=
ในยุคแห่งการแสวงหาข้อมูลความรู้เอกสารประกอบการเรียนรู้ของนักเรียนมีมากมายทั้งนี้เพราะ
เอกสารต่างๆ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างพื้นฐานการเรียนรู้ในอนาคต ครูจึงจัดทำเอกสารประกอบการ
เรียนนี้ขึ้นโดยได้หยิบยกเร่ืองราวต่างๆ ที่เป็นสาระความรู้มาผูกเรื่องราวเป็นการ์ตูนประกอบที่สนุกสนาน
เข้าใจง่าย นักเรียนจำได้ซึมซับสาระความรู้ด้วยความบันเทิง ทั้งยังเป็นการจุดประกายให้นักเรียนได้ใฝ่หา
ความรเู้ พ่ิมเตมิ เพอื่ เรยี กวา่ ชดุ การสอนประกอบการ์ตนู เร่อื งลิลิตตะเลงพา่ ย
การวิเคราะหว์ รรณคดีดา้ นวรรณศลิ ป์
สาระสำคญั
การวิเคราะห์ วิจารณ์และประเมินค่าเรื่องที่อ่าน เป็นกระบวนการทางความคิดที่ทำให้ผู้อ่าน
พินิจ พิจารณา ตีความ แสดงความคิดเห็นและประเมินค่าวรรณกรรมได้อย่างถูกต้อง โดยปราศจากอคติ
เราต้องศึกษาหลักการและฝึกทักษะการวิเคราะห์ วิจารณ์ และประเมินค่าเรื่องที่อ่านให้เกิดความชำนาญ
เพ่อื พัฒนากระบวนทางปัญญาและความคดิ ให้แตกฉานยงิ่ ข้นึ ตอ่ ไป
มาตรฐาน ท ๑.๑ ใชก้ ระบวนการอา่ นสร้างความรูแ้ ละความคิดไปใช้ตดิ สินใจแก้
มาตรฐาน ท ๕.๑ ปัญหาและสร้างวิสยั ทัศน์ในการดำเนนิ ชีวติ และมีนิสยั รักการอา่ น
เขา้ ใจและแสดงความคดิ เห็น วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอย่างเห็นคุณค่า
และนำมาประยกุ ต์ใช้ในชวี ิตจริง
ผลการเรยี นร้ทู คี่ าดหวัง
๑. นกั เรยี นวิเคราะหแ์ ละประเมินค่าวรรณคดเี รอ่ื ง ลิลติ ตะเลงพา่ ยได้
๒. นกั เรียนบอกคณุ ค่าของ ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย ในดา้ นตา่ งๆได้
๓. นกั เรียนวจิ ารณ์เรือ่ ง “ลลิ ติ ตะเลงพา่ ย” ได้
สาระการเรยี นรู้
๑. การวเิ คราะห์คณุ คา่ วรรณคดี
๒. การวิจารณว์ รรณคดี
เอกสารประกอบการเรียนเลม่ ท่ี ๗
เร่อื ง การวิเคราะหว์ รรณคดีด้านวรรณศลิ ป์
ผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวัง
ผลการเรียนท่ีคาดหวงั ของชุดการสอนประกอบการต์ ูน
เมื่อศึกษาชุดการสอนประกอบการต์ ูนแลว้ ผู้เรียนสามารถ
เขา้ ใจและแสดงความคิดเหน็ วิจารณว์ รรณคดีและวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็นคุณค่า
และนำมาประยุกตใ์ ชใ้ นชีวิตจริง
สาระสำคญั
การอ่านวรรณคดแี ต่ละเรอ่ื งจำเป็นอย่างยิง่ ท่จี ะต้องเรียนรปู้ ระวตั ิผ้แู ต่ง เพอื่ ใหเ้ ข้าถงึ แก่นของเรื่อง
แลว้ นำมาประกอบการวเิ คราะห์เหตกุ ารณ์เร่ืองราวภายในเรอ่ื งว่าผูแ้ ต่งตอ้ งการมุ่งเน้นไปในทิศทางใด
อีกทง้ั ยังเป็นการยกย่องช่ืนชมและรำลึกคุณงามความดคี วามรู้ความสามารถของผู้แต่งท่ไี ด้สร้างสรรค์มรดก
ทางภาษาไว้ให้คนรนุ่ หลังได้ศึกษา1เรียนรแู้ ละเกิดความภาคภูมใิ จในฝีมือคนไทย
