รายงานเชิงวิชาการ
การอ่านและพจิ ารณาวรรณคดีเรื่อง อิเหนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นิง
จดั ทำโดย
นางสาวลานนา ทองทวชั เลขที่ 24
นางสาวกัญญรัตน์ บุญทรัพย์ เลขท่ี 29
นางสาวชฎาพร สงิ หต์ ะ๊ เลขท่ี 31
นางสาวนวลวรรณ แซ่พ่าน เลขที่ 32
นางสาวมนัสวรรณ ทัพผดงุ เลขที่ 35
นางสาวอณัชฎา สจุ าแสน เลขที่ 39
นางสาวเปรมกมล ปัญจะเรอื ง เลขท่ี 40
เสนอ
คณุ ครู ณัฐชยา รณุ ผาบ
รายงานน้ีเป็นสว่ นหนง่ึ ของรายวิชา ภาษาไทย(ท33102)
โรงเรยี นสนั ป่าตองวิทยาคม
ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศึกษา 2565
สำนกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาเขต 34
เรือ่ ง อเิ หนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ
ผู้จดั ทำ นางสาวลานนา ทองทวชั
นางสาวกัญญรัตน์ บุญทรพั ย์
นางสาวชฎาพร สงิ หต์ ๊ะ
นางสาวนวลวรรณ แซ่พา่ น
นางสาวมนัสวรรณ ทพั ผดุง
นางสาวอณชั ฎา สจุ าแสน
นางสาวเปรมกมล ปญั จะเรือง
ระดับช้ัน มัธยมศึกษาปที ่ี 6/9
ครทู ่ปี รึกษา นางณัฐชยา รณุ ผาบ
บทคดั ยอ่
ปจั จบุ นั วรรณกรรมเเละวรรณคดีไทยมีหลายเรือ่ งที่เเพร่หลายในอดตี เเละตกทอดมาจนถงึ
ปัจจุบนั เพ่อื ให้คนรุน่ หลังได้อ่านเเล้วเกิดความเพลดิ เพลนิ มีความรู้ความเขา้ ใจเกี่ยวกับ
วรรณคดี
การทำรายงานครง้ั นี้ผู้จัดทำจึงมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ศึกษาและทำความเขา้ ใจในเรื่องของ
วรรณคดมี ากยิง่ ข้นึ ผู้จดั ทำสนใจทำรายงานเรื่อง อเิ หนา ตอนศึกกะหมงั กุหนิง เนือ่ งจาก
ผู้จดั ทำเล็งเห็นปัญหาเกิดจากความไมเ่ ขา้ ใจบทเรียนเเละบทกลอนทำให้ผู้จัดทำได้ทำรายงาน
เลม่ นีข้ ้นึ มา
ก
กติ ติกรรมประกาศ
โครงงานเรือ่ งอเิ หนาตอนศึกกะหมังกหุ นิงเลม่ นเี้ สร็จสมบูรณไ์ ด้นน้ั เพราะได้รับความ
อนุเคราะหแ์ ละการสนับสนนุ ด้วยดีจาก ครูณัฐชยา รุณพาบ ครผู ู้สอนในวชิ าภาษาไทย ทไ่ี ด้ให้
คำปรกึ ษาและคำเสนอแนะ แนวคดิ ตา่ งๆในการทำโครงงานภาษาไทยให้ถกู ต้องตามหลกั การ
ขอกราบขอบพระคณุ คณุ ครู ท่ใี ห้คำปรกึ ษารายงานและช่วยแก้ไขข้อบกพร่องของ
รายงานจนสำเรจ็ และขอบคณุ เพื่อนๆในกลมุ่ ที่ชว่ ยกันทำรายงาน ขอ้ แนะนำดีๆเกี่ยวกบั รายงาน
เรือ่ งน้ี จนสำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี
คณะผู้จัดทำ
นางสาวลานนา ทองทวัช
นางสาวกัญญรตั น์ บุญทรพั ย์
นางสาวชฎาพร สงิ หต์ ะ๊
นางสาวนวลวรรณ แซพ่ า่ น
นางสาวมนัสวรรณ ทพั ผดงุ
นางสาวอณัชฎา สจุ าแสน
นางสาวเปรมกมล ปญั จะเรือง
ข
คำนำ
เรื่อง อิเหนา ตอน ศึกกะหมังกหุ นงิ จัดทำข้นึ เพ่อื ใช้เป็นเคร่ืองมือประกอบการนำเสนอ
และประกอบการวิเคราะห์วรรณคดี ในรายวิชาภาษาไทย ระดับชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี ๖ เพ่อื
ความรู้ความเข้าใจในเน้ือหาของวรรณคดี เรือ่ งอเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง ในด้านประวัติ
ความเป็นมา รูปแบบคำประพนั ธ์ เนอื้ เรอ่ื ง ตวั ละคร คุณคา่ ด้านวรรณศิลปแ์ ละคณุ คา่ ของ
วรรณคดใี นด้านอน่ื ๆ เพ่ือให้เกิด ความเข้าใจ ซาบซงึ้ ในเนอื้ หา และเห็นคุณคา่ ของวรรณคดีอนั
เปน็ มรดกทางวฒั นธรรมท่สี ำคัญของชาตไิ ด้มีสว่ นร่วมในการอนรุ ักษ์ความเป็นไทย และนำ
ความรู้ทีไ่ ด้จากการเรียนไปใช้เพือ่ พัฒนาความสามารถทางการใช้ภาษาของตนเองตอ่ ไป
รายงานเลม่ นีเ้ ป็นการวิเคราะหเ์ พียงส่วนหน่งึ ของวรรณคดีเร่อื งอิเหนา หากมีข้อผิดพลาดหรอื
ขอ้ บกพร่องประการใดทางผู้จัดทำขออภัยมา ณ ท่นี ้ีด้วย
คณะผู้จัดทำ
นางสาวลานนา ทองทวัช
นางสาวกญั ญรตั น์ บญุ ทรพั ย์
นางสาวชฎาพร สงิ หต์ ะ๊
นางสาวนวลวรรณ แซพ่ ่าน
นางสาวมนสั วรรณ ทัพผดุง
นางสาวอณัชฎา สุจาแสน
นางสาวเปรมกมล ปญั จะเรอื ง
สารบัญ ค
เรื่อง หน้า
ก
กิตตกิ รรมประกาศ ข
1
คำนำ
6
บทที่ 1 บทนาํ 8
9
เรื่องยอ่
1.1.ทม่ี า และความสําคัญ 10
1.2.ประวตั ผิ ู้แตง่
1.3.วตั ถุประสงค์ 11
1.4.สมมุตฐิ าน
1.5.ปัญหา 12
1.6.ผลที่คาดว่าจะไดร้ ับ 13
1.7.ขอบเขตการศึกษา 14
16
บทที่ 2 เอกสารทเ่ี ก่ยี วข้อง
2.1.ความหมายของวรรณคดีไทย
2.2.ประวัตวิ รรณคดี ประวัติผู้แตง่
2.3.ประวตั คิ วามเป็นมาของเรอ่ื งอิเหนาในประเทศไทย
2.4.ลกั ษณะคำประพันธ์อเิ หนา
2.5.เกร็ดความรู้เก่ยี วกับอเิ หนา
2.6.ขอ้ คดิ และการนำเอาไปใช้ในชวี ิตประจำวัน
เรื่อง ง
หน้า
บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษา 18
3.1.ขน้ั เตรียมการ 19
3.2.ขนั้ ตอนดำเนินงาน
3.3.วิธีเกบ็ รวบรวมข้อมลู 21
3.4.การวเิ คราะห์ข้อมูล
22
บทที่ 4 ผลการศึกษา 25
26
4.1.เนือ้ เรือ่ งเกีย่ วกับวรรณคดีไทย อเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กหุ นิง
4.2.ตัวละครท่ปี รากฏในอเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง 27
4.3.ขอ้ คดิ จากอเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง 28
29
บทที่ 5 สรปุ การดําเนินงานและข้อเสนอแนะ
5.1.สรปุ
5.2.อภิปรายผล
5.3.ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ประวัตผิ ู้จัดทำ
1
บทที่ 1
บทนำ
เรื่องยอ่
ในดินแดนชวาแต่โบราณมีกษตั ริยร์ าชวงศ์หนึ่ง คอื วงศ์อสญั แดหวา หรือ วงศ์เทวา กล่าว
กนั ว่า แตเ่ ดมิ กอ่ นจะมีการกอ่ ตง้ั ราชวงศน์ ้ี เมืองหมนั หยา ซึ่งไดช้ ื่อวา่ เปน็ เมืองที่ยิ่งใหญ่และ
รุง่ เรอื งมากเมืองหนึง่ เจา้ เมืองมีธิดาสี่องคซ์ ึ่งมีสิรโิ ฉมงดงามมาก พระองค์คิดจะแต่งการ
สยมุ พรให้กบั ธดิ าทง้ั สี่ แต่หากษตั ริยท์ ค่ี ่คู วรไมไ่ ด้ ต่อมามีเหตเุ กดิ ขึ้นคอื มีพระขรรค์ชยั กบั ธงผุด
ข้นึ ท่หี น้าพระลาน ทาํ ให้เกิดข้าวยากหมากแพงชาวเมืองพากนั เดอื ดร้อนโดยถ้วนทั่ว เจ้าเมือง
หมันหยาจึงป่าวประกาศให้กษตั ริยเ์ มืองตา่ งๆ มาถอนพระขรรค์กับธงออกเพ่อื แก้อาถรรพ์ ถ้า
ผู้ใดทาํ ได้สาํ เรจ็ จะยกราชธิดาทั้งส่แี ละสมบตั ิให้ก่ึงหนง่ึ กษตั รยิ ์เมืองตา่ งๆ พากนั มาอาสาท่จี ะ
