คู่มือการปลูกเล้ยี งหมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิง
“หลกั การ..................สูก่ ารประยุกตใ์ ชไ้ ด้จรงิ ”
รองศาสตราจารย์ ดร. พจมาลย์ สรุ นลิ พงศ์
สานกั วชิ าเทคโนโลยกี ารเกษตร สาขาพืชศาสตร์
มหาวทิ ยาลยั ลัยลกั ษณ์ เลขท่ี 222 ตาบลไทยบุรี
อาเภอท่าศาลา จงั หวดั นครศรีธรรมราช 80160
โทรศพั ท์ 0-75672-2351
โทรสาร 0-75672-2303
นายสญั ญา นวลละออง
นกั ศึกษาปรญิ ญาเอก หลกั สูตรวทิ ยาศาสตร์การเกษตร
(พชื ศาสตร์) สานกั วชิ าเทคโนโลยีการเกษตร
มหาวิทยาลยั ลยั ลกั ษณ์ เลขท่ี ๒๒๒ ตาบลไทยบรุ ี
อาเภอท่าศาลา จงั หวดั นครศรธี รรมราช 80160
โทรศัพท์ 081-441-5605
คมู่ ือฉบับนไ้ี ด้รบั ทุนอดุ หนนุ การทากิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนการวจิ ยั ภายใตโ้ ครงการจัดการ
ความรู้และถ่ายทอดเทคโนโลยีจากผลงานวิจัยและพัฒนานวัตกรรมจาก โครงการอนรุ ักษพ์ ันธุกรรมพืชอัน
เนือ่ งมาจากพระราชดาริ สมเดจ็ พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ประจาปีงบประมาณ
2562
คานา
หลายคนเมอ่ื ได้ยนิ คาวา่ “หม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ ” ต่างกจ็ ินตนาการไปตา่ ง ๆ นา ๆ เข้าใจว่าเป็นต้นไม้
กินคนท่ีมีอยู่ในภาพยนตร์สยองขวัญ และอาจจะนึกไม่ถึงว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นเพียงพืชที่คอยดักจับ
แมลงและสัตว์ขนาดเล็กเป็นอาหารอยู่บนโลกใบนี้ และคงคิดไม่ถึงว่าประเทศไทยจะกลายเป็นแหล่งปลูกเล้ียง
เพาะพันธ์หุ ม้อขา้ วหม้อแกงลงิ ลกู ผสมใหม่ ๆ ท่ีประสบความสาเรจ็ และเปน็ ท่รี ู้จกั แพร่หลายในตลาดไม้ประดับ
โลก สาหรับคู่มือการปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิง “หลักการ......สกู่ ารประยกุ ต์ใช้ไดจ้ ริง” เล่มน้ี จะกลา่ วถึง
ความพิเศษ ลักษณะท่ีสาคัญท่ีควรรู้ การปรับปรุงพันธ์ุ ตลอดจนการดูแลเล้ียงดูหม้อข้าวหม้อแกงลิงอย่างครบ
วงจร เพ่ือให้ผู้ท่ีสนใจได้นาไปใช้ประโยชน์ และใช้ประกอบการตัดสินใจในการสร้างอาชีพเสริมด้วยการ
เพาะปลกู หม้อขา้ วหม้อแกงลงิ ต่อไป
รองศาสตราจารย์ ดร. พจมาลย์ สุรนลิ พงศ์
8 สงิ หาคม 2562
สารบัญ หนา้
1
1. พืชกินแมลง 2
2. ทาไมพืชตอ้ งกินแมลง 6
3. ประวัติศาสตร์ของหม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ 8
4. ลกั ษณะทางพฤกษศาสตรข์ องหม้อขา้ วหม้อแกงลงิ 12
5. การจาแนกหมอ้ ข้าวหม้อแกงลงิ 13
6. การปลูกเลย้ี งหม้อขา้ วหม้อแกงลงิ 17
7. เคล็ดลบั การปลกู เลยี้ งและการดแู ลรักษา 18
8. การขยายพนั ธ์ุหม้อขา้ วหม้อแกงลิง 24
9. การใหป้ ยุ๋ หม้อขา้ วหม้อแกงลิง 25
10. โรค แมลงศัตรู และการป้องกันกาจัด 25
11. หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงในตลาดไม้ประดบั ของไทย 27
12. เอกสารอ้างอิง
สารบญั ภาพ หนา้
1
ภาพท่ี 2
1 ความเชื่อเก่ยี วกบั พืชกินแมลงและบุคคลสาคัญ 3
2 พืชกง่ึ กินแมลง Roridula sp. 4
3 กบั ดกั เหย่ือประเภทถงุ ดักเหยื่อ (pitfall) 4
4 กับดกั เหยื่อประเภทลอบดักเหยือ่ (lobster pot) 5
5 กับดักเหย่ือประเภทกาวดักเหยอ่ื (flypaper) 5
6 กบั ดกั เหยื่อประเภทกบั ดักงับเหยื่อ (steel trap) 7
7 กบั ดกั เหยื่อประเภทถุงดูดเหย่ือ (bladder trap หรอื mouse-trap suction) 8
8 หมอ้ ข้าวหม้อแกงลิงสองชนดิ แรกทม่ี ีการคน้ พบในยุคแรกเร่ิม 9
9 หม้อขา้ วหม้อแกงลิงท่ีพบในอดีต 10
10 หมอ้ หรือกระเปาะดักจับแมลงของหม้อข้าวหมอ้ แกงลิง (Nepenthes bicalcarata) 10
11 สว่ นประกอบและโครงสร้างหม้อของหม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ 11
12 สว่ นประกอบบรเิ วณต่าง ๆ ของหม้อ 11
13 ลกั ษณะช่อดอกของหมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลงิ 14
14 ลกั ษณะชอ่ ผลและเมล็ดของหม้อข้าวหม้อแกงลิง 17
15 หม้อขา้ วหม้อแกงลงิ ที่มรี ายงานการค้นพบในประเทศไทยในปี พ.ศ.2562 19
16 พัฒนาการการออกหมอ้ ของหมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงสายพันธุ์ N. ‘Miranda’ 20
17 ลาดบั ขัน้ ตอน และวิธีการปกั ชากิง่ หม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ 21
18 ตวั อย่างการผสมพนั ธุ์ตน้ หม้อขา้ วหม้อแกงลงิ 22
19 ขน้ั ตอนการผสมเกสรหม้อขา้ วหมอ้ แกงลิง 23
20 การเก็บเกสรเพศผู้ไว้ใช้เม่ือเกสรเพศเมียบานไม่พร้อมกัน 24
21 การเพาะเมลด็ หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลงิ
22 ข้ันตอนการยา้ ยปลูกกลา้ หมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลงิ
1. พืชกินแมลง
ในอดีตชาวยุโรปมีความเชื่อเร่ืองภูตผีปีศาจและส่ิงล้ีลับ โดยเฉพาะเร่ืองเล่าขานจากป่าดงดิบแถบ
มาดากัสการ์ บอร์เนียว และนิวกินี ซึ่งเม่ือ Carle Liche ได้ตีพิมพ์เรื่องราวที่เขาได้พบเห็นและเป็นพยานใน
พิธีกรรมบูชายัญต้นไม้กินคนของชาวพื้นเมืองในมาดากัสการ์ โดยใช้หญิงสาวบริสุทธิ์เป็นเครื่องบูชาลงใน
วารสารวิทยาศาสตร์และวารสารชื่อดังหลายฉบับในช่วงกลางศตวรรษท่ี 18 ผู้คนท่ัวไปจึงหลงเชื่อเร่ืองราว
ดังกล่าวอย่างงมงาย ขณะเดียวกัน Charles Darwin ได้ทาการศึกษาค้นคว้าพืชท่ีมีพฤติกรรมดักจับแมลงเพ่ือ
ย่อยสลายเป็นสารอาหารจากทั่วโลก และด้วยการช่วยเหลือจากเพื่อนสนิท Sir Joseph Dalton Hooker
ผู้อานวยการสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Royal Botanic Garden Kew) ในขณะน้ัน และได้ตีพิมพ์เรื่องราว
ตา่ ง ๆ ในหนังสือช่ือ “Insectivorous Plants” หรือพืชกินแมลง เม่ือปี ค.ศ. 1875 ซึ่งปัจจุบันผลงานของเขา
ไดร้ บั การยกย่องว่าลา้ สมยั แต่ในยุคน้นั กลบั ถูกมองว่าเปน็ เรอ่ื งไรส้ าระ (ภาพที่ 1)
ข.
ก. ค.
ภาพที่ 1 ความเช่อื เกยี่ วกบั พืชกนิ แมลงและบคุ คลสาคญั
ก. ต้นไม้กินคน Ya-te-veo ("I see you") ในความเช่ือของอเมริกากลาง จาก Land and Sea โดย
J.W. Buel 1887
ข. Charles Darwin
ค. Sir Joseph Dalton Hooker
ต่อมาเม่ือนักวิทยาศาสตร์ทาการศึกษาค้นคว้าเก่ียวกับพืชกินแมลงมากข้ึนจึงพบว่า พืชกลุ่มน้ี
สามารถดักจับสัตว์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่แมลงได้ เช่น แมงมุม ลูกอ๊อด กบ ก้ิงก่า จนถึงหนู เป็นต้น นักวิทยาศาสตร์
หลายท่านจึงให้ความคิดเห็นว่า “Insectivorous” ซึ่งหมายถึง “พืชกินแมลง” อาจจะยังไม่ครอบคลุม
ความหมายท้ังหมดท่ีเพิ่งค้นพบ จึงได้เปล่ียนมาใช้คาว่า “Carnivorous Plants” หรือ “พืชกินเน้ือ” แทน
เพื่อให้ความหมายชัดเจนข้ึนและสอดคล้องกับพฤติกรรมของพืชในกลุ่มนี้ อย่างไรก็ตามโอกาสในการดักจับ
หน้า | 1
สัตว์ขนาดใหญ่มีความเป็นไปได้น้อยมาก และมักเป็นเหตุบังเอิญเสียมากกว่า จึงทาให้คาว่า “พืชกินแมลง”
เปน็ คาศัพท์ที่มีความคุ้นเคยและเหมาะสมกวา่ การใช้คาว่า “พืชกนิ เน้ือ” ตามภาษาองั กฤษ
ในอดีตพืชท่ีมีพฤติกรรมในการดักจับแมลงแทบทุกชนิดถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มพืชกินแมลง แต่ผล
การศึกษาในปัจจุบันบ่งชี้ให้เห็นว่า พืชกินแมลงต้องมีลักษณะสาคัญ 3 ประการ คือ 1) สามารถล่อจับเหย่ือได้
2) สามารถสังหารเหย่ือได้ และ 3) มีกระบวนการย่อยสลายเหย่ือและดูดซึมธาตุอาหารจากเหยื่อได้ จึงมีการ
จาแนกพืชกินแมลงใหม่ เพราะพืชบางชนิด เช่น พีทูเนีย มันฝรั่ง ยาสูบ และกุหลาบพันปีบางชนิด มีต่อม
สร้างยางเหนียวบนใบ สามารถดักจับแมลงและฆ่าแมลงได้ แต่ไม่มีการย่อยสลายเหยื่อเพ่ือดูดกินธาตุ-อาหาร
จงึ ไมจ่ ดั เป็นพืชกนิ แมลง นอกจากนี้มีพืชอีกกลุ่มหน่ึงที่เรียกว่า “Semicarnivorous Plants” หรือ “พืชกึ่งกิน
แมลง” ที่ได้รบั ผลประโยชนท์ างอ้อมจากการดกั จบั แมลง เช่น Roridula ในประเทศแอฟริกาใต้ ที่มีขนปกคลุม
และขนผลติ ยางเหนยี วคลา้ ยพชื กนิ แมลงในสกุลหยาดน้าค้าง (Drosera) เม่ือแมลงชนิดต่าง ๆ เข้ามาติดกับดัก
ยางเหนียวที่บริเวณใบของ Roridula จะมีแมลงหนึ่งชนิด คือ มวนเพชฌฆาต (Assassin bug) ที่สามารถเดิน
บนใบของ Roridula ได้ เขา้ มาดดู กนิ น้าเล้ียงบนแมลงท่ีตดิ กบั ดกั แล้วขับถ่ายของเสียที่อุดมไปด้วยธาตุอาหาร
ให้กับ Roridula เป็นการตอบแทน จึงทาให้ Roridula มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายพืชกึ่งกินแมลงมากท่ีสุด (ภาพที่
2)
ก. ข.
