The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รู้จักเกี่ยวกับพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑ - ๑๐ ราชวงศ์จักรี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wutna1535, 2021-10-11 06:36:02

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทย รัชกาลที่ ๑ - ๑๐ ราชวงศ์จักรี

รู้จักเกี่ยวกับพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑ - ๑๐ ราชวงศ์จักรี

Keywords: History of the Chakri Dynasty

ผู้แต่ง
นายธนาวุฒิ เมืองแพน







คำนำ




หนังสืออีเล็กทรอนิกส์(E-book)เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชานวัตกรรม เทคโนโลยีและการ
สื่อสารทางการศึกษา (รหัสวิชา ED13301) นักศึกษาชั้นปีที่ 3 โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาความรู้ที่
ได้จาก เรื่องพระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑ - ๑๐ ราชวงศ์จักรี ผู้จัดทำได้เลือก
หัวข้อนี้ในการทำหนังสืออีเล็กทรอนิกส์(E-book)เนื่องมาจากเป็นเรื่อง ที่น่าสนใจอีกเรื่องและต้อง
ขอขอบคุณ ผศ.ดร.พวงทอง เพชรโทน ผู้ให้ความรู้และแนวทางการศึกษา ที่ให้ความช่วยเหลือมา
โดยตลอด

ผู้จัดทำหวังว่า หนังสืออีเล็กทรอนิกส์(E-book)เล่มนี้จะให้ความรู้และ เป็นประโยชน์กับผู้อ่าน
นักเรียน นักศึกษา ที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้ หากมีข้อมูลแนะนำหรือผิดพลากประการใด ผู้จัดทำขอ
น้อมรับไว้และขออภัยไว้มา ณ ที่นี้ด้วย

ผู้จัดทำ

นายธนาวุฒิ เมืองแพน





สารบัญ

บทที่ เนื้อหา หน้า

คำนำ ก
สารบัญ ข

๑. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ ๑

พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ๕
๒. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๒ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร
พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

๓. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๓ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทรฯ ๙

พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๒
๔. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๔ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิ นทร

มหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ๑๕
๕. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

๖. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๖ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ ๑๙

พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๒
๗. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๗ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

๘. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๘ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก ๒๕

พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ๒๘
๙. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๙ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ๓๑
๑๐. พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑๐ ราชวงศ์จักรีพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรี
สิ นทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

๑๑. สรุป ๓๔

๑๒. อ้างอิง ๓๖
๑๓. ประวัติผู้จัดทำ



พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรโมรุราชามหาจักรีบรมนารถ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๒๗๙

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒

ปราบดาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๓๒๕พระราชวังหลวง

คู่อภิเษก สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี

พระราชบุตร ๔๒ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา สมเด็จพระปฐมบรมมหาชนก

พระราชมารดา พระอัครชายา (หยก)

สวรรคต เมื่อวันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒ (๗๒ พรรษา)พระที่นั่งไพศาลทักษิณ

พระราชวังหลวง อาณาจักรรัตนโกสินทร์



พระราชกรณียกิจด้านการสถาปนากรุงรัตนโกสิ นทร์เป็นราชธานี
พระราชกรณียกิจประการแรกที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ทรงจัดทำเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์



ที่มาของภาพhttps://th.wikipedia.org/

คือการโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรุงรัตนโกสินทร์เป็นราชธานีใหม่ ทางตะวันออกของแม่น้ำ
เจ้าพระยา แทนกรุงธนบุรี ด้วยเหตุผลทางด้านยุทธศาสตร์ เนื่องจากกรุงธนบุรีตั้งอยู่บนสองฝั่ ง
แม่น้ำ ทำให้การลำเลียงอาวุธยุทธภัณฑ์ และการรักษาพระนครเป็นไปได้ยาก อีกทั้งพระราชวัง
เดิมมีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถขยายได้ เนื่องจากติดวัดอรุณราชวราราม และวัดโมฬีโลกยาราม
ส่วนทางฝั่ งกรุงรัตนโกสินทร์นั้นมีความเหมาะสมกว่าตรงที่มีพื้นแผ่นดินเป็นลักษณะหัวแหลมมี
แม่น้ำเป็นคูเมืองธรรมชาติ มีชัยภูมิเหมาะสม และสามารถรับศึกได้เป็นอย่างดี

การสร้างราชธานีใหม่นั้นใช้เวลาทั้งสิ้น ๓ ปี โดยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราช ทรงทำพิธียกเสาหลักเมือง เมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีขาล จศ.๑๑๔๔ ตรงกับ
วันที่ ๒๑ เมษายน พศ.๒๓๒๕ และโปรดเกล้าฯให้สร้าง พระบรมมหาราชวัง สืบทอดราชประเพณี
และสร้างพระอารามหลวงในเขตพระบรมมหาราชวังตามแบบกรุงศรีอยุธยา ซึ่งการสร้างเมือง
และพระบรมมหาราชวังเป็นการสืบทอดประเพณี วัฒนธรรม และศิลปะกรรมดั้งเดิมของชาติ ซึ่ง
ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และได้พระราชทานนามแก่ราชธานีใหม่นี้ว่า

“กรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุทธยา มหาดิลกภพ นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน
อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติยะวิษณุกรรมประสิทธิ์”



การป้องกันราชอาณาจักรกรุงรัตนโกสิ นทร์
สงครามเก้าทัพ (กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๒๘ - มีนาคม พ.ศ. ๒๓๒๙)




ที่มาของภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/สงครามเก้าทัพ

สงครามเก้าทัพ

สมัยรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่แรกตั้งใน พ.ศ. ๒๓๒๕ จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา ๒๐๐ ปีเศษ มี
เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นมากมายดังตัวอย่างต่อไปนี้

สงครามเก้าทัพเป็นสงครามใหญ่ครั้งแรกภายหลังพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราชสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ได้เพียง ๓ ปี ในสงครามนี้ข้าศึกได้ ยกกำลังพลประมาณ
๑๔๔,๐๐๐ คน เพื่อพิชิตไทยให้ได้ ถ้าเราพ่ายแพ้ก็ยากที่จะฟื้ นตัวขึ้นมาได้อีก ดังนั้นสงครามครั้งนี้
จึงมีความสำคัญมากต่ออนาคตของเมืองไทยสงครามเก้าทัพเรียกตามจำนวนกองทัพที่พระเจ้าปะ
ดุง กษัตริย์พม่าจัดแบ่งกำลังทหารเป็น ๙ ทัพ เพื่อมาโจมตีไทยโดย ทัพที่ ๑ โจมตีทางปักษ์ใต้ ทัพ
ที่ ๒ โจมตีเมืองราชบุรีลงไปทางใต้ ทัพที่ ๓ โจมตีลำปางและหัวเมืองฝ่ายเหนือลงมา ทัพที่ ๔ ถึง
ทัพที่ ๘ มุ่งโจมตีกรุงเทพฯโดยยกมาทางด่านพระเจดีย์สามองค์พระเจ้าปะดุงเป็นแม่ทัพคุมทัพที่ ๘
ซึ่งเป็นทัพหลวงมีกำลังมากที่สุดถึง ๕๐,๐๐๐ คน และทัพที่ ๙ โจมตีเมืองตาก กำแพงเพชรลงมา
แผนการรบของพระเจ้าปะดุง คือ โจมตีไทยทางเหนือ ทางตะวันตกและทางใต้พร้อมกันโดยมีเป้า
หมายหลักคือ กรุงเทพฯ ให้ทัพที่ ๓ และทัพที่ ๒ ยกมาบรรจบกับทัพที่ ๔ ถึงทัพที่ ๘ เพื่อโจมตี
กรุงเทพฯ เมื่อพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงทราบข่าวศึกจึงทรงปรึกษา
วางแผนการต่อต้านข้าศึกและรวมไพร่พลได้ประมาณ๗๐,๐๐๐ คน ซึ่งน้อยกว่ากำลังทหารของ
พม่ากว่าครึ่งหนึ่งกำลังไพร่พลของไทยแม้จะน้อยกว่าทหารพม่าแต่ก็มีประสบการณ์และมีความ
กล้าหาญเพราะรบชนะมาตลอดในสมัยธนบุรีอีกทั้งมีแม่ทัพที่ทรงพระปรีชาสามารถ คือพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชและสมเด็จพระอนุชาธิราช คือ สมเด็จพระบวรราชเจ้า
มหาสุรสิงหนาท แผนการรบของไทย คือ ต่อต้านทัพพม่าทางด้านที่สำคัญก่อน โดยจัดทัพเป็น ๔
ทัพ โดยให้ทัพที่ ๑ ยกไปต่อต้านพม่าทางเหนือที่เมืองนครสวรรค์ ทัพที่ ๒ ยกไปต่อต้านพม่าทาง
ด่านพระเจดีย์สามองค์ ซึ่งเป็นด่านสำคัญ มีสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพ ทัพ
ที่ ๓ ยกไปต่อต้านพม่าที่ราชบุรี ทัพที่ ๔ เป็นทัพหนุนคอยช่วยเหลือการศึกด้านที่หนักมีพระบาท
สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชเป็นจอมทัพ



