การศกึ ษากอ่ นประวตั ศิ าสตรอ์ สิ ลาม
จุดเร่ิมตน้ ของการศึกษาในสมยั ท่านศาสดา
ตามประวัติศาสตร์อิสลาม การศึกษาอิสลามได้เร่ิมต้นเมื่อท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน )
อายุ 40 ปี และถือกาเนิดในขณะที่ท่านปลีกตวั จากสังคมมักกะฮและปรับปรุงตัวเองอยู่ในถา้ ฮิรออ ในขณะท่ีทา่ นอยู่ทีน่ ้ัน มลาอิ
กะฮตนหนึ่งมีนามว่าญิบรีลได้ปรากฎกายต่อหน้าท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) และได้ส่ังให้ท่าน
ศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) อ่านทั้ง ๆ ที่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน )
เป็นผู้ทไ่ี ม่รู้หนังสือ ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ถามว่าจะใหท้ ่านอ่านอะไรหรอื แม้กระน้ันมลาอิ
กะฮตนน้ันยังคงคะยั้นคะยอขอให้ท่านศาสดาอ่าน ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ถามอีกว่าจะให้
ท่านอ่านอะไรหรือ สุดท้ายมลาอิกะฮญิบรีลก็สอนซูเราะฮ อัล อะลัก อายะฮท่ี 1-5 ให้กับท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและ
ความสนั ตจิ งมแี ดท่ ่าน )
علم الإنسن مالم، الذى علم بالقلم، اقرأ وربك الأكرم، خلق الإنسن من خلق، اقرأ باسم ربك الذى خلق
يعلم
แปลวา่ " จงอา่ นเถิด ในพระนามแห่งองค์อภบิ าลของเจ้าผู้ทรงบันดาล พระองคท์ รงบนั ดาลมนุษย์มาจากก้อนเนื้อ ( ทวี่ วิ ัฒน์
จากก้อนเลอื ด จากอสุจเิ ปน็ ลาดบั ) จงอ่านเถิดและพระผู้อภิบาลของเจา้ ผ้ทู รงเอ้ือเฟ้ือย่ิงนกั ซง่ึ ทรงสอนความรูด้ ว้ ยปากกา
พระองค์ทรงสอนมนุษย์ในสง่ิ ทเี่ ขาไมร่ ู้
หลังจากเหตุการณ์ในถ้าฮิรออ ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้กลับ ไปยังบ้านของท่าน แล้วเล่า
เร่ืองราวท้ังหมดให้กบั ท่านหญงิ เคาะดญี ะฮผเู้ ปน็ ภรรยาของทา่ นฟัง ต่อมาท่านหญิงเคาะดีญะฮได้ไปหาท่านวะเราะเกาะฮ อิบนุ
เนาฟลั (Waraqah Ibnu Nawfal) ผู้ซ่ึงมีความร้เู ก่ยี ว
กับคัมภีร์ก่อนๆ จากการบอกเล่าของวะเราะเกาะฮ ทาให้ท่านหญิงเคาะดีญะฮประจักษ์ชดั ว่าพระองค์อัลลอฮได้ทรงแต่งต้ังมุฮัม
หมัด อบิ นุ อับดุลอฮเป็นศาสดาแหง่ มนุษยชาติ (Haykal, 1993 : 77) หลังจากน้ันทา่ นหญิงเคาะดีญะฮกก็ ลับมาหาท่านศาสดา
( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) และสังเกตเห็นท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) กาลัง
ตืน่ ตระหนกตกใจ เมือ่ ทา่ นศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันตจิ งมีแด่ท่าน ) ลืมตาขึ้นมา ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและ
ความสนั ติจงมีแด่ท่าน ) ไดย้ นิ ทา่ นญิบรีลกล่าววา่
. ولربك فاصبر، ولا تمنن تستكثر، والرجز فاهجر، وثيابك فطهر، وربك فكبر، قم فأنذر، يأيها المدثر
٧ - ١ : المدثر
แปล ว่า “ โอ้ผหู้ ่มผ้า ( นบีมฮุ มั หมัด ) เจ้าจงยืนขึ้นแลว้ จงประกาศเตอื นเถดิ และเฉพาะตอ่ พระองค์อภบิ าลของเจา้ น้ัน เจ้าจง
สดดุ ีความยิ่งใหญ่ และแก่เสื้อผา้ ของเจา้ นั้น จงทาความสะอาด และแก่ความชัว่ ร้ายทัง้ หลาย เจ้าจงปลกี หา่ งเถดิ และเจา้ จงอย่า
เออื้ เฟ้ือ ( สง่ิ ใด ๆ โดยมีจุดมงุ่ หมายเพ่ือ ) เจา้ ได้ ( ตอบแทนที่ ) มาก ( กวา่ ท่ีให้ไป ) และเฉพาะเพ่ือองค์อภบิ าลของเจา้ เจ้าจง
อดทนเถดิ ”
อลั มุดัษษริ : 1-7
เม่ือท่านหญิงเคาะดีญะฮได้เห็นสภาพของทา่ นศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสันติจงมีแด่ทา่ น ) ในตอนน้ัน ท่านหญิงกร็ ้อง
ขอให้ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) พักผ่อน ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่
ทา่ น ) จงึ กล่าวแก่ท่านหญิงเคาะดญี ะฮว่า “ เวลาท่ีจะนอนและพักผ่อนมันได้ผา่ นไปแล้ว โอ้เคาะดญี ะฮ ญิบรีล ได้บัญชาแก่ฉัน
ให้เตือนมนุษยชาติ เชิญชวนพวกเขาไปยังการเคารพภักดีต่อเอกองค์อัลลอฮ แต่ฉันจะเชิญชวนใคร และใครบ้างที่จะฟังฉัน ”
(Haykal, 1993 : 77) หลังจากนั้นท่านหญิงก็ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดท่ีได้ฟังมาจากท่านวะเราะเกาะฮให้แก่ท่านศาสดา ( ขอ
ความจาเริญและความสันตจิ งมีแดท่ ่าน ) และตนเองก็ตอบรบั คาเชญิ ชวนของทา่ นศาสดาเปน็ คนแรกในประวัติศาสตรอ์ สิ ลาม
ตอ่ มาท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสนั ติจงมีแด่ท่าน ) เร่ิมเชิญชวนผคู้ นสู่อัล อิสลามท่ีบ้านอัร กอม อิบนุ อบี อัล อัร
กอม (Arqam Ibnu Abi al Arqam) หรือเป็นที่รู้จักในนาม “ ดาร อัล อัรกอม ” (Dar al Arqam) (Sibai, n.d. : 51 ;
Lunggulung, 1986 : 48) ดาร อัล อรั กอมจงึ กลายเปน็ สถานที่แห่งแรกในประวัติศาสตร์อสิ ลามที่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญ
และความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้อบรมส่ังสอนบรรดาผู้ศรัทธาซึ่งในขณะนั้นยังมีจานวนไม่มากนัก เนื่องจากดาร อัล อัรกอมเป็น
สถานทีแ่ ห่งแรกที่มีการเรียนการสอน บางท่านจึงมีทศั นะวา่ ดาร อัล อัรกอมเป็นโรงเรียนแหง่ แรกในประวตั ศิ าสตร์อิสลาม ( อับ
ดุลคอลิก , 1983 : 16) แต่ เอ แอล ตีบาวีในหนังสือ Islamic Education : Its Tradition and Modemization into Arabic
National System ได้แสดงทัศนะที่ต่างกัน ตบี าวี (Tibawi, 1979 : 24) มีทัศนะว่ามสั ยิดคอื โรงเรียนแห่งแรกในประวัตศิ าสตร์
อิสลาม และความคิดน้ีกไ็ ดร้ ับการสนับสนุนจากบรรดานักการศึกษาในปจั จุบนั
จากเร่ืองราวที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นผู้เขียนขอสรุปในที่นี้ว่า การศึกษาอิสลามนั้นได้ถือกาเนิดครั้งแรกในถ้าฮิรออ ซึ่งเป็น
การศึกษาที่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) เองเป็นผู้เรียน และมลาอิกะฮเป็นผู้ส อน สาหรับ
การศึกษาท่ีท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) เป็นผู้สอนนั้นได้เร่ิมขึ้นคร้ังแรกท่ีบ้านของท่านเอง และ
ท่านหญิงเคาะดีญะฮก็เป็นผู้เรียนคนแรก หลังจากน้ันการศึกษาก็ได้เร่ิมข้ึนที่บ้านอัรกอม อบิ นุ อบี อัล อัรกอม การศึกษาที่ดาร
อลั อรั กอมนี้เป็นการศกึ ษาเกยี่ วกบั อะกีดะฮและศาสนบัญญัติ (Lunggulung, 1986 : 48)
การจาแนกศาสตรใ์ นสมัยท่านศาสดา
รอบ เอน็ มาลิก (Malik, 1983 : 44) ได้เขียนไว้ในวิทยานิพนธป์ ริญญาเอกของท่านว่าตามทัศนะของ อัล กุรอานแล้ว
ท่ีมาของความรู้และศาสตร์ต่าง ๆ นั้นจะมีอยู่ 2 ประเภท (1) วัหยู (Revealation) (2) ประสบการณ์ (Experiences) ความรู้
ประเภทแรกนั้นเราจะได้มาจากท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ในขณะที่ความรู้ประเภทท่ีสองจะ
ได้มาจากใครกไ็ ด้ อะหมัด ชาละบี (Shalaby, 1954 : 48) ไดเ้ ขียนไว้ในหนงั สอื “History of Muslim Education” วา่
“ เม่ือท่าน ( ศาสดา ) ( ขอความจาเรญิ และความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้ถึงที่อัลมะดีนะฮ มัสยิดของทา่ นก็ถูกสรา้ งขนึ้ ท่ีอัล มริ บัด
และในมสั ยดิ แห่งนี้ท่านเคยสอนบรรดาเศาะหาบะฮของท่านเกยี่ วกบั ความรู้ทางศาสนาและทางโลก ”
จากข้อเขียนของมาลิกและชาลาบีข้างต้น พอจะสรุปได้ว่าศาสตร์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในสมัยของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและ
ความสันตจิ งมีแด่ทา่ น ) สามารถจาแนกออกเป็นสองประเภท คอื (1) ศาสตร์ทางศาสนา (2) ศาสตร์ทางโลก แมศ้ าสตร์ในสมัย
ดังกล่าวนี้จะมีอยู่สองประเภท แต่ศาสตร์ท้ังสองไม่สามารถที่จะแยกออกจากกันได้ เพราะท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและ
ความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้ให้ความสาคัญแก่ศาสตร์ท้ังสอง ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์ที่เก่ียวกับโลกนี้หรือโลกหน้า ท่านศาสดาถือว่า
ท้ังโลกน้ีและโลกหนา้ ลว้ นมีความหมายตอ่ มนุษยชาติ ดงั ท่ีนักปราชญท์ า่ นหนึ่งได้กล่าววา่
اعمل لدنياك كأنك تعيش ابدا واعمل لاخرتك كأنك تموت غدا.
