มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา
THAKSIN UNIVERSITY.
FIRST THAI ENACTED LAW
จัดทำโดย:
นิสิตภาคสบทบ (เสาร์~อาทิตย์)
รายงาน
เรื่อง กฎหมายตราสามดวง
จัดทำโดย
นายก้องภพ สีทองใส ( 651087501 )
นายกิตติพล ปานะบุตร ( 651087504 )
นายขจรศักดิ์ ทองจันทร์ ( 651087505 )
นายเขมวัทต์ เฉิน ( 651087505 )
นายคามิน มีนุ่น ( 651087509 )
นายจตุพล กลับใจ ( 651087510 )
นายจตุรงค์ นะวาโย ( 651087511 )
นางสาวจิตรานุช สุทธหลวง ( 651087512 )
นายจุติพงษ์ ขันละ ( 651087513 )
นางสาวจุฬาลักษณ์ วิจิตรเวชการ ( 651087514 )
นายเจตนา หนูในน้ำ ( 651087515 )
นายฉลองชนม์ แม่นสกุล ( 651087516 )
นายอวิรุทธ์ ขวัญศรีสุทธิ์ ( 651087594 )
เสนอ
อาจารย์ ศิริชัย กุมารจันทร์
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์กฎหมาย รหัสวิชา 0801112
มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
คำนำ
ดว ยกฎหมายตราสามดวงตราขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟา จุฬาโลก
มหาราช เมื่อปพ ุทธศักราช ๒๓๔๗ เพื่อชําระกฎหมายที่กระจัดกระจายอยูในขณะนั้นให
เปน ระบบ และชําระกฎหมายบางฉบับที่มีเนื้อหาไมสอดคลองกับหลักเหตุผลและความเปนธรรม
ใหถูกตอ งเปน ธรรม กฎหมายตราสามดวง จึงถือเปนวิวัฒนาการทางกฎหมายที่สําคัญชว งหนึ่งใน
ประวัติศาสตรกฎหมายของไทย เปนรอยตอระหวา งกฎหมายสมัยเกากับกฎหมายปจจุบัน จึงจัด
ทํารายงานเอกสารเล่มนี้เกี่ยวกับกฎหมายตราสามดวง เพื่อเผยแพรค วามเปน มา และสาระสําคัญ
ของกฎหมายตราสามดวง ตลอดจนความสําคัญที่มีตอ กฎหมายปจจุบัน ใหน ักกฎหมายและ
ประชาชนไดทราบ และหวังว่ารายงานฉบับนี้จะเปน ประโยชนแกผ ูสนใจประวัติศาสตรกฎหมาย
ไทยตามสมควร
คณะผูจ ัดทําขอขอบคุณสว นภาษาโบราณ หอสมุดแหงชาติ กรมศิลปากร พิพิธภัณฑศาล
ไทย และพิพิธภัณฑอัยการไทย ที่อนุญาตใหถา ยภาพและใหข อมูลทาง ประวัติศาสตรท ี่สําคัญ
ประกอบการจัดทํารายงานฉบับนี้
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ
๑. ที่มาของกฎหมายตราสามดวง
การทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มาของกฎหมายตราสามดวงนั้น ควรเข้าใจความหมายของคำว่า "กฎหมาย" ก่อน ซึ่ง
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายของกฎหมายว่า "กฎที่สถาบันหรือผู้มีอำนาจสูงสุดใน
รัฐตราขึ้น หรือที่เกิดขึ้นจากจารีตประเพณีอันเป็นที่ยอมรับนับถือ เพื่อใช้ในการบริหารประเทศ เพื่อใช้บังคับบุคคล
ให้ปฏิบัติตาม หรือเพื่อกำหนดระเบียบแห่งความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล หรือระหว่างบุคคลกับรัฐ" ดังนั้นที่มาของตัว
บทกฎหมายต่างๆ ที่ใช้กันมานานกว่า ๔๐๐ ปีในสังคมไทย และได้นำมาประมวลไว้ในกฎหมายตราสามดวง จึงสะท้อน
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ทั้งทางด้านการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของไทย ในสมัย
อยุธยา กฎหมายไทยได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย โดยผ่านมาทางมอญ คือ "คัมภีร์พระธรรมศาสตร์" ซึ่งมอญ
เรียกว่า "คัมภีร์ธัมมสัตถัม" คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ถือว่า เป็นคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ตามความเชื่อว่า มิได้เกิดขึ้นจากสติปัญญา
ของมนุษย์ แต่เป็นผลงานที่พระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้ เป็นหลักในการอำนวยความยุติธรรมของพระมหากษัตริย์ คัมภีร์
พระธรรมศาสตร์ได้เผยแพร่ไปในดินแดนต่างๆ ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมอินเดีย ซึ่ง
กฎหมายของอยุธยาที่ได้มีการประกาศใช้ ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. ๑๘๙๓ - ๑๙๑๒)
ก็ได้รับอิทธิพลมาจากคัมภีร์พระธรรมศาสตร์เช่นกัน และได้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย ลักษณะต่างๆ หลายครั้งในรัช
กาลต่อๆ มา รวมทั้งมีการตรากฎหมายใหม่เพิ่มเติมอีกด้วย กฎหมายต่างๆ ที่เป็นการสืบสาขาคดี โดยยึดมูลคดีตามคัมภีร์
พระธรรมศาสตร์เป็นหลักนั้น เรียกว่า "พระราชศาสตร์"
