เสนอ ผู้ช่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเ ย์ อี่ยม รายงานการศึกษาค้นค ค้ ว้า ว้ นี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาวิ เทคโนโลยีสารสนเทศเยีพื่อการศึกษาค้นค ค้ ว้า ร ว้ หัส GE 4005หั ภาคเรียนที่ 1/2566 สาขาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร มหาวิทยาวิลัยมหามลักุฏราช กุวิทยาวิลัย ลัวิทยาเขตวิล้านนา ล้ จัดจัทำ โดย นางสาวกรกมล บุตรดวงติ๊บ 6410540131072 พิธีกรรม ของภาคเหนือ Rite the north
รายงาน เรื่อง พิธีกรรมภาคเหนือ โดย นางสาวกรกมล บุตรดวงติ๊บ เสนอ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยม รายงานนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า GE๔๐๐๕ หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาไทย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖
คำนำ รายงานเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาค้นคว้า GE๔๐๐๕ เพื่อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเรื่องราวของศาสนา พิธีกรรม วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นสิ่งที่มีควบคู่ มากับสังคมไทย และสิ่งเหล่านี้ถือเป็นมรดกที่สำคัญของภาคเหนือ ซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ ความภาคภูมิใจ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนในท้องถิ่นที่จะต้องร่วมกันอนุรักษ์ ฟื้นฟู เผยแพร่ สืบสานสิ่งเหล่านี้สืบไป ขอบพระคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์ สาโรช สอาดเอี่ยมที่คอยให้คำปรึกษาในการทำรายงานครั้งนี้นางสาว กรกมล บุตรดวงติ๊บหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดทำเอกสารฉบับนี้จะมีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจศึกษา พิธีกรรมภาคเหนือเป็นอย่างดีและยังส่งเสริม อนุรักษ์ และสืบสานสิ่งเหล่านี้ไม่ให้สูญหาย ดังนั้นจึงได้จัดทำ รายงานฉบับนี้ขึ้นเพื่อเผยแพร่เกี่ยวกับพิธีกรรมภาคเหนือให้เด็กและเยาวชน ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญ อันจะเป็นส่วนที่จะช่วยสืบสานให้คงอยู่คู่ท้องถิ่นอย่างยั่งยืน นางสาวกรกมล บุตรดวงติ๊บ
สารบัญ เรื่อง หน้า พิธีกรรมสืบชะตา……………………………………………………………………………………………………..๑ พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ย่า…………………………………………………………………………………………………..๓ พิธีกรรมบูชาเทียน……………………………………………………………………………………………………๕ พิธีกรรมถอนตีนเสาเฮือน………………………………………………………………………………………….๗ พิธีกรรมขันครู…………………………………………………………………………………………………………๘ พิธีกรรมฮ้องขวัญคนป่วย…………………………………………………………………………………………๑๐ พิธีกรรมจัดงานศพชาวไทยทรงดำ…………………………………………………………………………….๑๒ พิธีกรรมปูจาต้าวตั้งสี่………………………………………………………………………………………………๑๔ บรรณานุกรม…………………………………………………………………………………………………………๑๖
๑ พิธีกรรมสืบชะตา ๑. ความเป็นมา ตำนานที่มาของความเชื่อเรื่องการสืบชะตา ปรากฏในคัมภีร์สืบชะตาที่กล่าวถึง พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า และมีสามเณรองค์หนึ่งชื่อ ติสสะ อายุ ๗ ปี มาบวชเรียนกับท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรว่าจะมีอายุได้อีก ๗ วันเท่านั้น ตามตำราหมอดูและตำราดู ลักษณะ ท่านจึงเรียกสามเณรมาบอกความจริง และให้กลับไปร่ำลาพ่อแม่และญาติ สามเณรเศร้าโศกเสียใจ มากและเดินทางกลับบ้านด้วยดวงหน้าที่หม่นหมอง ระหว่างทางไปพบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำที่กำลังแห้งเขิน และได้โปรดสัตว์คือปลาเหล่านั้นให้พ้นจาก ความตาย โดยช้อนปลาทั้งหมดไปไว้ในบาตรของตนและนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางพบเก้งถูกแร้ว ของนายพราน สามเณรก็ปล่อยเก้งอีก เมื่อเดินทางถึงบ้านจึงบอกเรื่องที่ตนจะตายแก่พ่อแม่ ทุกคนต่างสงสาร สามเณรยิ่งนัก และได้เพียงแต่คอยเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ แต่จนล่วงกำหนดไป ๗ วัน สามเณรก็ยังไม่ตาย และกลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น ญาติจึงพ่อให้สามเณรกลับไปหาพระสารีบุตร ซึ่งท่านประหลาดใจถึงกับจะ เผาตำราทิ้ง