The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by panat_h, 2022-08-29 04:39:41

แนวการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา

ilovepdf_merged-1

Keywords: นวัตกรร

แนวการพัฒนาโรงเรยี นนวตั กรรม

พัฒนาผู้เรียนสู่การเปนนวตั กร

สาํ นักงานศกึ ษาธิการจงั หวดั สงขลา

เอกสารลาํ ดับที 10/2565
กลุม่ นเิ ทศ ติดตาม และประเมินผล
สํานกั งานศกึ ษาธิการจงั หวดั สงขลา

คำนำ

เอกสารแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของ สำนักงาน
ศึกษาธิการจังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ โรงเรียนนำไปใชเ้ ป็นแนวทางในการพัฒนารปู แบบโรงเรยี น
นวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร เอกสารแนวการพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่
การเปน็ นวตั กร จะชว่ ยใหโ้ รงเรยี นนำไปใชใ้ นการดำเนินการพัฒนารูปแบบ โรงเรียนนวัตกรรมได้เป็นอย่างดี
โดยมีจุดเน้นที่สำคัญ คือ ผู้เรียนได้รับการพัฒนาให้เป็นนวัตกร และ ในการพัฒนาผู้เรียนเป็นนวัตกรน้ัน
ผู้บริหารโรงเรียน และครู จะต้องมีการพัฒนานวัตกรรมควบคู่ ไปกับการพัฒนาผู้เรียนไปด้วย ซึ่งจะได้
นวัตกรรมเกี่ยวกับการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน การจัดการเรียนรู้ของครู และการเรียนรู้ของ
ผู้เรียน ซึ่งผู้เรียนสามารถประดิษฐ์ คิดค้นนวัตกรรมได้ ขอขอบคุณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา โรงเรียน
และผเู้ กย่ี วข้อง ท่ีใหแ้ นวคิดและข้อมูล ในการจดั ทำเอกสารแนวการพฒั นารปู แบบโรงเรียนนวตั กรรมพฒั นา
ผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรจนสำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสาร ฉบับนี้จะเป็นแนวทาง
สำคัญที่โรงเรียนนำไปใช้ดำเนินการวิจัยและพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรม พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรได้ตามบรบิ ทของตนเองตอ่ ไป

กลุ่มนเิ ทศ ติดตาม และประเมนิ ผล
สำนกั งานศึกษาธกิ ารจงั หวัดสงขลา

สารบญั

รปู แบบโรงเรยี นนวตั กรรมพฒั นาผเู้ รียนส่กู ารเปน็ นวตั กร …………………………………… 2

การดำเนินการพัฒนารปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผู้เรยี น
สกู่ ารเป็นนวตั กร ……………………………………………………………………………………………. 9

แนวทางการบรหิ ารจดั การสโู่ รงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรียนส่กู ารเป็นนวตั กร
สำนักงานศึกษาธกิ ารจังหวัดสงขลา …………………………………………………………………. 12

การจัดการเรยี นรู้เพอ่ื พฒั นาผ้เู รียนสู่การเปน็ นวตั กร สำนกั งานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั
สงขลา ……………………………………………………………………………………………………….. 17

การเรียนรูร้ ่วมกันสรา้ งสรรค์นวตั กรรม Co – Creation Learning …………………. 32

การวิจยั และพัฒนาโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รยี นส่กู ารเปน็ นวัตกร ……………… 36

การนิเทศแบบผสมผสานดว้ ยวงจร PDOCAS เพอ่ื ส่งเสริมการสรา้ งและพัฒนา 42
นวัตกรรมการยกระดบั คุณภาพการศกึ ษาอย่างยงั่ ยนื ของสถานศกึ ษาในพนื้ ท่จี ังหวดั
สงขลา …………………………………………………………………………………………………………..

บรรณานุกรม ……………………………………………………………………………………………….. 47

แนวการพัฒนาโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผเู้ รียนส่กู ารเป็นนวตั กร
สำนักงานศึกษาธกิ ารจงั หวัดสงขลา

สำนกั งานศึกษาธิการจงั หวดั สงขลา

1

รูปแบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผู้เรยี นสู่การเปน็ นวัตกร

ความเปน็ มาและความสำคญั

การที่จะพัฒนาประเทศไทยไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ให้เกิดขึ้นในอนาคตนั้น จะต้องให้
ความสำคัญกับการเสริมสร้างทุนของประเทศที่มีอยู่ให้เข้มแข็ง และมีพลังเพียงพอในการขับเคลื่อน
กระบวนการการพัฒนาทั้งในระยะกลางและระยะยาว โดยเฉพาะ “การพัฒนาคน” ให้มีการเตรียมความ
พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ซึ่งมีสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะการเรียนรู้และการ
เสริมสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพของคน โดยการน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช มาประยุกต์ใชท้ ัง้ ในเชิงระบบและโครงสร้าง
ของสังคมไทยใหม้ ีภูมิคุม้ กนั ตอ่ การเปล่ียนแปลงต่าง ๆ ทจ่ี ะเกดิ ข้ึน

ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติ
มั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐานทรัพยากรธรรมชาติยั่งยืน”
พัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทาง
สังคม สร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และมีภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชน
และประโยชนส์ ่วนรวม

แผนพัฒนาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ได้มีการกำหนด
ยุทธศาสตร์และวางเป้าหมายที่สามารถตอบสนองการพัฒนาที่สำคัญในด้านต่าง ๆ คือ ยุทธศาสตร์ที่ 1
ยุทธศาสตร์พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน การวัดและประเมินผล ที่มุ่งหวัง
ให้คนไทยมีคุณธรรมจริยธรรม มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงและการพัฒนาประเทศในอนาคต ซ่ึง
ตอบสนองการพัฒนาในด้านคุณภาพ และด้านการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ที่ 2
ยุทธศาสตร์ผลิต พัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา ที่มุ่งหวังให้มีการผลิตครูได้สอดคล้องกับ
ความต้องการในการจัดการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภท และมีสมรรถนะตามมาตรฐานวิชาชีพ สามารถใช้
ศกั ยภาพในการสอนได้อยา่ งเตม็ ที่ ซึ่งตอบสนองการพัฒนาในด้านคุณภาพ ยุทธศาสตร์ที่ 3 ยทุ ธศาสตรผ์ ลิต
และพัฒนากำลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของการพัฒนาประเทศ ที่มุ่งหวังให้
กำลังคนได้รับการผลิตและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศ และมีองค์ความรู้
เทคโนโลยี นวัตกรรม สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนซึ่งตอบสนองการพฒั นาในด้านคุณภาพ และ
ด้านการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ที่ 4 ยุทธศาสตร์ขยายโอกาสการเข้าถึงบริการทาง
การศึกษาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ที่มุ่งหวังให้การบริการการศึกษาแก่ผู้เรียนทุกกลุ่มทุกวัย
ในระดับท่ีเหมาะสมกับสภาพบริบทและสภาพพ้ืนที่ ซึ่งตอบสนองการพัฒนาในด้านการเขา้ ถึงการใหบ้ รกิ าร
และด้านความเท่าเทียม ยุทธศาสตร์ 5 ยุทธศาสตร์ส่งเสริมและพัฒนาระบบเทคโนโลยดี ิจิทัลเพื่อการศกึ ษา
ที่มุ่งหวังให้คนไทยได้รับโอกาสในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซ่ึง

2

ตอบสนองการพัฒนาในด้านการเข้าถึงการให้บริการ ด้านความเท่าเทียม และด้านประสิทธิภาพ และ
ยุทธศาสตร์ 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาระบบบริหารจัดการ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษา ที่มุ่งหวังให้มีการใช้ทรัพยากรท้ังด้านงบประมาณและบุคลากรได้อย่างคุ้มคา่ ไม่เกิดการสูญเปลา่
และมีความคล่องตัว ซึ่งตอบสนองการพัฒนาในด้านประสิทธิภาพ จากรายงานสรุปผลการดำเนินการตาม
ยุทธศาสตร์ชาติ ประจำปี 2564 พบว่า ในแผนแม่บทด้านการพัฒนาการเรียนรู้ คนไทยได้รับการศึกษาที่มี
คุณภาพตามมาตรฐาน มีทักษะการเรียนรู้ และทักษะที่จำเป็นของโลกศตวรรษที่ 21 สามารถเข้าถึงการ
เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิตดีขึ้น กำหนดค่าเป้าหมายที่ต้องบรรลุในปี 2565 ได้แก่ อัตราความแตกต่าง
ของคะแนน PISA ในแต่ละกลุ่มโรงเรียนลดลงร้อยละ 20 และอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน้ อยู่ที่ร้อยละ 80

ทั้งนี้ คะแนน PISA จะมีการประเมินทุก ๆ 3 ปี โดยการประเมิน PISA ครั้งล่าสุดในปี 2561
ความแตกต่างของกลุ่มโรงเรียนที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเทียบกับต่ำสุดแตกต่างกันถึง 210 คะแนน
(การประเมินในรอบถัดไปได้เลื่อนจากปี 2564 ไปเป็นปี 2565 เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ
เชื้อโควิด-19) สำหรับข้อมูลอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยมศึกษาตอนต้นปีล่าสุด ปี 2563 อยู่ที่ร้อยละ
69.4 เพิ่มขึ้นจากข้อมูลปี 2562 ที่ร้อยละ 66.4 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงสถานะการบรรลุเป้าหมายที่ต่ำกว่าค่า
เป้าหมาย และจากรายงานวจิ ยั เพอ่ื การพฒั นาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) พบวา่ ปญั หาคณุ ภาพการศึกษาไทย
สาเหตุหลักส่วนหนึ่ง เกิดจากระบบการศึกษาไทยไม่เอื้อต่อการสร้างความรับผิดชอบ (Accountability)
หลักสูตรและตำราเรียนของไทยไม่สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 การทดสอบยังคงเน้น
การจดจำเนื้อหามากกว่าการเรียนเพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจอย่างแท้จริง กระบวนการบริหารจัด
การศึกษาที่มีคุณภาพประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหารจัดการศึกษา กระบวนการ
จัดการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศการศึกษา ซึ่งจะต้องมีความร้อยรัดสัมพันธ์กันเป็นอย่างดีโดย
ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน การสร้างเครือข่ายในการทำงานในแต่
ละพื้นที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งจะต้องมีการร่วมคิด ร่วมทำร่วม
ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนากระบวนการทำงาน และสร้างนวัตกรรมในการทำงานให้เหมาะสม
สอดคล้องกับสภาพบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ รองรับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะ
ในศตวรรษที่ 21

จากความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาคนให้มีความคิดสร้างสรรค์เพื่อให้ประเทศมีความสามารถในการ
แข่งขันพัฒนาคนให้ดี เก่ง มีคุณภาพ มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 มุ่งพัฒนาทักษะขั้นสูงสู่การเป็น
นวัตกร เพื่อคิดค้นนวัตกรรมในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังนั้น สำนักงานศึกษาธิการจงั หวดั สงขลา จึง
ไดจ้ ดั ทำแนวทางการพฒั นาโรงเรยี นนวตั กรรมพัฒนาผูเ้ รียนสูก่ ารเป็นนวัตกร ของสถานศึกษาข้ันพื้นฐานใน
จังหวัดสงขลา มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นนวัตกรที่ตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติด้านการพัฒนาและเสริมสร้าง

3

ศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ที่มีเป้าหมายการพัฒนา ที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้มี
ทกั ษะทีจ่ ำเป็นในศตวรรษท่ี 21 สู่การเป็นคนไทยท่ีมที กั ษะสงู เปน็ นกั คิด และเป็นนวัตกร
วัตถุประสงค์

1. เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง นำไปใช้ในการพัฒนา โรงเรียน
นวตั กรรมพัฒนาผู้เรียนสกู่ ารเป็นนวตั กร

2. เพื่อพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้ที่เกี่ยวข้อง ให้มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัย
และพัฒนานวัตกรรม และนำสู่การปฏิบัติในการพัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนนวัตกรรม ที่สอดคล้องและ
เหมาะสมกับบรบิ ทของโรงเรยี น
หลักการและแนวคดิ

1. เป็นรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด
สงขลา ใหส้ ถานศกึ ษานำไปใช้

2. เปน็ รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพฒั นาผู้เรยี นสกู่ ารเป็นนวตั กร ท่ีเนน้ กระบวนการพฒั นาผูบ้ ริหาร
โรงเรียน และครู ให้มีความรู้ความเข้าใจ ในกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม และลงมือปฏิบัติ การ
แลกเปล่ยี นประสบการณ์ และ การสะท้อนความคิด

กระบวนการพัฒนา
รูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ประกอบด้วย กระบวนการพัฒนา 2

ระดับ ได้แก่ กระบวนการระดับสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา และกระบวนการระดับโรงเรียน
มรี ายละเอียดการดำเนนิ งาน ดงั น้ี

ระดับสำนกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั สงขลา

โดยใชก้ ระบวนการ 9S Inno ประกอบดว้ ย

: Synthesis (การสังเคราะห)์ การนำยทุ ธศาสตรช์ าติ แผนการการศกึ ษาชาติ ทกั ษะใน
ศตวรรษที่ 21 และการนำผลการประเมินผูเ้ รียนและข้อมูลทางการศึกษา มาวิเคราะห์เพื่อแสวงหาแนวทาง
ในการพฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์ของผูเ้ รยี น

: Setting Goals (การตัง้ ค่าเปา้ หมาย) การกำหนดค่าเป้าหมายความสำเรจ็

4

: Set Strategies (การกำหนดกลยุทธ์) การกำหนดแนวทางการพัฒนา การเรียนรู้
แบบสรา้ งสรรคท์ ส่ี อดคล้องกบั ยุทธศาสตร์ชาติ แผนการการศกึ ษาชาติ และ ทักษะในศตวรรษท่ี 21

: Start to Implement (การนำกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ) การนำแนวทาง การพัฒนา
โรงเรยี นนวตั กรรมสู่การปฏบิ ัตใิ นโรงเรยี น

: Support (การสนับสนุน) การสนบั สนุนวิชาการ งบประมาณ การนเิ ทศ ติดตาม และ
ให้ขวัญกำลังใจ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน เพื่อให้การ ดำเนินงานพัฒนาบรรลุผลตาม
วัตถุประสงค์ เช่น การจัดทำเอกสารแนวทางการวิจัย และพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรม สำหรับ
ผู้บริหารโรงเรียน ครู และศึกษานิเทศก์ การนิเทศ ติดตาม และให้คำแนะนำปรึกษา โดยคณะทำงานร่วม
ของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา การประชุม วิชาการ
การประชุมปฏบิ ตั กิ ารแลกเปลี่ยนเรยี นรแู้ ละสะทอ้ นผล

: Staff Development (การพัฒนาบุคลากร) การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริม สนับสนุนองค์
ความรู้ ความคิดและทักษะของผู้บริหารโรงเรียน และครู ในการ พัฒนาการบริหาร การจัดการเรียนรู้ และ
การเรยี นร้ขู องผ้เู รยี น ตามแนวทาง การพัฒนาโรงเรยี นนวตั กรรมอยา่ งต่อเน่ือง

: Summarize (การสรุปรายงาน) การประมวลผล สรุป สังเคราะห์จากการ ประเมิน
รูปแบบ และการนำเสนอการบริหารจัดการ การนิเทศ ติดตาม และการ ปฏิบัติการพัฒนาโรงเรียน
นวัตกรรมของสำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษา และโรงเรยี น เพื่อนำผลมาปรับปรุง พฒั นา หรอื ขยายผล

: Share and Cheer up (การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการยกย่อง ชมเชย) การนำผล
การพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมของโรงเรียนที่มีความเป็นเลิศหรือประสบ ผลสำเร็จมาใช้ในการแลกเปลี่ยน
เรียนรแู้ ละให้การยกย่องชมเชยทั้งในระดับเขตพนื้ ท่ี การศึกษา และโรงเรียน

: Sustainability (การพฒั นาสู่ความยง่ั ยนื ) การพฒั นาการบริหารจัดการ ของผูบ้ รหิ าร
โรงเรียน การจัดการเรียนรู้ของครูการเรียนรู้ของผู้เรียน และการนิเทศ ติดตาม สำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษา และโรงเรยี นอย่างต่อเน่อื ง

5

ระดบั สถานศกึ ษา

ใช้กระบวนการ C-–IDEA แบ่งออกเปน็ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารจดั การของผบู้ รหิ าร โรงเรียน
ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู และด้านการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้สร้างสรรค์ เพื่อการ
เปลี่ยนแปลง (Creativity Innovation Learning for Transformation: C - IDEA) เพื่อให้โรงเรียน เป็น
โรงเรียนนวัตกรรม มุ่งผลผลิตให้ผู้เรียนเป็นนวัตกรสร้างสรรค์ ทั้งการเปลี่ยนแปลงโดยสังคม (Socially
Transformative) สิ่งประดิษฐ์คิดค้น (Product) และกระบวนการใหม่ (Innovative Process) รวมถึงการ
ดำเนินงานขององค์การตามนวัตกรรม และการเปลี่ยนวิธีปฏิสัมพันธ์ของบุคลากร กับผู้รับบริการด้วย
ประกอบด้วย

Inspiration (การสร้างแรงบันดาลใจ) ในการสร้างแรงบันดาลใจ ให้โรงเรียน ได้ก้าวพ้นความ

กลัวที่จะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์การเดิม ๆ ที่เคยถือปฏิบัติ กล้าที่จะ ตัดสินใจในการดำเนินการเพ่ือ
พัฒนาโรงเรียนให้เป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม การสร้างแรงบันดาลใจ จะต้องสร้างให้โรงเรียน ครู และ
ผ้เู รยี น ได้กำหนดเป้าหมายของตนเอง และมคี วามช่อื ว่าจะไปถงึ ได้ (Believe to walking on the way to
innovative goal) สร้างให้โรงเรียนมีความเช่ือในเป้าหมาย เพียงสิ่งเดียวคือ การเป็นโรงเรียนแห่ง
นวัตกรรม ให้ผู้บริหารโรงเรียน ครู และผู้เรียน ให้มีความเชื่อมั่น และมีเป้าหมายเดียวกัน คือ การพัฒนา
นวัตกรรมของตนเอง ทัง้ กระบวนการ สงิ่ ประดษิ ฐ์ คิดคน้ และ การเปลีย่ นแปลงของสงั คม

Discovery and Design (การค้นพบความสามารถ ความถนัด และความต้องการตนเองของ

โรงเรียน และตัวผู้เรียน) การพัฒนาตนเองสู่การเป็นโรงเรียนนวัตกรรม ผู้เรียนพัฒนาตนไปสู่
ยุวนวัตกร จากนั้นออกแบบการเรียนรู้ ของโรงเรียนให้ตอบสนองความสามารถ ความถนัด และความ
ต้องการของผู้เรียนอย่างสร้างสรรค์ สามารถดึงศักยภาพ และความสามารถที่แฝงเร้นของผู้เรียนออกมา
อย่างเต็มตามศักยภาพสกู่ ารเปน็ ยวุ นวัตกรสรา้ งสรรค์ และโรงเรียนนวัตกรรม