ขณะเดียวกันพระมหากษัตริย์ไทยแต่ละพระองค์ก็ได้ทรงออกกฎเกณฑ์ต่างๆ ในการปกครอง และการบริหารราชการ
แผ่นดินตามความจำเป็นและเหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องนอกเหนือไปจากที่มีกำหนดไว้ในมูลคดีตามคัมภีร์พระธรรมศาสตร์
รวมถึงการวินิจฉัยคดีความต่างๆ รวบรวมเป็นกฎหมายของแผ่นดินอีกส่วนหนึ่ง เรียกว่า "พระราชนิติศาสตร์ หรือพระ
ราชนิติคดี" ดังนั้นตัวบทกฎหมายต่างๆ ในกฎหมายตราสามดวงจึงเป็นทั้ง "พระธรรมศาสตร์" และ "พระราชศาสตร์"
และ "พระราชนิติศาสตร์ หรือพระราชนิติคดี" ผสมผสานกัน โดยมีคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ เป็นแกนหลักที่สำคัญ
เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสื่อมอำนาจและสิ้น สุดลงใน พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้ทรงกอบกู้ชาติ จนได้รับ
อิสรภาพกลับคืนมา และทรงเร่งบูรณะฟื้นฟูบ้านเมืองตลอดระยะเวลา ๑๕ ปี จนกระทั่งถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเป็นการเริ่มต้นสมัยรัตนโกสินทร์ พระองค์ก็ได้ทรงทำนุบำรุงประเทศในทุกด้าน โดย
เฉพาะสรรพวิชาการความรู้ต่างๆ ที่ขาดตอนไป เนื่องจากการเสียกรุงศรีอยุธยาดังกล่าวมาแล้ว
๒. สาเหตุของ การชำระกฎหมายตราสามดวง
ก่อน พ.ศ. ๒๓๔๗ ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชทรงครองราชสมบัติอยู่นั้น ได้เกิด
กรณีผู้พิพากษาตัดสินคดีหย่าร้างเรื่องหนึ่ง โดยไม่เป็นธรรมเรื่องมีว่า นายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ได้ทูลเกล้าฯ ถวาย
ฎีกาต่อพระองค์ อ้างเหตุว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการตัดสินคดีของผู้พิพากษา โดยระบุว่า ภรรยาของนายบุญ
ศรีชื่ออำแดงป้อม ประพฤติตนไม่สมควรโดยเป็นชู้กับนายราชาอรรถ แต่อำแดงป้อมกลับมาฟ้องหย่านายบุญศรี
พระเกษมซึ่งทำหน้าที่ผู้พิพากษา กลับเข้าข้างอำแดงป้อมและยังพูดจาเกี้ยวพาราสีอำแดงป้อม แล้วพิพากษาให้
อำแดงป้อมหย่าขาดจากนายบุญศรีได้ทั้งที่นายบุญศรีไม่มี ความผิด คดีดังกล่าวมีการอ้างตัวบทกฎหมายว่า แม้ชาย
ผู้เป็นสามีไม่มีความผิด หากหญิงผู้เป็นภรรยาขอหย่าก็ให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากกันตามกฎหมายได้
ในสมัยนั้นตัวบทกฎหมายจะเก็บรักษาไว้ ที่ศาลหลวงฉบับหนึ่ง ที่ข้างพระที่ในพระบรมมหาราชวังอีกฉบับหนึ่ง
และที่หอหลวงอีกฉบับหนึ่ง รวม ๓ แห่ง พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้นำตัว
บทกฎหมายที่เก็บรักษาไว้ทั้ง ๓ แห่ง มาตรวจสอบทานกัน ปรากฏว่า มีข้อความตรงกันทุกฉบับว่า "ชาย หาผิดมิได้
หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้"
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงมีพระราชดำริว่า ตัวบทกฎหมายเช่นนี้ไม่มีความยุติธรรม คง
มีความฟั่นเฟือนวิปริตไป เหตุคงมาจากผู้ที่มีความโลภหลงไม่รู้จักละอายต่อบาปจ้องแต่จะหาประโยชน์ ส่วนตัว
ทำการแต่งกฎหมายตามใจชอบ มาพิพากษาคดีให้เสียความยุติธรรม โดยทรงยกตัวอย่างว่า ในทางพุทธจักรได้โปรด
เกล้าฯ ให้ชำระสะสางพระไตรปิฎก เพื่อเป็นหลักแก่พระพุทธศาสนามาแล้ว ในทางอาณาจักรนี้ ก็ต้องดำเนินการ
เช่นกัน คดีหย่าร้างเรื่องนายบุญศรีกับอำแดงป้อม จึงเป็นเหตุให้เกิดการชำระสะสางกฎหมายครั้งใหญ่ โดยโปรด
เกล้าฯ ให้ตั้งผู้ชำระกฎหมายจำนวน ๑๑ คน ประกอบด้วยอาลักษณ์ (ผู้ทำหน้าที่ทางหนังสือในราชสำนัก) ๔ คน
ลูกขุน (ปัจจุบันคือ ผู้พิพากษา) ๓ คน และราชบัณฑิต ๔ คน รวมเป็น ๑๑ คน นำตัวบทกฎหมายที่มีอยู่ทั้งหมด มา
ตรวจสอบเนื้อความจัดเป็นหมวดหมู่ ชำระดัดแปลงเนื้อความที่วิปริตผิดความยุติธรรมออกเสีย ตัวบทกฎหมายที่นำ
มาชำระ ก็เป็นกฎหมายเก่าตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นส่วนใหญ่
๓. เหตุที่เรียกชื่อว่ากฎหมายตราสามดวง
ผู้ชำระกฎหมายคณะนี้ ใช้เวลาดำเนินการชำระอยู่ประมาณ ๑๑ เดือนก็แล้วเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้พนักงาน
อาลักษณ์จารึกไว้เป็น ๓ ฉบับ หรือ ๓ ชุด ชุดละ ๔๑ เล่ม เขียนด้วยหมึกบนสมุดข่อยสีขาว ถือเป็นต้นฉบับ
