กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า การพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย และผู้ป่วยเฉพาะ contact us!+123-456-7890
คำนำ กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล มีหน้าที่ควบคุมความประพฤติของผู้ประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ ให้ปฏิบัติตนตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เพื่อดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพให้บริการแก่ สังคมอย่างปลอดภัยมีคุณภาพตามบทบาทหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด การปฏิบัติตามหลักจริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นสิ่งสำคัญที่สุดของผู้ประกอบ วิชาชีพทุกวิชาชีพ พยาบาลต้องตระหนักถึงสิทธิที่ผู้ป่วยทุกคนจะต้องได้รับการพยาบาลด้วยความยุติธรรมและ เสมอภาค กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล จึงได้จัดทำคู่มือ “แนวทางการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยและผู้ป่วย เฉพาะ” รวมทั้งได้นำความรู้เรื่องแนวทางการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วยและแนวทางการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วย ประเด็นสำคัญต่างๆและมีการสรุปเป็นแนวทางปฏิบัติเพื่อให้การปฏิบัติเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ตามที่สภา การพยาบาลได้ปรับปรุงขึ้นในปี 2558 อันจะนำมาซึ่งความเชื่อถือไว้วางใจ และลดข้อร้องเรียนของ ประชาชน กลุ่มภารกิจด้านการพยาบาล โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า สิงหาคม 2566
สารบัญ เนื้อหา หน้า หลักจริยธรรมสำหรับการส่งเสริมจริยธรรมในองค์กร 1 แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักจริยธรรม 3 1. แนวทางการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วย 3 2. แนวทางการเคารพเอกสิทธิ์ผู้ป่วย 11 3. แนวทางการเคารพสิทธิ์ผู้ป่วยเฉพาะและการตัดสินใจเชิงจริยธรรม 14 3.1 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยเด็ก 18 3.2 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยทำแท้ง 21 3.3 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ 25 3.4 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 28 3.5 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช 31 3.6 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลพระภิกษุสงฆ์ อาพาธ 34 3.7 การพิทักษ์สิทธิ์ในการดูแลหญิงตั้งครรภ์และผู้คลอด 36 หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข 37 สรุปแนวปฏิบัติการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยและผู้ป่วยเฉพาะ 39 อ้างอิง 44
๑ หลักจริยธรรมสำหรับการส่งเสริมจริยธรรมในองค์กร หลักจริยธรรมที่สำคัญสำหรับการส่งเสริมจริยธรรมในองค์การพยาบาลประกอบด้วย 1) การเคารพสิทธิ์ 2) การทำประโยชน์ 3) การไม่ทำอันตราย 4) ความยุติธรรม 5) การบอกความจริง 6) ความซื่อสัตย์ 1. การเคารพเอกสิทธิ์ (respect for autonomy) เอกสิทธิ์หรือความเป็นอิสระหมายถึง การมีความเป็นส่วนตัว มีสิทธิในการปกครองตนเอง และมี อิสรภาพในการกระทำตามความปรารถนาของตน หลักการเคารพเอกสิทธิ์ครอบคลุมทั้งการตัดสินใจและการ กระทำ ลักษณะของการตัดสินใจอย่างอิสระประกอบด้วย 1) การตัดสินใจบนพื้นฐานของคุณค่าและความเชื่อ ของตน 2) การตัดสินใจโดยมีข้อมูลที่ถูกต้องและเพียงพอ และ 3) การตัดสินใจโดยอิสระจากการถูกบังคับ ส่วนลักษณะของการกระทำอย่างอิสระประกอบด้วย 1) การกระทำด้วยความตั้งใจ 2) การกระทำด้วยความ เข้าใจ และ3) การกระทำโดยไม่มีอิทธิพลใดๆมาควบคุม การกระทำของพยาบาลที่แสดงถึงการเคารพเอก สิทธิ์ของผู้ป่วย เช่น การที่พยาบาลให้ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับสุขภาพของผู้ป่วย ให้อิสระกับผู้ป่วยในการตัดสินใจ หรือการกระทำตามคุณค่าหรือความเชื่อของผู้ป่วยเอง และยอมรับการตัดสินใจของผู้ป่วยไม่ว่าพยาบาลจะเห็น ด้วยหรือไม่ก็ตาม เช่น การที่ผู้ป่วยตัดสินใจไม่รับการรักษาที่ยืดชีวิต การไม่ทำหมัน การกลับไปรักษาที่บ้าน ด้วยความรู้ความเข้าใจต่อผลของการตัดสินใจนั้น 2. การทำประโยชน์ (bendficence) การทำประโยชน์ หมายถึง การทำสิ่งที่ดีและเป็นประโยชน์กับ บุคคลอื่น เป็นการกระทำที่บ่งบอกถึงความรักความเมตตากรุณา เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นหลักจริยธรรมข้อนี้ อยู่บนหลักการสำคัญ 2 ประการคือ 1) การทำในสิ่งที่ดี และเป็นประโยชน์ต่อบุคคลอื่น ซึ่งประกอบด้วย การ ป้องกันอันตราย การขจัดอันตราย และการส่งเสริมในสิ่งที่ดี และ 2) การสมดุลระหว่างประโยชน์ที่จะเกิด ขึ้นกับผู้ป่วย และอันตรายที่พยาบาลจะได้รับต่อเนื่องจากพยาบาลมีพันธะหน้าที่สำคัญในการปฏิบัติการ พยาบาลเพื่อประโยชน์ต่อผู้รับบริการ โดยมีบทบาทด้านการสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและความเจ็บป่วย การดูแลแบบองค์รวม การบรรเทาความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมาน และการฟื้นฟูสภาพ ในขณะเดียวกัน พยาบาลก็มีพันธะหน้าที่ที่จะปกป้องตนเองจากอันตรายที่อาจเกิดจากการปฏิบัติการพยาบาล 3. การไม่ทำอันตราย (non-maleficence) หลักการไม่ทำอันตราย หมายถึง การกระทำที่ไม่นำสิ่งเลวร้ายหรืออันตรายมาสู่บุคคลอื่น ทั้งทางด้าน ร่างกาย จิตใจและวิญญาณ ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม รวมทั้งการไม่ทำให้ผู้อื่นเสี่ยงต่ออันตราย
๒ กฎเกณฑ์เกี่ยวกับการไม่ทำอันตรายผู้อื่น ประกอบด้วย ไม่ฆ่า ไม่ทำให้เจ็บปวด ไม่ทำให้ไร้ ความสามารถ ไม่ทำให้ปราศจากความสุข และไม่จำกัดอิสรภาพ ตัวอย่างการกระทำที่ผิดหลักจริยธรรมด้าน การไม่ทำอันตรายในการปฏิบัติการพยาบาล เช่น การฉีดยาผิด การใช้คำพูดที่ทำให้ผู้ป่วยเครียด กลัว เป็นต้น 4. ความยุติธรรม (justice) ความยุติธรรม หมายถึง การปฏิบัติด้วยความเสมอภาคหรือเท่าเทียมกัน ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับ บริการสุขภาพที่เท่าเทียมกัน การกระทำของพยาบาลบนพื้นฐานหลักความยุติธรรมคือการให้การพยาบาล ผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่คำนึงถึงเพศ เชื้อชาติ ศาสนา สถานภาพสมรส การวินิจฉัยโรค หรือ สถานะทางสังคม เช่น การให้บริการแก่ผู้ไร้สัญชาติจะต้องเท่าเทียมกับการให้บริการแก่ผู้รับบริการที่เป็นคน ไทย การดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีด้วยมาตรฐานเดียวกันกับการดูแลผู้ป่วยอื่นๆ เป็นต้น 5. การบอกความจริง (veracity or truth telling) บุคคลทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับรู้ความจริง ไม่ถูกโกหกหลอกลวง ดังนั้น บุคคลจึงมีหน้าที่ที่ต้องพูดความ จริงต่อกัน และไม่โกหกหลอกลวงผู้อื่น ทั้งคำพูด และการกระทำ เช่น การไม่พูดเท็จ การไม่ปลอมแปลง เอกสาร การเขียนบันทึกที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นต้น การบอกความจริงเป็นความจำเป็นพื้นฐานสำหรับ การสื่อสารและการสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล ในการดูแลผู้ป่วย การที่พยาบาลบอกความจริงกับผู้ป่วยจะส่งผลดีต่อผู้ป่วย ดังนี้ 1) ช่วยส่งเสริมการ ปรับตัวของผู้ป่วย 2) ผู้ป่วยได้รับข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ 3) ผู้ป่วยได้รับการเคารพในศักดิ์ศรีของ ตนเอง และ 4) ผู้ป่วยเกิดความเชื่อถือไว้วางใจพยาบาล มีสัมพันธภาพที่ดีกับพยาบาล และ เกิดทัศนคติที่ดีต่อ พยาบาล ๖. ความซื่อสัตย์(fidelity) หลักความซื่อสัตย์ ครอบคลุมถึง การรักษาสัญญา (promise keeping) และการปกปิดความลับ (maintaining confidentiality) พยาบาลมีพันธะหน้าที่ที่จะต้องรักษาสัญญาและปกปิดความลับของผู้ป่วย การที่พยาบาลรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับผู้ป่วยจะทำให้ผู้ป่วยเกิดความไว้วางใจ เช่น การให้การพยาบาลหรือให้ ความช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้ แสดงถึงความซื่อสัตย์ของพยาบาล จะทำให้ผู้ป่วยเกิดความเชื่อถือไว้วางใจต่อ พยาบาล ข้อมูลของผู้ป่วย โดยเฉพาะข้อมูลที่เป็นอันตรายหรือหน้าอับอาย เช่น การติดเชื้อเอชไอวี การเจ็บป่วยทางจิต การถูกข่มขืน เป็นต้น จะนำไปเปิดเผยได้เฉพาะกับบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแล ผู้ป่วยเท่านั้น พยาบาลที่ได้รับข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ป่วยจะถูกคาดหวังจากผู้ป่วยว่าพยาบาลจะรักษา สัญญา
๓ แนวทางการปฏิบัติการพยาบาลตามหลักจริยธรรม 1. แนวทางการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วย เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ.2558 แพทยสภา สภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตแพทย สภา สภากายภาพบำบัด สภาเทคนิคการแพทย์ และ คณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ ได้ร่วมกันออก ประกาศรับรองสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุด และผู้ป่วยตระหนักถึง ความสำคัญของการให้ความร่วมมือกับผู้ประกอบวิชาชีพในการดูแลสุขภาพของผู้ป่วย โดยมีรายละเอียดของ สิทธิของผู้ป่วย ความสอดคล้องของสิทธิกับกฎหมาย ข้อบังคับของสภาการพยาบาล และจรรยาบรรณวิชาชีพ การพยาบาล รวมถึงการปฏิบัติของพยาบาลตามสิทธิแต่ละข้อ ดังต่อไปนี้ สิทธิข้อที่ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะได้รับการรักษาพยาบาลและการดูแลด้านสุขภาพตาม มาตรฐานวิชาชีพจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 1 กับกฎหมาย ข้อบังคับของสภาการพยาบาล และ จรรยาบรรณวิชาชีพ สิทธิผู้ป่วยข้อนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพคน ไทย คือ ส่วนที่ 9 สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ ในมาตรา 51 ที่ว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่เหมาะสม และได้มาตรฐาน และผู้ ยากไร้มีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานบริการสาธารณสุขของรัฐโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการบริการสาธารณสุขจากรัฐ ซึ่งต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ บุคคลย่อมมีสิทธิได้รับการป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตรายจากรัฐอย่างเหมาะสม โดยไม่เสีย ค่าใช้จ่ายและทันต่อเหตุการณ์” จะเห็นว่าสิทธิผู้ป่วยข้อนี้ ประกอบด้วยสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพการพยาบาลโดยตรง ซึ่ง สอดคล้องกับข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หมวด 2 การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ส่วนที่ 1 การปฏิบัติต่อผู้ป่วย หรือผู้รับบริการ ข้อ 7 ซึ่งกำหนดว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพต้องรักษามาตรฐานของวิชาชีพตามที่สภาการ พยาบาลประกาศกำหนดโดยไม่เรียกร้องสินจ้างรางวัลพิเศษนอกเหนือจากค่าบริการที่ควรได้รับตามปกติ” นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล พ.ศ. 2546 ข้อ 1 และ ข้อ 5 โดย ข้อ 1 กำหนดว่า “พยาบาลรับผิดชอบต่อประชาชนผู้ต้องการการพยาบาลและบริการสุขภาพ ทั้งต่อปัจเจก บุคคล ครอบครัว ชุมชน และระดับประเทศในการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันความเจ็บป่วย การฟื้นฟู สุขภาพและการบรรเทาความทุกข์ทรมาน” และ ข้อ 5 กำหนดว่า “พยาบาลประกอบวิชาชีพโดยมุ่งความ เป็นเลิศ กล่าวคือ ปฏิบัติการพยาบาลโดยมีความรู้ในการกระทำและสามารถอธิบายเหตุผลได้ในทุกกรณี พัฒนาความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง รักษาสมรรถภาพในการทำงาน ประเมินผลงานและประกอบ วิชาชีพทุกด้านด้วยมาตรฐานสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้” สิทธิผู้ป่วยข้อนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี 2550 ส่วนที่ 2 ความเสมอภาค มาตรา 30 ที่ว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชาย
๔ และหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่น กำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางร่างกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทาง เศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อ บทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ จะกระทำไม่ได้” จากรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ดังกล่าว พยาบาลต้องตระหนักถึงสิทธิที่ผู้ป่วยทุกคนจะต้องได้รับการ พยาบาลด้วยความยุติธรรมและเสมอภาค ดังที่ข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่ง วิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หมวด 1 บททั่วไป ข้อ 5 กำหนดไว้ว่า “ผู้ประกอบ วิชาชีพ ย่อมประกอบวิชาชีพด้วยเจตนาดี โดยไม่คำนึงถึงฐานะ เชื้อชาติ ศาสนา สังคม หรือลัทธิการเมือง” นอกจากนี้จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล พ.ศ. 2546 ข้อ 4 ก็มีข้อกำหนดให้พยาบาลดูแล ผู้ป่วยด้วยความยุติธรรมและเสมอภาค ดังข้อความที่ว่า “พยาบาลยึดหลักความยุติธรรมและความเสมอภาค ในสังคมมนุษย์ กล่าวคือร่วมดำเนินการเพื่อช่วยให้ประชาชนที่ต้องการบริการสุขภาพ ได้รับความช่วยเหลือที่ เหมาะสมกับความต้องการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ด้วยความเคารพในคุณค่าของชีวิต ศักดิ์ศรี และสิทธิ ในการมีความสุขของบุคคลอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่จำกัดด้วยชั้น วรรณะ เชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ เพศ วัย กิตติศัพท์ ชื่อเสียง สถานภาพในสังคมและโรคที่เป็น” แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 1 1. ให้การพยาบาลที่ครอบคลุมกาย จิต สังคม ตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและ การผดุงครรภ์ 2. ให้การพยาบาลที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ โดยครอบคลุมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกัน และควบคุมโรค การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟูสภาพ 3. ดูแลให้ผู้ป่วยได้รับสิทธิค่ารักษาพยาบาลตามสิทธิที่พึงได้รับ และให้ความช่วยเหลือตามความ เหมาะสมในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเรื่องสิทธิค่ารักษาพยาบาล 4. ดูแลผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าผู้ป่วยจะนับถือศาสนา มีความเชื่อ หรือ วัฒนธรรมใด ไม่คำนึงถึงอายุ เพศ ฐานะ หรือสถานะทางสังคม 5. ไม่ละเลย ละทิ้ง หรือแสดงความรังเกียจทั้งด้วยสีหน้า ท่าทาง และกิริยา วาจา ต่อผู้ป่วยที่ เป็นโรคติดต่อหรือโรคที่สังคมไม่ยอมรับ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ เป็นต้น 6. ไม่ละเลย หรือละทิ้งการดูแลผู้ป่วยที่หมดหวังจากการรักษา รวมทั้งผู้ป่วยที่มีความคิด ความ เชื่อ หรือเจตคติต่างจากพยาบาลผู้ดูแล สิทธิข้อที่ 2 ผู้ป่วยที่ขอรับบริการด้านสุขภาพ มีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอเกี่ยวกับ การเจ็บป่วย การตรวจ การรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจ การรักษาจากผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอม หรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่ในกรณีฉุกเฉิน อันจำเป็นเร่งด่วนและ เป็นอันตรายต่อชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 2 กับกฎหมาย ข้อบังคับของสภาการพยาบาล และจรรยาบรรณ วิชาชีพ