Experimentation (การทดลองการเรียนรู้) การออกแบบไว้เพื่อสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ ทั้งด้าน

กระบวนการ สิ่งประดิษฐ์ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม ซึ่งการทดลอง การเรียนรู้นั้น ควรตอบสนอง
ความถนัด และความต้องการของตนเองของผู้เรียน โรงเรียน และสังคมอย่าง สร้างสรรค์โดยกำหนด
เป้าหมายและการดำเนินการพัฒนา (1) การพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมสร้างสรรค์ (2) การพัฒนาห้องเรียน
สร้างสรรค์ ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ Active Learning (3)การบริหารสร้างสรรค์ และโรงเรียนดำเนินการ
พัฒนาตามแผนงาน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นโรงเรียนนวัตกรรม (Innovative School) ที่มีผู้บริหารสร้างสรรค์
ครสู รา้ งสรรค์ และนักเรยี นสร้างสรรค์

6

Activity for Continues Improvement/Assessment (การประเมิน หรือการจัดกิจกรรม

เพื่อพฒั นาอย่างต่อเนื่อง) การออกแบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ การประดิษฐ์คิดค้นในการพัฒนาตนเองของ
ผู้เรียนสู่การเป็นยุวนวัตกรสร้างสรรค์ และ โรงเรียนพัฒนาสู่การเป็นโรงเรียนนวัตกรรมอย่างเป็นพลวัตร
ตอ่ เนอื่ ง ไมม่ ีทสี่ น้ิ สดุ ของการพฒั นา

กระบวนการพัฒนา 2 ระดับของรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร ของ
สำนกั งานศกึ ษาธกิ ารจงั หวัดสงขลา ดงั แสดงในภาพที่ 1

ภาพที่ 1 รปู แบบโรงเรียนนวตั กรรมพัฒนาผู้เรียนสกู่ ารเปน็ นวตั กร
ของสำนักงานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั สงขลา

ปัจจยั ส่คู วามสำเรจ็
ผลจากการศึกษารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของศึกษาธิการจังหวดั
สงขลา พบว่า มีปัจจัยทส่ี ง่ ผลต่อความสำเร็จ ประกอบด้วย
1. การส่งเสริม สนับสนุนให้ผู้เรียนได้ออกแบบ และทดลองเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ทั้งด้าน
กระบวนการ สิง่ ประดษิ ฐ์ และการเปล่ยี นแปลงของสงั คม ซ่งึ การทดลองการเรยี นรนู้ น้ั ควรตอบสนองความ
ถนัด และความต้องการของตนเองของผู้เรียน โรงเรียน และสังคมอยา่ งสร้างสรรค์ ผู้เรียนตดั สินใจเองไดใ้ น
การหาองคค์ วามรใู้ หม่ มีอสิ ระในการประดษิ ฐ์ ภายใตค้ วามต้องการร่วมกันในโรงเรียนเพื่อแก้ปญั หาร่วมกัน
โดยกำหนดเป้าหมายและการดำเนินการพัฒนา (1) การพัฒนา โรงเรียนนวัตกรรมสร้างสรรค์ (2) การ

7

พัฒนาห้องเรียนสร้างสรรค์ ด้วยการจัดกิจกรรมแบบ Active Learning (3) การบริหารสร้างสรรค์ และ
โรงเรียนดำเนินการพัฒนาตามแผนงาน เพื่อก้าวไปสู่การเป็นยุวนวัตกรสร้างสรรค์ และโรงเรียนนวัตกรรม
(Innovative School)

2. การประเมินเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การออกแบบการเรียนรู้ การเรียนรู้ การประดิษฐ์ คิดค้น
ในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนสู่การเป็น ยุวนวัตกรสร้างสรรค์ และโรงเรียนพัฒนาสู่การเป็น โรงเรียนแห่ง
นวัตกรรมอย่างเป็นพลวัตร ต่อเนื่อง ไม่มีที่สิ้นสุดของการพัฒนาในศตวรรษที่ 21 การประเมินผู้เรียนต้อง
สร้างความสมดุล ในการประเมิน มีความครอบคลุม รอบด้าน และตามสภาพจริง มีความเชื่อมโยงกับการ
จดั ประสบการณ์เรียนรทู้ ่ีมีความหลากหลาย และ ตอบสนองความต้องการของผู้เรยี นมากยิ่งขน้ึ ดงั นั้น ส่ิงที่
สำคัญของการประเมินผลการเรียนรู้ ต้องมุ่งทั้งเป้าหมายและลักษณะสำคัญของกระบวนการประเมิน จึงมี
ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สอน เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบการวัดและประเมินผลการเรียนรู้
ของผู้เรียน โดยใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย ภายใต้ความต้องการประเมินร่วมกันทั้งผู้สอน ผู้เรียน และ
โรงเรยี น เพ่อื นำไปสู่ การพัฒนากจิ กรรมใหม้ คี ณุ ภาพ ประสิทธภิ าพ บนพื้นฐานความพงึ พอใจของทุกฝา่ ย

3. การประชุมร่วมกันของครูในลักษณะของชุมชนแห่งการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (Professional
Learning Community: PLC)

4. การใชเ้ ทคโนโลยีดจิ ทิ ลั (Digital Technology) ในการบรหิ ารจดั การของผู้บรหิ าร โรงเรยี น การ
จัดการเรียนรู้ของครู และการเรียนรู้ของผู้เรียน 5. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ต้องมีนโยบายส่งเสริมให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และโรงเรียน ใช้การวิจัยและพัฒนา (R&D) เป็นฐาน
ในการดำเนินงาน และพัฒนาบุคลากรของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานตณะกรรมการการศกึ ษา
เอกชนจังหวัด เทศบาล ตลอดทั้งหน่วยงานต้นสังกัด ได้แก่ ศึกษานิเทศก์พัฒนาด้านวิธีการจัดการเรียนรู้
ใหม่ ๆ ทจี่ ะช่วยสง่ เสรมิ การจัดการเรยี นรูข้ องครผู สู้ อน เช่น การสอนแบบคดิ สร้างสรรค์(Creativity Based
Learning: CBL) การสอนแบบโดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning: PBL) การสอนแบบ
โดยใช้สมองเป็นฐาน (Brain Based Learning: BBL) วิธีการคอนสตรัคติวิซึม หรือวิธีการสอนอื่น ๆ ที่เน้น
แบบ Active Learning และนอกจากนี้กระบวนการนิเทศติดตาม ควรเป็นกระบวนการที่ส่งเสริม การ
จัดการเรียนการสอนของครู ได้อธิบายกระบวนการ Coaching and Mentoring การนิเทศ Innovative
School 8 แบบ Blended Learning หรือ Lesson Study เป็นต้น และประการสำคัญนวัตกรรมการ
เรียนรู้ ในการพัฒนาครูในยุคศตวรรษที่ 21 ที่จะต้องเรียนรู้ และพัฒนาการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมุ่ง
ผลสัมฤทธิ์ไปที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผ่านการวางแผน การมี
วิสัยทัศน์ร่วมกัน การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน จนเกิดเป็นวัฒนธรรมหรือชุมชนของการ แลกเปลี่ยน
เรียนรู้ในโรงเรียนโดยวิธีการ Professional Learning Community : PLC และควรมีเอกสาร แนวการ
พัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรให้โรงเรียน และผู้เกี่ยวข้องได้เรียนรู้ เข้าใจ และ
นำไปใช้ประโยชน์ไดอ้ ยา่ งสะดวกข้ึน

8

การดำเนนิ การพัฒนารูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รียน
สูก่ ารเป็นนวตั กร

การดำเนินการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมตามรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็น
นวัตกรของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา มีวัตถุประสงค์สำคัญ คือ ให้โรงเรียนสามารถนำหลักการ
แนวคิดและกระบวนการพัฒนาของรูปแบบไปใช้พัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมสู่การเป็นนวัตกรของตนเองไ ด้
ซ่งึ การดำเนินการพัฒนามี 2 ระดับ ไดแ้ ก่ ระดับสำนักงานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั สงขลา และระดับโรงเรียน โดย
การดำเนินงานของ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา เป็นการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของ
โรงเรียน ทั้งการพัฒนาผู้บริหารโรงเรียน และครู การให้คำปรึกษา การนิเทศ ติดตาม การร่วมสะท้อนผล
และการจัดเวทีแลกเปลยี่ นเรียนรู้ นำเสนอผลงาน สว่ นโรงเรียน ดำเนนิ การพัฒนาทัง้ ดา้ นการบริหารจัดการ
ของผู้บริหารโรงเรียน การจัดการเรียนรูข้ องครู และ การเรยี นรู้ของผ้เู รียน ดังภาพ

รูปแบบโรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นสู่การเป็นนวัตกร
สำนกั งานศกึ ษาธิการจังหวดั สงขลา

ภาพที่ 2 รปู แบบโรงเรยี นนวัตกรรมพฒั นาผูเ้ รียนส่กู ารเปน็ นวตั กร
สำนกั งานศกึ ษาธิการจงั หวดั สงขลา

สำนักงานศึกษาธิการจงั หวัดสงขลา

มีบทบาทในการกำหนดนโยบาย ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานในการบริหารโครงการ รวมทั้ง
ผลักดันให้โรงเรยี นพฒั นาโรงเรยี นนวัตกรรม (Innovative School) ดังต่อไปน้ี

1) ผลกั ดนั โรงเรยี น ดำเนนิ งานพัฒนารูปแบบโรงเรยี นนวตั กรรม (Innovative School)
2) กำหนดแนวทาง นโยบายสำหรับโครงการ

9

3) อนมุ ัติงบประมาณโครงการ
4) สนบั สนุนโครงการฯ โดยมีการนเิ ทศ ตดิ ตามและประเมนิ ผล
5) มอบหมายหน้าท่ีรับผิดชอบใหผ้ ู้ท่ีเก่ียวขอ้ ง
6) แตง่ ต้งั คณะวจิ ัยระดบั สำนกั งานศกึ ษาธกิ ารจงั หวดั สงขลา
7) สรุปรายงานผลการวจิ ัย
8) รายงานผลการดำเนินงานโครงการเมือ่ สิน้ สุดโครงการ

สถานศกึ ษา

สถานศึกษามีบทบาทในการพัฒนาผู้เรียนโดยตรง ผ่านการทำงานของผู้บริหารโรงเรียน และครูท่ี
มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นนวัตกร มีการวางแผนจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมิน และรายงาน
ผลให้สำนักงานศกึ ษาธิการจงั หวดั สงขลา เพ่ือนำกลบั ไปสสู่ ำนักงานศึกษาธกิ ารจังหวัด

ผู้บริหารสถานศึกษา เป็นบุคคลสำคัญหลักในการดำเนินการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร
ด้วยเหตนุ ี้ ผ้อู ำนวยการโรงเรียนจงึ มีหน้าที่รับผิดชอบ ดงั ต่อไปน้ี

1) บรหิ ารจดั การและดำเนินการอย่างเป็นระบบ ดว้ ยการใชว้ ิจยั เป็นฐานในการพัฒนา
2) วางแผนและกำหนดนโยบายของโรงเรียน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของ โรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่ความเปน็ นวตั กร
3) แตง่ ตัง้ คณะทำงานและครูผู้รับผดิ ชอบ
4) สร้างแรงบันดาลใจ และบรรยากาศในการทำงาน
5) พฒั นาครใู ห้มีความรู้ และทักษะกระบวนการคิด และทกั ษะจำเปน็ ในศตวรรษที่ 21
6) มีการประเมนิ ผลการนิเทศ ติดตามผล ประเมินผล ด้วยวิธีการและรปู แบบ ทห่ี ลากหลาย
7) รายงาน เผยแพร่ และประชาสมั พันธผ์ ลการดำเนนิ งานโครงการฯ
ครู เป็นผู้มีความสำคัญและใกล้ชิดกับผู้เรียนมากที่สุด และด้วยเหตุนี้ ครูจึงมีหน้าที่ในการส่งเสริม
การจัดการเรียนรู้ และเปลย่ี นบทบาทการสอนมาเปน็ ผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) ออกแบบกจิ กรรม
การเรยี นรู้ทห่ี ลากหลายดว้ ยการสอนแบบสรา้ งสรรค์เป็นฐาน โดยมบี ทบาท ดังตอ่ ไปน้ี
1) สร้างแรงบันดาลใจใหผ้ ู้เรยี นพฒั นานวัตกรรมของตนเอง คิดค้นประดิษฐ์ชน้ิ งานได้
2) ส่งเสริม ค้นพบความถนัด และความต้องการพัฒนาของผู้เรียน เพื่อพัฒนางาน ไปสู่การเป็น
นวัตกร ออกแบบการเรยี นรู้ และดึงศักยภาพของผ้เู รียน
3) ออกแบบและทดลองการเรยี นรู้ เพ่ือให้บรรลุเป้าหมายการพฒั นาโรงเรียนนวัตกรรม
4) ประเมินผล หรือจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการออกแบบ การเรียนรู้ที่มุ่งให้
ผเู้ รียนพัฒนาตนเองส่เู ปน็ นวัตกรสร้างสรรคอ์ ย่างตอ่ เนอ่ื ง และไม่มที ี่สนิ้ สดุ
5) สรุปรายงานผลการดำเนินงานโครงการโรงเรียนนวัตกรรม (Innovative School)

10

Innovative School
โรงเรียนนวตั กรรม

ภาพท่ี 3 รูปแบบการเรยี นร้สู รา้ งสรรค์เพ่ือการเปลี่ยนแปลงดว้ ยกระบวนการ C - IDEA

11

แนวทางการบริหารจัดการสู่โรงเรยี นนวัตกรรมพัฒนาผเู้ รยี นสกู่ ารเปน็ นวัตกร
สำนกั งานศึกษาธกิ ารจงั หวัดสงขลา

แนวทางการบรหิ ารจัดการโรงเรยี นนวัตกรรม
การนำเสนอแนวคิดเชิงนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ในการบริหารสถานศึกษา โดยการประยุกต์แนวคิด

การแพร่กระจายนวัตกรรม ( Diffusion of Innovations) ของ Rogers (1995) ที่ได้กล่าวว่า
เป็นกระบวนการเผยแพร่โดยการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ ในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างสมาชิกที่อยู่ในระบบ
สังคมหรอื ในทนี่ ้ี คอื สถานศกึ ษา โดยกำหนดกระบวนการเรยี นรแู้ ละยอมรบั นวัตกรรมไว้ 5 ข้นั ตอน ดังน้ี

ขั้นตอนที่ 1 ความรู้ (Knowledge) เปน็ ขั้นตอนทร่ี ับรูว้ ่ามีนวัตกรรมเกิดขึน้ และหาขา่ วสาร จนมีความ
เขา้ ใจในนวตั กรรมนัน้ ๆ โดยมีปัจจัยท่ีเกย่ี วกบั ผรู้ บั นวัตกรรม

ขน้ั ตอนท่ี 2 การชกั ชวน (Persuasion) เป็นขน้ั ตอนท่ีบุคคลมเี จตคตติ อ่ สิ่งใหม่ ๆ ในทางทเี่ หน็ ดว้ ย
หรอื ไมเ่ ห็นด้วยต่อ “นวัตกรรม” นน้ั ๆ ซ่ึงนวัตกรรมควรมลี ักษณะ 5 ประการ ได้แก่ 1) มีประโยชน์
มากกว่าของเดิม (Relative Advantage) 2) สอดคล้องกับวฒั นธรรมของสังคมทีเ่ ปน็ ทีย่ อมรับ
(Compatibility) 3) ไม่ยงุ่ ยาก สลบั ซบั ซ้อนมากนกั (Less Complexity) 4) สามารถรับมาปฏิบตั เิ ป็นครัง้
คราวได้ (Divisibility) 5) มองเห็นและเขา้ ใจ ไดง้ ่าย (Visibility)

ขั้นตอนที่ 3 การตัดสนิ ใจ (Decision) เปน็ ขั้นทีบ่ คุ คลสนใจเข้ารว่ มกิจกรรมที่นำไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลง
พฤติกรรม และตัดสนิ ใจว่าจะรบั นวตั กรรมนัน้ หรอื ไม่ โดยทั่วไปการตดั สินใจน้นั ยงั ไมถ่ าวร อาจมกี าร
เปลี่ยนแปลงได้ในภายหลงั

ขน้ั ตอนท่ี 4 การนำไปใช้ (Implementation) เป็นขั้นนำไปใช้ทดลองใช้อย่างเปน็ ขั้นตอน หรอื เปน็ ช่วง
ๆ ถ้าเกิดผลดี กจ็ ะได้รับการยอมรบั อย่างรวดเร็ว

ขนั้ ตอนท่ี 5 การยืนยัน (Confirmation) เป็นขัน้ ตอนสุดทา้ ยของกระบวนการ ซึง่ เป็นการหาขอ้ มลู มา
สนบั สนนุ การตัดสนิ ใจ อาจมีระยะเวลายาวนาน จนกระทั่งยอมรบั แนวความคดิ ใหม่ ๆ ไปปฏบิ ัตเิ ป็นการ
ถาวร

ในการนำแนวคดิ นไ้ี ปใชใ้ นการบรหิ ารสถานศึกษานน้ั ผบู้ ริหารตอ้ งทำความเขา้ ใจแนวคิด
เชิงนวัตกรรมในระดับปจั เจกบุคคล (Individual) และในระดับองคก์ าร (Organization)

12

การพฒั นานวัตกรรมการศึกษาไทยในทศวรรษหนา้ ขอ้ เสนอในการใชย้ ุทธศาสตรท์ ่จี ะขับเคลอ่ื น
การพัฒนานวัตกรรมการศึกษาไทยในทศวรรษหนา้ องคป์ ระกอบขององค์การนวัตกรรม ทีต่ อ้ งพฒั นาใน
ทศวรรษหนา้ ได้แก่