ที่มาของภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/สงครามเก้าทัพ

สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเสด็จยกทัพไปทางเมืองกาญจนบุรี ตั้งทัพอยู่ที่ทุ่งลาดหญ้า
เชิงเขาบรรทัดสกัดกั้นไม่ให้ทัพพม่ายกลงมาจากภูเขาเพื่อไม่ให้ทัพพม่าลงมาหาเสบียงอาหารได้นอกจาก
นี้ยังจัดกำลังไปตัดการลำเลียงเสียงอาหารของพม่านอกจากนั้นยังลวงพม่าโดยถอนกำลังออกในเวลา
กลางคืนครั้นรุ่งเช้าก็ให้ทหารเดินเข้ามา เสมือนว่ามีกำลังเพิ่มเติมเข้ามาเสมอเมื่อทำให้กองทัพพม่า
ขาดแคลนเสบียงอาหารและครั่นคร้ามกองทัพไทยมากแล้วจึงโจมตีทัพที่ ๔ และทัพที่ ๕ ของพม่าและได้
ชัยชนะโดยง่ายพระเจ้าปะดุงเห็นว่าถ้าสู้รบต่อไปคงไม่ชนะไทยจึงยกทัพกลับ สำหรับการโจมตีไทยทาง
ด้านอื่นปรากฏว่าทางด้านเหนือพระยากาวิละเจ้าเมืองลำปางต่อต้านพม่าไว้ได้แต่หลายเมืองไม่มีกำลัง
พอพม่าจึงตีได้หัวเมืองหลายเมืองจนถึงเมืองพิษณุโลก

เมื่อเสร็จศึกทางด่านพระเจดีย์สามองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงเสด็จยก
ทัพขึ้นไปช่วยทัพที่ไปต่อต้านพม่าทางภาคเหนือทัพไทยสามารถขับไล่ทัพพม่าออกไปได้รวมทั้งทัพพม่าที่
ล้อมเมืองลำปางด้วยส่วนทางปักษ์ใต้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท เสด็จยกทัพลงไปช่วย แต่
ก่อนที่จะเสด็จลงไปถึง ทัพพม่าได้โจมตีเมืองถลางซึ่งในเวลานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรมยังไม่มีการตั้งเจ้า
เมืองคนใหม่แต่ชาวเมืองได้รวมกำลังคนต่อสู้โดยมีคุณหญิงจันภรรยาเจ้าเมืองที่ถึงแก่กรรมและนางมุก
น้องสาวเป็นหัวหน้าซึ่งสามารถต่อต้านพม่าไว้ได้หลังเสร็จศึกพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
มหาราชได้โปรดเกล้าฯ

แต่งตั้งให้คุณหญิงจันเป็นท้าวเทพกษัตรีย์(หรือท้าวเทพสตรี)นางมุกเป็นท้าวศรีสุนทรแต่งตั้งถือเป็น
วีรสตรีของไทย นอกจากนี้ทัพพม่าบางส่วนสามารถตีเมืองนครศรีธรรมราชได้และยกลงไปตีเมืองสงขลา
เจ้าเมืองและกรมการเมืองพัทลุงทราบข่าวจึงหลบหนีเอาตัวรอดแต่พระมหาช่วยภิกษุที่ชาวเมืองนับถือ
มากได้ชักชวนชาวเมืองให้ต่อสู้สกัดทัพพม่าไว้ได้เมื่อกองทัพของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท
ยกลงไปช่วยได้สู้รบกับทัพพม่าที่เมืองไชยาทัพพม่าแตกพ่ายไปสำหรับพระมหาช่วยต่อมาได้ลาสิกขาบท
และเข้ารับราชการทรงตั้งให้เป็นพระยาทุกขราษฎร์กรมการเมืองพัทลุง

หลังจากพ่ายแพ้ไทยกลับไป พระเจ้าปะดุง ได้รวบรวมกำลังตีไทยในปีถัดมาคือ พ.ศ. ๒๓๒๙ โดย
ครั้งนี้ได้รวมกำลังเป็นทัพใหญ่ทัพเดียว พร้อมจัดหาเสบียงอาหารให้บริบูรณ์ยกมาทางด่านพระเจดีย์
สามองค์แล้วตั้งทัพที่ท่าดินแดง เมืองกาญจนบุรี พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดห้าจุฬาโลกมหาราชโปรด
เกล้าฯ ให้สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาทเป็นแม่ทัพหน้าพระองค์เป็นแม่ทัพหลวง ทัพทั้งสองไป
โจมตีทัพพม่าพร้อมกัน สู้รบกันเพียง ๓ วัน ทัพพม่าก็แตกพ่ายไป



พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๒ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระบรมราชพงษเชษฐมเหศวรสุนทร พระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๓๑๐
ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒
ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ. ๒๓๕๒
คู่อภิเษก สมเด็จพระเจ้าหลานเธอ เจ้าฟ้าบุญรอด
พระราชบุตร ๗๓ พระองค์
วัดประจำรัชกาล วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี
พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
พระราชมารดา สมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี
สวรรคต เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗



พระปรีชาสามารถ
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระปรีชาสามารถในศิลปกรรมด้าน

ต่างๆ หลายสาขา ดังจะขอยกตัวอย่างต่อไปนี้

ที่มาของภาพ https://5b167aea-a-a467f165-s-sites.googlegroups.com/

ด้านกวีนิพนธ์

ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้รับการยกย่องว่า เป็นยุคทอง
ของวรรณคดีสมัยหนึ่งเลยทีเดียว ด้านกาพย์กลอนเจริญสูงสุด จนมีคำกล่าวว่า "ในรัชกาลที่ ๒

นั้น ใครเป็นกวีก็เป็นคนโปรด" กวีที่มีชื่อเสียงนอกจากพระองค์เองแล้ว ยังมีกรมหมื่นเจษฎา
บดินทร์ (รัชกาลที่ ๓) สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส สุนทรภู่ พระยาตรัง
และนายนรินทรธิเบศร์ (อิน) เป็นต้น พระองค์มีพระราชนิพนธ์ที่เป็นบทกลอนมากมาย ทรงเป็น
ยอดกวีด้านการแต่งบทละครทั้งละครในและละครนอก มีหลายเรื่องที่มีอยู่เดิมและทรงนำมา
แต่งใหม่เพื่อให้ใช้ในการแสดงได้ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา โดยเรื่องอิเหนานี้ เรื่องเดิม

มีความยาวมาก ได้ทรงพระราชนิพนธ์ใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เป็นเรื่องยาวที่สุดของพระองค์
วรรณคดีสโมสรในรัชกาลที่ ๖ ได้ยกย่องให้เป็นยอดบทละครรำที่แต่งดี ยอดเยี่ยมทั้งเนื้อความ
ทำนองกลอนและกระบวนการเล่นทั้งร้องและรำ นอกจากนี้ยังมีละครนอกอื่น ๆ เช่น ไกรทอง
สังข์ทอง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี มณีพิชัย สังข์ศิลป์ชัย ได้ทรงเลือกเอาของเก่ามาทรงพระราช
นิพนธ์ขึ้นใหม่บางตอน และยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีกหลายชุด เช่น ชุดนางลอย ชุด

นาคบาศ และชุดพรหมาสตร์ ซึ่งล้วนมีความไพเราะซาบซึ้งเป็นอมตะใช้แสดงมาจนทุกวันนี้



พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก

ที่มาของภาพ https://images.search.yahoo.com/

ด้านประติมากรรม

นอกจากจะทรงส่งเสริมงานช่างด้านหล่อพระพุทธรูปแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศ
หล้านภาลัยยังได้ทรงพระราชอุตสาหะปั้ นหุ่นพระพักตร์ของ พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก
พระประธานในพระอุโบสถ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร อันเป็นพระพุทธรูปที่สำคัญยิ่ง
องค์หนึ่งของไทยด้วยพระองค์เอง ซึ่งลักษณะและทรวดทรงของพระพุทธรูปองค์นี้เป็นแบบอย่าง
ที่ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๒ นี้เอง ส่วนด้านการช่างฝีมือและการแกะสลักลวดลายใน
รัชกาลของพระองค์ได้มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างมาก และพระองค์เองก็ทรงเป็นช่างทั้งการ
ปั้ นและการแกะสลักที่เชี่ยวชาญยิ่งพระองค์หนึ่งอย่างยากที่จะหาผู้ใดทัดเทียมได้ นอกจากฝี
พระหัตถ์ในการปั้ นพระพักตร์พระพุทธธรรมิศรราชโลกธาตุดิลกแล้ว ยังทรงแกะสลักบานประตู
พระวิหารพระศรีศากยมุนี วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร คู่หน้าด้วยพระองค์เองร่วม
กับกรมหมื่นจิตรภักดี และทรงแกะหน้าหุ่นหน้าพระใหญ่และพระน้อยที่ทำจากไม้รักคู่หนึ่งที่เรียก
ว่าพระยารักใหญ่ และพระยารักน้อยไว้ด้วย



