The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by แมลงสาบ คุง งับ, 2022-09-04 05:47:35

งานลูกปัด

งานลูกปัด

งานลูกปัด

นางสาวกลุ ธิดา ตบิ๊ แสน
๖๔๓๐๔๐๖๐๐๐๑

รายงานฉบบั นีเ้ ป็ นส่วนหน่ึงของรายวชิ า ๓๔๐ - ๑๐๐๑
สัมมนาวชิ าชีพสาขาวชิ า บริหารคหกรรมศาสตร์ วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาลาปาง

ภาคเรียนท่ี ๑ ปี การศึกษา ๒๕๖๕

คำนำ

งำนลูกปัดเป็นเคร่ืองประดบั ที่ไดร้ ับควำมสนใจจำกผคู้ นทวั่ โลกมำทุกยคุ ทกุ สมยั กำรคน้ ควำ้
เรื่องรำวของงำนลูกปัดน้นั เชื่อวำ่ มีมำยำวนำนนบั หมื่นปี และพฒั นำมำแตล่ ะยคุ จนถึงปัจุบนั จน
แปลกตำข้ึน งำนลูกปัดแต่ละงำนกม็ ีควำมเช่ือ ของแต่ละที่ แถมตกแต่งใหเ้ ขำ้ กบั ส่ิงของตำ่ งๆได้
เพ่อื สร้ำงมลู ค่ำเพิ่ม และสำมำรถนำไปทำเป็นธุรกิจไดด้ ว้ ย

รำยงำนเล่มน้ี เป็นส่วนหน่ึงขอวิชชำสมั มนำวิชำชีพ รหสั วชิ ำ3400 – 1001 สมั มนำวิชำชีพ
ผจู้ ดั ทำไดศ้ ึกษำคน้ ควำ้ ในเร่ืองของลูกปัดเพอ่ื ศึกษำวิธีกำรทำงำนลูกปัด ศึกษำประโยชนข์ องงำน
ลกู ปัด และเพ่อื ใหเ้ กิดกำรใชเ้ วลำวำ่ งท่ีเป็นประโยชน์

ขอขอบคุณ อำจำรย์ ฉนั ทนำ หอมขจร ผใู้ หค้ ำปรึกษำช้ีแนะและตรวจแกไ้ ขในรำยงำน
เลม่ น้ี ตลอดจนทำใหร้ ำยงำนเลม่ น้ีสำเร็จลุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี ผจู้ ดั ทำหวงั เป็นอยำ่ งยงิ่ วำ่ รำยงำนเลม่
น้ีจะเป็นประโยชน์ แก่ผอู้ ่ำนและผทู้ ่ีมีควำมสนใจจะศึกษำไม่มำกกน็ อ้ ย หำกรำยงำนเลม่ น้ีมี
ขอ้ ผดิ พลำดประกำรใดผจู้ ดั ทำตอ้ งขอ อภยั ไว้ ณ ท่ีน้ีดว้ ย

ผจู้ ดั ทำ
นำงสำวกุลธิดำ ต๊ิบแสน

สารบญั

บทท่ี 1.................................................................................................................................................... 1-3
ความรูเ้ ก่ยี วกบั งานลกู ปัด ................................................................................................................................

ความเป็นมา .............................................................................................................................................
ความสาคญั ..............................................................................................................................................
ลกั ษณะของงาน ........................................................................................................................................
หนา้ ท่กี ารใชง้ าน ........................................................................................................................................
การเกบ็ รกั ษา ............................................................................................................................................
บทท่ี 2.................................................................................................................................................. 4-15
ประเภท และวสั ดอุ ปุ กรณ์................................................................................................................................
1. ประเภทของลกู ปัด..................................................................................................................................
ประเภทท่ี 2 ลกู ปัดกระดกู สตั วแ์ ละเปลอื กหอย ................................................................................................
ประเภทท่ี 3 ลกู ปัดแกว้ ...............................................................................................................................
2. วสั ดุ อปุ กรณ์.........................................................................................................................................
บทท่ี 3................................................................................................................................................ 16-18
เทคนคิ การประดษิ ฐ์ .......................................................................................................................................
หลกั การใชส้ ี .............................................................................................................................................
การใชส้ ตี ่างวรรณะ.....................................................................................................................................
การใชส้ ีตรงกนั ขา้ ม ....................................................................................................................................
บทท่ี 4.........................................................................................................................................................
การประดษิ ฐง์ านลกู ปัด ...............................................................................................................................21

บทที่ 1

ความรู้เกยี่ วกบั งำนลกู ปัด

ความเป็ นมา

ลกู ปัดเป็นเคร่ืองประดบั ท่ีไดร้ ับควำมสนใจจำกผคู้ นทว่ั โลกมำทุกยคุ ทุกสมยั กำรคน้ ควำ้ เรื่องรำว
ของลกู ปัดน้นั เชื่อวำ่ มีมำยำวนำนนบั หมื่นปี ซ่ึงลกู ปัดในยคุ น้นั ทำมำจำกเมลด็ พืช กระดูกสัตว์ เปลือกหอย
และหินท่ีมีรูอยแู่ ลว้ ตำมธรรมชำติ เมื่อมนุษยม์ ีววิ ฒั นำกำรมำกข้ึน กำรทำลกู ปัดก็ซบั ซอ้ นข้ึน สวยงำม
แปลกตำเพิม่ ข้นึ เช่นกำรตกแตง่ ลวดลำยลงไปบนเน้ือหินมีคำ่ เช่น อำเกตและคำร์เนเลียน ที่ถกู เรียกวำ่
เอตชค์ ำร์เนเลียนของอินเดีย และซีบีทของทิเบต เม่ือประมำณ 4,000 ปี มำแลว้ เชื่อวำ่ มีกำรผลิตลูกปัดแกว้
เพ่ือทดแทนลกู ปัดจำกหินมีค่ำ เช่น อำเกตและคำร์เนเลียนท่ีไดร้ ับควำมนิยมอยำ่ งยง่ิ ซ่ึงหินเหล่ำน้ีเริ่มหำ
ยำกและรำคำแพง ทำใหผ้ คู้ นในยคุ นโบรำณใชล้ กู ปัดแกว้ ที่ถูกผลิตข้ึนมำ สวมใส่แทนลกู ปัดที่ทำจำกหินมี
คำ่ ก่อนมำเป็นลกู ปัดแกว้ ที่แทจ้ ริงน้นั พบหลกั ฐำนกำรใชแ้ กว้ หรือกำรผลิตแกว้ นบั วำ่ มีอำยกุ ำรคน้ พบ
เท่ำกบั ประวตั ิศำสตร์ของมนุษยซ์ ่ึงมีประวตั ิควำมเป็นมำ และกำรพฒั นำควบค่กู นั ไป เป็นท่ีเขำ้ ใจกนั วำ่
เม่ือประมำณ 75,000 ปี มำแลว้ มนุษยไ์ ดร้ ู้จกั นำแกว้ ธรรมชำติท่ีเกิดจำกภูเขำไฟ ที่เรียกวำ่ obsidian นำมำทำ
เป็นหวั ธนู หรืออำวุธตำ่ งๆ ต่อมำประมำณ 5,000 ปี มำแลว้ มนุษยไ์ ดค้ น้ พบวิธีกำรผลิตแกว้ โดยบงั เอิญ ได้
มีบนั ทึกกล่ำวไวว้ ำ่ ชำวฟี นิเชียนไดข้ นดินประสิวมำจำกอียปิ ต์ ขณะเตรียมอำหำรอยบู่ นชำยหำดริมแมน่ ้ำ
บีลสั ไดน้ ำกอ้ นดินประสิวมำใชแ้ ทนกอ้ นหินเพื่อทำเป็นฐำนเตำไฟ เม่ือถูกควำมร้อน กอ้ นดินประสิวเกิด
กำรลกุ ไหมแ้ ละหลอมละลำยผสมกบั ทรำยในบริเวณน้นั เกิดของเหลวใสไหลออกมำซ่ึงกค็ อื แกว้ ส่วนใน
อียปิ ตพ์ บลูกปัดที่มีลกั ษณะก่งึ เคลือบ-ก่ึงแกว้ อำยปุ ระมำณ 6,000 กวำ่ ปี มำแลว้ ซ่ึงสนั นิษฐำนวำ่ พฒั นำมำ
จำกกำรผลิตแกวน้ำเคลือบหรือฟำยองซ์(Faience) ซ่ึงมีลกั ษณะเหมือนแกว้ โดยนำมำเคลือบลกู ปัดดินเผำ
แตฟ่ ำยองซ์น้นั ผลิตในอุณหภูมิท่ีต่ำกวำ่ แกว้ และต่อมำจึงไดพ้ ฒั นำเป็นแกว้ ที่แทจ้ ริง

ความสาคญั

ลกู ปัดเกิดพร้อมพฒั นำกำรของมนุษยใ์ นทกุ ๆมุมโลก ลกู ปัดจำนวนมำกมำยบอกเลำ่ ถึงรสนิยม
ควำมเช่ือ ภมู ิปัญญำ ศิลปะ กระบวนกำรผลิต เสน้ ทำงกำรคำ้ เศรษฐกิจ อำยหุ รือสมยั ที่ผลิตและอำจส่ือถึง

นยั ยะกำรเมืองอีกดว้ ย ซ่ึงส่ิงต่ำงๆเหล่ำน้ีทำใหล้ ูกปัดเป็นมำกกวำ่ เครื่องประดบั หรือเครื่องรำงของขลงั ตำม
ควำมเช่ือของมนุษย์ ควำมสำคญั ของลกู ปัดโบรำณ รองอธิบดีกรมศิลปำกร เขมชำติ เทพไชย กล่ำววำ่ “กำร
คน้ พบลกู ปัดโบรำณน้นั คนทว่ั ไปอำจมองวำ่ เป็นเรื่องธรรมดำ แต่น่ีคือหลกั ฐำนสำคญั ที่บอกเล่ำเรื่องรำวใน
อดีตไดห้ ลำยเรื่อง อำทิ เสน้ ทำงกำรคำ้ โบรำณ ท่ีทำให้รู้วำ่ ในอดีตมีกำรเชื่อมโยงกนั เพรำะลกู ปัดมีทกุ ทวีป
ลูกปัด เป็นเคร่ืองบง่ บอกถึงอำรยธรรมโบรำณ ลูกปัดเป็นหน่ึงในสินคำ้ สำคญั ที่เชื่อมโยงยคุ สมยั และช่วย
เปิ ดมุมมองดำ้ น กำรสร้ำงสรรคศ์ ิลปะที่ส่งผลถึงโลกในยคุ ปัจจุบนั ใหน้ กั โบรำณคดีไดร้ ับทรำบ ลูกปัด
โบรำณเมด็ หน่ึงมีเร่ืองรำวมำกมำยใหค้ น้ หำ ท้งั ในดำ้ นประวตั ิศำสตร์ วฒั นธรรม กำรผลิต กำรคำ้ และวิถี
ชีวติ ของผคู้ นยคุ โบรำณ ดงั น้นั เม่ือคน้ พบแลว้ ก็ไมค่ วรจะสูญหำยไป ลกู ปัดโบรำณ วตั ถุโบรำณทกุ ชิ้น
สำหรับนกั โบรำณคดี ในทำงโบรำณคดีถือวำ่ มีคณุ คำ่ ทุกชิ้น เพรำะเปรียบเสมือนเอกสำรทำงประวตั ิศำสตร์ที่
สำคญั เสมือนหนงั สือเลม่ หน่ึงท่ีบอกเร่ืองรำว เสมือนตำรำกำรเรียนรู้เล่มโตท่ีใหเ้ รำไดศ้ ึกษำแงม่ มุ ต่ำง ๆ
ดงั น้นั ทกุ ชิ้นท่ีคน้ พบลว้ นแลว้ แต่มีคณุ ค่ำสูงมำก ๆ จนไมส่ ำมำรถประเมินค่ำออกมำเป็นตวั เงินไเด้ ลกู ปัด
โบรำณจะไม่ใช่เพียงของเก่ำเมด็ เลก็ ๆ ท่ีมีคุณคำ่ ในแงข่ องควำมเก่ำเท่ำน้นั แต่มนั มีคุณคำ่ มำก ลูกปัดเมด็ เลก็
ที่เดินทำงผำ่ นกำลเวลำมำจนถึงปัจจุบนั มีเรื่องรำวมำกมำยแอบแฝงอยู่ ทำใหเ้ รำไดศ้ ึกษำเรียนรู้อดีต ลูกปัด
โบรำณช่วยในกำรเช่ือมโยงภำพของกำรติดต่อส่ือสำรกนั ระหวำ่ งชุมชนในอดีตจำกแหลง่ ที่ขดุ คน้ พบจำก
ขอ้ มลู แวดลอ้ ม ซ่ึงเป็นกำรเชื่อมโยงระหวำ่ งอดีตกบั ปัจจุบนั

ลกั ษณะของงาน

ลูกปัดมีลกั ษณะเป็นเมด็ มีรูตรงกลำงสำหรับร้อยดำ้ ยหรือเชือก ใชเ้ ป็นเครื่องประดบั ลูกปัดทำจำก
วตั ถหุ ลำยชนิด เช่น หิน ดินเผำ แกว้ ไขม่ ุก เปลือกหอย เปลือกไข่นกกระจอกเทศ กระดูกสัตว์ ปะกำรัง
เปลือกไม้ ยำงไม้ แร่ เมลด็ พืช รวมท้งั โลหะต่ำงๆ เช่น สำริด และทองคำ เป็นตน้ ลูกปัดมีหลำยรูปทรงเช่น
ทรงกลม ทรงเหลี่ยม ทรงกระบอก ทรงลูกทุ่น รูปสัตว์ และอ่ืนๆ มีวิธีกำรผลิตและรูปแบบตำมลกั ษณะกำร
ใชส้ อย ควำมเช่ือ หรือค่ำนิยมในยคุ สมยั ตำ่ งๆ

หน้าทกี่ ารใช้งาน

1 . ใชเ้ ป็นเครื่องประดบั ที่บอกถึงสถำนภำพทำงสังคมของผใู้ ส่

2 . ใชเ้ ป็นเครื่องรำงของขลงั ป้องกนั คุม้ ครองจำกภยั อนั ตรำยต่ำงๆรวมท้งั ให้โชคลำภดว้ ย 3.แสดง
ถึงควำมเช่ือ พธิ ีกรรม วฒั นธรรมของคนในสมยั น้นั

4 . ใชใ้ นกำรแลกเปลี่ยนส่ิงของท่ีมีคุณค่ำแทนเงินตรำได้
5 . ใชเ้ ป็นสญั ลกั ษณ์ในกำรเชื่อมสัมพนั ธไมตรีกบั ชนเผำ่ อื่น
6 . ใชป้ ระกอบพิธีกรรมทำงศำสนำ
จำกกำรศึกษำลูกปัดในทำงโบรำณคดี น่ำเช่ือไดว้ ำ่ ลกู ปัดนอกจำกจะใชเ้ ป็นเครื่องประดบั แลว้ ยงั
เป็นเครื่องรำง ของขลงั เป็นเครื่องมือสำหรับแลกเปล่ียน ซ้ือ ขำย แทนเงินตรำ และอำจมีเหตผุ ลอื่นๆ
อีกมำกมำย ซ่ึงสิ่งเหล่ำน้ีเป็นเสน่ห์ของลูกปัดโบรำณท่ีให้นกั โบรำณคดีทำกำรคน้ ควำ้ ศึกษำขอ้ มลู เรื่องรำว
ของลูกปัดโบรำณต่อไป

การเกบ็ รักษา

1. ควรวำงลูกปัดไวท้ ่ีสูง
2. ควรชำระลำ้ งบำ้ งหลงั เลิกคลอ้ งคอหรือพกติดตวั เน่ืองจำกอำกำศบำ้ นเหงื่ออำจจะติดลกู ปัดทำให้
คนั หรือระคำยเคืองผิวได้
3. ระวงั อยำ่ กระทบกระแทกเพรำะจะแตกไดเ้ น่ืองจำกลกู ปัดมีอำยมุ ำกมกั จะเปรำะบำงและควรทำ
ลกู ปัดดว้ ยน้ำมนั จนั หรือน้ำมนั มะพร้ำวจะช่วยรักษำควำมเงำและผวิ ลกู ปัดใหส้ วยสดใสอยเู่ สมอ

บทท่ี 2

ประเภท และวสั ดอุ ุปกรณ์
1. ประเภทของลูกปัด

ลูกปัดแบ่งได้ 3 ประเภท
ประเภทท่ี 1 ลกู ปัดหินและแร่หนิ มักถกู นามาขัดแต่งเป็ นลกู ปัด มาจากวสั ดตุ ่างๆ เช่น หินคาร์เนเลยี่ น
(Carnelian) อาเกต(Agate) หินเจสเปอร์ (Jasper) หินโอนกิ ซ์ (Onyx)

หินคำร์เนเลี่ยน (Carnelian) (เรียกอีกอยำ่ งวำ่ คอร์เนเล่ียน(Cornelian)) เป็นแร่ในตระกลู คำลซิโดนีท่ี
มีสีส้มไปทำงโทนแดง หลำยคร้ังเรำจะพบคำร์เนเล่ียนในรูปแบบที่มีลวดลำย ของช้นั สีขำวหรือสีท่ีอ่อนกวำ่

