ความนิยมของการถา่ ยภาพของประเทศไทย ในสมยั รชั กาลท่ี 3 – รัชกาลที่ 6
บทนำ
บทความเร่ือง ความนิยมของการถ่ายภาพของประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 6 มีจุดมุงหมาย
เพือ่ ศกึ ษาถงึ ประวัติความเปน็ มา จุดกำเนิดของกลอ้ งถา่ ยภาพ การเข้ามาของกล้องถา่ ยภาพในประเทศไทย รวมถึง
ความนิยมของการถ่ายภาพในประเทศไทย โดยจะแบ่งเป็นตามการขึ้นครองราชย์ของพระมหากษัตริย์ในช่วงสมยั
รัชกาลที่ 3 - รัชกาลที่ 6 ซึ่งพัฒนาการการถ่ายภาพในประเทศไทย ล้วนมีความสำคัญ และมีมานาน ซึ่งภาพถ่าย
แต่ละภาพ สามารถแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงนั้น ในทั้งทางด้านสังคม ความเชื่อ และ
เหตุการณส์ ำคญั ต่าง ๆ ท่ีได้ถูกบันทกึ ไว้ในภาพถา่ ยไว้
การถา่ ยภาพ Photography คอื การบันทกึ เหตกุ ารณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ณ จดุ เวลาใดเวลาหนึ่ง ในสถานที่น้ัน
โดยเป็นการเก็บสภาพแสงไว้ ลงบนวัตถุไวแสง ทางเคมี เช่น ฟิล์มถ่ายภาพ หรือวงจรไฟฟ้าไวแสง CMOS , CCD
เป็นต้น โดยบรรจุอยู่ในอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า กล้องถ่ายรูป ด้วยเทคนิคการถ่ายภาพแบบต่าง ๆ หลังจากนั้นการ
ถา่ ยภาพจะเปล่ียนสภาพแสงที่บันทึกไว้เหล่านนั้ กลบั มาเปน็ ภาพได้อีกครั้งหนึ่ง โดยผ่าน กระบวนการล้างอัดภาพ
การถ่ายภาพจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Photography โฟโตกราฟฟี เป็นรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ ได้แก่คำ
ว่า Phos ซึ่งหมายถงึ แสงสว่าง และคำว่า Graphein หมายถงึ การวาดหรือ การเขยี น เม่ือรวมกนั จงึ หมายถงึ การ
เขยี นหรอื วาดด้วยแสงสว่าง เรยี กรวมๆ วา่ เทคนคิ การถ่ายภาพ1
1 ศูนย์ข้อมูลและการบริการ. (2559) . คู่มือการถ่ายภาพเพื่องานประชาสัมพันธ์.สืบค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก
http://pk.pnru.ac.th/qa/km/km_information.pdf?bid=111#:~:text=%22%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3
%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%22%20Photograp
hy%20%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2,%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%
88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E
0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87
ประวตั ิถ่ายภาพของโลก
การถ่ายภาพได้วิวัฒนาการมาจากการวาดภาพของจติ รกรในสมัยโบราณ เพื่อบนั ทึกภาพแหง่ ความทรงจำและ
ภาพแห่งความประทบั ใจเอาไว้ เพือ่ ใชใ้ นการสื่อสารและสื่อความหมาย ตอ่ มามนุษย์ได้มีความคิดท่ีจะสร้างภาพ
ใหไ้ ดเ้ หมือนจรงิ ตามธรรมชาติ และใชเ้ วลาในการสรา้ งภาพให้น้อยลง จงึ ได้คดิ วธิ กี ารทำกระโจมให้เป็นห้องมืด
และเจาะรูให้แสงลอดเขา้ มา จากนัน้ จะใชเ้ ฟรมรับภาพแล้ววาดภาพทีเ่ กดิ ขึ้นฝ่ังตรงข้ามกับช่องรับแสง ต่อมาได้
วิวฒั นาการมกี ารประดษิ ฐ์กล้องออบสควิ รา (Camera Obscura) ชว่ ยในการวาดภาพ ซ่ึงปี ค.ศ. 1490 ลีโอนา
โด ดา วนิ ซี (Leonardo Da Vinci) นักวิทยาศาสตร์และศิลปะชาวอิตาเลียน ไดบ้ ันทึกคำอธิบายเกยี่ วกบั
หลักการทำงานของกล้องออบสควิ ราไวอ้ ย่างสมบูรณ์ ทำให้คนเรม่ิ เขา้ ใจเร่อื งกล้องมากข้ึน โดยเฉพาะจิตรกรสนใจ
นำกล้องออบสควิ ราไปช่วยในการวาดภาพลอกแบบ เพอื่ ให้ได้ภาพในเวลาทรี่ วดเร็วขึ้น มีสัดสว่ นเหมือนจริง และมี
แสงเงาทถี่ ูกต้อง2
กลอ้ งออบสคิวราใชใ้ นการวาดภาพ
ทีม่ า : http://www.digitalpixels.net/wp-content/uploads/2009/05/large.png.