ถอนธงกับพระขรรค์แตก่ ็ไม่มีใครสามารถทําได้ องค์ปะตาระกาหลาเทวดาทีม่ าสถติ ณ เขา
ไกรลาสไดม้ อบหมายให้โอรสท้ังส่ี คอื กเุ รปัน ดาหา กาหลงั และ สิงหดั ส่าหรี ไปชว่ ยถอนธง
กบั พระขรรคไ์ ดส้ าํ เรจ็ แต่เทวราชทั้งส่ไี มข่ อรบั ราชสมบัติจากท้าวหมนั หยา หากขอเพยี งแค่ราช
ธดิ าไปเป็นคู่ครองและจะไปสรา้ งเมืองอย่เู องเทวาท้ังสพ่ี ระองค์พาราชธิดาของท้าวดาหาไป
สรา้ งเมืองใหมใ่ นดินแดนทท่ี รงพอพระทัย และได้ตงั้ ชือ่ เมืองตามพระนามของจ้าวผู้ครองนคร
ทง้ั สี่ คือ กุเรปนั ดาหา กาหลัง และ สิงหดั สา่ หรี สเ่ี มืองนี้ จึงนับเป็นเมืองที่ยิง่ ใหญ่ดว้ ย
เกยี รติยศและศักดิ์ศรี และเรียกวงศ์ตระกูลของตนเองว่าวงศ์อสญั แดหวา หรือ วงศ์เทวัญ เปน็
ทย่ี อมรับและยกย่องของหัวเมืองนอ้ ยใหญ่ และ เฉพาะสีเ่ มืองน้เี ทา่ น้ันที่สามารถต้ังตําแหน่ง
มเหสีได้ ๕ องค์ อันได้แก่ ประไหมสหุ รี มะเดหวี มะโต ลกิ ู และ เหมาหลาหงี ตามลําดับส่วน
ความเกี่ยวพันระหวา่ งวงศอ์ สัญแดหวา กบั เมืองหมนั หยานนั้ เรียกได้วา่ เก่ียวดองกนั เพราะวงศ์
อสัญแดหวารนุ่ ต่อๆ มาลว้ นได้ธิดาเมืองหมนั หยามาเปน็ ประไหมสุหรี ในสมยั ตอ่ มาท้าวหมันห
ยามีพระธดิ าทท่ี รงพระสิริโฉมงดงามอีก ๓ พระองค์ คอื นิหลาอรตา
2
ดาหราวาตี และจนิ ดาส่าหรี ทา้ วกุเรปันมาขอนางนหิ ลาอรตาไปเปน็ ประไหมสุหรี ส่วนนางดา
หราวาตกี ็ถูกท้าวดาหาขอไปเป็นประไหมสหุ รีเช่นเดียวกนั
ทา้ วดาหาและท้าวกุเรปันจงึ สัญญากันว่า ถา้ หากฝ่ายหนึ่งมีพระโอรสและอกี ฝ่ายมีพระราชธิดา
กจ็ ะให้หมั้นกนั ทันที สว่ นนางจินดาสา่ หรีนั้นไดอ้ ภิเษกกบั โอรสท้าวมังกันและได้ครองเมือง
หมนั หยาทา้ วกเุ รปนั มีโอรสองคแ์ รกกบั มเหสตี ําแหน่งลิกูช่อื วา่ กะหรดั ตะปาตี ต่อมามีโอรสกับ
ประไหมสุหรีเปน็ หน่มุ รูปงามและเกง่ กล้าสามารถชือ่ อเิ หนาหรอื ระเด่นมนตรี มีพระธิดาชอ่ื วยิ ะ
ดา สว่ นท้าวดาหามีพระธดิ ากบั ประไหมสหุ รีช่อื บษุ บา และมีพระโอรสชือ่ สยี ะตรา ท้าวกเุ รปนั
หม้ันหมายนางบษุ บาไว้ให้กับอิเหนา สว่ นทา้ วดาหา ก็หมั้นหมายวิยะดาไว้ให้กับสียะตรา
ฝา่ ยประไหมสุหรีเมืองหมนั หยา ได้ใหก้ ําเนดิ พระธดิ าช่อื จินตะหราวาตี มีอายุรนุ่ ราว
คราวเดียวกันกับอิเหนา ทางด้านประไหมสุหรีของเมืองสงิ หัดสา่ หรีไดใ้ ห้กําเนดิ พระโอรสชอ่ื สุ
หรานากง และ เมืองกาหลังได้กําเนดิ ธดิ ากบั ประไหมสุหรีช่อื สกาหนึ่งหรัด ได้หม้ันหมายไว้กบั สุ
หรานากงและได้ให้กาํ เนิดพระธดิ าอีกหนึ่งองคก์ บั มเหสีในตําแหน่งลกิ ูชื่อบษุ บารากา เป็นคู่
หมายของกะหรัดตะปาตีเมื่ออเิ หนาเจริญวัยจนอายุได้ ๑๕ ชันษา กม็ ีความเชีย่ วชาญเก่งกล้า
สมเปน็ โอรสกษัตริย์ ตอ่ มาพระมารดาของประไหมสหุ รีเมืองหมนั หยา ซงึ่ เปน็ พระอยั ยิกาของ
อเิ หนา บษุ บา และ จินตะหรา ทวิ งคตท้าวหมนั หยาจงึ มีราชสารแจ้งไปยังเมืองกุเรปนั และ
เมืองดาหา ทา้ วกเุ รปนั จึงให้อิเหนานําเครื่องเคารพศพไปรว่ มงาน ครนั้ อิเหนาไปถึงเมือง
หมันหยา ได้เขา้ เฝ้าท้าวหมันหยา และพบกับ จินตะหรา ธดิ าเจ้าเมืองจึงนกึ รักคิดใคร่ไดน้ าง
เป็นชายา จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลบั เมืองกเุ รปนั
3
บทชมโฉมนางจินตะหรา
“ งามงอนออ่ นระทวยนวยแนง่
ดาํ แดงนวลเน้ือสองสี
ผอ่ งพกั ตรผ์ ิวพรรณดงั จันทร์
นางในธานีไมเ่ ทียมทัน ”
(อเิ หนา : พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัย)
ทา้ วกุเรปันเหน็ ว่างานศพกเ็ สรจ็ สนิ้ แลว้ จึงให้คนถอื หนังสอื ไปตามตวั อิเหนากลับ โดย
บอกเหตุผลว่า พระมารดาทรงครรภแ์ ก่ใกล้ประสูติ อิเหนาต้องจําใจกลับวังแตไ่ ดเ้ ขียนเพลง
ยาวและฝากแหวนสองวง ขอแลกกบั สไบของนางจินตะหรา เมือ่ อเิ หนาถงึ เมืองกุเรปัน กท็ ราบ
ว่าประไหมสหุ รีให้กาํ เนดิ ธดิ า ชื่อวิยะดา และท้าวดาหาไดส้ ่ขู อตนุ าหงันไวใ้ ห้กบั สยี ะตรา
นอ้ งชายบุษบา เมื่ออิเหนากลับมากุเรปันก็คร่ำครวญคิดถึงแตจ่ ินตะหรา ทา้ วกุเรปนั จึงมีราช
สารเรง่ รดั ไปยงั ท้าวดาหาเพ่ือจะจดั การวิวาห์ระหว่างอิเหนากบั บุษบาให้เป็นทเ่ี รียบรอ้ ย
ฝา่ ยอิเหนาเมือ่ ทราบวา่ จะต้องแต่งงานกบั บษุ บา จึงออกอุบายขออนุญาตท้าวกเุ รปนั
ออกประพาสป่าแล้วปลอมตัวเป็นนายโจรชือ่ มิสารปันหยีให้พ่เี ลีย้ งและไพรพ่ ลปลอมเปน็
ชาวบา้ นป่าทั้งส้ินเดนิ ทางมุ่งหนา้ สู่ภูเขาปะราปีใกลเ้ มืองหมนั หยา
กล่าวถงึ กษัตรยิ ์สามพีน่ อ้ งอีกวงศ์หนึ่ง องค์แรกครองเมืองปนั จะรากัน มีธิดาชอ่ื สกา
ระวาตี องคร์ องครองเมืองปกั มาหงัน มีธิดาชอ่ื มาหยารศั มี มีโอรสชอ่ื สังคามาระตา องค์ท่ี
สามครองเมืองบุศสิหนา เพ่งิ ไปส่ขู อนางดรสา ธิดาเมืองปะตาหรามาเป็นชายา ระหวา่ งเดนิ ทาง
กลบั จากพิธวี ิวาห์ พีน่ ้องทง้ั สามเมืองก็แวะพกั นมสั การฤาษสี ังปะลิเหงะซึ่งบําเพญ็ พรตอยเู่ ชงิ
เขาปะราปี
4
ระหวา่ งทีไ่ พรพ่ ลของอิเหนาพกั อย่ทู ี่เชงิ เขาปะราปี ประสันตาพีเ่ ล้ียงของอิเหนาได้ลว่ งล้ำ
ไปมีเร่อื งวิวาทกับไพร่พลของท้าวบศุ สิหนา ทา้ วบุศสิหนายกทพั มารบกับอเิ หนาซึง่ ใช้ชื่อวา่ มิ
สารปันหยี ทา้ วบศุ สหิ นาถูกมิสารปนั หยีแทงตกมา้ ตาย ทา้ วปันจะรากนั และทา้ วปกั มาหงัน
ทราบจากฤาษสี ังปะลิเหงะว่า มิสารปนั หยีคืออิเหนา จึงยอมออ่ นนอ้ มไม่สรู้ บด้วย ทง้ั ยกสการะ
วาตี มาหยารัศมี และ สังคามาระตาให้แกอ่ เิ หนาดว้ ยจากนน้ั อิเหนาก็เข้าเมืองหมนั หยา ได้
ลกั ลอบเข้าหาจินตะหราได้นางเป็นชายา แล้วได้สองนางคอื มาหยารศั มีสะการะวาตีเป็นชายา
และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
ทา้ วกุเรปันสง่ สารเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครงั้ พร้อมท้ังนดั วนั อภิเษกระหวา่ ง
อเิ หนากบั บุษบาแตอ่ ิเหนาไม่ยอมกลบั และส่งั ความตดั รอนนางบุษบา ท้าวกุเรปนั และท้าวดาหา