แปลวา่ “ จงปฏิบัตเิ พือ่ โลกน้ีของทา่ นเสมอื นท่านจะคงอยู่ชว่ั นิรนั ดร์ และจงปฏบิ ตั เิ พ่อื โลกอาคิเราะฮของท่านเสมือนท่านจะ
ส้ินชพี ในวนั พรุ่งน้ี ”
การศึกษาในสมยั ท่านศาสดา
ตามประวัติศาสตร์อิสลามมุฮัมหมัด ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ถือได้ว่าเป็นปฐมาจารย์ของ
การศึกษาอิสลาม และเป็นบรมครูที่ส่ังสอนมวลมนุษยชาติถึงศาสนาแห่งเอกภาพ ท่านเป็นครูที่ผิดแผกไปจากครูคนอ่ืน ๆ นั้น
คือท่านเป็นครูที่ไม่ได้หวังสินค่าจ้างจากการอุทิศตนท้ังแรงกายและแรงใจ เพ่ือเผยแพร่สาส์นแห่งผู้อภิบาล แต่เป็นครูที่หวังแต่
ความโปรดปรานจากพระองค์ แม้ทา่ นจะลาบากสักเพียงใด หรือแม้กระท่งั ทา่ นจะถูกบรรดาผู้ปฏิเสธทาร้าย แต่ภารกิจของท่าน
ในฐานะครูก็ยังคงดาเนินตลอดไป บรรดานักการศึกษาท้ังมุสลิมและไม่ใช่มุสลิมต่างยอมรับว่าท่านคือครูคนแรกใน
ประวตั ิศาสตรอ์ ิสลาม ต่อมาบรรดาเศาะหาบะฮและนักปราชญ์มสุ ลมิ ก็ได้รับภาระของการเปน็ ครูสืบต่อจากทา่ น
การศึกษาอสิ ลามของท่านศาสดาในมักกะฮได้ประสบกบั ปัญหามากมาย อกี ทงั้ ไดร้ ับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากบรรดาผปู้ ฏิเสธ
และพวกมุชริก แต่การศึกษาอิสลามในสมัยนั้นก็ยังคงดาเนินไปอย่างต่อเน่ือง การศึกษาในระยะแรกที่เมืองมักกะฮ เป็น
การศึกษาท่ีปฏิบัติกันอย่างลับ ๆ โดยมีดาร อัล อัรกอมเป็นสถานท่ีสาหรับอบรมสั่งสอนบรรดาเศาะหาบะฮ แม้กระท่ังเม่ือ
พระองค์อัลลอฮทรงอนุญาตให้ท่านเผยแผ่อิสลามอย่างเปิดเผย แต่การพบปะที่ดารอัล อัร กอมก็ยังคงดาเนินต่อไป อายะฮที่
พระองคท์ รงอนมุ ัติใหเ้ ผยแพรโ่ ดยเปิดเผยไดป้ รากฏในซูเราะฮ อัล ฮิจญร อายะฮที่ 94
فاصدع بما تؤمر واعرض عن المشركين.
แปลวา่ “ ดงั น้นั ( โอม้ ุฮัมหมัด ) เจา้ จง ( ประกาศโดย ) เปิดเผยเถดิ ถึงสิง่ ทีเ่ จ้าถูกบญั ชามา ( ให้เผยแพร่ ) และเจ้าจงหนั เหไป
จากบรรดาพวกต้ังภาคีทั้งหลาย ”
การศกึ ษาในยคุ แรก ๆ นี้จะเนน้ และเก่ียวข้องกับศาสนา ดังนน้ั การศกึ ษาและการเผยแพรศ่ าสนาจงึ ถอื เปน็ ของคกู่ ัน ไม่อาจท่ีจะ
แยกออกจากกนั ได้ สถาบนั การศกึ ษาในสมัยดังกล่าวน้ีคือ ดาร อลั อัรกอมและบ้านของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความ
สันติจงมีแด่ท่าน ) เอง วิชาที่ท่านสอนในยุคแรก ๆ มีวิชาอัล กุรอาน อะกีดะฮและชะรีอะฮ (Iunggulung, 1986 : 448;
Shalaby, 1954 : 30)
ในสมัยของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ชาวอาหรับส่วนใหญ่ไม่รู้หนังสือ การเรียนการสอนจะ
ปฏิบัติกันโดยใช้วาจา วิธีการสอนด้วยวาจานี้เป็นท่ีนิยมและยอมรับกันอย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังเป็นวิธีการเรียนการสอนท่ี
เหมาะสมกบั สถานการณ์และสภาวการณใ์ นสมัยนนั้ ท่านศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสนั ตจิ งมแี ดท่ ่าน ) เปน็ ผู้หน่ึงท่ีสอน
บรรดาเศาะหาบะฮด้วยวาจา โดยพวกเขาจะต้ังใจฟังและท่องให้จา สาหรับผู้ท่ีสามารถจดบันทึกได้เขาเหล่านั้นก็จะจดบันทึก
เกบ็ ไว้
ในปที ี่ 13 ของการเปน็ ศาสดา ท่านไดร้ ับวัหยอู นุญาตให้ฮิจญเราะฮไปยังเมืองยัษริบ ซึ่งเป็นท่รี ู้จักในนาม “ มะดีนะฮ ” แปลว่า
“ เมือง ” การฮิจญเราะฮของท่านในคร้ังน้ีได้นาการเปล่ียนแปลงคร้ังยิ่งใหญ่มาสู่สังคมมะดีนะฮ ในระหว่างการเดินทางสู่เมือง
มะดีนะฮของท่านน้ัน ท่านได้สร้างมัสยิดกุบาอ ซึ่งถือเป็นมัสยิดแห่งแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม และเมื่อถึงที่เมืองมะดีนะฮ
ท่านได้สร้างมัสยิดอีกแห่งหน่ึงที่อับ มิรบัด ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามมัสยิด อัล - นะบะวี (Masjid al Nabawi) และในมัสยิดแห่งน้ี
เองทท่ี ่านได้ส่ังสอนบรรดาเศาะหาบะฮของทา่ นทั้งวชิ าการทางศาสนาและวชิ าการทางโลก (Shalaby, 1954 : 48)
มัสยิดในสมัยของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) น้ัน ไม่ใช่เป็นเพียงสถานที่สาหรับทาการอิบาดะฮ
แตย่ ังเป็นศนู ย์กลางของกิจการอื่น ๆ อกี มากมาย ดังน้ัน เมอื่ เราศึกษาถงึ บทบาทของมสั ยิด เราจะประจกั ษว์ ่ากิจการต่าง ๆ ของ
มัสยิดและการศกึ ษาน้ันมักจะมีความสัมพันธ์ท่ีแน่นแฟ้นมาต้ังแตย่ ุคแรกๆ ของอสิ ลาม ด้วยเหตุนี้บางคนจึงมีทัศนะว่ามัสยิดคือ
โรงเรียนแห่งแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม แม้มัสยิดในสมัยของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) จะมี
ความเกี่ยวพันกบั การศกึ ษา แต่การศกึ ษาเหล่าน้ันดเู หมือนจะไม่คอ่ ยมีระบบมากนัก การศึกษาท่ีเป็นระบบไดเ้ รมิ่ ขึ้นหลังจากได้
มีการสรา้ งอัล - ศุฟฟะฮ (al Suffah) “ อัล - ศุฟฟะฮ ” ตามรากศัพท์แล้วหมายถึง “ ร่มเงา ” ซ่ึงในที่นี้หมายถงึ ส่วนท่ีสร้างข้ึน
ต่อเติมจากมัสยิด ผู้คนท่ีอาศัยอยู่ในที่นี้เรียกว่า “ อัฮล อัล - ศุฟฟะฮ ” (Ahl al Suffah) ในอัล - ศุฟฟะฮแห่งนี้ท่านศาสดาได้
อบรมส่ังสอนบรรดาเศาะหาบะฮของท่าน เพ่ือเตรียมพวกเขาสาหรับการเป็นนักเผยแผ่ศาสนาท่ีแท้จริง (Lunggulung, 1986 :
48) ตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์อัล - ศุฟฟะฮนั้นสามารถจุคนได้เป็นจานวนมาก เพราะครั้งหน่ึงท่านศาสดา ( ขอความ
จาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) เคยจัดงานวะลีมะฮ ( งานแต่งงาน ) ซง่ึ มีคนเข้าร่วมประมาณ 300 คน (al Umari, 1991 ;
1:86) ชาวศุฟฟะฮ กลุ่มแรกเป็นชาวมุฮาญิรีนที่อพยพจากมักกะฮ ดังน้ันอัล - ศุฟฟะฮ บางครั้งก็จะถูกเรียกว่า “ อัล - ศุฟฟะฮ
อัล มฮุ าญิรีน ” (al Siffah Muhajiri) อบู ฮุรอยเราะฮก็เป็นผู้หน่งึ ท่ีอาศัยอยู่ในอัล - ศุฟฟะฮแห่งนี้ นอกจากชาวมุฮาญิรีนก็เคย
