The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nunnapat Inratsapong, 2022-12-15 11:01:09

บุคคลสำคัญ

อีบุ๊ค

• พระราชกรณียกิจ

1.) ทรงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาภารกิจด้านการต่างประเทศหลาย
ประการ อาทิ ทรงจัดและปรับปรุงรูปแบบกรมกองให้ทันสมัย

2.) ทรงขอพระราชทานที่ทำการเพื่อให้เป็น “ศาลาว่าการต่างประเทศ”

3.) ทรงเปิดสำนักงานผู้แทนทางการทูตของไทยในต่างประเทศ เช่น
สถานทูตไทย ณ สำนักเซนต์ เจมส์ ซึ่งตั้งอยู่ ณ กรุงลอนดอน

4.) ทรงจัดตั้งแผนกสอนภาษาอังกฤษให้แก่ข้าราชการ เสมียนและ
พนักงาน ทรงวางระเบียบวิธีเขียนหนังสือราชการ อีกทั้งทรงคัดเลือก
นักเรียนส่งไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

(พระบรมวงศานุวงศ์)

• พระราชประวัติ

ประสูติเมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405
สิ้นพระชนม์เมื่อ 1 ธันวาคม 2486

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรง
ราชานุภาพ เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาชุ่ม สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรง
สนพระทัยเกี่ยวกับวิชาการโบราณคดีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ พระ
ภารกิจทางโบราณคดีที่ทรงทำอย่างแท้จริงนั้น อยู่ในช่วงที่พระองค์ทรง
ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยระหว่าง พ.ศ. 2435 - 2458
ซึ่งต้องเสด็จออกตรวจราชการ ทรงพบโบราณวัตถุจำนวนมากที่เป็นหลัก
ฐานที่สำคัญต่อประวัติศาสตร์และโบราณคดีไทย ถูกทิ้งอยู่ตามเมือง
โบราณต่าง ๆ ทรงเก็บรวบรวมโบราณวัตถุเหล่านั้นมาค้นคว้าและเก็บ
รักษาไว้ ณ กระทรวงมหาดไทยก่อน และเมื่อทรงดำรงตำแหน่งนายก
ราชบัณฑิตยสภาก็ได้นำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานวังหน้า
(พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนครในปัจจุบัน) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระ
ปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานวังหน้าให้เป็นพิพิธภัณฑ์ ในปี พ.ศ.2469


• พระราชกรณียกิจ

ด้านประเพณีและวัฒนธรรม
1.) ทรงเก็บรวบรวมโบราณ
วัตถุเหล่านั้นมาค้นคว้าและเก็บ
รักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานวัง
หน้า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
พระนครในปัจจุบัน

(เมื่อปี พ.ศ. 2447 ขณะดำรงพระอิศริยยศเป็นกรม
หลวงดำรงราชานุภาพ)


สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี
พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

(พระบรมวงศานุวงศ์)

• พระราชประวัติ

พระราชสมภพเมื่อ 10 กันยายน พ.ศ. 2405
เสด็จสวรรคตเมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2498

สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า พระนาม
เดิม “พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าสว่างวัฒนา” เป็นพระราชธิดาในพระบาท
สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพแต่สมเด็จพระปิยมาวดี
ศรีพัชรินทรมาตา (เจ้าจอมมารดาเปี่ ยม) เป็นพระอัครมเหสีในพระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระราชชนนีในสมเด็จพระบรมโอ
รสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร ซึ่งเป็นสยามมกุฎราช
กุมารพระองค์แรกของไทย รวมทั้งสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดช
วิกรมพระบรมราชชนก

นอกจากนี้ยังทรงดำรงตำแหน่งองค์สภาชนนีสภาอุณาโลมแดง อันเป็น
ชื่อของสภากาชาดไทยตั้งใน ต้นรัชกาลที่ 5 เป็นพระองค์แรกและพระองค์
เดียว และองค์สภานายิกาสภากาชาดไทยพระองค์ที่ 2 ทรงสร้างสถาน
พยาบาลขึ้น ปัจจุบัน คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา
ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของสภากาชาดไทย


ในวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 ที่ประชุมใหญ่องค์การการศึกษาวิทยา
ศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ได้ประกาศยกย่อง
สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวีฯ เป็นบุคคลสำคัญของโลก เนื่องใน
โอกาสวันครบรอบ 150 ปีวันคล้ายวันพระราชสมภพ ในวันที่ 10 กันยายน
พ.ศ. 2555 ในฐานะที่ทรงมีผลงานดีเด่นด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ
และการอนุรักษ์พัฒนาด้านวัฒนธรรม พร้อมกับบุคคลและเหตุการณ์สำคัญ
ทางประวัติศาสตร์ของโลกอีก 97 รายการ

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จฯ รับพระ พระเมรุมาศ
ราชนัดดา เมื่อคราวเสด็จนิวัติพระนคร ในวันที่ สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า

15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการแพทย์และการสาธารณสุข
พระองค์ทรงสนับสนุนโรงศิริราชพยาบาล ในปี พ.ศ. 2431 ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง

เรื่อยมาตราบจนพระองค์เสด็จสวรรคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเหตุการณ์
การสิ้นพระชนม์ของพระราชโอรสธิดาไปถึงจำนวน 6 พระองค์ ส่งผลให้
พระองค์ทรงพระประชวรและเสด็จฯ แปรพระราชฐานไปประทับรักษาพระองค์ที่
พระตำหนักศรีราชา ซึ่งทรงให้จัดสร้างสถานพยาบาลขึ้น โดยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลสมเด็จ” ปัจจุบัน
คือ โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา และยังทรงริเริ่มหน่วย
แพทย์เคลื่อนที่ เพื่อให้การรักษาแก่ประชาชนที่อยู่ห่างไกล นอกจากนี้ยัง
พระราชทานทุนส่งแพทย์พยาบาลไปศึกษาต่อต่างประเทศเพื่อพัฒนาวงการ
แพทย์ไทยอย่างต่อเนื่อง


