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
สาระที่ 4 ประวัตศิ าสตร์
ผศ.ดร. กิตตชิ ัย สธุ าสิโนบล
EL441 TEACHING SOCIAL STUDIES, RELIGION AND
CULTURE FOR ELEMENTARY TEACHERS
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2563
มหาวิทยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ
แผนการจดั การเรยี นการสอน
รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม
สาระที่ 4 ประวตั ศิ าสตร์
เสนอ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย สุธาสโิ นบล
จดั ทาโดย
1. นายซุฟยัน เดง็ รหัสนิสิต 60105010059
2. นางสาวฐติ กิ านต์ นิภานนั ท์ รหสั นสิ ิต 60105010060
3. นางสาวดารุณี สารคณา รหัสนสิ ติ 60105010064
4. นางสาวสโรชา อาจสมบาล รหัสนิสิต 60105010082
5. นางสาวหัสลสิ า สนั ตวิ รกลุ รหสั นิสิต 60105010088
6. นางสาวไอวรินทร์ สง่างาม รหสั นสิ ิต 60105010094
สาขาวิชาการประถมศกึ ษา คณะศึกษาศาสตร์
ภาคเรียนที่ 1 ปกี ารศึกษา 2563
รายงานเลม่ นี้เปน็ ส่วนหนึ่งของวิชา ปถ 441 การสอนสังคมศกึ ษาสาหรบั ครูประถมศึกษา
TEACHING SOCIAL STUDIES, RELIGION AND CULTURE FOR ELEMENTARY TEACHERS
มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวโิ รฒ
ก
คานา
รายงานเล่มน้ีเป็นส่วนหน่ึงของรายวิชา ปถ 441 การสอนสังคมศึกษาสาหรับครูประถมศึกษา ซ่ึง
รายงานเล่มน้ีประกอบด้วยวิธีการสอน ความหมาย และแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสังคมศึกษา ศาสนา
และวัฒนธรรม สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์ โดยรายงานเล่มน้ีมีประโยชน์ต่อผู้ท่ีสนใจ ศึกษาเก่ียวกับการสอนใน
สาระท่ี 4 ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นครูผู้สอนหรือผู้เรียน และผู้ที่สนใจ สามารถนาไปใช้ประโยชน์ในการ
จัดทาแผนการเรยี นการสอนได้
ในการทารายงานเล่มนี้ คณะผูจ้ ัดทาต้องขอขอบคณุ ทา่ นอาจารย์ ผศ.ดร.กิตติชัย สุธาสิโนบล อาจารย์
ผู้สอนในรายวชิ า ปถ 441 การสอนสังคมศึกษาสาหรับครูประถมศึกษา และคณะผู้จัดทาหวังว่า รายงานเล่มนี้
จะเป็นประโยชน์ตอ่ ผู้ทีศ่ ึกษา สุดท้ายนี้หากรายงานเล่มน้ีมีความผิดพลาดประการใด คณะผู้จัดทาต้องขออภัย
ณ ทีน่ ด้ี ว้ ย
คณะผ้จู ดั ทา
สารบญั ข
เรอ่ื ง ก
หนา้ ข
คานา 1
สารบัญ 2
วิธกี ารสอน 3
4
วธิ กี ารสอนโดยใช้เกม 5
วธิ กี ารสอนโดยใชก้ รณตี ัวอยา่ ง 10
แผนการจัดการเรียนการสอนรายวชิ าสงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม 14
เรื่อง หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์
เร่อื ง นบั ช่วงเวลาทศวรรษ ศตวรรษ สหัสวรรษ
บรรณานุกรม
วธิ กี ารสอน
2
วธิ กี ารสอน
วิธกี ารสอนโดยใช้เกม (Game)
คือ กระบวนการที่ชว่ ยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา
และนาเนื้อหาและข้อมูลของเกม พฤติกรรมการเล่น วิธีการเล่น และผลการเล่นเกมของผู้เรียนมาใช้ในการ
