รายงานการวิจัยในช้ันเรยี น
เรอ่ื ง เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเส่ยี ง
ต่อสขุ ภาพและความรนุ แรง ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ระหว่างนักเรยี นทใ่ี ช้
การเรยี นการสอนแบบกลมุ่ รว่ มมือ โดยใช้เทคนิค STAD และนักเรยี นท่ใี ชก้ ารเรยี นการ
สอนแบปกติ
โดย
นายชาฟอี ี กะมิง
โรงเรียนประตูโพธวิ์ ิทยา
สำนกั งานเขตพ้นื ทีก่ ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา ปัตตานี
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน
รายงานการวิจัยในช้ันเรียน
เรอ่ื ง เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนในรายวิชา สขุ ศกึ ษา เรอ่ื ง พฤติกรรมเส่ียง
ต่อสุขภาพและความรนุ แรง ของนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ระหวา่ งนกั เรียนท่ีใช้
การเรียนการสอนแบบกลุ่มรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ STAD และนักเรยี นท่ีใชก้ ารเรยี นการ
สอนแบปกติ
โดย
นายชาฟอี ี กะมงิ
โรงเรียนประตโู พธิ์วิทยา
สำนกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามธั ยมศึกษา ปตั ตานี
คณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน
ก
บทคดั ยอ่
การวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง
พฤติกรรมเส่ียงต่อสุขภาพและความรุนแรง ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 ระหว่างนักเรียนที่ใชก้ ารเรียนการ
สอนแบบกลุ่มรว่ มมือ โดยใช้เทคนคิ STAD และนักเรียนที่ใช้การเรยี นการสอนแบปกติ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการ
วิจัยเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความ
รุนแรง ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ระหว่างนักเรียนทีใ่ ช้การเรยี นการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนคิ
STAD และนักเรียนที่ใช้การเรียนการสอนแบปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จํานวน 17 คน ได้มาโดยการ
เลอื กแบบเจาะจง
ด้วยการตั้งสมมตุ ฐิ านว่า นักเรียนทีเ่ รียนด้วยวธิ ีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD จะมีผลสัมฤทธิท์ ี่
ดีกว่านักเรียนที่ทำการเรียนการสอนแบบปกติหรือไม่ โดยมีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้
และแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาคะแนนเฉลี่ย(mean) และหาค่า
ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน(S.D.) ของการทดสอบก่อน เรียน-หลังเรียน และมีการเปรียบเทียบข้อมูลดังกล่าว ของ
นักเรยี นทงั้ 2 กลมุ่
ผลการวจิ ัยปรากฏวา่ ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นท่เี รยี นด้วยวธิ แี บบกลุม่ ร่วมมือ โดย ใชเ้ ทคนิค
STAD สงู กว่าผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของนักเรียนทเี่ รยี นดว้ ยวิธีปกติ และนกั เรียนท่ีเรียนด้วยวธิ ีแบบกลุ่มร่วมมือ
โดยใชเ้ ทคนิค STAD โดยรวมนักเรยี นแต่ละคนมคี ะแนนพัฒนาการอยา่ งเห็นได้ชดั
ข
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจัยฉบับนี้สําเร็จลุล่วงด้วยดี เพราะได้รับความกรุณาให้คําเสนอแนะที่มีคุณค่าและการช่วยเหลือ
อยา่ งดจี าก คณะครูและบคุ ลากร ตลอดจนผ้อู ำนวยการโรงเรยี นประตโู พธ์ิวทิ ยา ผู้วจิ ัยรู้สึกเป็น พระคณุ อย่างยิ่ง
จึงขอกราบขอบพระคณุ เป็นอยา่ งสงู ไว้ ณ โอกาสน้ี
ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนประตูโพธิ์
วิทยา ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 กลุ่มตัวอย่างที่ให้ความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทําให้
งานวิจัยดําเนินไปได้ด้วยความ เรียบร้อยเป็นอย่างดี และขอขอบคุณผู้ที่ให้ความช่วยเหลือด้านต่างๆ อีกหลาย
ทา่ น ซึง่ ไมส่ ามารถกลา่ วนามในทน่ี ี้ ได้ท้งั หมด
คุณค่าและประโยชน์ของงานวิจัยฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ทุกท่านที่ให้การศึกษา สั่งสอน อบรม
ให้ สติปญั ญาและคณุ ธรรมอันเปน็ เคร่ืองมอื ช้นี าํ ความสาํ เร็จในชีวติ
ชาฟีอี กะมิง
ค
สารบัญ
หนา้
บทคดั ย่อ..............................................................................................................................................ก
กิตตกิ รรมประกาศ...............................................................................................................................ข
สารบัญ.................................................................................................................................................ค
สารบญั ตาราง.......................................................................................................................................จ
บทที่ 1 บทนาํ
ทม่ี าและความสาํ คญั ของปญั หา.............................................................................................1
คาํ ถามวิจัย.............................................................................................................................2
วัตถุประสงคข์ องการวิจัย.......................................................................................................2
ขอบเขตของการวิจยั ..............................................................................................................2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ...................................................................................................................3
ประโยชน์ท่คี าดวา่ จะไดร้ บั …………………………………………………………………………………………3
บทท่ี 2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง
ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ....................................................................................4
วัตถุประสงคข์ องการจดั การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมือ.....................................................................5
ลักษณะของการเรยี นแบบรว่ มมอื .........................................................................................5
องคป์ ระกอบสาํ คัญของการเรียนแบบร่วมมือ.......................................................................5
ความแตกตา่ งระหว่างการเรียนแบบรว่ มมอื กับการเรียนแบบดง้ั เดิม…………………….…………8
ข้ันตอนการจดั กิจกรรมการเรียนแบบรว่ มมือ........................................................................8
เทคนิคการเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื ...............................................................................................9
วธิ ีการเรียนรู้แบบร่วมมอื ....................................................................................................11
ประโยชน์ของการเรยี นแบบร่วมมือ....................................................................................14
งานวิจยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง.............................................................................................................15
ง
สารบัญ (ต่อ)
หน้า
บทท่ี 3 วิธีดาํ เนนิ การวจิ ัย
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง....................................................................................................16
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย........................................................................................................16
การสร้างเครื่องมือในการวจิ ัย................................................................................................1 6
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล………………………………………………………………………………………………18
การวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัย...................................................................................................18
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ขอ้ มูล……………………………………………………………………………………18
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น...............................................................................19
บทท่ี 5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรปุ ผลการวจิ ยั .....................................................................................................................23
อภิปรายผลการวจิ ยั ..............................................................................................................23
ข้อเสนอแนะ.........................................................................................................................24
บรรณานกุ รม........................................................................................................................25
จ
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หนา้
1 แสดงผลการเปรียบเทยี บความรูค้ วามเขา้ ใจเร่ืองพฤตกิ รรมเสี่ยง
ตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ของนักเรยี นกลุ่มตวั อย่าง
