51
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๖
แปล ไทยเป็นมคธ
๑. อถสสฺ มาตา เรวต ึ อาห อมมฺ ตฺว ํ อิมสฺม ึ เคเห ภิกขฺ สุ งฆฺ สฺส
นสิ ชชฺ นฏฺ าน ํ อปุ ลมิ ปฺ ติ วฺ า อาสนาน ิ ปฺ าเปห ิ อาธารเก เปห ิ ภกิ ขฺ นู ํ
อาคตกาเล ปตเฺ ต คเหตวฺ า นสิ ที าเปตวฺ า ธมมฺ กรเกน ปานยี ํ ปรสิ สฺ าเวตวฺ า
ภตุ ฺตกาเล ปตฺเต โธว เอวํ เม ปตุ ตฺ สฺส อาราธกิ า ภวสิ สฺ ตีต ิ ฯ สา
ตถา อกาส ิ ฯ อถ นํ โอวาทกฺขมา ชาตาติ ปตุ ฺตสฺส อาโรเจตฺวา เตน
สาธตู ิ สมฺปฏจิ ฺฉเิ ต ทวิ ส ํ เปตฺวา อาวาห ํ กรสึ ุ ฯ อถ นํ นนทฺ ิโย อาห
สเจ ภิกฺขุสงฺฆฺจ มาตาปิตโร จ เม อุปฏฺ หิสฺสส ิ เอวํ อมิ สฺมึ เคเห
วตถฺ ุํ ลภิสฺสสิ อปปฺ มตฺตา โหหีต ิ ฯ สา สาธูต ิ ปฏิสฺสณุ ติ ฺวา กติปาหํ
สทธฺ า วยิ หตุ วฺ า อปุ ฏฺ หนตฺ ี เทวฺ ปตุ เฺ ต วชิ าย ิ ฯ นนทฺ ยิ สสฺ ป ิ มาตาปติ โร
กาลมกสํ ุ ฯ เคเห สพฺพสิ ฺสรยิ ํ ตสสฺ าเยว อโหสิ ฯ นนฺทิโยป ิ มาตาปติ ูนํ
กาลกิริยโต ปฏฺ าย มหาทานปติ หุตวฺ า ภิกฺขสุ งฺฆสสฺ ทานํ ปฏฺเปสิ
กปณทฺธิกาทนี ปํ ิ เคหทฺวาเร ปากวตฺต ํ ปฏฺเปสิ ฯ โส อปรภาเค สตถฺ ุ
ธมมฺ เทสน ํ สุตวฺ า อาวาสทาเน อานิสํสํ สลฺลกเฺ ขตฺวา อิสปิ ตเน มหาวหิ าเร
จตหู ิ คพเฺ ภห ิ ปฏมิ ณฑฺ ติ ํ จตสุ ฺสาลํ กาเรตฺวา มฺจปีาทนี ิ อตฺถราเปตวฺ า
ต ํ อาวาส ํ นยิ ยฺ าเทนโฺ ต พทุ ธฺ ปปฺ มขุ สสฺ ภกิ ขฺ สุ งฆฺ สสฺ ทาน ํ ทตวฺ า ตถาคตสสฺ
ทกขฺ โิ ณทก ํ อทาส ิ ฯ สตถฺ ุ ทกขฺ โิ ณทกปปฺ ตฏิ ฺ าเนน สทธฺ เึ ยว ตาวตสึ เทวโลเก
สพฺพทิสาสุ ทฺวาทสโยชนิโก อุทฺธ ํ โยชนสตุพฺเพโธ สตฺตรตนมโย
นารคี ณสมฺปนโฺ น ทิพพฺ ปปฺ าสาโท อุคฺคจฺฉิ ฯ
๒. อจฉฺ ราสงโฺ ฆป ิ นํ ทิสฺวา ปาสาทโต โอตรติ ฺวา อาห ภนเฺ ต
มยํ นนทฺ ิยสฺส ปริจาริกา ภวสิ สฺ ามาต ิ อิธ นิพฺพตฺตา ต ํ ปน อปสสฺ นฺตา
อติวิย อุกฺกณฺิตมฺห มตฺติกปาต ึ ภินฺทิตฺวา สุวณฺณปาต ึ คหณสทิสํ
หิ มนุสฺสสมฺปตฺต ึ หิตฺวา ทิพฺพสมฺปตฺตึ คหณ ํ อิธาคมนตฺถาย น ํ
วเทยฺยาถาติ ฯ เถโร ตโต อาคนฺตฺวา สตฺถาร ํ อุปสงฺกมิตฺวา ปุจฺฉ ิ
52
นิพฺพตฺตติ นุ โข ภนฺเต มนุสฺสโลเก ิตานฺเว กตกลฺยาณานํ
ทิพพฺ สมปฺ ตฺตีติ ฯ โมคคฺ ลฺลาน นนุ เต เทวโลเก นนทฺ ิยสสฺ นพิ พฺ ตตฺ า
ทิพฺพสมฺปตฺต ิ สามํ ทิฏฺา กสฺมา มํ ปุจฺฉสีต ิ ฯ เอวํ ภนฺเต
นพิ ฺพตตฺ ตตี ิ ฯ อถ น ํ สตฺถา โมคคฺ ลฺลาน ก ึ นาเมตํ กเถสิ ยถา
หิ จริ ปฺปวุตฺถ ํ ปตุ ฺต ํ วา ภาตร ํ วา ปวาสโต อาคจฉฺ นฺต ํ คามทฺวาเร