มาตรฐาน ท ๔.๑ เข้าใจธรรมชาติของภาษาและหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและ
มาตรฐาน ท ๕.๑ พลงั ของภาษา ภูมิปญั ญาทางภาษา และรกั ษาภาษาไทยไวเ้ ปน็ สมบตั ิของชาติ
เข้าใจและแสดงความคิดเห็น วิจารณ์วรรณคดแี ละวรรณกรรมไทยอยา่ งเห็น
คุณค่าและนำมาประยุกตใ์ ช้ในชวี ติ จรงิ
๑. โครงเรื่อง ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งสมเด็จกรม
พระปรมานุชิตชิโนรสทรงนำมาจากประวัติศาสตร์ซึ่งมีขอบเขตกำหนดเนื้อหาไว้เพียงเรื่องการทำสงครามยุทธหัตถี
แต่เพื่อมิให้เนื้อเรื่องแห้งแล้งแล้วจึงทรงแทรกบทครวญ บทนิราศโดยผ่านบทบาทของพระมหาอุปราชา ดังนั้น
เรอื่ งลิลิตตะเลงพา่ ยจึงมีลักษณะอิงพงศาวดาร มิไดม้ ีขอ้ มูลตรงตามพงศาวดารเพียงอยา่ งเดียว มกี ารสรา้ งตัวละคร
และบทบาทตัวละครบทสนทนาทำใหเ้ รื่องน่าอ่าน เริ่มตอนพระมหาอุปราชาเสด็จไปล่ำลาสนม และการคร่ำครวญ
ถึงนางสนมขณะทรงเดินทัพ โครงเรื่องลิลิตตะเลงพ่ายจึงเป็นโครงเรื่องที่ผู้ทรงนิพนธก์ ำหนดขึ้นใหม่จากของเดิม
การให้บทบาทบุคคล เช่น สมเด็จพระวันรัต พระมหาอุปราชา พระเจ้าหงสาวดี ทำให้เรื่องลิลิตตะเลงพ่ายมี
ลกั ษณะคล้ายละคร และตัวละครก็มีข้อขัดแยง้ ภายในตัวด้วย เชน่ กำหนดให้ พระมหาอุปราชาต้องฝืนใจมารบอ
ยุธยา เพราะคำกล่าวปรามาสของพระบิดา เป็นต้น ดังนั้นผู้อ่านจึงเกิดความรู้สึกสะเทือนใจ เพราะรู้ว่าพระมหา
อุปราชาจะจ้องตัดสินพระชนม์ในการทำสงครามยุทธหัตถี แต่ผู้อ่าน จะเกิดความซาบซึ้งใจในการพรรณนาความ
และการใชโ้ วหารทางวรรณศิลป์
๒. กลวิธีการแต่ง สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงดำเนินเรื่องตามธรรมเนียมนิยมในการแต่ง
กล่าวคือ เริ่มด้วยบทสดุดี มีเนื้อเรื่องและตอนท้ายกล่าวสดุดีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช และจบด้วยการ
กลา่ วถึงจดุ มุง่ หมายของกวี บอกชื่อ ความเปน็ มาและคำอธฐิ านของพระองคท์ า่ น การนำเสนอเรือ่ ง พระองค์ไม่ได้
สอดแทรกคำวิพากษว์ จิ ารณใ์ ดๆลงไป คือไม่นำตวั ตนของกวไี ปแทรกในเรอื่ งเลย
การสร้างและให้บทบาทบุคคลในเรื่อง กวีมุ่งแสดงให้เห็นพรบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร
มหาราช จึงมีการแทรกเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ พระปรีชาสามารถในการใช้คำพูดโดยใช้หลักจิตวิทยาในการท้า
พระมหาอุปราชาออกรบ และความกล้าหาญ ดังนั้นบทบาทของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จึงเป็นดุจสมมติเทพ
และเป็นบุคคลตามอุดมคติเพราะจะทรงมีพระบรมเดชานุภาพมาก แต่พระองค์ก็มิได้ทรงเผด็จการทางความคิด
ในการทำสงครามก็ตรัสปรึกษาแม่ทัพนายกอง และพระองค์ก็ เป็นผู้ถือยึดมั่นในพระพุทธศาสนา เมื่อจะทรง
ลงโทษประหารทหารที่ติดตามพระองค์ไม่ทัน ก็จะให้รอพ้นวันพระเสียก่อน เป็นต้น และเมื่อได้ฟังคำขอ