ระหวา่ งก่อนและหลงั การเรียนด้วยการจดั การเรียนการสอนแบบ
กลมุ่ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ……………………………………..………………………………………………….19
2 แสดงผลการเปรียบเทียบความรูค้ วามเข้าใจเรอื่ งพฤติกรรมเสยี่ ง
ต่อสขุ ภาพและความรุนแรง ของนกั เรยี นกลมุ่ ตัวอย่าง
ระหว่างก่อนและหลงั การเรยี นด้วยการจดั การเรยี นการสอนแบบปกต.ิ ...........................................20
3 แสดงผลการเปรยี บเทียบคะแนนเฉลี่ย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
เรือ่ งพฤติกรรมเส่ยี งตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ระหว่างก่อนและหลังการเรียน
ของนักเรียนกลุม่ ทดลอง และกลมุ่ ปกติ............................................................................................22
4 แสดงผลการเปรียบเทยี บคะแนนเฉลี่ย และคา่ เฉล่ยี ของคะแนนพฒั นาการ
เรอื่ งพฤตกิ รรมเสี่ยงตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ของนักเรียนกลมุ่ ทดลอง
และกลุม่ ปกติ ระหว่างก่อนและหลงั เรียน........................................................................................22
1
บทท่ี 1 บทนาํ
ทม่ี าและความสําคัญของปัญหา
ในชวี ติ ประจำวันนั้น หากบคุ คลใดบุคคลหนึ่งมีปจั จัยเสีย่ ง หรอื มพี ฤติกรรมเส่ยี งต่อสุขภาพอาจจะส่งผล
ต่อการดํารงชีวิตประจําวันของบุคคลนั้นๆ ได้ ซึ่งนอกจากจะมีผลกระทบต่อผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงแล้ว ยังส่งผล
กระทบไปถึงครอบครวั ชมุ ชน และสงั คมอีกด้วย โดยการศกึ ษาทาํ ความเข้าใจ และรจู้ ักหลีกเล่ียงพฤติกรรมเส่ียง
ตลอดจนความ รุนแรงต่างๆ จะทําให้บุคคลสามารถดําเนนิ ชีวิตตอ่ ไปได้ อย่างมีความสขุ และปลอดภัย ซึ่งในการ
ดําเนินชีวิตประจําวัน เราจําเป็นต้องเผชิญกับพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพหลายอย่าง โดยอาจมีตั้งแต่พฤติกรรม
เสี่ยงเพียงเล็กน้อย ไปจนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ถึงแก่ชีวิตได้ ดังนั้น การศึกษาหรือการ
จัดการเรียนการสอน ในเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้
นกั เรยี นมีแนวทางในการป้องกนั ความเสยี่ งต่อสุขภาพ เพ่ือประโยชน์สขุ ในการดาํ รงชวี ิต
นอกจากนี้ จากการสังเกตของครูผู้สอนพบปัญหาในการจัดการเรียนการสอนว่า นักเรียนบางคนไม่มี
ความต้ังใจและไม่ให้ ความรว่ มมอื ในการเรยี นการสอน ชอบคุยกนั หยอกลอ้ กัน เม่อื ให้ทําแบบทดสอบก็ทําไม่ได้
เพราะไมเ่ ขา้ ใจเนอื้ หา จึงสง่ ผลให้การเกบ็ คะแนนของนักเรียน มีคะแนนในระดับทีต่ ่ำกว่าเกณฑ์
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนด้วยวิธีการแบบกลุ่ม
ร่วมมือหรือร่วมมือกันเรียนรู้กันนั้นมีหลายรูปแบบ ได้แก่ รูปแบบ Group Investigation (G), รูปแบบ Jigsaw,
รูปแบบ Student Team Achievement Division (STAD) และรูปแบบ Team Games Tournament (TGT)
เป็นต้น ซ่งึ การสอนด้วยวธิ ีการเรียนแบบกลุ่มรว่ มมือหรือรว่ มมือกนั เรยี นร้แู ต่ละ รูปแบบมีความเหมาะสมในด้าน
เน้อื หา และวธิ ีการสอนทแ่ี ตกต่างกนั ผวู้ จิ ยั จึงสนใจทีจ่ ะนําการสอนด้วย วิธีการเรยี นแบบกลุม่ ร่วมมือหรือร่วมมือ
กันเรียนรู้ เทคนิค Student Team Achievement Division (STAD) มาใช้สอนในรายวิชาสุขศึกษา เรื่อง
พฤตกิ รรมเสี่ยงตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง
เนื่องจากการใช้เทคนิค Student Team Achievement Division (STAD) นี้จะเป็นการเรยี นการ สอน
ทเี่ นน้ ผู้เรยี นเป็นสําคญั ผเู้ รยี นไดศ้ ึกษาเรียนรู้เนื้อหาในบทเรยี นดว้ ยตนเองกับเพ่ือนสมาชิกในกลุ่ม มีการร่วมกัน
แสดงความคิดเหน็ และชว่ ยกนั หาคาํ ตอบของคําถามท่ีครผู ้สู อนได้แจกให้ทาํ ให้ผเู้ รียนแตล่ ะคนเกิดความเขา้ ใจกับ
เนื้อหาและได้รับความรู้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน ทั้งยังส่งผลให้ผู้เรียนรู้จักที่จะทํางานร่วมกันกับผู้อื่น มี
ปฏสิ มั พันธท์ ดี่ ีกับเพือ่ นรว่ มห้อง เมือ่ ถงึ เวลาแยกย้ายทําแบบทดสอบกส็ ามารถทาํ คะแนนได้มากขนึ้ อีกดว้ ย
ผ้วู จิ ัยจงึ เห็นว่าการสอนด้วยวิธีการเรยี นแบบกลุ่มร่วมมือหรือร่วมมือกันเรียนรู้ เทคนิค Student Team
Achievement Division (STAD) จะเป็นวธิ ีที่ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความรู้และความเข้าใจในเนื้อหา เร่ือง พฤติกรรม
เสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรงได้ดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงนําเทคนิคดังกล่าวมาใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับ
ผู้เรียน และศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรนุ แรง
ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ดว้ ยการเรียนการสอนแบบกลมุ่ รว่ มมือ โดยใชเ้ ทคนิค STAD (Student Team
Achievement Division)
2
คําถามวิจยั
นกั เรียนท่เี รียนดว้ ยวิธแี บบกลุ่มรว่ มมือ โดยใชเ้ ทคนิค STAD จะมผี ลสมั ฤทธทิ์ ี่ดีกว่านักเรียนท่ีเรียนด้วย
วธิ ีปกติหรือไม่
วัตถุประสงค์ของการวิจยั
1. เพื่อเปรีบยเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและ
ความรุนแรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
โดยใช้เทคนคิ STAD และนักเรียนทเ่ี รียนดว้ ยการเรียนการสอบแบบปกติ
2. เพอื่ เปรียบเทยี บคะแนนพฒั นาการ เรอื่ ง พฤติกรรมเสยี่ งตอ่ สขุ ภาพและความรุนแรง ของนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD และ
นักเรยี นทเ่ี รียนด้วยการเรยี นการสอบแบบปกติ
3. เพ่อื ศึกษาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนรู้ เร่อื ง พฤตกิ รรมเส่ยี งตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ของนกั เรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างนักเรียนที่เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD และ
นักเรียนท่ีเรยี นดว้ ยการเรียนการสอบแบบปกติ
ขอบเขตของการวิจยั
1. กลุ่มตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จํานวน 17 คน ไดม้ าโดยการเลือกแบบเจาะจง
2. ตวั แปรทใี่ ชใ้ นการวจิ ัย
2.1. ตัวแปรต้น ได้แก่ การเรยี นการสอนแบบกล่มุ รว่ มมือ โดยใชเ้ ทคนิค STAD
2.2. ตวั แปรตาม ไดแ้ ก่ ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสขุ ภาพและความรุนแรง
3. เนือ้ หาที่ใช้ในการวจิ ยั
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ เนื้อหาในกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา รายวิชาสุข
ศกึ ษา เรื่อง พฤติกรรมเสยี่ งต่อสขุ ภาพและความรนุ แรง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึง่ นําเสนอเน้ือหา 3 เรอ่ื ง ดงั น้ี
3.1 เรื่องท่ี 1 ปจั จัยเส่ยี ง พฤติกรรมเส่ยี ง และแนวทางการปอ้ งกันความเสย่ี งต่อสุขภาพ
3.2 เรอ่ื งที่ 2 เครอื่ งด่ืมอแลกอฮอล์ตอ่ สขุ ภาพและอุบัตเิ หตุ
3.3 เรอ่ื งที่ 3 ความรุนแรง
3.4 เรอ่ื งท่ี 4 อิทธพิ ลของสื่อต่อสขุ ภาพและความรุนแรง
4. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
ดาํ เนนิ การทง้ั หมด 6 คาบ คาบละ 1 ชวั่ โมง รวม 6 ชั่วโมง
3
นยิ ามศพั ท์เฉพาะ
การเรียนการสอนรูปแบบกลุ่มรว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนคิ STAD (Student Team Achievement Division)
หมายถึง การเรียนตามขั้นตอนการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิคแบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ โดยมีนักเรียน
เรยี นเปน็ กล่มุ ย่อยกลุ่มละ 4-5 คน ให้สมาชกิ ในกลุ่มมีระดบั ความสามารถทางการเรยี นเรื่อง อนนามัยเจริญพันธ์
และการต้งั ครรภ์ แตกตา่ งกัน คือ เกง่ ปานกลาง อ่อน เรยี นร่วมกนั โดยนกั เรยี นจะมีคะแนนความรู้ พ้ืนฐานของ
แต่ละบุคคล เรียกว่า คะแนนฐาน (Base Score) การเร่มิ บทเรยี นครเู ป็นผ้สู อน แล้วใหน้ ักเรยี นฝึกทักษะโดยการ
ฝกึ ทกั ษะรว่ มกนั เปน็ กลุ่ม มีการปรึกษาและแก้ไขข้อผดิ พลาดร่วมกนั มีการแบ่งหน้าที่กันทําและต้องผลัดเปลี่ยน
หมุนเวียนหน้าท่ีกันทุกครั้งในการเรียน สมาชิกของกลุ่มจะตอ้ งช่วยเหลือกันเพื่อให้ทกุ คนเข้าใจบทเรียน หลังจบ
บทเรียนกจ็ ะตอ้ งทําแบบทดสอบเปน็ รายบคุ คลและนาํ คะแนนทดสอบเทียบกบั คะแนนฐานของแต่ละคน โดยเนน้
ให้สมาชิกพยายามทําใหด้ ที ่ีสุด เพราะคะแนนของสมาชิกแต่ละคนส่งผลต่อ คะแนนเฉล่ียของกลุ่มและรางวัลที่จะ
ได้รับ ซึ่งคะแนนของสมาชิกแต่ละคนที่ทําให้แก่กลุ่มจะได้จากคะแนน พัฒนาการ (Improvement Point) ของ
แตล่ ะคน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนความรู้ความสามารถของนักเรียนหลังเรยี นรู้จากรปู แบบกลุม่
ร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ซึ่งวัดได้จากคะแนนของการดําเนินการทําแบบทดสอบและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
ทผ่ี ู้วจิ ยั ไดส้ ร้างข้ึน
นักเรียน หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา
2563 จาํ นวน 35 คน
นักเรียนกลุม่ ตวั อยา่ ง หมายถึง นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/1 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2563 จํานวน 17 คน
ประโยชน์ที่คาดว่าจะไดร้ บั
1. ได้เทคนิควิธีที่นําไปใช้สอนในรายวิชาสุขศึกษา เรื่อง อนามัยเจิญพันธ์และการตั้งครรภ์ ช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 จากการเรียนแบบกลุม่ ร่วมมือ โดยใชเ้ ทคนคิ STAD