ทราบเร่อื งก็ขัดเคืองพระทยั ท้าวดาหาถึงกับหลดุ ปากวา่ ถา้ ใครมาขอบษุ บากจ็ ะยกให้
จรกาเจ้าชายรปู ชวั่ ตัวดํา ซึง่ เปน็ ระตเู มืองเลก็ เมืองหนึ่งและเปน็ อนุชาของท้าวลา่ สําแต่
อยากไดช้ ายารปู งามจึงให้ชา่ งวาดรูปราชธิดาเมืองตา่ ง ๆ มาให้ ชา่ งวาดผู้หนึง่ ไดเ้ ดินทางไป
เมืองดาหาและวาดรูปนางบษุ บามาได้สองรูป ระหว่างทางองค์ปะตาระกาหลาไม่พอพระทยั ท่ี
อเิ หนาหนีการแตง่ งานจึงบนั ดาลให้รปู นางบุษบาหายไปรูปหนง่ึ จรกาได้เห็นรูปของนางบุษบาก็
หลงใหลใฝฝ่ นั ถงึ จนถึงขนั้ สลบไปในทันทที ่ีเหน็ รูปภาพเมื่อฟ้ืนมาจึงขอให้ระตลู า่ สําเชษฐาไปสู่
ขอให้ ทา้ วดาหากําลังโกรธอิเหนาอยู่ประกอบกบั ได้พลงั้ ปากไปแลว้ ว่าถา้ มีใครมาสูข่ อก็จะยก
ให้ จึงจาํ ใจยกนางบษุ บาให้กบั จรกาและกําหนดการวิวาหภ์ ายในสามเดอื น
5
บทชมโฉมนางบษุ บา
“ พักตรน์ ้องละอองนวลเปลง่ ปลั่ง
ดงั ดวงจนั ทรว์ ันเพ็งประไพศรี
อรชรออ้ นแอ้นทงั้ อินทรยี ์
ดงั กินรีลงสรงคงคาลยั
งามจริงพริง้ พร้องทง้ั สารพางค์
ไม่ขดั ขวางเสยี ทรงทีต่ รงไหน ”
(อเิ หนา : พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหลา้ นภาลัย)
กล่าวถงึ กษตั รยิ ์อีกวงศ์หนึ่งสามพีน่ อ้ ง องคพ์ ีค่ รองเมืองกะหมงั กุหนงิ มีพระโอรสรปู งาม
ชือ่ วิหยาสะกําองคร์ องครองเมืองปาหยงั มีพระธิดา ๒ องค์ คอื นางรัตนาระตกิ า และ รัตนาวา
ตี องคส์ ดุ ทอ้ งครองเมืองประหมนั สลัดมีพระโอรสชือ่ วิหรากะระตา มีพระธดิ าชื่อ บษุ บาวิลิศ
อยู่มาวิหยาสะก า โอรสทา้ วกะหมังกหุ นงิ เสดจ็ ประพาสป่า ได้พบกบั ภาพวาดของนางบษุ บาที่
องคป์ ะตาระกาหลาบนั ดาลให้หายไปกค็ ลง่ั ไคลใ้ หลหลงจนถึงกบั สลบไปเช่นเดยี วกันกับจรกา
ทา้ วกะหมงั กุหนงิ รกั และเหน็ ใจพระโอรสมากจึงให้คนไปสบื หาว่านางในภาพเป็นใคร เมือ่ ทราบ
แล้วจงึ ส่งราชทูตไปสขู่ อนางบษุ บาจากท้าวดาหาแต่ทา้ วดาหาปฏิเสธเพราะได้ยกนางบษุ บา
ให้กับจรกาไปแล้ว จึงทาํ ให้เกดิ ศึกชิงนางขนึ้ ศึกในตอนน้เี รียกวา่ ศึกกะหมังกหุ นิง
6
1.1.ที่มา และความสาํ คัญ ประวตั ผิ ู้แตง่
อเิ หนา เปน็ บทละครพระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเด็จพระพุทธเลศิ หลา้ นภาลัย เป็นบท
ละครทีว่ รรณคดีสโมสรยกยอ่ งให้เปน็ ยอดของบทละครรำ เพราะเป็นหนังสือซึง่ แต่งดพี ร้อมทั้ง
เนือ้ หา ทงั้ ความไพเราะ ทง้ั กระบวนท่จี ะเลน่ ละครประกอบกัน และยังเป็นหนงั สอื ดใี นทางท่ี
จะศึกษาประเพณีไทยสมยั โบราณ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลัยทรงพระราช
นพิ นธ์ตรงตามตำราทกุ อย่าง แม้บทละครเร่อื งอเิ หนาจะมีเค้าเร่อื งมาจากนิทานพ้นื เมือง
ชวา แตท่ รงดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากบั ธรรมเนียมของบ้านเมือง อธั ยาศัยและรสนยิ มของคนไทย
อเิ หนา เป็นวรรณคดีทีม่ ีมาแตเ่ มือ่ คร้ังกรุงศรีอยธุ ยาเปน็ ราชธานี โดยมีที่มาจากนทิ าน
ปันหยีซึ่งเปน็ คําสามัญท่ีชาวชวาใชเ้ รียกวรรณคดีที่มีความสําคัญมากเร่อื งหนึง่ คอื อเิ หนาปัน
หยีกรตั ปาตซี ึง่ ชาวชวา ไดแ้ ต่งข้นึ เพอ่ื เฉลิมพระเกียรติพระมหากษัตริย์ชวาพระองค์หนง่ึ ซึ่งเปน็
นักรบ นักปกครอง และทรงสรา้ งความเจริญให้แก่ชาวชวาเป็นอย่างมาก ทรงมีพระนามว่า ไอร
ลังคะ ครองราชยอ์ ยู่ท่เี มืองดาฮา (ดาหา) เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๒ พระองค์ทรงมี พระราช
ธดิ า ๑ พระองค์ และพระราชโอรส ๒ พระองค์ เมื่อพระราชธิดาของพระองคไ์ ดท้ รงเสด็จออก
ผนวชเปน็ ชีจงึ ได้แบง่ ราชอาณาจกั รเปน็ ๒ สว่ นคือกเุ รปันและดาหา เมือ่ พระองค์ส้ินพระชนม์
พระราชโอรสพระองคโ์ ตก็ครองเมืองกุเรปนั ส่วนพระราชโอรสพระองค์เล็กครองเมืองดาหา
ต่อมาท้าวกุเรปนั ได้ทรงมีพระราชโอรสพระองค์หนึง่ และ ทา้ วดาหาทรงมีพระราชธดิ าพระองค์
หนึ่ง ซึง่ ท้ังสองพระองคม์ ีพระนามว่า อเิ หนา และ บุษบา ดงั ทีป่ รากฏอยใู่ นวรรณคดี เมื่อทงั้ คู่
ทรงเจริญพระชนั ษาอดีตพระราชธิดาของกษตั รยิ ์ไอรลงั คะทเ่ี สดจ็ ออกผนวชเปน็ ชีจงึ มีพระด าริ
ให้อิเหนา และ บษุ บาอภิเษกกันเพ่ือให้กุเรปนั และ ดาหากลับมารวมกนั เป็นราชอาณาจักร
เดียวกนั ดง่ั เดมิ อิเหนาเป็นกษตั ริย์ทีท่ รงอานุภาพทรงปราบปรามหัวเมือง นอ้ ยใหญใ่ ห้อยใู่ นอ
านาจจนไดช้ ื่อวา่ เปน็ มหาราชพระองค์หน่งึ ในพระราชพงศาวดารชวา อย่างไรกต็ าม ราชวงศ์
ของอิเหนา รุ่งเรอื งอยเู่ พียง ๒๐๐ ปี จนเมือ่ ประมาณ พ.ศ. ๑๗๖๔ กเ็ สือ่ ม อํานาจเพราะถกู
7
กษัตริยอ์ ังรกะแยง่ ราชสมบตั แิ ละย้ายราชธานี ไปอยู่ทีเ่ มืองสิงคัสซารี (สงิ หัดส่าหรี) แต่ในสมยั
ต่อมาได้ย้ายไป อยูท่ ี่เมืองมชั ปาหติ จนถงึ พ.ศ. ๒๐๐๐ ชวาก็ตกอยู่ในอํานาจของชาวอนิ เดียที่
นบั ถือศาสนาอิสลาม ภายหลงั กต็ กมาเป็นเมืองข้ึน ของโปรตุเกสและฮอลันดา ได้รบั เอกราช
และสถาปนาเป็น ประเทศอนิ โดนเี ซียเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๒ ชาวชวาถอื วา่ อเิ หนาเป็นวรี บรุ ุษ เป็นผู้มี
ฤทธ์ิ เรือ่ งที่เล่าสืบต่อกนั มจนกลายเปน็ นิทานจึงเตม็ ไปดว้ ยอิทธิฤทธิป์ าฏิหารยิ ์ เนือ่ งจากนทิ าน
ปันหยี หรือ อเิ หนาเป็นเรือ่ งราวทไ่ี ด้รับความนยิ มจากชาวชวาเปน็ อย่างมากเน้อื เรอ่ื งจึงปรากฏ
เป็นหลายสาํ นวนหลายฉบับ และเมือ่ เขา้ สู่ประเทศไทยฉบับท่ตี รงกบั อิเหนาของเรานั้น คือ ฉบับ
มาลัต ใช้ภาษากวีของชวาโบราณมาจากเกาะบาหลี
อเิ หนา เป็นวรรณคดีทีม่ ีมาแตเ่ มือ่ ครั้งกรงุ ศรีอยุธยาเปน็ ราชธานี มีที่มาจากนทิ านปัน
หยี ซึง่ เปน็ คำสามญั ที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีทม่ี ีความสำคญั มากเรอ่ื งหนึง่ คอื เรือ่ งอิหนา
ปนั หยี กรตั ปาตี วรรณคดีเร่อื งน้ีมีเน้ือเร่อื งเป็นพงศาวดารแต่งข้ึนเพ่อื การเฉลิมพระเกียรติ
กษตั ริยช์ วาพระองค์หน่งึ ซึง่ ทรงเปน็ นกั รบนกั ปกครอง และทรงสรา้ งความเจริญให้แก่ชวาเป็น