ภาพท่ี 2 พืชกึ่งกนิ แมลง Roridula sp.
ก. Roridula sp.
ข. มวนเพชฌฆาต ขณะไตบ่ นตน้ Roridula sp. เพอ่ื ดดู นา้ เลี้ยงบนเหยือ่ ท่ีมาตดิ บนใบ
2. ทาไมพืชตอ้ งกินแมลง
พืชทุกชนิดดารงชีวติ อยู่ไดโ้ ดยการใชร้ ากดูดนา้ และแร่ธาตุในดนิ สว่ นใบดดู ซับคารบ์ อนไดออกไซด์ใน
อากาศ เม่ือผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสงจะได้มาซ่ึงพลังงานในการดารงชีวิต แต่หากพืชขึ้นอยู่ในดินที่ขาด
ธาตุอาหารท่ีจาเป็นต่อการดารงชีวิตโดยเฉพาะธาตุอาหารหลัก เช่น ไนโตรเจน โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส
พชื อาจจะมชี ีวติ รอดได้นานนบั ปี แต่ไมส่ ามารถสรา้ งพลังงานให้เพยี งพอต่อการผลิดอกออกผลได้ ไม้กินแมลงก็
หนา้ | 2
เช่นเดียวกันเป็นไม้ท่ีถือกาเนิดมาบนโลกตั้งแต่สมัยดึกดาบรรพ์ และมีวิวัฒนาการที่แตกต่างกันออกไป
หลากหลายชนิด พืชชนิดนี้ส่วนใหญ่ข้ึนอยู่ในดินท่ีมีธาตุอาหารต่า หลายชนิดพบในพ้ืนที่ชื้นแฉะและมีน้า
ไหลเวียน เพอื่ นาพาเอาธาตุอาหารสาคญั ออกไปเกอื บหมด ดงั นั้นพืชในกลุ่มน้ีจึงต้องมีวิวัฒนาการแตกต่างจาก
พชื อนื่ ๆ เพ่อื ใหส้ ามารถสืบทอดเผ่าพันธ์ุต่อไปได้ โดยการปรับรูปแบบใบเพื่อดักล่อเหยื่อซึ่งเปรียบเสมือนธาตุ
อาหารที่นามาใช้ในการเจรญิ เติบโต โดยเฉพาะธาตุไนโตรเจนทีเ่ ปน็ ส่วนประกอบสาคัญของส่งิ มีชีวติ ทกุ ชนิด
พชื กนิ แมลงส่วนใหญ่มีสว่ นของใบท่เี ปลยี่ นรูปไปเปน็ กบั ดกั 2 รปู แบบ คอื
1. กับดกั ท่ไี มเ่ คล่ือนไหว (Passive traps) ได้แก่
1.1 ถุงดักเหยื่อ (pitfall) ลักษณะเป็นถุงท่ีมีน้าขัง เมื่อเหย่ือถูหลอกล่อด้วยกล่ินน้าหวาน และ
สีสันที่สะดุดตา จะพลัดตกลงไปในถุงและไม่สามารถปีนป่ายกลับขึ้นมาได้ ได้แก่ พืชกินแมลงในสกุล
Cephalotus, Darlingtonia, Heliamphora, Nepenhes และ Sarracenia (ภาพที่ 3)
ก. ข. ค.
ง. จ.
ค. Heliamphora
ภาพที่ 3 กับดักเหย่ือประเภทถุงดกั เหย่ือ (pitfall)
ก. Cephalotus ข. Darlingtonia
ง. Sarracenia จ. Nepenthes
1.2 ลอบดกั เหย่ือ (lobster pot) ลักษณะภายในกับดักมีขนแข็งชี้ขึ้นไปในทิศทางเดียวกับด้าน
ในของกับดกั เม่ือเหยือ่ หลงเขา้ ไปในกบั ดับจะไม่สามารถเดนิ ยอ้ นกลับหรือบินย้อนกลับออกมาได้ ได้แก่ พืชกิน
แมลงในสกลุ Genlisea และ Sarracenia psittacina (ภาพท่ี 4)
หน้า | 3
ก. ข.
ภาพที่ 4 กบั ดกั เหย่ือประเภทลอบดักเหยอื่ (lobster pot)
ก. Genlisea ข. Sarracenia psittacina
1.3 กาวดักเหย่ือ (flypaper) ลักษณะเป็นกับดักท่ีมีเมือกเหนียว สร้างจากรยางค์บนผิวใบ ทา
ให้เหยื่อขนาดเล็กที่หลงเข้ามาติดกับไม่สามารถดิ้นหลุดไปได้ ได้แก่ พืชกินแมลงในสกุล Byblis Drosera
Drosophyllum Pinguicula Roridula และ Triphyophyllum แตส่ าหรบั สกลุ Drosera และ Pinguicula
บางชนดิ ใบจะม้วนรัดเหยือ่ เมื่อเกิดการย่อยสลาย (ภาพท่ี 5)
ก. ข. ค.
ง. จ. ฉ.
ภาพท่ี 5 กบั ดกั เหยื่อประเภทกาวดักเหยื่อ (flypaper) ค. Drosophyllum
ฉ. Triphyophyllum
ก. Byblis ข. Drosera
ง. Pinguicula จ. Roridula
หน้า | 4
2. กบั ดกั ทเ่ี คลือ่ นไหว (Active traps) ไดแ้ ก่
2.1 กับดักงับเหย่ือ (steel trap) มีลักษณะคล้ายบานพับเปิดออก เม่ือเหยื่อเข้าสู่กับดัก บาน
พับจะปิดอย่างรวดเร็วเพ่ือกักขังเหย่ือไว้ภายในจนกระทั่งเหย่ือตายแล้วจะค่อย ๆ ดูดซึมธาตุอาหารจากเหย่ือ
เม่ือเหยื่อย่อยสลายเรียบร้อยแล้ว บานพับจึงจะเปิดใหม่อีกครั้ง พบในพืชกินแมลงสกุล Aldrovanda และ
Dionaea (ภาพที่ 6)
ก. ข.
ภาพท่ี 6 กบั ดกั เหยอื่ ประเภทกบั ดกั งับเหยอ่ื (steel trap)
ก. Aldrovanda ข. Dionaea
2.2 ถุงดูดเหย่ือ (bladder trap หรือ mouse-trap suction) เป็นกับดักที่มักพบในพืชกิน
แมลงทอี่ าศัยอยู่ในนา้ หรือพน้ื ทีช่ ้นื แฉะ เมอ่ื เหยื่อวา่ ยนา้ มาสัมผัสกับรยางค์ด้านนอก กบั ดักที่มีลักษณะคล้ายถุง
จะเปดิ ออกพรอ้ มกับดูดเหยอ่ื และน้าเข้าไปในถงุ อย่างรวดเร็ว พบในพชื กินแมลงสกลุ Utricularia (ภาพท่ี 7)
ก. ข.
ภาพท่ี 7 กบั ดักเหยอื่ ประเภทถงุ ดูดเหยือ่ (bladder trap หรอื mouse-trap suction)
ก. ถุงดูดเหยื่อของ Utricularia ข. ลักษณะดอกของ Utricularia aurea
หนา้ | 5
ปัจจบุ นั พบพืชทจี่ ดั อย่ใู นกลุ่มพืชกินแมลงทง้ั หมด 10 วงศ์ มากกวา่ 600 ชนดิ ได้แก่
1. วงศ์ Bromeliaceae พบพืชกินแมลง 3 ชนิด
2. วงศ์ Byblidaceae พบพชื กินแมลงในสกลุ Byblis 6 ชนดิ
3. วงศ์ Cephalotaceae พบพืชกินแมลงในสกลุ Cephalotus เพียงชนดิ เดยี ว
4. วงศ์ Dioncophyllaceae พบพืชกนิ แมลงในสกลุ Triphyophyllum เพียงชนดิ เดียว
5. วงศ์ Droseraceae พบพืชกินแมลงในสกุล Aldrovanda 1 ชนิด สกุล Dionaea 1 ชนิด และ
สกุล Drosera มากกว่า 160 ชนิด
6. วงศ์ Drosophyllaceae พบพืชกนิ แมลงในสกลุ Drosophyllum มเี พยี งชนิดเดียว
7. วงศ์ Lentibulariaceae พบพชื กินแมลงในสกุล Genlisea ประมาณ 21 ชนิด สกุล Pinguicula
มากกว่า 86 ชนิด และสกุล Utricularia มากกว่า 285 ชนดิ
8. วงศ์ Nepenthaceae พบพชื กินแมลงในสกุล Nepenthes มากกวา่ 150 ชนดิ
9. วงศ์ Roridulaceae พบพืชกนิ แมลงในสกลุ Roridula จานวน 2 ชนิด
10. วงศ์ Sarraceniaceae พบพืชกินแมลงในสกุล Darlingtonia 1 ชนิด สกุล Heliamphora
ประมาณ 14 ชนิด และสกลุ Sarracenia 9 ชนิด
3. ประวตั ศิ าสตรข์ องหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
หม้อข้าวหม้อแกงลิง มีช่ือสามัญว่า “Tropical Pitcher Plant” หรือ “Monkey Cup” ส่วนใหญ่มี
ถ่ินกาเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่มีรายงานการพบหม้อข้าวหม้อแกงลิง 4 ชนิด ท่ีกระจายพันธุ์ไป
ทางทิศตะวันออกของทวีปออสเตรเลีย และอีก 2 ชนิด กระจายพันธุ์ไปทางทิศตะวันตกถึงเกาะมาดากัสการ์
หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชกินแมลงท่ีมีลักษณะโดดเด่นและนิยมปลูกเป็นไม้ประดับมากที่สุด ปัจจุบันมีการ
รายงานการพบหม้อข้าวหม้อแกงลิงในธรรมชาติมากกว่า 150 ชนิด และมีรายงานการพบชนิดใหม่ ๆ เพิ่มข้ึน
แทบทุกปี แม้ว่าหม้อข้าวหม้อแกงลิงส่วนใหญ่จะพบในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่หม้อข้าวหม้อแกงลิง
ชนิดแรกท่ีได้รับการบันทึกในปี ค.ศ. 1658 คือ N. madagascariensis Poir. ซึ่ง Etienne de Flacourt
ข้าหลวงฝร่ังเศสประจามาดากัสการ์เป็นผู้สารวจพบ โดยพบตัวอย่างพืชที่ซื้อมาจากนักสะสมพืชชาวพ้ืนเมือง
และบันทึกพืชชนิดนั้นว่า “Amramitico” ตามชื่อท้องถิ่น (ปิยะ, 2550) พร้อมให้รายละเอียดเก่ียวกับความ
แปลกประหลาดของพชื ชนดิ นไี้ วใ้ นหนังสอื ประวตั ศิ าสตร์ของเกาะมาดากัสการ์ว่า “ดอกหรือผลคล้ายแจกันใบ
เล็ก ๆ ซ่ึงมีฝาปิด” สาหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่สองที่พบ คือ N. distillatiria L. พบในศรีลังกา โดย
Carl Linnaeus ซึ่งได้เห็นตัวอย่างแห้งของพืชชนิดในหอพรรณไม้เป็นครั้งแรก เขาระลึกถึงยาท่ีเรียกว่า
“Nepenthe” ของเฮเลนแหง่ ทรอยในมหากาพย์ของโอดิสซีย์ บทประพันธ์ของโฮเมอร์ ที่เล่ากันว่า “เป็นยาท่ี
ชว่ ยใหล้ มื ความโศกเศรา้ ” (Arata, 2004 อ้างโดย ปยิ ะ, 2550) เคา้ จงึ ให้ชอื่ สกุลพืชในกลุ่มหมอ้ ข้าวหม้อแกงลิง
ว่า “Nepenthes” ในปี ค.ศ. 1737 และนับว่า N. distillatoria L. เป็นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดแรกที่ได้รับ
การต้ังชอื่ วทิ ยาศาสตร์ (ภาพที่ 8)
หน้า | 6
ภาพท่ี 8 หม้อข้าวหม้อแกงลิงสองชนดิ แรกทมี่ ีการ
ค้นพบในยุคแรกเริม่
ก. N. distillatoria L.