พระราชทานอภัยโทษจาสกสมเดจ็ พระวันรัตก็พระราชทานอภัยโทษให้โดยไมม่ ีทฐิ ิ ทำให้พระเกียรติคณุ ของพระองค์
ปรากฏเดน่ ชัดยงิ่ ขนึ้
สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมปรมานุชิตชิโนรส ทรงนิพนธ์ขึ้นเนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองตึก
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ในสมัยพระบาทสมเดจ็ พระน่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวรชั กาลท่ี ๓ ซ่ึงมพี ระประสงค์จะให้
วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เป็นแหล่งการเรียนรู้สำหรับคนไทยทั่วไป และเพื่อยกยอพระเกียรติสมเด็จ
พระนเรศวรมหาราช
การวิเคราะห์คณุ ค่าด้านวรรณศิลป์
การวเิ คราะหค์ ุณค่าดา้ นวรรณศิลป์ คอื การพิจารณาศลิ ปะในการแตง่ หนังสอื ได้แก่
การพิจารณาวรรณคดีวา่ มคี วามไพเราะ อย่างไร สะท้อนใหเ้ ห็นคุณคา่ ในด้านใดบา้ ง ไมว่ ่าจะเปน็ นานการใช้
ภาษาและการใชข้ อ้ คดิ คตสิ อนใจ
๑) ใช้คำให้อารมณ์ความรู้สึกสะเทือนใจ ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และยอ
พระเกียรติพระมหากษัตริย์ ที่ทำให้ความรู้ดา้ นประวตั ิศาสตร์ตามพงศาวดาร ซึ่งเนื้อหาควรเป็นเร่ืองการรบ
ตลอดเร่อื ง และลลี าการแตง่ นา่ จะมลี กั ษณะลีลาการประพนั ธ์ทแี่ ขง็ กรา้ วแต่ลลิ ติ ตะเลงพา่ ยกลับแทรกลักษณะ
คร่ำครวญ อารัยอาวรณ์แบบนริ าศ เช่น
➢ ใหอ้ ารมณร์ กั เชน่ ตอนท่พี ระมหาอุปราชาลานางสนมและเดินทัพ เมือ่ เหน็ ส่ิงใดก็คิดถงึ นาง
อนั เปน็ ที่รัก ทำให้ผ้อู ่านเห็นใจในความรกั ของพระมหาอุปราชา เชน่
มาเดยี วเปล่ียวอกอ้า อายสู
สถติ อย่เู ออ้ งคด์ ู ละหอ้ ย
พศิ โพน้ พฤกษ์พบู บานเบิก ใจนา
พลางคะนึงนชุ นอ้ ย แนง่ เนอื้ นวลสงวน
ฯลฯ แหนงนอน ไพรฤๅ
สลัดไดใดสลัดนอ้ ง เศิกไสร้
เพราะเพือ่ มาราญรอน เสมอช่อื ไมน้ า
สละสละสมร แมน่ แม้นทรวงเรียม
นึกระกำนามไม้
ฯลฯ
สายหยุดหยุดกล่ินฟุง้ ยามสาย
สายบห่ ยุดเสน่ห์หาย หา่ งเศร้า
กี่คนื กวี่ นั วาย วางเทวษ ราแม่
ถวลิ ทกุ ขวบค่ำเช้า หยุดไดฉ้ นั ใด
ฯลฯ
➢ การใช้แสดงอารมณฉ์ นุ เฉียวของพระเจา้ หงสาวดีและให้ความรู้สึกเจบ็ ปวดอับอาย ท้อแท้ของพระมหา
อุปราชา เช่น ตอนพระมหาอุปราชาทูลพระเจ้าหงสาวดีว่ามีเคราะห์ไม่อยากไปรบ และถูกพระเจ้าหงสาวดี
ประชดวา่
…ฟังสารราชเอารส ธ กผ็ ะชดบัญชา เจา้ อยธุ ยามบี ตุ ร ลว้ นยงยุทธเชยี่ วชาญ หาญสศู้ ึก
บ่มิยอ่ ต่อศกึ บ่อมิหยอ่ น ไป่พกั วอนว่าใช้ ให้ ธ หวง ธ ห้าม แมเ้ จา้ คร้ามเคราะห์กาจ
จงอยา่ ยาตรยทุ ธนา เอาพสั ตราสตรี สรวมอนิ ทรีย์สร่างเคราะห์ ธ ตรัสเยาะเยย่ี งขลาด
องคอ์ ปุ ราชยินสาร แสนอัประมาณมาตย์มวล นวลพระพักตร์ผ่องเผือด เลอื ดสลดหมดคลำ้
ซำ้ กลมหมองมัว...