อยา่ งมากชาวชวาถอื วา่ อหิ นาเป็นวรี บุรษุ เป็นผู้มีฤทธ์ิ เรือ่ งทีเ่ ล่าสืบตอ่ กนั มาจนกลายเป็น
นทิ านจงึ เต็มไปดว้ ยอิทธิปาฏิหาริย์
วา่ พลางทางชมคณานก โผนผกจับไม้องึ มี่
เบญจวรรณจบั วัลยช์ าลี เหมือนวนั พี่ไกลสามสุดามา
นางนวลจับนางนวลนอน เหมือนพแ่ี นบนวลสมรจินตะหรา
จากพรากจบั จากจำนรรจา เหมือนจากนางสการะวาตี
แขกเต้าจับเตา่ ร้างรอ้ ง เหมือนร้างห้องมาหยารัศมี
นกแก้วจับแก้วพาที เหมือนแก้วพท่ี ง้ั สามสง่ั ความมา
8
ตระเวนไพรรอ่ นร้องตระเวนไพร เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
เค้าโมงจับโมงอยูเ่ อกา เหมือนพีน่ บั โมงมาเมื่อไกลนาง
คบั แคจบั แคสันโดษเด่ยี ว เหมือนเปล่าเปล่ยี วคบั ใจในไพรกว้าง
ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง คะนึงนางพลางรบี โยธี
1.2.ประวตั ผิ ู้แตง่
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลศิ หล้านภาลัย ทรงเปน็ กษัตริย์ไทยพระองคท์ ี่ 2 แห่งราชวงศ์
จักรที รงประสูตรเมือ่ 24 กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. 2310 ตรงกับวนั พธุ ข้ึน 7 ค่ำ เดอื น 3 ปกี ุน มีพระ
นามเดิมว่า “ฉิม” พระองคท์ รงเปน็ พระบรมราชโอรสองค์ท่ี 4 ในพระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอด
ฟ้าจฬุ าโลกกับกรม สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ประสตู ิ ณ บา้ น
อัมพวา แขวงเมืองสมทุ รสงคราม ขณะน้ันพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า จุฬาโลกเป็นหลวง
ยกพระบัตรเมืองราชบรุ ี
พ.ศ. 2325 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ทรงปราบดาภิเษกเป็นปฐม
กษัตริยแ์ ห่ง พระราชวงศจ์ กั รี ขณะน้ันพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลิศหลา้ นภาลยั ทรงมี
พระชนมายุ 16 พรรษา พระราชบิดาจงึ โปรดสถาปนาให้ดำรงพระยศเป็น สมเดจ็ พระเจ้าลกู ยา
เธอ เจา้ ฟ้ากรมหลวงอิศราสนุ ทร ครงั้ มีพ่ ระชนมายสุ มควรที่จะได้รบั การอปุ สมบท พระราช
บดิ าได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อุปสมบท ณ วดั พระศรีรตั นศาสดาราม แล้วเสดจ็ ไปจำพรรษา ณ
วดั สมอราย
9
ตลอดรชั กาลท่ี 1 พระบาทสมเด็จพระพทุ ธเลศิ หล้านภาลยั ได้โดยเสดจ็ พระราชบิดาไปใน
การสงครามทุกคร้ัง เมือ่ พระชนมายุได้ 41 พรรษา พระราชบิดาได้ทรงสถาปนาให้ดำรงพระยศ
เปน็ “พระมหาอปุ ราชกรมพระราชวงั บวรสถานมงคล” ดำรงพระเกียรตยิ ศเป็น พระมหา
อุปราช อยู่ 3 ปี ครงั้ ถึงปี พ.ศ. 2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จสวรรคต
พระองค์จึงเสด็จข้นึ ครองราชย์ นับเป็นองค์ท่ี 2 แหง่ พระบรมราชจกั รีวงศ์ ทรงพระนาม่า
“พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หล้านภาลัย” ทรงครองราชยอ์ ยู่ 15 ปี ครังถึงปี พ.ศ. 2367 ได้
เสด็จสวรรคต เมือ่ พระชนมายไุ ด้ 56 พรรษา กับ 5 เดือน
1.3.วตั ถุประสงค์
1.เพ่อื ศึกษาเน้อื เรื่องเกีย่ วกับวรรณคดไี ทยเรอ่ื งอิเหนาตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ
2.เพอ่ื ศึกษาตวั ละครท่ปี รากฏในเร่อื งอิเหนาตอนศึกกะหมังกหุ นิง
3.เพ่อื ศึกษาข้อคดิ ทไ่ี ด้จากเร่อื งอิเหนาตอนึกกะหมงั กุหนงิ
1.4.สมมุติฐาน
โครงงานเรื่องนี้เกิดจากการทผ่ี ู้จัดทำอยากศึกษาวิเคราะห์วรรณกรรมและวรรณคดไี ทย
เรือ่ งอิเหนา เพ่อื นำความรู้ที่เคยเรยี นมามาสานต่อและเพ่มิ พูนความรู้ความสามารถในการ
วิเคราะห์ตามความคิดเห็นของตนเองที่แตกต่างออกไปและทำให้ผู้อน่ื ได้รับประโยชน์สูงสุดจาก
โครงงานเรื่องนี้
10
1.5.ปัญหา
เพอ่ื แก้ไขปัญหาความไมเ่ ข้าใจบทเรียนและบทกลอนของผู้ที่อยากจะศึกษา ทางผู้จดั ทำจึง
หาทางแก้ไขปญั หานี้ด้วยการจดั ทำโครงงานนีข้ ้ึนเพื่อประโยชน์สูงสดุ ของผู้อา่ น
1.6.ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.ทราบถึงลกั ษณะนิสยั ตัวละครทีป่ รากฏในเร่อื งอิเหนาตอนศึกกะหมงั กหุ นงิ
2.เข้าใจในเรอ่ื งอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง
3.ได้ข้อคดิ จากเรือ่ งอิเหนาตอนศึกกะหมงั กุหนิง
1.7.ขอบเขตการศึกษา
ขอบเขตดา้ นเนื้อหา
1.เนือ้ เร่อื งอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนงิ
2.ตวั ละครทป่ี รากฏในเรื่องอิเหนาตอนศึกกะหมงั กุหนงิ
ขอบเขตด้านเวลา
วันที่ 5 ตุลาคม 2565 ถึง วนั ที่ 16 ตลุ าคม 2565
ขอบเขตดา้ นสถานที่
โรงเรยี นสันปา่ ตองวิทยาคมและบา้ นสมาชิกภายในกลุ่ม
11
บทที่ 2
เอกสารที่เกีย่ วขอ้ ง
2.1.ความหมายของวรรณคดไี ทย
วรรณคดี หมายถงึ วรรณกรรมหรืองานเขียนทย่ี กย่องกนั วา่ ดี มีสาระ และมีคุณคา่ ทาง
วรรณศิลป์ การใช้คำวา่ วรรณคดเี พอ่ื ประเมินคา่ ของวรรณกรรมเกดิ ขนึ้ ในพระราชกฤษฎีกาต้ัง
วรรณคดสี โมสรในสมัยรชั กาลที่ 6 (พระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หัว)
วรรณคดเี ปน็ วรรณกรรมทีถ่ กู ยกย่องว่าเขยี นดี มีคณุ คา่ สามารถทำให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์
สะเทือนใจ มีความคิดเป็นแบบแผน ใช้ภาษาท่ไี พเราะ เหมาะแกก่ ารให้ประชาชนไดร้ ับรู้ เพราะ
สามารถยกระดับจติ ใจให้สงู ข้นึ รู้วา่ ส่งิ ใดควรหรือไมค่ วร และทรงคณุ คา่
2.2.ประวตั วิ รรณคดี ประวตั ผิ ู้แตง่
พระบาทสมเด็จพระพุธเลิศหลา้ นภาลัย ทรงนำมาจากบทพระนิพนธ์ของเจ้าฟ้าหญงิ
มงกุฎ พระราชธิดาในพระเจ้าอยหู่ ัวบรมโกศ เพ่อื ให้แสดงละครรำในพระราชฐานดังในตอนทา้ ย
บทพระราชนพิ นธ์ ได้ทรงอ้างถึงเร่อื งอิเหนาในสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาไวว้ า่
“อนั อเิ หนาเอามาทำเป็นคำร้อง สำหรับงานการฉลองกองกุศล
ครง้ั กรุงเก่าเจา้ สตรีเธอนพิ นธ์ แต่เร่ืองตน้ ตกหายพลดั พรายไป
หากพระองคท์ รงพภิ พปรารภเล่น ให้รำเตน้ เล่นละครคิดกลอนใหม่
เติมแต้มตอ่ ติดประดิษฐ์ไว้ บำรุงใจไพรฟ่ ้าข้าแผ่นดิน”
12
2.3.ประวัตคิ วามเปน็ มาของเรือ่ งอเิ หนาในประเทศไทย