แท้ เรียกว่า ฉบับหลวง เขียนเสร็จ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๔๗ เก็บไว้ใกล้ชิดพระองค์คือ ห้องเครื่อง ๑ ชุด เก็บไว้ที่
หอหลวง ๑ ชุด และไว้ที่ศาลหลวงอีก ๑ ชุด กฎหมายที่ชำระจัดทำขึ้นใหม่นี้ โปรดเกล้าฯ ให้ปิดดวงตราพระ
ราชสีห์ ตราพระคชสีห์ และตราบัวแก้ว ไว้บนปกทุกเล่มเป็นสำคัญ ทรงกำชับว่า ต่อไปเมื่อมีการอ้างใช้ตัว
บทกฎหมายใดๆ ในการพิจารณาพิพากษาคดี หากกฎหมายที่อ้างไม่มีตราทั้งสามดวงนี้ อย่าให้ผู้ใดเชื่อฟัง
เป็นอันขาด
ตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ และตราบัวแก้ว รวม ๓ ดวงนั้น เป็นตราสำคัญ ในสมัยอยุธยา ซึ่งมีการ
ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ รวม
เบ็ดเสร็จอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ การบริหารราชการแผ่นดินในขณะนั้น แบ่งการปกครองบังคับบัญชา
ออกเป็น ๔ ส่วน ได้แก่ หัวเมืองฝ่ายเหนือ เช่น เมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมือง
กำแพงเพชร อยู่ใต้บังคับบัญชาของมหาดไทย ซึ่งใช้ตราพระราชสีห์เป็นสำคัญ โดยมี "เจ้าพญาจักรีศรีองค
รักษ" ตำแหน่งสมุหนายก ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ เป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนหัวเมืองฝ่ายใต้ เช่น เมือง
นครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไชยา อยู่ในบังคับบัญชาของกรมพระกลาโหม ซึ่งใช้ตราพระ
คชสีห์เป็นสำคัญ มี "เจ้าพญามหาเสนาบดีฯ" ตำแหน่งสมุหพระกลาโหม ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ เป็นผู้บังคับ
บัญชา ส่วนหัวเมืองชายทะเลตะวันออก เช่น เมืองจันทบุรี เมืองตราด เมืองระยอง อยู่ในบังคับบัญชาของ
กรมพระคลัง ซึ่งใช้ตราบัวแก้วเป็นสำคัญ มี "ออกพญาศรีธรรมราชฯ" ตำแหน่งโกษาธิบดี หรือเจ้าพระยา
พระคลัง ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ เป็นผู้บังคับบัญชา ส่วนการปกครองในราชธานีขึ้นอยู่กับพระมหากษัตริย์
ตราพระราชสีห์ ตราพระคชสีห์ และตราบัวแก้ว รวม ๓ ดวง ที่ประทับบนปกของกฎหมาย ที่ชำระใหม่แต่ละ
เล่ม จึงมีนัยสำคัญ หมายความถึง การบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร นั่นเอง
กฎหมายตราสามดวงที่ได้รับการชำระ ในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการคัดลอกตัวบทกฎหมายเดิมที่สืบทอด
ต่อๆ กันมาจากสมัยอยุธยาแล้ว ยังเป็นการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม ตัวบทใหม่ๆ ลงไปด้วย อย่างไรก็ดีหาก
คำนึงถึงจำนวนคณะกรรมการที่มีเพียง ๑๑ คน และใช้เวลาชำระกฎหมายเพียง ๑๑ เดือน น่าจะสันนิษฐาน
ได้ว่า ตัวบทกฎหมายส่วนใหญ่ คงเป็นบทบัญญัติแต่เดิมที่สืบต่อกันมา หากมีการแก้ไขปรับปรุงต่อเติม หรือ
แม้กระทั่งยกร่างใหม่ในบางมาตรา ก็เป็นสัดส่วนที่ไม่มากนัก ส่วนจะมีการเปลี่ยนแปลงส่วนใด และประเด็น
ใดเป็นสิ่งที่นักประวัติศาสตร์กฎหมายจะได้ทำการค้นคว้ากันต่อไป
กฎหมายตราสามดวงได้รับยกย่องว่า เป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกแห่งสมัยรัตนโกสินทร์ จึงเรียกอีกชื่อ
หนึ่งว่า "ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ ๑" เนื่องจากเป็นการนำบทกฎหมายลักษณะต่างๆ ขณะนั้น อันมีมา
ตั้งแต่สมัยอยุธยา มารวบรวมเป็นหมวดหมู่ และชำระดัดแปลงบางบทที่วิปลาส ซึ่งทำให้เสียความยุติธรรม
ออกไป
๔. บทบัญญัติ ต่างๆ ในกฎหมายตราสามดวง
คำว่า "กฎหมาย" ในสมัยนั้น มิได้หมายถึงตัวบทกฎหมายดังที่เข้าใจกันในปัจจุบันแต่หมายถึงการจดบันทึกไว้
เป็นหลัก ฐาน หรือทำหนังสือไว้เป็นหลักฐาน ส่วนคำที่หมายถึงตัวบทกฎหมาย จะใช้ว่า "พระไอยการ พระราช
บัญญัติ พระราชกฤษฎีกา พระราชกำหนด และกฎ" ดังจะเห็นได้จากตัวบทกฎหมายลักษณะต่างๆ ที่ประมวลไว้ใน
กฎหมายตราสามดวง
สาระสำคัญของกฎหมายตราสามดวงประกอบด้วยส่วน ต่างๆ รวม ๒๖ ส่วน ดังนี้
(๑) พระธรรมสาตร เปน คําภีรก ลาวถึง พระราชพงษาวดารสมเด็จพระเจา มหา สมมุติราช และอุบัติเหตุแหง
คัมภีรพระธรรมศาสตร ตลอดถึงประวัติของทานมโนสารอํามาตย เหตุแหง ตุลาการ ๒๕ ประการ มูลคดีผูพ ิพากษา