พระมหาอปุ ราชาครำ่ ครวญระหว่างเดนิ ทัพวา่ ใจเจ็บ ใจนา
อกโอ้
สงครามครานี้หนกั ผฝี าก พระเอย
เรยี มเร่งแหนงหนาวเหนบ็ ทีเ่ พล้ใครเผา
ลกู ตายฤใครเก็บ
ผจี กั เทง้ ทโ่ี พล้
➢ ใชค้ ำใหเ้ กดิ อารมณเ์ ศร้าสะเทือนใจ เมอื่ พระมหาราชาอุปราชาลาพระสนม
พระผาดผายสูห่ ้อง หาอนุชนวลนอ้ ง
หน่มุ หน้าพระสนม งามเสง่ยี มเฟืย้ มเฝ้า
เรยี มจักร้างรสแคล้ว
ปวงประนมนบเกล้า อยู่แม่อย่าละหอ้ ย
อยู่ถ้าทูลสนอง
กรตระกองกอดแกว้
คลาดเคล้าคลาสมร
จำใจจรจากสรอ้ ย
ห่อนช้าคืนสม แมแ่ ล
ฯลฯ
๒) ใช้คำเพื่อให้เห็นภาพ มีการใช้คำบรรยายให้เห็นภาพการนบอันสง่างามห้าวหาญ ความองอาจ
สามารถของสมเด็จพระนเรศวร คำท่ใี ช้แสดงให้เหน็ ภาพชัดเจน เชน่
หสั ดนิ ป่ินธเรศไท้ โททรง
คอื สมทิ ธมิ าตงค์ หนงึ่ อา้ ง
หน่ึงคอื ศริ เิ มขลม์ ง คลอาสน์ มารเอย
เศยี รส่ายหงายงาคว้าง ไขว่แคว้งแทงโถม
บำรู
สองโจมสองจู่จว้ ง เชิดดำ้
สองขตั ติยสองขอชู ไวว่อง นักนา
กระลึงกระลอกดู เข่นเข้ียวในสนาม
ควาญขับคชแขง่ ค้ำ เลอพิศ นาพ่อ
ไพจติ ร
งามสองสุรยิ ราชล้ำ รบราพณ์
พา่ งพชั รินทร อื่นไท้ไปเ่ ทยี ม
ศกึ สร้าง ฤๅรามเรมิ่ รณฤทธ์ิ
แลฤๅ ทุกเทศทุกทศิ อา้ ง
ช้างพระที่นั่งทรงสมเด็จพระนเรศวร กับช้างพระที่นั่งของพระมหาอุปราชาเหมือนกับช้างสมิทธิตงค์
ซง่ึ เป็นชา้ งของพระอนิ ทร์ กบั ช้างคีรีเมขลข์ องวสวัตตมี ารตา่ งก็ส่ายหัว หงายงาพร้อมทจ่ี ะต่อสู้
แมท่ ัพทั้งสองพระองค์ต่างไสชา้ งเขา้ รุกรบั ขบั เคี่ยวกัน ดแู คลว่ คลอ่ งว่องไวย่งิ นัก
แมท่ พั ท้ังสองมีทา่ ทอี งอาจ งดงามยิ่ง เหมอื นดงั การรบระหวา่ งพระอินทร์กับไพจติ ราสูรหรือเหมือน
ดงั พระรามตอ่ สกู้ ับทศกณั ฐ์ ดูสงา่ งามไมอ่ าจหาใครๆ มาเปรียบได้
➢ ใช้คำพรรณนาใหเ้ ห็นภาพเคล่ือนไหว เช่น
ดำเนนิ หนุนถนัดได้ เชงิ ชดิ
หนอ่ นเรนทรทิศ ตกดา้ ว
เสด็จวราฤทธ์ิ รำรอ่ น ขอแฮ
ฟอนฟาดแสงของ้าว อยูเ่ พย้ี งจกั รผนั
สยามมนิ ทร์
เบือ้ งน้ันนฤนาถผู้ ห่อนพ้อง
เบ่ียงพระมาลาผนิ ฤๅถูก องค์เอย
ศัสตราวธุ อรินทร์ ปดั ด้วยขอทรง
เพราะพระหตั ถห์ ากปอ้ ง
บดั มงคลพา่ ห์ไท้ ทวารัติ
แว้งเหวีย่ งเบยี่ งเศียรสะบัด ตกใต้
อุกคลุกพลุกเงยงดั คอคช เศกิ แฮ
เบนบ่ายหงายแหงนให้ ทว่ งท้อทีถอย
ในรณ
พลอยพลำ้ เพลยี ก ถา้ ทา่ น พา่ ยฟ้อน