เร่อื งอเิ หนาเผยแพรเ่ ขา้ มาสปู่ ระเทศไทยในสมยั กรุงศรีอยธุ ยาตอนปลาย ในรชั สมยั ของพระ
เจา้ อย่หู วั บรมโกศมคี ากลา่ วสบื เน่อื งกนั มาว่าพระราชิดาในสมเดจ็ พระเจา้ อย่หู วั บรมโกศกบั เจา้
ฟา้ สงั วาล คอื เจา้ ฟา้ กณุ ฑลและเจา้ ฟา้ มงกฎุ ไดฟ้ ังนทิ านอิเหนา จากนางกานลั ชาวมลายทู ่ไี ดม้ า
จากเมืองปัตตานี พระราชธิดาทง้ั สองพระองคท์ รงโปรดเร่ืองนมี้ ากจึงมีพระราชนิพนธน์ ทิ านเร่อื งนี้
ขนึ้ เจา้ ฟ้ากณุ ฑลทรงนิพนธบ์ ทละคร เร่อื งดา หลงั สว่ นเจา้ ฟ้ามงกฎุ ทรงนิพนธเ์ ป็นละคร เร่อื ง
อิเหนา แตค่ นท่วั ไปมกั เรียกบทพระราชนพิ นธข์ องทง้ั สอง พระองคน์ ี้ อิเหนาใหญ่ และอเิ หนาเลก็
นทิ านปันหยขี องไทยจงึ มี ๒ สานวนแต่นนั้ มา เม่อื แรกเร่มิ สมเด็จพระเจา้ อยหู่ วั บรมโกศโปรดเกลา้ ฯ
ใหน้ ามาเลน่ เป็นละครในทง้ั สองเร่ือง แต่ เน่อื งจากอเิ หนาเล็กมีเนอื้ เร่ืองไมส่ บั สนเหมอื นกบั อิเหนา
ใหญ่อีกทง้ั ช่อื ตวั ละครก็เรยี กไมย่ าก คนท่วั ไปจงึ นยิ ม อิเหนาเล็กมากกว่า
เม่อื เสยี กรุงศรีอยธุ ยาครงั้ ท่ี ๒ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ตน้ ฉบบั วรรณคดี เรือ่ ง อเิ หนา ทงั้ ๒ เรือ่ ง
สญู หายไป ในมยั ธนบรุ ีไดม้ กี ารรวบรวมวรรณคดเี กา่ ๆ ท่ยี งั หลงเหลอื อยมู่ าไวใ้ นราชส านกั และ
ไดม้ ีการ แตง่ วรรณคดีเพิ่มเตมิ เพ่อื รกั ษาเนอื้ เรื่องไวม้ ิใหส้ ญู หาย เจา้ พระยาพระคลงั (หน) ครงั้ ด
ารงตาแหน่งเป็น หลวงสรวิชิต (หน) ไดแ้ ตง่ เรอ่ื งอเิ หนาค าฉนั ทข์ นึ้ แต่ไมไ่ ดแ้ ตง่ ทง้ั เรือ่ งตดั ตอนมา
เฉพาะบางสว่ นเทา่ นนั้ โดย เร่มิ ตงั้ แต่ อิเหนาเผาเมืองดาหาในวนั อภเิ ษกของบษุ บากบั จรกา แลว้
ปลอมเป็นจรกาลกั พานางบษุ บาไปไว้ ในถา้ จนถึง ตอนกลบั ไปแกส้ งสยั ท่เี มอื งดาหา ระหว่างทาง
ไดพ้ บจรกาจงึ ทาทีคร่าครวญสงสารนางบษุ บาเพ่อื กลบเกล่อื นความผดิ
สมยั รตั นโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชก็ทรงพระราชนพิ นธบ์ ท
ละคร อเิ หนาขนึ้ โดยยงั คงเคา้ โครงเรอื่ งเดมิ ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธเลศิ หลา้ นภาลยั ไดพ้ ระ
ราชนิพนธข์ นึ้ มา ใหมท่ งั้ หมดโดยใชเ้ คา้ โครงเรอ่ื งของอเิ หนาเล็ก เน่อื งจากทรงเล็งเห็นว่า พระราช
นิพนธบ์ ทละคร อเิ หนาใน พระบาทสมเด็จพระพทุ ธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชมเี นอื้ ความเขา้ กนั ไม่
สนทิ กบั บทเม่อื ครงั้ กรุงเก่าและนามาเลน่ ละครไดไ้ มเ่ หมาะ จงึ ทรงพระราชนิพนธใ์ หมใ่ หส้ นั้ และ
13
สอดคลอ้ งกบั ทา่ ราโดยรกั ษากระบวนการเดมิ แลว้ พระราชทานใหส้ มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ เจา้
ฟา้ ฯ กรมหลวงพิทกั ษม์ นตรีซ่งึ เช่ยี วชาญในการละคร ไดน้ าไปประกอบทา่ ราและฝึกซอ้ มจน
เหน็ สมควรว่าดีแลว้ จงึ ราถวายใหท้ อดพระเนตรเพ่ือใหม้ ีพระบรมราช วนิ ิจฉยั อีกครงั้ กลอนบท
ละครรา เร่ืองอเิ หนาจงึ ไดเ้ สรจ็ สมบรู ณแ์ ละไดร้ บั การยกยอ่ งจากวรรณคดสี โมสรวา่ เป็นยอดของ
กลอนบทละครรา
2.4.ลกั ษณะคำประพันธ์
กลอนบทละคร ซึง่ เปน็ กลอนประเภทกลอนขับร้องทีม่ ีการบงั คบั คำนำเชน่ เดียวกบั กลอน
เสภา กลอนสกั วา กลอนดอกสร้อย แตก่ ลอนบทละครบังคับคำนำทน่ี ับเปน็ 1 วรรคได้
คณะ วรรคหนี่งมี ๖ – ๘ คำ แบ่งเป็น ๔ วรรค และบงั คบั เสยี งวรรณยกุ ต์ในวรรคเพ่ือ
ความไพเราะในการแตง่ และอ่านทำนองเสนาะดังนี้
วรรคสดบั นยิ มจบดว้ ยเสยี งวรรณยุกตใ์ ดกไ็ ด้
วรรครับ นยิ มจบดว้ ยเสยี งวรรณยกุ ต์ จตั วา / โท / เอก
วรรครอง นยิ มจบดว้ ยเสยี งวรรณยกุ ต์ สามญั /ตรี
วรรคสง่ นยิ มจบดว้ ยเสยี งวรรณยุกต์ สามญั /ตรี และถ้าเป็นบทสุดทา้ ยตอ้ งจบดว้ ยเสยี ง
วรรณยกุ ต์สามัญ
14
2.5.เกรด็ ความรู้เกย่ี วกบั อิเหนา
2.4.1.เกรด็ ความรู้บุษบาเสีย่ งเทยี น
เพลงบษุ บาเส่ยี งเทียนเป็นเพลงที่มีเนือ้ หาเก่ยี วข้องกนั วรรณคดเี รือ่ งอิเหนา เพราะว่าเนอื้
เพลงบรรยายถึงความปราถนาของตัวละคร คอื บษุ บา ซึง่ ในเนื้อเพลงพรรณาว่า นางบุษบา
ปรารถนาอยากไดอ้ เิ หนามาเปน็ คู่ครองจึงทำพธิ ีเส่ยี งทายโดยอาศยั เทยี นเปน็ ตวั เสีย่ งทาย
2.4.2.ชื่อเต็มของอิเหนา
ชือ่ เต็มของอเิ หนาคือ หยงั หยังหนง่ึ หรัดอินดราอดุ ากันสาหรปี าตีอิเหนาเองหยังตาหลา
เมาะตาริยะกดั ดาหยงั เองกะนะกะหรีกเุ รปัน มีความหมายว่า ขอให้เป็นเทพเจา้ ของปวงเทพ
เเหง่ อทิ รพภิ พ เปน็ เชษฐบุรษุ ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยเกยี รติ เป็นยุวขัตติยราชเเห่งเทพเจา้ ผู้สูงส่ง ให้มี
ฤทธาเดชานุภาพดังสรุ ิยเทพ สามารถชนะขา้ ศึกศัตรขู องกรุงกุเรปัน
2.4.3.ตำเเหนง่ พี่เลีย้ งอเิ หนากบั บษุ บา
• ตำเเหน่งพี่เล้ียงของอิเหนา มี 4 ตำเเหน่ง คอื
1.ขะรเุ ดะ
2.ปนู ตา
3.กะระตาหลา
4.ประสันตา
• ตำเเหน่งพีเ่ ล้ียงบุษบามี 4 ตำเเหนง่ คอื
1.บาหยนั
2.สาเหง็ด
3.ประเสหรัน
4.ประลาหงนั
15
2.4.4.ตำแหน่งภรรยาอิเหนา
มี 5 ตำแหน่ง ประไหมสหุ รี มะเดหวี มะโต ลกิ ุ เหมาหลาหงี มีไดต้ ำแหน่งละ 2 คน กอ่ นศึกกะห
มังกุหนิง อเิ หนามีภรรยา 3 คน หลังจากจบศึกก็ได้บุษบาเป็นเมียเพ่มิ อีก 1 คน ดงั นั้นในตอนศึก
กะหมังกหุ นงิ ตำแหนง่ เมยี ของอิเหนาจะมดี งั น้ี
ประไหมสหุ รี – จนิ ตะหราวาตี ( ฝา่ ยขวา )
- บษุ บา ( ฝ่ายซ้าย )
มะเดหวี - สการะวาตี ( มะเดหวี ฝ่ายขวา )
- มาหยารศั มี ( มะเดหวี ฝา่ ยซ้าย )
2.4.5.การจัดทพั อิเหนา ตอนศึกกะหมงั กหุ นิง
ตำราพิชยั สงครามประกอบด้วยรวิ้ ขบวน ขนาม ขนาน ของเหล่าทหาร พร้อมด้วยระเบียบ
วนิ ยั มียทุ ธานภุ าพเกรียงไกร มีเสบยี งอาหารอยา่ งพรอ้ มเพรยี ง
8 แบบตามตำราพิชัยสงคราม ดังน้ี
1. ครุฑนาม เขา มจี อมปลวกและต้นไม้สงู ใหญ่
2. อชั นาม อยกุ่ ลางทงุ่ เป็นทางเดนิ ของฝงู เน้อื
3. สนุ ัขนาม ใกล้หมู่บ้าน ชดิ ทางเดิน