วสิ ัยทัศน์ กลยทุ ธ์ และเป้าหมาย
ต้องมวี ิสัยทัศน์ทีช่ ดั เจนและมีความเป็นไปได้ โดยส่อื สารและสร้างความชัดเจน ในการรบั รู้
วิสยั ทศั น์ จุดประสงค์ และกลยุทธ์ใหม่ แกพ่ นกั งานในองคก์ าร กลยทุ ธ์ นวัตกรรมจะตอ้ งม่งุ เนน้ ความสำคญั
กบั ลกู ค้า และองค์การจะตอ้ งมจี ดุ มงุ่ หมาย นโยบายและกลยุทธ์ด้านนวตั กรรมทีเ่ ป็นขอ้ ความที่มงุ่ เนน้
นวตั กรรมและสง่ เสรมิ ความคดิ
โครงสร้างองคก์ าร
จัดต้ังหนว่ ยงานที่เปน็ ศนู ย์กลางการวิจัยและคิดคน้ ผลิตภณั ฑใ์ หม่ ทำหน้าทใี่ นการ รบั ผิดชอบเกย่ี ว
นวตั กรรมและความคดิ สรา้ งสรรค์ มโี ครงสร้างองค์การที่มคี วามยืดหยุ่น มคี วามสามารถในการปรับตัวเขา้
กับเหตกุ ารณ์และฉกฉวยโอกาส และเปน็ องค์การ ที่มกี ารทำงานแบบโครงการ ทมี แกป้ ญั หาระหว่าง
องค์การซงึ่ จะไวตอ่ การ เปล่ยี นแปลง มคี วามยืดหยุ่นและมีความเปน็ นวัตกรรม และการทำงานแบบทมี
ข้ามสายงาน การทำงานแบบทมี ที่มคี วามหลากหลาย
วัฒนธรรมค่านิยมและบรรยากาศการทำงาน
สร้างใหเ้ กดิ คา่ นยิ มร่วมกันเกยี่ วกับนวัตกรรมและองค์การนวัตกรรม ทำใหท้ ุกคน ในองค์การเห็น
ความสำคญั ของนวตั กรรม รับรู้และมีส่วนร่วมรับผดิ ชอบ วัตถปุ ระสงค์ของการสร้างนวัตกรรม ยอมรับและ
เรยี นรู้จากความลม้ เหลวหรือ ข้อผดิ พลาดทม่ี าจากการสรา้ งสรรคน์ วตั กรรม และไม่มีการลงโทษ เปดิ โอกาส
และ รับฟังความคิดเหน็ หรอื แนวคิดใหม่ ๆ
ผนู้ ำเห็นความสำคญั
มคี วามมงุ่ มั่น ทมุ่ เทเวลา พลงั งาน และทรพั ยากร สนับสนนุ กิจกรรมใหท้ มี งาน เกิดความคดิ
สร้างสรรค์ มีบทบาทเปน็ ผนู้ ำเชงิ กลยทุ ธ์ ใชภ้ าวะผนู้ ำแบบเปลี่ยนรูป มีมมุ มองในระยะยาว และเป็นผทู้ ี่
เอื้ออำนวยตอ่ การเปล่ยี นแปลงในองค์กร
บุคลากรมคี วามรู้
ความเชี่ยวชาญในการทำงาน มีทักษะในการสื่อสาร ทักษะด้านการมีปฏิสัมพันธ์ ระหว่างบุคคล
มีอำนาจ อิทธิพลเครือข่ายทั้งภายในและภายนอกองค์การ และ เป็นผู้รวบรวมความรู้ รวมทั้งมีวิสัยทัศน์
อดทน กระตอื รือรน้ มีความสามารถ ทางด้านเทคโนโลยี ทักษะในการวเิ คราะห์
ทรัพยากร
จัดสรร และสนบั สนนุ ทรัพยากรและการลงทนุ สำหรับการคน้ หา พฒั นาการศึกษา การฝึกอบรม
และการนำความคิดใหม่ไปปฏบิ ตั ิ องค์การตอ้ งสรา้ งความชัดเจน ในเร่อื งการสนบั สนนุ ทางดา้ นการเงินหรอื
งบประมาณในการสรา้ งนวัตกรรม การให้งบประมาณในการวิจัยและพฒั นาอยา่ งเพยี งพอ

13

การบรหิ ารจัดการทรพั ยากรมนษุ ย์
มุ่งเน้นการสรรหาและจ้างงานบุคคลที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีประสบการณ์และ ภูมิหลังที่มีความ
หลากหลาย มีการฝึกอบรมและพัฒนาให้บุคลากรด้านนวัตกรรม ด้านเทคโนโลยี และให้เป็นบุคคลที่มี
ความคิดสร้างสรรค์ การประเมนิ ผล การปฏิบัตงิ านทเ่ี ชื่อมโยงกับการปฏิบัตงิ านที่อย่ใู นกระบวนนวัตกรรม
การใหร้ างวัลและการยอมรบั
มีรูปแบบการให้รางวัลที่หลากหลาย ทั้งรางวัลที่เป็นตัวเงิน สิ่งจูงใจทางอาชีพ รางวัลทางสังคม
และรางวัลภายใน พรอ้ มท้ังชแี้ จงทำความเข้าใจถงึ ความแตกต่างของรางวัล แต่ละประเภท
การสอ่ื สาร
มีการส่อื สารแลกเปล่ยี นความคิดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในหมูผ่ ู้ท่เี ชย่ี วชาญในการ สรา้ งสรรค์นวตั กรรม
ได้มโี อกาสได้พบปะกับเครือขา่ ยทเี่ ป็นสหวิชาชีพในทุกระดบั ท้งั ในและนอกองค์การ
การจดั การความร้แู ละข้อมลู ขา่ วสาร
มรี ะบบการจดั เก็บข้อมูลทีด่ ี และสามารถ เผยแพร่และแบง่ ปันข้อมูล แลกเปลีย่ น ขอ้ มลู ขา่ วสาร
เกย่ี วกบั การจดั การนวตั กรรมให้กบั หนว่ ยงาน แผนก หรือบุคลากร ทุกคนไดร้ บั ทราบถงึ ข้อมูลทคี่ วรรบั รู้
และจำเปน็ ต่อการสรา้ งนวตั กรรม
การประเมินและการถา่ ยทอดความคดิ
มรี ะบบจัดเก็บความคิด การประเมนิ ความคิดสำหรบั นวตั กรรม และการจดั การ กระบวนการ
ถ่ายทอดส่งต่อความคดิ รวมท้ังมรี ะบบท่นี ำผลจากห้องทดลอง มาพฒั นาเป็นผลิตภณั ฑอ์ อกส่ตู ลาด
เครือข่าย

ใหค้ วามสำคญั กับการสรา้ งเครอื ขา่ ย และมพี ันธมติ รในการสรา้ งสรรค์ นวัตกรรม เปดิ โอกาสให้
ลกู คา้ ได้เขา้ ร่วมในทีมงานคดิ ค้นผลิตภณั ฑ์ใหม่ ลกู คา้ สามารถเป็น ผผู้ ลักดันการพฒั นากระบวนการ

สรุปความต้องการพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรของสำนักงาน
ศึกษาธกิ ารจงั หวดั สงขลา 3 ด้าน ดังน้ี

ด้านการบริหารจัดการของผบู้ ริหารโรงเรียน

มีความต้องการสำรวจความพร้อมของโรงเรียนและชุมชน การวางแผนพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรม
พัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกร และการนิเทศ กำกับ ติดตาม การบริหารจัดการโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนา
ผู้เรียนสกู่ ารเป็นนวัตกร

14

ด้านการจัดการเรียนรู้ของครู

มีความต้องการนำผลการจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาผู้เรียนสู่การเป็นนวัตกรมาใช้ในการพัฒนา
อย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ผู้เรียนก่อนการจัดการเรียนรู้สู่การเป็นนวัตกร และการวางแผน การจัดการ
เรยี นรู้พฒั นาผูเ้ รียนส่กู ารเป็นนวัตกรอย่างเปน็ ระบบ

ดา้ นการเรียนร้ขู องผ้เู รียน

มีความต้องการการบันทึกผลการเรียนรู้ระหว่างเรียนและหลังเรียนของผู้เรียน การวางแผนการ
เรยี นร้ขู องผู้เรียนสกู่ ารเป็นนวตั กร และผู้เรียนมีการสะท้อนผลการเรยี นรสู้ กู่ ารเป็นนวตั กร

ลักษณะของโรงเรยี นนวตั กรรม

เป็นโรงเรยี นผู้นำการเปล่ียนแปลง
ผู้นำเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพในการสร้างและนำนวัตกรรมไปสู่การปฏิบัติ สิ่งท่ี
สำคัญที่สุดที่จะพัฒนาโรงเรียนนวัตกรรมได้นั้น ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ในทุก ๆ
ดา้ น ไมว่ ่าด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้ หรอื วธิ กี ารเรยี นรู้ เปล่ียนแนวคิด เปล่ยี นกระบวนทัศน์ เปลี่ยน
วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู โดยให้ครูได้จัดการเรียนรู้ที่หลากหลายสร้างสรรค์แปลกใหม่ ไม่ใช้การสอน
แบบเดิม ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ของผู้เรียนได้รู้จักคิด ค้นคว้าวิธีการ และแสวงหาสิ่งใหม่ ๆ ในการเรียนรู้
ของตนเอง และจะสามารถนำไปสกู่ ารค้นควา้ นวัตกรรมสรา้ งสรรคไ์ ด้
เป็นโรงเรยี นทม่ี กี ารจดั การเรยี นร้แู บบสรา้ งสรรค์
ในการเปลี่ยนแปลงสู่การเรยี นรสู้ รา้ งสรรค์นวัตกรรมน้ัน การจัดการเรียนรู้เปน็ ส่วนสำคัญที่สุดที่จะ
ช่วยส่งเสริมความเป็นโรงเรียนแห่งนวัตกรรม โดยจะต้องใช้การจัดการเรียนรู้ ที่หลากหลาย ซึ่งเหมาะกับ
บริบทของชุมชน และโรงเรียน เพื่อให้ผู้เรียนเป็นนักนวัตกรสร้างสรรค์ได้ สามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์โดยใช้
กระบวนการใหม่ ๆ ครูจึงเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างนักเรียนของตนเองเพื่อไปสู่นวัตกรรม
สร้างสรรค์ตา่ ง ๆ การคิดค้นหาวิธีการจัดการเรียนการสอนใหม่ ๆ ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษ
ที่ 21 การใช้คอมพิวเตอร์ สื่อเทคโนโลยี แอพลิเคชั่นต่าง ๆ เพื่อการจัดการเรียนการสอน Google
classroom, Google meet, Line application เพือ่ การศกึ ษาค้นควา้ การสรา้ งทศั นะเชิงบวก เป็นต้น
เป็นโรงเรียนทคี่ รูและบุคลากรในโรงเรยี นมคี วามพร้อม
เกิดความตระหนักในการเปลี่ยนแปลงของการจัดการเรียนรู้ วิเคราะห์บริบทโรงเรียน ผู้เรียน
ชุมชน ครู และบุคลากร ต้องตระหนักและเห็นความสำคัญร่วมกัน เพื่อขับเคลื่อนองคาพยพ ในโรงเรียนให้

15

ได้ตามเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และต้องสอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการคิดสร้างสรรค์
ทักษะด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยหาวิธีการเรียนรู้ใหม่ ๆ ที่สามารถ ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการ
ค้นคว้า ทดลอง หาองค์ความร้ใู หม่ ๆ ได้ด้วยตนเอง เพือ่ นำไปส่นู วตั กรรมต่าง ๆ ได้ ครตู ้องเป็นตน้ แบบการ
เรียนรู้ กระตุ้นผเู้ รยี นดว้ ยคำถามเชงิ สรา้ งสรรค์

เป็นโรงเรยี นทข่ี บั เคลอื่ นโครงการ กจิ กรรมการจดั การเรียนการสอน อยู่ตลอดเวลา
โดยมีแผนงาน เป้าหมาย ทั้งในระยะสั้น ระยะปานกลาง และระยะยาว เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรมเพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการออกแบบ การเรียนรู้ การจัดการ
เรียนรู้ การส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นให้กับครูผู้สอน และผู้เรียน การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้
สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และชุมชน และในการพัฒนาตนเองของผู้เรียนสู่การเป็นยุวนวัตกร
สรา้ งสรรค์ และโรงเรยี นพฒั นาสกู่ ารเป็นโรงเรยี นแห่งนวตั กรรม

16

การจดั การเรยี นร้เู พ่ือพัฒนาผู้เรยี นสูก่ ารเป็นนวัตกร
สำนกั งานศึกษาธกิ ารจังหวดั สงขลา

การจดั การเรยี นรู้เพอ่ื พัฒนานกั เรยี นสู่การเป็นนวัตกร

การศึกษาในยุคประเทศไทย 4.0 ต้องนำการพัฒนาประเทศไปสู่ความทนั สมยั สง่ เสริมให้ผูเ้ รียนทุก
ระดับมีการคิดค้นนวัตกรรม เพราะความสามารถในการคิดค้น ผลิตนวัตกรรมจะเป็นฐานสำคัญในการ
พัฒนาประเทศ ให้ก้าวพ้นจากกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ด้วยเหตุผลนี้การศึกษาจึงต้องเร่ง
ดำเนนิ การปฏิรปู การเรยี นร้ใู หก้ ับเด็กไทย โดยหนว่ ยงานการศกึ ษา สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ผสู้ อน
มคี วามจำเป็นอย่างย่ิงในการปรับปรุง พัฒนา เพ่อื หาแนวทางพฒั นาการจัดการเรยี นรูใ้ นหอ้ งเรียนให้เหมาะ
กับผู้เรียนทุกระดับ ต้องเป็นผู้จัดประสบการณ์การเรียนรู้แสวงหา แหล่งเรียนรู้ จัดให้มีการแลกเปลี่ยน
เรียนรู้ระหว่างผู้เรียนทั้งในและนอกชั้นเรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียน ใช้เทคโนโลยีในการสืบค้น ข้อมูล จัดการ
เรียนรู้โดยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการค้นหาปัญหา
เพราะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้รวดเร็วเกิดการคิดสร้างสรรค์ ทั้งนี้ ความรู้ที่ได้มาจากการตอ่ ยอดความรู้จึงเปน็
ความรู้ในเชิงลึกและกว้าง ไม่เป็นเพียงความรู้ที่ได้มาจากตำรา ผู้สอนต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียนนำความรู้ที่มี
อยู่ในตนเองมาบูรณาการให้ไดค้ วามรู้ใหม่ สร้างประสบการณ์การเรยี นรูด้ ้วยการมอบหมายงานให้ผู้เรียนลง
มือทำ สร้างทีม เสริมแรงจงู ใจ ฝึกประสบการณ์การเรียนรู้สนับสนุนให้ผู้เรียนสร้างความรู้ที่ใหม่ที่ไม่เหมือน
ใคร และหาแนวทางแกไ้ ขปญั หาจนสามารถสร้างนวัตกรรม โดยทุกภาคส่วนที่เกย่ี วขอ้ งให้ความร่วมมือ ร่วม
คิด ร่วมแก้ปัญหา เพื่อให้การจัดการศึกษาบรรลุเป้าหมายในการเปลี่ยนผู้เรียนให้เป็นนวัตกร ดังนั้น แนว
ทางการจัดการเรียนร้เู พอ่ื พัฒนานักเรยี นสูก่ ารเปน็ นวัตกร มีดังน้ี

1. การจัดการเรยี นรเู้ ชิงรกุ (Active learning: AL)
การจัดการเรียนรู้เชิงรุก คือ การเรียนที่เน้นให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนการสอน กระตุ้นให้
ผู้เรียนเกิดกระบวนการคิดขั้นสูง (Higher-Order Thinking) ด้วยการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค่า
ไม่เพียงแต่เป็นผู้ฟัง ผู้เรียนต้องอ่าน เขียน ตั้งคำถาม และถามอภิปรายรว่ มกัน ผู้เรียนลงมือปฏิบัติจริง โดย
ต้องคำนงึ ถงึ ความรู้เดมิ และความต้องการของผู้เรยี น เป็นสำคัญ ทงั้ น้ี ผูเ้ รยี นจะถกู เปลี่ยนบทบาทจากผู้รับ
ความร้ไู ปสกู่ ารมีส่วนร่วมในการสร้างความรู้
2. กระบวนการเรยี นรเู้ ชิงรุก (Active Learning: AL)
- ผู้เรียนมีบทบาทในการแสวงหาความรู้และเรียนรู้อย่างมีปฏิสัมพันธ์ จนเกิดความรู้ ความเข้าใจ
นำไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า หรือสร้างสรรค์สิ่งต่าง ๆ และพัฒนาตนเอง
เตม็ ความสามารถ รวมถึงการจดั ประสบการณก์ ารเรยี นรู้ให้ได้รว่ มอภิปรายให้ฝกึ ทกั ษะการส่ือสาร ทำให้ผล
การเรียนรเู้ พิ่มขึ้นเป็น 70%

17

- การนำเสนอผลงานทางการเรียนรู้ในสถานการณ์จำลอง ทั้งมีการฝึกปฏิบัติในสภาพจริง มีการ
เชื่อมโยงกบั สถานการณต์ า่ ง ๆ จะทำใหผ้ ลการเรยี นรเู้ กิดข้นึ ถงึ 90%

3. รูปแบบวธิ กี ารจดั กิจกรรมการเรียนรเู้ ชิงรุก (Active Learning: AL)
การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยการนำวิธีการสอนเทคนิคการ
สอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้และกิจกรรมการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม
ในชน้ั เรยี น ส่งเสรมิ ปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งผเู้ รยี นกบั ผ้เู รยี น และผู้เรยี นกบั ผู้สอน เปน็ การจดั การเรียนรทู้ ่ีมงุ่ เนน้
พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและเชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อ
แก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพในอนาคต และถือเป็นการจัดการเรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมี
คุณลักษณะสอดคล้องกับการเปล่ียนแปลงในยุคปัจจุบนั การจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วม
ของผเู้ รียนในลกั ษณะการจดั การเรียนรูเ้ ชงิ รุก (Active Learning: AL) มีวธิ กี ารจัดการเรียนรู้หลากหลายวิธี
ซึ่งรูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วมของผู้เรียน อาทิเช่น การจัดการ
เรยี นรโู้ ดยใชก้ จิ กรรมเปน็ ฐาน (Activity Based Learning: ABL) การจัดการเรยี นรแู้ บบสรา้ งสรรค์เป็นฐาน
(Creativity Based Learning: CBL) การจดั การเรยี นรูโ้ ดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน (Problem Based Learning:
PBL) การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชโ้ ครงงานเปน็ ฐาน (Project Based Learning: PjBL) เปน็ ตน้

อย่างไรก็ตาม รูปแบบ วิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ดังกล่าวข้างต้น มีพื้นฐานมาจากแนวคิด
เดียวกัน คือ ให้ผู้เรียนเป็นผู้มีบทบาทหลักในการเรียนรู้ของตนเอง หรือยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยมี
รายละเอียดดังน้ี

การเรียนรโู้ ดยใชก้ ิจกรรมเป็นฐาน
(ActivityBased Learning: ABL)

การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนามาจากแนวคิดในการจัดการ
เรียนการสอนที่เผยแพร่ในปลายศตวรรษที่ 20 ที่เรียกว่า การเรียนรู้ที่เน้นบทบาท และการมีส่วนร่วมของ
ผู้เรียน หรือ “การเรียนรู้เชิงรุก” (Active Learning) ซึ่งหมายถึง รูปแบบการเรียน การสอนที่มุ่งเน้น
ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ และบทบาทในการเรียนรู้ของผู้เรียน "ใช้กิจกรรมเป็นฐาน"
หมายถึง นำกิจกรรมเป็นที่ตั้งเพื่อที่จะฝึกหรือพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ ให้บรรลุวัตถุประสงค์หรือ
เปา้ หมายทกี่ ำหนด มลี กั ษณะสำคญั ของการเรยี นรโู้ ดยใช้กจิ กรรมเปน็ ฐาน ดงั น้ี