คำร์เนเลี่ยนในตลำดส่วนใหญม่ กั ถูกนำมำยอ้ มสี หรือผำ่ นกระบวนกำรปรับปรุงคุณภำพดว้ ยกำรอบควำม
ร้อนเพอ่ื ใหไ้ ดส้ ีที่หลำกหลำย ในส่วนของกำรปรับปรุงคณุ ภำพ คำร์เนเล่ียนสำมำรถนำมำอบควำมร้อนที่
ประมำณ 1,500 องศำเซลเซียส เพื่อทำใหม้ นทิลที่ใหส้ ีอยำ่ งเช่น เหลก็ ออกไซด์ มีกำรเปล่ียนแปลง(เช่น
ประจุ หรือทำปฏิกริยำกบั มนทิลตวั อื่น) ซ่ึงจะช่วยผลิตควำมเขม้ หรือโทนสีท่ีแตกต่ำงกนั ออกไป คำร์เนเลี่ยน
ที่ผำ่ นกำรปรับปรุงคณุ ภำพมีเสถียรภำพท่ีดีเยย่ี มและสำมำรถใชง้ ำนไดต้ ำมปกติ คำร์เนเลี่ยนของบำงแหล่ง
อำจจำงลงในแสงหรือควำมร้อน แตก่ ม็ ีขอ้ มลู วำ่ ในประเทศอินเดีย หินชนิดน้ีไดร้ ับกำรปรับปรุงคณุ ภำพ
โดยกำรสมั ผสั กบั แสงแดด ซ่ึงจะช่วยเปล่ียนสีน้ำตำลออ่ นของหินใหม้ ีโทนสีแดงบริสุทธ์ิ

อำเกต(Agate)หรือ โมรำ เป็นหินที่ประกอบดว้ ยซิลิกำขนิดผลึกเนียนละเอียด(cryptocrystalline) ซ่ึง
ส่วนใหญ่เป็นชำซิโดนี สลบั กบั ควอตซ์ผลึกเลก็ เป็นลกั ษณะควำมละเอียดของผลึกและเป็นชนิดท่ีมีควำม
หลำกหลำยของสี อำเกตสำมำรถพบไดใ้ นหินชนิดตำ่ งๆ ไม่วำ่ จะเป็นหินอคั นี หรือหินแปร

อำเกตสำมำรถพบไดท้ ว่ั โลก ส่วนใหญเ่ กิดข้ึนในโพรงในหินท่ีมีรอยเลื่อนหรือ ลำวำในสมยั โบรำณ ลกั ษณะ
ของอำเกต จะเป็นโครงสร้ำงท่ีมีแถบซ่ึงจะขนำนกบั ดำ้ นขำ้ งของโพรง เป็นไปไดว้ ำ่ พวกมนั เกิดข้ึนไดด้ งั น้ี
ในระหวำ่ งกำรเยน็ ตวั ลงของลำวำ ไอน้ำและก๊ำซอ่ืนๆ จะเกิดฟอง ฟองดงั กล่ำวเยน็ ตวั ลงและแขง็ ตวั อยใู่ น
โพรง หลงั จำกหินแขง็ ตวั แลว้ ซิลิกำท่ีอ่ิมตวั ในสำรละลำยอำจเป็นตวั เร่งปฏิกิริยำท่ีเป็นด่ำงเขำ้ ไปใน
ฟองอำกำศและจบั ตวั เป็นซิลิกำเจล ส่วนประกอบท่ีละลำยน้ำไดข้ องหินที่มีแร่เหลก็ จะกระจำยตวั อยใู่ นซิลิ
กำเจลและผลิตเหลก็ ไฮดรอกไซดต์ ำมปกติ สุดทำ้ ยมวลท้งั หมดจะคอ่ ยๆ แขง็ ตวั ดว้ ยกำรสูญเสียน้ำและกำร
ตกผลึกของซิลิกำเป็นผลึกหรือควอตซ์ ระหวำ่ งกำรตกผลึกแถบสีจะไม่ถกู รบกวน ชนิดของอำเกตจะมี
ลกั ษณะเฉพำะตำมรูปร่ำงและสีของแถบซ่ึงจะเห็นไดใ้ นส่วนที่ตดั กบั ช้นั อำเกตมีหลำยชนิดมำก รวมถึง
ชนิดสีเขยี วที่ไมไ่ ดม้ ีลกั ษณะเป็นแถบช้นั แต่เป็นสีเขยี วท่ีฝังอยใู นเน้ือของชำซิโดนีและมีเส้นไยท่ีคลำ้ ยกำร
เจริญเติบโตของพืชท่ีเรียกวำ่ "มอสอำเกต"

ชนิดของอำเกตและควำมหมำย

อำเกตสีแดง(Red Agate) มีสีแดง มีลกั ษณะโปร่งแสง เป็นหินป้องกนั หินน้ีจะช่วยป้องกนั ผสู้ วมใส่
จำกพลงั งำนเชิงลบ ช่วยกำจดั ควำมหวำดระแวงและควำมวติ กกงั วล อญั มณีชนิดน้ีสงบมำก และช่วยใหค้ ุณ
สงบ ในช่วงเวลำที่เครียดหรือมีอำรมณ์โมโห อำเกตสีแดงดึงดูดสุขภำพที่ดีและควำมมง่ั คงั่ นอกจำกน้ียงั
ส่งเสริมควำมเสียสละ หรือกำรกระทำจำกควำมเมตตำที่มำจำกหวั ใจ

อำเกตสีเหลือง(Yellow Agate) มีคุณสมบตั ิท้งั หมดของอำเกต พร้อมดว้ ยคุณสมบตั ิเพิม่ เติมของสี
เหลืองซ่ึงรวมถึงควำมมงุ่ มน่ั ที่เพิ่มข้ึน ควำมมงุ่ มน่ั ควำมจำและตรรกะ ช่วยใหค้ ุณมีควำมมนั่ ใจในตนเอง
มำกข้ึนรวมถึงควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้จำกควำมผดิ พลำดในอดีตของคุณ

บลเู รซอำเกต(Blue Lace Agate) มีลกั ษณะท่ีมีควำมนุ่มนวล อ่อนโยน เหมือนน้ำทะเลสีฟ้ำที่ปลอ่ ย
ออกมำจำกช่วงฤดูหนำว ลวดลำยท่ีสงำ่ งำมมีผลกระตนุ้ ตอ่ อำรมณ์และทศั นคติ ไม่ใช่กำรป้องกนั แตเ่ ป็นกำร
ใหก้ ำลงั ใจและกำรสนบั สนุน พลงั งำนไหลเวยี นของมนั สงบ คอยเพ่ิมกำลงั ใจและยกระดบั ควำมรู้สึก

เครซ่ีเรซอำเกต(Crazy Lace Agate) เครซ่ีเรซอำเกตเป็นหินที่ช่วยเรียก เสียงหวั เรำะหรือ "แถบ
ควำมสุข(Happy Lace)" เช่ือมโยงกบั เทศกำลและเตน้ รำของชำวเมก็ ซิกนั ที่มีแดดและนำควำมสุขมำสู่ผสู้ วม
ใส่ ไมใ่ ช่หินท่ีช่วยคุม้ ครอง แตส่ นบั สนุนและใหก้ ำลงั ใจ ช่วยยกระดบั ควำมคดิ และส่งเสริมกำรมองโลกใน
แงด่ ี ลกั ษณะที่มีกกำรไหลเวียนของเสน้ ภำยในตวั ของมนั ช่วยสร้ำงกำรไหลเวียนของพลงั งำน ช่วยกระตนุ้
จิตใจและทศั นคติ

เดรนไดรติคอำเกต(Dendritic Agate) เป็นท่ีรู้จกั กนั ในชื่อ หินเเห่งควำมอุดมสมบูรณ์(Stone of
Plentitude )จะนำควำมอุดมสมบรู ณ์และควำมบริบูรณ์ในทุกดำ้ นของชีวิต ไม่วำ่ คณุ จะทำธุรกิจเก่ียวกบั ก
กำรเกษตรหรือทำกำรเกษตร มนั เป็นอญั มณีท่ีเปรียบเหมือนมีนำงไม้ เทวดำ วญิ ญำณที่เก่ียวขอ้ งกบั ตน้ ไม้ ท่ี
ช่วยนำควำมอดุ มสมบูรณ์มำใหผ้ สู้ วมใส่

ไฟอำเกต(Fire agate) ถูกเรียกวำ่ เปลวไฟแห่งจิตวญิ ญำณท่ีควำมสมบูรณ์แบบ นำควำมลึกลบั อนั
ยง่ิ ใหญท่ ี่ถกู ลอ็ กไวภ้ ำยในผลึกสีน้ำตำลเขม้ ของมนั เม่ือมองดูแลว้ มนั จะเหมือนมีกำรเล่นแสงท่ีมีลกั ษณะ
คลำ้ ยกำลงั ลกุ เป็นไฟภำยในเน้ือของมนั มองเขำ้ ไปในส่วนลึกและเปลวไฟของมนั จะเหมือนว่ิงไปมำ ยงิ่ ทำ
ใหน้ ่ำหลงไหล

พิคเจอร์อำเกต(Picture agate) แสดงกำรรวมธรรมชำติที่เกิดข้นึ ใหอ้ ยภู่ ำยในเน้ือหิน ในลกั ษณะท่ี
จะสร้ำงภำพท่ีกำหนดไวอ้ ยำ่ งชดั เจน ภำพเหล่ำน้ีมีลกั ษณะท่ีเป็นธรรมชำติเหมือนจริงและงดงำมทำใหภ้ ำพที่
ดูสมจริงและดูน่ำหลงไหล พคิ เจอร์อำเกตจะช่วยเพมิ่ สมรรถภำพทำงจิตของคณุ โดยกำรเพม่ิ สมำธิ ทกั ษะกำร
วเิ ครำะห์และกำรรับรู้

