การละครไทย
เเต่ละยุคสมัย
สมัยสุโขทัย
ในสมัยสุโขทัยมีการกล่าวละคร ฟ้อนรำ โดยพบหลักฐานจากศิ ลาจารึกหลักที่
๑ ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช กล่าวถึง การละเล่นเทศกาลกฐินไว้เป็นความกว้างๆ
ว่า
“ เมื่อจักเข้าวังเวียงเรียงกัน แต่อรัญญิกพู้ท่านหัวลาน ดํบงคํกลอยด้วยเสียง
พาทย์ เสียงพิณ เสียงเลื้อน เสียงขับ ใครมักจักเหล้น เหล้น ใครจักมักหัว หัว ใครจัก
มักเลื้อน เลื้อน”
(คำว่า เลื้อน คงจะหมายถึงร้องรำหรือร่ายรำแบบการละเล่นพื้นเมือง,
ดํ แปลว่า ดีงามหรือบังคม หมายถึง ประโคม, กลอย แปลว่า ร่วม)
สมัยสุโขทัย มีการคบหากับชาติที่นิยมอารยะธรรมอินเดีย เช่น พม่า มอญ
ขอม และละว้า จึงได้รับศิ ลปวัฒนธรรมจากชนชาติดังกล่าวเข้ามา
ผสมผสานกับศิ ลปะวัฒนธรรมดั้งเดิมของไทย และทำให้ศิ ลปะการละเล่น
พื้นเมืองของไทยคือ รำและระบำได้มีวิวัฒนาการขึ้น มีการกำหนดแบบแผนแห่งศิ ลปะ
การแสดงทั้ งสามชนิดไว้เป็นที่ แน่นอนและบัญญัติคำเรียกการแสดงดังกล่าวข้างต้นว่า
“โขน ละคร ฟ้อนรำ” สมัยสุโขทัยมีการแสดงละครที่เป็นเรื่อง ที่แน่นอนคือเรื่อง
มโนราห์ ส่วนเรื่องอื่น ๆ ยังไม่มี
การแสดงแพร่หลายคงนิยมการละเล่นพื้นเมืองซึ่ งส่วนใหญ่เป็นการ
ละเล่นประเภทรำและระบำ
ส มั ย ก รุ ง ศ รี อ ยุ ธ ย า
ละครรำสมัยกรุงศรีอยุธยา มีต้นกำเนิดมาจากการเล่นโนรา และละครชาตรี
ที่นิยมกันในภาคใต้ของประเทศไทย แต่เดิมมีครูละครชื่ อ ขุนศรัทธา เป็นครูละคร
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาแล้วลงไปตั้งคณะละครที่นครศรีธรรมราช เป็นผู้ให้กำเนิด
ละครชาตรีที่ปักษ์ใต้ เป็นต้นกำเนิดละครรำในสมัยกรุงศรีอยุธยา ส่วนระบำหรือ
ฟ้อนนั้น เป็นศิ ลปะโดยอุปนิสัยของคนไทยสืบมาแต่เดิมละครรำของไทยในสมัยกรุง
ศรีอยุธยานั้น มี ๓ ประเภท คือ ละครชาตรี ละครนอก และละครใน ละครชาตรี
นั้นเป็นของเดิม ละครนอกเกิดขึ้นโดยแก้ไขจากละครชาตรี แต่ละครในคือละครผู้
หญิง
เมื่อครั้งสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.๒๑๙๙-๒๒๓๑ ยังไม่มี
ปรากฏมาปรากฏว่ามีในหนังสือปุณโณวาทคำฉันท์ ซึ่ งแต่งในสมัยพระเจ้าอยู่หัว
บรมโกศ พ.ศ. ๒๒๗๕-๒๓๐๑
เพราะฉะนั้ นละครผู้หญิงน่าจะเกิดในสมัยสมเด็จพระเพทราชา
พ.ศ.๒๒๓๑-๒๒๔๖ บทละครที่ใช้แสดงกันในสมัยกรุงศรีอยุธยา มีอยู่ ๒๒ เรื่อง
ดังนี้
๑) การะเกด ๗) มโนราห์ ๑๓) มณีพิชัย ๑๙ สุวรรณศิ ลป์
๒) คาวี ๘) โคบุตร ๑๔) โม่งป่า ๒๐) รามเกียรติ์
๓) ไชยทัต ๙) พิมพ์สวรรค์ ๑๕) สังข์ทอง (บทพากย์)
๔) อิเหนา ๑๐) โสวัต ๑๖) ศิ ลป์สุริยวงศ์ ๒๑) สุวรรณหงส์
๕) พิกุลทอง ๑๑) พิณสุริยวงศ์ ๑๗) สังข์ศิ ลป์ไทย ๒๒) พระรถเสน
๖) ไกรทอง ๑๒)ไชยเชษฐ์ ๑๘) อุณรุท
สมัยกรุงธนบุรี
เมื่อสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเสด็จปราบดาภิเษกในปี พ.ศ. ๒๓๑๑ แล้วทรง
พยายามเสาะแสวงหาและรวบรวมศิ ลปินที่กระจัดกระจายอยู่ในที่ต่างๆเข้ามาใน