1) ส่งเสริมใหผ้ เู้ รียนมคี วามตืน่ ตวั และกระตอื รือร้นดา้ นการรูค้ ิด
2) กระตนุ้ ให้เกดิ การเรยี นรู้จากตัวผเู้ รียนเองมากกวา่ การฟังผสู้ อนในหอ้ งเรยี น และการท่องจำ
3) พัฒนาทกั ษะการเรยี นร้ขู องผเู้ รียนให้สามารถเรียนรูไ้ ด้ด้วยตวั เอง ทำใหเ้ กิดการเรียนร้อู ย่าง
ตอ่ เนอ่ื งนอกหอ้ งเรยี นดว้ ย

18

4) ไดผ้ ลลพั ธ์ในการถ่ายทอดความร้ใู กล้เคยี งกบั การเรยี นรู้รปู แบบอนื่ แตไ่ ด้ผลดกี ว่าในการพฒั นา
ทกั ษะดา้ นการคิด และการเขยี นของผเู้ รียน

5) ผเู้ รียนมีความพงึ พอใจกบั การเรียนร้แู บบน้มี ากกวา่ รูปแบบที่ผ้เู รียนเป็นฝ่ายรับความรู้ ซง่ึ เปน็
การเรยี นรู้แบบตง้ั รบั (Passive Learning)

6) มุง่ เน้นความรับผิดชอบของผ้เู รียนในการเรยี นรโู้ ดยผา่ นการอา่ น เขียน คดิ อภิปราย และเข้า
ร่วมในการแกป้ ัญหา และยังสมั พนั ธ์กับการเรยี นรตู้ ามลำดบั ข้ันการเรียนรขู้ องบลูม (Bloom) ทัง้ ในดา้ น
พุทธพิ สิ ัย ทักษะพสิ ัย และจิตพิสยั

สำหรับหลกั การจดั การเรยี นรโู้ ดยใชก้ ิจกรรมเป็นฐาน ประกอบไปด้วย 7 หลกั การดังน้ี
1) ใหค้ วามสนใจท่ตี ัวผูเ้ รียน
2) เรียนรผู้ า่ นกิจกรรมการปฏิบัตทิ ่นี ่าสนใจ
3) ครผู ู้สอนเปน็ เพยี งผ้อู ำนวยความสะดวก
4) ใช้ประสาทสมั ผสั ท้งั 5 ในการเรียน
5) ไมม่ ีการสอบ แตป่ ระเมินผลจากพฤตกิ รรม ความเข้าใจ และผลงาน
6) เพอื่ นในชั้นเรียนช่วยสง่ เสริมการเรียน
7) มีการจัดสภาพแวดล้อมและบรรยากาศที่เอื้อต่อการพัฒนาความคิด และเสริมสร้างความมั่นใจ
ในตนเองกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมเป็นฐาน มีหลากหลายกิจกรรม การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับความ
เหมาะสม สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมนั้น ๆ ว่ามุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ หรือพัฒนาใน
เรือ่ งใดสามารถจำแนกออกเป็น 3 ประเภทหลกั คอื
1) กิจกรรมเชงิ สำรวจ เสาะหา คน้ ควา้ (Exploratory) ซ่งึ เกย่ี วขอ้ งกับการรวบรวม สง่ั สมความรู้
ความคิดรวบยอด และทักษะ
2) กิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ (Constructive) ซ่ึงเกี่ยวขอ้ งกับการรวบรวม ส่ังสมประสบการณโ์ ดย
ผ่านการปฏบิ ัติ หรือการทำงานทีร่ ิเริม่ สรา้ งสรรค์
3) กิจกรรมเชิงการแสดงออก (Expressional) ไดแ้ ก่ กจิ กรรมทเ่ี กี่ยวกบั การนำเสนอ การเสนอ
ผลงาน
กิจกรรมการเรียนรู้ที่นิยมใช้จัดการเรียนรู้โดยใช้ กิจกรรมเป็นฐาน เช่น การอภิปรายในชั้นเรียน
(Class Discussion) ที่ใช้ได้ทั้งในห้องเรียนปกติ และ การอภิปรายออนไลน์ การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small
Group Discussion) กิจกรรม “คิด-จับคู่- แลกเปลี่ยน” (Think-Pair-Share) เซลล์การเรียนรู้ (Learning
Cell) การฝึกเขียนข้อความสั้น ๆ (One-Minute Paper) การโต้วาที (Debate) การแสดงบทบาทสมมุติ
(Role Play) การเรียนรู้ โดยใช้สถานการณ์ (Situational Learning) การเรียน แบบกลุ่มร่วมแรงร่วมใจ
(Collaborative Learning Group) ปฏิกิริยาจากการชมวีดิทัศน์ (Reaction to a Video) เกมในชั้นเรียน
(Game) แกลเลอรี่ วอลค์ (Gallery Walk) การเรียนรูโ้ ดยการสอน (Learning by Teaching) เป็นตน้

19

การเรยี นรแู้ บบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน
(CreativityBased Learning: CBL)

การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based Learning: CBL) เป็นการเรียนรู้
ที่พัฒนาและปรับประยุกต์มาจากการสอนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) ซ่ึง
การสอนแบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น เป็นการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เน้นการกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ด้วยตนเอง นำไปต่อยอดความรู้เดิมเพื่อสร้างสรรค์แนวทางการเรียนรู้ใหม่ โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้คิด
วิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างแนวทางการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความรู้ ความสามารถของตนเอง ทั้งนี้ การ
เรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐาน หรือ CBL จะเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียนอย่างสูงสุดได้นั้น ผู้สอนควรปรับ
บทบาทการจัดการเรยี นการสอนของตนเอง จากผู้สอนที่เน้น การบรรยายบอกความรูม้ าเป็นผู้อำนวยความ
สะดวก เปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรียนได้พฒั นาทกั ษะการเรยี นรู้ โดยทำหนา้ ทีค่ อยใหค้ ำแนะนำ ใหค้ ำปรกึ ษา กระตุ้น
ให้เกิดการเรียนรู้ และปรับสภาพแวดล้อม ให้เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามแนวการสอนแบบ
สรา้ งสรรค์ 5 ข้ันตอน ดงั ภาพ

การเรียนร้แู บบสร้างสรรค์เปน็ ฐาน
(CreativityBased Learning: CBL)

นาเสนอ ประเมนิ ผล

ตัง้ ปญั หา ค้นและคดิ

กระตุ้น
ความสนใจ

ภาพที่ 4 กระบวนการคดิ สร้างสรรค์ CBL
ท่ีมา : วริ ยิ ะ ฤาชยั พาณิชย์ (2558: 3)

20

จากภาพที่ 5 การจดั การเรยี นรู้แบบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน 5 ขั้นตอนอธิบายไดด้ ังนี้
1) ขน้ั ท่ี 1 กระตุน้ ความสนใจ สรา้ งแรงบันดาลใจ (Inspiration) กระบวนการ ในขน้ั ตอนน้ี คือ
การกระตุ้นความอยากรู้ของผู้เรียน ด้วยการจัดการให้เนื้อหาหรือสิ่งที่เป็นเป้าหมาย ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้
เรียนรูน้ ั้น เป็นเรือ่ งที่เกีย่ วข้องกบั ชีวติ ของผู้เรียนหรือเปน็ เรื่องที่ผู้เรยี นสนใจแลว้ เลือกใช้สื่อ มัลติมเี ดยี เกม
กจิ กรรม สถานการณใ์ ห้เหมาะสมกบั เนอ้ื หาน้นั ๆ
2) ขั้นที่ 2 ตั้งปัญหา (Problem Assigned) และแบ่งกลุ่มตามความสนใจ (Team Work) ใน
ขั้นตอนนี้ครูควรสร้างความเข้าใจในการเรียนรู้ร่วมกัน เช่น การจัดกลุ่มย่อย ตามความสนใจในการค้นหา
แก้ไขปัญหา การหมุนเวียนสับเปลี่ยนหน้าที่ในการทำงานเป็นทีม กติกาในการระดมสมอง และการสะท้อน
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ จากนั้น ครูอาจเริ่มด้วยการนำเสนอสถานการณ์ ที่แตกต่าง ให้นักเรียนแต่ละกลุ่ม
ศกึ ษาสถานการณ์และพยายามที่จะระบุปญั หา รว่ มกนั อภิปราย และตัดสินใจเก่ยี วกบั ปญั หาที่เกดิ ขึน้ อย่าง
ใดอยา่ งหน่ึงท่ีอยากจะแก้ปัญหา เพ่ือช่วยใหผ้ เู้ รยี นได้มี โอกาสหาทางแก้ปัญหาดว้ ยตนเอง หรอื ฝึกให้ผเู้ รยี น
รู้จักการวิเคราะห์ปัญหา และหาคำตอบ/แก้ไขปัญหาด้วยการใช้ตาราง FILA คือ (1) F : Fact ข้อเท็จจริง
ความจริงท่ีปรากฏ ในโจทย์หรอื ปญั หาทสี่ นใจ (2) I : Ideas ขอ้ คิดเหน็ นำไปสไู่ ปการตง้ั สมมตฐิ านเพ่ือใชไ้ ข
คำตอบ (3) L : Learning Issues ต้องเรียนรู้อะไร เพื่อนำไปสรุปความถูกต้องของสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ
(4) A : Action Plan วางแผน แบง่ งาน หาขอ้ มูลความร้อู ะไรจากใคร แหล่งไหน อย่างไร
3) ขนั้ ที่ 3 ค้นควา้ และคิด ในขนั้ ตอนนคี้ รจู ะต้องใหผ้ เู้ รยี นได้เรียนรู้ และประยุกต์ใชใ้ นการแก้ไข
ปญั หาดว้ ยตนเอง โดยจะต้องทำหนา้ ทีเ่ พียงเป็นผใู้ หค้ ำปรกึ ษา ชแ้ี นะใหค้ ำตอบ ดว้ ยคำถาม เสริมกำลังใจ
เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นค้นคว้าหาความรู้ นำมาวเิ คราะห์ ประยุกต์ใชใ้ นการแกป้ ญั หาอยา่ งสรา้ งสรรค์
4) ขั้นที่ 4 นำเสนอผลงานด้วยวิธีการต่าง ๆ (Creative Presentation) เมื่อผู้เรียนได้

ดำเนินการค้นหาคำตอบหรือแนวทางแก้ไขปัญหาแล้ว จะต้องให้แต่ละกลุ่มนำเสนอผลงานและ การเรียนรู้

ที่ตนได้รับ ซึ่งเป็นการนำเสนอผลงานกลุ่มด้วยสื่อหลากหลาย สะท้อนความคิด อภิปรายทำความเข้าใจ

แลกเปล่ียนความคิดเห็นระหว่างกลุ่ม ถึงกระบวนการเรียนรู้ แก้ปัญหา การสร้าง องค์ความรู้ใหม่ การ

เช่อื มโยง และสรปุ ภาพรวมเปน็ ความรูท้ ่วั ไป
5) ขั้นที่ 5 ประเมินผล ใช้การวัดผลและประเมนิ ผลด้วยวิธที ่ีหลากหลาย เป็นการวดั ผลดา้ นต่าง ๆ

ออกมาตามเป้าหมายที่ได้ออกแบบไว้ ทั้งด้านความรู้ (Knowledge) ทักษะ (Skill) เจตคติ (Attitude) และ
คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (Desired Characteristics) โดยใช้แนวคิดการประเมินตามสภาพจริง
(Authentic Assessment) เพอ่ื พัฒนาผู้เรียน

สำหรับแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็นฐานนั้น ผู้สอนควรคำนึงถึงมาตรฐานการ
เรียนรู้และตัวชี้วัดของกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ระบุสิ่งที่
ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ซึ่งสะท้อนให้ทราบว่า ต้องการ
อะไร ต้องสอนอะไร ต้องสอนอย่างไร และประเมินผลอย่างไร ดังน้ัน การจัดการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์เป็น
ฐานจำเป็นต้องยึดมาตรฐานและตัวชี้วัดเป็นหลัก โดยเริ่มจากการวิเคราะห์มาตรฐาน และตัวชี้วัดของกลุ่ม

21

สาระการเรียนรู้ที่จะสอน แล้วนำมาออกแบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการคิดสร้างสรรค์เป็นฐาน 5
ข้นั ตอน ได้แก่ กระตุ้นความสนใจ ต้งั ปญั หาและแบ่งกลุ่ม ตามความสนใจ ค้นควา้ และคดิ นำเสนอผลงาน
และประเมินผล แล้วนำไปใช้จัดการเรียนรู้โดยคำนึงบรรยากาศการเรียนรู้ 9 อย่าง ได้แก่ 1) ใช้สื่อสาร
กระตุ้นความสนใจ 2) ใช้คำถามกระตุ้นให้คิด 3) ลดการอธิบาย เรียนรู้ด้วยตนเอง 4) นักเรียนสนใจและให้
ความรว่ มมอื ทำกจิ กรรม 5) เนอื้ หาใชเ้ ร่ืองราวในชีวิตจริง 6) คน้ หาปญั หา ทีต่ นสงสัย 7) แบง่ กลุม่ ตามความ
สนใจ 8) ให้เวลา ในการศึกษาค้นคว้า และ 9) ครูฟังและให้กำลังใจผู้เรียน ในระหว่างการจัดการเรียนการ
สอนต้องมีการวัดและประเมินผล ด้านความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยใช้
เครื่องมือและวิธีการหลากหลายที่สามารถบ่งบอกสภาพความเป็นจริง และหลังจากการจัดการเรียนรู้ และ
การวัดประเมินผลควรมีการสะท้อนผลการเรียนรู้ว่าสิ่งที่คาดว่าจะได้รับ สิ่งที่ได้เรียนรู้และเป็นประโยชน์
และควรปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้น เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ให้ดีขึ้น ดังภาพที่ 6 แนวทางการจัดการเรียนรู้
แบบสร้างสรรค์เปน็ ฐาน ดงั น้ี

ภาพท่ี 5 แนวทางการจดั การเรียนรแู้ บบสรา้ งสรรคเ์ ป็นฐาน
ท่มี า : สำนักพฒั นานวตั กรรมการจัดการศกึ ษา (2560)

22

การเรยี นรู้โดยใชป้ ัญหาเป็นฐาน
(Problem Based Learning: PBL)

การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem Based Learning: PBL) เป็นกระบวนการ เรียนรู้โดย
ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้ผู้เรียนตั้งสมมติฐาน สาเหตุและกลไกของการเกิดปัญหานั้น รวมถึงการค้นคว้า
ความรพู้ ื้นฐานทีเ่ กยี่ วข้องกบั ปัญหา เพอ่ื นำไปส่กู ารแกป้ ัญหาต่อไป โดยผูเ้ รียนอาจไมม่ ี ความรู้ในเรือ่ งนนั้ ๆ
มาก่อน แต่อาจใชค้ วามรู้ทีผ่ ู้เรยี นมีอยูเ่ ดิมหรือเคยเรียนมา นอกจากนี้ยังมุ่งให้ ผู้เรียนใฝ่หาความรูเ้ พ่อื แก้ไข
ปัญหา ได้คิดเปน็ ทำเป็น มกี ารตัดสินใจที่ดี และสามารถเรียนรู้ การทำงานเป็นทมี โดยเน้นให้ผู้เรียนได้เกิด
การเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำทักษะจากการเรียน มาช่วยแก้ปัญหาในชีวิต การเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน เป็นการเรียนรู้จากประสบการณ์ โดยเริ่ม จากการได้ประสบการณ์ตรงจากโจทย์ปัญหา ผ่าน
กระบวนการคิดและการสะท้อนกลับไปสู่ความรู้ และความคิดรวบยอดอันจะนำไปใช้ในสถานการณ์ใหม่
ต่อไป การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเป็น การตอบสนองต่อแนวคิด constructivism โดยให้ผู้เรียน
วิเคราะห์หรือตั้งคำถามจากโจทย์ปัญหาผ่านกระบวนการคิดและสะท้อนกลับ เน้นปฏิสัมพันธ์ระหว่าง
ผเู้ รียนในกลมุ่ เนน้ การเรยี นรทู้ ่มี ี ส่วนรว่ ม นำไปสู่การค้นควา้ หาคำตอบหรือสร้างความรู้ใหม่บนฐานความรู้
เดิมที่ผู้เรียนมีมาก่อนหน้านี้ นอกจากนี้ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานยังเป็นการสร้างเงื่อนไขสำคัญที่
ส่งเสรมิ การเรียนรู้ ดงั น้ี

1) การเรียนรูส้ ิง่ ใหม่จะไดผ้ ลดขี น้ึ ถ้าไดม้ ีการเชือ่ มโยงหรือกระตุน้ ความรูเ้ ดิมทผี่ ู้เรียนมอี ยู่
2) การเรียนรู้เนื้อหาที่ใกล้เคียงสถานการณ์จริง หรือมีประสบการณ์ตรงจากโจทย์ปัญหา จะทำให้
ผเู้ รยี นเรยี นรู้ไดด้ ีข้นึ
3) การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน เป็นการเรียนกลุ่มย่อย การได้แสดงออก แสดงความ คิดเห็น
หรืออภิปรายถกเถียงกัน จะทำให้ผู้เรียนเข้าใจและเรียนรู้สิ่งนั้นได้ดีขึ้น การเรียนรู้โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน
เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบสร้างสรรค์นิยม (Constructivism)
โดยให้ผเู้ รยี นสรา้ งความรู้ใหม่จากการใช้ปญั หาท่ีเกดิ ขึ้นจริงในโลก เปน็ บรบิ ทของ การเรยี นรู้ เพ่ือให้ผู้เรียน
เกิดทักษะในการคดิ วิเคราะห์และคิดแก้ปัญหา รวมทั้งได้ความรู้ตามศาสตรใ์ นสาขาวิชาที่ตนศึกษาไปพรอ้ ม
กันด้วย การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐานจึงเป็นผลมาจากกระบวนการ ทำงานที่ต้องอาศัยความเข้าใจและ
การแก้ไขปญั หาเป็นหลกั
ลกั ษณะสำคัญของการเรยี นรโู้ ดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน มดี งั นี้
1) ใช้ปัญหาที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงเป็นตัวกระตุ้นการแก้ปัญหา และเป็นจุดเริ่มต้นในการ
แสวงหาความรู้ ปญั หาทเี่ หมาะสมกบั การนำมาจัดกิจกรรมควรมีลกั ษณะ ดังนี้

1.1) เป็นเรื่องจริงเกี่ยวข้อง กับชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง และเกิดจากประสบการณ์
ของผู้เรยี น หรือผู้เรียนอาจมโี อกาสเผชญิ กบั ปญั หาน้นั