2 เศรษฐศาสตร์ อุปมายันต์(2556). ประวัติการถ่ายภาพของโลก.สืบค้น 10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-
photo2.blogspot.com/2013/11/blog-post.html
บุคคลแรกที่สามารถใช้กล้องออบสคิวราบันทึกภาพได้คือ โจเซฟ เนียฟฟอร์ เนียฟซ์ ชาวฝรั่งเศส ด้วยการ
ถ่ายภาพเมือง ชาลอง เซอร์ ซอง จากหน้าต่างบา้ นของเขา ใชเ้ วลาการเปิดรับแสงนาน 8 ช่ัวโมง ด้วยสารไวแสงบิทู
เมน ฉาบบนแผ่นโลหะที่ผสมระหว่างดบี กุ กับตะกัว่ นำไปล้างด้วยสารละลายไลท์ปิโตรเลี่ยม ผสมกับน้ำมัน ลาเวน
เดอร์บริเวณที่ถูกแสงสารบิทูเมนจะแข็งตัว บริเวณที่ไม่ถูกแสงจะอ่อนตัว ทำให้ถูกล้างออกไปจนหมด เหลือแต่ผวิ
ของแผน่ โลหะเปน็ สดี ำ นับวา่ เป็นภาพถ่ายภาพแรกของโลก ในปีค.ศ. 1826 3
ภาพถ่ายแรกของโลก โดย โจเซฟ เนียฟฟอร์ เนียฟซ์
ทีม่ า : http://cool.conservation-us.org /byorg/abbey/an /an26/An26-3/an26-307.html
ความนยิ มการถ่ายภาพในชว่ งสมยั รชั กาลท่ี 3
การถ่ายภาพเริ่มเข้ามาประเทศไทยครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2388 โดย สังฆราชปา
เลอกัวส์ ชาวฝรั่งเศสเปน็ คนส่ังซอ้ื กล้องถา่ ยภาพแบบดาแกโรไทป์ และนำเขา้ มาโดยบาทหลวงลารโ์ นดี 4
บาทหลวงลาร์โนดี
ที่มา : https://www.facebook.com/219997661471803/photos/
3 เศรษฐศาสตร์ อุปมายันต์(2556). ประวัติการถ่ายภาพของโลก.สืบค้น 10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-
photo2.blogspot.com/2013/11/blog-post.html
4 เศรษฐศาสตร์ อุปมายันต์ (2556). ประวตั ิการถา่ ยภาพของไทย.10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-photo2.blogspot.com/
ตามจดหมายสง่ั ของสงั ฆราชปาเลอกัวส์ซึง่ ประจำอยูท่ ี่เมืองไทยอยู่ ก่อนแลว้ ดงั จดหมายแปลฉบบั วันที่ 20 ตุลาคม
พ.ศ. 2388 ว่า 5 “ข้าพเจ้าได้ทดลองถ่ายรูป โดยใช้กล้องดาแกร์พร้อมกบั คุณพ่อลาร์โนดีแลว้ เมื่อทดลองใช้ สามสี่
วัน ข้าพเจ้าสามารถถ่ายรูปได้ทว่าน้ ายาที่คุณพ่อลาร์โนดีนำมาก็ระเหิดไปมากระหว่างเดินทาง จึงมีเหลืออยู่น้อย
มาก ส่วนแผ่นเงินที่ส่งมาให้ข้าพเจ้าก็ใช้เกือบหมดแล้วเพราะข้าพเจ้าได้ถ่ายรูปของ พระบรมวงศานุวงศ์หลาย
พระองคร์ วมท้ังข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนท่ีมาหาขา้ พเจ้า ...แม้แตท่ ่านพระยาพระคลังก็แจ้งให้ทราบว่าท่าน
จะมาถา่ ยรูปดว้ ยสกั วันหนึ่ง ท่านยงั ได้ กราบทูลสมเด็จฯ ถึงเรอ่ื งทขี่ า้ พเจ้าถ่ายรปู คน สมเดจ็ ฯ ต่นื เตน้ มาก ขา้ พเจ้า
คิดว่าในไม่ช้าสมเด็จฯ คง จะมีรับสั่งให้ข้าพเจ้าเข้าเฝ้า...ข้าพเจ้าจึงขอความกรุณาให้ช่วยส่งโบรมีน ไอโอดีน และ
คลอรีนเป็น จำนวนมาก พร้อมกับให้ช่วยส่งแผ่นเงินขนาดใหญ่สามโหลและขนาดเล็กอีกสามโหล พร้อมกันน้ัน
ข้าพเจ้าขอให้ช่วยส่งตำราถ่ายรูปแบบดาแกโรไทป์เล่มใหม่ที่สุดเล่มหนึ่ง” 6ภาพถ่าย ส่วนมากจะเป็นภาพวัด
ทิวทัศน์ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากคนไทยในสมัยนั้นยังไม่กล้าถ่ายภาพ เพราะกลัวว่า เมื่อถ่ายภาพเหมือน
ตวั เองแลว้ จะทำให้อายุสัน้ ลง7
ภาพสงั ฆราชปาเลอกัวสก์ ับเด็กไทย 2 คน
ทม่ี า : ศกั ดา ศิรพิ นั ธุ์, 2535.
5 น า ย ธ น ร ั ช ส ิ ร ิ พ ิ เ ด ช . ( 2562). จ า ก ก ร ะ บ ว น ก า ร ด า แ ก โ ร ไ ท ป ์ ส ู ่ ย ุ ค ท ี ่ เ ก ิ น ก ว ่ า ด ิ จ ิ ต อ ล (ว ิ ท ย า น ิ พ น ธ์
ป ร ิ ญ ญ า ม ห า บ ั ณ ฑ ิ ต ) . ม . ป . ท . : ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ศ ิ ล ป า ก ร .ส ื บ ค ้ น จ า ก http://ithesis-
ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2467/1/58006202.pdf
6 ศกั ดา ศริ พิ ันธุ์กษัตรยิ ์ & กลอ้ ง: ววิ ฒั นาการการถ่ายภาพ ในประเทศไทย พ.ศ. 2388-2535.กรงุ เทพฯ: ด่านสทุ ธาการพมิ พ์2535
7 เศรษฐศาสตร์ อปุ มายนั ต์ (2556). ประวัตกิ ารถ่ายภาพของไทย.10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-
