The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ต้นไม้ เขียวดี, 2024-05-28 20:55:28

การพัฒนาการอ่านโดยใช้เทคนิคบันได 6 ขั้น

Best Practice

รายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ(Best Practice) “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” ประจำปีการศึกษา 2566 จัดทำโดย นางสาวสุจรรยา อินทวิเศษ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนบ้านเขาปูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ก คำนำ รายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตาม กระบวนการ KHAOPUN Model” โดยระบุถึงความสำคัญของนวัตกรรมที่ประสบผลสำเร็จ วัตถุประสงค์และ เป้าหมายของการดำเนินงาน ขั้นตอนการดำเนินงาน ผลสำเร็จของการดำเนินงาน แนวทางการนำนวัตกรรมที่ประสบ ผลสำเร็จไปใช้พัฒนาต่อยอด รวมทั้งการเผยแพร่นวัตกรรมสู่สาธารณะอย่างมีคุณภาพ นั้น โรงเรียนบ้านเขาปูนจึงได้จัดทำรายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) ประจำปีการศึกษา 2566 เรื่อง “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” โดยอาศัยความร่วมมือของ ทุกฝ่ายในการดำเนินงานเพื่อให้ได้ผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ ในการนี้คณะกรรมการดำเนินกิจกรรมโรงเรียนบ้านเขา ปูน ขอขอบพระคุณ ผู้บริหาร คณะครู และบุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ และให้ความร่วมมือในการการดำเนินงาน การพัฒนาทักษะด้านการอ่านของโรงเรียนบ้านเขาปูนเป็นอย่างสูงจนทำให้การดำเนินงานสำเร็จตามเป้าหมายลุล่วงไป ได้ด้วยดี สุจรรยา อินทวิเศษ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ข สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน 1 ตอนที่ 2 รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) 2 บทสรุป 2 ตอนที่ 3 รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) 3 1. ความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ 3 1.1 ความเป็นมาและสภาพของปัญหา 3 1.2 แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา 4 2. จุดประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 6 2.1 จุดประสงค์ 6 2.2 เป้าหมาย 6 3. ขั้นตอนการดำเนินงาน 7 3.1 การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม 7 3.2 การดำเนินงานตามกิจกรรม 7 4. ผลการดำเนินงาน/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ 9 4.1 ผลที่เกิดตามจุดประสงค์ 9 4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน 9 4.3 ประโยชน์ที่จะได้รับ 9 5. ปัจจัยความสำเร็จ 13 5.1 สิ่งที่ช่วยให้งานประสบความสำเร็จ 13 6. บทเรียนที่ได้รับ(Lesson Learn) และข้อเสนอแนะ 13 6.1 การระบุข้อมูลที่ได้รับจากการผลิตและการนำผลงานไปใช้ 13 6.2 ข้อเสนอแนะ 13 7. การเผยแพร่/รางวัลที่ได้รับ 13 7.1 การเผยแพร่ 14 7.2 การได้รับการยอมรับ 14 7.2 รางวัลที่ได้รับ 14 8. ภาคผนวก 14 สำเนาเกียรติบัตรโรงเรียน บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 15


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑ ตอนที่ 1 ข้อมูลพื้นฐาน 1) ข้อมูลสถานศึกษา ชื่อสถานศึกษา โรงเรียนบ้านเขาปูน สถานที่ตั้ง เลขที่ 111 หมู่ที่ 2 ตำบลวังท่าช้าง อำเภอกบินทร์บุรีจังหวัดปราจีนบุรี รหัสไปรษณีย์ 25110 โทรศัพท์ 061-0289377 2) สังกัด(เฉพาะสถานศึกษา) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 3) จำนวนนักเรียน 52 คน จำนวนครูและบุคลากรทางการศึกษา 7 คน(เฉพาะสถานศึกษา) 4) ขนาดโรงเรียน(เฉพาะสถานศึกษา) ขนาดเล็ก ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ขนาดใหญ่พิเศษ 5) ผู้บริหารสถานศึกษา ชื่อผู้บริหารสถานศึกษา คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ สุจรรยา นามสกุล อินทวิเศษ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการสถานศึกษา วิทยฐานะ ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 061-0289377 e-mail : [email protected] 6) คณะผู้ร่วมพัฒนาผลงาน(ครู/นักเรียน/ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวนตามจริง) ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ อนุธิดา นามสกุล ใจอารี ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0861550607 e-mail : [email protected] ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ สาวิตรี นามสกุล ทองสุขนอก ตำแหน่ง ครู คศ.1 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0636342426 e-mail : [email protected] ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ ไพลิน นามสกุล น้อยบาท ตำแหน่ง ครู คศ.1 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0625204345 e-mail : [email protected] ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ สังวาลย์ นามสกุล กำดำ ตำแหน่ง พนักงานราชการ โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0990059454 e-mail : [email protected] ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ สุปราณี นามสกุล เพ็งที ตำแหน่ง ครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0951853540 e-mail : [email protected] ๏ คำนำหน้า(นาย/นาง/นางสาว/อื่น ๆ....) ชื่อ รมิดา นามสกุล หมั่นคำ ตำแหน่ง ครูจ้างสอน โทรศัพท์เคลื่อนที่ 0988844918 e-mail : [email protected] รายงานวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) เรื่อง “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” ประจำปีการศึกษา 2566 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๒ ตอนที่ 2 รายงานผลนวัตกรรมหรือผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) บทสรุป การอ่านเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการเรียนรู้ เพื่อแสวงหาคำตอบในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ ช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาความรู้ความคิด สติปัญญา สร้างความบันเทิง เสริมประสบการณ์ชีวิตอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ยิ่งอ่านมาก ยิ่งมีความรู้มาก สร้างโอกาสในการพัฒนา ความก้าวหน้าให้กับชีวิตมาก เพราะมีองค์ความรู้เป็นต้นทุนที่จะต่อยอดเป็นกำไรชีวิตในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง ก้าวทันเทคโนโลยีตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่ปรับเปลี่ยนอยู่ ตลอดเวลา สังคมโลกปัจจุบันเห็นความสำคัญของการอ่านมากถึงขั้นกำหนดให้ใช้ความสามารถด้านการอ่านมาเป็น เกณฑ์กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศ สภาพปัญหาเรื่องการสอนอ่านสะกดคำและเขียนสะกดคำของนักเรียนโรงเรียนส่วนใหญ่ มีดังนี้ 1) ครูที่สอน วิชาภาษาไทยในระดับชั้นประถมต้น (ป.1-3) ไม่ได้สอนในวิชาภาษาไทยแต่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างอื่นใน โรงเรียน 2) ครูที่สอนวิชาภาษาไทยในระดับชั้นประถมต้น (ป.1-3) ไม่ได้จบเอกภาษาไทย จึงไม่รู้หลักในการสอนวิชา ภาษาไทย 3) นักเรียนที่โรงเรียนรับเข้ามามีหลากหลายปัญหา ได้แก่ เป็นบุตรของแรงงานต่างด้าว มีสภาวะเรียนรู้ ช้า เป็นเด็กพิเศษทั้งที่มีใบรับรองแพทย์และไม่มี4) เวลาที่ครูจะได้ใช้ในการซ่อมเสริมเด็กที่อ่านสะกดคำและเขียน สะกดคำไม่ได้นั้นมีจำกัด เพราะมีภาระงานทั้งภายในและภายนอกหน่วยงานมากมาย 5) ขาดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน สะกดคำและเขียนสะกดคำในโรงเรียนเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องงบประมาณ บุคลากรและเวลา รวมถึงความตระหนักใน ปัญหาที่เป็นอยู่นั่นเอง ดังนั้น ปัญหาการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่นๆ และการทดสอบประเมินด้านต่างๆ จากหน่วยงานต้นสังกัด จึงเห็นควรแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่เป็นระดับช่วงอายุวัยที่สามารถรับการพัฒนาทักษะด้านการอ่านได้ดีมากพอสมควร และเพื่อตอบสนองนโยบายด้านการศึกษาของชาติที่มุ่งให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีด้านทักษะการอ่านตั้งแต่ระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานและช่วยเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านแก่เด็กเพื่อพัฒนาตนให้เจริญเติบโตเป็นพลเมืองไทยที่มี คุณภาพอย่างยั่งยืน จึงได้จัดทำออกแบบผลงาน/นวัตกรรม ชื่อ “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตาม กระบวนการ KHAOPUN Model” ประจำปีการศึกษา 2566 โดยอาศัยกระบวนการดำเนินการอย่างมีคุณภาพ PDCA คือ ขั้นวางแผน (Plan) การสร้างความตระหนักให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการอ่านอย่างเป็นระบบ ขั้น การปฏิบัติ (DO) ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการอ่านด้วยความมั่นใจ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอนภาษาไทย ขั้น การตรวจสอบ (Check) การประเมินผลการอ่านเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ขั้นปรับปรุงและพัฒนา(Action) การปรับปรุง และตรวจผลงานด้วยการบันทึกการอ่านของนักเรียนตามสภาพจริง และใช้ควบคู่กับการจัดกระบวนการสอนแบบ บันได 6 ขั้น แนวคิดของวิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ ที่ว่าการให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำๆ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๓ ตอนที่ 3 รายงานผลงาน/นวัตกรรมการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) 1. ความเป็นมาและความสำคัญของผลงานหรือนวัตกรรมที่นำเสนอ 1.1 ความเป็นมาและสภาพของปัญหา การอ่านเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการพัฒนาประเทศ เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในกระบวนการ เรียนรู้เพื่อแสวงหาคำตอบในสิ่งที่มนุษย์ต้องการ ช่วยให้มนุษย์สามารถพัฒนาความรู้ความคิด สติปัญญา สร้างความ บันเทิง เสริมประสบการณ์ชีวิตอันเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ยิ่งอ่านมาก ยิ่งมีความรู้มาก สร้างโอกาสในการ พัฒนาความก้าวหน้าให้กับชีวิตมาก เพราะมีองค์ความรู้เป็นต้นทุนที่จะต่อยอดเป็นกำไรชีวิตในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว สังคม และประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรือง ก้าวทันเทคโนโลยีตามกระแสความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกที่ ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา สังคมโลกปัจจุบันเห็นความสำคัญของการอ่านมากถึงขั้นกำหนดให้ใช้ความสามารถด้านการ อ่านมาเป็นเกณฑ์กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของประเทศ ประเทศใดที่มีสถิติการอ่านมาก แสดงว่ามีความ เจริญก้าวหน้ามาก ซึ่งประเทศไทยได้ตระหนักดีถึงความสำคัญของการอ่าน รัฐบาลไทยจึงได้กำหนดนโยบายส่งเสริม การอ่านเพื่อเพิ่มสถิติการอ่านของประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนนักเรียนในการศึกษาภาคบังคับซึ่งจะเป็นพื้นฐาน