The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนี้เกลื่อนกลืนกัน 2.

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by natchanun1562, 2022-10-25 05:48:40

หนี้เกลื่อนกลืนกัน 2.

หนี้เกลื่อนกลืนกัน 2.

Keywords: กฎหมายลักษณะหนี้ หนี้เกลื่อนกลืนกัน

หนี้เก
ลื่ อน
กลืนกัน

สารบัญ ความหมาย 1
กรณีต่างๆของหนี้เกลื่อนกลืนกัน 2
ข้อยกเว้นหนี้เกลื่อนเลย 7
ผลของหนี้เกลื่อนกลืนกัน 11
ตัวอย่างฎีกา 12

หคมวาามย ป.พ.พ.มาตรา 353 ตอนต้น บัญญัติว่า
“ถ้าสิทธิและความรับผิดในหนี้รายใดตกอยู่แก่บุคคลคน
เดียวกัน ท่านว่าหนี้รายนั้นเป็นอันระงับสิ้นไป”

หนี้เกลื่อนกลืนกัน คือ การที่สิทธิ์และหน้าที่ของหนี้
รายหนึ่งตกอยู่แก่บุคคลคนเดียว กล่าวคือ บุคคลนั้นมี
สถานะเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้ของตนเอง หนี้รายนั้น
ก็จะเกลื่อนกลืนลบล้างกัน ทำให้สถานะความเป็นเจ้า
หนี้และลูกหนี้สูญสิ้นไป และหนี้ก็จะระงับ

[1]

กรณีต่างๆ ของหนี้เกลื่อนกลืนกัน

หนี้เกลื่อนกลืนกันเกิดได้ 2 กรณี คือ
1.เมื่อเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้กลายเป็นทายาทของอีกฝ่าย
2.เมื่อเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้รับโอนหนี้ หรือสิทธิเรียกร้อง
ของอีกฝ่ายหนึ่งมา




[2]

เมื่อเจ้าหนี้ หรือลูกหนี้กลายเป็นทายาทของอีกฝ่ายหนึ่ง

ตามกรณีนี้จะเกิดขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย “มรดก” มีผลทำให้ความเป็น
เจ้าหนี้ และลูกหนี้มาอยู่รวมกันในตัวบุคคลคนเดียว ทำให้หนี้ระงับสิ้นไป
อาจเกิดจากเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

1. เมื่อเจ้าหนี้กลายเป็นทายาทรับมรดกของลูกหนี้ ในฐานะทายาทของ
ลูกหนี้ เจ้าหนี้จะกลายเป็นลูกหนี้ของตนเอง ทำให้หนี้เกลื่อนกลืนกัน
เช่น ก. และ ข. เป็นพี่น้องกัน ข.ให้ก.กู้ยืมเงินไป 50,000 บาท
หลังจากนั้น ก.ถึงแก่ความตาย ข. เป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียว ตามกฎหมาย
ว่าด้วยมรดก ข. จึงต้องรับหน้าที่ความเป็นลูกหนี้ของ ก. ในการชำระหนี้นี้ให้
แก่ตนเอง ข. จึงมีสถานะเป็นทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ในรายเดียวกัน หนี้นี้จึง
เป็นหนี้เกลื่อนกลืนกัน ทำให้หนี้ระงับลง

[3]

2. เมื่อลูกหนี้กลายเป็นทายาทรับมรดกของเจ้าหนี้ ในฐานะทายาทของเจ้าหนี้
ลูกหนี้ก็จะกลายเป็นเจ้าหนี้ของตนเอง ทำให้หนี้เกลื่อนกลืนกัน
เช่น ก. และ ข. เป็นพี่น้องกัน ข. ให้ ก. กู้ยืมเงินไป 50,000 บาท หลังจากนั้น ข. ถึงแก่
ความตาย ก. เป็นทายาทแต่เพียงผู้เดียวของ ข. ตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ก. จึงได้รับสิทธิความ
เป็นเจ้าหนี้ของ ข. ต่อตนเอง ก. จึงมีสถานะเป็นทั้งเจ้าหนี้ และลูกหนี้ในรายเดียวกัน หนี้นี้จึง
กลายเป็นหนี้เกลื่อนกลืนกัน ทำให้หนี้ระงับลง