ข. N. madagascariensis Poir.
ก. ข.
ต่อมาในช่วงยุคล่าอาณานิคม หม้อข้าวหม้อแกงลิงเร่ิมเป็นท่ีรู้จักมากขึ้น เน่ืองจากนักสารวจชาว
ยุโรปในขณะนั้น เก็บนากลับไปปลูกเล้ียงในยุโรป และมีการก่อสร้างโรงเรือนกระจกขึ้นเพ่ือให้พรรณไม้ท่ีนา
กลับมาสามารถเจริญเติบโตได้ ในปี ค.ศ. 1789 Sir Joseph Banks หน่งึ ในผูบ้ กุ เบิกสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว
ประเทศองั กฤษ ได้นาเอา N. mirabilis ออกมาเผยแพรเ่ ป็นคร้งั แรก ต่อมาในปี ค.ศ. 1819 Dr. William Jack
พบ N. rafflesisna ในประเทศสิงคโปร์ จึงต้ังชื่อเพ่ือเป็นเกียรติแก่ Sir Stamford Raffles ผู้ก่อตั้งประเทศ
ส่วนในศตวรรษที่ 18 มีรายงานการพบหม้อข้าวหม้อแกงลิงอีก 4 ชนิด บนยอดเขากีนา-บาลู บนเกาะ
บอร์เนียว ได้แก่ N. enwardsiana, N. lowii, N. rajah และ N. villosa จากการสารวจของ Hugh Jr. ถึง
สามครงั้ และเขายังเป็นผู้ที่นา N. x hookeriana (ลูกผสมระหว่าง N. ampullaria และ N. rafflesiana) มา
ปลูกเป็นไม้ประดับอีกดว้ ย (ภาพท่ี 9)
หลังจากนั้นเริ่มมีโรงเรือนอนุบาลและขยายพันธุ์ไม้ประดับเกิดข้ึนหลายแห่ง ในปี ค.ศ. 1825
Conrad Loddiges และ Georges เจา้ ของโรงเรือนอนุบาลในประเทศอังกฤษ เป็นผู้นาเข้าหม้อข้าวหม้อ-แกง
ลิง N. khasiana Hook.f. ซึ่งเป็นพืชเฉพาะถิ่นเดียวของอินเดียเข้าสู่วงการไม้ประดับ ในปี ค.ศ. 1873 Sir
Joseph Dalton Hooker ซ่ึงดารงรงตาแหน่งผู้อานวยการสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิวต่อจาก Sir William
Jackson Hooker ได้ตีพิมพ์รายช่ือหม้อข้าวหม้อแกงลิงจานวน 33 ชนิด นอกจากนี้มีการตีพิมพ์บทความที่
เก่ียวข้องกับการปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงในวารสารไม้ประดับต่าง ๆ ทาให้มีผู้นิยมปลูกเลี้ยง
หม้อข้าวหม้อแกงลิงแพร่หลายมากข้ึน ตอนปลายศตวรรษที่ 18 ถือว่าเป็นยุคเฟ่ืองฟูของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ในยุโรป เน่ืองจากมีการเพาะขยายพันธุ์ลูกผสมท่ีสวยงามออกมามากมาย แต่เมื่อเกิดสงครามโลกคร้ังท่ี 1
หม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ ลูกผสมหลายชนดิ ในสมัยนั้นกลบั ต้องสญู หายไปนบั ตงั้ แตน่ นั้ เป็นตน้ มา
หนา้ | 7
ก. ข. ค. ง.
จ. ฉ. ช.
ภาพที่ 9 หม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ ท่ีพบในอดตี
ก. N. mirabilis ข. N. rafflesiana ค. N. enwardsiana
ฉ. N. villosa
ง. N. lowii จ. N. rajah
ช. N. x hookeriana
4. ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ของหม้อข้าวหม้อแกงลิง
หมอ้ ข้าวหม้อแกงลิงเปน็ พืชกินแมลงท่ีนยิ มปลูกเลีย้ งกนั มากท่ีสุดในเมืองไทย ข้อมูลรายละเอียดของ
พืชสกุล Nepenthes มดี ังต่อไปนี้
4.1 หมอ้ หรอื กระเปาะดกั จบั แมลง
หม้อ คือ ส่วนของใบ ไม่ใช่ดอก หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชใบเล้ียงคู่ท่ีเป็นไม้เลื้อยใบเป็นใบ
เด่ียวรูปขอบขนานถึงรูปไข่ ปลายเรียวแหลมเส้นกลางใบนูนเป็นสันแข็งด้านท้องใบและยืดยาวออกเป็นสาย
เรยี กวา่ “มือพัน” (tendril) หรอื ที่ผูป้ ลกู เลี้ยงเรียกกันว่า “สายด่ิง” ส่วนปลายพองออกเป็นกระเปาะดักเหย่ือ
(pitcher) ท่ผี ู้ปลกู เลี้ยงนิยมเรียกวา่ “หม้อ” มี 2 ลกั ษณะตามอายขุ องพชื (ภาพที่ 10) ได้แก่
4.1.1 หม้อล่าง (Lower pitcher หรือ Terrestrial pitcher) เกิดบริเวณปลายใบที่อยู่ใกล้กับ
พ้ืนดิน มีทั้งทรงกลมและทรงกระบอก มักมีสีสันหรือลวดลายสวยงามสะดุดตาไว้ล่อเหย่ือ ส่วนใหญ่ปากหม้อ
ล่างจะหนั เข้าหาสายดงิ่ แตก่ ็มีบางชนดิ ทป่ี ากหม้อลา่ งหันออกจากสายด่ิง
หนา้ | 8
4.1.2 หม้อบน (Upper pitcher หรือ Aerial pitcher) เกิดเมื่อพืชเติบโตขึ้นจนเป็นเถาเล้ือย
ยาว สายดิง่ จะม้วนเป็นมอื เกาะเพ่อื หาหลกั ยดึ พยงุ ลาตน้ สว่ นหม้อยืดออกเป็นรูปกรวย ก้นแหลม ปากหม้อบน
หันออกจากสายดิง่ และมกั เปล่ียนเป็นสีเขยี วเรยี บ ๆ มเี พียงไม่กีช่ นดิ ทห่ี ม้อบนยังคงความสวยงาม
ก. ข.
ภาพท่ี 10 หม้อหรือกระเปาะดกั จบั แมลงของหม้อขา้ วหมอ้ แกงลิง (Nepenthes bicalcarata)
ก. หมอ้ ลา่ ง ข. หม้อบน
สว่ นประกอบของหมอ้
หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงแต่ละหม้อประกอบด้วย ปาก (peristome หรือ lip) มีผิวเรียบเป็นมันหรือเป็น
ซี่ฟัน มีสีสันและลวดลายสวยงาม ภายในมีต่อมน้าหวานไว้ล่อเหยื่อ ด้านหลังยกขึ้นเชื่อมต่อกับฝา (lid) ซึ่งมี
ตอ่ มนา้ หวานมากมายอยู่ใตฝ้ า เมื่อหม้อเจริญเติบโตเต็มท่ี ฝาจะเปิดออกและไม่สามารถปิดได้ มีหน้าที่ป้องกัน
ไม่ให้น้าฝนตกลงไปจนทาให้น้าย่อยในก้นหม้อเจือจางลง ที่ฐานของฝามีเดือย (spur) ส่วนหน้าของหม้อล่างมี
ปีก (wing หรือ ladder) สองอันเป็นชายครุย ช่วยให้แมลงไต่ข้ึนไปยังปากหม้อได้สะดวก สาหรับหม้อบนลด
รูปไปเหลือเพียงริ้วบางๆ (rib) และไม่มีชายครุยในหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิด (ภาพท่ี 11) หม้อของ
หม้อขา้ วหมอ้ แกงลิงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน (ภาพท่ี 12) คือ
1) ส่วนล่อเหย่ือ (attractive zone) ประกอบด้วย ตัวหม้อ ปาก และฝา ซึ่งมีสีสันและลวดลาย
สวยงาม มีต่อมน้าหวานล่อเหยื่อท่ีมักเป็นพวกมด ส่วนปากหม้อมีผิวเรียบลื่น ทาให้เหย่ือพลัดตกลงไปในหม้อ
ไดง้ า่ ย
2) ส่วนที่มีข้ีผึ้ง (waxy zone) ผิวด้านในหม้อท่ีอยู่ลึกจากบริเวณปากลงไปประมาณหน่ึงในสามถึง
ครง่ึ หนึ่ง มีสีขาวนวลเรียบล่นื คลา้ ยเคลือบดว้ ยข้ีผงึ้ ทาใหเ้ หยอ่ื ไม่สามารถปนี กลับข้นึ มาได้
3) ส่วนท่ีย่อยซากเหย่ือ (digestive zone) เป็นส่วนท่ีอยู่ลึกที่สุด มีต่อมเล็ก ๆ มากมาย ทาหน้าท่ี
ผลติ น้าย่อยตั้งแต่ก่อนฝาเปิด มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ สามารถย่อยสลายซากเหยื่อส่วนท่ีอ่อนนุ่มเพื่อดูดซึมธาตุ
อาหาร
หน้า | 9
ภาพท่ี 11 ส่วนประกอบและโครงสร้างหม้อของหม้อข้าวหม้อแกงลงิ ค.
ทม่ี า: https://www.merbach.net/nepenthes/english/plant.html
ก. ข.
ภาพท่ี 12 ส่วนประกอบบรเิ วณต่าง ๆ ของหมอ้
ก. เหยอ่ื ถูกล่อด้วยนา้ หวานจากต่อมบริเวณปาก
ข. ซากแมลงภายในหม้อ
ค. waxy zone ท่สี ่วนบน
4.2 ดอก
หม้อข้าวหมอ้ แกงลิงเปน็ พชื ที่มีดอกแยกเพศอยู่ต่างต้น (Dioecious) ส่วนใหญ่จะพบดอกเพศผู้
มากกว่าดอกเพศเมีย ช่อดอกเป็นช่อกระจะ (raceme) หรือช่อแยกแขนง (panicle) แต่ละแขนงย่อยมี 1-3
ดอก ยกเว้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิด เช่น N. Bicalcarata มีดอกมากกว่า 10 ดอก แต่ละดอกมีเฉพาะ
กลีบรวม 4 กลีบ สาหรับดอกเพศเมีย ยอดเกสรเพศเมียอยู่บนรังไข่รูปรี ส่วนช่อดอกเพศผู้ มีขนาดใหญ่และมี
จานวนดอกมากกว่าช่อดอกเพศเมีย อับเรณูอยู่ส่วนปลาย เม่ือพร้อมผสมจะแตกออก ภายในมีละอองเรณูสี
เหลอื ง (ภาพที่ 13)
หนา้ | 10
ก. ข.