อภปิ รายเพ่อื สรปุ การเรยี นรู้ (ทศิ นา แขมมณี, 2543)
วัตถปุ ระสงค์
1. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนได้เรยี นร้เู รอื่ งต่าง ๆ อย่างสนุกสนานและท้าทายความสามารถ
2. ทาใหเ้ กิดประสบการณ์ตรง
3. เปน็ วธิ ีท่ีเปดิ โอกาสใหผ้ ูเ้ รียนมสี ว่ นร่วมสงู
ขั้นตอนการสอน
1. ผสู้ อนนาเสนอเกม ช้ีแจงวิธกี ารเล่น และกตกิ าการเล่นเกม เกมท่ีได้รับการออกแบบให้เป็นเกม
การศึกษาโดยตรงมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท คือ 1) เกมแบบไม่มีการแข่งขัน 2) เกมแบบแข่งขัน 3) เกมจาลอง
สถานการณ์ การเลือกเกมเพื่อนามาใช้สอนทาได้หลายวิธีผู้สอนอาจเป็นผู้สร้างเกมข้ึน หรืออาจนาเกมที่มี
ผู้สร้างขนึ้ แลว้ มาปรบั ดดั แปลงให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ และควรชี้แจงกติกาการเลน่ เกมใหเ้ ขา้ ใจ
2. ผู้เรียนเล่นเกมตามกติกา ผู้สอนควรติดตามสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด
และควรบันทึกข้อมูลท่จี ะเป็นประโยชน์ตอ่ การเรียนของผู้เรียน
3. ผู้สอนและผูเ้ รยี นอภปิ รายผล ควรอภปิ รายผลเกย่ี วกบั ผลการเลน่ และวิธกี ารหรือพฤติกรรมการ
เล่นของผู้เรียนที่ได้จากการสังเกตจดบันทึกไว้ และในการอภิปรายผลควรให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ การใช้
เกมในการสอนโดยท่ัว ๆ ไป มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ฝึกฝนเทคนิคหรือทักษะต่าง ๆ 2) เรียนรู้เนื้อหาสาระจาก
เกม
3) เรียนรู้ความเป็นจริงตามสถานการณ์ต่าง ๆ ดังน้ันการอภิปรายควรมุ่งประเด็นไปตามวัตถุประสงค์ของการ
สอน
ขอ้ ดแี ละข้อจากัด
ข้อดี ผู้เรียนมีสว่ นร่วมในการเรียนร้สู ูง
1. ผูเ้ รยี นไดร้ ับความสนกุ สนาน และเกิดการเรียนรู้จากการเลน่
2.
เป็นวิธีการสอนที่ผู้สอนต้องมีทักษะในการนาการอภิปรายท่ีมีประสิทธิภาพ จึงจะ
ขอ้ จากดั สามารถช่วยใหผ้ ้เู รยี นประมวลและสรุปการเรียนรู้ได้ตามวัตถุประสงค์
1.
3
วธิ ีการสอนโดยใชก้ รณีตวั อย่าง (Case)
คือ กระบวนการทชี่ ่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรยี นรู้ตามวัตถุประสงค์ โดยการให้ผู้เรียนศึกษาเร่ืองท่ีสมมติ
ขนึ้ จากความเป็นจริง และตอบประเด็นคาถามเกี่ยวกับเร่ืองนั้น แล้วนาคาตอบและเหตุผลท่ีมาของคาตอบน้ัน
มาใช้เป็นขอ้ มูลในการอภปิ ราย เพือ่ ใหผ้ ู้เรยี นเกดิ การเรียนรู้ (ทิศนา แขมมณี , 2543)
วัตถปุ ระสงค์
1. เพอ่ื เปิดโอกาสให้ผู้เรยี นคิดวิเคราะห์และเรียนรคู้ วามคิดของผอู้ ่นื
2. ชว่ ยให้ผเู้ รยี นมมี ุมมองทก่ี วา้ งขน้ึ
ขน้ั ตอนการสอน
1. ผู้สอน / ผเู้ รยี นนาเสนอกรณีตวั อยา่ ง กรณีตัวอย่างส่วนใหญ่มักเป็นเร่ืองราวที่มีสถานการณ์เป็น
ปัญหาขัดแย้ง ผู้สอนอาจใช้วิธีการต้ังประเด็นคาถามที่ท้าทายให้ผู้เรียนคิดก็ได้ ใช้เรื่องจริงหรือเร่ืองจาก
หนังสือพิมพ์ รวมท้ังสื่อต่าง ๆ ผู้สอนต้องเตรียมประเด็นคาถามสาหรับการอภิปรายเพ่ือนาไปสู่การเรียนรู้ที่