มอนแทนำอำเกต(Montana Agate) เป็นอญั มณีท่ีส่งเสริมควำมสมบูรณ์ ใหค้ วำมมน่ั คงและควำม
สงบ พลงั งำนท่ีอบอุน่ ไดร้ ับจำกกำรวำงตวั และหยดุ ควำมปรำรถนำท่ีไม่จำเป็น นอกจำกน้ีอำเกตยงั ช่วยใหม้ ี
แรงบนั ดำลใจในกำรพูดควำมคดิ ของเขำหรือเธอในรูปแบบท่ีน่ำท่ึงและชดั เจน มอนแทนำอำเกตเชื่อวำ่ จะทำ
ใหจ้ ินตนำกำรมน่ั คงข้ึนพร้อมกบั สร้ำงแรงบนั ดำลใจของผคู้ รอบครองและช่วยในกำรแสวงหำปัญญำ
ในทำงกำรรักษำ ช่วยรักษำระบบไหลเวยี นโลหิตและปรับสมดุลอวยั วะเพศของร่ำงกำย มนั เป็นสิ่งท่ีดี
สำหรับกำรไหลเวียนที่ดีของสุขภำพ และรักษำปัญหำของเมด็ เลือด

แจสเปอร์(Jasper) เป็นหินชนิดท่ีเกิดจำกกำรรวมของผลึกควอตซช์ นิดผลึกละเอียด(microgranular)
หรือ ชำซิโดนี(chalcedony) และแร่ท่ีทำใหเ้ กิดสีอื่นๆ เช่น แร่เหลก็ ชนิด3+(Fe3+)ในเน้ือ จะทำใหเ้ กิดสีแดง
เป็นตน้ มีลกั ษณะทึบแสง เป็นผลึกละเอียดของควอตซท์ ี่มีแร่อื่นๆเขำ้ มำร่วมอยดู่ ว้ ย โดยปกติจะพบสีแดง สี
เหลือง สีน้ำตำลหรือสีเขยี ว และสีท่ีหำยำก คอื สีฟ้ำ ส่วนใหญ่จะพบสีแดงโดยทวั่ ไป โดยสีแดงมีผลมำจำก
ผลึกของแร่เหลก็ ลกั ษณะของแจสเปอร์ จะมีพ้ืนผิวเรียบมนั จึงนำมำขดั มนั จะใชส้ ำหรับกำรตกแตง่ สิ่งของ
เคร่ืองใชห้ รือใชเ้ ป็นอญั มณี ควำมถว่ งจำเพำะโดยปกติจะมีคำ่ ประมำณ 2.5-2.9

กำรใชเ้ คร่ืองประดบั ของแจสเปอร์ มีกำรใชม้ ำต้งั แต่ยคุ แรกของอำรยธรรม รูปแบบต่ำงๆของ
แจสเปอร์ มกั ทำเป็นวตั ถุตกแต่งตำ่ ๆ เช่น ท่ีเข่ียบุหรี่หรือท่ีข้นั หนงั สือ แจสเปอร์มีอยทู่ วั่ โลก โดยมีสีหรือ
รูปแบบเฉพำะสำหรับแตล่ ะสถำนท่ี เช่น บลดั สโตนส่วนใหญ่มำจำกประเทศอินเดีย มุกคำไอตแ์ จสเปอร์
ท้งั หมดมำจำกออสเตรเลียแมว้ ำ่ นิยำมของแจสเปอร์โดยตรงแลว้ จะมีองคป์ ระกอบเป็นซิลิกำผลึกเนียน
ละเอียด แตใ่ นปัจจุบนั เรำจะพบแจสเปอร์หลำยชนิดท่ีไม่ไดม้ ีองคป์ ระกอบเป็นซิลลิกำ เช่น บบั เบิลบี
แจสเปอร์ ซ่ึงมีองคป์ ระกอบหลกั เป็นแคลไซต์ เป็นตน้ ดงั น้นั กำรเรียกแจสเปอร์ในปัจจุบนั ถูกนำมำเรียก
เพอื่ ต้งั ช่ือ "หิน" เพ่ือบ่งช้ีกำรเป็นเครื่องประดบั ของมนั นนั่ เอง

หินมงคลโอนิกซ์ (Onyx) ท่ีมีผลึกค่อนขำ้ งละเอียด มีลกั ษณะลำยเสน้ เป็นแนวขนำน และยงั มี
หลำกหลำยสี มีท้งั สีขำว ไปจนถึงเกือบทกุ สี โดยปกติส่วนมำกที่เรำพบเห็น จะเป็นสีดำ และมีแถบสีขำว,สี
แทน,สีน้ำตำล หรือหำกมีแถบขนำนกนั มีสีเหลืองออกน้ำตำล และมีแดงผสมสม้ หินชนิดน้ีจะถูกเรียกวำ่
ซำร์โดนิกซ์ (Sandonyx) ซ่ึงจะมีสีแดงมำกกวำ่ สีดำ และหำยำก เพรำะที่พบโดยปกติทวั่ ไป จะมีสีดำบริสุทธ์ิ

ลกั ษณะของหินมงคลชนิดน้ี พบมำกส่วนใหญ่คอื สีดำ ซ่ึงเน้ือผิวมีท้งั ดำเงำและดำดำ้ น ข้นึ อยกู่ บั
ผใู้ ชง้ ำนวำ่ ตอ้ งกำรแบบไหน มีควำมเชื่อทำงไสยศำสตร์ ท่ีมีควำมหมำยกนั วำ่ “เป็นพลงั แห่งกำรรู้อนำคต
และดึงดูดโชคลำภ” เน่ืองจำกเป็นหินนำโชค ท่ีพบมำกเป็นสีดำจึงมีควำมหมำยเก่ียวกบั พลงั งำน และดำ้ น
ควำมคิด อีกท้งั ยงั ช่วยในเรื่องดำ้ น กำรควบคุมจิตใจและอำรมณ์ หินมงคลชนิดน้ี เหมำะสำหรับคนอำรมณ์
ร้อน และบคุ คลที่ไม่คอ่ ยพบเจอ โชคลำภ ส่วนควำมเช่ือสมยั โบรำณ เล่ำขำนกนั วำ่ เป็นหินแห่งโชคลำภและ
อำนำจ ช่วยเสริมบำรมีแก่ผมู้ ีครอบครองหรือสวมใส่ อีกท้งั ยงั ช่วยป้องกนั คณุ ไสย หรือจำพวกมนตด์ ำ
อนั ตรำยตำ่ งๆ จำกสิ่งที่มองไม่เห็น หรือบคุ คลที่ปองร้ำยทำงไสยศำสตร์ หินชนิดน้ีจะปกปักรักษำคุณ และ
ยงั มีพลงั ที่สำมำรถเปล่ียนแปลงสิ่งรอบขำ้ ง บรรใหผ้ สู้ วมใส่หรือผคู้ รอบครอง ไปถึงจุดหมำยโดยง่ำย

ประเภทที่ 2 ลูกปัดกระดกู สัตว์และเปลือกหอย

ควำมเป็นมำของลกู ปัดจำกเปลือกหอยถือกำเนิดข้นึ นำนมำก เมื่อประมำณ 40,000 ปี มำแลว้ พบอยู่
ในถ้ำของประเทศแถบยโุ รปตอนกลำงและยโุ รปตะวนั ออก ส่วนมำกเป็นลกู ปัดจำกเปลือกหอยตระกูล
"หอยแครง" ยงั ไมใ่ ช่หอยทะเลแบบหอยมือเสือ) โดยลูกปัดเหลำ่ น้ีมีกำรเจำะรูไวส้ ำหรับร้อยเชือก ทำข้นึ ใน
พิธีกรรมของมนุษยน์ ีแอนเดอธลั ในช่วงเวลำ "ยคุ น้ำแขง็ ” (Upper Paleolithic Period)
ในส่วนอื่นๆ ของโลกก็พบลกู ปัดในยคุ แรกบำ้ งแต่ก็ประปรำยไม่มำกนกั เช่นในประเทศอินเดียพบใน
ช่วงเวลำ 20,000 – 30,000 ปี มำแลว้ เรำพบลกู ปัดท่ีทำข้ึนจำกเปลือกไขน่ ก ในประเทศเกำหลีและประเทศจีน
ในช่วง 15,000 – 20,000 ปี พบลูกปัดที่ทำจำกกระดูกสัตว์ ฟันสัตว์ ในทวีปแอฟริกำ และทวปี อเมริกำเหนือ
พบลูกปัดกระดูกสัตวก์ ระจำยตวั อยู่
จึงสรุปไดว้ ำ่ ลูกปัดในยคุ แรก ใชว้ สั ดุจำกธรรมชำติประเภท ฟันสตั ว์ เข้ียวสัตว์ งำ กระดูกสตั ว์ หอยน้ำจืด
หอยทะเล ซ่ึงท้งั หมดเป็นวตั ถุดิบตำมธรรมชำติรอบๆ ตวั มนุษย์

