โบราณสถานตุมปัง ในพื้นที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ภาพวาดพระโพธิสัตว์ ที่ขุดพบในโบราณสถานตุมปัง ตัวอย่างโบราณวัตถุที่ขุดพบในแหล่งโบราณสถานตุมปัง ๕๑
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียว (Walailak Green University) โดยมีความมุ่งมั่นในการดำ เนินงานตามเป้าหมายอย่างต่อเนื่อง โดยได้ให้ความสำคัญบรรจุประเด็นดังกล่าว ในแผนยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ ๕ การเสริมสร้างภาพลักษณ์เป็นเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งความสุข ซึ่งสอดคล้องกับเกณฑ์การจัดอันดับ มหาวิทยาลัยสีเขียวโลก หรือ UI GreenMetric World ranking เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีภาพลักษณ์ เมืองมหาวิทยาลัยสีเขียวแห่งความสุขที่ยั่งยืนทั้งทางด้านภูมิทัศน์ การประหยัดพลังงาน การกำจัดของเสีย และขยะ การจัดการน้า การขนส่ง และการให้ การศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม นักศึกษาและบุคลากรที่เรียนรู้ ํ อยู่อาศัยในมหาวิทยาลัยมีความสุข มีการปรับปรุงพัฒนาและสร้างบรรยากาศเมืองมหาวิทยาลัยสีเขียว แห่งความสุข มีการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมให้กับนักศึกษา บุคลากรและชุมชนรายรอบ การดำ เนินการตามนโยบายดังกล่าว เกิดผลสัมฤทธิ์ในเชิงประจักษ์ ในปี ๒๐๑๘ จากผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยสีเขียวโลกหรือ UI GreenMetric World ranking มหาวิทยาลัยวลัย ลักษณ์อยู่ที่อันดับ ๑๙ ของประเทศจากจำ นวนมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมการจัดอันดับ ๓๒ สถาบันของ ประเทศไทย ด้วยคะแนนรวม ๔,๖๐๐ คะแนน ๕๒
การพัฒนามหาวิทยาลัยสู่การเป็นมหาวิทยาลัยวิจัยระดับโลก มหาวิทยาลัยวลัยลักษณเป็นสถาบัน แมข ายเครือข ายการบริหารการวิจัยภาคใต ตอนบน (เครือข าย C) ซึ่งเป นเครือข ายวิจัย ๑ ใน ๙ ของเครือข่าย สถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย ภายใต โครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถ ายทอดเทคโนโลยีสู ชุมชนฐานราก โดยการสนับสนุนของสํานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ซึ่งมีวัตถุประสงคเพื่อรวมพัฒนา และสรางงานวิจัยให สอดคล องกับการสร างความเข มแข็งของชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของแต ละเครือข าย สกอ. เริ่มดําเนินโครงการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อถายทอดเทคโนโลยีสูชุมชนฐานรากในป พ.ศ.๒๕๔๖ เพื่อใหสถาบันอุดมศึกษามีส วนร วมในการเสริมสร างความเข มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และเชื่อมโยงกับ เครือขายชุมชนทองถิ่น โดยนําองคความรูจากงานผลงานวิจัยและพัฒนาภูมิปญญาทองถิ่นมาถายทอด ทักษะความรูและเทคโนโลยีที่เหมาะสมแก ชุมชนท องถิ่น สามารถยกระดับขีดความสามารถด านการผลิต และการจัดการของเศรษฐกิจชุมชน รวมถึงการสรางมูลคาเพิ่มของผลิตภัณฑอยางตอเนื่อง เพิ่มโอกาส ในการสรางอาชีพ รายได และการพึ่งพาตนเองสงผลตอการสรางความเขมแข็งทางสังคมอยางยั่งยืน โดยวัตถุประสงคของโครงการวิจัยและนวัตกรรมฯ คือ ๑) มีการบริหารจัดการดวยระบบงานวิจัยเชิง บูรณาการ ๒) มีการพัฒนาศักยภาพนักวิจัย ๓) มีผลงานวิจัยที่มีคุณภาพและสามารถนาไปใช ํ ประโยชน ได ซึ่ง สกอ.จะเปนผู ให การสนับสนุนงบประมาณในการบริหารจัดการเครือข ายและทุนอุดหนุนโครงการวิจัย แกนักวิจัยของสมาชิกเครือขาย โดยการจัดสรรงบประมาณจะดําเนินการผานทางสถาบันแมขายทั้ง ๙ แหง ทั่วประเทศ ตัวอย่างผลงานด้านการวิจัยและรับใช้สังคมที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยม โดยกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ ประจำ ปี ๒๕๖๕ ผลงานวิจัยฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า และผลงานวิจัยนวัตกรรมไตรโคเดอร์มา ของนักวิจัยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คว้ารางวัลชนะเลิศ การประกวด AIC Award 2022 ประเภทนวัตกรรมยอดเยี่ยม ๕๓
คู่มือศึกษาธรรมชาตินก ในมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ส่วนที่ ๒ เนื้อหาการจัดแสดงทรัพย์สิ่งสินตน คือ ๓ ฐานทรัพยากรจากยอดเขาถึงใต้ทะเล เมืองนครศรีธรรมราช มีการจัดแสดง “นกหายากในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง” เนื้อหาคำอธิบายนกมาจาก หนังสือคู่มือดูนกของมหาวิทยาลัย โมเดลเขาหลวงกลางห้องมีขาตั้งให้ล้วงแร่เขาหลวง เป็นการล้วงและ ทายทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อสร้างความสนุกสนานและกระตุ้นการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ของผู้เข้าชมห้อง ดังกล่าวให้มากยิ่งขึ้น นกโพระดกเขาหลวง ชื่อสามัญ Chersonese Barbet ชื่อวิทยาศาสตร์ Psilopogon chersonesus เป็นนกเฉพาะถิ่นของไทยพบได้เฉพาะบนเขาหลวงจังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพโดย ธิติ ตันอารีย์) ๕๔
เทือกเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพโดย นเรศ สุขรินทร์) ๕๕
๓ เทือกเขาหลวง จังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพโดย นเรศ สุขรินทร์) ห้อง ๓ เขาหลวงทรัพยากรมากมี เขาหลวงทรัพยากรมากมี ๕๖
๕๗
จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับทรัพยากรถิ่นใต้ โดยมุ่งเน้นทรัพยากรในพื้นที่เทือกเขาหลวง เพื่อให้จัดแสดง ให้เห็นความหลากหลายทางชีวภาพ และวัฒนธรรมภูมิปัญญา การจัดแสดงแบบจำลองนํ้าตกกรุงชิง การจำลองตัวอย่างพืชและสัตว์ที่พบในเขาหลวง ตู้แสดงระบบนิเวศป่าฝนร้อนชื้นและพันธุ์พืชที่สำคัญ ในเขตพื้นที่เขาหลวงและพื้นที่ภาคใต้ และการใช้สื่อนำชมแบบเสมือนจริง รายละเอียดภาพผังการจัดพื้นที่ ห้องนิทรรศการเขาหลวงทรัพยากรมากมี เขาหลวง เป็นป่าฝนเขตร้อนที่เป็นแหล่งรวมความหลากหลายทางชีวภาพที่สำคัญแห่งหนึ่งของ คาบสมุทรมาลายู โดยมีการสำรวจพบพืชพรรณหายากนานาชนิด โดยเฉพาะเป็นแหล่งใหญ่ของเมืองไทย ที่สำรวจพบเฟินต้น หรือ มหาสดำ (Cyathea moluccana) ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นตามหุบเขาสูงอันชุ่มชื้น จนมีการขนานนามบางบริเวณว่าเป็น “หุบผามหาสดำ” จัดเป็นเฟินโบราณที่กำ เนิดขึ้นมาในยุคเดียวกับที่ ไดโนเสาร์ครองโลก เป็นเฟินที่มีลำต้นสูงชะลูด ราวต้นมะพร้าว และมีแผ่นใบเขียวสดแตกเป็นรูปขนนก จากปลายยอด ผังพื้นที่ห้องนิทรรศการเขาหลวงทรัพยากรมากมี ห้องที่ ๓ นิทรรศการเขาหลวงทรัพยากรมากมี ๕๘