2. ได้ทราบผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง ระหว่างนักเรียนท่ี
เรียนด้วยการเรียนการสอนแบบกลมุ่ รว่ มมอื โดยใช้เทคนคิ STAD และนกั เรียนทีเ่ รียนดว้ ยการเรียนการสอบแบบ
ปกติ
3. เป็นแนวทางสําหรับครูผู้สอนในการนํากิจกรรมการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือไปประยุกต์ใช้ในการเรียน
การสอน และเป็นแนวทางสาํ หรับการเรยี นการสอนในหนว่ ยการเรียนรู้อ่ืนๆ ต่อไป
4
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยที่เกีย่ วข้อง
การวิจัย เรื่อง เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อ
สุขภาพและความรุนแรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างนักเรียนที่ใช้การเรียนการสอนแบบกลุ่ม
รว่ มมือ โดยใช้เทคนิค STAD และนกั เรยี นท่ใี ช้การเรียนการสอนแบบปกติ ผ้วู ิจัยไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ี
เกย่ี วขอ้ ง ดงั นี้
1. ความหมายของการเรียนแบบรว่ มมอื
2. วัตถปุ ระสงค์ของการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื
3. ลกั ษณะของการเรยี นแบบร่วมมอื
4. องคป์ ระกอบสําคัญของการเรียนแบบร่วมมือ
5. ความแตกตา่ งระหว่างการเรียนแบบรว่ มมือกับการเรยี นแบบดั้งเดิม
6. ข้นั ตอนการจดั กิจกรรมการเรยี นแบบร่วมมอื
7. เทคนิคการเรยี นร้แู บบรว่ มมอื
8. วิธีการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื
9. รปู แบบการเรียนรแู้ บบร่วมมือ
10. ประโยชน์ของการเรยี นแบบร่วมมือ
11. งานวจิ ัยทเ่ี กีย่ วข้อง
ความหมายของการเรยี นแบบร่วมมือ
สําหรบั การจัดการเรยี นรู้แบบร่วมมอื ไดม้ นี ักวชิ าการให้ความหมายไว้หลายทา่ น ดงั นี้
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 121) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหรือแบบมีส่วนร่วม หมายถึง
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกันทํางานกลุ่มด้วยความ ตั้งใจและ
เตม็ ใจรบั ผดิ ชอบในบทบาทหนา้ ทใี่ นกลุ่มของตน ทาํ ให้งานของกลุม่ ดาํ เนนิ ไปส่เู ปา้ หมายของงานได้
สลาวิน (Slavin, 1987 : 7-13) อ้างใน ไสว ฟักขาว (2544 : 192) ได้ใหค้ วามหมายของการเรียนรู้ แบบ
ร่วมมือว่า หมายถึง วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทํางานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทั่วไปมี สมาชิก
กลุ่มละ 4 คน สมาชกิ กลมุ่ มีความสามารถในการเรียนตา่ งกัน สมาชิกในกลมุ่ จะรับผิดชอบในส่ิงที่ ได้รับการสอน
และช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ด้วย มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายใน การทํางานร่วมกัน
คือ เป้าหมายของกลมุ่
ไสว ฟักขาว (2544 : 193) กล่าวถึงการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า เป็นการจัดการเรียนการสอนที่แบ่ง
ผู้เรียนออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ สมาชิกในกลุ่มมีความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการ
ช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตน และส่วนรวม เพื่อให้กลุ่มได้รับ
ความสาํ เรจ็ ตามเป้าหมายท่ีกําหนด
5
จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือข้างต้น สรุปได้วา่ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการ
เรียนการสอนที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดย การทํางาน
ร่วมกัน ชว่ ยเหลอื ซ่งึ กันและกัน และร่วมกนั รับผดิ ชอบงานในกลมุ่ ที่ได้รบั มอบหมาย เพอื่ ให้เกดิ เป็น ความสําเร็จ
ของกลุ่ม
วัตถปุ ระสงคข์ องการจัดการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื
สําหรับวตั ถุประสงค์ของการจดั การเรียนรู้แบบร่วมมอื อาภรณ์ ใจเทย่ี ง (2550 : 121) ไดก้ ลา่ วดังน้ี
1. เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนได้เรยี นรแู้ ละฝึกทักษะกระบวนการกลุ่มไดฝ้ ึกบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบใน
การทาํ งานกลมุ่
2. เพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะการคิดค้นคว้า ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทักษะการคิด
สร้างสรรค์ การแกป้ ญั หา การตัดสนิ ใจ การตั้งคาํ ถาม ตอบคาํ ถาม การพดู ฯลฯ
3. เพื่อให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะทางสังคม การอยู่ร่วมกับผู้อื่น การมีน้ําใจช่วยเหลือผู้อ่ืน การเสียสละ
การยอมรับกนั และกนั การไวว้ างใจ การเป็นผนู้ ํา ผูต้ าม ฯลฯ
ลกั ษณะของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
อาภรณ์ ใจเทยี่ ง (2550 : 121) ไดก้ ลา่ วถงึ การจัดกิจกรรมแบบร่วมแรงรว่ มใจว่ามีลักษณะ ดังนี้
1. มกี ารทํางานกลุ่มร่วมกนั มปี ฏสิ ัมพนั ธ์ภายในกลมุ่ และระหวา่ งกล่มุ
2. สมาชกิ ในกลมุ่ มจี าํ นวนไมค่ วรเกนิ 6 คน
3. สมาชิกในกลมุ่ มีความสามารถแตกต่างกนั เพื่อช่วยเหลือกัน
4. สมาชิกในกลมุ่ ต่างมีบทบาทรบั ผดิ ชอบในหนา้ ท่ที ่ไี ด้รบั มอบหมาย เช่น
- เป็นผู้นาํ กล่มุ (Leader)
- เปน็ ผู้อธบิ าย (Explainer)
- เป็นผู้จดบนั ทกึ (Recorder)
- เป็นผตู้ รวจสอบ (Checker)
- เป็นผสู้ งั เกตการณ์ (Observer)
- เป็นผใู้ ห้กาํ ลงั ใจ (Encourager) ฯลฯ
สมาชิกในกลุ่มมีความรับผิดชอบร่วมกัน ยึดหลักว่า “ความสําเร็จของแต่ละคน คือ ความสําเร็จของ
กลุ่ม ความสาํ เร็จของกลุ่ม คอื ความสําเร็จของทกุ คน”
องค์ประกอบสําคญั ของการเรยี นรู้แบบร่วมมือ
นักวชิ าการหลายทา่ นได้กลา่ วถึงองคป์ ระกอบของการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ ไวด้ ังนี้
จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1987 : 13 - 14) อ้างใน ไสว-ฟักขาว (2544 :
193-194) ไดก้ ล่าวถงึ องคป์ ระกอบทสี่ าํ คญั ของการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ ไว้ดังนี้
6
1. ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก (Positive Interdependence) หมายถึง การท่ี
สมาชิกในกลุ่มทาํ งานอย่างมีเป้าหมายร่วมกัน มกี ารทํางานร่วมกนั โดยท่ีสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการ
ทํางานนั้น มีการแบ่งปันวัสดุ อุปกรณ์ ข้อมูลต่าง ๆ ในการทํางาน ทุกคนมีบทบาทหน้าที่และประสบ
ความสําเร็จร่วมกัน สมาชิกในกลุ่มจะมีความรู้สกึ ว่า ตนประสบความสําเร็จได้ก็ต่อเมื่อสมาชกิ ทุกคนใน
กลุ่มประสบความสําเร็จด้วยสมาชิกทุกคนจะได้รับผลประโยชน์หรือรางวัลผลงานกลุ่มโดยเท่าเทียมกัน
เชน่ ถา้ สมาชกิ ทุกคนช่วยกนั ทําให้กลุ่มไดค้ ะแนน 90% แล้ว สมาชกิ แตล่ ะคนจะไดค้ ะแนนพเิ ศษเพ่ิมอีก
5 คะแนน เป็นรางวลั เปน็ ตน้
2. การมปี ฏิสัมพนั ธ์ทสี่ ่งเสรมิ ซ่ึงกันและกัน (Face To Face Pronotive Interaction) เป็นการ
ตดิ ตอ่ สมั พนั ธก์ ัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกนั การอธบิ ายความรใู้ ห้แกร่ ่วมมือ ดงั น้ัน จึงควรมี
การแลกเปลี่ยนให้ข้อมูลย้อนกลับ เปิดโอกาสให้สมาชิกเสนอแนวความคิดใหม่ ๆ เพื่อเลือกในสิ่งท่ี
เหมาะสมที่สดุ
3. ความรบั ผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) ความรับผิดชอบ
ของสมาชิกแต่ละบุคคล เป็นความรับผิดชอบในการเรียนรู้ของสมาชิกแต่ละบุคคล โดย มีการช่วยเหลอื
ส่งเสรมิ ซึ่งกันและกัน เพ่อื ให้เกิดความสําเรจ็ ตามเปา้ หมายกลุ่ม โดยทีส่ มาชกิ ทกุ คนในกลุ่มมีความมั่นใจ
และพรอ้ มท่จี ะได้รับการทดสอบเปน็ รายบุคคล
4. การใชท้ กั ษะระหว่างบคุ คลและทกั ษะการทาํ งานกลมุ่ ย่อย (Interdependence and
Small Group Skills) ทักษะระหวา่ งบุคคล และทกั ษะการทํางานกล่มุ ย่อย นกั เรยี นควรไดร้ ับการฝึกฝน
ทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสาํ คญั ที่จะช่วยใหก้ ารทาํ งานกลุ่มประสบผลสาํ เร็จ นักเรียนควร
ได้รับการฝึกทักษะในการสื่อสารการ เป็นผู้นํา การไว้วางใจผู้อื่น การตัดสินใจ การแก้ปัญหา ครูควรจัด
สถานการณท์ ่จี ะสง่ เสรมิ ใหน้ ักเรียน เพ่อื ใหน้ ักเรียนสามารถทํางานได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
และในปี ค.ศ. 1991 จอห์นสัน และ จอห์นสัน ได้เพิ่มองค์ประกอบการเรียนรู้แบบร่วมมือขึ้นอีก 1
องค์ประกอบ ได้แก่
5. กระบวนการกลมุ่ (Group Process) เป็นกระบวนการทํางานทมี่ ีข้ันตอนหรอื วธิ ีการทจี่ ะช่วย
ให้การดําเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ นั่นคือ สมาชิกทุกคนต้องทําความเข้าใจในเป้าหมาย
การทาํ งาน วางแผนปฏิบตั งิ านรว่ มกัน ดําเนนิ งานตามแผนตลอดจนประเมนิ ผลและปรับปรงุ งาน
องค์ประกอบของการเรียนร้แู บบรว่ มมือทั้ง 5
องค์ประกอบนี้ ต่างมีความสัมพันธ์ซ่ึงกันและกัน อันที่จะช่วยให้การเรียนแบบรว่ มมือดําเนินไปด้วยดี และบรรลุ
ตามเป้าหมายที่กลุ่มกําหนด โดยเฉพาะทักษะ ทางสังคม ทักษะการทํางานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่มซ่ึง
จําเป็นทีจ่ ะต้องได้รับการฝกึ ฝน ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกกลุ่มเกดิ ความรู้ความเข้าใจและสามารถนําทักษะเหล่านี้ไปใช้
ใหเ้ กดิ ประโยชน์ไดอ้ ย่างเตม็ ท่ี
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 122) กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือไว้ว่า ต้ อง
คาํ นงึ ถงึ องค์ประกอบในการให้ผูเ้ รยี นทํางานกลุ่ม ดงั ขอ้ ต่อไปน้ี
7
1. มีการพึ่งพาอาศัยกัน (Positive Interdependence) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มมีเป้าหมาย
ร่วมกัน มีส่วนรับความสําเร็จร่วมกัน ใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่ทุกคนทั่วกัน ทุกคนมี