บดั ราชฟาดแสงพล- เผด็จคู่ เขญ็ แฮ
พระเดชพระแสดงดล ขาดด้าวโดยขวา
ถนดั พระองั สางขอ้ น ยลสยบ
ท่าวดิน้
อรุ ารานร้าวแยก สงั เวช
เยนพระองคล์ งทบ สู่ฟา้ เสวยสวรรค์
เหนอื คอคชซอนซบ
วายชวิ าตมส์ ดุ สนิ้
ข้อความนี้แสดงภาพช่วงเป็นการรบที่คล่องแคล่วว่องไว รวดเร็ว คือ การรบ ดำเนินไปอย่าง
ติดพันกระชั้นชิด ช้างทรงสองเชือกต่างเอางางดั กันพัลวัน องค์พระมหาอุปราชาได้ทีใช้พระแสงของ้าวฟนั มา
อย่างรวดเร็วปานจักรผัน สมเด็จพระนเรศวรทรงเบี่ยงพระเศียรหลบทันพระแสงของ้าวจึงต้องพระมาลา
บนิ่ ไป แตม่ ิได้ต้องพระองค์ เพราะทรงใชพ้ ระแสงขอทรงปดั ออกได้ทัน
ชว่ งสุดทา้ ยของการรบ ช้างทรงของทัง้ สองพระองค์ต่างสะบัดวัดเหว่ียงกันไปมาผลัดเปล่ียนไปกันได้
ทีแต่ก็ไม่มีผู้ใดยอมแพ้ เมื่อช้างทรงของสมเด็จพระนเรศวรได้ล่าง พระมหาอุปราชาก็เพลี้ยงพล้ำ สมเ ด็จ
พระนเรศวรจงึ ฟนั พระมหาอปุ ราชาด้วยพระแสงของ้าว ขาดสายสะพานแลง่ ส้นิ พระชนม์ทันที สว่ นพระวรกาย
ของพระองคค์ อ่ ยๆ เอนลงซบเหนือคอชา้ ง
ความนี้นอกจากจะให้เห็นภาพการรบอันสง่างาม แคล่วคล่องว่องไวสมเป็นกษัตริย์ของทั้งสอง
พระองคแ์ ล้ว ช่วงสดุ ท้ายภาพการสิ้นพระชนม์ของพระมหาอุปราชาที่ค่อยๆเอนองคล์ งซบกับคอช้าง เป็นภาพ
ทหี่ ดหู่และสะเทือนใจ
➢ ใชโ้ วหารอุปมาอุปไมย (คำเปรียบเทียบ) เพอื่ ให้เห็นภาพชัดเจน เช่น
บญุ เจา้ จอมภพพ้นื แผน่ สยาม
แสยงพระยศยินขาม ขาดแกล้ว
พระฤทธด์ิ งั ฤทธิร์ าม รอนราพณ์ แลฤๅ
ราญอริราชแผ้ว แผกแพ้ทุกภาย
พลมาร
ไพรนิ ทรนาศเพี้ยง แต่ก้ี
พระดงั่ องคอ์ วตาร รอฤทธิ์ พระฤๅ
แสนเศิกห่อนหาญราญ ประลาตหล้าแหลง่ สถาน
ดาลตระดกเดชล้ี ไอยศูรย์ สรวงฤๅ
เด่นฟา้
เสร็จเสวยศวรรเยศอ้าง บานทวีป
เย็นพระยศปูนเดือน แหล่งล้วนสรรเสริญ
เกษมสุขส่องสมบูรณ์
สวา่ งทกุ ข์ทุกธเรศหลา้
ฯลฯ
คำเปรียบเทียบ ได้แก่ ดั่ง เพี้ยง ปูน พ่าง ฯลฯ โดยเปรียบเทียบว่าสมเด็จพระนเรศวรมีฤทธ์ิ
เหมือนพระรามยามต่อสู้กับพญามาร ข้าศึกศัตรูที่พ่ายแพ้ไปเหมือนดั่งพลมารสมเด็จพระนเรศวรคือองค์พระ
นารายณอ์ วตารลงมา พระองคเ์ หมือนดงั ดวงเดือนที่เด่นบนฟา้ ทำให้ประชาชนเปน็ สุขทวั่ หน้า ผู้คนจึงพากัน
แซซ่ อ้ งสดดุ ี
➢ รา่ ยนิยม ใช้คำสัน้ ๆ คำนอ้ ยแตก่ นิ ความมาก เชน่
