ปัจจยั ทีส่ ่งผลต่อสมรรถนะของนกั ศึกษาคณะบรหิ ารธรุ กจิ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
นางสาวพชั รนิ ทร์ ไกยเดช 076360304462-2
นายลภสั ชยั มีบญุ 076360304467-1
นางสาวพิมลวรรณ ขตั ิยวงศ์ 076360304477-0
นางสาวธนพร กาญจนา 076360304484-6
นางสาวลักษมณ พ่ึงฉิม 076360304487-9
นางสาวฝากสวรรค์ กลัน่ จินดาดี 076360304488-7
งานวจิ ัยนีเ้ ป็นสว่ นหนงึ่ ของวิชาวิจัยทางการบัญชี (BA2013404)
สาขาการบญั ชี คณะบรหิ ารธุรกจิ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปกี ารศกึ ษา 2564
ปจั จัยทส่ี ง่ ผลต่อสมรรถนะของนักศกึ ษาคณะบริหารธรุ กิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
นางสาวพัชรินทร์ ไกยเดช
นายลภสั ชยั มบี ุญ
นางสาวพิมลวรรณ ขตั ิยวงศ์
นางสาวธนพร กาญจนา
นางสาวลกั ษมณ พงึ่ ฉิม
นางสาวฝากสวรรค์ กลนั่ จนิ ดาดี
งานวจิ ยั นี้เปน็ ส่วนหนงึ่ ของวชิ าวจิ ัยทางการบัญชี (BA2013404)
สาขาการบัญชี คณะบรหิ ารธุรกจิ
มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปกี ารศกึ ษา 2564
ชอื่ งานวจิ ัย ปจั จัยทสี่ ง่ ผลต่อสมรรถนะของนักศึกษาคณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ผูว้ จิ ยั นางสาวพชั รินทร์ ไกยเดช 076360304462-2
นายลภัส ชัยมบี ุญ 076360304467-1
นางสาวพิมลวรรณ ขัตยิ วงศ์ 076360304477-0
นางสาวธนพร กาญจนา 076360304484-6
นางสาวลกั ษมณ พ่ึงฉิม 076360304487-9
นางสาวฝากสวรรค์ กลัน่ จนิ ดาดี 076360304488-7
ปที ีท่ ำงานวิจัย 2564
บทคัดยอ่
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบัญชี
ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้คือ นักศึกษาการบัญชีภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ จำนวน 150 คน
เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้เชิงพรรณนาได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน
มาตรฐาน ค่าสัมประสทิ ธิส์ หสัมพนั ธ์ และค่าการถดถอยเชงิ พหคุ ณู
ผลการทดสอบสมมตฐิ าน พบวา่ ปจั จัยดา้ นครอบครัว มคี วามสัมพันธ์อย่างมนี ัยสำคัญต่อสมรรถนะของนักศึกษา
โดยมีค่า P – VALUE = .064 ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวก
อย่างมีนัยสำคัญกับต่อสมรรถนะของนักศึกษา โดยมีค่า P – VALUE = .156 ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ส่วนปัจจัย
ดา้ นประสบการณ์ มีความสัมพันธเ์ ชิงบวกอย่างมีนัยสำคญั ต่อสมรรถนะของนักศึกษา โดยมคี ่า P – VALUE = .000 ณ ระดับ
นัยสำคญั ทางสถิติ 0.01
(1)
กิตตกิ รรมประกาศ
งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชา วิจัยทางการบัญชี (BA2013404) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 สำเร็จ
ลุล่วงไปด้วยดีและได้รับการช่วยเหลือดีอย่างยิ่งจาก ผศ.ดร.พัทรียา เห็นกลาง ในด้านการให้คำแนะนำและคำปรึกษา
เป็นอย่างดีเสมอมา
คณะผ้วู จิ ัยขอขอบพระคณุ บิดา มารดา ท่คี อยสนับสนนุ ในงานวจิ ยั จนงานวจิ ัยสำเรจ็ ลุล่วงไปได้ดว้ ยดี
คณะผู้วิจัยขอขอบคุณทุกท่านท่ีตอบแบบสอบถาม ที่สละเวลาในการตอบแบบสอบถาม อันเป็นประโยชน์ต่อ
งานวิจยั จนกระท่ังงานวจิ ัยสำเร็จลลุ ่วงไปได้ดว้ ยดี
คณะผู้วจิ ัย
(2)
สารบัญ หนา้
(1)
บทคดั ย่อ (2)
กิตติกรรมประกาศ (3)
สารบัญ (5)
สารบัญตาราง (6)
สารบัญภาพประกอบ
บทท่ี 1
บทนำ 1
2
ทมี่ าและความสำคัญของปัญหา 2
วัตถุประสงค์ของการวิจยั 2
สมมุติฐานของการวจิ ัย 3
ขอบเขตการศึกษา 4
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ 5
กรอบแนวคิดการวิจัย 6
ประโยชน์ของการวิจัย 6
แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่เี กี่ยวข้อง 14
แนวคดิ และทฤษฎีเก่ียวกับสมรรถนะ 18
แนวคิดเกย่ี วกบั ความรู้ความสามารถของนกั บัญชี 25
แนวคดิ เก่ยี วกับนักวิชาชีพบญั ชี สมรรถนะทางบญั ชี 27
ทฤษฎกี ารรับรู้ความสามารถของตนเอง 29
งานวจิ ยั ทเี่ กี่ยวข้อง 29
วิธีดำเนินการวจิ ยั 29
รูปแบบการวจิ ัย 29
ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง 30
ตวั แปรและการวดั ตัวแปร 31
เครอื่ งมือท่ีใช้ในการวิจัย 31
การเก็บรวบรวมข้อมลู
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล
(3)
สารบัญ (ตอ่ )
ผลการวิจัย หนา้
33
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานและปัจจยั ส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม 33
ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 35
ผลการวเิ คราะห์สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าช
มงคลพระนคร 37
ผลการวเิ คราะหค์ ่าสัมประสิทธ์สิ หสมั พนั ธ์ และการถดถอยเชิงพหคุ ูณ 41
สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 43
สรปุ ผลการวิจัย 43
การอภิปรายผล 44
ข้อจำกัดการวจิ ัย 46
ข้อเสนอแนะ 46
บรรณานุกรม 48
ภาคผนวก 52
ภาคนวก ก คุณภาพเครื่องมือ 53
ภาคนวก ข แบบสอบถามเพ่ืองานวิจยั 56
ประวัติผูเ้ ขยี น 62
(4)
สารบัญตาราง
ตารางท่ี จำนวนและร้อยละของข้อมูลส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม (เพศ) หนา้
4.1 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม (อายุ) 33
4.2 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม (สถานภาพ) 34
4.3 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผูต้ อบแบบสอบถาม (รายได้เฉล่ยี ) 34
4.4 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปัจจัยที่ส่งผลต่อ 34
4.5 สมรรถนะของนักศึกษา คณะบรหิ ารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร 35
4.6 คา่ เฉลีย่ ค่าเบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปัจจัยด้านครอบครัว
ทส่ี ง่ ผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 35
4.7 พระนคร
ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปัจจัยด้าน 36
4.8 สภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร 37
4.9 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปัจจัยด้าน 37
4.10 ประสบการณ์ที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย 38
4.11 เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 39
4.12 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะของ
นกั ศึกษา คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 40
4.13 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะด้าน 41
4.14 ความรู้ของนักศึกษา คณะบริหารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร 42
ค่าเฉล่ยี คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดับความความคดิ เห็น ของสมรรถนะด้านทักษะ
ของนกั ศกึ ษา คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะ
ด้านความสามารถของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
พระนคร
วิเคราะห์ค่าสมั ประสิทธิ์สหสัมพันธ์
วเิ คราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ
(5)
สารบัญภาพประกอบ
ภาพที่ หนา้
1.1 กรอบแนวความคิดในการวจิ ัย 4
2.1 รูปภาพแสดงความแตกต่างของความรู้ ทักษะ และแรงจูงใจกบั สมรรถนะ 9
2.2 รปู ภาพแสดงโมเดลภูเขาน้ำแข็ง 10
2.3 รูปภาพแสดงการกำหนดสมรรถนะ 11
2.4 รูปภาพแสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสามองค์ประกอบซึ่งเป็นตัวกำหนดที่มี
อทิ ธพิ ลเชิงเหตุผลซ่ึงกนั และกนั 25
2.5 รูปภาพแสดงความแตกต่างระหว่างการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวังใน
ผลลัพธ์ทจ่ี ะเกดิ ข้ึน 26
2.6 รูปภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวังใน
ผลลัพธ์ทีจ่ ะเกดิ ขึ้น 27
(6)
บทที่ 1
บทนำ
1.1 ที่มาและความสำคัญของปัญหา
สภาวิชาชีพบัญชีในพระบรมราชูปถัมภ์ (2560) ในช่วงปี พ.ศ. 2557 สมาพันธ์นักบัญชีระหว่าง
ประเทศ ได้ออกมาตรฐานการศึกษาระหวา่ งประเทศ สำหรบั ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี ฉบบั ท่ี 2 โดยแบ่ง ทักษะ
วิชาชีพออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ (1) ความรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งกำหนดไว้ 3 ด้าน คือ ความรู้ด้านการเงินการบัญชี
และความรู้ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้ด้านองค์กรและธุรกิจ และความรู้ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งงานวิจัยนี้จะ
ทำการศกึ ษา เฉพาะดา้ นความรู้ทางบัญชีและดา้ นความรู้ทเ่ี ก่ียวข้อง ซง่ึ ไดแ้ ก่ การภาษีอากร (2) ประสบการณ์
จากการทำงาน ได้กำหนดไวท้ ง้ั ทางดา้ นการฝึกงานที่แสดงถึงความสามารถในการทำงานหน้าที่ ตา่ ง ๆ ของนัก
วิชาชีพบัญชีผ่านประสบการณ์ทำงานจริง รวมถึงประสบการณ์ต่อเนื่องในด้านบัญชีของนักวิชาชีพบัญชี ( 3)
การพัฒนาทางวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง ได้กำหนด ไว้ว่าการส่งเสรมิ ที่จะทำให้เกิดความสามารถในการทำงานได้
จะเป็นการพัฒนาตนเองผ่านกระบวนการศึกษา การฝึกอบรม หรือการได้รับข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาซึ่งการ
พัฒนางานของตนเองให้มีประสิทธิภาพมากยิง่ ขึ้น ข้อกำหนดเหล่านี้เป็นข้อกำหนดที่ยังสอดคล้องกบั เอกสาร
การศึกษาวิธีวัดผลสมรรถนะไว้ในแนวปฏิบัติทางการศึกษาระหว่างประเทศ (IEP) ฉบับที่ 2 ของ สมาพันธ์นัก
บัญชีสากลและปัจจุบันได้ออกมาตรฐาน การศึกษาระหว่างประเทศสำหรับนักวิชาชีพบัญชี จำนวน 8 ฉบับ
เพือ่ ใหป้ ระเทศสมาชิกไดถ้ ือปฏิบตั ติ ามรวมถึง ประเทศไทยดว้ ย
นักบัญชีในยุคปัจจุบัน ต้องจึงพัฒนาศักยภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มในกับตนเอง ในด้านต่าง ๆ
ประกอบด้วย ด้านจรรยาบรรณทางวิชาชีพ ด้านความรู้ความสามารถ ด้ านเทคโนโลยีสารสนเทศ
ด้านการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาได้ และด้านภาษา (สรัชนชุ บุญวุฒิ, ไพฑูรย์ อินต๊ะขัน, 2559) อีกทั้งนัก
บัญชีต้องมีทักษะทางวิชาชีพบัญชี ประกอบด้วย ทักษะทางการบริหารองค์กรและการจัดการธุรกิจ ทักษะ
ทางการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการสื่อสาร ทักษะทางคุณลักษณะเฉพาะบุคคล ทักษะทาง วิชาการเชงิ
ปฏิบัติและหน้าที่งาน และทักษะทางปัญญา (โสภาพรรณ ไชยพัฒน์, อณาวุฒิ ชูทรัพย์ และสันธยา ดารา
รัตน์, 2555) ตลอดจนนักบัญชีต้องมีความขยันอดทน พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง มีการติดตามงานจากผู้อื่น
อย่างสม่ำเสมอ สามารถทำงานภายใต้ความกดดันสูงได้และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ต้องมีภาวะ
ความเป็นผู้นำได้ดีและสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ (เฉลิมขวัญ ครุฑบุญยงค์, 2557) จากที่กล่าวมาก ผู้วิจยั
จึงเห็นว่านักศึกษาสาขาการบัญชีควรต้องฝึกฝนตนเอง และพัฒนาตนเอง ให้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ
งานบัญชีอย่างเต็มเปี่ยม ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยให้ตนเองสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับงานได้อย่าง
ถูกต้องและเหมาะสม และมคี วามรับผดิ ชอบต่อวิชาชีพท่ตี นจะปฏิบตั ิงาน
ดังนั้น คณะผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบ
คณะบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และศกึ ษาปัจจัยทีส่ ่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของ
2
นักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยผล ที่ได้รับ
จากงานวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูล แก่หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลวิชาชีพบัญชี และ
สถาบันการศึกษาต่าง ๆ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ในการ ปฏิบัติงานตามสภาพที่สอดคล้องความเป็นจริง และ
อีกทั้งยังสามารถใช้เป็นข้อมูลเพื่อปรับปรุงหลักสูตร สำหรับการเรียนการสอนวิชาชีพบัญชีต่อไปในภาย
ภาคหนา้
1.2 วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
1. เพื่อศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
2. เพ่ือศกึ ษาปัจจยั ท่สี ่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบญั ชี ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
1.3 สมมตุ ิฐานของการวิจัย
สมมติฐานที่ 1 ปัจจัยด้านครอบครัวมีผลกระทบเชิงบวกกับสมรรถนะของนักศึกษาสาขาบัญชี ภาค
สมทบ คณะบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
สมมติฐานที่ 2 ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมีผลกระทบเชิงบวกกับสมรรถนะของนักศึกษาสาขาบัญชี
ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
สมมติฐานที่ 3 ปัจจัยด้านประสบการณ์มีผลกระทบเชิงบวกกับสมรรถนะของนักศึกษาสาขาบัญชี
ภาคสมทบ คณะบริหารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1.4 ขอบเขตของการศึกษา
ขอบเขตการศกึ ษา
ในการศึกษาเรื่อง ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร ดังน้ี
1.4.1 ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
การศึกษาคร้ังน้ีมุ่งศึกษาปัจจยั ทีส่ ่งผลต่อสมรรถนะของนกั ศึกษาสาขาการบญั ชีภาคสมทบ คณะ
บริหารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
1.4.2 ขอบเขตด้านตัวแปร