๕ สิทธิผู้ป่วยข้อนี้ให้ความสำคัญของการให้ข้อมูลด้านสุขภาพอย่างเพียงพอที่ผู้ป่วยจะใช้ในการตัดสินใจ ซึ่ง สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 1 สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ มาตรา 8 ที่ว่า “บุคลากรด้านสาธารณสุขต้องแจ้งข้อมูลด้านสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการ ให้ผู้รับบริการทราบ อย่าง เพียงพอที่ผู้รับบริการจะใช้ประกอบการตัดสินใจในการรับหรือไม่รับบริการใด และในกรณีที่ผู้รับบริการ ปฏิเสธไม่รับบริการใด จะให้บริการนั้นไม่ได้” ข้อบังคับสภาการพยาบาลที่สนับสนุนสิทธิผู้ป่วยข้อนี้ คือ ข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษา จริยธรรมแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หมวด 2 การประกอบวิชาชีพการ พยาบาลและการผดุงครรภ์ ส่วนที่ 1 การปฏิบัติต่อผู้ป่วยหรือผู้รับบริการข้อ 10 ที่ว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องปฏิบัติต่อผู้ป่วยหรือผู้รับบริการโดยสุภาพและปราศจากการบังคับขู่เข็ญ” ซึ่งหมายถึงผู้ป่วยมีสิทธิที่จะ ตัดสินใจด้วยตัวเอง โดยไม่ถูกบังคับหรือขู่เข็ญจากพยาบาลให้ตัดสินใจตามที่พยาบาลต้องการ สิทธิผู้ป่วยข้อนี้สะท้อนว่าผู้ป่วยมีสิทธิในการตัดสินใจด้วยตัวเองโดยอิสระ ซึ่งพยาบาลจะต้องให้ความ เคารพในศักดิศรีของผู้ป่วย ดังที่ จรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล พ.ศ. 2546 ข้อ 3 กำหนดว่า “พยาบาลมีปฏิสัมพันธ์ทางวิชาชีพกับผู้รับบริการ ผู้ร่วมงาน และประชาชน ด้วยความเคารพในศักดิ์ศรี และสิทธิมนุษยชนของบุคคล ทั้งในความเป็นมนุษย์ สิทธิในชีวิต และสิทธิในเสรีภาพเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว การพูด การแสดงความคิดเห็น การมีความรู้ การตัดสินใจ ค่านิยม ความแตกต่างทางวัฒนธรรม และ ความเชื่อทางศาสนา ตลอดจนสิทธิทางศาสนา สิทธิในความเป็นเจ้าของ และความเป็นส่วนตัวของบุคคล” แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 2 1. ให้ข้อมูลด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การรักษา การพยาบาล การทำหัตถการ และ ยาที่ได้รับแก่ผู้ป่วยและครอบครัวในขอบเขตของวิชาชีพ 2. ซักถามผู้ป่วยถึงความเข้าใจในข้อมูลที่ได้รับจากผู้ประกอบวิชาชีพ 3. ให้โอกาสผู้ป่วยแสดงความเห็นและเข้าร่วมปรึกษากับทีมสุขภาพก่อนที่จะตัดสินใจเลือกวิธีการ รักษา 4. ให้โอกาสผู้ป่วยเลือกรูปแบบหรือวิธีการพยาบาลโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากผู้ ประกอบวิชาชีพ 5. เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยซักถามก่อนให้ผู้ป่วยลงนามยินยอมรับการรักษาหรือการทำหัตถการ 6. รับฟังปัญหา ความคิดเห็น ความต้องการ และตอบข้อซักถามของผู้ป่วยด้วยความเต็มใจ 7. อธิบายให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้งก่อนให้การรักษาพยาบาล 8. ให้การพยาบาลแก่ผู้ป่วยภายหลังผู้ป่วยแสดงความยินยอม สิทธิข้อที่ 3 ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือรีบด่วนจากผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพโดยทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือ หรือไม่ ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 3 กับกฎหมาย ข้อบังคับของสภาการพยาบาล และจรรยาบรรณ วิชาชีพ
๖ สิทธิผู้ป่วยข้อนี้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติกฎหมายอาญา มาตรา 374 ที่ว่า “ผู้ใดเห็นผู้อื่นตกอยู่ ในภยันตรายแห่งชีวิต ซึ่งตนอาจช่วยได้โดยไม่ควรกลัวอันตรายแก่ตนหรือผู้อื่น แต่ไม่ช่วยตามความจำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” (แสวง, 2545) ซึ่ง เมื่อวิเคราะห์ถึงบริบทของการดูแลสุขภาพ ผู้ประกอบวิชาชีพไม่มีสิทธิปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต และการช่วยเหลือนั้นอยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ สำหรับวิชาชีพการพยาบาล สภาการพยาบาลได้ออกข้อบังคับที่สนับสนุนสิทธิผู้ป่วยข้อนี้ คือ ข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หมวด 2 การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ส่วนที่ 1 การปฏิบัติต่อผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ ข้อที่ 16 ที่ว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วย เมื่อ ได้รับคำร้องขอ และตนอยู่ในฐานะที่จะช่วยได้” และสอดคล้องกับจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาล พ.ศ. 2546 ข้อ 6 ที่ว่า “พยาบาลพึงป้องกันอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของผู้รับบริการ” จากข้อบังคับสภา การพยาบาล และจรรยาบรรณวิชาชีพการพยาบาลดังกล่าว พยาบาลจะต้องช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต โดยต้องรีบให้การช่วยเหลือโดยทันทีเมื่ออยู่ในฐานะที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ ไม่ ว่าจะได้รับการร้องขอหรือไม่ร้องขอจากผู้ป่วยหรือครอบครัวก็ตาม แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 3 1. ให้การช่วยเหลือทันทีที่พบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต ไม่ว่าผู้ป่วยจะร้องขอหรือไม่ ก็ตาม ทั้งนี้การช่วยเหลือต้องคำนึงถึงความจำเป็นที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างแท้จริง 2. จัดเตรียมอุปกรณ์การช่วยเหลือชีวิตไว้ในหน่วยงาน ให้เพียงพอและพร้อมใช้อยู่เสมอ 3. พัฒนาทักษะในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต และทักษะการช่วยฟื้นคืน ชีพอย่างสม่ำเสมอ 4. ทบทวนปรับปรุงหรือมีส่วนร่วมในการทบทวนปรับปรุงขั้นตอนวิธีการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ใน ภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตอย่างสม่ำเสมอ สำหรับใช้เป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ สิทธิข้อที่ 4 ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบชื่อ สกุล และวิชาชีพของผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตน เนื่องจากผู้ให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยในสถานบริการทางสุขภาพใดๆ ประกอบด้วย บุคลากรหลาย สาขาวิชาชีพ ซึ่งแต่ละวิชาชีพมีขอบเขตหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกัน การให้ผู้ป่วยได้รับทราบชื่อ สกุล และวิชาชีพที่ชัดเจน จะทำให้ผู้ป่วยมีการรับรู้ที่ถูกต้องต่อผู้ให้บริการแต่ละคน รวมทั้งมีความคาดหวังที่ตรงกับ ขอบเขตหน้าที่ของวิชาชีพของผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตน ดังนั้นพยาบาลจะต้องแนะนำชื่อ นามสกุล และ วิชาชีพของตนให้กับผู้ป่วยทุกคนที่อยู่ในความดูแล แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 4 1. ติดบัตร แสดงป้ายชื่อ สกุล และตำแหน่งให้มองเห็นชัดเจนและอ่านง่าย 2. แนะนำตนเองแก่ผู้ป่วยและญาติในการพบกันครั้งแรก
๗ สิทธิข้อที่ 5 ผู้ป่วยมีสิทธิขอความเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นที่มิได้เป็นผู้ให้บริการแก่ตน และมีสิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพหรือเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ ทั้งนี้เป็นไปตาม หลักเกณฑ์ของสิทธิการรักษาของผู้ป่วยที่มีอยู่ สิทธิผู้ป่วยข้อนี้ สะท้อนถึงอิสระของผู้ป่วยที่จะขอความเห็นเกี่ยวกับสุขภาพของตนเองและการ รักษาพยาบาลจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่นที่ไม่ได้ให้บริการสุขภาพแก่ผู้ป่วยในขณะนั้น โดยผู้ป่วย สามารถแสวงหาผู้เชี่ยวชาญอื่นที่ผู้ป่วยเชื่อถือว่าจะให้ความเห็นหรือให้การดูแลด้านสุขภาพที่ตรงกับความ ต้องการของตน และผู้ป่วยมีสิทธิในการตัดสินใจโดยอิสระในการขอเปลี่ยนผู้ให้บริการและสถานพยาบาลได้ ตามความต้องการ แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 5 1. ประสานงานกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เมื่อผู้ป่วยและครอบครัวแจ้งความประสงค์ที่จะขอความคิดเห็นจาก ผู้ประกอบวิชาชีพอื่นที่ไม่ได้เป็นผู้ทำการรักษาผู้ป่วยขณะนั้น 2. ประสานกับแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว ในการ ขอเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ให้บริการและสถานบริการ 3. อำนวยความสะดวกให้ผู้ป่วยและครอบครัวในการขอความคิดเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพอื่น รวมทั้งการขอเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพที่ให้บริการและสถานบริการ 4. กรณีที่ไม่สามารถดำเนินการตามที่ผู้ป่วยต้องการได้ ต้องให้ข้อมูลและอธิบายให้ผู้ป่วยและ ครอบครัวเข้าใจเหตุผลและความจำเป็น สิทธิข้อที่ 6 ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง เว้นแต่ผู้ป่วยจะให้ความยินยอมหรือเป็นการ ปฏิบัติตามหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อประโยชน์โดยตรงของผู้ป่วยหรือตามกฎหมาย ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 6 กับกฎหมาย และข้อบังคับของสภาการพยาบาล สิทธิผู้ป่วยข้อนี้ให้ความสำคัญของการปกปิดความลับของข้อมูลผู้ป่วย ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 1 สิทธิและหน้าที่ด้านสุขภาพ มาตรา 7 ที่ว่า “ข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคล เป็นความลับส่วนบุคคล ผู้ใดจะนำไปเปิดเผยในประการที่น่าจะทำให้บุคคลนั้น เสียหายไม่ได้ เว้นแต่การเปิดเผยนั้นเป็นไปตามความประสงค์ของบุคคลนั้นโดยตรง หรือมีกฎหมายเฉพาะ บัญญัติให้ต้องเปิดเผย แต่ไม่ว่าในกรณีใด ๆ ผู้ใดจะอาศัยอำนาจหรือสิทธิตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสาร ของราชการหรือกฎหมายอื่นเพื่อขอเอกสารเกี่ยวกับข้อมูลด้านสุขภาพของบุคคลที่ไม่ใช่ของตนไม่ได้” และ สอดคล้องกับข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 หมวด 2 การประกอบวิชาชีพการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ส่วนที่ 1 การปฏิบัติต่อผู้ป่วย หรือผู้รับบริการข้อ 15 ที่ว่า “ผู้ประกอบวิชาชีพต้องไม่เปิดเผยความลับของผู้ป่วยหรือผู้รับบริการซึ่งตน ทราบมา เนื่องจากการประกอบวิชาชีพ เว้นแต่ด้วยความยินยอมของผู้ป่วยหรือผู้รับบริการ หรือเมื่อต้อง ปฏิบัติตามกฎหมายหรือตามหน้าที่” ดังนั้นพยาบาลไม่สามารถนำข้อมูลของผู้ป่วยไปเปิดเผยให้ผู้อื่นได้ หาก ผู้ป่วยไม่ยินยอม หรือไม่มีเหตุผลอื่นที่สำคัญกว่า เช่น การปฏิบัติตามกฎหมาย หรือตามหน้าที่ในการปกป้อง อันตรายให้กับบุคคลอื่น หรือสาธารณะ หากละเมิดสิทธิผู้ป่วยในข้อนี้จะได้รับโทษตามประมวลกฎหมาย มาตรา 323 ที่ว่า “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่โดยเหตุที่ ประกอบวิชาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกรคนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชี หรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นใน
๘ ประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ผู้ได้รับการศึกษา อบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรกเปิดเผยความลับของผู้อื่นอันตนได้ ล่วงรู้มา หรือได้จากการศึกษา อบรมนั้น ในประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษ เช่นเดียวกัน” แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 6 1. ไม่นำข้อมูลของผู้ป่วยไปเปิดเผยให้กับผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วย เว้นแต่จะได้รับ ความยินยอมจากผู้ป่วย หรือเมื่อต้องปฏิบัติตามกฎหมาย 2. ในขณะปฏิบัติงาน ระมัดระวังการพูดถึงข้อมูลที่เป็นความลับของผู้ป่วย เพื่อไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้อง ได้รับทราบ 3. ไม่นำเรื่องของผู้ป่วยมาถกเถียงหรือวิจารณ์ให้ผู้อื่นได้ยิน โดยเฉพาะในที่สาธารณะ 4. ให้คำปรึกษาหรือพูดคุยกับผู้ป่วยเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นความลับในสถานที่ที่เป็นส่วนตัว 5. ไม่เขียนชื่อผู้ป่วย และชื่อโรคของผู้ป่วยไว้ในที่เปิดเผย 6. อภิปรายข้อมูลผู้ป่วยเฉพาะผู้ร่วมทีมสุขภาพและเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล เท่านั้น 7. ไม่ให้ข้อมูลผู้ป่วยทางโทรศัพท์แก่ผู้อื่น เว้นแต่จะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วย 8. จัดเก็บรายงาน หรือแฟ้มประวัติผู้ป่วยไว้เป็นสัดส่วน ไม่ให้ผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าถึงข้อมูลได้ 9. ไม่สืบค้นข้อมูลของผู้ป่วยที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของตนเอง สิทธิข้อที่ 7 ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วนในการตัดสินใจเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการเป็น ผู้เข้าร่วมหรือผู้ถูกทดลองในการทำวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 7 กับกฎหมาย และข้อบังคับของสภาพการพยาบาล สิทธิผู้ป่วยข้อนี้เป็นการให้สิทธิแก่ผู้ป่วยเมื่อต้องตัดสินใจว่าเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการวิจัยของผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หมวด 1 สิทธิ และหน้าที่ด้านสุขภาพ มาตรา 9 ที่ว่า “ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขประสงค์จะใช้ผู้รับบริการ เป็นส่วนหนึ่งของการทดลองในงานวิจัย ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขต้องแจ้งให้ผู้รับบริการทราบ ล่วงหน้า และต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้รับบริการก่อนจึงจะดำเนินการได้ ความยินยอม ดังกล่าวผู้รับบริการจะเพิกถอนเสียเมื่อใดก็ได้” สิทธิข้อนี้สอดคล้องกับข้อบังคับสภาการพยาบาลว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพการพยาบาล และการผดุงครรภ์ พ.ศ. 2550 ว่าด้วยการศึกษาวิจัยและการทดลองต่อมนุษย์ ดังนี้ ข้อ 25 “ผู้ประกอบวิชาชีพ ผู้ทำการทดลองต่อมนุษย์ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ถูกทดลอง และ ต้องพร้อมที่จะป้องกันผู้ถูกทดลองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการทดลองนั้น ๆ ข้อ 26 “ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องปฏิบัติต่อผู้ถูกทดลอง เช่นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ป่วยหรือ ผู้รับบริการในการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ ข้อ 27 “ผู้ประกอบวิชาชีพ ต้องรับผิดชอบต่ออันตรายหรือผลเสียเนื่องจากการทดลองที่บังเกิดต่อผู้ ถูกทดลอง อันมิใช่ความผิดของผู้ถูกทดลอง”
๙ ข้อ 28 “ผู้ประกอบวิชาชีพ สามารถทำการวิจัยได้เฉพาะเมื่อโครงการศึกษาวิจัยและการทดลอง ดังกล่าว ได้รับการพิจารณาเห็นชอบจากคณะกรรมการด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น” และ ข้อ 29 “ผู้ประกอบวิชาชีพ จะต้องปฏิบัติตามแนวทางจริยธรรมของการศึกษาวิจัย และการ ทดลองในมนุษย์และจรรยาบรรณของนักวิจัย” แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 7 1. ให้ข้อมูลหรือประสานกับผู้วิจัยเพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับการวิจัยอย่างเพียงพอแก่ผู้ป่วย ก่อนให้ผู้ป่วย ตัดสินใจเข้าร่วมหรือปฏิเสธการเข้าร่วมวิจัยหรือการทดลอง 2. ประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับจากผู้วิจัย 3. ชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบว่าแม้ผู้ป่วยปฏิเสธการเข้าร่วมการวิจัย หรือการทดลองโดยอิสระ 4. ชี้แจงให้ผู้ป่วยทราบว่าแม้ผู้ป่วยปฏิเสธการเข้าร่วมการวิจัย หรือการทดลอง หรือถอนตัว ภายหลังการเข้าร่วมวิจัย ผู้ป่วยยังคงได้รับการดูแลและการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพเช่นเดียวกับผู้ป่วยราย อื่น 5. มีแนวทางการช่วยเหลือ และดูแล กรณีเกิดผลเสีย หรืออันตรายต่อผู้ป่วยเนื่องจากการวิจัยหรือ การทดลอง สิทธิข้อที่ 8 ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ปรากฏในเวช ระเบียนเมื่อร้องขอตามขั้นตอนของสถานพยาบาลนั้น ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือ ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลของผู้อื่น สิทธิผู้ป่วยข้อนี้ เป็นการให้สิทธิแก่ผู้ป่วย ในการขอรับทราบข้อมูลในเวชระเบียน ซึ่งสอดคล้องกับ พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร พ.ศ. 2540 ที่ระบุว่าข้อมูลที่ปรากฏในเวชระเบียน หรือข้อมูลสุขภาพจัดเป็น ข้อมูลข่าวสารส่วนของบุคคล ซึ่งผู้ป่วยมีสิทธิในการได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลเฉพาะของตน ที่ปรากฏในเวชระเบียน โดยในหมวดที่ 3 ว่าด้วยข้อมูลข่าวสารส่วนเกี่ยวกับตน และเมื่อบุคคลนั้นมีคำขอ เป็นหนังสือ หน่วยงานของรัฐควบคุมดูแลข้อมูลข่าวสารนั้น จะต้องให้บุคคลนั้นหรือผู้กระทำการแทนบุคคล นั้น ได้ตรวจดูหรือได้รับสำเนาข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับบุคคลนั้น” แต่อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลให้ ผู้ป่วยทราบจะต้องไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนตัวของบุคคลอื่น ดังที่ระบุในหมวดที่ 2 เรื่องข้อมูลข่าวสารที่ไม่ ต้องเปิดเผย ในมาตรา 15 ที่ว่า “รายงานการแพทย์หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ซึ่งการเปิดเผยจะเป็น การรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยก็ได้” แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 8 1. ดำเนินการให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกในการขอข้อมูลการรักษาพยาบาลในเวชระเบียนตามความ ประสงค์ของผู้ป่วยตามขอบเขตที่กำหนด 2. ขอหลักฐานการยินยอมจากผู้ป่วย กรณีผู้อื่นยื่นขอสำเนาข้อมูลการรักษาพยาบาลในเวชระเบียน แทนผู้ป่วย 3. ขอหลักฐานแสดงสิทธิในการเป็นผู้ตัดสินใจแทนผู้ป่วยอย่างชอบธรรม กรณีครอบครัวของผู้ป่วยที่ เสียชีวิตขอสำเนาข้อมูลการรักษาพยาบาลในเวชระเบียนแทนผู้ป่วย