ที่มาของภาพhttps://sites.google.com/

ด้านดนตรี

กล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมีพระปรีชาสามารถในด้านนี้ไม่
น้อยไปกว่าด้านละครและฟ้อนรำ เครื่องดนตรีที่ทรงถนัดและโปรดปรานคือ ซอสามสาย ซึ่ง
ซอคู่พระหัตถ์ที่สำคัญได้พระราชทานนามว่า "ซอสายฟ้าฟาด" และเพลงพระราชนิพนธ์ที่มีชื่อ
เสียงเป็นที่รู้จักกันดีคือ "เพลงบุหลันลอยเลื่อน" หรือ "บุหลัน (เลื่อน) ลอยฟ้า" แต่ต่อมามักจะ
เรียกว่า "เพลงทรงพระสุบิน" เพราะเพลงมีนี้มีกำเนิดมาจากพระสุบิน (ฝัน) ของพระองค์เอง
โดยเล่ากันว่าคืนหนึ่งหลังจากได้ทรงซอสามสายจนดึก ก็เสด็จเข้าที่บรรทมแล้วทรงพระสุบิน
ว่า ได้เสด็จไปยังดินแดนที่สวยงามดุจสวรรค์ ณ ที่นั่น มีพระจันทร์อันกระจ่างได้ลอยมาใกล้
พระองค์ พร้อมกับมีเสียงทิพยดนตรีอันไพเราะยิ่ง ประทับแน่นในพระราชหฤทัย ครั้นทรงตื่น
บรรทมก็ยังทรงจดจำเพลงนั้นได้ จึงได้เรียกพนักงานดนตรีมาต่อเพลงนั้นไว้ และทรงอนุญาต
ให้นำออกเผยแพร่ได้ เพลงนี้จึงเป็นที่แพร่หลายและรู้จักกันกว้างขวางมาจนทุกวันนี้



พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๓ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรมาธิวรเสรฐมหาเจษฎาบดินทรฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว




ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๓๓๐

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พ.ศ. ๑๒๖๗

คู่อภิเษก ไม่มีการสถาปนาพระราชินี แต่ ( พระภรรยา ๕๖ ท่าน )

พระราชบุตร ๕๑ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุลาลัย

สวรรคต เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ.๒๓๙๔

๑๐

พระราชกรณียกิจ
พระองค์ทรงปกครองประเทศด้วยพระปรีชาสามารถ ทรงเสริมสร้างกำลังป้องกันราช

อาณาจักร โปรดให้สร้างป้อมปราการตามปากแม่น้ำสำคัญ และหัวเมืองชายทะเล

ด้านความมั่นคง

พระองค์ได้ทรงป้องกันราชอาณาจักรด้วยการส่งกองทัพไปสกัดทัพของเจ้าอนุวงศ์แห่ง
เวียงจันทน์ ไม่ให้ยกทัพเข้ามาถึงชานพระนครและขัดขวางไม่ให้เวียงจันทน์เข้าครอบครองหัว
เมืองอีสานของสยาม นอกจากนี้ พระองค์ทรงประสบความสำเร็จในการทำให้สยามกับญวนยุติ
การสู้รบระหว่างกันเกี่ยวกับเรื่องเขมรโดยที่สยามไม่ได้เสียเปรียบญวนแต่อย่างใด




คลองบางขุนเทียน
ในปัจจุบัน

การคมนาคมสมัยรัชกาลที่ ๓ คลองบางขนาก
ในปัจจุบัน
ที่มาของภาพttps://www.google.com/search?q=กาลคมณาคม

ด้านการคมนาคม

ในรัชสมัยของพระองค์ใช้ทางน้ำเป็นสำคัญ ทั้งในการสงครามและการค้าขาย คลองจึงมี
ความสำคัญ มากในการย่นระยะทางจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง จึงโปรดฯให้มีการขุดคลองขึ้น
เช่น คลองบางขุนเทียน และคลองบางขนาก

๑๑

โลหะปราสาท วัดราชนัดดารามวรวิหาร

ที่มาของภาพ https://images.search.yahoo.com/

วัดเทพธิดารามวรวิหาร

ที่มาของภาพ https://images.search.yahoo.com/

ด้านการทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก และได้ทรงสร้างพระพุทธรูปมากมาย เช่น
พระประธานในอุโบสถวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดเฉลิมพระเกียรติ วัดปรินายก และ
วัดนางนอง ทรงสร้างวัดใหม่ขึ้น ๓ วัด คือ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร วัดเทพธิดารามวรวิหารและวัด
ราชนัดดารามวรวิหาร ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเก่าอีก ๓๕ วัด เช่น วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่ง
สร้างมาแต่รัชกาลที่ ๑ วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร เป็นต้น




ด้านการศึกษา

ทรงทำนุบำรุงและสนับสนุนการศึกษา โปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศา
ธิราชสนิท แต่งตำราเรียนภาษาไทยขึ้นเล่มหนึ่งคือ หนังสือจินดามณี โปรดเกล้าฯ ให้ผู้รู้นำตำรา
ต่าง ๆ มาจารึกลงในศิลาตามศาลารอบพุทธาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
ปั้ นตั้งไว้ตามเขามอและเขียนไว้ตามฝาผนังต่าง ๆ มีทั้งอักษรศาสตร์ แพทยศาสตร์ พุทธศาสน
ศึกษา โบราณคดี ฯลฯ เพื่อเป็นการเผยแพร่วิชาการสาขาต่าง ๆ จึงอาจกล่าวได้ว่า วัดพระเชตุพน
วิมลมังคลารามเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของกรุงสยาม

๑๒

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๔ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิ นทรมหามงกุฎ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว




ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๓๔๗

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๙๔

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๙๔

คู่อภิเษก สมเด็จพระนางเธอ พระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดี พระนางนาฏ บรมอัครราชเทวี

พระราชบุตร ๘๔ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีสุริเยนทราบรมราชินี

สวรรคต เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑

๑๓

พระราชกรณียกิจ

ด้านกฎ
หมาย

ในรัชสมัยของพระองค์ มีการลดภาษีอากร ลดหย่อนค่านา ยกเลิกการเก็บอากร
ตลาด เปลี่ยนเป็นเก็บภาษีโรงร้านเรือนแพจากผู้ค้าขายรายใหม่ ประกาศมิให้ตกข้าวแก่
ชาวนา ออกพระราชบัญญัติกำหนดใช้ค่าที่ดิน ให้ราษฎรเมื่อมีการเวนคืน ออกประกาศเตือน
ราษฎรให้รอบคอบในการทำนิติกรรม ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ คือกำหนดลักษณะของผู้
ที่จะถูกขายเป็นทาสให้เป็นธรรมยิ่งขึ้น โปรดเกล้า ฯ ให้ยกเลิกกฎหมายเดิมที่ให้ สิทธิบิดา
มารดา และสามีในการขายบุตรและภรรยา และตราพระราชบัญญัติใหม่ให้การซื้อขายทาส
เป็นไปด้วยความยินยอมของเจ้าตัวที่จะถูกขายเป็นทาสเท่านั้น



พระแก้วมรกต ศิลาจารึกหลักที่ ๑ ของพ่อขุนรามคำแหง

ที่มาของภาพ https://images.search.yahoo.com/ ที่มาของภาพ https://www.google.com/search

ด้านวรรณคดีพุทธศาสนา

พระองค์ทรงเอาพระทัยใส่ทำนุบำรุงเป็นอย่างดี พระราชนิพนธ์ส่วนใหญ่เป็นประเภท
ร้อยแก้ว บทพระราชนิพนธ์ที่สำคัญ ได้แก่