ความรสู้ ึกว่างานจะสาํ เรจ็ ได้ตอ้ งชว่ ยเหลือซึง่ กนั และกัน
2. มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ (Face to Face Promotive Interaction)
หมายถึง สมาชิกกลุ่มได้ทํากิจกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น แลกเปลี่ยนความ คิดเห็น อธิบายความรู้แก่กัน
ถามคําถาม ตอบคาํ ถามกนั และกัน ดว้ ยความรู้สึกทดี่ ตี ่อกนั
3. มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability)เป็น
หน้าที่ของผู้สอนที่จะต้องตรวจสอบว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่ม หรือไม่ มากน้อย
เพียงใด เช่น การสมุ่ ถามสมาชกิ ในกลุ่ม สงั เกตและบนั ทกึ การทํางานกลุ่ม ใหผ้ ู้เรียนอธิบายส่งิ ท่ีตนเรียนรู้
ใหเ้ พอื่ นฟัง ทดสอบรายบุคคล เป็นตน้
4. มีการฝึกทักษะการช่วยเหลือกันทํางานและทักษะการทํางานกลุ่มย่อย(Interdependence
and Small Groups Skills) ผู้เรียนควรได้ฝึกทักษะทจี่ ะชว่ ยให้งานกลุ่มประสบความสําเร็จ เช่น ทักษะ
การสื่อสาร การยอมรับและช่วยเหลือกัน การวิจารณ์ความคิดเห็น โดยไม่วิจารณ์บุคคล การแก้ปัญหา
ความขัดแย้ง การใหค้ วาม ช่วยเหลือ และการเอาใจใสต่ ่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกนั การทาํ ความรู้จักและ
ไวว้ างใจผู้อน่ื เป็นต้น
5. มีการฝึกกระบวนการกลุ่ม (Group Process) สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการทํางานเพียงใด
เพราะเหตใุ ด ตอ้ งแกไ้ ขปญั หาที่ใด และอย่างไร เพอ่ื ให้การทํางานกลุ่มมีประสิทธภิ าพดีกวา่ เดมิ เป็นการ
ฝึกกระบวนการกลุ่มอย่างเป็นกระบวนการ
จากองค์ประกอบสําคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จึงสรุปได้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นมี
องค์ประกอบ 5 ประการดว้ ยกัน คือ
1. มกี ารพึ่งพาอาศัยซ่งึ กันและกนั โดยสมาชกิ แต่ละคนมีเป้าหมายในการทาํ งานกลุ่มรว่ มกัน ซ่ึง
จะตอ้ งพงึ่ พาอาศัยซง่ึ กันและกนั เพ่อื ความสําเร็จของการทาํ งานกลุ่ม
2. มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้สมาชิกได้ร่วมกันทํางานกลุ่มกัน
อย่างใกล้ชดิ โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชกิ ภายในกลุ่ม ดว้ ยความรู้สึกท่ดี ีต่อกัน
3. มีความรับผิดชอบของสมาชกิ แต่ละคน หมายความว่า สมาชิกภายในกลุ่มแตล่ ะคนจะต้องมี
ความรับผิดในการทํางาน โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุม่ มีความม่ันใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบเป็น
รายบคุ คล
4. มีการใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะการทํางานกลุ่มย่อย
นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะสําคัญที่จะ ช่วยให้การทํางานกลุ่ม
ประสบผลสาํ เร็จ เพื่อให้นักเรียนจะสามารถทาํ งานไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
5. มีการใชก้ ระบวนการกลุ่ม ซงึ่ เปน็ กระบวนการทํางานท่ีมีข้ันตอนหรือ วิธีการที่จะช่วยให้การ
ดําเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการวางแผนปฏิบัติงานและเป้าหมาย ในการทํางาน
ร่วมกนั โดยจะต้องดําเนนิ งานตามแผนตลอดจนประเมินผลและปรบั ปรงุ งาน
8
ความแตกตา่ งระหว่างการเรยี นรู้แบบร่วมมอื กับการเรียนเป็นกลมุ่ แบบดัง้ เดิม
ไสว ฟักขาว (2544 : 195) ได้กล่าวว่า จากองค์ประกอบสําคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ
(Cooperative Learning) ซึ่งได้แก่ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก การปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน
ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล การใช้ทักษะระหว่างบุคคล การทํางานกลุ่มย่อยและกระบวนการกลุ่ม
องค์ประกอบเหลา่ น้ที ําให้การเรียนรแู้ บบร่วมมือแตกตา่ งออกไปจากการเรยี นรูเ้ ป็นกล่มุ แบบดั้งเดิม (Traditional
Learning) กล่าวคือ การเรียนเป็นกลุ่มแบบดัง้ เดิมนัน้ เป็นเพียงการแบ่งกลุ่มการเรียนเพื่อใหน้ กั เรียนปฏิบัติงาน
ร่วมกันแบ่งงานกันทํา สมาชิกในกลุ่มต่างทํางานเพื่อให้งานสําเร็จ เน้นที่ผลงานมากกว่ากระบวนการในการ
ทํางาน ดังนั้นสมาชิกบางคนอาจมีความรับผิดชอบในตนเองสูง แต่สมาชิก บางคนอาจไม่มีความรับผิดชอบ ขอ
เพียงมีชื่อในกลุ่ม มีผลงานออกมาเพื่อส่งครูเท่านั้น ซึ่งต่างจากการเรียน เป็นกลุ่มแบบรว่ มมือที่สมาชิกแต่ละคน
ตอ้ งมคี วามรบั ผดิ ชอบทง้ั ตอ่ ตนเองและต่อเพื่อนสมาชิกในกล่มุ ด้วย
จอห์นสันและจอห์นสัน (Johnson and Johnson, 1987 : 25 ) อ้างใน ไสว ฟักขาว (2544 : 195) ได้
สรปุ ความแตกตา่ งระหวา่ งกลมุ่ การเรียนรูแ้ บบร่วมมอื กบั กลมุ่ การเรยี นแบบด้ังเดมิ ไวด้ งั น้ี
ตารางความแตกตา่ งของการเรียนรู้แบบรว่ มมอื กับการเรยี นรแู้ บบดั้งเดมิ
ข้นั ตอนการจัดกิจกรรมแบบร่วมมอื
อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 122-123) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไว้
ดังน้ี
1. ขนั้ เตรียมการ
1.1. ผูส้ อนช้แี จงจดุ ประสงคข์ องบทเรยี น
1.2. ผู้สอนจัดกลุ่มผู้เรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละประมาณไม่เกิน 6 คน มีสมาชิกที่มี
ความสามารถแตกต่างกัน ผสู้ อนแนะนําวิธีการทาํ งานกลมุ่ และบทบาทของสมาชิกในกล่มุ
9
2. ขั้นสอน
2.1. ผู้สอนนําเข้าสู่บทเรียน บอกปัญหาหรืองานที่ต้องการให้กลุ่มแก้ไขหรือคิดวิเคราะห์ หา
คาํ ตอบ
2.2. ผู้สอนแนะนําแหลง่ ข้อมูล ค้นคว้า หรอื ใหข้ ้อมลู พ้ืนฐานสาํ หรับการคดิ วิเคราะห์
2.3. ผู้สอนมอบหมายงานที่กลุ่มตอ้ งทาํ ให้ชดั เจน
3. ขนั้ ทาํ กจิ กรรมกลุ่ม
3.1. ผ้เู รียนรว่ มมือกนั ทาํ งานตามบทบาทหนา้ ที่ที่ได้รบั ทกุ คนรว่ มรบั ผดิ ชอบ ร่วมคดิ
3.2. รว่ มแสดงความคดิ เห็น การจัดกิจกรรในขัน้ นี้ ครูควรใช้เทคนคิ การเรยี นรูแ้ บบร่วมแรงร่วม
ใจ ทนี่ า่ สนใจและเหมาะสมกบั ผูเ้ รียน เชน่ การเล่าเร่ืองรอบวง มมุ สนทนา คตู่ รวจสอบคคู่ ดิ ฯลฯ
3.3. ผู้สอนสงั เกตการณ์ทาํ งานของกล่มุ คอยเปน็ ผอู้ าํ นวยความสะดวก ใหค้ วามกระจ่างในกรณี
ทผี่ ู้เรยี นสงสยั ต้องการความช่วยเหลอื
4. ขัน้ ตรวจสอบผลงานและทดสอบ ข้ันนผี้ ู้เรยี นจะรายงานผลการทาํ งานกลุ่ม ผ้สู อนและเพ่ือนกลุม่ อื่น
อาจซกั ถามเพื่อใหเ้ กดิ ความกระจ่างชดั เจน เพ่ือเปน็ การตรวจสอบผลงานของกลุ่มและรายบุคคล
5. ขน้ั สรุปบทเรยี นและประเมินผลการทาํ งานกลุ่ม ข้นั นผ้ี ู้สอนและผเู้ รยี นชว่ ยกนั สรปุ บทเรียนผสู้ อน
ควรชว่ ยเสรมิ เพ่มิ เติมความรู้ ช่วยคิดใหค้ รบตามเป้าหมายการเรียนท่กี ําหนดไว้ และ ช่วยกนั ประเมนิ ผลการ
ทํางานกลุ่มทงั้ สว่ นท่ีเด่นและสว่ นทค่ี วรปรบั ปรงุ แกไ้ ข
เทคนคิ การเรียนรู้แบบร่วมมือ
วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2545 : 177 - 195) อา้ งใน อาภรณ์ ใจเท่ยี ง (2550 : 123 -125) กลา่ วถึง เทคนิค
การจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมอื ไว้วา่ เทคนิคท่นี ํามาใช้ในการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ มีหลายวธิ ี ไดแ้ นะนาํ ไวด้ ังนี้
1. ปริศนาความคิด Jigsaw) เปน็ เทคนคิ ที่สมาชกิ ในกล่มุ แยกยา้ ยกนั ไปศึกษาหาความรู้ ใน
หัวข้อเนื้อหาที่แตกต่างกัน แล้วกลับเข้ากลุ่มมาถ่ายทอดความรู้ที่ได้มาให้สมาชิกกลุ่มฟัง วิธี นี้คล้ายกับการต่อ
ภาพจกิ ซอร์ จึงเรียกวธิ นี ี้วา่ Jigsaw หรอื ปรศิ นาการคิด
ลักษณะการจัดกิจกรรม ผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกันเข้ากลุ่มร่วมกันเรียกว่า กลุ่มบ้าน
(Home Group) สมาชกิ ในกล่มุ บา้ นจะรบั ผดิ ชอบศึกษาหัวข้อท่ีแตกตา่ งกนั แล้วแยกย้ายไปเข้า
กลุ่มใหม่ในหัวข้อเดียวกัน กลุ่มใหม่นี้เรียกว่า กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (Expert Group) เมื่อกลุ่ม
ผู้เชี่ยวชาญทํางานร่วมกันเสร็จ ก็จะย้ายกลับไปกลุ่มเดิมคือ กลุ่มบ้านของ ตน นําความรู้ที่ได้
จากการอภิปรายจากกลุ่มผู้เชย่ี วชาญมาสรุปให้กลมุ่ บ้านฟัง ผสู้ อนทดสอบและให้คะแนน
2. กลุ่มร่วมมือแข่งขัน (Teams - Games - Toumaments : TGT) เป็นกิจกรรมที่สมาชิกในกลุ่ม
เรียนรู้เนื้อหาสาระจากผู้สอนด้วยกัน แล้วแต่ละคนแยกย้ายไปแข่งขันทดสอบ ความรู้ คะแนนที่ได้ของแต่ละคน
จะนาํ มารวมกนั เป็นคะแนนของกลมุ่ กลุม่ ทไ่ี ดค้ ะแนนรวม สูงสดุ ได้รับรางวัล
ลักษณะการจัดกิจกรรม สมาชกิ กลมุ่ จะชว่ ยกันเตรียมตัวเข้าแข่งขัน โดยผลัดกัน ถาม
ตอบให้เกิดความแม่นยําในความรู้ที่ผู้สอนจะทดสอบ เมื่อได้เวลาแข่งขัน แต่ละทีมจะ เข้า
10
ประจําโต๊ะแข่งขัน แล้วเริ่มเล่นเกมพร้อมกันด้วยชุดคําถามที่เหมือนกัน เมื่อการแข่งขัน จบลง
ผู้เข้าร่วมแข่งขันจะกลับไปเข้าทีมเดิมของตนพร้อมคะแนนที่ไดร้ ับ ทีมท่ไี ด้คะแนนรวมสูงสุดถือ
ว่าเป็นทมี ชนะเลศิ
3. กลุ่มร่วมมือช่วยเหลือ (Team Assisted Individualization : TAI) เทคนิคการเรียนรู้วิธีนี้ เป็น
การเรียนรู้ที่เปดิ โอกาสใหส้ มาชกิ แตล่ ะคนได้แสดงความสามารถเฉพาะตน ก่อน แล้วจงึ จับคู่ตรวจสอบกนั และกัน
ช่วยเหลอื กันทําใบงานจนสามารถผา่ นได้ ต่อจากนั้นจงึ นาํ คะแนนของแตล่ ะคนมารวมเป็นคะแนนของกลุม่ กลุ่ม
ท่ีได้คะแนนสงู สดุ จะ เปน็ ฝา่ ยไดร้ ับรางวัล
ลักษณะการจัดกิจกรรม กลุ่มจะมีสมาชิก 2 – 4 คน จับคู่กันทํางานตามใบงานที่ ได้รับ
มอบหมาย แล้วแลกเปล่ยี นกันตรวจผลงาน ถ้าผลงานยังไมถ่ ูกต้องสมบูรณ์ ตอ้ งแก้ไข จนกว่าจะ
ผ่าน ต่อจากนั้นทุกคนจะทําข้อทดสอบ คะแนนของทุกคนจะมารวมกันเป็นคะแนน ของกลุ่ม
กลุ่มท่ไี ดค้ ะแนนสูงสุดจะไดร้ ับรางวัล
4. กลุ่มสบื คน้ (Group Investigation : GI) เป็นเทคนคิ การจดั กจิ กรรมทใี่ ห้ผเู้ รียนได้ฝกึ