๑๐ 4. ประสานแพทย์ผู้รักษาในการให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับการวินิจฉัย การรักษา การดำเนินของโรค และข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในขอบเขตวิชาชีพเวชกรรม 5. ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและครอบครัวเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การวินิจฉัย การรักษา และการพยาบาลที่ ปรากฏในเวชระเบียนตามขอบเขตวิชาชีพการพยาบาล สิทธิข้อที่ 9 บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุยังไม่เกินสิบ แปดปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตัวเองได้ ความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิข้อที่ 9 กับกฎหมาย ข้อบังคับของสภาการพยาบาล และ จรรยาบรรณวิชาชีพ ในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กระบุว่า เด็ก หมายถึง มนุษย์ทุกคนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี (เว้นแต่จะ บรรลุนิติภาวะก่อนหน้านั้นตามกฎหมาย) ดังนั้น จึงกำหนดให้บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม ใช้สิทธิ แทนผู้ป่วยเด็กที่มีอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ และในกรณีเป็นผู้บกพร่องทางกายหรือจิต ที่ไม่สามารถเข้าใจ หรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เช่น ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะวิกลจริตหรือจิตฟั่นเฟือน ไม่สมประกอบ หรือผู้ที่อยู่ใน ภาวะไม่รู้สึกตัว ผู้แทนโดยชอบธรรมที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่วย หรือผู้มีอำนาจปกครองผู้ป่วย เช่น บิดา มารดา สามี ภรรยา พี่น้อง อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยได้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิในการตัดสินใจ แนวทางปฏิบัติตามสิทธิผู้ป่วย ข้อที่ 9 1. เปิดโอกาสให้บิดา มารดา หรือผู้ปกครองตามกฎหมาย มีส่วนร่วมในการวางแผนหรือการตัดสินใจ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลให้กับผู้ป่วยที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ 2. ในกรณีที่เด็กมีศักยภาพในการรับรู้และเข้าใจเกี่ยวกับโรค ความเจ็บป่วยและการรักษาพยาบาล พยาบาลควรทำความเข้าใจกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง ในสิทธิของเด็กที่จะรับรู้เรื่องราวของตนเอง และการ มีส่วนในการวางแผน การตัดสินใจในการรับการรักษาพยาบาลร่วมกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้แทน โดยชอบธรรม 3. เปิดโอกาสให้บิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือผู้แทนโดยชอบธรรม มีส่วนร่วมในการวางแผน และ การตัดสินใจเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ หรือผู้ป่วยมีปัญหาทางจิต
๑๑ 2. แนวทางการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วย การเคารพเอกสิทธิ์ (respect for autonomy) หมายถึง การยอมรับความเป็นอิสระของผู้ป่วย โดยผู้ประกอบวิชาชีพต้องเชื่อว่าผู้ป่วยมีความคิด และมุมมองของตนเอง สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการ รักษาพยาบาลของตนเองได้ และบุคคลไม่ได้สูญเสียเอกสิทธิ์แม้ว่าจะเจ็บป่วย เอกสิทธิ์หรือสิทธิในการ ตัดสินใจที่กำหนดไว้ในคำประกาศสิทธิของผู้ป่วย ได้แก่ การตัดสินใจในการยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน การตัดสินใจเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการเป็นผู้ถูกทดลองในการทำ วิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ทั้งนี้การตัดสินใจนั้นต้องเป็นไปโดยอิสระ โดยปราศจากการควบคุม หรืออิทธิพลจากบุคคลอื่น และการตัดสินใจเกิดจากกระบวนการคิดพิจารณาอย่างรอบคอบ ภายใต้คุณค่า และความเชื่อของผู้ป่วยที่สติสัมปชัญญะ มีความสามารถรับรู้และคิดพิจารณาได้ด้วยตนเอง การใช้หลักการ เคารพเอกสิทธิ์ จะสามารถใช้ได้กับผู้ป่วยที่ได้รับการประเมินแล้วว่าเป็นผู้ที่มีเอกสิทธิ์ (autonomous person) หรือมีศักยภาพในการรับรู้ คิดและตัดสินใจด้วยตนเองเท่านั้น การใช้หลักการเคารพเอกสิทธิ์ในการ ดูแลผู้ป่วยจะเป็นการป้องกันการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย และแสดงถึงความตระหนักในศักดิ์ศรีของความเป็น มนุษย์ นำไปสู่ความไว้วางใจของผู้ป่วยที่มีต่อทีมสุขภาพและความร่วมมือในการรักษาพยาบาล ขั้นตอนในการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วย ในการเคารพเอกสิทธิ์หรือความเป็นอิสระของผู้ป่วย พยาบาลควรปฏิบัติตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. การประเมินความสามารถในการตัดสินใจเป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในการเคารพเอกสิทธิ์ เนื่องจากผู้ป่วยจะได้รับการเคารพเอกสิทธิ์ต้องเป็นผู้ที่มีความสามารถในการตัดสินใจ ซึ่งส่วนใหญ่ คือ ผู้ที่มี วุฒิภาวะ และมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ สามารถเข้าใจเหตุและผลของการกระทำ อย่างไรตาม การตัดสินใจ ของผู้ป่วย อาจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ความเชื่อ การให้คุณค่า ความรู้เดิม ทัศนคติ เป็นต้น ดังนั้น พยาบาลจึงควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1.1 ประเมินปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจ ซึ่งมีปัจจัยที่สำคัญ คือ อายุ ระดับการศึกษา ความเชื่อทางศาสนา ทัศนคติต่อการเจ็บป่วย สภาพอารมณ์และจิตใจในขณะนั้น และการได้รับยาหรือสารที่ มีผลต่อระบบประสาทที่อาจส่งผลต่อการคิดและการตัดสินใจของผู้ป่วย เป็นต้น 1.2 ประเมินความสามารถของผู้ป่วยในการนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจ เช่น การให้ผู้ป่วย บอกเหตุผลที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ เป็นต้น 2. การให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย การให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย หรือการเปิดเผยข้อมูลเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง เป็น การปฏิบัติที่สอดคล้องกับสิทธิผู้ป่วยข้อที่ว่า “ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาพยาลมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริง และเพียงพอเกี่ยวกับการเจ็บป่วย การตรวจ การรักษา ผลดีและผลเสียจากการตรวจ การรักษาจากผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ด้วยภาษาที่ผู้ป่วยสามารถเข้าใจได้ง่าย เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจใน การยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่เป็นในกรณีฉุกเฉิน อันจำเป็น เร่งด่านและเป็นอันตรายต่อชีวิต” และเป็นขั้นตอนที่พยาบาลต้องกระทำเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลที่ ถูกต้อง ครบถ้วน ก่อนไปไปประกอบการตัดสินใจให้ความยินยอมหรือปฏิเสธการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการพยาบาล ทั้งนี้การให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วย พยาบาลควรปฏิบัติดังนี้
๑๒ 2.1 ให้ข้อมูลเมื่อผู้ป่วยมีความพร้อมที่จะรับฟัง โดยการสื่อสารด้วยท่าทีที่สุภาพ อ่อนโยน และ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายเหมาะสมกับระดับความเข้าใจของผู้ป่วย 2.2 ให้ข้อมูลตามที่ผู้ป่วยต้องการ ภายใต้ขอบเขตหน้าที่ของพยาบาลและเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย ผลกระทบของความเจ็บป่วย การปฏิบัติตัว และแนวทางการตรวจรักษา สำหรับข้อมูลที่เป็นขอบเขตหน้าที่ของแพทย์ ได้แก่ รายละเอียดของวิธีการ ตรวจวินิจฉัย ผลการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการพยากรณ์โรค หากผู้ป่วยต้องการข้อมูลเหล่านี้ พยาบาลควรประสานกับแพทย์ เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยโดยตรง 2.3 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการลงนามในแบบแสดงความยินยอม (informed consent form) ก่อนการตัดสินใจ กรณีที่ต้องตัดสินใจรับการตรวจวินิจฉัย หรือการรักษาที่ต้องมีการลงนาม เช่น การตรวจ วินิจฉัยโดยการส่องกล้อง การฉีดสีเข้าหลอดเลือด และการรักษาโดยการผ่าตัด เป็นต้น 3. การประเมินความเข้าใจภายหลังการได้รับข้อมูล การประเมินความเข้าใจของผู้ป่วยต่อข้อมูลที่พยาบาลบอก หรืออธิบายเป็นขั้นตอนการประเมิน ภายหลังการให้ข้อมูล เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ป่วยรับรู้และเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งจะนำไปสู่การตัดสินใจของ ผู้ป่วยที่จะยอมรับหรือปฏิเสธการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการพยาบาลที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ จะต้องกระทำต่อตน พยาบาลควรปฏิบัติดังนี้ 3.1 สอบถามความเข้าใจของผู้ป่วยภายหลังการให้ข้อมูล เช่น การให้ผู้ป่วยสรุปคำอธิบาย คำแนะนำที่ได้รับจากพยาบาล หรือให้ผู้ป่วยบอกเหตุผลในการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการพยาบาล ตามความเข้าใจของผู้ป่วย 3.2 ให้ผู้ป่วยซักถามข้อสงสัย และอธิบายซ้ำหรืออธิบายเพิ่มเติมกรณีที่พบว่าผู้ป่วยยังไม่เข้าใจ กรณีที่ต้องให้ผู้ป่วยลงนามในแบบแสดงความยินยอมรับการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการพยาบาล พยาบาลควรสอบถามความเข้าใจของผู้ป่วยเกี่ยวกับความจำเป็น ผลดีและผลเสียของการตรวจวินิจฉัย การ รักษาและการพยาบาลนั้น ๆ อีกครั้ง ก่อนที่ผู้ป่วยจะตัดสินใจลงนาม 4. การเคารพการตัดสินใจและการกระทำของผู้ป่วย การเคารพการตัดสินใจและการกระทำของผู้ป่วย เป็นขั้นตอนของการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้มี อิสระในการตัดสินใจเกี่ยวกับการตรวจวินิจฉัย การรักษาและการพยาบาล ซึ่งพยาบาลต้องให้การยอมรับ และเคารพการตัดสินใจและการกระทำของผู้ป่วยตามที่ได้ตัดสินใจภายหลังได้รับข้อมูลที่เพียงพอ แม้ว่าการ ตัดสินใจหรือการกระทำของผู้ป่วยจะไม่สอดคล้องกับความคิด คุณค่าและความเชื่อของพยาบาลก็ตาม พยาบาลควรปฏิบัติดังนี้ 4.1 ให้ผู้ป่วยได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับความเจ็บป่วย และมีส่วนร่วมในการวางแผนการตรวจ วินิจฉัย การรักษา และการพยาบาล พร้อมทั้งให้ผู้ป่วยตัดสินใจพิจารณาทางเลือกด้วยตนเอง 4.2 ยินยอมให้ผู้ป่วยกระทำตามที่ตัดสินใจภายหลังจากผู้ป่วยเข้าใจเข้ามูลที่ได้รับแล้ว โดย ประสานงานกับแพทย์ หรือผู้เกี่ยวข้องในกรณีที่ผู้ป่วยปฏิเสธการรักษาด้วยการผ่าตัดหรือยาบางชนิด ต้องการเปลี่ยนแพทย์หรือพยาบาลผู้ดูแล ต้องการเปลี่ยนโรงพยาบาล หรือต้องการกลับไปรักษาที่บ้าน 4.3 เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยปฏิบัติในสิ่งที่ผู้ป่วยเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการรักษาของตน เช่น การ ปฏิบัติกิจกรรมทางศาสนา การใช้วีการรักษาพื้นบ้านตามความเชื่อของผู้ป่วย ร่วมกับการรักษาแผนปัจจุบัน ทั้งนี้ต้องไม่ก่อให้เกิดผลเสียหรือละเมิดสิทธิของผู้ป่วย
๑๓ 4.4 ให้การดูแลผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพด้วยความเอาใจใส่ แม้ว่าผู้ป่วยจะปฏิเสธการตรวจ วินิจฉัย การรักษา และการพยาบาล ตามที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพต้องการ
๑๔ 3. แนวทางการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่วยเฉพาะและการตัดสินเชิงจริยธรรม การเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะที่ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง คือ บุคคลที่มีข้อจำกัดในด้านความคิด สติปัญญา การทำงานของสมอง และจิตใจ ซึ่งได้แก่ เด็กเล็ก ผู้ป่วยที่มีอาการเจ็บป่วยทางจิต ติดยาเสพ ติดอย่างรุนแรง ผู้ป่วยที่เจ็บป่วยทางสมอง เช่น ผู้ป่วยสับสน สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ผู้ป่วยหมดสติ ผู้ป่วยที่มีความคิดฆ่าตัวตาย เป็นต้น ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่สามารถตัดสินใจโดยใช้เหตุผลที่ถูกต้องเหมาะสมได้ จึง ไม่สามารถให้ผู้ป่วยตัดสินใจและกระทำโดยอิสระได้ เมื่อพยาบาลประเมินพบผู้ป่วยไม่สามารถตัดสินใจ เกี่ยวกับการรักษาพยาบาลของตนเองได้ จะต้องประสานกับผู้ที่สามารถตัดสินใจแทนผู้ป่วย ซึ่งอาจจะเป็น บิดา มารดา บุตร สามี ภรรยา หรือบุคคลอื่น ๆ ในครอบครัว ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงหลักกฎหมายว่าบุคคลใด มีสิทธิตามกฎหมายในการตัดสินใจแทนผู้ป่วย เช่น เด็กที่กำพร้าพ่อแม่ ศาลอาจสั่งให้บุคคลหนึ่งบุคคลใดใน ครอบครัวที่สามารถตัดสินใจแทนผู้ป่วยได้ ในกรณีที่ผู้ป่วยตัดสินใจได้ด้วยตัวเองมาก่อน แต่ต่อมาไม่สามารถตัดสินใจได้เอง เนื่องจากความ เจ็บป่วย และผู้ป่วยไม่ได้แจ้งความประสงค์ทั้งโดยวาจา หรือ ลายลักษณ์อักษรในการมอบหมายผู้ตัดสินใจ แทน พยาบาลควรทำหน้าที่ประสานกับบุคคลในครอบครัว เพื่อตัดสินใจร่วมกันว่าใครเป็นผู้เหมาะสมที่สุดใน การตัดสินใจแทนผู้ป่วย และเพื่อให้การตัดสินใจแทนผู้ป่วยเป็นการตัดสินใจที่เสมือนหนึ่งผู้ป่วยตัดสินใจเอง พยาบาลควรทำหน้าที่แทนผู้ป่วย (advocate) โดยการให้ผู้ตัดสินใจแทนได้ตระหนักก่อนการตัดสินใจทุกครั้ง ว่า หากผู้ป่วยสามารถตัดสินใจได้ ผู้ป่วยจะตัดสินใจอย่างไร ผู้ตัดสินใจแทนจะต้องตัดสินใจในในสิ่งที่เชื่อว่า จะตรงความต้องการของผู้ป่วยมากที่สุด ทั้งนี้เพื่อให้การตัดสินใจนั้นเป็นการตัดสินใจที่สอดคล้องกับคุณค่า และความเชื่อของผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วยทางอ้อม กระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม การตัดสินใจเชิงจริยธรรม (ethical decision making) มีความสำคัญสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพการ พยาบาล เป็นกระบวนการที่ช่วยให้ผู้ตัดสินในใช้เหตุผลทางจริยธรรมในการจัดการกับประเด็นขัดแย้งทาง จริยธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการปฏิบัติงานมีความซับซ้อนมาก ขึ้นและยากต่อการตัดสินใจ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่พยาบาลจะต้องมีความรู้ และทักษะในการตัดสินใจเชิง จริยธรรม ดังนั้นเพื่อให้การตัดสินใจอยู่บนหลักการที่ถูกต้องและส่งผลในทางบวกมากกว่าทางลบ ผู้ตัดสินใจ จะต้องตัดสินใจโดยอาศัยกระบวนการที่เป็นระบบ โดยกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) การรวบรวมข้อมูล 2)การกำหนดประเด็นขัดแย้งเชิงจริยธรรม 3)การกำหนดและการวิเคราะห์ ทางเลือก 4)การตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ และ 5)การประเมินผลลัพธ์และกระบวนการ โดยมี รายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. การรวบรวมข้อมูล เป็นขั้นตอนแรกที่มีความสำคัญในกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม พยาบาลต้องเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวิเคราะห์ปัญหาและประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม โดย ข้อมูลที่ต้องรวบรวมมีดังนี้
๑๕ 1.1 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ประกอบด้วย อาการทั้งทางร่างกายและจิตใจ ลักษณะ และความก้าวหน้าของโรค การรักษา และทางเลือกของการรักษา รวมทั้งประโยชน์ และความเสี่ยงที่อาจ เกิดขึ้นจากการรักษา 1.2 คุณค่าและความเชื่อของบุคคล หมายถึง สิ่งที่บุคคลให้ความสำคัญเป็นสิ่งที่มีความหมาย สำหรับบุคคลนั้นๆ ทั้งนี้คุณค่าและความเชื่อของแต่ละบุคคลอาจเป็นคุณค่าและความเชื่อพื้นฐานของศาสนา สังคมและวัฒนธรรมหรือคุณค่าทางวิชาชีพของบุคลากรทางสุขภาพ การรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวกับคุณค่าของ บุคคลที่เกี่ยวข้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจเชิงจริยธรรมซึ่งพยาบาลจะต้องประเมินคุณค่าและ ความเชื่อของบุคคลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ป่วยและครอบครัว พยาบาล และบุคลากรอื่นในทีมสุขภาพ เป็น ต้น ตัวอย่างคุณค่า/ความเชื่อที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจเชิงจริยธรรม 1) คุณค่าเกี่ยวกับชีวิตหรือการเจ็บป่วย เช่น บางคนให้คุณค่าในการมีชีวิตยืนยาว แม้ว่า จะต้องทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วย ในขณะที่บางคนให้คุณค่าของการตายอย่างสงบ ปราศจากความทุกข์ ทรมาน แม้ว่าชีวิตจะต้องสั้นลง เป็นต้น 2) คุณค่าเกี่ยวกับการรักษาเมื่อเจ็บป่วย เช่น บางคนเชื่อการรักษาแผนปัจจุบัน ในขณะที่ บางคนเชื่อการรักษาทางเลือก การารักษาแผนไทย หรือ การรักษาโดยใช้เหนือสิ่งธรรมชาติหรือเหนือความจริง เป็นต้น 3) คุณค่าเกี่ยวกับหน้าที่ตามกฎเกณฑ์ของหน่วยงาน เช่น บางคนยึดกฎเกณฑ์หรือ กฎระเบียบของหน่วยงานอย่างเคร่งครัด ในขณะที่บางคนให้ความสำคัญของผลกระทบต่อผู้ป่วยมากกว่าการ เคร่งครัดในกฎเกณฑ์ 1.3 การตัดสินใจและการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว เช่น ความสามารถในการตัดสินใจ ลักษณะหรือวิธีการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว พยาบาลต้องสอบถามถึงบุคคลสำคัญที่มีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจของผู้ป่วยในการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจไม่ใช่บุคคลในครอบครัว แต่เป็นบุคคลที่ผู้ป่วยและ ครอบครัวให้การยอมรับ เช่น ผู้นำศาสนา นอกจากนี้ต้องประเมินถึงการสนับสนุนจากครอบครัวที่จะส่งเสริม การตัดสินใจและการเผชิญปัญหาของผู้ป่วย 1.4 กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประกอบวิชาชีพการพยาบาลและผดุงครรภ์ นโยบาย และครอบครัว การรวบรวมข้อมูลในขั้นตอนนี้จะต้องเป็นข้อมูลที่เฉพาะเจาะจงกับสถานการณ์ที่เป็นประเด็น ขัดแย้งทางจริยธรรมที่พยาบาลกำลังเผชิญ 2. การกำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม พยาบาลต้องนำข้อมูลที่รวบรวมทั้งหมด มาวิเคราะห์ว่า มีประเด็นอะไรบ้างที่เป็นประเด็นปัญหาที่ยุ่งยาก ไม่สามารถตัดสินใจเพื่อแก่ไขได้โดยง่าย แม้จะมีทางเลือกใน การตัดสินใจได้มากกว่าหนึ่งทางเลือก และผลที่เกิดขึ้นจากแต่ละทางเลือกอาจไม่เป็นที่พึงพอใจของผู้ที่ เกี่ยวข้อง ตัวอย่างประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่พบได้บ่อย 2.1 การช่วยชีวิตผู้ป่วยระยะสุดท้าย เป็นการยืดชีวิต หรือ ยืดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วย 2.2 การทำหน้าที่แทนผู้ป่วย แต่อาจขัดแย้งกับทีมสุขภาพ 2.3 การปฏิบัติตามนโยบายของหน่วยงานในการลดอัตรากำลังผู้ปฏิบัติงาน แต่กระทบคุณภาพการ ดูแลผู้ป่วย