23

1.2) ท้าทาย กระตุ้นความ สนใจ อาจตื่นเต้นบ้าง เป็นปัญหาที่ยังไม่มี คำตอบชัดเจนตายตัว
เปน็ ปัญหาทม่ี ี ความซบั ซ้อน คลมุ เครือ หรือผ้เู รยี นเกิด ความสบั สน

1.3) เป็นปัญหาที่พบบ่อย มีความสำคัญ มีข้อมูลประกอบเพียงพอ สำหรับการค้นคว้า ได้ฝึก
ทักษะการตัดสินใจโดยขอ้ เท็จจริง ขอ้ มลู ข่าวสาร ตรรกะ เหตุผล และต้ังสมมตฐิ าน

1.4) เชื่อมโยงความรู้เดิมกับข้อมูลใหม่ สอดคล้องกับเนื้อหา/แนวคิดของหลักสูตร มีการสร้าง
ความรูใ้ หม่ บูรณาการระหว่างบทเรียน นำไปประยกุ ต์ใช้ได้

1.5) ปัญหาซบั ซอ้ นท่ีก่อใหเ้ กิดการทำงานกลุม่ ร่วมกนั มกี ารแบง่ งานกันทำโดย เชื่อมโยงกัน ไม่
แยกสว่ น เหมาะสมกบั เวลา เกิดแรงจูงใจในการแสวงหาความร้ใู หม่

1.6) ชักจูงให้เกิดการอภิปรายได้กว้างขวาง ปัญหาที่เป็นประเด็นขัดแย้ง ข้อถกเถียง ในสังคมที่
ยังไม่มีข้อยุติ เป็นปลายเปิด ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน มีหลายทางเลือก/หลายคำตอบ สัมพันธ์ กับสิ่งที่เคย
เรียนรู้มาแลว้ มขี อ้ พจิ ารณาทแ่ี ตกต่าง แสดงความคดิ เห็นไดห้ ลากหลาย

1.7) ปัญหาที่สร้างความเดอื ดร้อน เสยี หาย เกิดโทษภยั เปน็ สิง่ ทีไ่ ม่ดีหากใช้ข้อมูล โดยลำพงั คน
เดียว อาจทำใหต้ อบปญั หาผดิ พลาด

1.8) ปัญหาที่มีการยอมรับว่าจริง ถูกต้อง แต่ผู้เรียนไม่เชื่อจริง ไม่สอดคล้องกับความคิด ของ
ผู้เรียน 1.9) ปัญหาที่อาจมีคำตอบหรอื แนวทางในการแสวงหาคำตอบได้หลายทาง ครอบคลุม การเรียนรู้ที่
กว้างขวาง หลากหลายเนื้อหา

1.10) ปัญหาที่มคี วามยากความงา่ ยเหมาะสมกับพ้ืนฐานของผเู้ รียน
1.11) ปัญหาที่ไม่สามารถหาคำตอบได้ทันที ต้องการการสำรวจ ค้นคว้า และการ รวบรวม
ข้อมลู หรอื ทดลองดกู ่อน ไมส่ ามารถทีจ่ ะคาดเดาหรือทำนายได้งา่ ย ๆ วา่ ต้องใชค้ วามรู้อะไร
1.12) ปัญหาทสี่ ง่ เสริมความรดู้ ้านเน้ือหาทกั ษะ สอดคล้องกับหลักสตู รการศกึ ษา
1.13) ใช้สื่อหลากหลายรูปแบบในการระบุปัญหา เช่น ข้อความบรรยาย รูปภาพ วิดิทัศน์สั้น ๆ
ขอ้ มลู จากผลการทดลองในห้องปฏบิ ัติการ ข่าว บทความจากหนงั สอื พมิ พ์ วารสาร ส่งิ พิมพ์
2) บรู ณาการเนื้อหาความรู้ในสาขาตา่ ง ๆ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับปญั หานั้น
3) เนน้ กระบวนการคิดอยา่ งมีเหตผุ ลและเป็นระบบ
4) เรียนเป็นกลุ่มย่อย โดยมีครูหรือผู้สอนเป็นผู้สนับสนุน และกระตุ้นให้ผู้เรียนร่วมกัน สร้าง
บรรยากาศทีส่ ่งเสริมการเรยี นรู้ให้เกิดขึ้นในกลมุ่
5) ผู้เรียนมีบทบาทสำคัญในการเรียนรู้ และเรียนโดยการกำกับตนเอง (Self-Directed Learning)
กล่าวคือ (1) สามารถประเมินตนเองและบ่งชี้ความต้องการได้ (2) จัดระบบประเด็นการ เรียนรู้ได้อย่าง
เที่ยงตรง (3) รู้จักเลือกและใช้แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสม (4) เลือกกิจกรรมการศึกษา ค้นคว้า แก้ปัญหาที่ตรง
ประเด็น มีประสิทธิภาพ (5) บ่งชี้ข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องได้ และคัดแยกออกได้อย่าง รวดเร็ว (6) ประยุกต์ใช้
ความรู้ใหมเ่ ชิงวเิ คราะห์ไดแ้ ละ (7) รู้จักขั้นตอนการประเมิน

24

กระบวนการจดั กจิ กรรมการเรียนรูโ้ ดยใช้ปัญหาเป็นฐาน มีข้นั ตอนการจัดกิจกรรม การเรียนรู้ดงั นี้
1) ขั้นที่ 1 กำหนดปัญหา จัดสถานการณ์ต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ และ มองเห็น
ปญั หา สามารถกำหนดสิ่งที่เปน็ ปญั หาที่ผเู้ รยี นอยากรู้ อยากเรียนเกิดความสนใจ ที่จะค้นหาคำตอบ ดงั น้ี

1.1) จัดกล่มุ ผู้เรียนใหม้ ขี นาดเลก็ (ประมาณ 3-5/8-10 คน)
1.2) ใช้ปัญหาเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ โดยลักษณะของปัญหาที่นำมาใช้ ควรมีลักษณะ
คลุมเครือไม่ชัดเจน มีวิธีแก้ไขปัญหาได้อย่างหลากหลาย อาจมีคำตอบได้หลายคำตอบ โดยคำนึงถึงการ
เชื่อมโยงความรู้ใหม่เข้ากับความรู้เดิม ความซับซ้อนของปัญหาจากง่ายไปสู่ยาก ระดับและประสบการณ์
ผูเ้ รยี น เวลาท่กี ำหนดใหผ้ ู้เรียนใช้ดำเนนิ การ และแหลง่ คน้ คว้าข้อมลู
2) ขั้นที่ 2 ทำความเข้าใจกับปัญหา ปัญหาที่ต้องการเรียนรู้ ต้องสามารถอธิบาย สิ่งต่าง ๆ ที่
เกยี่ วข้องกบั ปญั หาได้ดังนี้
2.1) ผู้เรียนทำความเข้าใจหรือทำความกระจ่างในคำศัพท์ที่อยู่ในโจทย์ปัญหานั้น เพื่อให้เข้าใจ
ตรงกัน
2.2) ผู้เรียนจับประเด็นข้อมูลที่สำคัญหรือระบุปัญหาในโจทย์วิเคราะห์ หาข้อมูลที่ เป็น
ข้อเท็จจริง ความจริงที่ปรากฏในโจทย์ แยกแยะข้อมูลระหว่างข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็น จับ ประเด็นปัญหา
ออกเป็นประเด็นย่อย
2.3) ผู้เรียนระดมสมองเพื่อวิเคราะห์ปัญหา อภิปราย แต่ละประเด็นปัญหาว่าเป็น อย่างไร
เกดิ ขึน้ ไดอ้ ย่างไร ความเปน็ มาอยา่ งไร โดยอาศยั พืน้ ความรเู้ ดิมเท่าทีผ่ ู้เรียนมอี ยู่
2.4) ผู้เรียนร่วมกันตั้งสมมติฐานเพื่อหาคำตอบปัญหาประเด็นต่าง ๆ พร้อมจัดลำดับ
ความสำคญั ของสมมตฐิ านท่ีเปน็ ไปได้อยา่ งมีเหตุผล
2.5) จากสมมติฐานที่ตั้งขึ้น ผู้เรียนจะประเมินว่ามีความรู้เรื่องอะไรบ้าง มีเรื่อง อะไรที่ยังไม่รู้
หรือขาดความรู้ และความรู้อะไรจำเป็นที่จะต้องใช้เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ซึ่งเชื่อมโยงกับ โจทย์ปัญหาที่ได้
ข้ันตอนน้ีกล่มุ จะกำหนดประเดน็ การเรยี นรู้ หรือวตั ถุประสงค์การเรียนรู้ เพื่อจะไป คน้ ควา้ หาข้อมลู ต่อไป
3) ขั้นที่ 3 ดำเนินการศึกษา ค้นคว้า ผู้เรียนศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเองด้วยวิธีการ หลากหลาย
กล่าวคือ ผู้เรียนค้นคว้าหาข้อมูลและศึกษาเพิ่มเติมจากทรัพยากรการเรียนรู้ต่าง ๆ เช่น หนังสือ ตำรา
วารสาร สื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ การศึกษาในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน อินเทอร์เน็ต หรือ
ปรึกษาผู้รู้ในเนื้อหาเฉพาะ เป็นต้น พร้อมทั้งประเมินความถูกต้องโดย (1) ประเมิน แหล่งข้อมูล ความ
ถูกต้อง เชื่อถือได้ของข้อมูล(2) เลือกนำความรู้ที่เกี่ยวข้องมาเชื่อมโยงว่าตรงประเด็นเพียงพอที่จะแก้ปญั หา
อย่างไร (3) หาประเด็นความรู้เพิ่มเติม ถ้าจำเป็น และ (4) สรุป เตรียมสื่อ เลือกวิธีนำเสนอผลงาน 4) ขั้นท่ี
4 สังเคราะห์ความรู้ผู้เรียนนำความรู้ที่ได้ค้นคว้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้รว่ มกัน กล่าวคือ ผู้เรียนนำข้อมูลหรอื
ความรู้ที่ได้มาสังเคราะห์ อธิบาย พิสูจน์สมมติฐาน และประยุกต์ให้ เหมาะสมกับโจทย์ปัญหา พร้อมสรุป
เป็นแนวคิดหรือหลักการทั่วไปโดย(1) นำเสนอผลงานกลุ่มด้วยสื่อ หลากหลาย(2) สะท้อนความคิด ให้
ข้อมูลย้อนกลับ อภิปราย ทำความเข้าใจ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างกลุ่ม ถึงกระบวนการเรียนรู้การ

25

แก้ปัญหา การเชื่อมโยง การสร้างองค์ความรู้ใหม่ และ (3) สรุปภาพรวมเป็นความรู้ทั่วไป 5) ขั้นที่ 5 สรุป
และประเมินค่าหาคำตอบ ดำเนินการโดยให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่มสรุป ผลงานของกลุ่มตนเอง และประเมินผล
งานว่าข้อมูลที่ศึกษา ค้นคว้า มีความเหมาะสมหรือไม่เพียงใด โดยพยายามตรวจสอบแนวคิดภายในกลุ่ม
ของตนเองอย่างอิสระ ทุกกลุ่มช่วยกันสรุปองค์ความรู้ ในภาพรวมของปัญหาอีกครั้ง และประเมินผลจาก
สภาพจริง โดยดูจากความสามารถในการปฏิบัติ บทบาทของครูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหา
เป็นฐาน มีดังนี้ 1) ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก หรือผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ 2) เป็นผู้กระตุ้นให้เกิด
การเรียนรู้ มิได้เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้เรียนโดยตรง 3) ใช้ทักษะการตั้งคำถามที่เหมาะสม 4) กระตุ้น
และส่งเสริมกระบวนการกกลุ่ม ให้กลุ่มดำเนินการตามขั้นตอนของ การเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน 5)
สนับสนุนการเรียนรู้ของผู้เรียน และเนน้ ให้ผู้เรียนตระหนกั วา่ การเรยี นรู้เป็นความ รับผิดชอบของผู้เรยี น 6)
กระตุ้นให้ผู้เรียนนำความรู้เดิมที่มีอยู่มาใช้อภิปรายหรือแสดงความคิดเห็น 7) สนับสนุนให้กลุ่มสามารถตั้ง
ประเด็นหรือวัตถุประสงค์การเรียนรู้/แก้ปัญหา ได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกิจกรรมที่ครูกำหนด 8)
หลกี เล่ียงการแสดงความคดิ เหน็ หรือตัดสินว่าถกู หรือผิด 9) สง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียนประเมนิ การเรียนรู้ของตนเอง
รวมทงั้ เป็นผู้ประเมินทักษะของ ผเู้ รียนและกลุ่ม พรอ้ มการให้ขอ้ มูลย้อนกลบั

การเรียนรูโ้ ดยใชโ้ ครงงานเป็นฐาน
(Project Based Learning: PjBL)

การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน (Project Based Learning: PjBL) หมายถึง การ เรียนรู้ที่จัด
ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานให้แก่ผู้เรียนเหมือนกับการทำงานในชีวิตจรงิ อยา่ งมีระบบ เพื่อเปิดโอกาสให้
ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรง ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหา วิธีการหาความรู้ ความจริงอย่างมีเหตุผล ได้ทำการ
ทดลอง ได้พิสูจน์สิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเอง รู้จักการวางแผนการทำงาน ฝึกการเป็นผู้นำ ผู้ตาม ตลอดจนได้
พัฒนากระบวนการคิดโดยเฉพาะการคิดขั้นสูง และการประเมิน ตนเอง โดยมีครูเป็นผู้กระตุ้นเพื่อนำความ
สนใจที่เกิดจากตัวผู้เรียนมาใช้ในการทำกิจกรรมค้นคว้า หาความรู้ด้วยตัวเอง นำไปสู่การเพิ่มความรู้ที่ได้
จากการลงมือปฏิบตั ิ การฟัง และการสงั เกตจากผู้รู้ โดยผู้เรยี นมกี ารเรยี นรผู้ า่ นกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม
ที่จะนำมาสู่การสรุปความรู้ใหม่ มีการเขียน กระบวนการจัดทำโครงงานและได้ผลการจัดกิจกรรมเป็น
ผลงานแบบรูปธรรม นอกจากนี้การจัดการ เรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน ยังเน้นการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียน
ได้รับประสบการณ์ชีวิตขณะที่เรียน ได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับหลักพัฒนาการตามลำดับข้ัน
ความรู้ความคิดของ Bloom ทั้ง 6 ระดับ คือ 1) ความรู้ความจำ 2) ความเข้าใจ 3) การประยุกต์ใช้4) การ
วเิ คราะห์ 5) การสังเคราะห์และ 6) การประเมินคา่ และการคิดสรา้ งสรรค์ การจัดการเรยี นรโู้ ดยใช้โครงงาน
เป็นฐาน ถือได้ว่า เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เนื่องจากผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติเพื่อฝึก

26

ทักษะต่าง ๆ ด้วยตนเองทุกขั้นตอน โดยมีครูเป็นผู้ให้การส่งเสริม สนับสนุน ลักษณะสำคัญของจัดการ
เรยี นรูโ้ ดยใช้ โครงงานเป็นฐาน มีดังนี้

1) ยึดหลักการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียน ได้ทำงานตามระดับ
ทักษะทต่ี นเองมีอยู่

2) เปน็ รูปแบบหนึ่งของการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ท่ีเน้นบทบาทและการมีส่วนรว่ มของผเู้ รยี น
3) เปน็ เรื่องทีผ่ ้เู รียนสนใจ และรู้สึกสบายใจทีจ่ ะทำ
4) ผู้เรียนได้รับสิทธิในการเลือกว่าจะตั้งคำถามอะไร และต้องการผลผลิตอะไร จากการทำ
โครงงาน
5) ครูทำหน้าท่ีเปน็ ผสู้ นับสนุนอุปกรณ์และจัดประสบการณ์ให้แกผ่ ู้เรยี น สนบั สนุนการแก้ไขปญั หา
และสร้างแรงจงู ใจใหแ้ กผ่ เู้ รยี น
6) ผเู้ รียนกำหนดการเรยี นรู้ของตนเอง
7) เช่อื มโยงกบั ชีวติ จรงิ สง่ิ แวดล้อมจรงิ
8) มีฐานจากการวจิ ัย ศกึ ษา ค้นคว้า หรอื องค์ความรู้ท่เี คยมี
9) ใชแ้ หลง่ ข้อมูลหลายแหลง่
10) ฝงั ตรึงด้วยความรูแ้ ละทักษะต่าง ๆ
11) สามารถใช้เวลามากพอเพียงในการสร้างผลงาน
12) มผี ลผลิต

ส่วนกระบวนการและขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐาน มีกระบวนการ
และขั้นตอนแตกต่างกันไปตามแต่ละทฤษฎีแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงาน เป็นฐานที่เหมาะสม
กับบรบิ ทการจดั การศกึ ษาของไทยในปัจจุบนั มี 3 แนวคิด ดังนี้

1) แนวคิดที่ 1 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
กระทรวงศึกษาธิการ (2550: 48-50) ซึ่งได้นำเสนอขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานไว้ 4 ขั้นตอน
ดังน้ี

1.1) ขั้นนำเสนอ หมายถึง ขั้นที่ผู้สอนให้ผู้เรียนศึกษาใบความรู้ กำหนด สถานการณ์ ศึกษา
สถานการณ์ เล่นเกม ดูรูปภาพ หรือผู้สอนใช้เทคนิคการตั้งคำถามเกี่ยวกับสาระ การเรียนรู้ที่กำหนดใน
แผนการจัดการเรียนรู้แต่ละแผน เช่น สาระการเรียนรู้ตามหลกั สูตรและสาระ การเรียนรู้ที่เป็นขั้นตอนของ
โครงงานเพื่อใชเ้ ปน็ แนวทางในการวางแผนการเรยี นรู้

1.2) ขั้นวางแผน หมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนร่วมกันวางแผน โดยการระดมความคิด อภิปราย หารือ
ข้อสรุปของกลมุ่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏบิ ตั ิ

1.3) ขั้นปฏิบัติหมายถึง ขั้นที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม เขียนสรุปรายงานผล ที่เกิดขึ้นจากการ
วางแผนรว่ มกนั

27

1.4) ขั้นประเมินผล หมายถึง ขั้นการวัดและประเมินผลตามสภาพจริง โดยให้ บรรลุจุดประสงค์
การเรยี นรทู้ ่ีกำหนดไว้ในแผนการจดั การเรียนรู้ โดยมผี ู้สอน ผเู้ รียน และเพอื่ น รว่ มกนั ประเมิน

2) แนวคิดที่ 2 การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบจักรยานแห่งการเรียนรู้แบบใช้ ปัญหาเป็นฐาน
(Problem Based Learning: PBL) ของ วิจารณ์พาณิช (2555: 71-75) ซึ่งแนวคิดนี้มีความเชื่อว่าหาก
ต้องการให้การเรียนรู้มีพลังและฝังในตัวผู้เรียนได้ต้องเป็นการเรียนรู้โดยการลงมือทำ เป็นโครงการ
(Project) ร่วมมือกนั ทำเปน็ ทีม และทำกับปัญหาทมี่ อี ยูใ่ นชวี ิตจริง ซ่ึงสว่ นของวงลอ้ มี 5 ส่วน ประกอบด้วย
Define, Plan, Do, Review and Presentation ดงั น้ี