สามเณรจึงกราบเรียบเรื่องการโปรดสัตว์ทั้งปลาและเก้ง การกระทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์เหล่านั้นจึง เป็นบุญกรรมที่เป็นพลังให้พ้นจากความตายได้ด้วยตำนานนี้เองทำให้คนล้านนาจึงนิยมการสืบชะตา สืบชะตา หรือสืบชาตา เป็นพิธีกรรมที่ชาวล้านนานิยมทำในโอกาสต่าง ๆ เพื่อต่อดวงชะตาหรือต่อ อายุให้ยืนยาว มุ่งหวังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเจริญรุ่งเรือง และเพื่อความเป็นสิริ มงคล พิธีสืบชะตาเป็นพิธีใหญ่ที่ต้องอาศัยคนและเครื่องประกอบพิธีจำนวนมากพิธีหนึ่ง ชาวบ้านอาจทำพิธีนี้ โดยเฉพาะหรือจัดร่วมกับพิธีอื่น ๆ ก็ได้ และอาจจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาให้แก่คนทั้งฆราวาสหรือภิกษุ หรือหมู่บ้าน เมือง แม้กระทั่งยุ้งข้าวหรือเหมืองฝายก็ได้ แต่ต้องจัดขึ้นเพื่อสืบชะตาสิ่งหนึ่งสิ่งใดเพียงอย่างเดียว การสืบชะตา แต่ละสิ่งอาจมีพิธีกรรมที่แตกต่างกันออกไปบ้าง ซึ่งประเพณีการสืบชะตาแสดงให้เห็นถึงการผสมผสานกัน ระหว่างความเชื่อในศาสนาพุทธ ฮินดู หรือพราหมณ์ และเรื่องผีสางเทวดา ประเพณีสืบชะตาไม่เพียงปรากฏ แพร่หลายในภาคเหนือของไทยเท่านั้น แต่ยังพบได้ในสังคมของคนไทยใหญ่ ยอง และเขิน บริเวณรัฐฉานของ พม่า รวมถึงกลุ่มชาติพันธุ์ละว้าในตอนเหนือของไทยด้วย๑ ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม การสืบชะตา หรือการต่ออายุ จะจัดขึ้นแล้วแต่โอกาสและความพร้อมของผู้ที่จัด หรือจัดขึ้นในช่วง หลังวันสงกรานต์ ๑ มณี พยอมยงค์, (๒๕๔๓), ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย, (เชียงใหม่: เอกสารวิชาการชุดล้านนาคดีศึกษา ลำดับที่ ๓ โครงการศูนย์ส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/47WUa
๒ ๓. รูปแบบพิธีกรรม เครื่องพิธีสืบชะตา ได้แก่ กระบอกน้ำ ๑๐๘ หรือเท่าอายุ กระบอกทราย ๑๐๘ หรือเท่าอายุ ลวดเงิน ลวดทองอย่างละ ๔ เส้น หมากพลูผูกติดเส้นด้ายในลวดเงินลวดทอง ๑๐๘ ช่อ (ธงเล็ก) ๑๐๘ หม้อเงินหม้อ ทองอย่างละ ๑ ใบ (ใหม่) ด้ายสายสิญจน์ล้อมรอบผู้สืบชะตา ๑ กลุ่ม ปลาสำหรับปล่อยจำนวนเท่าอายุผู้สืบ ชะตา นก หรือปู หรือหอย พานบายศรีนมแมว ๑ สำรับ บันไดชะตา ๑ อัน ไม้ค้ำ ๑ อัน ขัวไต่ ๑ อัน ฝ้ายค่าคิง จุดน้ำมัน ๑ สาย กล้ามะพร้าว ๑ ต้น กล้วยดิบ ๑ เครือ เสื่อ ๑ ผืน หมอน ๑ ใบ ธงค่าคิง ๑ ผืน เทียนเล่มบาท ๑ เล่ม มะพร้าว ๑ ทะลาย บาตรน้ำมนต์ ๑ ลูก อย่างละ ๑ พิธีกรรมมีดังนี้ ๑. เมื่อเตรียมเครื่องพิธีสืบชะตาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปู่อาจารย์จะทำพิธีขึ้นท้าวทั้งสี่ ๒. เจ้าภาพนิมนต์พระสงฆ์ ๙ รูป เป็นผู้ทำพิธี มีคำสวด โดยเฉพาะชินเบงชร, (ชินบัญชร) สวด สืบชะตา, มงคลจักรวาลน้อย เป็นต้น ขณะที่พระสงฆ์สวดนั้นผู้สืบชะตาจะเข้าไปนั่งประนมมือในซุ้มเครื่องสืบ ชะตา ซึ่งตั้งไว้หน้าพระสงฆ์ ๓. ผู้สืบชะตาจะจุดเทียนชัย ด้ายค่าคิงและเทียนสืบชะตา ๔. หลังจากพระสวดจบแล้ว เจ้าภาพจะจัดให้มีเทศน์ ๑ กัณฑ์ ๕. หลังจากเทศน์จบ จะมีการผูกมือให้ผู้สืบชะตา พระสงฆ์ประพรมน้ำมนต์และเจ้าภาพถวาย อาหารและไทยทานแด่พระสงฆ์ เป็นเสร็จพิธี ๔. ความสำคัญ การสืบชะตา หรือสืบชาตา หรือการต่ออายุ หมายถึงพิธีกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อต้องการให้เป็นมงคล มี ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ปราศจากโรคภัยทั้งหลาย ทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองสืบไป ซึ่งเป็นพิธีกรรมที่เป็นมงคล อย่างหนึ่งที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำในโอกาสต่าง ๆ เช่น เนื่องในวันเกิด วันได้รับยศศักดิ์ ตำแหน่ง วันขึ้นบ้าน ใหม่ เป็นต้น และในกรณีเจ็บป่วยถูกทายทักว่า ชะตาไม่ดี ชะตาขาด ควรจะทำพิธีสะเดาะเคราะห์และสืบชะตา ต่ออายุ จะทำให้คลาดแคล้วจากโรคภัย และอยู่ด้วยความสวัสดีสืบไป๒ ๕. รูปภาพประกอบ ๒พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๓ พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ย่า ๑. ความเป็นมา การเลี้ยงผี เป็นการการจัดอาหารคาวหวานไปเซ่นสังเวย ดวงวิญญาณผู้ตาย ณ หิ้งผีปู่ย่าหรือหอผี ชาวล้านนาถือว่า เมื่อปู่ ย่า ตา ยาย ตายไปวิญญาณจะวนเวียนมารักษาลูกหลาน ดังนั้นภายในบ้านของชาว