ศรสี วัสดิเดชะ ชนะราชอรินทร์ ยินพระยศเกริกเกรยี ง เพียงพกแผ่นฟากฟ้า หล้าลม่ เล่ืองชัย
เชวง เกรงพระเกยี รติระยอ่ ฝ่อใจห้าวบมิหาญ ลาญใจแกล้วบมกิ ล้า บค้าอาตม์ออกรงค์ บคงอา
ตม์ออกฤทธ์ิ ทา้ วท่ัวทิศทั่วเทศ ไทท้ ุกเขตทุกดา้ ว น้าวมกฎุ มานบ น้อมพิภพมานอบ มอบบัวบาท
วบิ ุล อดุลยานภุ าพ ปราบดสั กรแกลนกลวั หัวหนั่ หายกายกลาด ดาษเต็มทง่ เตม็ ดอน พม่ามอญ
พา่ ยหนี ศรีอโยธยารมเยศ พเิ ศษสุขบำเทิง สำเริงราชสถาน สำราญราชสถิต พิพธิ โภคสมบตั ิ
พิพัฒนโ์ ภคสมบูรณ์ พนู พิภพดบั เขญ็ เย็นพิภพดับทกุ ข์ สนุกสบสีมา สำ่ เสนานอบเกล้า สำ่
สนมเฝ้าฝา่ ยใน สำ่ พลไกรเกริกหาญ ส่ำพลสารสินธพ สบศาสตราศรเพลิง เถลงิ พระเกียรติฟุ้ง
ฟ้า ลือตรลบแหลง่ หล้า โลกลว้ นสดดุ ี
เนื้อหาตอนที่กล่าวถึงพระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร ที่พระองค์สามารถเอาชนะข้าศึก
พระเกียรติยศขจรขจายแผ่ไปทุกทิศ กษตั ริยท์ กุ เมืองต่างสวามภิ ักด์ยิ อมเป็นเมอื งขึ้น กรุงศรีอยุธยาด้วยทรัพย์
สมบัติ ประชาชนเป็นสุขกนั ท่วั หนา้ พระเกียรติยศเลือ่ งลือทวั่ ไป
➢ การใช้คำสัน้ กระชบั เชน่
• ฝ่อใจห้าวบมิหาญ ลาญใจแกล้วบมิกล้า หมายความว่า คนที่เคยมีใจฮึกเหิมห้าวหาญใจก็ฝ่อลง
คนท่ีเคยกลา้ กห็ มดความกล้า
• บค้าอาตม์ออกรงค์ บคงอาตมอ์ อกฤทธ์ิ หมายความวา่ ศตั รตู ่างไมก่ ลา้ แสดงตนออกมารบด้วย
สว่ นผู้ที่กำลงั รบอยรู่ ู้ตัวว่ารบกบั ใครกก็ ลัวจนไม่สามารถยืนหยดั ตอ่ สู้ได้
• ศกึ มอญมาชิงควัน กันบ่ให้ไปออก บอกใหเ้ ต้าโดยตก ควรจกั ษย์ กไปยุทธ์ หมายความว่า
มีศึกมอญมาชิงตัดหน้าอย่างกะทันหัน ทำให้ไปรบเขมรซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกไม่ได้ จำต้อง
ออกไปรบทางทศิ ตะวนั ตก คอื รบกับพมา่ เสียกอ่ น
๓) ใช้คำมเี สยี งเสนาะ ดงั นี้
→ มีสมั ผัสในวรรครา่ ย ทงั้ สมั ผัสสระ และสัมผัสพยญั ชนะเกอื บทกุ วรรค
....ถับถึงโคกเผาเข้า พอยามเช้ายังสาย หมายประมาณโมงครบ ประทบทัพรามัญ ประทันทัพพม่า
ขับทวยกล้าเข้าแทง ขับทวยแขงเข้าฟัน สองฝ่ายยันยืนยุทธ์ อุดอึงโห่เอาฤกษ์ เอิกอึงโห่เอาชัย
สาดปืนไฟยะแย้ง แผลงปืนพิษยะยุ่ง พุ่งหอกใหญ่คะคว้าง ขว้างหอกชักคะไขว่ ไล่คะคลุกบุกบัน
เงื้อดาบฟนั ฉะฉาด ง่าง้าวฟาดฉะฉับ....
