The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการปฏิบัติตัวมารดาหลังคลอด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 50pansahos, 2023-05-22 23:56:53

คู่มือการปฏิบัติตัวมารดาหลังคลอด

คู่มือการปฏิบัติตัวมารดาหลังคลอด

คู่มือการปฏิบัติตัวมารดาหลังคลอด และการเลี้ยงดูบุตร โรงพยาบาล ๕๐ พรรษา มหาวชิราลงกรณ อ.เมืองอุบลราชธานี จ.อุบลราชธานี


วิธีบีบเต้านมขณะให้ทารกดูดนม วิธีให้นมผสมจากแก้ว ในระยะแรกๆ ของการให้นมแม่แก่ทารก มารดาอาจจะมีน้ำนมไม่ เพียงพอจนอาจต้องใช้นมผสมเสริม เพื่อไม่ให้ทารกติดหัวนมยางจาก ขวดนม มารดาควรชงนมผสมแล้ว นำมาใส่ฝาครอบขวดนม หรือแก้ว เล็กๆขนาดแก้วใส่ยาน้ำซึ่งทำความสะอาดโดยการต้มหรือลวกน้ำเดือด สะอาดแล้ว มารดาอุ้มทารกให้อยู่ในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอน ศีรษะสูง นำนม ที่ชงแล้วใส่แก้วเตรียมไว้ ตะแคงแก้วให้น้ำนมปริ่มปากแก้วแล้วจ่อที่ปาก ทารก โดยไม่ต้องเทลง ทารกจะดูดเองโดยธรรมชาติ ให้เวลาทารกดูดไป อย่างช้าๆ มารดาดันก้นแก้วให้น้ำนมปริ่มปากแก้วอยู่เสมอ สลับกับการ ดูดนมมารดา เพื่อกระตุ้นให้เกิดการสร้างน้ำนมจนกว่ามารกจะอิ่ม


คู่มือปฏิบัติตัวมารดาหลังคลอดและการเลี้ยงดูบุตร คำแนะนำ • อาการที่มารดาหลังคลอดควรมาพบแพทย์หรือพยาบาลทันที หรือภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด • น้ำคาวปลา • การดูแลฝีเย็บ • การปฏิบัติตัวของมารดาที่เป็นริดสีดวงทวาร • การปฏิบัติตัวของมารดาขณะท้องผูก • อาการปวดมดลูก • การมีเพศสัมพันธ์ • การคุมกำเนิด • การทำความสะอาดร่างกาย • การพักผ่อน • กิจกรรม • บริหารเพื่อทรวงอก • อาหาร • ประโยชน์ของนมแม่ต่อทารก • ประโยชน์การให้นมแม่แก่ทารกสำหรับแม่ • วิธีการนำเต้านมมารดาเข้าปากทารก • วิธีบีบเต้านมขณะให้ทารกดูดนม • วิธีให้นมผสมจากแก้ว


วิธีการนำเต้านมมารดาเข้าปากทารก 1.ประคองศีรษะทารกเข้าใกล้เต้านม มารดาช้อนเต้านมรอไว้ 2.มารดาประคองเต้านมให้หัวนมแตะริมฝีปากล่างของทารกเพื่อกระตุ้นให้ ทารกคาบหัวนม 3.มารดาช้อนเต้านมให้หัวนมเข้าปากทารก (ลูกจะรู้สึกประทับใจบริการของ แม่อย่าปล่อยให้ลูกใช้ปากหาหัวนมแม่เอง) 4.มารดาประคองศีรษะทารกขึ้น เพื่อให้ปากทารกกระชับหัวนมมารดาและ คาบจนถึงลานหัวนมจะช่วยให้น้ำนมไหลออกมาดี