และตระลาการ ๑๐ ประการ และมูลคดีวิวาท ๒๙ ประการ
(๒) หลักอินทภาษ เปน คําภีรวางหลักวาบุคคลผูใ ดจะเปน ผูพิพากษาตัดสินคดี การแหง มนุษยทั้งหลาย พึงกระทําโดย
ปราศจากอคติทั้ง ๔ คือ ฉันทาคติ โทษาคติ ภยาคติ โมหาคติ ทั้ง ๔ ประการนี้เปน ทุจริตธรรม
(๓) กฎมณเฑียรบาล ถือเปนกฎหมายสว นพระองคของพระบาทสมเด็จพระ เจาอยูห ัวและขาราชสํานักแหงพระ
องคด ว ย
(๔) พระธรรมนูน วา ดวยเรื่องเกี่ยวกับศาลและอํานาจศาล วา คดีใดควร พิจารณาในศาลใดตลอดจนวิธีพิจารณา
ความตางๆ กับเรื่องดวงตราของกระทรวง ทบวง กรม
(๕) พระไอยการพรมศักดิ วาดวยเบี้ยปรับตามศักดินา เบี้ยปรับตามพิกัดคา ของคน เบี้ยปรับเปนศักดิ์มือ ศักดิ์ไม
และศักดิ์เหล็ก
(๖) พระไอยการตําแหนงนาพลเรือน วา ดว ยการกําหนดศักดินาฝา ยพลเรือน มีสูงตั้งแตเ จา นาย ขาราชการ ตลอดลง
มาถึงไพรราบ ไพรเ ลวและยาจก วรรณิพก ทาส เปนที่สุดมี ศักดินา ๕ ไร
(๗) พระไอยการตําแหนงนาทหารหัวเมือง วา ดวยเรื่องศักดินาอีกบทหนึ่ง ซึ่ง กําหนดศักดินาทหารทั่วไปรวมทั้งใน
นครหลวงดวย
(๘) พระไอยการบานผแนก วา ดว ยการกําหนดวาลูกที่ไดจ ากการสมรสของชาย ทหาร หรือหญิงทหาร จะอยูในความ
ดูแลของใคร
(๙) พระไอยการลักษณรับฟอง วา ดว ยการรับฟอ ง การตัดฟอง และการตัด สํานวน
(๑๐) พระไอยการลักษณภญาน วา ดว ยเรื่องการรับฟง พยานโดยกําหนด ประเภทพยานในลักษณะตา งๆ
(๑๑) พีสูทดําน้ําพีสูทลุยเพลิง เปนกฎหมายวิธีพิจารณาความประเภทหนึ่ง ใช เพ่ือพิสูจนความจริงในคดีแพงโดยมีวิธี
การพิสูจน
(๑๒) พระไอยการลักษณตุลาการ กลาวถึงลักษณะผูจ ะเปน ตุลาการโดยมี บทบัญญัติบังคับถึงวิธีพิจารณาความ และ
กฎหมายสารบัญญัติดวย
(๑๓) พระไอยการ ลักษณอุธร วา ดว ยการกําหนดลักษณะ อุธรไว ๕ ประการ
(๑๔) พระไอยการลักษณผัวเมีย วาดว ยการสมรสตามกฎหมาย ทรัพยส ิน ระหวางสามีภริยา การหยา เปนตน
(๑๕) พระไอยการทาษ จัดแบงทาสตามแนวคัมภีรพ ระธรรมศาสตร
(๑๖)พระไอยการลักภาลูกเมียผูคนทาน กําหนดโทษของโจรผูล ักพาลูกเมีย ผูค นทานไป รวมถึงผูแนะนําใหล ูกเมีย
ขาคนอื่นหลบหนี ผูใหเสบียงหรือใหค วามชวยเหลือใดๆ
(๑๗) พระไอยการลักษณมรดก เปนกฎหมายที่บัญญัติวิธีการแบง มรดก ซึ่งจะ แตกตางกันตามบรรดาศักดิ์
(๑๘) พระไอยการลักษณกหู น้ี วาดว ยลักษณะกูหนี้ยืมสิน
(๑๙) พระอัยการเบ็ดเสร็จ (เบ็ดเตล็ด) เป็นบทบัญญัติที่ครอบคลุมเรื่องต่างๆ หลายด้าน เช่น บทบัญญัติเกี่ยวกับ
สิทธิและหน้าที่ความรับผิดชอบ
(๒๐) พระไอยการลักษณวิวาทตีดา กัน เปน กฎหมายที่กําหนดเรื่องการวิวาทดา ตีกัน การทํารา ยซึ่งกันและกัน
และการหมิ่นประมาท เปนตน
(๒๑)พระไอยการลักขณโจร จําแนกไดเ ปน ๒ จําพวกใหญ คือ จําพวกแรก องคโจร หมายถึงผูท ี่กระทําผิดตอ งรับ
โทษเต็มตามกฎหมาย จําพวกที่สองสมโจร หมายถึงผูก ระทําผิดอันมีลักษณะเปน ผูสนับสนุน ใหค วามชวยเหลือ
ผูอื่นกระทําความผิด
(๒๒) พระไอยการอาญาหลวง เปนการกําหนดลักษณะความผิดสําคัญและ สถานโทษ
(๒๓) พระไอยการกระบดศึก กําหนดโทษของผูค ิดกบฏประทุษรา ยตอ พระบาทสมเด็จพระเจาอยูห ัวจะปลงพระ
ชนม
(๒๔) กฎพระสงฆ์ กําหนดใหพระภิกษุสงฆ สามเณร ปฏิบัติตนอยูใตพ ระธรรม วินัยของสงฆ และพฤติตนใหเหมาะ
สม
(๒๕) กฎ ๓๖ ขอ เดิมประกาศเปน กฎหมายรับสั่งและกฎขนอนรวมดว ยกัน ๔๒ ภายหลังชําระ ไดก ําหนดเรื่อง
การเขาเฝาของขาราชบริพาร
(๒๖) พระราชบัญญัติ มีลักษณะเปนการกําหนดขอกฎหมายจากการวินิจฉัยคดี ของพระบาทสมเด็จพระเจา อยูห ัว
โดยวาดวยความผิดฐานภรรยาทําชูเ นื่องจากผัวไปราชการตาง เมือง กําหนดความผิดโจรผูแทงฟน ฆา เจา เรือนตาย
การกําหนดโทษผูล ักพาลูกเมียเขาขายตอ ไป หรือการกําหนดโทษแกผ ูเ จรจาหยาบชาแกผ ูม ีบรรดาศักดินา ๔๐๐
ขึ้นไป เปน ตน
(๒๗) พระราชกําหนดเกา วาดว ยการใหไ วแกผ ูรักษาเมือง ผูร้ังกรมการเมือง พระสุรีศวดีซา ยขวา และ
แกม หาดไทย กลาโหม กรมวัง
(๒๘) พระราชกําหนดใหม วาดว ยการเสร็จพระราชดําเนิน การเสพสุรา เลน เบี้ยบอ น ไพรฟอ งกลา วโทษมูลนาย
คา ธรรมเนียมตอ และซอ มสําเภา โทษเลกหลบหนีราชการการ จับผูร า ยลักพระพุทธรูป การบวช การลักพาทาส
เปน ตน
๕. สาระโดย รวมของกฎหมายตราสามดวง