สำคัญต่อการศึกษาในระดับสูงต่อไป ซึ่งประเทศไทยยังประสบปัญหาเรื่องการอ่านอยู่ในระดับหนึ่งซึ่งผู้เกี่ยวข้องทุก ฝ่ายล้วนตระหนักและหาหนทางแก้ไขเพื่อขจัดปัญหาการอ่าน เพราะว่าการอ่านทำให้ค้นฉลาดรู้คิด และมีโลกทัศน์ กว้าง ยิ่งปัจจุบันมีความรู้ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมายในอันที่จะช่วยให้การดำรงชีวิตของมนุษย์สะดวกสบายมีความ ปลอดภัย และมีความสุข ความรู้เหล่านั้นจะได้รับการถ่ายทอด โดยการบันทึกไว้เป็นหนังสือให้ค้นได้อ่านศึกษาค้นคว้า และนำไปปฏิบัติ คนในสังคมที่พัฒนาแล้วจะสามารถใช้การอ่านให้เป็นประโยชน์ได้มาก แต่การที่จะอ่านได้มากหรือ น้อย และนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้หรือไม่ ปัจจัยสำคัญจะขึ้นอยู่กับสภาพทางการศึกษา อาชีพ โอกาส ตลอดจน เพศและวัยของแต่ละบุคคลเป็นสำคัญ การอ่านนั้นถือได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญมากและเป็นกิจกรรมที่จำเป็นต้องทำอย่าง สม่ำเสมอ ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอ่านได้ดีหรือไม่ดีอ่านได้เร็วหรือช้า ย่อมมีผลกระทบโดยตรงต่อ ประสิทธิภาพและผลสัมฤทธิ์ต่อการเป็นนักอ่านที่มีคุณภาพ การศึกษาปัญหาการอ่านของผู้เรียนแต่ละระดับชั้นของโรงเรียนบ้านเขาปูน เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐาน ของการจัดรูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะด้านการอ่านให้ดีขึ้น ลดปัญหาการอ่านให้กับผู้เรียนโดยตรง ทั้งนี้จากการทดสอบการอ่านพบว่านักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนมีปัญหาเรื่องการอ่านหนังสือไม่ออก โดยเฉพาะ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปลาย ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย เช่น การหยุดเรียนเนื่องจากการเกิดการแพร่ระบาดโรค โควิด-19 ทักษะกระบวนการจัดการเรียนรู้ สื่อ/นวัตกรรม ครูสอนไม่ตรงเองและไม่ถนัดในการสอนภาษาไทย และ นักเรียนหยุดเรียนบ่อย เป็นต้น จากการประเมินการทดสอบดังกล่าวสามารถทำให้ได้รับข้อมูลเพื่อนำมาวางแผน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้สามารถอ่านออกได้คล่องอย่างเป็นรูปแบบยิ่งขึ้นได้ จากปัญหาการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการ เรียนรู้อื่นๆ และการทดสอบประเมินด้านต่างๆ จากหน่วยงานต้นสังกัด จึงเห็นควรแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน ระดับประถมศึกษาปีที่ 1-3 ที่เป็นระดับช่วงอายุวัยที่สามารถรับการพัฒนาทักษะด้านการอ่านได้ดีมากพอสมควร และเพื่อตอบสนองนโยบายด้านการศึกษาของชาติที่มุ่งให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีด้านทักษะการอ่านตั้งแต่ระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐานและช่วยเสริมสร้างนิสัยรักการอ่านแก่เด็กเพื่อพัฒนาตนให้เจริญเติบโตเป็นพลเมืองไทยที่มี คุณภาพอย่างยั่งยืน จึงได้จัดทำออกแบบผลงาน/นวัตกรรม ชื่อ “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตาม กระบวนการ KHAOPUN Model” ประจำปีการศึกษา 2566 โดยอาศัยกระบวนการดำเนินการอย่างมีคุณภาพ PDCA คือ ขั้นวางแผน (Plan) การสร้างความตระหนักให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการอ่านอย่างเป็นระบบ ขั้น การปฏิบัติ (DO) ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติกิจกรรมการอ่านด้วยความมั่นใจ โดยใช้ชุดกิจกรรมการสอนภาษาไทย ขั้น การตรวจสอบ (Check) การประเมินผลการอ่านเป็นระยะอย่างต่อเนื่อง ขั้นปรับปรุงและพัฒนา(Action) การปรับปรุง และตรวจผลงานด้วยการบันทึกการอ่านของนักเรียนตามสภาพจริง และใช้ควบคู่กับการจัดกระบวนการสอนแบบ บันได 6 ขั้น แนวคิดของวิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ ที่ว่าการให้ผู้เรียนได้ทำซ้ำๆ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๔ 1.2 แนวทางการแก้ปัญหาและพัฒนา (แนวคิด หลักการสำคัญในการออกแบบผลงานหรือนวัตกรรมที่ นำเสนอ) แนวคิดและทฤษฎี กรอบแนวคิดเกี่ยวกับการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาความเจริญงอกงามทางสมองและสติปัญญา เป็นปุ๋ยอย่างดีที่บำรุง สมองให้เจริญวัยพลอยพาให้สติปัญญางอกงามไปในทางที่ดีถูกต้องมีเหตุผล (จินตนา ใบกาซูยี,2534) การอ่านจึงมี ความเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตประจำวันของมนุษย์ตามความมุ่งหมายในการอ่าน เช่น อ่านเพื่อต้องการความรู้ ความบันเทิง เพื่อรับรู้ข่าวสารหรือขจัดปัญหาข้อสงสัยในเรื่องต่างๆ เพื่อนำสิ่งที่ได้จากการอ่านไปพัฒนาตนเอง ปรับปรุงอาชีพ สร้างความรู้ความเข้าใจและความเจริญก้าวหน้าในชีวิตการอ่านเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ความเข้าใจในสิ่ง ที่ต้องการจะสัมฤทธิ์ผลได้ดี หากผู้อ่านมีความพร้อมที่จะอ่าน ทั้งความพร้อมของตนเอง สื่อการอ่าน ครอบครัว โรงเรียน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม หากเด็กมีปัญหาในการอ่านย่อมส่งผลกระทบตามมาอีกมากมาย การอ่านมีความสำคัญอย่างยิ่ง ยิ่งเทคโนโลยีเจริญรุดหน้าไปเท่าไหร่ การอ่านยิ่งมีความสำคัญและจำเป็น มากเท่านั้น แต่การอ่านจะต้องได้รับการปลูกฝังมาแต่เยาว์วัยจากครอบครัว โรงเรียน และสังคม การส่งเสริมให้ เยาวชนมีนิสัยรักการอ่านรู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเองนั้น จะว่ายากก็ยาก แต่ถ้าว่าไม่ยากก็ไม่ถึงกับเหลือบ่ากว่าแรง ที่จะทำได้ ทั้งนี้ ต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ครอบครัว