ผู้สอน นางสาวฤทัยรัตน์ บุตรศรมาศ โรงเรียนเมืองแกพิทยาสรรค์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์
1. ทุกข์ (ธรรมที่ควรรู้) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับ ทุกข์ ในอริยสัจ 4 ประกอบด้วย ขันธ์ 5 โลกธรรม 8 และจิต เจตสิก 1 2 ขันธ์ 5 รูปขันธ์ รูป : ส่วนที่ประกอบกันเป็น ร่างกาย จากการประชุมกัน ของธาตุ 4 คือ ดิน น ้า ลม ไฟ นามขันธ์ เวทนา : อารมณ์ ความรู้สึก ทุกข์ สุข กลาง ๆ สัญญา : ความจ้าได้หมายรู้ที่เกิดขึ นในอดีต ปัจจุบัน สังขาร : จิตที่เกิดการปรุงแต่งให้คิดดี คิดชั่ว และคิดกลาง ๆ วิญญาณ : ความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัส ที่ผ่านทางตา หู จมูก ลิ น กาย และทางใจ โลกธรรม 8 น่าปรารถนา ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ไม่น่าปรารถนา เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ สิ่งที่เกิดคู่กับโลก มนุษย์
3 สรุปคุณค่าและประโยชน์ที่ได้รับจากการศึกษาเรียนรู้หลักธรรม ขันธ์ 5 หลักธรรมที่แสดงถึงองค์ประกอบ ของชีวิต คุณค่าและประโยชน ์ ท ี่ได ้ รับ เข้าใจว่าชีวิตของคนเราเกิดขึ น ตั งอยู่ และดับไป ดับไป จิต เจตสิก จิต เจตสิก สิ่งที่รับรู้อารมณ์หรือธรรมชาติที่รู้อารมณ์ผ่านทางตา หู จมูก ลิ น กาย และใจ อาการหรือคุณสมบัติที่ประกอบเข้ากับจิต ท้าให้เกิด ปฏิกิริยาทางจิตหรือทางอารมณ์ เช่น ชอบ ไม่ชอบ ดี ใจ เสียใจ เกลียด และโกรธ ทั งที่เป็นกุศล และอกุศล โลกธรรม 8 สิ่งที่ครอบง้ามนุษย์ คุณค ่ าและประโยชน ์ ท ี่ได ้ รับ เข้าใจถึงความไม่เที่ยงของชีวิต จิต เจตสิก ธรรมชาติที่รู้อารมณ์ ความรู้สึก คุณค ่ าและประโยชน ์ ท ี่ได ้ รับ มีสติก้าหนดรู้ความรู้สึกของตนเอง
2. สมุทัย (ธรรมที่ควรละ) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับสมุทัย ในอริยสัจ 4 ประกอบด้วย หลักกรรม วิตก3 มิจฉาวณิชชา5 นิวรณ์ 5 และอุปาทาน 4 หลักกรรม ผลจากการกระท้าของมนุษย์ที่ ประกอบด้วยเจตนาหรือไม่ เจตนา การท้าความดี เรียกว่า กรรมดีการท้าความชั่ว เรียกว่า กรรมชั่ว หมั่นกระท้าแต่ความดี ไม่ท้าความชั่ว ชีวิตมีความสุข ผู้คนยกย่องชื่น ชม ความเข้าใจเกี่ยวกับหลักธรรม แนวทางการน าหลักธรรมไปปฏิบัติ ผลที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ วิตก 3 • คิดลุ่มหลงในกาม • จิตมีความพยาบาท • จิตฝักใฝ่การเบียดเบียน บ้าเพ็ญตน ด้าริออกจากกาม คุณ เจริญเมตตาพรหมวิหาร • จิตปลอดโปร่ง • จิตใจมีความสุข ไม่วิตกกังวล มิจฉาวณิชชา 5 การประกอบอาชีพที่ผิด ศีลธรรม คือ ค้าอาวุธ ค้า มนุษย์ ค้าสัตว์ ค้าสารเสพติด ค้ายาพิษ หลีกเลี่ยงการประกอบอาชีพที่ ผิดกฎหมายและศีลธรรม ชีวิตสงบสุข ไม่ท้าผิดกฎหมาย และศีลธรรม นิวรณ์ 5 สิ่งที่คอยกั นขวางจิตไม่ให้บรรลุ ธรรมที่เจริญ 5 อย่าง คือ ความ ใคร่ในกาม ความพยาบาท ความ หดหู่ เศร้าซึม ความฟุ้งซ่านของ จิต และความลังเลสงสัย มีสติก้าหนดรู้เท่าทัน เจริญสติ ให้กล้าแข็งด้วยสมาธิ ไม่ หมกมุ่นในกาม ฝึกจิตให้มี เมตตา สร้างสติศึกษาธรรมให้ กระจ่าง ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ฝ่าย ต่้า ท้าให้การท้างานต่าง ๆ ส้าเร็จลุล่วง ไม่เกิดปัญหาและ อุปสรรคตามมา อุปาทาน 4 การยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ผิด 4 ประการคือ ยึดมั่นในกาม ความ คิดเห็นที่ผิดยึดถือในอ้านาจสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ และยึดมั่นในค้าพูดของ ตนว่าถูกต้องเสมอ ฝึกการด้าเนินสติอย่างรู้เท่าทัน กิเลสไม่หลงไปยึดถือในกาม การมีปัญญา มีเหตุผลเห็นตาม ความเป็นจริง ไม่ตกเป็นทาสจากการหลงผิด ชีวิตพบความสว่างและ ความสุข