ในปี พ.ศ. 2436 สภาอุณาโลมแดงได้เริ่มจัดตั้งขึ้น พระองค์ทรงดำรง
ตำแหน่งองค์สภาชนนี ในปี พ.ศ. 2463 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสภา
นายิกาพระองค์ที่ 2 หลังจากการสวรรคตของสมเด็จพระศรี-พัชรินทราบ
รมราชินีนาถ สภานายิกาพระองค์แรกเป็นเวลานานถึง 35 ปี โดย
พระองค์ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์จำนวนมากเพื่อบำรุง
สภากาชาดไทย และตั้งกองทุนต่าง ๆ ในการส่งนักเรียน ไปเรียนต่าง
ประเทศ เพื่อให้มีผู้เชี่ยวชาญมาปฏิบัติหน้าที่อย่างเพียงพอ ทางด้านการ
ศึกษาพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบำรุงโรงเรียนต่าง ๆ ทั้ง
ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิเช่น โรงเรียนราชินี โรงเรียนวรนารี
เฉลิม จังหวัดสงขลาโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จังหวัดเชียงใหม่ โรงเรียน
เจ้าฟ้าสร้าง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

2 ด้านการศึกษา
ทางด้านการศึกษาพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เพื่อบำรุง
โรงเรียนต่าง ๆ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค อาทิเช่น โรงเรียนราชินี
โรงเรียนวรนารีเฉลิม จังหวัดสงขลาโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ เป็นต้น

3 ด้านศาสนา
พระองค์ทรงสนพระราชหฤทัยพระพุทธศาสนาด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

ทรงอ่านพระไตรปิฏกฉบับทองใหญ่ทรงศีลเป็นประจำในวันธรรมสวนะ
พระราชกรณียกิจสำคัญในด้านการศาสนาก็คือการที่พระราชทานทรัพย์
ส่วนพระองค์จัดพิมพ์ อัฏฐกถาชาฎก 1 คัมภีร์ 10 เล่มสมุดพิมพ์
นอกจากนี้พระองค์ยังทรงอุทิศถวายสิ่งของต่าง ๆ แก่วัดปทุม
วนารามด้วย


3 ด้านศาสนา
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อทรงสถาปนาเป็น
สมเด็จพระนางเจ้าสว่างวัฒนาพระบรมราชเทวี ที่พระอัครมเหสีแล้ว ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสด็จออกรับพระราชอาคันตุกะ ซึ่งพระองค์ก็
ทรงสามารถปฏิบัติพระราชกรณียกิจได้เป็นอย่างดีสมดังที่ได้ทรงไว้วาง
พระราชหฤทัย และสมกับพระบรมราชอิสริยศักดิ์ที่สูงส่งที่สมเด็จฯ ทรง
ดำรงอยู่อีกด้วย
สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นเจ้านายฝ่ายในรุ่นแรกที่ได้ตาม
เสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จประพาสต่างประเทศ
ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2431 พระองค์โปรดการเสด็จประพาสตามสถานที่
สำคัญต่าง ๆ นอกพระราชอาณาเขต ดังที่ได้เสด็จประพาสประเทศต่าง ๆ

เสด็จประพาสชวา ปีนังและ เสด็จประพาสไซง่อนและ
สิงคโปร์ (22 กันยายน - 11 สิงคโปร์ (21 เมษายน - 7
มกราคม พ.ศ. 2469) พฤษภาคม พ.ศ. 2479)

เสด็จประพาสมลายูและสุมาตรา เสด็จประพาสนครวัดและ
(14 เมษายน - 25 เมษายน พนมเปญ (28 พฤศจิกายน -
พ.ศ. 2480) 9 ธันวาคม พ.ศ. 2480)

เสด็จประพาสชวา
(เมษายน - มิถุนายน
พ.ศ. 2481)


4 ด้านหัตถกรรม
พระองค์ทรงสนพระทัยด้านหัตถกรรมคือด้านการทอผ้า ทรงสร้างโรง

เย็บผ้าส่วนพระองค์ขึ้น ณ พระที่นั่งทรงธรรม บริเวณสวนศิวาลัย ภายใน
พระบรมมหาราชวัง ครั้งเสด็จไปประทับที่พระตำหนักศรีราชา ทรงเล็ง
เห็นว่างานทอผ้าในแถบหัวเมืองชายทะเลนั้นมีความงดงาม จึงโปรด
เกล้าฯให้ตั้ง "หูกทอผ้าพื้นบ้าน" ขึ้น

เมื่อเสด็จฯ มาประทับที่พระตำหนักสวนหงส์วังสวนดุสิต ก็โปรดเกล้าฯ
ให้จัดตั้งกองทอผ้าขนาดย่อม โดยผ้าที่ทอโปรดให้นำออกจำหน่ายแก่
ประชาชนทั่วไปด้วยการทอผ้าที่พระตำหนักสวนหงส์นี้ทรงทำมาโดยตลอด
ตราบจนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จึงเลิกไป

5 ด้านการเกษตร
นอกจากด้านการทอผ้าแล้วยังทรงจัดให้มีโรงสีข้าวในที่ต่างๆด้วย เช่น

โรงจักรสีข้าวถนนเจริญกรุงใกล้เขตบางคอแหลม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
โดยโปรดให้คนเช่าดำเนินการรวมทั้งยังโปรดให้ปลูกไม้ผลหลากหลายชนิด
ภายในวังสระปทุมอีกด้วย นอกจากนั้นยังพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คนเช่า
ที่ดินบริเวณโดยรอบของวังสระปทุมให้ปลูกผักสวนดอกไม้โดยคิดค่าเช่าที่
ต่ำ

สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงเป็นประธานในพิธีเข้าประจำ
หน่วยอนุสภากาชาดครั้งแรกที่โรงเรียนราชินี


พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัว ร.5

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพ เมื่อ 20 กันยายน
พ.ศ. 2396 และสเด็จสวรรคตเมื่อวันที่

