The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติความเป็นมาพระอัสสชิฉบับเรียบเรียง
“ใช้เพื่อการศึกษาไม่การนำไปใช้เชิงพาณิชใดๆ”
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31311-043915
http://www.thammapedia.com/sankha/maha_assachi.php
https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%B0
http://av.brr.ac.th/file.php?file=/1/dbf/pradit.pdf

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jeeraphatll2020, 2023-12-15 02:40:02

พระอัสสชิ

ประวัติความเป็นมาพระอัสสชิฉบับเรียบเรียง
“ใช้เพื่อการศึกษาไม่การนำไปใช้เชิงพาณิชใดๆ”
ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31311-043915
http://www.thammapedia.com/sankha/maha_assachi.php
https://th.m.wikipedia.org/w/index.php?title=%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%AA%E0%B8%AA%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%96%E0%B8%A3%E0%B8%B0
http://av.brr.ac.th/file.php?file=/1/dbf/pradit.pdf

Keywords: พระอัสสชิ

“ ผู้เผู้ป็น ป็ กำ ลัง ลั ในการเผยแผ่ศผ่ าสนา” พระอัอั อัอั สสชิชิ ชิชิพุพุท พุพุ ธสาวก พุทพุ ธสาวิก วิ า สาวก พุทพุ ธสาวิก วิ า


พระอัอั อัอั สสชิชิ ชิชิ


เรื่อ รื่ ง หน้า น้ สารบัญ บั ข้อ ข้ มูล มู ทั่ว ทั่ ไป 1 ประวัติ วั แติละความเป็น ป็ มา 2 ออกบวชติดติตามเจ้า จ้ ชายสิทสิธัต ธั ถะ พระบรมโพธิสัธิต สั ว์ 2 ฟัง ฟั ธรรมเทศนาพระพุทธเจ้า จ้ 4 การแสดงธรรมของพระอัส อั ส ชิ(ชิให้แ ห้ ก่อุ ก่ ป อุ ติสติสะ โกลิตลิะ) 6 บั้น บั้ ปลายชีวิ ชี ตวิของพระอัส อั สชิ 7 7 สถานที่รำ ที่ รำลึก ลึ ความสำ คัญ คั ในพระพุทธศาสนา 7 บุค บุ ลิกลิของพระอัส อั สชิ 8 ความสำ คัญ คั ในพระพุทธศาสนา ความสำ คัญ คั ในพระพุทธศาสนา 9 10


เรื่อ รื่ ง ข้อ ข้ มูล ชื่อ ชื่ เดิมดิอัสอัสชิพชิราหมณ์ ชื่อ ชื่ ใหม่ อัสอัสชิเชิถระ สถานที่เ ที่ กิดกิเมือมืงกบิลบิพัสพัดุ์ สถานที่บ ที่ วช ป่าป่อิสิอิ ปสิตนมฤคทายวันวั วิธีวิบธีวช เอหิภิหิกภิขุอุปอุสัมสั ปทา สถานที่บ ที่ รรลุธลุรรม ป่าป่อิสิอิ ปสิตนมฤคทายวันวั บรรลุพลุระอรหันหัต์พต์ร้อร้มกับกั ปัญปัจวัควัคีย์คี ย์ ฐานะเดิมดิเมือมืงกบิลบิพัสพัดุ์ แคว้นว้สักสักะ วรรณะ พราหมณ์ การศึกษา จบไตรเพท ข้ข้ ข้ อ ข้ อมูมูล มู ล มู ทั่ว ทั่ ไป 1


พระอัสอั สชิเชิ ถระเป็นป็ บุตบุรพรามณ์แณ์ ห่งห่กรุงรุกบิลบิ พัสพั ดุ์ บิดบิ าท่าท่นเป็นป็ หนึ่งนึ่ ในจำ นวนพรามณ์ทั้ณ์ งทั้ ๘ คน ที่ไที่ ด้รัด้ บรั นิมนิ นต์เต์ ข้าข้ รับรั ภัตภั ตาหารในพระราชวังวั กรุงรุกบิลบิ พัสพั ดุ์ใดุ์ นวันวั ขนานพระนามเจ้าจ้ ชายสิทสิ ธัตธั ถะ ได้เด้ ห็นห็ พระมหาบุรุบุษรุมีพมี ระลักลั ษณะ ถูกถู ต้อต้งตามตำ ราลักลั ษณะพยากรณ์ศณ์าสตร์ จึงจึได้ทำด้ ทำ นายว่าว่เจ้าจ้ ชายสิทสิ ธั ตถะหากออกผนวชจะได้บด้ รรลุธลุรรมเป็นป็ พระอรหันหั ตสัมสั มาสัมสั พุทพุธเจ้าจ้ ผู้เผู้ป็นป็ บิดบิ าได้มด้ าบอกเล่าล่ ให้ท่ห้ าท่น ฟังฟั และได้สั่ด้งสั่ไว้ว่ว้ าว่ “บิดบิ าก็แก็ ก่เก่ฒ่าฒ่ชราแล้วล้ เห็นห็ จะไม่ทัม่นทั เห็นห็ พระองค์ ถ้าถ้ พระมหาบุรุบุษรุเสด็จด็ ออกทรง ผนวชเมื่อมื่ ใด ให้อห้ อกบวชตามเสด็จด็ เมื่อมื่นั้นนั้” ตั้งตั้ แต่นั้ต่นนั้ มาท่าท่นมีคมี วามเคารพนับนั ถือถื และเชื่อชื่ ในพระองค์ เป็นป็ อันอั มากประวัวัวั ติวัติติ แ ติ และความเป็ป็ป็ น ป็ นมา ครั้นรั้ กาลเวลาล่วล่งเลยมาถึงถึ 29 ปี เจ้าจ้ ชายสิทสิ ธัตธั ถะ เสด็จด็ ออกบรรพชาโกณฑัญฑั ญะพราหมณ์ทณ์ ราบข่าข่วก็ ดีใดีจ เพราะตรงกับกั คำ ทำ นายของตน จึงจึ รีบรีไปชวนบุตบุรของพราหมณ์ทั้ณ์ งทั้ 7 คนที่ร่ที่ วร่มทำ นายด้วด้ ยกันกั นั้นนั้ โดย กล่าล่วว่าว่ “บัดบันี้ เจ้าจ้ ชายสิทสิ ธัตธั ถะราชกุมกุาร โอรสของพระเจ้าจ้ สุทสุโธทนะ เสด็จด็ ออกบรรพชาแล้วล้ พระองค์จัค์ กจัได้ตด้ รัสรั รู้เรู้ ป็นป็ พระสัพสั พัญพั ญเจ้าจ้ แน่นน่อน ถ้าถ้ บิดบิ าของพวกท่าท่นยังยั มีชีมี วิ ชี ต วิ อยู่ ก็คก็ งจะออกบวชด้วด้ ยกันกั กับกั เรา ถ้าถ้ ท่าท่นทั้งทั้ หลาย ปรารถนาจะบวชก็จก็งบวชตามเสด็จด็ พระมหาบุรุบุษรุพร้อร้ มกันกั เถิดถิ” อัสอั สชิแชิละบุตบุรพราหมณ์เณ์ หล่าล่นั้นนั้ ยอมออกบวชมีทั้มี งทั้ หมดเพียพี ง4คนคือคื วัปวัปะภัทภั ทิยทิ ะมหานามะ และตัวตั ท่าท่น โกณฑัญฑั ญะจึงจึ พา อัสอั สชิ มาณพทั้งทั้ 3 คนนั้นนั้ พร้อร้ มทั้งทั้ ตนด้วด้ ย รวมเป็นป็ 5 ได้นด้ ามบัญบั ญัติญั ว่ ติ าว่ “ปัญปัจวัควัคีย์คี”ย์ออกบวชสืบสืเสาะติดติตามถามหาพระมหาบุรุบุษรุไปตามสถานที่ต่ที่าต่งๆออกบวชติติติดติตามเจ้จ้จ้าจ้ชายสิสิสิทสิธัธัธัตธัถะพระบรมโพธิธิธิสัธิสัสัตสัว์ว์ว์ว์ 2