2.1) Define คือ ขนั้ ตอนการระบุปญั หา ขอบขา่ ย ประเด็นที่จะทำโครงงาน เป็นการสรา้ งความ
เข้าใจระหว่างสมาชิกของทมี งานร่วมกับครู เกี่ยวกับคำถาม ปัญหา ประเด็น ความท้าทายของโครงงาน คือ
อะไร และเพ่อื ใหเ้ กดิ การเรยี นรู้อะไร

2.2) Plan คือ การวางแผนการทำโครงงาน ครูก็ต้องวางแผนในการทำหน้าที่ โค้ช รวมท้ัง
เตรียมเครื่องอำนวยความสะดวกในการทำโครงงานของผู้เรียน เตรียมคำถามเพื่อกระตุ้น ให้คิดถึงประเด็น
สำคัญบางประเด็นที่ผู้เรียนอาจมองข้าม โดยถือหลักว่าครูต้องไม่เข้าไปช่วยเหลือ จนทีมงานขาดโอกาสคิด
เอง แก้ปัญหาเอง ผู้เรียนที่เป็นทีมงานก็ต้องวางแผนงานของตน แบ่งหน้าที่กัน รับผิดชอบ การประชุม
พบปะระหว่างทีมงาน การแลกเปลี่ยนข้อค้นพบ แลกเปลี่ยนคำถาม แลกเปลี่ยนวิธีการ ยิ่งทำความเข้าใจ
รว่ มกันไวช้ ัดเจนเพยี งใด งานในขนั้ ต่อไป (Do) ก็จะสะดวก เลือ่ นไหลดเี พียงน้ัน

2.3) Do คือ การลงมือทำ ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ทักษะในการแก้ปัญหา การประสานงาน การ
ทำงานร่วมกันเป็นทีม การจัดการความขัดแย้ง ทักษะในการทำงานภายใต้ ทรัพยากรจำกัด ทักษะในการ
ค้นหาความรู้เพิ่มเติม ทักษะในการทำงานในสภาพที่ทีมงานมีความ แตกต่างหลากหลาย ทักษะการทำงาน
ในสภาพกดดัน ทักษะการบันทึกผลงาน ทักษะในการวิเคราะห์ผล และแลกเปลี่ยนข้อวิเคราะห์กับเพื่อน
ร่วมทีม เป็นต้น ในขั้นตอน Do นี้ ครูจะได้มีโอกาสสังเกตทำความรู้จัก และเข้าใจผู้เรียนเป็นรายคน และ
เรยี นรู้หรอื ฝกึ ทำหนา้ ทีเ่ ปน็ ผดู้ แู ล สนบั สนนุ กำกบั และโค้ชด้วย

2.4) Review คือ ผู้เรียนจะทบทวนการเรียนรู้ว่าโครงงานได้ผลตามความ มุ่งหมายหรือไม่
รวมถึงทบทวนว่างานหรือกิจกรรม หรือพฤติกรรมแต่ละขั้นตอนได้ให้บทเรียนอะไรบ้าง ทั้งขั้นตอนที่เป็น
ความสำเร็จและความล้มเหลว เพื่อนำมาทำความเข้าใจและกำหนดวิธีทำงานใหม่ ที่ถูกต้องเหมาะสม
รวมทั้งนำเหตุการณ์ระทึกใจ หรือเหตุการณ์ที่ภาคภูมิใจ ประทับใจมา แลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน ขั้นตอนนี้เป็น
การเรียนรู้ แบบทบทวนไตร่ตรอง (Reflection) หรอื เรียกว่า AAR (After Action Review)

2.5) Presentation ผู้เรียนนำเสนอโครงงานต่อชั้นเรียน เป็นขั้นตอน ที่ให้การเรียนรู้ทักษะอีก
ชุดหนึ่งต่อเนื่องกับขั้นตอน Review เป็นขั้นตอนที่ทำให้เกิดการทบทวนขั้นตอน ของงานและการเรียนรู้ที่
เกิดขึน้ อย่างเขม้ ข้น แลว้ มานำเสนอในรปู แบบท่ีเร้าใจ ให้อารมณ์และ ให้ความรู้ ทมี งานอาจสร้างนวตั กรรม
ในการนำเสนอก็ได้ โดยอาจเขียนเป็นรายงาน และนำเสนอ เป็นการรายงานหน้าชั้น มีสื่อประกอบ หรือ
จัดทำวีดิทัศน์ หรือนำเสนอเป็นละคร เป็นต้น 3) แนวคิดที่ 3 การจัดการเรียนรู้แบบใช้โครงงานเป็นฐานท่ี

28

ได้จากโครงการสร้าง ชุดความรู้เพื่อสร้างเสริมทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเด็กและเยาวชน จาก
ประสบการณค์ วามสำเรจ็ ของโรงเรยี นไทย ของ ดุษฎี โยเหลา และคณะ (2557: 20-23) มี 6 ขน้ั ตอน ดังน้ี

3.1) ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน ครูให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการทำโครงงานก่อน การเรียนรู้
เนอื่ งจากการทำโครงงานมีรูปแบบและขั้นตอนทชี่ ัดเจนและรัดกุม ดงั นัน้ ผู้เรยี นจงึ มคี วาม จำเป็นอย่างย่ิงที่
จะตอ้ งมีความรูเ้ ก่ียวกับโครงงานไวเ้ ป็นพ้นื ฐาน เพ่อื ใช้ในการปฏิบตั ิขณะทำงาน โครงงานจรงิ ในขั้นแสวงหา
ความรู้

3.2) ขั้นกระตุ้นความสนใจ ครูเตรียมกิจกรรมที่จะกระตุ้นความสนใจของ ผู้เรียน โดยต้องคิด
หรือเตรียมกิจกรรมที่ดึงดดู ให้ผู้เรยี นสนใจ ใคร่รู้ถึงความสนุกสนานในการทำ โครงงานหรือกิจกรรมร่วมกัน
โดยกิจกรรมนั้นอาจเป็นกิจกรรมที่ครูกำหนดขึ้น หรืออาจเป็นกิจกรรม ที่ผู้เรียนมีความสนใจต้องการจะทำ
อยู่แล้ว ทั้งนี้ในการกระตุ้นของครูจะต้องเปิดโอกาสให้ผู้เรียน เสนอจากกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ผ่านการจัดการ
เรียนรู้ของครูที่เกีย่ วข้องกับชุมชนทผ่ี ้เู รียนอาศัยอยู่ หรอื เปน็ เร่อื งใกล้ตัวทีส่ ามารถเรียนรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง

3.3) ขั้นจัดกลุ่มร่วมมือ ครูให้ผู้เรียนแบ่งกลุ่มกันแสวงหาความรู้ ใช้กระบวนการ กลุ่มในการ
วางแผนดำเนินกิจกรรม โดยนักเรียนเป็นผู้ร่วมกันวางแผนกิจกรรมการเรียนของตนเอง โดยระดมความคิด
และหารือแบ่งหน้าที่เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติร่วมกัน หลังจากที่ได้ทราบหัวข้อสิ่งที่ ตนเองต้องเรียนรู้ในภาค
เรยี นนั้น ๆ เรยี บร้อยแล้ว

3.4) ขั้นแสวงหาความรู้ในขั้นแสวงหาความรู้มีแนวทางปฏิบัติสาหรับผู้เรียน ในการทำกิจกรรม
ดังน้ี

3.4.1) ผู้เรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมโครงงานตามหัวข้อที่กลุ่มสนใจ ผู้เรียน ปฏิบัติหน้าที่
ของตนตามข้อตกลงของกลุ่ม พร้อมทั้งร่วมมือกันปฏิบัติกิจกรรม โดยขอคำปรึกษาจากครู เป็นระยะ เมื่อมี
ข้อสงสยั หรือปัญหาเกิดขน้ึ

3.4.2) ผ้เู รียนรว่ มกันเขียนรปู เลม่ สรุปรายงานจากโครงงานท่ีตนปฏบิ ัติ
3.5) ขั้นสรุปสิ่งท่ีเรียนรู้ครูให้ผู้เรียนสรุปส่ิงท่ีเรียนรูจ้ ากการทำกิจกรรม โดยครู ใช้คำถามถาม
ผูเ้ รยี น นำไปสกู่ ารสรปุ ส่งิ ทีเ่ รยี นรู้
3.6) ขั้นนำเสนอผลงาน ครูให้ผู้เรยี นนำเสนอผลการเรียนรู้ โดยครูออกแบบ กิจกรรม หรือจดั
เวลาให้ผู้เรียนได้เสนอสิ่งที่ตนเองได้เรียนรู้ เพื่อให้เพื่อนร่วมชั้น และผู้เรียนอื่น ๆ ในโรงเรียน ได้ชมผลงาน
และเรียนร้กู จิ กรรมทผี่ ู้เรยี นปฏิบตั ิในการทำโครงงาน

29

บทบาทของครใู นการจดั การเรียนรทู้ ีพ่ ัฒนาผเู้ รียนสกู่ ารเปน็ นวตั กร

ในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ครูผู้สอนต้องออกแบบกิจกรรมที่สะทอ้ นการพัฒนาผู้เรียนให้ เกิดการ
เรยี นรู้ และเน้นการนำไปใช้ประโยชนใ์ นชีวิตจริง โดยดำเนนิ การ ดังนี้

1) สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม และการเจรจาโต้ตอบ ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์ ที่ดีกับ
ผูส้ อนและเพอื่ นในชนั้ เรียน

2) ลดบทบาทการสอน และการให้ความรู้โดยตรง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ในการจัดระบบ
การเรยี นรู้ แสวงหาความรู้ และสร้างองคค์ วามร้ดู ้วยตนเอง

3) ออกแบบกิจกรรมการเรียนรูใ้ ห้เป็นพลวัต (มีการเคลื่อนไหว/การขบั เคล่ือน) ส่งเสริมใหผ้ ้เู รียนมี
ส่วนร่วมในทุกกิจกรรม กระตุ้นให้ผู้เรียนค้นพบความสำเร็จในการเรียนรู้ สามารถ นำความรู้ความเข้าใจไป
ประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่า และคิดสร้างสรรค์ สิ่งต่าง ๆ โดยเชื่อมโยงกับ
สภาพแวดล้อมใกล้ตัว ปัญหาของชุมชน สังคม หรือประเทศชาติ

4) จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในกลุ่มผู้เรียน วางแผน เกี่ยวกับเวลาใน
จดั การเรียนรอู้ ยา่ งชดั เจน รวมถึงเน้ือหาและกจิ กรรม

5) จัดกิจกรรมการเรยี นรู้ทีท่ ้าทาย เปิดโอกาสให้ผูเ้ รยี นได้เรียนรู้จากวิธีการสอน ท่ีหลากหลาย
6) เปดิ ใจกวา้ งยอมรับในความสามารถ การแสดงออกและการแสดงความคิดเหน็ ของผเู้ รยี น
7) ผสู้ อนควรทราบว่าผู้เรียนมคี วามถนัดทแ่ี ตกต่างกนั และทราบความรพู้ ืน้ ฐานของผู้เรียน
8) ผู้สอนควรสรา้ งบรรยากาศในการเรียน ให้ผูเ้ รียนกลา้ พดู กล้าตอบ และมคี วามสขุ ในการเรียนรู้
รูปแบบวิธีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ล้วนมีพื้นฐานมาจากแนวคิดเดียวกัน คือ ให้ผู้เรียน เป็นผู้มี
บทบาทหลักในการเรียนรู้ของตนเอง เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นบทบาทและการมีส่วนร่วม ของผู้เรียน
โดยการนำวิธีการสอนเทคนิคการสอนที่หลากหลายมาใช้ออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้ และกิจกรรมการ
เรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียน ส่งเสริมปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับ ผู้เรียน และผู้เรียนกับ
ผู้สอน เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ ผู้เรียนประยุกต์ใช้ทักษะและ
เชื่อมโยงองค์ความรู้นำไปปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาหรือประกอบอาชีพ ในอนาคต และถือเป็นการจัดการ
เรียนรู้ประเภทหนึ่งที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะสอดคล้องกับ การเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน สำหรับ
การศึกษาวิจัยรูปแบบโรงเรียนนวัตกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่การ เป็นนวัตกรของสำนักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐานครั้งนี้ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบ สร้างสรรค์เป็นฐาน (Creativity Based
Learning: CBL) เปน็ หลักและบูรณาการร่วมกับแนวการจัดการ เรียนร้อู น่ื ๆ ตามบรบิ ทของโรงเรียนในการ
ต่อยอดพฒั นานวัตกรรมสูก่ ารเป็นนวตั กร

30

คณุ ลักษณะความเปน็ นวัตกรของผเู้ รียน

1. เป็นผู้ริเริ่มคิด เรียนรู้ และลงมือทำในสิ่งแปลกใหม่ ทำในสิ่งที่แตกต่างหรือทำสิ่งที่ไม่เคย ทำมา
ก่อน

2. มีความเป็นผู้นำ มุ่งมั่น และเป็นที่เคารพ แสดงบทบาทชัดเจน มีความรับผิดชอบในตนเอง และ
ผ้อู ่นื

3. มีทักษะในการคิดเชิงบูรณาการ คิดเชื่อมโยง การตั้งคำถาม การสังเกต การทดลอง และ การ
สรา้ งเครอื ขา่ ย

4. มคี วามสงสยั ใครร่ ู้ คือ รจู้ กั ถามคำถามทดี่ จี นเป็นนิสัย และตอ้ งการเข้าใจใหล้ ึกซึ้งขน้ึ
5. การร่วมมือ ซึ่งเรม่ิ ต้นจากการฟังและเรยี นรจู้ ากผอู้ ่ืนทมี่ ีมมุ มองและความเชี่ยวชาญต่าง จากเรา
มาก

31

การเรียนรู้รว่ มกนั สรา้ งสรรค์นวัตกรรม Co – Creation Learning

ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation Skills) เป็นทักษะเชิงประยุกต์ที่ต้องใช้การคิดอย่าง
หลากหลาย เช่น การคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดประเมินค่า การคิดสร้างสรรค์ การคิดอย่างมี
วิจารณญาณ เป็นต้น อีกทั้งยังต้องใช้ความรู้เชิงลึก (Deep Knowledge) คือ รู้จริง รู้ชัด ปฏิบัติได้ ในสาระ
การเรียนรู้ต่าง ๆ ผ่านการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเชื่อมโยงกับบริบทตามหลัก“ภูมิสังคม” พัฒนาไปสู่
แนวคิดของนวัตกรรม (Innovation Idea) จากนั้นจึงใช้ทักษะการทํางานร่วมกันเป็นทีมการเรียนรู้
สร้างสรรค์ (Creative Team Learning) เพื่อแปลงแนวคิด (Idea) ให้เป็นความจริงนั่นคือ นวัตกรรม
เรียกแนวคิดนี้ว่า “การเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม” (Co – Creation Learning) ที่สามารถตอบ
โจทย์ ความตอ้ งการทรัพยากรมนุษย์ในโลกอนาคต

ขนั้ ตอนการเรยี นรู้รว่ มกนั สร้างสรรคน์ วัตกรรม

Co – Creation Learning หรือการเรียนรู้ร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้
เชิงรุก หรือ Active Learning วิธีการหนึ่ง โดยผู้สอนใช้วิธีการจัดการเรียนรู้ต่างๆ ที่ทําให้ผู้เรียนได้ใช้
กระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ และพัฒนาคุณลักษณะการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ นิสัยใฝ่เรียนรู้
และนิสัยรักการปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นรากฐานของการสร้างสรรค์นวัตกรรม
และความเป็นนวัตกร โดยมีขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้นตอนดังนี้ 1) กระตุ้นความสนใจสร้างสรรค์
นวัตกรรม 2) วิเคราะห์ สังเคราะห์ก่อกําเนิด Idea 3) แสวงหาเครือข่ายความร่วมมือ 4) ร่วมกันพัฒนา
นวตั กรรม 5) ขยายผลและแบ่งปนั

ขั้นที่ 1 กระต้นุ ความสนใจสร้างสรรคน์ วัตกรรม
เปน็ การกระตนุ้ ใหผ้ ้เู รยี นเกิดความสนใจท่จี ะสร้างสรรคน์ วัตกรรมใดๆ ท่ีผเู้ รียนสนใจ เพือ่ แก้ปญั หา
ทเ่ี กดิ ขึ้นรอบตัวซึง่ อาจเป็นปัญหาทเี่ กิดขน้ึ ในครอบครัว ชุมชน สังคม ประเทศ หรือโลกจากนนั้ ผู้เรยี นสืบค้น
ข้อมูลสารสนเทศและองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อการนํามาสร้างสรรค์นวัตกรรมจากแหล่ง
การเรียนรู้ตา่ งๆ หรืออาจเปน็ แหลง่ การเรียนรทู้ ี่เป็นบุคคล
ขน้ั ที่ 2 วเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ก่อกําเนิด Idea เป็นการกระตุ้นให้ผู้ เรียนวิเคราะห์ความต้องการนวัตกรรมของกลุ่มเป้าหมาย
(Demand side) ซึ่งจะทําให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเชิงลึก (Deep understanding) ว่านวัตกรรมลักษณะ
ใดท่จี ะสามารถตอบโจทย์ความตอ้ งการของกลมุ่ เปา้ หมายได้
จากนั้นผู้เรียนสังเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศต่างๆเป็นแนวคิด (Idea) ของนวัตกรรรมที่ต้องการ
พัฒนาขึ้น ซึ่ง Idea เป็นองค์ ประกอบสําคัญของนวัตกรรม ที่จะนําไปสู่หลักการวัตถุประสงค์ และเกณฑ์
การประเมินประสิทธิผลของนวัตกรรม

32

นอกจากนี้ผู้เรียนยังต้องวิเคราะห์ความเป็นไปได้และปัจจัยสนับสนุนความสําเร็จของการพัฒนา
นวัตกรรมคืออะไรอีกด้วยซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นของการแสวงหาเครือข่ายความร่วมมือสร้างสรรค์
นวัตกรรม (Co-Creation)

จากนั้นผู้เรียนนําเสนอแนวคิดของนวัตกรรมกับผู้สอนและเพื่อนร่วมชั้นเรียน และปรับแนวคิดให้
ชดั เจนและมคี วามเปน็ ไปไดใ้ นการทาํ ใหเ้ กิดขน้ึ จรงิ

ขั้นที่ 3 แสวงหาเครือขา่ ยความร่วมมือ

เป็นการให้ผู้เรียนแสวงหาความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมกับบุคคลอื่นที่มีความรู้
ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม (Co-Creation) ซึ่งอาจจะ
เปน็ ความรว่ มมอื กบั เพื่อนรว่ มชัน้ เรยี น เพ่อื นตา่ งชนั้ เรียนผู้เชยี่ วชาญในชุมชน ตลอดจนผ้เู ชี่ยวชาญในอาชีพ
ตา่ งๆ