23 ตุลาคม พ.ศ. 2453

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้า
อยู่หัว ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระ
เทพศิรินทราบรมราชินี ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 5 แห่ง
พระบรมราชวงศ์จักรี รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่
หัวมีการปฏิรูปประเทศสยามให้ทันสมัย การปฏิรูปการปกครองและ
สังคม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรักษาเอกราชของสยาม
ด้วยพระบรมราโชบายและพระราชกรณียกิจของพระองค์ การปฏิรูป
ทั้งหมดของพระองค์ทุ่มเทเพื่อรักษาเอกราชของสยามเนื่องจากการ
คุกคามของมหาอำนาจตะวันตก

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการปกครอง
1.1) การปฏิรูประบบราชการ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราระเบียบ
การปกครองขึ้นใหม่ แยกหน่วยราชการออกเป็นกรมกองต่าง ๆ เดิมมี 6
กระทรวง (กระทรวงมหาดไทย, กระทรวงกลาโหม, กระทรวงนครบาล,
กระทรวงวัง, กระทรวงการคลังและกระทรวงเกษตราธิการ) ได้เพิ่มอีก 4
กระทรวง (กระทรวงธรรมการ, กระทรวงยุติธรรม, กระทรวงโยธาธิการ
และกระทรวงการต่างประเทศ)


1.2) การปกป้องประเทศจากการสงครามและเสียดินแดน เนื่องจากลัทธิ
จักรวรรดินิยมได้แผ่อิทธิพลเข้ามาทรงใช้พระปรีชาสามารถอย่างสุดพระ
กำลังที่จะรักษาประเทศชาติให้รอดพ้นจากวิกฤตการณ์
2 ด้านสังคม
2.1) การเสด็จประพาส เสด็จประพาสยุโรป 2 ครั้ง พ.ศ. 2440 และ พ.ศ.
2450 เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตลอดจนประเทศ
ฝรั่งเศสด้วย อีกทั้งยังได้ทรงเลือกสรรเอาแบบแผนขนบธรรมเนียมอันดี
ในดินแดนเหล่านั้นมาปรับปรุงในประเทศให้เจริญขึ้น
2.2) การเลิกทาส ด้วยพระองค์ทรงเห็นว่ามีทาสในแผ่นดินเป็นจำนวนมาก
และจะสืบต่อการเป็นทาสไปจนรุ่นลูกรุ่นหลานอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ถ้าไม่มี
เงินมาไถ่ตัวเองแล้วต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต
2.3) การสาธารณูปโภค เสด็จพระราชดำเนินสร้างทางรถไฟไป
นครราชสีมา แต่ทรงเปิดทางรถไฟกรุงเทพฯ-พระนครศรีอยุธยาก่อน
จึงนับว่าเส้นทางรถไฟสายนี้เป็นทางรถไฟแห่งแรกของไทย นอกจากนี้ได้
โปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานและถนนอีกมากมาย และโปรดให้ขุดคลอง
ต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางคมนาคมและส่งเสริมการเพาะปลูก

(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง
ประกอบอาหารด้วยพระองค์เอง)


3 ด้านการศึกษา
3.1) การศึกษา โปรดให้สร้างโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง คือ
"โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ" ต่อมาโปรดให้ตั้งโรงเรียนหลวงสำหรับ
ราษฎรขึ้นเป็นแห่งแรก คือ "โรงเรียนวัดมหรรณพาราม" และในที่สุดได้
โปรดให้จัดตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2435 (ปัจจุบันคือ
กระทรวงศึกษาธิการ) เพื่อดูแลเรื่องการศึกษาและการศาสนา

(พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระโอรสบางส่วนที่
วิทยาลัยอีตันในสหราชอาณาจักรในปี พ.ศ. 2450)


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

(พระบรมวงศานุวงศ์)

• พระราชประวัติ

ทรงพระราชสมภพ ณ วันที่ 28 เมษายน
พ.ศ. 2406 และเสด็จสวรรคต ณ วันที่ 10

มีนาคม พ.ศ. 2490

ในปี พ.ศ. 2428 ได้รับการสถาปนาจากพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวขึ้นเป็นพระองค์เจ้า-ต่างกรม มีพระนามตามจารึก
ในพระสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนนริศรานุวัติวงษ”
นอกจากนี้ยังมีพระราชดำริว่า “หม่อมเจ้าพรรณราย” พระมารดาใน
พระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนนริศรานุวัติวงษนั้นนับเป็นพระเจ้าหลานเธอใน
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นพระขนิษฐาร่วมพระชนกใน
สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี ดังนั้นพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนนริศ
รานุวัติวงษจึงมีพระอัยการ่วมกับพระองค์ จึงมีพระบรมราชโองการ
สถาปนาพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนนริศรานุวัติวงษขึ้นเป็นพระเจ้าน้องยา
เธอเจ้าฟ้ากรมขุนนริศรานุวัติวงษพร้อมกันนี้ทรงสถาปนาพระเชษฐภคินี
ในพระเจ้าน้องยาเธอกรมขุนนริศรานุวัดติวงศ์ขึ้นเป็นพระเจ้าน้องนางเธอ
เจ้าฟ้ากรมขุนขัตติยกัลยด้วย


• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านราชการ
พระองค์ทรงเป็นเสนาบดีหลายกระทรวง ประกอบไปด้วย กระทรวง

โยธาธิการ กระทรวงพระคลัง-มหาสมบัติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงวัง
ทั้งยังดำรงตำแหน่งองคมนตรีและรัฐมนตรีสภา
และสมาชิกสภาการคลัง

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตำแหน่งอภิ
รัฐมนตรีที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน อุปนายกราชบัณฑิตยสภาแผนก
ศิลปากร และยังได้รับการแต่งให้ให้ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการพระราชวงศ์
มีหน้าที่สนองพระเดชพระคุณในพระราชกรณียกิจส่วนพระองค์พระบาท
สมเด็จพระปกเกล้า-เจ้าอยู่หัว โดยพระราชวงศ์พระองค์ใดที่มีกิจที่ไม่ต้อง
กราบบังคมทูลพระกรุณาก็ให้ติดต่อกราบบังคมทูลต่อพระองค์แทน