→ มีสัมผัสอกั ษรเดยี วกนั เกือบทั้งหมด เช่น เรยี มจกั รา้ งรสแคลว้
กรตระกองกอดแกว้ อยู่แม่อยา่ ละห้อย
คลาดเคล้าคลาสมร
จำใจจรจากสร้อย
ห่อนชา้ คืนสม แมแ่ ล
ฯลฯ
→ มีสมั ผัสสระแต่ละวรรคของโคลงแตล่ ะบาทคลา้ ยกลบท เช่น
ชาวสยามครา้ มเศกิ สน้ิ ทัง้ ผอง
นายและไพรไ่ ปป่ อง รบรา้
อพยพหลบหลีกมอง เอาเหตุ
ซุกซอ่ นห่อนให้ขา้ ศกึ ไดไ้ ปเปน็
→ มกี ารเล่นเสยี งวรรณยุกต์ เช่น แหนงนอน ไพรฤๅ
สลดั ไดใดสลัดน้อง เศิกไสร้
เสมอชื่อ ไมน้ า
เพราะเพอื่ มาราญรอน แมน่ แมน้ ทรวงเรียม ฯลฯ
สละสละสมร
นกึ ระกำนามไม้
→ มกี ารเลน่ คำ เล่นความ เชน่
ห้าวบมิหาญ แกล้วบมิกล้า น้าวมกุฏมานบ น้อมพิภพมานอบ มอบบัวบาทวิบุล
หมายความวา่ เจ้าเมอื งต่างๆพากนั มานอบน้อมสวามภิ ักด์ิ ยนิ ยอมเปน็ เมืองขึ้นของไทย
→ มีการพรรณนาใหไ้ ดย้ ินเสียง (สัทพจน)์ เชน่
เงือ้ ดาบฟันฉะฉาด งา่ งา้ วฟาดฉะฉับ...
๔) การวเิ คราะหค์ ณุ คา่ ดา้ นสงั คม
๔.๑) ใหค้ วามรู้ดา้ นอักษรศาสตร์ เก่ยี วกับภาษาบาลี สนั สกฤต ดงั น้ี
(๑) คำไวพจน์ คือ คำทีม่ คี วามหมายพ้องกนั ไดแ้ ก่
คำทห่ี มายถึงพระเจ้าแผน่ ดนิ เช่น กษัตรยิ ์ ขัตติยะ ธเรศ บัวบาท เปน็ ตน้
คำท่ีหมายถงึ ขา้ ศกึ เชน่ ดัสกร ไพรนิ ทร์ อรินทร์ รปิ ู ปัจจามิตร ปัจนกึ
คำทห่ี มายถึงสัตว์ เช่น ช้าง – สาร หัสดิน คช , ม้า – สนิ ธพ ,
จระเข้ – สุงสุมาร ,พยคั ฆ์ –เสือ เป็นต้น
(๒) การใชค้ ำแผลงในคำทม่ี ีความหมายเดียวกนั เชน่
แผลงสระ เช่น โอรส – เอารส , อรนิ ทร์ – อเรนทร์ ,
นรนิ ทร์ – นเรนทร์ , ทุ่ง – ท่ง , คงุ –คง , ทิ้ง –เท้ง , สงิ – สึง เปน็ ตน้
แผลงพยญั ชนะ เชน่ ภิญโญ – ภิยโย, สรรเสริญ – สรเสริญ,
กระพุม่ – กรรพุ่ม, ประชด – ผะชด, ไซร้ – ไสร,้ สะเทิน – สระเทิน, สะทก – สระทก,
ชอมุ่ – ชรอุม่ , ทะนง – ทระนง, ตลอด- ตรลอด, กลับ – กระลบั เป็นตน้
แผลงวรรณยกุ ต์ เช่น เพียง – เพี้ยง, พยหุ ์ – พยูห่ ,์ ว่าง – ว้าง เปน็ ต้น
(๓) การใช้คำ ศ เข้าลิลิต คือ มีอีศต่อท้าย เช่น ราวี – ราวิศ,บารมี– บารเมศ
บุร – บเุ รศ, รมยา – รมเยศ, ชยั –ชเยศ, อยุธยา – อยุธเยศ เปน็ ต้น
(๔) มกี ารใช้คำโบราณ คำโบราณที่ใชม้ ีความหมายที่ต่างจากปจั จบุ ัน เช่น
เพอ่ื ในความหมายวา่ เพราะ
เยียว ในความหมายวา่ บางที
หงึ ในความหมายว่า ช้า