มชี าวอนั ศอร และผทู้ เี่ ขา้ รบั อิสลามใหม่ ๆ บางคนมาพกั อยทู่ ี่อลั - คฟุ ฟะฮแหง่ นี้ (al Umari, 1991 ; 1 : 86)
ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสนั ติจงมแี ด่ทา่ น ) จะดูแลเอาใจใสบ่ รรดาอัฮล อัล - ศุฟฟะฮเป็นอยา่ งดี บางคร้ังทา่ นจะ
ไปเยี่ยม แล้วถามทุกข์สุขของพวกเขา เพื่อดูว่าใครเจ็บไข้ได้ป่วยบ้าง เม่ือมีอะไรที่ท่านพอจะช่วยได้ท่านก็จะช่วยด้วยความ
บรสิ ุทธิ์ใจ นอกจากนน้ั ท่านศาสดาจะกระชบั บรรดาชาวศฟุ ฟะฮใหต้ ระหนักถึงภารกิจของศาสนา และกาชับใหศ้ ึกษาอัล กุรอาน
ราลึกถึงอัลลอฮและวันแห่งการฟ้ืนคืนชีพ โดยไม่ให้จมปลักอยู่กับความสุขอันเล็กน้อยบนโลกนี้ (al Umari, 1991 ; 1:92-93)
ในอัล - ศุฟฟะฮแห่งนี้ท่านศาสดาจะรับภาระเกี่ยวกับเรื่องอาหารและเครื่องแต่งกาย สาหรับค่าใช้จ่ายอื่น ๆ บางอย่างชาวศุฟ
ฟะฮต้องหามาเอง อาจจะโดยการตัดฟืนหรืออ่ืน ๆ สาเหตุที่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ปฏิบัติ
เช่นน้ีเพราะท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ต้องการท่ีจะสอนพวกเขาให้รู้ถึงวิธีการช่วยเหลือตัวเอง
(Bilgrimi and Ashraf, 1985 : 18)
อลั - ศฟุ ฟะฮถอื เป็นศูนยก์ ลางทางการศึกษาวิชาการอิสลาม วชิ าท่ีมกี ารสอนในอัล - ศฟุ ฟะฮไดแ้ ก่วิชาอลั กุรอาน ตจั ญวีด และ
วิชาการอิสลามอื่น ๆ ผู้สอนในสถาบันแห่งนี้คือท่านศาสดาเอง และผู้ที่ได้รับการแต่งต้ังจากท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและ
ความสันติจงมีแด่ท่าน ) วัตถุประสงค์ของการศึกษาในสถาบันแห่งน้ีคือ การขัดเกลาจิตใจและจุดประทีปแห่งดวงวิญญาณให้
สว่างไสว และยกระดับมนุษย์จากระดับมุอมินให้เป็นระดับมุหซิน (Milgrimi and Ashraf, 1985 : 18) มุหซินมาจากคาว่า “
อิหซาน ” ซ่งึ หมายถึง การทาอบาดะฮตอ่ เอกองคอ์ ัลลอฮเสมือนเราเห็นพระองค์ หากเราไมเ่ ห็นพระองค์ แท้จรงิ พระองค์จะทรง
เห็นเรา จากวัตถปุ ระสงคด์ ังกล่าวชาวศฟุ ฟะฮจงึ ใช้เวลาเกอื บทั้งหมดของพวกเขาแสวงหาความรู้ และทาการอิบาดะฮต่ออัลลอฮ
เขาเหลา่ น้ันจะคุ้นเคยกับชีวิตทเ่ี รียบง่าย จะใช้เวลาละหมาด ขอพร ศึกษาอัล กุรอานด้วยกัน และฝึกฝนตัวเองอยู่กับการราลึก
ถึงผู้อภบิ าลแหง่ สากลโลก นอกจากนน้ั ชาวศุฟฟะฮบางคนก็จะใช้เวลาศกึ ษาศิลปะการเขียน ผสู้ อนวิชาศิลปะการเขยี นน้ีบางครั้ง
จะได้รบั รางวัลเป็นคา่ ตอบแทน ซงึ่ ปรากฏว่าครั้งหนึง่ อุบัยดะฮ อิบนุ อัล - ษาบติ (Ubaydah Ibnu al Thabit) ทา่ นไดร้ บั คนั ธนู
เป็นรางวัลในฐานะที่ทา่ นได้สอนอลั กุรอานและวิธกี ารเขยี นให้แก่ชาวศุฟฟะฮ
หลังจากท่ีได้ศึกษาเล่าเรียนในอัล - ศุฟฟะฮ บางคนได้กลายเป็นนักปราชญ์ท่ีมีช่ือเสียงและเป็นท่ีรู้จักอย่างกว้างขวาง เช่น ท่า
นอบู ฮุรอยเราะฮ ผซู้ ึ่งเป็นทร่ี ู้จกั ในฐานะผู้จาหะดษี และรายงานหะดีษเป็นจานวนมาก แมว้ ่าชาวศฟุ ฟะฮเหล่านี้จะอุทศิ ตนเพื่อ
ศึกษาหาความรู้และปฏิบัติอบิ าดะฮ แต่เขาเหลา่ น้กี ไ็ ม่ไดป้ ลีกตัวจากสังคม หรือแม้กระทัง่ การตอ่ สู้ในหนทางของอัลลอฮ ซึ่งครั้ง
หนึ่งเคยปรากฏว่าชาวศฟุ ฟะฮบางคนไดเ้ ป็นสักขีพยานในเหตุการณ์ท่ีฮุดัยบยิ ะฮ (al Umari, 1991 : 90-91)
ตลอดช่วงชีวิตของท่านศาสดามุฮัมหมัด ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ท่านได้พิสูจน์ให้เราเห็นว่าท่านคือครูท่ี
แท้จรงิ นอกจากน้ันท่านยงั ได้กาชับบรรดาเศาะหาบะฮของท่านให้ศึกษาและแสวงหาความร้ทู ้ังวิชาการทางศาสนาและวิชาการ
ทางโลก เพราะอิสลามไม่เคยแยกระหว่างวิชาการทงั้ สองนี้ และถือว่าวิชาใดก็ตามทีจ่ ะช่วยให้มนุษยเ์ คารพภักดีต่ออัลลอฮ วิชา
นน้ั เป็นวิชาศาสนาแม้ว่าวิชาเหล่าน้ันจะเกี่ยวข้องกับทางโลกก็ตาม เรื่องราวท้ังหมดน้ีเราได้ประจักษ์เห็นชัดจากเหตุการณ์หลัง
สงครามบะดัร เชลยสงครามหลายคนได้ถกู บญั ชาให้สอนเด็ก ๆ ชาวอันศอร เพื่อเป็นคา่ ไถ่สาหรับตัวเองจากการเป็นเชลยศึกใน
คร้ังน้ัน (Al Umari 1991 ; 2 : 43) บรรดาเชลยสงครามดังกล่วาล้วนเป็นชาวมุชริกที่ปฏิเสธคาเชิญชวนของท่านศาสดา ( ขอ
ความจาเริญและความสนั ตจิ งมีแด่ท่าน ) และไมม่ ีความรูเ้ กี่ยวกับอิสลาม แต่เขากไ็ ดร้ ับอนญุ าตให้สอนบรรดาลกู ๆ ของชาวอัน
ศอรเพื่อเป็นค่าไถ่สาหรับตัวเองดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น วิชาที่เขาเหล่าน้ันสอนได้แก่วิชาการอ่านและการเขียนภาษาอาหรับ
เหตุการณ์ทั้งหมดน้ีล้วนยืนยันได้อย่างชัดเจนว่าท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) เป็นปรมาจารย์ที่มี
ความคิดลึกซ้ึงและมีวิสัยทัศน์ท่กี วา้ งไกล อีกทั้งยังเป็นอัจฉริยบุคคลทย่ี ากจะหาผ้ใู ดมาเทียบเคยี งได้ อย่างไรกต็ าม การเรียนกับ
ผู้ปฏิเสธแม้จะเป็นท่ีอนุมัติ แต่การเรียนการสอนกับพวกเขาเหล่านั้นต้องได้รับการปฏิบัติอย่างระมัดระวังและรอบคอบ
นอกจากนน้ั วชิ าท่ีจะเรียนควรเปน็ บางวชิ าเท่าน้ัน
ความจริงมุฮัมหมัด ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) น้ันไม่ใช่เป็นเพียงครูสาหรับ มุสิลมเท่านั้น หากแต่ยังเป็นครู
ของมวลมนษุ ยชาติ ดังที่พระองค์อลั ลอฮตรัสว่า
وما ارسلنك الا رحمة للعلمين
١٠٧ : الانبياء
แปลวา่ " และเรามิได้สง่ เจา้ มาเปน็ ศาสนทูต ( เพ่อื อน่ื ใดท้ังสนิ้ ) นอกจากเพ่ือเปน็ ธรรมแกช่ าวโลก ( ท้ังมวล )"
อลั อนั บยิ าอ : 107
อกี หลักฐานหนึ่งทแ่ี สดงให้เหน็ ว่าทา่ นคือครูของมนุษยชาติ คอื การส่งสาสน์ ไปยังเมืองต่าง ๆ เพื่อเชิญชวนบรรดาผู้ครองนครให้
หันมารับอิสลาม ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้ส่ังให้อาลักษณ์เขียนสาส์นโดยบรรจุความรู้
เก่ียวกับหลักศรัทธา แล้วส่งตัวแทนผู้นาสาส์นไปยังเมืองต่าง ๆ เช่น ท่านส่งดิฮยะฮ อิบนุ เคาะลีฟะฮ อัล กัลบี (Dihyah Ibnu
Khalifah al Kalbi) ไปยังซีซาร์ (Caesar) อับดุลลอฮ อิบนุ ฮุษาฟะฮ อัล - ซาฮามี (Abd Allah Ibnu Hudhafah al Sahami)