ตอ้ งการ ในการเสนอทาได้หลายวิธี เช่น การพิมพ์เป็นข้อมูลมาให้ผู้เรียนอ่าน การเล่ากรณีตัวอย่างให้ฟัง หรือ
นาเสนอโดยใช้สือ่ อื่น
2. ผู้เรียนศึกษากรณีตัวอย่าง ผู้สอนควรแบ่งกลุ่มย่อยในการศึกษากรณีตัวอย่าง ไม่ควรให้ผู้เรียน
ตอบประเดน็ คาถามทนั ที
3. ผู้เรียนอภิปรายประเด็นคาถามเพ่ือหาคาตอบ ผู้เรียนแต่ละคนควรมีคาตอบของตนเตรียมไว้
ก่อน แลว้ จงึ ร่วมกนั อภิปรายเปน็ กลุ่ม และนาเสนอผลการอภิปรายระหวา่ งกลุ่ม
4. ผู้สอนและผู้เรียนอภิปรายคาตอบ นาเสนอผลการอภิปรายระหว่างกลุ่ม คาถามสาหรับการ
อภิปรายน้ี ไม่มีคาตอบท่ีถูกหรือผิดอย่างชัดเจนแน่นอน แต่ต้องการให้ผู้เรียนเห็นคาตอบและเหตุผลที่
หลากหลาย ทาใหผ้ ้เู รียนมมี มุ มองท่ีกวา้ งข้ึน ช่วยให้การตดั สนิ ใจมีความรอบคอบขึ้น การอภิปรายควรมุ่งความ
สนใจไปท่เี หตุผลหรือท่มี าของความคิดที่ผเู้ รยี นใช้ในการแก้ปญั หาเป็นสาคญั
5. ผ้สู อนและผู้เรยี นอภิปรายเกีย่ วกับปัญหาของผ้เู รียน และสรปุ การเรยี นรู้ท่ไี ด้รับ
ข้อดแี ละข้อจากัด
ขอ้ ดี
1. ผู้เรยี นได้พฒั นาทกั ษะการคิดวิเคราะห์ การคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ และคิดแกป้ ัญหา
2. ชว่ ยให้เกดิ ความพรอ้ มทีจ่ ะแกป้ ัญหาเมอื เผชญิ ปัญหานัน้ ในสถานการณ์จรงิ
ขอ้ จากดั
1. แม้ปัญหาและสถานการณ์จะใกล้เคียงกับความเป็นจริง แต่ก็ไม่ได้เกิดข้ึนจริง ๆ กับ
ผเู้ รยี น ความคิดในการแก้ปัญหาจึงมักเป็นไปตามเหตุผลท่ีถูกที่ควรซ่ึงอาจไม่ตรงกับการปฏิบัติจริงได
แผนการจัดการ
เรียนการสอน
5
แผนการจดั การเรยี นรู้รายวิชาประวตั ิศาสตร์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดบั ช้ัน ประถมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรยี นท่ี 1 / 2563 เรือ่ ง หลกั ฐานทางประวัตศิ าสตร์ เวลา 1 คาบ
วนั ทส่ี อน ผูส้ อน
1.สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์
2.มาตรฐาน
ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสาคัญของเวลาและยุคสมยั ทางประวตั ิศาสตร์ สามารถใช้วธิ กี ารทาง
ประวัติศาสตร์มาวิเคราะหเ์ หตกุ ารณ์ต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
3.ตวั ช้ีวัด
ป.4/3 แยกแยะประเภทหลักฐานทใ่ี ชใ้ นการศึกษาความเป็นมาของท้องถ่ิน
4.สาระสาคญั
การแยกแยะประเภทของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วยเกณฑ์การจาแนกเป็นหลักฐาน
ช้ันต้น และหลักฐานชั้นรอง โดยท่ีนักเรียนสามารถจาแนกได้ว่าหลักฐานช้ินไหนอยู่ในชนิดใด และสามารถนา
ความรทู้ ่ีได้ไปประยุกตใ์ ชใ้ นชีวติ ประจาวนั
5.สาระการเรยี นรู้
-การจาแนกประเภทหลกั ฐานทางประวตั ิศาสตร์
-หลกั ฐานช้นั ตน้
-หลักฐานชนั้ รอง
6.จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
ด้านความรู้
-นักเรียนสามารถบอกความหมายของประเภทหลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์ได้
ด้านทกั ษะ
-นักเรียนจาแนกประเภทหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์ได้อยา่ งถูกต้อง