ภาพที่ 13 ลักษณะชอ่ ดอกของหมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลิง
ก. ช่อดอกเพศผู้ ข. ช่อดอกเพศเมีย
4.3 ผลและเมลด็
เมื่อดอกเพศเมียได้รับการผสมเกสรจะมีขนาดใหญ่ข้ึนเป็นฝักรูปรีเรียวยาว ฝักแก่มีสีน้าตาล
และแตกออกเปน็ 4 พู ภายในมีเมล็ดเล็ก ๆ คล้ายเส้นดา้ ยประมาณ 50-500 เมล็ด สามารถนาไปขยายพันธุ์ได้
(ภาพท่ี 14)
ก. ข.
ภาพท่ี 14 ลักษณะชอ่ ผลและเมลด็ ของหม้อขา้ วหม้อแกงลิง
ก. ลกั ษณะชอ่ ผลทพ่ี ฒั นามาจากช่อดอกเพศเมยี
ข. ลักษณะเมลด็ ของหม้อขา้ วหม้อแกงลิง
หนา้ | 11
เคล็ดลบั
- เนือ่ งจากหม้อขา้ วหม้อแกงลงิ มดี อกแยกเพศอยู่ตา่ งตน้ กัน หากตอ้ งการขยายพันธุ์ด้วยเมลด็ ผูป้ ลกู
ตอ้ งมีทัง้ ต้นเพศผูแ้ ละเพศเมีย
- การผสมเกสรเพศผู้และเพศเมียต่างชนดิ กัน จะได้ลูกผสมใหม่ ๆ ทม่ี ีลักษณะแตกตา่ งจาก ต้นเดมิ
บางตน้ อาจสวยงามโดดเด่นเปน็ ทต่ี อ้ งการในหมนู่ ักสะสมได้
- ลกู ผสมแตล่ ะตน้ ท่ีไดจ้ ากการเพาะเมลด็ ในรนุ่ เดยี วกนั มักมีความแตกตา่ งกัน ข้ึนอยูก่ บั วา่ จะได้
ลกั ษณะเด่นจากตน้ พ่อพนั ธุ์หรอื แม่พนั ธุ์
5. การจาแนกหม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ
หม้อข้าวหม้อแกงลิงมากกวา่ 150 ชนิด สามารถจาแนกชนิดได้ตามถ่ินท่ีอยู่ตามธรรมชาติเช่น ในป่า
พรุ บนเขาหินปูน หรือตามทุ่งหญ้าโล่งแจ้งที่ดูแห้งแล้ง แต่มีแหล่งน้าเล็ก ๆ ไหลผ่าน โดยหลัก ๆ สามารถ
จาแนกหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ ออกได้เป็น 2 กลุม่ หลัก ๆ ดงั นี้
5.1 กลุ่มโลว์แลนด์ (Lowland Pitcher plant หรือ L/L) พบต้ังแต่พื้นราบไปจนถึงพ้ืนท่ีสูงไม่เกิน
1,000 เมตรจากระดับน้าทะเล หม้อข้าวหม้อแกงลิงในกลุ่มน้ีที่พบในประเทศไทย ได้แก่ N. mirabilis, N.
andamana, N. suratensis และ N. kongkandana เปน็ ตน้
5.2 กลุ่มไฮแลนด์ (Hightland Pitcher Plant หรือ H/L) พบในพ้ืนที่สูงตั้งแต่ 1,000-3,000 เมตร
จากระดับน้าทะเล ในสภาพภูเขาสูง อากาศเย็น ฝนตกชุกและมีความชุ่มชื้นสูง หม้อข้าวหม้อแกงลิงในกลุ่มนี้
ส่วนใหญ่มรี ปู ทรงและสีสันงดงามกวา่ กลุ่มโลว์แลนด์ ท้ังยังพบในธรรมชาติมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด
ทพ่ี บบนโลก เช่น หม้อข้าวหมอ้ แกงลิงท่พี บในแถบประเทศมาเลเซีย ฟลิ ิปปินส์ และเกาะบอร์เนียว เป็นตน้
อย่างไรก็ตาม มหี มอ้ ข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดที่สามารถพบได้ทั้งพื้นท่ีโลว์แลนด์ และไฮแลนด์ ทาให้
นักวิชาการบางท่านจาแนกออกเป็นอีกกลุ่มหนึ่ง คือ Intermediate Nepenthes เช่น N. smilesii และ N.
mirabilis ท่ีมีเขตการกระจายพันธุ์ตั้ง 0-1,500 เมตรจากระดับน้าทะเล อย่างไรก็ตามพืชในสกุล
หม้อข้าวหม้อแกงลิงสามารถเจริญเติบโตได้หลายภูมิประเทศ แม้ส่วนใหญ่จะเป็นเขตร้อนช้ืน นิเวศวิทยาท่ี
สามารถเจริญเติบโตได้ดี คือ บนพื้นดิน อิงอาศัย บนหิน หรืออิงอาศัยกับพืชอื่น แต่ส่วนใหญ่มักเจริญขึ้นจาก
พื้นดินและมักจะเป็นดินท่ีขาดแคลนธาตุอาหารโดยเฉพาะไนโตรเจนและฟอสฟอรัส การดักจับแมลงหรือสัตว์
เพ่อื เป็นอาหารเสริมนา่ จะเป็นสาเหตขุ องข้อไดเ้ ปรยี บของพชื ในกลุ่มนี้ (Clarke, 2006)
หมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลิงในประเทศไทย
ข้อมูลจากหนังสือ “ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย” ของศาสตราจารย์ ดร. เต็ม สมิตินันทน์ สวน
พฤกษศาสตรป์ า่ ไม้ กรมป่าไม้ ในปี 2544 ระบวุ ่า พบหม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ ในประเทศไทยท้ังหมด 5 ชนิด ได้แก่
N. ampullaria, N. gracillis, เขนงนายพราน (N. mirabilis) น้าเต้าฤาษี (N. smilesii) และ น้าเต้าลม (N.
หนา้ | 12
thorelii) (มยุรี ภิญโญศักดิ์ และคณะ, 2552) ในขณะที่ข้อมูลจากกรมวิชาการเกษตรระบุว่า
หม้อข้าวหม้อแกงลิงท่ีมีแหล่งกาเนิดในประเทศไทยมีอยู่ 6 ชนิด ได้แก่ N. mirabilis, กระดึงพระราม (N.
distillatoria), N. smilesii, N. thorelii, N. gracillis และ N. kampotiana จากข้อมูลข้างต้นช้ีให้เห็นถึง
ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล ทาให้การศึกษาและจาแนกสายพันธุ์พืชในสกุลนี้เป็นไปได้ยาก อย่างไรก็ตาม
ในขณะน้ีทางทีมผู้เขียนได้ทาวิจัยด้านการจาแนกและศึกษาวิวัฒนาการของต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงท่ีพบใน
ประเทศไทยจานวนท้ัง 14 ชนิด และ 1 สายพันธ์ุย่อย ได้แก่ N. mirabilis, N. ampullaria, N. gracilis, N.
suratensis, N. smilesii, N. andamana, N. chang, N. kampotiana, N. kerrii, N. kongkandana, N.
sanguine, N. rosae, N. krabiensis, N. thai และ N. mirabilis var. globosa (Potjamarn et al., 2015)
(ภาพท่ี 15) นอกจากน้ีพบว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงในประเทศไทยส่วนใหญ่เป็นพืชถิ่นเดียว การค้นพบพืชใน
สกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ในประเทศไทยมีแนวโน้มเพ่ิมขึ้น ดังที่ทีมนักวิจัยได้ตีพิมพ์การพบ
หม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดใหม่ในประเทศไทย N. krabiensis ในปี พ.ศ. 2559 (Nuanlaong et al., 2016)
เนือ่ งจากประเทศไทยมีสภาพแวดล้อมท่เี หมาะสมต่อการกระจายตัวของหม้อข้าวหม้อแกงลิงในกลุ่มโลว์แลนด์
และ/หรอื อนิ เตอรม์ ีเดยี ต ทาให้มคี วามเปน็ ไปไดส้ งู ทจี่ ะพบความหลายหลายของพชื ในสกลุ น้ีอกี
6. การปลกู เลีย้ งหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
แม้วา่ หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงจะมรี ูปลกั ษณะทีด่ งึ ดูดใจ แตค่ นส่วนใหญ่แทบไม่มีความรู้เก่ียวกับพืชชนิด
น้ีเลย และมักคิดว่าพืชชนิดนี้ปลูกเลี้ยงยาก ความจริงแล้วหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดโดยเฉพาะพันธ์ุ
พ้ืนเมือง เช่น N. ampullaria, N.mirabilis และ N. gracilis เป็นพืชท่ีค่อนข้างแข็งแรงทนทาน เลี้ยงง่าย
และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดี อย่างไรก็ตามความสาเร็จในการปลูกเลี้ยงให้หม้อข้าวหม้อแกงลิงออก
หม้ออยา่ งสมา่ เสมอขนึ้ อยกู่ ับปัจจัยต่าง ๆ ดงั นี้
6.1 สายพนั ธุ์
ด้วยสภาพอากาศในเมืองไทยเหมาะท่ีจะปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงในกลุ่มโลว์แลนด์ ส่วน
กลุ่มไฮแลนด์บางชนิดสามารถปลูกเล้ียงให้งดงามได้เฉพาะพ้ืนที่สูงทางภาคเหนือ หรือเล้ียงในสภาพโรงเรือน
ควบคมุ อุณหภมู ิ นอกจากนส้ี ามารถปลูกเล้ยี งลูกผสมระหว่างกลุ่มไฮแลนด์และโลว์แลนด์ ซ่ึงมีลักษณะโดดเด่น
และปลกู เลี้ยงง่ายกว่าพันธ์ุแท้ อย่างไรก็ตามมือใหม่ควรเริ่มต้นจากพันธ์ุพื้นเมืองซ่ึงมีราคาไม่แพง เม่ือม่ันใจใน
การปลูกเล้ียงแล้วค่อยหาสายพันธุ์อ่ืน ๆ เพิ่มเติม แต่เบื้องต้นควรศึกษาลักษณะนิสัยของแต่ละสายพันธุ์ก่อน
นามาปลกู เล้ยี ง
หนา้ | 13
ก. ข. ค. ง.
จ. ฉ. ช. ซ.
ฌ. ญ. ฎ. ฏ.
ฐ. ฑ. ฒ.