สำ่ ในความหมายวา่ หมู่
สบ ในความหมายว่า ทุก
ทา่ ในความหมายว่า คอย
เยยี ในความหมายว่า ทำ
ฉาน ในความหมายว่า แตก
เตา้ ในความหมายว่า ไป
(๕) ได้รับความรเู้ กี่ยวกบั คำสมาสและความหมาย เชน่
ขตั ตยิ วงศ์ ความหมายว่า เช้อื สายกษตั รยิ ์
ชลมารค ความหมายวา่ ทางน้ำ
สถลมารค ความหมายวา่ ทางบก
ทวิชาติ ความหมายวา่ พราหมณ์
ทกั ษิณาวรรต ความหมายว่า เวยี นขวา
มหาวาตะ ความหมายว่า พายใุ หญ่
เศวตฉัตร ความหมายวา่ ฉตั รสีขาว
คคั นานต์ ความหมายวา่ ทอ้ งฟา้
สุภาภรณ์ ความหมายว่า อาภรณอ์ ันงดงาม
๔.๒) แสดงความรดู้ ้านการใช้หลักจิตวิทยา เช่น
➢ พระเจา้ หงสาวดตี รัสประชดเปรียบเทียบวา่ สฝู้ า่ ยอยุธยาไมไ่ ด้ เพราะพระโอรสของพระองค์เป็นคน
ขลาด ทำให้พระมหาอุปราชาทรงอับอาย และเกรงพระราชอาญาจึงเกิดขัตติยะมานะยอมกระทำตามพระราช
ประสงค์ของพระราชบิดา
➢ สมเดจ็ พระนเรศวรเม่ือตกอยูใ่ นวงลอ้ มของขา้ ศึก ไดใ้ ช้วาทศลิ ป์ กลา่ วเชญิ พระมหาอุปราชา มารบ
ตัวต่อตัว เพื่อเป็นเกียรติยศและศักดิศ์ รีของทัง้ สองพระองค์ สืบต่อไปภายหน้าจะไมม่ ีการรบที่กล้าหาญเย่ยี ง
นีอ้ กี
➢ ตอนทพี่ ระนเรศวรทรงพระพิโรธแม่ทัพนายกองท่ีตามเสด็จเขา้ สนามรบไม่ทนั จงึ ตรสั สั่งประหาร
ชีวิต สมเด็จพระวันรัต วัดป่าแก้วขอพระราชทานอภัยโทษ โดยยกเหตุผลว่าเป็นเพราะเทพยดาบันดาลให้
เป็นไป เพื่อให้พระองค์แสดงเดชานุภาพให้ปรากฏข้อความถูกพระทัยสมเด็จพระนเรศวรจึงพระราชทานอภัย
โทษให้ แตต่ ้องทำการศึกแก้ตัวโดยใหไ้ ปตเี มาะตะมะและตะนาวศรี
๔.๓) แสดงใหเ้ หน็ ขนบธรรมเนยี มในการศกึ
ขนบธรรมเนยี มในการศึกที่ปรากฏในเรอ่ื ง เช่น เม่อื พระมหาอปุ ราชาจะออกศกึ พระบิดาก็
อวยชยั ใหพ้ ร การสร้างขวญั กำลงั ใจแก่ทหาร และความเด็ดขาดในการรบ ความรเู้ กี่ยวกบั ตำราพิชัยสงคราม
การจดั ทพั การตง้ั ทพั และประเพณี พิธีกรรมเกี่ยวกบั สงคราม เช่น พธิ ีโขลนทวาร ตดั ไม่ข่มนาม เพ่อื เป็น
การสร้างขวญั กำลังใจ แกท่ หาร เปน็ ตน้
๔.๔) ใหค้ วามรดู้ ้านอน่ื ๆ เชน่
➢ ให้ความร้แู ละเหน็ สภาพเกี่ยวกบั ความคดิ ความเช่ือของบรรพบุรษุ ความเชอื่ เรื่องความฝัน เชอื่ เร่ือง
โชคลาง เช่ือคำทำนายทายทัก
➢ ใหค้ วามรเู้ กีย่ วกบั ประวัติศาสตร์การรบระหว่างไทยกบั พม่า เม่ือสมยั ส่รี อ้ ยกว่าปีทผ่ี า่ นมา