อาการที่มารดาหลังคลอดควรมาพบแพทย์หรือพยาบาลทันที หรือ ภายใน 12 ชั่วโมงหลังคลอด 1. มีเลือดออกทางช่องคลอด (ใน 1 ชั่วโมง ชุ่มผ้าอนามัย 1 อัน และเลือดที่ ออกมาเป็นก้อน) 2. มีอาการปวดท้องมาก(ปวดจนบิด) โดยไม่สันมพันธ์กับอาหารที่รับประทาน 3. มีไข้หรือหนาวสั่น วัดอุณหภูมิร่างกายได้เกิน 38 ™c 4. มีอาการเจ็บปวด หรือแสบขัดเวลาถ่ายปัสสาวะ 5. มีน้ำหนอง หรือเลือดไหลออกจากฝีเย็บ แผลฝีเย็บบวมแดงมากขึ้นจนปวด หน่วงไปถึงทวารหนัก 6. ระดูขาวมีกลิ่นเหม็น 7. น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น มีสีแดงตลอดภายใน 15 วันหลังคลอด 8. มีอาการปวดศีรษะรุนแรง 9. มีก้อนที่เต้านม หรือเต้านมบวมแดง น้ำคาวปลา • ตามปกติจะมีประมาณ 2 สัปดาห์ • น้ำคาวปลาจะเปลี่ยนสีเป็นระยะ จากแดงเป็นชมพูและน้ำตาลดำภายใน 10 วันหลังคลอด ต่อจากนั้นจะเป็นสีขาวออกเหลืองๆในสัปดาห์ที่3 และ 4 • ห้ามใช้ผ้าอนามัยแบบสอดใส่ช่องคลอด ระหว่าง 2-4 สัปดาห์หลังคลอด • ประมาณ 4-8 สัปดาห์หลังคลอดจะมีประจำเดือนมาครั้งแรก บางรายจะมี น้อยกว่าปกติ เพราะรังไข่ยังปรับตัวไม่ดี • ในมารดาที่ให้นมบุตรจะไม่มีประจำเดือนนาน6-8 เดือนหลังคลอด(ต้องให้ นมบุตรอย่างสม่ำเสมอ) ทำให้มารดามีบุตรยากในขณะนั้น (แต่ไม่ได้ หมายความว่าเป็นการคุมกำเนิด)


อาหาร มารดาบางรายอาจยังไม่นึกอยากรับประทานอาหาร จึงควรได้รับวิตามินเสริม ต่อไป จนกว่าจะได้ตรวจ หลังคลอด มารดาหลังคลอดควรได้รับอาหารครบ 5 หมู่ เพื่อฟื้นฟูสุขภาพตนเองและเพื่อทารก (ในรายที่ให้นมบุตร) งดรับประทานยาดอง เหล้า ยาสตรีขับน้ำคาวปลาเพราะอาจจะทำให้ตกเลือดหลังคลอด ประโยชน์ของนมแม่ติอทารก 1. ทารกได้รับอาหารที่มีประโยชน์ครบถ้วนโดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก 2. นมแม่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้แก่ทารก 3. นมแม่ช่วยลดโรคภูมิแพ้ที่เกิดกับทารก 4. นมแม่มีกรดไขมันที่ช่วยส่งเสริมการเจริญเติบโตของสมองและตาของทารก ประโยชน์การให้นมแม่แก่ทารกสำหรับแม่ 1. เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างแม่กับลูก 2. ช่วยให้แม่มีรูปร่างที่คืนสู่สภาพก่อนตั้งครรภ์ได้อย่างรวดเร็ว 3. ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านมและรังไข่ 4. ประหยัดค่าใช้จ่าย


การดูแลฝีเย็บ • มารดาจะรู้สึกเจ็บฝีเย็บประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด (ปกติแผลจะหายภายใน 7 วันหลังคลอด และไหมที่เย็บจะละลายเอง) • คอยดูแลความสะอาดแผลฝีเย็บอยู่เสมอ โดยระยะแรกหลังคลอดให้ล้างทำความ สะอาดด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำสะอาดต้มสุกเท่านั้น (เป็นน้ำอุ่นๆได้) ไม่ใช้สบู่หรือครีม อาบน้ำในการทำความสะอาดแผลฝีเย็บ • ไม่ปล่อยให้แผลเปียกชื้น หลังการอาบน้ำและทำความสะอาด ควรดูแลให้บริเวณ แผลฝีเย็บแห้งสนิทเพื่อป้องกันการหมักหมม อับชื้นหรือติดเชื้อ • ไม่ถูหรือสัมผัสที่แผลฝีเย็บ ปล่อยให้แผลฝีเย็บแห้งตามธรมมชาติโดยไม่ต้องใช้ผ้า เช็ดหรือซับ ยกเว้นในกรณีอุจจาระหรือปัสสาวะในที่สาธารณะ สามารถใช้ผ้า สะอาดหรือกระดาษชำระสำหรับการทำความสะอาดซับเบาๆให้แห้งได้ • สวมใส่กางเกงหรือกระโปรงตัวหลวมๆ ไม่รัดแน่น เพื่อไม่ให้เนื้อผ้าสัมผัสกับแผล โดยตรง และควรเลือกสวมใส่กระโปรงหรือกางเกงที่ทำมาจากผ้าฝ้ายเพราะ สามารถระบายอากาศได้ดีป้องกันการอับชื้น • หมั่นออกำลังกายโดยการขมิบก้นและช่องคลอด โดยการขขมิบแต่ละครั้งให้ค้างไว้ แล้วนับ1-10 นับเป็น 1 รอบทำเช่นนี้อย่างน้อยวันละ 30 รอบเพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อ หูรูดเกิดการยืดหยุ่น • งดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าแผลจะหายดี หรือจนกว่าน้ำความปลาจะหมดเพื่อ ป้องกันไม่ให้เกิดการติดเชื้อหรือแผลจากการคลอดฉีกขาด • หลีกเลี่ยงการนั่งอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เพื่อป้องกันไม่ให้แผลกดทับ เวลานั่งควรมี เบาะรองนั่งเพื่อช่วยให้นั่งสบายขึ้น บรรเทาความรู้สึกเจ็บที่แผล


การดูแลแผลผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง การดูแลแผลผ่าคลอดที่สำคัญที่สุดคือ การรักษาความสะอาดบริเวณแผลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้แผลหายเร็วที่สุด ไม่อักเสบ ไม่ติดเชื้อ ด้วยวิธีดังต่อไปนี้ • หลังการผ่าคลอด แพทย์จะปิดพลาสเตอร์กันน้ำมาให้จึงไม่จำเป็นต้องไปดูแลทำความ สะอาดแผล เพียงแต่ให้สังเกตว่า แผลมีน้ำซึมออกมาหรือไม่ หากมีควรไปให้แพทย์ตรวจดู และเปลี่ยนพลาสเตอร์ใหม่ ห้ามเปิดดูเองเด็ดขาด • หลังคุณหมอตรวจแผลแล้วเรียบร้อยดี ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดพลาสเตอร์อีกต่อไปเพราะแผล สามารถโดนน้ำได้แล้ว แต่ยังคงต้องรักษาความสะอาดของแผลให้ดี ดูแลแผลให้แห้งเสมอ • เปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ เพื่อรักษาสุขอนามัยโดยรวมให้สะอาดและช่วยลดการสะสมของ เชื้อโรค • ล้างมือให้สะอาด และเช็ดให้แห้งทุกครั้งก่อนเปลี่ยนผ้าอนามัย • พยายามเดินบ่อยๆ ตั้งแต่วันแรกหลังออกจากห้องผ่าตัด เพื่อป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน การ เกิดพังผืดในช่องท้อง และควรเดินให้ตัวตรงที่สุด อย่าเดินตัวงอ • หลีกเลี่ยงการยกของหนัก เพราะอาจทำให้แผลฝีเย็บแยกได้ • พยายามรับประทานอาหารที่เส้นใยอาหารสูงเพื่อป้องกันไม่ให้ท้องผูก จะได้ไม่เพิ่มความ เจ็บปวดในการนั่งขับถ่าย และดื่มน้ำสะอาดมากๆ • พยายามรับประทานอาหารที่มีโปรตีน ผักใบเขียว ผลไม้ ในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อให้ ซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ แผลสมานตัวติดกันเร็วขึ้น • พักผ่อนให้เพียงพอ • แผลที่เย็บด้วยไหมละลาย ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ไฟด้วยการนั่งไม้กระดาน หรือสัมผัสความ ร้อนโดยตรง เพราะอาจทำให้ไหมละลายตัวเร็วกว่าปกติ