โรงเรียน และสภาพสังคม ประเภทของการอ่าน ประเภทของการอ่านการอ่านหนังสือแต่ละชนิดเราใช้อัตราเร็วในการอ่านต่างกัน ถ้าเป็นหนังสือพิมพ์ หรือนวนิยายเราอ่านได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเป็นหนังสือวิชาการ เราต้องใช้เวลาในการอ่านมากขึ้น นักอ่านที่เชี่ยวชาญ จะเลือกใช้วิธีการอ่านที่แตกต่างกัน ในการอ่านหนังสือแต่ละประเภท นักเรียนจะสามารถเก็บข้อมูลความรู้ได้ดีมากขึ้น ถ้ามีความสามารถในการอ่านแบบต่างๆ ได้หลายแบบ และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม เช่น 1. การอ่านแบบกวาด (scanning) เป็นการมองหาประเด็นสำคัญอย่างรวดเร็วเช่น หาหน้า หาชื่อเรื่อง หาคำสำคัญบางคำประเด็นสำคัญของการอ่านแบบนี้คือ นักเรียนตั้งใจที่จะมองข้ามสิ่งอื่นๆ นอกจากสิ่งที่นักเรียน ต้องการหา 2. การอ่านอย่างคร่าวๆ (skimming) คือการอ่านอย่างเร็วๆ เพื่อดูว่ามีเนื้อหาสาระอะไรที่น่าสนใจบ้าง โดยไม่ตั้งใจที่จะค้นหาสิ่งที่เฉพาะเจาะจงเหมือนอย่างการอ่านกวาดเช่น นักเรียนหยิบหนังสือเกี่ยวกับสังคมขึ้นมาเล่ม หนึ่งแล้วพลิกอ่าน มองหาแนวคิดสำคัญๆ ในแต่ละย่อหน้า มองดูชื่อบทและอื่นๆ เพื่อสำรวจว่าหนังสือเล่มนี้ น่าสนใจ หรือมีประโยชน์ที่นักเรียนจะใช้ได้หรือไม่ 3. การอ่านแบบสบายๆ เป็นวิธีที่คนส่วนใหญ่อ่านหนังสือกัน เช่น การอ่านนิยายการ์ตูน วารสารเพื่อ ความบันเทิง บ่อยครั้งการ์ตูน วารสารเพื่อความบันเทิง บ่อยครั้งเป็นการอ่านเพื่อหลบหนีจากโลกจริงที่มีแต่ปัญหา และความยุ่งยากใจไปสู่อีกโลกหนึ่ง เราไม่มีความจำเป็นต้องย่อยเนื้อหาเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องอ่านอย่างพินิจพิจารณา การอ่านวิธีนี้จะอ่านได้อย่างรวดเร็ว และผิวเผิน การอ่านเช่นนี้มีคุณค่าที่สำคัญคืออ่านเพื่อความบันเทิง ทำให้เกิด ความสุข ความโล่งใจ ทำให้ผ่อนคลายความตึงเครียดได้ 4. การอ่านเพื่อการศึกษา การอ่านหนังสือประเภทตำราวิชาการต่างๆ จุดมุ่งหมายก็คือต้องการที่จะทำ ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาอย่างแท้จริง การอ่านแบบนี้ต้องอ่านอย่างตั้งใจ จับประเด็นสำคัญที่อ่านให้ได้ สามารถโยง ความสัมพันธ์ในสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันได้ การอ่านเพื่อการศึกษาควรจดโน้ตย่อใจความ หรือหัวข้อสำคัญที่ได้อ่านมาด้วย 5. การอ่านแบบคำต่อคำ มีหนังสือหรือบทความบางอย่างที่ต้องการอ่านแบบคำต่อคำ เช่น หนังสือ สัญญา หนังสือภาษาต่างประเทศสูตรคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ เราอ่านภาษาต่างประเทศแบบคำต่อคำ ในกรณีที่ เราเพิ่งเรียนรู้ภาษานั้นๆ คำทุกคำเป็นคำใหม่ที่เราไม่คุ้นเคย สำหรับคนที่อ่านภาษาต่างประเทศได้คล่องแล้วเป็นอีก เรื่องหนึ่ง เพราะเขาอาจจะอ่านแบบอื่นๆ ได้ ทำนองเดียวกับการอ่านหนังสือภาษาไทย สูตรคณิตศาสตร์และ


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๕ วิทยาศาสตร์ ต้องให้ความสนใจมาก เพราะสูตรเป็นวิธีย่อ เพื่อให้ได้ข้อความที่มีความหมายยาวขึ้น โดยไม่เสียเวลา อธิบาย อย่างไรก็ตาม การอ่านไม่ว่าจะอ่านด้วยวิธีการแบบไหนก็แล้วแต่ ล้วนแต่เกิดประโยชน์ทั้งสิ้น เพราะการ อ่านคือการพัฒนาตนเอง อ่านไม่ต้องมากมาย แต่อ่านทุกวัน ฝึกจนเป็นนิสัย ก็จะทำให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการ เรียนรู้ เกิดนักคิด นักประดิษฐ์มากขึ้น มีนักคิด นักจินตนาการเพื่อสนองตอบสังคมแห่งการเรียนรู้ แก้ปัญหาสังคม ปัญหาประเทศชาติได้อย่างแน่นอน ประโยชน์ของการอ่าน การอ่านเป็นการรับรู้ความหมายจากสารที่ได้อ่านและเข้าใจความหมายของสารเนื้อหาสาระ จับใจความ สำคัญได้และสามารถนำไปถ่ายทอดได้ การอ่านถือเป็นกระบวนการในการรับสารและมีความสำคัญ ดังนี้ ๑. ให้ความรู้ หมายถึง สามารถทำให้ผู้ที่ได้อ่านรู้ทันเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในยุค ปัจจุบันซึ่งเป็นยุคของการสื่อสารไร้พรมแดน(ยุคโลกาภิวัฒน์) ๒. ให้แง่คิด หมายถึง การอ่านช่วยให้รู้ถึงความรู้สึกนึกคิด ความต้องการทั้งของตนเองและความ ต้องการของผู้อื่น ผู้ที่อ่านมากจะช่วยให้มีความคิด มีการวิเคราะห์ ทำให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหาต่างๆเป็นไปได้ด้วย เหตุและผล ๓. ให้ความเข้าใจ หมายถึง การอ่านช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจกฎ ระเบียบ และกระบวนการในการแก้ปัญหา สิ่งต่างๆได้ ๔. ช่วยในการพัฒนาตนเอง หมายถึง การอ่านช่วยให้ผู้อ่านเป็นคนที่รู้ทันเหตุการณ์ ทันยุคทันสมัย ช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพให้ดีขึ้น ๕. ให้ความบันเทิง หมายถึง การอ่านก่อให้เกิดความเพลิดเพลินจากสิ่งที่ได้อ่าน ได้ผ่อนคลายความตึง เครียด ทำให้ผู้อ่านได้คลายเหงาและเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ เทคนิคบันได 6 ขั้น ศิริลักษณ์ ชมพูคำ (2559 : โครงการภาคีพูนพลังครู(หนังสือพิมพ์บ้านเมือง) ได้การออกแบบ กระบวนการ 6 ขั้น พัฒนาให้อ่านออกเขียนได้ มีจุดเด่นคือ ในแต่ละขั้นจะซอยย่อยเนื้อหาออกเป็นขั้นเริ่มจากง่ายไป หายากและซับซ้อนยิ่งขึ้น ทำให้ครูกำหนดเป้าหมายการพัฒนานักเรียนตามขั้นตอนที่ละขั้นโดยไม่ข้ามขั้น เห็น ความสำเร็จง่ายนักเรียนจะเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนเมื่อประสบผลสำเร็จ นักเรียนจะรู้สึกภูมิใจในตัวเองมีความ มั่นใจว่าตัวเองก็สามารถเรียนรู้ได้ ครูสามารถวัดผลประเมินผลความก้าวหน้าของนักเรียนในแต่ละขั้นอย่างชัดเจน และนักเรียนก็มีแรงบันดาลใจในการเรียนขั้นต่อไปด้วยความกระตือรือร้น