ราชธานี เพราะการเสียกรุงแก่พม่าทำให้ตัวละครและบทละครครั้งกรุงเก่าสูญหายไป
มาก ส่วนละครนอกเป็นของราษฎรเล่นกันในพื้นเมืองแพร่หลาย
เมื่อปี พ.ศ.๒๓๑๒ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เสด็จยาตราทัพไปปราบก๊กเจ้า
นครศรีธรรมราช พระฤทธิเทวาได้ส่งตัวเจ้านครศรีธรรมราชกับพวกพ้องพงศ์ พันธุ์
ทั้งละครผู้หญิง เครื่องประดับเงินทองมาถวาย สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้มี
ละครผู้หญิงมาแสดงสมโภชพระบรมธาตุที่เมืองนครศรีธรรมราช และทรงโปรดให้
ตัวละครต่างๆไปสมทบกับละครที่ รวบรวมได้จากที่ อื่ นไปเป็นครู ฝึกหัดละครหลวงขึ้ น
ใหม่พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงสนพระทัยในนาฏศิ ลป์และวรรณกรรม
โดยทรงพระราชนิพนธ์บทละครเรื่อง รามเกียรติ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง ๕ ตอน
คือ ๑) ตอนหนุมานเกี้ยวนางวานรินทร์
๒) ตอนท้าวมาลีวราชว่าความ
๓) ตอนทศกัณฐ์ตั้งพิธีทรายกรด(เผารูป
เทวดา)
๔) ตอนพระลักษณ์ถูกหอกกบิลพัท
๕) ตอนปล่อยม้าอุปการ
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโล (พ.ศ. ๒๓๒๕-๒๓๕๒)
ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ได้มีการรวบรวมตำราฟ้อนรำไว้เป็นหลักฐานที่สำคัญ
ที่สุดในประวัติการละครไทย พระองค์ท่านทรงพระปรีชาสามารถในทางศิ ลปะและ
วรรณคดีอย่างยิ่งเห็นได้จากการที่ทรงสร้างวรรณคดีที่สำคัญหลายเรื่องโดยแบ่งเป็น ๒
ลักษณะ คือ
๑. บทประพันธ์ที่ทรงโปรดให้พระราชวงศานุวงศ์ และข้าราชการที่เป็นกวีช่วยกัน
แต่งถวายและทรงตรวจแก้ไขแล้วตราเป็นพระราชนิพนธ์ไว้เป็น ต้นฉบับสำหรับ
พระนครมีปรากฏ ๔ เรื่อง คือ อุณรุท รามเกียรติ์ ดาหลัง และอิเหนา
๒. เรื่องที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นด้วยพระองค์เอง พระราชนิพนธ์เพลงยาว นิราศ
เรื่อง รบพม่าที่ท่าดินแดงหรือที่เรียกว่า “นิราศท่าดินแดง” และโคลงจารึกศิ ลาในบริเวณ
พระอุโบสถวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามอีก ๒ บท และมีพระราชปุจฉาเกี่ยวกับ
พระพุทธ ศาสนา อีกหลายเรื่อง ศิ ลปะทางโขน ละคร ฟ้อนรำในยุคนี้ เป็นการรื้อฟื้ นขึ้น
ใหม่
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (พ.ศ. ๒๓๕๒-๒๓๖๗)
เป็นหัวต่อสำคัญในศิ ลปะทางละคร เป็นยุคที่วรรณคดีรุ่งเรือง มีนักปราชญ์ราชกวี
มากมายและมีพระมหากษัตริย์ที่ทรงสนพระทัยในการละครอย่างแท้จริง เมื่อพระราช
นิพนธ์บทละครเรื่องใดก็โปรดให้เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรีผู้ทรงรอบรู้ในกระบวนรำ
นำไปทดลองรำดูก่อน ถ้าตอนใดท่ารำขัดข้องหรือไม่ได้ท่ารำที่งดงาม ก็ทรงแก้ไขบท
ใหม่จนกว่าจะกลมกลืนจึงยุติ ทรงศึ กษาการแต่งกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ทรงฝึกศิ ลปะ
การดนตรีและทรงเป็นกวีประจำราชสำนักผู้หนึ่ง ทรงพระราชนิพนธ์บทกลอนไว้