๑๖ 3. การกำหนดและวิเคราะห์ทางเลือก เป็นการกำหนดทางเลือกทุกทางที่เป็นไปได้สำหรับการ ตัดสินใจเมื่อเผชิญประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม ซึ่งโดยทั่วไปจะมีมากกว่าหนึ่งทางเลือก และยากที่จะมี ทางเลือกที่ดีเพียงทางเดียวดังนั้นพยาบาลต้องทำความเข้าใจแต่ละทางเลือก และนำทางเลือกทั้งหมดมา วิเคราะห์ข้อดี ข้อเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อบุคคลที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ป่วย ครอบครัว พยาบาล และแพทย์ รวมทั้ง ต่อหน่วยงาน วิชาชีพ และต่อสังคมโดยรวม เป็นต้น 4. การตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติเป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญในการตัดสินใจเชิงจริยธรรม พยาบาลต้องนำทางเลือกที่กำหนดขึ้น มาพิจารณาบนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับทฤษฎี หลักการ แนวคิดทางจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ คุณค่า ความเชื่อของบุคคล สังคมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศาสนา กฎหมาย สิทธิผู้ป่วย นโยบายสุขภาพของรัฐ และหน่วยงาน ซึ่งไม่ว่าจะเลือกทางเลือกใด ก็จะมีทั้งผลดีและ ผลเสียเสมอ ดังนั้นผู้ที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจจะต้องพิจารณาเลือกด้วยความรอบคอบ และคำนึงถึงความ เป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติได้จริงให้มากที่สุด หากผู้ตัดสินใจนำทางเลือกดังกล่าวมา กำหนดเป็นขั้นตอนการปฏิบัติให้ชัดเจน ก็จะทำให้มองเห็นถึงความ เป็นไปได้ของทางเลือกที่ได้ตัดสินใจ 5. การประเมินผลลัพธ์และกระบวนการ เป็นขั้นตอนสุดท้ายภายหลังการนำทางเลือกไปใช้ในการ แก้ไขประเด็นขัดแย้งที่เกิดขึ้น 5.1 การประเมินกระบวนการตัดสินใจ ผู้ทำหน้าที่ตัดสินใจต้องประเมินถึงการปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ เลือกว่าสามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ มีปัญหาหรืออุปสรรคใดบ้างในการปฏิบัติ รวมทั้งการประเมิน ประสิทธิภาพของการปฏิบัติว่าสามารถแก้ไขประเด็นขัดแย้งจริงหรือไม่ หากไม่สามารถแก้ไขได้ต้องวิเคราะห์ หาสาเหตุต่อไป 5.2 การประเมินผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจว่าเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ ประเด็นขัดแย้ง หมดไปหรือไม่ มีประเด็นขัดแย้งใหม่อะไรบ้างที่เกิดขึ้น ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย และครอบครัว ผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผลลัพธ์ต่อองค์กร วิชาชีพ และสังคมโดยรวม เป็นอย่างไร ซึ่งการประเมินผลลัพธ์ควรตัดสินใจในครั้งนี้
๑๗ กระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม สรุปดังแผนภูมิ 1 แผนภูมิ 1 กระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม 1.การรวบรวมข้อมูล 2.การกำหนดประเด็น ขัดแย้งทางจริยธรรม 3.การกำหนดวิเคราะห์ ทางเลือก 4.การตัดสินใจเลือก และลงมือปฏิบัติ 5.การประเมินผลลัพธ์ และกระบวนการ 1.ทฤษฎี/หลักการ/แนวคิดทางจริยธรรม 2. จรรยาบรรณวิชาชีพ 3. คุณค่าความเชื่อของบุคคล/สังคม 4. กฎหมาย /สิทธิผู้ป่วย/พรบ.วิชาชีพ 5. นโยบายสุขภาพ/เศรษฐกิจ/สังคม 6. วัฒนธรรม 1.การเจ็บป่วยและการรักษา 2. คุณค่าและความเชื่อของผู้เกี่ยวข้อง 3. ความสามรถในการตัดสินใจ และการแก้ไขปัญหาของปู่ป่วยและครอบครัว 4. กฎหมาย นโยบาย/เศรษฐกิจ 5. วัฒนธรรมและสังคม
๑๘ 3.1 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยเด็ก พยาบาลที่ดูแลผู้ป่วยเด็กเป็นกลุ่มบุคลากรทีมสุขภาพที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงประเด็นขัดแย้งทาง จริยธรรมได้ ทั้งนี้เนื่องจากเด็กไม่สามารถดูแลสุขภาพด้วยตนเองได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ด้วยข้อจำกัด ทางด้านวุฒิภาวะ ดังนั้นการตัดสินใจเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อเด็ก จึงต้องมอบอำนาจแก่บุคคลอื่นที่มีอำนาจใน การตัดสินใจแทน ดังปรากฏในคำประกาศสิทธิผู้ป่วยที่กำหนดให้บิดามารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมเป็นผู้ใช้ สิทธิแทนผู้ป่วยเด็กที่มีอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ อย่างไรก็ตามในกรณีที่ผู้ป่วยมีอายุน้อยกว่า 18 ปี แต่มี ความสามารถในการให้คำยินยอม แพทย์และพยาบาลควรขอคำยินยอมจากเด็กร่วมด้วยเพื่อให้การตัดสินใจ นั้นก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่เด็ก ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าพยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม จาก ความแตกต่างของคุณค่าและความเชื่อ รวมทั้งความต้องการแต่ละฝ่ายที่เกี่ยวข้องจากการศึกษาประเด็น ขัดแย้งทางจริยธรรมในการพยาบาลผู้ป่วยเด็ก โดย ชุติมา, อรัญญา และอุทัยวรรณ (2551) พบว่า พยาบาล เผชิญประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม ดังนี้ 1) พยาบาลต้องการทำหน้าที่แทนผู้ป่วยแต่ต้องขัดแย้งกับบุคคลอื่น 2) การเคารพเอกสิทธิ์ของญาติแต่อาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย 3) ใครควรตัดสินใจยุติการรักษาที่ยืดชีวิต 4) รู้สึกคับข้องใจเมื่อผู้ป่วยไม่ได้รับความยุติธรรม 5) เมื่อพยาบาลต้องเลือกระหว่างการบอกความจริงกับการไม่ บอกความจริง 6) พยาบาลอยากช่วยเหลือผู้ป่วยแต่ทำไม่ได้เพราะด้อยอำนาจ 7) ไร้อำนาจในการตักเตือนเมื่อ บุคลากรแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่อผู้ป่วยและญาติ 8) ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ยืดชีวิตแต่ต้องยืดความทุกข์ ทรมาน และ 9) อยากปฏิเสธการดูแลผู้ป่วยแต่พยาบาลจำเป็นต้องทำตามหน้าที่จะเห็นได้ว่าในการดูแลผู้ป่วย เด็ก พยาบาลต้องเผชิญกับประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่พบได้บ่อย คือ การเคารพเอกสิทธิของผู้ตัดสินใจ แทนผู้ป่วย กับการช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตราย เพื่อให้วิเคราะห์ตามขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจเชิง จริยธรรม ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม: การเคารพเอกสิทธิของผู้ตัดสินใจแทนผู้ป่วยกับการช่วยให้ผู้ป่วยพ้นจาก อันตราย ผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องได้รับการทำหัตถการ ต่างๆเพื่อช่วยในการวินิจฉัยและการรักษา เช่น การเจาะเลือดการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ เป็นต้น ซึ่งเป็น กิจกรรมที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด ดังนั้นจึงพบว่าบิดามารดา หรือผู้ปกครองบางรายไม่ยินยอมให้ปฏิบัติ กิจกรรมดังกล่าวเนื่องจากความวิตกกังวลของบิดามารดาที่เกรงว่าบุตรจะได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน สงสารผู้ป่วย ซึ่งการไม่ยินยอมดังกล่าวอาจทำให้เกิดผลเสียต่อผู้ป่วยหรืออาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต การ เคารพเอกสิทธิของบิดามารดาหรือผู้ปกครองซึ่งมีอำนาจในการตัดสินใจแทนผู้ป่วยที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึง อาจทำให้พยาบาลเกิดความรู้สึกคับข้องใจในการดูแลผู้ป่วยเด็กเนื่องจากพยาบาลประเมินว่าการตัดสินใจแทน อาจทำให้ผู้ป่วยเด็กได้รับอันตราย กรณีตัวอย่าง: จะตัดสินใจตามผู้ปกครองโดยการยกเลิกการให้สารน้ำแก่ผู้ป่วยหรือให้สารน้ำเพื่อประโยชน์ ของผู้ป่วย
๑๙ มารดาพาบุตรอายุ 3 ปี มาตรวจด้วยมีภาวะท้องเสียอย่างรุนแรง 4-5 ครั้งก่อนมาโรงพยาบาล 1 วัน เมื่อมาถึงโรงพยาบาล เด็กยังคงถ่ายเหลวเป็นน้ำ และอาเจียนร่วมด้วย มีอาการซึม และอ่อนเพลียมาก แพทย์ เกรงว่าผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อคจากการขาดน้ำ จึงมีคำสั่งการรักษาโดยสารน้ำทางหลอดเลือดดำในทันที และ เจาะเลือดเพื่อติดตามผลอิเล็กโตรลัยท์อย่างต่อเนื่อง เมื่อพยาบาลเตรียมอุปกรณ์ให้สารน้ำ และขอความ ยินยอมจากมารดาของผู้ป่วยเด็ก แต่มารดาไม่ยอม ต้องการให้ชะลอไปก่อน เพราะไม่ต้องการให้บุตรของตน ทุกข์ทรมานจากการให้สารน้ำและเจาะเลือดอีก เพราะเชื่อว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้บุตรของตนได้รับความทุกข์ ทรมานอยู่แล้ว ต้องการให้เด็กได้พักผ่อนก่อนเพราะหากบุตรได้พักผ่อนก็จะมีอาการดีขึ้น พยาบาลได้อธิบายให้ ทราบถึงความรุนแรงของอาการ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเด็ก หากไม่ได้รับสารน้ำทดแทนอย่าง เพียงพอและทันท่วงที แต่มารดาก็ยังคงยืนยันเช่นเดิม พยาบาลจึงเกิดความคับข้องใจว่าจะตัดสินใจอย่างไร จึง จะถูกต้องและเหมาะสมที่สุด จากสถานการณ์ดังกล่าว สามารถนำมาวิเคราะห์ตามหลักขั้นตอนของ กระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ได้ดังนี้ ๑.รวบรวมข้อมูล 1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วย จากการประเมินสภาพผู้ป่วยเด็กตามสถานการณ์ดังกล่าว พบว่า ผู้ป่วยเด็กมีอาการถ่ายเหลว อาเจียน ซึม และอ่อนเพลีย และเสี่ยงต่อภาวะซ็อค แนวทางการรักษา คือ การให้ สารน้ำทางหลอดเลือดดำ 1.2 คุณค่าความเชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในที่นี้บุคคลหลักที่เกี่ยวข้อง คือ มารดาของผู้ป่วย ซึ่งมารดา ให้ความสำคัญกับการปกป้องบุตรของตนจากความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน โดยเชื่อว่าหากผู้ป่วยไดรับการพักผ่อน ก่อนทำหัตการต่างๆ จะช่วยลดความปวดและความกลัวของบุตร เช่น การไม่เจาะเลือดหรือให้สารน้ำทาง หลอดเลือดดำในทันทีที่มาถึงหอผู้ป่วย ในขณะที่แพทย์และพยาบาลเชื่อว่าการรักษาโดยให้สารน้ำทางหลอด เลือดดำในทันทีเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยเด็กรายนี้ 1.3 ความสามารถในการตัดสินใจและการแก้ไขปัญหาของมารดาผู้ป่วยเนื่องจากผู้ป่วยเป็นเด็กเล็กซึ่ง ไม่สามารถตัดสินใจได้ด้วยตนเอง พยาบาลต้องประเมินความสามารถของมารดาในการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับการ เจ็บป่วย รวมทั้งผลกระทบจากการเจ็บป่วยและการรักษา ตลอดจนประเมินความสามารถในการตัดสินใจ 1.4 ข้อมูลทางด้านสิทธิของผู้ป่วย ในกรณีนี้ผู้ป่วยเด็กยังมีอายุไม่เกินสิบแปดปีบริบูรณ์ จึงไม่สามารถ ใช้สิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองได้ ดังนั้นผู้แทนโดยชอบธรรมที่จะตัดสินใจแทนผู้ป่วยเด็กรายนี้ คือ มารดา 2. กำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม ในสถานการณ์ดังกล่าว มารดาไม่ยินยอมให้พยาบาลเจาะเลือดและ ให้สารน้ำ เพราะไม่ต้องการให้บุตรเจ็บปวดทุกข์ทรมาน และต้องการให้เด็กพักผ่อน ซึ่งพยาบาลมีหน้าที่ต้อง เคารพเอกสิทธิ์หรือตัดสินใจของมารดาในฐานะผู้แทนโดยชอบธรรม แต่ในขณะเดียวกันหากผู้ป่วยไม่ได้รับสาร น้ำทันเวลา ก็อาจเกิดภาวะพร่องเล็กโตรลัยท์หรือช็อคได้ จึงเกิดเป็นประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมระหว่างการ ที่พยาบาลเคาระเอกสิทธิ์ของมารดาโดยการชะลอการให้สารน้ำตามที่มารดาต้องการ กับ การป้องกันอันตราย ให้กับผู้ป่วยเด็กจากภาวะซ็อค โดยการให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำตามแผนการรักษา 3. กำหนดและวิเคราะห์ทางเลือก ข้อดี และข้อเสียของแต่ละทางเลือก จากประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม ดังกล่าว สามารถกำหนดทางเลือกดังต่อไปนี้ 3.1 ปฏิบัติตามความต้องการของมารดา ข้อดี 1) เป็นการเคารพเอกสิทธิ์ (autonomy) ของร ซึ่งเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมของผู้ป่วย
๒๐ 2) เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างมารดากับพยาบาล เนื่องจากพึงพอใจพยาบาลที่ไม่ทำหัตถการที่ทำให้ เด็กได้รับความเจ็บปวดมากขึ้น และเป็นการรบกวนการพักผ่อนของเด็กในช่วงพักเวลานั้น ข้อเสีย 1) ผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายจากภาวะซ็อค จากการไม่ได้รับสารน้ำทดแทนอย่างเพียงพอกับปริมาณ ที่สูญเสีย 2) หากผู้ป่วยได้เกิดภาวะซ็อคจากการไม่ได้รับสารน้ำ พยาบาลรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำหน้าที่แทนผู้ป่วย (advocate) 3) พยาบาลรู้สึกอึดอัดใจมี่ต้องสื่อสารกับแพทย์ถึงเหตุผลที่ไม่สามารถให้สารน้ำกับผู้ป่วยได้ 3.2 เจาะเลือดและให้สารน้ำตามแผนการรักษา ข้อดี 1) ผู้ป่วยปลอดภัยจากภาวะซ็อคจากการได้รับสารน้ำทันเวลา ซึ่งสอดคล้องกับหลักการทำ ประโยชน์ (beneficence) 2) พยาบาลได้ทำหน้าที่แทนผู้ป่วย (advocate) ซึ่งไม่สามารถตัดสินใจเพื่อประโยชน์ของตนเอง ได้โดยอิสระ ข้อเสีย 1) เกิดผลเสียต่อสัมพันธภาพระหว่างมารดาผู้ป่วยกับพยาบาล 2) กรณีที่ผู้ป่วยอาการเลวลงภายหลังการให้สารน้ำ มารดาอาจร้องเรียนปฏิบัติของพยาบาลที่ ละเมิดสิทธิการตัดสินใจของตน 3.3ปรึกษาร่วมกันระหว่างมารดา แพทย์ และพยาบาล ข้อดี 1) มารดารู้สึกได้รับการเคารพในความเป็นบุคคล จากการมีโอกาสร่วมตัดสินใจกับแพทย์ และ พยาบาล 2) มารดาอาจเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ เนื่องจากได้รับการยืนยันทั้งจากแพทย์และพยาบาลถึง ผลดี ผลเสียของการได้รับสารน้ำอย่างทันท่วงที ข้อเสีย ผู้ป่วยเด็กอาจเกิดภาวะซ็อค หากมีความล่าช้าในการประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง ๔. ตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติจากกรณีข้างต้น มารดามีอำนาจตามกฎหมายในการตัดสินใจ ดังนั้นแม้ว่า เด็กจะมีความเสี่ยงต่อภาวะช็อคสูงพยาบาลและทีมสุขภาพก็จะไม่สามารถให้การช่วยเหลือเด็กได้ หากมารดา ยังไม่ให้ความยินยอม พยาบาลและทีมสุขภาพจะต้องหาวิธีการให้มารดาตระหนักถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นกับ เด็ก เพื่อขอความยินยอม ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมในเหตุการณ์ดังกล่าว คือ ปรึกษาร่วมกันระหว่างมารดา แพทย์ และพยาบาล ๕.. ประเมินผลภายหลังจากการตัดสินใจ โดยประเมินว่าการดำเนินการตามที่ได้ตัดสินใจ เกิดปัญหา อุปสรรคในขั้นตอนใด เช่น การประสานงานล่าช้าและประเมินผลกระทบต่อตัวผู้ป่วย มารดา และพยาบาล เช่น ทางเลือกตัดสินใจช่วยให้ผู้ป่วยปลอดภัย และไม่เกิดปัญหาสัมพันธภาพระหว่างมารดาผู้ป่วยกับทีมสุขภาพ เป็นต้น