ไปยังคอสโรส (Chosroes) แห่งอาณาจักรเปอร์เซีย อัมร อิบนุ อุมัยยะฮ อัล - ฎอมรี (Amr Ibnu Umayyah al Damri) ไปยัง
กษัตริยเ์ นกุส (Negus) แห่งอบสิ สีเนยี ฮาติบ อิบนุ อบู บลั ตะอะฮ อัล - ลุคอมี (Hatib Ibnu Baltaah al Lukhami) ไปยังมเุ กา
กิซ (Muqawais) ผ้คู รองอยิ ปิ ต์ (Egypt) ซาฏบิ อิบนุ อัมร อัล อะมรี ี (Satip Ibnu Amr al Amiri) ไปยงั เฮาะษะฮ อบิ นุ อะลี หา
นะฟี (Hawdhah Ibnu Ali al Hanafi) ในยะมามะฮ (Yamamah) ( เฏาะบะรี , 1987, 2 : 128; Umari, 2, 1991 : 127)
ภารกิจการเป็นครูของทา่ นศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแดท่ า่ น ) นั้นไม่ได้ผกู ขาดสาหรบั ท่านศาสดาเพียงผู้เดียว
หากแต่ยังรวมถึงเหล่าเศาะหาบะฮ วัตถุประสงค์ของการอบรมส่ังสอนน้ันคือ เพ่ือเตรียมพวกเขาสาหรับภารกิจของการเป็นครู
และไดก้ าชับพวกเขาเหล่านัน้ ให้ทาการเผยแผ่อสิ ลามแมจ้ ะเปน็ เพยี งอายะฮเดียวก็ตาม
เก่ียวกับการศึกษาของเด็กและสตรี ท่านได้ให้ความสาคัญเท่า ๆ กัน (Bilgrimi and Ashraf, 1985 : 19) โดยเฉพาะการศึกษา
ของสตรีมุสลิม ท่านเองเป็นผ้สู อน โดยจะทาการสอนสัปดาห์ละครั้ง (al Afendi and Baloch, 1980 : 143) สาหรับการศึกษา
ของเด็กๆ ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ทา่ น ) ได้กาชับผู้ที่เปน็ บิดามารดาให้อบรมสั่งสอนลูก ๆ ของตน
เพราะท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ถือว่าเด็กทุกคนที่เกิดมาล้วนบริสุทธ์ิ เขาจะเป็นมุสลิมหรือผู้
ปฏเิ สธน้ันขึน้ อยกู่ ับการอบรมของบิดามารดาดังวจั นะท่ีวา่
، فأبواه يهودانه، كل مولود يولد على الفطرة
اوينصرانه او يمجسانه.
رواه البخاري
แปลวา่ “ เดก็ ทกุ คนที่เกิดมาล้วนบริสทุ ธ์ิ ดงั นัน้ บดิ ามารดาของเขาตา่ งหากทจ่ี ะทาใหเ้ ขาเป็นยิว หรอื เปน็ คริสเตียน หรือเปน็
พวกมะญูซี ( พวกบชู าไฟ )”
รายงานโดย อลั บุคอรี
และอีกหะดีษหน่ึง
واضربوهم عليها وهم ابناء عشر وفرقوا بينهم في المضاجع، مروا اولادكم بالصلاة وهم ابناء سبع سنين.
رواه ابوداود
แปลวา่ “ จงสั่งลูก ๆ ของทา่ นให้ดารงละหมาด เมื่อเขาเหล่าน้นั อายไุ ดเ้ จ็ดปี และจงตีพวกเขาหาก ( พวกเขาไม่ดารงละหมาด )
เมอ่ื พวกเขาอายุได้ 10 ปี และจงแยกห้องนอนระหวา่ งพวกเขา ”
รายงานโดย อบู ดาวูด
หลักสูตร
วชิ าตา่ ง ๆ ทีม่ ีสอนในสมัยของท่านศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสนั ติจงมีแดท่ า่ น ) ได้แกว่ ิชากรุ อาน หะดีษ ตัจญ
วดี พลศึกษา ( การยง่ิ ธนูการว่ายนา้ การข่มี า้ ) การอ่าน การเขียน ภาษาอาหรับ เตาฮีด และอคั ลาก เปน็ ตน้
ในสมยั ดงั กลา่ วนน้ี อกจากหลักสูตรท่วั ไปแลว้ ยังมีหลกั สูตรการศกึ ษาเฉพาะดา้ นอีกดว้ ย (Bilgrimi and Ashraf, 1985 : 18)
ผูใ้ ดทีป่ ระสงคจ์ ะศึกษาวชิ าอลั กรุ อาน เขาจะต้องไปเรียนกับครทู ีม่ คี วามรู้เฉพาะด้าน หากใครที่ต้องการเรยี นตจั ญวีด หรอื วชิ า
ชะรอี ะฮ เขากต็ ้องไปเรียนกบั ครทู ่ีมคี วามถนดั ในดา้ นน้ี โดยเฉพาะวิชาตัจญวีดเขาจะต้องไปเรยี นกับครูท่ีมีความรูแ้ ละอ่าน อลั
กุรอานได้ถูกต้อง
การศกึ ษาในสมัยของทา่ นศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสนั ติจงมีแด่ทา่ น ) นั้นยงั ไม่มีหลกั สตู รท่เี ป็นลายลักษณ์อักษร แต่
เราสามารถจะวิเคราะห์จากหะดษี ตา่ ง ๆ หรือแม้กระทั่งบางเหตกุ ารณ์ทีแ่ สดงให้เหน็ วา่ หลกั สูตรในสมยั น้ีเป็นอย่างไร
เทคนคิ การสอนขิงท่านศาสดา
วิธีการสอนของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) น้ันมีเอกลักษณ์เฉพาะ แม้ท่านไม่ได้เรียนรู้
วิชาจิตวิทยาจากสถาบันการศึกษาใด ๆ แต่ท่านก็สามารถนาวิชาจิตวิทยามาใช้กับการเรียนการสอนของท่าน ได้เป็นอย่างดี
สาหรับการเรียนการสอนของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) น้ัน ทา่ นจะเลือกเวลาที่เหมาะสม เพื่อ
โนม้ นา้ วบรรดาเศาะหาบะฮให้ตง้ั ใจในบทเรยี น ดงั หะดษี รายงานโดยอิบนุ มซั อดู (Ibnu Masud) ความว่า
“ ท่านศาสดาเคยเอาใจใสใ่ นการเผยแผข่ องท่าน โดยการเลือกเวลาทีเ่ หมาะสม เพือ่ วา่ พวกเราจะได้ไมเ่ บ่ือ ( ท่านจะหลกี เล่ียงที่
จะรบกวนพวกเราดว้ ยการเทศนาและให้ความรตู้ ลอดเวลา )”
รายงานโดย อลั บุคอรี
เทคนิคการสอนของทา่ นศาสดามีมากมาย แตผ่ ูเ้ ขยี นขอยกตัวอย่าง ณ ที่น้เี พียงเทคนิคบางประการเทา่ น้ัน คอื :-
(1) เทคนคิ การยา้ หากท่านเหน็ ว่าเร่ืองใดมีความสาคัญ ท่านก็จะกลา่ วย้าหลาย ๆ ครั้งและบ่อยครั้งที่ทา่ นปฏิบตั ิเช่นน้ี ครั้งหน่ึง
มชี ายคนหน่ึงมาหาท่าน และขอให้ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) วะศียะฮแก่เขา ท่านศาสดา ( ขอ
ความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) กล่าวว่า لا تغضبแปลว่า “ ท่านจงอย่าโกรธ ” ชายคนนั้นก็พยายามท่ีจะขอคา
วะศียะฮอีก ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้กล่าวคาเดิมว่า لا تغضبเทคนิคการย้าน้ีจะได้รับ
การปฏบิ ัติเสมอมา ทา่ นจะกลา่ วย้าหากสิ่งนั้นมีความสาคัญหรือจะย้าข้อความบางตอน เพื่อที่จะทาให้บรรดาเศาะหาบะฮเข้าใจ
สง่ิ ท่ที ่านต้องการสอนอยา่ งถ่องแท้
(2) เทคนิคการต้ังคาถาม บางครั้งเมื่อท่านต้องการดึงดูดความสนใจของผู้เรียน ท่านก็จะเริ่มด้วยการต้ังคาถามดังปรากฏในหะ
ดีษรายงานโดยมสุ ลมิ ว่า
من اصبح منكم اليوم صائما ؟ قال ابوبكر: عن ابى هريرة رضى الله عنه عن النبى صلى الله عليه وسلم قال
قال، انا: قال فمن اطعم منكم اليوم مسكينا ؟ قال ابوبكر، قال ابوبكر انا. قال من تبع منكم اليوم جنازة، انا:
انا فقال رسول الله صلى عليه وسلم ما اجتمعن في امرى الادخل: فمن عاد منكم اليوم مريضا ؟ قال ابوبكر
الجنة.