“นํ้าตกกรุงชิง” เป็นนํ้าตกอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาหลวง ชื่อ “กรุงชิง” มาจาก “ต้นชิง” ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ตระกูลปาล์มชนิดหนึ่งที่มีอยู่มากในพื้นที่ (ภาพโดย ขุนดี หลำ�สุบ) เฟินมหาสดำ� (ภาพโดย ปิยะพงค์ โชติพันธุ์) ๕๙
งานวิจัยพืชศาสตร์ในนามมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่คัดเลือกมาจัดแสดงในห้องนิทรรศการเขาหลวง ทรัพยากรมากที่สำคัญ คือ ผลงานการค้นพบต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงเพิ่มใหม่อีก ๒ ชนิด โดย ซึ่งได้รับการ ยืนยันว่าเป็นชนิดใหม่ของโลกพร้อมได้รับการตีพิมพ์ลงในวารสาร Kew Bulletin ของสวนพฤกษศาสตร์คิว (Official Journal of the Royal Botanic Gardens, Kew) ประเทศอังกฤษแล้ว โดยหม้อข้าวหม้อแกงลิง ชนิดแรก พบบนเทือกเขาชวาปราบในจังหวัดกระบี่ ทีมวิจัยตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่า นีเพนธีส เฮอเทลล่า (Nepenthes hirtella) มีชื่อทั่วไปว่า Tiger Ampown หรือ เสืออำ พล ส่วนอีกหนึ่งชนิดพบบน เทือกเขาหลวง อำ เภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งชื่อว่า นีเพนธีส บราทีโอซ่า (Nepenthes bracteosa) เรียกทั่วไปว่า Tiger Nakhon หรือเสือนคร ทำ ให้ปัจจุบันประเทศไทยมีหม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้งหมด ๑๖ ชนิด ๑ สายพันธุ์ “หม้อข้าวหม้อแกงลิง” ชนิดใหม่ นักวิจัยซึ่งนำ โดยรองศาสตราจารย์ ดร. พจมาลย์ สุรนิลพงศ์ อาจารย์ประจำ สำ นักวิชาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และนักวิจัยด้านพืชศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ลงพื้นที่ไปสำรวจเก็บข้อมูลตัวอย่าง เพื่อนำ มาดูลักษณะทางด้านพฤกษศาสตร์ ตั้งแต่รูปร่าง ลักษณะ และขนาดของตัวหม้อ ปีกบนตัวหม้อ ขน ปากใบ แผ่นปิดที่ปากใบ ว่ามีลักษณะแบบไหน ลำตัน ใบ หม้อ มีขนมากน้อยขนาดไหนและมีความสั้นยาวเท่าไหร่ ใบมีลักษณะเรียวยาวหรือสั้นป้อม รวมทั้งดูลักษณะของช่อดอกตัวผู้และช่อดอกตัวเมีย ซึ่งจากผลการเปรียบเทียบลักษณะทางพฤกษศาสตร์ และผลจากดีเอ็นเอยืนยันว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงทั้ง ๒ ชนิดดังกล่าว แตกต่างจากพืชในสกุลหม้อข้าว หม้อแกงลิงชนิดอื่น ๆ ที่พบมาก่อนหน้านี้ในประเทศไทย และมีความแตกต่างกันมากพอที่จะจัดให้เป็น หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ได้ รวมทั้งมีความแตกต่างจากหม้อข้าวหม้อแกงลิง ชนิด Nepenthes krabiensis (เนเพ็นเดส กราเบียนสิส) หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิด Nepenthes krabiensis (เนเพ็นเดส กราเบียนสิส) ๖๐
หนังสือ ทรัพยากรสัตว์ภาคใต้ นอกจากความรู้ด้านพืชแล้ว ยังได้มีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานการศึกษาและวิจัยภายใต้โครงการ อนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ (อพ.สธ.) ในนามมหาวิทายาลัยวลัยลักษณ์และเครือข่าย ที่เกี่ยวข้องในชี่อชุดนิทรรศการ “ทรัพยากรสัตว์ภาคใต้” ซึ่งมุ่งเน้นไปที่สัตว์ในท้องถิ่นภาคใต้ ทั้งสัตว์บก สัตว์ปีก และสัตว์นํ้าที่หายาก และ/หรือมีแนวโน้มที่จะสูญพันธุ์ เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้ชุมชนและ หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องนำ ไปพิจารณาหาแนวทางการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และ/หรือ ขยายพันธุ์ให้สัตว์เหล่านี้ ให้ดำ รงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต โดยเครือข่าย C - อพ.สธ. ภาคใต้ตอนบน และเครือข่าย - อพ.สธ. ภาคใต้ตอนล่าง ได้ร่วมกันศึกษา และรวบรวมองค์ความรู้เรื่อง “ทรัพยากรสัตว์ภาคใต้” เพื่อสนองงานโครงการพระราชดำ ริอนุรักษ์ พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำ ริฯ อพ.สธ. โดยจัดทำ เป็นหนังสือเพื่อเป็นประโยชน์แก่ชุมชน และหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนบุคคลทั่วไปที่มีจิตสำ นึกในการอนุรักษ์และ หวงแหนทรัพยากรของชาติและช่วยกันดูแลให้ทรัพยากรสัตว์ท้องถิ่นในภาคใต้ ได้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์จึงได้นำองค์ความรู้ ดังกล่าวมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการ และการจำ ลองสัตว์เพื่อ การเรียนรู้ไว้ในห้องนิทรรศการเขาหลวงทรัพยากรมากมี โดยเน้น สัตว์ที่พบในเทือกเขานครศรีธรรมราชเป็นสำ คัญ เช่น สมเสร็จ ไก่ฟ้าหน้าเขียว นกหว้า เป็นต้น นกหว้า (ภาพโดย ปิยะพงค์ โชติพันธุ์) สมเสร็จ (ภาพโดย สุพร เกื้อพิทักษ์) ๖๑
๔ กระบวนการทดลองทางวิทยาศาสตร์ (ภาพโดย บรรพต ใบมิเด็น) ห้อง ๔ ศักยภาพมากล้นมีให้เห็น ศักยภาพมากล้นมีให้เห็น ๖๒
๖๓
จัดแสดงเนื้อหาเกี่ยวกับผลงานวิจัย และการดำ เนินงานสนองพระราชดำ ริฯ ที่ดำ เนินงานภายใต้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และภาคีเครือข่าย ในการอนุรักษ์ พัฒนา และต่อยอดเพื่อสร้างมูลค่าและความยั่งยืน ของทรัพยากรทั้ง ๓ ฐาน คือ ทรัพยากรกายภาพ ทรัพยากรชีวภาพ และทรัพยากรวัฒนธรรมภูมิปัญญา เช่น การสกัดสารจากสมุนไพรและพืชชนิดต่าง ๆ ไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ การศึกษาและอนุรักษ์ วิถีวัฒนธรรมชุมชน การพัฒนาต่อยอดทรัพยากรสู่การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์และสินค้าเพื่อการอนุรักษ์ และเพิ่มมูลค่า ส่งเสริมให้ชุมชนนำ ทรัพยากรไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนตามแนวทางที่ อพ.สธ.กำ หนดไว้ ผังแสดงพื้นที่ห้องนิทรรศการศักยภาพมากล้นมีให้เห็น การจัดแสดงนิทรรศการในส่วนผลงานวิจัยที่สนองโครงการพระราชดำ ริฯ อพ.