[4]

เมื่อเจ้าหนี้ หรือลู
กหนี้รับโอนหนี้
หรือสิทธิเรียกร้องของอีกฝ่ายหนึ่งมา

เป็นกรณีที่เจ้าหนี้ได้รับหนี้ของลูกหนี้ หรือลูกหนี้ได้รับสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้มาโดย
เหตุอื่นนอกจากกฎหมายมรดก ซึ่งมีผลทำให้หนี้นั้นมีเจ้าหนี้ และลูกหนี้เป็นบุคคลคน
เดียวกัน เป็นผลทำให้หนี้เกลื่อนกลืนกัน และทำให้หนี้ระงับ

[5]

ตัวอย่างของกรณีที่เจ้าหนี้ได้รับโอนหนี้มา เช่น บริษัทเจ้าหนี้ และ
บริษัทลูกหนี้ได้จดทะเบียนควบบริษัทเป็นบริษัทเดียวกัน
บริษัทใหม่ย่อมได้ไปทั้งสิทธิ และความรับผิดของบริษัทเดิม (มาตรา 1243)
หนี้สินระหว่างบริษัทเดิมย่อมระงับไป หรือกรณีที่มีกฎหมายให้รวมรัฐวิสาหกรรม
สองแห่งเข้าด้วยกัน หนี้สินระหว่างรัฐวิสาหกรรมนั้นก็ย่อมเกลื่อนกลืนกัน

กรณีที่เจ้าหนี้โอนสิทธิเรียกร้องให้แก่ลูกหนี้ ลูกหนี้ก็ย่อมกลายเป็น
เจ้าหนี้ของตนเอง มีผลให้หนี้เกลื่อนกลืนกัน

[6]

ข้อยกเว้น ข้อยกเว้นหนี้เกลื่อนกลืนกัน
ป.พ.พ.มาตรา 353 ตอนท้าย บัญญัติว่า “เว้นแต่
เมื่อหนี้นั้นตกไปอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอก หรือ
เมื่อสลักหลังตั๋วเงินกลับคืนตามความในมาตรา 917 วรรค 3
โดยปกติเมื่อเจ้าหนี้ และลูกหนี้เป็นคนคนเดียวกัน
หนี้ย่อมเกลื่อนกลืนกัน แต่บางกรณีกฎหมายไม่ยอมให้หนี้
เกลื่อนกลืนกัน เพราะอาจเป็นที่เสียหายแก่บุคคลภายนอก หรือ
อาจเป็นกรณีที่ขัดขวางต่อการใช้ตราสารเปลี่ยนมือ

[7]

ข้อ2ยกกเ
รว้ณนีมี 1. 2.

เมื่อหนี้ได้ตกไปอยู่ใน เมื่อมีการสลักหลัง
บังคับแห่งสิทธิของบุคคล ตั๋วเงินกลับมา

ภายนอก

[8]

1. เมื่อหนี้ได้ตกไปอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอก
กรณีนี้หนี้ได้ตกไปอยู่ในบังคับแห่งสิทธิของบุคคลภายนอกแล้ว คือ บุคคล
ภายนอกมีสิทธิที่จะได้รับประโยชน์จากสิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้ที่มีอยู่เหนือลูกหนี้ หากจะให้
ถือว่าหนี้เกลื่อนกลืนกันได้ บุคคลภายนอกก็จะเสียหาย มาตรา 353 ตอนท้าย จึงบัญญัติไว้
เป็นข้อยกเว้น เช่น ก. เป็นหนี้ ข. 10,000 บาท และ ข. ได้โอนสิทธิเรียกร้องหนี้นี้ให้
แก่ ค. แล้ว ข. ตาย แม้ ก. จะได้รับมรดกของ ข. ในหนี้นี้ หนี้ก็ไม่ระงับสิ้นไปฐาน
เกลื่อนกลืนกัน