มากมาย แต่ส่วนมากเป็นกลอนประเภทนาฏยคดี มีทั้งบทละครในและบทละครนอก
ดังนี้ บทละครใน ได้แก่ เรื่องอิเหนา (ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่ตลอดเรื่อง และได้รับ
การยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของบทละครรำ) เรื่องรามเกียรติ์ (ตอน
หนุมานถวายแหวนถึงทศกัณฐ์ล้ม และตอนฆ่านางสีดาถึงอภิเษกไกรลาส)
บทละครนอก ได้แก่ เรื่องไกรทอง เรื่องคาวี เรื่องไชยเชษฐ์ เรื่องสังข์ทอง
เรื่องมณีพิชัย บทละครนอก ที่ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใหม่นี้ทรงเลือกสรรเอาแต่บาง
ตอนโดยตัดเรื่องเดิมทิ้งหรือแปลงเรื่องบ้าง เพื่อให้เหมาะสมกับการแสดงละคร
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (พ.ศ. ๒๓๖๗-๒๓๙๔)
ทรงโปรดให้เลิกการแสดงละครของหลวง ส่งผลให้เกิดคณะละครของเจ้านาย
และขุนนางขึ้ นแพร่หลายและที่ หัดละครผู้หญิงโดยไม่ได้รับพระบรมราชานุญาติก็มี
คณะละครที่เกิดขึ้น เช่น ๑. ละครของพระองค์เจ้าลักขณานุคุณ เดิมคือ โขนหลวงใน
รัชกาลที่ ๒
มีนายเกษ พระราม ข้าหลวงเดิมเป็นผู้ฝึกหัด
๒. ละครกรมพระพิพิธโภคภูเบนทร์ (ต้นสุกล พนมวัน)เป็นละครที่มี
กระบวนท่ารำดีกว่าคณะอื่นๆ
๓. ละครกรมหลวงรักษ์รณเรศ (ต้นสกุล พึ่งบุญ)
๔. ละครกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ (ต้นสกุล กุญชร)
๕. ละครกรมหลวงภูวเนตรนรินทรฤทธิ์ (ต้นสกุล ทินกร)
๖. ละครเจ้าพระยาบดินท์เดชา (ต้นสกุล สิงหเสนี)
๗. ละครเจ้าจอมมารดาอัมพา
๘. ละครเจ้ากรับ แสดงละครนอก เป็นตัวแทนรักษาแบบแผนละครนอก
ของครูบุญยัง
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญๆเกี่ยวกับนาฏศิ ลป์และการละครไทยหลายประการ
ดังนี้ ๑. โปรดให้มีละครหลวงขึ้นอีกครั้ง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๗
๒. ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ประกาศพระราชทาน
พระบรมราชานุญาติ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการผู้น้อยและเอกชน ฝึกหัดละครผู้
หญิงได้ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘
๓. โปรดให้ตั้งภาษีมหรสพขึ้นเป็นครั้งแรก เรียกกันในสมัยนั้นว่า ภาษีโขน ละคร
เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๒ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์
บทละครขึ้นหลายเรื่อง เช่น เรื่องรามเกียรติ์ ตอนพระรามเดินดง บทเบิกโรงเรื่อง
นารายณ์ปราบนนทุก เรื่อง พระรามเข้าสวนพระพิราพ บทระบำและบทเบิกโรงรำต้นไม้
เงินทอง เป็นต้น
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
วิถีชีวิตคนไทยในยุคนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เพราะได้รับวัฒนธรรมจากตะวันตก
ศิ ลปะการแสดงได้มีการพัฒนาไปอีกรูปแบบหนึ่งเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคม
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงฟื้ นฟูนาฏศิ ลป์ และการละครโดยโปรด