photo2.blogspot.com/
ถงึ แม้ว่าการถ่ายภาพจะเข้ามาในประเทศไทยในสมยั ของรัชกาลที่ 3 แต่กไ็ มม่ ี หลักฐานใดทีแ่ สดงวา่ รัชกาลที่
3 ทรงสนพระทยั ในเรื่องการถา่ ยภาพเลย มหี ลักฐานว่าพระยาไทรบรุ ี เคยนํารปู ถ่ายควนี วิคตอเรยี มาถวายรัชกาลท่ี
3 และโปรดฯให้แขวนรูปนั้นไว้ในห้องประทับพระที่นั่ง อัมรินทร์วินิจฉัย แตไมทรงเชื่อวาเปนรูปถายรูปชัก ทรง
เหน็ วาเปนเพยี งรปู เขียนอยางแตกอนมา 8
ภาพวาดแกะลายเสน้ เจ้าวลิ าด (ควนี วิกตอเรีย) พ.ศ. ๒๓๘๐ พบในเมอื งไทย
ท่ีมา : https://www.silpa-mag.com/history/article_6944
จากขา้ งตน้ แสดงให้เหน็ ว่าในช่วงสมัยรชั กาลท่ี 3 การถ่ายภาพยังเป็นสิ่งที่แปลกใหม่สำหรบั ชาวสยามในสมัย
นั้น จึงทำให้การถ่ายภาพในช่วงนี้ ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 สยามได้มีการทำการ
ค้าขายกบั ชนชาตติ ะวนั ตกมากยิง่ ขึ้นจึงส่งผลให้ความนิยมในการถา่ ยภาพเร่ิมเปน็ ทีน่ ิยมกนั มากข้ึน
8 พ ง ศ า ร ว ม ท ร ั พ ย . ( 2550). ภ า พ ถ า ย บ ุ ค ค ล ข อ ง ไ ท ย ส ม ั ย ส ม บ ู ร ณ า ญ า ส ิ ท ธ ิ ร า ช ย ร (ว ิ ท ย า น ิ พ น ธ์
ปริญญามหาบัณฑิต). ม.ป.ท. : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ .สืบค้นจาก
http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Art_Ed/Pongsa_R.pdf
ความนยิ มการถา่ ยภาพในชว่ งสมยั รชั กาลที่ 4
บุคคลแรกที่ยอมให้ถ่ายภาพคือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นพระมหากษัตริย์
พระองค์แรกของประเทศไทย ที่ทรงยอมให้ฉายพระรูป โดยฉายคู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี (อา้ งอิง
ไทย) พระราชทานแกป่ ระธานาธิบดขี องสหรัฐอเมริกา ในปี พ.ศ. 2399 พระราชนิยมเกีย่ วกับการถ่ายภาพน้ัน ทำ
ให้ชนชั้นนำในขณะนั้นเริ่มรู้สึกว่า การถ่ายภาพไม่ใช่เรื่องอันตราย ความนิยมถ่ายภาพบุคคลและภาพครอบครัว
ค่อยๆ แผข่ ยายจาก ราชสำนักออกไปยงั ประชาชนทั่วไปทีละนอ้ ย 9
ภาพพระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจ้าอยูห่ วั รชั กาลท่ี 4 ฉายคกู่ บั สมเด็จพระเทพศริ นิ ทราบรมราชนิ ี
ท่ีมา : ศกั ดา ศริ พิ ันธ์ุ, 2535.
9 นายธนรัช สิริพเิ ดช. (2562). จากกระบวนการดาแกโรไทปส์ ยู่ ุคทเ่ี กนิ กวา่ ดิจติ อล (วิทยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑิต). ม.ป.ท. :
มหาวทิ ยาลยั ศิลปากร.สบื ค้นจากhttp://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2467/1/58006202.pdf
ได้เกิดร้านถ่ายภาพขึ้นคือ ร้านถ่ายรูปของ F. Chit หรือฟรานซิส จิตร หรือนายจิตร ต้นตระกูล จิตราคนีซ่ึง
ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์และราชทินนามว่า ขุนสุนทรสาทิศลักษณ์ กับหลวงอัคนีนฤมิตร ตามลำดับ
หนังสอื พิมพบ์ างกอกไทมส์ ฉบบั 23 มกราคม 1889 ระบุวา่ นายจติ รตัง้ ร้านถา่ ยรูปบนแพหน้าวดั ซางตาครู้ส ธนบุรี
เมื่อ ค.ศ. 1863 เท่ากับ พ.ศ. 2406 ซึ่งนับได้ว่าเก่าแก่กว่าร้านใด ๆ ในเมืองไทย10 และได้มีชาวตางชาติเขามาเป
ดรานถายรูปอยูในกรงุ เทพฯอีกหน่งึ รานหลงั จากที่ นายจติ รตัง้ รานถายรปู ข้ึนมาแลวหน่งึ ปนน่ั คอื นาย เอ. แซกเลอร
(August Sachtler) ชางถายรปู ฝร่ัง ไมทราบสญั ชาติ ไดเขามาตง้ั รานอยูท่ีตึกโรงแรมของมสิ เตอรฟอลค ถนนเจริญ
กรงุ รานถายรูปทีต่ ้ัง รับจางอยางน้ใี นสมยั รชั กาลที่ 4 มีพบเพยี ง 2 ราน 11
นอกจากนี้ในสมัยรชั กาลที่ 4 ได้ท่ชี า่ งถา่ ยทภ่ี าพท่ีมีชื่อเสียง เฟเดอร์ เจเกอร์ บุคคลแรกที่ฉายพระบรมฉายา
ลักษณ์รัชกาลที่ 4 และสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีใน แบบสามมิติที่ต้องใช้กล้องสองตามองภาพ
เชน่ เดยี วกบั ปแิ อร์ รอซิเอรเ์ ปน็ ชา่ งภาพทีช่ ำนาญในการถ่ายภาพ แบบสามมติ เิ ชน่ กัน ภาพของเขาได้ถูกแปลงเป็น