2 ด้านศิลปกรรม
งานสถาปัตยกรรมที่โปรดทำมากคือแบบพระเมรุ โดยตรัสว่า "เป็นงานที่
ทำขึ้นใช้ชั่วคราวแล้วรื้อทิ้งไป เป็นโอกาสได้ทดลองใช้ปัญญาความคิด
แผลงได้เต็มที่จะผิดพลาดไปบ้างก็ไม่สู้กระไร ระวังเพียงอย่างเดียว
คือเรื่องทุนเท่านั้น"

3 ด้านสถาปัตยกรรม
พระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เมื่อแรกสร้าง
อาคารเรียนโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตร การออกแบบก่อสร้างพระ
อุโบสถวัดเบญจมบพิตร ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เมื่อ พ.ศ. 2442 และออกแบบก่อสร้างอาคารเรียนโรงเรียนมัธยมวัด
เบญจมบพิตร เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2445


4 ด้านภาพจิตรกรรม
ภาพเขียนสีน้ำมันประกอบพระราชพงศาวดาร แผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ

ครั้งกรุงศรีอยุธยา เป็นภาพช้างทรงพระมหาอุปราชแทงช้างพระที่นั่ง
ภาพเขียนรถพระอาทิตย์ที่เพดานพระที่นั่งภานุมาศจำรูญ (พระที่นั่งบรม
พิมาน) ภาพประกอบเรื่องธรรมาธรรมะสงคราม และ ภาพแบบพัดต่าง ๆ
ฯลฯ
5 ด้านออกแบบ

ออกแบบตรากระทรวง, อนุสาวรีย์ทหารอาสา, อนุสาวรีย์สงครามโลก
ครั้งที่หนึ่ง, อุทกทาน (องค์พระธรณีบีบมวยผมที่เชิงสะพานผ่านพิภพ
ลีลา), พระปฐมบรมราชานุสรณ์เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า,
พระเมรุมาศ และพระเมรุของพระบรมวงศ์หลายพระองค์ ฯลฯ

"พระสุริโยทัยขาดคอช้าง" จิตรกรรมประกอบโคลงพระ
ราชพงศาวดาร ฝีพระหัตถ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ

เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์


ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี

(ขุนนาง)

• พระราชประวัติ

เกิดเมื่อ 15 กันยายน พ.ศ. 2435
เสียชีวิตเมื่อ 14 พฤษภาคม 2505

ศาสตราจารย์ ศิลป พีระศรีหรือ เดิมชื่อ คอร์ราโด เฟโรชี (Corrado
Feroci) เป็นชาวอิตาลีสัญชาติไทย เป็นประติมากรจากเมืองฟลอเรนซ์ที่
เข้ามารับราชการในประเทศไทยตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยถือเป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งของไทยที่ได้
สร้างคุณูปการในทางศิลปะและมีผลงานที่เป็นที่กล่าวขานจนเป็นที่รู้จัก
กว้างขวาง ทั้งยังเป็นผู้ก่อตั้งและอาจารย์สอนวิชาศิลปะที่โรงเรียน
ประณีตศิลปกรรม ซึ่งภายหลังได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัย
ศิลปากร ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรีนั้นมีความรักใคร่ ห่วงใยและ
ปรารถนาดีต่อลูกศิษย์อยู่ตลอดจนเป็นที่รักและนับถือทั้งในหมู่ศิษย์และ
อาจารย์ด้วยกัน

รับราชการในสยาม


ในปีพ.ศ. 2466 ศาสตราจารย์คอร์ราโดได้ชนะการประกวดการออกแบบ
เหรียญเงินตราสยามที่จัดขึ้นในยุโรปและยังมีความต้องการแสวงหา
สถานที่ปฏิบัติงานแห่งใหม่ ประกอบกับในช่วงเวลานั้นซึ่งตรงกับรัชสมัย
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ต้องการ
บุคลากรที่เชี่ยวชาญในด้านศิลปะตะวันตกเพื่อที่จะเข้ามารับราชการเป็น
ช่างปั้ นในแผ่นดินไทยและทำการฝึกสอนช่างไทยให้มีความสามารถในการ
สร้างงานประติมากรรมแบบตะวันตกได้ ทางรัฐบาลอิตาลีจึงได้ยื่นข้อ
เสนอโดยการส่งคุณวุฒิและผลงานของศาสตราจารย์คอร์ราโดให้สยาม
พิจารณา โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติ
วงศ์เป็นบุคคลสำคัญในการคัดเลือกศาสตรจารย์คอร์ราโดให้มาปฏิบัติ
งานในสยาม ด้วยเหตุนี้ศาสตราจารย์คอร์ราโดจึงเดินทางสู่แผ่นดินสยาม
พร้อมกับภรรยาและบุตรสาวโดยทางเรือ เพื่อเข้ามารับราชการเป็นช่าง
ปั้ นประจำกรมศิลปากร กระทรวงวัง ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 ขณะมีอายุ
ได้ 32 ปี และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาช่างปั้ นหล่อ
แผนกศิลปากรสถานแห่งราชบัณฑิตยสภา ในปี พ.ศ. 2469 โดยทำ
สัญญารับราชการในสยามเป็นระยะเวลา 3 ปี ด้วยอัตราเงินเดือน 800
บาท

ตัวอย่างผลงานของ
ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี


พระบาทสมเด็จ
พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.6

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม
พ.ศ. 2424 และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่

26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 6
แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มี
พระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้าน
การเมืองการปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่าง
ประเทศ และที่สำคัญที่สุดคือด้านวรรณกรรมและอักษรศาสตร์ ได้ทรง
พระราชนิพนธ์บทร้อยแก้ว และร้อยกรองไว้นับพันเรื่อง