๒๑ 3.2 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยทำแท้ง การทำแท้งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญและมีผลกระทบกับสังคมเศรษฐกิจ และจริยธรรมผู้ ประกอบวิชาชีพการพยาบาลมีส่วนร่วมเกี่ยวข้องโดยตรงในการให้การพยาบาลหรือมีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแล รักษา จึงต้องตระหนัก และเข้าใจประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับการทำแท้งทั้งด้านการรักษาพยาบาล ด้านการ กฎหมายและจริยธรรมเพื่อการดูแลที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นองค์รวมการทำแท้งมีสองประเภท คือ การทำ แท้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย (legal abortion) และการทำแท้งโดยผิดกฎหมาย (illegal abortion) การทำ แท้งโดยถูกต้องตามกฎหมายเป็นการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามข้อบังคับแพทย์สภา (2548) ว่าด้วย หลักเกณฑ์การปฏิบัติเกี่ยวกับการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์ ตามมาตรา 305 แห่งประมวลกฎหมาย อาญา พ.ศ. 2548 กล่าวว่าแพทย์ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์ทางการแพทย์จะสามารถกระทำได้เมื่อสตรี ตั้งครรภ์ยินยอม และเป็นกรณีที่มีความจำเป็นต้องกระทำเนื่องจากปัญหาสุขภาพทางกายของหญิงมีครรภ์ หรือปัญหาสุขภาพทางจิตของหญิงมีครรภ์ ซึ่งจะต้องได้รับการรับรองหรือเห็นชอบจากผู้ประกอบวิชาชีพเวช กรรมที่มิใช่ผู้กระทำการยุติการตั้งครรภ์อย่างน้อย 1 คน ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่พยาบาลมักจะเผชิญในกรณีที่ผู้ป่วยทำแท้ง คือ การปกปิดความลับ ของป่วย กับ การบอกความจริงกับครอบครัว ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม: การปกปิดความลับของผู้ป่วยกับการบอกความจริงกับครอบครัว ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมเกี่ยวกับการปกปิดความลับของผู้ป่วยมักพบในกรณีการทำแท้งที่ผิด กฎหมายซึ่งเป็นการทำแท้งที่นอกเหนือไปจากเงื่อนไขที่ประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ ผู้ประกอบการทำแท้งน มากไม่ใช่แพทย์และมีวิธีการทำที่ไม่ถูกต้องจนก่อให้เกิดอันตราย เช่น การบีบนวดและเค้นมดลูก การใช้ยาขับ เลือดการฉีดของเหลวบางอย่างผ่านทางสายยางเข้าช่องคลอดและมดลูก และการใช้วัสดุแข็งขูดในโพรงมดลูก เป็นต้น ผู้ป่วยที่ทำแท้งผิดกฎหมายย่อมต้องการเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับเพราะเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียและสังคม ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะผู้ป่วยวัยรุ่นหรือวัยเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ และการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การ ปกปิดความลับ(maintaining confidentiality) เป็นหลักจริยธรรมประการหนึ่งที่สำคัญมากในการดูแลผู้ป่วย ที่ทำแท้ง พยาบาลจึงควรระมัดระวังในการนำข้อมูลต่างๆ ของผู้ป่วยไปบอกเล่าให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องทราบ ซึ่ง อาจทำให้เกิดความเสื่อมเสียมถึงผู้ป่วย ยกเว้นจะได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยหรือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ตาม กฎหมายอย่างไรก็ตาม การปกปิดความลับของผู้ป่วยก็อาจส่งผลเสียต่อผู้ป่วยด้วยเช่นกัน เช่น การปกปิด ความลับของผู้ป่วยทำแท้งที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะไม่ให้มารดารับรู้อาจส่งผลทางลบต่อผู้ป่วยเพราะผู้ป่วยไม่ได้รับ การดูแลที่ถูกต้องจากมารดาและอาจทำแท้งซ้ำหากตั้งครรภ์อีก ดังนั้นพยาบาลอาจเกิดประเด็นขัดแย้งทาง จริยธรรมเมื่อมารดาของผู้ป่วยสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยของบุตร ดังกรณีตัวอย่างต่อไปนี้ กรณีตัวอย่าง: เมื่อผู้ป่วยทำแท้งต้องการให้พยาบาลปกปิดความลับ น.ส.สวย อายุ 18 ปี เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัยของรัฐ มาโรงพยาบาลโดยลำพัง ด้วย อาการปวดท้อง มีเลือดออกทางช่องคลอด และมีไข้จากการซักประวัติ น.ส.สวย ตั้งครรภ์ประมาณ 3 เดือน และไปทำแท้งที่ผิดกฎหมายก่อนมาโรงพยาบาล 3 วัน จากการตรวจอาการพบว่าการทำแท้งยังไม่สมบูรณ์ และ มีอาการติดเชื้อในโพรงมดลูก แพทย์ได้ทำการรักษาด้วยการขูดมดลูก และให้ยาปฏิชีวนะ ภายหลังการรักษา น.ส.สวย อาการดีขึ้น และได้ขอร้องพยาบาลไม่ให้บอกใครรวมทั้งมารดาของตนว่าตนทำแท้งเพราะเกรงว่า มารดาจะโกรธ และลงโทษที่ทำความผิด เมื่อมารดาของ น.ส.สวย มาเยี่ยม สอบถามว่าน.ส.ป่วยเป็นอะไร พยาบาลรู้สึกอึดอัดเกรงว่าการเปิดเผยความลับของผู้ป่วยโดยผู้ป่วยไม่ยินยอม จะขัดกับจรรยาบรรณวิชาชีพ
๒๒ แต่ก็กลัวว่าหากมารดาไม่ได้รับความจริง น.ส.สวย อาจจะทำผิดซ้ำ และการทำแท้งครั้งต่อไปอาจจะเพิ่มความ เสี่ยงต่ออันตรายถึงขั้นเสียชีวิต จากสถานการณ์ดังกล่าว สามารถนำมาวิเคราะห์ตามขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ได้ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูล 1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการรักษา จากสถานการณ์ข้างต้นผู้ป่วยได้ทำแท้งที่ผิดกฎหมาย แต่การแท้งยังไม่สมบูรณ์ มีอาการปวดท้อง เลือดออกทางช่องคลอด และอาการติดเชื้อในโพรงทางมดลูก แพทย์ให้การรักษาด้วยการขูดมดลูก และให้ยาปฏิชีวนะ จนอาการดีขึ้น 1.2 คุณค่าความเชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง สำหรับกรณีบุคคลที่พยาบาลจะต้องประเมินคุณค่าและ ความเชื่อ ประกอบด้วย น.ส.สวย ซึ่งเป็นผู้ป่วย มารดาของผู้ป่วย และพยาบาล โดยผู้ป่วยได้แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจนว่าให้คุณค่าเกี่ยวกับการปกป้องซื่อเสียงของตนเอง สำหรับคุณค่าของมารดาผู้ป่วยในกรณีนี้ อาจจะไม่ ชัดเจน การสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับอาการของผู้ป่วยเป็นปกติวิสัยของผู้เป็นมารดาที่เป็นห่วงบุตรของตนเอง ใน ส่วนพยาบาล สะท้อนให้เห็นคุณค่าหลายประการ คือ การบอกความจริง การปกปิดความลับ และการป้องกัน อันตรายที่อาจเกิดกับผู้ป่วยได้อีกในอนาคต 1.3 การตัดสินใจและการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาล จะต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสัมพันธภาพในครอบครัว โดยเฉพาะการตัดสินใจปัญหาต่างๆใน ครอบครัว เช่นผู้ป่วยเพิ่งบรรลุนิติภาวะ และออกจากครอบครัวเพื่อใช้ชีวิตตามลำพังในหอพักเป็นครั้งแรก รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับการ เผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว เมื่อมีภาวะวิกฤตเกิดขึ้น เช่น วิธีการแก้ไขปัญหา และการช่วยเหลือกัน ในครอบครัว 1.4 ข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิของผู้ป่วย ในกรณีข้างต้นผู้ป่วยอายุ 18 ปีบริบูรณ์มีสิทธิในการตัดสินใจ เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของตนเองได้ และมีสิทธิได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง 2.กำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม จากสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลเกิดความอึดอัดใจ เนื่องจากพยาบาลตระหนักถึงสิทธิของผู้ป่วยใน การได้รับการปกปิดข้อมูลของตนเอง การเปิดเผยข้อมูลจึงเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ป่วย และผิดหลักการ ปกปิดความลับ แต่หากพยาบาลปกปิดความลับตามความต้องการของผู้ป่วย ก็จะต้องให้ข้อมูลมี่ไม่เป็นความ จริงแก่บิดามารดาของผู้ป่วย ซึ่งผิดหลักจริยธรรมเรื่องการบอกความจริง (Veracity or truth telling) ใน ขณะเดียวกันการไม่บอกความจริงแก่มารดาของผู้ป่วย ก็อาจทำให้ไม่สามารถป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึง ประสงค์ และทำแท้งซ้ำอีก ซึ่งขัดกับหลักการทำประโยชน์ (beneficence) 3.กำหนดและวิเคราะห์ทางเลือก พร้อมวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ 3.1 ให้ข้อมูลกับมารดาตามความจริงว่าผู้ป่วยทำแท้ง
๒๓ ข้อดี 1)เป็นการกระทำที่สอดคล้องกับหลักการบอกความจริง 2)มารดาและครอบครัวได้ร่วมกันหาแนวทางป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยตั้งครรภ์ซ้ำ ข้อเสีย 1) การเปิดเผยความลับผู้ป่วยเป็นการปฏิบัติที่ผิดหลักจริยธรรมจรรยาบรรณวิชาชีพ และสิทธิของ ผู้ป่วย 2)ผู้ป่วยอับอาย ไม่พึงพอใจ และขาดความไว้วางใจที่พยาบาลเปิดเผยความลับของตน 3) มารดาและครอบครัวอาจไม่พอใจผู้ป่วย และอาจมีผลกระทบกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วย กับครอบครัว 3.2 บอกกับมารดาว่าผู้ป่วยประจำเดือนไม่ปกติ ปวดท้อง และได้รับการรักษาแล้ว ข้อดี 1)พยาบาลได้ทำหน้าที่ปกปิดความลับของผู้ป่วย 2) ผู้ป่วยไว้วางใจพยาบาล และให้ข้อมูลอื่นๆ ที่พยาบาลสามารถนำมาใช้ในการวางแผนการดูแล ผู้ป่วยที่เหมาะสมต่อไป 3)ผู้ป่วยไม่ถูกมารดาและครอบครัวตำหนิ ข้อเสีย 1)มารดาไม่ทราบความจริง จึงไม่สามารถป้องกันไม่ให้บุตรของตนตั้งครรภ์ซ้ำในอนาคต 2) พยาบาลทำผิดหลักจริยธรรมเรื่องการบอกความจริง ทำให้มารดาผู้ป่วยขาดความไว้วางใจ พยาบาล หากทราบความจริงภายหลัง 3.3 พยาบาลให้คำปรึกษาผู้ป่วย เพื่อให้มีความสามารถในการสื่อสารความจริงกับครอบครัว ข้อดี 1)ผู้ป่วยมีความมั่นใจในการบอกความจริงกับครอบครัว 2)ผู้ป่วยมีโอกาสได้รับการดูแลจากมารดาและครอบครัวในขณะเจ็บป่วย 3)ในระยะยาว ครอบครัวและผู้ป่วยได้ร่วมกันหาแนวทางป้องกันปัญหาที่อาจเกิดซ้ำได้ ข้อเสีย ในระยะแรกมารดาและครอบครัวอาจยังรับความจริงที่เป็นข่าวร้ายไม่ได้ และมีปฏิกิริยาทางลบ ต่อผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยเกิดความเครียด 2. ตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติโดยประเมินทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุด ซึ่งต้องเป็นทางเลือกที่ ไม่ขัดแย้งกับกฎหมาย หลักจริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ และสิทธิผู้ป่วย ในสถานการณ์นี้ทางเลือกที่ เหมาะสม คือ การให้คำปรึกษาแก่ผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยมีความสามารถในการสื่อสารความจริงแก่มารดา แม้ว่า ในระยะแรกมารดาอาจจะรับทราบความจริงด้วยปฏิกิริยาทางลบ ต่อผู้ป่วย แต่มารดาก็ยอมรับได้ในที่สุด เนื่องจากลักษณะของสังคมไทยมารดาจะไม่ทอดทิ้งบุตร และมักหาทางออกที่ดีในการป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา ซ้ำอีกในอนาคต แต่วิธีนี้ก็ต้องใช้เวลาเนื่องจากผู้ป่วยอาจไม่มีความพร้อมหรือไม่กล้าเผชิญความจริง พยาบาล จะต้องทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาที่ดี ให้กำลังใจและให้ความมั่นใจกับผู้ป่วยในการเผชิญกับความจริง นอกจากนี้
๒๔ พยาบาลจะต้องให้ความรู้และคำแนะนำแก่ผู้ป่วยเกี่ยวกับการป้องกันการตั้งครรภ์ และผลกระทบต่อสุขภาพ และชีวิตของผู้ป่วยจากการทำแท้งที่ผิดกฎหมายซ้ำอีกในอนาคต 3. ประเมินผลภายหลังการตัดสินใจ พยาบาลต้องประเมินว่าการตัดสินใจนั้นเกิดผลอย่างไร เช่น ประเมินปฏิกิริยาของมารดาและผลกระทบต่อผู้ป่วย และสัมพันธภาพในครอบครัว นอกจากนี้พยาบาลควร ประเมินตนเองว่าได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จะนำไปปรับใช้ในการตัดสินใจเชิงจริยธรรมในครั้ง ต่อไปอย่างไร
๒๕ 3.3 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยเอดส์ โรคเอดส์เป็นโรคที่ติดต่อร้ายแรงที่ทำให้สังคมหวาดกลัวการติดเชื้อจากผู้ป่วย เนื่องจากลักษณะของ โรคที่สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสเลือดและสิ่งคัดหลั่งจากผู้ที่ติดเชื้อ ทำให้บุคคลทั่วไป ญาติผู้ป่วย รวมทั้ง พยาบาลและทีมสุขภาพรู้สึกอึดอัดใจหากต้องใกล้ชิดหรือดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ เมื่อผู้ป่วยเอดส์เข้ารับการรักษาใน โรงพยาบาล พยาบาลมักจะเผชิญประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมระหว่างการปกปิดความลับของผู้ป่วยกับการ ป้องกันอันตรายให้กับครอบครัวของผู้ป่วยพันธะหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยโดยไม่เลือกปฏิบัติกับการป้องกัน อันตรายที่อาจเกิดขึ้นกับตนเอง และการยืดชีวิตและยุติการรักษาที่ยืดชีวิตเป็นต้น ในที่นี้จะกล่าวถึงประเด็น ขัดแย้งทางจริยธรรมระหว่างการปกปิดความลับของผู้ป่วยกับการป้องกันอันตรายให้กับครอบครัวของผู้ป่วย ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม: การปกปิดความลับของผู้ป่วยกับการป้องกันอันตรายให้กับครอบครัวของ ผู้ป่วย ในสังคมไทย โรคเอดส์ยังเป็นโรคที่สังคมไม่ยอมรับ ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเป็นตราบาปและอับอาย ผู้ป่วยจึงไม่ ต้องการให้บุคคลอื่นรับรู้ แม้จะเป็นบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดก็ตามเนื่องจากเกรงว่าจะเป็นที่ รังเกียจ หรือ ครอบครัวไม่ยอมรับ แต่การดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้พยาบาลและทีมสุขภาพต้องการความร่วมมือจาก ครอบครัวในการดูแลอย่างต่อเนื่องทั้งด้านร่างกาย จิตสังคม และจิตวิญญาณ ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ ครอบครัวของผู้ป่วยต้องมีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลผู้ป่วย รวมทั้งการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการติดเชื้อ จากผู้ป่วยพยาบาลจึงมักประสบประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในกรณีที่ครอบครัวผู้ป่วยไม่ทราบความจริง เกี่ยวกับการเจ็บป่วยของผู้ป่วย และให้การดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาจสัมผัสกับเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งของ ผู้ป่วย โดยปราศจากการป้องกันตนเอง เนื่องจากพยาบาลมีหน้าที่ทั้งทางจริยธรรมและกฎหมายในการปกปิด ความลับของผู้ป่วยแต่ในขณะเดียวกันพยาบาลก็มีหน้าที่ในการปกป้องบุคคลอื่นจากอันตรายที่อาจเกิดจากการ ดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะบุคคลครอบครัว เช่น คู่สมรส ผู้ดูแล เป็นต้น กรณีตัวอย่าง: การปกปิดความลับกับการป้องกันอันตรายของคู่สมรส ผู้ป่วยชายอายุ 40 ปี สถานภาพสมรส มีบุตร 2 คน ยังอยู่ในวัยเรียน ผู้ป่วยประสบอุบัติเหตุขับรถชน ต้นไม้ แขนและขาข้างซ้ายหัก ต้องเข้ารับการรักษาโดยการผ่าตัด จึงต้องเจาะเลือดเพื่อตรวจหาเชื้อเอชไอวี หลังการผ่าตัดผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ ผู้ป่วยขอร้องพยาบาลไม่ให้บอกภรรยาของตนเรื่องการติดเชื้อ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกภรรยาทอดทิ้ง และหากภรรยานำเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อแม่หรือญาติพี่น้อง ตนอาจจะถูก รังเกียจจากบุคคลรอบข้าง ในระหว่างที่ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ภรรยาของผู้ป่วยได้เฝ้าดูแลผู้ป่วย อย่างใกล้ชิด และสังเกตเห็นว่าพยาบาลมีท่าทีระมัดระวังในขณะการพยาบาลผู้ป่วย จึงได้พยายามสอบถาม พยาบาลเกือบทุกคนที่เข้ามาให้บริการพยาบาลผู้ป่วย ถึงโรคของผู้ป่วยและการรักษา พยาบาลตระหนักดีว่า ตนมีหน้าที่ในการปกปิดความลับของผู้ป่วย แต่ในขณะเดียวกันการไม่เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อของ ผู้ป่วยแก่ภรรยาของผู้ป่วยที่ดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิด อาจทำให้ภรรยาผู้ป่วยเกิดอันตรายจากการติดเชื้อได้
๒๖ จากสถานการณ์ดังกล่าว สามารถนำมาวิเคราะห์ตามขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ได้ ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูล 1.1 ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการรักษา จากสถานการณ์ ผู้ป่วยติดเชื้อเอชไอวี เข้ารับการผ่าตัด จากอุบัติเหตุ ภายหลังการผ่าตัด ไม่มีภาวะแทรกซ้อน 1.2 คุณค่าและความเชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในสถานการณ์นี้สะท้อนคุณค่าของผู้ป่วยที่เชื่อว่า เป็นสิทธิของตนในการปกปิดความลับของตนเอง และปกป้องตนเองไม่ให้เป็นที่รังเกียจของครอบครัว ในส่วน พยาบาลพบว่าให้คุณค่าทั้งการปกปิดความลับของผู้ป่วย และการป้องกันอันตรายให้กับภรรยาของผู้ป่วย 1.3 การตัดสินใจและการเผชิญปัญหาของครอบครัว พยาบาลจะต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ของผู้ป่วยกับบุคคลในครอบครัว ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆในครอบครัว วิธีการ เผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว และการช่วยเหลือกันระหว่างบุคคลในครอบครัวเมื่อเกิดปัญหา 1.4แนวปฏิบัติของโรงพยาบาลในการปกปิดความลับของผู้ป่วย 2. กำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม จากสถานการณ์ข้างต้นประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมที่พยาบาล เผชิญ คือ การปกปิดความลับของผู้ป่วยตามที่ผู้ป่วยต้องการ อาจทำให้บุคคลในครอบครัวที่ดูแลผู้ป่วยอย่าง ใกล้ชิดได้รับอันตรายจากการติดเชื้อ 3. กำหนดและวิเคราะห์ทางเลือก พร้อมวิเคราะห์ข้อดี ข้อเสีย ของทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ ดังตัวอย่าง ทางเลือก ดังนี้ 3.1ปกปิดความลับตามความต้องการของผู้ป่วย ข้อดี 1) ผู้ป่วยได้รับการเคารพเอกสิทธิ์ (respect for autonomy) จากการปกปิดความลับ (maintaining confidentiality) ของข้อมูลที่ตนรู้สึกอับอายและเป็นตราบาป 2) ผู้ป่วยมีสัมพันธภาพที่ดีกับพยาบาลและทีมสุขภาพ จากการไม่นำความลับของตนเองไป เปิดเผย 3) พยาบาลปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ขัดหลักกฎหมายที่กำหนดให้ผู้ประกอบวิชาชีพต้องปกปิด ความลับของผู้ป่วย ข้อเสีย 1) ภรรยาและครอบครัวของผู้ป่วยมีโอกาสได้รับอันตรายจากการติดเชื้อ เนื่องจากไม่ได้รับ ข้อมูลที่เป็นจริงที่จะนำไปหาวิธีป้องกันตนเองได้ 2) พยาบาลรู้สึกคับข้องใจที่ไม่ได้ทำหน้าที่ในการปกป้องอันตรายให้กับภรรยาและครอบครัวของ ผู้ป่วย 3.2 เปิดเผยข้อมูลผู้ป่วยให้ครอบครัวผู้ป่วยทราบ ข้อดี 1) ภรรยาของผู้ป่วยได้ป้องกันตนเองและบุตรจากการติดเชื้อ