ทักษะการศึกษาค้นคว้าแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนแต่ละกลุ่มได้รับมอบหมายให้ ค้นคว้าหาความรู้มา
นําเสนอ ประกอบเนื้อหาที่เรียน อาจเป็นการทํางานตามใบงานที่ กําหนด โดยที่ทุกคนในกลุ่มรับรู้และช่วยกัน
ทํางาน
ลักษณะการจัดกิจกรรม สมาชิกกลุ่มจะช่วยกันศึกษาค้นคว้าหาคําตอบ หรือ ความรู้มานําเสนอต่อชั้นเรียน โดย
ผู้สอนแบ่งเนื้อหาเป็นหัวข้อย่อย แต่ละกลุ่มศึกษากลุ่มละ1 หัวข้อ เมื่อพร้อม ผู้เรียนจะนําเสนอผลงานที่ละกล่มุ
แลว้ รว่ มกนั ประเมินผลงาน
5. กลุ่มเรียนรู้ร่วมกัน (Learning Together : LT) เป็นเทคนิคการจัดกิจกรรมที่ให้สมาชิกในกลุ่มได้
รับผดิ ชอบ มีบทบาทหน้าที่ทุกคน เช่น เปน็ ผู้อ่าน เปน็ ผู้จดบันทึก เปน็ ผูร้ ายงานนาํ เสนอ เปน็ ต้น ทุกคนช่วยกัน
ทํางาน จนไดผ้ ลงานสาํ เรจ็ สง่ และนําเสนอ ผู้สอน
ลกั ษณะการจดั กิจกรรม กล่มุ ผ้เู รียนจะแบ่งหน้าทกี่ นั ทํางาน เช่น เป็นผูอ้ ่านคาํ สง่ั ใบงาน เป็นผู้
จดบันทึกงาน เป็นผู้หาคําตอบ เป็นผู้ตรวจคําตอบ เป็นต้น กลุ่มจะได้ผลงานที่เกิดจากการ
ทํางานของทกุ คน
6. กลุ่มร่วมกันคิด (Numbered Heads Together : NHT) กิจกรรมนี้เหมาะสําหรับการทบทวน
หรือตรวจสอบความเขา้ ใจ สมาชกิ กลุ่มจะประกอบดว้ ยผู้เรียนที่มีความสามารถ เกง่ ปานกลาง และอ่อนคละกัน
จะช่วยกันคน้ คว้าเตรยี มตวั ตอบคําถามที่ผู้สอนจะทดสอบ ผู้สอนจะเรยี กถามที่ละคน กลมุ่ ทีส่ มาชิกสามารถตอบ
คําถามไดม้ ากแสดงว่าไดช้ ว่ ยเหลือกัน
ลักษณะการจดั กิจกรรม สมาชิกกลุม่ ท่ีมคี วามสามารถแตกตา่ งกัน จะร่วมกนั อภปิ รายปัญหาท่ี
ได้รบั เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความพร้อมและความมัน่ ใจท่จี ะตอบคําถามผสู้ อน ผู้สอนจะเรยี กสมาชิกกลุ่มให้
ตอบทีละคน แลว้ นาํ คะแนนของแต่ละคนมารวมเป็นคะแนนของกล่มุ
11
7. กลุ่มร่วมมือ (Co - op Co - op) เป็นเทคนิคการทํางานกลุ่มวิธีหนึ่ง โดยสมาชิกในกลุ่มที่มี
ความสามารถและความถนัดแตกต่างกันได้ แสดงบทบาทตามหน้าที่ที่ตนถนัดอย่างเต็มที่ ทําให้งานประสบ
ผลสําเร็จ วิธีนี้ทําให้ผู้เรียนได้ฝึกความรับผิดชอบการทํางานกลุ่มร่วมกัน และสนองต่อหลักการของการเรียนรู้
และร่วมมือที่ว่า “ความสําเร็จแต่ละคน คือ ความสําเร็จของกลุ่ม ความสําเร็จของกลุ่ม คือ ความสําเร็จของทุก
คน”
ลักษณะการจัดกจิ กรรม สมาชิกกลมุ่ ท่ีมีความสามารถแตกต่างกันจะแบ่งหนา้ ที่ รบั ผิดชอบไป
ศกึ ษาหวั ข้อย่อยที่ไดร้ บั มอบหมาย แล้วนาํ งานจากการศึกษาค้นคว้ามารวมกัน เป็นงานกลุ่ม
ปรบั ปรงุ ให้ตอ่ เนื่องเช่อื มโยง มคี วามสละสลวย เสรจ็ แลว้ จึงนาํ เสนอต่อชั้นเรยี น ทุกกลมุ่ จะ
ช่วยกันประเมนิ ผลงาน
จากท่กี ลา่ วมาทงั้ หมดสรุปได้วา่ การเรยี นรูแ้ บบรว่ มมอื เป็นวธิ ีการที่ผู้เรียนไดฝ้ กึ ทักษะการมี ปฏสิ ัมพนั ธ์
กบั บุคคลอืน่ อย่างแท้จริง ไดฝ้ ึกความรับผิดชอบ ฝึกเปน็ ผูน้ ํา ผตู้ ามกล่มุ ฝกึ การทาํ งานให้ประสบ ผลสาํ เร็จ และ
ฝกึ ทักษะทางสงั คม ผ้สู อนควรเลอื กใช้เทคนิควิธตี า่ งๆ ดังกลา่ มาให้เหมาะสมกบั เน้ือหาสาระ และจุดประสงค์การ
เรียนรทู้ กี่ าํ หนดไว้
วธิ ีการเรยี นแบบรว่ มมอื
วนั เพญ็ จนั ทร์เจริญ (2542 : 119-128) กลา่ วถงึ วธิ กี ารเรยี นแบบร่วมมือที่นยิ มใช้กันมเี ทคนิคสําคัญ 2
แบบ คอื แบบเปน็ ทางการ (Formal Cooperative learning) และแบบไมเ่ ป็นทางการ (Informal cooperative
learning)
1. การเรียนแบบร่วมมอื อย่างเปน็ ทางการ มดี ังน้ี
1.1 เทคนิคการแข่งขันระหว่างกลุ่มด้วยเกม (Team - Games - Tournament หรือ
TGT) คือ การจัดกลุ่มนักเรียนเป็นกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มละ 4 คน ระดับความสามารถต่างกัน
(Heterogeneous teams) คือ นกั เรยี นเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน และออ่ น 1 คน ครูกําหนด
บทเรียนและการทํางานของกลุ่มเอาไว้ ครูทําการสอนบทเรียนให้นักเรียนทั้งชั้น แล้วให้กลุ่ม
ทํางานตามที่กําหนด นักเรียนในกลุ่มช่วยเหลือกัน เด็กเก่งช่วยและตรวจงาน ของเพื่อนให้
ถูกต้องก่อนนําส่งครู แล้วจัดกลุ่มใหม่เป็นกลุ่มแข่งขันที่มีความสามารถเท่า ๆ กัน
(Homogeneous tournament teams) มาแข่งขันตอบปัญหาซึ่งจะมีการจัดกลุ่ม ใหม่ทุก
สปั ดาห์ โดยพิจารณาจากความสามารถของแต่ละบุคคล คะแนนของกลุ่มจะไดจ้ าก คะแนนของ
สมาชกิ ท่เี ขา้ แข่งขนั ร่วมกบั กล่มุ อื่น ๆ รว่ มกัน แลว้ มกี ารมอบรางวัลให้แก่กลมุ่ ท่ี
ไดค้ ะแนนสูงถึงเกณฑท์ กี่ าํ หนดไว้
1.2 เทคนิคการแบง่ กล่มุ แบบกลุม่ สัมฤทธ์ิ (Student Teams Achievement Divisions
หรอื STAD) คือ การจัดกลมุ่ เหมอื น TGT แต่ไม่มีการแข่งขนั โดยใหน้ ักเรียนทุกคนต่าง คนต่าง
ทาํ ข้อสอบ แลว้ นาํ คะแนนพัฒนาการ (คะแนนท่ีดีกว่าเดิมในการสอบครั้งก่อน) ของแตล่ ะคนมา
รวมกนั เปน็ คะแนนกลุม่ และมกี ารใหร้ างวัล
12
1.3 เทคนิคการจัดกลุ่มแบบช่วยรายบุคคล (Team Assisted Individualization หรือ
TAi) เทคนิคนี้เหมาะกับวิชาคณิตศาสตร์ ใช้สําหรับระดับประถมปีท่ี 3 - 6 วิธีนี้สมาชิก กลุ่มมี
4 คน มีระดับความรู้ต่างกัน ครูเรียกเด็กที่มีความรู้ระดับเดียวกันของแต่ละกลุ่มมา สอนตาม
ความยากง่ายของเนื้อหา วิธีที่สอนจะแตกต่างกัน เด็กกลับไปยังกลุ่มของตน และ ต่างคนต่าง
ทาํ งานทีไ่ ดร้ ับมอบหมายแต่ช่วยเหลอื ซึง่ กนั และกนั มีการใหร้ างวัลกล่มุ ทที่ าํ
คะแนนได้ดกี วา่ เดิม
1.4 เทคนิคโปรแกรมการร่วมมือในการอ่านและเขียน (Cooperative Integrated
Reading and Composition หรอื CIRC) เทคนิคนี้ใชส้ ําหรบั วชิ า อ่าน เขียน และ ทักษะอื่น
ๆ ทางภาษา สมาชกิ ในกลุม่ มี 4 คน มีพน้ื ความรเู้ ท่ากนั 2 คน อีก 2 คน ก็ เทา่ กัน แต่ต่างระดับ
ความรู้กับ 2 คนแรก ครูจะเรียกคู่ที่มีความรู้ระดับเท่ากันจากกลุ่มทุก กลุ่มมาสอน ให้กับเข้า
กลุ่ม แล้วเรียกคู่ต่อไปจากทุกกลุ่มมาสอน คะแนนของกลุ่มพิจารณาจากคะแนนสอบของ
สมาชกิ กลมุ่ เป็นรายบุคคล
1.5 เทคนิคการต่อภาพ (Jigsaw) เทคนิคนี้ใช้สําหรับนักเรียนชั้นประถมปีที่ 3-6 สมาชิกใน
กลุ่มมี 6 คน ความรู้ต่างระดับกัน สมาชิกแต่ละคนไปเรียนร่วมกันกับสมาชิกของกลุ่มอื่น ๆ ใน
หัวข้อที่ต่างกันออกไป แล้วทุกคนกลับมากลุ่มของตน สอนเพื่อนในสิ่งที่ตนไปเรียน ร่วมกับ
สมาชิกของกลุ่มอ่นื ๆ มา การประเมนิ ผลเป็นรายบคุ คลแลว้ รวมเปน็ คะแนนของกลุ่ม
1.6 เทคนิคการต่อภาพ 2 (Jigsaw I) เทคนิคนีส้ มาชิกในกลุ่ม 4-5 คน นกั เรยี นทุกคนสนใจเรยี น
บทเรียนเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนในกลุ่มให้ความสนใจในหัวข้อย่อยของบทเรียนต่างกนั ใครที่
สนใจหัวข้อเดียวกันจะไปประชุมกัน ค้นคว้าและอภิปราย แล้วกลับมาที่กลุ่ม เดิมของตนสอน
เพ่ือนในเร่อื งทีต่ นเองไปประชมุ กบั สมาชิกของกลุ่มอ่ืนมา ผลการสอบของ แต่ละคนเป็นคะแนน
ของกลุ่ม กลุ่มท่ที าํ คะแนนรวมไดด้ กี ว่าครงั้ กอ่ น (คดิ คะแนนเหมือน STAD) จะไดร้ ับรางวัล
1.7 เทคนิคการตรวจสอบเป็นกลุ่ม (Group Investigation) เทคนิคนี้สมาชิกในกลุ่มมี 2-6
คน เปน็ รูปแบบทซี่ บั ซ้อน แตล่ ะกลมุ่ เลือกหวั ข้อเร่ืองท่ีต้องการจะศึกษาค้นคว้า สมาชกิ ในกลุ่ม
แบ่งงานกันทั้งกลุ่มมีการวางแผนการดําเนินงานตามแผน การวิเคราะห์ การ สังเคราะห์งานท่ี
ทํา การนําเสนอผลงานหรอื รายงานตอ่ หน้าชั้น การให้รางวัลหรอื ใหค้ ะแนนเปน็ กลมุ่
1.8 เทคนิคการเรียนร่วมกัน (Learning Together) วิธีนี้สมาชิกในกลุ่มมี 4-5 คนระดับ
ความรู้ความสามารถต่างกัน ใช้สําหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 โดยครูทำการสอนท้ัง
ชน้ั เด็กแต่ละกลุ่มทํางานตามทค่ี รมู อบหมาย คะแนนของกลุ่มพจิ ารณาจากผลงานของกลุม่
1.9 เทคนคิ การเรยี นแบบรว่ มมอื ร่วมกล่มุ (Co - op - Co - op) ซง่ึ เทคนิคนปี้ ระกอบดว้ ย
ขน้ั ตอนตา่ งๆ ดังน้ีคือ นกั เรียนช่วยกนั อภิปรายหัวข้อทจี่ ะศึกษา แบง่ หวั ข้อใหญเ่ ป็นหัวข้อ ย่อย
แล้วจัดนักเรียนเข้ากลุ่มตามความสามารถที่แตกต่างกัน กลุ่มเลือกหัวข้อที่จะศึกษา ตามความ
สนใจของกลุ่ม กลุ่มแบ่งหัวข้อย่อยออกเป็นหัวข้อเล็ก ๆ เพื่อนักเรียนแต่ละคนใน กลุ่มเลือกไป
13
ศึกษา และมีการกําหนดบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนภายในกลุ่ม แล้ว นักเรียนเลือกศึกษา
เรือ่ งทต่ี นเลือกและนาํ เสนอตอ่ กล่มุ กลุม่ รวบรวมหัวข้อต่าง ๆ จาก
นักเรยี นทกุ คนภายในกล่มุ แลว้ รายงานผลงานต่อชั้นและมีการประเมินผลงานของกลุม่
เทคนิคทั้ง 9 ดังกล่าวข้างต้นน้ี ส่วนมากจะใช้ตลอดคาบการเรียนหรือตลอดกิจกรรมการเรียนในแต่ ละ
คาบ เรียกการเรียนแบบร่วมมือประเภทนี้ว่า การเรียนแบบร่วมมืออย่างเป็นทางการ (Formal Cooperative
Learning) แต่ยังมีเทคนิคอื่นๆ อีกจํานวนมากที่ไม่จําเป็นต้องใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการ สอนในแต่ละคาบ
อาจใช้ในขั้นนํา สอดแทรกในขั้นสอนตอนใดๆ ก็ได้ หรือใช้ในขั้นสรุป หรือขั้นทบทวน หรือขั้นวัดผล เรียกการ
เรยี นแบบรว่ มมอื ประเภทนวี้ ่า การเรียนแบบร่วมมอื อยา่ งไม่เปน็ ทางการ (Informal cooperative learning)
2. การเรยี นแบบรว่ มมืออยา่ งไม่เป็นทางการ มีดงั นี้
คาเกน (Kagan 1994 อา้ งใน พมิ พันธ์ เดชะคปุ ต์, 2541 : 43) ไดอ้ อกแบบเทคนิคการเรยี นแบบ รว่ มมือ
อย่างไม่เป็นทางการไว้ถึง 52 เทคนิค ในที่นี้จะขอแนะนําเทคนิคของการเรียนแบบร่วมมือแบบไม่ เป็นทางการ
จาํ นวน 9 เทคนคิ ซ่งึ เป็นเทคนิคทกี่ ระทาํ ได้งา่ ยจงึ สะดวกทจี่ ะนาํ ไปใช้ ดงั นี้
2.1 การพูดเป็นคู่ (Rally Robin) เป็นเทคนิคเปิดโอกาสให้นักเรียนพูด ตอบแสดงความ