จนมาพบพระพุทพุธองค์กำค์ กำ ลังลั บำ เพ็ญพ็ ความเพียพี รอยู่ที่ยู่ ตำ ที่ ตำ บลอุรุอุเรุวลาเสนานิคนิ มด้วด้ ยความมั่นมั่ใจว่าว่พระองค์จค์ ะได้ ตรัสรั รู้พรู้ ระอนุตนุรสัมสั มาสัมสัโพธิญธิ าณอย่าย่งแน่นน่อน จึงจึ พากันกั เข้าข้ไปอยู่เยู่ ฝ้าฝ้ ทำ กิจกิ วัตวั รอุปัอุ ฏปั ฐาก ด้วด้ ยการจัดจั น้ำ ใช้ น้ำ ฉันฉั และ ปัดปั กวาดเสนาสนะ เป็นป็ ต้นต้ ด้วด้ ยหวังวั ว่าว่เมื่อมื่พระองค์ไค์ ด้ตด้ รัสรั รู้แรู้ล้วล้ จะได้แด้สดงธรรมโปรดพวกตนให้รู้ห้ ต รู้ าม บ้าบ้ ง เมื่อมื่พระมหาบุรุบุษรุทรงบำ เพ็ญพ็ ทุกทุรกิริกิ ย ริ าอย่าย่งอุกอุ ฤษฏ์เฏ์ป็นป็ เวลาถึงถึ 6ปีก็ยัก็ งยัไม่ไม่ด้บด้ รรลุพลุระโพธิญธิ าณจึงจึ ทรง พระดำ ริว่ริ าว่ “วิธีวิ นี้ ธี ค นี้ งจะไม่ใม่ช่ทช่างตรัสรั รู้”รู้ จึงจึ ทรงเลิกลิ ละความเพียพี รด้วด้ ยวิธีวิ ท ธี รมานกาย หันหั มาบำ เพ็ญพ็ เพียพี รทางจิตจิ เลิกลิ อดพระกระยาหารกลับลั มาเสวยตามเดิมดิ เพื่อพื่บำ รุงรุพระวรกายให้แห้ ข็งข็ แรง ท่าท่นอัสอั สชิแชิละปัญปั จวัควั คีย์คี ย์ ผู้มีผู้ คมี วามเลื่อลื่ มใสในการปฏิบัฏิ ติบั ติ แบบทรมานร่าร่งกาย ครั้นรั้ เห็นห็ พระโพธิสัธิ ตสั ว์ลว์ ะความ เพียพี รนั้นนั้ แล้วล้ ก็รู้ก็ สึ รู้ ก สึ หมดหวังวั จึงจึ พากันกั เหลีกลี หนีทิ้นี ง ทิ้ พระโพธิสัธิ ตสั ว์ ให้ปห้ ระทับทั อยู่ตยู่ ามลำ พังพั พระองค์เค์ ดียดี ว พากันกั เที่ยที่ วสัญสั จรไปพักพั อาศัยศั อยู่ที่ยู่ ป่ที่ าป่อิสิอิปสิ ตนมฤคทายวันวั กรุงรุพาราณสี เมื่อมื่พระโพธิสัธิ ตสั ว์ ตรัสรั รู้พรู้ ระอนุตนุรสัมสั มาสัมสัโพธิญธิ าณแล้วล้ ทรงดำ ริพิริ จ พิ ารณาหาบุคบุคลผู้สผู้มควรจะรับรัฟังฟั พระ ปฐมเทศนาและตรัสรั รู้ตรู้ ามได้โด้ดยเร็วร็ในชั้นชั้ แรก พระองค์ทค์ รงระลึกลึ ถึงถึ อาจารย์ทั้ย์ งทั้ สองที่พที่ ระองค์เค์ คยเข้าข้ไปศึกศึ ษา คือคื อาฬารดาบส กาลามโคตร แต่ไต่ด้ทด้ ราบด้วด้ ย พระญาณว่าว่ท่าท่นได้ถึด้ ง ถึ แก่กก่รรมไปได้ 7 วันวั แล้วล้ และอีกอี ท่าท่นหนึ่งนึ่คือคื อุทอุกดาบส รามบุตบุร แต่ก็ต่ ไก็ ด้ทด้ ราบด้วด้ ยพระ ญาณเช่นช่กันกั ว่าว่ท่าท่นเพิ่งพิ่ จะสิ้นสิ้ ชีพชี ไปเมื่อมื่วันวั วานนี้เนี้ อง ต่อต่จากนั้นนั้ พระพุทพุธองค์ทค์ รงระลึกลึ ถึงถึ ปัญปั จวัควั คีย์คี ย์ ผู้ซึ่ผู้งซึ่เคยมีอุมีปอุการคุณคุแก่พก่ระองค์เค์ มื่อมื่สมัยมั ทำ ทุกทุรกิริกิ ย ริ า และทรงทราบว่าว่ขณะนี้ท่นี้ าท่นทั้งทั้ 5 พักพั อาศัยศั อยู่ที่ยู่ที่ ป่าป่อิสิอิปสิ ตนมฤคทายวันวั ทรงดำ ริดัริ งดั นี้แนี้ล้วล้ จึงจึได้เด้สด็จด็ พุทพุธ ดำ เนินนิไปสู่ป่สู่ าป่อิสิอิปสิ ตนมฤคทายวันวั ฝ่าฝ่ยท่าท่นอัสอั สชิแชิละปัญปั จวัควั คีย์คี ย์ นั่งนั่ สนทนากันกั อยู่ เห็นห็ พระพุทพุธองค์เค์สด็จด็ มาแต่ไต่กลเข้าข้ใจว่าว่พระองค์เค์สด็จด็ มา เพื่อพื่แสวงหาผู้อุผู้ปัอุ ฏปั ฐากจึงจึ ทำ กติกติ ากันกั ว่าว่ “พระสมณโคดมนี้ คลายความเพียพีรแล้วล้ เวียวี นมา เพราะความเป็นป็ คนมักมั มาก พวกเราไม่คม่วรไหว้ ไม่คม่วรลุกลุขึ้นขึ้ ต้อต้ นรับรั ไม่รัม่บรั บาตรและจีวจี รของพระองค์เค์ลย เพียพี งแต่จัต่ดจั อาสนะไว้ เมื่อมื่พระองค์ปค์ รารถนาจะประทับทั นั่งนั่ ก็จก็งนั่งนั่ ตามพระอัธอั ยาศัยศั เถิดถิ” ออกบวชติติติ ด ติ ดตามเจ้จ้จ้าจ้ ชายสิสิสิ ท สิ ทธัธัธั ตธั ถะ พระบรมโพธิธิธิ สั ธิ สัสั ตสั ว์ว์ว์ว์ 3