สธ. ในนาม มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อแสดงให้เห็นศักยภาพของชุมชนในการอนุรักษ์ และพัฒนาต่อยอดทรัพยากร ให้เกิดเป็นนวัตกรรมที่สร้างมูลค่าและรายได้ให้กับชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน โดยคัดเลือกผลงานวิจัยเด่น มาจัดแสดงให้เห็นผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ โดยมีตัวอย่างดังนี้ โครงการย่านลิเภา : การอนุรักษ์เพื่อเพิ่มมูลค่าเถาวัลย์พื้นถิ่นนครศรีธรรมราช ผลงานวิจัยโดย นางพีรดา ภักดีพิน นักวิทยาศาสตร์ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งสำรวจพื้นที่ที่มีการกระจายพันธุ์ของลิเภา ๒ สายพันธุ์ที่นำ มาใช้ในการทำ เครื่องจักสาน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช เก็บตัวอย่างเพื่อนำ มาศึกษาลักษณะทางสัณฐานวิทยาและกายวิภาคของลิเภา โดยทำการศึกษาลักษณะทรงต้น รูปร่าง และการจัดเรียงของใบ ลักษณะโครงสร้างของสปอร์ ลักษณะ โครงสร้างของเส้นใยภายใต้กล้องจุลทรรศน์ รวมถึงการศึกษาลักษณะและคุณภาพของดินที่เป็นแหล่ง กระจายพันธุ์ของลิเภาในจังหวัดนครศรีธรรมราช รวบรวมข้อมูลที่ได้ทั้งหมดจัดทำออกมาในรูปแบบ สื่อการเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้ต่อไปในอนาคต ทั้งนี้นอกจากการศึกษาการขยายพันธุ์ย่านลิเภา เพื่อการอนุรักษ์สายพันธุ์ดังกล่าว ผู้วิจัยยังได้ประสานความร่วมมือกับสำ นักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการออกแบบในการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภาให้มีความทันสมัย สร้างกลุ่มลูกค้าได้ หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำ งาน เพื่อให้การนำย่านลิเภามาพัฒนาเป็นสินค้าที่ สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ห้องที่ ๔ นิทรรศการศักยภาพมากล้นมีให้เห็น ๖๔
ผลงานการออกแบบผลิตภัณฑ์จากย่านลิเภา การเพาะต้นย่านลิเภา ๖๕
ก�รย้อมผ้�จ�กพืชจ�ก โครงก�รก�รศึกษ�แนวท�งก�รพัฒน�ผ้�ย้อมสีจ�กผลของต้นจ�ก ผลงานวิจัยโดย ผศ.ดร.ภริตพร แก้วแกมเสือ สำานักวิชาสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาแนวทางการย้อมสีผ้าด้วยผลต้นจาก ด้วยเทคนิคต่าง ๆ จากการดำาเนินการ ทดลองด้านกระบวนวิธีในการย้อมสีธรรมชาติด้วยผลของต้นจาก พบว่าผลจากต้นจากให้สีได้ในระดับ สีเหลืองอ่อน ชมพูอ่อน จนถึงนำ้าตาลเข้ม ขึ้นอยู่กับอายุของผลจากต้นจาก สารช่วยย้อม ลำาดับการแช่สาร ช่วยย้อม ระยะเวลาการแช่ผ้าในนำ้าย้อมผลของต้นจาก และระยะเวลาการแช่ผ้าในสารช่วยย้อม รวมทั้ง สามารถย้อมกระดาษ ระบายสีนำ้าบนกระดาษได้ ๖๖
โคลงเคลง ชื่อท้องถิ่น ส�เหร่ เส้นไหมที่ย้อมสีจ�กผลโคลงเคลง ง�นวิจัยเรี่องก�รใช้ประโยชน์จ�กส�รสกัดผลของโคลงเคลงสำ�หรับย้อมเส้นไหมร่วมกับก�รใช้ส�ร ดูดซับยูวี ผลงานวิจัยโดย ผศ.ดร.มนตรี ไชยรัตน์ สำานักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาหาเงื่อนไขต่าง ๆ ในการย้อมเส้นไหมด้วยสีสกัดจากผลของต้นโคลงเคลงร่วมกับ การใช้สารดูดซับยูวี และส่งเสริมการอนุรักษ์ ขยายพันธุ์และทำาการเพาะปลูกต้นโคลงเคลงเพื่อการใช้ ประโยชน์ในด้านพืชสีย้อมในพื้นที่อุทยานพฤกษศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อำาเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช ๖๗
๕ วิถีชุมชนปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช การทำ�ผลิตภัณฑ์การจักสานพืชจาก (ภาพโดย โกศล ช่วยอุปการ) ห้อง ๕ ทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนัง ทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนัง ๖๘
๖๙
จัดแสดงเนื้อหางานวิจัยที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ลุ่มนํ้าปากพนัง อาทิ ผลิตภัณฑ์จากภูมิปัญญา และ ระบบนิเวศป่าจาก สายพันธุ์ข้าวพื้นเมือง ส้มโอทับทิมสยาม ผักพื้นบ้าน อาหารท้องถิ่น เพื่อสื่อให้เห็นถึง การส่งเสริมให้ท้องถิ่นนำความรู้จากงานวิจัยและบริการวิชาการภายใต้โครงการพระราชดำ ริฯ ไปพัฒนา และแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรในท้องถิ่น โดยการบูรณาการกับหน่วยงานทุกภาคส่วน ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ผังแสดงพื้นที่ห้องนิทรรศการทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนัง ในส่วนนิทรรศการจัดแสดงผลงานวิจัยในนามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และภาคีเครือข่ายที่ร่วมกัน พัฒนาพื้นที่ลุ่มน้าปากพนังตามแนวทางโครงการพระราชดำ ํ ริฯ ที่สำคัญคือ งานวิจัยเกี่ยวกับพันธุ์ข้าวพื้นเมือง และงานวิจัยวิถีชุมชนกับการใช้ทรัพยากรป่าจาก ได้นำ ไปหยิบหยกเป็นกรณีตัวอย่างผลงานสนองพระราชดำริฯ ในพื้นที่ปากพนังในห้องนิทรรศการนี้ สืบเนื่องจากปากพนังในอดีต เป็นเมืองท่าเทียบเรือ แหล่งผลิตและส่งออกข้าวที่สำคัญของภาคใต้ ชาวนาลุ่มนํ้าปากพนังในอดีตทำ นาปี อาศัยนํ้าฝนจากธรรมชาติ ปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง ข้าวปากพนัง เป็นสินค้าส่งออกไปขายมาเลเซีย สิงคโปร์ อังกฤษในสมัยรัชกาลที่ ๕ โดยสกัดองค์ความรู้จากผลงานวิจัย เรื่องข้าวในพื้นที่ปากพนังมาจัดแสดงประกอบด้วย ห้องที่ ๕ นิทรรศการทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนัง ๗๐
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานแนวพระราชดำ�ริ ในการพัฒนาลุ่มนํ้าปากพนังแก่คณะกรรมการบริหารโครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มนํ้าปากพนัง อันเนื่องมาจากพระราชดำ�ริ ณ พระตำ�หนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส เมื่อวันที่ ๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ โรงสีเก่าริมแม่นํ้าปากพนัง สะท้อนภาพความรุ่งเรืองของกิจการค้าข้าวในอดีต ๗๑
ง�นวิจัยก�รมีส่วนร่วมของช�วน�ลุ่มนำ้�ป�กพนังในก�รธำ�รงอัตลักษณ์ข้�วพันธุ์พื้นเมือง โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รุ่งรวี จิตภักดี สำานักวิชาการจัดการ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ งานวิจัยชิ้นนี้มุ่งจัดทำาปฏิทินชีวิตชาวนาโดยชุมชนเพื่อเป็นสื่อเผยแพร่ต่อสาธารณะ ประมวลเรื่องราว วัฒนธรรมของชุมชนวิถีข้าวพื้นเมือง ชุมชน ๔ ตำาบลร่วมกันลงมติคัดเลือกข้าวพันธุ์พื้นเมืองที่โดดเด่น ของตำาบลผ่านเวทีประชาคม โดยตำาบลปากแพรก ได้แก่ข้าวพันธุ์ลูกลาย ตำาบลท่าพยาคือ ข้าวพันธุ์ยาโค ตำาบลขนาบนากคือ ข้าวพันธุ์กาบดำา ตำาบลบ้านเพิงคือ ข้าวพันธุ์ยมหนุน อัตลักษณ์ของพันธุ์ข้าวปากพนัง ทั้ง ๔ สายพันธุ์คือการปลูกข้าวตามแสง ข้าวพื้นเมืองปลูกได้เพียงปีละครั้ง เติบโตตามฤดูกาลได้ดีโดยไม่ต้อง ใช้สารเคมี ทนทานต่อศัตรูพืช ๗๒
ปฏิทินชีวิตช�วน�อำ�เภอป�กพนังเพื่อเป็นสื่อเผยแพร่ต่อส�ธ�รณะ ๗๓