ด้านคุณลกั ษณะ
-นักเรยี นมีความกระตือรือรน้ และมีความตรงต่อเวลา
7.การออกแบบกจิ กรรม
7.1 ขัน้ นา
1.ครูกล่าวทกั ทายนกั เรยี น
2.ครถู ามไถ่นกั เรียน โดยให้นักเรียนเล่าว่าสุดสัปดาห์ท่ีผ่านมาตนเองไปทาอะไรมาบ้าง หรือไปเท่ียวท่ี
ไหนบา้ ง เพ่ือเปน็ การทบทวนเรือ่ งราวในอดีตของเขา
6
3.ถามนักเรียนว่ามีอะไรเป็นส่ิงยืนยันได้บ้างว่านักเรียนไปทาส่ิงน้ันหรือไปที่น้ัน ๆ จริง (ถ้านักเรียน
บอกว่ามีรูปถ่าย ให้ครูบอกนักเรียนว่าแล้วรู้หรือไม่ว่า รูปถ่ายก็เปรียบเสมือนหลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้น
หนึง่ นอกเหนอื จากส่งิ ที่นักเรยี นเล่าใหค้ รูฟงั
4.ครูถามนักเรียนว่ารู้จักหลักฐานทางทางประวัติศาสตร์หรือไม่? และถามอีกว่ารู้จักหลักฐานช้ันต้น
และหลกั ฐานชั้นรองหรือเปล่า ?
7.2 ข้นั สอน
1.ครูนากระบะดินท่ีครูเตรียมไว้มา ซึ่งในดินแตล่ ะช้ันมหี ลักฐานทางทางประวตั ิศาสตร์
2.ครูบอกกติกา โดยให้นักเรียนจับคู่ ออกมาขุดหาหลักฐานทางทางประวัติศาสตร์ และหยิบออกไปคู่
ละ 2 ชิ้น
3.ให้นักเรียนแต่ละคู่กลับไปปรึกษากันว่า หลักฐานท่ีคู่ตนเองได้มาน้ันเป็นหลักฐานช้ันต้นหรือ
หลักฐานชน้ั รอง
4.ครแู บง่ ฝงั่ กระดานเป็น 2 ฝ่ัง ฝง่ั แรกเป็นหลักฐานชั้นต้นและอีกฝั่งเปน็ หลกั ฐานช้ันรอง
5.ให้นักเรียนแตล่ ะคนู่ าหลกั ฐานทีไ่ ดไ้ ปตดิ ตามฝงั่ ทีค่ ิดวา่ ใช่
6.ครูสอนในเรื่องของหลักฐานทางประวัติศาสตร์ และให้นักเรียนช่วยกันตรวจความถูกต้องของที่ส่ิง
นกั เรียนนาไปตดิ ทก่ี ระดาน
7.ครแู บง่ นกั เรยี นออกเปน็ 5 กล่มุ กลมุ่ ละ 6 คน
8.แจกซองน้าตาลให้แต่ละกลุ่ม ครูอธิบายให้นักเรียนฟังก่อนที่จะให้เล่นกิจกรรม คือ ในซองจะมี
หลักฐานทางทางประวัติศาสตร์ พร้อมกระดานแยกหลักฐานชั้นต้นและหลักฐานชั้นรอง ให้นักเรียนช่วยกัน
แยกประเภทของหลักฐานและติดที่กระดาน กลุ่มไหนทาเสร็จก่อน และทาถูกต้องมากที่สุดถือเป็นผู้ชนะใน
กิจกรรมนี้ โดยจะไล่ตรวจไปทลี ะกล่มุ ตามลาดบั การทาเสรจ็ ก่อน
9.ให้นกั เรยี นทท่ี าเสร็จก่อนออกมานาเสนอ และเรยี งลาดับกล่มุ ตอ่ ๆ ไป
7.3 ขนั้ สรุป
1.นกั เรียนร่วมกนั อภิปรายสรุปในเร่อื งของหลักฐานทางทางประวัตศิ าสตร์ โดยบอกความหมายและ
ยกตัวอย่างประเภทของหลักฐาน
2.ครูแจกรางวัลให้กบั นักเรียนกล่มุ ที่ชนะ
8. สือ่ และอุปกรณ์
1. กระบะดิน
2. ชอ้ นตัก
3. หลักฐานทางประวัติศาสตร์
4. ซองสีนา้ ตาลใส่หลักฐานทางประวตั ศิ าสตร์
5. กระดานแยกหลักฐาน
7
9. การวัดและประเมนิ ผล
ตวั ช้ีวดั จาก วธิ ีการวัด เครื่องมอื วดั แหล่งข้อมูล เกณฑ์
จุดประสงค์การเรยี นรู้ -ข้อคาถาม
ดา้ นความรู้ (knowledge) -กจิ กรรม
-แบบสงั เกต
1.นักเรียนสามารถบอกความหมาย -การสอบถาม -นกั เรียน ถกู ต้องรอ้ ยละ 80
ของประเภทหลกั ฐานทาง
ประวัตศิ าสตรไ์ ด้
ดา้ นทกั ษะ (Skill)
2.นกั เรยี นจาแนกประเภทหลักฐาน -การตรวจผลการ -นักเรียน ถกู ต้องร้อยละ 80