หลังผ่าคลอดห้ามกินอะไรบ้าง? • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ สุรา เบียร์ ไวน์ เด็ดขาด เพราะจะทำให้แผลหายช้า และอาจอักเสบได้ • ไม่ควรรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารที่ปรุงไม่สะอาด เพราะร่างกายหลังผ่าตัดยัง อยู่ในช่วงพักฟื้นจึงเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย • ไม่ควรรับประทานอาหารหมักดอง อาหารรสจัด เพราะอาจส่งผลกับแผลผ่าตัดได้ • ไม่ควรรับประทานอาหารกลุ่มที่เสี่ยงต่อการแพ้ เช่น อาหารทะเล เพราะหากแพ้อาจเกิด ตุ่มผื่นคัน ลมพิษ บริเวณต่างๆ ของร่างกายรวมถึงแผลผ่าตัดได้ • ไม่ควรรับประทานผัก ผลไม้ ที่มีแป้งมากเพราะจะทำให้เกิดแก๊สในท้องได้ ส่งผลให้ท้องอืด อึดอัด แน่นท้อง • ไม่ควรรับประทานอาหารเสริมที่ไม่ได้รับการรับรอง • ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น กาแฟ ชา น้ำอัดลม เพราะแม้ไม่ได้ส่งผลต่อแผลผ่า คลอด แต่อาจส่งผลต่อน้ำนมที่ให้ลูกน้อยได้ ทำให้ลูกน้อยอาจมีพัฒนาการช้ากว่าวัย หลังผ่าคลอดกินไข่ กินข้าวเหนียวได้ไหม? หลายคงเคยได้ยินว่า ห้ามกินไข่ และข้าวเหนียวเพราะเป็นของแสลงจะทำให้แผลอักเสบ แผลเน่า แผลปูดนูน และหายช้า ปัจจุบันในทางการแพทย์ได้ยืนยันแล้วว่า เรื่องดังกล่าวไม่ เป็นความจริงแต่อย่างใด เนื่องจาก • ไข่ เป็นอาหารที่อุดมด้วยโปรตีนจะช่วยให้แผลสมานตัวได้ไว สามารถรับประทานได้ 1-2 ฟองต่อวัน • ข้าวเหนียว เป็นอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานสูง จึงไม่มีผลต่อการทำให้แผล หายช้า อักเสบ หรือเน่าแต่อย่างใด หากดูแลแผลผ่าคลอดได้ครบถ้วนแบบนี้แล้ว รับรองว่า แผลผ่าคลอดของคุณแม่ต้องสมาน ตัวดี หายไว ไม่ติดเชื้อ และไร้ภาวะแทรกซ้อน แน่ๆ


การปฏิบัติตัวของมารดาที่เป็นริดสีดวง - ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก - อาจประคบด้วยถุงน้ำแข็งเพื่อลดความปวด - ป้องกันไม่ให้ท้องผูกโดยดื่มน้ำและรับประทานผัก ผลไม้ ที่มีกากใยอาหารสูง เช่นลูกพรุน สัปปะรด ส้ม แครอท ผักคะน้า - ถ้าปวดมากอาจใช้ครีมหรือยาเหน็บตามแพทย์สั่ง การปฏิบัติตัวของมารดาขณะท้องผูก - รับประทานผัก ผลไม้ที่มีกากใยมากๆ - ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยให้กากใยอาหารทำงานดีขึ้น - หากอาการไม่ดีขึ้นอาจดื่มน้ำพรุนสกัดเข้มข้น ซึ่งมีกากใยอากหารสูงและเป็นยาระบาย ตามธรรมชาติ เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบขับถ่าย - อาจใช้ยาระบายตามแพทย์สั่ง (ควรงดให้นมบุตรระหว่างให้ยา)


วิธีบริหารง่ายๆ ในการฟิตเต้าเพื่อให้ได้เต้าที่ฟิตอย่างธรมมชาติ ท่าที่ 1 1. ยืนหลังตรงหรือนอนหงาย ยกมือขึ้นพนมมือหว่างอก สูดหายใจเข้าเต็มปอด 2. กลั้นหายใจ ดันมือทั้งสองข้างเข้าหากัน เกร็งอยู่อย่างนั้นนานประมาณ 10 นาที 3. ผ่อนหายใจออกหยุดเกร็งแขนและพัก 5 วินาที แล้วเริ่มข้อ 1 ใหม่ (ต้องทำซ้ำๆ) ควรทำวันละประมาณ 30 ครั้ง หรือมากกว่าตามกำลังและตลอดไป ท่านี้จะช่วยให้ กล้ามเนื้อหน้าอกเกิดความแข็งแกร่ง ช่วยลดและชะลอการหย่อนยานของทรวงอกและยัง เป็นการเสริมสร้างกล้ามเนื้อของอกอีกด้วย ท่าที่ 2 1. ยืนหลังตรง ยกมือทั้งสองข้างขึ้น งอข้อศอกให้แขนขนานกับหน้าอก คว่ำมือลง ปลาย นิ้วกลางชนกัน 2. ออกแรงดึงแขนทั้งสองข้างพร้อมกันไปด้านหลังทั้งยังงอข้อศอกอยู่ 3. ดันแขนกลับไปท่าเดิม ทั้งยังงอข้อศอกอยู่ 4. ทำซ้ำข้อ 2 และข้อ 3 อีกสองครั้ง 5. แล้วออกแรงดึงแขนทั้งสองข้างพร้อมกัน กลับไปด้านหลังอีกครั้งพร้อมสะบัดแขนให้ตรง แล้ววนกลับไปทำข้อ 1 ใหม่ ควรทำวันละ 30 ครั้ง หรือมากกว่าและตลอดไป ท่านี้จะช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าอกกระชับขึ้น และช่วยหน้าอกใหญ่หรือเล็กก็ได้ คือถ้าทำช้าๆก็จะทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้น แต่ถ้าทำเร็วๆก็จะ เป็นการลดขนาดของหน้าอกลงได้