๒๗ 2) ภรรยาของผู้ป่วยสามารถจัดการเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของบุคคลในครอบครัวได้อย่างเหมาะสม ข้อเสีย 1) ผู้ป่วยขาดความเชื่อถือ ไว้วางใจพยาบาลและทีมสุขภาพ 2) ผู้ป่วยรู้สึกอับอายที่ความลับถูกเปิดเผย 3) บุคคลในครอบครัวของผู้ป่วยอาจแสดงท่าทีรังเกียจผู้ป่วยภายหลังทราบความจริง 4) ภรรยาอาจมีปฏิกิริยาทางลบต่อผู้ป่วย ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสามี ภรรยา ได้ 4. ตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ จากสถานการณ์ข้างต้น ทางเลือกที่เหมาะสม คือ การปกปิดความลับ ของผู้ป่วยตามความต้องการของผู้ป่วย ซึ่งเป็นการกระทำที่สอดคล้องกับหลักจริยธรรมและกฎหมาย อย่างไรก็ ตามเนื่องจากการปกปิดความลับผู้ป่วยอาจเกิดอันตรายต่อครอบครัวที่ดูแลหรือใกล้ชิดผู้ป่วยดังนั้นพยาบาล จะต้องให้ความรู้แก่ครอบครัวผู้ป่วยเกี่ยวกับการดูแลหรือใกล้ชิดผู้ป่วยที่ถูกต้อง โดยให้ครอบครัวผู้ป่วย ตระหนักไม่ว่าผู้ป่วยจะเจ็บป่วยด้วยโรคใดก็ตาม จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเลือดหรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วย และหากจำเป็นต้องสัมผัสจะต้องมีอุปกรณ์ป้องกัน โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการติดเชื้อเอดส์ ของผู้ป่วยให้ครอบครัวได้ทราบ นอกจากนี้พยาบาลสามารถสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้ตัดสินใจบอกครอบครัวตนเอง เมื่อผู้ป่วยมั่นใจและมีความพร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูลของตนแก่ครอบครัว 5. ประเมินผลภายหลังการตัดสินใจ สิ่งที่ต้องประเมิน ได้แก่ สภาพอารมณ์และจิตใจของผู้ป่วยจากการ ได้รับการปกปิดความลับที่ต้องการ รวมทั้งความพร้อมของผู้ป่วยที่จะเปิดเผยข้อมูลของตนแก่ครอบครัว ปฏิกิริยาและลักษณะการดูแลของครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและครอบครัวรวมทั้งการประเมินว่า พยาบาลได้เรียนรู้อะไรจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เช่น ระบบการให้การปรึกษาแก่ผู้ป่วย และครอบครัว เพื่อให้ ผู้ป่วยมั่นใจที่จะเปิดเผยข้อมูลด้วยตนเอง
๒๘ 3.4 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต หมายถึง ผู้ป่วยที่มีอาการและอาการแสดงที่บ่งชี้ว่าชีวิตอยู่ในระยะ สุดท้ายของโรค โดยได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่า เป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้ทานและฟื้นกลับสู่สภาพเดิมได้ ตัวอย่างผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้ายของชีวิต ได้แก่ ผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายต่อสมองอยู่ในสภาพไม่รู้สึกตัว ผู้ป่วย มะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น แม้ว่าผู้ป่วยเหล่านี้จะอยู่ในระยะสุดท้าย แต่บ่อยครั้งที่ยังได้รับการรักษาเพื่อยืด ชีวิตด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การช่วยฟื้นคืนชีพ การใช้เครื่องหายใจ การให้ออกซิเจน การให้เลือด การล้างไต เป็นต้น การรักษาเหล่านี้นั้นบางครั้งไม่เพียงแต่จะไม่สามารถยืดชีวิตของผู้ป่วยได้ แต่ยังทำให้ผู้ป่วยได้รับความ เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการรักษา ซึ่งประเด็นนี้มักก่อให้เกิดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมสำหรับพยาบาลที่ ดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม: การช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบกับการทำตามความต้องการของผู้ตัดสินใจ แทนในการยืดชีวิตผู้ป่วย การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนเนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทาง การแพทย์ได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในเรื่องความตาย ทำให้ผู้ป่วยที่อยู่ในระยะสุดท้ายได้รับการรักษาเพื่อยืด ชีวิตให้ยืดยาวขึ้น และในขณะเดียวกันเป็นการเพิ่มความทุกข์ทรมานให้ผู้ป่วย ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยที่ไม่ต้องการ ให้ตนเองต้องตายท่ามกลางอุปกรณ์และเครื่องมือสมัยใหม่ที่ใช้สำหรับการยืดชีวิต เพราะทำให้ต นเองต้อง เจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการใช้อุปกรณ์และเครื่องมือเหล่านั้น แต่เมื่อผู้ป่วยอยู่ในระยะที่ไม่สามารถตัดสินใจ ด้วยตนเองได้ ครอบครัว หรือแม้แต่พยาบาล แพทย์ จะเข้ามามีบทบาทในการตัดสินใจแทนผู้ป่วย ซึ่งบางครั้ง การตัดสินใจของครอบครัว และทีมสุขภาพไม่สอดคล้องกับคุณค่าและความเชื่อของผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยได้รับ การรักษาที่ยืดชีวิตทั้งๆที่ผู้ป่วยไม่ต้องการ การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายจึงมักทำให้พยาบาลเผชิญกับประเด็น ขัดแย้งทางจริยธรรม ที่ต้องอยู่ระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัวผู้ป่วย จากการที่พยาบาลต้องการดูแลให้ผู้ป่วยเผชิญ กับวาระสุดท้ายอย่างสงบปราศจากความทุกข์ทรมาน กับการทำตามความประสงค์ของครอบครัวที่ต้องการให้ ผู้ป่วยได้รับการรักษาเพื่อมีชีวิตที่ยืนยาว กรณีตัวอย่าง: ระยะสุดท้ายของชีวิต ใครมีสิทธิ์ในการตัดสินใจ ผู้ป่วยหญิงวัย 65 ปี รับรู้ว่าตนเองป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเป็นเวลา 5 ปีได้รับการผ่าตัด รังสีรักษา และ เคมีบำบัด ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลครั้งนี้เนื่องจากมีอาการปวดทั้งทางร่างกาย หายใจเหนื่อย แต่ รู้สึกตัวดี จากผลการตรวจพบว่า มะเร็งลุกลามไปยังอวัยวะต่างๆแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ให้ การรักษาแบบประคับประคอง เมื่อลูกๆ ของผู้ป่วยทราบ แต่ผู้ป่วยได้ขอให้รักษาอย่างเต็มที่ บอกกับพยาบาล ว่าตนทราบดีว่าโรครุนแรงเกินกว่าจะรักษาให้หายได้ อยากกลับไปเสียชีวิตท่ามกลางลูกหลานที่บ้าน ไม่อยาก ทุกข์ทรมาน ตอนนี้ก็ไม่มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง พยาบาลเข้าใจถึงความต้องการของผู้ป่วย อยากช่วยให้ผู้ป่วยตาย อย่างสงบท่ามกลางคนที่รัก แต่เนื่องจากลูกๆของผู้ป่วยได้ขอร้องแพทย์ให้รักษาผู้ป่วยอย่างเต็มที่ แม้ว่าผู้ป่วย ได้บอกความต้องการของตนให้ลูกๆทราบแล้วก็ตาม ผู้ป่วยจึงยังไม่ได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน พยาบาลเกิดความ คับข้องใจว่าในเหตุการณ์เช่นนี้ใครควรมีสิทธิ์ตัดสินใจ จากสถานการณ์ดังกล่าว สามารถนำมาวิเคราะห์ตามขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจเชิงจริยธรรม ได้ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูล 1.1ข้อมูลเกี่ยวกับการเจ็บป่วยและการรักษา จากสถานการณ์ข้างต้นผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย รับรู้ถึงความรุนแรงของการเจ็บป่วยของตนเองได้รับการรักษาแบบประคับประคอง
๒๙ 1.2คุณค่าและความเชื่อของบุคคลที่เกี่ยวข้อง ผู้ป่วยรายนี้สะท้อนคุณค่าของตนเองเกี่ยวกับการ ตายโดยไม่ทุกข์ทรมาน ซึ่งแตกต่างจากคุณค่าของลูกๆที่ต้องการให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาวที่สุดเพราะเชื่อว่าเป็น โอกาสของลูกหลานที่จะได้ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ เป็นความกตัญญู การละเลยไม่ดูแลรักษาพ่อแม่เมื่อวาระ สุดท้ายของชีวิตถือว่าเป็นบาป สำหรับพยาบาลสะท้อนว่าให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของผู้ป่วย เพราะ ผู้ป่วยมีสติรับรู้ถึงการเจ็บป่วยของตนเองที่ตรงกับความเป็นจริง 1.3การตัดสินใจและการเผชิญปัญหาของผู้ป่วยและครอบครัว พยาบาลควรรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของบุคคลในครอบครัวผู้ป่วยผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่ พยาบาลต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ 1.4กฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย เช่นพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 12 ที่ระบุว่าบุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่ เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติความทรมานจากการเจ็บป่วยได้เป็นต้น ๒. กำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม ในสถานการณ์ข้างต้น พยาบาลเกิดประเด็นขัดแย้งระหว่าง การช่วยให้การช่วยให้ผู้ป่วยตายอย่างสงบตามที่ผู้ป่วยต้องการ ด้วยการไม่ใช้เครื่องมือและอุปกรณ์สำหรับการ ยืดชีวิต กับการช่วยยืดชีวิตผู้ป่วยตามที่ครอบครัวผู้ป่วยต้องการ ๓. กำหนดและวิเคราะห์ทางเลือก พร้อมวิเคราะห์ข้อดี ของทุกทางเลือกที่เป็นไปได้ ดังทางเลือก ดังนี้ 1.5ทำหน้าที่แทนผู้ป่วยโดยการประสานกับครอบครัวของผู้ป่วยและแพทย์ เพื่อให้ทำตามความ ต้องการของผู้ป่วย ข้อดี 1) เป็นการเคารพเอกสิทธิ์ผู้ป่วย เนื่องจากผู้ป่วยอยู่ในภาวะที่มีสติสัมปชัญญะ รับรู้ข้อมูลของ ตนเองที่ตรงกับความเป็นจริง นับเป็นบุคคลที่มีเอกสิทธิ์ (autonomous agent) ซึ่งมีสิทธิที่จะตัดสินใจโดย อิสระในการปฏิเสธการรักษา โดยเฉพาะการรักษาที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดความตายเท่านั้น และผู้ป่วยมีสิทธิใน การตายอย่างสมศักดิ์ศรี ดังที่พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ (2550) ได้ระบุเกี่ยวกับการตายอย่างมีศักดิ์ศรี ไว้ในหมวดที่ 2 ข้อ 2.2.10 ว่าบุคคลพึงมีสิทธิการตายอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณค่าความเป็นมนุษย์ โดยมี เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม ไม่เป็นภาระทางเศรษฐกิจทั้งแก่บุคคลและสังคมโดยรวม 2) เป็นการช่วยบรรเทาความปวดและอาการอื่นๆที่ก่อให้เกิดความทุกข์ จากการศึกษาของ วิลสันและคณะ (wilson et al., 2000) เกี่ยวกับทัศนคติในระยะสุดท้ายของชีวิต เหตุผลของการตัดสินใจ ส่วนใหญ่มาจากการที่ไม่สามารถควบคุมความเจ็บปวด และมีอาการเปลี่ยนแปลงทางสรีระอย่างรุนแรง 3) เป็นการส่งเสริมให้มีความยุติธรรมในการกระจายทรัพยากรที่มี จำกัดให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยทรัพยากรทางการรักษาพยาบาลควรให้กับผู้ที่มีโอกาสรอดชีวิตมากกว่า ข้อเสีย 1) อาจนำไปสู่ปัญหาด้านสัมพันธภาพระหว่างพยาบาลกับครอบครัวของผู้ป่วย เนื่องจากเป็นทางเลือกที่ขัดกับความต้องการของครอบครัว 2) ครอบครัวอาจฟ้องร้อง หากผู้ป่วยเสียชีวิตโดยของไม่ได้รับการช่วยฟื้นคืนชีพ 1.6ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์และครอบครัวของผู้ป่วยในการตัดสินใจ ข้อดี 1) ครอบครัวผู้ป่วยมีความหวังว่าผู้ป่วยจะมีชีวิตยืนยาวขึ้นจากการรักษา 2) ไม่เกิดความขัดแย้งระหว่างพยาบาลกับครอบครัวของผู้ป่วย
๓๐ ข้อเสีย 1) เป็นการตัดสินใจที่ขัดแย้งกับคุณค่าและความเชื่อของผู้ป่วย ซึ่งผิดหลักการเคารพ เอกสิทธิ์ (respect autonomy) 2) หากการรักษายืดเยื้อ จะทำให้ผู้ป่วยได้รับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานจากการรักษา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการตายอย่างสงบ 2. การตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ การตัดสินใจที่เหมาะสมจากสถานการณ์ข้างต้น คือ ทำ หน้าที่แทนผู้ป่วยโดยการประสานกับครอบครัวของผู้ป่วยและแพทย์ เพื่อให้ทำตามความต้องการของผู้ป่วย 3. การประเมินผลภายหลังการตัดสินใจ เช่น ความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยปฏิกิริยาของครอบครัว สัมพันธภาพระหว่างครอบครัวกับทีมสุขภาพ นอกจากนี้พยาบาลต้องประเมินตนเองว่าได้เรียนรู้อะไรจาก สถานการณ์ที่เกิดขึ้น การเรียนรู้ทักษะในการทำหน้าที่แทนผู้ป่วย
๓๑ 3.5 การพิทักษ์สิทธิในการในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยจิตเวช เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางอารมณ์และจิตใจ จัดเป็นกลุ่มด้อยโอกาสทางสังคม ที่ต้องการการดูแลด้วยความระมัดระวังอย่างมาก โดยคำนึงถึงวัฒนธรรม คุณค่า และความเชื่อของผู้ป่วยและ ครอบครัว อีกทั้ง ต้องการการดูแลที่มีความต่อเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือของครอบครัวและชุมชนจากลักษณะ ของผู้ป่วยดังกล่าว จะทำให้มีความเสี่ยงต่อการถูกละเมิดสิทธิได้ง่าย พยาบาลจึงต้องตระหนักถึงการทำหน้าที่ อย่างมีจริยธรรม และตระหนักถึงบทบาทในการทำหน้าที่แทนผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับการเคารพเอกสิทธิ์ การทำ ประโยชน์ การไม่ทำอันตราย และสิทธิในการตัดสินใจ เป็นต้น ประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม: การป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยและผู้อื่นโดยการผูกยืดผู้ป่วยจิตเวชกับการ เคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วย การผูกยึดผู้ป่วยจิตเวช เป็นการบำบัดอย่างหนึ่งในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งทาง จริยธรรมของพยาบาลได้บ่อย เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชส่วนหนึ่ง จะไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตนเองเมื่อมี อาการทางจิต ซึ่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงและอันตรายต่อผู้ป่วยหรือบุคคลอื่นได้ ประเด็นขัดแย้งที่เกิดขึ้น คือ บางครั้งพฤติกรรมผู้ป่วยก็ไม่ได้สะท้อนถึงความรุนแรงที่เด่นชัดเป็นเพียงความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น แต่โดย ลักษณะของผู้ป่วยจิตเวชที่ยากต่อการควบคุมพฤติกรรม จึงทำให้พยาบาลต้องป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน โดย การผูกยึดหรือนำผู้ป่วยนั้น มีความเหมาะสมหรือไม่ เกรงว่าการกระทำของตนจะไปละเมิดสิทธิผู้ป่วย แต่ถ้าไม่ เลือกการผูกยึด เมื่อผู้ป่วยเกิดอาการรุนแรงมากขึ้น ทำให้เกิดความเสียหายหรืออันตรายต่อผู้ป่วยด้วยกัน หรือ ต่อบุคลากรก็จะทำให้พยาบาลรู้สึกผิดที่ไม่ป้องกัน กรณีตัวอย่าง: การป้องกันอันตรายต่อผู้ป่วยและผู้อื่นโดยการผูกยึดผู้ป่วยจิตเวชกับการเคารพเอกสิทธิ์ของ ผู้ป่วย ผู้ป่วยชาย อายุ 47 ปี เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลจิตเวช ด้วยโรคจิตเภทแรกรับมีอาการก้าวร้าว เอะอะโวยวาย มีประวัติทำร้ายผู้อื่น พยาบาลจึงตัดสินใจผูกยึดผู้ป่วย หลังได้รับการรักษาด้วยยา 7 วัน ผู้ป่วยมี อาการดีขึ้น ไม่มีพฤติกรรมก้าวร้าว พูดคุยรู้เรื่อง ผู้ป่วยได้บอกกับพยาบาลที่ดูแลว่า ไม่ต้องผูกยึดแล้ว พยาบาล เองก็ไม่อยากจะผูกยึดผู้ป่วย เนื่องจากเห็นว่าผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นและได้ประเมินว่าโอกาสเสี่ยงต่อการเกิด พฤติกรรมรุนแรงมีน้อยมาก แต่ก็ยังลังเล จึงได้ปรึกษาเพื่อนร่วมงานที่อยู่เวรด้วยกัน เพื่อนร่วมงานมีความเห็นว่า สมควรผูกยึดไว้ก่อน เนื่องจากอัตรากำลังมีไม่เพียงพอ เพราะหากผู้ป่วยมีอาการกำเริบขึ้นอีก ก็จะควบคุมไม่ได้ ผู้ป่วยอาจทำร้ายบุคลากรหรือผู้ป่วยอื่น จากสกถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นว่าพยาบาลตกอยู่ในภาวะอึดอัดใจ และคับข้องใจการตัดสินใจว่าจะ ทำอย่างไร จึงจะเหมาะสมหรือดีที่สุด และเกิดผลเสียน้อยที่สุดในขณะนั้น การนำกระบวนการตัดสินใจเชิง จริยธรรมมาใช้ จะช่วยให้พยาบาลได้ทบทวนและคิดพิจารณาหาทางออกได้อย่างรอบคอบที่สุด โดยมีการ ดำเนินการ ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากแฟ้มประวัติ และจากการสังเกต ซึ่งข้อมูลสำคัญที่ควรรวบรวม คือ 1.1ระดับความรุนแรงของอาการทางจิตใจขณะนั้น ทั้งนี้ พยาบาลสามารถพิจารณาได้จาก ลักษณะท่าทาง คำพูดของผู้ป่วย เช่น ระดับเล็กน้อยปานกลางหรือรุนแรงมาก เนื่องจากเป็นที่ยอมรับว่าระดับ ความรุนแรงของอาการทางจิตโดยเฉพาะการเกิดพฤติกรรมเคลื่อนไหวมากผิดปกติ จะมีความสัมพันธ์กับการ เกิดพฤติกรรมรุนแรง