งานวิจัยการอนุรักษ์และส่งเสริมข้าวพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมของจังหวัดนครศรีธรรมราช โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วาริน อินทนา สำ นักวิขาเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ งานวิจัยชิ้นนี้ศึกษาและรวบรวมสายพันธุ์ข้าวพันธุ์พื้นเมืองจำ นวน ๓ สายพันธุ์ คือ พันธุ์กาบดำ พันธุ์ยาโค และไข่มดริ้น ข้าวพันธุ์กาบดำ ปลูกในพื้นที่ลุ่มน้าปากพนัง บ้านเพิง บ้านขามเรียง ตำ ํบลขนาบนาก เป็นที่นิยมของคนท้องถิ่น เนื่องจากข้าวสุกมีลักษณะนุ่ม ร่วน ข้าวพันธุ์ยาโคเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองตำ บล ขนาบนาก ทนแล้ง อายุการเก็บเกี่ยวสั้น หุงแล้วนิ่ม ข้าวพันธุ์ไข่มดริ้นเป็นข้าวเฉพาะถิ่นของนครศรีธรรมราช ข้าวสุกลักษณะนุ่มร่วน เป็นที่นิยมบริโภค พันธุ์ข้าวพื้นเมืองในพื้นที่ลุ่มนํ้าปากพนัง นอกจากนี้ภายในห้องนิทรรศการทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนังจัดแสดงองค์ความรู้จากงานวิจัยและ พัฒนาทรัพยากรพืชจากอย่างครบวงจร เพื่อบอกเล่าวิถีชีวิตผู้คนลุ่มนํ้าปากพนังกับการพึ่งพิงทรัพยากร พืชจาก และการนำองค์ความรู้ทางวิชาการโดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และภาคีเครือข่ายสู่ชุมชน ก่อให้เกิด การอนุรักษ์สายพันธุ์พืชจาก มีการดูแลรักษาป่าจากเพื่อให้ชุมชนใช้สอยอย่างยั่งยืน และการพัฒนาต่อยอด ภูมิปัญญาที่ชุมชนได้นำส่วนต่าง ๆ ของต้นจากมาใช้ประโยชน์ เช่น นํ้าส้มจาก นํ้าตาลจาก ผลิตภัณฑ์ เครื่องจักสานจากต้นจาก เพื่อยกระดับภูมิปัญญาพัฒนาให้เกิดเป็นนวัตกรรมสินค้าชุมชนที่ทันสมัยสามารถ สร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน ตลอดจนการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศป่าจาก เพื่อสร้างจิตสำ นึกรักทรัพยากร และเรียนรู้ระบบนิเวศป่าจากอย่างครบวงจร งานวิจัยเรื่อง แนวทางการส่งเสริมวัฒนธรรม ภูมิปัญญา การอนุรักษ์ และการประเมินมูลค่าเพิ่ม ของอาหารพื้นถิ่นจากผลิตภัณฑ์ต้นจาก ลุ่มนํ้าปากพนัง โดยอาจารย์ปวิธ ตันสกุล สำ นักวิชาการจัดการ และคณะ ได้ศึกษาชุมชนตำ บลขนาบนากพบว่า ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำ นํ้าตาลจากเป็นอาชีพหลัก ชุมชนใช้ประโยชน์จากทุกส่วนของต้นจาก ทั้งใบจากใช้เย็บตับจากมุงหลังคา เย็บหมวก ทำ หมาจาก (ที่ตักนํ้า) นกจากหรือช่อดอกอ่อนใช้แกงเป็นอาหาร นํ้าหวานจากใช้ทำ นํ้าตาลจาก นํ้าส้มจาก เหล้าจาก การนำ ทางจากไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในการเคี่ยวนํ้าตาล ลูกจากนำ ไปเป็นอาหาร เป็นต้น ๗๔
ภูมิปัญญาการจักสานพืชจาก ๗๕
ผลิตภัณฑ์นํ้าผึ้งจาก และนํ้าส้มจาก แกงนกจาก ๗๖
เส้นท�งท่องเที่ยวเชิงนิเวศป�จ�ก ตำ�บลขน�บน�ก อำ�เภอป�กพนัง ง�นวิจัยเรื่อง “ป�จ�ก : ทรัพย�กรท�งธรรมช�ติและแหล่งท่องเที่ยวของชุมชนขน�บน�ก จังหวัดนครศรีธรรมร�ช” โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อรอนงค์ เฉียบแหลม ได้พัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวพื้นที่ชุมชนขนาบนาก กำาหนดเค้าโครงเรื่องคือ “ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ป่าจาก วิถีคนขนาบนาก แห่งลุ่มนำ้าปากพนัง” กำาหนดเส้นทางท่องเที่ยวเป็นวงรอบระยะทาง ๑๔.๖ กิโลเมตร (one day trip) จุดท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกลุ่มนักท่องเที่ยวที่แตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มสนใจพันธุ์ข้าวพื้นเมือง กลุ่มสนใจเรียนรู้ป่าจาก และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม ควรให้ชุมชนมีส่วนร่วม จัดการท่องเที่ยวโดยมีองค์การบริหารส่วนตำาบลเป็นผู้นำาและพัฒนาการท่องเที่ยวร่วมกับชุมชน ทั้งนี้การหยิบยกงานวิจัยต่าง ๆ เพื่อจัดแสดงในห้องทรัพยากรลุ่มนำ้าปากพนังเพื่อสรุปให้เห็นภาพ ของการร่วมมือกันทางวิชาการและการบูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดนครศรีธรรมราชและภาคี เครือข่ายอื่น ๆ ในการสนองพระราชดำาริฯ สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ การปลูกฝังให้ชุมชนและเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งพันธุ์ข้าว และป่าจาก ตลอดจนพืชในท้องถิ่น เพื่อการนำาไปใช้ประโยชน์และสร้างความมั่นคงและมั่งคั่งทางเศรษฐกิจแก่ชาวลุ่มนำ้าปากพนังได้อย่าง ยั่งยืนสืบไป ๗๗
๖ วิถีประมงพื้นบ้าน จังหวัดนครศรีธรรมราช (ภาพโดย นาวิน เนาวพงศ์) ห้อง ๖ ชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ ชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ ๗๘
๗๙
จัดแสดงเนื้อหาการจำลองกายภาพของชายหาด โดยใช้สื่อมัลติมีเดีย และจัดแสดงวัตถุจริงบางส่วน ตู้กระจกแสดงระบบนิเวศป่าชายหาดและป่าชายเลน พันธุ์พืชในเขตพื้นที่ ตัวอย่างจริงของสัตว์และพืช การจัดแสดงภาพถ่ายวิถีชีวิตผู้คนริมชายฝั่งอ่าวไทย นิทรรศการผลการดำ เนินงานบริการวิชาการเด่น ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ที่สำคัญได้แก่ “ปูม้ายั่งยืนคู่ทะเลไทย” และงานวิจัยสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับ ความหลากชนิดของกุ้งทะเล และกั้งตั๊กแตนบริเวณชายฝั่งทะเล จังหวัดนครศรีธรรมราช และการศึกษา ความหลากหลายทางพันธุกรรมของแบคเทอริโอเฟจบริเวณป่าชายเลน ทะเล และท้องถิ่น อำ เภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นต้น ผังแสดงพื้นที่ห้องนิทรรศการชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ ห้องที่ ๖ นิทรรศการชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ ๘๐