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการปกครอง
1.1) ตั้งกองเสือป่า ขึ้นเมื่อ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 การเป็นสมาชิก
เสือป่าเป็นหนทางใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาท และยังได้สิทธิยกเว้นการ
เกณฑ์ทหาร ทำให้ในที่สุดเครือข่ายเสือป่าเริ่มแทรกแซงระบบราชการจน
เสียหาย
1.2) สยามเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่1 พ.ศ. 2457 ประเทศสยามประกาศ
ตัวเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตร ชัยชนะของฝ่ายสัมพันธมิตรเปลี่ยนสถานะ
ของสยามจากบ้านป่าเมืองเถื่อนห่างไกลเป็นประเทศที่เชิดหน้าชูตา


(21 กันยายน พ.ศ. 2462 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า
เจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์
รามาธิบดีประดับไว้บนยอดคันธงชัยเฉลิมพลประจำกอง
ทหารอาสาของสยามในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ให้เป็น
เกียรติแก่กองทหารอาสา ในวันที่เดินทางกลับถึง
ประเทศไทย)

2 ด้านเศรษฐกิจ
2.1) ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติคลังออมสิน
พ.ศ. 2456 ขึ้น เพื่อให้ประชาชนรู้จักออมทรัพย์และเพื่อความมั่นคงใน
ด้านเศรษฐกิจของประเทศ อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายในราชสำนักของ
พระองค์ค่อนข้างฟุ่มเฟือย ทำให้การคลังของประเทศอ่อนแอ ส่งผลให้เกิด
ยุคข้าวยากหมากแพง

3 ด้านสังคม
3.1) เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ทรงจัดตั้งกองเสือป่าและทรงจัด
ตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (วชิราวุธวิทยาลัย ใน
ปัจจุบัน)
3.2) ด้านการฝึกสอนระบอบประชาธิปไตย ทรงทดลองตั้ง "เมืองมัง"
หลังพระตำหนักจิตรลดาเดิม ทรงจัดให้เมืองมัง มีระบอบการปกครอง
ของตนเองตามวิถีทางประชาธิปไตย รวมถึงเมืองจำลอง "ดุสิตธานี" ใน
พระราชวังดุสิต (ต่อมาทรงย้ายไปที่พระราชวังพญาไท)
3.3) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งวชิรพยาบาลเมื่อ พ.ศ. 2455 และ
โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เมื่อ พ.ศ. 2457 เพื่อผลิตวัคซีนและเซรุ่ม เป็น
ประโยชน์ทั้งแก่ประชาชนชาวไทยและประเทศใกล้เคียงอีกด้วย
3.4) ทรงเปิดการประปากรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2457
ในปี พ.ศ. 2460


3.5) ทรงตั้งกรมรถไฟหลวง และเริ่มเปิดการเดินรถไฟสาย
กรุงเทพมหานครถึงจังหวัดเชียงใหม่ สายใต้จากธนบุรีเชื่อมกับปีนังและ
สิงคโปร์ อีกทั้งยังโปรดเกล้าฯ ให้สร้างสะพานพระราม 6 เพี่อเชื่อมทาง
รถไฟไปยังภูมิภาคอื่น
4 ด้านการศึกษา
4.1) เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2448 ซึ่งเป็นโรงเรียนรัฐบาลแห่งแรก
ของเชียงใหม่ และพระราชทานนาม โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย
เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2449 ซึ่งก่อตั้งโดยคณะมิชชันนารีอเมริกา ซึ่ง
ไม่เป็นเพียงแต่การนำรูปแบบการศึกษาตะวันตกมายังหัวเมืองเหนือ
เท่านั้น แต่ยังแฝงนัยการเมืองระหว่างประเทศเอาไว้ด้วย และในปี พ.ศ.
2459 ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการ
พลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นเป็น
“จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศไทย

(พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวางศิลาฤกษ์
อาคารก่อสร้างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
เมื่อวันที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2459)


พระยารัษฎานุประดิษฐ์
มหิศรภักดี

(ขุนนาง)

• พระราชประวัติ

เกิดเมื่อ 8 เมษายน พ.ศ. 2400 และ
เสียชีวิตเมื่อ 10 เมษายน พ.ศ. 2456

มหาอำมาตย์โท พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี (คอซิมบี๊ ณ
ระนอง) เป็นข้าราชการชาวไทย ระหว่างเป็นเจ้าเมืองตรัง ได้พัฒนาเมือง
ให้เจริญก้าวหน้าจนกลายเป็นเมืองเกษตรกรรม จึงได้เลื่อนตำแหน่งเป็น
สมุหเทศาภิบาลสำเร็จราชการมณฑลภูเก็ตและเป็นผู้ได้รับพระราชทาน
นามสกุล ณ ระนอง

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ เมื่อรับตำแหน่งเจ้าเมืองตรัง ได้พัฒนา
ปรับปรุงสภาพหลายอย่างในเมืองตรังให้เจริญรุ่งเรืองหลายอย่าง ด้วย
กุศโลบาลส่วนตัวที่แยบยล เช่น การตัดถนนที่ไม่มีผู้ใดเหมือน รวมทั้งส่ง
เสริมชาวบ้านให้กระทำการเกษตร ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกกาแฟ และ
ยางพารา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำยางพารามาปลูกที่ภาคใต้ จน
กลายเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญเช่นในปัจจุบัน

ในด้านการรักษาความสงบเรียบร้อย ได้จัดตั้งกองโปลิศภูธรขึ้นแล้วซื้อ
เรือกลไฟไว้เป็นพาหนะตรวจลาดตระเวน บังคับให้ทุกบ้านเรือนต้องมี
เกราะตีเตือนภัยไว้หน้าบ้าน หากบ้านใดได้ยินเสียงเกราะแล้ว
ไม่ตีรับจะมีโทษ เป็นต้น