๓๒ 1.2ความเป็นไปได้หรือโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดพฤติกรรมรุนแรง ข้อมูลส่วนนี้จะช่วยให้พยาบาล ตัดสินใจได้ว่าพฤติกรรมของผู้ป่วยมีโอกาสนำไปสู่ความเสี่ยงของการเกิดอันตรายทั้งต่อผู้ป่วยและบุคคลอื่น มากน้อยเพียงใดผู้ป่วยมีความไวต่อการถูกกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมรุนแรงได้มากน้อยเพียงใด 1.3ความพร้อมของบุคลากรและแหล่งช่วยเหลืออื่นๆเมื่อเกิดปัญหาเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้ พยาบาลทราบว่าจะกำหนดแนวทางการจัดการพฤติกรรมรุนแรงในลักษณะใดเป็นอันดับแรก และจะมีโอกาส เสี่ยงต่อการทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายจากการผูกยึดหรือไม่อย่างไร 1.4ประวัติการเกิดพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วย หากผู้ป่วยมีประวัติเกิดพฤติกรรมรุนแรงบ่อย เพียงใด จะเป็นตัวบ่งชี้ถึงโอกาสเกิดพฤติกรรมรุนแรงขึ้นซ้ำได้ 1.5ความรู้สึกของผู้ป่วยและของพยาบาลต่อการถูกผูกยึด เนื่องจากการผูกยึดผู้ป่วยจิตเวช อาจมี ผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของผู้ป่วยและภาพลักษณ์ของการให้บริการ ความไม่พึงพอใจของครอบครัวต่อการ ผูกยึด เพื่อนำมาใช่ในการวางแผนการผูกยึดให้เหมาะสมต่อไป 1.6แนวปฏิบัติของหอผู้ป่วยเกี่ยวกับการจำกัดพฤติกรรมเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้พยาบาลเกิดความ มั่นใจมากขึ้น หากต้องมีการตัดสินใจผูกยึดผู้ป่วยเพราะสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความคับข้องใจของพยาบาลในการ ตัดสินใจเลือกการผูกยึด อาจมาจากความไม่มั่นใจในวิธีการผูกยึดว่าจะปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยเพียงใด หรือมี ความเหมาะสมกับสถานการณ์เพียงใด การมีแนวปฏิบัติของหน่วยงานอาจช่วยลดภาวะคับข้องใจ หรือความ ลำบากใจของพยาบาลที่จะเลือกใช้การผูกยึดได้ 2. กำหนดประเด็นขัดแย้งทางจริยธรรม จากกรณีนี้ ประเด็นขัดแย้งที่อาจพบคือ การผูกยึดผู้ป่วย เพื่อป้องกันผู้ป่วยทำร้ายผู้อื่น แต่การกระทำดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการละเมิดสิทธิ์ของผู้ป่วย ซึ่งจะส่งผลให้ ผู้ป่วยมีความเครียดเพิ่มขึ้น รู้สึกด้อยคุณค่าและศักดิ์ศรี 3. พิจารณาว่ามีทางเลือกใดบ้างที่สามารถดำเนินการในประเด็นขัดแย้งข้างต้น การตัดสินใจในแต่ ละทางเลือก มีทั้งข้อดี และข้อเสีย ดังนั้นพยาบาลต้องวิเคราะห์อย่างรอบคอบ เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจที่ เหมาะสม ในการวิเคราะห์ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่องการพยาบาลผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง กฎหมายและ สิทธิผู้ป่วยทางจิต หลักจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง และการให้คุณค่าของผู้ป่วยและของพยาบาล รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับการผูกยึด ดังตัวอย่างทางเลือก ดังนี้ 3.1 การผูกยึดดังนี้ ข้อดี 1) เป็นการป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยทำร้ายบุคลากรและผู้ป่วยอื่น 2) พยาบาลสามารถให้การดูแลผู้ป่วยอื่นโดยไม่ต้องกังวลถึงอันตราย ข้อเสีย 1) ผู้ป่วยมีความเครียดเพิ่มขึ้น รู้สึกด้อยคุณค่าและศักดิ์ศรี 2) ผู้ป่วยไม่สุขสบาย ไม่มีอิสระในการทำกิจกรรม 3) พยาบาลคับข้องใจว่า เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องหรือไม่ ในการกระทำอาจเป็นการละเมิดเอก สิทธิ์ผู้ป่วย 4) ผู้ป่วยขาดความไว้วางใจในตัวพยาบาล และอาจไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา 3.2 ให้ยาฉีดเพื่อควบคุมพฤติกรรมโดยไม่ต้องผูกยึด ข้อดี 1) ผู้ป่วยได้สงบลง และไม่เกิดพฤติกรรมรุนแรงโดยไม่ต้องถูกผูกยึด
๓๓ 2) พยาบาลสามารถให้การดูแลผู้ป่วยอื่นโดยไม่ต้องกังวลถึงอันตราย ข้อเสีย 1) ต้องรอให้ผ่านการพิจารณาของแพทย์ หากแพทย์ไม่ได้สั่งแผนการรักษาไว้ 2) ต้องระวังผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่สุขสบายของผู้ป่วยได้ 3.3 การกำหนดเงื่อนไขสำหรับผู้ป่วยเพื่อให้ควบคุมตนเองหากไม่ต้องการถูกผูกยึด ข้อดี 1) เป็นการเคารพเอกสิทธิ์ของผู้ป่วย โดยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลตนเอง เพื่อควบคุม พฤติกรรมรุนแรง 2) ผู้ป่วยมีอิสระในการทำกิจกรรม 3) ผู้ป่วยมีความวางใจในตัวพยาบาล และส่งผลต่อความร่วมมือในการรักษา ข้อเสีย 1) ผู้ป่วยอาจไม่สามารถควบคุมพฤติกรรมตนเองตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันไว้ 2) พยาบาลต้องคอยระมัดระวังว่าผู้ป่วยจะปฏิบัติได้หรือไม่ ซึ่งอาจจะเป็นการเพิ่มภาระใน ขณะที่อัตรากำลังไม่เพียงพอ 3) พยาบาลอาจขัดแย้งกับเพื่อนร่วมงาน 4. ตัดสินใจเลือกและลงมือปฏิบัติ ทางเลือกที่เหมาะสำหรับสถานการณ์ข้างต้น คือ การกำหนด เงื่อนไขสำหรับผู้ป่วย เพื่อให้ควบคุมตนเองหากไม่ต้องการถูกผูกยึด แต่ทั้งนี้พยาบาลจะต้องประเมินว่าผู้ป่วยมี ความเสี่ยงต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรงน้อยมาก และพยาบาลต้องศักยภาพในการสื่อสาร และจูงใจให้ผู้ป่วย ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด นอกจากนี้ พยาบาลต้องประเมินสภาพจิตของผู้ป่วยเป็นระยะ และมีวิธีการ แก้ปัญหาในกรณีที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมรุนแรงที่อาจทำร้ายบุคลากรและผู้อื่นได้ 5. ประเมินผลภายหลังการตัดสินใจ ในสถานการณ์ดังกล่าว พยาบาลตัดสินใจกำหนดเงื่อนไข สำหรับผู้ป่วย ควรประเมินพฤติกรรมของผู้ป่วยปฏิกิริยาของเพื่อนร่วมงาน นอกจากนี้ พยาบาลต้องประเมิน ตนเองได้เรียนรู้อะไรจากการตัดสินใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปวางแผนเพี่อแก้ไขปัญหาในอนาคตได้ เหมาะสมมากขึ้น เช่น เรียนรู้ทักษะในการสื่อสาร จูงใจผู้ป่วย ทักษะในการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิด พฤติกรรมรุนแรง และการเตรียมการเพื่อแก้ปัญหากรณีผู้ป่วยมีพฤติกรรมรุนแรงมากขึ้น เป็นต้น
๓๔ 3.6 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลพระภิกษุอาพาธ หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า รับพระภิกษุสงฆ์ที่เจ็บป่วยทางออร์โธปิดิกส์ และทางศัลยกรรม มีเตียงรองรับทั้งหมด 5 เตียง ดูแลพระภิกษุอาพาธ โดยตระหนักถึงการปฏิบัติดูแล พระภิกษุอาพาธ กระทำอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการและสอดคล้องกับข้อปฏิบัติทางศาสนา เนื่องจากวิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ ท่านออกแบบมาให้พระภิกษุสงฆ์ปลีกตัวออกมาอยู่กับหมู่สงฆ์ หรือเพียงลำพัง ห่างจากฆราวาสและไม่คลุกคลีกันจนเกินความจำเป็น แม้แต่ในหมู่ภิกษุสงฆ์ด้วยกัน การนอน พักรักษาตัวร่วมกับฆราวาสที่โรงพยาบาล จึงมีหลายจุดที่ไม่สะดวกสำหรับพระภิกษุสงฆ์ และเป็นเหตุให้เกิด อาบัติได้มากมาย ทางหอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูกชาย จึงเตรียมการรองรับพระภิกษุอาพาธให้เหมาะสมที่สุด จะส่งผลอำนวยให้ทำดังนี้ การแจ้งรายละเอียดแก่พระภิกษุอาพาธเมื่อรับเป็นผู้ป่วยใน เนื่องจากพระภิกษุส่วนใหญ่ไม่มีความรู้เรื่องโรคภัยไข้เจ็บและการรักษาแผนปัจจุบัน รวมทั้งความ เป็นอยู่ในโรงพยาบาลว่าจะเอื้อต่อการรักษาพระวินัยหรือไม่ โดยเฉพาะท่านที่ต้องอยู่โรงพยาบาลเป็นครั้งแรก โดยไม่มีเพื่อนพระหรือโยมอุปัฏฐาก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องควรอธิบายหัวข้อต่อไปนี้โดยละเอียด (กรณี พระภิกษุอาพาธหนักจนไม่สามารถพูดคุยรับรู้ได้ให้อธิบายกับผู้ติดตามหรือทางวัดได้ทราบ) ดังนี้ 1. สาเหตุที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลและความสำคัญที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล 2. มีแนวทางแผนการรักษาให้ท่านเลือกกี่ทาง 3. ประมาณระยะเวลาในการนอนโรงพยาบาลโดยคร่าวๆ 4. แนะนำเกี่ยวกับสิทธิ์การรักษาหรือถ้ามีส่วนเกินให้แจ้งให้ท่านทราบเหตุผลและประมาณค่าใช้จ่าย 5. ให้ความมั่นใจท่านว่าโรงพยาบาลมีความเข้าใจในวิถีชีวิตของพระสงฆ์สามารถอำนวยความสะดวก ให้แก่ท่านขณะอยู่ในโรงพยาบาล ดังนี้ 1. สถานที่ตั้งของเตียงพระภิกษุ จัดเตียงที่อยู่ในมุมส่วนตัว ห่างจากสายตาผู้คนให้ท่าน ขณะที่ท่าน พักผ่อน (ที่อาจมีญาติผู้ป่วยรายอื่นที่เป็นผู้หญิงมาเยี่ยม) และมีม่านสำหรับแต่ละเตียง เว้นแต่บางรูปที่ ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จัดให้อยู่ใกล้เคาน์เตอร์พยาบาล และติดสติ๊กเกอร์รูปพระภิกษุสงฆ์บริเวณหัว เตียง 2. บุคลากรที่เป็นสตรี ขณะเข้าตรวจรักษาให้การพยาบาลดูแลทำความสะอาดร่างกาย เก็บบันทึกข้อมูล ต่างๆ ไม่ควรอยู่กับท่านตามลำพังในที่ลับตา หากจำเป็นควรเปิดม่านให้ผู้อื่นพอมองเห็นได้ ไม่ควร สัมผัสร่างกายท่านโดยตรง ควรสวมถุงมือหรือสัมผัสผ่านผ้า และควรกล่าวขอโทษ ขออนุญาติก่อนทุก ครั้ง 3. อาหารตามโรคอำนวยความสะดวกในกรณีที่ท่านขอถือตามพระวินัยหรือท่านสามารถผ่อนปรนตาม ข้อปฏิบัติได้ การถวาย ยา อาหาร เครื่องดื่ม ควรประเคนให้ท่านหรืออย่างน้อยบอกท่านอย่างชัดเจน
๓๕ ว่านี่คือ ยา อาหารที่จัดถวายท่าน ซึ่งรวมถึงการให้เลือด สารน้ำ อาหารที่ให้ทางสายยาง หรือยาฉีด ลักษณะต่างๆด้วย 4. กรณีที่เป็นพระภิกษุสงฆ์อาพาธติดเตียง หรือไม่สามารถทำความสะอาดร่างกายด้วยตนเองได้ จัด เจ้าหน้าที่ผู้ชายอย่างน้อย 1 คน ร่วมทำความสะอาดร่างกายให้ท่าน โดยเฉพาะการทำความสะอาดใน จุดที่พึงสงวนต่างๆ 5. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ชายปลงผมในวันโกนทุก 15 วันหรือ 30 วัน ก่อนวันพระใหญ่ หากท่านไม่ สามารถปลงผมเองได้ 6. อำนวยความสะดวกการทำกิจวัตร เช่น การทำวัดสวดมนต์ นั่งสมาธิ หรือ ปลงอาบัติ เป็นต้น หาก สมควรหากมีสถานที่ที่เหมาะสมและท่านสามารถไปทำกิจได้เอง อาจเป็นบนเตียงผู้ป่วย ควรแนะนำ ว่าเวลาใดที่เหมาะสม ในการทำกิจเหล่านี้ที่จะไม่รบกวนขั้นตอนการดูแลรักษาของโรงพยาบาล 7. จัดเตรียมเครื่องนุ่งห่มจำเพาะชัดเจนที่เรียกว่าจีวร อันมีชุดสามผืน (ไตรจีวร) ซึ่งใช้ในทุกแห่งทุกที่ ไม่ ว่าไปที่ใหน งานอะไร ก็ใช้ผ้าชุดเดียวกันที่เรียกว่าจีวร แม้แต่เมื่อเข้าอยู่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล ก็ นุ่งห่มจีวรนี้อย่างเดียว ประกอบด้วย จีวร สบง สังฆาฏิ และจัดเตรียม ผ้าขนหนู ผ้าห่ม รองเท้า จัดแยกไว้ไม่ปะปนกับผู้ป่วยทั่วไป ข้อปฏิบัติเป็นพิเศษ คือในกรณีต้องเข้าห้องผ่าตัด หรือหัตถการพิเศษที่ต้องเปลี่ยนชุดสำหรับ เตรียมผ่าตัดหรือเปลี่ยนชุดปลอดเชื้อ กรณีนี้จะให้พระภิกษุอาพาธสวมประคตติดตัวไว้ จนกว่าเสร็จ การแล้วจึงนุ่งห่มได้เต็มชุดดังเดิม แนวปฏิบัติการตรวจร่างกายหรือทำหัตถการในพระภิกษุสงฆ์ การตรวจหรือการทำหัตถการใดๆที่ต้องมีการสัมผัสร่างกายพระภิกษุควรกระทำโดยแพทย์หรือ เจ้าหน้าที่ชายเท่านั้น ผู้ตรวจควรแจ้งให้ท่านทราบก่อนทุกครั้ง เกี่ยวกับขั้นตอนการตรวจ ท่าตรวจ ต้องเปิดเผยร่างกายมากน้อยเพียงใด ใช้เวลาเท่าไร เพื่อขออนุญาตและให้ท่านตัดสินใจ ไม่ควรตรวจ หากท่านไม่อนุญาต เนื่องจากการตรวจร่างกายบางอย่างอาจทำให้ท่านต้องผิดพระวินัยแม้จะไม่มี เจตนา หากท่านปฏิเสธ แต่มีความจำเป็นควรอธิบายให้ท่านเข้าใจและเคารพในการตัดสินใจ กระทำ ด้วยมารยาทและมีความสุภาพ มีความเอื้ออาทรทั้งกาย วาจา ใจ หากต้องมีการขยับผ้าครอง ให้แจ้ง ให้ท่านขยับด้วยตนเองหรือให้พระภิกษุ โยมอุปัฏฐากชายที่มาช่วยเหลือด้วย เฉพาะกรณีฉุกเฉินไม่ สามารถจัดหาเจ้าหน้าที่ผู้ชายได้จริงๆจึงจะอนุโลมให้เจ้าหน้าที่หญิงตรวจได้ โดยต้องเรียนขออนุญาต ก่อนและให้ท่านมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ หากท่านอนุญาตต้องมีโยมหรือจิตอาสาชายอยู่ด้วย หลีกเลี่ยงการสัมผัสกายโดยตรงให้มากที่สุด กรณีจำเป็นอาจใส่ถุงมือ ความระมัดระวังนี้เป็นความ เอื้อเฟื้อที่ฆราวาสพึงมีเพื่อให้พระภิกษุสามารถรักษาพระวินัยได้
๓๖ 3.7 การพิทักษ์สิทธิในการดูแลหญิงตั้งครรภ์และผู้คลอด 1. สิทธิพื้นฐานการดูแลสุขภาพ ครอบคลุม การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูในระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และหลังคลอด ได้แก่ สิทธิการบริการคัดกรองภาวะแทรกซ้อน ตรวจเลือด ตรวจโครโมโซม ตรวจ อัลตร้าซาวนด์ สิทธิประโยชน์ ค่ารักษา ค่าชดเชย ค่าเลี้ยงดูบุตรที่พึงได้ ตามกฏหมาย 2. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับการยินยอมการรักษา ข้อมูลที่จำเป็นแก่หญิงตั้งครรภ์/ผู้คลอด และครอบครัว 3. การรักษาความเป็นส่วนตัว/ความลับ 3.1 ข้อมูลเวชระเบียน มีการจำกัดสิทธิ์การใช้ และการเข้าถึง ในระบบคอมพิวเตอร์ เช่น ผลการ ตรวจ HIV จำกัดสิทธิ์ให้แพทย์เท่านั้น ที่สามารถดูผลได้ 3.2 การเผยแพร่ข้อมูลเพื่อใช้ในการศึกษา เรียนรู้/วิจัย ต้องได้รับการยินยอมจากหญิงตั้งครรภ์/ ผู้คลอดก่อน 3.3 การเปิดเผยร่างกายจากการดูแลรักษาพยาบาล ห้องตรวจ/เตียงคลอด ต้องมีผ้าม่านปิดมิดชิด เปิดเฉพาะอวัยวะส่วนที่ตรวจเท่านั้น และถ้าผู้ตรวจเป็นผู้ชายต้องมีผู้ช่วยตรวจเป็นผู้หญิงอยู่ด้วยเสมอ จำกัด เจ้าหน้าที่เท่าที่จำเป็น ถ้าเป็นการตรวจและมีการเรียน การสอนร่วมด้วย ต้องได้รับความยินยอมจากหญิง ตั้งครรภ์/ผู้คลอด 3.4 มีการปกปิดความลับ เช่น การติดเชื้อ HIV การตั้งครรภ์การคลอดในอดีต ตามความต้องการ ของหญิงตั้งครรภ์และผู้คลอด 4. การให้หญิงตั้งครรภ์/ผู้คลอด ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบชื่อ สกุล และประเภทของผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพที่เป็นผู้ให้บริการแก่ตน 5. เคารพในความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาหรือพิธีกรรมของหญิงตั้งครรภ์/ผู้คลอด จัดสภาพแวดล้อมทที่ไม่ ขัดแย้งกับความเชื่อ และวัฒนธรรม เช่น ศาสนาอิสลาม มีทำพิธีให้ทารกแรกเกิดเมื่อแรกคลอด ห้องคลอดจัด พื้นที่ในหน่วยงานให้ญาติเข้ามาทำพิธี จัดเก็บรกให้ผู้คลอดอิสลาม 6. ให้บริการด้วยความเสมอภาค ให้เกียรติและความเท่าเทียมกัน คำนึงถึงสิทธิความเป็นมนุษย์ และ ปัจเจกบุคคล 7. เปิดโอกาสให้หญิงตั้งครรภ์/ผู้คลอด และครอบครัว ซักถาม และขอความช่วยเหลือ ตลอดจน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เลือกวิธีการดูแลรักษา วิธีการคลอด ภายใต้ข้อมูลที่ครบถ้วนชัดเจน มี ความปลอดภัย หรืออันตรายน้อยที่สุด และไม่ผิดกฏหมาย เช่น การทำแท้ง การยุติการตั้งครรภ์ การเลือก วิธีการคลอด เป็นต้น 8. กรณีไม่สมัครใจยินยอมรักษา ต้องแนะนำการดูแลตนเอง และทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับอาการ ผิดปกติ และความจำเป็นในการกลับเข้ามารักษาพยาบาลในสถานบริการเดิม หรือสถานบริการที่ผู้ใช้บริการ เลือก
๓๗ หนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุข วันที่............................................................... ข้าพเจ้า (ชื่อ – นามสกุล) .............................................................................................อายุ............................ปี บัตรประชาชนเลขที่ .......................................................................................................... ................................ ที่อยู่ที่ติดต่อได้.......................................................................................................... ........................................... เบอร์โทรศัพท์.........................................................................เบอร์ที่ทำงาน........................................................ ขณะทำหนังสือฉบับนี้ ข้าพเจ้ามีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ และมีความประสงค์ที่จะแสดงเจตนาที่จะขอ ตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่ต้องการให้มีการใช้เครื่องมือใด ๆ กับข้าพเจ้า เพื่อยืดการตายออกไปโดย ไม่จำเป็นและเป็นการสูญเปล่า แต่ข้าพเจ้ายังคงได้รับการดูแลรักษาตามอาการ • เมื่อข้าพเจ้าตกอยู่ในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ • เมื่อข้าพเจ้าได้รับทุกข์ทรมานจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ ข้าพเจ้าขอปฏิเสธการรักษาดังต่อไปนี้ (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ และให้ลงชื่อกำกับหน้าข้อที่ท่านเลือก) การเจาะคอเพื่อใส่ท่อช่วยหายใจ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้สารอาหารและน้ำทางสายยาง การเข้ารักษาในห้องไอ.ซี.ยู (I.C.U) การกระตุ้นระบบไหลเวียน กระบวนการฟื้นชีพเมื่อหัวใจหยุด การรักษาโรคแทรกซ้อนด้วยยาหรือวิธีการรักษาใด ๆ ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ในกรณีที่ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ให้บริการดังกล่าว โดยมิได้ทราบถึงเนื้อความในหนังสือ แสดงเจตนาฉบับนี้หรือไม่ทราบความประสงค์ที่แท้จริงของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอร้องให้ผู้นั้น กรุณาหยุดการ บริการ การใช้เครื่องช่วยหายใจ การให้สารอาหารและน้ำทางสายยาง ……………………………………………………………………………………………………….. ……………………………………………………………………………………………………….. ข้าพเจ้าขอให้สถานพยาบาลหรือผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขอำนวยความสะดวกตามความ เหมาะสม ดังต่อไปนี้ มีความประสงค์ที่จะเสียชีวิตที่บ้าน การเยียวยาทางจิตใจ (กรุณาระบุ เช่น การสวดมนต์ การเทศนาของนักบวช) ...…………………………………....................................................................