ภาพลายเสน้ ในหนังสอื ของอองรี มูโอต์ นักสำรวจชาวฝร่ังเศสท่ี โด่งดงั คารล์ บิสมารค์ เปน็ ช่างภาพท่มี าเมืองไทย
ระยะสัน้ ๆ ไมก่ ีเ่ ดอื น แตไ่ ด้ฉายพระบรมฉายาลกั ษณ์รชั กาลที่ 4 กับ พระราชโอรสและพระราชธิดาท่ีสำคญั มาก ซึ่ง
คนไทยน่าจะยังไมเ่ คยเห็น สว่ น จอห์น ทอมสัน เปน็ ช่างภาพคน สำคัญอกี คนที่ได้บันทึกภาพของสยามไว้มากมาย
และผลงานยงั คงมคี วามคมชัดจนถึงปัจจุบัน 12
ในสมยั รชั กาลที่ 4 ไดเ้ ริ่มมีการติดต่อการค้ากับชนชาตติ ะวันตกมากย่งิ ข้ึน มีการส่งเครอื่ งบรรณาการพร้อมรูป
ถ่ายให้กับประมขุ ในประเทศต่าง ๆ อีกทัง้ รชั กาลท่ี 4 สมเด็จพระจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั พระองคท์ รงเป็นผู้ริเริ่มในการ
ถ่ายภาพพระองค์คู่กับสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี เพื่อแสดงให้เห็นว่าการถ่ายภาพไม่ได้อันตรายแบบที่คดิ
กันมาในอดีต จึงส่งผลให้การถ่ายภาพบุคคลและครอบครัว ได้มีการแพร่ขยายออกไปสู่ประชาชนอย่างกว้างขวาง
ซง่ึ ตา่ งจากเดมิ ทม่ี คี วามนยิ มกนั ในราชสำนกั เพยี งเทา่ น้ัน
10 เอนก นาวกิ มลู (2564). ย้อนรอย “ร้านถ่ายรูป” ในอดตี ไมไ่ ด้บริการแคถ่ ่ายรูป ต้ังอยูท่ ไ่ี หน ช่ืออะไรบา้ ง?.สืบค้น 15 สิงหาคม
2564, จากhttps://www.silpa-mag.com/history/article_70902
11 นายธนรัช สิริพเิ ดช. (2562). จากกระบวนการดาแกโรไทป์สยู่ คุ ทีเ่ กนิ กว่าดิจิตอล (วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ ). ม.ป.ท. :
มหาวทิ ยาลยั ศลิ ปากร.สบื ค้นจากhttp://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2467/1/58006202.pdf
12 ชาธิป สุวรรณทอง (2559). ฉายาลักษณ์สยาม ระลึกอดีต มองปัจจุบัน ภาพถ่ายโบราณ. สืบค้น 25กรกฎาคม
2564, จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/716110
ความนยิ มการถา่ ยภาพในชว่ งสมยั รชั กาลท่ี 5
ในสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงสนพระทัยการถ่ายรูป เป็นอันมาก
จากพระราชนิพนธ์เรื่องเสด็จประพาสต้นครั้งที่ ๒ ที่กล่าวถึงการเสด็จเยี่ยมประชาชนในปีพ.ศ. 2449 ทรงแวะ
ถ่ายรูปผู้คนพลเมือง สถานที่เหตุการณ์ทุกหนทุกแห่ง ทรงกล่าวถึงการถ่ายรูปไว้ถึง ๕๐ ครั้ง ส่วนพระราชนิพนธ์
เรื่องไกลบ้าน กล่าวถึงการเสด็จประพาสยุโรป ครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. ๒๔๕๐ ทรงเอ่ยถึงคำว่าถ่ายรูปและ รูปถ่ายนับ
ร้อยแห่ง เรม่ิ ตัง้ แต่เสดจ็ ออกจากประเทศไทย ทรงมีกลอ้ งถา่ ยรูปคู่พระหตั ถ์ค“กล้องโกแด็กอยา่ งโปสการ์ด” การท่ี
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระราชหฤทัยเรือ่ งการถ่ายรูปมากจึงทำให้ เจ้าฟ้า ขุนนาง และ
ข้าราชบริพารพลอยสนพระทัยและสนใจเรอ่ื งการถ่ายรูปตามไปดว้ ย 13
มีเหตกุ ารณ์สำคญั ใน ประวตั ศิ าสตร์การถ่ายรูปยคุ แรกของไทย คอื ทรงจัดใหม้ กี ารอวดรูป และประชนั รูปขึ้น
เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในงานไหว้พระพุทธชินราช ณ วัดเบญจมบพิตร ในปีพ.ศ. 2447 และ ปีพ.ศ. 2448
ตามลำดับ รูปทรี่ ับเข้าแสดงมที ัง้ รปู ทอ่ี ดั ลงกระดาษ และรูปกระจกทีจ่ ะต้องใสถ่ ำ้ มอง ท่เี รียกว่า ตักสโิ ฟเต 14
ภาพตักสิโฟเต และประกาศการอวดรูปถ่าย ในปี พ.ศ. 2448
ท่มี า : https://photobyhand.blogspot.com/2010/09/blog-
post_11.html?fbclid=IwAR1abydzgiqK5oz2A7ytloH6qFtdIiDB1a4ADf5YYJfgYqxbpf8rOnk3G_Q
13 ประวัติศาสตร์ชาติไทย และข่าวสาร.(2559,3 มิถุนายน).“การถ่ายภาพได้เข้ามาในประเทศไทย
ครง้ั แรก” https://www.facebook.com/188583217968299/photos/
14 กลุ่มc7ปวดหวั จำชอ่ื ไม่ได้(2559) . พั ฒ น า ก า ร ถา่ ย รูปในประเทศไทย.สบื ค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก
https://qilarsnow.wixsite.com/thaistudiesc7/blank-5
ในการจัดการประชันภาพในครั้งนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล าเจาอยูหัวทรงเป น ประธาน