رواه مسلم
แปลวา่ “ อบู ฮุรอยเราะฮเล่าจากท่านนบี ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ทา่ น ) ท่านได้ถามวา่ มีใครบ้างจากพวกทา่ น
ในวนั นีท้ ่ีตน่ื ขนึ้ มาในสภาพถือศลี อด ? อบู บักร ไดก้ ลา่ วว่า “ ข้าพเจา้ ” ท่านไดถ้ ามวา่ มใี ครบา้ งจากพวกท่านในวนั นี้ได้ตดิ ตาม
ศพ อบู บักร ได้กล่าวว่า “ ข้าพเจา้ ” ทา่ นได้ถามว่า มใี ครบ้างจากพวกท่านในวนั นท้ี ี่ไดใ้ หอ้ าหารแก่คนยากจน อบู บักรได้
กลา่ วว่า “ ข้าพเจ้า ” ท่านได้ถามวา่ มใี ครบ้างจากพวกท่านในวันนี้ไดไ้ ปเย่ียมผ้ปู ว่ ย อบู บกั รตอบวา่ “ ข้าพเจา้ ” ท่านเราะซู
ลลุ อฮ ( ขอความจาเริญและความสนั ตจิ งมีแดท่ า่ น ) ได้กล่าววา่ ส่งิ ต่าง ๆ เหล่านจ้ี ะไม่อยู่ในผใู้ ดนอกจากเขาได้เข้าสวรรค์ ”
รายงานโดยมสุ ลิม
(3) เทคนิคการอุปมา บ่อยคร้ังท่ีท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ได้ใช้เทคนิคนี้ในการสอนหลักการ
ทางศาสนาแก่บรรดาเศาะหาบะฮ เพราะวิธีน้ีจะทาให้พวกเขาเขา้ ใจหลกั คาสอนไดอ้ ย่างแท้จริง ดังวัจนะของท่านเราะซลู ุลลอฮ
( ขอความจาเริญและความสนั ตจิ งมีแด่ทา่ น ) ความว่า
“ ท่านทั้งหลายเห็นอยา่ งไร หากมีนา้ คลองสายหน่ึงผา่ นประตูบ้านของคนหนง่ึ คนใดในพวกท่าน แล้วเขาอาบนา้ ชาระล้างใน
คลองนัน้ ทุกวันๆละ 5 ครง้ั มันจะมีเหง่ือไคลเหลอื อยู่อีกไหม ? พวกเขา ( เหลา่ เศาะหาบะฮ ) ตอบว่าคงไม่มเี หงอ่ื ไคลเหลอื อยู่
เลย ทา่ นเราะซลู กลา่ ววา่ กเ็ ชน่ เดยี วกนั อปุ มานละหมาด 5 เวลา อัลลอฮทรงลบล้างความผดิ ต่าง ๆ ด้วยละหมาดทงั้ 5 นน้ั
แหละ ”
( รายงานโดย บคุ อรี มุสลมิ ติรมษี ี นะซาอี และ
อบิ นุ มาญะฮจากหะดีษอุษมาน )
(4) เทคนิคการใช้บทบาทสมมุติ คร้ังหน่ึงในขณะที่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) กาลังน่ังอยู่กับ
บรรดาเศาะหาบะฮ ได้มีบุรุษท่านหนึ่งแต่งกายชุดขาวและผมสีดามาน่ังใกล้กับท่าน แล้วสนทนากับท่านศาสดา ( ขอความ
จาเรญิ และความสนั ตจิ งมแี ดท่ ่าน ) โดยบรุ ุษท่านนน้ั ไดต้ ้ัง คาถามเกยี่ วกบั หลักการศาสนา หลักการศรทั ธา และหลักการอหิ ซาน
ทุกครั้งท่ีท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ตอบคาถามของเขา เขาก็จะพูดว่าถกู ต้อง หลังจากน้ันบุรุษ
ดังกล่าวได้ถามเก่ียวกับวันกิยามะฮ ท่านศาสดาตอบว่าคนท่ีถามรู้ดีกว่าคนที่ถูกถาม หลังจากการสนทนาระหว่างท่านศาสดา
และบุรุษผ้นู ั้นได้ส้ินสดุ ลง ท่านศาสดาได้บอกบรรดาเศาะหาบะฮวา่ บุรุษผนู้ น้ั คือญิบรีลศาสนทูตแหง่ อลั ลอฮ จากบทสนทนาและ
บทบาทสมมุติที่ท่านศาสดาและญิบรีลได้แสดงให้เห็นน้ัน ได้ดึงดูดความสนใจของเหลา่ เศาะหาบะฮ และทาให้เขาเข้าใจหลกั คา
สอนของท่านได้ดียิง่ ข้นึ ( รายละเอียดดูหะดีษท่สี องในหนังสอื มัตน อลั อรั บะอนี โดยอมิ าม นะวะวี )
(5) ใช้สอ่ื การเรียนการสอน ในการเรียนการสอนของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมแี ด่ทา่ น ) บางคร้ังท่านจะ
นาสื่อการเรียนการสอนมาใช้เพ่ือประกอบการอธิบาย ซึ่งคร้ังหน่ึงปรากฏว่า ในขณะท่ีท่านกาลังสอนบรรดาเศาะหาบะฮ ท่าน
ศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสนั ติจงมีแดท่ ่าน ) ได้วาดภาพลงบนพืน้ ดิน เปน็ ภาพทเ่ี กี่ยวกบั สิ่งทีท่ า่ นต้องการจะสอนให้แก่
บรรดาเศาะหาบะฮ ท่านได้ขีดเส้นตรงแล้วกล่าวแก่บรรดาเศาะหาบะฮว่าน่ีคือหนทางของอัลลอฮ ( )صراط اللهจากนั้นท่าน
ได้ขีดเส้นคดไปคดมาแล้วท่านกล่าวแก่บรรดาเศาะหาบะฮว่านี่คือหนทางของชัยฏอน ( )سبل الشيطانต่อมาท่านได้วาดรูป
สี่เหล่ยี มแล้วกลา่ วว่าน่ีคือ อายุขัยของมนุษย์ ( )اجل الانسانในรูปสี่เหล่ียนนน้ั ท่านไดว้ าดรูปวงกลมแล้วกล่าววา่ นค่ี ือลกู หลาน
ของอา ดมั ( )ابن آدمส่วนนอก กรอบส่ีเหลี่ยมท่านได้วาดรูปวงกลมอีกรปู หน่ึงแล้วกล่าววา่ นี่คือความปรารถนาของมนุษย์ ( ا
)ملหลังจากนน้ั ท่านได้ขีดเสน้ ตรงระหวา่ งรปู วงกลมท้งั สอง แล้วกล่าววา่ นี่คือความต้องการของมนษุ ย์ ( )الاعراضซึ่งถือเป็น
อุปสรรคสาหรับมนุษยชาติ และมนุษย์จะเสียชีวิตก่อนที่จะบรรลุซึ่งความต้องการและความปรารถนาของพวกเขา ( อับดุลคอ
ลิก , 1983 : 19) การท่ีท่านศาสดาได้วาดรูปภาพประกอบการสอนในคร้ังน้ีเพราะท่านมีวัตถุประสงค์ท่ีจะทาให้บรรดาเศาะ
หาบะฮได้เห็นภาพวงจรชีวติ ของมนุษย์ และการใชภ้ าพประกอบนจ้ี ะช่วยใหผ้ ูเ้ รียนเข้าใจบทเรยี นได้ดยี ่ิงขนึ้
แนวคดิ ทางการศกึ ษาของท่านศาสดา
เปน็ ทย่ี อมรับในบรรดานักวชิ าการมสุ ลิมวา่ ทา่ นศาสดามุฮัมหมดั ( ขอความจาเริญและความสันตจิ งมีแด่ทา่ น ) เป็นทั้ง
ครูและนักปรัชญาการศึกษาคนแรกในประวัติศาสตร์อิสลาม (Malik, 1983 : 42) แม้ว่าท่านศาสดาจะเป็นผู้ท่ีไม่รู้หนังสือและ
ไม่ได้สาเร็จการศึกษาจากสถาบันการศึกษาใด แต่ท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) สามารถท่ีจะสอน
วชิ าจิตวิทยา ปรชั ญาและกฏต่าง ๆ ทางการศกึ ษาแก่บรรดาเศาะหาบะฮของท่านได้อยา่ งสมบูรณ์ไม่มที ต่ี ิ (Rahman, 1980 : 3)
แนวคิดทางการศึกษาของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) วางอยู่บนพื้นฐานของอัลกุรอานและแบบ
ฉบับของท่าน ดังน้ันหากต้องการศึกษาแนวคิดทางการศึกษาของท่าน ก็จาเป็นที่จะต้องศึกษาอัล กุรอานและอัล หะดีษ ไป
พรอ้ มๆ กนั
เมื่อไดศ้ ึกษาอัล กุรอานอยา่ งพินิจพิจารณาแล้ว ก็จะพบวา่ อัล กรุ อานได้กล่าวถึงศาสดาในสาขาวิชาต่าง ๆ ไม่วา่ จะเป็นวชิ าการ
ทางธรรมหรือวิชาการทางโลก อัล กุรอานได้เนน้ ถงึ ความสาคญั ของความรู้ แมก้ ระท่ังศาสดา เองยงั ขอดูอาจากพระองค์อัลลอฮ
เพื่อให้พระองค์ทรงเพิ่มพูนความรู้ให้แก่ท่าน ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ดังปรากฏในอัล กุรอานซุเราะฮฎอ