ตวั แปรที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี ประกอบด้วย
2.1 ตัวแปรต้น ได้แก้ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้าน
ประสบการณ์ของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
พระนคร
3
2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ สมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1.4.3 ขอบเขตดา้ นประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากรที่ใชเ้ ป็นหน่วยวเิ คราะห์ (Unit of Analysis) ในการศกึ ษาปจั จัยทีส่ ง่ ผลต่อสมรรถนะ
ของนักศึกษาคณะบริหารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร คือ นักศึกษาสาขาการบัญชภี าค
สมทบ คณะบริหารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 150 คน
1.4.4 ขอบเขตด้านพนื้ ที่
ทำการศึกษาในเขตพื้นที่คณะบริหารธุรกจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
1.4.5 ขอบเขตด้านระยะเวลา
ได้ทำการศึกษาวจิ ัยระหว่างวันท่ี 1 – 31 สิงหาคม 2564
1.5 นิยามศัพท์เฉพาะ
สมรรถนะ หมายถึง สมรรนะของนกั ศึกษาสาขาการบัญชภี าคสมทบ คณะบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ในความรู้ ทกั ษะ และ ความสามารถทางวชิ าชีพบญั ชี
นักศึกษา หมายถึง นักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร
เพศ หมายถึง เพศของนกั ศกึ ษาสาขาการบัญชภี าคสมทบ คณะบรหิ ารธุรกิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร ทต่ี อบแบบสอบถาม ประกอบดว้ ย เพศชายและเพศหญิง
อายุ หมายถึง อายุของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
สภานภาพ หมายถึง สถานภาพของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ประกอบไปดว้ ย โสด สมรส และหยา่ ร้างหรอื หม้าย
รายได้ หมายถึง รายได้ของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ประกอบไปด้วย โสด สมรส และหยา่ ร้างหรอื หมา้ ย
วิชาชพี บญั ชี หมายถงึ วิชาชีพในด้านการทำบญั ชี ดา้ นการสอบบญั ชี ด้านการบัญชีบริหาร ด้านการ
วางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้านการศึกษา และเทคโนโลยี การบัญชี และบริการเกี่ยวกับการ
บญั ชีด้านอนื่ ตามท่ีกำหนดโดยกฎกระทรวง
4
ปัจจัยด้านครอบครัว หมายถึง ครอบครัวของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกจิ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ
คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม หมายถึง สภาพแวดล้อมของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการ
บัญชภี าคสมทบ คณะบรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจัยด้านประสบการณ์ หมายถึง ประสบการณ์ด้านตา่ ง ๆ ของนักศึกษาสาขาการบัญชีภาคสมทบ
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ส่งผลกระทบต่อสมรรถนะของนักศึกษาสาขา
การบญั ชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
1.6 กรอบแนวคดิ ในการวิจยั
เปน็ การศกึ ษาในการศึกษาปจั จัยทีส่ ง่ ผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ซึ่งประกอบด้วยมูลเหตุหลัก ๆ คือ มูลเหตุจาก
ครอบครัว สภาพแวดล้อม และประสบการณ์ เพื่อต้องการทราบว่ามีปัจจัยใดบ้างที่ส่งผลต่อสมรรถนะของ
นักศึกษาสาขาการบญั ชีภาคสมทบ คณะบริหารธุรกจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร จึงได้กำหนด
เปน็ กรอบแนวความคิดไดด้ งั น้ี
ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
ปัจจัยทส่ี ่งผลต่อสมรรถนะนกั ศกึ ษา สมรรถนะของนกั ศึกษาสาขาการ
- ดา้ นครอบครัว บัญชภี าคสมทบ คณะบรหิ ารธุรกิจ
- ดา้ นสภาพแวดลอ้ ม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล
- ดา้ นประสบการณ์
พระนคร
ภาพที่ 1.1 กรอบแนวความคิดในการวิจัย
5
1.7 ประโยชนข์ องการวจิ ัย
1. เพื่อทราบถึงสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
2. เพื่อทราบถึงปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะ
บริหารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
บทท่ี 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวิจยั ที่เกยี่ วข้อง
จากการศึกษาวจิ ัย เรอ่ื ง ปัจจยั ทส่ี ง่ ผลต่อสมรรถนะของนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนครคณะผ้วู จิ ัยไดศ้ ึกษาแนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็นดังต่อไปนี้
1. แนวคดิ และทฤษฎเี ก่ียวกบั สมรรถนะ (Competency)
2. แนวคดิ เกย่ี วกับความรู้ความสามารถของนกั บญั ชี
2.1 ความรู้
2.2 จรรยาบรรณของนกั บญั ชี
2.3 ทกั ษะความเป็นมืออาชพี
3. แนวคดิ เกย่ี วกบั นักวชิ าชพี บญั ชี สมรรถนะทางบญั ชี
3.1 แนวคิดเกยี่ วกบั นักวิชาชีพบญั ชี
3.2 แนวความคิดเก่ยี วกบั สมรรถนะทางบญั ชี
4. ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถของตนเอง
5. วิจัยที่เกี่ยวข้อง
2.1 แนวคดิ และทฤษฎีเกย่ี วกบั สมรรถนะ (Competency)
แนวความคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency) หรือความสามารถของบุคคลในองค์การ ได้เริ่มขึ้น
ในปี ค.ศ. 1960 จากการเสนอบทความทางวิชาการของ McClellandนักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด
ซึ่งได้กล่าวถึงความสัมพันธ์ระหว่างคุณลักษณะที่ดี (Excellent Performer) ของบุคคลในองค์การกับระดับ
ทักษะ ความรู้ความสามารถ โดยระบุว่าการวัด IQและการทดสอบบุคลิกภาพเป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสมในการ
ทํานายความสามารถแต่ควรใช้บุคคลที่มีความสามารถ มากกว่าคะแนนทดสอบ (Test Scores) ต่อมาในปี
ค.ศ. 1970 บริษัท McBer ซึ่ง McClelland เป็นผู้ดูแล ได้รับการติดต่อจากองค์การ The US State
Department ให้ช่วยคัดเลือกเจ้าหน้าที่ท่ีทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศสหรัฐอเมริกา (Foreign Service
Information Officer : FSIOs) ในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ซึ่งก่อนหน้านั้น การคัดเลือกเจ้าหน้าที่ FSIOs ใช้
แบบทดสอบที่มุ่งทดสอบด้านทักษะที่คิดว่าจำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานในตำแหน่ง ดังกล่าว แต่พบว่าผู้ที่ทำ
คะแนนสอบไดด้ ไี ม่ได้มีผลการปฏบิ ตั ิงานที่องค์การต้องการ
McClelland ได้พัฒนาเครื่องมือชนิดใหม่ ในการคัดเลือกคนที่สามารถทํานายผลการปฏิบัติงานได้ดี
แทนข้อทดสอบแบบเก่า โดยใช้วิธีการประเมินที่เรียกว่า Behavioral Event Interview (BEI) เพื่อค้นหา
ลักษณะพฤติกรรมของผู้ทีป่ ฏิบตั ิงานดแี ล้วเปรียบเทยี บกบั ผผู้ท่ีมผี ลการปฏิบัติงานตามเกณฑ์เฉลี่ย เพอื่ หา
7
พฤติกรรมที่แตกต่างกัน แล้วเรียกพฤติกรรมท่ี ก่อให้เกิดผลการปฏิบัติงานที่ดีว่า สมรรถนะ (สุกัญญา รัศมี
ธรรมโชติ, 2548 )
ต่อมาในปี ค.ศ.1973 McClelland ได้แสดงแนวคิดเรื่องสมรรถนะไว้ในบทความชื่อ Testing for
Competence Rather Than Intelligence ว่า IQ ซึง่ ประกอบด้วยความถนดั หรือความเชี่ยวชาญทางวิชาการ
ความรู้และความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีของผลงานและความสำเร็จโดยรวม แต่สมรรถนะบุคคล
กลบั เปน็ สง่ิ ท่สี ามารถคาดหมายความสำเร็จในงานได้ดกี ว่า
ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ผู้ที่ทำงานเก่ง มิได้หมายถึง ผู้ที่เรียนเก่งเสมอไป แต่ผู้ท่ีประสบ
ผลสำเร็จในการทำงาน ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการประยุกต์ใช้หลักการ หรือวิชาการที่มีอยู่ในตัวเอง
เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ในงานที่ตนทำ จึงจะกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นมีสมรรถนะ (Stone, 1999) แนวคิดเรื่อง
สมรรถนะ ของ McClelland ที่แสดงให้เห็น อย่างชัดเจนว่า สมรรถนะ หรือ ความสามารถของบุคคล ส่งผลดี
ต่อผลการปฏบิ ตั ิงานมากกว่า IQ ทำให้ไดร้ บั ความสนใจจากนักวชิ าการท่ัวไปอยา่ งมากและมีพฒั นาการขึ้นเป็น
ลำดบั
ปี ค.ศ. 1982 Boyatzis ได้เขียนหนังสือชื่อ The Competent Manager : A Model of Effective
Performance โดยได้ใช้คําว่า Competencies เป็นคนแรก ปี ค.ศ.1994Hamel และ Prahalad เขียน
หนงั สือชือ่ Competing for The Future และได้นําเสนอสงิ่ ทีเ่ รยี กว่าสมรรถนะหลัก (Core Competencies)
หรือความสามารถหลักขององค์การ โดยระบุว่าเป็นความสามารถที่จะทำให้องค์การมีความได้เปรียบในการ
แขง่ ขัน และเปน็ ส่ิงท่คี ู่แขง่ ไม่อาจเลยี นแบบได้
แนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับสมรรถนะ (Competency) เทื้อน ทองแก้ว (2549) ได้กล่าวถึง หลักการและ
แนวปฏิบัติเกี่ยวกับสมรรถนะว่า เป็นปัจจัยในการทำงานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่องค์การ
โดยเฉพาะการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพราะสมรรถนะเป็นปัจจัยช่วยให้พัฒนา
ศักยภาพของบคุ ลากรเพอ่ื ให้ส่งผลไปสู่การพฒั นาองค์การ
องคก์ ารต่าง ๆ จึงพยายามเอาสมรรถนะมาใช้เป็นปัจจัยในการบรหิ ารองค์การในด้านต่าง ๆ เช่น การ
บริหารทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนางานบริการหรือการพัฒนาภาวะผู้นําของผู้บริหาร
เป็นต้น
ต่อมา ได้มีการนําแนวความคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในงานบริหารบุคคลในหน่วยงานราชการของ
สหรัฐอเมริกา โดยกำหนดว่าในแต่ละตำแหน่งงาน จะต้องมีพื้นฐานทักษะ ความรู้และความสามารถหรือพฤติ
นิสัยใดบ้าง และอยู่ในระดับใดจึงจะทำให้บุคลากรนั้นมีคุณลักษณะที่ดี มีผลต่อการปฏิบัติงานอย่างมี
ประสิทธิภาพสูงและได้ผลการปฏิบัติงานตรงตามวัตถุประสงค์ขององค์การ หลังจากนั้น แนวความคิดเรื่อง
สมรรถนะ ได้ขยายผลมายงั ภาคธุรกิจเอกชนของสหรฐั อเมรกิ ามากย่ิงข้ึน สามารถสร้างความสำเร็จให้แก่ธุรกิจ
อย่างเหน็ ผลได้ชดั เจน นิตยสาร Fortune ฉบบั เดอื นกนั ยายน
8
ในระบบการสรรหาผู้บริหารระดับสูง (Senior Executive System - SES) ใช้ในการปรับปรุงระบบจําแนก
ตำแหน่งและค่าตอบแทนในภาครัฐโดยยึดหลักสมรรถนะ และกำหนดสมรรถนะตนแบบของข้าราชการเพ่ือ
พัฒนาสมรรถนะของข้าราชการและประสิทธิผลของหนาวยงานภาครัฐ (สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ
พลเรือน, 2548 )
ความหมายของสมรรถนะ
คําว่า สมรรถนะ ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 แปลว่า ความสามารถ
คําว่า ความสามารถ ตามแนวคิดทางจิตวิทยา ใช้คําว่า Ability หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้ที่จะ
ปฏิบัติงาน หรือความสามารถและความเหมาะสมในการปฏิบัติงาน แนวคิดด้านการวัดและประเมินผลบุคคล
ใช้คําว่า Potential มีจุดเน้นที่ขีดความสามารถในการ ทำงาน ของบุคคลที่มีประสิทธิภาพ แนวคิดทางวิธี
วทิ ยาการจัดการใช้คาํ ว่า Core Competency ซึง่ หมายถงึ ความสามารถหลักขององค์การธุรกิจ ท่ีทำให้ธุรกิจ
ประสบความสำเรจ็ สว่ นคาํ ว่า สมรรถภาพ (Capability) หมายถงึ คณุ ลักษณะของบุคคล ทตี่ อ้ งการทักษะทาง
วิชาชีพ ศักยภาพ ในการเรียนรู้และความสามารถที่จําเป็นต่อความสำเร็จ (ดนัย เทียนพุฒ, 2548) สำนักงาน
คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2548 ก) ใชค้ ําว่า สมรรถนะ แทนคาํ Competency
สำหรับความหมายของสมรรถนะ ตามแนวคิดของ McClelland (1999) นั้น สร้างผลการ
ปฏิบัติงานที่ดีหรือตามเกณฑ์ที่กำหนดในงานท่ีตนรับผิดชอบ Spencer และ Spencer (1993) ให้ความหมาย
สอดคล้องกันกับ McClelland คือ สมรรถนะ หมายถึงคุณลักษณะที่จําเป็นของบุคล (Underlying
Characteristics of an Individual) ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ ประสิทธิผลของงาน เป็นคุณลักษณะในส่วนลึก
เฉพาะของบุคคล ซึ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมที่ สามารถทํานายผลลัพธ์ที่ดีเลิศ (Superior Performance) ในงาน
ได้จากการศึกษาความหมาย ของ สมรรถนะ พบว่า นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความหมายไปในทํานองเดียวกัน
โดยใช้แนวคิด ของ McCleland เป็นพื้นฐานในการให้ความหมายที่แสดงถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบ
สมรรถนะที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมและผลลัพธ์ที่ดีเลิศของงาน เช่น Hay Group (2005) ให้ความหมาย ว่า
สมรรถนะ คือ ชุดของแบบแผนพฤติกรรม ความสามารถ และคุณลักษณะที่ผู้ปฏิบัติงานควรมี ในการปฏิบัติ
หน้าที่ให้ประสบผลสำเร็จ สำหรับนำมาใช้ในการบริหารทรัพยากรบุคคลการบริหารงาน และการพัฒนา
องค์การ เพื่อให้สมาชิกขององค์การได้พัฒนาตนเอง เพื่อให้ปฏิบัติงานในปัจจุบัน และอนาคตได้อย่างมี
ประสิทธิภาพตามท่ีองค์การต้องการ Boyatzis (1982) กล่าววา่ สมรรถนะ คอื กล่มุ ของความสามารถที่มีอยู่ใน
ตัวบุคคล ซ่ึงกำหนดพฤติกรรมของบุคคล เพื่อให้บรรลุถึง ความต้องการของงานภายใต้ปัจจัยสภาพแวดล้อม
ขององคก์ าร และทำใหบ้ คุ คลมุ่งม่ันไปสู่ ผลลัพธท์ ตี่ อ้ งการ สถาบนั SchoonOver Associates
9
AB
Competen
cies
C
ภาพท่ี 2.1 รูปภาพแสดงความแตกต่างของความรู้ ทักษะ และแรงจูงใจกับสมรรถนะ
Competencies
A: Motives/Attitude Achievement- - wants to do an excellent job
B: Knowledge Understands market pricing dynamics
C: Achievement- - wants to do an excellent job.