คณะกรรมการ ทรงจัดใหมีการออกรานขายของสารพัดชนิดที่สําคัญคือมีรานถายรูปหลวง ดวย รานถายรูปหลวงนี้
พระองคจะเสดจ็ ไปแวะเปนประจาํ ทุกคืนและบางคร้ังจะทรงเปนชางถายรูป 12 เอง15
จนเมื่อเทคโนโลยีทางด้านการ ถ่ายรูปพัฒนามากขึน้ การถ่ายรูปในประเทศไทยก็เป็นที่แพร่หลายมากย่ิงขึ้น
เช่นในปจั จุบันวิชาการถ่ายภาพ ได้ พฒั นาก้าวหนา้ มาโดยลำดบั โดยนักประดิษฐช์ าวยโุ รป และได้เผยแพร่กระจาย
ไปเกือบทั่วโลก และร้านถ่ายรูปใน สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หัว มีช่างถ่ายรูปและสตดู ิโอถึง 20
กว่าราย มีร้านถ่ายรูปอาชีพของ ชาวต่างชาติมากกว่า 10 ร้าน เป็นการเข้ามาเพื่อประกอบอาชีพโดยเฉพาะร้าน
ถ่ายภาพของนายโรเบิร์ต เลนซ์ กล้องถ่ายรูปค่อนข้างได้รับความนิยมสูงมากในหมู่เจ้าจอม ในหมู่พระสนม หรือ
พระอัครมเหสี 16 อาทิเช่น เจ้าจอมเอิบ เจ้าจอมในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ท่าน
เป็นผู้ที่มีความสามารถ ในการเล่นกล้องและเทคนิคการถ่ายรูปมากท่านหนึ่งในพระราชสำนัก นับเป็นนักถ่ายรูป
(สมัครเล่น) ที่มี ความสามารถด้านการถ่ายรูปและล้างรูปเองได้อย่างชำนาญ จนเป็นที่พอพระราชหฤทัยของ
รัชกาลที่ 5 เป็นอันมากอีกทั้ง เจ้าจอมเอิบยังได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นช่างถ่ายรปู ที่ถวายงานช่วยล้างและอัดรูปให้
รัชกาลที่ 5 และเจ้าจอมเอิบยังเป็นผู้ถ่ายพระรูปรัชกาลที่ 5 ไว้หลายรูป โดยเฉพาะเมื่อทรงอยู่ในชุดลำลองหรือ
กำลังทรงตั้ง กล้องถา่ ยรูปเล่น เจา้ จอมเอบิ ชื่นชอบการถ่ายภาพมาก ในหนงั สือ หญิงชาวสยาม เขียนโดยคุณเอนก
นาวกิ มูล ได้ อธบิ ายวา่ ไดพ้ บอลั บ้มั รปู ถ่ายจำนวนหน่งึ ซงึ่ บอกไวอ้ ยา่ งแน่ชดั วา่ เปน็ ฝีมือของเจ้าจอมเอบิ ภาพชุดนี้
พบเมื่อกลาง ปี พ.ศ. 2521 ที่หอสมุดดำรงราชานุภาพ เรียกตามบัญชีของหนังสือว่า “ร. 97” หรือก็คือสมุดรูป
หมายเลข 97 นั่นเอง สมุดรปู ดังกลา่ วเป็นอัลบั้มเก็บรูปท่ีเป็นฝีมือของเจ้าจอมเอิบท้ังส้ิน ซึ่งในหอสมุดดำรงราชานุ
ภาพก็มีอยู่ มากมายหลายเล่ม รวมทั้งที่เป็นรูปถ่ายฝีพระหัตถ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นักเล่นกล้อง
อีกพระองค์ หนึ่งด้วย อัลบั้มนี้มีขนาดวัดแล้วกว้าง 6 นิ้ว ยาว 10 นิ้ว ปกสีแดง พิมพ์หน้าปกเดินทองทำอักษร
ประดิษฐ์ว่า “ทรง ถ่าย” คุณเอนก นาวิกมูล ได้สำรวจดูรูป ปรากฏว่า “เป็นรูปงาม คมชัดดีมากทั้ง 12 รูป
สว่ นมากเป็นขนาด โปสการด์ สยี ังเป็นสดี ำ ไมจ่ าง มรี ปู ทเ่ี คยตีพมิ พ์แพร่หลายก็หลายรูป แต่ไม่เคยมใี ครบอกว่าเจ้า
จอมเอิบเป็นผู้ ถ่าย” อย่างเช่น รูปรัชกาลที่ 5 ทรงกำลังทำกับข้าวที่พระตำหนักน้ำ พระราชวังสวนดุสิต ทรงไม่
สวมฉลองพระองค์ ประทับนั่งทำท่าเหมือนกำลังจะคนอะไรในกระทะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หวั
รัชกาลท่ี 5 ทรง ประกอบอาหาร 17
15 เอนก นาวกิ มลู . (2541ก) . เลาเรอื่ งถายรูป . กรงุ เทพ ฯ : สาํ นักพมิ พแสงแดด .
16 พงศา รวมทรพั ย. (2550). ภาพถายบคุ คลของไทยสมัยสมบูรณาญาสทิ ธิราชยร (วทิ ยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบัณฑติ ). ม.ป.ท. : มหาวทิ ยาลัยศรนี ครินทรวิโรฒ .สบื ค้นจาก
http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Art_Ed/Pongsa_R.pdf
17 โชติกา นุ่นชู (2563).เจ้าจอมเอิบ ช่างถ่ายรูปประจำพระราชสำนักในรัชกาลที่ 5. สืบค้น 1 สิงหาคม 2564, จาก
https://www.silpa-mag.com/history/article_34670
เจ้าจอมเอิบกำลงั เตรียมการถ่ายภาพเจ้าพระยาสุรพันธพ์ สิ ทุ ธิ์ (เทศ บุนนาค) ผูเ้ ปน็ บดิ า
ท่ีมา: https://www.silpa-mag.com/history/article_34670
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจา้ อย่หู ัว รัชกาลท่ี 5 ทรงประกอบอาหาร
ทมี่ า: https://www.silpa-mag.com/history/article_34670