ภาพที่ 15 หม้อข้าวหม้อแกงลงิ ที่มีรายงานการค้นพบในประเทศไทยในปี พ.ศ.2562
ก. N. mirabilis ข. N. mirabilis var. globosa ค. N. andamana
ง. N. suratensis จ. N. kerrii ฉ. N. kongandana
ช. N. chang ซ. N. kampotiana ฌ. N. smilesii
ญ N. rosea ฎ. N. krabiensis ฏ. N. thai
ฐ. N. sanguinea ฑ. N. gracilis ฒ. N. ampullaria
หน้า | 14
6.2 วสั ดปุ ลกู
หม้อข้าวหม้อแกงลิงส่วนใหญ่จะเจริญได้ดีในดินท่ีขาดความอุดมสมบูรณ์ บางชนิดอาศัยอยู่ใน
แหล่งน้าตื้น ๆ หรือในป่าเสือ่ มโทรม แตเ่ ม่อื นามาปลูกเลยี้ ง ควรใช้วสั ดปุ ลกู ทีม่ ีคุณภาพและระบายน้าได้ดี เพ่ือ
ชว่ ยให้พืชเจริญเตบิ โตและมีระบบรากทแี่ ขง็ แรง วัสดุปลูกท่นี ยิ มนามาใช้ได้แก่
6.2.1 กาบมะพร้าวสับ ใช้ได้ท้ังขนาดใหญ่และขนาดเล็ก โดยเลือกให้เหมาะกับขนาดกระถาง
หากเป็นกระถางขนาดใหญ่ควรใช้กาบมะพร้าวสับช้ินใหญ่ผสมกับช้ินเล็ก เพื่อไม่ให้วัสดุปลูกอมน้ามากเกินไป
จนทาให้รากเสียหาย หม้อข้าวหม้อแกงลิงท่ีปลูกด้วยกาบมะพร้าวสับจะเจริญเติบโตได้ดีและมีระบบรากท่ี
แขง็ แรง ทง้ั ยังไมม่ ปี ญั หาเรื่องแมลงรบกวนที่อาศัยอยู่ในดินท่ีเป็นวัสดุปลูก อย่างไรก็ตามกาบมะพร้าวไม่มีธาตุ
อาหาร จงึ ควรให้ป๋ยุ แก่พืชบ้างตามความเหมาะสม
6.2.2 ดินผสม ส่วนผสมหลักคือ ดินก้ามปูและแกลบดิบ อัตราส่วน 2 : 1 อาจใช้กาบมะพร้าว
สับช้ินเล็ก หรือเศษถ่านผสมลงไปด้วยก็ได้ สาหรับดินผสมบางสูตรที่จาหน่ายในท้องตลาดมักมีเนื้อดินมาก
เกินไป จึงระบายน้าได้ไม่ดีจะทาให้รากแฉะจนเน่า พืชจะอ่อนแอ ทรุดโทรม และตายง่าย ผู้ปลูกควรพิถีพิถัน
เร่ืองส่วนผสมของวัสดุปลูกให้มาก ดินผสมสามารถใช้ปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงต้นเล็กจนถึงต้นที่ปลูกใน
กระถาง 8 นวิ้ ได้ แตพ่ บว่า ต้นใหญ่ท่ีปลูกด้วยกาบมะพร้าวสับ เจริญเติบโตดีและมีรากที่แข็งแรงกว่า จึงใช้ดิน
ผสมกบั หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงตน้ เลก็ ในกระถางไม่เกิน 4 นว้ิ เท่านน้ั
6.2.3 ทราย หม้อข้าวหม้อแกงลิง สามารถเติบโตได้ดี ในวัสดุปลูกท่ีใช้ทรายเพียงอย่างเดียวซ่ึง
สอดคล้องกับหลักการของพืชกินแมลง ท่ีมักพบได้ในบริเวณท่ีดินเลว ดินเป็นกรด ดินดาน หรือดินท่ีขาดธาตุ
อาหารที่จาเปน็ ต่อการเจริญเติบโตของพืช ดังน้ันทรายจึงเป็นวัสดุปลูกท่ีให้ผลดีและเหมาะสม ในการปักชาก่ิง
หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงมากกวา่ วัสดปุ ลูกชนดิ อ่นื ๆ
เคล็ดลบั
- กอ่ นนากาบมะพร้าวสบั มาใช้ ควรแช่น้าไว้ 1-2 วัน เพ่ือให้มีความชุ่มชื้นเพียงพอ น้าที่แช่จะมีสีน้าตาล
แดง ควรเทนา้ ทง้ิ เปล่ียนนา้ ใหม่ 2-3 ครั้งจนกวา่ สีจะจางลง
- ขุยมะพร้าวสามารถอมุ้ นา้ ไว้ไดน้ านมาก ไม่เหมาะกับผู้ที่รดน้าทุกวัน โดยเฉพาะถ้าปลูกในกระถางใหญ่
เพราะทาให้รากพชื แฉะและเน่าง่าย หากต้องการใช้ขุยมะพร้าวควรผสมทรายหยาบ เศษถ่าน เพอร์ไลต์
หรอื วสั ดุอนื่ ๆ เพอ่ื ช่วยใหร้ ะบายนา้ ไดด้ ี
6.3 สภาพแวดลอ้ ม
หม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดต้องการความช้ืนในอากาศสูงเช่นเดียวกับเฟิร์น ดังนั้นความช้ืน
จึงเป็นปัจจัยท่ีสาคัญอีกประการหน่ึงท่ีช่วยให้พืชผลิตหม้อและให้หม้อที่มีขนาดใหญ่ หากได้รับความช้ืนไม่
เพยี งพอ ส่วนปลายใบท่เี ป็นต่ิงเล็ก ๆ จะชะงักการเจริญเติบโตไม่พัฒนาเป็นหม้อ ท้ังน้ีสภาพแวดล้อมท่ีเหมาะ
กบั การปลูกเล้ียงหม้อขา้ วหม้อแกงลงิ ควรมคี วามชน้ื สัมพัทธ์ไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ผู้ปลูกเลี้ยงบางท่านท่ีสะสม
หน้า | 15
ตน้ หมอ้ ขา้ วหม้อแกงลงิ ไว้หลายชนดิ มกั ติดตัง้ ระบบการใหน้ า้ แบบต้ังเวลาอัตโนมัติ เพ่ือพ่นละอองน้าวันละ 2-
3 ครง้ั ทัง้ นเ้ี พอื่ เพม่ิ ความชืน้ ในอากาศ แต่ถา้ บรเิ วณบา้ นมตี ้นไมอ้ ่ืน ๆ อยจู่ านวนมากพอสมควรแล้ว ก็สามารถ
เล้ยี งหมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลิงได้โดยไมต่ อ้ งตดิ ต้ังระบบน้า
6.4 แสงแดด
หม้อข้าวหม้อแกงลิงชอบแสงแดดจัด หลายชนิดสามารถปลูกกลางแจ้งได้ เช่น N. mirabilis,
N. mirabilis var. globosa, N. bicalcarata และ N. rafflesiana เปน็ ตน้ หรอื อาจใชจ้ านรองหล่อน้าไว้ก้น
กระถาง เพ่ือให้รากไดร้ บั ความชมุ่ ชนื้ สมา่ เสมอ แต่ถ้าปลูกในกระถางขนาดใหญ่ และใช้วัสดุปลูกท่ีสามารถเก็บ
ความช้ืนไว้ได้ดีก็ไม่จาเป็นต้องหล่อน้าก้นกระถาง หากต้องการปลูกเลี้ยงหม้อข้าวหม้อแกงลิงให้ใบสวยงาม
ควรมกี ารพลางแสงประมาณร้อยละ 50 ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่ได้รับแสงแดดเพียงพอจะแข็งแรง ไม่ยืดยาว
เก้งก้าง ผลิตหมอ้ ไดด้ ีและมสี ีสนั สวยงาม บางชนดิ เมอื่ ถกู แดดจัด ใบจะเปลยี่ นเปน็ สแี ดง สาหรับต้นท่ีกาลังออก
ดอกจะช่วยให้ช่อดอกแข็งแรง และดอกเพศเมียสามารถตดิ ฝกั ท่สี มบรู ณไ์ ด้เปน็ จานวนมาก
6.5 การใหน้ า้
หม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นพืชท่ีมีใบใหญ่ปกคลุมกระถาง ทาให้น้าไหลลงวัสดุปลูกไม่สะดวก
จาเป็นต้องรดน้าด้วยความเอาใจใส่ เพราะต้นอาจได้รับน้าไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในฤดูฝนท่ีผู้ปลูกคิดว่าไม่
จาเป็นต้องรดน้า มักทาให้หม้อข้าวหม้อแกงลิงขาดน้าได้ง่าย เน่ืองจากพุ่มใบบังไม่ให้น้าไหลลงกระถาง ผู้ปลูก
เล้ียงควรหม่นั สารวจอยู่เสมอ หากปล่อยให้วัสดุปลูกแห้งจนรากกระทบกระเทือน อาจทาให้ต้นตายได้ การรด
น้าควรใช้สายยางสวมหัวรดน้าแบบปรับละอองได้เป็นหลัก และใช้ระบบสปริงเกอร์บางส่วน รดน้าวันละ 1
ครง้ั ตอนเชา้ ในฤดูรอ้ นจะเปิดสปริงเกอร์ชว่ งบา่ ยนาน 1-2 นาที หรือใช้สายยางสาดรอบ ๆ สวนพอให้ใบเปียก
เพอ่ื ลดอุณหภูมิและเพ่มิ ความชน้ื ในอากาศ แตไ่ มร่ ดลงกระถางเพราะจะทาใหว้ สั ดุปลูกเปยี กจนเกินไป
6.6 ฤดูกาล
หม้อข้าวหม้อแกงลิงจะงดงามมากท่ีสุดในฤดูฝน เพราะมีอากาศชุ่มช้ืน หลายชนิดมีความ
สวยงามมากข้นึ กว่าเดิมในช่วงฤดหู นาว เนือ่ งจากอุณหภมู ิท่เี ย็นลงชว่ ยให้หม้อมสี ีสดใสกวา่ ปกติ แต่ในฤดูหนาว
ควรใสใ่ จเร่อื งสภาพแวดล้อมให้มาก เพราะความชน้ื ในอากาศนอ้ ยและมีแสงแดดจดั ตอนกลางวนั
6.7 ภาชนะปลูก
สามารถเลือกใช้กระถางได้หลากหลายรูปแบบ ท้ังกระถางพลาสติก เซรามิก และดินเผา ส่ิง
สาคัญ คือ ต้องระบายน้าได้ดี เพ่ือป้องกันระบบรากเสียหาย สาหรับกระถางกล้วยไม้ที่มีรูรอบ ๆ สามารถใช้
เป็นภาชนะปลูกหม้อข้าวหม้อแกงลิงลูกผสมของกลุ่มไฮแลนด์ได้ดี แต่ต้องเอาใจใส่เร่ืองการรดน้าเป็นพิเศษ
เพราะวัสดุปลูกจะแห้งเร็ว อย่างไรก็ตามควรเลือกใช้กระถางที่มีขนาดเหมาะสมกับต้น ไม่เล็กหรือใหญ่เกินไป
การเปล่ียนกระถางหม้อข้าวหม้อแกงลิงต้องระวังไม่ให้รากกระทบกระเทือน เพราะอาจทาให้ต้นทรุดโทรมถึง
ตายได้
เนื่องจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงเป็นไม้พุ่มก่ึงเลื้อย บางชนิดเติบโตเร็วมาก ต้องมีหลักค้าจุนเพ่ือไม่ให้
ต้นล้ม เมื่อต้นยังเล็กอาจเล้ียงในกระถางแขวนเพ่ือให้ยึดเกาะลวดได้ พอต้นโตข้ึนจึงย้ายลงกระถางใหญ่ และ
หนา้ | 16
ทาซุ้มไม้เลื้อยครอบกระถางไว้ จะได้ต้นที่มีทรงพุ่มสวยงาม และเมื่อต้นผลิตหม้อบนและพัฒนาสายด่ิงเป็นมือ
เกาะ หมอ้ ทม่ี ีหลกั ให้ยดึ เกาะจะมขี นาดใหญ่กว่าหม้ออืน่ ๆ ท่แี ขวนอยกู่ ลางอากาศ
7. เคล็ดลบั การปลูกเลี้ยงและการดแู ลรกั ษา
7.1 เลย้ี งอย่างไรให้ออกหม้อ
แม้ว่าเราจะเลือกปลูกต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่เลี้ยงง่ายแล้ว แต่ก็ยังไม่ผลิตหม้อให้เห็น
ควรสังเกตว่าต้นได้รับแสงแดดและ/หรือมีความช้ืนในอากาศเพียงพอหรือไม่ รวมถึงการรดน้าและปริมาณ
อาหารที่พืชได้รับ พบว่า ต้นที่รากเต็มกระถางมักไม่ผลิตหม้อ เนื่องจากได้รับธาตุอาหารไม่เพียงพอ นอกจากน้ี
วัสดปุ ลกู มักแห้งง่ายเพราะรากดูดน้าเร็ว เมื่อต้นขาดน้าจะทาให้หม้อหยุดการเจริญเติบโต เรียกว่า “หม้อฝ่อ”
จาเป็นต้องบารุงต้นให้สมบูรณ์ จึงจะแตกใบใหม่ท่ีให้หม้อได้อีกคร้ัง ทั้งน้ีพัฒนาการของหม้อในแต่ละสัปดาห์
แสดงในภาพที่ 16
1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์ 3 สัปดาห์ 4 สปั ดาห์
ภาพท่ี 16 พัฒนาการการออกหม้อของหมอ้ ขา้ วหม้อแกงลิงสายพันธุ์ N. ‘Miranda’
ที่มา: ภัทรา และวีระ (2551)
7.2 ต้องหล่อนา้ ไว้กน้ กระถางหรอื ไม่