3. นิโรธ (ธรรมที่ควรบรรลุ) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับ นิโรธ ในอริยสัจ 4 ประกอบด้วย ภาวนา4 นิพพาน วิมุตติ5 ภาวนา 4 กายภาวนา : การฝึกระเบียบทางกาย โดย การยืน เดิน นั่ง และนอนอย่างมีสติทุก อิริยาบถ โดยไม่เผลอหรือขาดสติ สีลภาวนา : การส้ารวมระวังบาปไม่ให้เกิด ทางกาย และวาจา จิตตภาวนา : การฝึกอบรมจิตด้วยสมถ กัมมัฏฐาน และวิปัสสนากัมมัฏฐาน ปัญญาภาวนา : การเจริญภาวนาให้เกิด ปัญญาตามหลักสติปัฏฐาน 4 อริยสัจ 4 นิโรธ นิพพาน นิพพานเป็นสภาวธรรมชั นสูงสุด ในพระพุทธศาสนา การดับกิเลสได้ โดยสิ นเชิง โดยถาวร สภาวนิพพาน เกิดขึ นพร้อมกับการตรัสรู้ของ พระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าไม่ เหลือกิเลสเกาะเกี่ยวสภาวะจิต แม้แต่ เพียงเศษเสี ยวผงธุลีก็ไม่มีนี คือ นิพพาน วิมุตติ 5 วิมุตติมีความหมายเดียวกับนิโรธ มีลักษณะ 5 อย่าง คือ ตทังควิมุตติ : ดับตามลักษณะการเกิดของกิเลส เช่น เมื่อความ โกรธเกิดขึ นมีสติรู้เท่าทันและดับได้ในขณะนั น วิกขัมภนวิมุตติ : ดับด้วยข่มหรือสะกดไว้ด้วยสติและสมาธิ สมุจเฉทวิมุตติ : ดับกิเลสด้วยการตัดขาดโดยสิ นเชิง ไม่เกิดอีก ปฏิปัสสัทธิวิมุตติ : ดับได้สูญสิ น ถาวร นิสสรณวิมุตติ : ดับด้วยสลัดออกได้
4. มรรค (ธรรมที่ควรเจริญ) หลักธรรมที่เกี่ยวข้องกับ มรรค ในอริยสัจ 4 ประกอบด้วย ภาวนา4 นิพพาน วิมุตติ5 พระสัทธรรม 3 • ปริยัตติสัทธรรม การศึกษาพุทธพจน์ (พระไตรปิฎก) • ปฏิปัตติสัทธรรม การปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ 8 (ไตรสิกขา) • ปฏิเวธสัทธรรม ผลที่เกิดจากการปฏิบัติ คือ มรรคผล นิพพาน ได้แก่ การบรรลุธรรม วุฒิธรรม อริยสัจ 4 มรรค วุฒธิรรม 4 • สัปปุริสสังเสวะ การคบผู้ทรงธรรม ผู้มีปัญญา • สัทธัมมัสสวนะ ใส่ใจในการสดับศึกษาธรรม • โยนิโสมนสิการ พิจารณาทุกอย่าง อย่างมีเหตุผล • ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติสมควรแก่ธรรม พละ 5 • มีธรรมที่เป็นก้าลัง 5 ประการ คือ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา อบุาสกธรรม 5 • มีศรัทธา มีศีล ไม่ถือมงคลตื่นข่าว ไม่ แสวงหาบุญนอกศาสนาและขวนขวาย บ้ารุงพระพุทธศาสนา อริยวัฑฒิ 5 • เชื่ออย่างมีเหตุผล • ประพฤติดีทั งทางกาย วาจา และใจ • ตั งใจฟัง หมั่นค้นคว้าหาความรู้ • เอื อเฟื้อเผื่อแผ่ เสียสละ มีน ้าใจต่อกัน • รอบรู้ รู้คิด รู้พิจารณา เข้าใจเหตุผล รู้จักโลก และ ชีวิตตามความเป็นจริง ปาปณิกธรรม 3 ธรรมส้าหรับพ่อค้า-แม่ค้า • มีวิสัยทัศน์ จัดเจนธุรกิจ มีแหล่งเงินทุนท้าการค้า ทิฏฐธัมมิกัตถสังวัตตนิก ธรรมหัวใจเศรษฐี ธรรม 4 • ขยันหาทรัพย์ รู้จักเก็บรักษา คบกัลยาณมิตร และประกอบสัมมาชีพ โภคอาทิยะ 5 การใช้จ่ายทรัพย์ให้เกิดประโยชน์ • เลี ยงตัวและบุคคลในครอบครัว • บ้ารุงมิตรสหายผู้ร่วมงานให้มีความสุข • เก็บออมไว้ใช้ยามจ้าเป็น • สละทรัพย์เพื่อท้าบุญ 5 อย่าง คือ สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ท้าบุญแก่ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ท้าบุญอุทิศให้เทวดา และบ้ารุงสมณพราหมณ์ ผู้มีศีล วิปัสสนาญาณ 9 ปัญญาการรู้แจ้งการตรัสรู้ธรรม • พิจารณาเห็นการเกิดดับของขันธ์ 5 • เห็นการดับของสังขารอย่างเด่นชัด • ญาณมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว • พิจารณาเห็นโทษการเกิดของสังขาร • เกิดความเบื่อหน่ายในสังขารไม่ต้องการยึดติดอีก • ญาณที่ปรารถนาหลุดพ้นจากสังขาร • พิจารณาการเกิดดับของสังขารตามหลักไตรลักษณ์ • ญาณเป็นกลางไม่ยินดียินร้ายในสังขารอีกต่อไป • ญาณหยั่งรู้อริยสัจ 4 บรรลุเข้าสู่ความเป็นพระอริยบุคคล