ฮา อายะฮท่ี 114 (20 : 144) ยง่ิ กว่านนั้ อายะฮแรกท่ถี ูกประทานลงมาก็เป็นอายะฮเกี่ยวกับความรู้ (96 : 1-5) นั้นคือการกาชับ
ให้อ่าน และการอ่านมิไดเ้ จาะจงเฉพาะทา่ นศาสดา ( ขอความจาเรญิ และความสันติจงมีแด่ท่าน ) เท่าน้ัน แต่การอ่านยังถือเป็น
หนา้ ท่ีของทุกคนทต่ี อ้ งปฏิบตั ิ กอรปกับการอ่านก็ถอื เป็นวธิ หี นึง่ ที่จะได้มาซง่ึ ความรู้
เม่ือเราศึกษาหะดีษต่าง ๆ ของท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) เราจะพบว่าท่านศาสดา ( ขอความ
จาเริญและความสันติจงมีแด่ท่าน ) ให้ความสาคัญแก่การศึกษาเป็นอย่างมาก หะดีษต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษาน้ันมีจานวน
มาก ผู้เขียนขอยกตวั อย่างในทน่ี ี้เพยี งบางหะดษี เท่านน้ั เช่น
ความว่า “ เมื่อมนุษย์ได้เสียชวี ติ ลง อะมลั ของเขาก็ถกู ตดั ขาดจากเขา นอกจากเพียงสามส่ิง : เศาะดะเกาะฮญาริยะฮ หรอื
ความรทู้ ่ีได้รบั ประโยชนจ์ ากมัน หรือลูกทีศ่ อลิหทข่ี อดูอาให้กับเขา ”
รายงานโดยมสุ ลิม
ความวา่ “ มนษุ ยจ์ ะตามทา่ น และผคู้ นจากสว่ นตา่ ง ๆ ของแผ่นดนิ จะมาหาท่านเพ่ือแสวงหาความเขา้ ใจเกี่ยวกบั ศาสนา ดงั นน้ั
เม่ือเขามายงั ท่านจงบอกใหเ้ ขาทาความดี ”
รายงานโดยตริ มษี ี
ความวา่ “ คาทเี่ ต็มไปดว้ ยหิกมะฮเป็นสมบัติทีห่ ายไปจากผรู้ ู้ ดงั น้นั ท่ใี ดกต็ ามทเ่ี ขาพบมัน เขากจ็ ะมีสิทธิเหนือมัน ”
รายงานโดยตริ มษี ี และอบิ นุ มาญะ
ตริ มีษกี ล่าววา่ หะดีษนเ้ี ฆาะรีบ และอบิ รอฮีม อิบนุ อลั ฟัคลผู้รายงานถอื เปน็ เฎาะอีฟ ( ดรู ายละเอยี ดใน มซิ กัต อลั มะศอบิห
เรอ่ื งท่วี า่ ดว้ ยความรู้ )
ความว่า “ การแสวงหาความรเู้ ปน็ วาญบิ เหนือมสุ ลิมทุกคน ”
รายงานโดยอิบนุ มาญะฮ และบัยฮะกี
เน้อื หาของหะดษี น้ีมะอรฟู ( เปน็ ทรี่ จู้ ัก ) แต่สายรายงานอ่อน
ความว่า “ ผูท้ อี่ อกไปเพื่อแสวงหาความรู้ ดงั นั้นเขากจ็ ะอยู่ในหนทางของอลั ลอฮจนกว่าเขาจะกลับ ”
รายงานโดยตริ มษี ีและดารีมี
หากหะดีษทไี่ ด้กล่าวมาขา้ งต้นเราจะเห็นว่าท่านศาสดา ( ขอความจาเริญและความสันติจงมีแดท่ า่ น ) ไดเ้ นน้ ถึงการแสวงหา
ความรู้ การเผยแพร่ความรู้ และคุณคา่ ของความรู้ ดังนนั้ จงึ เปน็ ทีป่ ระจักษ์ชดั แก่เราวา่ ความรนู้ ั้นเปน็ สงิ่ สาคญั ที่ทุกคนต้อง
แสวงหา และเผยแพรแ่ กผ่ ูอ้ ่นื ตอ่ ไป อนิ ชาอัลลอฮ
ศาสนาอสิ ลามให้ความสาคญั ตอ่ การศึกษาอยา่ งมาก ดังที่พระองคอ์ ัลลอฮ์ ประทาน 5 อายะฮ์แรกของคัมภรี ์อัลกุรอานโดย
เกี่ยวข้องกับการอ่าน การเขียน การเรียนร้แู ละการสอน รองลงมาจากการยืนยนั ถงึ การเปน็ พระเจ้าผทู้ รงสร้างผู้ทรงบังเกดิ
ขณะเดยี วกัน พระองคก์ ็ทรงเทิดเกียรตผิ ูม้ ีความรไู้ ว้ ในซเู ราะฮ์อัลมุญาดะละฮ์ (58) อายะฮ์ที่ 11 ว่า
“อัลลอฮ์ ทรงเทดิ เกียรตบิ รรดาผศู้ รัทธาจากพวกสูเจ้าและบรรดาผ้ทู ไี่ ด้รบั ความรู้หลายชน้ั และอัลลอฮ์ เป็นผทู้ รงรอบรู้ยง่ิ ในสงิ่
ทีพ่ วกเจ้าปฏิบตั ิ”
จากอายะฮ์อัลกุรอานแสดงว่า ศาสนาอิสลามได้ใช้ให้มสุ ลิมไมว่ ่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็ก ผู้ชายหรือผ้หู ญิง ผู้มีฐานะหรือ
ด้อยฐานะ ผู้มีตาแหน่งหน้าท่ีหรือประชาชนท่ัวไป ได้แสวงหาวิชาความรู้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ ณ สถานท่ีใด จะในระบบหรือ
นอกระบบหรือตามอัธยาศยั อันเปน็ การเรยี นรู้ตลอดชีวิต
การศึกษาในอดตี
มุสลิมในยุคแรกไม่มีสถานท่ีแน่นอนเพื่อใช้เป็นสถานศึกษา ท่านนบีมุฮัมหมัด ได้อบรม ส่ังสอนบรรดาซ่อฮาบะฮ์ ณ
นครมักกะฮ์ ในสถานที่ตามโอกาสท่ีเหมาะสม บางคร้ังท่านก็นัดแนะให้บรรดาซ่อฮาบะฮ์มารวมกัน ณ สถานท่ีแห่งหนึ่ง แล้ว
ท่านก็ทาการสั่งสอน เช่น บริเวณใกล้กับบัยตุลลอฮ์ ต่อมาอัลอัรกอม อิบนิอับติมะนาฟ หรืออิบนิอบิลอัรกอม เป็นผู้เข้ารับ
อิสลามเปน็ คนท่ี 7 ได้อนญุ าตให้ใชบ้ ้านของทา่ นซึ่งอยู่ ณ อัศศอฟาปัจจุบนั เป็นสถานอบรมบรรดาซ่อฮาบะฮ์ของทา่ นนบี ทาให้
บ้านของทา่ นมีชือ่ วา่ บ้านอสิ ลาม (บัยตลุ อิสลาม) ณ บา้ นหลังนีท้ า่ นอุมรั อิบนุลคอฏฏอบ ประกาศเข้านับถอื ศาสนาอิสลาม
มสั ยดิ สถานศกึ ษาอยา่ งเปน็ ทางการแหง่ แรก
อาคารแห่งแรกทศ่ี าสนาอสิ ลามให้ความสนใจคอื การสรา้ งมัสยิด มีรายงานว่า ท่านนบี ได้อพยพจากนครมักกะฮ์ไปยัง
นครมะดนี ะฮ์ และพักทต่ี าบลกบุ าอ์เป็นแห่งแรก บรรดานักประวัติศาสตรม์ ีความเห็นแตกต่างกนั เก่ียวกับสถานท่ีพักของท่านน
บี บางท่านกล่าว่า ท่านนบี พักอยู่กับ บนี อัมร์ อิบนิเอาฟ์ บางท่านกล่าวว่า ทา่ นนบี พักอยู่กุลโฆม อิบนิฮัดม์ บางท่านกล่าว
วา่ พักอยู่กับชะอด์ อิบนิคอยสะมะฮ์ แต่ทัศนะแรกแข็งแรงกว่า ท่านนบี พักอยู่กับบนีเอาฟ์ เป็นเวลา 14 คืน ระหว่างนั้น ท่าน
ได้สร้างมัสยิกุบาอ์ ซึ่งเป็นมัสยิดหลังแรกท่ีสร้างข้ึนในอิสลาม คัมภีร์อัลกุรอานกล่าวว่า เป็นมัสยิดท่ีสร้างขึ้นบนความตักวา
(ความยาเกรง) หลังจากนน้ั ท่านกเ็ ดนิ ทางเขา้ สู่นครมะดีนะฮ์และไดส้ ร้างมสั ยิดนบี
มัสยดิ เป็นศาสนสถานเพื่อปฏิบัติอิบาดะฮ์ตอ่ อลั ลอฮ์ ท่านร่อซลู เป็นแบบอย่างท่ดี ีให้แก่มุสลิมในยุคตอ่ ๆ มาในการใช้
มัสยิดในบรบิ ทต่างๆ นอกจากการปฏิบัตอิ ิบาดะฮ์ต่ออัลลอฮ์ เช่น เปน็ ศูนยก์ ลางในการปฏิบตั ิกิจกรรมเพ่ือการประกอบความดี
และการเสริมสร้างความตักวา เป็นสถานศึกษาอบรมอัลกุรอานและศาสนาอิสลาม เป็นท่ีประชุมเพ่ือปรึกษาหารือในส่ิงที่จะ
ก่อใหเ้ กดิ ประโยชนแ์ ก่สังคมมุสลิม เป็นสถานทพี่ กั พิงของผยู้ ากจนและผูเ้ ดนิ ทาง เปน็ ต้น
สรุปแล้ว มัสยิดจึงมีบทบาทสาคัญท้ังทางด้านศาสนาและสังคม ด้วยการที่มีการใช้มัสยิดเป็นสถานศึกษาควบคู่ไปกับ