บางท่านนิยมใช้จานรองหล่อน้าก้นกระถางต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงบางชนิดท่ีปลูกกลางแจ้ง
เพื่อเพิ่มความชุ่มช้ืน แต่ไม่ควรใช้วิธีนี้กับหม้อข้าวหม้อแกงลิงชนิดที่มีถ่ินกาเนิดบนพ้ืนดินแห้ง โดยเฉพาะ
กลุ่มไฮแลนด์และลูกผสมของพืชกลุ่มนี้ ในกรณีของลูกผสมหากมีกลุ่มแม่พันธ์ุเป็นพันธุ์พ้ืนเมือง (โลว์แลนด์)
สามารถใชจ้ านรองนา้ ได้
7.3 ควรเติมน้าลงในหมอ้ หรอื ไม่
ธรรมชาติของหม้อขา้ วหม้อแกงลิงมีฝาท่ีทาหน้าท่ีป้องกันไม่ให้น้าฝนไหลลงไปเจือจางน้าย่อยที่
ผลิตอยู่ภายในหม้อ เวลารดนา้ ตน้ ไม้อาจมีน้าลงไปบ้าง ซ่ึงไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด แต่ผู้ปลูกไม่จาเป็นต้องเติม
น้าให้เต็มหม้อ ให้มีน้าขังอยู่ในหม้อเล็กน้อยเพื่อป้องกันการแห้งฝ่อของหม้อ เพราะหากมีน้ามากเกินไป หม้อ
อาจทานนา้ หนกั ไมไ่ หวและหักพับได้ โดยเฉพาะหม้อที่แขวนอยู่กลางอากาศ ในบางครั้งมักพบว่า ผนังหม้อมัก
หน้า | 17
แห้งเห่ียวก่อนเวลาอันควร ท้ังน้ีอาจเป็นผลมาจากระดับน้าในหม้อสูงเกินโซนท่ีมีการย่อยสลายเหย่ือ ทาให้
เน้อื เย่อื บริเวณเหนือขึ้นบนจากโซนดังกลา่ วถูกยอ่ ยสลาย จึงควรหมั่นตรวจดูระดับนา้ ในหมอ้ เปน็ ประจา
8. การขยายพนั ธหุ์ ม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
หม้อข้าวหม้อแกงลิงขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ท่ีนิยมกันมากที่สุดคือ การปักชาก่ิงและเพาะเมล็ด ส่วน
การเพาะเลี้ยงเน้ือเยื่อเป็นวิธีที่ผู้ผลิตบางรายเลือกใช้เพื่อผลิตลูกไม้ปริมาณมากสาหรับการค้าส่งออกในตลาด
ไม้ประดับ สาหรับการขยายพนั ธจ์ุ ะกล่าวถึงเพียง 2 วิธี ดังนี้
8.1 การปกั ชา
เป็นวิธีขยายพันธุ์ที่ให้ผลเร็วท่ีสุด แต่ได้จานวนต้นน้อยและบางชนิดอาจไม่ประสบความสาเร็จ
ได้ง่าย เช่น N. thorelii, N. suratensis, N. ampullaria, N. Bicalcarata, และ N. truncata เป็นต้น
เน่ืองจากออกรากช้า ก่ิงชามักเน่าหรือแห้งตายเสียก่อน ส่วนชนิดท่ีปักชาง่ายและออกรากเร็ว ได้แก่ N.
mirabilis, N. mirbilis var. globosa และ N. gracilis เป็นต้น การปักชาอาจใช้ขุยมะพร้าวล้วน ๆ ขุย
มะพร้าวผสมทรายหยาบ ขเ้ี ถา้ แกลบ หรอื พตี มอสผสมเพอรไ์ ลต์ (ภาพท่ี 17) ซง่ึ มวี ิธกี ารดังน้ี
8.1.1 เลอื กกิง่ ท่มี ขี นาดใหญ่ สมบรู ณ์เตม็ ท่ี เนอ้ื ไมไ้ มอ่ ่อนหรอื แก่เกินไป
8.1.2 ใช้กรรไกรหรือมีดตัดกิ่งที่คมและสะอาด ตัดก่ิงออกเป็นท่อน ๆ แต่ละท่อนควรมีข้อติด
อย่างน้อย 2 ข้อ ลดิ ใบออกให้เหลือ 1-2 ใบ และตัดใบออกครงึ่ หนึ่งเพื่อลดการคายนา้
8.1.3 ใช้มีดปาดโคนกิ่งให้เป็นแนวเฉียง ควรปาดเพียงครั้งเดียวเพื่อป้องกันเนื้อไม้ซ้า อาจใช้มีด
กรดี รอบ ๆ รอยตดั เพอื่ เพิม่ พ้ืนทก่ี ารออกราก
8.1.4 จมุ่ หรอื ทารอยตัดดว้ ยสารกระตุน้ การเจริญเตบิ โตของราก ซงึ่ มที ้งั แบบผงและแบบน้า
8.1.5 นากง่ิ ท่ีได้ปกั ชาลงในวสั ดุที่เตรยี มไวใ้ ห้ลึกประมาณ 2 เซนติเมตร
8.1.6 รดน้าให้ชุ่ม หากสภาพแวดล้อมมีความชุ่มชื้นเพียงพอ นาไปวางในท่ีร่มราไร อย่าให้ได้รับ
แสงแดดโดยตรง และควรรดน้าสม่าเสมอทุกวัน ถ้าก่ิงไม่เน่าหรือแห้งไปเสียก่อน จะออกรากและแตกใบใหม่
ภายใน 1-2 เดือน
เคลด็ ลบั
- กิ่งท่ีแก่จนแห้งเป็นสีน้าตาลมักปักชาไม่ได้ผล ควรตัดแต่งและย้ายปลูกใหม่ เพื่อให้ต้นแข็งแรงและ
แตกกงิ่ ใหมท่ ี่สมบูรณแ์ ล้วจึงคอ่ ยตดั มาปักชา
- หากพื้นที่มีความช้ืนในอากาศน้อย หลังจากรดน้าให้นากระถางที่ปักชากิ่งใส่ในถุงพลาสติก มัดปาก
ถงุ ให้แน่นเพอื่ รกั ษาความช้นื วางในทีร่ ่มราไรโดยไม่ต้องเปิดถุง จนกว่าก่ิงจะออกรากดี เริ่มแตกใบใหม่
และแข็งแรงแล้วจึงค่อย ๆ เปิดถุงออกวันละนิด หรือเจาะรูรอบถุงเพิ่มทุกสัปดาห์ เพื่อให้ต้นค่อยๆ
ปรับตัว ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน เม่ือนาต้นออกจากถุงได้สาเร็จ และพืชปรับตัวได้ดีแล้วจึงย้าย
กระถางให้ได้รบั แสงแดดมากขึ้น
หน้า | 18
ภาพที่ 17 ลาดับข้นั ตอน และวิธีการปกั ชากิ่งหมอ้ ขา้ วหมอ้ แกงลงิ
ที่มา: ภทั รา และวีระ (2551)
นอกจากนวี้ ธิ กี ารปักชาท่ไี ด้ผลดีที่สุด คือการปักชาในนา้ โดยนากงิ่ ทเี่ ตรยี มไว้ปักชาลงในขวดแก้ว
ขนาดเล็ก ใส่นา้ ใหท้ ่วมโคนกิง่ อย่างน้อย 3-4 เซนติเมตร หม่ันเปลี่ยนน้าให้สะอาดอยู่เสมอ เมื่อก่ิงเร่ิมแตกราก
และใบใหม่จนแข็งแรงแล้วจงึ ย้ายปลูกลงกระถาง
8.2 การเพาะเมล็ด
เน่ืองจากหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีดอกแยกเพศอยู่ต่างต้นกัน จึงต้องนาเกสรเพศผู้และเกสรเพศ
เมียจากคนละต้นมาผสมกนั จงึ จะสามารถตดิ เมลด็ ได้ ซ่ึงเป็นเหตุให้มีไมล้ กู ผสมเกดิ ข้ึนมากมาย และถึงแม้ว่าต้น
หม้อข้าวหม้อแกงลิงจะมีแม่พันธ์ุ-พ่อพันธุ์ชนิดเดียวกันก็พบว่า ลูกที่ได้อาจแสดงลักษณะที่แตกต่างกันได้
เพราะหม้อข้าวหม้อแกงลิงแต่ละต้นมีลักษณะที่เป็นเฮอเธอโรไซกัส (heterozygous) ซ่ึงเป็นลักษณะของพืช
ผสมขา้ มทพี่ ืชแตล่ ะตน้ จะมีลกั ษณะท่แี ตกต่างกัน ดงั นนั้ ในกลุ่มสายพนั ธเ์ุ ดียวกนั อาจจะต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ทใ่ี หห้ มอ้ ท่ีมีเอกลกั ษณเ์ ฉพาะตวั ได้ ดงั นน้ั การเพาะเมล็ดซง่ึ เปน็ วธิ ีขยายพันธ์ุที่ให้ต้นจานวนมาก อาจได้ลูกไม้ที่
มีลกั ษณะใหม่ ๆ ในทุกครั้งที่ทาการผสม ส่วนการผสมเกสรหม้อข้าวหม้อแกงลิง ดอกเพศเมียและดอกเพศผู้มี
กลีบรวม 4 กลีบ เมื่อบานเต็มที่จะส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ คล้ายกันทุกต้น แต่แตกต่างกันท่ีดอกเพศผู้มีก้านชูอับ
เรณู สว่ นดอกเพศเมียมรี ังไข่ เป็นกระเปาะอยู่ระหวา่ งกลบี รวมและยอดเกสร
การขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดมีข้ันตอนที่ซับซ้อน ต้ังแต่การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ การผสมเกสร การ
เกบ็ เกสรเพศผู้ การเก็บเมล็ด การเพาะเมล็ด และการย้ายปลูกต้นกล้า ซง่ึ รายละเอียดมดี งั นี้
หนา้ | 19
8.2.1 การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธ์ุ ส่ิงสาคัญในการขยายพันธุ์หม้อข้าวหม้อแกงลิงด้วยวิธีการ
เพาะเมล็ด คือ การคัดเลือกพ่อ-แม่พันธุ์ ที่มีลักษณะเด่นสวยงามแตกต่างกัน ปลูกเลี้ยงง่าย มีคากล่าวในหมู่ผู้
เพาะพนั ธุไ์ มป้ ระดบั ว่า “พ่อใหส้ ี แมใ่ ห้ทรง” ซ่ึงเป็นจริงอยู่บ้างสาหรับหม้อข้าวหม้อแกงลิง ดังแสดงในภาพท่ี
18
X
N. mirabilis var. globosa N. mirabilis var. globosa
เพศเมีย เพศผู้
ภาพที่ 18 ตัวอยา่ งการผสมพันธ์ุตน้ หม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
8.2.2 การผสมเกสร หม้อข้าวหม้อแกงลิงมักเร่ิมออกดอกตั้งแต่ช่วงปลายปีประมาณเดือน
พฤศจิกายนไปจนถึงเดือนมีนาคม แต่ก็มีหม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดที่ออกดอกตลอดท้ังปี โดยแต่ละช่อ
ดอกจะมีดอกย่อยหลายสิบดอก ทยอยบานไล่จากส่วนล่างข้ึนสู่ปลายช่อภายในหนึ่งสัปดาห์ ทั้งนี้ดอกมักเริ่ม
บานช่วงบ่ายถึงเย็น (ภาพที่ 19) ตามปกติเมื่อต้นเพศผู้และเพศเมียออกดอกพร้อมกัน สามารถผสมเกสรติด
เมลด็ ได้เอง เพราะมีแมลงชว่ ยผสมเกสร แตห่ ากผูป้ ลกู ต้องการคัดเลอื กสายพันธุ์ ต้องป้องกนั ไม่ให้แมลงมาผสม
เกสร โดยเฉพาะผ้ทู ่ีปลกู เลยี้ งต้นพ่อ-แม่พันธุ์ไว้จานวนมาก บางแห่งมักย้ายต้นแม่พันธ์ุไปไว้ในโรงเรือนปิดหรือ
ใช้ม้งุ ครอบไว้ ซง่ึ ขั้นตอนในการผสมพันธ์ุด้วยผปู้ ลกู เลีย้ งมีวธิ กี ารดังนี้
1) เม่ือดอกเพศผู้เริ่มบาน กลีบเลี้ยงทั้ง 4 กลีบ จะเปิดออกให้เห็นอับเรณูอยู่ภายใน
หลังจากน้ัน 2-4 ช่วั โมง อับเรณจู ะแตกเปน็ ผงสเี หลือง (ยกเว้นบางชนิดท่อี บั เรณจู ะแตกในวันถดั ไป)
2) สังเกตดอกเพศเมียท่ีเริ่มบาน หากมีน้าหวานเหนียวใสอยู่บริเวณยอดเกสรสีเขียว
แสดงวา่ ดอกพร้อมผสมแล้ว
หนา้ | 20
3) แตะเกสรเพศผสู้ เี หลืองเบา ๆ ทยี่ อดเกสรเพศเมีย
4) หากผสมติด ภายใน 1-2 วัน น้าหวานของเกสรเพศเมียจะแห้งไป ยอดเกสรมีสีเข้ม
ขึ้น หรอื กลายเป็นสีนา้ ตาล ภายใน 1 สัปดาห์ รังไขห่ รือฝักของดอกเพศเมียท่ไี ด้รับการผสมจะขยายขนาดขนึ้
5) หากต้นมีความสมบูรณ์ ฝักจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ประมาณ 2 เดือนต่อมา ฝักจะ
เปลยี่ นเปน็ สนี ้าตาลและจะเร่ิมแตกจากส่วนลา่ งของช่อ แสดงว่าเมล็ดแก่เตม็ ทพ่ี ร้อมนาไปขยายพันธ์ุ
ก. ข. ค.