ประเภทท่ี 3 ลกู ปัดแก้ว

ลกู ปัดเป็นเคร่ืองประดบั ท่ีไดร้ ับควำมสนใจจำกผคู้ นทวั่ โลกมำทกุ ยคุ ทุกสมยั กำรคน้ ควำ้ เรื่องรำวของลกู ปัด
น้นั เช่ือวำ่ มีมำยำวนำนนบั หม่ืนปี ซ่ึงลกู ปัดในยคุ น้นั ทำมำจำกเมลด็ พชื กระดูกสัตว์ เปลือกหอย และหินท่ี
มีรูอยแู่ ลว้ ตำมธรรมชำติ เมื่อมนุษยม์ ีวิวฒั นำกำรมำกข้ึน กำรทำลกู ปัดกซ็ บั ซอ้ นข้นึ สวยงำม แปลกตำ
เพิม่ ข้นึ เช่นกำรตกแต่งลวดลำยลงไปบนเน้ือหินมีคำ่ เช่น อำเกตและคำร์เนเลียน ท่ีถูกเรียกวำ่ เอตชค์ ำร์
เนเลียนของอินเดีย และซีบีทของทิเบต เมื่อประมำณ 4,000 ปี มำแลว้ เชื่อวำ่ มีกำรผลิตลูกปัดแกว้ เพอ่ื
ทดแทนลูกปัดจำกหินมีค่ำ เช่น อำเกตและคำร์เนเลียนท่ีไดร้ ับควำมนิยมอยำ่ งยง่ิ ซ่ึงหินเหลำ่ น้ีเร่ิมหำยำก
และรำคำแพง ทำใหผ้ คู้ นในยคุ นโบรำณใชล้ กู ปัดแกว้ ท่ีถูกผลิตข้ึนมำ สวมใส่แทนลกู ปัดท่ีทำจำกหินมีคำ่
ก่อนมำเป็นลูกปัดแกว้ ที่แทจ้ ริงน้นั พบหลกั ฐำนกำรใชแ้ กว้ หรือกำรผลิตแกว้ นบั วำ่ มีอำยกุ ำรคน้ พบเทำ่ กบั
ประวตั ิศำสตร์ของมนุษยซ์ ่ึงมีประวตั ิควำมเป็นมำ และกำรพฒั นำควบคู่กนั ไป เป็นท่ีเขำ้ ใจกนั วำ่ เม่ือ
ประมำณ 75,000 ปี มำแลว้ มนุษยไ์ ดร้ ู้จกั นำแกว้ ธรรมชำติท่ีเกิดจำกภูเขำไฟ ที่เรียกวำ่ obsidian นำมำทำ
เป็นหวั ธนู หรืออำวุธต่ำงๆ ต่อมำประมำณ 5,000 ปี มำแลว้ มนุษยไ์ ดค้ น้ พบวิธีกำรผลิตแกว้ โดยบงั เอิญ ได้
มีบนั ทึกกลำ่ วไวว้ ำ่ ชำวฟี นิเชียนไดข้ นดินประสิวมำจำกอียปิ ต์ ขณะเตรียมอำหำรอยบู่ นชำยหำดริมแม่น้ำ
บีลสั ไดน้ ำกอ้ นดินประสิวมำใชแ้ ทนกอ้ นหินเพ่ือทำเป็นฐำนเตำไฟ เมื่อถกู ควำมร้อน กอ้ นดินประสิวเกิด
กำรลกุ ไหมแ้ ละหลอมละลำยผสมกบั ทรำยในบริเวณน้นั เกิดของเหลวใสไหลออกมำซ่ึงกค็ อื แกว้ ส่วนใน
อียปิ ตพ์ บลูกปัดที่มีลกั ษณะก่งึ เคลือบ-ก่ึงแกว้ อำยปุ ระมำณ 6,000 กวำ่ ปี มำแลว้ ซ่ึงสันนิษฐำนวำ่ พฒั นำมำ
จำกกำรผลิตแกวน้ำเคลือบหรือฟำยองซ(์ Faience) ซ่ึงมีลกั ษณะเหมือนแกว้ โดยนำมำเคลือบลูกปัดดิน
เผำ แตฟ่ ำยองซน์ ้นั ผลิตในอุณหภูมิที่ต่ำกวำ่ แกว้ และตอ่ มำจึงไดพ้ ฒั นำเป็นแกว้ ที่แทจ้ ริง

2. วสั ดุ อปุ กรณ์

2.1 วสั ดุ อุปกรณ์ในการทางานลกู ปัด
2.1.1 กรรไกร
2.1.2 เอน็
2.1.3 ไม้บรรทดั
2.1.4 ลูกปัด
2.1.5 ตะขอ
2.1.6 ห่วง
2.1.7 โซ่ปรับระดบั

บทที่ 3

เทคนิคกำรประดิษฐ์

หลกั การใช้สี

กำรใชส้ ีวรรณะเดียว ควำมหมำยของสีวรรณะเดียว (tone) คอื กลมุ่ สีที่แบง่ ออกเป็นวงลอ้ ของสี
เป็น 2 วรรณะ คือ

วรรณะร้อน (warm tone) ซ่ึงประกอบดว้ ย สีเหลือง สีส้ม สีแดง สีมว่ ง สีเหล่ำน้ีใหอ้ ิทธิพล
ตอ่ ควำมรู้สึก ตื่นเตน้ เร้ำใจ กระฉบั กระเฉง ถือวำ่ เป็นวรรณะร้อน

วรรณะเยน็ (cool tone) ประกอบดว้ ย สีเหลือง สีเขยี ว สีน้ำเงิน สีมว่ ง สีเหลำ่ น้ีดู เยน็ ตำ
ใหค้ วำมรู้สึก สงบ สดช่ืน (สีเหลืองกบั สีมว่ งอยไู่ ดท้ ้งั สองวรรณะ)
กำรใชส้ ีแตล่ ะคร้ังควรใชส้ ีวรรณะเดียวในภำพท้งั หมด เพรำะจะทำใหภ้ ำพควำมเป็นอนั หน่ึงอนั เดียวกนั
(เอกภำพ) กลมกลืน มีแรงจูงใจใหค้ ลอ้ ยตำมไดม้ ำก

การใช้สีต่างวรรณะ

หลกั กำรทว่ั ไป ใชอ้ ตั รำส่วน 80% ตอ่ 20% ของวรรณะสี คือ ถำ้ ใชส้ ีวรรณะร้อน 80% สีวรรณะเยน็
ก็ 20% เป็นตน้ ซ่ึงกำรใชแ้ บบน้ีสร้ำงจุดสนใจของผดู้ ู ไม่ควรใชอ้ ตั รำส่วนที่เทำ่ กนั เพรำะจะทำใหไ้ มม่ ีสีใด
เด่น ไมน่ ่ำสนใจ

การใช้สีตรงกนั ข้าม

สีตรงขำ้ มจะทำใหค้ วำมรู้สึกที่ตดั กนั รุนแรงสร้ำงควำมเด่น และเร้ำใจไดม้ ำกแตห่ ำกใชไ้ ม่ถูกหลกั
หรือ ไม่เหมำะสม หรือใชจ้ ำนวนสีมำกสีจนเกินไป ก็จะทำใหค้ วำมรู้สึกพร่ำมวั ลำยตำ ขดั แยง้ ควรใชส้ ีตรง
ขำ้ ม ในอตั รำส่วน 80% ตอ่ 20% หรือหำกมีพ้ืนที่เท่ำกนั ท่ีจำเป็นตอ้ งใช้ ควรนำสีขำว หรือสีดำ เขำ้ มำเสริม
เพอ่ื ตดั เสน้ ใหแ้ ยกออก จำก กนั หรืออีกวธิ ีหน่ึงคือกำรลดควำมสดของสีตรงขำ้ มใหห้ ม่นลงไป

สีตรงขำ้ มมี 6 คู่ไดแ้ ก่
สีเหลือง ตรงขำ้ มกบั สีม่วง
สีแดง ตรงขำ้ มกบั สีเขยี ว
สีน้ำเงิน ตรงขำ้ มกบั สีส้ม
สีเขียวเหลือง ตรงขำ้ มกบั สีม่วงแดง

สีส้มเหลือง ตรงขำ้ มกบั สีมว่ งน้ำเงิน
สีสม้ แดง ตรงขำ้ มกบั สีเขียวน้ำเงิน

สีร้อน (สีอุ่น) Warm Colors
นบั จำกโทนสีเหลือง ชมพู แดง สม้ มว่ ง น้ำตำล สีเหลำ่ น้ีใหค้ วำมหมำยที่เร่ำร้อน กำ้ วร้ำว มีอิทธิพล