Competency Uses understanding of market pricing dynamics to develop pricing models
จากความแตกต่างของสมรรถนะกับความรู้ ทักษะ แรงจูงใจและทัศนคติ ผู้วิจัยได้ สรุป
ความหมายของสมรรถนะวา่ หมายถงึ คุณลักษณะ ความสามารถทจี่ ำเป็นสำหรับของบคุ คล โดยมที ม่ี าจากพ้ืน
ฐานความรู้ (Knowledge) ทกั ษะ (Ski) วิธีคดิ (Self - Concept) คุณลกั ษณะสว่ นบคุ คล (Trait) และ แรงจงู ใจ
(Motive)
องค์ประกอบของสมรรถนะ
สมรรถนะบุคคลตามแนวคดิ ของ McClelland เกดิ จากองค์ประกอบสำคัญ 5 ประการ ดงั นี้
1. ทกั ษะ (Skill) หมายถึง สิ่งทบ่ี ุคคลกระทำได้ดี และฝึกปฏิบตั ิจนชาํ นาญ เช่น ทักษะการอ่าน
2. ความรู้ (Knowledge) หมายถึงความรู้เฉพาะด้านของบุคคล เช่น ความรู้ ด้านภาษาอังกฤษ
ความรดู้ ้านการบรหิ ารการศกึ ษา
3. ทัศนคติ คา่ นยิ ม และความคิดเห็นเก่ียวกับภาพลักษณ์ของตนเอง (Self Concept) เช่น คนท่ี
มคี วามเช่อื มนั่ ในตนเอง (Self - Confident) จะเชอื่ ว่าตนเองสามารถ แกป้ ญั หาต่างๆได้
4. บุคลิกประจําตัวบุคคล (Trait) เป็นสิ่งที่อธิบายถึงบุคคลผู้นั้น เช่น เป็นคนที่ น่าเชื่อถือ
ไว้วางใจได้ มคี ุณลักษณะเป็นผนู้ ํา
5. แรงจงู ใจหรอื แรงขับภายใน (Motive) ทำใหบ้ คุ คลแสดงพฤติกรรมทมี่ ่งุ ไปสู่สง่ิ ที่เป็นเปา้ หมาย
เช่น บุคคลที่มุ่งผลสำเร็จ (Achievement Orientation) จะพยายาม ทำงานให้สำเร็จตามเป้าหมายและ
ปรับปรุงวิธกี ารทำงานของตนเองตลอดเวลา
องค์ประกอบทั้ง 5 ประการ ที่รวมกันเปน็ คุณลักษณะเฉพาะของบุคคลและ ก่อให้เกิดสมรรถนะ
เป็นสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใน จะเห็นได้เฉพาะพฤติกรรมที่แสดงให้เห็นได้เท่านั้น Spencer และ Spencer (1993)
ได้เปรียบเทยี บคุณลักษณะดังกลา่ วไว้ในโมเดลน้ำแขง็ (Iceberg Model) และอธิบายว่าคุณลักษณะของบุคคล
10
แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่สามารถ มองเห็นได้คือ ความรู้ และทักษะ ซึ่งสามารถพัฒนาได้ไม่ยากนัก ด้วย
การศึกษาค้นควา้ ทำให้ เกิดความรู้ และการฝึกฝนปฏิบัติ ทำให้เกิดทักษะ และส่วนท่ีซ่อนอยู่ภายในซึ่งสังเกต
ได้ยาก ไดแ้ ก่ ทัศนคติ คา่ นิยม ความเห็นเกย่ี วกบั ภาพลกั ษณ์ของตนเอง บคุ ลิกลกั ษณะประจําตัวบุคคล รวมท้ัง
แรงจงู ใจ เป็นสิ่งทพ่ี ัฒนาได้ยาก
ส่วนท่ีมองเหน็ ทักษะ ทกั ษะ ทกั ษะ
ความรู้ วิธคี ิด
คุณลักษณะ
สว่ นที่มองไมเ่ หน็ วิธคี ดิ ทัศนคติ
ทัศนคติ ความรู้
คณุ ลักษณะ บคุ ลกิ ภาพหลัก
แรงจงู ใจ ส่วนภายนอก
ยากตอ่ การพัฒนา
ภาพท่ี 2.2 รูปภาพแสดงโมเดลภเู ขาน้ำแข็ง
สมรรถนะตามนัยดงั กล่าวข้างต้นสามารถแบง่ ออกได้เป็น 2 กลุ่มคอื
1. สมรรถนะขั้นพื้นฐาน (Threshold Competencies) หมายถึง ความรู้ หรือ ทักษะพื้นฐานท่ี
จําเป็นของบุคคลที่ต้องมีเพื่อให้สามารถที่จะทำงานที่สูงกว่า หรือ ซับซ้อน กว่าได้ เช่น สมรรถนะในการพูด
การเขียน เป็นต้น
2. สมรรถนะที่ทำให้เกิดความแตกต่าง (Differentiating Competencies) หมายถึง ปัจจัยที่ทำ
ใหบ้ คุ คลมีผลการทำงานท่ีดกี ว่าหรอื สงู กว่ามาตรฐาน สงู กว่าคนทั่วไป จงึ ทำใหเ้ กิดผลสำเร็จท่แี ตกต่างกนั
ประเภทของสมรรถนะ สมรรถนะสามารถจาํ แนกไดเ้ ป็น 5 ประเภทคอื
1. สมรรถนะส่วนบุคคล (Personal Competencies) หมายถึง สมรรถนะที่ แต่ละคนมี เป็น
ความสามารถเฉพาะตัว คนอน่ื ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ เช่น ความสามารถของนกั ดนตรี นักกายกรรม และ
นักกีฬา เปน็ ตน้ ลกั ษณะเหล่าน้ยี ากทจี่ ะ เลียนแบบ หรอื ต้องมคี วามพยายามสูงมาก
2. สมรรถนะเฉพาะงาน (Job Competencies) หมายถงึ สมรรถนะของ บุคคลกบั การทำงานใน
ตำแหน่ง หรือบทบาทเฉพาะตัว เช่น อาชีพนักสํารวจ ก็ต้องมี ความสามารถในการวิเคราะห์ตัวเลข การคิด
คาํ นวณ ความสามารถในการทำบญั ชี เปน็ ต้น
3. สมรรถนะองค์การ (Organization Competencies) หมายถึง ความสามารถพิเศษเฉพาะ
องค์การนั้นเท่านั้น เช่น บริษัท เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จํากัด เป็นบริษัทที่มีความสามารถในการผลิต
เครื่องใช้ไฟฟ้า หรือ บริษัท ฟอร์ด (มอเตอร์) จํากัด มีความสามารถในการผลติ รถยนต์ เป็นต้น หรือ บริษัท ที
โอ เอ (ประเทศไทย) จาํ กัด มีความสามารถในการผลติ สี เปน็ ต้น
11
4. สมรรถนะหลัก (Core Competencies) หมายถึง ความสามารถสำคัญที่ บุคคลต้องมี หรือ
ต้องทำเพื่อให้บรรลผุ ลตามเปา้ หมายที่ตั้งไว้ เช่น พนกั งานเลขานุการ สำนักงาน ต้องมสี มรรถนะหลัก คือ การ
ใช้คอมพิวเตอร์ได้ ติดต่อประสานงานได้ดี เป็นต้น หรือ ผู้จัดการบริษัท ต้องมีสมรรถนะหลัก คือ การสื่อสาร
การวางแผน และการบริหาร จัดการ และการทำงานเป็นทีม เปน็ ตน้
5. สมรรถนะในงาน (Functional Competencies) หมายถึง ความสามารถ ของบุคคลที่มีตาม
หน้าที่ที่รับผิดชอบ ตำแหน่งหน้าที่อาจเหมือน แต่ความสามารถตามหน้าที่ ต่างกัน เช่น ข้าราชการตำรวจ
เหมือนกัน แต่มีความสามารถต่างกัน บางคนมีสมรรถนะ ทางการสืบสวน สอบสวน บางคนมีสมรรถนะทาง
ปราบปราม เป็นตน้
การกำหนดสมรรถนะ
การกำหนดสมรรถนะ หรือการสร้างรูปแบบสมรรถนะ (Competency model) สามารถกำหนด
ไดด้ ังนี้ (อานนท์ ศักดิ์วรวิชญ์ 2547 : 62 ; สกุ ญั ญา รศั มีธรรมโชติ 2547 : 50- 51 ; 58 - 59)
ในการกำหนดสมรรถนะจะเริ่มจากการนําวิสัยทัศน์ (Vision) พันธกิจ (mission) ค่านิยม
(values) ขององคก์ ารมาเป็นแนวทางในการกำหนดสมรรถนะ ดังภาพ
สมรรถนะ พนั ธกิจ
ของงาน วิสยั ทัศน์
(Job Competency)
คา่ นิยม
ยุทธศาสตร์องค์การ
สมรรถนะหลัก
(Core Competency)
สมรรถนะหน้าท่ี
(Functional Competency)
สมรรถนะสว่ นบคุ คล
(Personal Competency)
ภาพที่ 2.3 รูปภาพแสดงการกำหนดสมรรถนะ
12
จากภาพจะเห็นความสอดคล้องไปในทิศทางที่ต่อเนื่องกันของสมรรถนะที่จะช่วย ให้งานเป็นไป
ดว้ ยดี (alignment) ซ่ึงเริ่มจาก วิสัยทัศน์ พนั ธกิจ หรอื คา่ นยิ ม สู่เปา้ หมายของ องค์การมากำหนดเป็นกลยุทธ์
ขององค์การ จากนั้นมาพิจารณาถึงสมรรถนะหลักที่จะทำให้ บรรลุเป้าหมายขององค์การมีอะไรบ้าง จะใช้
ความรู้ ทกั ษะ และคณุ ลักษณะอะไรที่จะผลักดัน ให้บรรลเุ ปา้ หมายขององค์การ
ตวั อย่างสมรรถนะ
1. สมรรถนะสว่ นบคุ คล ไดแ้ ก่ การติดตอ่ สื่อสาร ความม่นั ใจตนเอง ความคิดสรา้ งสรรค์ และการ
สรา้ งนวตั กรรม เปน็ ตน้
2. สมรรถนะของผู้จดั การ ไดแ้ ก่ การติดต่อสอื่ สาร การวางแผน และการ บรหิ ารงาน การทำงาน
เป็นทมี ความสามารถเชงิ กลยุทธ์ ความสามารถด้านตา่ งประเทศ ความสามารถในการจดั การตนเอง เป็นตน้
ด้านสมรรถนะที่เกี่ยวกับผู้นํานั้น Forster และคณะ (2000) ได้สร้างโปรแกรม พัฒนาสมรรถนะ
เพื่อพัฒนาสมรรถนะของภาวะผู้นํา ของ Assistant Deputy Ministers และ ผู้บริหารอาวุโสของ Public
Service Commission of Canada โดยแบง่ องค์ประกอบของ สมรรถนะออกเป็น 5 กลมุ่ คอื
1. สมรรถนะด้านสติปัญญา (Intellectual Competencies) ประกอบด้วย สมรรถนะทางการรู้
คิด (Cognitive Capacity) เป็นสมรรถนะในการจัดการกับความซับซ้อน ในการทำงาน มีการเปลี่ยนแปลง
วิธีการตา่ งๆ ทจ่ี ะแกไ้ ขปญั หาท่ซี บั ซอ้ น และชอบที่จะเพ่ิม
พน้ื ฐานความรู้และประสบการณ์ใหก้ ว้างขึ้นและสมรรถนะดา้ นความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) เป็นสมรรถนะ
ในการทำงาน เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงมุมมองและวิธีคิดเกี่ยวกับปัญหา สนับสนุน ความคิดสร้างสรรค์ต่อตัวเอง
และพนกั งานคนอ่นื ๆ
2. สมรรถนะด้านการสร้างอนาคต (Future Building Competencies) ประกอบด้วยการสร้าง
วิสัยทัศน์ (Visioning) เป็นการทำความเข้าใจและรวบรวมวิสัยทัศน์ของ องค์การ มีการใช้วิสัยทัศน์เป็นกรอบ
การทำงานในกจิ กรรมการจดั การ เสนอวสิ ยั ทศั น์และ ส่ือสารวสิ ัยทัศน์
3. สมรรถนะด้านการจัดการ (Management Competencies) ประกอบด้วย การจัดการการ
กระทำ (Action Management) เป็นการมุ่งสกู่ ารกระทำของตนเองคำนึงถึง ผลลัพธร์ ะยะส้ันและระยะยาว มี
การพิจารณากลยุทธ์ที่บุคคลเกี่ยวข้องภายในองค์การ มีการพัฒนา กลยุทธ์สนับสนุนที่จัดการกับผลลัพธ์ทาง
ลบ มีการสนับสนุนผู้ร่วมงานคนอื่นที่เสนอมา การตระหนักรู้ ในองค์การ (Organizational Awareness) เป็น
การเสาะแสวงหาความรู้ในองค์การ มีการสร้าง และรักษาความสัมพันธ์ในการทำงานทั้งที่เป็นทางการและไม่
เปน็ ทางการ และมกี ารจัดการเกี่ยวกับ เวลา การทำงานเปน็ ทีม (Teamwork) เปน็ การสง่ เสรมิ ให้มีการทำงาน
เป็นทีมและแบ่งปันความ น่าสนใจต่างๆ และเสนอให้มีการประชุมในกลุ่มการทำงาน การสร้างการร่วมมือ
(Partnering) เปน็ การสรา้ งบรรยากาศท่ีนาํ ไปส่กู ารรว่ มมือกันในการทำงาน มกี ารระบุถงึ ผู้ร่วมมือท่ีมีศักยภาพ
การสรา้ งความสมั พันธใ์ นการใหแ้ ละรบั ทำความเขา้ ใจในตำแหนง่ ของผรู้ ่วมงานท่ีมศี กั ยภาพ
4. สมรรถนะด้านความสัมพันธ์ (Relationship Competencies) ประกอบด้วย ความสัมพันธ์
ระหวา่ งบุคคล (Interpersonal Relations) เป็นการสร้างสัมพนั ธภาพในการ ทำงานท่ีมปี ระสิทธิภาพมีการให้
13
และรับการวิพากษ์ วิจารณ์ เตรียมพร้อมในการเจรจาต่อรอง มีการเคารพและสนับสนุนความหลากหลายในที่
ทำงาน การสื่อสาร (Communication) มีการ สื่อสารโดยทั่วไป มีการสื่อสารต่อสาธารณะเสนอแนวความคดิ
อย่างมีประสิทธิภาพและสรา้ งสรรค์ มกี ารสือ่ สารข้ามองค์การ
5. สมรรถนะเฉพาะบุคคล (Personal Competencies) ประกอบดว้ ย ความแขง็ แรงและต่อต้าน
ความเครียด (Stamina / Stress Resistance) มีความเข้าใจเรื่อง ความเครียดและความวิตกกังวล วิธีการลด
ความเครียด รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง จริยธรรมและค่านิยม (Ethics and Value) เป็นตัวอย่างในการ
ยึดหลักคณุ ธรรมทำการตัดสินใจ
ในจริยธรรมที่ยาก ปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยความเท่าเทียมกัน สามารถตรวจสอบได้ บุคลิกภาพ (Personality) มี
การมองและประเมินตัวเอง มีแรงจูงใจและมีภาวะผู้นํา มีความยืดหยุ่นของ พฤติกรรม ( Behavioral
Flexibility) จัดการกับสิ่งท่ีคลุมเครือพัฒนาความยืดหยุ่นและความ มั่นใจในตนเอง (Self - Confidence) นํา
ผอู้ นื่ ด้วยความม่ันใจหลกี เลีย่ งการกระทำท่มี น่ั ใจ เกินไป
ประเภทของสมรรถนะ
การแบง่ ประเภทสมรรถนะ เปน็ การนํากลมุ่ สมรรถนะบุคคล มาจัดเปน็ ประเภท ให้สอดคล้องกับ
ลักษณะงานในแต่ละองค์การ จากการศึกษาเกี่ยวกับการแบ่งประเภทของสมรรถนะ พบว่า นักวิชาการส่วน
ใหญ่ใช้สมรรถนะบุคคลเปน็ หลกั ในการแบง่ ประเภทของสมรรถนะ เช่น
ธาํ รงศกั ดิ์ คงคาสวสั ด์ิ (2548) แบ่งสมรรถนะออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม สมรรถนะหลัก หมายถึง
คุณลักษณะพื้นฐานหรือคุณสมบัติร่วมของทุกคนในองค์การที่จะต้องมี ซึ่งแต่ละองค์การจะแตกต่างกัน และ
กลุ่มสมรรถนะที่ไม่ใช่ สมรรถนะหลักประกอบด้วย สมรรถนะ 3 กลุ่มย่อยคือ กลุ่มแรก เป็นสมรรถนะบุคคล
ได้แก่ Persona/Individual Competency กลุ่มที่สองเป็นสมรรถนะที่เกี่ยวกับงาน ได้แก่ Functional /Job
/ Professional/ Technical Competency และกลุ่มที่สามเปน็ สมรรถนะท่ใี ชส้ ำหรับงานของผู้ท่ีทำหน้าที่ใน
สายงานบรหิ าร ได้แก่ Leadership / Managerial Competency
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (2548 ก) มีแนวคิดสอดคล้องกับ นักวิชาการส่วน
ใหญ่ โดยแบง่ ประเภทของสมรรถนะ ออกเปน็ 2 ประเภทไว้ดงั นี้
1. สมรรถนะองค์การ ( Organization Core Competency) เป็นสมรรถนะ หรือขีด
ความสามารถโดยรวมขององค์การเกิดจากการรวมความสามารถบุคคล และความสามารถ ขององค์การ
ผสมผสานทั้งทักษะและเทคโนโลยีทั้งมวลขององค์การเข้าไว้ด้วยกัน เป็นแนวทาง ให้องค์การสามารถนําไปสู่
การสร้างหรือการมีโอกาสในความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในอนาคต ชื่อ สมรรถนะองค์การที่กำหนดขึ้น เป็น
รากฐานสำคญั ทีส่ ามารถนาํ ไปสผู่ ลลัพธ์ (ผลผลิต + บริการ) ขององคก์ าร
2. สมรรถนะหลักของบุคคล (Personal Core Competency) หมายถึง สมรรถนะ หรือขีด
ความสามารถที่เป็นคุณสมบัติของบุคลากรทุกคนในองค์การเดียวกัน ต้องมี ร่วมกัน เพื่อให้บรรลุความสำเร็จ
ขององค์การ นอกจากสมรรถนะหลักที่ทุกคนต้องมีเหมือนกันแล้ว บุคลากรทุกคนยังต้องมีสมรรถนะในงาน
หรือสมรรถนะท่เี กย่ี วกบั งาน (Functional Competency) ซึง่ เป็นสมรรถนะหรือขดี ความสามารถของบุคคลท่ี
14
ปฏิบัติงานในแต่ละด้านเพื่อให้การปฏิบัตงิ าน สำเร็จและได้ผลผลิตตามที่องค์การตอ้ งการ สมรรถนะหลักของ
บุคคล แบง่ เปน็ 2 ลักษณะคอื
2.1 สมรรถนะร่วมกลุ่มงาน ( Common Functional Competency) เป็น
คุณลักษณะหรือขีดความสามารถร่วมของบุคลากรทุกตำแหน่งในกลุ่มงานหรือในกลุ่มตำแหน่ง เดียวกันท่ี
จะต้องมี เช่น กลุ่มงานบริหารทั่วไป ประกอบด้วยตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป เจ้าพนักงานธุรการ
เจา้ หนา้ ที่ประชาสัมพนั ธ์ จะตอ้ งมคี ุณลกั ษณะทีเ่ หมือนกนั ในดา้ นความรู้ พื้นฐานดา้ นงานธุรการและสารบรรณ
เป็นตน้
2.2 สมรรถนะเฉพาะตำแหน่งงาน (Specific Functional Competency) เป็น
คุณลักษณะหรือขีดความสามารถเฉพาะของแต่ละตำแหน่งในกลุ่มงานนั้นๆ เช่น กลุ่มงาน ทรัพยากรบุคคล
ตำแหน่งนกั พัฒนาทรัพยากรบุคคล ต้องมคี วามสามารถในการประเมินความจาํ เป็น ในการฝึกอบรม เปน็ ตน้
จากการแบ่งสมรรถนะออกเป็นประเภทต่างๆ สรุปได้ว่า สมรรถนะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือสมรรถนะ
บุคคล (Personal Competency) และสมรรถนะองค์การ (Organization Competency) สมรรถนะบุคคล
จําแนกเปน็ กลุม่ ยอ่ ยออกไปตามลกั ษณะงาน และความต้องการขององค์การ