เกล้าฯให้ครูละครหลวงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยและพระบาท
สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ร่วมกันแสดงเรื่องสังข์ทอง เพื่อให้เยาวชนได้เห็นแบบแผน
ฝีมือครูและโปรดเกล้าฯ ให้ครูละครหลวงในรัชกาลที่ ๔ แสดงละครเรื่องอิเหนา ทรง
สนับสนุนให้เจ้านายและเอกชนจัดตั้งคณะละครขึ้นมากมาย เช่น
๑. คณะละครของพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงฤทธิ์เป็นคณะละครที่มีฝีมือดีใน
การรำและได้แสดงในงานหลวงมากกว่าละครคณะอื่นๆ แสดงละครนอก ในสมัยต่อมา
สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์ เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงร่วมกับ
เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์ วิวัฒน์ทรงคิดและปรับปรุงขึ้นเป็นละครรูปแบบใหม่เรียกว่า ละคร
ดึกดำบรรพ์
๒. ละครของเจ้าพระยามหินทรศั กดิ์ธำรง (เพ็ญ เพ็ญสกุล)เกิดตั้งแต่สมัย
รัชกาลที่ ๔ แสดงเรื่อง ดาหลัง ต่อมาแสดงทั้งละครใน และละครนอกมีผู้นิยมเป็นอย่าง
มาก จากสาเหตุนี้ทำให้มีการแต่งบทละครใหม่ขึ้นเป็นจำนวนมากและมีการเก็บเงินเข้า
ชมเป็นครั้งแรกในโรงละครที่มีชื่ อว่า“ปรินซ์เธียเตอร์”
๓. ละครของพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ แสดงทั้งละคร
นอกและละครในแต่เดิมชื่ อว่า “ละครหลวงนฤมิตร” ต่อมาเปลี่ยนเป็นแสดงละครร้อง
ตั้งโรงละครขึ้นในพระบรมมหาราชวังที่แพร่งนรา เรียกว่า “ละครปรีดาลัย”
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงโปรดให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น พระองค์ทรงปรับปรุงและทำนุบำรุงศิ ลปะทาง
โขน ละคร และดนตรีปี่ พาทย์ให้เจริญรุ่งเรืองทั้งทางมาตรฐานการแสดงและฐานะของ
ศิ ลปินในสมัยนี้ยังเกิด “โขนบรรดาศั กดิ์”ซึ่ งเป็นโขนสมัครเล่นที่ฝึกหัดให้มหาดเล็ก
แสดงโขน และ“โขน เชลยศั กดิ์” ซึ่ งเป็นโขนที่ประชาชนทั่วไปแสดง โปรดให้ตั้งโรงเรียน
ฝึกหัดศิ ลปะทางโขน ละคร และดนตรีปี่ พาทย์ขึ้นในกรมมหรสพชื่ อ“โรงเรียน ทหาร
กระบี่หลวง” และต่อมาเปลี่ยนชื่ อเป็น “โรงเรียนพรานหลวง” ทรงตั้งกองเสือป่าให้
บรรดาข้าราชการในกองมหรสพกองหนึ่งเป็นเสือป่าพิเศษเรียกว่า “ทหารกระบี่”
ทรงตั้ งโรงเรียนสอนหนังสื อในบริเวณสวนมิสกวันเรียกว่า“กองโรงเรียนทหาร
กระบี่หลวง” ภายหลังเมื่อทรงตั้งกรมเสือป่าพรานหลวงรักษาพระองค์ขึ้นและยุบทหาร
กระบี่หลวงแล้วโอนย้ายข้าราชการกรมมหรสพที่เป็นทหารกระบี่หลวงมาเป็น “เสือป่า
พรานหลวง ร.อ.” จึงพระราชทานนามโรงเรียนทหารกระบี่หลวงเดิมเป็น “โรงเรียน
พรานหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์” โดยให้เด็กที่สมัครเรียนในกรมมหรสพเข้าเรียน
อย่างโรงเรียนสามัญทั่ วไป
นอกจากด้านการส่งเสริมมาตรฐานและฐานะของศิ ลปินแล้วยังทรงพระราชนิพนธ์