ง. จ.
ภาพที่ 19 ขน้ั ตอนการผสมเกสรหม้อข้าวหม้อแกงลิง
ก. ลกั ษณะของดอกเพศผูท้ ่ีเร่มิ บาน ข. ลกั ษณะของดอกเพศเมียทเ่ี ริม่ บาน
ค. แตะเกสรเพศผู้ที่ยอดเกสรเพศเมยี ง. เกสรเพศเมียทไี่ ด้รบั การผสมแลว้
จ. ฝกั เร่มิ แตกแสดงว่า เมล็ดแกพ่ รอ้ มนาไปขยายพนั ธุ์
8.2.3 การเก็บเกสร มักใช้ในกรณีที่ดอกเพศผู้บานก่อนดอกเพศเมีย สามารถเก็บเกสรไว้ได้
ระยะหน่ึง สาหรับนามาใช้เม่ือเกสรเพศเมียบานพร้อมผสม เริ่มจาก 1) สังเกตช่อดอกเพศผู้ท่ีเร่ิมแย้มบาน 2)
ใช้ผู้กนั ขนออ่ นค่อย ๆ เขยี่ ละอองเกสรสีเหลือง 3) เคาะเกสรใส่ขวดพลาสติกใสขนาดเล็กหรือเด็ดทีละดอกมา
เขี่ยละอองเกสรลงในขวด และ 4) ปิดฝาขวดให้สนทิ เขยี นชอ่ื พนั ธุ์และวันที่ไว้ข้างขวด แล้วเก็บไว้ในช่องแช่ผัก
ในตูเ้ ยน็ เพอ่ื ไมใ่ หเ้ ย็นจดั เกนิ ไป สามารถเก็บรักษาเกสรเพศผไู้ ว้ได้นาน 2-4 สัปดาห์ หลังจากนั้นเม่ือนาไปผสม
อัตราการติดเมล็ดจะลดลงตามระยะเวลาทีเ่ กบ็ รกั ษาที่นานข้ึน (ภาพท่ี 20)
หน้า | 21
ภาพท่ี 20 การเกบ็ เกสรเพศผู้ไว้ใช้เมอื่ เกสรเพศเมยี บานไม่พรอ้ มกนั
ท่ีมา: ภทั รา และวรี ะ (2551)
8.2.4 การเกบ็ เมล็ด เมอ่ื ฝักของหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ ที่อยู่ส่วนล่างของช่อเริ่มแตก ให้ตัดท้ังช่อ
นาไปวางบนแผ่นกระดาษสีขาวในท่ีอับลม ฝักจะทยอยแตกออกและมีเมล็ดลักษณะเป็นเส้น ๆ ร่วงหล่นลงมา
มากมาย อาจต้องเคาะฝักเพื่อให้เมล็ดร่วงออกมาจนหมด ถ้าฝักสมบูรณ์จะได้เมล็ดจานวนมาก อย่างไรก็ตาม
เมล็ดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงมีอายุค่อนข้างสั้น จึงควรนาไปเพาะให้เร็วท่ีสุดหากทิ้งไว้นาน อัตราการงอกจะ
ลดลงอย่างมาก และไม่ควรเกบ็ ไวใ้ นตู้เย็น เพราะอาจทาให้เมล็ดเสียคณุ ภาพ
8.2.5 การเพาะเมล็ด การเพาะเมล็ดนิยมใช้วัสดุเพาะเมล็ด 2 ชนิด คือ พีตมอสและ
สแฟกนัมมอส การเพาะเมล็ดนิยมเพาะลงในตะกร้าพลาสติก ในท่ีนี่เป็นการยกตัวอย่างเท่าน้ัน ท่านสามารถใช้
วัสดุชนิดอนื่ หรอื วิธีการอนื่ ๆ ตามความเหมาะสม ซ่ึงมีข้ันตอนดังน้ี
1) ใส่แฟกนัมมอสลงในตะกร้าให้หนาพอประมาณ รดน้าจนชุ่ม โรยเมล็ดให้กระจาย
ท่ัว ไม่หนาแน่นจนเกินไป รดน้าให้ชุ่มอีกคร้ัง นาเข้าตู้อบที่มีช่องให้อากาศถ่ายเทได้ เพ่ือควบคุมความช้ืนใน
ระดบั หน่งึ ควรไดร้ ับแสงแดดประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์
2) ภายในหนง่ึ เดอื นเมล็ดจะเรมิ่ งอก เมือ่ แนใ่ จว่าตน้ แข็งแรงแล้วจึงย้ายออกจากตู้อบมา
ไว้ภายนอก
3) เม่ือต้นเติบโตจนใบยาวประมาณ 2 เซนติเมตร หรือเริ่มเบียดกัน จึงแยกปลูกใน
กระถางขนาดเลก็
หนา้ | 22
ในกรณีท่ีใช้วัสดุเพาะในตะกล้าเป็นพีตมอสผสมเพอร์ไลต์และรองก้นด้วยมะพร้าวสับ มักมี
ปญั หาเมอ่ื นาตน้ ออกมาไว้ภายนอก ท้งั นเ้ี น่อื งจากเวลารดนา้ หรือเม่ือฝนตกพีตมอสและเพอร์ไลต์จะค่อย ๆ ถูก
ชะออกไปจนหมด ส่วนรากของต้นกล้าจะชอนไชไปเกาะช้ินมะพร้าวสับที่รองก้นตะกร้า เวลาแยกปลูก ราก
มักจะขาดง่ายเพราะได้รับการกระทบกระเทือน การใช้สแฟกนัมมอสจะแก้ปัญหาในเรื่องนี้ และพบว่า ราก
เจริญเติบโตได้ดี แข็งแรง ย้ายปลูกง่าย แตท่ ีส่ าคัญคือ ต้องระวังไม่ให้สแฟกนัมมอสเปียกแฉะมากเกินไป (ภาพ
ท่ี 21)
ภาพที่ 21 การเพาะเมล็ดหม้อขา้ วหมอ้ แกงลงิ
ทม่ี า: ภัทรา และวีระ (2551)
8.2.6 การย้ายปลูกต้นกลา้ กระถางทใี่ ชป้ ลกู ต้นกลา้ ควรมีขนาด 2-3 น้ิว วสั ดทุ ี่แนะนาให้ใช้มี
2 แบบ คือ ดินผสม และกาบมะพร้าวสบั ช้ินเลก็ ๆ (ภาพท่ี 22) ตามข้ันตอนดังนี้
1) เตรยี มกระถาง วสั ดปุ ลูก และอุปกรณ์ใหพ้ ร้อม ใชน้ ้ิว หรือคีมปลายแบนคีบท่ีโคนต้น
ดงึ ข้นึ ชา้ ๆ ดว้ ยความระมดั ระวัง อย่าให้รากขาด อาจใหม้ ีสแฟกนัมมอสตดิ มาบา้ งก็ได้
2) รวบใบข้ึน วางต้นลงบนวัสดุปลูกท่ีเตรียมไว้ แล้วกลบรากให้มิดถึงโคนต้นรดน้า ให้
ชมุ่ วางในทร่ี ม่ ราไร
3) เม่อื ต้นแตกใบใหมแ่ ข็งแรงดีคอ่ ยยา้ ยไปในตาแหน่งท่ีได้รบั แสงแดดมากขน้ึ
ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงท่ีได้จากการเพาะเมล็ดจะเติบโตเร็วในสภาพแวดล้อมที่มีความชุ่มช้ืนสูง
และได้รบั แสงแดดมากเพียงพอ โดยจะเติบโตเต็มที่เมื่อมีอายุประมาณ 1 ปีคร่ึง และเริ่มให้ดอกเม่ือย่างเข้าปีที่
สอง ซ่ึงเป็นผลจากปจั จัยเรอ่ื งสภาพแวดล้อมและแสงแดด
หนา้ | 23
ภาพท่ี 22 ขนั้ ตอนการย้ายปลูกกล้าหมอ้ ข้าวหมอ้ แกงลงิ
ที่มา: ภทั รา และวรี ะ (2551)
เคล็ดลบั
- ต้นกล้าที่พร้อมย้ายปลูกควรมีใบยาวประมาณ 2 เซนติเมตร หากต้นเล็กกว่านี้ ต้นกล้ายังไม่แข็งแรง
พอท่จี ะทาการย้ายปลูกได้ หากย้ายต้องใช้เวลานานกวา่ จะฟืน้ ตัว หรอื อาจตายได้
9. การใหป้ ยุ๋ หมอ้ ข้าวหม้อแกงลงิ
ป๋ยุ ทใี่ ห้หม้อข้าวหม้อแกงลิงมี 2 ประเภท ดงั นี้
9.1 ปุ๋ยเม็ดละลายช้า ใช้เพียงเล็กน้อยเพ่ือให้พืชได้รับธาตุอาหารเสริมเพียงพอ โดยเฉพาะต้นท่ี
ปลกู ด้วยกาบมะพร้าวสับลว้ น ๆ ต้องใหป้ ุย๋ เสรมิ บ้าง มเิ ชน่ นัน้ เมื่อนานไปใบจะซีดเหลืองและต้นโทรมอย่างเห็น
ไดช้ ดั
9.2 ปุ๋ยปลา เป็นปุ๋ยท่ีอุดมไปด้วยธาตุอาหารหลักท่ีจาเป็นสาหรับการเจริญเติบโตของพืช
โดยเฉพาะไนโตรเจน ซ่ึงเป็นส่วนประกอบของส่ิงมีชีวิตทุกชนิด การที่หม้อข้าวหม้อแกงลิงพัฒนาส่วนปลายใบ
ใหก้ ลายเป็นหม้อ กเ็ พื่อใช้เปน็ เครอ่ื งมอื จบั เหยอ่ื และดดู ซึมธาตอุ าหาร แตห่ ากหม้อข้าวหม้อแกงลิงที่นามาปลูก
เลี้ยงไม่มีเหย่ือให้บริโภคอย่างเพียงพอเหมือนเช่นในธรรมชาติ การให้ปุ๋ยท่ีอุดมด้วยไนโตรเจนจึงช่วยให้พืช
หน้า | 24
แขง็ แรงและงดงามมากขึ้น ใช้ปุ๋ยปลาอัตราส่วน 1 ซีซี ต่อน้า 1 ลิตร ฉีดพ่นหม้อข้าวหม้อแกงลิงทุก 2 สัปดาห์
พบว่า ทาให้ใบใหญ่ขึ้น และผลิตหม้อขนาดใหญ่ขึ้นเกือบเท่าตัว ท้ังยังมีสีสันสวยงามกว่าเดิม แม้แต่บางต้นท่ี
ขาดการบารุงจนไม่ผลิตหม้อแล้วกย็ งั สามารถผลิตหม้อได้อกี ครัง้
10. โรค แมลงศตั รู และการป้องกนั กาจดั
แม้หม้อข้าวหม้อแกงลิงจะเป็นพืชกินแมลง แต่ก็เป็นอาหารโปรดของแมลงนานาชนิดเช่นกัน ไม่ว่า
จะเปน็ แมลงปีกแขง็ ท่ีชอบกดั กนิ ยอดอ่อนในเวลากลางคืน หนอนบงุ้ เพลี้ย และไรแดง ซึ่งดูดกินน้าเล้ียงตามใบ
ทาให้ใบหงิกม้วนและไม่ผลิตหม้อ นอกจากน้ีพบหนอนเจาะกลางลาต้น ทาให้ต้นเห่ียวเฉาโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อต้นตายหากลองตดั กิง่ ดู จะพบตวั หนอนอยู่ภายใน สาหรับในฤดูฝนมักมีการระบาดของเช้ือราต่าง ๆ ท่ีเป็น