ชุมนุมพระบรมราโชบาย ๔ หมวด คือ หมวดวรรณคดี โบราณคดี ธรรมคดี และตำรา
ตำนานเรื่อง พระแก้วมรกต เรื่องปฐมวงศ์
ทรงริเริ่มให้มีการค้นคว้าศิลาจารึกในประเทศไทยขึ้นเป็นครั้งแรก คือ ศิลาจารึกหลักที่ ๑
ของพ่อขุนรามคำแหง

๑๔

ด้านพระพุทธศาสนา

พระองค์ทรงฟื้ นฟูพระพุทธศาสนาให้รุ่งเรือง โดยทรงตั้งธรรมยุตติกาวงศ์ขึ้น เป็นนิกาย
ใหม่ในพระพุทธศาสนา ที่มีความเคร่งครัดในพระธรรมวินัยและระเบียบแบบแผน ด้านพระพุทธ
ศาสนา



ที่มาของภาพhttp://210.86.210.116/chalengsak/units/unit4/chapter4/chapter4_4/Ram4_7_History.htm

ราชทูตสยามเข้าเฝ้าจักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ พ.ศ. ๒๔๐๔

ราชทูตสยามเข้าเฝ้า จักรพรรดินโปเลียนที่ ๓

คณะทูตไทยในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อันมีเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์
(แพ บุนนาค) เมื่อยังดำรงตำแหน่งพระยาศรีพิพัฒน์เป็นราชทูตพร้อมด้วยคณะ เข้าเฝ้าฯ ถวาย
พระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการแด่จักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ ณ พระราชวังฟอง
แตนโบล ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๒๗ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๔๐๔

ตำนานความเป็นมาของภาพนี้ จักรพรรดินโปเลียนที่ ๓ แห่งประเทศฝรั่งเศส ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ ให้อาจารย์เจโรม จิตรกร เขียนขึ้นเป็นการเฉลิมพระเกียรติจำนวน ๒ ภาพ ภาพ
หนึ่งอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส อีกภาพหนึ่ง (คือภาพนี้) ส่งมาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว แห่งกรุงสยาม เมื่อ (ค.ศ.๑๘๖๖) ดั่งพระราชกระแสในพระบาทสมเด็จ
พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เรื่องรับฉากเขียนลายน้ำมันของพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส

๑๕

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๕ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ.๒๓๙๖

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๑๑

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๑๑

คู่อภิเษก สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์

พระราชบุตร ๙๗ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชมารดา สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี

สวรรคต เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

๑๖

การเลิกทาส การสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา

ที่มาของภาพ https://www.mongkol99.com/ ที่มาของภาพ https://www.mongkol99.com/

ธนบัตร เหรียญบาท

ที่มาของภาพ https://www.mongkol99.com/ ที่มาของภาพ https://www.mongkol99.com/

พระราชกรณียกิจ

พระราชกรณียกิจที่สำคัญของรัชกาลที่ ๕ ได้แก่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มี
การเลิกทาสและไพร่ในประเทศไทย การป้องกันการเป็นอาณานิคมของ จักรวรรดิฝรั่งเศส
และ จักรวรรดิอังกฤษ ได้มีการประกาศออกมาให้มีการนับถือศาสนาโดยอิสระในประเทศ
โดยบุคคลศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลามสามารถปฏิบัติศาสนกิจได้อย่างอิสระ นอกจากนี้
ได้มีการนำระบบจากทางยุโรปมาใช้ในประเทศไทย ได้แก่ระบบการใช้ธนบัตรและเหรียญ
บาท ใช้ระบบเขตการปกครองใหม่ เช่น มณฑลเทศาภิบาล จังหวัด และ อำเภอ และได้มี
การสร้างรถไฟ สายแรก คือ กรุงเทพฯ ถึง อยุธยา ลงวันที่ ๑ มีนาคม ร.ศ.๑๐๙ ซึ่งตรงกับ
พุทธศักราช ๒๔๓๓ นอกจากนี้ได้มีงาน พระราชนิพนธ์ ที่สำคัญ การก่อตั้งการประปา

การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ ส่วนการคมนาคม
ให้มีการขุดคลองหลายแห่ง เช่น คลองประเวศบุรีรมย์ คลองสำโรง คลองแสนแสบ คลอง
นครเนื่องเขต คลองรังสิตประยูรศักดิ์ คลองเปรมประชากร และ คลองทวีวัฒนา ยังทรง
โปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองส่งน้ำประปา จากเชียงราก สู่สามเสน อำเภอดุสิต จังหวัดพระนคร ซึ่ง
คลองนี้ส่งน้ำจากแหล่งน้ำดิบเชียงราก ผ่าน อำเภอสามโคก อำเภอเมืองปทุมธานี อำเภอ
คลองหลวง อำเภอธัญบุรี และ อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี อำเภอปากเกร็ด และ
อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี และ เขตสายไหม เขตบางเขน เขตดอนเมือง เขต
หลักสี่ เขตจตุจักร เขตบางซื่อ เขตดุสิต เขตพญาไท และ เขตราชเทวี
กรุงเทพมหานคร

๑๗



ที่มาของภาพ


http://www.whiteelephanttrav
el.co.th/

การเสด็จประพาสยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว



การเสด็จประพาสยุโรป

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย
พระองค์แรกที่ทรงเดินทางไปถึงทวีปยุโรป การเสด็จฯ เยือนครั้งประวัติศาสตร์ในปี ๒๔๔๐ ถือ
เป็นทั้งเรื่องใหญ่และใหม่มากในสมัยนั้น




การเสี ยดินแดนให้ฝรั่งเศส

ครั้งที่ ๑ เสียแคว้นเขมร (เขมรส่วนนอก) เนื้อที่ประมาณ ๑๒๓,๐๕๐ ตารางกิโลเมตร และเกาะอีก
๖ เกาะ วันที่ ๑๕ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๑๐
ครั้งที่ ๒ เสียแคว้นสิบสองจุไท หัวพันห้าทั้งหก เมืองพวน แคว้นหลวงพระบาง แคว้งเวียงจันทน์
คำม่วน และแคว้นจำปาศักดิ์ฝั่ งตะวันออก (หัวเมืองลาวทั้งหมด) โดยยึดเอาดินแดนสิบสองจุ
ไทย และได้อ้างว่าดินแดนหลวงพระบาง เวียงจันทน์ และนครจำปาศักดิ์ เคยเป็นประเทศราช
ของญวนและเขมรมาก่อน จึงบีบบังคับเอาดินแดนเพิ่มอีก เนื้อที่ประมาณ ๓๒๑,๐๐๐ตาราง
กิโลเมตร วันที่ ๒๗ มีนาคม พ.ศ.๒๔๓๑ ประเทศฝรั่งเศสข่มเหงไทยอย่างรุนแรงโดยส่งเรือรบ
ล่วงเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฝ่ายไทยยิงปืนไม่บรรจุกระสุน ๓ นัด
เพื่อเตือนให้ออกไป แต่ทางฝรั่งเศสกลับระดมยิงปืนใหญ่เข้ามาเป็นอันมาก เกิดการรบกันพัก
หนึ่ง ในวันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ ฝรั่งเศสนำเรือรบมาทอดสมอ หน้าสถานทูตของตนใน
กรุงเทพฯ ได้สำเร็จ (ทั้งนี้ ประเทศอังกฤษ ได้ส่งเรือรบเข้ามาลอยลำอยู่ ๒ ลำ ที่อ่าวไทยเช่นกัน
แต่มิได้ช่วยปกป้องไทยแต่อย่างใด) ฝรั่งเศสยื่นคำขาดให้ไทย ๓ ข้อ ให้ตอบใน ๔๘ ชั่วโมง
เนื้อหา คือ

ให้ไทยใช้ค่าเสียหายสามล้านแฟรงค์ โดยจ่ายเป็นเหรียญนกจากเงินถุงแดง พร้อมส่งเช็คให้
สถานทูตฝรั่งเศสแถวบางรัก
ให้ยกดินแดนบนฝั่ งซ้ายแม่น้ำโขงและเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำด้วย
ให้ถอนทัพไทยจากฝั่ งแม่น้ำโขงออกให้หมดและไม่สร้างสถานที่สำหรับการทหาร ในระยะ
๒๕ กิโลเมตร ทางฝ่ายไทยไม่ยอมรับในข้อ ๒ ฝรั่งเศสจึงส่งกองทัพมาปิดอ่าวไทย เมื่อวันที่
๒๖ กรกฎาคม – ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ และยึดเอาจังหวัดจันทบุรีกับจังหวัดตราดไว้ เพื่อ
บังคับให้ไทยทำตาม