มีความสุขมีความคาดหวังได้อย่างมั่นใจว่า ตนเองจะต้องทำได้โดยไม่รู้สึกว่ายากเกินไป บันได 6 ขั้น มีดังนี้ ขั้นที่ 1 ฝึกอ่านทุกวันในช่วงพักกลางวันเพื่อความต่อเนื่อง โดยใช้หนังสือเรียน นิทาน คำ อักษรไทย ขั้นที่ 2 ฝึกการอ่านควบคู่กับการเขียน โดยใช้อักษรไทย คำ ประโยค นิทาน ขั้นที่ 3 การฝึกคัดลายมือ นอกจากทำให้ลายมือสวยงามแล้วยังเป็นการช่วยในการจดจำรูปคำต่างๆ ได้ มากขึ้นด้วย ขั้นที่ 4 การวาดรูป ประกอบคำ ด้วยความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และสนุกไปกับงาน โดยมีการจำแนกคำ ออกมาเพื่อให้นักเรียนเข้าใจการผสมคำมากขึ้น ขั้นที่ 5 การนำคำมาแต่งเป็นประโยคสื่อสารรูปหรือเหตุการณ์จริง เช่น ใคร + ทำอะไร , ใคร+ทำ อะไร+กับใคร ขั้นที่ 6 การเขียนคำตามภาพวาดโดยให้นักเรียนมีอิสระตามความคิดของนักเรียนเอง โดยกระบวนการ 6 ขั้นนี้ จะต้องผ่านไปทีละขึ้นโดยมีนักเรียนแกนนำจิตอาสาคอยช่วยกันและเมื่อครบ 6 ขั้นแล้ว ก็เริ่มสอนขั้นที่ 1 - 6 ใหม่จากขยับยากขึ้นมาทีละน้อยๆ ทำอย่างนี้ทำให้เห็นผลงานที่ออกมามองเห็นเด็กมี ความภูมิใจในตัวเองเพราะการอ่านออกเขียนได้


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๖ และยังสอดคล้องกับแนวคิดของวิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2551) ที่ได้กล่าวไว้ว่าการให้ผู้เรียนได้ ทำซ้ำๆ ช่วยสร้างความรู้ความเข้าใจที่แม่นยำ และยังได้กล่าวไว้อีกว่ากฎแห่งผล คือ การที่นักเรียนได้ทราบผลการทำงานของ ตนเอง การเฉลยคำตอบให้จะช่วยให้นักเรียนทราบข้อบกพร่อง เพื่อปรับปรุงแกไขและเป็นการสร้างความพอใจให้เกิด แก่นักเรียนนำไปปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง มีการจูงใจ คือ การจัดเนื้อหาเรียงจากง่ายและสั้นไปสู่เรื่องที่ยากและยาว ขึ้น โดยมีขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ฝึกคิดให้สนุก ทบทวนความรู้เดิมผ่านกิจกรรมรูปแบบต่างๆ เช่น เกม BBL ขั้นที่ 2 แจกลูกสะกดคำ นักเรียนฝึกอ่านแจกลูกสะกดคำตามครู ขั้นที่ 3 อ่านย้ำซ้ำอีกทีนักเรียนฝึกอ่านแจกลูกสะกดคำและอ่านเป็นคำจนคล่อง ขั้นที่ 4 คัดลายมือให้ดีนักเรียนฝึกเขียนคำเหล่านั้นด้วยตัวบรรจงเต็มบรรทัด ขั้นที่ 5 เขียนตามคำบอก นักเรียนฝึกเขียนตามคำบอก นักเรียนร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง และ แก้ไขปรับปรุง ขั้นที่ 6 อ่านและแต่งประโยค ฝึกอ่านประโยคจนคล่องและฝึกแต่งประโยคจากคำและภาพที่กำหนดให้ ดังนั้น โรงเรียนบ้านเขาปูนจึงได้นำเทคนิคและแนวคิดดังกล่าวมาพัฒนาผู้เรียนโดยการจัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่านของผู้เรียน นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ประจำปีการศึกษา 2566 และ นำมาออกแบบนวัตกรรมหรือผลงานการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) ในการขับเคลื่อนการประกันคุณภาพ การอ่านการเขียนของนักเรียน ตามนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 คือ “การ พัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” ประจำปีการศึกษา 2566 เพื่อ พัฒนาทักษะพื้นฐานด้านการอ่านของผู้เรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนมีคุณภาพตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาต่อไป 2. วัตถุประสงค์และเป้าหมายของการดำเนินงาน 2.1 วัตถุประสงค์ ๒.๑.1 เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประจำปีการศึกษา 2566 ให้มีคุณภาพตามนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จนผ่านเกณฑ์ มาตรฐานการศึกษา ๒.1.๒ เพื่อนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ๒.1.๓ ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนได้ อย่างมีคุณภาพ 2.2 เป้าหมาย เชิงปริมาณ ๒.2.1 ส่งเสริมและพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประจำปีการศึกษา 2566 ให้มีคุณภาพตามนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 จนผ่านเกณฑ์มาตรฐาน การศึกษา คิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป ๒.2.๒ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ๒.2.๓ ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนได้ อย่างมีคุณภาพ คิดเป็นร้อยละ 80 ขึ้นไป เชิงคุณภาพ ๒.2.4 นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประจำปีการศึกษา 2566 ผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะด้านการ อ่านอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๗ ๒.2.5 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ๒.2.6 ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ 3. ขั้นตอนการดำเนินงาน กระบวนการผลิตผลงานหรือขั้นตอนการดำเนินกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านการอ่านของนักเรียน โรงเรียนบ้านเขาปูน “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” มีดังนี้ 3.1 การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” สามารถนำเสนอผลงาน/นวัตกรรมในรูปแบบ Flowchart ดังนี้ 3.2 การดำเนินงานตามกิจกรรม 3.2.1 การดำเนินงานสามารถอธิบายการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ภายใต้วงจรคุณภาพ PDCA มีรายละเอียด ดังนี้ ภาพประกอบที่ 2 การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ภาพประกอบที่ 1 การออกแบบผลงาน/นวัตกรรม