อาภรณ์ ภู่วิทยพันธุ์ (2548) ได้รวบรวมรายการสมรรถนะต่างๆของบุคคลเป็น พจนานุกรม
สมรรถนะ (Competency Dictionary) โดยจาํ แนกออกเป็น 3 ดา้ นคือ ดา้ นความรู้ (Knowledge) ดา้ นทักษะ
(Skill) ประกอบดว้ ยทกั ษะ 2 ดา้ น คือทักษะด้านการบรหิ ารจดั การ งาน (Management Skil) หมายถงึ ทกั ษะ
ในการบริหารจัดการงานในความรับผิดชอบให้มี ประสิทธิภาพ และทักษะด้านเทคนิค (Technical Ski)
หมายถึงทกั ษะที่จาํ เปน็ ในการทำงาน
2.2 แนวคดิ เกย่ี วกบั ความรู้ความสามารถของนักบัญชี
ศศิวิมล ศรีเจริญจิตร์ (2548) ให้ความหมายของ ความรู้ความสามารถ หมายถึง การที่บุคคลใด
ๆ มที ศั นคติ ความคิดที่เปน็ ระบบความรใู้ นสาขาท่ที ำ ความรู้ทางดา้ นเทคนคิ รวมถึงทักษะดา้ นการเรียนรอู้ ย่าง
ชาญฉลาด
ชนัญฎา สินชื่อ (2548 : 24) ให้ความหมายของความรู้ความสามารถ หมายถึง ความสามารถใน
การเรียนรู้ และความเข้าใจในสาขางานที่ทำ ความรู้ด้านเทคนิค รวมถึงทักษะด้านการเรียนรู้อย่างชาญฉลาด
เยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ เพื่อพัฒนาให้ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างยืนจาก
ความหมายดังกลา่ วสรปุ ได้วา่ ความรู้ความสามารถ หมายถงึ ความรูค้ วามสามารถ ความเขา้ ใจความเชียวชาญ
หรือประสบการณ์เป็นพิเศษในสาขาทางด้านบัญชี โดยสามารถตอบสนองวิชาการใหม่ ๆ ในด้านการรายงาน
และให้ข้อสนเทศตา่ ง ๆ
แนวคิดเกี่ยวกบั ความรูค้ วามสามารถของนักบัญชไี ด้ยึดแนวทางปฏิบตั ิของ IASC(International
Accounting Standards Committee) และ IFAC (International Federation Accountants) ที่ได้กล่าวไว้
เป็นแนวทางการศึกษา วิชาชีพบัญชี ระหว่างประเทศ(International Education Standards= IES) กำหนด
วา่ ความรคู้ วามสามารถของนักบัญชีต้องประกอบด้วย (ชัยนรินทร์ วีระสถาวณชิ ย์. 2548 : 3-5)
15
ความรู้ (Knowledge)
ความรูข้ องนกั บญั ชสี ามารถจำแนกได้ 4 ประเภท ดงั น้ี
1. ความรู้ท่ัวไป ประกอบดว้ ย
1) ความรู้เกีย่ วกับสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและการปกครอง ท้ังในอดีต และปัจจุบัน ทั้งใน
ประเทศ และตา่ งประเทศ และความสามารถท่ีจะวิเคราะหถ์ ึงผลกระทบท่ีมีต่อธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของ
ประเทศนำไปใช้ในการทำความรูเ้ กย่ี วกับธรุ กจิ และการวเิ คราะหค์ วามเส่ียง เปน็ ตน้
2) ความสำนกึ ในความเปน็ ไทย
3) ความรู้ในศิลปะวรรณกรรมและวัฒนธรรมของโลก ของภูมิภาค และของประเทศ
ตลอดจนคุณคา่ ของศิลปะวรรณกรรม และวฒั นธรรมเหล่านนั้ ตลอดจน
4) ความสามารถในการคิดถาม เขียน โดยใช้ภาษาที่ง่ายกระชับ ซึ่งมีพื้นฐานมาจากความ
เขา้ ใจในความเปน็ มนษุ ย์ ของผูอ้ น่ื ทต่ี นติดต่อด้วยเพื่อการส่อื สารความหมายกับผูท้ ่ีอยู่นอกวิชาชพี บัญชีอกี ด้วย
2. ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ ในยุคการค้าเสรีที่มีการแข่งขันสูง นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการดำเนิน
ธุรกิจ ประกอบกับธุรกิจจะมีความเป็นนานาชาติที่ต้องดำเนินการตามมาตรฐานระหว่างประเทศมากยิ่ง ขึ้น
การรวมตัวกันระหว่างธุรกิจในรูปแบบใหม่ ๆ ที่พัฒนาเพิ่มขึ้นทุกที ซึ่งการดำเนินการของธุรกิจแบบน้ี
จำเป็นต้องใช้มาตรฐานการบัญชีที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลดังน้ัน ผู้ประกอบการวิชาชีพบัญชีจำเป็นต้องมี
พื้นฐานความรู้ด้านธุรกิจเพื่อสามารถนำไปปฏิบัติควบคู่กับการจัดทำบัญชีตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ได้อย่าง
ถ่องแท้
3. ความรูเ้ ก่ยี วกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสารสนเทศ คอื เทคโนโลยีทกุ ประเภทท่ีมีส่วน
ในการสร้าง จัดเก็บ และรบั สง่ สารสนเทศตา่ ง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้ รวมถงึ เทคโนโลยดี ้านคอมพิวเตอร์
ทั้งส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ทีท่ ำให้สามารถจัดเก็บบำรงุ รักษาและสืบค้นข้อมูล ท าการคำนวณและ
วิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทอย่างมากในการปฏิบัติงานด้านบัญชี เนืองจาก
เทคโนโลยีสารสนเทศไดช้ ว่ ยทำให้การทำงานบัญชีมีความสะดวกมากยิ่งข้ึน จากการใชร้ ะบบบัญชีคอมพิวเตอร์
แทนระบบการลงบัญชดี ้วยมอื ทำให้นักบญั ชสี ามารถท่ีจะจัดทำและนำเสนอรายงานไดส้ ะดวก
4. ความรู้เกี่ยวกับการบัญชีและเรื่องที่เกี่ยวข้อง จากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและ
การเมอื ง ไดน้ ำมาซึ่งกติกาใหมใ่ นการดำเนินธุรกิจที่จะต้องเป็นไปตามข้อตกลงระหว่างประเทศ และกฎเกณฑ์
ที่กำหนดภายในประเทศทำให้ มาตรฐานในเรืองต่าง ๆ เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงมาตรฐานการบัญชีระหว่าง
ประเทศ ซึ่งนักบัญชีจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับการบัญชีอันเป็นพื้นฐานเดิมเพื่อเป็นรากฐานที่จะศึกษา
แนวทางด้านบัญชีสมัยใหม่ต่อไป นอกจากนี้ผู้ประกอบวิชาชีพบญั ชีควรที่จะศึกษาความรูด้ ้านอื่น ๆ ที่มีผลต่อ
วิชาชีพบัญชี เช่น เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ และกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพ เป็นต้น ทั้งนี้โดยหลักการ
แล้วควรจะมีการกำหนดเปน็ มาตรฐานในการวางโครงสรา้ งการศึกษาวิชาชีพบัญชี เพื่อให้สอดคลอ้ งกับการจดั
หลกั สูตรการเรยี นการสอนของสถาบันการศึกษาที่ต้องสรา้ งบุคคลากรทางการบญั ชี ใหส้ ามารถปฏิบัติหน้าท่ีได้
อย่างมีประสทิ ธิภาพในสภาพแวดล้อมของสงั คมทีเ่ ปลยี่ นแปลงไป
วชิ าชพี บัญชี ประกอบด้วยความรู้ 4 ประเภท ดงั น้ี
16
1. การประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันการศึกษาขั้นอุดมศึกษาทั้งที่อยู่ในระบบและออกนอก
ระบบงบประมาณ ควรต้องมีการประกันคุณภาพการศึกษาเพื่อสร้างความมันใจให้กับผู้เรียนว่า สถาบันที่ตน
ศึกษาอยนู่ น้ั อยู่ในระบบการศึกษาเพ่ือเปน็ พนื้ ฐานการเข้าสู่วิชาชีพบัญชีได้
2. มาตรฐานการศึกษา สถาบันการศึกษาที่ได้รับการอนุมัติให้มีหลักสูตรสามารถใช้ต่อเนื่องกับ
การเข้าสู่วิชาชีพได้แล้วนั้นควรจะต้องสร้างมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน ไม่ว่าจะมีขนาด
ใหญ่หรือเล็กก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สถาบันที่มีหลายวิทยาเขต ควรสามารถแสดงให้เห็นได้ว่ามี มาตรฐาน
เดียวกันในนามของสถาบนั มใิ ชแ่ ตกตา่ งกันไปตามสภาพของแตล่ ะวิทยาเขต ซึ่งเป็นหนา้ ทขี่ องผู้บริหารของแต่
ละสถาบนั นั้น ๆ ท่ีจะต้องแก้ไขปรบั ปรงุ สถาบันของตนเองและการกำกบั ดูแลในส่วนของมาตรฐานการศึกษานี้
ต้องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และจรงิ จงั ทั้งก่อนและหลังการปรบั ปรุง และตอ้ งดำเนินงานต่อเน่ืองเพ่ือเป็นพื้นฐาน
ทม่ี ่ัน คงของวิชาชพี
3. การเขา้ สูร่ ะบบการเปน็ นักบญั ชวี ชิ าชีพ แต่เดิมกำหนดใหจ้ บสาขาวชิ าบญั ชโี ดยตรง ซึ่งมีวิชาท่ี
บังคับ ทำให้ไม่มีการยืดหยุ่น ซึ่งในปัจจุบันนักเรียนต้องเลือกแผนการศึกษาตั้งแต่ในชั้นระดับชั้นมัธยมศึกษา
ซึ่งไม่มีประสบการณ์เพียงพอที่จะตัดสินใจได้ว่าตนเหมาะกับอาชีพหรือวิชาชีพใด ผลที่ปรากฏเมื่อเรียนในชั้น
อุดมศึกษาจนเป็นบัณฑิตก็คือ มีความรู้และมุมมองที่ไม่กว้างพอ มองภาพรวมของธุรกิจ เศรษฐกิจ สังคม
การเมอื ง การปกครอง และการต่างประเทศไม่ครบถว้ น หรือไม่สนใจ ทำใหม้ กี ารพฒั นาตวั เองได้ไม่ทันกับการ
เปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลนี้จึงควรพิจารณาเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ให้สามารถรับบัณฑิตใน
สาขาวิชาอ่ืนมาสกู่ ระบวนการเตรยี มตัวเป็นนกั บญั ชีวิชาชพี ได้
4. การเป็นผู้ให้การฝึกหัดงาน ในระหว่างการฝึกหัดงานของผู้ที่ทำการศึกษาเพื่อเข้าสู่วิชาชีพ
บัญชี ควรจะได้รับการฝึกหัดงานจากผู้ที่มีความเชียวชาญในเฉพาะด้านอย่างผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพ่ื อ
เพิ่มพนู ความสามารถในการฝกึ งานมากยง่ิ ข้ึน
จรรยาบรรณของนกั บญั ชี
จรรยาบรรณของผู้ประกอบวชิ าชีพบัญชีได้กำหนดตามพระราชบัญญัติการบัญชหี มวดที่ 7มาตรา
ท่ี 46-48 ประกอบดว้ ยข้อกำหนดดงั ต่อไปน้ี
1. ความโปรง่ ใส ความเป็นอิสระ ความเทีย่ งธรรม และความซอ่ื สตั ยส์ จุ ริต
2. ความรู้ความสามารถและมาตรฐานในการปฏบิ ัติงาน
3. ความรับผดิ ชอบตอ่ ผูร้ ับบรกิ ารและการรกั ษาความลบั
3. ความรบั ผดิ ชอบตอ่ ผู้ถือหุ้น ผู้เป็นหุ้นสว่ น หรือบคุ คลหรอื นิติบุคคลท่ผี ู้ประกอบวิชาชีพปฏิบัติ
หน้าท่ีให้
ทกั ษะความเป็นมืออาชพี
ทักษะความเป็นมืออาชีพ จากแนวทางการศึกษา (วิชาชีพบัญชี, 2560) ระหว่างประเทศ
(International Education Standards= IES) ไดก้ ำหนดทกั ษะความเป็นมอื อาชพี ไว้ 5 ดา้ น ดังน้ี
1. ด้านการเรยี นรูอ้ ยา่ งชาญฉลาด (Intellectual skills) ประกอบดว้ ย
17
1) ความสามารถที่จะระบุได้มาจัดระบบ และเข้าใจสารสนเทศจากผู้คนสิ่งพิมพ์ และ
แหล่งขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนิกส์
2) ความสามารถในการซักถาม การทำวิจัย การคิดอย่างมีเหตุผลและเชิงวิเคราะห์ การให้
เหตผุ ลและการวิเคราะหอ์ ยา่ งละเอียดรอบคอบ
3) ความสามารถท่จี ะระบุและแกไ้ ขปญั หาที่ไม่เป็นระบบในสถานการณ์ท่ไี ม่คุ้นเคย
2. ด้านเทคนิคและการปฏิบัติหน้าที่ (Technical and Functional Skills)ประกอบด้วย ทักษะ
ทว่ั ไปและทักษะเฉพาะสำหรบั ศาสตรก์ ารบัญชี ทกั ษะเหล่านร้ี วมถึง
1) ศาสตร์การคำนวณ (การประยุกต์เชิงคณิตศาสตร์ และเชิงสถิติ) และความสามารถ
ระดับสงู ในเรือ่ งเทคโนโลยีสารสนเทศ
2) การจำลองการตัดสินใจ และการวเิ คราะหค์ วามเสียง
3) การวัดมูลคา่ และการรายงาน
4) การปฏบิ ัติตามกฎหมายและข้อบังคับอ่นื ๆ ทร่ี ะบไุ ว้
3. ด้านบุคคล (Personal Skills) เก่ยี วขอ้ งกับทัศนคติ และพฤตกิ รรมของนกั บญั ชีมืออาชีพ การ
พัฒนาทักษะเหลา่ น้ีทำให้เกิดการเรียนรู้เฉพาะตัวและการปรับปรงุ ตนเองใหด้ ีขึน้ ทักษะเหลา่ นปี้ ระกอบด้วย
1) การบรหิ ารจัดการตนเอง
2) การคดิ รเิ ร่มิ การมีอิทธพิ ล และการเรยี นรดู้ ้วยตนเอง
3) ความสามารถที่จะเลือกและจัดลำดับทรัพยากรท่ีมีอยู่จำกัด และสามารถจะจดั ระบบการ
ทำงานใหเ้ สร็จตามกำหนดเวลา
4) ความสามารถที่คาดคะเนและปรับตัวใหเ้ ขา้ กับการเปลีย่ นแปลง
5) การพิจารณานำคณุ คา่ แห่งวชิ าชีพ จริยธรรม และทัศนคตใิ นการตดั สนิ ใจ
6) การสงสัยเย่ียงมอื อาชีพ
4. ด้านทักษะสัมพันธ์และการสื่อสาร (Interpersonal and Communication Kills) นักบัญชี
มืออาชีพสามารถที่จะทำงานร่วมกับผู้อื่นในองค์กรได้ รับและถ่ายทอดสารสนเทศสร้างดุลยพินิจที่มีเหตุผล
และการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิผล องค์ประกอบของทักษะด้านทักษะสัมพันธ์และทักษะด้านการสื่อสาร
ความสามารถเหลา่ นป้ี ระกอบด้วย
1) ทำงานรว่ มกบั ผู้อื่นในขบวนการรบั และใหค้ ำปรึกษา ทนและแก้ไขความขัดแยง้
2) ทำงานเป็นหม่คู ณะ
3) มีปฏิสัมพันธ์กับกลุ่มคนที่มีความหลากหลายในวัฒนธรรมและความสามารถที่จะเรียนรู้
อย่างชาญฉลาด
4) ทำงานได้อยา่ งมีประสิทธิผลในสถานการณ์ท่ีมีความหลากหลายทางวัฒนธรรม
5) นำเสนอ อภิปราย รายงาน และป้องกันความคิดอย่างมีประสิทธิผลในรูปแบบของการ
ส่ือสารทางวาจาหรอื ลายลกั ษณอ์ กั ษร ทง้ั ทีเ่ ปน็ ทางการ และไมเ่ ป็นทางการ
18
6) รับฟังและเข้าใจอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงความออ่ นไหวตอ่ ความแตกต่างด้านภาษาและ
วฒั นธรรม
5. ทักษะด้านองค์การ และทักษะผู้บริหารจัดการธุรกิจ (Organizational and Business
Management Skills) เป็นสิ่งสำคญั ท่นี ักบัญชีต้องเขา้ ใจแง่มุมตา่ งๆ ในการทำให้องค์การสามารถดำเนินไปได้
นักบัญชีมืออาชีพต้องพัฒนาวิสัยทัศน์ทางธุรกิจตลอดจนการรับรู้เข้าใจทางการเมือง และการมีวิสัยทัศน์ท่ี
กว้างไกล ประกอบดว้ ย
1) การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การบริหารโครงการ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และแหล่ง
ทรพั ยากรและการตัดสนิ ใจ
2) ความสามารถทจ่ี ะจัดระบบ และมอบหมายงาน จูงใจและพัฒนาบุคลากร
3) ความเป็นผนู้ ำ
ประสบการณ์ในการทำงานประสบการณ์ในการท างานที่ได้กล่าวไว้ในแนวทางการศึกษา
(วชิ าชีพบัญชี) ระหวา่ งประเทศ ประสบการณใ์ นการท างานของผู้ประกอบวิชาชพี บญั ชนี ้ันจะนบั รวมตั้งแต่การ
ปฏบิ ตั งิ านเปน็ ผู้ฝึกหดั งานตามหลักสูตรการเรยี นการสอน ซึง่ การปฏบิ ัตงิ านดังกลา่ วอาจจะทำไปพร้อมกับการ
เรยี น ได้ดังนี้
1. การฝึกปฏิบตั งิ านน้จี ะมุง่ เน้นประสบการณ์ด้านวชิ าชพี และสภาพแวดล้อมของวชิ าชพี
2. การควบคมุ ดแู ลประกอบดว้ ย
1) ที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ทางด้านวิชาชีพ (Mentor) จากองค์กรหรือหน่วยงานที่เป็น
สมาชิก IFAC
2) ผู้จ้างงาน
3) ผูฝ้ กึ งาน
ในระหว่างการฝกึ งานตอ้ งมีการจดั ทำรายงานเพื่อใหท้ ี่ปรึกษาด้านวชิ าชพี ตรวจสอบเป็นระยะ
เมื่อครบตามกำหนดเวลาแล้ว ผู้ฝึกงานจะต้องจัดทำรายงานเพื่อให้ที่ปรึกษาด้านวิชาชีพ
ตรวจสอบหรอื บางครง้ั อาจมกี ารสอบสัมภาษณเ์ พิม่ เติม
จัดทำระบบที่มีการจัดทำรายงานเป็นระยะ ในกรณีที่ไม่สามารถไป ตรวจเยี่ยมสถานที่ท าการ
ของผ้จู ้างงานท่ผี ่านการพจิ ารณาแลว้ วา่ มกี ารเปลี่ยนแปลงอะไร
มีการศึกษาถึงความเหมาะสมของการฝึกปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับความต้องการของวิชาชีพ
บญั ชเี ป็นระยะ
2.3 แนวคดิ เกี่ยวกบั นกั วชิ าชพี บญั ชี สมรรถนะทางบัญชี
1. แนวคิดเกีย่ วกับนักวิชาชีพบญั ชี
มาตรฐานการศึกษาระหว่างประเทศ สำหรับวิชาชีพบัญชี ( International Education