ภายในห้องนิทรรศการชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ได้มีการนำาผลงานวิจัยและบริการวิชาการภายใต้โครงการ ธนาคารปูม้า : คืนปูม้าสู่ทะเลไทยมาจัดแสดงเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำาคัญของทรัพยากรชายฝั่งอ่าวไทย โครงการวิจัยและบริการวิชาการเพื่อฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า เป็นโครงการที่ตอบโจทย์การพัฒนา ประเทศตามแนวทาง BCG Economy และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals โดยมุ่งแก้ปัญหาผลผลิตปูม้าในธรรมชาติลดจำานวนลงซึ่งส่งผลกระทบต่อสังคม ระดับรากหญ้าทำาให้รายได้ของชาวประมงน้อยลง และมติเศรษฐกิจมหภาคการส่งออกสร้างรายได้ให้ประเทศ ผลกระทบของโครงการทางด้านเศรษฐกิจพบว่าเดิมในปี พ.ศ. ๒๕๖๑ ก่อนดำาเนินโครงการธนาคารปูม้า ชาวประมงจับปูม้าได้เฉลี่ยวันละ ๕ กิโลกรัมต่อลำาต่อวัน หลังจากดำาเนินโครงการธนาคารปูม้าไป ๑ ปี พบว่าผลจับของชาวประมงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๘ กิโลกรัมต่อลำาต่อวัน และเมื่อมีการขยายจำานวนธนาคารปูม้า เพิ่มขึ้นในชุมชนชายฝั่งในหลายจังหวัด และจากการทำาธนาคารปูม้าในชุมชนเป้าหมายต่อเนื่องเป็นระยะเวลา ๓ - ๔ ปี พบว่าผลจับปูม้าเพิ่มขึ้นเฉลี่ย ๑๐ - ๑๕ กิโลกรัมต่อลำาต่อวัน การดำาเนินงานโครงการธนาคารปูม้า : คืนปูม้าสู่ทะเลไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดงานวิชาการ สำาหรับการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง โดยเฉพาะการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการ ฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า และแนวทางการจัดทำาธนาคารปูม้าบนพื้นฐานของความเหมาะสมทางวิชาการ เพื่อ ขยายผลการทำาธนาคารปูม้าในหลายพื้นที่อันจะนำามาถึงการเพิ่มประชากรปูม้าในระบบธรรมชาติ โดย นำาองค์ความรู้ทางการวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยีและเทคนิคการทำาธนาคารปูม้าที่มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ทำาวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งทางด้านระบบนิเวศ จุดปล่อยที่เหมาะสม หรือสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับ อัตราการรอดของปูม้าจะมีประโยชน์อย่างยิ่งหากได้ถ่ายทอดสู่ชาวประมง และเยาวชน รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดในพื้นที่การจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ และธนาคารปูม้าเพิ่มเติมในพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพ รวมทั้งถ่ายทอด องค์ความรู้ให้แก่เด็กและเยาวชนในพื้นที่ชายฝั่งซึ่งเป็นลูกหลานชาวประมง สร้างความตระหนักในการ อนุรักษ์และฟื้นฟูปูม้า กิจกรรมทั้งหลายเหล่านี้ผ่านกระบวนการบูรณาการระหว่างหลายภาคส่วน เช่น มหาวิทยาลัยในพื้นที่ หน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐทางด้านประมง กรมประมง โรงเรียน ชุมชนประมง กลุ่มอนุรักษ์และกลุ่มท่องเที่ยวต่าง ๆ จะนำามาสู่การจัดทำาธนาคารปูม้าที่ยั่งยืนและ ประสบความสำาเร็จ ๘๑
โครงก�รปูม้�ยั่งยืนคู่ทะเลไทย ๘๒
นอกจากนี้ภายในห้องนิทรรศการยังได้จำาลองวิถีประมงชายฝั่ง เพื่อบอกเล่าเรื่องราววัฒนธรรม และภูมิปัญญาของชาวบ้านในการทำาประมงในพื้นที่ฝั่งอ่าวไทย โดยจำาลองเรือกอแระ และอุปกรณ์ในการ ทำาประมงพื้นบ้านจัดแสดงให้ได้สัมผัสและเห็นความงดงามและความชาญฉลาดของบรรพบุรุษในด้าน การประมงพื้นบ้าน นิทรรศการส่วนวิถีประมงพื้นบ้านจะนำาเสนอให้เห็นถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่ชายฝั่งอ่าวไทย ว่ามีภูมิปัญญาในการใช้ทรัพยากรอ่าวไทยอย่างไร ผ่านการจัดแสดงเรือประมงพื้นบ้านจำาลองวิถีประมง พื้นบ้าน มีการใช้สี่อ 4 มิติ สร้างการรับรู้เสมือนชมชาวประมงกำาลังจับสัตว์นำ้าแบบมีชีวิตจริง และวัตถุจัดแสดง ความรู้เกี่ยวกับอุปกรณ์และเครื่องมือประมงพื้นบ้านเป็นสำาคัญ แบบจำ�ลอง เรื่องร�ววัฒนธรรมและภูมิปัญญ�ประมงช�ยฝั่ง ๘๓
๗ ทรัพยากรอ่าวไทย (ภาพโดย พิพัฒพล พิสิฐพชรกุล) ห้อง ๗ บริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย บริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย ๘๔
๘๕
นำ เสนอเกี่ยวกับตู้กระจกแสดงสัตว์นํ้า มีระบบแสง สี ประกอบความตื่นเต้น รวมถึงกระดูกวาฬ ขนาดใหญ่ และการนำ เสนอผลการดำ เนินงานวิจัยและบริการวิชาการ ภายใต้การสนับสนุนของ อพ.สธ. และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ตลอดจนภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรท้องทะเลอ่าวไทยที่สำคัญ ได้แก่ “การศึกษาศักยภาพเกาะโลซินในการประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล” และการอนุรักษ์ โลมาสีชมพู ผังแสดงพื้นที่ห้องนิทรรศการบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย การนำผลงานวิจัยจัดแสดงในห้องนิทรรศการบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย ได้หยิบยกผลงานโครงการ ศักยภาพเกาะโลซินประกาศเป็นพื้นที่คุ้มครองทางทะเล” ซึ่งทรัพยากรทางชีวภาพบริเวณเกาะโลซิน มีแนวปะการังที่มีสภาพสมบูรณ์ดีมาก โดยพบแนวปะการังก่อตั้งแต่ความลึก ๑๐ เมตร ถึง ๓๕ เมตร ตามลักษณะของแนวปะการัง จากการสำรวจพบปะการังแข็ง ๕๙ ชนิด และพบชนิดของปลาในแนวปะการัง จำ นวน ๑๑๖ ชนิด สัตว์ในกลุ่มขาข้อ (Arthropoda) จำ นวน ๖ ชนิด ซึ่งสาเหตุที่พบจำ นวนชนิดน้อย เนื่องจากสัตว์ในกลุ่มนี้เป็นสัตว์ที่หลบซ่อนและออกหากินในเวลากลางคืน (Hiding and Noctunal) สัตว์ในกลุ่มหอย (Mollusca) บริเวณแนวปะการังเกาะโลซิน พบจำ นวน ๒๓ ชนิด โดย ๑๖ ชนิดเป็น หอยฝาเดียวและทากเปลือย (Gastropoda) และ ๗ ชนิดเป็นหอยสองฝา (Bivalvia) สัตว์หน้าดินจำ พวก ดาวทะเล (Echinodermata) บริเวณแนวปะการังเกาะโลซิน พบจำ นวน ๗ ชนิด ชนิดส่วนใหญ่คือปลิงทะเล (Holothuroidae) บริเวณแนวปะการังเกาะโลซินยังมีสาหร่ายขึ้นประปรายตามแนวปะการังถึง ๒๒ ชนิด และพบฟองน้า (Porifera) ถึง ๒๒ ชนิด สิ่งมีชีวิตจำ ํ พวกแพลงก์ตอนพืชบริเวณนี้ได้แก่ ไดโนแฟลกเจลเลต (Dinophyceae และไดอะตอม (Bacillariophycea) และพบแพลงก์ตอนสัตว์กลุ่มต่าง ๆ ๙ ไฟลัม ๓๕ กลุ่ม โดยแพลงก์ตอนสัตว์ ห้องที่ ๗ นิทรรศการบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย ๘๖
ทรัพย�กรท�งชีวภ�พบริเวณเก�ะโลชิน ภ�พกร�ฟฟิกจำ�ลองก�รจัดแสดงห้องนิทรรศก�รบริบูรณ์ทรัพย�กรอ่�วไทย กลุ่ม Ostacoda มีความชุกชุมมากที่สุด ลูกปลาวัยอ่อนชนิดเด่นคือ ลูกปลาวัยอ่อนของปลากะตัก (Anchovy) สัตว์ทะเลคุ้มครองและสัตว์ทะเลหายากที่พบบริเวณเกาะโลซินจำานวน ๕ ชนิด ได้แก่ ปลาฉลามวาฬ (Whaleshark) ปลาโรนัน (Guitarfi sh) ปลากระเบนราหู (Manta ray) ปลากระเบนนก (Eagle ray) เต่ากระ (Hawksbill turtle) และเต่าตนุ (Green turtle) คุณภาพนำ้าบริเวณเกาะโลซินอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่ปรากฏการใช้เกาะโลซินเป็นพื้นที่อาศัยหรือพื้นที่หาโดยเฉพาะเจาะจงของนกทะเลชนิดต่าง ๆ แต่อย่างใด นอกจากนี้ภายในห้องนิทรรศการบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทยยังได้นำาโครงกระดูกวาฬบลูด้า ซึ่งมี ความยาวกว่า ๑๐ เมตรมาแขวนจัดแสดงในห้อง เพื่อสร้างความน่าสนใจและกระตุ้นจิตสำานึกรักษ์ทรัพยากร ในท้องทะเลอ่าวไทยไม่ให้สูญพันธุ์ไป พร้อมระบบแสง สี เสียง เสมือนจริง ๘๗