พระยารัษฎานุประดิษฐ์มีวิธีการบริหารปกครองแบบไม่เหมือนใคร โดย
ใช้หลักเมตตาเหมือนพ่อที่มีต่อลูก เช่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามนโยบายก็จะถูก
ลงโทษอย่างหนัก แต่การลงโทษนั้นให้เป็นไปเพื่อประโยชน์
แก่คนผู้นั้น ชาวบ้านถือมีดพร้าผ่านมาก็จะขอดู ถ้าพบว่าขึ้นสนิมก็จะดุ
กล่าวตักเตือน แม้แต่ข้าราชการก็อาจถูกตีศีรษะได้ต่อหน้าธารกำนัลถ้าทำ
ผิดหรือแม้กระทั่งดูแลให้ชาวบ้านสวมเสื้อเวลาออกจากบ้าน

พระยารัษฎานุประดิษฐ์ดำรงตำแหน่งเจ้าเมืองตรังนาน 11 ปี ในปี
พ.ศ. 2444 ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นสมุหเทศาภิบาล มณฑล
ภูเก็ต รับผิดชอบดูแลหัวเมืองตะวันตก ตั้งแต่ภูเก็ต ตรัง กระบี่ พังงา
ตะกั่วป่า ระนอง และสตูล มีผลงานเป็นที่เลื่องลือไปถึงหัวเมืองมลายูและ
ปีนัง จนถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็นองคมนตรี แต่พระยา
รัษฎานุประดิษฐ์ได้ปฏิเสธ จึงได้ทรงจะแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดี
กระทรวงเกษตราธิการ ซึ่งก็ได้ปฏิเสธไปอย่างนิ่มนวล โดยขอเป็นเพียง
สมุเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต เช่นเดิมต่อไป จากนั้นจึงได้ทรงพระกรุณา
โปรดเกล้าฯ พระราชทานสายสะพายช้างเผือกชั้นที่ 1 และทรงถือว่า
พระยารัษฎาฯ เป็นพระสหาย สามารถห้อยกระบี่เข้าเฝ้าฯ โดยพระบรมรา
ชานุญาตพิเศษ

(อนุสาวรีย์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี)


พระยากัลยาณไมตรี

ฟรานซิส บี. แซร์

(ขุนนาง)

• พระราชประวัติ

เกิดเมื่อ 30 เมษายน พ.ศ. 2428 และ
เสียชีวิตเมื่อ 29 มีนาคม พ.ศ. 2515

พระยากัลยาณไมตรี หรือ ฟรานซิส บี. แซร์ (อังกฤษ: Francis Bowes
Sayre ) เป็นอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเป็นบุตรเขย
ของวูดโรว์ วิลสัน อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ฟรานซิสเป็นนิติศาสตร
บัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ต่อมา เดินทางมายังประเทศสยามในฐานะ
เอกอัครราชทูตสหรัฐประจำสยาม เมื่อ พ.ศ. 2468 แล้วกลับสหรัฐอเมริกาใน พ.ศ.
2475 ได้รับแต่งตั้งจาก แฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ ประธานาธิบดี ให้เป็นผู้ช่วย
รัฐมนตรีต่างประเทศ ต่อมาจึงได้เป็นข้าหลวงใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำประเทศ
ฟิลิปปินส์ใน พ.ศ. 2482 แล้วดำรงตำแหน่งผู้แทนของสหรัฐประจำสหประชาชาติ
และเป็นประธานคณะมนตรีภาวะทรัสตีแห่งสหประชาชาติ พร้อม ๆ กันในปี พ.ศ.
2490

ขณะดำรงตำแหน่งในประเทศไทย ได้ช่วยงานด้านการต่างประเทศของไทย โดย
เป็นที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศตั้งแต่ พ.ศ. 2466 มาจนถึงรัชกาลพระบาท
สมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะในด้านสนธิสัญญา และร่วมร่างเค้าโครง
รัฐธรรมนูญฉบับของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วย ในชื่อ "Outline
of Preliminary Draft" ในปี พ.ศ. 2469 แต่ทว่าเกิดการปฏิวัติสยาม พ.ศ.
2475 ขึ้นเสียก่อน จึงไม่ได้ออกใช้ เป็นผู้แทนรัฐบาลสยามเจรจาสนธิสัญญาไทย-
สหรัฐอเมริกา พ.ศ. 2468 จึงได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระยา
กัลยาณไมตรี มีตำแหน่งราชการในกระทรวงการต่างประเทศ ถือศักดินา 1,000
นับเป็นคนที่สองต่อจากพระยากัลยาณไมตรี (เจนส์ ไอเวอร์สัน เวสเตนการ์ด)
ด้านครอบครัว ฟรานซิสสมรสกับเจสซี วิลสัน บุตรสาวของวูดโรว์ วิลสัน พิธี
มงคลสมรสมีขึ้นที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2456 ทั้งคู่มีบุตร
ชื่อ ฟรานซิส บี. แซร์ จูเนียร์, เอเลนอร์ แซร์ และ วูดโรว์ วิลสัน แซร์ ตามลำดับ


พระบาทสมเด็จพระ
ปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.7

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพเมื่อ 8 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2436 และเสด็จสวรรคตเมื่อ 30

พฤษภาคม พ.ศ. 2484

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระศรีพัชรินทราบ
รมราชินีนาถ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 7 แห่งพระบรม
ราชวงศ์จักรี ขึ้นเสวยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 26
พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ.
2478 รวมดำรงสิริราชสมบัติ 9 ปี

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการปกครอง
1.1) พบหลักฐานว่าพระองค์ทรงรับรู้ทั้งสนับสนุน "คณะกู้บ้านกู้เมือง"
และมีพระราชดำรัส "ประเทศนี้พร้อมแล้วหรือยังที่จะมีการปกครองแบบมี
ผู้แทน… ตามความเห็นส่วนตัวของข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าขอย้ำว่าไม่" ทั้ง
ทรงขัดขวางเค้าโครงการเศรษฐกิจปี 2475 ของปรีดี พนมยงค์ ซึ่งรูป
แบบเนื้อหาเอนเอียงทางคอมมิวนิสต์