ล้านนา จึงจัดทำ"หิ้งผีปู่ย่า" ไว้ทุกบ้าน โดยจัดตั้งไว้ที่สูง นิยมจัดตั้งไว้บนหัวนอนของบ้าน สูงจากพื้นกระดาน ราว ๒ เมตร หิ้งผีปู่ย่านี้ถือว่าเป็นของสูง เด็ก ๆจะไปเล่นไม่ได้ ผู้อาวุโส หรือพ่อแม่เท่านั้นที่จะเกี่ยวข้องกับ หิ้งปู่ย่าได้ นอกจากนี้ชาวชนบทล้านนาบางแห่ง เชื่อว่า ปู่ย่าตายายที่ตายไปแล้วหลายคนและ เป็นญาติพี่น้อง สายเลือดเดียวกัน น่าจะอยู่ร่วมกันได้ จึงคิดสร้าง "หอผี" ขึ้น เพื่อให้ผีอยู่ร่วมกัน ๓ ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม จัดขึ้นในช่วงเดือน ๙ (เดือนมิถุนายน) ของทุกปี ๓. รูปแบบพิธีกรรม การเลี้ยงผี มี ๒ อย่างคือ ๑. เลี้ยงผีปู่ย่า ทำใน "วันพญาวัน" (วันสงกรานต์) หรือวันปีใหม่ ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกปี ๒. เลี้ยงผีหอ นิยมทำกัน ระหว่างเดือนสี่ เดือนหก เดือนเจ็ด ขั้นตอนการเลี้ยงผี ๑. ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี ๒. บอกกล่าวให้พี่น้องทราบเรื่องการเลี้ยงผี ๓. ร่วมกันจัดอาหารเครื่องเซ่นสังเวยผี ๔. พิธีเลี้ยงผี ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ๔.๑ เลี้ยงผีปู่ย่า เจ้าของบ้าน (อาวุโส) นำสิ่งของขึ้นสังเวยหิ้ง แล้วกล่าวคำสังเวยผี ๔.๒ เลี้ยงหอผีเหล่าญาติชุมนุมกัน ณ หอผี นำเครื่องดนตรีพื้นบ้าน คือ ปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอซึง บรรเลง เพลงขับกล่อมและร้องเพลงค่าว จ๊อย ซอ ด้วยกัน ผู้อาวุโส หรือ พ่ออาจารย์กล่าวคำเชิญ ผีปู่ย่า (บางแห่งเรียกว่าผู้กล่าวหา "เจ้าด้าม" หรือ "พ่อเจ้าด้าม")ทุกคนที่มาร่วมงานจะเงียบสงบ คอยจ้องมองหอผีรอ คอยดูว่า เมื่อใดผีปู่ย่าจะมารับของสังเวย มีข้อสังเกตว่า ถ้ามีผีปู่ย่า มารับเครื่องเซ่นสังเวย ให้ดูเปลวเทียนที่ เคลื่อนที่ไหวขึ้นลง หรือแมลงที่ไต่ตอมเครื่องเซ่นสังเวย ๓ จริยา ทิพย์หทัย, (๒๕๕๙).,ประเพณีการเลี้ยงผีปู่ย่า, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://oer.learn.in.th/search
๔ ๔. ความสำคัญ การเลี้ยงผีเป็นสิ่งสำคัญที่ผูกพันกับการดำเนินชีวิตเป็นอย่างยิ่ง โดยเชื่อว่าการเลี้ยงผีจะทำให้ ครอบครัวอยู่อย่างเป็นสุข๔ ข้อห้าม ตามความเชื่อของผีปู่ย่าเฉพาะฝ่ายผู้หญิง ผีปู่ย่าได้วางไว้ดังนี้ ถ้าผู้ชายล่วงเกินจับมือถือแขน ไม่ว่าในที่ลับหรือที่แจ้ง ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ จะต้อง “เสียผี” ห้ามหวีผมในเวลากลางคืนและห้ามส่องกระจกดู หน้าในเวลากลางคืน และห้ามชายหนึ่งชายใด ที่มิใช่วงศ์ญาติถือผีเดียวกันเข้าไปเกินธรณีประตูห้องนอน (พื้นที่ บริเวณห้องนอน นับจากปากประตูทางเข้าห้องนอน) ถ้าเข้าไปถือว่าผิดผี กรณีของคู่รักที่ทะเลาะวิวาทและหย่า ร้างกันไป ถ้ากลับมาคืนดีกันใหม่ จะต้องใส่ผีอีกครั้ง ในวงศ์ญาติเดียวกันถ้าทะเลาะวิวาทกันก็ถือได้ว่าเป็นการ ผิดผี ผู้หญิงถ้ามีชายอื่นใดมาทำให้ท้องถือเป็นการผิดผีเหมือนกัน แม้จะหาตัวชายผู้กระทำต่อผู้หญิงไม่ได้ คน ท้องจะต้องเป็นคนเสียผีเอง หรือทางเหนือเรียกว่าการ “ใส่ผี” ปัจจุบันการเลี้ยงผีปู่ย่า ไม่ได้นับถือกันทุกคน หรือทุกครอบครัว จะเหลือเพียงไม่มากตามยุคสมัยที่ เปลี่ยนไป การทำประเพณีการเลี้ยงผีปู่ย่า ก็จะลดน้อยหายไปตามกาลเวลา ๕. รูปภาพประกอบ ๔ พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๕ พิธีกรรมบูชาเทียน ๑. ความเป็นมา สมัยก่อนตามวัดวาอาราม ก็มักจะมีเทียนลงอักขระไว้ให้บูชากันแทบทุกวัด หรือสำนักอาจารย์ที่มี ชื่อเสียงต่าง ๆ ก็จะมีเทียนบูชาตามตำรับของแต่ละท่านเช่น พ่ออาจารย์หนานชุม ศรีปริญญาศิลป์ บิดาของ อาจารย์การะเกต์ ศรีปริญญาศิลป์ ก็เป็นอีกท่านหนึ่งที่ตลอดชีวิตของท่านได้จัดทำเทียนบูชามานับหมื่นๆ เล่ม ทั้งนี้ เพราะในหมู่บ้านที่ท่านอยู่ และตำบล-อำเภอใกล้เคียง จะมีผู้เข้ามาขอบูชาเทียนจากท่านอยู่เสมอมา โดยจะเรียนกว่าเทียนธูปอ่านว่า“เตียนทุบ”เทียนธูป ในความหมายแบบล้านนายุคก่อนหมายถึงธูป ซึ่ง ทำโดยใช้ไม้หอมหรือเปลือกไม้หอมหรือดอกไม้แห้ง มาป่นเป็นผง แล้วห่อด้วยกระดาษสีเดียวหรือคาดด้วย กระดาษสีอื่นวนโดยรอบจากส่วนโคนจนถึงปลาย ยาวประมาณ ๑ คืบ โตประมาณครึ่งเซนติเมตร ส่วนปลาย มักใช้กรรไกรตัดกระดาษหุ้มให้เป็นพู่ ใช้ในการประกอบพิธีต่าง