กฎหมาย ตราสามดวงเป็นเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญฉบับหนึ่งของไทย ถือเป็นหลักฐานชั้นต้นใน
การศึกษาถึงสภาพการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ สังคมรวมทั้งวัฒนธรรมในสมัยอยุธยา และ
รัตนโกสินทร์ตอนต้น
โครงสร้างของสังคมไทยในสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตามที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง
เป็นสังคมที่ยึดถือระบบศักดินาเป็นหลัก พระอัยการตำแหน่งนาพลเรือน และพระอัยการตำแหน่งนาทหาร
หัวเมือง ได้กำหนดหน้าที่และสิทธิของพลเมืองให้แตกต่างกันไป ตามศักดินาที่กำหนดขึ้น โดยที่พระบรม
วงศานุวงศ์ พระราชโอรสข้าราชการฝ่ายใน ข้าราชการฝ่ายทหารและพลเรือน ในราชธานีและหัวเมืองทุก
กรมกอง พระภิกษุ ไพร่ ทาส ต่างมีศักดินาตามฐานะในสังคมและตำแหน่งของตน เช่น ทาสมีศักดินา ๕ไพร่
ซึ่งหมายถึงประชาชนทั่วไป มีศักดินา ๒๕ สำหรับผู้มีตำแหน่งจะมีศักดินาเพิ่มขึ้นตามลำดับ ตั้งแต่ศักดินา
๕๐จนถึงศักดินา ๑๐,๐๐๐ ส่วนเจ้านายชั้นสูงจะมีศักดินาได้มากกว่านี้ ทั้งนี้ศักดินาจะเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการ
ทำความดีความชอบในราชการหรือประกอบอาชีพที่ทำประโยชน์แก่สังคม ในทางตรงกันข้าม ศักดินาก็ลด
ลงได้เช่นกัน ถ้าทำผิดกฎหมาย กล่าวโดยสรุปคือศักดินาซึ่งทุกคนมีอยู่ประจำตัวเป็นเครื่องกำหนดสิทธิ
หน้าที่ความรับผิดชอบและฐานะของคนทุกกลุ่มในสังคมระบบศักดินาจึงเป็น พื้นฐานสำคัญ ของการจัด
ระบบสังคมในสมัยอยุธยา และรัตนโกสินทร์ตอนต้น พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในฐานะสูงสุดของสังคมรองลง
มาคือ เจ้านาย ขุนนาง ไพร่ และทาส สังคมไทยจึงแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่มอย่างกว้างๆ คือ ชนชั้นผู้ปกครอง
และชนชั้นผู้ถูกปกครอง
ก. ชนชั้นผู้ปกครอง
พระมหากษัตริย์ มีพระราชอำนาจสูงสุดในการปกครอง ผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ผู้ที่ล่วงละเมิดต่อองค์พระ
มหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง เช่นเอาเท้าถีบประตูวัง จะถูกตัดเท้า
หากเจรจามี เลศนัยต่อหน้าพระที่นั่ง จะต้องโทษประหาร และหากกระทำการเป็นกบฏจะถูกประหารชีวิตด้วย
วิธีทรมานและทารุณ การลักพระราชทรัพย์ จะถูกลงโทษหนักกว่าโทษลักทรัพย์คนธรรมดามาก พระมหา
กษัตริย์ทรงเป็นผู้กำหนดและพระราชทานศักดินาแก่บุคคลต่างๆ คือ เจ้านาย ขุนนาง ไพร่ และทาส แต่ถึงแม้
จะทรงพระราชอำนาจถึงขนาดเป็นเจ้าชีวิตของคนทั้งปวงพระมหา กษัตริย์ไทยก็ทรงปกครองบ้านเมือง โดย
ยึดถือหลักทศพิธราชธรรมมาแต่โบราณ ยกตัวอย่างเช่นในกฎมนเทียรบาลมีข้อบัญญัติว่า ขณะพระมหา
กษัตริย์ทรงพระพิโรธ และเรียกหาพระแสงดาบ ห้ามมิให้ผู้ใดยื่นพระแสงดาบให้ผู้ฝ่าฝืนจะมีโทษถึงตาย ทั้งนี้
เพื่อป้องกันมิให้ทรงลงโทษผู้ใดโดยหุนหันพลันแล่นหรือเมื่อทรง พระราชวินิจฉัยข้อราชการใด หรือตัดสินคดี
ใดแล้ว ให้กระทำตามต่อเมื่อพระบรมราชวินิจฉัยนั้นชอบด้วยกฎหมาย และประเพณีแล้วหากไม่เป็นดังนั้น ให้
ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องทูลคัดค้านให้ได้ ๓ ครั้ง หากยังไม่ทรงฟังคัดค้าน ต้องทูลคัดค้านในที่รโหฐานอีก ๑ ครั้งถ้ายัง
ไม่ทรงฟังอีก จึงจะนำพระบรมราชวินิจฉัยนั้นไปปฏิบัติตามได้
นอกจากศักดินาแล้ว ทำเนียบข้าราชการยังกำหนดศักดิ์อีก ๓ อย่างคือ ยศ (หรือที่เรียกกันต่อมาว่า
บรรดาศักดิ์) ราชทินนาม และตำแหน่ง ยศ ได้แก่ เจ้าพระยา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น
ราชทินนามคือ ชื่อที่ผูกติดกับตำแหน่ง เช่น พระยามหาเสนาบดี ส่วนตำแหน่ง ได้แก่ ปลัดทูลฉลอง
เจ้ากรม
ข. ชนชั้นผู้ถูกปกครอง
ตามที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวง คือ ไพร่ และทาส ไพร่เป็นชนส่วนใหญ่ของสังคม โดยเป็น
สามัญชนทั่วไปที่มิได้เป็นมูลนายและมิได้เป็นทาส กฎหมายบังคับให้ไพร่ต้องอยู่ใต้สังกัดของมูลนาย โดย
จดทะเบียนว่าอยู่ที่ใดและอยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ใด ผู้เป็นมูลนาย มีหน้าที่เกณฑ์ไพร่ใต้บังคับบัญชาของ