เมื่อมื่พระพุทพุธองค์เค์สด็จด็ มาถึงถึ ต่าต่งพากันกั ลืมลื กติกติ าที่นัที่ ดนั หมายกันกัไว้กลับลั ทำ การต้อต้ นรับรั เป็นป็ อย่าย่งดีดัดี งดั ที่เที่ คยทำ มาแต่ยัต่งยัใช้คำช้ คำ ทักทั ทายว่าว่ “อาวุโวุส”และเรียรี กพระนามว่าว่ “โคดม”อันอั เป็นป็ ถ้อถ้ ยคำ ที่แที่สดงความไม่เม่คารพ ดังดั นั้นนั้ พระพุทพุธองค์ทค์ รงห้าห้ มแล้วล้ ตรัสรั ว่าว่ “อย่าย่เลย พวกเธออย่าย่งกล่าล่วอย่าย่งนั้นนั้บัดบั นี้ ตถาคตได้บด้ รรลุอลุมตะธรรมเองโดยชอบแล้วล้ เธอทั้งทั้ หลายจงตั้งตั้ใจ ฟังฟั เถิดถิ เราจะแสดงให้ฟัห้งฟั เมื่อมื่เธอปฏิบัฏิ ติบั ต ติ ามที่เที่ราสอนแล้วล้ ไม่นม่านก็จก็ ะบรรลุอลุมตะธรรมนั้นนั้” ท่าท่นอัสอั สชิแชิละปัญปั จวัควั คีย์คี ก ย์ ล่าล่วตอบ ส“อาวุโวุสโคดม แม้พม้ ระองค์บำค์ บำเพ็ญพ็ อย่าย่งอุกอุ ฤษฏ์เฏ์ ห็นห็ปานนั้นนั้ ก็ยัก็ งยัไม่บม่รรลุธลุรรมพิเพิ ศษอันอัใด บัดบั นี้พนี้ ระองค์คค์ ลาย ความเพียพี รนั้นนั้ แล้วล้ หันหั มาปฏิบัฏิ ติบั เ ติ พื่อพื่ความเป็นป็ คนมักมั มากแล้วล้ จะบรรลุอลุมตธรรมได้อด้ ย่าย่งไร” พระพุทพุธองค์ตค์ รัสรั เตือตื นปัญปั จวัควั คีย์คี ย์ให้รห้ ะลึกลึ ถึงถึ ความหลังลั ว่าว่ “ท่าท่นทั้งทั้หลายจำ ได้หด้รือรืไม่ว่ม่าว่วาจาเช่นช่นี้เราเคยพูดพูกับกัท่าท่นบ้าบ้งหรือรืไม่”ม่ท่าท่นอิสอิสชิแชิละปัญปัจวัควัคีย์คี ย์ระลึกลึขึ้นขึ้ได้ว่ด้าว่พระองค์ไค์ม่เม่คยตรัสรัมาก่อก่นเลย จึงจึ ยินยิ ยอมพร้อร้ มใจกันกัฟังฟั พระธรรม เทศนาโดยเคารพออกบวชติติติ ด ติ ดตามเจ้จ้จ้าจ้ ชายสิสิสิ ท สิ ทธัธัธั ตธั ถะ พระบรมโพธิธิธิ สั ธิ สัสั ตสั ว์ว์ว์ว์ ฟัฟัฟังฟั ธรรมเทศนาพระพุพุพุทพุธเจ้จ้จ้าจ้ พระพุทพุธองค์ ทรงประกาศพระสัพสั พัญพั ญุตญุ ญาณแก่เก่ท่าท่นอัสอั สชิแชิละหล่าล่ ปัญปั จวัควั คีย์คี ย์โดยตรัสรั พระธรรมจักจั ร กัปกั วัตวั นสูตสู ร เป็นป็ปฐมเทศนา ซึ่งซึ่เนื้อนื้ ความในพระธรรมเทศนานี้ พระพุทพุธองค์ทค์ รงตำ หนิหนิ นทางปฏิบัฏิ ติบั อั ติ นอัไร้ ประโยชน์2ทางที่บที่ รรพชิตชิไม่คม่วรเสพคือคื กามสุขัสุลขั ลิกลิ านุโนุยค การปฏิบัฏิ ติบั ที่ ติ ย่ ที่ อย่หย่อย่นเกินกิไป แสวงหาแต่กต่ามสุขสุอันอั พัวพั พันพั หมกมุ่นมุ่แต่รูต่ ปรู เสียสี ง กลิ่นลิ่ รส และสัมสั ผัสผั ซึ่งซึ่เป็นป็ สิ่งสิ่ เลวทราม เป็นป็ เหตุใตุห้ตั้ห้ งตั้ บ้าบ้ นเรือรื น เป็นป็ กิจกิ ของคนกิเกิลสหนา มิใมิช่ขช่องพระอริยริ ะ มิใมิช่ทช่าง ตรัสรั รู้หรู้ าประโยชน์มิน์ ไมิ ด้ 1.อัตอั ตกิลกิ มถานุโนุยค การปฏิบัฏิ ติบั ต ติ นให้ไห้ ด้รัด้ บรั ความลำ บาก เคร่งร่ครัดรั เกินกิไป กระทำ ตนให้ไห้ ด้รัด้ บรั ความทุกทุข์ทข์ รมาน เป็นป็ การกระทำ ที่เที่ หนื่อนื่ยเปล่าล่ ไม่มีม่ ปมี ระโยชน์ไม่ใม่ช่ทช่างแห่งห่ความหลุดลุพ้นพ้ 2. 4