ๆ รวมไปถึงการจุดบูชาพระด้วย ต่อมา ภายหลังนิยมใช้ธูปจีนในการจุดบูชาพระ ทำให้เทียนธูปหรือธูปที่ทำด้วยเปลือกไม้หอมป่นหรือห่อด้วยกระดาษ เหลือบทบาทเพียงส่วนหนึ่งของเครื่องบูชาในเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น ในการปรากฎในชุดเครื่องบูชาที่กล่าว เป็นภาษาโวหารปนภาษาบาลีแล้ว มักจะว่า “ธูปปุปฺผาลาชา ดวงดอก เข้าตอกดอกไม้แลลำเทียน” คือ ธูป ดอกไม้ ข้าวตอก และเทียน พบว่ามีการเรียกชื่อว่า เทียนหางหนู ธุปลม และธูปรม อีกด้วย ส่วนธูปอย่างธูปจีน ที่ใช้ผงดอกไม้ หอมคลึงติดกับก้านไม้นั้น ทางล้านนายุคก่อนเรียก เทียนแส้อ่านว่า “เตียนแส้”ส่วนเทียนอังกอรอ่านว่า “เตียนจั๋งก๋อน” เทียน จังกอร คือเทียนขี้ผึ้งมีไส้ทำด้วยด้ายแบบท้องถิ่น ตัวเทียนมีขนาดยาวประมาณ ๑ คืบ เล็กประมาณครึ่ง เซนติเมตร จำนวน ๑๒ แท่ง ใช้จุดเมื่อหามศพไปถึงป่าช้าแล้ว โดยจุดบริเวณหัวไม้คานหามศพรอบด้าน เมื่อจุด เทียนครบทุกแท่งแล้วจึงวางผ้าบังสุกุลและนิมนต์พระสงฆ์พิจารณาผ้าบังสุกุลนั้นแล้วจึงอุทิศส่วนกุศลให้แก่ ผู้ตายก่อนที่จะประชุมเพลิง ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม การบูชาเทียนสามารถทำได้ตลอดปี ๓. รูปแบบพิธีกรรม ผู้ที่จะทำหน้าที่ในการทำพิธีบูชาเทียนส่วนใหญ่จะเป็นพระหรือผู้ที่สูงอายุที่บวชเรียนแล้วและมีความรู้ ในเรื่องนี้ โดยมีพิธีกรรมดังนี้ ๑. เขียนคาถา ชื่อ วัน เดือน ปี เกิด ของผู้ที่ประสบเคราะห์กรรมลงในกระดาษสา ๒. นำด้ายสายสิญจน์ วัดให้ได้ ๑ วา (ของผู้ทำพิธี) ทบกันไปมาให้เท่ากับ จำนวนอายุของผู้ที่สะเดาะเคราะห์ ๓. เตรียมไม้ไผ่เหลายาว ๑ วา เสี้ยมปลายให้เรียวแหลมเล็กน้อย ๔. นำกระดาษสาที่เตรียมไว้ พันให้รอบไม้ไผ่แล้วนำด้ายสายสิญจน์พันวนมัดให้แน่นจนหมดด้ายสายสิญจน์ที่ เตรียมไว้
๖ ๕. นำขี้ผึ้งน้ำหนัก ๑๐ บาทผึ่งแดดให้อ่อนปั้นเป็นรูปกลม เป็นแท่งยาวพันรอบข้อ ๔ ทำเป็นเทียน ๒ เล่ม เล่ม แรก สะเดาะเคราะห์ เล่มที่ ๒ ต่อชะตาอายุ ๖. เมื่อทำเทียนเรียบร้อยแล้วจะนำดอกไม้ขาวที่ไม่มีหนามเท่ากับจำนวนอายุธูปเท่ากับจำนวนอายุ ผู้ประกอบ พิธีจุดเทียน กล่าวบริกรรม เอ่ยชื่อที่อยู่ของ ผู้ที่ต้องสะเดาะเคราะห์ต่อหน้าพระพุทธรูป ๗. ผู้ประกอบพิธีจะเฝ้าดูเทียนว่าเปลวไฟที่ลุกขึ้นดี หรือไม่ อาจจะมีการลุกของเปลวไฟที่โชติช่วง(แสดงว่าโชค ดี) ถ้าเปลวไฟแตกดังเปรี๊ยะๆเคราะห์ยังมี อยู่ถ้าประกายไฟริบหรี่หรือดับ หมายถึงเคราะห์ร้ายมากอาจถึงชีวิต ๔. ความสำคัญ การบูชาเทียนจะทำเมื่อมีเคราะห์เช่น ประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย ฝันไม่ดี อายุครบเบญจเพส ไม่สบาย ใจ มีเรื่องพิพาทต้องขึ้นศาล เจ็บป่วย ครบวาระเทศกาล ตรุษปีใหม่ถูกทำนายทายทัก พิธีสะเดาะเคราะห์ สถานเบา คือทำเทียนสะเดาะเคราะห์และต่ออายุ ๒ เล่ม๕ ๕. รูปภาพประกอบ ๕พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๗ พิธีกรรมถอนตีนเสาเฮือน ๑. ความเป็นมา สมัยก่อนเชื่อว่าถ้าการถอนตีนเสาบ้านนั้นจะทำก่อนที่จะมีการรื้อบ้านเก่า เป็นการนำสิ่งที่คาดว่าเป็น สิ่งอัปมงคลออกจากบ้านไป เพื่อเตรียมการที่จะลงบ้านใหม่ต่อไป พิธีนี้จะทำทุกครั้งที่จะมีการรื้อถอนบ้านเรือน เพื่อให้เจ้าบ้านอยู่เย็นเป็นสุขตลอดไป ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม ช่วงเวลารื้อเสาเรือนก่อนจะรื้อถอนบ้าน ๓. รูปแบบพิธีกรรม ๑. เจ้าของบ้านจะต้องเตรียมขันตั้งถอน สำหรับเป็นเครื่องบูชาครูผู้ประกอบพิธี อันได้แก่ เบี้ย หมาก ข้าวเปลือก ข้าวสาร ผ้าขาว ผ้าแดง เงิน พร้อมดอกไม้ ธูป เทียน หมากพลู เมี่ยง บุหรี่ เทียนเล่มบาท เทียนเล่ม เฟื้อง แล้วนำมามอบให้กับครูผู้ทำพิธี ๒. จัดทำสะตวง ซึ่งทำด้วยกาบกล้วยเป็นรูปสี่เหลี่ยม ใส่เครื่องคาวหวาน ผลไม้ ข้าวสุก ช่อ (คำ แดงเหลือง ขาว) ปักมุมสะตวง และตุงเล็ก ๔ น้ำหยาด น้ำขมิ้นส้มป่อย จำนวน ๔ ชุด วางไว้ ๔ ทิศ (๔ เสาบ้าน) ๓. เมื่อถึงเวลาทำพิธี พระสงฆ์จะเป็นผู้ทำพิธีสวดถอน และขณะทำการให้ถากไม้ตีนเสาใส่สะตวงด้วยเมื่อเสร็จ พิธีให้นำเอาสะตวงนั้นไปทิ้งตามทิศที่วางสะตวง เป็นอันเสร็จพิธี ๔. ความสำคัญ การทำพิธีถอนตีนเสาเรือนนั้น ถือเป็นการถอนสิ่งอัปมงคล หรือสิ่งที่เลวร้ายที่คาดว่าจะมีออกจาก บริเวณนั้น๖ ๕. รูปภาพประกอบ ๖พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๘ พิธีกรรมขันครู ๑. ความเป็นมา คนในสมัยโบราณโดยเฉพาะคนล้านนาในอดีตจะมีการเรียนวิชาคาถาอาคมเกือบทุกคนโดยเฉพาะ ผู้ชาย แต่ก็ใช่ว่าผู้หญิงจะเรียนคาถาอาคมไม่ได้ ความเชื่อของชาวเหนือหรือชาวล้านนาเกี่ยวกับเรื่องขันตั้งหรือ ขันครูนั้นจะมีอยู่ในงานฝีมือและงานช่างทั้งหลายเป็นต้นว่า ช่างปี่ (นักดนตรีพื้นบ้านที่เป่าปี่ในการขับซอ) ช่าง ซอ (ผู้ขับร้องเพลงพื้นบ้านล้านนา) ช่างแต้ม (ช่างวาดเขียน) ช่างต้อง(ช่างแกะสลัก) ช่างฟ้อน ช่างไม้ ช่าง ก่อสร้าง(สล่าแป๋งบ้าน) นักมวย นักดนตรี ฯลฯ กล่าวคือ วิชาชีพหรือวิชาฝีมือเหล่านี้ต้องมีครูเป็นผู้ประสิทธิ ประสาทวิชาให้ วิชาชีพบางอย่างแม้ว่าไม่ได้มีครูสอนหรือถ่ายทอดให้โดยตรง แต่เมื่อจะประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ก็จะต้องขวนขวายหาครูหรือมีครูเข้าไว้ก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า "ศิษย์มีครู" และก่อนที่จะลงมือประกอบอาชีพ หรือกิจกรรมนั้น ๆ ก็ควรที่จะต้องระลึกนึกถึงพระคุณของครูและอาราธนาอัญเชิญเอาครูบาอาจารย์มาช่วย คุ้มครองปกปักษ์รักษาให้ปลอดภัยในการทำกิจการงานนั้น ๆไม่มีอุปสรรค์ หรือประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม การยกขันตั้งสามารถทำได้ ๒ กรณี คือ การมอบตัวเป็นศิษย์ หรือที่เข้าใจในปัจจุบันว่าการยกครูหรือ ขึ้นครู และอีกกรณีหนึ่ง คือ การยกขันตั้งก่อนการทำกิจกรรม เช่น ก่อสร้าง บรรเลงดนตรี ๓. รูปแบบพิธีกรรม การยกขันตั้งหรือยกครูในกรณีมอบตัวเป็นศิษย์ เครื่องขันตั้ง คือ เครื่องบูชาครูบรรจุอยู่ในพาน หรือ ขัน ประกอบด้วย ธูป เทียน ดอกไม้ หมาก พลู ผ้าขาว ผ้าแดง เบี้ย ข้าวสาร สุรา กล้วย มะพร้าว เมื่อมีการขอ ยกครูจะมีน้ำส้มป่อย และที่ขาดไม่ได้คือเงินค่ากำนัล ศิษย์ใหม่นำเอาเครื่องสักการะไปที่บ้านครู หรือเอาเครื่องสักการะไปใส่ขันที่บ้าน หากจ้างครูมาสอน ดนตรีในหมู่บ้าน จะประกอบพิธีที่สถานที่เรียนดนตรี เช่น ที่ศาลาวัด หรือศาลาหมู่บ้าน โดยมีขั้นตอนดังนี้ ครู รับขันจากศิษย์ เรียกขั้นตอนนี้ว่าศิษย์เอาขันมา ยื่นโยง ให้ จากนั้นครูยกขันขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวโวหารหรือคำ พรรณนา ซึ่งเรียกว่า ฮ่ำฮิ ฮ่ำไฮ (ร่ำริร่ำไร) หรือขออัญเชิญครูบาอาจารย์ ขออนุญาตถ่ายทอดเพลงให้แก่ศิษย์ ขอพรจากครู ขอให้การสืบทอดครั้งนี้เป็นไปด้วยดี และขอให้ครูคุ้มครองปกปักรักษาอย่าให้มีอันตรายมากล้ำ กรายตามโวหารของแต่ละคนพร้อมกำกับด้วยคาถา จากนั้นครูเปิดขวดสุรารินใส่แก้ว เอาดอก ไม้จุ่มลงที่แก้ว ประพรมเครื่องดนตรี ปิดขวดสุราเก็บไว้กับขันตั้ง ซึ่งแขวนไว้กับสาแหรกหรือวางไว้บนหิ้ง บางรายเอาน้ำ ส้มป่อยในขันมาลูบหน้าและศีรษะแล้วจึงส่งให้ศิษย์ทำตาม หากศิษย์มีหลายคนก็อาจประพรมน้ำส้มป่อยให้ เป็นอันเสร็จพิธียกขันตั้งหรือขันครูหรือขึ้นครู จากนั้นจึงทำการต่อเพลงหรืออาจนัดหมายกันมาฝึกในโอกาส ต่อไป ๗ ๗ พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช), พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์ [วัดราชโอรสาราม :กรุงเทพฯ}, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/dlfkl
๙ ๔. ความสำคัญ ความเชื่อของชาวเหนือเกี่ยวกับขันตั้งหรือขันครูนั้น มีอยู่ในงานฝีมือ และงานช่างทั้งหลาย เป็นต้นว่า ช่างปี่ ช่างซอ (ขับซอ) ช่างแต้ม (วาดเขียน) ช่างต้อง (แกะสลัก) ช่างฟ้อน ช่างไม้ ก่อสร้าง (สล่าแปลงบ้าน) นัก ดนตรี (ช่างม่วน) นักมวย ฯลฯ กล่าวคือ วิชาชีพ หรือวิชาฝีมือเหล่านี้ต้องมีครูเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ และมีครูเป็นเจ้าของวิชานั้น ๆ อาจเป็นครูปัจจุบัน หรือครูที่ล่วงลับไปแล้ว วิชาชีพบางอย่างแม้ว่าไม่ได้มีครู สอนให้โดยตรง แต่เมื่อจะประกอบวิชาชีพนั้น ๆ ก็จะต้องขวนขวายหาครูหรือมีครูเข้าไว้ก่อน ดังคำกล่าวที่ว่า ศิษย์มีครู และก่อนจะลงมือปฏิบัติอาชีพนั้น ๆ ก็ควรที่จะระลึกถึงพระคุณของครู และอาราธนาอัญเชิญครูบา อาจารย์มาช่วยคุ้มครองให้ ปลอดภัยขณะทำงานหรือช่วยให้การทำงานนั้นสำเร็จลุล่วงประสบผลสำเร็จด้วย “ถ้ามีขันครูแล้วรักษาไม่ดีของก็เข้าตัวได้เช่นกัน ขันครูต้องตั้งไว้ที่สูงสุดของบ้านที่พักอาศัย