2. เมื่อมีการสลักหลังตั๋วเงินกลับมา
ป.พ.พ. มาตรา 917 วรรคสาม บัญญัติว่า “อนึ่งตั๋วเงินจะสลักหลังให้แก่ผู้จ่าย
ก็ได้ไม่ว่าผู้จ่ายจะได้รับรองตั๋วนั้นหรือไม่ หรือจะสลักหลังให้แก่ผู้สั่งจ่าย หรือให้แก่คู่สัญญา
ฝ่ายอื่นฝ่ายใดแห่งตั๋วเงินนั้นก็ได้ ส่วนบุคคลทั้งหลายเหล่านี้ก็ย่อมจะสลักหลังตั๋วเงินนั้น
ต่อไปอีกได้”

[9]

ตามมาตรา 917 วรรคสาม ตั๋วเงินย่อมสลักหลังโอนต่อๆไปได้ จะสลักจะสลักหลังให้
ผู้จ่าย หรือผู้สั่งจ่ายก็ได้ หรือจะสลักหลังแก่คู่สัญญาใดของตั๋วเงินก็ได้ และบุคคลเหล่านั้น
ย่อมสลักหลังโอนต่อไปได้อีก ไม่ถือว่าหนี้ตามตั๋วเงินเกลื่อนกลืนกัน ทั้งนี้เพราะวัตถุประสงค์
ของตั๋วเงินเป็นตราสารเปลี่ยนมือได้นั่นเอง

เช่น ก. ออกตั๋วสัญญาใช้เงินอันเป็นตราสารให้ ข.และ ข.โอนต่อไปให้ ค. ต่อมา
ค. โอนกลับไปให้ ก. ดังนี้ การที่ตั๋วสัญญาใช้เงินนั้นกลับคืนมาที่ ก. หาทำให้หนี้เกลื่อน
กลืนกันไปไม่ ก. จะสลักหลังต่อไปอีกก็ได้

[ 10 ]

ผลของหนี้เกลื่อนกลืนกัน

1. 2.

หนี้ประธานระงับ เพราะเป็นผลของ หนี้อุปกรณ์ระงับ เพราะเมื่อไม่มีหนี้
กฎหมายที่บัญญัติให้หนี้เกลื่อนกลืนกัน ประธาน หนี้อุปกรณ์ คือ จำนำ
เนื่องจากบุคคลไม่อาจเป็นเจ้าหนี้ และ จำนอง และค้ำประกันก็ระงับเช่นกัน
ลูกหนี้ของตนเองได้ เมื่อไม่มีลูกหนี้
และเจ้าหนี้ หนี้จึงระงับไม่มีต่อไป

[ 11 ]

ตัวอย่างฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2659/2546
1 ตาม ป.พ.พ.หนี้ระงับสิ้นไปก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้ชำระหนี้
มีการปลดหนี้ การหักกลบลบหนี้ การแปลงหนี้ใหม่ หรือการที่หนี้
เกลื่อนกลืนกัน ผู้ตายทำสัญญากู้เงินกับจำเลย 2 ครั้ง โดยผู้ตายยัง
ชำระหนี้แก่โจทก์ไม่ครบถ้วน และไม่ปรากฏเหตุอย่างอื่นที่จะทำให้
หนี้เงินกู้ดังกล่าวระงับ หนี้เงินกู้ที่ผู้ตายจะต้องรับผิดต่อโจทก์จึงยังไม่
ระงับ การจำนองซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงยังไม่ระงับสิ้นไป
โจทก์รับโอนกิจการจากธนาคาร ม. มาเป็นของโจทก์ โจทก์จึงต้องรับ
โอนทั้งสิทธิและหน้าที่ของธนาคาร ม. เมื่อธนาคาร ม. เจ้าหนี้รู้ถึงการ
ตายของผู้ตายตั้งแต่วันที่8 มีนาคม 2539 ต้องถือว่าโจทก์ได้รู้แล้วด้วย