๓๘ ข้าพเจ้าขอมอบหมายให้ (ชื่อ – นามสกุล) .......................................................ในฐานะบุคคลใกล้ชิด (ถ้ามี) เป็นผู้แสดงเจตนาแทน เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้อื่นได้ตามปกติ เพื่อทำหน้าที่ อธิบายความประสงค์ที่แท้จริงของข้าพเจ้า หรือปรึกษาหารือกับแพทย์ในการวางแผนการดูแลรักษาต่อไป ข้าพเจ้าได้ทำหนังสือเจตนาต่อหน้าพยาน และทำสำเนาเอกสารมอบให้บุคคลใกล้ชิด และพยาน เก็บรักษาไว้ เพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ของสถานพยาบาลเมื่อข้าพเจ้าถูกนำตัวเข้ารักษาในสถานพยาบาล ผู้แสดงเจตนา..........................................................ลงชื่อ บุคคลใกล้ชิด...........................................................ลงชื่อ พยาน.......................................................................ลงชื่อ พยาน.......................................................................ลงชื่อ ผู้ใกล้ชิด (ทำหน้าที่อธิบายความประสงค์ที่แท้จริงของผู้ทำหนังสือ หรือหารือแนวทางการดูแลรักษากับผู้ ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่ดูแลรักษาข้าพเจ้า เช่น บิดา มารดา สามี ภรรยา บุตร พี่ น้อง หรือบุคคล อื่นที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน ไว้วางใจกัน) ชื่อ – นามสกุล.............................................................................มีความสัมพันธ์เป็น....................... .................... หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน ......................................................................................................................... ที่อยู่ที่ติดต่อได้.......................................................................................................... ............................................ เบอร์โทรศัพท์................................................................................................................ ....................................... พยานคนที่ ๑ ชื่อ – นามสกุล ..........................................................................มีความสัมพันธ์เป็น............................. หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน................................................................................................... ...... ที่อยู่ที่ติดต่อได้.......................................................................................................... ............................. เบอร์โทรศัพท์......................................................................................................................................... พยานคนที่ ๒ ชื่อ – นามสกุล ......................................................................มีความสัมพันธ์เป็น............................. .... หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน......................................................................................................... ที่อยู่ที่ติดต่อได้.......................................................................................................... ............................. เบอร์โทรศัพท์................................................................................................................ ......................... ผู้เขียนหรือผู้พิมพ์หนังสือนี้แทนผู้ทำหนังสือแสดงเจตนา ชื่อ – นามสกุล ...................................................................มีความสัมพันธ์เป็น..................................... หมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน................................................................................................... ....... ที่อยู่ที่ติดต่อได้....................................................................................................................................... เบอร์โทรศัพท์................................................................................................................ .........................
๓๙ สรุปแนวปฏิบัติการพิทักษ์สิทธิผู้ป่วยและผู้ป่วยเฉพาะ วัตถุประสงค์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระบวนการดูแลและตระหนักถึงความสำคัญของการให้ ความร่วมมือกับผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ จึงได้ร่วมกันออกประกาศรับรองสิทธิและข้อพึงปฏิบัติของ ผู้ป่วย ขั้นตอนปฏิบัติ ข้อ สิทธิผู้ป่วย แนวทางปฏิบัติ 1 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับ การรักษาพยาบาลและการดูแลด้าน สุขภาพตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ 1.การสร้างความตระหนักให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล 2.ประเมินผู้ป่วยแรกรับ ตรวจวินิจฉัยและการพยาบาล ผู้ป่วยตามมาตรฐานวิชาชีพ 3.แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงสิทธิผู้ป่วยที่ควรได้รับจาก โรงพยาบาล 4.แจ้งให้ผู้ใช้บริการทราบถึงสิทธิผู้ป่วยที่ควรได้รับบริการ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขของสิทธิบัตร 5.แนะนำเรื่อง กฎระเบียบ สถานที่แก่ผู้ใช้บริการ 6.การมอบหมายการดูแลผู้ป่วยให้ผู้รับผิดชอบในแต่ละ เวร 7.เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลและอธิบายความเจ็บป่วย ความรู้ ด้านสุขภาพตามขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบ ให้กับผู้ป่วย และครอบครัวทุกรายจนจำหน่าย 2 ผู้ป่วยทุกคนมีสิทธิพื้นฐานที่จะได้รับ การรักษาพยาบาลโดยไม่มีการเลือก ปฏิบัติเนื่องจากความแตกต่าง ด้านเชื้อ ชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ เศรษฐานะ และลักษณะการเจ็บป่วย 1.ไม่เลือกปฏิบัติสำหรับผู้ป่วยสามัญ พิเศษ ความ แตกต่างด้านเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา เพศ 2.ไม่เลือกลักษณ์ของความเจ็บป่วยในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย โดยยึดหลักมาตรฐานกับผู้ป่วยทุกราย 3.เคารพในความเชื่อถือเกี่ยวกับศาสนา หรือพิธีกรรมของ ผู้ป่วย ๓ ผู้ป่วยที่ขอรับการรักษาพยาบาลมีสิทธิ ได้รับทราบข้อมูลที่เป็นจริงและเพียงพอ เกี่ยวกับการเจ็บป่วย การตรวจ การ รักษา ผลดี ผลเสียจากการตรวจรักษา จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจใน การยินยอมหรือไม่ยินยอมให้ผู้ประกอบ วิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต่อตน เว้นแต่ ในกรณีฉุกเฉินอันจำเป็นเร่งด่วนและเป็น อันตรายต่อชีวิต 1.อธิบายหรือชี้แจงให้ผู้ป่วยและญาติเข้าใจเรื่องโรคและ ความสำคัญของการรักษาพยาบาล 2. .อธิบายให้ผู้ป่วยทราบทุกครั้งก่อนให้การรักษา พยาบาล เช่น วัตถุประสงค์ของการพยาบาล วิธีการ สังเกตความผิดปกติและผลของการรักษาพยาบาล ประเมินการรับรู้และใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย 3.ผู้ป่วยหรือผู้ปกครองมีสิทธิร่วมตัดสินใจและเลือก วิธีการรักษาเมื่อได้รับคำอธิบาย 4.รับฟังความคิดเห็น ความต้องการ ปัญหาของผู้ป่วย อย่างปราศจากอคติ
๔๐ ข้อ สิทธิผู้ป่วย แนวทางปฏิบัติ 4 ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิต มีสิทธิที่จะได้รับการช่วยเหลือรีบด่วน จากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดย ทันทีตามความจำเป็นแก่กรณี โดยไม่ คำนึงว่าผู้ป่วยจะร้องขอความช่วยเหลือ หรือไม่ 1.ตัดสินใจให้การช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน เสี่ยงต่ออันตรายถึงชีวิตทันที บนจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และปรัชญา 2.เตรียมอุปกรณ์การช่วยชีวิตให้พร้อมใช้ในยามฉุกเฉิน เสมอ 3.มอบหมายให้ผู้รับผิดชอบในการช่วยเหลือผู้ป่วยที่อยู่ใน ภาวะฉุกเฉิน 4.ทบทวนความรู้และทักษะในการช่วยฟื้นคืนชีพสำหรับ บุคลากรทางการพยาบาลทุกคนพร้อมประเมินสมรรถนะ ทุกปี 5.ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติอย่างต่อเนื่อง 5 ผู้ป่วยมีสิทธิจะรับทราบชื่อ สกุลและ วิชาชีพของผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตน 1.บุคลากรทุกคน ติดบัตรโรงพยาบาลเพื่อแสดงตัวตน และแนะนำตนเองกับผู้ป่วยและญาติทุกครั้งก่อน ให้บริการ 2.จัดแสดงแผนภูมิสายบังคับบัญชาไว้หน้าหน่วยงาน พร้อมติดรูป ชื่อ นามสกุลและตำแหน่งไว้ในสถานที่ที่ มองเห็นชัดเจน 3.เขียนชื่อ นามสกุล ระบุตำแหน่งผู้ประกอบวิชาชีพที่ รับผิดชอบในแต่ละเวรไว้ในสถานที่มองเห็นชัดเจน 4.มีชื่อแพทย์หน้าห้องตรวจทุกห้อง/เตียงคนไข้ 6 ผู้ป่วยมีสิทธิจะขอความเห็นจากผู้ ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพอื่น ที่มิได้ เป็นผู้ให้การรักษาพยาบาลแก่ตนและมี สิทธิในการขอเปลี่ยนผู้ประกอบวิชาชีพ ด้านสุขภาพหรือเปลี่ยนสถานพยาบาลได้ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสิทธิการรักษา ของผู้ป่วย 1.เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้เลือกใช้บริการตามระเบียบของ โรงพยาบาล 2.ช่วยประสานงาน เมื่อผู้ป่วยแจ้งความจำนงขอเปลี่ยนผู้ ให้บริการหรือสถานบริการตามระเบียบของโรงพยาบาล 3.ให้ข้อมูลหรือการช่วยเหลือที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ป่วยใน การที่จะได้รับการรักษา 7 ผู้ป่วยมีสิทธิจะได้รับการปกปิดข้อมูล ของตนเอง เว้นแต่ผู้ป่วยจะให้ความ ยินยอมหรือเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเพื่อ ประโยชน์โดยตรงของผู้ป่วยหรือตาม กฎหมาย ระเบียบเกี่ยวกับการรักษาความลับของผู้ป่วยมีดังนี้ 1.ผู้ป่วยได้รับการรักษาความลับเกี่ยวกับข้อมูลการ เจ็บป่วย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มผู้ป่วย HIV กลุ่มที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ 2.การปฏิบัติเกี่ยวกับการรักษาความลับของผู้ป่วย 2.1เมื่อมีผู้มาติดต่อสอบถามต้องการทราบข้อมูลของ ผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการต้องสอบถามผู้มาติดต่อดังนี้
๔๑ ข้อ สิทธิผู้ป่วย แนวทางปฏิบัติ . -ชื่อ สกุล เกี่ยวข้องกับผู้ป่วยในฐานะใด -มีความประสงค์อะไร ต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับ อะไรบ้างและนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร -เจ้าหน้าที่ต้องขออนุญาตผู้ป่วยก่อนทุกครั้ง โดยแจ้งให้ ทราบว่าผู้มาติดต่อต้องการทราบข้อมูลอะไรบ้างและต้อง ให้ผู้ป่วยอนุญาตจึงให้ข้อมูลได้ - ในกรณีผู้ป่วยไม่รู้สึกตัวหรือไม่บรรลุนิติภาวะ ต้องขอ อนุญาตกับญาติหรือผู้ปกครอง 2.2 ไม่ให้ข้อมูลการรักษาพยาบาลแก่ผู้ที่ไม่ใช่ญาติ ใกล้ชิด เพื่อน หรือนักข่าว 3.ผู้ขอข้อมูลเขียนคำร้องต่อผุ้อำนวยการโรงพยาบาลใน การขอสำเนาเวชระเบียนและการถ่ายภาพ 4.ให้คำแนะนำในการติดต่อผุ้รับผิดชอบในเรื่องต่างๆ เช่น พรบ ประกันภัย หรือผู้ป่วยคดี 5.ไม่นำเรื่องของผู้ป่วยมาถกเถียง วิจารณ์ให้ผู้อื่นได้ยิน 6.ไม่วางแฟ้มประวัติ/เขียนชื่อโรคไว้ที่หน้าห้อง 7.จัดเก็บรายงานไว้เป็นสัดส่วน 1.การทดลอง/วิจัย จะต้องมีหนังสืออนุมัติโดยผุ้มีอำนาจ 2.มีหนังสือชี้แจงวัตถุประสงค์ วิธีการ ระยะเวลาในการ ทดลอง การวิจัยอย่างชัดเจน ๘ ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนใน การตัดสินใจเข้าร่วมหรือถอนตัวจากการ เข้าร่วมวิจัยของผู้ประกอบวิชาชีพด้าน สุขภาพ 3.ให้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและเปิดโอกาสให้ซักถามก่อน เซ็นใบยินยอมเข้าร่วมวิจัย และมีสิทธิยกเลิกหรือถอนตัว จากการวิจัยได้ตลอดเวลา 4.ไม่เปิดเผยชื่อ สกุลของผู้ป่วย 5.ประสานงานระหว่างผู้วิจัยกับผู้ป่วย ดูแลไม่ให้ผู้ป่วย ได้รับอันตรายและถูกละเมิดสิทธิ 9 ผู้ป่วยมีสิทธิได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับ การรักษาพยาบาลเฉพาะของตนที่ ปรากฏในเวชระเบียนเมื่อร้องขอตาม ขั้นตอน ทั้งนี้ข้อมูลดังกล่าวต้องไม่ ละเมิดสิทธิหรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล ของผู้อื่น 1.ผู้ป่วยสามารถขอทราบและดูผลการรักษาของตน 2.ประเมินความพร้อมของผู้ป่วยก่อนการให้ข้อมูล กำหนดผู้รับผิดชอบการให้ข้อมูล ดังนี้ -พยาบาลให้ข้อมูลทั่วไป และความรู้ในการปฏิบัติตน -แพทย์ให้ข้อมูลเรื่องการเจ็บป่วย การวินิจฉัยและการ รักษา
๔๒ ข้อ สิทธิผู้ป่วย แนวทางปฏิบัติ 3.เปิดโอกาสให้ซักถาม 3.1บุคลากรมีความตระหนักในการรับฟังและการให้ ข้อมูลที่ถูกต้อง 3.2ควรสอบถามผู้ป่วยว่ามีอะไรจะถามหรือบอกข้อมูล เพิ่มหรือไม่ 3.3จัดเวลาให้ญาติได้พบแพทย์ตามความต้องการ 4.แจ้งอัตราค่าใช้จ่ายต่างๆตลอดจนค่าลดหย่อนตามสิทธิ ของตนให้ผู้ป่วยทราบ 10 บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรม อาจใช้สิทธิแทนผู้ป่วยที่เป็นเด็กอายุไม่ เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกาย หรือจิตซึ่งไม่สามารถใช้สิทธิด้วยตนเอง ได้ 1.ให้บิดา มารดา หรือผู้แทนโดยชอบธรรมมีสิทธิทุกกรณี ตามประกาศสิทธิผู้ป่วย 9 ประการ 2. เด็กอายุไม่เกิน 18 ปีบริบูรณ์ ผู้บกพร่องทางกายหรือ จิตที่ไม่สามารถเข้าใจหรือตัดสินใจได้ด้วยตนเอง เช่น ผู้ป่วยอยู่ในภาวะ Persistent Vegetative State วิกลจริตหรือมีจิตฟั่นเฟือน ผู้แทนโดยชอบธรรมคือผู้ดูแล ผู้ป่วยหรือมีอำนาจปกครองผู้ป่วย เช่น บิดา มารดา 3.กรณีไม่มีบิดา มารดา ผู้ดูแลหรือผู้ปกครองอาจเป็นพี่ น้อง สามารถใช้สิทธิแทนกันได้ กลุ่มผู้ป่วย HIV -มีแนวทางการปกป้องข้อมูลความลับของผู้ป่วย ผลการตรวจ HIV -การรายงานผลทางระบบคอมพิวเตอร์มีการกำหนด ระดับชั้นการเข้าถึง กลุ่มผู้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ -มีศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กและสตรีในการให้คำปรึกษาและ ช่วยเหลือตลอด 24 ชั่วโมง (OSCC) -มีแนวทางปฏิบัติในการดูแลเด็กและสตรีที่ถูกกระทำ รุนแรงในครอบครัว กลุ่มผู้พิการ -จัดสถานที่เพื่ออำนวยความสะดวก -จัดสิ่งอำนวยความสะดวกตามความเหมาะสม เพื่อให้คน พิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากบริการ เช่น บริการในการเดินทาง บริการขนส่งสาธารณะรถนั่ง เปล นอน บริการข้อมูลข่าวสาร -กรณีไม่มีญาติมาด้วย มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ช่วยดูแล และประสานพนักงานนำส่งเพื่อกลับบ้าน
๔๓ ข้ อ สิทธิผู้ป่วย แนวทางปฏิบัติ-จัดลำดับการเข้าตรวจให้เร็วขึ้น-การฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยครอบครัวและชุมชน การเยี่ยมบ้าน -ผู้พิการทางหูได้รับเครื่องช่วยฟัง-ผู้พิการทางเสียง ได้รับการส่งเสริมการฝึกพูดและการ เปล่งเสียง- การฝึกทักษะการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน เช่น การฝึกทักษะ ชีวิต การฝึกทักษะการดำรงชีวิตตามความเหมาะสม รวมถึงการจัดหากายอุปกรณ์เครื่องช่วยคนพิการ-คลินิกการกระตุ้นพัฒนาการสำหรับผู้พิการเด็กจัดหา อุปกรณ์ให้พร้อมใช้ -สำหรับคนพิการ การฝึกทักษะการใช้อุปกรณ์เครื่องช่วย ความพิการ เป็นต้น-ตรวจหาและออกเอกสารยืนยันความพิการเพื่อให้ผู้ป่วย นำไปขอบัตรคนพิการเพื่อรับสวัสดิการจากรัฐบาล
๔๔ เอกสารอ้างอิง คู่มือส่งเสริมจริยธรรม สำหรับองค์กรพยาบาล : กลไกและการปฏิบัติสภาการพยาบาล 2558