ตอ่ กำร ดึงดูดและกระตุน้ อำรมณ์ได้ มำกมำยกวำ่ โทนสีอื่นๆ สีเหล่ำน้ีจะใชม้ ำกกบั งำนประเภท หวั หนงั สือ
นิตยำสำร แคตตำลอ็ กตลอดจนป้ำยโฆษณำต่ำงๆซ่ึงจะกระตนุ้ ควำมสนใจต่อผพู้ บเห็นไดเ้ ร็ว
สีโทนร้อน คือสีที่ใหค้ วำมหมำย รื่นเริง สดชื่น ฉูดฉำด บำดอำรมณ์

สีเยน็ (Cool Colors)
เร่ิมจำกสีเทำ ฟ้ำ น้ำเงิน เขียว สีโทนน้ีจดั อยใู่ นสีโทนเยน็ ให้ อำรมณ์ควำมรู้สึก สงบ สะอำด เยน็

สบำย

สีขาว (White)
คือสีแห่งควำมสะอำด บริสุทธ์ิ ไร้เดียงสำ เหมือนกบั สำนวนที่ ชอบพูดวำ่ "เดก็ ที่เกิดมำเหมือนผำ้

ขำวที่ยงั ไมม่ ีรอยแปดเป้ื อน"
สีแดง (Red)

คอื สีแห่งควำมกระตือรือร้น เร่ำร้อน รุนแรง สะเทือนอำรมณ์ มีพลงั ควำมสวำ่ งโชติช่วง เป็น
สัญลกั ษณ์แห่งควำมรัก ดึงดูด ควำมสนใจ หำกเป็นสีชมพู ซ่ึงควำมเขม้ ของสีจะจำงลงจะใหค้ วำมรู้สึกหวำน
โรแมนติก
สีเหลือง (Yellow)

คือสีแห่งควำมสุขสดช่ืน ร่ำเริงมีชีวิตชีวำ เป็นสีท่ีเขำ้ ไดก้ บั ทุกสี
สีเขียว (Green)

คอื สีของตน้ ไม้ ใบหญำ้ เป็นสญั ลกั ษณ์ของควำมสงบ เรียบง่ำย ควำมเขม้ ของสีเขียวใหค้ วำม
หมำยถึงควำมอดุ มสมบูรณ์
สีฟ้ำ (Blue)

คือ สีแห่งทอ้ งฟ้ำและน้ำทะเล เป็นสัญลกั ษณ์ของควำมสงบ เยอื กเยน็ มน่ั คง แต่เตม็ ไปดว้ ยพลงั หำก
เป็นสีฟ้ำอ่อนจะใหค้ วำมรู้สึก สดช่ืน สวยงำม กระฉบั กระเฉงเป็นหนุ่มสำว
สีมว่ ง (Purpke)

คอื สีแห่งควำมลึกลบั ซ่อนเร้น เป็นสีที่มีอิทธิพลตอ่ จิตนำกำร และควำมอยำกรู้อยำกเห็นหบั เด็ก
เช่น เร่ืองเทพนิยำยตำ่ งๆ

สีน้ำตำล (Brown)
เป็นสีสญั ลกั ษณ์แห่งควำมร่วงโรยเปรียบเสมือนตน้ ไมม้ ีใบร่วงหลน่ เมื่อถึงอำยขุ ยั เป็นสีท่ีให้

ควำมหมำยดูเหมือนธรรมชำติ เช่น สีน้ำตำลอ่อนและสีแก่นของลำยไมเ้ ป็นตน้
สีแจ๊ด (Vivid Colors)

คือสีท่ีสะดุดตำเร็วมองเห็นไดไ้ กล โทนสีตดั กนั แบบตรงขำ้ ม เช่น แดงกบั ดำ เหลืองกบั น้ำเงิน เขยี ว
กบั แดง ดำกบั เหลืองเป็นตน้ สีจำพวกน้ีนิยมใชก้ นั มำกในงำนของเด็กเลน่ ภตั ตำคำร ร้ำนอำหำร ประเภท
ฟำสตฟ์ ู้ด คำเฟ่ ขอ้ เสียของสีประเภทน้ีหำกใชจ้ ำนวนสีมำกจะดูลำยตำ พร่ำ วธิ ีใชท้ ี่ดีควรใชห้ น่ึงหรือสองสี
เป็นตวั เนน้ หนกั
สีทึบ (Dull Color)

คอื สีออ่ นที่ค่อนขำ้ งเขม้ หรือสีที่เจือจำงลง ใหค้ วำมรู้สึกท่ี สลวั ลำง มวั บำงคร้ังดูเหมือนฝัน และดู
คลำยเครียด
สีจำง (สีออ่ น) Light Colors

ใหค้ วำมหมำยที่ดูอ่อนโยน เบำหววิ เหมือนคลื่นเมฆหรือปยุ ฝ้ำย ช่วยทำใหพ้ ้ืนที่ท่ีแคบดูใหก้ วำ้ งข้ึน
โทนสีจำพวกน้ีจะใชก้ นั มำกกบั เส้ือผำ้ สตรี ชุดช้นั ใน แฟชนั่ ชุดนอน ในงำนศิลปะบำงอยำ่ งใชส้ ีอ่อน เป็น
พ้นื ฉำกหลงั เพื่อขบั ให้รูปทรงลอยเด่นข้ึน
สีทึบ (Dull Color)

คือสีออ่ นท่ีคอ่ นขำ้ งเขม้ หรือสีท่ีเจือจำงลง ใหค้ วำมรู้สึกที่ สลวั ลำง มวั บำงคร้ังดูเหมือนฝัน และดู
คลำยเครียด
สีมืดทึบ (Dark Colors)

ใหค้ วำมรู้สึกหนกั แขง็ แกร่ง เขม้ มีพลงั สังเกตดูไดจ้ ำกสีเครื่องแต่งกำยของทหำร สีสูทของผชู้ ำย
ชุดฟอร์มของช่ำง เป็นตน้

บทท่ี 4

การประดษิ ฐ์งานลกู ปัด

1. แหวนลูกปัดดอกทำนตะวนั

อุปกรณ์

1. ลูกปัด
– ลกู ปัดขนำด 8 มม.
– ลกู ปัดเมด็ ทรำยสีเหลืองขนำด 3 มม.
– ลูกปัดเมด็ ทรำยสีใสขนำด 3 มม.

2. เอน็ ขนำด 0.25 มม.
3. กรรไกร

วิธีทำ
1. เร่ิมจำกกำรนำเอน็ มำร้อยดว้ ยลกู ปัดขนำด 8 มม.

2. ตำมดว้ ยลูกปัดเมด็ ทรำยสีเหลืองจำนวน 5 อนั ท่ีร้อยเขำ้ ไปท้งั 2 ดำ้ น

3. จำกน้นั นำปลำยเอ็นมำร้อยลูกปัด 8 มม. จำกรูฝ่ังตรงขำ้ ม ซ่ึงทำเหมือนกนั กบั ปลำยเอน็ ท้งั 2 ขำ้ ง

4. ต่อไปก็ร้อยลูกปัดเมด็ ทรำยเขำ้ ท่ีปลำยเอน็ ดำ้ นซำ้ ย 1 อนั และร้อยยอ้ นกลบั ไปฝั่งตรงขำ้ มผำ่ นลูกปัดเมด็
ทรำย 5 อนั

5. ส่วนอีกปลำยก็ร้อยลกู ปัดเมด็ ทรำยเขำ้ ไป 1 อนั และร้อยยอ้ นกลบั ไปฝั่งตรงขำ้ มผำ่ นลกู ปัดเมด็ ทรำย 5 อนั
เช่นกนั จำกน้นั ร้อยเอน็ ผำ่ นลูกปัดเมด็ ทรำยไปอีก 3 อนั ซ่ึงกร็ ้อยแบบเดียวกนั กบั ปลำยอีกดำ้ น

6. แลว้ กม็ ำร้อยลูกปัดรอบวงแหวนดว้ ยลกู ปัดเมด็ ทรำยสีใส โดยร้อยตำมขนำดวงแหวนท่ีเรำตอ้ งกำรไดเ้ ลย
จำกปลำยเอน็ ท้งั 2 ดำ้ นตอ่ ไปกน็ ำเอน็ มำมดั ปมจำกน้นั ก็เก็บปลำยเอน็ ดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปที่ลกู ปัด โดย
ทำกบั ท้งั ปลำยเอน็ 2 ดำ้ นเลยแลว้ ตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออก

2. กาไลลูกปัดดอกไม้

อปุ กรณ์
1. ลูกปัดเมด็ ทรำย

– ลกู ปัดสีมกุ
– ลูกปัดสีม่วง
– ลกู ปัดสีชมพู
– ลูกปัดสีเขียว
2. เอน็ ยดื ขนำด 0.4 มม.
3. กรรไกร