อาการปวดมดลูก การปวดมดลูกเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับมารดาใน 1-2 วันแรกหลังคลอดแต่ถ้ามีอาการ ปวดมากจนทนไม่ไหวให้รับประทานยาแก้ปวดได้ (มารดาท้องหลังๆจะมีอาการปวดมดลูก บ่อยกว่ามารดาท้องแรก ) การมีเพศสัมพันธ์ จะเริ่มได้ต่อเมื่อ 6 สัปดาห์หลังคลอดไปแล้ว (หลังจากมารดาได้รับการตรวจหลังคลอด) เพราะปากมดลูกยังไม่ปิดจะมีอาการติดเชื้อได้ง่าย การคุมกำเนิด ทำได้หลายวิธี เช่น การกินยาเม็ดการฉีดยา การใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย การฝังยา ใต้ผิวหนัง การทำหมันหญิงและชาย คู่สามีภรรยาจึงควรปรึกษากันว่าต้องการจะ มีบุตรอีก เมื่อไร แล้วจึงปรึกษาแพทย์หรือ พยาบาลที่ทำหน้าที่นี้ เพราะยาคุมกำเนิด จะไม่ใช้กับ ผู้ป่วยโรคตับโรคหัวใจ โรค ความดัน โลหิตสูงและห่วงอนามัยจะไม่ใช้ กับสตรีที่มีการรัก เสบของช่องคลอดหรือโพรงมดลูก ถ้าสามีทำหมันต้องใช้วิธีคุมกำเนิดอย่าง อื่นหลังทำหมัน 3 เดือน หรือหลังมีการหลั่งงอสุจิอย่างน้อย 15 ครั้งทีมีเพคสัมพันธ์หลังทำ หมัน เพราะ อาจจะ ยังมีเชื้ออสุจิตกค้างอยู่ในถุงเก็บหรือท่อส่งได้


บริหารเพื่อทรวงอก สำหรับคุณผู้หญิงยุคอินเตอร์เน็ตทั้งหลาย ความคิดเรื่องการผ่าตัดทรวงอกเพื่อเพิ่มความ สวยงาม และ ความมั่นใจให้แก่ตัวเอง ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่น่ากลัว ไม่ยุ่งยาก ไม่น่าอับ อาย และไม่ สียเวลาเท่า ไหร่เลย อาจเป็นเพราะความก้าวหน้าของวิทยาการทางแพทย์ของ มนุษยชาติใน ปัจจุบันรวมทั้งเวลาอันรวดเร็ว ในการมองเห็นผลงานได้อย่างชัดเจน และ ค่าใช้จ่ายที่ไม่แพงนัก (ในความเห็นของผู้มีกำลังจ่ายได้) อันเป็นแรงผลักดัน และเป็นส่วน ช่วยในการตัดสินใจเหล่านี้ แต่หากมองดูให้ดีๆ ความสวยที่จะได้มาจากการผ่าตัดนี้ จะต้อง แลกด้วยความเสี่ยงอย่างมาก ทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงจากอาการแทรกซ้อนอันไม่พึง ปรารถนายังไม่นับเรื่องการดูแล ตลอดกาลหลัง การผ่าตัด ผลแทรกซ้อนจากวัสดุที่ใช้เสริม รอยแผลเป็นหรือผลของรูปทรงหลัง การผ่าตัดที่อาจจะ ไม่ตรงตามที่คาดเอาไว้อีกด้วย ล้วน แล้วแต่เป็นเรื่องที่ควรคิดคำนึงให้ดี เสียก่อนทั้งสิ้น วิธีที่ดีที่สุดที่ดิฉันอยากจะแนะนำแก่ บรรดาสาวใหญ่สาวน้อยทุกท่าน เพื่อให้ได้ ทรวดทรงของเต้านมอันงดงาม คือ การฟิตเต้า ด้วยการบริหาร ซึ่งนอกจากจะเป็นการช่วยให้ สุขภาพร่างกายแข็งแรง เพราะโลหิตที่จะฉีด แรงขึ้นจากภาวะปกติ ในการหล่อเลี้ยงผิวหนังและ อวัยวะเพศทั้งหมดของร่างกาย แล้วยัง ไม่มีความเสี่ยงอันใดที่จะต้องพะวงถึงอีกด้วย


