ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 PHYSICAL EDUCATION LEARNING MANAGEMANT FOR FUTSAL IS A FROM AGILITY TRAINING TO DEVELOP FUTSAL DRIBBLING SKILL FOR 3TH SECONDARY EDUCATION สุริยา โคตมี1* และวันวิสา ป้อมประสิทธิ์2 Suriya Khotamee1* and Wanwisa Pompasit2 1 สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2 สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 1 Physical And Health, Faculty of Educations, Udon Thani Rajabhat University 2 Physical And Health, Faculty of Educations, Udon Thani Rajabhat University บทคัดย่อ การวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้ แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 8 แผน ใช้เวลา 8 ชั่วโมง แบบทดสอบทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความ คล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนมีคะแนน เฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 46.90 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.95 คิดเป็น ร้อยละ 80 พบว่า หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน * นักศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา หลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี [email protected]
คำสำคัญ : แบบฝึกความคล่องตัว , ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล บทนำ ร่างกายมนุษย์มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพื่อความเจริญเติบโตและรักษาสภาพการทำงาน ที่ดีเอาไว้ การที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของสมรรถภาพทาง กายหรือสุขภาพ แต่ยังเป็นสาเหตุของความผิดปกติของร่างกายและโรคร้ายหลายชนิดที่ป้องกันได้ ซึ่งเป็นโรคที่เป็นปัญหาทางการแพทย์ที่พบมากในปัจจุบัน ในทางการแพทย์การออกกำลังกายอาจ เปรียบได้กับยาสารพัดประโยชน์ เพราะใช้เป็นยาบำรุงเป็นยาป้องกันและเป็นยาบำบัดรักษาหรือ ฟื้นฟูสภาพร่างกาย แต่การที่ได้ชื่อว่ายาแล้วไม่ว่าจะวิเศษเพียงไรก็จะต้องใช้ด้วยขนาดหรือปริมาณที่ เหมาะสมกับคนแต่ละคน ในคนที่ใช้โดยไม่คำนึงถึงขนาดหรือปริมาณที่เหมาะสม นอกจากอาจไม่ ได้ผลแล้วยังอาจเกิดโทษจากยาได้ด้วย การออกกำลังกายให้เกิดประโยชน์แก่สุขภาพคือการจัดชนิด ของความหนัก ความนาน และความบ่อยของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับเพศ วัย สภาพ ร่างกาย สภาพแวดล้อม และจุดประสงค์ของแต่ละคน (สุพิตร สมาหิโต, 2560) การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อร่างกายและจิตใจ เป็นการเสริมสร้างสมรรถภาพ ของร่างกายให้แข็งแรงเพื่อให้บุคคลมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ประสิทธิผล ส่วนความสำเร็จของการปรับพฤติกรรมนั้นไม่ได้ ขึ้นอยู่กับผู้ที่ทำการปรับพฤติกรรม แต่จะขึ้นอยู่กับผู้ที่ถูกปรับพฤติกรรมให้สามารถปรับเปลี่ยน พฤติกรรมให้เป็นพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ถูกต้อง มีคุณธรรมและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมี ความสุข และเพื่อที่บุคคลสามารถควบคุมตนเอง (Self Control) ไม่ให้ตกอยู่ภายใต้สภาพแวดล้อม ที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเขาเอง และเพื่อบุคคลได้แสดงพฤติกรรมได้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ที่บุคคลนั้นอยู่ด้วย (องค์การอนามัยโลก, 2550) พลศึกษา เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ได้รับการถ่ายทอดมานานจากคนตะวันตก ที่เน้นร่างกายเป็น สิ่งสำคัญมากกว่าจิตใจ ที่มีความแข็งแรง ความเร็ว ความอ่อนตัว ความคล่องแคล่ว ความทนทาน และระบบไหลเวียนโลหิต จนมีหลักการที่พูดกันว่า A SOUND MIND IN A SOUND BODY หรือ จิตใจที่แข็งแกร่งย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง แต่ในความเป็นจริง คนตะวันออก พูดถึงพลศึกษามา นานในรูปแบบทางจิตใจ นั่นคือ พละ 5 ธรรมที่เป็นพลัง มีสัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา แต่ไม่ได้ รับการตอบรับมากนัก จนมีหลักการที่ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว จึงเห็นได้ว่า พลศึกษาต้องเกี่ยวโยง ทั้งสองด้านคือ ร่างกายและจิตใจ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ และทั้งคู่ต้องทำงานไปพร้อม ๆ กัน และ ที่สำคัญต้องบังคับร่างกายให้ได้ตามที่ต้องการและควบคุมจิตใจตนเองให้นิ่ง พลศึกษา ประกอบด้วย สรีรวิทยาการออกกำลังกาย , วิทยาศาสตร์การกีฬา , จิตวิทยาการกีฬา , ชีวกลศาสตร์ และกีฬาเวช
ศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาเหล่านั้นจัดเป็นสาขาวิชาหนึ่งหรืออาจเป็นภาควิชาหนึ่งหรือคณะหนึ่งใน มหาวิทยาลัย (พจนานุกรมพุทธศาสตร์,2554) การฝึกฝนอย่างหนักทำให้ร่างกายแข็งแรงเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้ทีมประสบ ผลสำเร็จได้ ต้องผสมผสานกับผู้เล่นที่มีทักษะพื้นฐานทางกีฬาฟุตซอลที่ดีด้วยทักษะก็เปรียบได้กับ รากฐานของบ้าน ถ้าหากรากฐานของบ้านแข็งแรงก็จะส่งผลให้บ้านมีสภาพดี และสามารถต่อเติม ส่วนที่ต้องการได้ โดยที่สภาพบ้านเดิมไม่เกิดความเสียหาย เช่นกันกับทักษะทางกีฬาถ้าหากนักกีฬามี ทักษะพื้นฐานที่ดีแล้วสามารถเล่นกับเพื่อนนักกีฬาคนใดก็ได้และเล่นในระบบที่ซับซ้อนได้ง่ายในการ เล่นฟุตซอล (ทักษะกีฬาฟุตซอล:มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี,2563) การเลี้ยงเป็นทักษะที่สำคัญอีกทักษะหนึ่งของกีฬาฟุตซอล เพราะเป็นการแสดงออกถึง ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นได้อย่างชัดเจนว่า นักกีฬามีความชํานาญหรือมีพื้นฐานของ นักฟุต ซอลมากน้อยแค่ไหน ในการเลี้ยงบอลมีเป้าหมายหลัก คือ เพื่อหลบหลีก หลอกล่อคู่ต่อสู้ เข้าไปทำ ประตูด้วยตนเองหรือเป็นการเปิดพื้นที่ให้เพื่อนสม่ำเสมอ (ทักษะกีฬาฟุตซอล:มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี,2563) นักกีฬาฟุตซอลจะต้องผ่านการฝึกทางด้าน ร่างกายมาเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็นความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อ ความเร็ว ความทนทาน ความ คล่องแคล่วว่องไว และความแม่นยําในการยิงประตู เพื่อให้นักกีฬามีความพร้อมในการแข่งขัน การที่นักกีฬาฟุตซอลจะแสดงความสามารถสูงสุดออกมาได้ นั้นมีองค์ประกอบที่สำคัญสามส่วนด้วยกัน ได้แก่สมรรถภาพทางกายและทักษะกีฬา สมรรถภาพทาง จิต และสิ่งแวดล้อม ซึ่งทั้งสามส่วนนี้มี ความสัมพันธ์กันอย่างยิ่งในการแข่งขันจะขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดเสีย มิได้ เนื่องจากจะส่งผลให้นักกีฬาแสดงความสามารถออกมาได้ไม่เต็มที่ (ทักษะกีฬาฟุตซอล: มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี,2563) ความคล่องตัวเป็นผลมาจากความสามารถตั้งแต่เกิด การฝึกหัดและ จากประสบการณ์ ความ คล่องตัวมีความสำคัญมากในกิจกรรมพลศึกษา เพราะทำให้การเคลื่อนไหว มีลักษณะเป็นธรรมชาติ มี ฟุตเวิร์ค (Footwork) การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการฝึกความ คล่องตัว จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อความคล่องแคล่วว่องไวต่อการเล่นฟุตซอล เพราะเมื่อเกิด ความคุ้นเคยในการฝึกซ้อมและได้ปฏิบัติบ่อยภายใต้เงื่อนไขการ ควบคุมของผู้ฝึกสอน ก็จะสามารถ พัฒนาในเรื่องของความคล่องแคล่วว่องไวได้เป็นอย่างดี(ผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อ ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักกีฬา (นันทพล ทองนิลพันธ์, 2548)
ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุต ซอลของนักเรียน ทั้งนี้การฝึกความคล่องตัว อาจเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาความสามารถทางกลไก ที่ ช่วยส่งเสริมให้มีความคล่องแคล่วว่องไวในการเลี้ยงฟุตซอลได้มากขึ้น เพื่อนําผลที่ได้จากการวิจัยไป เป็นแนวทาง ในการแก้ไขปรับปรุงให้กับนักเรียนต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สมมุติฐานการวิจัย นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลที่คล่องตัวหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตการวิจัย ประชากร ประชากร นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 46 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี เนื้อหาสาระ ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ตัวแปร ตัวแปรต้น คือ การฝึกความคล่องตัว ตัวแปรตาม คือ ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล
ระยะเวลาในการทดลอง ในการวิจัยครั้งนี้ใช้เวลาสอน 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง รวม 8 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ การจัดการเรียนรู้หมายถึง การเลือกวิธีการสอนและเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสม เพื่อช่วยให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่วางไว้ การจัดการเรียนรู้พลศึกษาฟุตซอล หมายถึง การจัดกิจกรรมพลศึกษาฟุตซอลเพื่อใช้ในการ พัฒนาการเรียนรู้กิจกรรมพลศึกษาฟุตซอลเพื่อทำให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้นและมีพัฒนาการ ทางด้านทักษะ พัฒนาการทางด้านความรู้และพัฒนาทางด้านสังคมในกิจกรรมพลศึกษาวฟุตซอลสูง ขึ้น การฝึกฝน หมายถึง การฝึกเพื่อให้เกิดความชำนาญและความเคยชิน สมรรถภาพ หมายถึง ความสามารถของบุคคลในอันที่จะใช้ระบบต่าง ซึ่งความสามารถ ทางด้านร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือได้หนักหน่วง เป็นเวลาติดต่อกันโดยไม่แสดงอาการเหน็ด เหนื่อยให้ปรากฏ และสามารถฟื้นตัวกลับสู่สภาพปกติได้ในระยะเวลาอันรวดเร็ว ความคล่องตัว หมายถึง ความสามารถของคนที่มีการ เปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว ในส่วนที่ เป็นความเร็วและความแน่นนอนที่ร่างกายเกิดการรับรู้ กิจกรรมทางกาย หมายถึง การขยับเคลื่อนไหวร่างกาย เกิดจากการทำงานของกล้ามเนื้อ และร่างกายต้องใช้พลังงานมากกว่าขณะพัก กีฬาฟุตซอล หมายถึง กีฬาชนิดหนึ่งคล้ายฟุตบอล แต่เล่นในร่ม มีผู้เล่นฝ่ายละ ๕ คน รวม ผู้รักษาประตู การเลี้ยงฟุตซอล หมายถึง เป็นการแสดงออกถึง ความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นได้อย่าง ชัดเจนว่า นักกีฬามีความชำนาญหรือมีพื้นฐานของ นักฟุตซอลมากน้อยแค่ไหน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีทักษะในการเลี้ยงฟุตบอล 2. นักเรียนมีทักษะในการเลี้ยงฟุตซอลด้วยความคล่องตัวหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 3. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในสมรรถภาพด้านความคล่องตัว 4. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อกีฬาฟุตซอล 5. ผู้วิจัยได้รูปแบบการสอนที่สามารถนำไปใช้ได้
วิธีการดำเนินการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการวิจัยตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 43 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง-น้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 จำนวน 21 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ตำบลโนนสูง-น้ำคำ อำเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี 2. แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลังการทดสอบ One Group Pretest – Posttest Design กลุ่มทดลอง การทดสอบทักษะการทดสอบ ทักษะการเลี้ยงฟุตซอลด้วย ความคล่องตัวและความเร็วก่อน เรียน แผนการจัดการเรียนรู้พล ศึกษา ในทักษะการสร้าง ความคุ้นชินกับลูกบอล การทดสอบทักษะการทดสอบ ทักษะการเลี้ยงฟุตซอลด้วย ความคล่องตัวและความเร็ว หลังเรียน E T1 X T2
สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน Pre – test X แทน แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษา ทักษะการสร้างความคุ้นชินกับลูกบอลและทักษะ การเลี้ยงลูกฟุตซอล T2 แทน การทดสอบหลังเรียน Post – test 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กีฬาฟุตซอล ทักษะการสร้างความคุ้นชินกับลูกบอล และทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2. แบบทดสอบทักษะการเลี้ยงฟุตซอล วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กีฬาฟุตซอล โดยใช้ทักษะการสร้างความคุ้นชินกับ ลูกบอลและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนวิธีการหรือสื่อ นวัตกรรมที่ใช้ 1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา คู่มือหนังสือเรียนวิชาฟุตซอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนชุมชนโนนสูง กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและ พลศึกษา วิชาฟุตซอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้ และเนื้อหาบทที่ 1 1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้โดยใช้ทักษะการสร้างความคุ้นชินกับลูกบอลและ ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 8 แผน รวม 8 ชั่วโมง 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติม และนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น 1.7 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านการสอนฟุตซอล ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผลตรวจสอบ ความ ถูกต้องเหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาสาระ กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดผลประเมินผลโดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบดังนี้
ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of objective congruence : IOC) ระหว่าง องค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.67 ขึ้นไป 1.8 ปรับปรุง และแก้ไขแผนการจัดการเรียนรู้ตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ 1.9 นำแผนการจัดการเรียนรู้ ที่แก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนชุมชนโนนสูง ปีการศึกษา 2566 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่อง และปรับปรุงแก้ไขเกี่ยวกับ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กีฬาฟุตโดยใช้ทักษะการสร้างความ คุ้นชินกับลูกบอลและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล 1.10 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 2. แบบทดสอบทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล 2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาชั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา คู่มือหนังสือเรียนฟุตซอลบอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การทดสอบ 2.3 สร้างแบบทดสอบทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล 2.4 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้น เสนออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อตรวจสอบแก้ไขเพิ่มเติมและ นำมาปรับปรุงให้ดีขึ้น 2.5 นำแบบทดสอบที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการ สอนฟุตซอล ด้านหลักสูตรและการสอน การวิจัย และการวัดผลประเมินผลตรวจสอบความถูกต้อง เหมาะสม ความสอดคล้อง และความเป็นไปได้ระหว่างจุดประสงค์การทดสอบ และแบบทดสอบโดย ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบดังนี้ ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นเหมาะสมและสอดคล้อง ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบนั้นไม่เหมาะสมและสอดคล้อง แล้วนำคะแนนที่ได้มาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of objective congruence : IOC) ระหว่าง จุดประสงค์การทดสอบ และแบบทดสอบ จะต้องได้ค่าดัชนีความสอดคล้องทุกองค์ประกอบตั้งแต่ 0.67ขึ้นไป 2.6 ปรับปรุง และแก้ไขแบบทดสอบตามข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญ
2.7 นำแบบทดสอบที่แก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน ชุมชนโนนสูง ปีการศึกษา 2566 ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างของการวิจัย เพื่อตรวจสอบข้อบกพร่องและ ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบ 2.8 นำแบบทดสอบที่แก้ไขปรับปรุงแล้วเสนอผู้เชี่ยวชาญอีกครั้งเพื่อตรวจสอบและ ปรับปรุงแก้ไขเป็นฉบับสมบูรณ์ที่ใช้ในการทดลองภาคสนาม 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลองกับกลุ่มตัวอย่างตามลำดับดังนี้ 1. ก่อนการทคลองให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดทักษะการเลี้ยงฟุตซอล 2. ผู้วิจัยดำเนินการสอนกลุ่มตัวอย่างด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 8 แผนโดย ให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ตามขั้นตอนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะการสร้างความคุ้นชินกับ ลูกบอลและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้วนำแบบทดสอบวัดทักษะการเลี้ยงฟุตซอลชุดเดิมไปทดลองกับ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างอีกครั้ง จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป 5. การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา กีฬาฟุตซอล โดยใช้ทักษะการ สร้างความคุ้นชินกับลูกบอลและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของ นักเรียนชันมัธยมศึกษาปีที่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ 1. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาพลศึกษา กีฬาฟุตซอล ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยการหา ค่าเฉลี่ย ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2. เปรียบเทียบทักษะการเลี้ยงฟุตซอล วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลผู้วิจัยเลือกใช้สถิติดังนี้ 1. สถิติพื้นฐานใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยใช้ทักษะการสร้าง ความคุ้นชินกับลูกบอลและทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ประกอบเพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงฟุตซอล 2. สถิติที่ใช้วิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป 2.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ค่า ดัชนีความสอดคล้อง (IOC)
R IOC N = เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้อง ∑R แทน ผลรวมของความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนของผู้เชี่ยวชาญ 2.2 ร้อยละ มีสูตรในการคำนวณ f N p = x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจำนวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จำนวนข้อมูลทั้งหมด 2.3 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการคำนวณ X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 2.4 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) มีสูตรในการคำนวณ n X - X ( ) S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อ S แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง
สรุปผลการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยขอเสนอผลการวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนา ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ตารางที่1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน ลำดับ ก่อนเรียน (20 คะแนน) หลังเรียน (20 คะแนน) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 1 12 60 18 90 2 11 55 17 85 3 6 30 11 55 4 6 30 12 60 5 14 70 19 95 6 7 35 13 65 7 10 50 16 80 8 10 50 18 90 9 7 35 15 75 10 15 75 20 100 11 15 75 20 100 12 16 80 20 100 13 11 55 19 95 14 11 55 20 100 15 7 35 20 100 16 7 35 11 55 17 7 35 11 55 18 7 35 13 65 19 5 25 12 60
ลำดับ ก่อนเรียน(30คะแนน) หลังเรียน(30คะแนน) คะแนน ร้อยละ คะแนน ร้อยละ 20 9 45 16 80 21 5 25 14 75 X 9.43 46.90 15.95 80 S.D. 3.46 - 3.44 - จากตารางที่ 1 พบว่า ของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความ คล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียน และหลังเรียน คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็นร้อยละ 46.90 และคะแนนหลังเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.95 คิดเป็นร้อยละ 80 และค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานก่อนเรียนเท่ากับ 3.46 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียนเท่ากับ 3.44 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึก ความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน ตารางที่ 2 ผลการเปรียบเทียบของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึก ความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อน เรียนและหลังเรียน ผลการทดลอง X S.D. ร้อยละ ก่อนเรียน 9.43 3.46 46.90 หลังเรียน 15.95 3.44 80 จากตารางที่ 2 พบว่า คะแนนเต็ม 20 คะแนน นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.43 คิดเป็น ร้อยละ 46.90 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.95 คิดเป็นร้อยละ 80 หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบ กับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อภิปรายผล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยมีประเด็นที่จะอภิปรายผลการวิจัย ดังนี้ จากการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนาทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง
นำมาอภิปรายได้ ดังนี้ ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัวเพื่อพัฒนา ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนชุมชนโนนสูง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 1 วัน ด้ำการวัดทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลด้วยเครื่องมือ แบบทดสอบก่อนเรียน หลังเรียน และแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว ก่อนการฝึกและหลัง การฝึก พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทักษะการเลี้ยงฟุตซอลที่คล่องตัวเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากแบบทดสอบและ แผนการจัดการเรียนรู้มีกระบวนการฝึกปฏิบัติอย่างเป็นขั้นเป็นตอน โดยเริ่มจากการฝึกแบบง่ายไปหา แบบยาก ซึ่งทำให้นักเรียนเกิดความรู้เพิ่มขึ้นหลังจากที่ได้ฝึกปฏิบัติตามแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ แบบฝึกความคล่องตัว ซึ่งทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลนี้เป็นทักษะที่สำคัญของการเล่นกีฬาฟุตซอล เพราะเป็นพื้นฐานของการเล่นฟุตซอลที่ดีนั้น ผู้เล่นจะต้องเลี้ยงบอลด้วยความคล่องตัวและไปกับบอล ได้ดีก่อน เนื่องจากเป็นเทคนิคการเลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ เพื่อหาพื้นที่ในการทำประตู ซึ่งสอดคล้องกับ การศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอลโดยใช้แบบฝึกความคล่องตัว เพื่อพัฒนา ทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน เท่ากับ 9.46 คิดเป็นร้อยละ 46.90 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 15.95 คิดเป็นร้อยละ 80 และ ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนเรียนเท่ากับ 3.46 ค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังเรียน เท่ากับ 3.44 หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ สมมติฐาน ที่ว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 มีทักษะการเลี้ยงลูกฟุตซอล โดยใช้แบบฝึกความ คล่องตัว หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่านักเรียนเรียนรู้ได้ดีจากการลงมือปฏิบัติ การ สังเกต การใช้รูปแบบการสอนการฝึกแบบเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ธรรมชาติ นาคะพันธ์(2558) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกแบบสถานีที่มีต่อ ความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย เพศชาย จำนวน 20 คน โดยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง กำหนดให้กลุ่มทดลองที่ได้เลือกฝึกด้วยโปรแกรมการฝึกแบบ สถานี ในช่วงแรกของการฝึกซ้อมปกติในแต่ละวัน โดยทำการฝึก 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วัน อังคารและวันพฤหัสบดี และทดสอบความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอล ก่อนการทดลองและหลัง การทดลอง 8 สัปดาห์ นำผลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบค่า “ที” ทดสอบความมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการ ทดลอง 8 สัปดาห์กลุ่มทดลองมีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลเป็นเส้นตรงระยะทาง 50 เมตร
ดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) หลังการทดลอง 8 สัปดาห์กลุ่มทดลอง มีความสามารถในการเลี้ยงลูกฟุตบอลซิก-แซ็ก ดีกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ฉัตรตระกูล ปานอุทัย,อธิวัฒน์ ดอกไม้ขาว (2556) การศึกษา ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพัฒนาโปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่ววองไว และเปรียบเทียบผล ของการฝึกโปรแกรมความคล่องแคล่ววองไว หลังจากการฝึกตามโปรแกรม ของนักกีฬาที่เข้าร่วมการ แข่งขันกีฬาสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้า ได้แก่ นักกีฬาฟุตซอลที่เข้าร่วมการแข่งขันสถาบันการพลศึกษาแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 38 จำนวน 20 คน โดยทั้งหมดเป็นนักกีฬาฟุตซอลเพศชาย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยของระยะเวลาในการทดสอบก่อนการทดลอง ระหว่าง และหลังการ ทดลอง ผลการศึกษาพบว่า 1.โปรแกรมการฝึกความคล่องแคล่วว่องไว ที่ผู้วิจัยได้ใช้สามารถที่จะ พัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวให้กับนักกีฬาฟุตซอล ของสถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตสุพรรณบุรีได้ เป็นอย่างดี2.ผลของการการออกกำลังกายในกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกโดยโปรแกรมพัฒนาความ คล่องแคล่วว่องไวมีการพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไวดีกว่ากลุ่มที่ฝึกโปรแกรมการฝึกซ้อมฟุตซอล เพียงอย่างเดียว ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยมีข้อเสนอแนะเพื่อประโยชน์ต่อการเรียนการสอนและผู้สนใจเพื่อการวิจัยใน ครั้งต่อไป 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 ผู้ที่สนใจควรศึกษาวิธีการสอน ขั้นตอนการสอน โดยใช้แบบฝึกความคล่องตัวให้เข้าใจ ก่อนนำไปใช้ ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 1.2 ผู้ที่สนใจสามารถนำไปบูรณาการในการสอนทักษะวิชาพลศึกษาในกีฬาอื่นๆได้ 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการศึกษากระบวนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษากีฬาฟุตซอล โดยใช้แบบฝึก ความคล่องตัวในหลายระดับชั้น หรือในกีฬาอื่นๆ 2.2 ควรมีการเปรียบเทียบแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นไปสอนแล้วเปรียบเทียบกับ วิธีการสอนอื่นๆ ในเนื้อหาเดียวกัน และรับชั้นเดียวกัน
รายการอ้างอิง ธรรมชาติ นาคะพันธ์. 2558. ผลของโปรแกรมการฝึกแบบสถานีที่มีต่อความสามารถในการ เลี้ยงลูก ฟุตบอล ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย. สืบค้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2566. จาก https://lib.edu.chula.ac.th/FILEROOM/CU_THESIS/DRAWER002/GENERAL/DATA 0021/00021 นันทพล ทองนินพันธ์. (2548). ผลของการฝึกความคล่องตัวที่มีต่อความสามารถในการเลี้ยงลูก ฟุตบอลของนักกีฬา. กรุงเทพมหานคร : คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. พจนานุกรมพุทธศาสตร์. (2554). ฉบับประมวลธรรมของพระราชวรมุนี.กรุงเทพฯ. สำนักงานราช บัณฑิตยสภา. มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาตวิทยาเขตอุดรธานี.ทักษะกีฬาฟุตซอล. อุดรธานี : มหาวิทยาลัยการกีฬา แห่งชาติวิทยาเขตอุดรธานี. สุพิตร สมาหิโต. (2560). แบบทดสอบและเกณฑ์มาตรฐานสมรรถภาพทางกายที่สัมพันธ์กับสุขภาพ สำหรับ เด็กไทย 7-18 ปี. กรุงเทพฯ : เทพรัตน์การพิมพ์. องค์การอนามัยโลก. (2550). ระดับการมีกิจกรรมทางกายของคนไทย. สืบค้นเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2566. จาก https://www.matichon.co.th/tged