คิดเห็นเป็นคู่ๆ โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกทุกคนใช้เวลาเท่าๆ กัน หรือใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเชน่
กลุ่ม มีสมาชิก 4 คน แบ่งเป็น 2 คู่ คู่หนึ่งประกอบด้วยสมาชิกคนที่ 1 และคนที่ 2 แต่ละคู่จะ
พูด พร้อมๆ กันไป โดย 1 พูด 2 ฟัง ในเวลาที่กําหนด จากนั้น 2 พูด 1 ฟัง ในเวลาที่กําหนด
เช่นกนั
2.2 การเขียนเป็นคู่ (Rally Table) เป็นเทคนิคคล้ายกับการพูดเป็นคู่ ทุกประการต่างกัน
เพยี งการเขียนเปน็ คู่ เปน็ การรว่ มมือเป็นคู่ๆ โดยผลดั กันเขียน หรอื วาด (ใชอ้ ุปกรณ์ กระดาษ 2
แผ่นและปากกา 2 ด้ามตอ่ กล่มุ )
2.3 การพูดรอบวง (Round Robin) เป็นเทคนิคที่สมาชิกของกลุ่มผลัดกันพูด ตอบ เล่า
อธิบาย โดยไม่ใช้การเขียน การวาด และเป็นการพูดที่ผลัดกันทีละคนตามเวลาที่กําหนด จน
ครบ 4 คน
2.4 การเขียนรอบวง (Roundtable) เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวง แตกต่างกันท่ี
เน้นการเขียน การวาด (ใช้อุปกรณ์ กระดาษ 1 แผ่น และปากกา 1 ด้ามต่อกลุ่ม) วิธีการคือ
ผลัดกันเขียนลงในกระดาษที่เตรียมไว้ทีละคนตามเวลาที่กําหนดเทคนิคนี้อาจดัดแปลงให้
สมาชกิ ทกุ คนเขียนคาํ ตอบ หรอื บันทึกผลการคดิ พร้อม ๆ กนั ทงั้ 4 คน ต่างคนตา่ งเขยี นในเวลา
ที่กําหนด (ใช้อุปกรณ์ : กระดาษ 4 แผ่น และปากกา 4 ด้าม) เรียกเทคนิคนี้ว่าการเขียนพร้อม
กันรอบวง (Simultaneous Roundtable)
2.5 การแกป้ ญั หาด้วยการต่อภาพ (Jigsaw Problem Solving) เป็นเทคนคิ ทส่ี มาชกิ แต่ ละ
คนคิดคําตอบของตนเองไว้จากนั้นกลุ่มนําคําตอบของทุก ๆ คนมาร่วมกันอภิปราย เพื่อหา
คําตอบท่ีดีที่สุด
14
2.6 คดิ เดีย่ ว คิดคู่ ร่วมกนั คิด (Think Pair Share) เป็นเทคนิคโดยเริ่มจากปัญหาหรือ โจทย์
คําถาม โดยสมาชิกแต่ละคนคิดหาคําตอบด้วยตนเองก่อน แล้วนําคําตอบไปอภิปรายกับเพื่อน
เป็นคู่ จากนั้นจึงนําคําตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน 4 คน เมื่อมั่นใจว่าคําตอบของตน
ถูกต้องหรอื ดที ส่ี ุด จงึ นาํ คําตอบเลา่ ใหเ้ พอื่ นฟงั
2.7 อภิปรายเป็นคู่ (Pair Discussion) เป็นเทคนิคที่เมื่อครูถามคําถาม หรือกําหนดโจทย์
แล้ว ให้สมาชิกที่นั่งใกล้กันร่วมกันคิด และอภิปรายเป็นคู่ - 2.8 อภิปรายเป็นทีม (Team
Discussion) เป็นเทคนิคที่เมื่อครูตั้งคําถามแล้วให้สมาชิกของ กลุ่มทุกๆ คน ร่วมกันคิด พูด
อภิปรายพรอ้ มกนั
2.9 ทําเป็นกลุ่ม ทําเป็นคู่ และทําคนเดียว (Team - pair - Solo) เป็นเทคนิคที่เมื่อครู
กําหนดปัญหา หรือโจทย์ หรืองานให้ทํา แล้วสมาชิกจะทํางานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานแล้วเสรจ็
จากนนั้ จะแบง่ สมาชิกเปน็ คู่ใหท้ ํางานร่วมกันเปน็ คู่จนงานสําเร็จแลว้ ถึงขัน้ สุดทา้ ย ให้สมาชิกแต่
ละ คนทาํ งานคนเดียวจนสําเรจ็
การเรยี นแบบร่วมมือกําลังไดร้ ับความสนใจในหมู่นกั การศึกษา ครู อาจารย์ ในปจั จบุ ันเป็นอย่างยิ่ง การ
เรียนแบบร่วมมือมีทั้งเทคนิคที่นํามาใช้ได้โดยตรงโดยไม่ต้องปรับและเท คนิคที่ต้องปรับเพื่อให้เหมาะสมกับ
ผู้เรียนและเนื้อหาวิชา อย่างไรก็ตาม การเรียนแบบร่วมมือก็นับเป็นวิธีการสอนอย่างหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้
นักเรยี นเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองไดเ้ ป็นอย่างดี
ประโยชนข์ องการเรยี นแบบรว่ มมอื
วนั เพ็ญ จนั เจริญ (2542 : 119) กล่าวถึงประโยชน์ของการเรยี นแบบรว่ มมอื มีดังน้ี
1. สร้างความสมั พันธท์ ีด่ ีระหว่างสมาชกิ เพราะทุก ๆ คนร่วมมือในการทํางานกลุ่ม ทุกๆคนมี
ส่วนรว่ มเทา่ เทียมกัน
2. สมาชกิ ทกุ คนมโี อกาสคิด พดู แสดงออก แสดงความคดิ เห็น ลงมือกระทําอย่างเทา่ เทยี มกัน
3. เสริมใหม้ ีความช่วยเหลือกัน เช่น เด็กเก่งช่วยเด็กทีเ่ รียนไม่เก่ง ทําให้เด็กเกง่ ภาคภมู ิใจรูจ้ กั
สละเวลา ส่วนเดก็ ที่ไม่เกง่ เกดิ ความซาบซง้ึ ในน้ำใจของเพ่ือนสมาชกิ ด้วยกัน
4. ร่วมกันคิดทุกคน ทําให้เกิดการระดมความคิด นําข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกัน เพ่ือ
ประเมินคําตอบที่เหมาะสมที่สุด เป็นการส่งเสริมให้ช่วยกันคิดหาข้อมูลให้มาก และ
วิเคราะห์และตัดสนิ ใจเลือก
5. ส่งเสริมทักษะทางสังคม เช่น การอยู่ร่วมกันด้วยมนุษยสัมพันธ์ที่ดตี ่อกัน เข้าใจกันและกัน
อีกทั้งเสริมทักษะการสื่อสาร ทักษะการทํางานเป็นกลุ่ม สิ่งเหล่านี้ล้วน ส่งเสริมผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนให้สูงขึ้น
15
งานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง
อมาลยา (Amala, 1994 : 285-296) ได้ศึกษาพฤติกรรมการให้ความช่วยเหลือและผลสัมฤทธิ์ ทางการ
เรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) กับนักเรียน กลุ่มท่ี
เรียนแบบปกติ โดยกลุ่มตัวอย่างเปน็ นกั เรยี นในระดับ 3-5 จํานวน 101 คน โดยครูสอนวธิ ีการให้ ความช่วยเหลือ
เพื่อนโดยการอธิบาย การรับฟังคําอธิบาย และการให้ความช่วยเหลือต่างๆ ก่อนเรียนวิชาคณิตศาสตร์ด้วยการ
เรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มที่เรียน แบบแบ่งกลุ่มตาม
ผลสมั ฤทธ์ิ (STAD) มีผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นคณิตศาสตร์สงู กว่ากลมุ่ ท่ีเรียนแบบปกติและ ผลการวจิ ัยพบว่า การ
ให้คําอธิบาย การยอมรับฟังคําอธิบาย การให้ความช่วยเหลือของนักเรียนในแต่ละ กลุ่มมีความสัมพันธ์ทางบวก
กบั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น
จอห์น (John, 1995 : 125-140) ได้ศึกษาผลย้อนกลับของนักเรียนที่เรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่ม
ตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) กับการเรียนแบบปกติในวิชาคณิตศาสตร์ โดยกลุ่มทดลองเป็นนักเรียนระดับ 7 จํานวน
18 คน ที่ได้รับการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) ในวิชาคณิตศาสตร์ ทําการ ทดลอง
สอนเป็นเวลา 4 เดือน ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มท่ีเรียนแบบรว่ มมือแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีผล ย้อนกลับ
ในด้านการให้ความช่วยเหลือกันในกลมุ่ เกิดทักษะกระบวนการคิดเพื่อแก้ปญั หาให้ตนเองและเพื่อน เพ่ิมข้ึนและ
ส่งเสริมให้นักเรยี นประสบความสาํ เรจ็ ในตนเองอีกดว้ ย
ดาเรล (Darrel, 1996 : 38) ได้ทําการวิจัยเกี่ยวกับผลของการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตาม
ผลสัมฤทธิ์ (STAD) ในวิชาคณิตศาสตร์ที่มตี ่อผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนคณติ ศาสตร์และเจตคติต่อวิชา คณติ ศาสตร์
ของนักศึกษาระดบั วทิ ยาลัย โดยแบง่ นกั ศึกษาเป็น 2 กลุ่ม คอื กลุ่มทดลอง ซ่ึงเรยี นแบบรว่ มมอื และกลมุ่ ควบคุม
ซึ่งเรียนแบบวิธปี กติ ผลการวิจยั พบวา่ นักเรียนท่ีเรยี นแบบร่วมมือมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน คณิตศาสตร์สงู กวา่
กลมุ่ ควบคุมอยา่ งมนี ยั สาํ คัญทางสถิติท่รี ะดบั .05
นาฏยา ปั้นอยู่ (2543 : 95) ได้ทําการศึกษาผลของการเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนิคแบบ แบ่งกลุ่ม
ตามผลสมั ฤทธทิ์ ่ี มตี ่อเชาวอ์ ารมณ์ และผลสัมฤทธิท์ างการเรียนในวิชาคณติ ศาสตรข์ องนักเรียนชั้น มธั ยมศึกษาปี
ที่ 1 ซึ่งได้รับการเรียนแบบร่วมมือแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) และกลุ่มควบคุมเรียน แบบปกติ กลุ่ม
ตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 1 จํานวน 36 คน นักเรียนทุกคนได้รับการวัดเชาว์ อารมณ์และทัศนคติ
ต่อวิชาคณิตศาสตร์ ก่อนการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียน แบบร่วมมือแบบ
แบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ (STAD) มีเชาว์อารมณ์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ สูงกว่านักเรียนท่ี
เรียนแบบปกติ อยา่ งมีนยั สําคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .01
16
บทที่ 3
วธิ ีดําเนนิ การวจิ ัย
การวิจัยครั้งนี้ เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
และความรุนแรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้การเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative
Learning) เทคนิค STAD (Student Team Achievement Division) ผู้วิจัยได้ศึกษา ค้นคว้าเอกสาร ตํารา
บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นแนวทางในการดําเนินการวิจัย ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ดําเนินการตาม
ขั้นตอน ดังน้ี
1. ประชากรและกลุม่ ตวั อยา่ ง
2. เครือ่ งมือท่ใี ช้ในการวจิ ัย
3. การสรา้ งเครอ่ื งมือในการวิจัย
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะหข์ ้อมูลการวจิ ยั
6. สถติ ิท่ใี ช้ในการวเิ คราะหข์ ้อมูล
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง
ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา
ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จาํ นวนนกั เรียน 35 คน
กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนประตูโพธิ์
วิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 จํานวน 17 คน ซงึ่ ไดม้ าจากการ เลอื กกลุม่ ตวั อย่างแบบเจาะจง
เครอ่ื งมอื ท่ีใชใ้ นการวิจยั
1. แผนการจดั การเรียนรู้ โดยใช้รูปแบบกลมุ่ ร่วมมอื (Cooperative Learning) เทคนคิ STAD
(Student Team Achievement Division) ผู้วิจัยสรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้วิชาสุขศกึ ษา (พ23102) จาํ นวน 4
แผน เวลา 6 ชั่วโมง ประกอบดว้ ย