จากกนั้นนั้ พระพุทพุธองค์ตค์ รัสรั ชี้แชี้ นะวิธีวิปธี ฏิบัฏิ ติบั ติ แบบ“มัชมั ฌิมฌิ าปฏิปฏิ ทา” คือคื การปฏิบัฏิ ติบั แ ติ บบกลาง ๆ ไม่ย่ม่อย่หย่อย่นเกินกิไปแบบประเภทที่หที่ นึ่งนึ่และไม่ตึม่งตึ เกินกิไป แบบประเภทที่สที่ อง ดำ เนินนิ ตามทางสายกลางซึ่งซึ่เป็นป็ ข้อข้ปฏิบัฏิ ติบัใติ ห้ถึห้ ง ถึ ความดับดั ทุกทุข์ เรียรี กว่าว่อริยริ อัฏอั ฐังฐั คิกคิ มรรคคือคื ทางอันอัประกอบด้วด้ ยองค์8ประการ ได้แด้ ก่ สัมสั มาทิฏทิ ฐิ เห็นห็ ชอบ(ปัญปั ญาเห็นห็ในอริยริ สัจสั 4) สัมสั มาสังสั กัปกัปะดำ ริชริ อบ(ดำ ริอริ อกจากกามไม่เม่บียบี ดเบียบี นไม่พม่ยาบาท) สัมสั มาวาจา เจรจาชอบ(เว้นว้ จากวจีทุจี จทุริตริ 4) สัมสั มากัมกั มันมั ตะทำ การงานชอบ(เว้นว้ จากกายทุจทุริตริ 3) สัมสั มาอาชีวชี ะเลี้ยลี้ งชีพชี ชอบ(เว้นว้ จากเลี้ยลี้ งชีพชี ในทางที่ผิที่ ด ผิ) สัมสั มาวายามะเพียพี รชอบ(เพียพี รละความชั่วชั่ ทำ ความดี)ดี สัมสั มาสติระลึกลึ ชอบ(ระลึกลึในสติปัติ ฏ ปั ฐาน4) สัมสั มาสมาธิตั้งตั้ จิตจิไว้ชว้ อบ(เจริญริ ฌานทั้งทั้ 4) เมื่อมื่จบพระธรรมเทศนา ธรรมจักจั ษุคือคื ดวงตาเห็นห็ ธรรมอันอัปราศจากธุลีธุมลี ลทินทิ เกิดกิ ขึ้นขึ้ แก่โก่กณฑัญฑั ญะว่าว่ “สิ่งสิ่ใดสิ่งสิ่หนึ่งนึ่มีคมีวามเกิดกิขึ้นขึ้เป็นป็ธรรมดาสิ่งสิ่นั้นนั้ทั้งทั้หมดมีคมีวามดับดัไปเป็นป็ธรรมดา”พระพุทพุธองค์ ทรงทราบว่าว่ โกณฑัญฑัญะได้ดด้วงตาเห็นห็ธรรม เป็นป็พระโสดาบันบับุคบุคลในพระพุทพุธศาสนาแล้วล้ จึงจึ ทรงเปล่งล่อุทอุานด้วด้ ยความพอพระทัยทั ด้วด้ ยพระดำ รัสรั ว่าว่ “อญฺญญฺาสิวตโภโกณฺฑณฺญฺโญฺญอญฺญญฺาสิวตโภโกณฺฑณฺ ญฺโญฺญ” ซึ่งซึ่แปลว่าว่ “โกณฑัญฑั ญะได้รู้ด้ แ รู้ ล้วล้ หนอโกณฑัญฑั ญะได้รู้ด้ แ รู้ ล้วล้ หนอ” สำ หรับรั พระอัสอั สชิไชิ ด้ฟัด้งฟัปฐมเทศนาแล้วล้ ยังยัไม่ไม่ด้สำด้ สำเร็จร็ มรรคผลอะไรวันวั ต่อต่มาได้ฟัด้งฟั ปกิณกิ กธรรมมีกมี ถา คือคื ธรรมะเบ็ดบ็ เตล็ดล็ เพิ่มพิ่ เติมติ จึงจึได้สำด้ สำเร็จร็ พระโสดาปัตปั ติผติ ลเป็นป็ พระโสดาบันบั หรือรื ที่เที่รียรี กว่าว่ธรรมจักจั ษุหษุมายความว่าว่ดวงตาคือคืปัญปัญาที่รู้ที่เรู้ห็นห็ธรรม(จรัสรัพยัคยัฆราชศักศัดิ์,ดิ์กวีอิวีศอิริวริรรณ,2544: 114)ฟัฟัฟังฟัธรรมเทศนาพระพุพุพุทพุธเจ้จ้จ้าจ้ 5


หลังลัจากบรรลุพลุระอรหันหัต์แต์ล้วล้พระอัสอัสชิเชิถระได้เด้ป็นป็หนึ่งนึ่ ในจำ นวนพระสาวก ๖๐ องค์ ที่พ ที่ ระพุทพุธเจ้าจ้ทรงส่งส่ ไป ประกาสพุทพุธศาสนารุ่นรุ่แรก ท่าท่นได้ได้ปสั่งสั่สอนประชาชนตามนิคนิมต่าต่งๆ เป็นป็ระยะเวลาประมาณ ๓ เดือดืน จึงจึไปยังยั เมือมืงราชคฤห์ซึ่ห์งซึ่ ในขณะนั้นนั้พระพุทพุธองค์ไค์ด้ปด้ระทับทัอยู่ที่ยู่พ ที่ ระเวฬุวัฬุนวัที่พ ที่ ระเจ้าจ้พิมพิพิสพิารทรงสร้าร้งถวาย ท่าท่นออกบิณบิฑบาตในเช้าช้วันวัหนึ่งนึ่ ในเมือมืงราชคฤห์ อริยริบถอันอัสงบสำ รวมขณะเดินดิบิณบิฑบาตรอย่ไย่ด้ปด้ระทับทัใจ มาณพหนุ่มนุ่ นามว่าว่อุปอุติสติสะ ผู้พผู้ บเหตุเตุข้าข้โดยบังบัเอิญอิอุปอุติสติสะผู้นี้ผู้ มี นี้ สมีหายชื่อชื่โกลิตลิะ เป็นป็ศิษศิย์อย์าจารย์สัย์ญสัชัยชั เวลัฏลัฐบุตบุร หนึ่งนึ่ ในจำ นวน “ครูทั้รูงทั้๖” ที่มี ที่ ชื่มีอชื่เสียสีงโด่งด่ดังดัในสมัยมันั้นนั้ ปุปปุติสติสะและโกลิตลิะเห็นห็ความไม่มีม่แมีก่นก่สาร ห่งห่คำ สอนของสำ นักนัตน จึงจึตกลงกันกัเงียงีบๆว่าว่จะแสวงหาแนวทางใหม่ ถ้าถ้ใครพบก่อก่นก็จก็ะบอกให้อีห้กอีฝ่าฝ่ยหนึ่งนึ่ ทราบ อุปอุติสติสะคิดคิว่าว่ตนได้พด้บผู้ที่ผู้ ค ที่ วรเป็นป็อาจารย์ขย์องตนแน่แน่ล้วล้จึงจึติดติตามท่าท่นไปห่าห่งๆ ครั้นรั้ได้โด้อกาส ขณะที่ พระเถระนังนัฉันฉัภัตภัตาหารอยู่ จึงจึเข้าข้ไปนมัสมัการเรียรีนถามธรรมะจากท่าท่น พระเถระออกตัวตัว่าว่ท่าท่นบวชไม่นม่าน ไม่ สามารถแสดงธรรมโดยพิสพิดารได้ ปุปปุติสติสะกราบเรียรีนท่าท่นว่าว่แสดงแต่โต่ดยย่อย่ก็ไก็ด้ พระเถระจึงจึกล่าล่วคาถาอันอั แสดงถึงถึ “แก่นก่ ”แห่งห่อริยริสัจสั๔ รวมว่าว่ เยธมฺมมฺา เหตุปฺตุปปฺภวา เตสํเหตํตถาคโต เตสญฺจญฺโยนิโนิรโธ จ เอวํ วาทีมหาสมโณ ธรรมเหล่าล่ ใดเกิดกิแต่เต่หตุ พระตถาคตตรัสรัเหตุแตุห่งห่ธรรมเหล่าล่นั้นนั้ และการดับดัเหตุแตุห่งห่ธรรมเหล่าล่นั้นนั้พระมหาสมณะมีวมีาทะอย่าย่งนี้ อุปอุติสติสะได้ฟัด้งฟัเพียพีงแค่นี้ค่ก็ นี้ ไก็ด้ “ดวงตาเห็นห็ธรรม” (เกิดกิธรรมจักจัษุ)ษุคือคืบรรลุโลุสดาปัตปัติผติล จึงจึรีบรีไปบอกแก่โก่กลิ ตะผู้เผู้ป็นป็สหาย โกลิตลิะได้ฟัด้งฟัคาถานั้นนั้ก็ไก็ด้บด้รรลุปัลุตปัติผติลเช่นช่เดียดีวกันกัทั้งทั้สองจึงจึไปชวนอาจารย์สัย์ญสัชัยชัเวลัฏลัฐบุตบุร ไปบวชเป็นป็สาวกพระพุทพุธเจ้าจ้เมื่อมื่อาจารย์ปย์ฎิเฎิสธ ทั้งทั้สองจึงจึได้พด้ากันกัไปบวชเป็นป็สาวกของพระพุทพุธองค์ ณ วัดวั เวฬุวัฬุนวั กล่าล่วอีกอีชื่อชื่หนึ่งนึ่ของทั้งทั้สองคือคืพระสารีบุรีตบุร(อุปอุติสติสะ)พระโมคคัลคัลานะ(โกลิตลิะ) การแสดงธรรมของพระอัอั อั ส อั สสชิชิชิ(ชิให้ห้ ห้ แ ห้ แก่ก่ ก่ อุ ก่ อุ อุ ป อุ ปติติติสติสะ โกลิลิลิตลิะ) 6