2 ด้านการเศรษฐกิจ
2.1) สืบเนื่องจากผลของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง พระองค์ได้ทรงพยายาม
แก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมกิจการสหกรณ์ให้
ประชาชนได้มีโอกาสร่วมกันประกอบกิจการทางเศรษฐกิจ โดยทรงพระ
กรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2471 ขึ้น
3 ด้านสังคม
3.1) โปรดให้ปรับปรุงงานสุขาภิบาลทั่วราชอาณาจักรให้ทัดเทียม
อารยประเทศ
3.2) ด้านการสื่อสารและการคมนาคมนั้น มีถ่ายทอดเสียงทางวิทยุเป็น
ครั้งแรกของประเทศไทยในพิธีเปิดสถานีวิทยุกรุงเทพฯ ที่พระราชวัง
พญาไท
3.3) ในส่วนกิจการรถไฟ ขยายเส้นทางรถทางทิศตะวันออกจากทาง
จังหวัดปราจีนบุรี จนกระทั่งถึงต่อเขตแดนประเทศกัมพูชา

(พิธีเปิดสะพานพระพุทธยอดฟ้า)


4 ด้านการศึกษา (พระบรมฉายาลักษณ์ขณะทรงซออู้)
4.1) ทรงส่งเสริมการศึกษาของชาติ
ทั้งส่วนรวมและส่วนพระองค์ โปรด
ให้สร้างหอพระสมุดสำหรับพระนคร
เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้า
ศึกษาได้อย่างเสรี ทรงตั้งราช
บัณฑิตยสภา เพื่อมีหน้าที่บริหาร
และเผยแพร่วิชาการด้านวรรณคดี
โบราณคดี และศิลปกรรม ในด้าน
วรรณกรรม
4.2) การศาสนา ทรงปลูกฝัง
เยาวชนให้มีคุณธรรมดีงาม โดยยึด
หลักคำสอนของศาสนาพุทธ โปรด
ให้ราชบัณฑิตยสร้างหนังสือสอน
พระพุทธศาสนาสำหรับเด็ก


พระบาทสมเด็จพระปรเมนทร
มหาอานันทมหิดล ร.8

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพเมื่อวันที่ 20
กันยายน 2468 และเสด็จสวรรคตเมื่อ

วันที่ 9 มิถุนายน 2489

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล
อดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลย
เดขวิกรมพระบรมราชชนก) ประสูติแต่หม่อมสังวาล มหิดล ณ อยุธยา
(สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทย
ลำดับที่ 8 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี
หลังจากนั้น ในวันที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2489 พระองค์ทรงหว่านข้าว ณ
แปลงสาธิต ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งถือเป็นพระราชกรณียกิจ
สุดท้าย

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการปกครอง
1.1) พระองค์ได้เสด็จพระราชดำเนินไปในพระราชพิธีพระราชทาน
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2489 และเปิดประชุม
สภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2489 นอกจากนี้ ยังเสด็จ
พระราชดำเนินทรงเยี่ยมราษฎรในจังหวัดต่าง ๆ และทรงเยี่ยมชาวไทย
เชื้อสายจีนเป็นครั้งแรก ณ สำเพ็ง พระนคร พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าน้อง
ยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลย


2 การศึกษา
2.1) ในการเสด็จนิวัตพระนครในครั้งที่ 2 พระองค์ทรงได้ประกอบพระราช
กรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับ การศึกษาของประเทศ โดยเสด็จพระราชดำเนิน
ทอดพระเนตรกิจการของหอสมุดแห่งชาติ รวมทั้งเสด็จพระราชดำเนินไป
ทรงเยี่ยมสถานศึกษาหลายแห่ง พระองค์ยังได้เสด็จพระราชดำเนิน
พระราชทานปริญญาบัตรเป็นครั้งแรกของพระองค์ ณ หอประชุม
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3 การศาสนา
3.1) ในการเสด็จนิวัตพระนครครั้งแรกนั้น พระองค์ได้ประกอบพิธีทรง
ปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ ท่ามกลางมณฑลสงฆ์ในพระอุโบสถวัดพระ
ศรีรัตนศาสดารามเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 พระองค์ยังทรง
ตั้งพระราชหฤทัยว่าจะผนวชในพระพุทธศาสนา

(พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ทรงฉาย
พระบรมฉายาลักษณ์ในฉลองพระองค์เต็มยศ เมื่อเสด็จนิวัต

พระนครครั้งที่ 1 พ.ศ. 2481-2482)


พระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช ร.9

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพเมื่อ 5 ธันวาคม
พ.ศ. 2470 เสด็จสวรรคตเมื่อ วันที่ 13

ตุลาคม พ.ศ. 2559

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช
บรมนาถบพิตร ในสมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก ประสูติแต่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ไทยลำดับที่ 9 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการศึกษา (ตัวอย่างของการลงพื้นที่ส่ง
1.1) พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสริมด้านการศึกษา)
พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์จัดตั้ง
มูลนิธิอานันทมหิดลขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2502
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพระราชทานทุนแก่นิสิต
นักศึกษาที่มีผลการเรียนดีเด่นในด้านต่าง ๆ
ให้นิสิตนักศึกษาเหล่านั้นได้มีโอกาสไปศึกษา
หาความรู้วิชาการชั้นสูงในต่างประเทศ
นอกจากนี้ตลอดรัชสมัย เสด็จพระราชดำเนิน
ไปยังสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ เพื่อ
พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการ
ศึกษาเพื่อเป็นกำลังใจให้แก่เหล่านิสิตผู้สำเร็จ
การศึกษา