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1 เรือ่ ง ปัจจัยเส่ียง พฤตกิ รรมเสยี่ ง และแนวทางการป้องกนั ความเส่ียง
ต่อสขุ ภาพ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 2 เรอื่ ง เคร่ืองดม่ื อแลกอฮอล์ต่อสขุ ภาพและอุบัติเหตุ
แผนการจดั การเรียนรทู้ ี่ 3 เร่ือง ความรุนแรง
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ่ี 4 เรอ่ื ง อิทธพิ ลของส่ือต่อสุขภาพและความรุนแรง
17
2.แบบทดสอบ ซง่ึ มี 2 ฉบบั ได้แก่
2.1 แบบทดสอบก่อนเรียน หน่วยการเรียนรู้ พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง
จำนวน 10 ข้อ ชนิดเลือกตอบ 4 ตวั เลือก
2.2 แบบทดสอบหลังเรียน หน่วยการเรียนรู้ พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง
จำนวน 10 ข้อ ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก โดยมีการสลับลำดับข้อ และลำดบั ตวั เลือก
การสร้างเครอ่ื งมอื ในการวจิ ัย
ผู้วิจยั ได้ดําเนินการสรา้ งเคร่อื งมอื ท้งั 2 ชนิด ตามขนั้ ตอนดงั ต่อไปน้ี
1. การสรา้ งแผนการจดั การเรยี นรู้ กลุ่มสาระสขุ ศกึ ษาและพลศึกษา ชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 3 จาํ นวน 4 แผน เวลา 6
ช่ัวโมง ประกอบดว้ ย
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เรอ่ื ง ปจั จัยเสีย่ ง พฤติกรรมเสย่ี ง และแนวทางการปอ้ งกันความเสี่ยง
ตอ่ สุขภาพ
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 2 เรื่อง เคร่อื งดม่ื อแลกอฮอลต์ ่อสุขภาพและอบุ ัตเิ หตุ
แผนการจดั การเรยี นรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง ความรนุ แรง
แผนการจดั การเรียนรูท้ ่ี 4 เร่อื ง อิทธิพลของสอ่ื ตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง
ซง่ึ ผ้วู ิจัยไดด้ ําเนนิ การตามขัน้ ตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 ศึกษาหลักสูตร คําอธิบายรายวิชา และขอบข่ายวิชาสุขศึกษา พ23101 เพื่อกําหนด
จุดประสงค์การเรยี นรแู้ ละขอบขา่ ยเน้ือหา
ขั้นที่ 2 ศึกษาขั้นตอนการจัดกิจกรรมตามรูปแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning)
เทคนคิ STAD (Student Team Achievement Division)
ขั้นที่ 3 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้ตามขั้นตอนของรูปแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative
Learning) เทคนคิ STAD (Student Team Achievement Division)
ข้ันที่ 4 นาํ ไปใชง้ านจริงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรยี นประตูโพธ์ิวทิ ยา ภาคเรียนที่ 2
ปกี ารศกึ ษา 2563
2. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน
ขนั้ ที่ 1 ศกึ ษาและวเิ คราะหเ์ นื้อหาที่ใช้ในบทเรยี น เพือ่ เปน็ แนวทางในการสร้าง แบบทดสอบ
ขั้นท่ี 2 สรา้ งแบบทดสอบปรนยั ใหค้ รอบคลุมเนอ้ื หาและจุดประสงค์การเรยี นรู้
ขั้นที่ 3 นําไปใช้งานจริงกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา ภาคเรียนท่ี
2 ปีการศกึ ษา 2563 ทง้ั กลุ่มตวั อย่างและกล่มุ ปกติ
18
การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผ้วู ิจัยไดเ้ กบ็ รวบรวมขอ้ มูลทเ่ี ก่ยี วข้อง โดยทําตามลําดบั ขนั้ ตอน ดงั น้ี
1. นําแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นวิชาสขุ ศึกษา ทผ่ี ู้วจิ ยั สร้างข้นึ ไปทดสอบก่อนเรียน
เพ่อื วดั ความสามารถกอ่ นการเรียนของนักเรยี นท้ัง 2 กล่มุ โดยใช้เวลาในการ สอบ 30 นาที
2. แบ่งกลุ่มนักเรียนตามหลักการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) เทคนิค
STAD (Student Team Achievement Division)
3. นําแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสรา้ งขึ้นไปดําเนินการสอนในวิชาสุขศึกษากับกลุ่มตัวอย่าง
เปน็ เวลา 6 ชัว่ โมง จาํ นวน 4 แผน
4. เก็บรวบรวมข้อมูลผลสัมฤทธิท์ างการเรียนวิชาสขุ ศึกษา เรือ่ ง พฤติกรรมเสย่ี งตอ่ สขุ ภาพและ
ความรนุ แรง ของนักเรยี นทั้ง 2 กลุ่ม
5. นาํ ข้อมูลท่ไี ด้มาวเิ คราะห์ข้อมลู ทางสถติ ิ โดยวเิ คราะห์ด้วยตนเองและใชโ้ ปรแกรมสําเรจ็ รูป
การวเิ คราะห์ข้อมูลการวจิ ัย
ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ ผู้วิจัยวเิ คราะห์ขอ้ มูลโดยใช้สถิติดงั น้ี
1. คาํ นวณหาค่าสถติ ิพนื้ ฐาน ได้แก่ คะแนนเฉล่ยี และความแปรปรวนของแตล่ ะกลุ่ม
2. เปรียบเทยี บคะแนนเฉลีย่ ของนกั เรียนทง้ั 2 กลมุ่
สถิตทิ ่ีใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มลู
1. หาค่าเฉลี่ย(mean)ของคะแนน ( ) จากสตู ร
เม่ือ แทน คะแนนเฉลย่ี
X แทน ผลรวมของขอ้ มูลทั้งหมด
N แทน จํานวนขอ้ มูลทง้ั หมด
2. หาคา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.) จากสตู ร
เมือ่ S.D. แทน ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
X แทน ข้อมูล
แทน ผลรวมของคะแนนทงั้ หมด
n แทน จาํ นวนขอ้ มูลทง้ั หมด
19
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การวิจัย การศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวชิ า สุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยง
ต่อสุขภาพและความรุนแรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างนักเรียนที่ใช้การเรียนการสอนแบบกลุ่ม
ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD และนักเรียนที่ใช้การเรียนการสอนแบปกติ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและ
เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ในรายวิชา สุขศึกษา เร่อื ง พฤติกรรมเสี่ยงตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ของ
นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ระหวา่ งนกั เรียนท่ีใช้การเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD และ
นักเรยี นทใ่ี ชก้ ารเรียนการสอนแบปกติ
ผ้วู จิ ัยนาํ เสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มลู ตามวตั ถุประสงค์การวจิ ยั ดังน้ี
1. ผลการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรนุ แรง ของ
นักเรยี นกลมุ่ ตวั อยา่ ง ระหวา่ งกอ่ นและหลังการจัดการการเรียนการสอนแบบกลมุ่ ร่วมมือ โดยใชเ้ ทคนิค STAD
จากการจัดการเรียนการสอน ด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD จํานวน 1
หอ้ งเรยี น จํานวนนักเรียนทั้งหมด 17 คน ในด้านการประเมินความรู้ความเข้าใจ เรือ่ งพฤติกรรมเส่ียงต่อสุขภาพ
และความรุนแรง ของนักเรียน โดยผู้วิจัยวัดความรู้ความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง
ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 3/1 ดังแสดงในตารางท่ี 1
ตารางที่ 1 แสดงผลการเปรียบเทียบความรูค้ วามเข้าใจเร่ืองพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและ
ความรนุ แรง ของนักเรียนกลุม่ ตัวอย่าง ระหวา่ งกอ่ นและหลงั การเรียนด้วยการจดั การเรียนการสอนแบบกลุ่ม
รว่ มมอื โดยใชเ้ ทคนิค STAD
นักเรยี นคนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลังเรียน คะแนนพฒั นาการ
(คะแนนเต็ม10 คะแนน) (คะแนนเต็ม10 คะแนน)
14 84
25 94
35 94
46 82
54 95
64 84
73 74
85 83
95 83
10 7 81
11 5 10 5
20
12 7 9 2
13 2 6 4
14 5 8 3
15 4 8 4
16 5 7 2
17 4 7 3
รวม 80 137 57
คา่ เฉลี่ย 4.705882353 8.058823529 3.352941176
สว่ นเบยี่ งเบน
มาตรฐาน 1.263165957 0.96634545
จากตารางที่ 1 ผลการเปรียบเทียบความรูค้ วามเข้าใจเรื่อง พฤติกรรมเส่ียงตอ่ สขุ ภาพและความ
รุนแรงของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างก่อนและหลังการเรียน ด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้
เทคนิค STAD พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนกลุ่มทดลอง หลังเรียนมากกว่าก่อนเรียนโดยใช้ การเรียนการ
สอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ซึ่งหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ
8.058 และ 0.966 และคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน นักเรียนกลุ่มทดลองและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ
4.705 และ 1.263 ตามลำดับ โดยมคี ่าความแตกตา่ งของคะแนนเฉล่ยี เท่ากบั 3.352
2. ผลการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง ของ
นกั เรยี นกลม่ ปกติ ระหวา่ งกอ่ นและหลงั การจัดการการเรียนการสอนแบบปกติ
จากการจัดการเรียนการสอน แบบปกติ จาํ นวน 1 ห้องเรยี น จํานวนนกั เรยี นทัง้ หมด 18 คน ในด้านการ
ประเมินความรู้ความเข้าใจ เรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรงของนักเรียน โดยผู้วิจัยวัดความรู้
ความเข้าใจเรื่องพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความรุนแรง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 ดังแสดงใน
ตารางที่ 2
ตารางที่ 2 แสดงผลการเปรยี บเทียบความรู้ความเข้าใจเรื่องพฤตกิ รรมเสี่ยงตอ่ สุขภาพและ
ความรนุ แรง ของนักเรียนกล่มุ ปกติ ระหวา่ งกอ่ นและหลังการเรียนท่ใี ชก้ ารเรยี นการสอบแบบปกติ
นกั เรียนคนที่ คะแนนกอ่ นเรยี น คะแนนหลังเรยี น คะแนนพฒั นาการ
(คะแนนเต็ม10 คะแนน) (คะแนนเตม็ 10 คะแนน)
14 73
24 84
34 84
45 72
21
55 72
66 71
78 80
84 84
95 83
10 6 71
11 5 72
12 5 83
13 4 73
14 4 62
15 3 63
16 2 86
17 3 74
18 3 74
รวม 80 131 51
ค่าเฉลย่ี 4.444444444 7.277777778 2.833333333
สว่ นเบย่ี งเบน 1.381483526 0.669113158
มาตรฐาน
จากตารางท่ี 2 ผลการเปรยี บเทียบความรูค้ วามเขา้ ใจเรื่อง พฤตกิ รรมเสี่ยงตอ่ สุขภาพและความ