ตนเข้าประจำกองทัพ เมื่อมีศึกสงคราม หน้าที่หลักของไพร่คือ ถูกเกณฑ์ไปใช้แรงงานด้านต่างๆ ไพร่มี ๒
ประเภท คือ ไพร่หลวง และไพร่สม ไพร่หลวงเป็นชายฉกรรจ์ที่มีหน้าที่รับใช้บ้านเมือง หรือพระมหา
กษัตริย์ ซึ่งจะทรงแจกจ่ายให้อยู่ในปกครองของขุนนางกรมต่างๆ ไพร่หลวงเหล่านี้ต้องทำงานโยธา เช่น
สร้างวังเจ้านาย สร้างวัด ป้อม เขื่อน ทั้งในกรุงและนอกกรุงโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน หากไพร่หลวงไม่
ต้องการเข้าเกณฑ์แรงงาน ก็ต้องเสียส่วยเป็นเงินหรือสิ่งของให้กับทางราชการแทน ส่วนไพร่สม เป็นไพร่
ที่สังกัดเจ้านายและขุนนาง ขึ้นกับนายของตน ไม่ถูกเกณฑ์แรงงานไปรับราชการ แต่ต้องรับใช้การงาน
ของผู้เป็นนายของตน ไพร่สมมีหน้าที่นำส่วยมาให้มูลนาย และทำงานโยธา เช่น สร้างวัด และต้องถูก
เกณฑ์เข้ากองทัพในยามศึกสงครามเช่นเดียวกับไพร่หลวง สิ่งที่ไพร่จะได้รับจากมูลนายคือ ได้รับการ
ปกครองดูแล และได้รับความช่วยเหลือ คุ้มครอง ส่วนผู้ที่ไม่มีมูลนาย นอกจากจะไม่ได้รับความคุ้มครอง
ใดๆ แล้ว ยังถือว่าไม่อาจใช้สิทธิทางศาลได้ด้วย ดังที่กำหนดไว้ในพระอัยการลักษณะรับฟ้องว่า ผู้ที่จะมา
ร้องฟ้องคดี ถ้าไม่ได้สังกัดมูลนาย ห้ามมิให้ศาลใดรับฟ้องไว้ ทั้งยังต้องจับคนผู้นั้นส่งให้สัสดีเอาตัวเป็นคน
หลวงด้วย นอกจากนั้น ไพร่ถูกจัดเป็นสมบัติของมูลนาย และอยู่ในหมวดทรัพย์สินของมูลนายเช่นเดียว
กับทาส ภรรยา และบุตร ผู้ใดลักพาไพร่ของผู้นั้นไป ถือเป็นความผิดต้องถูกปรับโทษตามบรรดาศักดิ์
กฎหมายตราสามดวงยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดระบบงานของกระบวนการยุติธรรม ในสมัยโบราณ ซึ่ง
ปรากฏอยู่ในพระธรรมนูญกฎหมายลักษณะรับฟ้อง ลักษณะตุลาการ ลักษณะพยาน ลักษณะดำน้ำลุยเพลิง
และลักษณะอุทธรณ์ จะเห็นได้ว่า ศาลหรือตุลาการสมัยนั้น กระจัดกระจายอยู่ตามหน่วยราชการต่างๆ ไม่เป็น
ระบบเดียวกัน และไม่มีการแยกเป็นคดีแพ่ง คดีอาญา และคดีปกครองดังเช่นปัจจุบัน ตัวบทกฎหมายถือว่า
เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และไม่จำเป็นที่ประชาชนต้องล่วงรู้ จะรู้อยู่เฉพาะในชนชั้นผู้ปกครอง และผู้ที่ทำหน้าที่เป็นผู้
พิพากษา และตุลาการเท่านั้น
นอกจากนั้น ในพระราชกำหนดเก่าและพระราชกำหนดใหม่ และกฎ ๓๖ ข้อ ได้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา
ความล่าช้าในการดำเนินคดี การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการอำนวยความ ยุติธรรม ซึ่ง
ทำให้ประชาชนผู้มีอรรถคดีได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอๆ เช่น การทรมานผู้ถูกกล่าวหาว่าทำผิดให้รับ
สารภาพ การตบปากผู้ที่โต้เถียงผู้พิพากษา การจำคุก การจำขังทั้งตัวโจทก์และจำเลยผู้มีคดีไว้ในศาล ระหว่าง
พิจารณา การเรียกค่าธรรมเนียมในขั้นตอนต่างๆ ของการพิจารณาคดีเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การเลือก
ปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ และอื่นๆ อีกมาก รวมทั้งการขาดเหตุผลในการพิสูจน์ความถูกผิดในคดีที่ขาดพยานหลัก
ฐาน โดยให้คู่ความดำน้ำหรือลุยเพลิง หรือล้วงตะกั่วร้อนๆ เป็นการพิสูจน์ข้อแพ้ชนะกัน
ด้วยสภาพปัญหาต่างๆ ในการจัดระบบงานศาลและระบบงานการยุติธรรมดังกล่าว เป็นสาเหตุให้มีการ
ปฏิรูปกฎหมายและการศาลครั้งใหญ่ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จนนำไปสู่การ
ยกเลิกกฎหมายตราสามดวงในที่สุด
๖. การปฏิรูปกฎหมายในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นได้ใช้กฎหมายตราสามดวงเป็นหลักสำคัญใน การปกครองบ้านเมือง จนกระทั่ง
เมื่อไทยเปิดประเทศ โดยทำสนธิสัญญาเบาว์ริงกับประเทศอังกฤษในพ.ศ. ๒๓๙๘ และกับประเทศอื่นๆ ใน
ลักษณะเดียวกันอีกหลายประเทศ ได้ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตของคนในบังคับชาติต่างๆ
โดย กฎหมายและศาลไทยไม่สามารถใช้บังคับกับคนเหล่านั้นได้ ในกรณีเกิดการวิวาทกับคนไทยทั้งนี้เพราะ
ชาวต่างประเทศไม่ยอมรับในระบบ กฎหมาย และการศาลของไทย โดยมองว่า กฎหมายตราสามดวงมิได้มี