4. นาคนาม ใกล้คลอง แมน่ ำ้ ลำห้วย
5. มสุ กิ นาม ดนิ โพรง มีจอมปลวก
6. คชนาม ตน้ หญา้ มีตน้ ไผ่ข้นึ ปนอยู่
7. พยัคนาม ตงั้ อยู่ตามแนวปา่ ริมทางเดนิ
8. สหี นาม ตน้ ไม้ 3 ตน้ เรียงกันในปา่ มภี เู ขาและมีจอมปลวกใหญ่มหึมา
16
2.6.ข้อคิดและการนำเอาใช้ในชีวติ ประจำวัน
2.5.1. การเอาแต่ใจตนเอง จากเร่อื งอิเหนานั้น เราได้ขอ้ คดิ เก่ยี วกับการเอาแต่ใจตนเอง
อยากไดอ้ ะไรเป็นต้องได้ ไมร่ ู้จกั ระงับความอยากของตน หรือพอใจในส่งิ ทีต่ นมีแล้ว ซึ่งการ
กระทำเช่นน้ที ำให้เกิดปัญหามากมายตามมา และคนอ่ืนๆ ก็พลอยเดอื ดร้อนไปดว้ ย ดังเชน่ ใน
ตอนที่อิเหนาได้เห็นนางบุษบาแลว้ เกดิ หลงรัก อยากได้มาเป็นมเหสีของตน กระนน้ั แลว้ อเิ หนา
จึงหาอบุ ายแยง่ ชิงนางบุษบา แม้ว่านางจะถกู ยกให้จรกาแลว้ กต็ าม โดยทีอ่ ิเหนาได้ปลอมเปน็ จร
กาไปลกั พาตัวบุษบา ซึ่งการกระทำของอิเหนานั้นเป็นการกระทำทีไ่ ม่ถกู ต้อง ทำให้ผู้คน
เดือดรอ้ นไปท่วั
2.5.2.การใช้อารมณ์ เมื่อประสบพบกบั เรอ่ื งทีท่ ำให้เราโมโห หรอื ทำให้อารมณ์ไมด่ ี เรา
ตอ้ งรู้จกั ควบคุมตนเอง เพราะเมื่อเวลาเราโมโห เราจะขาดสติยั้งคดิ เราอาจทำอะไรตามใจ
ตัวเองซึง่ อาจผิดพลาด และพลอยทำให้เกดิ ปัญหาตามมาอีก ฉะน้ันเราจึงตอ้ งรู้จกั ควบคมุ
อารมณต์ นเอง และเมือ่ เรามีสตแิ ล้วจงึ จะมาคดิ หาวธิ แี ก้ปัญหา เห็นได้จากการทีท่ ้าวดาหาได้
ประกาศยกบุษบาให้ใครกต็ ามทีม่ าสขู่ อทันที เพราะว่าทรงกริว้ อิเหนาที่ไม่ยอมกลบั มาแตง่ งาน
กลับบษุ บาตามที่ไดห้ มั้นหมายกันไว้ การกระทำของท้าวดาหานไี้ ดก้ อ่ ให้เกิดปญั หาและความ
วุ่นวายหลายอย่างตามมา และทา้ วดาหาน้ันยงั กระทำเช่นนีโ้ ดยมิไดส้ นใจวา่ บตุ รสาวของตนจะ
รู้สึกเชน่ ไร หรือจะได้รับความสขุ หรือความทกุ ข์หรือไม่
2.5.3. การใชก้ ำลังในการแก้ปญั หา เวลาที่เรามีปัญหาเราควรจะใช้เหตผุ ลในการแก้การ
ปญั หาน้ัน ไมใ่ ช้กำลัง ตวั อย่างเชน่ ท้าวกะหมังกหุ นงิ ยกทพั จะมาตเี มืองดาหาเพือ่ แยง่ ชิงบุษบา
ซึ่งการกระทำทใ่ี ช้กำลงั เขา้ แก้ปัญหานีก้ ใ็ ห้เกดิ ผลเสยี หลายประการ ทง้ั ทหารท่ตี อ้ งมาตอ่ สแู้ ล้ว
พากนั ลม้ ตายเป็นจำนวนมาก สูญเสยี บุตรชาย และในท้ายที่สุดตนก็มาเสียชีวติ เพียงเพราะ
ตอ้ งการบษุ บามาให้บุตรของตน
2.5.4. การไมร่ ูจ้ กั ประมาณตนเอง ควรรู้จกั ประมาณตนเอง ใช้ชีวิตไปกับสิง่ ท่คี ู่ควรกบั
ตนเอง พอใจในส่งิ ทีต่ นมี ซึง่ ถ้าเราไมร่ ู้จกั ประมาณตนเอง กอ็ าจทำให้เราไม่มีความสุข เพราะ
ไมเ่ คยสมหวงั ในชวี ิต เชน่ กับ จรกาท่เี กดิ มารูปชวั่ ตวั ดำ อปั ลกั ษณ์ จรกานั้นไม่รู้จักประมาณ
17
ตนเอง ใฝ่สงู อยากได้คู่ครองที่สวยโสภา ซึ่งกค็ อื บุษบา เมือ่ จรกามาขอบษุ บา กไ็ มไ่ ด้มีใครที่
เห็นดดี ว้ ยเลย ในท้ายที่สุด จรกาก็ตอ้ งผิดหวัง เพราะอเิ หนาเป็นบุคคลทเ่ี หมาะสมกับบษุ บา
ไม่ใชจ่ รกา
2.5.5. การทำอะไรโดยไม่ย้งั คิด หรือคำนึงถงึ ผลทีจ่ ะตามมา การจะทำอะไรลงไป เรา
ควรจะคดิ ทบทวนหรือ ชั่งใจเสยี ก่อนวา่ เป็นการกระทำท่ถี กู ต้องหรือไม่ ทำแลว้ เกดิ ผลอะไรบ้าง
แล้วผลทเ่ี กดิ ขึน้ นนั้ ก่อความเดอื ดรอ้ นให้ผู้อน่ื หรือไม่ ตวั อย่างเชน่ อเิ หนาได้พบกับจินตะหราวา
ตี กห็ ลงรักมากจนเป็นทุกข์ ไมย่ อมกลบั บ้านเมืองของตน ไม่สนใจพระบิดาและพระมารดา ไม่
สนใจว่าตนนน้ั มีค่หู มั้นอยแู่ ลว้ ซึ่งมิไดค้ ำนงึ ถึงผลทจ่ี ะตามมาจากปญั หาที่ตนได้กอ่ ข้ึน จากการ
กระทำของอิเหนาในครั้งน้ีกไ็ ดท้ ำให้เกดิ ปัญหาหลายอยา่ งตามมา
18
บทที่ 3
วิธีการดำเนินการศกึ ษา
การศึกษาโครงงานเรอ่ื ง อิเนา ตอนศึกกะหมังกหุ นิง มีวิธกี ารดำเนนิ การดงั ต่อไปนี้
3.1.ขน้ั เตรียมการ
1. เลือกหัวข้อทต่ี ้องการศึกษา
2. จัดทำโครงร่างรายงาน
3. จดั ทำตารางเวลาในการทำงาน
4. แบ่งหนา้ ทีร่ บั ผิดชอบในการศึกษาโครงงาน
3.2.ขั้นตอนดำเนินงาน
ดำเนินงานดงั ต่อไปนี้
3.2.1.ผู้ศึกษานำเสนอหัวขอ้ โครงงานต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพ่อื ขอคำแนะนำและกำหนดขอบเขต
ในการทำรายงาน
3.2.2.ผู้ศึกษารว่ มกันประชมุ วางแผนวเิ คราะห์ตามหวั ขอ้ วัตถุประสงค์ของโครงงาน
3.2.3.ผู้ศึกษาร่วมกันศึกษาคน้ คว้า เน้ือหาตา่ งๆท่เี กย่ี วข้องกับเรอ่ื งทีจ่ ะทำ เพื่อเขยี นเเบบรา่ ง
รายงานกอ่ นจะวิเคราะหแ์ ละสรปุ เน้ือหาเพื่อทำรายลานต่อไป
19
3.2.4.ศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมลู เปน็ ข้ันตอนของการเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู ท่เี กย่ี วข้องกบั
รายงานเพ่อื มาวิเคราะห์และสรปุ เนื้อหาทส่ี ำคญั ทจ่ี ะนำมาจัดทำรายงาน
3.2.5.นำเสนอหนา้ ชนั้ เรียนตอ่ อาจารยท์ ีป่ รึกษาเเละเพอื่ นๆในห้อง เพอ่ื รายงานผลการ
ดำเนินงาน
3.3.วิธีเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การศึกษารายงานเร่อื ง อิเหนา ตอนศึกกะหมังกหุ นิง ผู้จดั ทำได้คิดหัวข้อรายงานเร่อื งที่จะ
ศึกษา ใช้วิธีการรวบรวมข้อมูลจากตำราบางส่วน เเละจากอนิ เทอร์เน็ตเป็นส่วนใหญ่ เเลว้ นำมา
ศึกษาวิเคราะห์ เรียบเรียงเพ่อื เป็นความรู้ ซึง่ เปน็ เเนวทางในการดำเนนิ การศึกษา เเละนำมาใช้
ในการวิเคราะห์รายงานต่อไป
3.4.การวิเคราะห์ข้อมลู
การวเิ คราะหข์ ้อมูลของการจดั ทำรายงานครั้งนเี้ ปน็ การวิเคราะหข์ ้อมูลเชิงคุณภาพ ซึ่งมี
ลกั ษณะเป็นคําบรรยาย โดยนาํ ขอ้ มลู จากตำราบางสว่ นเเละอเิ ทอรเ์ นต็ เป็นสว่ นใหญ่ ดังนั้น
การวเิ คราะหข์ ้อมูลของการจัดทำรายงานครั้งนี้จึงเปน็ การวเิ คราะหโ์ ดยใช้การวิเคราะหเ์ นือ้ หา
กลอน บทความต่างๆ เป็นต้น
การทำรายงานวิเคราะห์วรรณกรรมเเละวรรณคดีไทย เรอื่ ง อิเหนา ซึ่งมีอยูห่ ลายตอน
นน้ั เเต่ผู้จดั ทำได้นำตอน ศึกกะหมงั กหุ นิง มาจดั ทำรายงาน ถือเปน็ วรรณคดีเก่าแก่เรอ่ื งหนึ่ง
ของไทย เป็นทีร่ จู้ ักกันมานาน การศึกษาทำให้ทราบทม่ี าของเร่ืองอิเหนาท่ีเชอ่ื กนั ว่าเปน็ นยิ าย