สมาพันธ์สมาคมการถ่ายภาพแห่งประเทศได้เสนอเรื่อง การเทิดพระเกียรติพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว ในฐานะพระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย และวันนักถ่ายภาพไทยไปยังคณะกรรมการเอกลักษณ์ของ ชาติ
เพื่อพิจารณาในปีพ.ศ. 2547 คณะรัฐมนตรีลงมติเมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2548 เห็นชอบให้ถวายพระ ราช
สมัญญาแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะ “พระบิดาแห่งการถ่ายภาพไทย” เพื่อเป็นการ
เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นการรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อวงการ
ถ่ายภาพไทย และเป็นการแสดงถึงความภาคภูมิใจและเป็นศูนย์รวมน้ำใจของคนในวงการถ่ายภาพ และได้
กำหนดใหว้ ันท่ี ๒๑ พฤศจกิ ายน ของทุกปเี ปน็ วนั “วันนกั ถา่ ยภาพไทย” 18
18 กล่มุ c7ปวดหัวจำช่ือไม่ได้(2559) . พั ฒ น า ก า ร ถ่า ย รูปในประเทศไทย.สืบค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก
https://qilarsnow.wixsite.com/thaistudiesc7/blank-5
ในสมัยรัชกาลท่ี 5 เป็นสมัยทีถ่ ารถ่ายภาพได้รับความนยิ มเปน็ อย่างมาก เนื่องจากการถ่ายภาพเป็นวชิ าหน่ึง
ท่ีพระองค์ทรงสนพระทยั เปน็ อยา่ งมาก เนอื่ งจากในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลาเจาอยูหัว รชั กาลท่ี 4 ไดทรง
เร่มิ ตนวางรากฐานดานการถายภาพไวเปนอยางดี จึงมีผลใหเกิดการพฒั นาการถายรูปอยางตอเนื่องจนกระทง่ั เฟอง
ฟทู ี่สดุ ตอนปลายรชั กาลในตอนกลางรชั กาลพระองค์ มกี ารจัดการประกวดภาพถา่ ย รวมไปถึงได้กชมีการกอ่ ตั้งร้าน
ถ่ายภาพเพิ่มขึ้นเปน็ อยา่ งมากในประเทศ ทง้ั ร้านถ่ายภาพของบุคคลในประเทศ และร้านถ่ายภาพของชาวต่างชาติ
ซงึ่ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความรงุ่ เรืองของการถา่ ยภาพในสมัยน้ัน
ความนยิ มการถา่ ยภาพในชว่ งสมัยรชั กาลที่ 6
สมยั พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลาเจาอยูหัว รัชกาลที่ 6 พระองคทรงสนพระราชหฤทัย และทรงพฒั นาการถ
ายรูปสบื ตอจากพระราชบดิ า นอกจากพระองคทรงถายรูปบันทึกการเดินทางไป เยี่ยมราษฎร รปู ปูชนียสถานและ
รูปทิวทัศนแลว ยงั ทรงโปรดการถายรูปการแสดงละคร ดงั หลกั ฐาน ที่ปรากฏในหนงั สือ “รูปขาพเจาฉาย” ภายใน
หนงั สือเลมนรี้ วบรวมรปู ถายฝพระหัตถการแสดงละคร พูด เชน เรอ่ื งกลแตกของศรีอยุธยา ชางถายรปู ประจําพระ
องคในสมัยรชั กาลที่ 6 คือหลวงกลการเจน จติ (เผา วสุวตั ) ซงึ่ เคยทํางานอยูกับกรมพระกาํ แพงเพ็ชร 19
ในสมัยนี้คอย ๆ มีรานถายรูปเพิ่มมากขึ้น สังเกตไดจากโฆษณารานถายรูปแหงใหมที่ลง ประกาศตามหนา
หนงั สอื พิมพตางๆเชนราน เค. นางะทกุ ะ (K. Nagatsuka) , หางถายรูปพรอม, ราน บูรภาการคา, รานฉายาลักษณ
ตลาดนอย, รานฉายาบางขุนพรหม, รานขงเบงชางถายรูปและรานเจีย เปงเซ็ง นอกจากนี้ยังมีรานถายรูปสําหรับ
คนที่ไปเที่ยวเขาดินอีกดวย จะเห็นไดวาหลังจากที่เกิดราน ถายรูปหลวงขึ้นคือ ห้องฉายานรสิงห์ อยู่ที่หัวมุมถนน
เจริญกรุง ทแยงกับโรงภาพยนตร์เฉลิมกรงุ ภายหลังกลายเป็นร้านแวน่ ตาเฉลิมกรุง แล้วถูก รื้อสร้างเป็นเฉลิมกรุง
เซ็นเตอร์ รัฐบาลไทยยึดกิจการมาจากร้านโรเบิร์ต เลนซ์ ของชาวเยอรมัน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วเปิด
ดำเนินการ ในชื่อ ฉายานรสิงห์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2461 ถือเป็นร้านถ่ายรูปหลวง ได้ฉายพระบรมรูป ร.6
และถา่ ยรปู เจ้านาย และขุนนางไว้มาก ภาพเหล่านต้ี ่อมาพระยาอนมุ านราชธน (ยง อนุมานราชธน) ไดพ้ ยายามสืบ
หากระจก ต้นฉบับจนพบรกั ษาอยทู่ ี่หอจดหมายเหตุแห่งชาติ 20
19 ศกั ดา ศริ พิ ันธ.ุ (2535) . กษัตริย & กลอง ววิ ัฒนาการการถายภาพในประเทศไทย พ.ศ. 2388 – 2535 . กรุงเทพ ฯ : ดานสุท
ธาการพมิ พ .