วิธีทำ
1. ร้อยลูกปัดสีมว่ งจำนวน 5 เมด็ จำกน้นั ก็ร้อยลูกปัดสีมกุ เพม่ิ เขำ้ ไปที่ปลำยเอน็ ท้งั 2 ดำ้ น และร้อยปลำยเอน็
แต่ละดำ้ นยอ้ นกลบั ไปท่ีลกู ปัดสีม่วง ตอ่ ไปก็ร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลูกปัดสีมว่ งจำนวน 1 เมด็ กจ็ ะไดน้ อ้ ง
ดอกไมอ้ อกมำแลว้

2. จำกน้นั ก็ร้อยลกู ปัดสีเขียวไปที่ปลำยเอน็ แตล่ ะดำ้ น เพ่ือเป็นใบกนั ระหวำ่ งดอกไมแ้ ต่ละอนั และร้อยลกู ปัด
สีชมพูเพมิ่ เขำ้ ไปอีก 1 เมด็ จำกน้นั ร้อยลกู ปัดสีชมพูจำนวน 2 เมด็ เพ่มิ เขำ้ ไปท่ีปลำยเอน็ แต่ละดำ้ นตอ่ ไปก็
ร้อยลูกปัดสีมุกเขำ้ ไปที่ปลำยเอน็ ท้งั 2 ดำ้ น

3. ทำกำรร้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั ไปท่ีลูกปัดสีชมพเู หมือนเดิมจำกน้นั ร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลกู ปัดสีชมพูอีก
1 เมด็ กจ็ ะไดน้ อ้ งดอกไมอ้ นั ถดั ไปมำแลว้ ต่อไปก็ใหท้ ำกำรร้อยใบและนอ้ งดอกไมส้ ลบั กนั แบบน้ีไปเรื่อยๆ
จนไดค้ วำมยำวท่ีตอ้ งกำรและตอ้ งร้อยจบดว้ ยลกู ปัดสีเขียว

4. นำมำร้อยปิ ดวงดว้ ยกำรร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลูกปัดตรงปลำยอีกดำ้ นหน่ึงและก็ร้อยปลำยเอน็ ให้
กลบั ไปอยฝู่ ่ังเดียวกนั จำกน้นั กน็ ำมำมดั ปม

5. จำกน้นั ก็มำซ่อนปลำยเอน็ ดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปที่ลูกปัดตดั ปลำยเอ็นส่วนเกินออก

3. แหวนลูกปัดลำยววั

อุปกรณ์
1. ลูกปัดเมด็ ทรำยขนำด 3 มม.

– ลูกปัดสีชมพู 2 เมด็
– ลูกปัดสีขำว 10 เมด็
– ลูกปัดสีดำ 6 เมด็
– ลกู ปัดสีเขียวตำมขนำดรอบวงแหวน
2. เอน็ ขนำด 0.25 มม.
3. กรรไกร

วิธีทำ
1. ร้อยลกู ปัดสีชมพจู ำนวน 2 เมด็ จำกน้นั ตำมดว้ ยกำรร้อยลกู ปัดสีขำวจำนวน 3 เมด็ และใชป้ ลำยเอน็ ร้อย
สวนกนั ที่ลูกปัดสีขำวท้งั 3 เม็ ดตอ่ ไปให้ร้อยลูกปัดสีดำเพิ่มไป 1 เมด็ ตำมดว้ ยลกู ปัดสีขำว 2 เมด็ และปิ ด
ทำ้ ยดว้ ยลูกปัดสีดำอีก 1 เมด็ จำกน้นั กร็ ้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลูกปัด 4 เมด็

2. ร้อยลูกปัดสีขำวเพิม่ อีก 5 เมด็ ตอ่ ไปก็ร้อยปลำยเอ็นสวนกนั ที่ลูกปัดสีขำวท้งั 5 เมด็ อีกคร้ัง กจ็ ะไดห้ นำ้
นอ้ งววั มำแลว้ จำกน้นั ให้ร้อยลกู ปัดสีดำ เพมิ่ ขำ้ งละ 2 เมด็ และร้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั มำที่ลูกปัดสีดำเมด็
แรกแบบน้ีท้งั 2 ขำ้ ง

3. จำกน้นั ก็นำมำมดั ปม ตอ่ ไปกซ็ ่อนปลำยเอน็ ดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปที่ลกู ปัดตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออก
แค่น้ีกเ็ สร็จเรียบร้อยแลว้

4. กำไลลูกปัดเชอร์ร่ี

อุปกรณ์
1.ลูกปัดเมด็ ทรำย

– ลูกปัดสีชมพู ขนำด 3 มม.
– ลูกปัดสีเขยี ว ขนำด 3 มม.
– ลกู ปัดสีขำว ขนำด 3 มม.
– ลกู ปัดสีแดง ขนำด 4 มม.
2. เอน็ ขนำด 0.4 มม.
3. กรรไกร

วิธีทำ
1. เร่ิมจำกกำรร้อยลูกปัดสีชมพู จำนวน 4 เมด็ และตำมดว้ ยกำรร้อยปลำยเอ็นสวนกนั ท่ีลกู ปัดเมด็ สุดทำ้ ย
จำกน้นั ร้อยเอน็ ดว้ ยลกู ปัดสีชมพู ดำ้ นละ 1 เมด็ และร้อยลกู ปัดสีชมพอู ีก 1 เมด็ พร้อมร้อยเอ็นสวนทำงกนั
ตอ่ ไปก็ทำแบบน้ีซ้ำอีก 1 รอบ และร้อยลูกปัดสีชมพเู พมิ่ ไปดำ้ นละ 1 เมด็ อีกคร้ัง

2. ต่อไปใหน้ ำปลำยเอ็นท้งั 2 ดำ้ น ร้อยกลบั ไปท่ีลูกปัดสีชมพูเมด็ แรกก็จะไดน้ อ้ งเชอร์ร่ีเมด็ แรก
มำแลว้ จำกน้นั กร็ ้อยปลำยเอ็นสวนกนั ท่ีลกู ปัดสีเขยี ว จำนวน 2 คร้ัง และตำมดว้ ยกำรร้อยลกู ปัดสีเขยี วเพิ่ม
เขำ้ ไปดำ้ นละ 7 เมด็

3. ต่อไปก็ร้อยปลำยเอน็ กลบั มำท่ีลูกปัดสีเขียวเมด็ แรก เพ่ือทำใบ ซ่ึงทำเหมือนกนั กบั ปลำยท้งั 2 ดำ้ นเลย เรำ
กจ็ ะไดใ้ บไมม้ ำ 2 ใบแลว้ จำกน้นั ก็ร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลกู ปัดสีเขียวเพ่มิ อีก 2 อนั และตำมดว้ ยกำรร้อย
ปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลูกปัดสีชมพู 1 เมด็

4. ร้อยลูกปัดสีชมพูในเอน็ แต่ละดำ้ นอยำ่ งละ 1 เมด็ และร้อยลูกปัดสีชมพูเพิม่ อีก 1 เมด็ พร้อมร้อยปลำยเอ็น
สวนกนั จำกน้นั ก็ทำเหมือนกนั กบั เชอร์รี่ลูกแรก ดว้ ยกำรร้อยลกู ปัดสีชมพูเขำ้ ไปดำ้ นละ 1 เมด็ และร้อยเอ็น
สวนกนั ท่ีลูกปัดสีชมพูเมด็ ใหม่ร้อยแบบเดิมซ้ำอีก 1 คร้ัง และตำมดว้ ยกำรร้อยลกู ปัดสีชมพเู พ่ิมอีกดำ้ นละ 1
เมด็

5. ต่อไปกร็ ้อยปลำยเอน็ กลบั ไปที่ลกู ปัดสีชมพูเมด็ แรกจำกน้นั ใหท้ ำกำรร้อยเอน็ กลบั ไปท่ีใบ ดว้ ยกำรร้อย
เอน็ สวนกนั กลบั ไปท่ีดำ้ นบนต่อไปกร็ ้อยปลำยเอน็ ดำ้ นหน่ึงไปท่ีกำ้ นเชอร์รี่อีกขำ้ ง

6. จำกน้นั กม็ ำร้อยลูกปัดรอบกำไลกนั ดว้ ยลกู ปัดสีขำว 8 เมด็ และตำมดว้ ยลูกปัดสีเขียว 2 เมด็ กบั ลกู ปัดสี
แดง 4 มม. อีก 2 เมด็ เพ่ือเตรียมร้อยนอ้ งเชอร์รี่อนั เลก็ ร้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั ไปท่ีลูกปัดสีเขยี ว 2 เมด็ แบบน้ี
ก็จะไดน้ อ้ งเชอร์รี่นอ้ ยออกมำแลว้

7. ร้อยแบบน้ีไปเร่ือยๆ จนไดค้ วำมยำวที่ตอ้ งกำรจำกน้นั ก็นำมำมดั ปมต่อไปกซ็ ่อนปลำยเอน็ ดว้ ยกำรร้อย
ยอ้ นกลบั ไปท่ีลกู ปัดตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออก



4. แหวนลูกปัดรูปหวั ใจ

อปุ กรณ์

1. ลกู ปัดเมด็ ทรำยขนำด 3 มม.
– ลกู ปัดสีแดงจำนวน 12 เมด็
– ลูกปัดสีขำวตำมขนำดรอบวงแหวน