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๘ ขั้นที่ 1 Plan วางแผนการการดำเนินกิจกรรม ดังนี้ 1) ร่วมกันประชุมวางแผนการดำเนินงาน เช่น การทราบข้อมูลของพื้นฐานการอ่าน สาเหตุของ เกิดปัญหาการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนตามนโยบาย หน่วยงานต้นสังกัด เป็นต้น 2) แต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบกิจกรรมโดยใช้กระบวนการ PLC ช่วยพัฒนาทักษะด้าน การอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ขั้นที่ 2 Do ดำเนินการตามแผนงานโดยใช้รูปแบบการดำเนินงาน KHAOPUN Model ดังนี้ K=Knowledge การสร้างความรู้ความเข้าใจของการนำทักษะกระบวนการจัดเรียนรู้แบบ Active learning และวิธีการใช้เทคนิคบันได 6 ขัน H = Handle คือ การศึกษาแนวทางการจัดกิจกรรมที่ประสบความสำเร็จอย่างหลากหลายเพื่อ นำมาใช้เป็นแนวทางพัฒนาคุณภาพการอ่านของผู้เรียน โดยร่วมกันออกแบบการจัดกิจกรรมและใช้กระบวนการ จัดการเรียนรู้แบบ Active Learning ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ A = Activity คือ การร่วมกันจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้เชิงรุก การจัดทำสื่อ/นวัตกรรม ประกอบกิจกรรม การวัดและประเมินผลตามสภาพจริง เป็นต้น O = Organization คือ การดำเนินการจัดกิจกรรมตามที่วางแผนไว้ ดังนี้ การดำเนินการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Mode โดยใช้กิจกรรมบันได 6 ขั้น พัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ฝึกอ่านพยัญชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยุกต์/อ่านสระคล้องจอง ขั้นที่ 2 ฝึกอ่านคำพื้นฐานประจำชั้นเรียนควบคู่กับการเขียนคำตามคำบอก ขั้นที่ 3 การฝึกอ่านอักษรสีคำยากตอนพักกลางวัน ขั้นที่ 4 ฝึกอ่านคำยากและนำไปแต่งประโยค ขั้นที่ 5 ฝึกอ่านบทความ เรื่องสั้น นิทาน ข่าว แล้วจับใจความสำคัญจากเรื่องที่อ่าน ขั้นที่ 6 ฝึกอ่านคำยากและนำมาเขียนเรื่องสั้น P = Particpation คือ นิเทศ กำกับ ติดตามตรวจสอบและปรับปรุงแก้ไขการดำเนินกิจกรรม U = Unity คือ การวัดและประเมินผลกิจกรรมอย่างหลากหลายตามสภาพจริง N = New outcome คือ เผยแพร่ประสัมพันธ์การประเมินตนเองสู่สาธารณชนทางด้านต่างๆ เช่น สื่อสังคมออนไลน์ เป็นต้น ขั้นที่ 3 Check การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การติดตาม ตรวจสอบประเมินผลการดำเนินกิจกรรม เช่น การประเมินการอ่าน การประเมิน ความพึงพอใจ เป็นต้น ขั้นที่ 4 Action การพัฒนา ปรับปรุงและแก้ไขอย่างเป็นระบบ การรวบรวมเอกสารหลักฐานเพื่อปรับปรุงแก้ไข และรายงานสรุปผลการจัดกิจกรรมอย่างเป็น รูปธรรมในรูปแบบรูปเล่มรายงาน การจัดทำวารสารประชาสัมพันธ์ และแผ่นพับ เป็นต้น


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๙ 3.2.2 ระยะเวลาในการดำเนินงาน ตลอดปีการศึกษา 2566 ของการดำเนินงานการพัฒนาทักษะการ อ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ดังนี้ ตารางที่ 1 ระยะเวลาในการดำเนินงาน 4. ผลการดำเนินงาน/ผลสัมฤทธิ์/ประโยชน์ที่ได้รับ 4.1 ผลที่เกิดตามจุดประสงค์ ผลการดำเนินงานผลงานนวัตกรรม “การพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model” ดังนี้ 4.1.1 นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประจำปีการศึกษา 2566 ผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะด้านการ อ่านอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 4.1.๒ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model 4.1.๓ ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ 4.2 ผลสัมฤทธิ์ของงาน 4.2.1 นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประจำปีการศึกษา 2566 ผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะด้านการ อ่านอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและนโยบายของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 คิดเป็นร้อยละ 100 กิจกรรม เดือน พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค. ก.ย. ต.ค. พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ. มี.ค. 1. ประชุมร่วมกันวางแผนการดำเนิน กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้าน การอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขา ปูน โดยกระบวนการ PLC 2. แต่งตั้งคณะกรรมการผู้รับผิดชอบ กิจกรรม 3. ดำเนินการตามแผนงาน 4. ปรับปรุง แก้ไข เพื่อพัฒนาคุณภาพ งาน 5. กำกับ ติดตาม วัดและประเมินผล 6. รายงานสรุปผลการจัดกิจกรรม ส่งเสริมและพัฒนาทักษะด้านการอ่าน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่ สาธารณชน


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๐ ตารางที่ 2 สรุปผลการประเมินทักษะด้านการอ่านของนักเรียนอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา ระดับชั้น เลขที่ ชื่อ-สกุล กิจกรรมการสอนภาษาไทย ผลการ ประเมิน อ่านคำ พื้นฐาน อ่าน อักษรสี อ่านนิทาน อ่าน บทความ อ่านข่าว ผ่าน ไม่ ผ่าน ป.1 1 เด็กหญิงนุชนาถ นนพละ 2 เด็กหญิงวิภารัตน์ อารมณ์ดี 3 เด็กชายวีรภัทร์ วงศ์ธันยะกรรม 4 เด็กชายวรวุฒิ เภาคำ 5 เด็กชายสุธีร์ ดาพนม ป.2 1 เด็กชายอดิเทพ สีพนม 2 เด็กหญิงกนกพิชญ์ คำสว่าง 3 เด็กหญิงจิดาภา จันทร์ 4 เด็กหญิงทิฆัมพร ดาพนม ป.3 1 เด็กหญิงณัฏฐ์นรี เด็ดขาด 2 เด็กชายลัญจกร แสงเดือน 3 เด็กหญิงมาณีญา บริกุล 4 เด็กหญิงธัญรัตน์ ตาชาติ 5 เด็กชายกฤษกร จองเจริญรัตน์ ป.4 1 เด็กหญิงกันยกร รุททองจันทร์ 2 เด็กหญิงณัฐชยา สุดทา 3 เด็กชายธีรภัทร ผาเทศ 4 เด็กชายฐิติศักดิ์ สีทอง 5 เด็กหญิงสุพิชญา สมศรี 6 ด.ญ.วัชราภรณ์ วงศ์ชันยะกรรม 7 เด็กหญิงทริน ตอน 8 เด็กชายรัน ตอน 9 เด็กชายรถ ตอน ป.5 1 เด็กชายกฤติธี ศรีเสมอ 2 เด็กชายธนากร นามบุญเรียง 3 เด็กชายธนพล แก่งศิลา 4 เด็กหญิงนภัสสร สีพนม 5 เด็กหญิงเมย์ ฮัน 6 เด็กชายธนกฤต หิ้วพิมาย ป.6 1 เด็กหญิงปุณยภา แก้วกล่ำ 2 เด็กหญิงรุ่งทิวา สองพล 3 เด็กหญิงพลอยขวัญ สุดทา 4 เด็กหญิงขนิฏฐา ผาเทศ 5 เด็กชายอิทธิกร จองเจริญรัตน์ 6 เด็กชายวีรวัฒน์ ลอยล่อง 7 เด็กหญิงหนึ่งธิดา เจริญผล 8 เด็กชายศุภสัณห์ การพัดชี