ทางประวัตศิ าสตร์ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง เล่นกจิ กรรม
ด้านคุณลักษณะ(Characteristic)
3.นักเรยี นมีความกระตือรือร้นและ -การสงั เกต -นักเรียน ตามเกณฑป์ ระเมนิ ท่ี
แนบไวด้ า้ นล่าง
มคี วามตรงต่อเวลา
8
แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
ผู้สงั เกต.................................................................................................................... .............................................
สงั เกต (ด.ญ./ด.ช.)......................................................................................... ชั้น ป.4/............ เลขท่ี..................
ที่ รายการประเมิน ระดบั คะแนน
1 นกั เรยี นทางานดว้ ยความกระตือรือรน้ เป็นประจา บางครั้ง น้อยคร้งั ไมเ่ คยทา
(3) (2) (1) เลย (0)
2 นกั เรยี นมีส่วนร่วมในกจิ กรรมท่ีผู้สอนจัดข้นึ มีการ
ตอบโต้และให้ความร่วมมือกับผ้สู อน
3 นักเรียนทางานได้เสรจ็ ทนั ตามเวลาทกี่ าหนด
เกณฑก์ ารประเมนิ
คะแนนรวมท้งั หมด 9 คะแนน ผู้เรยี นตอ้ งไดร้ บั การประเมินคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงคใ์ นระดับ
คะแนนท่ี 1 ขึน้ ไป จงึ จะอนุมัติให้ผ่านเกณฑค์ ุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ระดับคณุ ภาพ เกณฑ์การตดั สิน
ดเี ยี่ยม ได้คะแนนรวมตงั้ แต่ 7 คะแนนขึน้ ไป
ดี ได้คะแนนรวมระหว่าง 4-6 คะแนน
ผ่าน ได้คะแนนรวมระหวา่ ง 2-3 คะแนน
ไม่ผ่าน ไดค้ ะแนนรวมตง้ั แต่ 1 คะแนนลงมา
9
ใบงานท่ี 1
เรอื่ ง หลกั ฐานทางประวัติศาสตร์ในการศึกษาความเปน็ มาของท้องถ่นิ
ช่ือ-นามสกลุ .................................................................................ชนั้ .......................................เลขที.่ ...................
ใหต้ อบคาถามพฒั นาการคดิ แล้วจดั ทาปา้ ยนเิ ทศเกีย่ วกับการแบง่ และจาแนก
หลักฐานทางประวตั ิศาสตร์
1. หลักฐานทางประวตั ศิ าสตรม์ คี วามสาคญั ต่อการศึกษาประวตั ิศาสตรอ์ ย่างไร
…………………………………………………………………………………..……………………..………………………………………………
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………
…………………............................................................................................................................. ............................
..............................................................................................................................................................................
2. การใช้เกณฑต์ า่ งๆ แบ่งประเภทหลักฐานทางประวตั ิศาสตร์มปี ระโยชน์อย่างไร
…………………………………………………………………………………..……………………..………………………………………………
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………
………………….........................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................