Standards for Professional Accountants: IES) เป็นมาตรฐานสากลของวิชาชีพบัญชี เพื่อสร้างกรอบใน
การวางแผนการจัดหลกั สตู รการศกึ ษา และเปน็ แนวทางสาหรับสรา้ งผู้ประกอบวชิ าชพี บญั ชีทมี่ มี าตรฐานสากล
19
เพื่อสร้างความเข้มแข็งต่อวิชาชีพบัญชีที่จะก้าวให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับประเทศสมาชิก
ของสหพันธ์นกั บัญชรี ะหวา่ งประเทศ (International Federation of Accountants: IFAC) ซ่งึ ประเทศไทยก
เป็นสมาชิกหนงึ่ ในนั้นดว้ ย ซง่ึ ประกอบไปดว้ ย หัวข้อหลกั ดังต่อไปน้ี
คุณสมบัตินักวิชาชีพบัญชีที่สามารถแข่งขัน ได้แก่ ความรู้ความสามารถในการทำงานตามสาขา
วิชาชีพที่สำเรจ็ คือ งานด้านบัญชี รวมทั้งความสามารถในการทำงานที่สามารถประยกุ ต์ได้กับทุกสถานการณ์
ซึ่งสงิ่ ทีแ่ สดงถึงลกั ษณะของความสามารถท่สี ำคญั ของนกั บัญชี มดี งั น้ี
1. ทัศนคติ (Attitudes) นักบัญชีต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน รวมทั้งทัศนคติที่จะปฏิบัติงาน
ดว้ ยความซ่ือสัตย์ เปน็ ธรรม ตามคุณสมบตั ิทีก่ ำหนดไว้ของนกั บญั ชี
2. ลักษณะทางพฤติกรรม (Behavioral Skills) เป็นบุคลิกภาพส่วนตัวที่จำเป็นต่อการประกอบ
อาชีพของนักวิชาชีพบัญชี ซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสายงานอื่น ลักษณะทาง7พฤติกรรมที่สำคัญ ได้แก่
ความเป็นผนู้ ำ การปรับตัวเข้ากบั ผูอ้ ืน่ ได้ การให้ข้อมูลท่ีเหมาะสม การเปดิ ใจรบั ฟงั ความ
3. ความคิดที่เป็นระบบและกว้างไกลในทางธุรกิจ (Broad Business Perspective)เนื่องจากนัก
บัญชี เป็นบุคคลที่ทำงานอยู่กับข้อมูลของธุรกิจ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะส่งผลต่อคุณภาพการตัดสินใจของ
ผู้บริหารหารในทุกระดับ ดังนั้น นักบัญชีจึงต้องเป็นผู้ที่เข้าใจแนวคิดด้านการบริหาร ตลอดจนมุมมองใหม่ใน
เครื่องมือทางการบรหิ าร เพื่อนำมาปรับใช้ในองค์กร ขณะเดียวกันนักบัญชีตอ้ งสามารถคาดการณ์ โอกาสและ
ภยันตรายที่จะกระทบต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจด้วย ความคิดที่เป็นระบบทางธุรกิจธุรกิจ เช่น การมี
ความคิดในเชิงกลยุทธ์จะนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน รวมทั้งความรู้ในธุรกรรมใหม่ ๆ ด้วย เช่น
ความรู้เกย่ี วกบั เครอ่ื งมอื ทางการเงินทซ่ี ับซ้อน เปน็ ตน้
4. ความรู้ทางด้านทักษะในการปฏิบัติหน้าที่ (Functional Skills) นักบัญชตี อ้ งเป็นผู้ท่ีมีทักษะใน
การปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องในสาขาอาชีพตน เช่น การวิเคราะห์ความเสี่ยงบนพื้นฐานทฤษฎีและปัจจัย
แวดล้อมทีเ่ กี่ยวข้องสมั พันธ์กนั การจำลองสถานการณ์การตัดสินใจเพ่อื ลดความเสีย่ ง การวัดมูลคา่ การรายงาน
ตลอดจนการปฏิบตั ติ ามกฎหมายและข้อบงั คับอน่ื
5. ความรู้ทางด้านเทคนิคเฉพาะด้าน (Technical Knowledge) เช่น เทคนิคการตรวจสอบ
เทคนิคการจัดวางระบบบัญชี เปน็ ต้น
6. นกั บัญชตี อ้ งมีทักษะด้านการเรียนรู้อย่างชาญฉลาด (Intellectual Skills) กลา่ วคือ ต้องเป็นผู้
ที่มีความสามารถระบุและแก่ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ มีการทำวิจัย การคิดอย่างมีเหตุและผลเชิงวิเคราะห์
อยา่ งรอบคอบ สามารเข้าใจสารสนเทศจากผ้อู ื่น หรอื จากสิง่ พมิ พ์และแหลง่ ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ได้
1) ข้อกำหนดในการรับบุคคลเข้าสู่โปรแกรมการศึกษาวิชาชีพบัญชี (Entry Requirements to
a Program of Professional Accounting Education)
2) องค์กระกอบของโปรแกรมการศึกษาวิชาชีพ (Content of Professional Accounting
Education Programs)
3) ทักษะความเปน็ มอื อาชพี (Professtional Skill)
4) คณุ ค่าแหง่ วิชาชีพ จรรยาบรรณและทัศนคติ (Professional Values, Ethics and Attitudes)
20
5) ประสบการณ์ในการทำงาน (Practical Experience Requirement)
6) การประเมินศักยภาพ และความสามารถของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี (Assessment of
Professional Capabilities and Competence)
7) โปรแกรมการพัฒนาการและการเรียนรู้ต่อเนื่องเพื่อการพัฒนาความสามารถทางวิชาชีพ
( Continuing Professional Development : A Program of Lifelong Learning and Continuing of
Development of Professional Competence)
แนวคิดเกี่ยวกับผู้ทำบัญชีตามพระราชบัญญัติ พ.ศ. 2543 และพระราชบัญญัติตามวิชาชีพบัญชี
พ.ศ. 2547
ผ้ทู ำบัญชี หมายถึง ผู้รบั ผิดชอบในการทำบัญชขี องผมู้ หี นา้ ที่จดั ทำบัญชี ได้แก่
1. ผู้อำนวยการฝ่ายบัญชี สมุห์บัญชี หัวหนาแผนกบัญชี หรือตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมี
หน้าท่ีรับผิดชอบเชน่ เดยี วกนั กบั ผดู้ ำรงตำแหน่งดงั กลา่ ว กรณที ่เี ปน็ พนกั งานของผูม้ ีหน้าทจ่ี ดั ทำบญั ชี
2. หัวหน้าสำนักงาน กรณีทีเ่ ปน็ สำนักงานบรกิ ารรบั ทำบญั ชี มไิ ด้จัดตัง้ ตามรปู แบบคณะบุคคล
3. ผเู้ ปน็ หุ้นสว่ น ซง่ึ รับผดิ ชอบในการใหบ้ ริการทำบัญชี กรณีท่ีเป็นสำนกั งานรบั ทำบญั ชที จี่ ดั ตั้งใน
รปู คณะบคุ คล
4. กรรมการหรือผู้เป็นหุ้นส่วนซึ่งรับผิดชอบในการให้บริการรับทำบัญชี กรณีที่เป็นสำนักงาน
บริการรบั ทำบัญชีที่จดทะเบยี นจดั ตั้งเปน็ นติ ิบคุ คล
5. บคุ คลธรรมดา กรณีที่เป็นผ้รู บั ทำบญั ชีอสิ ระ
6. ผู้ช่วยทำบัญชี คือ ผู้ทำบัญชีที่รับทำบัญชีของผู้มีหน้าทีจ่ ัดทำบัญชีปีละเกินกว่า 100 รายต้อง
จดั ใหม้ ีผชู้ ่วยทำบัญชีซึ่งมีคุณวุฒิเชน่ เดยี วกับผทู้ ำบัญชีอย่างน้อย 1 คน ในทกุ ๆ 100 รายต้องจัดให้มีผู้ช่วยทำ
บัญชีซึ่งมีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ทำบัญชีอย่างน้อย 1 คน ในทุก ๆ 100 รายที่เกิน 100 รายแรก เศษของ 100
ถ้าเกนิ กว่า 50 ให้นบั เป็น 100 การนบั จำนวนของผ้มู หี น้าที่จัดทำบัญชี ไมใ่ ห้รวมถงึ ผมู้ ีหนา้ ทจ่ี ดั ทำบญั ชีที่ไม่ได้
ทำการค้าขาย หรือประกอบการงานแล้ว หรอื ทย่ี ังไม่ไดเ้ รม่ิ การคา้ ขายหรือประกอบการงาน
พยอม สงิ ห์เสน่ห์ (2544 : 15) ไดใ้ ห้ความหมาย ผู้ทำบญั ชี หมายถึง ผรู้ ับผิดชอบในการทำบัญชี
ของผู้มีหน้าที่จัดทำบัญชีไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างของผู้มีหน้าที่จัดทำบญั ชีหรือไม่ก็ตามซึ่งได้แก่ พนักงานบัญชีของ
บริษัท หรือผู้รับจ้างทำบัญชีอิสระ หรือสำนักงานบัญชี และต้องจัดทำบัญชีให้เป็นไปตามความจริงตาม
มาตรฐานการบัญชี โดยมเี อกสารหลกั ฐานทเ่ี ก่ยี วของอยา่ งครบถ้วน
อนุรักษ์ ทองสุโขวงศ์ และพรสรรค์ ทองสุโขวงศ์ (2547 : 14) ได้กล่าวถึง นักบัญชีจำเป็นต้องมี
ทศั นคติทจ่ี ะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การศกึ ษาและประสบการณ์ทางการบัญชีเปน็ การให้ความรู้ทักษะและคุณค่า
ทางวิชาชีพเพื่อให้กับนักบัญชีสามารถเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ตลอดระยะเวลาท่ี
ปฏิบตั ิงานวิชาชพี ซึ่งหมายรวมถงึ การสนใจใฝ่ร้สู ่งิ ต่าง ๆ รอบตวั เช่น ความรู้เก่ยี วกบั สังคม เศรษฐกจิ การเมอื ง
เป็นต้น ซึ่งหมายรวมถึงการสนใจใฝ่รู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวนักบัญชีจึงควรจะมีความรู้ ความสามารถและความ
ชำนาญในดา้ นต่าง ๆ ดังน้ี
21
ด้านความรู้ ต้องการเน้นให้มีความตระหนกั ถึงการให้บริการ ความรู้ที่จำเป็นในสถาบันการศึกษา
ซง่ึ เป็นการเตรยี มพื้นฐานและความพร้อมก่อนเป็นนกั บัญชี โดยแบ่งความรู้ออก 4 ประเภทดังน้ี
1) ความรู้ทั่วไป รวมถึงความรู้เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครองวิทยาศาสตร์
ความรู้และความซาบซ้ึงในศิลปะ วรรณกรรม และวฒั นธรรม ความสามารถในการคิดอา่ น เขียน การวเิ คราะห์
วิจารณ์ เป็นต้น ความรู้ทั่วไปนี่ช่วยให้นักบัญชมี ีความรอบรู้ความสามารถในการใช้ดุลยพินิจ และมีปฏิสัมพันธ์
กับบุคคลอื่น ซึ่งการศึกษาดังกล่าวจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ในการกระตุ้นให้เกินการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และ
เป็นจุดเร่ิมต้นของวิชาชพี
2) ความรู้เกี่ยวกับธุรกิจและการจัดการทั่วไปรวมถึงเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมองค์การ การตลาด
การจัดการธุรกิจระหวา่ งประเทศ การวิเคราะห์เชงิ ปริมาณ และสถิติ เป็นต้นความรู้ในส่วนนีม้ ีความจำเป็นต่อ
หน้าทีง่ านทีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั วชิ าชพี
3) ความรู้เกี่ยวกบั เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงแนวคิดและการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศ การ
ควบคุมภายในสำหรับธุรกิจที่ใช้คอมพิวเตอร์ ความรู้ในส่วนนี้มีความสำคัญเนื่องจากเทคโนโลยีสารสนเทศมี
ผลกระทบต่อบทบาทนักบญั ชี ความรูเ้ กยี่ วกับเทคโนโลยีสารสนเทศอาจได้มาจากการจดั ให้มกี ารเรยี นการสอน
การสอนเกย่ี วกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นวชิ าเฉพาะหรอื ผสมผสานเขา้ กับเนือ้ หาวชิ าอ่ืน
4) ความรู้ด้านการบัญชีและด้านที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบัญชีการเงิน รายงานการเงินการสอบบัญชี
กฎหมายธุรกิจ ภาษีอากร การควบคุมและการตรวจสอบภายใน การเงินธุรกิจและการจัดการทางการเงิน
จรรยาบรรณวิชาชีพ เปน็ ตน้ ความรู้ในสว่ นนเี้ ป็นพืน้ ฐานความรู้ที่เกี่ยวขอ้ งโดยตรงกบั วชิ าชพี
ด้านความสามารถ นกั บัญชคี วรมคี วามสามารถในเรือ่ งทจ่ี ำเป็นตอ่ ไปนี้
1) ความสามารถในการใช้เหตุผล (Intellectual Skill) รวมถึงความสามารถในการใช้ดุลยพินิจ
ในสถานการณ์ที่ซ้ำซ้อน ความสามารถในการถามและวิจารณ์อย่างมีเหตุผล10ความสามารถในการระบุและ
แกป้ ญั หา การจดั ลำดบั ความสำคญั ของงาน ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อม เป็นต้น
2) ความสามารถในการปฏิสัมพันธ์ (Interpersonal Skill) รวมถึงความสามารถในการทำงาน
ร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีม การจูงใจ การมอบหมาย การเป็นผู้นำ การเจรจาต่อรองการแก้ปัญหาความ
ขดั แยง้ เปน็ ต้น
3) ความสามารถในการสื่อสาร (Communication Skill) รวมถึงความสามารถในการฟัง การ
อา่ น การปรึกษาหารือ การนำเสนอ การแสดงความคดิ เห็นอย่างเปน็ ทางการและไม่เป็นทางการ การใชข้ ้อมูล
รายงาน ส่ิงพิมพ์ และส่ืออิเลก็ ทรอนิกส์ เปน็ ตน้
ความชำนาญความตั้งใจที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดความชำนาญในวิชาชีพการให้
การศึกษา ทำให้นักบัญชีตระหนักถึงคุณค่าทางวิชาชีพ และปฏิบัติตนอยา่ งมคี ุณธรรม เพื่อประโยชน์ตอ่ สังคม
และวิชาชีพ คุณค่าทางวิชีพที่นักบัญชีจำเป็นต้องมี ได้แก่ ความตั้งใจในการปฏิบัติงานอย่างมีคุณธรรม ความ
เที่ยงธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต ความเป็นอิสระตามมาตรฐานของวิชาชีพ มรรยาทของวิชาชีพ ความสำนึกต่อ
ความรบั ผดิ ชอบทางสงั คม เปน็ ตน้
22
ประสบการณ์ทางวิชาชีพ ระยะเวลาการฝึกหัดงานหรือการปฏิบัติงานที่เหมาะสมของนักบัญชี
เป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งที่สำคัญสำหรับประสบการณ์ ทางวิชาชีพที่เกี่ยวข้องซึ่ง ทำให้มั่นใจว่านักบัญชีมี
ความรู้ ความสามารถในการประยกุ ต์ ความรู้ ทกั ษะและคณุ คา่ ทางวิชาชพี ประสบการณ์ท่ีเก่ียวข้อง รวมถงึ การ
นำความรูด้านการบัญชี การใช้กับการดำเนินธุรกิจ การฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมความรู้ความสามารถทางวิชาชีพ
การประยุกต์ จรรยาบรรณวิชาชพี ในการปฏบิ ัตงิ าน เปน็ ต้น
ยรรยง ธรรมธัชอารี (2548 : 152-153) ได้กล่าวถึง คุณสมบัติสำคัญของนักบัญชี ว่าเนื่องจาก
วชิ าชีพบัญชีมีลกั ษณะงานทีแ่ ตกต่างจากวิชาชีพอื่นในหลาย ๆ ดา้ น อีกทงั้ บทบาทและหนา้ ที่ความรบั ผิดชอบก็
มีความสำคัญในการพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จที่มุ่งหวังไว้ นักบัญชีจึงจำเป็นต้องมีคุณสมบัติเด่นบางประการ
เพอ่ื ใหส้ ามารถทำงานได้สำเร็จลลุ ่วงดว้ ยดี เช่น
1. ความซื่อสตั ย์สุจรติ ด้วยเหตุที่งานบัญชีจำเปน็ ต้องเกี่ยวข้องกับการบรหิ ารเงินสดและการดแู ล
ทรัพย์สินอื่น ๆ ขิงกิจการ ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณสมบัติที่สำคัญอีกประการหน่ึงที่นักบัญชีควรจะต้องมี
และเป็นทไ่ี ว้วางใจของฝา่ ยบรหิ าร
2. ความละเอียดรอบคอบ งานบัญชี เป็นงานที่ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบค่อนข้างมาก
เนื่องจากเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลจำนวนมาก การตรวจเช็คและสอบทานงานเพื่อเพื่อให้มั่นใจถูกต้องจึง
เป็นเรือ่ งสำคัญ
3. ความยึดมั่นในการปฏิบัติตามระเบียบนักบัญชีทำความเข้าใจในระเบียบและ นโยบายทาง
การเงินอย่างถ่องแท้ โดยเฉพาะอย่างย่ิงในเรื่องท่ีเก่ยี วข้องกับระบบการควบคุมภายในท้ังนเี้ พื่อใช้อ้างอิงในการ
ตรวจสอบ ความถูกต้องของรายงานธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการเงินนักบัญชีต้องสามารถชี้แจงระเบียบท่ี
ถูกต้องทางการเงินให้ผู้บริหารได้เข้าใจ และยังต้องสามารถ บังคับใช้ระเบียบและนโยบายที่เกี่ยวข้องอย่าง
เคร่งครัด
4. การตดิ ตามงาน เพ่อื ใหก้ ารจัดทำบัญชี เปน็ ไปโดยถูกต้องเรียบร้อย นักบัญชตี อ้ งทำการติดตาม
งานต่าง ๆ ที่ค้างอยู่โดยเฉพาะอย่างย่ิงเพื่อให้เสร็จทันการปิดบัญชีประจำเดือนรายการที่ต้องให้ความสำคัญ
เปน็ ประโยชนใ์ นการปิดบัญชีละงวด ไดแ้ ก่
4.1 การตัดยอดซือ้ และขายตอนส้นิ เดอื น
4.2 การตดิ ตามการคืนเงนิ ล่วงหน้าทจ่ี ่ายให้พนักงาน
4.3 การตง้ั บัญชคี า่ ใชจ้ ่ายคา้ งจ่าย
4.4 การตัดบัญชคี ่าใช้จา่ ยจ่ายลว่ งหนา้
4.5. การตดิ ตามขอคนื ภาษีมลู คา่ เพมิ่ เปน็ ต้น