รุนแรงของนักเรียนกลุ่มปกติ ระหว่างก่อนและหลังการเรียน ด้วยการเรียนการสอนแบบปกติ พบว่า คะแนน
เฉลย่ี ของนักเรียนกลุ่มปกติ หลังเรียนมากกวา่ ก่อนเรียนโดยใช้การเรยี นการสอนแบบปกติ ซง่ึ หลังเรียนมีคะแนน
เฉล่ยี และคา่ สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั 7.27 และ 0.669 และคะแนนเฉลีย่ ก่อนเรียน นักเรียนกลุ่มปกติและ
ค่าสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน เทา่ กับ 4.444 และ 1.381 ตามลำดับ โดยมีคา่ ความแตกต่างของคะแนนเฉล่ียเท่ากับ
2.8333
22
ตารางที่ 3 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เรื่อง
พฤติกรรมเส่ยี งตอ่ สุขภาพและความรนุ แรง ระหว่างกอ่ นและหลงั การเรียนของนกั เรียนกลุ่มทดลอง และกลุ่ม
ปกติ
คะแนนก่อนเรียน คะแนนหลังเรยี น
กลุมทดลอง กลมุ่ ปกติ กลมุ ทดลอง กลมุ่ ปกติ
คะแนนเฉลย่ี 4.705 4.444 8.058 7.27
ส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน 1.263 1.381 0.966 0.669
ค่าความแตกตา่ งของ 0.261 0.788
คะแนนเฉล่ีย
จากตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลีย่ ก่อนเรียน เรอ่ื ง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพและความ
รุนแรง ระหว่างนกั เรียนกลุ่มทดลอง และกลมุ่ ปกติ พบว่า คะแนนเฉล่ียของนกั เรียนกลมุ่ ทดลอง มากกว่ากลมุ่
ปกติ เท่ากับ 4.705 และ 4.444 ตามลำดบั และเปรียบเทียบคะแนนเฉลย่ี หลงั เรียน เรื่อง พฤตกิ รรมเส่ยี งตอ่
สขุ ภาพและความรุนแรง ระหว่างนกั เรยี นกลมุ่ ทดลอง และกลมุ่ ปกติ พบว่า คะแนนเฉลี่ยของนกั เรยี นกลุ่ม
ทดลอง มากกว่ากลุมปกติ เท่ากับ 8.058 และ 7.27 ตามลำดับตามลำดับ โดยมคี ่าความแตกตา่ งของคะแนน
เฉลยี่ กอ่ นเรียนเทา่ กบั 0.261 และ ค่าความแตกต่างของคะแนนเฉล่ยี หลงั เรียนเทา่ กบั 0.788
ตารางที่ 4 แสดงผลการเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ย และคา่ เฉลยี่ ของคะแนนพัฒนาการ เรอื่ ง
พฤตกิ รรมเสยี่ งต่อสุขภาพและความรุนแรง ของนักเรยี นกลมุ่ ทดลอง และกลุ่มปกติ ระหวา่ งก่อนและหลัง
เรยี น
กลุมทดลอง กลมุ่ ปกติ
ก่อนเรียน หลังเรยี น กอ่ นเรยี น หลงั เรียน
คะแนนเฉล่ยี (X) 4.705 8.058 4.444 7.27
ค่าเฉลยี่ ของคะแนนพฒั นาการ 3.353 2.826
ตารางที่ 4 ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนพฒั นาการ เรอื่ งพฤติกรรมเสีย่ งตอ่ สุขภาพและความ
รนุ แรง ของนักเรยี นกลุ่มทดลองและกลมุ่ ปกติ พบวา่ ค่าเฉลีย่ ของคะแนนพฒั นาการของกลุ่มทดลอง มากกวา่
ค่าเฉลยี่ ของคะแนนพัฒนาการของกล่มุ ปกติ เทา่ กบั 3.353 และ 2.826 ตามลำดับ
23
บทท่ี 5
สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาและเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ในรายวิชา สุขศึกษา เรื่อง
พฤตกิ รรมเสย่ี งต่อสุขภาพและความรุนแรง ของนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรยี นประตโู พธิว์ ทิ ยา จำนวน
17 คน ที่ได้รับการจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD (Student
Team Achievement Division) และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนประตูโพธิ์วิทยา จำนวน 18 คน
ที่ได้รบั การจัดการเรียนแบบปกติ ผู้วิจยั จงึ สรปุ ผลและให้ ข้อเสนอแนะดังนี้
สรปุ ผลการวจิ ัย
1. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนของนักเรียนหลังจากท่ีเรียนด้วยวิธแี บบกลุ่มร่วมมือ โดยใชเ้ ทคนคิ STAD สูง
กว่าผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรยี นหลังจากท่ีเรยี นดว้ ยวธิ ีแบบ
2. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD
และนักเรียนทไี่ ดร้ ับการจัดการเรียนแบบปกติ มคี ะแนนหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อนเรยี น
3. นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ (Cooperative Learning) โดยใช้เทคนิค STAD มี
ค่าเฉลี่ยของคะแนนพฒั นาการสูงกว่านกั เรียนท่ีไดร้ บั การจดั การเรียนแบบปกติ
อภปิ รายผล
จากผลการวิจัยที่พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสุขศึกษา เรื่อง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ
และความรุนแรง ของนักเรียนที่ได้รับการสอนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD สูงกว่านักเรียนที่
ได้รับการสอนด้วยวิธีแบบปกติ อาจเนื่องมาจากการสอนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD เป็นการ
จัดการเรยี นรโู้ ดยใชท้ ักษะการทํางานเป็นกลุ่ม สมาชกิ ในกลุ่มจะประกอบดว้ ยนกั เรยี นท่ีมีความสามารถ แตกต่าง
กัน คือ เก่ง ปานกลาง และอ่อน ซึ่งสมาชิกทุกคนในกลุ่มจะต้องมีส่วนร่วมในการทํางานให้ประสบ ความสําเร็จ
โดยนักเรียนแต่ละคนจะต้องพยายามทําความเข้าใจเนื้อหาทุกประเด็น นักเรียนที่มีความสามารถ ทางการเรียน
อยู่ในระดับเก่งจะต้องใหค้ วามชว่ ยเหลือสมาชิกในกลุ่มที่มีความสามารถทางการเรยี นอ่อนกว่าให้ เข้าใจด้วยการ
ชี้แจง อธิบาย ยกตัวอย่างประกอบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และสามารถคิดได้ด้วยตนเอง และเป็น กิจกรรมที่เน้น
การทํางานกลุ่ม เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ การทํางานที่มี
เป้าหมายร่วมกัน ทําให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มรู้สึกว่าตนเองมีส่วนสําคัญ มีบทบาทเท่าเทียมกัน จึงมี ความ
รับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้กลุ่มของตนประสบความสําเร็จตามที่มุ่งหวังไว้ ทําให้สมาชิกในกลุ่มมี ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนสงู ขนึ้
นอกจากนี้การสอนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD มีวิธีการเสริมแรงโดยการคํานวณ
คะแนนของนักเรยี นท่ีมผี ลการเรยี นดีขน้ึ คือ เมื่อจบเนอ้ื หาในแต่ละเร่ืองจะต้องทําแบบทดสอบย่อย คะแนนของ
นักเรียนก็จะถูกนํามาคิดเป็นคะแนนเฉลี่ยของกลุ่ม วิธีนี้ทําให้นักเรียนในกลุ่มช่วยกันอธิบายเนื้อหาให้สมาชิกใน
24
กลุ่มเข้าใจให้ได้มากที่สุด และนักเรียนในทุกระดับความสามารถในการเรียนพยายามที่จะทําคะแนนให้ได้สู งสุด
เพื่อให้คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มอยู่ในเกณฑ์ดี เป็นวิธีการกระตุ้นให้นักเรียนได้ทํากิจกรรมอย่างเต็มศักยภาพของ
ตนเอง เพราะต่างก็หวงั ในความสําเร็จของกลุ่ม ดังที่ ชาญชัย อาจินสมาจาร (2533 : 19) แสดงความคิดเห็น ว่า
วิธีการคิดคะแนนโดยใช้ระบบกลุ่มสัมฤทธิ์เป็นการกระตุ้นให้นักเรียนแสดงความสามารถอย่างเต็มที่ ดังนั้น
นักเรียนที่สามารถทําคะแนนได้สูงสุดในกลุ่มของตน อาจจะไม่ใช่นักเรียนที่มีระดับความสามารถสูงในกลุ่มก็ได้
ด้วยเหตุน้ีนักเรยี นทุกคนในกลมุ่ จงึ จาํ เป็นต้องช่วยเหลอื ซึ่งกนั และกนั เพือ่ ให้ทุกคนในกลุ่มไดเ้ ข้าใจเน้ือหาท่ีเรียน
ทําให้ได้มาซึ่งการเรียนรู้ของตนเองและกลุ่มสูงสุด สอดคล้องกับ วัชรา เล่าเรียนดี (2545 : 1) ได้กล่าวว่า เม่ือ
นักเรียนได้ทดสอบย่อยเป็นรายบุคคล คะแนนที่ได้จะถูกเปลี่ยนเป็นคะแนนกลุ่ม เป็นการสร้างแรงจูงใจให้
นักเรียน ตั้งใจเรียน และช่วยเหลือเพื่อสมาชิกให้เรียนรู้ในสิ่งที่ครูสอนอย่างแจ่มแจ้ง ถ้านักเรียนต้องการให้กลุ่ม
ประสบ ความสําเรจ็ จะตอ้ งช่วยเหลือกนั และกระต้นุ ใหส้ มาชกิ ในกลุ่มทาํ ใหด้ ีทสี่ ดุ
การสอนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD นอกจากจะมีการสอนโดยใช้กิจกรรม
กลมุ่ ย่อย และนาํ คะแนนของสมาชิกแตล่ ะคนในกลุ่มมาคาํ นวณเปน็ คะแนนเฉลย่ี ของกลุ่มแล้ว การเสริมแรงก็เป็น
อีกส่วน หนึ่งที่กระตุ้นให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นที่จะทําให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น การจัดกิจกรรม
การสอนด้วย วิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ในแต่ละบทเรียนนั้น นักเรียนแต่ละกลุ่มจะได้ฝึกฝน
ทักษะเพื่อให้เกิด ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยการทําใบงาน การตรวจคําตอบ ทําให้นักเรียนเห็นถึง
ความก้าวหน้าของตนเองและ กลุ่มอย่างชัดเจนรวดเร็ว นับว่าเป็นการเสริมแรงทางบวกที่ทําให้เกิดความ
กระตือรือร้นในการเรียนมากยิง่ ขึ้น นอกจากนี้ผูว้ จิ ัยยังได้เสริมแรงในลักษณะของการให้รางวัล การให้คําชมเชย
การให้กําลังใจ ซึ่งจะส่งผลให้ นักเรียนที่ได้รับคะแนนสูงมีความขยัน เอาใจใส่การเรียนมากขึ้น เพื่อรักษาระดับ
คะแนนของตน ส่วนนักเรียนที่ ได้คะแนนต่ำก็จะตั้งใจเรียนและพยายามทําคะแนนให้สูงขึ้นกว่าเดิม ดังท่ี
สุจริต เพียรชอบ และสายใจอินทรัม พรรย์ (2538 :65) ได้กล่าวถึงการเสริมแรงที่ใช้ในการสอนภาษาไทยไว้ว่า
ครูควรให้การเสริมแรงแก่เด็กเป็น ระยะๆ การเสริมแรงทางบกจะเป็นการส่ือใหเ้ ด็กทราบวา่ ส่ิงที่ตนแสดงออกไป
นน้ั ถกู ต้องหรือไม่ เดก็ ก็จะเกดิ ความ ภาคภมู ใิ จและพยายามทาํ กิจกรรมตา่ งๆ ใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ
จากเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้นักเรียนที่เรียนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD มี
ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลังเรียนสูงกวา่ นกั เรียนที่เรยี นด้วยวิธแี บบปกติ
ข้อเสนอแนะในการทาํ วิจยั ครั้งตอ่ ไป
1. ควรนํารูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD ไปใช้กับเนื้อหา วิชาสุขศึกษาใน
ระดับชั้นอืน่ ๆ หรือรายวชิ าอนื่ ต่อไป
2. ควรนําวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบกลุ่มรว่ มมือ โดยใช้เทคนิค STAD ไปเปรียบเทียบกับการจดั
กจิ กรรมการเรยี นรู้ดว้ ยวธิ ีสอนแบบอื่นๆ
25
26