20เอนก นาวิกมูล (2564). ย้อนรอย “ร้านถ่ายรูป” ในอดีต ไม่ได้บริการแค่ถ่ายรูป ตั้งอยู่ที่ไหน ชื่ออะไรบ้าง?.สบื ค้น 15 สิงหาคม
2564, จากhttps://www.silpa-mag.com/history/article_70902
เหตุการณสําคญั ในรชั สมัยของรชั กาลท่ี 6 นค้ี ือยุคของการใชไฟฟาถายรูปในรานถายรูป ซง่ึ เรมิ่ เปนแหงแรก
ที่โรงเรียนเพาะชาง และตอมาจากนั้นก็เริ่มเปนที่นิยมแพรหลายกันในวงการถายรูป โดยทั่วไปซึ่งเราเริ่มจะไดมี
โอกาสและเห็นปายคาํ วา“ทีน่ ่ีรับถายรปู ท้ังกลางวันและกลางคืน” และปาย เชนนน้ี ิยมติดกนั มาก 21
อีกการเปลี่ยนแปลงของวงการถ่ายภาพในสมัยชรัชกาลที่ 6 คือ การยิ้มขณะที่ถ่ายภาพ เราจะเห็นได้ว่า
ท่ามกลางบรรดาภาพถ่ายเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ที่แทบจะไม่ปรากฏรอยยิ้มโดยเฉพาะยิ้มกว้าง
จนเห็นฟันเลย หนึ่งรอยยิ้มที่ปรากฏคือรอยแย้มพระสรวลของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม
พระราชโอรสในรัชกาลที่ 4 ซึ่งปรากฏทั้งภาพแย้มพระสรวลและภาพแลบพระชิวหา ซึ่งอาจจะบอกเล่าบุคลิก
อัธยาศยั ของพระองค์ได้
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงเจ้านายพระองค์นี้ไว้ว่า “นิสัยกรมหลวงประจักษ์เป
นคนชอบล้อคนอื่น และทำให้เขาถูกเยาะได้เปนพอใจ, ชอบแกล้งคนโดยวิธีต่างๆ อยู่เสมอๆ” ในพระราช นิพนธ์
ไกลบ้าน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั ก็บันทกึ ไว้ว่า “กรมประจักษค์ ลัง่ ล้อคนเร่อื งเมียๆ” เหตกุ ารณ์
ล้อเล่นทหี่ นักท่สี ุดเห็นจะเป็นที่รชั กาล 6 บนั ทึกไวว้ า่ “ในระหว่างเวลาไปยุโรปไดไ้ ปทำสกะปรก ตา่ งๆ มาก, และที่
จัญไรที่สุดคือได้ไถ่ปัสสาวะลงในแก้วน้ำเสวย” ทั้งรอยยิ้มในภาพถ่ายและการกระทำของเจ้านาย พระองค์ละเมิด
แบบแผนความเป็นเจ้านายในสมัยนั้น (รัชกาลที่ 6 ทรงมองว่าสิ่งเหล่านี้คือความชั่ว ถึงกับบันทึก เป็นหัวข้อช่ือ
“ความชัว่ ตา่ งๆ ของกรมหลวงประจกั ษ์” ในพระราชนิพนธ์ ประวตั ติ ้นรชั กาลท่ี 6) ทำใหก้ รมหลวง ประจักษ์ศิลปา
คมทรงถกู ลงโทษมิใหเ้ ข้าเฝา้ ฯ รชั กาลที่ 5 เป็นการส่วนพระองค์อีก ในโลกตะวนั ตก รอยย้ิมเรม่ิ ปรากฏให้เห็นมาก
ขึ้นในภาพถ่ายตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1920 หลังจากที่กล้องถ่ายภาพ ถือกำเนิดขึ้นมา 1 ศตวรรษ เมื่อการถ่ายภาพเร่ิม
แพร่หลายขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงและถ่ายได้ในทุกสถานการณ์ ความเป็นทางการและบรรยากาศขึงขังของการ
ถ่ายภาพในสตูดิโอเริ่มเสื่อมถอยลง ผู้คนเริ่มรู้สึกผ่อนคลายกับการ ถ่ายถาพมากขึ้น สังคมสยามก็เช่นเดียวกัน ใน
ภาพถ่ายตัง้ แตส่ มัยรชั กาลท่ี 6 เปน็ ตน้ มา เราจะเหน็ รอยยม้ิ มากขน้ึ ในภาพถ่าย
จากขา้ งต้น เราจะเห็นไดว้ ่า ในสมัยรชั กาลท่ี 6 การถ่ายภาพเริ่มมีความทันสมัยมากยิ่งขน้ึ เราจะเห็นได้ว่าได้
มีการใช้ไฟฟ้าในการถ่ายภาพ มีการปรับวิธีการถ่ายภาพ จากเดิมที่จะทำหน้าเคร่งขรึม มาเป็นการยิ้มให้มากขึ้น
และมีการตั้งรา้ นถ่ายภาพมากยิ่งข้ึน ซึ่งแสดงใหเ้ ห็นถงึ ยคุ สมยั เริม่ พัฒนา และวงการถ่ายภาพทีเ่ ริ่มเป็นที่นิยมมาก
ยงิ่ ข้ึน
21 พูน เกษจํารสั . (2521). ววิ ฒั นาการถายภาพในเมืองไทย. กรงุ เทพ ฯ : สารมวลชน .
บทสรุป
จากบทความ ความนิยมของการถ่ายภาพของประเทศไทย ในสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 6 ได้แสดงให้เห็น
ถึงวิวฒั นาการของกล้องถา่ ยภาพ ความนยิ มนิยมการถ่ายภาพในประเทศไทยในสมัยรัชกาลท่ี 3 – รัชกาลที่ 6 โดย
ในสมัยแรกของการเข้ามาของกล้องถ่ายภาพ ความนิยมของการถ่ายภาพยังไม่ค่อยเป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจาก
ยังคงมีความเช่ือเรื่องไสยศาสตร์กันมาตั้งแต่โบราณ แต่ก็ยังปรากฏใหเ้ หน็ ถึงการมีการส่งเครือ่ งบรรณาการ พร้อม
กบั ภาพถ่ายไปยังประมุของต่างประเทศ เพื่อเจรญิ สัมพนั ธไมตรี จนกระท่ังในสมัยรชั กาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระ
จอมเกล้าเจ้าอย่หู ัว พระองค์ทรงเป็นผู้ท่ีมคี วามคดิ กา้ วไกล พระองค์ทรงยอมฉายพระรปู ของพระองค์ กับพระมเหสี
ของพระองค์ ซึ่งเป็นสิง่ ทแ่ี สดงให้เห็นวา่ การถา่ ยภาพไม่ใช่เรื่องที่อันตรายอย่างทคี่ ดิ และในสมัยนั้น ไดม้ กี ารเข้ามา
ของอิทธพลของชาติตะวนั ตกกนั อยา่ งกว้างขวาง ทำให้ในสมัยนัน้ เร่มิ ท่ีการจดั ต้ังร้านถ่ายภาพทั้ง ร้านถ่ายภาพของ
บุคคลในประเทศและชาวต่างชาติ สมัยรัชกาลท่ี 5 เป็นสมัยทีม่ ีความรุ่งเรืองทางการถ่ายภาพเป็นอย่างมาก ซึ่งจะ
สามารถสังเกตไดจ้ ากการทไ่ี ดม้ ีการจัดตั้งการแข่งขันการะประกวดภาพถ่ายเกดิ ขน้ึ มกี ารจัดตัง้ รา้ นถ่ายภาพมากข้ึน