5. ความกล้าในการแสดงความคิดเหน็ นกั บัญชตี ้องกล้าแสดงความคดิ เหน็ โดยอาศยั ข้อมูลที่มีอยู่
กับความรู้ทางด้านภาษีอากร ทั้งนี้เพื่อป้องกัน ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น ในบางครั้งจำเป็นต้องเป็นผู้เริ่มใน
การแกปัญหาโดยการรียกประชุมผู้ที่เกี่ยวข้องจากฝ่ายต่าง ๆ เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่าง
ทันท่วงที
23
6. ทักษะในการติดต่อสื่อสาร ในบางครั้งเราอาจได้ยินการพูดภาษาบัญชีในทำนองที่ยากต่อการ
ทำความเข้าใจของผู้ฟัง เนื่องจากตัวเลขทางบัญชีถูกจัดทำขึ้นโดยอาศัยหลักการบญั ชีทีม่ ีอยู่การอธิบายข้อมลู
โดยนกั บญั ชีจึงมกั มีการใช้ศัพท์ทางบัญชี หรืออธบิ ายจากผู้คุ้นเคยตำเลขทางบัญชีซ่งึ ยากต่อการเข้าใจของผู้ฟัง
ท่มี ใิ ชน่ กั บัญชี นักบญั ชจี งึ ต้องมที กั ษะในการส่ือสารทด่ี เี พอ่ื สรา้ งความเข้าใจทด่ี ีให้เกิดข้นึ
7. การรักษาความลับ นักบัญชีมีโอกาส ที่จะได้รับข้อมูลสำคัญทางการเงินก่อนผู้อื่นหรือเป็น
ข้อมูลที่คนอื่นไม่ควรรู้ เช่น เงินเดือนของผู้บริหารหรือพนักงาน เป็นต้น การเก็บรักษาข้อมูลอันเปน็ ความลับ
ทางธุรกิจ เช่น ราคาขายหรืองบประมาณในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อดำเนินธุรกิจให้ประสบ
ผลสำเรจ็ นักบญั ชีจงึ ตอ้ งเก็บรักษาความลับในเรอ่ื งต่าง ๆ เปน็ อย่างดี
2. แนวความคดิ เกี่ยวกับสมรรถนะทางบัญชี
ในการศึกษา สมรรถนะของนักบัญชีวิชาชีพ ในมุมมองของผู้บริหารงานสายบัญชีที่ปฏิบัติงาน
อยใู่ นเขตนิคมอุสาหกรรมแห่งประเทศไทย คณะผวู้ ิจัยได้ทบทวนวรรณกรรมส่วนของคำนยิ ามและความหมาย
เก่ียวกบั สมรรถนะ ดังน้ี
คำนิยามของสมรรถนะ (Competencies)
คำว่า “สมรรถนะ” ปรากฏในงานวิจัยหลายงาน ตัวอย่างเช่น ขจรศักดิ์ หาญณรงค์ (2544)
กล่าวว่าสมรรถนะคือ“ สิ่งที่แสดงออกถึงคุณลักษณะและคุณสมบัติของบุคคลรวมถึงความรู้ทักษะและ
พฤติกรรมที่แสดงออกมาซึ่งทำให้บรรลุถึงผลสำเร็จในการปฏิบัติงานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงกว่า
มาตรฐานทั่วไป” ส่วนณรงค์วิทย์ แสงทอง (2547: 10-11) ได้อธิบายว่าสมรรถนะคือ“ ความสามารถหรือ
สมรรถนะของผู้ดำรงตำแหน่งงานทีง่ านนั้นๆต้องการซึง่ หมายความรวมถึงพฤติกรรมความเชือ่ ทัศนคติอุปนิสัย
สว่ นลึกส่วนบุคคลดว้ ย”
สมรรถนะตามความหมายของ IES คือความรู้ความสามารถของนักวิชาชีพบัญชีในการปฏิบัติ
หน้าที่ให้ได้ตามที่มาตรฐานกำหนดไว้และลักษณะส่วนบุคคลที่ส่งเสริมความรู้ความสามารถเพื่อเพิ่มศักยภาพ
ในการปฏิบัติงานการวัดสมรรถนะสามารถกระทำได้หลายวิธีเช่นการปฏิบัติงานจริงในสถานที่ทำงานการ
จำลองการปฏิบัติงานการทดสอบโดยการเขียนตอบอัตนัยหรือทดสอบโดยการสัมภาษณ์และการวัดผลด้วย
ตนเอง (สภาวชิ าชีพบญั ชี, 2560)
Boyatzis (1982) ได้อธิบายว่าสมรรถนะหมายถึงความสามารถที่มีอยู่ในตัวบุคคลซึ่งกำหนด
พฤติกรรมหรือการกระทำของบุคคลเพื่อให้บรรลุถึงความต้องการของงานภายใต้ปัจจัยสภาพแวดล้ อมของ
องค์กรและทำให้บุคคลมงุ่ มน่ั ไปสผู่ ลลพั ธ์ทตี่ ้องการ
จากความหมายข้างต้นอาจทำให้สามารถสรุปได้ว่าสมรรถนะของนักวิชาชีพบัญชีน่าจะ
หมายความรวมถึงความรู้ทางวิชาชีพ (Professional knowledge) ความรู้อื่นๆที่เกี่ยวข้อง (Related
knowledge) ทักษะทางวิชาชีพ (Professional Skills) และคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล (Personal
attributes) ซึ่งแสดงออกมาในรูปของแนวการทำงานความคิดและพฤติกรรมในการทำงานทั้งนี้นักวิชาชีพ
บัญชีควรมีการพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อการทำงานในการประกอบวิชาชีพสำเร็จตามเป้าหมายของ
องค์กรดงั นัน้ สมรรถนะของนักวชิ าชพี บัญชีควรประกอบด้วยองคป์ ระกอบหลกั 4 อยา่ งดงั นี้
24
1. ความรทู้ างวชิ าชีพ (Professional knowledge)
2. ความร้อู นื่ ๆท่เี กีย่ วข้อง (Related knowledge)
3. ทักษะทางวชิ าชีพ (Professional Skills)
4. คณุ ลักษณะเฉพาะสว่ นบคุ คล (Personal attributes)
ประเภทของสมรรถนะ
ในการจัดแบ่งประเภทของสมรรถนะนั้นมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้แนวทางที่แตกต่างกัน
ออกไปโดยทั่วไปสมรรถนะสามารถแบ่งได้ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้งานและตามประเภทของการ
พัฒนา
1. สมรรถนะตามวตั ถุประสงคข์ องการทำไปใช้งานหากแบ่งตามวตั ถุประสงคข์ องการทำไปใช้งาน
สมรรถนะสามารถแบ่งออกไดเ้ ป็น 2 ประเภทคือสมรรถนะท่ีเน้นตามแนว British approach ซึง่ เป็นสมรรถนะ
ที่กำหนดเฉพาะงานและเป็นไปตามความต้องการเฉพาะวิชาชีพและส่วนสมรรถนะที่เน้นตามแนว American
approach จะมีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาบุคลากรสมรรถนะตามแนวคิดนี้จะต้องพัฒนาบุคลากรตาม
แนวทางท่อี งคก์ รต้องการ (ชูชยั สมิทธไิ กร 2550. : 29)
2. สมรรถนะตามประเภทของการพัฒนา
สมรรถนะแบ่งตามประเภทของการพัฒนาได้เป็น 2 ประเภทคือสมรรถนะหลัก (Core
competency) ซงึ่ เปน็ คุณลกั ษณะที่พนักงานในองค์กรจำเป็นต้องพัฒนาเพ่ือใหต้ รงตามความต้องการโดยรวม
ขององค์กรและสมรรถนะตามสายงาน (Functional competency) ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่พนักงานที่
ปฏิบตั งิ านในตำแหนง่ ต่าง ๆ นน้ั ควรพฒั นาให้เหมาะสมกับหน้าท่ีและความรับผดิ ชอบเฉพาะอย่าง
สำหรับงานวิจัยในประเทศไทยนั้นมีงานวิจัยมากมายได้ศึกษาเ กี่ยวกับเรื่องสมรรถนะทั้งนี้
รัตนาภรณ์ ศรีพยัคฆ์ (2548) โดยได้ทำการศึกษาในเร่ืองสมรรถนะของข้าราชการของสำนกั งานก. พ. โดยใช้
เกณฑ์ในการกำหนดสมรรถนะต้นแบบ Competency Model ของระบบราชการไทยโดยแบ่งสมรรถนะเป็น
2 ประเภทคือสมรรถนะหลัก (Core Competency) และสมรรถนะประจำกลุ่มงาน (Functional
competency)
สมรรถนะหลัก (Core Competency) คือคณุ ลกั ษณะร่วมของขา้ ราชการพลเรือนทุกตำแหน่งท้ัง
ระบบกำหนดขึ้นเพื่อหล่อหลอมค่านิยมและพฤติกรรมที่พึงประสงค์ร่วมกันประกอบด้วย 5 สมรรถนะดังนี้ 1)
การมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Achievement Motivation) 2) การบริการที่ดี (Service Mind), 3) การสั่งสมความ
เชี่ยวชาญในงานอาชพี (Expertise) 4) จริยธรรม (Integrity) และ 5) ความรว่ มแรงรว่ มใจ (Teamwork)
สมรรถนะประจำกลมุ่ งาน (Functional competency) คือสมรรถนะที่กำหนดเฉพาะสำหรับแต่
ละกลุ่มงานเพื่อสนับสนุนให้ข้าราชการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมแก่หน้าที่และส่งเสริมให้สามารถปฏิบัติ
ภารกจิ ในหน้าที่ไดด้ ยี ิ่งขึ้น
25
2.4 แนวคดิ ทฤษฎกี ารรับรคู้ วามสามารถของตนเอง
ทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง พัฒนามาจากทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคม (Social
Learning Theory:SCT) ซึ่งเป็นทฤษฎีที่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการพัฒนาเทคนิคการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
ทฤษฎีนี้พัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวแคนาดา Albert Bandura โดย Bandura ศึกษาความเชื่อของบุคคลเรื่อง
ความสามารถใน การกระทำสิ่งใดสง่ิ หน่ึงด้วยความสามารถตนเอง (Self - efficacy) 7, 8 ซ่ึงมีอิทธิพลท่ี
จะช่วยให้บุคคลปฏิบัติตนเฉพาะอย่างได้ พื้นฐานแนวคิดที่เกี่ยวกับการรับรู้ความสามารถของตนเองน้ัน
Bandura เชื่อว่าในการศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์จะต้องวิเคราะห์เงื่อนไขและสิ่งเร้าที่จะมาเสริมแรงให้
เงื่อนไขนั้นคงอยู่ พฤติกรรม การเรียนรู้ของมนุษย์จึงเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ขององค์ประกอบ
หลายอย่างโดยมีพันธุกรรม สภาพแวดล้อมสังคม ประสบการณ์ ความสามารถเฉพาะตัวของบุคคลผสมผสาน
กันซึ่งยากแก่การตัดสินว่าพฤติกรรมนั้นๆ เกิดจากสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ ซึ่งถ้าหากบุคคลมีการรับรู้
ความสามารถตนเอง (perceived self-efficacy) และคาดหวังในผลลัพธ์ของการปฏิบัติ (outcome
expectations)เขาจะแสดงซึ่งพฤติกรรมนั้นให้บรรลุเป้าหมาย ที่กำหนด 9สาเหตุของพฤติกรรมที่เกิดข้ึน
ตามแนวคิดพื้นฐานของทฤษฎีการเรียนรู้ทางปัญญาสังคมนั้น Bandura มีความเชื่อว่าพฤติกรรมไม่ได้เกิดข้ึน
และเปลี่ยนแปลงไปเนื่องจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยส่วนบุคคลร่วมด้วย
และการร่วมของปัจจัยส่วนบุคคลนั้นจะต้องร่วมกันในลักษณะที่กำหนด ซึ่งกันและกัน กับปัจจัยทางด้าน
พฤติกรรมและสิง่ แวดล้อม ซึ่งเรียกว่า Reciprocal Determinism
P
BE
ภาพที่ 2.4 รูปภาพแสดงโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสามองค์ประกอบซึ่งเป็นตัวกำหนดท่ีมอี ิทธิพลเชงิ เหตุผล
ซ่งึ กันและกัน
26
ปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัย ได้แก่ B คือ พฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง P คือ องค์ประกอบของบุคคล และ E คือ
องคป์ ระกอบของส่ิงแวดล้อม ที่ทำหนา้ ที่กำหนดซึ่งกันและกันนั้นไม่ได้หมายความวา่ ทั้ง 3 ปัจจยั นั้นจะมีอิทธิพลใน
การกำหนดซึ่งกันและกันอย่างเท่าเทียม บางปัจจัยอาจมีอิทธิพลมากกว่าอีกปัจจัยและอิทธิพลของปัจจัยทั้ง 3 นั้น
ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันหากแต่ต้องอาศัยเวลาในการที่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะมีผลต่อการกำหนดปัจจัยอื่นๆจาก
แนวคดิ พืน้ ฐานดังกล่าวทฤษฎปี ัญญาสงั คมของBandura จึงไดเ้ น้นแนวคิด 3 ประการได้แก่
1. แนวคิดการเรียนรู้โดยการสังเกต (ObservationalLearning)
2. แนวคดิ การกำกบั ตนเอง (Self - regulation)
3. แนวคดิ การรับรู้ความสามารถตนเอง (Self -efficacy)
แนวคิดการรบั รู้ความสามารถตนเอง ประกอบดว้ ยความคาดหวงั ในความสามารถของตนเอง และ
ความคาดหวังในผลของการกระทำ ในระยะแรกปี ค.ศ.1977 Bandura7 เสนอแนวคิดของความคาดหวัง
ในความสามารถตนเอง (Efficacy-Expectation) โดยให้ความหมายว่า เป็นความคาดหวังที่เกี่ยวข้องกับ
ความสามารถของตนในลักษณะที่เฉพาะเจาะจงและความคาดหวังนี้เป็นตัวกำหนดการแสดงออกของพฤติกรรม
ต่อมาปี ค.ศ. 19869 ไดใ้ ชค้ ำว่า การรบั รู้ความสามารถของตนเอง (Perceived Self-Efficacy) โดยใหค้ ำจำกัดความ
ว่าเป็นการที่บุคคลตัดสินใจเกี่ยวกับความสามารถของตนเองที่จะจัดการและดำเนินการกระทำพฤติกรรมให้บรรลุ
เป้าหมายที่กำหนดไว้จากแนวคิดดังกล่าว Bandura ได้พัฒนาและทดสอบทฤษฎีการรับรู้ความสามารถตนเอง
(Self-efficacy) โดยมสี มมตฐิ านของทฤษฎีคือ ถ้าบคุ คลมีการรับรู้หรือมีความเชื่อในความสามารถตนเองสูงและเมื่อ
ทำแล้วจะได้ผลลพั ธ์ตามที่คาดหวงั ไว้ บคุ คลน้ันกจ็ ะมีแนวโน้มจะปฏิบัติ
บุคคล พฤตกิ รรม ผลทีเ่ กดิ ขึ้น
การรบั รู้ความสามารถตนเอง ความคาดหวังในผลลัพธท์ จี่ ะเกิดข้นึ
(Perceived Self-efficacy) (Outcome Expectation)
ภาพท่ี 2.5 รูปภาพแสดงความแตกต่างระหวา่ งการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวงั ในผลลัพธท์ ี่จะ
เกิดข้ึน
27
จากโครงสรา้ งของทฤษฎีแสดงใหเ้ ห็นองค์ประกอบที่สำคญั ดังน้ี
1) การรับรู้ความสามารถตนเอง (PerceivedSelf-Efficacy) หมายถึงการตัดสินความสามารถของ
ตนเองว่าจะสามารถทำงานได้ในระดับใด หรือเป็นความเชื่อของบุคคลเกีย่ วกับความสามารถในการกระทำส่งิ
ใดส่ิงหนง่ึ ซงึ่ มีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิต ความเชือ่ ในความสามารถตนเองพิจารณาจากความรู้สึก ความคิด การ
จูงใจ และพฤตกิ รรม
2) ความคาดหวังของผลลัพธ์ (OutcomeExpectation) หมายถึงความเชื่อที่บุคคลประเมินค่า
พฤติกรรมเฉพาะอย่างที่จะปฏิบัติ อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ตามที่คาดหวังไว้เป็นการคาดหวังในสิ่งที่จะเกิดข้ึน
สืบเนื่องจากพฤติกรรมที่ได้กระทำโดยองค์ประกอบทั้ง 2 ข้างต้น ได้แก่การรับรูค้ วามสามารถของตนเอง และ
ความคาดหวังผลลัพธ์ มีผลตอ่ การตัดสนิ ใจที่จะกระทำพฤติกรรมของบุคคลนั้น ๆ กลา่ วคือหากบุคคลมีการรับ
รูความสามารถตนเองและมีความคาดหวังของผลลัพธ์ที่จะเกดิ ขนึ้ สูงท้ังสองด้าน จะทำให้บุคคลมีแนวโน้มท่ีจะ
แสดงพฤติกรรมอยา่ งแน่นอน แตถ่ า้ มีเพยี งด้านใดสงู หรือต่ำ บุคคลนัน้ มแี นว โนม้ ที่จะไมแ่ สดงพฤติกรรม
การรบั รู้ สูง สูง ตำ่
ความสามารถ ตำ่ มแี นวโนม้ ทจี่ ะทำแน่นอน มีแนวโน้มทจ่ี ะไมท่ ำ
ตนเอง มีแนวโน้มทจี่ ะไม่ทำ มีแนวโนม้ ท่ีจะไม่ทำแน่นอน
ภาพท่ี 2.6 รูปภาพแสดงความสมั พันธ์ระหว่างการรับรู้ความสามารถตนเองและความคาดหวงั ในผลลัพธ์ที่จะ
เกิดขึ้น
2.5 งานวิจัยทเ่ี กยี่ วขอ้ ง
อนุรักษ์ กระต่ายทอง. ( 2561 : บทคัดย่อ ) ได้ศึกษา ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อสมรรถนะของผู้ตรวจสอบ
ภายใน บริษัทกลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหารมิ ทรัพย์ ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของผู้ตรวจสอบภายใน บริษัทจด
ทะเบียนในตลาดหลกั ทรัพย์แห่งประเทศไทยกลมุ่ ธรุ กิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ
ปัจจัย แรงจูงใจของผู้ตรวจสอบภายในในการปฏิบตั ิงานที่ส่งผลต่อสมรรถนะของผู้ตรวจสอบภายในบริษัทจด
ทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก
สำหรับผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยด้านความสำเร็จในการทำงานและปัจจยั ดา้ นความรับผิดชอบมี
อิทธิพลต่อสมรรถนะของผู้ตรวจสอบภายใน บริษทั กลุ่มธรุ กจิ พัฒนาอสงั หาริมทรพั ยอ์ ย่างมนี ยั สำคญั ทางสถิติท่ี
ระดบั 0.05
ยศพล พิชญเดชาวงศ์. ( 2561 : บทคัดย่อ ) ได้ศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะการบริหารงาน
บุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร พบว่า 1) สมรรถนะการ
28
บริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมอยู่ใน
ระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ผลการวิจัยพบว่า การให้คำปรึกษาและแก้ไขปัญหาการปฏิบตั ิงานอย่ใู น
ระดบั มาก รองลงมา การเสริมสรา้ งขวัญและกำลังใจและสรรหาบุคลากรอยู่ในระดับนอ้ ยที่สดุ 2) ปัจจัยที่สง่ ผล
ต่อสมรรถนะการบริหารงานบุคคลของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ความผูกพันกับองค์การความก้าวหน้าใน
อาชีพการบริหารแบบมีส่วนร่วม และค่าตอบแทนและสวัสดิการ ตามลำดับ โดยปัจจัยดังกล่าวสามารถ
พยากรณ์ไดร้ ้อยละ 81.70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติท่ี 0.05
ยาใจ ธรรมพิทักษ์ ( 2559 : บทคัดย่อ ) ได้ศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาสมรรถนะของพนักงาน
โรงแรมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ผลการวิจัยพบว่า พนักงานโรงแรมที่เพจ อายุ ตำแหน่งงาน
ประสบการณ์ทำงานทีแ่ ตกต่างกันมผี ลตอ่ การพัฒนาสมรรถนะที่แตกต่างกัน และผลการวิเคราะหส์ มั ประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์แบบเพียรส์ ัน พบว่า ปัจจัยด้านองค์การ ได้แก่ วัฒนธรรมองค์การและปัจจัยการรับรู้ความสามารถ
ของตนเองมีความสัมพันธ์ต่อการพัฒนาสมรรถนะของพนักงานโรงแรมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในท่ี
ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05
เบญญาภา เอกวัตร และ พิษณุ เฉลิมวัฒน์ ( 2556 : บทคัดย่อ ) ได้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อ
สมรรถนะการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยผลการวิจัย
พบว่า 1) สมรรถนะการปฏิบัติงานของพนักงานส่วนตำบลโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยสมรรถนะด้านความ
ร่วมแรงร่วมใจ อยู่ในอันดับแรก รองลงมา คือ ด้านความมุ่งผลสัมฤทธิ์ และจริยธรรม 2) ปัจจัยสนับสนุน
สมรรถนะกับสมรรถนะการปฏิบัติงานของพนักงานองค์การ บริหารส่วนตำบล โดยรวมมีความสัมพันธ์กันใน
ระดับสงู อยา่ งมีนยั ยะสำคญั ทางสถิติทรี่ ะดับ 0.01
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ งานวจิ ัย
การวิจยั ครั้งนเี้ ปน็ การวจิ ยั เชงิ สำรวจ (Survey Research) มีวตั ถปุ ระสงค์เพือ่ เพื่อศึกษาสมรรถนะของ
นักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ เพ่ือ
ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร ในบทนจ้ี ะกล่าวถึง
1. รปู แบบการวิจยั
2. ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
3. ตัวแปรและการวดั ตัวแปร
4. เครอื่ งมือทใี่ ช้ในการวจิ ยั
5. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล
6. การวเิ คราะห์ข้อมูล
โดยมีรายละเอียดดังนี้
3.1 รูปแบบการวจิ ยั
การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสมรรถนะของ
นักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และ เพื่อ
ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของนักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
3.2 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักศึกษาภาคสมทบ สาขาการบัญชี
คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 120 คน โดยใช้เวลาดำเนินการเป็น
ระยะเวลา 4 เดอื น โดยเริม่ ตั้งแต่เดอื น กรกฎาคม - ตลุ าคม พ.ศ. 2564
3.3 ตวั แปรและการวัดตัวแปร
ในการศึกษาครั้งนีเ้ ปน็ การศกึ ษา ปจั จัยทส่ี ง่ ผลตอ่ สมรรถนะของนักศึกษา คณะบรหิ ารธุรกจิ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร โดยได้กำหนดตัวแปรไว้ ดังน้ี
3.3.1 ตัวแปรอิสระ (Independent Variable) ได้แก่ ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะ
บรหิ ารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จำนวน 3 ปัจจัย คือ ปัจจยั ด้านครอบครัว ปัจจัยด้าน
สภาพแวดลอ้ ม ปจั จัยดา้ นประสบการณ์
30
3.3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่ สมรรถนะของนักศึกษาด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้าน
ความสามารถของนกั ศึกษา คณะบริหารธรุ กิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
3.4 เครอ่ื งมือทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ แบบสอบถาม (Questionnaire)
ซงึ่ มีลกั ษณะเป็นแบบสอบถามปลายปิด โดยแบ่งแบบสอบถามออกเปน็ 3 ส่วน ดงั นี้
3.4.1 ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบ (Checklist)
ประกอบด้วย เพศ อายุ สถานภาพ และรายไดเ้ ฉล่ยี ต่อเดือน
3.4.2 ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะ โดยใช้แบบมาตราส่วนประเมินค่า
(Rating Scale) 5 ระดบั ดังน้ี
ระดบั 1 หมายถึง มีผลกระทบน้อยทสี่ ดุ
ระดับ 2 หมายถึง มผี ลกระทบน้อย
ระดบั 3 หมายถงึ มีผลกระทบปานกลาง
ระดับ 4 หมายถึง มผี ลกระทบมาก
ระดับ 5 หมายถงึ มีผลกระทบมากที่สุด
และแบ่งคำถามออกเป็น 3 ด้าน คือ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัย
ด้านประสบการณข์ องนักศึกษา
3.4.3 ส่วนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะ โดยใช้แบบมาตราส่วนประเมินค่า (Rating Scale) 5
ระดับ ดังน้ี
ระดับ 1 หมายถึง มีสมรรถนะน้อยที่สุด
ระดับ 2 หมายถงึ มสี มรรถนะน้อย
ระดับ 3 หมายถึง มีสมรรถนะปานกลาง
ระดับ 4 หมายถึง มสี มรรถนะมาก
ระดบั 5 หมายถงึ มีสมรรถนะมากท่สี ุด
และแบ่งคำถามออกเป็น 3 ด้าน คือ สมรรถนะด้านความรู้ สมรรถนะด้านทักษะ และสมรรถนะ
ดา้ นความสามารถของนกั ศึกษา
3.4.4 สว่ นท่ี 3 ข้อเสนอแนะ
31
การตรวจสอบคุณภาพของเคร่อื งมือ
1. การทดสอบคุณภาพของแบบสอบถามโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory
Factor Analysis)
ทดสอบความเที่ยงตรงของแบบสอบถาม โดยค่าน้ำหนักปัจจัย (Factor Loading) ควรมีค่ามากกว่า
0.40 จึงเป็นที่ยอมรับ (Nunnally & Bernstein, 1994) จากการทดสอบคุณภาพ ของแบบสอบถามพบว่า
แบบสอบถามมีคา่ น้ำหนกั ปัจจัยมากกวา่ 0.40 ทั้งหมด จึงสามารถสรุปได้วา่ แบบสอบถามทีใ่ ช้ในการวิจัยครัง้
นีม้ ีความเหมาะสมและเทยี่ งตรง
2. การทดสอบความนา่ เชื่อถือ (Reliability)
ในการตรวจสอบคุณภาพของเครือ่ งมือ ผู้วิจัยไดท้ ำการตรวจสอบความเช่ือมั่น โดยได้ค่าความเชื่อมน่ั
ของแตล่ ะตวั แปรมากกวา่ 0.6 (Cronbach, 1951) แสดงให้เห็นวา่ ความเชอ่ื มน่ั ของเครอ่ื งมอื อยใู่ นระดบั สูง
3.5 การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
คณะผู้วิจัยได้ทำการสร้างแบบสอบถามผ่าน Google Form ให้แก่นักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และมีการกระจายแบบสอบถามดังกล่าวทางอินเทอร์เน็ต (แอป
พลิเคชันไลน์) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักศึกษาซึ่งเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม โดยระยะเวลาในการเก็ บ
รวบรวมข้อมูลจะอย่ใู นระหว่างเดอื นกันยายน พ.ศ. 2564
3.6 การวิเคราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ข้อมูลในงานวิจัยนี้จะใช้โปรแกรมสำเร็จรูปมาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลโดยแบ่ง
ออกเป็นการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) การทดสอบค่าสัมประสิทธ์ิ
สหสัมพันธ์ (Pearson Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple
Regression Analysis)
3.6.1 การวิเคราะห์เชิงพรรณนา (Descriptive Analysis) โดยการนำข้อมูลทุติยภูมิมาวิเคราะห์ใน
รูปแบบร้อยละ ค่าเฉล่ยี คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน เพือ่ อธิบายข้อมลู ท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่าง
3.6.2 การทดสอบค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Pearson Correlation Coefficient) เพื่อหา
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแต่ละคู่ทีไ่ ด้ตั้งสมมุติฐานไว้ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติหรือไม่
และสัมพันธก์ นั ในทศิ ทางใด
3.6.3 การวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อตรวจสอบ
ความสัมพันธ์ของการเรียนออนไลน์กับปัจจัยที่ส่งผลกระทบในด้านครัวครัว สภาพแวดล้อม ประสบการณ์
และสมรรถนะของนักศึกษา
3.6.4 การวเิ คราะห์โดยการคำนวณหาคา่ เฉลย่ี (Mean) ไดก้ ำหนดความหมายของระดับค่าเฉลี่ยใช้
ตามเกณฑ์ ของเบสต์และคานน์ (Best & Kahn, 1998) ดังนี้
32
ค่าเฉลี่ย 4.50 – 5.00 หมายถึง มีผลกระทบนักศึกษาอยู่ในระดับมากท่ีสุด
คา่ เฉลี่ย 3.50 – 4.49 หมายถึง มผี ลกระทบนักศึกษาอยู่ในระดบั มาก
คา่ เฉลี่ย 2.50 – 3.49 หมายถึง มผี ลกระทบนักศึกษาอย่ใู นระดับปานกลาง
คา่ เฉลีย่ 1.50 – 2.49 หมายถงึ มีผลกระทบนักศึกษาอยู่ในระดับน้อย
คา่ เฉลี่ย 1.00 – 1.49 หมายถงึ มีผลกระทบนักศึกษาอยใู่ นระดบั น้อยท่ีสดุ
บทที่ 4
ผลการวิจยั
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการบัญชี ภาคสมทบคณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร และเพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะวิชาชีพของ
นักศึกษาสาขาบัญชี ภาคสมทบ คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอ
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู ตามลำดับ ดงั นี้
ตอนท่ี 1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลพ้นื ฐานและปจั จัยสว่ นบคุ คลของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัย
เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ตอนท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการถดถอยเชิงพหคุ ณู
สัญลักษณท์ ่ีใช้
N = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง
x = คา่ คะแนนเฉล่ยี
S.D. = คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน
ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู สว่ นบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตารางที่ 4.1 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม
ขอ้ มูลส่วนบุคคลของผ้ตู อบแบบสอบถาม จำนวน รอ้ ยละ
นกั ศึกษา (จำแนกตามเพศ)
6 4.00
เพศชาย 144 96.00
เพศหญิง 150 100.00
รวม
จากตารางที่ 4.1 พบวา่ นกั ศึกษาทตี่ อบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงจำนวน 144 คน คดิ
เปน็ ร้อยละ 96.00 และเป็นนักศกึ ษาเพศชาย จำนวน 6 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 96.00 ตามลำดับ
34
ตารางที่ 4.2 จำนวนและร้อยละของข้อมลู สว่ นบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม
ข้อมูลส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม จำนวน รอ้ ยละ
นักศกึ ษา (จำแนกตามอายุ)
12 8.00
น้อยกวา่ 20 ปี 121 80.70
20 – 24 ปี 13 8.70
25 -- 29 ปี
ต้งั แต่ 30 ปขี ึ้นไป 4 2.60
150 100.00
รวม
จากตารางที่ 4.2 พบวา่ นกั ศึกษาศึกษาท่ตี อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่มีอายุ 20 – 24 ปี จำนวน
121 คน คิดเปน็ ร้อยละ 80.70 รองลงมามอี ายุ 20-29 ปี จำนวน 13 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 8.70 ส่วนมอี ายนุ อ้ ยกวา่
20 ปี และ ตั้งแต่ 30 ปขี ึน้ ไปมจี ำนวน 12 คน และ 4 คน คิดเปน็ รอ้ ยละ 8.00 และ 2.60 ตามลำดับ
ตารางที่ 4.3 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผ้ตู อบแบบสอบถาม
ข้อมูลส่วนบุคคลของผูต้ อบแบบสอบถาม จำนวน รอ้ ยละ
นักศึกษา (จำแนกตามสถานภาพ)
143 95.30
โสด 7 4.70
สมรส 0 0.00
หมา้ ย/หย่าร้าง
150 100.00
รวม
จากตารางที่ 4.3 พบวา่ นกั ศึกษาศึกษาทต่ี อบแบบสอบถามสว่ นใหญ่มีสภานภาพโสด จำนวน 143 คน
คดิ เป็นร้อยละ 95.30 และมสี ภาพสมรส จำนวน 7 คน คิดเปน็ ร้อยละ 4.70 ตามลำดับ
ตารางที่ 4.4 จำนวนและร้อยละของข้อมลู ส่วนบุคคลของผตู้ อบแบบสอบถาม
ขอ้ มูลส่วนบุคคลของผูต้ อบแบบสอบถาม จำนวน ร้อยละ
นกั ศกึ ษา (จำแนกตามรายได้เฉลีย่ ต่อเดือน)
121 80.70
ต่ำกวา่ 15,000 บาท 27 18.00
15,000 – 30,000 บาท 2 1.30
มากกว่า 30,000 150 100.00
รวม
จากตารางที่ 4.4 พบว่า นกั ศึกษาศกึ ษาที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญม่ รี ายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท จำนวน
121 คน คิดเปน็ ร้อยละ 80.70 และมรี ายได้ 15,000 – 30,000 บาท จำนวน 27 คน คิดเปน็ ร้อยละ 18.00 และมี
รายได้มากกวา่ 30,000 จำนวน 2 คน คดิ ร้อยละ 1.30 ตามลำดบั
35
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัย
เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ตารางท่ี 4.5 ค่าเฉล่ีย ค่าเบย่ี งเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปัจจัยทสี่ ่งผลต่อสมรรถนะของ
นกั ศึกษา คณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ปัจจยั ที่สง่ ผลตอ่ สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ X S.D. ระดับ
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ความคิดเหน็
4.17 0.69
1. ดา้ นครอบครัว 3.89 0.77 มาก
2. ดา้ นสภาพแวดลอ้ ม 3.98 0.69 มาก
3. ดา้ นประสบการณ์ 3.89 0.61 มาก
มาก
รวม
N = 150
จากตารางที่ 4.5 พบวา่ ระดบั ความความคิดเหน็ ของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.89, S.D. = 0.61) เมอ่ื พจิ ารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ใน
ระดับมาก โดยด้านครอบครัว (X = 3.98, S.D. = 0.69) เป็นปัจจัยอันดับแรก ด้านประสบการณ์ (X = 3.89,