การปฏบิ ตั อิ ิบาดะฮ์ จึงทาใหม้ ัสยิดทั่วไปเป็นสถานศกึ ษาอัลกุรอานและศาสนาภาคบังคับใหแ้ ก่เยาวชนซงึ่ เรียกว่าฟรั ฎูอีน ให้การ
อบรมศาสนบัญญัติและจริยธรรมให้แก่ผู้สนใจท่ัวไป จึงทาให้เยาวชนและมุสลิมทั่วไปมีความผูกพันอยู่กับมัสยิด มัสยิดจึง
กลายเป็นศนู ย์รวมทางด้านจิตใจอยา่ งแทจ้ ริง
กตุ ตาบ
กุตตาบ หมายถงึ สถานศกึ ษาสาหรับเดก็ ซง่ึ แยกออกมาจากมัสยิด คาพหูพจนข์ องกุตตาบ คือ กะตาตบี แบ่งออกเป็น
กุตตาบอุมูมีย์ คือ สถานที่ศึกษาสาหรับเยาวชนทั่วไป โดยมุ่งเน้นให้เด็กๆ รู้จักการอ่านและ การเขียนภาษาอาหรับ
เบื้องตน้ และอลั กรุ อาน ท่องจาอัลกรุ อาน และสง่ั สอนหลักศาสนาอิสลามภาคบังคบั (ฟัรฎอู ีน)
ศาสนาอิสลามให้ความสาคัญต่อการศึกษาของเยาวชน ดังจะเห็นได้จากการท่ีบรรดามุสลิมจับ เชลยศึกชาวกุเรซใน
สงครามบัดร์ (ปี ฮ.ศ.2) ได้ 70 คน ท่านนบี ได้ปรึกษากับบรรดาซ่อฮาบะฮ์และ ลงมติให้ญาติพ่ีน้องของเชลยศึกมีฐานะให้นา
เงินมาไถต่ ัว สาหรบั เชลยศึกทไ่ี มม่ ีฐานะก็ให้สอนเด็กๆ มุสลิมในนครมะดีนะฮ์จานวน 10 คน ให้อ่านออกเขียนได้ กจ็ ะได้รบั การ
ปล่อยตัวให้เป็นอิสระ ขณะเดียวกันท่าน ก็กาชับให้บรรดาผู้ปกครองเยาวชนได้ทาการสอนบุตรหลานของเขาให้สามารถอ่าน
เขียนหนงั สอื ได้
กุตตาบกุซูรีย์ ในเมื่อกุตตาบอุมูมีย์ เป็นสถานศึกษาสาหรับเด็กๆ โดยทั่วไป ดังนั้น จึงมีกุตตาบ กุซูรีย์ เพ่ือใช้เป็น
สถานศึกษาของลูกหลานของค่อลีฟะฮ์ และข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ซึ่งปฏิบัติหน้าท่ีอยู่ในสานักค่อลีฟะฮ์ และหน่วยงานสาคัญของ
อาณาจักรอิสลาม เพ่ือให้เด็กๆ เหล่านี้ได้มีความรู้มีประสบการณ์ในการดารงตาแหน่งค่อลีฟะฮ์ และบริหารงานท่ีสาคัญของ
อาณาจักรในอนาคต
นอกจากบตุ รหลานของค่อลฟี ะฮแ์ ละเจ้าหนา้ ที่ช้ันผู้ใหญ่จะไดเ้ รยี นรู้ด้านภาษาอาหรับ ทอ่ งจาคัมภรี อ์ ัลกุรอานและหลัก
บัญญัติศาสนาดังเช่นเด็กๆ ที่ศึกษาในกุตตาบอุมูมีย์แล้ว พวกเขายังจะได้รับการสั่งสอนอบรมทางด้านจรรยามารยาท วิธีการ
บริหารจัดการ การฝึกฝนในการประลองยุทธ์และการต่อสู้ เพ่ือทาให้จิตใจมีความเข้มแข็งและร่างกายมีความแข็งแกร่ง ผู้ที่ทา
การสอนอยู่ในกุตตากุซูรีย์ เรียกว่า “มุอัตติบ (ผู้อบรม)” และผู้ที่ทาการสอนในกุตตาบอมุ ุมีย์ “มุอัลลัม (ครู)” บางครั้งผู้ท่ีเป็นผู้
มอุ ตั ติบจะพักคา้ งอยใู่ นสานกั ค่อลฟี ะฮ์ เพอ่ื ติดตามดูพฤตกิ รรมของลูกศิษย์
ทาเนยี บ
นบีมุฮัมมัด ได้น่ังอยใู่ นมสั ยิด เพื่ออบรมสง่ั สอนบรรดาศอ่ ฮาบะฮ์ตามบัญญัติท่ีท่านไดร้ ับวะฮีย์มาจากอัลลอฮ์ วงเรียน
ของท่านเปิดกว้างแก่ทุกคนที่ปรารถนาจะแสวงหาวิชาความรู้ แบบอย่างเช่นน้ี บรรดาศ่อฮาบะฮ์ผู้ทรงคุณวุฒิต่างประพฤติ
ปฏิบัติสืบมา ทั้งจากระบบการศึกษาทไ่ี ด้พฒั นาไปในยุคของอาณาจักรอะมะวีย์และอาณาจักรอบั บาซยี ะฮ์
โดยท่ีบรรดาค่อลีฟะฮ์ได้สร้างทาเนียบเพื่อเป็นสถานพานัก และแต่งต้ังนายหน้าห้อง เพ่ืออนุญาตให้ผู้ที่คอลีฟะฮ์
อนุญาตเข้าไปพบกับท่าน ขณะเดียวกัน ก็ได้จัดให้ตึกหนึ่งของทาเนียบเป็นสถานศึกษาในยุคของอาณาจักรอะมะวียะฮ์ นับ
ต้งั แต่ค่อลีฟะฮ์คนแรก คือ มุอาวียะฮ์ อิบนิลอบีซุฟยาน ท่านได้เชิญนักวิชาการ นักวรรณกรรม นักประวัติศาสตร์ ผู้ทรงคุณวุฒิ
เข้ามาเพ่ือแลกเปลี่ยนทัศนะ วิเคราะห์ปัญหา และประเดน็ ต่างๆ ทางวิชาการ เม่อื ถงึ ยุคของอาณาจักรอับบาซียะฮ์ ทาเนียบค่อ
ลฟี ะฮแ์ ละจวนผปู้ กครองได้กลายเปน็ ศูนยก์ ลางทางดา้ นวิชาการและวัฒนธรรม
บา้ นของนกั วชิ าการ
แม้วา่ มสั ยดิ จะมบี ทบาทสาคัญในการเป็นสถานศึกษาและมีการสร้างกุตตาบมากมาย เพ่ือเปน็ สานักเรยี นของบรรดา
เยาวชน นกั วชิ าการบางคนก็ไดใ้ ช้บา้ นของท่านเปน็ แหล่งเรียนรูด้ ้วย
รา้ นขายหนังสือ
ผู้ที่จาหน่ายหนังสือและผู้ท่ีคัดลอกหนังสือมักจะเป็นผู้ที่มีความรู้ ดังนั้น ร้านขายหนังสือจึงมีบทบาทสาคัญในการ
เผยแพร่วิชาความรู้ต้ังแต่สมัยอดีตจนถึงสมัยปัจจุบัน บางคร้ังก็ทาหน้าท่ีในการคัดสาเนาหนังสือ แลกเปลี่ยนหนังสือ นาเอา
หนังสือเก่ามาเข้าปกใหม่ บางครั้งร้านขายหนังสือกลายเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ระหว่างนักวิชาการ เพ่ือแลกเปลี่ยนความรู้
และทัศนะซงึ่ กนั และกนั บางทีกม็ กี ารนาหนังสอื เกา่ มาตรวจชาระหรือมาอธิบายและขยายความเพ่ิมเตมิ
การจัดการศกึ ษาอสิ ลามอยา่ งเป็นระบบ
การศึกษาอิสลามได้พัฒนาไปอย่างกว้างขวาง จากการศึกษาที่บ้านมาเป็นการศึกษาท่ีมัสยิด จากกุตตาบมาเป็น
การศึกษาตามสานักเรียน จากสานักเรียนในทาเนียบค่อลีฟะฮ์มาเป็นศูนย์รวมทางการศึกษา ต่อจากนั้นก็มีการสร้างโรงเรียน
และสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ จึงทาให้โรงเรียนกลายเป็นสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน หลังจากนั้นก็มีการต่อยอดทางการศึกษา
ระดับสูง คือ ระดับวทิ ยาลยั มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาชั้นสงู ศูนย์การศึกษาคน้ คว้าและวจิ ัยทางวชิ าการ จงึ ทาให้นกั เรียน
นกั ศกึ ษา มีความรู้กวา้ งขวางมากข้นึ
โรงเรียน
เมื่อนบีมุฮัมมัด ทาหน้าที่ในการส่ังสอนอบรมบรรดาศ่อฮาบะฮ์ มัสยิดนบีในนครมะดีนะฮ์ จึงเป็นสถานที่สาคัญใน
การศึกษา บรรดาศ่อฮาบะฮ์ต่างมุ่งมาทาการศึกษากับท่าน หลังจากที่ท่านถึงแก่กรรม ผู้ทาหน้าท่ีในการสืบทอดวิชาความรู้ต่อ
จากท่านในเมืองมะดีนะฮ์ คือ บรรดาศ่อฮาบะฮ์ ขณะเดียวกันก็มี ศ่อฮาบะฮ์บางคนเดินทางออกไปใช้ชีวิตตามหัวเมืองต่างๆ
เช่น เมืองมักกะฮ์ เมืองดามัสกันในซีเรียน กรุงเยรูซาเล็มในปาเลสไตน์ เมืองกูฟะฮ์ เมืองบัศเราะในอิรัก เมืองฟุสฏอฏในอียิปต์
เป็นตน้
การที่อาณาจักรอสิ ลามได้แผ่ขยายออกไปอย่างกวา้ งขวาง ทาให้ผทู้ ่ีไม่ใช่มุสลิมเขา้ นบั ถือศาสนาอิสลามมากข้นึ บางคน