จากนั้นผู้เรียนสื่อสารแนวคิดของนวัตกรรมกับบุคคลเหล่านั้นด้วยวิธีการและช่องทางต่างๆ อย่าง
สรา้ งสรรค์ และปรบั ปรงุ แนวคดิ ของนวตั กรรมร่วมกันกอ่ นทจี่ ะร่วมกันพฒั นานวตั กรรมตอ่ ไป

ข้นั ที่ 4 รว่ มกันพัฒนานวตั กรรม
เป็นการร่วมกันพัฒนานวัตกรรมระหว่างผู้ เรียนและเครือข่ายความร่วมมือ ตามวงจร PDCR คือ
วางแผน (Plan)ปฏิบัติ (Do) ตรวจสอบ (Check) สะท้อนคิดและปรับปรุง (Reflect) โดยวงจร PDCR เป็น
วงจรการพัฒนานวัตกรรมท่ี มคี วามตอ่ เนื่องเช่ือมโยงกันไป

ภาพที่ 6 วงจร PDCR

33

ขนั้ ท่ี 5 ขยายผลและแบ่งปนั
เป็นการนํานวัตกรรมที่พัฒนาได้แล้วไปใช้ประโยชน์ในสถานการณ์จริง หรือในบริบทอื่นๆ ซึ่งเป็น
การให้ผู้เรียนได้เรียนรู้การต่อยอดนวัตกรรมและการแบ่งปันนวัตกรรมที่ช่วยให้เกิดการ
พัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไปรายละเอียดการดําเนินการแต่ละขั้นตอนตั้งแต่ขั้นที่ 1-5 ผู้สอนสามารถออกแบบ
กิจกรรมการเรียนรู้ให้เหมาะสมระดับความสามารถของผู้ เรียน ตลอดจนสภาพ “ภูมิสังคม” ของแต่ละ
สถานศึกษาและชั้นเรียนนอกจากนี้ผู้สอนควรสร้าง Growth mindset ให้ผู้เรียนตระหนัก
อยู่ตลอดเวลาว่า “นวัตกรรม” อาจเป็นสิ่งใหม่ทัง้ หมด หรือใหม่เพียงบางส่วนก็ได้ และอาจจะใหม่ในบรบิ ท
ใดบริบทหนึ่งก็ได้ จุดเน้นของการจัดการเรียนรู้ อยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) มากกว่า
ผลผลติ หรอื Product ของนวัตกรรม

ข้นั ที่ 1 กระต้นความสนใจสรา้ งสรรค์นวตั กรรม

ขั้นท่ี 2 วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ ก่อนกาเนิด IDEA

ขนั้ ที่ 3 แสวงหาเครอื ขา่ ยความรว่ มมอื

ขัน้ ที่ 4 รว่ มกันพัฒนานวตั กรรม

ขน้ั ท่ี 5 ขยายผลและแบ่งปัน

ภาพท่ี 7 กระบวนการเรยี นรู้ Co - Creation Learning

34

บทบาทผู้สอนใน Co-Creation Learning

1. กระตุ้นความอยากรู้อยากทําของผู้เรียนความอยากรู้ อยากทําเป็นจุดเริ่มต้นที่ สําคัญของการ
สร้างสรรค์นวัตกรรม ผู้สอนอาจใช้การเล่าเรื่อง การใช้สื่อ การพาผู้เรียนไปในแหล่งการเรียนรู้ เพื่อเป็นการ
กระตนุ้ ความอยากรอู้ ยากทาํ ของผเู้ รยี นไดต้ ามบรบิ ท

2. เสริมสร้างคุณลักษณะการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่าคุณลักษณะการแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า (Find the
Better) เป็นจิตนวัตกร (Innovator mind) หรือเป็นความคิดของคนที่จะเป็นนวัตกร ที่มักจะตั้งคําถามวา่
“มีอะไรท่ดี กี ว่านอี้ ีกหรือไม่” ซึง่ จะเป็นคําถามเริม่ ต้นของการสรา้ งสรรค์นวัตกรรม

3. เปิดโอกาสให้คิด มากกว่าการสอนให้เชื่อตามการเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนใช้ความคิดและจินตนาการ
จะเป็นการกระตุ้นให้ผู้เรียนมองเห็นภาพนวัตกรรมล่วงหน้า ตลอดจนมองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
หากสามารถพัฒนานวัตกรรมนั้นได้สําเร็จช่วยทําให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์หรือภาพอนาคตอย่างชัดเจน
เป็นทิศทางของการพฒั นานวตั กรรม

4. อํานวยความสะดวกในการสร้างสรรค์นวัตกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียนเป็น
กระบวนการที่ต้องมีการวางแผน การดําเนินการ การประเมินผล และการปรับปรุงแก้ไข อีกทั้งยังต้องใช้
กระบวนการคิดขั้นสูงหลายประการ ดังนั้นผู้สอนจึงต้องทําหน้าที่เป็นผู้อํานวยความสะดวกในการ
ปฏิบัติการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง โดยการให้การส่งเสริมสนับสนุนทรัพยากรต่างๆ
การให้คําแนะนํา คําช้ีแนะ และอาจจะตอ้ งเขา้ ไปเรยี นร้แู ละพฒั นานวัตกรรมร่วมกบั ผเู้ รยี นอีกด้วย

5. ประเมนิ ตามสภาพจรงิ เนน้ การประเมินกระบวนการเรียนรูก้ ารประเมินตามสภาพจรงิ เป็นหัวใจ
สําคัญของการตรวจสอบทักษะการสร้างสรรคน์ วัตกรรมของผู้เรยี น ที่ผู้สอนใช้วิธีการประเมินที่หลากหลาย
สอดคล้องกับกระบวนการและกิจกรรมการสร้างสรรค์นวัตกรรมของผู้เรียน และให้ข้อมูลย้อนกลับเพื่อการ
พัฒนาผู้เรยี นอยา่ งต่อเนื่อง โดยไมม่ ีการตดั สินผู้เรียน

การพัฒนาศักยภาพผู้ เรียนให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่มีความเจริญก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทําให้ผู้เรียนจําเป็นต้องมีทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างแท้จริงการเรียนรู้
แบบร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรม (Co-Creation Learning)เป็นการจัดการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มี
ทักษะการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือกับบุคคลอื่นอย่างหลากหลาย
เปน็ พนื้ ฐานการประกอบอาชพี ในอนาคต

35

การวจิ ัยและพฒั นาโรงเรียนนวตั กรรมพฒั นาผู้เรียนสูก่ ารเปน็ นวตั กร

การวิจยั และพัฒนา

การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) หริอที่นิยมเรียกตามชื่อย่อว่า การ
วิจัยแบบ “R and D” หมายถึง การพัฒนานวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์โดยอาศัยกระบวนการวิจัย ในแต่ละ
ขั้นตอนของการพัฒนา โดยมีเป้าหมายที่สำคัญ คือ การได้นวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน การทดสอบ
ภาคสนามอย่างเปน็ ระบบ และไดร้ บั การปรบั ปรุง แกไ้ ข จนกวา่ จะมคี ณุ ภาพหรอื มาตรฐานตามที่กำหนดไว้
(Gall, Borg and Gall, 1996; รัตนะ บัวสนธ,์ 2552)

การวจิ ัยและพัฒนาทางการศกึ ษา

เป้าหมายทส่ี ำคัญของการวิจยั และพัฒนา คือ การไดม้ าซงึ่ ผลิตภัณฑ์หรือวิธกี ารใหม่ ๆ ซึ่งในวงการ
การศึกษาคุ้นเคยกับคำว่า “นวัตกรรมทางการศึกษา (Educational Innovation)” โดยเฉพาะคำว่า
“Innovation” หมายถึง การเปลี่ยนแปลงในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือการนำสิ่งใหม่ ๆ และวิธีการใหม่ใน
การทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง (Thorndike and Barnhart Junior Dictionary, 1965) สอดคล้องกับคำในภาษาไทย
ท่ีคำวา่ “นวัตกรรม” มาจากคำว่า “นว” ซ่ึงหมายถงึ “ใหม่” กับคำว่า “กรรม” ซึง่ หมายถึงการกระทำรวม
ความถึงความหมาย การกระทำใหม่ ๆ จากความหมาย ดังกล่าวจะเห็นได้ว่านวัตกรรมทางการศึกษา จึงมี
ความหมายถึงผลิตภัณฑ์และวิธีการใหม่ ซึ่งในวงการ ทางการศึกษาได้แบ่งนวัตกรรมออกเป็น 2 ประเภท
ได้แก่ ประเภทที่เป็นสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ผลิตภัณฑ์ คู่มือ และประเภทที่เป็นที่เป็นเทคนิค วิธีการแนวคิด
ทฤษฎี ตลอดทั้งรูปแบบ และระบบใหม่ ๆ

กระบวนการวิจยั และพัฒนา

การวิจัยและพัฒนา เป็นการพัฒนานวัตกรรมที่ต้องอาศัยกระบวนการวิจัย ซึ่งเป็นการทำงาน
ร่วมกันระหว่างวิธีการวิจัยกับวิธีการพัฒนา ดังนั้น กระบวนการวิจัยและพัฒนาที่นักวิจัย กำหนดขึ้นจึงมี
รูปแบบ (Models) ที่แตกต่างกัน นำเสนอรูปแบบการวิจัยและพัฒนา (วิชิต สุรัตน์เรืองชัย, 2550, รัตนะ
บัวสนธ์, 2552, Donald Clark, 2003) อาทิเช่น รูปแบบการวิจัยและพัฒนาของ Hood (The Hood
Model) และรูปแบบทั่วไปของการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอน (Generic Model, ADDIE
Model) ดังภาพ

36

ภาพที่ 8 รูปแบบการวจิ ัยและพัฒนาของ Hood (The Hood Model)

ภาพที่ 9 รปู แบบทว่ั ไปของการออกแบบและพัฒนาการเรียนการสอน
ของ Generic Model, ADDIE Model)

37

นอกจากนักการศึกษาจากต่างประเทศแล้ว นักการศึกษาไทยไดเ้ สนอกระบวนการวิจัยและ พัฒนา
ไวด้ งั น้ี รัตนะ บวั สนธ์ (2552) ไดเ้ สนอกระบวนการในการพฒั นานวตั กรรมการศกึ ษา ซึ่งมี 5 ขัน้ ตอน ดังนี้

ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ สังเคราะห์ สำรวจสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ โดย
เริ่มต้นจากการวิเคราะห์ สังเคราะห์ หรือทำการสำรวจสภาพปัจจุบันและปัญหา ตลอดจนในการ แก้ไข
หรือพัฒนางานที่กล่าวให้ดีขึ้นหรือไม่อย่างไร วิธีการที่จะทำให้ได้ข้อมูลก็กระทำได้โดยวิเคราะห์ สังเคราะห์
เอกสารสิ่งพิมพเ์ กยี่ วกบั ผลการปฏิบตั งิ านทผ่ี ่านมา หรอื อาจกระทำโดยการสำรวจ ความคดิ เห็นของผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน รวมทั้งสำรวจความต้องการแก้ไข หรือพัฒนาการ ปฏิบัติงานในประเด็นการ
ดำเนินขั้นนี้ โดยส่วนใหญ่อาศัยการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) หรือการวิเคราะห์
เชิงสงั เคราะห์ (Synthesis Research) และการวจิ ัยเชงิ สำรวจ (Survey Research)

ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบ สร้าง และประเมินผลนวัตกรรม เป็นขั้นตอนต่อเนื่อง โดยนำผลที่ได้
จากขั้นตอนที่ 1 มาใช้ในการออกแบบหรือวางแผนที่จะทำการสร้างนวัตกรรม แล้วสร้าง นวัตกรรมตามท่ี
ออกแบบไว้ โดยผ่านการประเมนิ ตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างสว่ นประกอบต่าง ๆ ของนวัตกรรม และ
ประเมินตรวจสอบความเหมาะสมก่อนที่จะนำนวัตกรรมไปใช้กับกลุ่มเป้าหมาย ผลจากการประเมิน
ตรวจสอบนวัตกรรม ก็จะทำให้ได้ข้อมูลสำหรับการปรับปรุง แก้ไขจุด หรือ ประเด็นที่บกพร่องของ
นวตั กรรมตอ่ ไป เพื่อให้พรอ้ มสำหรบั การนำไปใชใ้ นขน้ั ตอนที่ 3

ขั้นตอนที่ 3 การทดลองใช้นวัตกรรม เป็นขั้นตอนที่นำนวัตกรรมที่ปรับปรุง แก้ไข แล้วไปทดลอง
ใช้กับกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งในขั้นนี้จะอาศัยการดำเนินการวิจัย ตามรูปแบบ การวิจัยเชิงทดลอง
(Experimental Research) ขั้นตอนที่ 4 การประเมินและปรบั ปรุงนวัตกรรม หลังจากทดลองใช้นวัตกรรม
เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะเป็นการประเมินผลการใช้นวัตกรรมในภาพรวม รวมทั้งหมดจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งนี้
เพื่อนำผลที่ได้รับนี้ไปเป็นข้อมูลสำหรับการปรับปรุงนวัตกรรมให้สมบูรณ์ต่อไปในการประเมินผลนวัตกรรม
นี้ ก็จะดำเนินการในลักษณะของการประเมินโครงการหรือการวิจัยเชิงประเมิน (Evaluation Research)
ซึ่งกจ็ ะมแี นวคิดเกี่ยวกับวิธกี ารหรือรูปแบบการประเมนิ ต่าง ๆ ขั้นตอนที่ 5 การเผยแพร่นวตั กรรม หลังจาก
ที่นวัตกรรมได้ผ่านการทดลองใช้ ประเมินผลในภาพรวม และปรับปรุงขั้นสุดท้ายแล้ว ก็นำนวัตกรรมไปสู่
การเผยแพร่ ซึ่งในขั้นตอนน้ี ก็จะเกี่ยวข้องกับเรื่องการประชาสัมพันธ์ การจดทะเบียนสินค้า หรือจด
กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินทางปัญญา เป็นต้น และเมื่อมีการเผยแพร่นวัตกรรมไปได้สักระยะหนึ่ง ก็อาจจะมีการ
เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้ใช้ นวัตกรรม เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาเป็นผลย้อนกลับไปสู่กระบวนการวิจัยและพัฒนา
ตอ่ ไป

38

ภาพที่ 10 ขั้นตอนของการวจิ ยั และพฒั นานวตั กรรมทางการศึกษา
ทีม่ า : รตั นะ บวั สนธิ์ (2552)

สรุปการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษาด้านต่าง ๆ ต้องอาศัยกระบวนการพัฒนาที่เป็นระบบหรือ
กระบวนการวจิ ยั และพัฒนาที ่ใชก้ ารวิจยั เปน็ ฐาน ซ่ึงยดึ แนวทางกระบวนการวจิ ัย เชิงพฒั นาผลติ ภณั ฑ์หรือ
การวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) โดยสรุป มีขั้นตอนที่เริ่มต้นจากปัญหาความ
ต้องการของโรงเรียนหรือหน่วยงานทางการศึกษาสอดคล้องกับ หลักการบริหารของผู้บริหารโรงเรียน การ
จัดการเรียนรู้ของครู และการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งสามารถ คิดค้น พัฒนา ออกแบบและสร้างนวัตกรรม
เพื่อแก้ปญั หาและพัฒนาผู้เรยี นใหม้ คี ุณภาพบรรลตุ ามทีก่ ำหนดไว้ตามบรบิ ทของตนเองและบรรลเุ ป้าหมาย
ของการจัดการศึกษาของชาติ

การวิจัยและพัฒนาโรงเรยี นนวตั กรรมพัฒนาผ้เู รยี นสู่การเปน็ นวัตกร

ผู้บริหารโรงเรียน ครู และบุคลากร ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรร่วมมือร่วมใจ ระดม
ทรัพยากรและความคิดใหม่เพื่อพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาด้วยนวัตกรรมทางการศึกษาที่ร่วมกัน คิดค้น
สร้างขึ้นให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียนและโรงเรียนให้มีคุณภาพ โดยใช้กระบวนการวิจัยและ พัฒนานวัตกรรม
ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน การสร้างนวัตกรรม การนำนวัตกรรมไปใช้และ
การประเมนิ ผลการใชน้ วตั กรรม ดังนี้

39

ภาพท่ี 11 กระบวนการวิจยั และพฒั นานวตั กรรม

ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาข้อมูลพื้นฐาน เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการนำไปสู่การ
สร้างนวัตกรรมที่สอดคล้องปัญหาและความต้องการของโรงเรียน ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์ในการ
ดำเนินการเพื่อให้รับรู้เข้าใจบริบท สภาพปัญหา และความต้องการของโรงเรียน กิจกรรมที่ดำเนินการ
ไดแ้ ก่ การศกึ ษา สำรวจ หรอื รวบรวมข้อมลู ดว้ ยวิธีการตา่ ง ๆ เพอื่ ใหไ้ ด้ข้อมูลสารสนเทศ รับทราบ ประเด็น
ปัญหา พิจารณาสาเหตุของปัญหา เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างแนวคิด แนวทาง วิธีการใหม่ สู่การ
ออกแบบและสรา้ งนวตั กรรมเพอ่ื แก้ปัญหาและพัฒนา

ขั้นตอนที่ 2 การสร้างนวัตกรรม เป็นการนำข้อมูลสารสนเทศที่ได้จากขั้นตอนการศึกษา ข้อมูล
พื้นฐานเกี่ยวกับสภาพปัญหา และความต้องการ มาใช้ในการออกแบบสร้างนวัตกรรมเพื่อ แก้ปัญหาและ
พัฒนาการบริหารจัดการ หรือการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษา ซึ่งต้องใช้ทักษะการคิด ออกแบบ คิดริเร่ิม
ทักษะการคิดบูรณาการและการคิดสังเคราะห์ของผู้สร้างนวัตกรรม ได้แก่ผู้บริหาร โรงเรียน ครูหรือ
คณะวิจัย ให้สร้างนวัตกรรมที่อาจมีลักษณะเป็นแนวทาง รูปแบบ ระบบ วิธีการใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหา
เพ่ิมประสทิ ธผิ ล เกิดประโยชน์แกผ่ ้เู รียน และโรงเรียน

ขั้นตอนที่ 3 การนำนวัตกรรมไปใช้ ขั้นตอนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผล หรือ ผลท่ี
เกิดขึ้นหลังการใช้นวัตกรรมว่า สามารถแก้ปัญหาเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้หรือการบริหาร จัดการในงาน
นั้น เกิดผลในทางที่ดีขึ้นหรือไม่ มากน้อยเพียงใด โดยนำนวัตกรรมที่ปรับปรุงแล้วไปสู่ การทดลองใช้หรือ
ลงมอื ปฏบิ ัติในโรงเรียนกับกลุ่มเปา้ หมายทก่ี ำหนดไว้