[ 12 ]

เมื่อนับถึงวันฟ้อง 28 มีนาคม 2543 เกินกำหนด 1 ปี ฟ้องโจทก์จึงขาดอายุความ
และเป็นเหตุให้หนี้อุปกรณ์ คือผู้ค้ำประกันที่จำเลยที่ 1 ได้ทำไว้ต่อโจทก์หลุดพ้นไปด้วย
แต่เนื่องจากสัญญากู้เงินรายนี้มีการนำทรัพย์สินมาจำนองเป็นประกันไว้ แม้หนี้สินตาม
สัญญากู้เงินอันเป็นหนี้ประธานจะขาดอายุความ โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ด้วยการรับโอนสิทธิ
มาจากเจ้าหนี้เดิมย่อมใช้สิทธิบังคับเอาจากทรัพย์สินที่จำนองได้ตามบัญญัติ ป.พ.พ.
มาตรา 1754 วรรคสาม ประกอบมาตรา 193/27 และคงบังคับได้แต่เฉพาะทรัพย์สินที่
จำนองเท่านั้น หาอาจบังคับถึงทรัพย์สินอื่นของผู้ตายได้ด้วยไม่ แม้สัญญาจำนองที่ดินเป็น
ประกันจะมีข้อความระบุให้เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินอื่นของลูกหนี้มาชำระหนี้ได้ในกรณีที่
ทรัพย์สินที่จำนองไม่พอชำระก็ตาม

[ 13 ]

ตัวอย่างฎีกา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5758/2539
2 ตามสัญญาเช่าระหว่างโจทก์จำเลยระบุว่า หากผู้เช่าประสงค์
จะซื้อที่ดินแปลงที่เช่านี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเวลาใดที่สัญญาเช่านี้ยัง
มีผลบังคับผู้ให้เช่ายินยอมขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้เช่าในราคายุติธรรม
ซึ่งจะได้เจรจาทำความตกลงกัน แต่ราคาที่ดินตามโฉนดทั้งแปลงต้อง
ไม่สูงกว่ายี่สิบห้าล้านบาทถ้วน และสัญญาให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดิน
ระหว่างโจทก์จำเลย ระบุว่า หากผู้ใช้ประสงค์จะซื้อที่ดินแปลงทำ
สัญญานี้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งเวลาใดที่สัญญานี้ยังมีผลบังคับ ผู้ให้เช่า
ยินยอมขายที่ดินดังกล่าวให้ผู้ใช้ในราคายุติธรรมซึ่งจะได้เจรจาทำความ
ตกลงกันแต่ราคาที่ดินจะต้องเป็นไปตามสัญญาเช่าที่ดิน

[ 14 ]

ข้อความดังกล่าวมีลักษณะเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวที่จำเลยได้แสดงเจตนาผูกมัดตนเองว่าจะ
ขายที่พิพาทให้แก่โจทก์การแสดงเจตนาของจำเลยดังกล่าวมีลักษณะแน่นอนไม่มี
เงื่อนไขหรือทางเลือกสำหรับจำเลยที่จะบิดพลิ้วไม่ปฎิบัติตามเจตนาที่แสดงไว้
จึงมีผลเป็นคำมั่นผูกพันจำเลยที่จะต้องขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ในราคาไม่สูงกว่า
25,000,000 บาทเมื่อโจทก์แสดงเจตนาจะซื้อที่พิพาทไปถึงจำเลยจึงก่อให้เกิดเป็น
สัญญาผูกพันจำเลยที่จะต้องขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา
456 วรรคสอง เมื่อจำเลยผิดสัญญา โจทก์จึงมีสิทธิขอให้บังคับจำเลยโอนขายที่พิพาทให้
แก่โจทก์ได้ แม้โจทก์บรรยายฟ้องว่าสัญญาระหว่างโจทก์จำเลยเป็นสัญญาจะซื้อจะขาย
แต่โจทก์ก็ได้แนบสัญญาดังกล่าวมาท้ายฟ้องซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้อง และในชั้น