ยงั คงยึดติดอยู่กับหลักความเช่ือและประเพณีปฏิบัติเดิมๆ จึงทาให้เกิดแนวความคิดและกลุ่มความเช่อื มากมายเข้ามาปะปนใน
ศาสนาอิสลาม เช่น กลุ่มความเชื่อทางอะกีดะฮ์ แนวปฏิบัติวิชาฟิกฮ์ หลักวิชาตะเซาวุฟ นอกเหนือไปจากการนาประมวลวิชา
ต่างๆ เช่น คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี แพทยศาสตร์ แนวความคิดทางปรัชญา ดรรกวิทยา ฯลฯ เข้ามาเผยแพร่ในอาณาจักร
อสิ ลาม ดว้ ยการที่วิชามีเพิ่มมากข้ึน จงึ จาเป็นจะต้องทาการศึกษาอย่างเปน็ ระบบ จงึ มีการสร้างสถานศึกษาข้ึนใหม่ โดยมีชอ่ื ว่า
โรงเรยี น
โรงเรียนแห่งแรกท่ีถกู สร้างในอาณาจักรอสิ ลาม คือ โรงเรยี นนิซอมอี ะฮ์ สรา้ งในปี ฮ.ศ. 459 โดยเสนาบดีเชื้อชาตซิ ลั ยูก
ตรุ กชี ือ่ นิซอมลุ มะลกิ ซึง่ เป็นไปตามคายนื ยันของบรรดานักบันทกึ เช่น อิบนคิ อลกาน และอซั ซะฮะบีย์ แตอ่ ีมาม อัซซุบกีย์มี
ความเหน็ ว่า โรงเรียนมมี าก่อนสมยั นิซอมุลมะลิก แต่ทว่า ซอมุลมะลิกได้ใหค้ วามสนใจในการจัดระบบโรงเรยี นเปน็ อยา่ งมาก
ดว้ ยการทีม่ ุสลิมให้ความสนใจในการศึกษาวิชาฟิกฮ์ จึงมกี ารสร้างโรงเรยี นเพื่อสอนวชิ าฟกิ ฮ์ในมัซฮับเฉพาะ เช่น มซั ฮับ
หะนฟยี ์ มัซฮับมาลกิ ีย์ มซั ฮับซาฟิอีย์ มซั ฮับฮัมบะลยี ์ ในยุคต่อมามกี ารจดั แบ่งระดับการเรยี นออกเปน็ ระดับก่อนวยั เรียน ระดบั
ประถมศกึ ษา ระดบั มัธยมศึกษาตอนตน้ ระดับมธั ยมศึกษาตอบปลายดงั เชน่ ในปัจจุบัน
สถาบนั การศึกษาช้นั สงู
การศึกษาในระดับโรงเรยี นอาจเป็นการศึกษาข้ันพื้นฐาน ซึ่งประมวลวิชาทวั่ ไปโดยยงั ไมแ่ ยกแยะเจาะลกึ ในการเรียน
วชิ าเฉพาะ ต่อมาจึงได้มีการจัดระบบการศกึ ษาในระดบั สูงขึ้น โดยเรียกช่อื ว่า สถาบนั การศกึ ษาช้ันสูง หรือวทิ ยาลัย หรือ
มหาวทิ ยาลัย เปน็ ที่น่าสังเกตว่า มหาวทิ ยาลยั อสิ ลามหลายแหง่ มพี ้ืนฐานมาจากการศึกษาในมัสยดิ เช่น
- มหาวิทยาลัยอลั อัซฮรั ในกรุงไคโร ประเทศอียปิ ตป์ ัจจบุ ันมีรากฐานมาจากการศึกษาในมสั ยดิ ญามีอลุ อซั ฮัร (สร้างในปี ฮ.ศ.
353 – ค.ศ. 970)
- มหาวิทยาลัยซยั ตนู ในประเทศตนู ิเซีย มรี ากฐานมาจากการศึกษาในมัสยิดญะญามิอ์อัซซยั ตนู ะฮ์ สร้างในปี ฮ.ศ. 732 -ค.ศ.
1283)
- มหาวทิ ยาลยั อลั กรุ อวยิ ิน ในเมอื งฟาส ประเทศโมรอ็ คโค มีรากฐานมาจากการศกึ ษาในมสั ยิดญามิอฺอัล กรุ อวยิ ีนสร้างใน
ฮิจเราะฮ์ศตวรรษที่ 3 หรือคริศตรวรรษท่ี 9
- มหาวทิ ยาลยั คอรโ์ ตว่า ในเมืองคอร์โดวา่ แคว้นเอน็ ดาลูเซยี ประเทศสเปน สรา้ งโดยค่อลฟี ะฮ์อบั ดรุ เราะหม์ าน อัตตาดสิ
(ตาย ฮ.ศ. 173 – ค.ศ. 788)
ระบบการศึกษาขั้นสูงในสมัยก่อนเป็นไปในรูปวงเวียนโดยท่ีเชคประจาวิชาจะน่ังอยู่ท่ีเสาต้นหนึ่ง นักศึกษาก็จะนั่ง
ล้อมรอบฟังการบรรยายของเชคตามหนังสือท่ีกาหนด เมื่อจบเล่มก็จะมีการสอบ ส่วนมากจะเป็นการสอบปากเปล่า การออก
หนังสือรับรองการศึกษา ผู้เป็นเชคจะเขียนรับรองคุณวุฒิของนักศึกษา ลงในปริญญาบัตรแล้วเซ็นช่ือกากับ ปริญญาบัตรของ
นักศึกษาบางคนอาจจะมีลายเซน็ ของเชคเพ่ือรบั รองคุณวฒุ ถิ ึง 20 คน
บรรดามุมินผู้มีฐานะในสมัยก่อนได้ให้ความสาคัญต่อการศึกษาเป็นอย่างมาก โดยที่พวกเขาได้ทาการวะกัฟที่ดิน
เรือกสวน ไร่นา อาคารบา้ นเรือน เพื่อเก็บผลประโยชนม์ าอุดหนุนคา่ ใชจ้ ่ายของเชคผู้บริหารการศึกษาและบรรดานักศกึ ษา เช่น
ท่ีสถาบันอัล อัซฮัร สาหรับนักศึกษาต่างถิ่นและนักศึกษาต่างชาติจะมีการจัดท่ีพักให้โดยมีเชคทาหน้าท่ีดูแลท่ีพักเรียนว่า “รุ
วาก” และความเป็นอยู่ของนกั ศกึ ษา แบ่งเป็นภาคของแตล่ ะสัญชาติ เชครุวากตุรกี ก็จะดแู ลนกั ศึกษาที่เดินทางมาจากประเทศ
ตุรกีและประเทศยุโรปใกลเ้ คยี ง เชค รวุ ากชาม กจ็ ะดแู ลนักศกึ ษาทีเ่ ดินทางมาจากประเทศซีเรยี เลบานอน ปาเลสไตน์ จอร์แดน
เชครูวากอินโดนีเซยี จะดแู ลนักศึกษาทเี่ ดนิ ทางจากประเทศอนิ โดนเี ซยี มาเลเซีย ไทย เป็นตน้
หอสมุด
ด้วยศาสนาอิสลามให้ความสนใจด้านการอ่านและการเขียนจึงทาให้มุสลิมในสมัยอดีตให้ความสนใจในการบันทึก
คดั ลอกตาราต่างๆ อย่างมากมาย ดังเช่น การบันทึกอัลกุรอานในยุคแรก ซึ่งบันทึกลงในหนังสัตว์ โคนก้านอินผลัม แผ่นกระดูก
สัตว์ แผน่ หนิ ฯลฯ ตอ่ มาจึงมกี ารบนั ทึกลงในแผน่ กระดาษ
บรรดาผู้แสวงหาวชิ าความรู้ในอดีตได้คัดลอกตาราที่นกั วิชาการได้เขียนไว้ โดยถ่ายทอดกันต่อๆ ทาให้วิชาการศาสนา
อสิ ลามและของมุสลิมได้แพร่หลายออกไป และเพ่อื ใหบ้ รรดานักศึกษาได้รับประโยชนจ์ ากตาราดังกล่าวจงึ ให้มีการวะกัฟตาราที่
บันทึกไว้ให้กับมัสยิดบ้าง ให้กับสถานศึกษาบ้าง ต่อมาจึงได้มีการสร้างหอสมุดขึ้น เพื่อให้ประชาชนท่ัวไปสามารถเข้ามาศึกษา
วชิ าความรูไ้ ดโ้ ดยง่าย
นักวิชาการบางคนก็ได้สร้างห้องสมุดของตัวเอง เช่น อิมามอิบนิ ฮิบบาน เป็นต้น นอกจากหอสมุดจะเป็นสถานที่
รวบรวมตาราต่างๆ ก็ยังจัดให้มีแผนกคัดลอกตารา แผนกแปลตาราจากภาษาอื่นมาเป็นภาษาอาหรับ ดังเช่น ดารุลฮิกมะฮ์ท่ี
สรา้ งขนึ้ เพ่อื การนใ้ี นสมัยคอ่ ลีฟะฮ์อัล มะมนู แหง่ อาณาจกั รอับบาซยิ ะห์
บทสรปุ
นค่ี อื จดุ เริ่มตน้ ของการเผยแพรว่ ชิ าความรใู้ นอิสลาม และการพัฒนาการศกึ ษาอิสลาม ซึง่ เปน็ ตน้ แบบของการศึกษาใน
ปจั จบุ ันทสี่ ง่ เสริมให้มนุษย์ไดใ้ ชเ้ วลาในการเรยี นรใู้ หไ้ ดม้ ากที่สดุ แล้วนาความรู้มาทาประโยชน์ใหแ้ ก่ตวั เองและสงั คม
อ้างอิง
ช่ือผ้แู ตง่ : เวสเตอร์
ชื่อเรื่อง : การศกึ ษาในสมยั ของทา่ นศาสดา.
แหลง่ ท่ีมา : http://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/edu_histry/lesson2.htm
การอา้ งอิง
เวสเตอร์. (ม.ป.ป.). การศึกษาในสมยั ของท่านศาสดา.
จากhttp://www.cis.psu.ac.th/fathoni/lesson/edu_histry/lesson2.htm