20
องิ ประวตั ิศาสตร์ของชวา มีทม่ี าจากนิทานอิงพงศาวดารชวา ซึ่งแพร่หลายเข้ามาตงั้ แต่สมัย
อยธุ ยาตอนปลาย การจัดทำรายงานครั้งน้สี ่งเสริมให้ผศู้ ึกษา ไดค้ วามรู้คิด วเิ คราะห์ ไดค้ วามรู้
หลายด้านที่จะช่วยเสริมสติปญั ญาแก่ผู้อา่ น ไดค้ ุณค่าทางด้านอารมณ์ วรรณคดชี ว่ ยสะทอ้ น
สภาพชีวติ สงั คมและวัฒนธรรมในสมยั ของกวี ช่วยขัดเกลาจติ ใจและยกระดบั จติ ใจของผู้อา่ น
ให้สงู ข้ึน ทำให้รู้ถงึ สภาพสังคมในสมยั ทแ่ี ต่ง ซึ่งไดแ้ ก่ วัฒนธรรม สภาพสังคม และเหตกุ ารณ์
ของบ้านเมือง เป็นต้น
21
บทที่ 4
ผลการศกึ ษา
จากการศึกษาวรรณคดีเรอ่ื งอิเหนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนงิ เพ่อื จัดทำโครงงานและ
หลงั จากศึกษาแล้วผู้จดั ทำได้รับความรู้ทีเ่ ป็นไปตามวัตถุประสงค์ หลังจากการศึกษาแล้วไดผ้ ล
ดงั น้ี
4.1.เนือ้ เรื่องเก่ยี วกบั วรรณคดีไทยเรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมังกุหนิง
ทา้ วกะหมงั กหุ นงิ สง่ ทตู ไปสขู่ อบุษบา แต่ได้รับการปฏิเสธจากทา้ วดาหาจึงเตรียมจดั ยกทัพ
ไปตีเมืองดาหาโดยให้พระอนชุ า ยกทพั มาชว่ ย ทา้ วกะหมังกุหนงิ ให้วหิ ยาสะกำเป็นทพั หน้า พระ
อนชุ าทงั้ สองเป็นทัพหลงั
ฝ่ายท้าวดาหาได้ขอความชว่ ยเหลอื ไปยังท้าวกเุ รปัน และท้าวกาหลัง และทา้ วสิงหาส่าหรี
ทา้ วกเุ รปนั ส่งราชสารฉบับหนึง่ สง่ ให้อิเหนายกทัพมาช่วยทา้ ดาหาทำศึก อกี ฉบบั ส่งไปให้ระตู
หมนั หยาโดยตำหนินางจินตหราว่าเปน็ ตน้ เหตุทท่ี ำให้เกิดศึกครั้งน้ี ระตหู มันหยารู้สึกผิดจงึ เร่ง
ให้อิเหนายกทัพไปเมืองดาหา ส่วนท้าวกาหลงั ให้ตำมะหงงกบั ดะหมังคุมทัพมาชว่ ย ทา้ วสิงหัด
สา่ หรีส่งสุหรานากงผู้เป็นโอรสมาชว่ ยรบเมื่อทะทีช่ ่วยเมืองดาหารบมาครบกนั แล้ว อเิ หนามี
บญั ชาให้จกั ทัพรบกบั ทา้ วกะหมังกุหนงิ
ครนั้ ทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน สงั คามาระตาเปน็ ค่ตู ่อสกู้ บั วิหยาสะกำและสังหารวิหยาสะ
กำได้ ทา้ กะหมังกุหนงิ เห็นโอรสถกู สงั หารตกจากม้าก็โกรธ ขบั ม้าไล่ลา่ สงั คามาระตา อเิ หนาจงึ
เข้าสกดั และต่อสู้ ทงั้ สองฝา่ ยฝมี ือเท่าเทียมกัน จนในท่สี ุดอิเหนาจงึ ใช้กรชิ สงั หารทา้ วกะหมงั กุห
นงิ ได้ ทพั ฝา่ ยท้าวกะหมังกหุ นงิ จึงเปน็ ฝ่ายพา่ ยแพ้
22
4.2.ตัวละครทีป่ รากฏในอิเหนา ตอน ศึกกะหมงั กหุ นิง
4.2.1 ทา้ วกเุ รปัน เป็นกษตั ริย์วงศเ์ ทวาผู้ยิง่ ใหญ่ มีอนุชา ๓ องค์ ครองเมืองดาหา กาหลัง
สงิ หดั สา่ หรี มีโอรสและธิดากับประไหมสุหรี คือ อเิ หนากับวิยะดา และมีโอรสกับลิกูหนง่ึ องค์
คอื กะหรดั ตะปาตี ทา้ วกุเรปนั มีลกั ษณะนสิ ยั ดงั น้ี
(1) เปน็ คนถอื ยศศักดิ์ ไม่ไว้หนา้ ใคร ไม่เกรงใจใครเชน่ ในราชสาส์นถึงระตหู มันหยา กล่าว
ตะหนิติเตียนระตูหมันหยาอยา่ งไม่ไว้หนา้ วา่ เป็นใจให้จอนตะหราแยง่ ค่หู ม้ันบษุ บา สอนลูกให้
ยวั่ ยวนอิเหนาจนเป็นต้นเหยตใุ ห้บษุ บาร้างค่ตู ุนาหงนั แม้อันที่จรงิ ท้าวกเุ รปันนา่ จะคำนึงถึง
จติ ใจของท้าวหมันหยาบ้าง เพราะอยา่ งไรจินตะหรากเ็ ป็นหลานของประไหมสหุ รีและผู้ทีผ่ ิด
ควรจะเป็นอิเหนามากกว่า
(2)เปน็ คนเข้มแข็งและเดด็ ขาดดังพระราชสาส์นสัง่ การให้อิเหนายกทพั ไปชว่ ยเทา้ ดาหา
ถ้าไมไ่ ปกจ็ ะตัดพ่อตัดลกู กบั อเิ หนา
(3)เป็นคนรักเกยี รติรกั วงศ์ตระกลู โดยการสัง่ ให้กะหรัดตะปาตโี อรสองค์แรกกับลกิ ู และ
อเิ หนา ไปช่วยเมืองดาหารบ เพราะเหน็ ว่า ถา้ เสียเมืองดาหายอ่ มหมายถงึ กษัตรยิ ์วงศ์เทวาพ่าย
แพ้ดว้ ย ซึง่ ถือวา่ เป็นเรื่องนา่ อายอย่างยิง่
4.2.2 ทา้ วดาหา เป็นอนชุ าองคร์ องของท้าวกเุ รปัน มีราชธิดากับประไหมสุหรีช่ือบุษบา ซึ่ง
เปน็ ตุนาหงนั ของอิเหนา และมีโอราองค์เลก็ ชื่อสียะตรา เป็นค่ตู ุนาหงนั ของวิยะดา ขนษิ ฐาของ
อเิ หนา ท่าวดาหามีลักษณะนสิ ัย ดงั นี้
(1)เปน็ ผู้รักษาวาจาเมื่อพลง้ั ปากพดู วา่ จะยกบางบษุ บาให้ใครกไ็ ด้ที่มาสขู่ อ ครุ้นจรกามาสู่
ขอกร็ ักษาวาจาสัตย์ ยกบษุ บาให้จรกา แม้ทา้ วกะหมงั กหุ นิงจะสง่ ทตู มาขอนางบุษบาให้วหิ ยา
สะกำ ก็ทรงปฏิเสธจนเป็นเหตุให้ทา้ วกะหมังกหุ นงิ ยกทพั มาทำสงคราม
23
(2)เป็นผุ้มีขัตติยมานะ เข้มแขง็ เด็ดเด่ยี ว เมื่อขอความช่วยเหลือในการศึกสงครามไปยงั พี่
นอ้ ง หากไม่มีใครมาช่วยก็จะขอสรู้ บเพยี งลำพัง
(3)เปน็ ผู้มีความรอบคอบในการศึก เมือ่ รวู้ ่าจะต้องเกิดศึกสงครามแนก่ ว็ างแผนส่งั การให้
แจ้งขา่ วไปยงั เมืองพี่นอ้ งทั้งสามเมือง และระตูจรกาให้มาช่วย ท้ังยงั ได้สั่งให้มีการตกแต่งค่ายคู
หอนบ และเตรียมกำลังทัพรบั ศึก
4.2.3 อเิ หนา เปน็ โอรสท้าวกุเรปันกบั ประไหมสุหรี มีขนษิ ฐาชอ่ื วยิ ะดา อเิ หนาเปน็ เจา้ ชาย
หนมุ่ รูปงาม เขม้ แข็ง เด็ดขาด เอาแตใ่ จตวั เจา้ ชู้ มีมเหสหี ลายพระองค์ คอื นางจินตะหรา นาง
สการะวาตี นางมาหยารัศมี และนางบษุ บา ลักษณะนสิ ยั ดังนี้
(1)เปน็ คนรอบคอบ มองการณ์ไกล ไมป่ ระมาท เช่น ตอนทส่ี ังคามาระตารบกับวหิ ยาสะกำ
อเิ หนาได้เตอื นสงั คามาระตาว่า ไมช่ ำนาญกระบ่ี อยา่ ลงจากหลังม้า เพราะเพลงทวนนน้ั
ชำนาญอยแู่ ลว้ จะเอาชนะได้ง่ายกวา่
(2) เป็นคนด้ือดงึ เอาแตใ่ จตนเอง เช่น เมือ่ ไดร้ บั พระราชสาส์นจากท้าวกุเรปนั ถึงสองฉบบั ก็
ด้ือดงึ ไมย่ อมกลบั เมืองกเุ รปันและไมย่ อมอภิเษกกบั บษุ บา ถึงกบั บอกว่าใครมาขอก็ให้เขาไป
เถดิ
(3) เป็นคนที่มีความรบั ผิดชอบ รักชือ่ เสียงวงศ์ตระกูล เมื่อเกิดศึกกะหมงั กหุ นงิ แม้จะเคย
ด้ือดงึ เอาแตใ่ จตนเอง แตเ่ มือ่ ทราบข่าวศึกจึงตอ้ งรีบไปช่วย ดงั ทก่ี ลา่ วถงึ เหตุผลสำคญั ท่จี ะต้อง
ไปช่วยป้องกนั เมืองดาหา
(4) เปน็ คนรู้สำนกึ ผิด เมื่อยกทพั มากรงุ ดาหา ไม่กล้าเข้าเฝ้าท้าวดาหาทนั ที จงึ ขอพักพล
นอกเมือง และทำการรบแก้ตวั ก่อน
24
(5) เป็นคนเคารพยำเกรงบิดา คอื ทา้ วกุเรปัน แม้จะด้ือดงึ เป็นบางครั้ง แช่นตอนที่อิเหนาจะ