บุบุ บุ ค บุ คลิลิลิกลิของพระอัอั อั ส อั สสชิชิชิชิ พระอัสอัสชิเชิถระไม่ปม่รากฏว่าว่ท่าท่นมีคมีวามเชี่ย ชี่ วชาญทางด้าด้นใดเป็นป็พิเพิศษ เพราะไม่มีม่ชื่มีอชื่ ในธรรมเนียนีบ เอตทัคทัคะ (ความเป็นป็เลิศลิแก่ผู้ก่อื่ผู้อื่นอื่) ท่าท่นเป็นป็พระที่ภ ที่ าษาชาวบ้าบ้นสมันมันี้เ นี้ รียรีกกันกัว่าว่ “สมถะ” คือคืชอบอยู่สยู่งบ เพียพีงลำ พังพัท่าท่นมีบุมีคบุลิกลิน่าน่เลื่อลื่มใส สำ รวมอินอิทรีย์รีย์“ การคู้ การเหยียยีด ซึ่งซึ่มือมืและเท้าท้การเหลียลีวดูเดูป็นป็ไป อย่าย่งสงบสำ รวม น่าน่เลื่อลื่มใสยิ่งยิ่” ดังดัความคิดคิของอุปอุปติสติะ เมื่อมื่เห็นห็ท่าท่นเป็นป็ครั้งรั้แรก บุคบุลิกลิเช่นช่นี้เ นี้ป็นป็ “สื่อสื่ ”ที่ชั ที่ กชัชูงชูให้ผู้ห้แผู้สวงหาทางพ้นพ้ทุกทุข์เข์ข้าข้มาสัมสัผัสผัรสพระธรรมได้เด้ป็นป็อย่าย่งดี พิจพิารณาอีกอีมุมมุหนึ่งนึ่พระอัสอัสชิเชิถระเป็นป็นักนัสอนศาสนาที่เ ที่ ชี่ย ชี่ วชาญมิใมิช่น้ช่อน้ยการประกาศธรรมมิไมิด้ หมายความว่าว่จะต้อต้งพูดพูเก่งก่พูดพูได้ยืด้นยืยาว หากรู้จัรู้กจัพูดพูรู้จัรู้กจัสอน โดยเฉพาะอย่าย่งยิ่งยิ่รู้อุรู้ปอุนิสันิยสัของผู้ฟัผู้ งฟั ด้วด้ยแล้วล้แม้แม้สดงเพียพีงสังสัเขปก็สัก็มสัฤทธิ์ผธิ์ลดังดัที่ท่ ที่ าท่นได้แด้สดงแก่อุก่ ปอุติสติสมาณพ เพราะเหตุนี้ตุเ นี้ อง ท่าท่นจึงจึได้คด้วามเคารพนับนัถือถือย่าย่งสูงสูสุดสุจากอุปอุติสติสะ ซึ่งซึ่ต่อต่มา พระสารีบุรีตบุรเถระ เพราะเมื่อมื่ท่าท่นทราบว่าว่พระอัสอัสชิเชิถระพำ นักนัอยู่ ณ ทิศทิใด พระอัคอัรสาวกจะนอนหันหัศีรศีษะไปทางทิศทินั้นนั้เพื่อพื่ ถวายความเคารพ“อาจารย์”ย์ของท่าท่น บั้บั้ บั้ น บั้ นปลายชีชี ชี วิ ชี วิวิตวิของพระอัอั อั ส อั สสชิชิชิชิ ไม่ปม่รากฏว่าว่พระอัสอัสชิเชิถระมีอมีายุพยุรรษาเท่าท่ ใด ท่าท่นนิพนิพานไปเงียงีบๆ โดยไม่มีม่กมีล่าล่วถึงถึไว้ใว้นคัมคัภีร์ภีเร์ล่มล่ ใด ท่าท่นคงดำ รงขันขัธ์อธ์ยู่พยู่อสมควรแก่กก่าลจึงจึปรินิริพนิพาน ในส่วส่นที่ไที่ ม่กม่ล่าล่วถึงถึบ่อบ่ยนักนัแต่ไต่ม่มีม่ ใมีครลืมลืได้ คือคืคุณูคุปณูการอันอัยิ่งยิ่ใหญ่ที่ญ่ท่ ที่ าท่นทำ ไว้แว้ก่พก่ระพุทพุธศาสนา โดยได้เด้ป็นป็ผู้ชัผู้กชัชวนให้อุห้ปอุติสติสะและโกลิตลิะมาบวช ซึ่งซึ่ภายหลังลัทั้งทั้สองท่าท่นได้เด้ป็นป็พระอัคอัรสาวกและเป็นป็กำ ลังลัสำ คัญคั ในการเผยแพร่พร่ระพุทพุธศาสนา ธรรมเมกขสถูปถู , ธรรมราชิกชิสถูปถู (สถานที่บ ที่ รรลุพลุระอรหันหัต์)ต์ภายในป่าป่อิสิอิปสิ ตนมฤคทายวันวัหรือรืสารนาถในปัจปัจุบัจุนบั สถานที่ที่ ที่ รำ ที่ รำรำรำลึลึ ลึ ก ลึ ก 7


ท่าท่นก็ถืก็อถืว่าว่เป็นป็ผู้มีผู้ ส่มีวส่นสำ คัญคั ในการช่วช่ยพระพุทพุธเจ้าจ้เผยแพร่พร่ระพุทพุธศาสนาในช่วช่งต้นต้พุทพุธกาล เป็นป็พระสงฆ์กฆ์ลุ่มลุ่แรกที่พ ที่ ระพุทพุธเจ้าจ้ทรงส่งส่ออกไปประกาศพระพุทพุธศาสนา ท่าท่นเป็นป็ผู้มีผู้ กิมีริกิยริามารยาท น่าน่เลื่อลื่มใสมาก จนทำ ให้อุห้ปอุติสติสะมาณพบุตบุรแห่งห่นายบ้าบ้นนาลันลัทาเกิดกิความเลื่อลื่มใสและยอมตนบวชใน พระพุทพุธศาสนา ท่าท่นเป็นป็ผู้กผู้ ล่าล่วพระคาถาสำ คัญคั ในพระพุทพุธศาสนาคือคืพระคาถาที่รู้ ที่ จัรู้กจักันกัดีว่ดีาว่คือคืพระ คาถา "เย ธมฺมมฺา" พระคาถานี้ไนี้ ด้รัด้บรัการยกย่อย่งว่าว่เป็นป็พระคาถาสำ คัญคับทหนึ่งนึ่ ในพระพุทพุธศาสนา เพราะ กล่าล่วถึงถึความเป็นป็เหตุผตุลและจุดจุมุ่งมุ่หมายในพระพุทพุธศาสนาไว้ใว้นคาถาเดียดีว คาถานี้ไนี้ ด้รัด้บรัการยอมรับรั มากโดยเฉพาะอย่าย่งยิ่งยิ่ในสมัยมัทวารวดีพระคาถาจำ นวน4บาทนี้ไนี้ ด้ถูด้กถูนำ มาจารึกรึลงและบรรจุไจุว้ใว้นพระ เจดีย์ดีใย์นฐานะองค์แค์ทนแห่งห่พระพุทพุธศาสนา[1]พระคาถาของท่าท่นมีดัมีงดันี้ เยธมฺมมฺา เหตุปฺตุปปฺภวา เตสํเหตุตถาคโต เตสญฺจญฺโยนิโนิรโธ จ เอวํ วาทีมหาสมโณ "ธรรมเหล่าล่ ใด เกิดกิแต่เต่หตุ พระตถาคต กล่าล่วเหตุแตุห่งห่ธรรมเหล่าล่นั้นนั้และความดับดัของธรรมเหล่าล่นั้นนั้ พระมหาสมณะมีวมีาทะอย่าย่งนี้"นี้ ความสำสำสำสำคัคั คั ญ คั ญในพระพุพุ พุ ท พุ ทธศาสนา 8