ในประเทศ อีกทั้งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 พระองค์เองก็มีความสนพระทัยในการ
ถ่ายภาพ จึงส่งผลให้พระองค์เป็นบิดาของการถ่ายภาพของประเทศไทย ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นสมัยที่การ
ถ่ายภาพเริ่มมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น จากการก้าวไกลของเทคโนโลยี ได้มีใช้กล้องถ่ายภาพจา กไฟฟ้า และได้
เปลี่ยนแปลงการถ่ายภาพ จากเดิมที่ไม่ยิ้มให้กล้อง ในสมัยนี้เราจะเห็นได้ว่าเริ่มมีรอยยิ้มปรากฎภายในภาพถ่าย
มากยิ่งขึ้น และเริ่มเป็นที่นิยมในประชาชนทั่วไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งต่างจากเดิมที่การถ่ายภาพนั้นเป็นสิ่งที่นิยมกันใน
กลุ่มราชวงศ์ หรอื ชนชน้ั สูงเพยี งเทา่ นั้น
การเปลี่ยนแปลงของแต่ละช่วงนั้นเราจะเห็นได้ว่าได้มีผลมาจากการที่เทคโนโลยีต่าง ๆ ได้เข้ามา อีกทั้งยัง
รวมไปถึงการเข้ามาของชนชาติตะวันตก ที่ได้นำวิทยาการเข้ามา และความเชื่อแบบสากลเข้ามาในประเทศ ทำให้
ในแต่ละช่วงจะการถ่ายภาพเริ่มที่ความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด มีความนิยมในการถ่ายภาพ จากเดิมที่เป็นที่
นิยมแค่ในกลุม่ ราชวงศ์ ขุนนางชนสูง กไ็ ดเ้ ร่มิ มีความนิยมเปน็ สู่ประชาชนมากยง่ิ ข้นึ ตามลำดับ
บรรณานกุ รม
กลุ่มc7ปวดหัวจำชื่อไม่ได้(2559) . พั ฒ น า ก า ร ถ่า ย รูปในประเทศไทย.สืบค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก
https://qilarsnow.wixsite.com/thaistudiesc7/blank-5
ชาธิป สุวรรณทอง (2559). ฉายาลักษณ์สยาม ระลึกอดีต มองปัจจุบัน ภาพถ่ายโบราณ. สืบค้น 25กรกฎาคม
2564, จาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/716110
โชติกา นุ่นชู (2563).เจ้าจอมเอิบ ช่างถ่ายรูปประจำพระราชสำนักในรัชกาลที่ 5. สืบค้น 1 สิงหาคม 2564, จาก
https://www.silpa-mag.com/history/article_34670
นักรบ มูลมานัส (2563). รอยย้มิ ท่ีหายไปในภาพถ่ายเก่าประวตั กิ ารถ่ายภาพของโลก.แหล่งท่ีมา:สบื ค้น 1 สิงหาคม
2564, จาก https://readthecloud.co/siamese-with-photography/
นายธนรัช สิริพิเดช . (2562). จากกระบวนการดาแกโรไทป์สู่ยุคที่เกินกว่าดิจิตอล (วิทยานิพนธ์
ป ร ิ ญ ญ า ม ห า บ ั ณ ฑ ิ ต ) . ม . ป . ท . : ม ห า ว ิ ท ย า ล ั ย ศ ิ ล ป า ก ร .ส ื บ ค ้ น จ า ก http://ithesis-
ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/2467/1/58006202.pdf
ประวัติศาสตร์ชาติไทย และข่าวสาร.(2559,3 มิถุนายน).“การถ่ายภาพได้เข้ามาในประเทศไทย
ครง้ั แรก” https://www.facebook.com/188583217968299/photos/
พงศา รวมทรัพย . (2550). ภาพถ ายบุคคลของไทยสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย ร (วิทยานิพนธ์
ปริญญามหาบัณฑิต). ม.ป.ท. : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ .สืบค้นจาก
http://thesis.swu.ac.th/swuthesis/Art_Ed/Pongsa_R.pdf
พนู เกษจํารัส. (2521). วิวัฒนาการถายภาพในเมืองไทย. กรงุ เทพ ฯ : สารมวลชน .
ศักดา ศิริพันธุ์กษัตริย์ & กล้อง: วิวัฒนาการการถ่ายภาพ ในประเทศไทย พ.ศ. 2388-2535.กรุงเทพฯ: ด่านสุท
ธาการพมิ พ์2535
ศูนย์ข้อมูลและการบริการ. (2559) . คู่มือการถ่ายภาพเพื่องานประชาสัมพันธ์.สืบค้น 20 กรกฎาคม 2564, จาก
http://pk.pnru.ac.th/qa/km/km_information.pdf?bid=111#:~:text=%22%E0%B8%81%E0%B8%B2
%E0%B8%A3%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0
%B8%9E%22%20Photography%20%E0%B8%AB%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A2,%E0%B8
%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5
%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0
%B8%9E%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%87
เศรษฐศาสตร์ อุปมายันต์(2556). ประวัติการถ่ายภาพของโลก.สืบค้น 10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-
photo2.blogspot.com/2013/11/blog-post.html
เศรษฐศาสตร์ อุปมายันต์ (2556). ประวัติการถ่ายภาพของไทย.10 สิงหาคม 2564, จาก http://basic-
photo2.blogspot.com/
สมาน เฉตระการ. (2548). การถ่ายภาพเบ้อื งต้น (พิมพค์รั้งท5ี่ 2). กรุงเทพฯ: เทคนคิ พรนิ้ ท์ต้งิ
เอนก นาวิกมูล (2564). ย้อนรอย “ร้านถ่ายรูป” ในอดีต ไม่ได้บริการแค่ถ่ายรูป ตั้งอยู่ที่ไหน ชื่ออะไรบ้าง?.สืบค้น
15 สิงหาคม 2564, จากhttps://www.silpa-mag.com/history/article_70902
เอนก นาวกิ มลู . (2541ก) . เลาเร่ืองถายรปู . กรงุ เทพ ฯ : สาํ นกั พมิ พแสงแดด .