๘ ห้อง ๘ ประโยชน์แท้แก่มหาชน ประโยชน์แท้แก่มหาชน ๘๘
๘๙
เป็นการสรุปองค์ความรู้จากทุกห้องที่จัดแสดงเพื่อตอกยํ้าถึงความมุ่งหมายต่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผ่านการนำ เสนอผลงานสนองพระราชดำริฯ อพ.สธ. ในนามมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และเครือข่ายในการ อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาต่อยอดสู่การนำ ไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน และ การสร้างจิตสำ นึกรักทรัพยากรในจิตใจของผู้เข้าชมในรูปแบบภาพยนต์สั้น และห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ ในท่ามกลางบรรยากาศผ่อนคลาย สามารถชมลานนํ้าตก และลานชายชายฝั่งทะเลเพื่อสร้างความ เพลิดเพลินใจและเกิดความสุขในการเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผังพื้นที่จัดแสดงนิทรรศการประโยชน์แท้แก่มหาชน ภายในห้องประโยชน์แท้แก่มหาชน เป็นห้องที่รวบยอดความรู้ของผู้ชมให้ได้ข้อสรุปจากการเข้าชม พิพิธภัณฑ์มาทั้งหมด และตอกยํ้าถึงความมุ่งหมายต่อพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผ่านการนำ เสนอผลงานสนอง โครงการพระราชดำ ริฯ อพ.สธ.ในนามมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และเครือข่ายในการอนุรักษ์ทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และพัฒนาต่อยอดสู่การนำ ไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ห้องที่ ๘ นิทรรศการประโยชน์แท้แก่มหาชน ๙๐
๙๑
พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ พิพิธภัณฑ์มีกำ เนิดมาจากคลังเก็บสมบัติและวัตถุสิ่งของที่มีค่าหรือแปลกประหลาดเพื่อสนองตอบ ความสุข และความกระหายใคร่ครอบครองของชนชั้นผู้มีความมั่งคั่งในยุคที่ประเทศมหาอำ นาจยุโรป มีอาณานิคมในดินแดนต่าง ๆ ของโลก พิพิธภัณฑ์เป็นที่รวมของสมบัติล้าค่าและวัตถุสิ่งของแปลก ๆ เพื่อ ํ เป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรมที่จะแสดงอำ นาจอันเกรียงไกรของประเทศผู้ปกครอง และเป็นแหล่งสะสม วัตถุเพื่อการค้นคว้าและความก้าวหน้าทางความรู้ ในเวลาต่อมาพิพิธภัณฑ์ได้เปลี่ยนแปลงบทบาททางสังคม ไปจากเดิม เมื่อมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมเกิดการเปลี่ยนแปลงของระบบสังคม การเมือง และการขยายตัวของการศึกษาของประชากรจำ นวนมาก พิพิธภัณฑ์เริ่มทำ หน้าที่สนับสนุนการ ศึกษาของสังคม โดยการเผยแพร่ความรู้ไปยังสาธารณชนกระบวนการเหล่านี้ทำ ให้เกิดการตื่นตัวในการ สร้างกระบวนการจัดระบบวัตถุสิ่งของอย่างเป็นระเบียบและเน้นการศึกษาค้นคว้าวิจัย รวมทั้งกระตุ้น ให้เกิดการเรียนรู้และสร้างสรรค์ของผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ แนวคิดเรื่องหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ทางด้านการ ให้การศึกษาแก่สาธารณชนยังคงมีความสำคัญมาจนถึงปัจจุบัน ปัจจุบันกระแสพิพิธภัณฑ์มีการตื่นตัวอย่างมาก มีหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งวัด โรงเรียน ชุมชน มีความ ประสงค์ที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง ในขณะเดียวกันนโยบายของรัฐ และความต้องการของสังคม ได้สร้างความคาดหวังว่า พิพิธภัณฑ์เหล่านี้จะเป็นองค์กรใหม่ที่มีบทบาทสำคัญทางสังคมวัฒนธรรมหลายด้าน เช่น เป็นทั้งแหล่งเรียนรู้ของท้องถิ่น เป็นกลไกที่ทำ ให้ชุมชนท้องถิ่นสร้างอัตลักษณ์ของตนเอง ตระหนัก ในคุณค่าและเกิดความภูมิใจในถิ่นกำ เนิดและประวัติศาสตร์เรื่องราวชีวิตของตนเอง นอกจากนั้นก็อาจมี ความคาดหวังว่าพิพิธภัณฑ์อาจจะสร้างรายได้ให้แก่ท้องถิ่นจากการท่องเที่ยวและการประชาสัมพันธ์ จากการตระหนักถึงความสำคัญในการเตรียมความพร้อมเปิดให้บริการของพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา เทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยการจัดให้มีระบบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ที่มีศักยภาพ สามารถดำ เนินงานพัฒนาพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต และบรรลุผลตามเป้าประสงค์ที่ มหาวิทยาลัย และ อพ.สธ.กำ หนดไว้ จึงมีความจำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนรูปแบบการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และจุดเรียนรู้ต่าง ๆ ในพื้นที่ อุทยานพฤกษศาสตร์ให้พร้อมบริการแก่กลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด โดยครอบคลุมการนำชมส่วนการจัดแสดงนิทรรศการภายในอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ทั้ง ๘ ห้อง คือ ๑) ห้องเกริกไกรเจ้าฟ้านักอนุรักษ์ ๒) ห้องหวนดูทรัพย์สิ่งสินตน ๓) ห้องเขาหลวงทรัพยากรมากมี ๔) ห้องศักยภาพมากล้นมีให้เห็น ๕) ห้องทรัพยากรลุ่มนํ้าปากพนัง ๖) ห้องชายฝั่งอุดมสมบูรณ์ ๗) ห้องบริบูรณ์ทรัพยากรอ่าวไทย และ ๘) ห้องประโยชน์แท้แก่มหาชน รวมทั้งการนำชมนิทรรศการหมุนเวียน การนำชมแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ ภายในเขตพื้นที่อุทยานพฤกษศาสตร์ อาทิ เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หอชมฟ้า Bota Sky Tower และพื้นที่จัดแสดงในส่วนพิพิธภัณฑ์สนับสนุน (ชาติพันธุ์มานิ) เส้นทางชมนก และสวนพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ตลอดจนการออกแบบและจัดกิจกรรมส่งเสริม กระบวนการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช และมรดกภูมิปัญญาวัฒนธรรมท้องถิ่นในรูปแบบต่าง ๆ (User experience design) อันจะนำ ไปสู่การมีทักษะชีวิต (Life skill) ที่รู้เท่าทัน รู้จักเลือกสิ่งที่ดีต่อชีวิต มีขีดความสามารถในการปรับทัศนคติและสร้างจิตสำ นึกในการอนุรักษ์ทรัพยากรของประเทศแก่เยาวชน และประชาชนทั่วไป เกิดการต่อยอดในการกระตุ้นให้สถานศึกษาและภาคส่วนต่าง ๆ เล็งเห็นความสำคัญ ในการส่งเสริมและปลูกฝังให้เยาวชนเข้าใจถึงความสำคัญและประโยชน์ของทรัพยากรชีวภาพ กายภาพ ภูมิปัญญาและวัฒนธรรม เพื่อให้รู้จักหวงแหน รู้จักการนำ ไปใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญ อนาคตและทิศทางการบริหารจัดการ ๙๒