2 ด้านสังคม
2.1) การเกษตรและชลประทาน พระองค์ทรงให้ความสำคัญ
เป็นอย่างมาก โดยทรงคิดค้นโครงการตามพระราชดำริของพระองค์
2.2) ในด้านการเกษตร จะทรงเน้นการค้นคว้าทดลองและวิจัยหาพันธุ์พืช
ใหม่ ๆ ตลอดจนการศึกษาแมลงศัตรูพืช และพันธุ์สัตว์ต่าง ๆ ที่เหมาะสม
กับสภาพท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งแต่ละโครงการจะเน้นให้สามารถนำไปปฏิบัติ-
ได้จริง นอกจากนี้ ยังทรงพยายามไม่ให้เกษตรกรยึดติดกับพืชผล
ทางการเกษตรเพียงอย่างเดียว แต่เกษตรกรควรมีรายได้จากกิจกรรม
อื่นด้วย เพื่อจะได้พึ่งตนเองได้ในระดับหนึ่ง พระองค์ยังทรงคิดค้น
การแก้ปัญหาทรัพยากรทางการเกษตรหลายอย่างที่สำคัญ
2.3) ด้านการพัฒนาชนบท พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล
อดุลยเดชทรงใช้เวลาส่วนใหญ่ตลอดรัชสมัยไปกับการเสด็จฯเยี่ยมราษฎร
ในท้องถิ่นต่าง ๆ ทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อทรงเยี่ยมเยียนซักถาม
เรื่องความเป็นอยู่และสารทุกข์สุกดิบของประชาชน นอกจากนี้พระองค์
จะทรงศึกษาค้นคว้าข้อมูลต่าง ๆ ด้วยพระองค์เองด้วยแผนที่หรือเอกสาร
ต่าง ๆ ทำให้ทรงรับทราบปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน
หลังจากนั้นพระองค์ก็จะทรงคิดค้นแนวทางพระราชดำริเพื่อพัฒนา
และแก้ไขปัญหาต่าง ๆในแต่ละพื้นที่

( ตัวอย่าง 7 เขื่อนโครงการหลวง ร.9, เขื่อนเจ้าพระยา )


สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิรา
ลงกรณ์บดินทรเทพยวรางกูร ร.10

• พระราชประวัติ

พระบรมราชสมภพเมื่อ 28
กรกฎาคม พ.ศ. 2495

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูรเป็นพระ
มหากษัตริย์พระองค์ปัจจุบันของประเทศไทย นับเป็นพระมหากษัตริย์
รัชกาลที่ 10 แห่งราชวงศ์จักรี ในพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลย
เดชมหาราช บรมนาถบพิตร ประสูติแต่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็นพระมหา
กษัตริย์ไทยลำดับที่ 10 แห่งพระบรมราชวงศ์จักรี

ใน พ.ศ. 2560 พระองค์ทรงเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่
ผ่านประชามติแล้ว โดยแก้ไขเรื่องพระราชอำนาจ ในปีเดียวกัน
ทรงตราพระราชบัญญัติจัดระเบียบทรัพย์สินฝ่ายพระมหากษัตริย์ ซึ่งให้
พระมหากษัตริย์มีอำนาจตั้งผู้อำนวยการทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์
ตามพระราชอัธยาศัย ต่อมาใน พ.ศ. 2561 มีการเปลี่ยนชื่อผู้ถือหุ้นจาก
สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นพระปรมาภิไธยของพระองค์
โดยตรง และสำนักงานฯ ชี้แจงว่า มีการเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายจึง
ต้องถวายทรัพย์สินในความดูแลคืนให้แก่พระมหากษัตริย์เพื่อ
มีพระบรมราชวินิจฉัย และกล่าวว่า ทรัพย์สินที่พระองค์เป็นเจ้าของ
จะมีการเสียภาษีอากรเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป นอกจากนี้พระองค์ยัง
มีอำนาจควบคุมโดยตรงต่อสำนักพระราชวังและหน่วยบัญชาการถวาย
ความปลอดภัยรักษาพระองค์ด้วย


• พระราชกรณียกิจ

1 ด้านการศึกษา
1.1) ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชทรัพย์ร่วมสนับสนุนให้กรมสามัญ
ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ก่อตั้งโรงเรียนมัธยมศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
6 แห่ง ทรงรับโรงเรียนไว้ในพระราชูปถัมภ์ พระราชทานวัสดุอุปกรณ์การ
ศึกษาที่ทันสมัย เช่น คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ วิดีทัศน์ และในด้านการ
อุดมศึกษา

2 ด้านสังคม ( ตัวอย่างรูปภางพระราชกรณียกิจของ
2.1) ทรงพระกรุณาห่วงใยการพัฒนา รัชกาลที่ 10 ในด้านการศึกษา )
คุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะ
เยาวชนที่ด้อยโอกาส ได้เสด็จฯ ไปทรง
เยี่ยมชุมชนแออัดของกรุงเทพฯ หลาย
แห่ง และพระราชทานพระราชทรัพย์
สนับสนุนโครงการของชุมชน

2.2) ทรงตระหนักว่าสุขภาพพลานามัยอันดีของประชาชนเป็นปัจจัย
สำคัญของการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคล จึงทรงสนพระราชหฤทัย
ในการประกอบพระราชกณียกิจ
2.3) เสด็จพระราชดำเนินไปทรงทำปุ๋ยหมักจากผักตบชวาและวัชพืชอื่น ๆ
เป็นปฐมฤกษ์ เพื่อพระราชทานแก่เกษตรกร สำหรับนำไปใช้ในการเพาะ
ปลูกเป็นการเพิ่มผลผลิต ที่บ้านแหลมสะแก ตำบลเดิมบาง อำเภอ
เดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี นอกจากนี้ยังทรงบำเพ็ญพระราช
กรณียกิจเพื่อส่งเสริมกิจการด้านเกษตรกรรม เช่น เสด็จฯ แทนพระองค์
ในการพระราชพิธีพืชมงคล

( ตัวอย่างรูปภางพระราชกรณียกิจของรัชกาลที่ 10 ในด้านสังคม)


Click to View FlipBook Version