๑๘

ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ ๕๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส ในวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๖
และฝรั่งเศสได้ยึดเอาจันทบุรีกับตราด ไว้ต่ออีก นานถึง ๑๑ ปี (พ.ศ. ๒๔๓๖-๒๔๗๗)
ปี พ.ศ. ๒๔๔๖ ไทยต้องทำสัญญายกดินแดนให้ฝรั่งเศสอีก คือ ยกจังหวัดตราดและเกาะใต้
แหลมสิงห์ลงไป (มีเกาะช้างเป็นต้น) ไปถึง ประจันตคีรีเขตร์ (เกาะกง) ดังนั้นฝรั่งเศสจึงถอน
กำลังจากจันทบุรีไปตั้งที่ตราด ในปี พ.ศ. ๒๔๗๗
วันที่ ๒๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๙ ไทยต้องยกดินแดนมณฑลบูรพา คือเขมรส่วนใน ได้แก่เสีย
มราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศสอีก ฝรั่งเศสจึงคืนจังหวัดตราดให้ไทย รวมถึงเกาะ
ทั้งหลายจนถึงเกาะกูด
รวมแล้วในคราวนี้ ไทยเสียเนื้อที่ประมาณ ๖๖,๕๕๕ ตารางกิโลเมตร
และไทยเสียดินแดนอีกครั้งทางด้านขวาของแม่น้ำโขง คืออาณาเขต ไชยบุรี และ จำปาศักดิ์
ตะวันตก ในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๐

การเสี ยดินแดนให้อังกฤษ

เสียดินแดนฝั่ งซ้ายแม่น้ำสาละวิน (๕ เมืองเงี้ยว และ ๑๓ เมืองกะเหรี่ยง) ให้อังกฤษ เมื่อ ๒๗
ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๕
เสียดินแดน รัฐไทรบุรี รัฐกลันตัน รัฐตรังกานู และรัฐปะลิส ให้อังกฤษ เมื่อ ๑๐ มีนาคม พ.ศ.
๒๔๕๑ (นับอย่างใหม่ พ.ศ. ๒๔๕๒) เพื่อขอกู้เงิน ๔ ล้านปอนด์ทองคำอัตราดอกเบี้ย ๔% ต่อปี
มีเวลาชำระหนี้ ๔๐ ปี



ภาพการเสี ยดินแดนทั้งหมด ๑๔ ครั้งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ของราชวงศ์จักกรี

๑๙

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๖ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๒๔

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๓

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๓

คู่อภิเษก พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี

พระราชบุตร ๑ พระองค์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

วัดประจำรัชกาล ทรงสร้างวชิราวุธวิทยาลัยแทนวัดประจำรัชกาล

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สวรรคต เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘

๒๐

เหตุการณ์ในรัชสมัย




ที่มาของภาพ http://www.siammanussati.com/

กำเนิดลูกเสื อไทยขึ้นเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๕๔

ตั้งกองเสื อป่า

ดูบทความหลักที่: กองเสื อป่า

ด้วยความที่การที่พระมงกุฎเกล้าทรงขาดบารมีเหนือกองทัพ นายทหารในกองทัพภักดี
ต่อผู้บังคับบัญชาและอาจารย์ของตนมากกว่ากษัตริย์ เรื่องนี้พระองค์ทรงตระหนักเป็นอย่างดี
ทรงมองว่าพระองค์ต้องเร่งสร้างความจงรักภักดีให้ขยายออกไปอย่างเร่งด่วนในหมู่ข้าราชการ
พระองค์จึงทรงตั้งกองกำลังกึ่งทหารที่เรียกว่า "กองเสือป่า" ขึ้นเมื่อ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔
ตัวพระองค์ทรงดำรงตำแหน่ง "นายกองใหญ่" มีเชื้อพระวงศ์และข้าราชบริพารบางส่วนเป็น
คณะผู้บังคับบัญชา และมีข้าราชการพลเรือนเป็นพลเสือป่า

การเป็นสมาชิกเสือป่าเป็นหนทางใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และยังได้สิทธิยกเว้นการ
เกณฑ์ทหาร ทำให้เครือข่ายเสือป่าขยายตัวทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว การที่ผู้บังคับบัญชาเสือป่า
คือเหล่าผู้ใกล้ชิดพระองค์ ทำให้ในที่สุด เครือข่ายเสือป่าเริ่มแทรกแซงระบบราชการจนเสียหาย
บางครั้งมีการเรียกตัวพลเสือป่าที่เป็นข้าราชการมาซ้อมรบ ทำให้ข้าราชการผู้นั้นขาดจากงาน
ราชการปกติ บ้างก็เบียดบังงบประมาณแผ่นดินมาอุดหนุนกองเสือป่า การซ้อมรบเสือป่าก็ไม่มี
ความจริงจังเพื่อฝึกฝนความชำนาญ มักจัดฉากให้กองเสือป่าหลวงของพระองค์ชนะอยู่เสมอ มี
ครั้งหนึ่งที่ทรงซ้อมรบแพ้เจ้าพระยายมราช ก็รับสั่งให้คุมตัวเจ้าพระยายมราชมาและตัดสินใหม่
ให้พระองค์ชนะการซ้อมรบของเสือป่าจึงเป็นเพียงเพื่อความสำราญสนุกสนานของกษัตริย์
อาวุธของกองเสือป่าก็หยิบยืมมาจากกองทัพบกแทบทั้งสิ้น

๒๑

ที่มาของภาพ
https://www.silpa-mag.com/

ภาพ ร.๖ นำสยามร่วมสงคราม สู่ วีรกรรมทหารไทยบน
สมรภูมิยุโรปในสงครามโลกครั้งที่ ๑




สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง

๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๒ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทาน
เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดีประดับไว้บนยอดคันธงชัยเฉลิมพลประจำกองทหาร
อาสาของสยามในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ให้เป็นเกียรติแก่กองทหารอาสา ในวันที่เดินทางกลับ
ถึงประเทศไทย
พ.ศ. ๒๔๕๗ สงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นในทวีปยุโรป ทรงให้ความสนใจและติดตามข่าวการ
สงครามอย่างใกล้ชิด ในตอนแรกพระองค์มีนโยบายวางตัวเป็นกลาง แต่ก็เริ่มเอนเอียงไปเข้า
ข้างฝ่ายไตรภาคี (บริเตนใหญ่,ฝรั่งเศส และรัสเซีย) ในที่สุด ประเทศสยามประกาศตัวเข้าร่วมกับ
ฝ่ายสัมพันธมิตร และประกาศสงครามต่อจักรวรรดิเยอรมันและจักรวรรดิออสเตรีย-ฮังการี ใน
วันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ การตัดสินพระทัยในครั้งนั้นได้รับการคัดค้านจากประชาชน
ทั่วไป เนื่องจากในสมัยนั้นมีคนสยามไปศึกษาต่อที่ประเทศเยอรมนีเป็นจำนวนมาก จึงนิยมและ
เคารพเยอรมนีเป็นเสมือนครูบาอาจารย์ และเยอรมนีไม่เคยสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้สยามมา
ก่อน

ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเปลี่ยนสถานะของสยามจากบ้านป่าเมืองเถื่อนห่างไกลเป็นประเทศ
ที่เชิดหน้าชูตา และได้เป็นสมาชิกแรกก่อตั้งของสันนิบาตชาติที่ตั้งขึ้นใหม่หลังสงคราม และยังได้
แก้ไขสนธิสัญญาที่สยามเสียเปรียบต่อประเทศอื่นๆด้วยกันถึง ๑๓ ประเทศ การตัดสินพระทัย
ครั้งนี้ของพระองค์นับว่าถูกต้องและช่วยกอบกู้ความนิยมของพระองค์ในหมู่ราษฎรได้ไม่น้อย

๒๒

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๗ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๓๖

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๖๘

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๖๙

คู่อภิเษก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี

พระราชบุตร ไม่มี (ร.๗ ท่านทรงมีพระพลานามัยไม่ค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์)

วัดประจำรัชกาล วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สวรรคต เมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๔

๒๓

ที่มาของภาพ https://th.wikipedia.org/

การปฏวิ ัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

การเปลี่ยนแปลงการปกครอง

การปฏิวัติสยาม พ.ศ. ๒๔๗๕

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงลงพระปรมาภิไธยในรัฐธรรมนูญแห่งราช

อาณาจักรสยาม เมื่อวันที่ ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ ในขณะที่พระองค์ขึ้นครองราชสมบัตินั้น

ฐานะทางการคลังของสยามและสภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกอยู่ในภาวะตกต่ำอย่างมาก พระองค์ได้

ตัดลดงบประมาณในส่วนต่าง ๆ เช่น งบประมาณส่วนพระมหากษัตริย์ งบประมาณด้านการ

ทหาร รวมถึง การการยุบหน่วยราชการและปลดข้าราชการออกเป็นจำนวนมากเพื่อลดรายจ่าย

ของประเทศ ทำให้เกิดความไม่พอใจอันเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสยามในเวลา

ต่อมา พระราชกรณียกิจประการหนึ่งที่ คือ พระองค์มีพระราชปรารภจะพระราชทานรัฐธรรมนูญ

การปกครองให้แก่สยาม โดยพระองค์ได้มอบหมายให้นายเรย์มอนด์ บาร์ทเล็ตต์ สตีเฟนส์ ที่

ปรึกษานโยบายต่างประเทศชาวอเมริกัน และพระยาศรีวิสารวาจา ร่วมกันทำบันทึกความเห็นใน

เรื่องดังกล่าว แต่ถูกทักท้วงจากพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่จึงได้ระงับไปก่อน

ภายหลังงานเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบรอบ ๑๕๐ ปี พระองค์เสด็จแปรพระ

ราชฐานไปยัง วังไกลกังวล หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างนั้นเอง คณะราษฎร ได้

ทำการปฏิวัติยึดอำนาจการปกครองในวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕ และได้เข้ายึดสถานที่

สำคัญของทางราชการได้ รวมทั้ง ได้เชิญสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์ว

รพินิต ผู้สำเร็จราชการพระนคร พร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มาที่

พระที่นั่งอนันตสมาคม เพื่อเป็นตัวประกัน

เมื่อพระองค์ทรงทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว พระองค์ตรัสเรียกพระบรมวงศานุวงศ์

และเสนาบดีที่อยู่ที่หัวหินให้เข้าประชุมกันที่วังไกลกังวลเพื่อทรงหารือแนวทางต่าง ๆ ที่จะรับมือ

กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในที่ประชุมนั้นแสดงความเห็นออกเป็นสองฝ่ายทั้งสนับสนุนให้ต่อสู้กับ

คณะราษฎรและฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรสู้ หลังจากนั้น พระองค์ตรัสว่า เมื่อได้ฟังความเห็นของเจ้า

นายและเสนาบดีทั้งสองฝ่ายแล้ว ทรงเห็นว่าถ้าจะสู้ก็คงสู้ได้ แต่จะเสียเลือดเนื้อข้าแผ่นดินซึ่งเป็น

คนไทยด้วยกัน สุดท้ายทรงตัดสินพระทัยที่จะอยู่ในราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ภายใต้

รัฐธรรมนูญดังที่พระองค์ทรงสนับสนุนที่จะให้ประชาชนมีรัฐธรรมนูญมาโดยตลอด

๒๔

สละราชสมบัติ

พระองค์ทรงโยกย้ายทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เข้าบัญชีส่วนพระองค์จำนวน ๖ ล้าน
บาทเป็นเหตุให้เกิดคดียึดทรัพย์พระองค์ ข้อขัดแย้งก่อนสละราชสมบัติระหว่างพระองค์กับรัฐบาล
ยังมีเรื่องอำนาจการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกึ่งหนึ่งของสภา วันที่ ๑๒ มกราคม ๒๔๗๗
(นับแบบเก่า)พระองค์เสด็จออกนอกประเทศสยามเพื่อไปรักษาพระเนตรที่ประเทศอังกฤพระองค์
ทรงต่อรองกับรัฐบาลเรื่องพระราชอำนาจตามรัฐธรรมนูญและเรื่องพระราชทรัพย์และผลประโยชน์
ของพระมหากษัตริย์ แต่ผู้แทนรัฐบาลปฏิเสธ โดยเฉพาะกรณีมีพระประสงค์ให้แก้ไขมาตรา ๓๙
แห่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม ให้กฎหมายใดที่ไม่ทรงลงพระปรมาภิไธยต้องเป็น
อันตกไป และสภาผู้แทนราษฎรที่เสนอร่างกฎหมายนั้นต้องถูกยุบ เมื่อรัฐบาลไม่ยินยอมจึงมีพระ
ราชดำริที่จะสละราชสมบัติ ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำริว่าตราบที่ประเทศ
สยามยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ พระมหากษัตริย์ก็ต้องมีพระราชอำนาจส่วนหนึ่ง

แต่คณะราษฎรเห็นว่าพระมหากษัตริย์ถือเป็นประมุขเฉพาะในทางพิธีการอย่างพระมหา
กษัตริย์อังกฤษเท่านั้น รัฐบาลจึงตั้งคณะกรรมการขึ้นหนึ่งคณะโดยมี เจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ
(จิตร ณ สงขลา) ประธานสภาผู้แทนราษฎร ณ ขณะนั้น เป็นประธานคณะกรรมการ พร้อมกับพล
เรือตรี หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ ( ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ) และนาย ดิเรก ชัยนาม เดินทางมาเข้า
เฝ้าฯ และไกล่เกลี่ยเพื่อกราบบังคมทูลให้เสด็จกลับประเทศไทย แต่การเจรจาไม่เป็นผลสำเร็จ
พระองค์ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘ ในพระราชหัตถเลขา
สละราชสมบัตินั้น ปรากฏข้อความที่ใช้อ้างอิงกันเสมอในเวลาต่อมาว่า

ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของ ข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่
ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช้อำนาจนั้นโดย สิทธิขาด และโดยไม่

ฟังเสี ยงอันแท้จริงของราษฎร...

...บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้า ที่จะให้ราษฎรมีสิทธิออกเสียง ในนโยบายของประเทศไทย
โดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และเมื่อข้าพเจ้ารู้สึกว่า บัดนี้ เป็นอันหมดหนทาง ที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ ให้ความ
คุ้มครองแก่ประชาชนได้ต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าจึงขอสละราชสมบัติ และออกจากตำแหน่งพระเรมหากษัตริย์ แต่

บัดนี้เป็นต้นไป

๒๕

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๘ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๘

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๘

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ไม่มี (ไม่ได้คู่อภิเษก)

คู่อภิเษก ไม่มี

พระราชบุตร ไม่มี

วัดประจำรัชกาล วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สวรรคต เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

๒๖

พระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ ๘

พระราชลัญจกรประจำพระองค์

ในปี พ.ศ. ๒๔๘๑ คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ได้ให้ สำนักพระราชวัง จัดสร้างพระ
ราชลัญจกรประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลขึ้น ซึ่ง เจ้าพระยาธร
รมาธิกรณาธิบดี (หม่อมราชวงศ์ปุ้ม มาลากุล) สมุหพระราชวัง ได้ปรับปรุงพระราชลัญจกรรูป
พระโพธิสัตว์ สวนดุสิต ที่เคยใช้ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มาใช้เป็น
พระราชลัญจกรประจำพระองค์ โดยการสร้างพระราชลัญจกรนั้น ใช้แนวคิดจากพระบรม
นามาภิไธยก่อนทรงราชย์ นั่นคือ "อานันทมหิดล" ซึ่งหมายถึง เป็นที่ยินดีแก่แผ่นดิน ดังนั้น จึงได้
ใช้รูปพระโพธิสัตว์ ซึ่งมีหมายความเดียวกันว่า เป็นความยินดีและเป็นเดชยิ่งในพื้นพิภพ มาเป็น
พระราชลัญจกรประจำพระองค์

พระราชกรณียกิจ

การปกครอง

พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ ๙

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๘๕ และเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทยเชื้อสาย

จีนเป็นครั้งแรก ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช

เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทย

เชื้อสายจีนจนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง เมื่อพระองค์ทรงทราบเรื่อง มีพระราชดำริว่า หาก

ปล่อยความขุ่นข้องบาดหมางไว้เช่นนี้ จะเป็นผลร้ายตลอดไป จึงทรงตัดสินพระทัยเสด็จ

พระราชดำเนินสำเพ็ง ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ ๔ ชั่วโมง และพระองค์ทรงพระราชดำเนินด้วย

พระบาทเป็นระยะประมาณ ๓ กิโลเมตร การเสด็จพระราชดำเนินสำเพ็งในครั้งนี้จึงเป็นการ

ประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้หมดไป

๒๗




การศาสนา

ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกนั้นพระองค์ได้ประกอบพิธีทรงปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ
ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันที่ ๑๙ พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๔๘๑ นอกจากนี้ ยังเสด็จพระราชดำเนินไปทรงนมัสการพระพุทธรูปในพระอารามที่สำคัญ เช่น

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร
วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร และวัด
เทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร โดยเฉพาะที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหารนั้น พระองค์เคย
มีพระราชดำรัสกล่าวว่า "ที่นี่สงบเงียบน่าอยู่จริง" ดังนั้น เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคต จึงได้นำ
พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์มาประดิษฐาน ณ วัดแห่งนี้