บทละครนอกหลายเรื่อง เช่น เรื่องพระร่วงหรือขอมดำดิน เรื่องท้าวแสนปม, เรื่องศกุน
ตลา ทรงพระราชนิพนธ์บทพากย์โขน ปรับปรุงวิธีการแสดงโขนให้แสดงบนเวที การ
แสดงโขนของพระองค์ เรียกว่า “ละครดึกดำบรรพ์เรื่องรามเกียรติ์”
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในยุคนี้ประสบกับภาวะเศรษฐกิจทรุดโทรม เสนาบดีสภาได้ตกลงกันให้ยุบกรม
มหรสพได้โปรดให้รวมกรมมหรสพและกรมมหาดเล็กเข้าอยู่ในกระทรวงวัง เมื่อวันที่
๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้มีการแต่งตั้งให้พระยานัฏกานุรักษ์เป็นผู้กำกับกรมปี่
พาทย์และโขนหลวง ได้รวบรวมกุลบุตร กุลธิดาเข้าฝึกหัดศิ ลปะทางโขน ละคร ครั้นต่อ
มาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ได้มีการปรับปรุงกระทรวงวังกันอีกครั้งหนึ่ง และโอนงานกอง
ช่างวังนอกและกองมหรสพไปอยู่สังกัดกรมศิ ลปากรเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๘ ข้าราชการ
ศิ ลปินจึงย้ายสังกัดมาอยู่ในกรมศิ ลปากร
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
การแสดงนาฏศิ ลป์ โขน ละครในสมัยนี้อยู่ในการดูแลของกรมศิ ลปากร หลวง
วิจิตรวาทการเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสถาบันการสอนศิ ลปะการแสดงโขน ละคร ดนตรี ปี่
พาทย์ ควบคู่ไปกับการสอนวิชาสามัญ คือ “วิทยาลัยนาฏศิ ลป” เปิดสอนในสาขาวิชา
ต่างเช่น นาฏศิ ลป์ไทย นาฏศิ ลป์สากล นาฏศิ ลป์โขน ดุริยางค์ไทย ดุริยางค์สากล เครื่อง
สายไทย และคีตศิ ลป์ไทย เป็นต้น มีการแสดงละครปลุกใจ ให้รักชาติ และมีลักษณะที่
แตกต่างจากละครที่มีอยู่เดิม จึงเรียกว่า “ละครหลวงวิจิตรวาทการ” เช่นเรื่อง เจ้าหญิง
แสนหวี เรื่อง พระเจ้ากรุงธนเรื่อง เลือดสุพรรณ เป็นต้น และในระหว่างสงครามโลกครั้ง
ที่ ๒ ประชาชนนิยมเล่นรำโทนกันอย่างแพร่หลาย ซึ่ งต่อมากรมศิ ลปากรได้นำมา
ปรับปรุงเป็น “รำวงมาตรฐาน”
สมัยกรุ งรัตนโกสิ นทร์
สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ
โปรดเกล้าฯ ให้บันทึกภาพยนตร์สีส่วนพระองค์ บันทึกท่ารำหน้าพาทย์องค์พระ
พิราพ ท่ารำเพลงหน้าพาทย์ของพระ นาง ยักษ์ ลิง และโปรดเกล้าฯ ให้จัดพิธีไหว้ครู
มอบท่ารำองค์พระพิราพให้แก่ศิ ลปินกรมศิ ลปากร ในสมัยนี้การแสดงละครเฟื่ องฟู
มาก มีการจัดการแสดงละครกันอย่างแพร่หลาย ทั้งละครเวที ละครที่แพร่ภาพผ่าน
ทางสื่ อต่างๆ มีผู้ยึดอาชีพการแสดงละครเป็นจำนวนมาก นอกจากละครไทยแล้วยังมี
การแสดงละครตามแนวละครของชนชาติอื่ นๆอีกทั้ งทางรัฐบาลยังให้การสนับสนุนส่ ง
เสริมและเชิดชูเกียรติบุคคลที่อยู่ในแวดวงศิ ลปะการแสดงโดยกำหนดให้ วันที่ ๒๔
กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันศิ ลปินแห่งชาติ
สมาชิก
น.ส.ปารวีย์ จิตรา เลขที่10
น.ส.ชนาภา ผจวบบุญ เลขที่19
น.ส.ปฐวีกาญจน์ บุญณรงค์ เลขที่20
น.ส.ธัญพิมล ตะหมัง เลขที่12
น.ส.ณัฐวดี เกิดภิบาล เลขที่28
มัธยมศึกษาปีที่ 6/3