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๑ 4.๒.2 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model คิดเป็นร้อยละ 90.00 ตารางที่ 3 แสดงผลคะแนนแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนนักเรียนจากการพัฒนาทักษะการอ่าน ชั้น/เลขที่ ชื่อ-นามสกุล แบบทดสอบ ก่อนเรียน (20) แบบทดสอบ หลังเรียน (20) ความต่าง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 1 เด็กหญิงนุชนาถ นนพละ 12 20 +8 2 เด็กหญิงวิภารัตน์ อารมณ์ดี 16 20 +4 3 เด็กชายวีรภัทร์ วงศ์ธันยะกรรม 6 17 +11 4 เด็กชายวรวุฒิ เภาคำ 9 20 +11 5 เด็กชายสุธีร์ ดาพนม 6 18 +12 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 1 เด็กชายอดิเทพ สีพนม 20 20 0 2 เด็กหญิงกนกพิชญ์ คำสว่าง 15 19 +4 3 เด็กหญิงจิดาภา จันทร์ 19 19 0 4 เด็กหญิงทิฆัมพร ดาพนม 0 17 +17 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1 เด็กหญิงณัฏฐ์นรี เด็ดขาด 11 20 +9 2 เด็กชายลัญจกร แสงเดือน 16 19 +3 3 เด็กหญิงมาณีญา บริกุล 14 19 +5 4 เด็กหญิงธัญรัตน์ ตาชาติ 14 19 +5 5 เด็กชายกฤษกร จองเจริญรัตน์ 13 20 +7 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 1 เด็กหญิงกันยกร รุททองจันทร์ 8 20 +12 2 เด็กหญิงณัฐชยา สุดทา 5 13 +8 3 เด็กชายธีรภัทร ผาเทศ 2 18 +16 4 เด็กชายฐิติศักดิ์ สีทอง 3 18 +15 5 เด็กหญิงสุพิชญา สมศรี 5 18 +13 6 ด.ญ.วัชราภรณ์ วงศ์ชันยะกรรม 8 20 +12 7 เด็กหญิงทริน ตอน 12 20 +8 8 เด็กชายรัน ตอน 12 20 +8 9 เด็กชายรถ ตอน 12 20 +8 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 1 เด็กชายกฤติธี ศรีเสมอ 19 20 +1 2 เด็กชายธนากร นามบุญเรียง 19 19 0 3 เด็กชายธนพล แก่งศิลา 15 20 +5 4 เด็กหญิงนภัสสร สีพนม 19 20 +1 5 เด็กหญิงเมย์ ฮัน 16 20 +4


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๒ ชั้น/เลขที่ ชื่อ-นามสกุล แบบทดสอบ ก่อนเรียน (20) แบบทดสอบ หลังเรียน (20) ความต่าง 6 เด็กชายธนกฤต หิ้วพิมาย 14 19 +5 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1 เด็กหญิงปุณยภา แก้วกล่ำ 14 17 +3 2 เด็กหญิงรุ่งทิวา สองพล 15 20 +5 3 เด็กหญิงพลอยขวัญ สุดทา 17 20 +3 4 เด็กหญิงขนิฏฐา ผาเทศ 18 20 +2 5 เด็กชายอิทธิกร จองเจริญรัตน์ 14 19 +5 6 เด็กชายวีรวัฒน์ลอยล่อง 13 18 +5 7 เด็กหญิงหนึ่งธิดา เจริญผล 17 19 +2 8 เด็กชายศุภสัณห์การพัดชี 1 10 +9 รวม(37*20=740) 449 695 +246 ค่าเฉลี่ย 12 18 +6 ร้อยละ 60.00 90.00 +30 4.๒.3 ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนอย่าง มีประสิทธิภาพ คิดเป็นร้อยละ 98.00 ตารางที่ 4 ผลการประเมินความพึงพอใจในการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model การประเมินความพึงพอใจ จำนวน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน แปล ความหมาย 1. การวางแผนและการประชาสัมพันธ์การเข้า ร่วมกิจกรรม 20 5 100 0.00 มากที่สุด 2. ความเหมาะสมของสถานที่ที่ใช้ในการจัด กิจกรรม 20 5 100 0.00 มากที่สุด 3. ความพร้อมของการจัดกิจกรรมส่งเสริมและ พัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด 4. ความเหมาะสมของระยะเวลาในการจัด กิจกรรม 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด 5. ลำดับขั้นตอนและความต่อเนื่องของ กิจกรรม 20 4.75 95.00 0.43 มากที่สุด 6. ความหลากหลายของกิจกรรมเทคนิคบันได 6 ขั้น 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด 7. การมีส่วนในการจัดกิจกรรมของนักเรียน 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด 8. ความสำคัญของกิจกรรมส่งเสริมและพัฒนา 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๓ การประเมินความพึงพอใจ จำนวน ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน แปล ความหมาย แก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน 9. ประโยชน์และความรู้ที่ได้รับจากการจัด กิจกรรม 20 4.88 97.50 0.33 มากที่สุด 10. ความต้องการให้มีการจัดกิจกรรมส่งเสริม และพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนในปี ต่อไป 20 5 100 0.00 มากที่สุด รวม 20 49.00 980.00 2.42 มากที่สุด รวมเฉลี่ย 20 4.90 98.00 0.24 มากที่สุด 4.3 ประโยชน์ที่จะได้รับ 4.3.1 สถานศึกษาดำเนินขับเคลื่อนการประกันคุณภาพการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านของ นักเรียนให้มีคุณภาพได้ 4.3.2 นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้น 4.3.3 ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน 5. ปัจจัยความสำเร็จ 5.1 สิ่งที่ช่วยให้งานประสบความสำเร็จ การได้รับแรงสนับสนุนจากหน่วยงานต้นสังกัด ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินงานการประกันคุณภาพการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนตาม นโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด จนสามารถมีผลงาน/นวัตกรรมวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศเป็นแบบอย่างได้ เพราะอาศัยทุก ฝ่ายมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนอย่างเข้มแข็งด้วยการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพมาพัฒนาระบบการทำงาน ให้มีประสิทธิภาพ คอยให้คำแนะนำ ปรึกษา ช่วยเหลือ สนับสนุน ส่งเสริม กำกับ ติดตาม และประเมินผลมาปรับปรุง พัฒนางานจนประสบความสำเร็จ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สู่สาธารณชนได้อย่างมีคุณภาพได้ต่อไป 6. บทเรียนที่ได้รับ(Lesson Learn) และข้อเสนอแนะ 6.1 การระบุข้อมูลที่ได้รับจากการผลิตและการนำผลงานไปใช้ สถานศึกษาจัดทำการประกันคุณภาพภายในการอ่านอย่างมีคุณภาพอย่างต่อเนื่องทุกปีการศึกษา นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ภาษาไทยสูงขึ้นจากการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ทุกฝ่ายมีความพึงพอใจต่อการใช้กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนอย่างมี ประสิทธิภาพ 6.2 ข้อเสนอแนะ 6.2.1. การปฏิบัติแบบเน้นย้ำซ้ำทวนทั้งการอ่านและการเขียนอย่างเป็นขั้นตอน ทำให้นักเรียนมีทักษะ การอ่านและเขียนได้ดีขึ้น 6.2.2. ในการใช้นวัตกรรมแต่ละขั้นตอนใช้เวลานาน ภายใน 1 คาบไม่ได้ทำครบทุกขั้นตอน จึงได้แยก ขั้นตอนออกมากให้เหมาะสมกับเวลา 1 คาบ 7. การเผยแพร่/การได้รับการยอมรับ/รางวัลที่ได้รับ การดำเนินงานการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model ในการขับเคลื่อนระบบการประกันคุณภาพการอ่านของนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ประสบความสำเร็จสามารถเป็น แบบอย่างได้ดังนี้


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๔ 7.1 การเผยแพร่ 7.1.1 การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนโรงเรียน บ้านเขาปูนทางสื่อสังคมออนไลน์ Facebook : โรงเรียนบ้านเขาปูน, Facebook Pan Page : เผยแพร่ผลงานวิชาการ 7.1.2 การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์กิจกรรมส่งเสริมและพัฒนาแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียนโรงเรียน บ้านเขาปูนทางกลุ่ม Line ประชาสัมพันธ์ผู้บริหาร โรงเรียนบ้านเขาปูน ผู้ปกครอง และชั้นเรียนของนักเรียน 7.1.3 เผยแพร่ผ่าน Tiktok โรงเรียนบ้านเขาปูน และแผ่นพับประชาสัมพันธ์ 7.2 การได้รับการยอมรับ สถานศึกษา โรงเรียนบ้านเขาปูนมีเครือข่ายที่เข้มแข็งในการดำเนินกิจกรรมการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหา เป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ปกครอง ชุมชน และสังคมได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง ครูและบุคลากรทางการศึกษา ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบ้านเขาปูนมีการพัฒนาทักษะการอ่าน โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ตามกระบวนการ KHAOPUN Model จนประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้อย่างมี ประสิทธิภาพแท้จริง นักเรียน นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูนทุกคนผ่านเกณฑ์การประเมินทักษะการอ่านตามมาตรฐานตามเกณฑ์ มาตรฐานการศึกษาที่กำหนดไว้ 7.3 รางวัลที่ได้รับ 7.2.1 โรงเรียนบ้านเขาปูนผ่านการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว ปลอดยาเสพติดและอบายมุข ปีการศึกษา 2566 ระดับทอง จากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 7.2.2 นางสาวอนุธิดา ใจอารี ครูโรงเรียนบ้านเขาปูนได้รับการประกาศเกียรติคุณ เป็น Smart Teacher การจัดการเรียนรู้ Active Learning โดยใช้กระบวนการ Professional Learning Community : PLC และ Lesson Study : LS โครงการนิเทศบูรณาการใช้พื้นที่เป็นฐานโดยใช้กระบวนกร PLC และ LS ประจำปี การศึกษา 2566 ให้ไว้ ณ วันที่ 16 มกราคม 2567 สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 7.2.4 นักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน ได้เข้าร่วมมหกรรมวิชาการงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 71 ประจำปีการศึกษา 2566 ระดับเขตคุณภาพการศึกษากบินทร์บุรี 8 ได้รับรางวัลเกียรติบัตรสร้างชื่อเสียงให้กับ โรงเรียนบ้านเขาปูน ดังนี้ 7.2.1 เด็กหญิงณัฏฐ์นรี เด็ดขาด ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง กิจกรรมการแข่งขันคัด ลายมือสื่อภาษาไทย ระดับชั้น ป.1-3 7.2.2 เด็กชายธนากร นามบุญเรียง ได้รับรางวัลเหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับที่ 2 กิจกรรมการแข่งขันเรียงร้อยถ้อยความ (การเขียนเรียงความ) ระดับชั้น ป.4-6 7.2.3 เด็กหญิงเมษ์ ฮัน ได้รับรางวัลเหรียญเงิน กิจกรรมการแข่งขันคัดลายมือสื่อ ภาษาไทย ระดับชั้น ป.4-6 8. ภาคผนวก สำเนาเกียรติบัตรโรงเรียน บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๕ ผ่านการประเมินโครงการสถานศึกษาสีขาว รางวัลประกาศเกียรติคุณเป็น Smart Teacher เกียรติบัตรโรงเรียน บุคลากร และนักเรียนโรงเรียนบ้านเขาปูน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปราจีนบุรี เขต 2 เหรียญทองแดง กิจกรรมคัดลายมือสื่อภาษาไทย ระดับชั้น ป.1 - ป.3 เหรียญทอง รองชนะเลิศอันดับที่ 2 กิจกรรมแข่งขัน การเขียนเรียงความ ระดับชั้น ป.1 - ป.3 เหรียญเงิน กิจกรรมแข่งขันคัดลายมือสื่อภาษาไทย ระดับชั้น ป.4 - ป.6


รายงานผลการปฏิบัติงานที่เป็นเลิศ(Best Practice) โรงเรียนบ้านเขาปูน สพป.ปราจีนบุรี เขต 2 ๑๖


Click to View FlipBook Version