พระองค์ยังทรงตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนาโดยได้มีพระราชหัตเลขาถึง
สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เมื่อวันที่ ๑๙ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๘๙ ทรงขอสังฆ
ราชานุเคราะห์ในการศึกษาตำราทางพระพุทธศาสนาเพื่อใช้ในการเตรียมพระองค์ในการที่จะ
อุปสมบท แต่ก็มิได้ผนวชตามที่ตั้งพระราชหฤทัยไว้ นอกจากนี้ยังได้พระราชทานพระราชทรัพย์
บำรุงวัดวาอาราม กับพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์แก่ศาสนาอื่นตามสมควร




การศึกษา

พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ ๘ ในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในการเสด็จนิวัตพระนครในครั้งที่ ๒ พระองค์ทรงได้ประกอบพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับการ
ศึกษาของประเทศโดยเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้ง
เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียน
อัสสัมชัญ โรงเรียนเทพศิรินทร์ ซึ่งเป็นโรงเรียนที่ทรงศึกษาขณะทรงพระเยาว์ นอกจากนี้ พระองค์
ยังได้เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ และอีกครั้งที่ หอประชุมราชแพทยา
ลัย ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๙ โดยในการ
พระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้ มีพระราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้เพียงพอที่
จะช่วยเหลือประชาชน โรงเรียนแพทย์แห่งที่ ๒ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ซึ่งใน
ปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลังจากนั้น ในวันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ.
๒๔๘๙ พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ แปลงสาธิต ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราช
กรณียกิจสุดท้าย ก่อนเสด็จสวรรคต

๒๘

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๙ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๐

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๘๙

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๕ พฤษภาคม ๒๔๙๓

คู่อภิเษก สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

พระราชบุตร ๔ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก

พระราชมารดา สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

สวรรคต เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙

๒๙

ที่มาของภาพ https://www.bangkokbiznews.com/

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

บทบาททางการเมืองไทย

ในทางกฎหมายพระมหากษัตริย์ไทยทรงมีพระราชอำนาจจำกัดตามรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี การกระทำดังกล่าวไม่ได้ทำลายพระราชอำนาจโดยพฤตินัย ธงทอง จันทรางศุเขียน
ถึงพระราชอำนาจนี้ว่า แม้ว่าพระราชอำนาจดังกล่าวจะมิได้บัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรไว้ใน
รัฐธรรมนูญฉบับใดก็ตาม แต่ก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เข้าใจตรงกันของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า
เป็นพระราชอำนาจที่มีอยู่จริง และอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระราชอำนาจส่วนที่สำคัญที่สุดในทาง
กฎหมายรัฐธรรมนูญเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันมีการสร้างพระราชอำนาจนำเกิดขึ้นผ่านการดำเนิน
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

อำนาจตามรัฐธรรมนูญ

อำนาจตามรัฐธรรมนูญของพระองค์มักเป็นที่ถกเถียงกัน บางส่วนเพราะความเป็นที่
นิยมอย่างล้นหลามของพระองค์และบางส่วนเป็นเพราะอำนาจของพระองค์มักถูกตีความขัด
กันแม้จะมีนิยามอย่างชัดเจนในรัฐธรรมนูญแล้วก็ตาม ยกตัวอย่างเช่นการแต่งตั้งจารุวรรณ
เมณฑกาเป็นผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ทว่า ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแต่งตั้งเธอขัดต่อ
รัฐธรรมนูญ เมื่อรัฐสภาเลือกผู้ดำรงตำแหน่งแทนจารุวรรณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหา
ภูมิพลอดุลยเดชทรงปฏิเสธเขา วุฒิสภาปฏิเสธลงคะแนนยกเลิกการยับยั้งของพระองค์ สุดท้าย
ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๙ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินให้จารุวรรณกลับเข้ารับ
ตำแหน่ง หนังสือพิมพ์ผู้จัดการอธิบายว่ากรณีนี้เป็นความพยายามของวุฒิสภาเพื่อบีบบังคับให้
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทำตามความปรารถนาของพวกตนศาล
รัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเฉพาะว่าพระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้ง
ผู้ตรวจเงินแผ่นดินตามคำแนะนำของวุฒิสภาการพ้นจากตำแหน่งจึงต้องมีพระบรราชโองการ
โปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งเท่านั้น

๓๐

โครงการแก้มลิง

โครงการฝนหลวง

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นองค์การไม่แสวงผลกำไรในประเทศไทย
ก่อตั้งโดย พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นองค์การที่
รวบรวมข้อริเริ่มและงานวิจัยเพื่อการกุศล ความสนใจของมูลนิธิคือการปรับปรุงคุณภาพชีวิต
ของชาวเขา เป้าหมายตามกันคือลดการปลูกฝิ่ นและการฟื้ นฟูป่าและทรัพยากรน้ำ มูลนิธิฯ ถือ
เป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอันดับต้น ๆ ในการกำจัดการปลูกฝิ่ น และได้รับ รางวัลรา
มอน แมกไซไซ ด้านความเข้าใจระหว่างประเทศในปี ๒๕๓๑

พระราชทรัพย์ของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร
ส่วนใหญ่อยู่ในรูปของที่ดินและหุ้น โดยแบ่งออกได้เป็นส่วน ๆ ได้โดยสังเขป คือทรัพย์สินส่วน
พระองค์ พระคลังข้างที่ และทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ซึ่งพระองค์อุทิศพระราชทรัพย์ส่วน
หนึ่งเพื่อ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน ๔,๗๔๑ โครงการ มูลนิธิในพระบรม
ราชูปถัมภ์ เพื่อพัฒนาภายในประเทศในด้านกสิกรรม เกษตรกรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่ง
แวดล้อม สุขภาพอนามัย การส่งเสริมอาชีพ สาธารณูปโภค และการศึกษา

๓๑

พระราชประวัติพระมหากษัตริย์ไทยรัชกาลที่ ๑๐ ราชวงศ์จักรี
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสิ นทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่มาของภาพhttps://www.pinterest.com

เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕

ครองราชย์ เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ - ถึงปัจจุบัน

ราชาภิเษก เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๒

คู่อภิเษก สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี

พระราชบุตร ๗ พระองค์

วัดประจำรัชกาล วัดวชิรธรรมสาธิตวรวิหาร

ราชวงศ์ ราชวงศ์จักรี

พระราชบิดา พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร

พระราชมารดา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

๓๒

ที่มาของภาพhttps://www.matichon.co.th/

การทหาร

สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงฝึกเครื่องบินรบแบบเอฟ-5
พระองค์สนพระราชหฤทัยในกิจการกองทัพมาแต่ทรงพระเยาว์ และขณะประทับอยู่ใน
ประเทศไทย ได้ทรงเยี่ยมที่ตั้งทหารหลายแห่ง เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาด้านการทหารจาก
ประเทศออสเตรเลียและทรงเข้ารับการฝึกหลักสูตรอื่น ๆ แล้ว ทรงเข้าร่วมปฏิบัติการรบใน
การต่อต้านการก่อการกำเริบคอมมิวนิสต์ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของ
ประเทศไทย ทั้งยังทรงเยี่ยมให้กำลังใจตำรวจ ทหาร และเจ้าหน้าที่อาสาสมัครในบริเวณ
พื้นที่อันตราย

ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๐๘ รัชกาลที่ ๙ พระราชทานยศทหารให้แก่พระองค์
คือ ร้อยตรี เรือตรี พรรคนาวิน และเรืออากาศตรี แห่งกองทัพทั้งสาม นอกจากนี้ ยังทรง
ดำรงตำแหน่งทางทหารตั้งแต่ระดับรองผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับกองพัน, ผู้บังคับการกรม
ทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการถวายความ
ปลอดภัยรักษาพระองค์ คู่มือทหารที่หน่วยทหารมหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ผลิตขึ้น
อ้างว่า ทรงดำรงพระองค์เป็นแบบอย่าง และพระราชทานคำสั่งสอนแก่ข้าราชบริพารทุก
หมู่เหล่าด้วยพระองค์เอง และ"มีการเทิดทูนยกย่องพระองค์เป็น บรมครูทางการทหาร

๓๓

รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐

บทบาททางการเมือง

ใน พ.ศ. ๒๕๖๐ พระองค์ทรงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ
แล้ว โดยแก้ไขเรื่องพระราชอำนาจ ในปีเดียวกัน ทรงตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สิน
ฝ่ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจตั้งผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหา
กษัตริย์ตามพระราชอัธยาศัย ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๖๑ มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจากสำนักงาน
ทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยของพระองค์โดยตรง และสำนักงานฯ ชี้แจง
ว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมาย จึงต้องถวายทรัพย์สินในความดูแลคืนให้แก่พระมหา
กษัตริย์เพื่อมีพระบรมราชวินิจฉัย และกล่าวว่า ทรัพย์สินที่พระองค์เป็นเจ้าของจะมีการเสีย
ภาษีอากรเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ พระองค์ยังมีอำนาจควบคุมโดยตรงต่อ
สำนักพระราชวัง และ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ด้วย




ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๒ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณ
วดี พระเชษฐภคินี รับการเสนอชื่ อให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจาก พรรคไทยรักษาชาติ
พระองค์ก็ออกประกาศในวันเดียวกันว่า การดังกล่าวเป็นเรื่องไม่เหมาะสมและไม่ชอบด้วย

รัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ ในคืนก่อนวัน เลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ๒๕๖๒ ยังทรงให้เผยแพร่
พระบรมราโชวาทของรัชกาลที่ ๙ ที่ให้เลือกคนดีปกครองบ้านเมือง

๓๔

สรุป

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ ๑)

สถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

ป้องกันราชอาณาจักร

พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงสถาปนากรุงเทพมหานคร (หรือกรุงรัตนโกสินทร์) เป็น

ราชธานี มากไปกว่านั้นพระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถอย่างยิ่งในการป้องกันราชอาณาจักรด้วยการทำ

สงครามรบกับพม่าถึง ๗ ครั้ง รวมถึงทรงฟื้ นฟูวัฒนธรรมไทยอันเป็นมรดกตกทอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยและ

อยุธยา




พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)

พระปรีชาสามารถด้านศิลปกรรม

มรดกศิลปวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของประเทศไทยในปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นเสมือนมรดกจากยุคทองของวรรณคดี

ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์ทรงมีพระปรีชาสามารถด้านศิลปกรรมอย่างยิ่งในการนำ

บทละครเก่ามาทรงแต่งใหม่ เช่น รามเกียรติ์ อุณรุท และอิเหนา รวมถึงยังทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขนอีก

หลายชุดอีกด้ว

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๓)

หนังสือจินดามณีเล่มที่สอง

ความรู้บนฝาผนังวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นความสำคัญของการศึกษาเป็นอย่างมาก และโปรดเกล้าฯ ให้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้านวม กรมหลวงวงศาธิราชสนิท แต่งหนังสือ จินดามณี เป็นเล่มที่สอง ซึ่งถือ

ได้ว่าเป็นแบบเรียนภาษาไทยที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง รวมถึงหากใครได้ไปวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราช

วรมหาวิหารก็จะเห็นได้ว่าตามผนังต่างๆมีความรู้อยู่มากมาย เนื่องจากพระองค์ทรงโปรดให้ผู้ในด้านต่างๆนำ

ความรู้มาสลักไว้เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่คนทั่วไป

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถือได้ว่าเป็น พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย ด้วยพระอัฉจริยภาพ

ในด้านดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยพระองค์ทรงการคำนวณการเกิดสุริยุปราคาเต็มดวงได้อย่าง

แม่นยำ รวมถึงพระองค์ได้รับการยกย่องเป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสัตววิทยาสมาคมแห่งสหราชาอาณาจักร

อีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕)

เลิกทาส

พัฒนาสยาม

ความเจริญด้านการทูต

เพราะพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงเลิกทาสอย่างค่อยเป็นค่อย

ไป จนในที่สุดทำให้ประชาชนทุกคนเป็นไท รวมถึงพระองค์ได้มีทรงมองการณ์ไกลในการพัฒนาสยามให้มี

ความทันสมัย โดยได้ทรงก่อตั้งการประปา การไฟฟ้า ไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การสื่อสาร การรถไฟ รวม

ถึงการขุดคลองหลายแห่ง รวมถึงยังทรงเจริญพระราชสัมพันธไมตรีต่อชาติตะวันตกหลายประเทศ เพื่อ

ป้องกันการรุกรานของจักรวรรดิ

๓๕

สรุป

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖)
พระองค์ทรงให้ความสำคัญในการจัดการศึกษาและได้ทรงจัดตั้งโรงเรียนและมหาวิทยาลัยซึ่งยังคงเป็น
รากฐานที่สำคัญของประเทศไทยมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ ได้แก่ โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย ซึ่งในอดีตเคย
โรงเรียนมหาดเล็กหลวง รวมถึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรก
ของประเทศไทย

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗)
พระราชทานรัฐธรรมนูญ
ความเสียสละของพระองค์ต่อการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไป
เป็นราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญนั้น ถือเป็นพระคุณอันล้นพ้นของชาวไทยทุกคนที่ได้ทรงพระราชทาน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร สยาม พุทธศักราช ๒๔๗๕ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญถาวร ฉบับแรกของไทย เมื่อวัน
ที่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ จนทำให้ประเทศไทยมีการปกครองแบบประชาธิปไตยในปัจจุบัน



พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ ๘)
ยุติความขัดแย้งระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีน
พระราชปรารภในการผลิตแพทย์เพิ่มขึ้น
ในช่วงปี พ.ศ.๒๔๘๙ นั้นได้เกิดเกิดความขัดแย้งกันระหว่างชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายจีนจนเกือบเกิด
สงครามกลางเมือง พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดลจึงทรงตัดสินพระทัยในการเสด็จ
พระราชดำเนินสำเพ็งด้วยพระองค์เอง เพื่อเป็นการประสานรอยร้าวที่เกิดขึ้นให้หมดไป รวมถึงยังทรงมีพระ
ราชปรารภให้มีการผลิตแพทย์เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้เพียงพอต่อการรักษาพยาบาลประชาชน โดยการจัดตั้ง
โรงเรียนแพทย์แห่งที่ 2 นั่นคือโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยในปัจจุบัน คือ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย


พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ ๙)
โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ๔,๗๔๑ โครงการ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ตลอดเวลา ๗๐ ปีในการครองราชย์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงปฏิบัติพระ
ราชกรณียกิจอย่างต่อเนื่องในการเสด็จเยี่ยมเยียนประชาชน จนทำให้มีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
ถึง ๔๗๔๑ โครงการ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน เช่น โครงการฝนหลวง โครงการ
แกล้งดิน โครงการแก้มลิง รวมถึงทรงพระราชประทานแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่าง “ปรัชญาเศรษฐกิจพอ
เพียง” เพื่อให้ประชาชนสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างพอดีและมีความสุข


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ ๑๐)
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรทรงสนพระราชหฤทัยในการศึกษาของเยาวชน
ในประเทศไทย โดยทรงสนับสนุนและพระราชประทานทุนการศึกษาให้กับผู้ที่มีฐานะยากจน แต่มีความ
ประพฤติดี มีความสามารถในการศึกษา ให้ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษา
ตอนปลายจนถึงในระดับปริญญาตรี รวมถึงโปรดเกล้าฯให้สร้างโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชขึ้นเพื่อรักษาผู้
ป่วยในพื้นที่ห่างไกล

๓๖

อ้างอิง

มุกหอม วงษ์เทศ (2560-07-06). สยาม ถูกใช้เรียกชื่อประเทศเป็นทางการสมัยรัชกาล ที่ 4
ศิลปวัฒนธรรม. กรุงเทพฯ: มติชน. จาก https://sites.google.com สืบค้นเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2564

พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา กรุงเทพฯ : สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์
กรมศิลปากร , จาก https://www.newtv.co.th. สืบค้นเมื่อวีนที่ 2 ต.ค. 2564

ศิริพร ดาบเพชร คมคาย มากบัว และประจักษ์ แป๊ะสกุล.ประวัติศาสตร์ไทย ม.4-ม.6. พิมพ์ครั้งที่ 1.
กรุงเทพฯ : อักษรเจริญทัศน์ , สืบค้นเมื่อวันที่ 2 ต.ค. 2564

จาก.http://www.trueplookpanya.com/true/knowledge_detail.php?mul_content_id=2844



ประวัติผู้จัดทำ
ชื่ อ นายธนาวุฒิ เมืองแพน ชื่ อเล่น วุฒิ
เกิด วันที่ ๒๕ เดือน พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๓
รหัสนักศึกษา ๖๒๑๐๐๑๐๗๑๐๓ นักศึกษาชั้นปีที่ ๓
คณะครุศาสตร์ สาขาพุทธศาสนศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

คนเราถ้าพอในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็
เบียดเบียนคนอื่นน้อย ถ้าทุกประเทศมีความคิด อันนี้ไม่ใช่เศรษฐกิจ มี
ความคิดว่าทําอะไรต้องพอเพียง หมายความว่าพอประมาณ ไม่สุดโต่ง

ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข


Click to View FlipBook Version