การทำความสะอาดร่างกาย คุณแม่ควรอาบน้ำจากผักบัวหรือใช้วิธีตักอาบ ไม่ควรอาบน้ำแบบแช่ (ไม่ว่าจะเป็นอ่างน้ำ สมัยใหม่ หรือแม่น้ำลำคลอง) จนกว่าจะได้รับ การตรวจหลังคลอดแล้ว ในรายมารดาที่ผ่า ท้องคลอด ควรทำความสะอาดร่างกายด้วยวิธี เช็ดตัวจนกว่าจะตัดไหมและสังเกตว่าแผล แห้งดี แล้ว ในเวลากลางวันควรใช้ผ้ารัดท้องเวลาเดิน แผลจะได้ไม่เคลื่อนไหว กระทบกระเทือนเจ็บปวดลดลงด้วย (เพราะขณะนี้หน้าท้องยังหย่อนมาก) ยกเว้นเวลานอน ไม่ต้องใช้ผ้ารัดท้อง การพักผ่อน มารดาควรพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 6 - 8 ชั่วโมงในเวลา กลางคืน ส่วนเวลากลางวัน ควรได้ หลับพักผ่อนบ้างขณะ ทารกหลับ ถ้าไม่หาโอกาสพักผ่อนจะทำให้มารดารู้สึก อ่อนเพลียมาก ขึ้น กิจกรรม คุณแม่หลังคลอดไม่ควรยกของที่มีน้ำหนักเกินกว่าน้ำหนักของทารก และไม่ควรออกแรงเบ่ง มากๆ หรือ นานๆ ในระยะ 2 สัปดาห์แรกหลังคออด ไม่ควรขึ้นบันไดบ่อยๆ และไม่ควรขับ รถโดยไม่จำเป็น ส่วนการออกกำลังกาย จะทำได้บ้างในบางท่าทีไม่หนักมากและควรมี ข้อจำกัด จนกว่าจะได้รับการตรวจหลังคลอดจากแพทย์เมื่อครบ 4 สัปดาห์หลังคลอดแล้ว ถ้าจะให้ได้ผลดี ควรอกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จะทำให้น้ำคาวปลาออกดีและ มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น


ที่อุณหภูมิห้อง > 25 ๐ C เก็บได้นาน 3-4 ชั่วโมง ที่อุณหภูมิห้อง <25 ๐ C เก็บได้นาน 6-8 ชั่วโมง ในกระติกที่มรน้ำแข็งหล่อตลอดเวลา เก็บได้นาน 24 ชั่วโมง ในตู้เย็นช่องธรรมดา อุณหภูมิ 4 ๐ C เก็บได้นาน 5 วัน ในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูเดียว) อุณหภูมิ - 15 ๐ C เก็บได้นาน 2 สัปดาห์ ในตู้เย็นช่องแช่แข็ง (แบบประตูแยก) อุณหภูมิ -18 ๐ C เก็บได้นาน 3-6 เดือน ในตู้แช่แข็ง อุณหภูมิ -20 ๐ C เก็บได้นาน 6-12 เดือน ระยะเวลาการเก็บรักษาน้ำนม


ด้วยความปรารถนาดีจาก โรงพยาบาล ๕๐ พรรษามหาวิชราลงกรณ โทรศัพท์ 096-031 6841 เวลาราชการ 045-319 300 Fax. 045319 333 ห้องหลังคลอด ต่อ 2403 เบอร์โทรฉุกเฉิน 1669 300 ม.3 ตำบลไร่น้อย อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานีรหัสไปรษณีย์ 34000


Click to View FlipBook Version