The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เสนอพืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by woraphon.pond08, 2021-12-28 02:09:39

พืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว

เสนอพืชใบเลี้ยงคู่ พืชใบเลี้ยงเดี่ยว

พชื ใบเล้ยี งคู่
พืชใบเล้ยี งเด่ียว

ผูจ้ ดั ทำ
ด.ช.วรพล ชตุ ิธนบูรณ์ ชน้ั ป.6

โรงเรยี นบำ้ นเหลำ่

1.พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว
2.พชื ใบเล้ยี งคู่
3.ตารางเปรยี บเทยี บใบเล้ยี งคู่ใบเล้ยี งเดยี ว

พชื ใบเล้ยี งเด่ยี ว

พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว สามารถจดั จาแนกไดจ้ ากหลายลกั ษณะ ทงั้ ลกั ษณะกายภาพ
ภายนอก ลกั ษณะของท่อลาเลยี ง และระบบราก เช่น ขา้ ว ขา้ วสาลี ขา้ วโพดและออ้ ย
พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วบนโลกมมี ากถงึ 67,000 ชนิด

พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วส่วนใหญ่ จงึ เป็นพชื ลม้ ลกุ ทม่ี อี ายุสน้ั (ราว 1 ปี) มลี กั ษณะใบ
เรยี วยาวและตง้ั ตรง โดยมเี สน้ ใบเรยี งตวั กนั ในแนวขนาน และมจี านวนใบเรยี งตวั
กนั เป็นเลขค่หี รอื ใบเดย่ี ว ส่วนของกลบี ดอกจะมจี านวน 3 กลบี หรอื เทา่ ทวคี ูณ
ของ 3 ข้นึ ไป

พชื ใบเล้ยี งเด่ยี ว (Monocotyledon หรอื Liliopsida)

คอื พืชทม่ี ใี บเลยี้ งเพียงใบเดยี ว เมือ่ เจรญิ เตบิ โตเตม็ ท่ีจะเหน็ ขอ้ และปลอ้ งในสว่ นของลำตน้ ชดั เจน ใบมักมีลกั ษณะ
แคบเรยี ว เสน้ ใบเรียงตวั ในแนวขนำน กลีบดอกมจี ำนวน3 กลบี หรือทวีคณู ของ 3 รำกเป็นระบบรำกฝอย ตัวอยำ่ ง เชน่
ข้ำวโพด อ้อย หญำ้ ไผ่เปน็ ต้น

- ครอบครองพนื้ ทสี่ ว่ นใหญ่ของพ้นื โลก
- เป็นพชื ที่มีควำมสำคญั ทำงเศรษฐกจิ สงู
- พืชใบเลี้ยงเด่ยี ววงศใ์ หญท่ ส่ี ดุ คอื กลว้ ยไม้(Orchidaceous)
โดยมีดอกท่ซี บั ซอ้ น และสวยงำม เพ่อื ดงึ ดูดแมลงชนิด ต่ำงใหช้ ่วยในกำรผสมพนั ธ์ุ

พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วมมี ดั ทอ่ ลาเลยี งแบบกระจดั กระจาย นนั่ แปลวา่ หากนาตน้ พชื มาตดั ขวางจะเหน็ ท่อลาเลยี งกระจายไปทวั่
ทส่ี าคญั คอื พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วไม่มกี ารเจรญิ ออกดา้ นขา้ ง กลา่ วคอื ไม่มกี ่งิ กา้ นสาขาออกดา้ นขา้ ง อายุของพชื กลมุ่ น้จี ะสน้ั อาจมอี ายุ
เพยี ง 1 ปีหรอื มากกวา่ นนั้ เลก็ นอ้ ย อย่างไรก็ดี พชื กลมุ่ น้โี ตไดไ้ วกวา่ พชื ใบเล้ยี งคู่มาก หากเป็นพืชกลมุ่ การเกษตรกจ็ ะเป็นกลุม่ ท่ี
ใหผ้ ลผลติ ไดร้ วดเร็ว เช่น ออ้ ย ขา้ วโพด ขา้ ว ซง่ึ ใชเ้วลาไม่ถงึ 1 ปีกส็ ามารถเก็บเก่ยี วผลผลติ ไดแ้ ลว้

พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว คอื พชื ทเ่ี มอ่ื ใบแรกแทงออกมาจากเมลด็ มใี บเดยี ว และเมอ่ื เตบิ โตข้นึ จะเหน็ ลาตน้ เป็นขอ้ ปลอ้ งอย่าง
ชดั เจน ไดแ้ ก่ พชื จาพวกหญา้ ขา้ ว ขา้ วโพด ออ้ ย ไผ่ พชื เหลา่ น้จี ะมใี บเรยี งตวั เป็นเลขค่ีหรอื ใบเดยี ว เสน้ บนใบจะเรยี งตวั แบบ
ขนานไปตามแนวยาวของใบ ลาตน้ มกั เรยี ว และเป็นพชื ลม้ ลุกเป็นสว่ นมาก พชื ในกลมุ่ น้มี รี ะบบรากฝอย แน่นอนวา่ พวกมนั มดี อก
และจานวนกลบี ดอกของพชื กลมุ่ น้จี ะมี 3 กลบี หรือทวคี ูณของ 3