ลักษณะเป็นประมวลกฎหมายตามหลักประมวลกฎหมายของยุโรป แต่มีลักษณะเป็นวรรณกรรมที่มีความยาว
ถึง ๔๑ เล่ม ซึ่งยากที่จะย่นย่อให้เหมาะสมกับการปฏิบัติในศาลได้นอกจากนี้ยังมีการกำหนดบทลงโทษ ที่
รุนแรง และทารุณด้วย
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มีการปฏิรูประบบบริหาร
ราชการแผ่นดินจึงทรงเห็นความจำเป็นที่จะต้อง ปรับปรุงระบบกฎหมายไทยให้มีความเหมาะสมและทันสมัย
มากขึ้น อันจะนำไปสู่การขอยกเลิกสิทธิสภาพนอกอาณาเขตได้ในที่สุด
ในการปรับปรุงระบบกฎหมายใหม่นั้น คณะกรรมการที่ตรวจชำระและร่างประมวลกฎหมาย ซึ่งทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้งขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๔๐ ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ โดยมี
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เสนาบดีกระทรวงยุติธรรมทรงเป็นองค์ประธาน ได้พิจารณา
ว่าจะเลือกใช้กฎหมายของประเทศใดเป็นหลักในการชำระกฎหมายไทย โดยนำระบบกฎหมายของอังกฤษ ซึ่ง
เป็นกฎหมายที่มีวิวัฒนาการมาจากคำพิพากษาของศาล และระบบกฎหมายของประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมาย
ได้แก่ ฝรั่งเศส และเยอรมนีมาเปรียบเทียบกัน ในที่สุดคณะกรรมการได้ลงความเห็นว่า ระบบกฎหมายของ
ประเทศที่ใช้ประมวลกฎหมายมีการแบ่งหมวดหมู่กฎหมายอย่างมี ระเบียบเหมาะสมกับประเทศไทย และที่
สำคัญคือ ประเทศต่างๆที่ไทยต้องการปลดเปลื้องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตก็ล้วนแต่ใช้ กฎหมายประมวล
กฎหมายทั้งสิ้น ยกเว้นประเทศอังกฤษประเทศเดียวดังนั้นถ้าหากประเทศไทยจะใช้ระบบกฎหมาย ระบบเดียว
กับประเทศเหล่านั้น ก็ย่อมทำให้การเจรจาขอแก้ไขสนธิสัญญา เพื่อยกเลิกข้อเสียเปรียบทางกฎหมายและการ
ศาลเป็นไปโดยสะดวกยิ่งขึ้น
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗
เมื่อวันที่ ๒๑ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๑ นับเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของไทย และเป็นการปรับเปลี่ยนระบบ
กฎหมายของประเทศไทยให้ทันสมัย เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ
กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. ๑๒๗ ได้นำหลักกฎหมายอาญาอันเป็นที่นิยมกันในประเทศต่างๆ ขณะนั้น มาดัดแปลงให้
เข้ากับสภาพแวดล้อมของเมืองไทย แนวความคิดในเรื่องการกระทำผิดและความรับผิดชอบของบุคคลได้เปลี่ยนแปลง
ไปจากเดิมมาก โทษที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญาใหม่มีเพียง ๖ สถาน คือ
๑) ประหารชีวิต
๒) จำคุก
๓) ปรับ
๔) ให้อยู่ภายในเขตที่อันมีกำหนด
๕) ริบทรัพย์
๖) เรียกประกันทัณฑ์บน
หลักเกณฑ์การลงโทษดำเนินไปตามประเทศในภาคพื้นทวีปยุโรป คือ มีการลงโทษผู้สมรู้ร่วมคิดกระทำผิด กำหนดอัตรา
โทษขั้นสูงและขั้นต่ำ เหตุลดหย่อนผ่อนโทษและเพิ่มโทษ การลงโทษผู้กระทำผิดหลายครั้งโดยไม่หลาบจำ การลงโทษผู้
กระทำความผิดที่ยังเป็นผู้เยาว์ นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญาฉบับนี้ ยังมีแนวคิดที่แยกคดีแพ่ง ออกจากคดีอาญา
อย่างชัดเจน ซึ่งในกฎหมายตราสามดวงยังปะปนกันอยู่
หลังจากที่ได้ใช้กฎหมายลักษณะอาญา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ แล้ว งานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงเริ่มขึ้น แต่
ดำเนินการได้เพียงเล็กน้อยก็สิ้นรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว งานร่างประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ได้ทำอย่างจริงจังในรัชสมัยพระบาท สมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หลังจากนั้นงานร่างกฎหมายก็ได้ดำเนิน
มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อกฎหมายลักษณะใดร่างเสร็จก็ประกาศใช้ก่อน จนในที่สุดได้ประกาศใช้ประมวลกฎหมายครบ
บริบูรณ์ใน พ.ศ. ๒๔๗๘ ประกอบด้วยประมวลกฎหมายลักษณะอาญา ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประมวล
กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง และพระธรรมนูญศาลยุติธรรม นับเป็น