40

ขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลการใช้นวัตกรรม เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้
นวัตกรรม ปัญหา อุปสรรคในการใช้นวัตกรรมตามความคิดเห็นของกลุ่มผู้ใช้นวัตกรรม เพื่อให้ได้ข้อมูล
สารสนเทศในการปรับปรุงและพัฒนานวัตกรรมให้มีความเหมาะสมและเกิดประสิทธิผล รวมทั้ง สอดคล้อง
กับความตอ้ งการของผใู้ ช้นวัตกรรม

41

การนเิ ทศแบบผสมผสานดว้ ยวงจร PDOCAS
เพอื่ ส่งเสรมิ การสร้างและพฒั นานวตั กรรมการยกระดับคณุ ภาพการศกึ ษา

อยา่ งยง่ั ยนื ของสถานศกึ ษาในพ้นื ที่จงั หวัดสงขลา

สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการจัดการศึกษาของจังหวัด
สงขลามีหน้าที่หลักในการส่งเสริม สนับสนุนการบริหารและจัดการศึกษาแบบบูรณาการกับทุกภาคส่วนให้
เกิดการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการศึกษาของผู้เรียน ได้จัดทำโครงการ IFTE (Innovation For Thai
Education) ขึ้น เพื่อส่งเสริม สนับสนุน พัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการ การจัดการเรียนรู้ และการ
นิเทศการศกึ ษารวมทั้งการยกระดับคุณภาพ และประสิทธภิ าพการจัดการศึกษาอย่างบรู ณาการรว่ มกันของ
หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้อง

นวัตกรรมทางการศึกษา คือ สิ่งที่ทำขึ้นใหม่ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของความคิดหรือการกระทำหรือ
สิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ได้แก่ แนวคิด แนวทาง ระบบ รูปแบบ วิธีการ กระบวนการสื่อ และเทคนิคต่าง ๆ ที่
เกี่ยวข้องกับการศึกษา (ทิศนา แขมมณี, 2561, หน้า 418) ซึ่งมีความสำคัญต่อการแก้ปัญหาทางการศึกษา
เพื่อการพัฒนาผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนการบริการจัดการ นวัตกรรมทางการศึกษาจึงสามารถช่วย
ปรับปรุงคุณภาพการศึกษาให้คุ้มค่ามากขึ้น ในภาวะวิกฤตด้านผลผลิตและประสิทธิภาพ หรือจากความ
กดดันและความคาดหวังที่เพิ่มสูงขึ้น (OECD, 2016, Online) นอกจากนี้ ในกระบวนการของการพัฒนา
นวตั กรรมทางการศึกษา จะชว่ ยให้โรงเรียนได้มีการพฒั นาวสิ ัยทศั นท์ มี่ ีศักยภาพทส่ี งู ขนึ้ การใชท้ รพั ยากรได้
อยา่ งบรรลเุ ป้าหมายภายใตข้ ้อจำกัดต่าง ๆ และยงั เปน็ การเพมิ่ ชอ่ื เสียงของโรงเรยี นที่สะท้อนถึงความสำเร็จ
ของการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา (Dorit Tubin, 2009, p. 5) โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทาง
การศึกษาเพื่อยกระดับการจัดการศึกษาของจังหวัดสงขลาอย่างยั่งยืน ต้องครอบคลุมกระบวนการบริหาร
จัดการศึกษาที่มีคุณภาพ ประกอบด้วย 3 กระบวนการ คือ กระบวนการบริหารจัดการศึกษา กระบวนการ
จัดการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศการศึกษา ซึ่งจะต้องมีความร้อยรัดสัมพันธ์กันเป็นอย่างดี โดย
ต้องอาศัยความร่วมมือกันของบุคลากรที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วน การสร้างเครือข่ายในการทำงานในแต่
ละพื้นที่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาซึ่งจะต้องมีการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วม
ประเมินผลอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนากระบวนการทำงาน และสร้างนวัตกรรมในการทำงานให้เหมาะสม
สอดคล้องกับสภาพบริบทและความต้องการของแต่ละพื้นที่ รองรับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะ
ในศตวรรษที่ 21

ดังนั้น ผู้พัฒนานวัตกรรมการนิเทศ ติดตาม และประเมินผล ในฐานะศึกษานิเทศก์ ซึ่งมีบทบาท
หน้าที่ในการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ วิจัย พัฒนาสื่อ นวัตกรรมเพื่อนำไปพัฒนาครู ผู้บริหาร ตลอดทั้ง
บุคลากรทางการศึกษาให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะบทบาทของการนิเทศ
ติดตามการปฏิบัติงานของสถานศึกษาเพื่อให้เกิดผลดีแก่การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ได้เห็นความสำคัญ
และความจำเป็นในการพัฒนานวัตกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษา ได้นำแนวคิดการเรียนรู้แบบ

42

ผสมผสาน (Blended Learning) มาใช้ในการพัฒนารูปแบบการนิเทศ เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการ
พัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา รวมถึงเป็นการสร้างละพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือของบคุ ลากรในทกุ ภาค
ส่วนทางการศึกษาของจังหวัดสงขลา มาร่วมกันสรา้ งนวัตกรรมการพฒั นาคุณภาพการศกึ ษา ทั้งในดา้ นการ
บริหารจัดการศึกษา ด้านการจัดการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนาคน
ของประเทศด้วยการยกระดบั คุณภาพการศึกษาของผูเ้ รยี นในดา้ นทักษะการเรียนรู้ ทักษะอาชีพและทักษะ
ชีวิตในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน ซึ่งรูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานเป็นการผสมผสานแนวคิดการนิเทศ
แบบดั้งเดิม (Face to Face) ได้แก่ การประชุมปฏิบัติการ การนิเทศแบบชี้แนะภายใต้สภาวะการทำงาน
ผสมผสานกับการเรียนรู้แบบออนไลน์ ผ่านสื่อเทคโนโลยี ซึ่งปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์การแพร่ระบาด
ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ลดปัญหาครูทิ้งห้องเรียนมาอบรม และเพื่อแก้ปัญหาการนิเทศอัน
เนื่องมาจากข้อจำกัดของสถานศึกษาเกี่ยวกับการเดินทาง และงบประมาณที่ใช้ในการเดินทาง การกระจัด
กระจายของโรงเรียน สถานที่ต้ังโรงเรียน อยู่ห่างจากสำนักงานศึกษาธกิ ารจังหวัดที่ไม่อาจอำนวยให้ผู้นิเทศ
เดินทางไปเป็นคณะหรือไปพร้อมกันหลายคนได้ รวมทั้งเป็นการสร้างโอกาสและลดความ
เหลื่อมล้ำทางการศึกษา รูปแบบการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลในยุคนววิถี (Next Normal) แบบ
ผสมผสาน (Hybrid learning) นี้ ใช้แนวคิดการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) เป็น
แนวทางในการดำเนินงาน ขับเคลื่อนการพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา
ในพื้นที่จังหวัดสงขลา อันจะส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนรู้และยกระดับคุณภาพการศึกษาที่ยั่งยืนในพื้นท่ี
ต่อไป

การพัฒนารูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานด้วยวงจร PDOCAS เพื่อส่งเสริมการสร้างและพัฒนา
นวัตกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลาใช้แนวคิดการ
วิจัยและพัฒนา (Research and Development) เป็นกระบวนการในการดำเนินการ แบ่งขั้นตอนการ
ดำเนนิ การเป็น 3 ระยะ ดังนี้

43

ภาพท่ี 12 กระบวนการพฒั นารปู แบบการนเิ ทศแบบผสมผสานดว้ ยวงจร PDOCAS

หลกั การ
การนิเทศแบบผสมผสานด้วยวงจร PDOCAS เพื่อส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรม
การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา เป็นกระบวนการนิเทศ
การศึกษาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติจริงในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ใน
เรื่องการพัฒนาทักษะการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา โดยให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา
คุณภาพการศึกษา ซึ่งจะต้องมีการร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมินผลอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนากระบวนการ
ทำงาน และสร้างนวัตกรรมในการทำงานและการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพบริบทและ
ความต้องการของแต่ละพื้นที่ รองรับการพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้และทักษะในศตวรรษที่ 21 โดย
กระบวนการนิเทศ ติดตาม และประเมินผลเป็นรูปแบบการนิเทศในยุคนววิถี (Next Normal) แบบ

44

ผสมผสาน (Hybrid learning) เพื่อให้เหมาะสมกับบริบทการจัดการศึกษาของสถานศึกษาแต่ละแห่ง จึง
ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนิเทศภายใต้สภาวะการทำงานแบบผสมผสาน ระหว่างผู้ให้การนิเทศกับ
ผู้รับการนิเทศด้วยการช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริมกันและกัน โดยประยุกต์ใช้วงจรคุณภาพเดมมิ่ง
(Deming’s Cycle) PDCA ผสานกับการจัดการเรียนการสอนและการนิเทศในยุคนววิถี OnSite (ท่ี
โรงเรียน), OnLine (นิเทศผ่านอินเตอร์เน็ต Website/Fanpage/Line), OnAir (นิเทศผ่านโปรแกรม
Zoom/Meet) OnDemand (นิเทศผ่าน Application Google classroom/YouTube), On Request
(นิเทศตามคำขอ), OnExpress (นิเทศเร่งดว่ น) และสดุ ทา้ ยเป็นการเผยแพร่สู่สาธารณะ (Share)

วัตถุประสงค์
เพ่อื นเิ ทศ ตดิ ตามการดำเนนิ งานของสถานศกึ ษา เกี่ยวกับการสรา้ งและพฒั นานวตั กรรม
ทางการศกึ ษา
กระบวนการนเิ ทศ
รูปแบบการนเิ ทศแบบผสมผสาน ด้วยวงจร PDOCAS
ขั้นตอนท่ี 1 วางแผนการนเิ ทศ (Plan)
จัดทำแผนการนิเทศการพฒั นากระบวนการนิเทศแบบผสมผสานด้วยวงจร PDOCAS เพื่อ
ส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนของสถานศึกษาในพื้นที่
จังหวัดสงขลา โดยเริ่มจากสร้างความตระหนักและกำหนดเป้าหมายร่วมกันเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน และ
ความต้องการรับการนิเทศ โดยมีการประชุมชี้แจง ระหว่างผู้นิเทศ และผู้รับการนิเทศ ได้แก่ 1)
วัตถุประสงค์การนิเทศ 2) ประเด็นการนิเทศ 3) รูปแบบการนิเทศและวิธีการนเิ ทศ 4) เครื่องมือที่ใชใ้ นการ
นิเทศ และ 5) ปฏทิ นิ การนเิ ทศ

ขั้นตอนที่ 2 ดำเนินการนิเทศ (Do) เพื่อกำกับ ติดตาม และชี้แนะ ผู้บริหารและครูใน
โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการ Innovation For Thai Education (IFTE) เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนา
นวัตกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษา โดยมีคณะผู้นิเทศ เป็นพี่เลี้ยง และชี้แนะผู้รับการนิเทศด้วย
ว ิ ธ ี ก า ร น ิ เ ท ศ แ บ บ ผ ส ม ผ ส า น OnSite ( ท ี ่ โ ร ง เ ร ี ย น ) , OnLine ( น ิ เ ท ศ ผ ่ า น อ ิ น เ ต อ ร ์ เ น็ ต
Website/Fanpage/Line), OnAir (นิเทศผ่านโปรแกรม Zoom/Meet) OnDemand (นิเทศผ่าน
Application Google classroom/YouTube), OnRequest (นิเทศตามคำขอ) , OnExpress (นิเทศ
เรง่ ดว่ น)

ขั้นตอนที่ 3 ตรวจสอบและประเมินผล (Check) โดยให้ผู้รับการนิเทศนำเสนอและ
รายงานผลการสร้างและพัฒนานวัตกรรม เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานว่าเป็นไปตามจุดมุ่งหมายหรือไม่
และมีสภาพการดำเนินงานอย่างไร มีการสรุปปัญหาและแนวทางแกไ้ ขปัญหารว่ มกัน และให้ผู้รบั การนิเทศ
งานนำไปปรับปรงุ พัฒนาตอ่ ไป

45

ขั้นตอนที่ 4 นำผลการประเมินปรับปรุงแก้ไข (Act) เพื่อตรวจสอบสิ่งที่ได้ทำตามแผน
ว่ามคี วามผิดพลาด หรือขอ้ บกพรอ่ งทีต่ อ้ งทำการแก้ไข และปรับปรงุ อย่างไร และวางแผนรว่ มกันในการนำ
แผนการปรับปรุงไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพตามวงจร PDCA รอบใหม่โดยทีมผู้นิเทศงานจะเน้นการชื่นชม
การให้กำลงั ใจและทำแผนการดำเนินงานแกไ้ ขปรบั คุณภาพรว่ มกับผรู้ บั การนเิ ทศงาน

ขั้นตอนที่ 5 เผยแพร่สู่สาธารณะ (Share) ขั้นตอนนี้เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภาพ
ความสำเร็จในการดำเนินงานและนำผลงานเผยแพร่สู่สาธารณชนทั้งในรูปแบบสื่อออนไลน์และเอกสาร ใน
รูปแบบต่าง ๆ ภาพแสดงรูปแบบการนิเทศแบบผสมผสานด้วยวงจร PDOCAS เพื่อส่งเสริมการสร้างและ
พัฒนานวตั กรรมการยกระดบั คุณภาพการศึกษาอยา่ งยง่ั ยืนของสถานศกึ ษาในพื้นที่จังหวดั สงขลา

การประเมินผล
เป็นการวัดและประเมินผลการดําเนินงานและการสรุปผลการดําเนินงานการนิเทศแบบ
ผสมผสานด้วยวงจร PDOCAS เพื่อส่งเสริมการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการยกระดับคุณภาพการศึกษา
อย่างยั่งยืนของสถานศึกษาในพื้นที่จังหวัดสงขลา โดยประเมินผลตามเครื่องมือการนิเทศการศึกษาท่ี
ออกแบบไว้ โดยการวัดผลประเมินผล แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนนิเทศโดยการทดสอบวัด
ความรู้เกี่ยวกับการสร้างและพัฒนานวัตกรรมการศึกษา ระหว่างดำเนินการนิเทศโดยประเมินผลการจัดทำ
นวัตกรรมการศกึ ษา และหลังนเิ ทศโดยประเมินความพึงพอใจท่มี ตี ่อการใช้รูปแบบ

ปัจจยั ความสำเร็จ
1) ผูบ้ ริหารโรงเรยี นใหก้ ารส่งเสรมิ สนบั สนนุ ครูในการทำนวัตกรรมการศกึ ษา
2) ผ้รู บั การนเิ ทศ ตอ้ งเขา้ ใจกระบวนการวเิ คราะหส์ ภาพปจั จบุ นั ปัญหาและความต้องการ
ในการพัฒนานวัตกรรมและกาหนดแนวทางการแก้ปัญหา เลือกและพัฒนานวัตกรรม ให้สอดคล้องกับ
สภาพ บริบท ของสถานศึกษา และตอ้ งมกี ารพฒั นานวตั กรรมอยา่ งต่อเนื่อง
3) ผู้นิเทศ นิเทศติดตามอย่างต่อเนื่องโดยใช้วิธีการนิเทศที่ผสมผสานหลากหลายเพื่อช่วย
ให้เกดิ การพฒั นาที่ย่ังยนื
4) ความต่อเนื่องของการดำเนินงานจนสามารถทำให้เกิดการขับเคลื่อนการพัฒนา
นวตั กรรมเพอื่ ยกระดบั คณุ ภาพการศกึ ษาได้อย่างยง่ั ยืน

46

บรรณานกุ รม

ชวลิต ชูกำแพง. (2561). การวิจัยและพัฒนาหลกั สตู ร แนวคดิ และกระบวนการ. (พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2).
กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย.

ดุษฎี โยเหลา, และคณะ. (2557). การศกึ ษาการจัดการเรียนรู้แบบ PBL ท่ีไดจ้ ากโครงการสรา้ ง
ชดุ ความรู้เพ่อื สร้างเสรมิ ทกั ษะแห่งศตวรรษที่ 21 ของเดก็ และเยาวชน: จากประสบการณ์
ความสำเร็จของโรงเรยี นไทย. กรงุ เทพฯ: ทิพยวสิ ทุ ธ.ิ์

รตั นะ บัวสนธ์.. (2556). การวจิ ัยและพฒั นานวัตกรรมการศกึ ษา. (พิมพค์ รงั้ ท่ี 2). พิษณุโลก : บ๊วั กราฟฟคิ
วจิ ารณ์ พานชิ . (2555). วิถสี ร้างการเรยี นรเู้ พือ่ ศษิ ยใ์ นศตวรรษท่ี 21. กรุงเทพฯ: มลู นิธิสดศร-ี สฤษดิ์วงศ์.
วชิ ิต สรุ ตั น์เรอื งชยั . (2550). การวิจยั เพ่อื พฒั นาการเรยี นการสอน. ชลบรุ ี : ภาควิชาหลกั สตู ร และการ

สอน คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั บูรพา.
วริ ยิ ะ ฤาชยั พาณชิ ย.์ (2558). การสอนแบบสรา้ งสรรคเ์ ปน็ ฐาน Creativity-based Learning (CBL).

วารสารนวัตกรรมการเรยี นร.ู้ 1(2): 23-37.
ศนู ยพ์ ฒั นาการนเิ ทศและเร่งรดั คุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2559). แนวทางการนเิ ทศการจัดกิจกรรม

การเรียนรเู้ พอื่ พัฒนา 4H. กรงุ เทพฯ: องค์การสงเคราะหท์ หารผา่ นศึก.
สำนักงานเลขาธกิ ารสภาการศึกษา. (2550). รปู แบบการจดั การเรียนรเู้ พอ่ื พฒั นาความสามารถของเด็ก

ในการอ่าน คดิ วิเคราะห์ เขียน และสรา้ งองค์ความร้ดู ว้ ยตนเอง โดยเนน้ ผูเ้ รียนเปน็ สำคญั .
กรงุ เทพฯ: ผแู้ ต่ง.
สำนักพฒั นานวตั กรรมการจัดการศึกษา. (2560). แนวทางการจัดการเรยี นรแู้ บบสรา้ งสรรคเ์ ปน็ ฐาน.
กรุงเทพฯ: ผู้แตง่ .
Donald Clark. (2003). “Instructional System Design-Analysis Phase” Retrieved October,
2003 From www.nwlink.com/donclark/hrd/sat2.html.
Gall, Borg and Gall. (1996). Educational Research An Instruction. (6th ed). New York :
Longman Publishers.
Thorndike, E.L. and Barnhart, C.L. (1965). Thorndike and Barnhart Junior Dictionary.
New York : Doubleday and Company Inc.
Tony Wagner. (2019). Creating Innovators: The Making of Young People Who Will
Change the World. New York : Scribner.

47


Click to View FlipBook Version