$ ศาลกำหนดประเด็นข้อพิพาทด้วยว่า จำเลยต้องผูกพันตามสัญญาเช่า และสัญญาให้ใช้
สิทธิเหนือพื้นดินในอันที่จะต้องขายที่ดินให้แก่โจทก์หรือไม่เพียงใด

[ 15 ]

การที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยว่า จำเลยถูกผูกพันที่จะต้องขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ตามสัญญา
ดังกล่าว เพราะสัญญาดังกล่าว เป็นคำมั่นของจำเลยที่จะขายที่พิพาทให้แก่โจทก์ จึงหาใช่
เป็นการพิพากษานอกเหนือคำฟ้องไม่
เมื่อสัญญาเช่าและสัญญาให้ใช้สิทธิเหนือพื้นดินระหว่างโจทก์จำเลยเป็นคำมั่นในการซื้อ
ขายทรัพย์สินตาม ป.พ.พ. มาตรา 456 วรรคสองและโจทก์ก็ได้แสดงเจตนาจะซื้อที่
พิพาทไปถึงจำเลยเป็นผลให้เกิดสัญญาผูกพันจำเลยที่จะต้องโอนขายที่พิพาทให้แก่
โจทก์ และเมื่อกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโอนไปเป็นของโจทก์แล้ว โจทก์ย่อมรับโอนไปทั้ง
สิทธิและหน้าที่ซึ่งรวมทั้งสิทธิที่จะเก็บค่าเช่าด้วย บุคคลหาอาจเป็นทั้งเจ้าหนี้และลูกหนี้
ของตนเองได้ไม่ กรณีเช่นนี้กฎหมายให้ถือว่าหนี้เป็นอันระงับด้วยเกลื่อนกลืนกันไป
ตามมาตรา 353 โดยโจทก์และจำเลยไม่ต้องมีการตกลงกันหรือแสดงเจตนาต่อกันเมื่อ
คำมั่นในการซื้อขายเกิดเป็นสัญญา และสิทธิจะเก็บค่าเช่าจากที่พิพาทของจำเลย

[ 16 ]

ระงับแล้วจึงไม่มีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยว่า คำมั่นในการซื้อขายขัดต่อประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 569 และตกเป็นโมฆะคำมั่นจะขายที่ดินพิพาท กำหนดราคา
ซื้อขายกัน 25,000,000บาท โดยไม่มีข้อความระบุว่าการจดทะเบียนการโอนที่พิพาทให้
แก่โจทก์จะต้องติดจำนองไปด้วยหรือไม่ ดังนั้น การที่โจทก์นำสืบว่า โจทก์จำเลยมีข้อ
ตกลงให้โอนที่พิพาทโดยไม่ติดจำนอง จึงเป็นการนำสืบว่ามีข้อตกลงในเรื่องการโอนที่
พิพาทต่างหากจากคำมั่นจะขายอีกส่วนหนึ่ง ถือไม่ได้ว่าเป็นการนำสืบพยานบุคคลเพื่อ
เพิ่มเติมหรือแก้ไขคำมั่นจะซื้อขายที่พิพาท

[ 17 ]

อ้างอิง

1.หนังสือคำอธิบายกฎหมายลักษณะหนี้ (อรพรรณ พนัสพัฒนา)
2.สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ
3.กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

รายชื่อสมาชิกในกลุ่ม

นางสาวกาญจนา มันทะติ 642081007
นางสาวชมพูนุช ทองแก้ว 642081017
นางสาวณัฐชนันท์ หนูนวล 642081027
นายมุสตอฟาร์ ปิยาเหล 642081082
นางสาวศศิกานต์ ก้อนหมื่น 642081099


Click to View FlipBook Version