10
แผนการจดั การเรียนรู้รายวชิ าประวตั ิศาสตร์
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม ระดับชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4
ภาคเรยี นที่ 1 / 2563 เรือ่ ง การนบั ช่วงเวลา เวลา 1 คาบ
วนั ท่ีสอน ผู้สอน :
1.สาระท่ี 4 ประวัตศิ าสตร์
2.มาตรฐาน
ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสาคัญของเวลาและยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตร์ สามารถใช้วิธีการทาง
ประวตั ศิ าสตรม์ าวิเคราะห์เหตุการณ์ตา่ ง ๆ อยา่ งเปน็ ระบบ
3.ตวั ช้ีวดั
ป.4/1 นบั ช่วงเวลาเป็นทศวรรษ ศตวรรษและสหัสวรรษ
4.สาระสาคญั
ในประวตั ศิ าสตร์ ได้มเี หตกุ ารณต์ ่างๆ เกิดข้ึนมากมายในระยะเวลาหลายพนั หลายร้อยปี
นักประวตั ิศาสตรจ์ ึงกาหนดช่วงเวลา เชน่ แบง่ เวลาเป็นชว่ ง 10 ปี หรือทศวรรษ 100 ปี หรอื ศตวรรษ 1000
ปี หรือ สหัสวรรษ
5.สาระการเรียนรู้
-ความหมายและช่วงเวลาของทศวรรษ ศตวรรษและสหสั วรรษ
-การใช้ทศวรรษ ศตวรรษและสหัสวรรษเพอื่ ทาความเข้าใจชว่ งเวลาที่ปรากฏในเอกสารต่างๆ เชน่
หนงั สือพมิ พ์
6.จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
ดา้ นความรู้
-นกั เรยี นสามารถบอกความหมายของทศวรรษ ศตวรรษและสหสั วรรษได้
ด้านทักษะ
-นกั เรียนสามารถจาแนกชว่ งเวลาของทศวรรษ ศตวรรษและสหัสวรรษได้
ด้านคุณลักษณะ
-นกั เรียนมีความกระตือรอื ร้นและมีความตรงต่อเวลา
7.การออกแบบกจิ กรรม
7.1 ข้นั นา
1. ครสู อบถามปี พ.ศ.ท่ีเกิดของนักเรียน
2. ครูเขยี นปี พ.ศ.ท่ีเกิดของตนเอง แลว้ ถามนักเรียนวา่ นกั เรียนกบั ครมู ีปี พ.ศ.ห่างกันกี่ปี
3. ครูยกตัวอย่างเร่ืองราวทางประวัติศาสตร์ (วัดใหญ่ชัยมงคล พ.ศ.1900,หนังสือจินดามณี พ.ศ.2215,
ศลิ าจารึก พ.ศ.2376,พระพุทธเจ้าปรินิพพาน พ.ศ.1) พร้อมปี พ.ศ. แล้วให้นักเรียนร่วมกันคิดว่าวัตถุ
นน้ั กบั นักเรยี นมีอายหุ ่างกันกปี่ ี
11
7.2 ข้นั สอน
1. ครใู ห้นักเรียนสังเกตจากตวั อยา่ งวา่ เรือ่ งราวนั้นมีอายหุ ่างกับปี พ.ศ.เกิดของนักเรยี นเท่าไร
2. ครบู อกความหมายของทศวรรษ ศตวรรษและสหสั วรรษ
3. ครใู ห้นักเรียนแยกตัวอย่างวา่ เร่ืองราวเหลา่ น้ันอยูใ่ นประเภทของช่วงเวลาใด (ทศวรรษ ศตวรรษและ
สหัสวรรษ)
4. นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 6 กลุ่ม กลุ่มละ 5 คน
5. ครแู จกกระดาษชาร์จและซองบัตรคาเร่อื งทศวรรษ ศตวรรษและสหัสวรรษ
6. ให้นักเรยี นในกลุ่มร่วมกันจาแนกชว่ งเวลาและความหมายตามบตั รคา
7. ให้นกั เรียนแต่ละกล่มุ ออกมานาเสนอและใหเ้ พื่อนๆชว่ ยกนั ตรวจสอบความถูกต้อง
7.3 ขน้ั สรุป
1. ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั อภิปรายและสรุปความรใู้ นเร่ืองของช่วงเวลาทศวรรษ ศตวรรษและสหัสวรรษ
8. สือ่ และอุปกรณ์
1. ตวั อย่างช่วงเวลาเร่อื งราวในอดีต
2. บัตรคา
3. กระดาษชารจ์
9. การวัดและประเมนิ ผล
ตัวชว้ี ัดจาก วิธีการวัด เคร่ืองมือวัด แหลง่ ข้อมูล เกณฑ์
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
ด้านความรู้ (knowledge)
1.นกั เรียนสามารถบอกความหมาย -การสอบถาม -ขอ้ คาถาม -นกั เรยี น ถูกต้องร้อยละ 80
ของทศวรรษ ศตวรรษและ
สหสั วรรษได้
ดา้ นทักษะ (Skill)
2.นกั เรียนสามารถจาแนกชว่ งเวลา -การตรวจผลการ -กจิ กรรม -นักเรียน ถกู ต้องร้อยละ 80
ของทศวรรษ ศตวรรษและ เล่นกิจกรรม
สหัสวรรษได้
ดา้ นคณุ ลักษณะ(Characteristic)
3.นกั เรียนมีความกระตือรือรน้ และ -การสงั เกต -แบบสังเกต -นักเรยี น ตามเกณฑป์ ระเมนิ ท่ี
มคี วามตรงต่อเวลา แนบไวด้ า้ นลา่ ง
12
แบบสังเกตพฤตกิ รรม
ผู้สงั เกต.................................................................................................................... .............................................