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยศูนย์ประสานงาน อพ.สธ. - มวล. จึงได้ดำ เนินการศึกษาเชิงเปรียบเทียบ เพื่อออกแบบโมเดลการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อวิเคราะห์รูปแบบที่เหมาะสมในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้ได้รูปแบบ (Model) โครงสร้างการบริหารจัดการที่มีความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ อันจะนำ ไปสู่ความยั่งยืนในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาแห่งนี้ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต ที่โดดเด่นเกิดคุณค่าต่อสังคมวงกว้าง และสามารถมีรายได้และระบบการบริหารจัดการที่พึ่งพาตนเอง สามารถพัฒนาต่อยอดสู่การเป็นหน่วยงานวิสาหกิจที่สำคัญของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ในอนาคต ซึ่งการจัดสร้างและเปิดให้บริการพิพิธภัณฑ์ประการแรกที่ต้องคำ นึงถึงก่อนการเปิดคือ ระบบการบริหาร ของพิพิธภัณฑ์ขึ้นอยู่กับหน่วยงานใด ที่จะสามารถบริหารงานพิพิธภัณฑ์ได้อย่างคล่องตัว เพราะการบริหาร จัดการเป็นสิ่งที่จำ เป็นอย่างยิ่งสำ หรับพิพิธภัณฑ์ เนื่องจากการบริหารจัดการเป็นกลไกในการขับเคลื่อน กิจกรรมต่าง ๆ มีส่วนเกี่ยวข้องให้ดำ เนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลหากไม่มีการวาง ระบบหรือจัดรูปแบบการบริหารที่ดีและเหมาะสม จะทำ ให้การดำ เนินงานล้มเหลวหรือต้องใช้เวลานาน กว่าที่ควร การเลือกรูปแบบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมจึงจะทำ ให้พิพิธภัณฑ์สอดคล้องและ ตอบโจทย์กับความต้องการในปัจจุบันมากที่สุด โครงการศึกษาเชิงเปรียบเทียบรูปแบบในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ เพื่อออกแบบการบริหาร จัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ได้ศึกษาถอดบทเรียนจาก พิพิธภัณฑ์ที่มีความโดดเด่นและเป็นที่รู้จัก จำ นวน ๘ แห่ง เป็นกรณีศึกษา โดยใช้การวิเคราะห์สถานการณ์ (SWOT Analysis) ในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่ง รวมทั้งการสร้างแบรนด์และกลยุทธ์ทาง การตลาด สามารถแบ่งรูปแบบตามการบริหารจัดการ ดังต่อไปนี้ ๑) การบริหารจัดการโดยเอกชน ได้แก่ ศูนย์การเรียนรู้ป่าในกรุง ปตท. กรุงเทพมหานคร และ พิพิธภัณฑ์งู “สยามเซอร์เพนทาเรียม” กรุงเทพมหานคร ๒) บริหารจัดการโดยรัฐ ได้แก่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา อพ.สธ. - ม.ขอนแก่น พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จังหวัดขอนแก่น สวนพฤกษศาสตร์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ จังหวัดเชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์กลุ่มชาติพันธุ์ล้านนา สถาบันล้านนาศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเกาะและทะเลไทย พิพิธภัณฑ์พระรามเก้า กรุงเทพมหานคร และ ๓) การบริหารจัดการแบบกึ่ง คือ บริหารจัดการด้วยตนเอง บางส่วน และจ้างบริษัทเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านพิพิธภัณฑ์ (Outsource) บริหารจัดการภายใต้ เงื่อนไขที่กำ หนดร่วมกัน จากศึกษาเชิงเปรียบเทียบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ทั้ง ๘ แห่งดังกล่าวสามารถนำ ไปพัฒนา รูปแบบแนวทางการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ได้ดังนี้ ๑. รูปแบบการบริหารจัดการด้วยตนเอง การบริหารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ด้วยระบบการ จัดการด้วยตนเองของมหาวิทยาลัย มีความท้าทายในหลายปัจจัย ทั้งด้านบุคลากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และ จะต้องพัฒนาทักษะความรู้ความสามารถในงานพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นงานใหม่ที่บุคลากรในสังกัดอุทยาน พฤกษศาสตร์ที่มีอยู่เดิมจะต้องรับดำ เนินการเมื่อพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวได้จัดสร้างแล้วเสร็จในช่วงแรก ของการเปิดให้บริการ อีกทั้งการประชาสัมพันธ์ให้สังคมรับรู้และเข้าถึงสื่อประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ ก็เป็นเรื่องที่ต้องเตรียมวางแผนเชิงรุก เพื่อให้ได้ยอดผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ตามที่มุ่งหวังไว้ จากการศึกษา เชิงเปรียบเทียบการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์สามารถสรุปแนวทางการดำ เนินงานเพื่อให้การบริหารงาน ด้วยตนเองมีศักยภาพสูงสุดได้ดังนี้ ๙๓
๑.๑ มหาวิทยาลัยต้องมีกระบวนการในการสร้างรายได้เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ควบคู่ไปกับการเป็นแหล่งการเรียนรู้และ แหล่งท่องเที่ยวเชิงการศึกษา สามารถทำ เป็นตั๋วเข้าชมให้เลือกได้หลายตัวเลือก เช่น Ticket A เข้าชมฟรี ในห้องใดบ้าง Ticket B เข้าชมฟรีห้องใด เรียกเก็บเพิ่มห้องใด Ticket VIP ตลอดจนการมุ่งเน้นการ ประชาสัมพันธ์และการตลาดเชิงรุกเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ให้ได้ตามเป้าหมายที่ กำ หนดไว้อย่างน้อยวันละ ๑,๐๐๐ - ๑,๒๐๐ คน จึงจะสามารถดำ เนินการให้พิพิธภัณฑ์มีรายได้เพียงพอ ในการบริหารจัดการตนเองได้ อีกทั้งการจัดกิจกรรมเสริมในลักษณะ EVENT และหลักสูตรเสริมเพื่อดึงดูด ผู้เข้าชม ตลอดจนการพิจารณาจัดสรรพื้นที่ให้เอกชนเช่าเพื่อจำ หน่ายสินค้าและบริการในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ในการสนับสนุน การดำ เนินงานของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ ๑.๒ การลดต้นทุนที่ก่อให้เกิดรายจ่ายและไม่สามารถทำ ให้พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีจุดคุ้มทุน มหาวิทยาลัยสามารถลดต้นทุนดังกล่าวด้วยการกาหนดนโยบายเพื่อ เป็นแนวทางการปฏิบัติขึ้น เช่น การใช้พลังงานทดแทน การเปิดโอกาสให้นักศึกษาในมหาวิทยาลัยเข้ามา มีส่วนร่วมเป็นสตาฟ (Staff) และมัคคุเทศก์นำชม ๑.๓ การสร้างพันธมิตรเครือข่ายระหว่างพิพิธภัณฑ์ เปรียบเสมือนพี่เลี้ยงในการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ในแนวทางที่ถูกต้องและดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนแลกเปลี่ยนชุดนิทรรศการ ในการจัดหมุนเวียนจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ให้มีการเปลี่ยนแปลง หมุนเวียน สร้างความแปลกใหม่ทันสมัยกระตุ้นความน่าสนใจแก่ผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มากยิ่งขึ้น เกิดการลดต้นทุนและงบประมาณค่าใช้จ่ายในการออกแบบและผลิตสื่อนิทรรศการได้อีกช่องทางหนึ่ง ๑.