1.มีคมี วามอ่ออ่ นน้อน้ มถ่อถ่ มตน พระอัสอั สชิเชิป็นป็ เถระที่มีที่ ค มี วามอ่ออ่นน้อน้ มถ่อถ่มตนเป็นป็ อย่าย่งยิ่งยิ่ จะเห็นห็ ได้ จากการแสดงออกเมื่อมื่ ท่าท่นพบกับกั อุปอุ ติสติ สมาณพ ( ต่อต่มาคือคื พระสารีบุรี ต บุ ร) ขณะท่าท่นบิณบิ ฑบาตอยู่ ในเมือมื งราชคฤห์ อุปอุ ติสติ สะเห็นห็ ท่าท่นแล้วล้ เกิดกิ ความเลื่อลื่ มใสในบุคบุ ลิกลิ อันอั สงบของท่าท่น คิดคิ ว่าว่ท่าท่นผู้นี้ผู้ นี้ คงได้บด้ รรลุธลุ รรมขั้นขั้ ใดขั้นขั้ หนึ่งนึ่ แน่ จึงจึ ไปถามว่าว่ “ ใบหน้าน้ ท่าท่นผ่อผ่งใส ท่าท่นบวชอุทิอุ ศ ทิ ใคร ใครเป็นป็ ศาสดาของท่าท่น”ทั้งทั้ที่พที่ระอัสอัสชิไชิ ด้เด้ป็นป็ พระอรหันหั ต์ เข้าข้ใจหลักลั คำ สอนของพระพุทธองค์ถ่ค์ อถ่งแท้แท้ ล้วล้ ท่าท่นก็ยัก็ งยั พูด กับกั อุปอุ ติสติ สะด้วด้ ยความอ่ออ่นน้อน้ มถ่อถ่มตนว่าว่ “ อาตมามาสู่พสู่ ระธรรมวินัวิ ย นั นี้ไนี้ ม่นม่านยังยั เป็นป็ พระนวกะ อยู่ ไม่สม่ามารถแสดงธรรมแก่ท่ก่าท่นโดยพิสพิ ดารได้”ด้ อุปอุ ติสติ สะกล่าล่วว่าว่ถ้าถ้ เช่นช่นั้นนั้ ขอให้ท่ห้ าท่นแสดงแต่โต่ดยย่อย่เถิดถิ พระอัสอั สชิจึชิ ง จึ ได้กด้ ล่าล่วคาถาอันอัแสดง ถึงถึ แก่นก่ของพระอริยริ สัจสั สี่ปสี่ ระการ (ดังดั กล่าล่วข้าข้ งต้นต้ ) ให้อุห้ ปอุ ติสติ สะฟังฟั เป็นป็ เหตุใตุ ห้อุห้ ปอุ ติสติ สะเกิดกิ ความ เลื่อลื่ มใสในพระพุทะศาสนา และได้พด้ าสหายชื่อชื่ โกลิตลิ ะ ( ต่อต่มาคือคื พระโมคคัลคั ลานะ) มาบวชเป็นป็ สาวกของพระพุทธเจ้าจ้ในเวลาต่อต่มาการแสดงออกของพระอัสอัสชิคชิรั้งรั้ นี้ เป็นป็ เครื่อรื่ งชี้ว่ชี้ าว่ท่าท่นเป็นป็ ผู้อ่ผู้ ออ่นน้อน้ มถ่อถ่มตนเป็นป็ อย่าย่งยิ่งยิ่ ไม่ คิดคิ ว่าว่ตนเป็นป็ คนเก่งก่เป็นป็ ผู้รู้ผู้เรู้จนจบพระพุทธศาสนา ทั้งทั้ ๆที่เที่ ป็นป็ ความจริงริ คุณคุ ธรรมข้อข้ นี้จึนี้ ง จึ เป็นป็ สิ่งสิ่ ที่ ควรเอาเป็นป็ แบบอย่าย่งอย่าย่งยิ่งยิ่ คุคุคุณคุธรรมที่ที่ที่ ค ที่ ควรถืถืถื อ ถื อเป็ป็ป็ น ป็ นแบบอย่ย่ย่าย่ง 2.เป็นป็ ครูที่รู ดี ที่ ดี ครูทำรู ทำหน้าน้ ที่ 2 ประการ คือ ถ่าถ่ยทอดศิลศิ ปวิทวิ ยา และเป็นป็ แบบอย่าย่งแห่งห่ความ ประพฤติพระอัสอั สชิท่ชิ าท่นเป็นป็ ครูขรู องพระสารีบุรี ต บุ ร ตั้งตั้ แต่คต่รั้งรั้ ยังยั เป็นป็ อุปอุ ติสติ สมาณพ ท่าท่นมีคมี วาม สามารถในการถ่าถ่ยทอดหลักลั คำ สอนของพระพุทธศาสนาที่กที่ ว้าว้ งขวางลึกลึ ซึ้งซึ้ โดยการสรุปรุ ลงใน หลักลั ของเหตุแตุ ละผลอย่าย่งกระทัดทั ลัดลั ที่สุที่ ด สุ ทำ ให้อุห้ ปอุ ติสติ สะได้ดด้ วงตาเห็นห็ ธรรม ในด้าด้ นความประพฤตินั้ติ น นั้ ท่าท่นเป็นป็ พระเถระที่มีที่ ค มี วามสงบสำ รวม มีบุมี ค บุ ลิกลิ สง่าง่งาม สมบูรบู ณ์ ด้วด้ ยศีลศี าจารวัตวั ร น่าน่เลื่อลื่ มใสยิ่งยิ่ จึงจึ ดึงดึ ดูดดู ให้พห้ ระอุปอุ ติสติ สมาณพเกิดกิ ความประทับทั ใจทันทั ทีที่ที พ ที่ บเห็นห็ ยิ่งยิ่ เมื่อมื่ ได้มด้ าเป็นป็ ศิษศิ ย์ขย์ องท่าท่นแล้วล้ ก็ยิ่ก็ ง ยิ่ เห็นห็ ความบริสุริ ท สุ ธิ์ดีธิ์ ง ดี ามของครูตรู นได้อด้ ย่าย่งดี ถึงถึ กับกั หันหั ศีรศี ษะไปยังยั ทิศทิ ที่ท่ที่ าท่นอัสอั สชิอชิ ยู่ก่ยู่ อก่นนอนทุกทุ คืนคื 9