หนีออกจากเมืองไปอยู่กับนางจินตะหราทีเ่ มืองหมันหยา แตท่ า้ วกุเรปนั มีพระราชสาส์นสงั่ ให้นำ
ทพั ไปช่วยท้าวดาหา แม้อิเหนาไม่อยากจากนางจินตะหรา แต่ดว้ ยความยำเกรงบิดาจึงยอมยก
ทัพไป
(6) เป็นคนทีม่ ีอารมณ์ละเอียดออ่ น เขา้ ใจ และหว่ งความรู้สึกของผู้อื่น เช่น เมื่อรวู้ า่ จะต้อง
จากนางจินตะหรา ก็พดู ปลอบโยนให้นางคลายเศร้าโศก ท้ังยงั มอบสรอ้ ยสังวาลไวเ้ ป็นเครือ่ ง
รำลกึ ถึง
4.2.4 จินตะหรา ราชธิดาของระตหู มันหยากับประไหมสุหรี ซึง่ เป็นญาติทางฝ่ายประไหมสุ
หรีเมืองกเุ รปัน และประไหมสหุ รีเมืองดาหา เป็นคนสวย แสนงอน มีจรติ กิรยิ า มีลักษณะนสิ ัย
ดงั น้ี
(1)เปน็ คนแสนงอนใจนอ้ ย ชา่ งพดู จาตัดพอ้ ต่อว่า ประชดประชนั ตามประสาหญิง มีคารม
คมคาย สามารถใช้คำพูดได้ลกึ ซึ้งกินใจ
(2) เป็นคนมีเหตุผล ไมด่ ้ือดงึ ไม่งอนจนเกนิ งาม เช่น เมื่อทราบว่าอิเหนาจำต้องไปทำศึกท่ี
เมืองดาหาเพราะได้รบั คำสงั่ จากทา้ วกุเรปนั และเพอ่ื ปอ้ งกนั วงศ์อสัญหยา นางก็คลายความ
ทุกข์โศก ความน้อยใจ และความหวาดระแวงลงยอมให้อิเหนายกทัพไปแต่โดยดี
(3) เป็นคนที่มีความรู้สึกไว รบั รู้ไว แน่ใจว่าอิเหนาไปแล้วคงไมก่ ลับมาเพราะการท่มี ีคนมา
แยง่ ชิงบษุ บา กห็ มายความว่าบุษบาเป็นสวย เช่อื ม่นั วา่ อเิ หนาพบบษุ บาแลว้ คงลมื ตนแน่ จงึ
รำพนั ด้วยความน้อยใจ
4.2.5 ทา้ วกะหมงั กหุ นงิ เปน็ กษตั ริยเ์ มืองกะหมังกุหนงิ มีอนชุ าสององค์ คือ ระตูปาหยัง
กับระตูประหมัน โอรสคือวหิ ยาสะกำ มีลกั ษณะนสิ ัย ดังนี้
(1)เป็นคนรักลกู ยิ่งชีวิต ยอมทำทกุ อยา่ งเพ่อื ลกู แม้ตนจะตอ้ งตายก็ยอม
25
(2) เป็นคนตัดสินใจเดด็ ขาด เดด็ เดี่ยว กล้าหาญในการรบ
(3) เป็นคนประมาท คาดการณ์ผิด ไม่รู้จักวเิ คราะห์ฝา่ ยข้าศึก คือคาดวา่ อเิ หนาอยใู่ น
หมนั หยา กำลงั เคอื งกันอยกู่ ับทา้ วกุเรปนั คงไม่ยกทัพมาช่วยรบ แตผ่ ิดคาด เน่อื งจากอิเหนายก
ทพั มารบกบั ทา้ วกะหมังกหุ นงิ จนมีชัยชนะและฆ่าวิหยาสะกำตายในที่สุด
4.2.6 วิหยาสะกำ เป็นหนมุ่ นอ้ ยรูปงาม โอรสองคเ์ ดียวของท้าวกะหมงั กุหนิง เปน็ ทีร่ กั ของพอ่
แม่ มีลกั ษณะนิสัย ดงั นี้
(1)เอาแต่ใจตนเอง จะเอาอะไรตอ้ งได้
(2)เปน็ คนออ่ นไหว ขาดสติ แค่เห็นภาพวาดของบุษบาก็หลงใหล ถึงกับครองสติไม่ได้และ
สลบไป
(3)เป็นคนที่รกั ศักดิ์ศรี มีความละอายแก่ใจที่ทำให้พอ่ แมเ่ ดือดรอ้ น เชน่ ตอนที่อเิ หนากล่าว
จาบจ้วงทา้ วกะหมังกุหนงิ
4.3 ได้ข้อคิด จากเรื่องอิเหนา ตอน ศึกกะหมงั กหุ นิง
4.3.1.ความกลา้ หาญ ไมห่ วาดหวน่ั พรนั่ พรึงต่อขา้ ศึกศัตรู
4.3.2.ความรักในศกั ดิ์ศรี
4.3.3.รกั ษาคำสตั ย์
4.3.4.การรจู้ กั ให้อภยั
4.3.5.ควรรู้จกั แยกแยะให้ออกระหว่างความรักกับความหลงใหล
26
บทที่ 5
สรปุ การดําเนินงานและขอ้ เสนอแนะ
5.1.สรุป
จากการท่ผี ู้จดั ทำได้ศึกษารายงานการวิเคราะหเ์ ร่ือง อิเหนา ตอนศึกกะหมงั กุ
หนิง สรปุ ไดว้ า่ ผู้จัดทำไดป้ ระโยชน์จากการจดั ทำรายงานคร้ังนี้ จากการคน้ คว้าและศึกษา คดิ
วิเคราะห์ในเรื่องของเนอื้ หาและบทกลอน วฒั นธรรม สภาพสงั คม เหตุการณ์ ลักษณะของ
ภาษา ระดับท่ใี ช้ ตัวละคร และลกั ษณะนสิ ยั ของตัวละคร ได้รับรถู้ ึงประวัตคิ วามเปน็ มาอยง่
เจาะลึก สามารถนำข้อคิดต่างๆมา ปรบั ใช้ในชวี ิต นำมาเป็นบทเรียนในชวี ิตได้
5.2 อภิปรายผล
จากการศึกษาโครงงานวิชาภาษาไทยเร่อื งวรรณคดไี ทย เรื่องอิเหนาตอนศึกกะหมังกุหนิง
ได้รับความรู้จากศึกษาและสามารถเขา้ ใจวรรณคดีไทยเร่อื งอิเหนาได้งา่ ยกวา่ เดมิ มีความรู้
เก่ยี วกบั วรรณคดีไทยเรอื่ งอิเหนาตอนศึกกะหมงั กุหนงิ มากยิง่ ข้นึ และยังสามารถนำความรู้และ
แง่คดิ ไปปรับใช้ในโอกาสตา่ งๆและในชวี ิตประจำวันอยา่ งเหมาะสม
5.3 ขอ้ เสนอแนะ
- อ่านทำความเข้าใจและสามารถนำแนวคดิ มาปรบั ใช้ในชีวติ ประจำวนั ได้
- นำไปศึกษาประกอบเรียนรู้วรรณกรรมและวรรณคดี เพราะ มีความสอดคลอ้ งกนั สามารถ
นำมาศึกษาควบคู่กันได้
- สามารถให้ผู้ทีส่ นใจเก่ียวกบั วรรณคดีมาศึกษาประกอบเป็นความรู้เพิม่ เตมิ
27
บรรณานุกรม
: Thaigoodview.com. (๒๕๕๓). จินตะหราวาตี.[online] เข้าถึงได้จาก :
http://www.thaigoodview.com/node/68976. [๘ ธนั วาคม ๒๕๕๘]
: http://www.sriyapai.ac.th/2014/wp-content/uploads/2019/03.pdf อเิ หนาตอนศึกกะหมงั กหุ
นงิ
: หทยั รตั น์ สนั ตยาคม.(๒๕๕๖). วรรณคดี เรื่อง อเิ หนา ตอน ศึกกะหมงั กุหนิง. [online] เข้าถึง
ได้จาก : http://santayakom.blogspot.com. [๘ ธันวาคม ๒๕๕๘ ]
: Pluemroy. พระราชพระวตั ิรชั กาลท่ี ๒. [online] เข้าถึงได้จาก :
http://site.google.com/site/Pluemroy32./phra-rach-prawati-rachkal-thi-2 [๘ ธนั วาคม
๒๕๕๘]
28
ภาคผนวก
29
ประวัตผิ จู้ ัดทำ
1.นางสาวลานนา ทองธวัช
วนั /เดือน/ปี 8 เมษายน 2548 อายุ 17
ที่อยู่ 159 หมู่11 ต.ทุ่งปี้ อ.แมว่ าง จ.เชยี งใหม่
2.นางสาวกัญญรัตน์ บุญทรัพย์
วัน/เดือน/ปี 27 ธนั วาคม 2547 อายุ 17
ที่อยู่ 371 หมู่3 บ.ทงุ่ เสยี้ ว ต.บา้ นกลาง อ.สันป่าตอง จ.เชยี งใหม่
3.นางสาวชฎาพร สงิ หต์ ๊ะ
วนั /เดือน/ปี 31 ตลุ าคม 2547 อายุ 17
ทีอ่ ยู่ 53 หมู่7 บา้ นดงก่ำ ตำบลทงุ่ สะโตก อำเภอสนั ปา่ ตอง จังหวดั เชียงใหม่ 50120
30
4.นางสาวนวลวรรณ แซพ่ า่ น
วนั /เดือน/ปี 03 พฤศจกิ ายน พ.ศ.2547 อายุ 17
ทีอ่ ยู่ 348/9 หมู่3 บ.ทุ่งเสยี้ ว จ.เชยี งใหม่ อ.สนั ปา่ ตอง ต.บ้านกลาง 50120
5.นางสาวมนสั วรรณ ทัพผดุง
วนั /เดือน/ปี 28 สงิ หาคม 2547 อายุ 18
ทีอ่ ยู่ 57 บ้านดงก๋ำ หมู่7 ต.ทุ่งสะโตก อ.สนั ป่าตอง จ.เชยี งใหม่ 50120
6.นางสาวอณชั ฎา สจุ าแสน
วัน/เดือน/ปี 4 มิถนุ ายน. 2547 อายุ 18
ที่อยู่ 1 หมู่7 บา้ นรอ่ งนำ้ ต.มะขามหลวง อ.สนั ปา่ ตอง จ.เชยี งใหม่
7.นางสาวเปรมกมล ปญั จะเรอื ง
วัน/เดือน/ปี 22 กรกฎาคม 2547 อายุ 18
ทอี่ ยู่ 111 หมู่ท่ี 8 ต.บา้ นแม อ.สนั ป่าตอง จ.เชยี งใหม่