๔ การพัฒนาและออกแบบสื่อนิทรรศการจากงานวิจัยของคณาจารย์ นักวิจัย และนักวิชาการ ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อใช้พิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็นพื้นที่ถ่ายทอด องค์ความรู้งานวิจัยดังกล่าวสู่สังคมวงกว้าง เกิดการพัฒนางานสื่อนิทรรศการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยา แห่งนี้บนฐานของงานวิชาการที่เข้มแข็งของมหาวิทยาลัยตามนโยบายการพัฒนาการเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย ชั้นนำของโลก ๑.๕ มหาวิทยาลัยต้องกำ หนดแผนดำ เนินการระยะยาว ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี รวมไปถึงการศึกษา ความพึงพอใจของผู้เข้ามาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์เทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อเป็นแนวทาง ในการบริหารจัดการในอนาคต ๒.๑ การเปิดประมูลให้บริษัทเอกชนเข้ามาบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถือว่าเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถช่วยให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักในช่วงแรก เนื่องจากบริษัทเอกชนมีประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพ และในระหว่างที่บริษัทเอกชนบริหารจัดการ มหาวิทยาลัยสามารถเรียนรู้รูปแบบการบริหารจัดการของเอกชน โดยการส่งบุคลากรร่วมเป็นส่วนหนึ่ง ในคณะทำงานของเอกชนผู้ประกอบการ (Outsource) รวมทั้งการส่งบุคลากรที่จะรับผิดชอบงานในอนาคต ๒. รูปแบบการบริหารจัดการด้วยตนเองควบคู่กับเอกชน (Outsource) เนื่องจากผลกระทบภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันส่งผลให้การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ อาจถึงคราวต้องเปลี่ยนบทบาทใหม่สู่การเป็นผู้ประกอบการทางธุรกิจบริการสังคมเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น กว่าแต่ก่อนที่เป็นองค์กรแบบไม่แสวงหาผลกำ ไร นอกเหนือไปจากการหารายได้แบบเดิมที่ได้จากการ ขายบัตรเข้าชม การเก็บค่าเช่าพื้นที่หรือให้บริการ รวมถึงการขายสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพื่อสนับสนุน การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ดังนี้ ๙๔
เข้ารับการฝึกอบรมด้านการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์จากแหล่งเรียนรู้มืออาชีพ เช่น สถาบันพิพิธภัณฑ์ การเรียนรู้แห่งชาติ (มิวเซียมสยาม) และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) ทั้งนี้เมื่อบริษัท เอกชนสิ้นสุดสัญญาบุคลากรที่ได้รับการพัฒนาทักษะดังกล่าวจะสามารถรับผิดชอบการบริหารจัดการ พิพิธภัณฑ์ด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป ๒.๒ มหาวิทยาลัยควรมีการกำ หนด TOR ให้สอดคล้องกับระเบียบมหาวิทยาลัยและระเบียบราชการ รวมถึงการแบ่งความรับผิดชอบในแต่ละฝ่ายงานอย่างชัดเจนว่าฝ่ายงานใดบริษัทเอกชน (Outsource) ดูแลฝ่ายงานใดมหาวิทยาลัยรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เกิดความซ้าซ้อนของการทำ ํ งาน และมีความครอบคลุม เนื้องานตามกรอบโครงสร้างการบริหารงานพิพิธภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานระดับสากลยอมรับ สามารถให้บริการ กลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม เกิดความพึงพอใจและนำ ไปสู่การกลับมาใช้บริการซํ้าในการเข้าชม พิพิธภัณฑ์และเกิดการบอกต่อสู่บุคคลอื่น สร้างการรับรู้สู่สังคมวงกว้างมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ๒.๓ บริษัทเอกชน (Outsource) มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ ดังนั้นจะสามารถรับรองยืนยันยอดผู้เข้าชมต่อปีได้อย่างชัดเจนแน่นอน และสามารถทำ ให้มหาวิทยาลัย มีจุดคุ้มทุนที่น่าพึงพอใจ ตลอดจนมีทีมนักการตลาดที่เชี่ยวชาญ ในการสร้างการรับรู้แก่บุคคลภายนอก ในช่วงระยะแรก ซึ่งการสร้าง Brand การรับรู้และภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักของสังคมวงกว้าง จะเป็นการกระตุ้นการเข้าถึง พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาการดำ เนินงานให้เป็นไปได้ตามเป้าหมายที่กำ หนดไว้ ดังนั้นการจะพัฒนาให้พิพิธภัณฑ์ธรรมขาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เป็น พิพิธภัณฑ์ตามแบบในอุดมคติที่สังคมมุ่งหวังไว้ จำ เป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการประยุกต์ใช้และพัฒนารูปแบบ การบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย ต้องคำ นึงถึง หลักการบริหารจัดการที่มีความกระทัดรัด มีโครงสร้างการบริหารที่ไม่ซับซ้อน มีการบริการที่รวดเร็วแบบ One Stop Service สามารถบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ให้มีความดึงดูดใจ กระตุ้นความสนใจและสร้าง ความพึงพอใจให้เกิดแก่ผู้เยี่ยมชมให้มากที่สุด เพื่อในที่สุดแล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้จะไม่ใช่เพียงแค่แหล่งเรียนรู้ เพียงอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน และกลับไปด้วย ภาพความทรงจำ ที่เต็มไปด้วยความประทับใจแล้วอยากกลับมาเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ด้านทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ แห่งนี้อย่างไม่รู้จบ ดังแนวคิดการออกแบบอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัย วลัยลักษณ์ที่ได้ออกแบบเป็นเลข สื่อความหมายถึงความต่อเนื่องยั่งยืน (Infinity) ในการอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ตลอดจนวัฒนธรรมและภูมิปัญญาให้ดำรงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป 8 ๙๕
ภาคผนวก ก. แบบรูปอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ข. ภาพถ่ายพื้นที่ก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ธรรมชาติวิทยาเทพรัตนราชสุดาฯ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ๙๖
ก ๙๗
๙๘
ข (ถ่ายเมื่อวันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๖๕) ๙๙
การรักทรัพยากร คือ การรักชาติ รักแผ่นดิน พระราโชวาทพระราชทานในการประชุมประจำปีโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช อันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๐ ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา กรุงเทพมหานคร