3.เป็นป็ผู้มั่ผู้ นมั่คงในหลักลัการของะระพุทธศาสนา ในบรรดาพระปัญปัจวัควัคีย์คีนย์อกจากพระอัญอัญาโกณฑัญฑัญะผู้ เป็นป็หัวหัหน้าน้แล้วล้พระอัสอัสชิไชิด้รัด้บรัการยกย่อย่งจากประชาชนว่าว่เป็นป็พระผู้ใผู้หญ่ที่ญ่มี ที่ ชื่มีอ ชื่ เสียสีงเป็นป็ที่ย ที่ อมรับรัรูปรูหนึ่ง นึ่ ที่มั่ ที่ นมั่คงในหลักลัการของพระพุทธศาสนาท่าท่นไม่ชม่อบเทศนาโดยพิศพิดาร มักมัจะกล่าล่วแสดงโดยสังสัเขป แต่ไต่ด้ใด้จ ความครอบครุมรุหลักลัพระพุทธศาสนาทั้งทั้หมด ดังดันั้นนั้เมื่อ มื่ สัจสัจนิคนิรนถ์ ศิษศิย์เย์อกของนิคนิรนถ์นถ์าฏบุตบุร (มหาวีรวีะ แห่งห่ศาสนาเชน) ประสงค์จค์ะโต้วต้าทะกับกัพระพุทธเจ้าจ้ ได้มด้า "หยั่งยั่เชิงชิ " ดูว่ดูาว่สาวกของพระพุทธเจ้าจ้จะรอบรู้ลัรู้ กลั ธรรมหมดทุกทุรูปรูหรือรื ไม่ มีเมีรื่อ รื่ งอะไรบ้าบ้งที่ส ที่ าวกของพระพุทธเจ้าจ้ไม่สม่ามารถอธิบธิายให้แห้จ๋มจ๋แจ้งจ้ได้ พระอัสอัสชิ ได้ยด้กแก่นก่แห่งห่อนัตนัตลักลัขณสูตสูร คือคือนิจนิจังจัทุกทุขังขัอนัตนัตา แสดงให้สัห้จสัจนิคนิรนถ์ฟัถ์งฟั โดยสังสัเขป เป็นป็การแสดง ถึงถึจุดจุยืนยืที่มั่ ที่ นมั่คง เป็นป็ตัวตัแทนของการประกาศพระธรรมวินัวิยนัที่ถู ที่ กถูต้อต้งโดยอรรถ (เนื้อ นื้ ความ) และโดย พยัญยัชนะ เป็นป็กำ ลังลัสำ คัญคั ในการเผยแผ่พผ่ระพุทธศาสนา คุคุ คุ ณ คุ ณธรรมที่ที่ ที่ ค ที่ ควรถืถื ถื อ ถื อเป็ป็ป็ น ป็ นแบบอย่ย่ ย่ า ย่ าง 4.เป็นป็ผู้น่ผู้ าน่เลื่อ ลื่ มใส พระอัสอัสชิไชิด้เด้ป็นป็กำ ลังลั ในการเผยแผ่ศผ่าสนาตามพระดำ รัสรัของพระพุทธเจ้าจ้ 5.เป็นป็ผู้มีผู้ คมีวามสำ รวมและรู้จัรู้ กจั ประมาณตน กิริกิยริามารยาทของท่าท่นจึงจึอยู่ใยู่ นอาการสำ รวมเสมอ 1.เป็นป็พระเถระผู้ใผู้หญ่รุ่ญ่นรุ่ แรกของพระพุทธเจ้าจ้ช่วช่ยประกาศพระศาสนา 2.สามารถแสดงธรรมให้อุห้ ปอุติสติสะเกิดกิความรู้แรู้จ้งจ้จนสามารถไปกล่าล่วธรรมนั้นนั้ ให้โห้กลิตลิะที่เ ที่ ป็นป็เพื่อ พื่ นรู้แรู้จ้งจ้จน บรรลุโลุสดาปัตปัติผติลได้ 3.เป็นป็พระเถระที่ทำ ที่ ทำให้เห้กิดกิ “ พระสารีบุรีตบุร” และ“ พระโมคคัลคัลานะ” (กรมวิชวิาการกระทรวงศึกศึษาธิกธิาร, 2544: 128) สรุรุ รุ ป รุ ปผลงานสำสำสำสำคัคั คั ญ คั ญ 10


จัดทำ โดย นางสาวจีจีร จี ร จี าพั พัชร อยู่ยู่วั ยู่ วั ยู่ วั ง วั ง ม.5/1 เลขที่ ที่15


Thank you


Click to View FlipBook Version