ประมวลกฎหมายที่ทันสมัย เป็นที่เชื่อถือได้ตามมาตรฐานของระบบกฎหมายสากล ส่งผลให้ประเทศไทยได้รับเอกราช
ทางกฎหมายและการศาลกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ ใน พ.ศ. ๒๔๘๑
๗. ความแตกตางระหวางการจัดทํากฎหมายตราสามดวงและกฎหมายสมัยใหม
๑. ในกฎหมายตราสามดวงนั้นมิไดจ ัดหมวดหมู และลําดับเรื่องของกฎหมายไว เชน กฎหมาย
ลักษณะมรดก ไมไ ดแบงหมวดออกเปน การตกทอดแหง ทรัพย การเปนทายาท การ ตัดมิใหรับมรดก
เปน ตน ซึ่งกฎหมายจะเขียนกระจัดกระจาย ไมลําดับเหตุการณอ ยางเชน กฎหมายปจจุบัน
๒. กฎหมายตราสามดวงมีที่มาจากการรวบรวมกฎหมายซึ่งใชอ ยูในกรุงศรี อยุธยาใหเปนกฎหมาย
ลายลักษณอักษรเพื่อความชัดเจนในการปรับใชก ฎหมายอยางถูกตอ ง ซึ่ง มิไดมีการแตงเติมหรือ
ยกรางขึ้นใหมเพราะเชื่อวากฎหมายหรือหลักธรรมมิใชสิ่งที่มนุษยจ ะสรา ง ขึ้นมาได ตา งกับกฎ
หมายสมัยใหมซ ึ่งการยกรางประมวลกฎหมายนั้นมุง เนน ถึงการบัญญัติ กฎหมายที่มีความสอดคลอ ง
กับแนวคิดสมัยใหมที่กําลังมีอิทธิพลมากขึ้นและบทบัญญัติของ กฎหมายใหมนั้นสามารถแกไ ขและ
เพิ่มเติมกฎหมายใหเทา ทันกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนไปได
๓. โดยสวนใหญแ ลวการจัดทํากฎหมายสมัยใหมจ ะตอ งมีความรูในสาขาวิชาการ ตา งๆไมเ ฉพาะ
ทางนิติศาสตรเ ทานั้น เพราะการบัญญัติกฎหมายที่ดีนั้นจะตอ งสอดคลองและใช บังคับไดผลดีกับ
สภาพสังคมที่อาจเปลี่ยนแปลงไปในภายหนา แมอาจกลา วไดว า ประมวล กฎหมายของไทยปจ จุบัน
จะเปน การรวบรวมกฎหมายเชนเดียวกับกฎหมายตราสามดวงก็ตาม แต วัตถุประสงคของการ
รวบรวมนั้นแตกตา งกัน และความสัมพันธกันของตัวบทกฎหมายในแตล ะ บรรพ แตล ะลักษณะนั้น
แตกตา งกันโดยสิ้นเชิง จะเห็นไดวากฎหมายตราสามดวง แตล ะพระไอย การนั้นจะมีลักษณะเปน
เรื่องเฉพาะเทา นั้น มิไดมีความสัมพันธแ ละสอดคลองกับพระไอยการ ลักษณะอื่น อีกทั้งมิไดมีบท
ทั่วไปที่เปน หลักการ โดยสว นใหญแ ลว จะเปน จารีตประเพณีและวิถี ปฏิบัติของชาวบานโดยแท รวม
ถึงความเชื่อทางศาสนาเขา มาปะปนมากกวาที่จะมีหลักเกณฑท าง นิติศาสตรดังเชน ปจ จุบัน
๔. ถอ ยคําในกฎหมายตราสามดวงสว นใหญเ ปน ถอ ยคําสามัญที่มีความหมาย ตรงไปตรงมา เชน คําวา “มัน” ใน
กฎหมายอาญา ใชเรียกสําหรับผูกระทําความผิดทางอาญา คําท่ีใชเรียกจําเลยในคดีอาญาวา“อา ย”หรือ “อี”ซึ่ง
บางถอ ยคําในกฎหมายยาวไปหรือมีภาษาพูด ปะปน สวนกฎหมายสมัยใหมนั้นมักจะใชถ อ ยคําที่กะทัดรัด
ไมวกวน เขา ใจงาย มีความหมาย แนน อน และหากเปน ศัพทเทคนิคทางกฎหมายจะมีบทวิเคราะหศัพทอธิบาย
ความหมายของคํา นั้นๆ
๕. ในกฎหมายสมัยใหมนั้นไดรับรองศักดิ์ศรีและความเทา เทียมกันของมนุษย เชน ในเรื่องสิทธิของสตรี ไดมี
ประกาศยกเลิกบทบัญญัติของกฎหมายที่ใหบ ิดามารดา หรือสามี ขายบุตร หรือภรรยาลงเปนทาสโดยเจาตัว
ไมสมัครใจเพื่อนําเงินมาชําระหนี้ ซึ่งในกฎหมายตรา สามดวงน้ันมีบทบัญญัติท่ีใหส ิทธิแกฝ า ยชายมากกวา เชนพ
ระไอยการลักษณผัวเมีย บัญญัติให ชายมีภรรยาไดห ลายคน นอกจากนี้ในกฎหมายสมัยใหมยังใหสิทธิแกสามี
และภรรยาในการ จัดการสินสมรสไดร ว มกัน แตใ นกฎหมายตราสามดวงนั้นสามีจัดการสินสมรสไดเพียงฝาย
เดียว
๖. การรับรองความศักดิ์สิทธิ์ของทรัพยส ินของเอกชน แมว าความคิดในเรื่องสิทธิ ในทรัพยสินจะเปนเรื่องที่รับ
รูมาตั้งแตกฎหมายเดิมแลว แตก ฎหมายสมัยใหมนี้ก็ใหก ารรับรอง และยืนยันในความคิดนี้ใหเ ดน ชัดขึ้น จน
กลายมาเปนหลักกฎหมายที่สําคัญวา ดวยกรรมสิทธิ์ใน ทรัพยส ิน
๗. ความคิดเกี่ยวกับกฎหมายอาญาและวิธีพิจารณาความ กฎหมายสมัยใหมไ ด กําหนดหลักไวว า ไมมีโทษโดย
ไมมีกฎหมาย คือเจาหนา ที่ของรัฐจะจับกุมลงโทษบุคคลใดไดตอง ปรากฏวาการกระทําของบุคคลนั้นมีกฎหมาย
บัญญัติไวโ ดยชัดแจงวา เปน ความผิดและกําหนดโทษ ไว สําหรับการพิจารณาคดีอาญา กฎหมายสมัยใหมคํานึง
ถึงศักด์ิศรีความเปนมนุษยแ ละยังมีหลัก ที่วา การพิจารณาคดีตองเปด เผย ฟงความทุกฝาย และผูตองหาหรือจํา
เลยเปนผูบริสุทธิ์จนกวา จะ ไดพ ิสูจนวาผูน ั้นกระทําความผิดจึงจะลงโทษได แตกฎหมายสมัยเดิมนั้นใชว ิธีการทร
มานรางกาย ขม ขูใ หรับสารภาพ และมีการลงโทษที่รุนแรง
บรรณานุกรม