S.D. = 0.61) เป็นปจั จัยอันดบั 2 ส่วนดา้ นสภาพแวดล้อม (X = 3.89, S.D. = 0.77) เปน็ ปจั จยั อนั ดบั สดุ ท้าย
ตารางท่ี 4.6 ค่าเฉลยี่ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดบั ความความคิดเห็น ของปจั จัยด้านครอบครวั ท่ีส่งผลต่อ
สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธรุ กจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ดา้ นครอบครวั X S.D. ระดับ
ความคดิ เหน็
1. ครอบครัวของท่านแสดงความรักความห่วงใยสนับสนุน 4.17 0.79 มาก
และใช้เหตผุ ล
2. ครอบครัวของทา่ นมคี วามสัมพนั ธ์ท่ีดตี ่อกัน มีการพูดคุย 4.13 0.78 มาก
ปรึกษากนั และใหค้ ำแนะนำ
3. ครอบครัวของท่านส่งเสริมให้แสดงความสามารถอย่าง 4.13 0.84 มาก
เต็มที่
4. ครอบครัว ข อง ท่ าน ให้ คว าม เป็ นอิสร ะ ใ น ขี ด 4.28 0.79 มาก
ความสามารถ และความรับผิดชอบของท่าน
5. ครอบครัวของท่านรับฟังความคิดเห็นของท่าน 4.15 0.77 มาก
รวม 4.17 0.69 มาก
N = 150
36
จากตารางที่ 4.6 พบว่า ระดบั ความความคิดเห็นปจั จัยด้านครอบครัวของนักศึกษา คณะบรหิ ารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 4.17, S.D. = 0.69) เมื่อพิจารณาเป็นราย
ข้อ พบว่าทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยครอบครัวให้ความเป็นอิสระในขีดความสามารถ และความรับผิดชอบของ
ท่าน (X = 4.28, S.D. = 0.79) เป็นปัจจัยเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ ครอบครัวแสดงความรักความห่วงใย
สนบั สนุน และใช้เหตผุ ล (X = 4.17, S.D. = 0.79) ส่วนครอบครวั มีความสัมพันธท์ ่ดี ีตอ่ กนั มกี ารพดู คยุ ปรึกษา
กัน และให้คำแนะนำ (X = 4.13, S.D. = 0.78) และครอบครัวของท่านส่งเสริมให้แสดงความสามารถอย่าง
เต็มที่ (X = 4.13, S.D. = 0.84) เปน็ ปจั จยั อนั ดับสดุ ท้าย
ตารางที่ 4.7 ค่าเฉล่ีย ค่าเบยี่ งเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปจั จัยดา้ นสภาพแวดล้อมที่สง่ ผล
ต่อสมรรถนะของนักศึกษา คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ด้านสภาพแวดลอ้ ม X S.D. ระดับ
ความคิดเห็น
1. ท่านมีการจัดสถานที่ในการเรียน และทำงานอย่าง
เหมาะสม และปลอดภัย 4.07 0.73 มาก
2. ท่านมอี ุปกรณ์เครอ่ื งมอื เครอ่ื งใชท้ ใ่ี ชใ้ นการเรียนเพยี งพอ 3.96 0.85 มาก
3. ท่านมีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยมาใช้ในการ 4.05 0.77 มาก
เรยี นและทำงาน เพ่ือใหม้ ีความสะดวกรวดเรว็ ขนึ้ 3.85 0.75 มาก
4. บรรยากาศ สถานท่ีในการเรียน และทำงานของท่าน
3.98 0.69 มาก
เอื้ออำนวยให้ท่านทำงานได้อย่างสะดวกสบาย
รวม
N = 150
จากตารางที่ 4.7 พบว่า ระดับความความคิดเห็นปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมของนักศึกษา คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.98, S.D. = 0.69) เมื่อ
พจิ ารณาเปน็ รายข้อ พบว่าทกุ ข้ออยู่ในระดบั มาก โดยมีการจดั สถานที่ในการเรียน และทำงานอยา่ งเหมาะสม และ
ปลอดภัย (X = 4.07, S.D. = 0.73) เป็นปัจจัยเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ มีอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่
ทันสมัยมาใช้ในการเรียนและทำงาน เพื่อให้มีความสะดวกรวดเร็วขึ้น (X = 4.05, S.D. = 0.77) ส่วน
บรรยากาศ สถานที่ในการเรียน และทำงาน เอื้ออำนวยให้ท่านทำงานได้อย่างสะดวกสบาย (X = 3.85, S.D. =
0.75) เป็นปัจจยั อันดบั สุดทา้ ย
37
ตารางท่ี 4.8 คา่ เฉลี่ย คา่ เบีย่ งเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของปจั จัยด้านประสบการณ์ที่สง่ ผลต่อ
สมรรถนะของนักศึกษา คณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคลพระนคร
ดา้ นประสบการณ์ X S.D. ระดับ
ความคิดเหน็
1. ท่านมีประสบการณ์จากการทำงานหรือฝึกงานด้านการ
บัญชี 3.75 0.95 มาก
2. ท่านมีประสบการในการใช้เทคโนโลยีและสารสนเทศ 3.85 0.89 มาก
ทางการบัญชี
4.04 0.83 มาก
3. ทา่ นมปี ระสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์ หรอื ทำงานร่วมกับ
ผอู้ ื่น 3.91 0.80 มาก
4. ท่านมีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ปัญหา และแก้ไข 3.89 0.77 มาก
ปัญหาในสถานการณ์เร่งด่วน
รวม
N = 150
จากตารางท่ี 4.8 พบวา่ ระดบั ความความคิดเห็นปัจจัยด้านประสบการณ์ของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.89, S.D. = 0.77) เมื่อพิจารณาเป็นราย
ขอ้ พบวา่ ทุกข้ออยู่ในระดับมาก โดยมปี ระสบการณ์ในการปฏิสัมพันธ์ หรือทำงานร่วมกบั ผ้อู ื่น (X = 4.04, S.D.
= 0.83) เป็นปัจจัยเป็นอันดับแรก รองลงมา คือ มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ปัญหา และแก้ไขปัญหาใน
สถานการณ์เร่งด่วน (X = 3.91, S.D. = 0.80) ส่วนมปี ระสบการณ์จากการทำงานหรือฝกึ งานดา้ นการบัญชี(X =
3.75, S.D. = 0.95) เป็นปจั จัยอันดับสดุ ท้าย
ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะห์สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
พระนคร
ตารางท่ี 4.9 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะของนักศึกษา คณะ
บรหิ ารธุรกิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
สมรรถนะของนักศึกษา คณะบริหารธุรกจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยี X S.D. ระดับ
ความคดิ เหน็
ราชมงคลพระนคร
1. ดา้ นความรู้ 3.58 0.80 มาก
2. ด้านทกั ษะ 3.87 0.65 มาก
3. ดา้ นความสามารถ 3.77 0.64 มาก
รวม 3.71 0.65 มาก
N = 150
38
จากตารางที่ 4.9 พบว่า ระดบั ความความคิดเหน็ ของนักศึกษา คณะบรหิ ารธรุ กิจ มหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยี
ราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.71, S.D. = 0.65) เมือ่ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ใน
ระดับมาก โดยด้านทักษะ (X = 3.87, S.D. = 0.65) เป็นสมรรถนะอันดับแรก ด้านความสามารถ (X = 3.77,
S.D. = 0.64) เป็นสมรรถนะอันดบั 2 สว่ นด้านความรู้ (X = 3.58, S.D. = 0.80) เป็นสมรรถนะอันดบั สุดท้าย
ตารางท่ี 4.10 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะด้านความรู้ของ
นักศกึ ษา คณะบรหิ ารธุรกจิ มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ด้านความรู้ X S.D. ระดับ
ความคดิ เหน็
1. ความรู้ทั่วไปเก่ียวกับการบัญชี 3.63 0.87 มาก
2. ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำบัญชี 3.65 0.88 มาก
3. ความรเู้ กย่ี วกบั การบญั ชีการเงนิ 3.55 0.89 มาก
4. ความรู้เก่ียวกับการบัญชีบริหาร 3.53 0.85 มาก
5. ความรู้เกี่ยวกับการสอบบัญชีและงานตรวจสอบ 3.43 0.88 ปานกลาง
6. ความรู้เกี่ยวกับภาษีอากร และกฎหมายทางการบัญชี 3.46 0.93 ปานกลาง
7. ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี และสารสนเทศทางการบัญชี 3.64 0.88 มาก
8. ความรู้เกี่ยวกับแนวคิดทางการบัญชี และมาตรฐานการ 3.52 0.91 มาก
รายงานทางการเงิน
9. ความรู้เก่ียวกับโปรแกรมสำหรับงานบัญชี 3.65 0.85 มาก
10. ความรู้เก่ียวกับจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี 3.72 0.82 มาก
รวม 3.58 0.80 มาก
N = 150
จากตารางที่ 4.10 พบว่า ระดับความความคิดเห็นสมรรถนะด้านความรู้ของนักศึกษา คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.58, S.D. = 0.80)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยมีความรู้เกี่ยวกับจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี ( X = 3.72, S.D. = 0.82) เป็น
สมรรถนะอนั ดบั แรก มคี วามรูเ้ ก่ียวกบั การจัดทำบัญชี (X = 3.65, S.D. = 0.88) และความรู้เกยี่ วกบั โปรแกรม
สำหรับงานบัญชี ( X = 3.65, S.D. = 0.85) เป็นสมรรถนะอันดับ 2 ส่วนมีความรู้เกี่ยวกับการสอบบัญชีและ
งานตรวจสอบ (X = 3.43, S.D. = 0.88) เป็นสมรรถนะอนั ดบั สุดท้าย
39
ตารางท่ี 4.11 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะด้านทักษะของ
นักศึกษา คณะบริหารธรุ กจิ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ด้านทักษะ X S.D. ระดับ
ความคดิ เห็น
1. ทักษะทางปัญญา
2. ทักษะทางวิชาการเชิงปฏิบัติและหน้าที่ 3.82 0.71 มาก
3. ทักษะส่วนบุคคล
4. ทักษะในการปฏิสัมพันธ์และการส่ือสาร 3.90 0.69 มาก
5. ทักษะในการบริหารองค์การและจัดการธุรกิจ
3.89 0.75 มาก
รวม
N = 150 3.95 0.72 มาก
3.78 0.79 มาก
3.87 0.65 มาก
จากตารางที่ 4.11 พบว่า ระดับความความคิดเห็นสมรรถนะด้านทักษะของนักศึกษา คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (X = 3.87, S.D. = 0.65)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยมีทักษะในการปฏิสัมพันธ์และการสื่อสาร ( X = 3.95, S.D. = 0.72) เป็น
สมรรถนะอันดับแรก มีทักษะทางวิชาการเชิงปฏิบัติและหน้าท่ี ( X = 3.90, S.D. = 0.69) เป็นสมรรถนะ
อันดับ 2 ส่วนมีทักษะในการบรหิ ารองค์การและจัดการธรุ กิจ (X = 3.78, S.D. = 0.79) เป็นสมรรถนะอันดับ
สดุ ท้าย
40
ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระดับความความคิดเห็น ของสมรรถนะด้านความสามารถ
ของนักศกึ ษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลยั เทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
ด้านความสามารถ X S.D. ระดับ
ความคิดเห็น
1. มีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ
2. มีความสามารถในการสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี 3.41 0.89 ปานกลาง
3. มีความสามารถด้านการบริหารจัดการ
4. มีความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ ความเข้าใจ 3.87 0.75 มาก
ในแนวคิด หลักการ และทฤษฎีต่าง ๆ ในการปฏิบัติงาน 3.69 0.78 มาก
และแก้ไขปัญหา
5. มีความสามารถในการตรวจสอบและประเมิน 3.81 0.73 มาก
6. มีความสามารถในการฟังและอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ
7. มีความสามารถในการปรับตัว ร่วมกิจกรรม และมี 3.74 0.70 มาก
ปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน 3.90 0.69 มาก
4.00 0.71 มาก
รวม
3.77 0.64 มาก
จากตารางที่ 4.12 พบว่า ระดับความความคิดเห็นสมรรถนะด้านทักษะของนักศึกษา คณะ
บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X = 3.77, S.D. = 0.64)
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยมีความสามารถในการปรับตัว ร่วมกิจกรรม และมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน
( X = 4.00, S.D. = 0.71) เป็นสมรรถนะอันดับแรก มีความสามารถในการฟังและอ่านอย่างมีประสิทธิภาพ
( X = 3.90, S.D. = 0.69) เป็นสมรรถนะอันดับ 2 ส่วนมีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ ( X = 3.41,
S.D. = 0.89) เป็นสมรรถนะอนั ดบั สดุ ท้าย
41
ตอนท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์คา่ สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และการถดถอยเชิงพหุคูณ
ตารางที่ 4.13 วเิ คราะห์คา่ สัมประสิทธ์สิ หสัมพันธ์ (Pearson Correlation Coefficient)
ตัวแปร ครอบครัว สภาพแวดลอ้ ม ประสบการณ์ สมรรถนะ
คา่ เฉล่ยี (Mean) 4.175 3.982 3.890 3.706
สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) .694 .691 .771 .645
ปัจจัยด้านครอบครวั 1
ปัจจัยดา้ นสภาพแวดลอ้ ม
ปจั จยั ดา้ นประสบการณ์ .614** 1
สมรรถนะของนักศึกษา
*p<0.05, **p<0.01 .494** .647** 1
.487** .567** .708** 1
จากตารางที่ 4.13 ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านครอบครัวมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยด้าน
สภาพแวดล้อม ด้วยค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ .614 ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.01 ปัจจัยด้านครอบครัว
และปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมมีความสัมพันธ์ทางบวกกับปัจจัยด้านประสบการณ์ ด้วยค่าสัมประสิทธิ์
สหสัมพันธ์ .494 และ .647 ตามลำดบั ณ ระดบั นยั สำคัญทางสถิติ 0.01 สว่ นปจั จยั ดา้ นครอบครัว ปัจจัยด้าน
สภาพแวดล้อม และ ปัจจัยด้านประสบการณ์ มีความสัมพันธ์ทางบวกกับสมรรถนะของนักศึกษา ด้วยค่า
สัมประสิทธิ์สหสมั พันธ์ .487, .567 และ .708 ตามลำดบั ณ ระดับนัยสำคญั ทางสถิติ 0.01
จากการวเิ คราะห์ค่าความสัมพันธต์ ามตารางที่ 4.13 แสดงสถิติเชิงพรรณนาและคา่ สหสัมพันธ์ของตัว
แปรงานวิจัย พบว่า ตัวแปรไม่มีความสัมพันธก์ ันสงู โดยพิจารณาจากค่าสหสมั พันธ์ระหว่างตัวแปร ซึ่งมีค่าไม่
เกิน 0.8 (.487 - .708)
42
ตารางที่ 4.14 วิเคราะหก์ ารถดถอยเชงิ พหุคูณ (Multiple Regression Analysis)
Independent Variables Dependent Variables
ปัจจยั ด้านครอบครัว สมรรถนะนกั ศกึ ษา
.064*
ปจั จัยดา้ นสภาพแวดลอ้ ม (1.072)
.156
ปัจจยั ดา้ นประสบการณ์ (3.342)
.000**
Adjusted R2 (3.993)
***p<0.01, **p<0.05, *p<0.10 .523
จากตารางที่ 4.14 ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัจจัยด้านครอบครัว มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญต่อ
สมรรถนะของนักศึกษา โดยมีค่า P – VALUE = .064 ณ ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.10 และปัจจัยด้าน
สภาพแวดล้อม ไม่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญกับต่อสมรรถนะของนักศึกษา โดยมีค่า
P – VALUE = .156 ณ ระดบั นัยสำคัญทางสถิติ 0.05 สว่ นปัจจัยด้านประสบการณ์ มคี วามสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมี
นัยสำคญั ต่อสมรรถนะของนักศึกษา โดยมีค่า P – VALUE = .000 ณ ระดบั นยั สำคัญทางสถติ ิ 0.01