ห้ามไว้ใน ที่ต่ำ หากจะโยกย้ายขันครูต้องห่อผ้าขาวก่อนทุกครั้งและถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ ห้ามย้ายขันครูเด็ดขาด”๘ ๕. รูปภาพประกอบ ๘ พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๑๐ พิธีกรรมฮ้องขวัญคนป่วย ๑. ความเป็นมา ตั้งแต่โบราณมา คนพื้นเมืองเมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งเจ็บไข้ได้ป่วย ผอมเหลืองไม่มีสีสัน วรรณะ กินไม่ได้นอน ไม่หลับเป็นเวลาหลายวัน หรือสะดุ้งตกใจกลัวเมื่อพบเห็นสิ่งที่หวาดเสียว น่ากลัว และประสบปัทวเหตุ สยดสยอง อาจทำให้ขวัญหนีดีฝ่อเหล่านี้ ญาติพี่น้องจะช่วยกันจัดแต่งขันตั้งเครื่องบายศรีเพื่อฮ้องขวัญให้กับ ผู้ประสบเหตุนั้น และเพื่อให้เป็นขวัญกำลังใจและเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ผู้ที่เจ็บไข้ได้ป่วยนั้น คนไทยในสังคมภาคเหนือสืบต่อความเชื่อเรื่องขวัญมาช้านาน ทั้งชาวไทยใหญ่ ไทยลื้อ ไทยเขิน และ ชาวไทยภาคเหนือตอนล่างมีความเชื่อว่า ขวัญเป็นสิ่งที่อยู่ในร่างกายทุกคนขวัญมีลักษณะเบา เคลื่อนไหวได้ ไม่ อาจเห็นเป็นรูปเป็นร่างได้ ขวัญแฝงอยู่ในคน สัตว์และสิ่งของ เมื่อใดที่ขวัญอ่อนลงหรือหย่อนจะทำให้สภาวะ ของร่างกายและจิตใจของเจ้าของขวัญจะรู้สึกเสียใจ ตกใจ ท้อใจ เมื่อเจ้าของขวัญมีขวัญดีจะรู้สึกสุขสบายใจ และกล้าหาญ มีพลังเต็มเปี่ยม ชาวล้านนาเรียก “ขวัญอยู่กับเนื้อกับตัว” นอกจากนี้ชาวล้านนามีคำเรียก ลักษณะขวัญที่อยู่กับเนื้อกับตัวว่า “รู้คิง” หมายถึงอาการของคนที่รู้เรื่อง รู้สึกตัว มีความรู้สึกเข้าใจทุกอย่าง ทุกขณะพูดและทำการใดก็รู้สติ ขวัญเป็นพลังแฝงในจิตใจเป็นนามธรรม ดูแลควบคุมกายจิตใจและวิญญาณให้ มีดุลยภาพ ขวัญของชาวล้านนาจัดแบ่งประเภทเหมือนกับคนไทยท้องถิ่นอื่น คือ มีขวัญคน ขวัญพืช ขวัญสัตว์ และขวัญสิ่งของ (บ้านเรือนและเครื่องใช้ในการเกษตร) ชาวล้านนามีพิธีกรรมโบราณ เรียกว่า “พิธีฮ้องขวัญ” หมายถึง พิธีเรียกขวัญให้กลับคืนสู่ร่างเดิม พิธีฮ้องขวัญเป็นการผสมผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับ ศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และความเชื่อในอำนาจเหนือธรรมชาติ พิธีฮ้องขวัญจะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการ เปลี่ยนแปลงหรือมีเหตุต้องจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกิดอุบัติเหตุ หรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือนบ้านเมือง พิธีกรรมฮ้องขวัญของชาวล้านนามักปฏิบัติร่วมกับพิธีกรรม สะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยจะมีปฏิบัติต่อเนื่องกัน โดยเริ่มจากการสะเดาะเคราะห์ การ สืบชะตาและการเรียกขวัญ๙ ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม ไม่มีระยะเวลาที่กำหนดตายตัว ขึ้นอยู่เมื่อมีผู้ใดผู้หนึ่งเจ็บป่วยญาติพี่น้องช่วยกันจัดทำให้ ๓. รูปแบบพิธีกรรม การทำพิธีฮ้องขวัญ ท่านให้ทำขันครู (ขั้นตั้ง) ให้พ่อหมอหรืออาจารย์ผู้ทำพิธีนั้นขั้นตั้งครูอาจารย์ ๑. สวยหมาก ๔ สวย ๒. พลู ๔ สวย ๓. สวยดอก ๔ สวย ๙ ขวัญชีวิตของคนไทย, กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข, พิมพ์ครั้งที่ ๒, หน้า ๑๗๔
๑๑ ๔. เทียนน้อย ๔ คู่ ๕. เทียนเล่มละ ๑ บาท ๒ คู่ ๖. ข้าวเปลือก ๑ ลิตร ๗. ข้าวสาร ๑ ลิตร ๘. เบี้ยพันสาม ๙. หมากพันสาม ๑๐. ผ้าขาว - ผ้าแดง ๑๑. เงิน ๓ บาท แต่งดาใส่ขันตั้งให้หมด (ดาหมายถึงเตรียม) บายศรีฮ้องขวัญ การฮ้องขวัญนั้นให้แต่งเครื่องข้าวขวัญ คือ ทำเครื่องขันบายศรีปักด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม หลายสีหลายอย่างเป็นพุ่มพวงงาม มีด้าย ๙ เส้น รอบเวียนบายศรีข้างในขันให้ใส่ข้าวปลาอาหารต่าง ๆ พร้อม ทั้งเครื่องคาว - หวาน เมื่อแต่งดาเสร็จเรียบร้อยแล้วก็ทำพิธีฮ้องขวัญ การฮ้องขวัญ ก่อนฮ้องขวัญต้องทำพิธีกล่าวทำ ปัดเคราะห์ ปัดภัยเสียก่อน โดยพ่อหมอหรืออาจารย์จะ กล่าวคำปัดเคราะห์ ปัดภัยเป็นภาษาพื้นเมือง เมื่อกล่าวคำปัดเคราะห์ ปัดภัยเสร็จหมดแล้วจะทำพิธีกล่าวคำ ฮ้องขวัญต่อไป พร้อมทั้งมีการมัดมือด้วยด้าย ๙ เส้น เริ่มจากข้อมือซ้ายก่อนแล้วมัดข้อมือขวา ในระหว่างที่มัด ข้อมือพ่อหมอหรืออาจารย์ก็จะกล่าวคำให้พรตลอด