2. เอน็ ขนำด 0.25 มม.
3. กรรไกร

วธิ ีทำ

1. ร้อยลูกปัดสีขำวจำนวน 4 เมด็ จำกน้นั ให้ร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ที่ลูกปัดเมด็ สุดทำ้ ยแลว้ ร้อยลกู ปัดสีขำว
เพม่ิ ที่ดำ้ นขวำ 1 เมด็ และดำ้ นซำ้ ย 2 เมด็ ต่อไปกใ็ หร้ ้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลูกปัดเมด็ ที่สอง และทำแบบน้ีไป
เร่ือยๆ จนไดค้ วำมยำวประมำณคร่ึงหน่ึงของรอบวงแหวน

2. จำกน้นั ก็ร้อยลกู ปัดสีขำวท่ีดำ้ นขวำ 1 เมด็ และสีแดงท่ีดำ้ นซำ้ ย 2 เมด็ และกร็ ้อยปลำยเอน็ สวนกนั ร้อย
ลกู ปัดสีแดงท่ีดำ้ นขวำ 2 เมด็ และดำ้ นซำ้ ย 1 เมด็ และร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ร้อยลูกปัดสีขำวที่ดำ้ นซำ้ ย 1 เมด็

และลูกปัดสีขำวและแดงอยำ่ งละ 1 เมด็ ที่ดำ้ นขวำ และร้อยปลำยเอน็ สวนกนั เช่นเดิม ก็จะไดฐ้ ำนหวั ใจ
มำแลว้

3. ตอ่ ไปก็ใหร้ ้อยแบบน้ีไปเรื่อยๆ กบั ลูกปัดสีขำว จนไดค้ วำมยำวรอบวงแหวนท่ีตอ้ งกำรร้อยลกู ปัดสีขำว
เพม่ิ ไปทำงดำ้ นขวำ 2 เมด็ และดำ้ นซำ้ ย 1 เมด็ ก่อนท่ีจะร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ที่ลูกปัดสีขำวดำ้ นซำ้ ยจำกน้นั ก็
มำร้อยลกู ปัดช้นั ถดั ไปดว้ ยกำรร้อยลกู ปัดสีขำวเพ่ิมที่ดำ้ นขวำ 3 เมด็ และร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ที่ลกู ปัดเมด็
สุดทำ้ ย

4. จำกน้นั ใหร้ ้อยปลำยเอน็ ต่อไปที่ลกู ปัดที่ติดกนั แบบน้ี และร้อยลูกปัดสีขำวเพม่ิ เขำ้ ไปท่ีปลำยเอน็ อีกขำ้ ง 2
เมด็ ก่อนท่ีจะร้อยปลำยเอน็ สวนกนั ท่ีลกู ปัดเมด็ สุดทำ้ ยร้อยแบบน้ีไปเรื่อยๆ จนมำถึงลูกปัดสีแดงร้อยดว้ ย
ลกู ปัดสีขำวและสีแดงแบบน้ี ก่อนที่จะร้อยปลำยเอน็ สวนกนั

5. จำกน้นั กน็ ำมำมดั ปม ต่อไปก็ซ่อนปลำยเอน็ ดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปที่ลกู ปัด ตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออก
แค่น้ีก็เสร็จเรียบร้อยแลว้ ตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออก แคน่ ้ีก็เสร็จเรียบร้อยแลว้

5. กำไลลูกปัดดอกไมเ้ ดซ่ี

อปุ กรณ์

1. ลกู ปัดเมด็ ทรำย ขนำด 3 มม.
– ลูกปัดสีเหลือง
– ลกู ปัดสีขำว
– ลกู ปัดสีเขยี วใส
– ลกู ปัดสีขำวใส

2. เอน็ ยดื ขนำด 0.4 มม.
3. กรรไกร

วิธีทำ

1. ร้อยลกู ปัดสีเขียวใส 2 เมด็ จำกน้นั ตำมดว้ ยลกู ปัดสีเหลือง 1 เมด็ และลกู ปัดสีเขยี วใสอีก 1 เมด็

2. ต่อไปให้ร้อยปลำยเอ็นยอ้ นกลบั ไปที่ลูกปัด 3 เมด็ แรกแบบน้ี จำกน้นั ร้อยลกู ปัดสีเหลืองเพ่มิ เขำ้ ไป 2 เมด็
และลูกปัดสีขำวอีก 1 เมด็

3. ต่อไปกใ็ หร้ ้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั มำที่ลูกปัดสีเหลืองเม็ดแรก และร้อยต่อไปที่ลกู ปัดสีเหลืองอีก 2 เม็ด

4. จำกน้นั ร้อยลกู ปัดสีเหลืองเพ่ิมอีก 3 เมด็ และร้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั มำท่ีลกู ปัดสีเหลืองเมด็ แรกอีกคร้ัง
ตอ่ ไปให้ร้อยต่อไปท่ีลกู ปัดสีเขยี วอีก 2 เมด็ กจ็ ะไดน้ อ้ งดอกไมม้ ำแลว้

5. จำกน้นั ใหร้ ้อยลกู ปัดสีขำวใสเพมิ่ เขำ้ ไปอีก 8 เมด็ และตำมดว้ ยลูกปัดสีเขยี วใส 2 เมด็ สีเหลือง 1 เมด็ และ
สีเขียวใสอีก 1 เมด็

6. ตอ่ ไปให้ร้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั ไปท่ีลกู ปัด 3 เมด็ น้ี จำกน้นั ร้อยลกู ปัดสีเหลืองเพ่ิมอีก 2 เมด็ และสีขำวอีก
1 เมด็

7. ตอ่ ไปกร็ ้อยปลำยเอน็ ยอ้ นกลบั ไปที่ลกู ปัดสีเหลืองเมด็ แรก และร้อยต่อไปที่ลกู ปัดสีเหลืองอีก 2 เมด็

8. จำกน้นั ใหร้ ้อยลกู ปัดสีเหลืองเพ่ิมอีก 3 เมด็ และร้อยกลบั มำท่ีลกู ปัดสีเหลืองเมด็ แรกเหมือนเดิม ต่อไปก็
ร้อยต่อไปที่ลูกปัดสีเขยี วอีก 2 เมด็ แค่น้ีก็จะไดน้ อ้ งดอกไมอ้ นั ท่ี 2 มำแลว้

9. จำกน้นั ก็ร้อยจนไดค้ วำมยำวที่ตอ้ งกำร
10. จำกน้นั ก็นำมำมดั ปม

11. จำกน้นั กม็ ำซ่อนปลำยเอ็นดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปท่ีลูกปัด
12. ตดั ปลำยเอน็ ส่วนเกินออกไดเ้ ลย แค่น้ีกำไลนอ้ งดอกไมก้ เ็ สร็จเรียบร้อยแลว้

6. กำไลลูกปัดผีเส้ือ

อุปกรณ์
1. ลูกปัด

– ลูกปัดสีฟ้ำ ขนำด 3 มม.
– ลกู ปัดสีมุก ขนำด 3 มม.
– ลูกปัดสีขำว ขนำด 3 มม.
– ลูกปัดสีฟ้ำ ขนำด 4 มม.
– ลูกปัดสีมุก ขนำด 5 มม.
2. เอน็ ขนำด 0.4 มม.
3. กรรไกร
วิธีทำ
1. เริ่มจำกกำรร้อยลูกปัดสีมกุ 1 เมด็ และตำมดว้ ยลูกปัดสีฟ้ำ จำนวน 5 เมด็

2. จำกน้นั ร้อยเอน็ กลบั มำท่ีลกู ปัดเมด็ ท่ี 2 และร้อยลกู ปัดสีฟ้ำเพิ่มอีก 3 เมด็

3. ต่อไปกร็ ้อยกลบั มำท่ีลกู ปัดสีมกุ กจ็ ะไดป้ ี กบนของนอ้ งผเี ส้ือมำแลว้
4. จำกน้นั กร็ ้อยปี กบนดำ้ นซ้ำยเหมือนกนั ดว้ ยลกู ปัดสีฟ้ำ 5 เมด็ และร้อยกลบั มำที่ลกู ปัดเมด็ ที่ 2

5. ตอ่ ไปร้อยลกู ปัดเพิม่ อีก 3 เมด็ และร้อยกลบั ไปที่ลูกปัดสีมกุ ตรงกลำง กจ็ ะไดป้ ี กบนของนอ้ งผีเส้ือมำท้งั 2
ขำ้ งแลว้

6. จำกน้นั กร็ ้อยต่อดว้ ยลูกปัดสีมุกและร้อยปลำยเอน็ อีกดำ้ นสวนกนั

7. มำร้อยปี กล่ำงตอ่ ไดเ้ ลย ดว้ ยกำรร้อยยอ้ นกลบั ไปท่ีลกู ปัดสีฟ้ำเมด็ แรกโดยทำเหมือนกนั กบั ปี กท้งั 2 ขำ้ ง
เลย


Click to View FlipBook Version