2. พชื ใบเล้ยี งพชื ใบเล้ยี งคู่จะงอกออกจากเมลด็ พรอ้ มกบั ใบเล้ยี ง

2 ใบ และเมอ่ื เจรญิ คู่เตบิ โตเตม็ ทแ่ี ลว้ จะเหน็ ขอ้ และปลอ้ งในสว่ นของลาตน้ ไม่
ชดั เจน เน่อื งจากมนั มกั จะมเี ปลอื กแขง็ ห่อหมุ้ และยงั มกี ารเจริญเตบิ โตออก
ดา้ นขา้ ง มกี ่งิ กา้ นสาขา แผท่ กุ ทศิ ทางเพอ่ื เก็บเก่ยี วแสงแดดไดม้ ากกวา่ รากของ
พชื ใบเล้ยี งคู่เป็นระบบรากแกว้ และนนั่ ทาใหต้ น้ ของพชื ใบเล้ยี งคู่มคี วามมนั่ คง

มากกวา่ ทงั้ ยงั มอี ายุยาวนานกวา่ พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วดว้ ย

แกนกลางของลาตน้ พชื กลมุ่ น้จี ะไมม่ ที ่อลาเลยี ง แต่จะเป็นเน้ือไมซ้ ง่ึ มคี วามแขง็ แรงคงทน ส่วนท่อลาเลยี งจะจดั เรยี ง
เป็นวงอยา่ งมรี ะเบยี บอยู่รอบลาตน้ สว่ นใบของพชื กลมุ่ น้ีมลี กั ษณะกวา้ ง มกี ารแตกแขนงเป็นร่างแหออกจากแกนกลางของใบ
จานวนของกลบี ดอกจะมี 4 - 5 กลบี หรอื ทวคี ูณของ 4 - 5 หากปลูกพชื ใบเล้ยี งคู่เพอ่ื เก็บเก่ยี วผลผลติ ส่วนใหญ่มกั ตอ้ งใช้
เวลา นานกวา่ พชื ใบเล้ยี งเดย่ี วถงึ จะเก็บเก่ยี วผลผลติ ได้ ทงั้ น้ยี งั มคี วามแตกต่างกนั อกี มากระหวา่ งพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วและใบ
เล้ยี งคู่ อย่างเช่น ลกั ษณะโครงสรา้ งของเกสร หรอื ปากใบ แต่มนั ยากทจ่ี ะสงั เกตเหน็ ชดั ดว้ ยตาเปลา่

นอกจากใบเล้ยี งและใบแทท้ ก่ี ลา่ วไปในขา้ งตน้ พชื ยงั มใี บชนดิ อน่ื ๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ ตามหนา้ ท่ีและตาแหน่งจาเพาะของมนั
ใบแทเ้องก็สามารถแบง่ ไดอ้ กี 2 แบบดว้ ยกนั คอื ใบเดย่ี ว ซง่ึ เป็นใบทต่ี ดิ กบั กา้ นใบเดย่ี วๆ โดยงอกออกมาจากลา
ตน้ และใบประกอบ ซง่ึ ประกอบดว้ ยใบมากกวา่ 2 ใบข้นึ ไปและมกั เขา้ คู่กนั อย่างสมมาตร หากไมน่ บั ใบทป่ี ลายกา้ น
ใบ ใบทง้ั หมดน้จี ะตดิ อยู่กบั กา้ นใบเพยี งกา้ นเดยี ว

ใบบางประเภทก็มกี ารปรบั เปลย่ี นใหท้ าหนา้ ทอ่ี ่นื ๆ เช่น เพอ่ื การสะสมอาหาร เรยี กว่า และใบเล้ยี งเองกจ็ ดั อยูใ่ น
กลมุ่ น้ี ใบดอก ซง่ึ เป็นใบทไ่ี ดร้ บั สทิ ธพิ เิ ศษในการเปลย่ี นสเี พอ่ื ประโยชนใ์ นการดงึ ดูดแมลงเพอ่ื มาผสมพนั ธุ์
เน่ืองจากกลบี ดอกอาจจะมขี นาดเลก็ ไม่สะดุดตา พชื จงึ ปรบั มาใชใ้ บเขา้ ช่วย เช่น เฟ่ืองฟ้า หรืออาจเปลย่ี นเป็น
เกราะป้องกนั อย่างตน้ เหงอื กปลาหมอซง่ึ เปลย่ี นใบกลายเป็นหนาม เป็นตน้

พชื ใบเล้ยี งคู่สว่ นใหญ่เป็นพชื ทม่ี อี ายุยนื ยาวกวา่ พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว มลี กั ษณะของใบกวา้ ง มเี สน้ ใบแตกแขนงเป็นร่างแห
ทซ่ี บั ซอ้ นออกจากตรงแก่นกลางของใบ และสว่ นของกลบี ดอกจะมจี านวนราว 4 ถงึ 5 กลบี หรอื เทา่ ทวคี ูณของ 4
และ 5 ข้นึ ไป นอกจากน้ี พชื ใบเล้ยี งคู่ยงั มคี วามแตกต่างจากพชื ใบเล้ยี งเด่ยี วในอกี หลายดา้ น เช่น โครงสรา้ งของ
เกสรและลกั ษณะของปากใบ เป็นตน้



https://www.google.com/searchq ...พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว

https://www.google.com/search ...พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว

https://www.google.com/search ...พชื ใบเล้ยี งเดย่ี ว พชื ใบเล้ยี งคู่


Click to View FlipBook Version