สังเกต (ด.ญ./ด.ช.)......................................................................................... ชั้น ป.4/............ เลขที่..................
ที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน
1 นกั เรยี นทางานด้วยความกระตอื รอื ร้น เป็นประจา บางครั้ง นอ้ ยครง้ั ไมเ่ คยทา
(3) (2) (1) เลย (0)
2 นักเรียนมีส่วนร่วมในกจิ กรรมท่ผี สู้ อนจัดขึน้ มีการ
ตอบโต้และให้ความร่วมมือกับผ้สู อน
3 นกั เรียนทางานได้เสรจ็ ทนั ตามเวลาท่ีกาหนด
เกณฑ์การประเมนิ
คะแนนรวมทั้งหมด 9 คะแนน ผูเ้ รียนต้องไดร้ บั การประเมินคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงคใ์ นระดับ
คะแนนท่ี 1 ขนึ้ ไป จงึ จะอนมุ ัติให้ผา่ นเกณฑ์คุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
ระดบั คุณภาพ เกณฑก์ ารตดั สิน
ดเี ย่ียม ได้คะแนนรวมตง้ั แต่ 7 คะแนนข้ึนไป
ดี ไดค้ ะแนนรวมระหว่าง 4-6 คะแนน
ผา่ น ไดค้ ะแนนรวมระหวา่ ง 2-3 คะแนน
ไม่ผ่าน ได้คะแนนรวมตัง้ แต่ 1 คะแนนลงมา
13
ใบงานท่ี 2
เร่อื ง ทศวรรษ ศตวรรษ และสหสั วรรษ
ชื่อ-นามสกลุ .................................................................................ช้ัน.......................................เลขที่....................
ใหต้ อบคาถามพัฒนาการคิดแล้วทาตารางแสดงความสัมพันธ์ระหวา่ งทศวรรษ ศตวรรษ และ
สหัสวรรษ ตามความเขา้ ใจของตนเองแลว้ ตกแตง่ ให้สวยงาม
1. ทศวรรษ ศตวรรษ สหสั วรรษแตกต่างกนั อย่างไร จงยกตวั อย่าง
…………………………………………………………………………………..……………………..………………………………………………
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....................
............................................................................................................................. .................................................
2. ความร้เู รอ่ื งทศวรรษ ศตวรรษ สหัสวรรษเกี่ยวข้องกับการศกึ ษาประวัตศิ าสตร์อย่างไร
…………………………………………………………………………………..……………………..………………………………………………
………………………………………………………..…………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………....................
............................................................................................................................. .................................................
14
บรรณานุกรม
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). ตัวช้วี ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กล่มุ สาระการเรยี นรคู้ ณติ ศาสตร์
(ฉบบั ปรับปรงุ พ.ศ.2560) ตามหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2551.
กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
วธิ กี ารสอนประวัตศิ าสตร์
สามารถดูได้เพิม่ เตมิ ตาม QR Code
EL441 TEACHING SOCIAL STUDIES, RELIGION AND
CULTURE FOR ELEMENTARY TEACHERS