สาเหตุให้เกิดโรคใบจดุ โรคแอนแทรกโนส โรคลาต้นเน่า ทาใหห้ ม้อข้าวหมอ้ แกงลงิ ตายได้
สารป้องกันและกาจัดแมลงท่ีผู้ปลูกเลี้ยงหลายท่านใช้ ได้แก่ คาร์บาริล (Carbaryl : ชื่อสามัญ) ได
เมโทเอต (Dimethoate : ชื่อสามัญ) สาหรับแมลงที่อาศัยอยู่ในดินให้ใช้คาร์โบฟูราน (Carbofuran : ช่ือ
สามญั ) ส่วนสารป้องกันและกาจัดโรคราแอนแทรกโนส ได้แก่ แคปแทน (Capten : ช่ือสามัญ) คาร์เบนดาซิม
(Carbendazim : ชื่อสามัญ) แมนโคเซป (Mancocep : ช่ือสามัญ) หากมีปัญหาเรื่องหอยทากกัดกินใบให้ใช้
สารกาจัดหอยเมทัลดไี ฮด์ (Methaldehyde : ชือ่ สามัญ)
อย่างไรกต็ ามหากปัญหาโรคและแมลงท่ีพบไม่รุนแรงนัก ควรใช้วิธีกล คือ จัดการแมลงด้วยมือ หรือ
ใช้สารสกัดจากธรรมชาติซึ่งปลอดภัยต่อคน สัตว์เล้ียง และส่ิงแวดล้อมน่าจะดีกว่า ซ่ึงโดยท่ัวไปหาก
หม้อข้าวหม้อแกงลิงมีสุขภาพแข็งแรง ได้รับปุ๋ย แสง และความช้ืนอย่างเพียงพอ มักไม่ค่อยมีปัญหาเร่ืองโรค
และแมลงมากนกั
11. หม้อขา้ วหม้อแกงลิงในตลาดไม้ประดบั ของไทย
แมท้ วปี เอเชียจะเป็นแหลง่ กาเนิดของหม้อข้าวหม้อแกงลิงแทบทุกชนิด แต่ชาวยุโรปกลับเป็นผู้ริเริ่ม
นาพืชกลุ่มนี้ไปปลูกเล้ียงและขยายพันธุ์เป็นการค้าต้ังแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 ซึ่งได้รับความนิยมในหมู่ผู้ปลูก
เลี้ยงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน มีการก่อตั้งสมาคมพืชกินแมลงข้ึนหลายแห่ง เช่น สมาคมพืชกินแมลงนานาชาติ
(International Carnivorous Plant Society หรือ ICPS) ก่อต้ังในปี ค.ศ. 1972 สมาคมพืชกินแมลงของ
อังกฤษ ก่อต้ังในปี ค.ศ. 1978 ส่วนสมาคมพืชกินแมลงของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ ก่อต้ังในปีเดียวกันคือ
ค.ศ. 1982 เปน็ ตน้
สาหรับในประเทศไทย มีผู้นาหม้อข้าวหม้อแกงลิงจากธรรมชาติมาจาหน่ายในตลาดไม้ประดับนาน
กว่า 20 ปีแล้ว โดยมักจาหน่ายกันในตลาดค้าไม้ป่า แต่พืชส่วนใหญ่ที่มีผู้ซ้ือไปสามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้
ต่อมามีผู้นา “N. mirabilis var. globosa หรือ ไวกิ้ง” ซ่ึงเป็นพืชถ่ินเดียวของไทยจากฝั่งทะเลอันดามันเข้าสู่
ตลาดไม้ประดับ และมีการสร้างกระแสให้เป็นที่กล่าวขานในกลุ่มนักสะสมหม้อข้าวหม้อแกงลิง โดยเฉพาะ
ชาวต่างชาติ เพ่อื หวงั ผลทางการค้า ทาให้พืชชนดิ น้ถี ูกเกบ็ จากธรรมชาติมาจาหน่ายเป็นจานวนมาก ย่ิงกว่านั้น
หลังจากท่ีแหล่งกาเนิดได้รับผลกระทบจากเหตุสึนามิเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2547 ก็มีกระแสข่าวอีกระลอก
หน้า | 25
วา่ พืชชนดิ นอ้ี าจสญู พนั ธ์ุไปจากธรรมชาติ ทาใหร้ าคาขายไวกิ้งถีบตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตามในระยะ
หลังมีผผู้ ลติ บางราย สามารถขยายพันธ์ไุ วกิ้งด้วยวธิ เี พาะเมล็ดออกจาหน่าย ซ่ึงได้รับความนิยมจากผู้ปลูกเลี้ยง
มากกว่าไม้ที่เก็บจากป่า เนื่องจากต้นแข็งแรง เล้ียงง่าย และมีราคาย่อมเยาว์ ช่วยให้การบุกรุกทาลายไวก้ิงใน
ธรรมชาติลดลงอยา่ งมาก
ส่วนหม้อข้าวหม้อแกงลิงและพืชกินแมลงสกุลอ่ืน ๆ เพ่ิงได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในกลุ่มผู้
ปลูกเลี้ยงชาวไทย เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา หลังจากมีผู้ริเริ่มนาไม้สายพันธ์ุต่างประเทศที่งดงามมาจาหน่าย
นอกจากน้ีมีเวปไซต์ของไทยที่ให้ข้อมูลเก่ียวกับพืชกลุ่มน้ีเกิดขึ้นมากมาย แต่กระแสความนิยมดังกล่าวกลับ
ส่งผลให้มีการบุกรุกพืชในธรรมชาติมากข้ึนไปอีก ไม่เพียงเฉพาะในประเทศไทยเท่าน้ัน แม้แต่ประเทศเพื่อน
บ้านก็ไดร้ ับผลกระทบไปด้วย ซึ่งหากเป็นเช่นน้ีต่อไปมีแนวโน้มว่า หม้อข้าวหม้อแกงลิงหลายชนิดอาจสูญพันธุ์
ไปจากธรรมชาติ ทงั้ ๆ ทยี่ งั ไม่ได้รับการศึกษา หรือบันทึกข้อมูลทางวิชาการ แต่อย่างไรก็ตามปัจจุบันพบว่า มี
ผู้ขยายพนั ธ์ุพืชสกลุ นี้เป็นการคา้ ดว้ ยวธิ ีเพาะเมล็ดและการเพาะเล้ยี งเน้ือเย่ือเป็นจานวนมาก โดยไม่จาเป็นต้อง
รบกวนธรรมชาติ อีกท้ังมีความงดงามและปลูกเลี้ยงง่ายกว่าไม้ป่า เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีหม้อข้าวหม้อแกงลิง
นานาชนิดจาหนา่ ยแพร่หลายในตลาดไม้ประดบั ของไทยและมรี าคาถกู กว่าปจั จุบนั มาก
หน้า | 26
12. เอกสารอ้างอิง
เต็ม สมิตินันทน์. (2544). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย (ฉบับแก้ไขเพ่ิมเติม). พิมพ์ครั้งท่ี 2. บริษัทประชาชน
จากดั . กรุงเทพฯ.
ราชันย์ ภู่มา. 2551. พืชหายากของประเทศไทย (Rare Plants of Thailand). ชุมชนสหกรณ์แห่งประเทศ
ไทย. กรงุ เทพฯ.
ปิยะ โมคมุล. (2550). การระบุชนิดและตรวจหาเพศของพืชสกุลหม้อข้าวหม้อแกงลิง (วงศ์
หม้อข้าวหม้อแกงลิง). วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต. บัณฑิตวิทยาลัย. มหาวิทยาลัยขอนแก่น.
ขอนแก่น.
ภทั รา แสงดานชุ และ วีระ โดแวนเว. 2551. พชื กินแมลง (Carnivorous Plant). บา้ นและสวน, กรงุ เทพฯ.
สานักงานหอพรรณไม้. (2541). ชื่อพรรณไม้แห่งประเทศไทย เต็ม สมิตินันทน์. สืบค้นเมื่อ 25 กุมภาพันธ์
2562, จาก web3.dnp.go.th/botany/ThaiPlantName/Default.aspx
หม้อข้าวหม้อแกงลิง สืบคน้ ไดจ้ าก http://www.neofarmthailand.com/
Catalano M. (2010). Nepenthes della Thailandia-Diario di viaggio, Italy.
Kurata S. (1997). Nepenthes of Mout Kinabalu. Toppan Printing Co., Ltd. Tokyo. Japan
Nuanlaong, S., Onsanit, S., Chusanrach, V., & Suraninpong, P. (2016). A new species of
Nepenthes (Nepenthaceae) from Thailand. Thai Forest Bullitin, 44(2), 128-133.
Suraninpong, P., Nuanlaong, S., & Wuthisuthimethavee, S. (2015). A new classification of
Thailand’s Nepenthes species by genetic analysis of AFLP markers. Acta
Horticulturae, 1100, 77-82.
หน้า | 27
Nepenthes krabiensis หม้อข้าวหม้อแกงลิงสายพันธุ์ใหมท่ ่ีคน้ พบในปี พ.ศ.2559
โดย รศ.ดร.พจมาลย์ สุรนลิ พงศ์ สัญญา นวลละออง ดร.สรายุทธ อ่อนสนิท
พรอ้ มทีมงาน จากมหาวทิ ยาลยั ลกั ษณ์ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตสุราษฎรธ์ านี
หนา้ | 28