จนกว่าจะเสร็จ ๔. ความสำคัญ พิธีกรรมนี้ประกอบและปฏิบัติสืบทอดต่อ ๆ กันมาเป็นระยะเวลาช้านาน และทำขึ้นมาเพื่อทำให้เกิด ขวัญและกำลังใจแก่ผู้ป่วย ทำให้ผู้ป่วยหายจากการเจ็บไข้ได้ป่วยเร็วขึ้น๑๐ ๕. รูปภาพประกอบ ๑๐ พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๑๒ พิธีกรรมจัดงานศพชาวไทยทรงดำ ๑. ความเป็นมา เมื่อมีคนไทยโซ่งเสียชีวิตลง ญาติก็จะอาบน้ำศพ เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ เรียก เสื้อฮี่ เสื้อที่สวมให้คนตายไม่ เอาลายออก และญาติก็ต้องสวมเสื้อฮี่ไม่เอาลายออกด้วย เสร็จแล้วนำบรรจุโลงศพในงานพิธีศพร้องไห้ไปรำพัน ถึงความดีของผู้ตายต่าง ๆ นา ๆ จุดประสงค์เพื่อต้องการให้เทพยดา ทราบว่า ผู้ตายรายนี้เป็นคนดี มีเกียรติยศ คนในเมืองมนุษย์รักมาก ขอให้เทวดารับไปสู่สวรรค์ชาวไทยทรงดำถือว่าการตายเป็นเรื่องสำคัญมาก ญาติพี่ น้องผีเรือนเดียวกันจะหยุดทำงานทุกอย่างเพื่อเป็นการไว้ทุกข์ เมื่อมีการตาย เรียกว่า “กำบ้าน กำเมือง” จนกว่าจะนำศพไปเผาแล้ว เฮือนแฮ้วเป็นส่วนหนึ่งของพิธีการหลังเผาศพ ในวันรุ่งขึ้น ญาติพี่น้องและผู้สืบผีจะ มาทำพิธี ณ บริเวณที่เผาศพ ขั้นแรก การเก็บกระดูกผู้ตาย ขั้นต่อมา สร้างแฮ้ว เรียกว่า “เฮ็ดแฮ้ว ” และ ประกอบพิธีส่งวิญญาณ นายเขยเป็นผู้บอกทางให้วิญญาณผู้ตายเดินทางกลับบ้านมาตุภูมิเดิม หรือเมืองแถง ประเทศเวียดนาม จากนั้นนายเขยจะบอกวิญญาณผู้ตาย เมื่อถึงมื้อเวนตง ก็ให้ผู้ตายกลับบ้านมารับเครื่องเซ่นทุก ๑๐ วัน หรือที่เรียกว่า “ปาดตง” อีกด้วย เพราะตามความเชื่อ ผีผู้ล่วงลับสามารถให้คุณ ให้โทษแก่คนในครอบครัว จึง ต้องมีการเชิญเป็นผีประจำบ้านเรือน เรียกว่า “ผีเฮือน” โดยเชิญผีของผู้ที่ล่วงลับจากความเจ็บป่วยและ หมดอายุเท่านั้น ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม พิธีจัดงานศพเป็นพิธีของชาวไทยโซ่งหรือไทยทรงดำบ้านคุยม่วง หมู่ ๒ ตำบลคุยม่วง อำเภอบาง ระกำจังหวัดพิษณุโลก พิธีนี้จัดขึ้นเมื่อมีคนในบ้านไทยโซ่งเสีย ชีวิตลง๑๑ ๓. รูปแบบพิธีกรรม เมื่อศพถึงป่าแฮ่ว (ป่าช้า) ทำพิธีเผาศพ (บางศพฝัง) เมื่อเผาศพแล้วทุกคน กลับบ้าน และมีการเลี้ยง อาหาร ในวันรุ่งขึ้นจะไปเก็บกระดูกผู้ตายใส่หม้อดิน เอาสตางค์ใส่ลงในหม้อปิดฝานำไปฝัง ณ เชิงตะกอน ต่อจากนั้นมีพิธีปลูกบ้านจำลองขนาดเล็ก ๆ คล่อมหม้อดินไว้ ๑ หลัง ของใช้อื่น ๆ ใส่ไว้ใต้ถุนบ้านจำลอง บ้าน นี้จะมีรั้วล้อมรอบ ชาวโซ่งเชื่อว่าผู้ตายจะได้อาศัยที่บ้านนี้ก่อนขึ้นสวรรค์ ถ้าศพเป็นหญิงไทยโซ่งจะต้องทำธง ล้อมรอบรูปนกหงส์ ส่วนศพผู้ชายไม่มีธง พิธีเสร็จแล้วกลับบ้าน ต่อมาอีก ๓ - ๗ วัน จะให้หมอผีนำเชี่ยนหมาก พลู บุหรี่ ไปเชิญวิญญาณผู้ตายขึ้นไปอยู่บนเรือน โดยจัดมุมห้องในเรือนให้ หลังจากนั้น ๗ วัน จะเชิญแขกมา รับประทานอาหารในกรณีเป็นศพญาติผู้ใหญ่ แต่ถ้าเป็นศพผู้น้อยจะทำในเวลา ๑๐ วัน เป็นเสร็จพิธี ๑๑สมทรง บุรุษพัฒน์ (๒๕๒๔), การเล่นคอนของลาวโซ่งที่บางกุ้ง, (นครปฐม: สถาบันวิจัยภาษาและวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา ชนบท มหาวิทยาลัยมหิดล), (ออนไลน์) , [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/Xa58O
๑๓ เดิมไม่มีพิธีสงฆ์ แต่ปัจจุบันมีบ้างเมื่อถึงกำหนดเผาหรือบรรจุศพ ญาติจะช่วยกันหามศพ เครื่องนอน เครื่องใช้จัดเป็นขบวน โดยมี ลูกชายคนโตสวมเสื้อต๊ก (เสื้อทุกข์ คือ เสื้อสีขาวเย็บชั่วคราวไม่มีแขน ใช้ผ้าขาว สี่เหลี่ยมคาดหัว) และญาติ บุตร ภรรยา และญาติต้องสวมเสื้อต๊ก เดินร้องไห้ตามไปด้วย ๔. ความสำคัญ พิธีจัดงานศพทำให้ผู้เสียชีวิตได้ไปสู่ที่สุขคติ ครอบครัวไหนทำพิธีจะทำให้วิญญาณผู้ตายมาช่วย ปกป้องคุ้มครอง คนที่มีชีวิตอยู่๑๒ ๕. รูปภาพประกอบ ๑๒ พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๑๔ พิธีกรรมปูจาต้าวตั้งสี่ ๑. ความเป็นมา “ท้าวทั้งสี่” หรือ “ต๊าวตังสี่” ตามสำเนียงล้านนา คือ “ท้าวจตุโลกบาล” ผู้รักษาทิศทั้งสี่ ตามตำนาน ทางศาสนา ท้าวจตุโลกบาลเป็นเทพในกามาวจรภูมิ ซึ่งเป็นสวรรค์ชั้นแรกในจำนวน ๗ ชั้น อันได้แก่ จตุมหา ราชิกา, ดาวดึงส์, ยามา, ดุสิต, นิมมานนรดี, ปรนิมมิตวสวัตดี ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา สวรรค์ชั้นจตุมหาราชิกาตั้งอยู่บนเขายุคนธร ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดทิว เขา (สัตตบริภัณฑ์คีรี) ในระดับแรกที่รองรับยอดเขาพระสุเมรุ ยอดเขายุคนธรสูงจากพื้นผิวโลก ๔๖,๐๐๐ โยชน์ สวรรค์ชั้นนี้นับเป็นพื้นที่พิเศษกว่ามนุษย์โลกในด้านความเป็นอยู่และความสุข กามาจรเทพชั้นนี้เรียก รวมกันว่า “จตุมหาราชิกเทวดา” ในสวรรค์ชั้นนี้แบ่งออกเป็น ๔ ส่วน ซึ่งมีมหาราชทั้งสี่องค์ครองอยู่ แบ่งกัน เป็นส่วนๆ ไปคือ ท้าวธตรฐ, ท้าววิรุฬหก, ท้าววิรูปักข์, ท้าวเวสสุวรรณ ท้าวเวสสุวรรณนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่าท้าว กุเวร หรือในไตรภูมิพระร่วงเรียก ท้าวไพศรพณ์มหาราช ในสวรรค์ชั้นนี้มีพระอินทร์เป็นราชาธิบดี คือเป็น ผู้ปกครองท้าวจตุมหาราชิกทั้งสี่องค์ ในอุโปสถสูตร พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย กล่าวว่า เทวดาชั้นจาตุ มหาราชิกามีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ (๙,๑๒๕,๐๐๐ ปีของโลกมนุษย์) โดย ๑ วันและ ๑ คืนของสวรรค์ชั้นนี้ เท่ากับ ๕๐ ปีของโลกมนุษย์ การปูจาต้าวตั้งสี่เป็นพิธีกรรมที่ชาวเหนือได้ปฏิบัติสืบกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งคาดว่าเกิดขึ้นมาพร้อม กับความเชื่อในการนับถือเทพยดาฟ้าดิ๑๓ ๒. ช่วงเวลาของพิธีกรรม นิยมจัดพิธีกรรมในช่วงเวลาเช้าของวันข้างขึ้น และในวันที่มีงานบุญต่าง ๆ โดยจะมีการปูจาต้าวตั้งสี่ ก่อนเป็นงานแรก เพื่อเป็นการบอกกล่าวเทพยดาอารักษ์ ๓. รูปแบบพิธีกรรม เริ่มจากปู่อาจารย์หรือผู้ประกอบพิธี จะนำกระทงเครื่องปูจา ๖ กระทงวางบนแท่นปูจา (หอประสาท เสาเดียว) เพื่อปูจา พญาอินต๋า ท้าวตะละโถ ท้าววิโลหะโก๋ ท้าววิธูปักโข ท้าวกุเวโร และแม่พระธรณี แล้วจุด ธูป ๒๐ ดอก ปักที่ตีนเสา ในขณะนั้นเจ้าของบ้านควรนั่งพนมมือ แล้วปู่อาจารย์จะทำพิธีตามลำดับดังนี้ - ปู่อาจารย์จะทำพิธีปลุกแม่ธรณีว่า แม่ธรณีเอ๋ย เจ้าอยู่ รู้หรือยัง แล้วตอบเองว่า อยู่ รู้แล้ว สาวะ คะตั๋ง โลก๋าวิทู นะมามิ ๓ ครั้ง เสกมือแล้วตบที่เสา ๓ ครั้ง - กล่าวคาถาชุมนุมเทวดา - กล่าวคำปูจาแม่ธรณีและท้าวตั้งสี่ (จตุโลกบาล) ๑๓ อุดม รุ่งเรืองศรี, เทวดาพุทธ เทพเจ้าในพระไตรปิฎกและไตรภูมิพระร่วง, (ออนไลน์), (เชียงใหม่ : คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่), [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/fvRWd
๑๕ - กล่าวคำปูจาพญาอินทร์ ๔. ความสำคัญ พิธีกรรมการปูจาต้าวตั้งสี่มีผลต่อจิตใจที่เกิดจากความเชื่อที่ว่า การได้บอกกล่าวและสร้างความพึง พอใจให้แก่ท้าวจตุโลกบาล เพื่อให้ความคุ้มครองรักษาแคล้วคลาดจากภยันตรายและอวยพรให้เจ้าของงานเกิด ความสุขความเจริญ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้๑๔ ๕. รูปภาพประกอบ ๑๔ พิธีกรรมไทยดอทคอม, พิธีกรรมภาคเหนือ, (ออนไลน์) , [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖], แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp
๑๖ บรรณานุกรม ขวัญชีวิตของคนไทย. กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. พิมพ์ครั้ง ที่ ๒ หน้า ๑๗๔ พิธีกรรมไทยดอทคอม. พิธีกรรมภาคเหนือ (ออนไลน์). [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖]. แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/jxCHp พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช). พจนานุกรมเพื่อการศึกษาพุทธศาสน์. (ออนไลน์). [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖]. แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/dlfkl มณี พะยอมยงค์. (๒๕๔๓). ประเพณีสิบสองเดือนล้านนาไทย. (ออนไลน์). [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖]. แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/47WUa สมทรง บุรุษพัฒน์ (๒๕๒๔). การเล่นคอนของลาวโซ่งที่บางกุ้ง. (ออนไลน์). [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖]. แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/Xa58O อุดม รุ่งเรืองศรี. เทวดาพุทธ เทพเจ้าในพระไตรปิฎกและไตรภูมิพระร่วง. (ออนไลน์). [สืบค้นเมื่อ ๘ สิงหาคม ๒๕๖๖]. แหล่งที่มาจาก https://shorturl.asia/fvRWd
Rite the north