ิโต โกจเิ ทว ทสิ วฺ า เวเคน เคห ํ อาคนตฺ วฺ า อสโุ ก นาม อาคโตติ
อาโรเจยยฺ อถสสฺ าตกา หฏฺ ปฺปหฏฺา เวเคน นกิ ฺขมติ ฺวา อาคโตส ิ
ตาต อาคโตส ิ ตาตาติ ต ํ อภินนเฺ ทยฺยุํ เอวเมว อธิ กตกลยฺ าณ ํ อิตฺถึ
วา ปุรสิ ํ วา อิมํ โลก ํ หิตวฺ า ปรโลก ํ คต ํ ทสวธิ ํ ทิพฺพปณณฺ าการํ
อาทาย อหํ ปรุ โต อห ํ ปุรโตติ ปจจฺ คุ ฺคนฺตวฺ า เทวตา อภนิ นทฺ นฺตตี ิ
อาห ฯ
53
ประโยค ป.ธ. ๖
แปล มคธเปน็ ไทย
สอบ วนั ท่ี ๒๒ กมุ ภาพันธ ์ ๒๕๖๔
๑. อตถฺ ิเกห ิ อปุ าต ํ มคฺคนฺต ิ เอตํ อนพุ นธฺ นสฺส การณวจน ํ ฯ
อิทํ หิ วุตฺตํ โหติ ยนนฺ ูนาห ํ อมิ ํ ภกิ ขฺ ํ ุ ปฏิ ฺิโต ปิฏฺโิ ต อนุพนเฺ ธยฺย ํ
กสฺมา ยสมฺ า อทิ ํ ปิฏฺโิ ต ปิฏฺ โิ ต อนุพนฺธนํ นาม อตถฺ ิเกห ิ อปุ าต ํ
มคคฺ ํ าโต เจว อปุ คโต จ มคโฺ คต ิ อตโฺ ถ ฯ อถวา อตถฺ เิ กห ิ อมเฺ หห ิ
มรเณ สต ิ อมเตนาปิ ภวิตพฺพนตฺ ิ เอวํ เกวลํ อตฺถีติ อุปาต ํ นพิ ฺพานํ
นาม ต ํ มคคฺ นโฺ ต ปรเิ ยสนโฺ ตต ิ เอวเมตถฺ อตโฺ ถ ทฏฺ พโฺ พ ฯ ปณิ ฑฺ ปาต ํ
อาทาย ปฏิกฺกมีติ สุทินฺนกณฺเฑ วุตฺตปฺปการํ อฺตรํ กุฑฺฑมูลํ
อุปสงฺกมิตฺวา นิสีท ิ ฯ สารีปุตฺโตป ิ โข อกาโล โข ตาว ปฺหํ
ปจุ ฺฉติ นุ ตฺ ิ กาลํ อาคมยมาโน ตฺวา วตฺตปฏปิ ตฺติปูรณตถฺ ํ กตภตฺตกจิ ฺจสฺส
เถรสสฺ อตฺตโน กมณฑฺ ลโุ ต อุทก ํ ทตฺวา โธตหตฺถปาเทน เถเรน สทฺธึ
ปฏสิ นถฺ าร ํ กตวฺ า ปหฺ ํ ปจุ ฉฺ ิ ฯ เตน วตุ ตฺ ํ อถโข สารปี ตุ โฺ ต ปรพิ พฺ าชโกติ
อาท ิ ฯ น ตาห ํ สกโฺ กมตี ิ น เต อห ํ สกโฺ กม ิ ฯ เอตถฺ จ ปฏสิ มภฺ ทิ ปปฺ ตโฺ ต
เถโร น เอตฺตกํ น สกโฺ กต ิ อถโข อมิ สฺส ธมฺมคารวํ อุปปฺ าเทสฺสามตี ิ
สพฺพากาเรน พุทฺธวิสเย อวิสยภาวํ คเหตฺวา เอวมาห ฯ เย ธมฺมา
เหตุปฺปภวาติ เหตุปฺปภวา นาม ปฺจกฺขนฺธา ฯ เตนสฺส ทุกฺขสจฺจ ํ
ทสฺเสติ ฯ เตส ํ เหต ํุ ตถาคโต อาหาติ เตส ํ เหต ุ นาม สมทุ ยสจฺจ ํ
ตจฺ ตถาคโต อาหาติ ทสเฺ สติ ฯ
๒. เตสจฺ โย นโิ รโธต ิ เตส ํ อภุ นิ นฺ ปํ ิ สจจฺ าน ํ โย อปปฺ วตตฺ นิ โิ รโธ
ตจฺ ตถาคโต อาหาต ิ อตโฺ ถ ฯ เตนสสฺ นโิ รธสจจฺ ํ ทสเฺ สต ิ ฯ มคคฺ สจจฺ ํ
ปเนตฺถ สรูปโต อทสสฺ ติ ปํ ิ นยโต ทสสฺ ิตํ โหติ ฯ นโิ รเธ ห ิ วุตฺเต
ตสสฺ สมปฺ าปโก มคฺโค วตุ โฺ ต ว โหติ ฯ อถวา เตสฺจ โย นิโรโธติ
เอตฺถ เตส ํ โย นิโรโธ จ นิโรธุปาโย จาติ เอวํ เทฺวปิ สจฺจานิ
54
ทสฺสิตาน ิ โหนฺตีต ิ ฯ อิทานิ ตเมวตฺถํ ปฏิปาเทนฺโต อาห เอวํวาที
มหาสมโณติ ฯ เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทวาต ิ สเจป ิ อโิ ต อตุ ตฺ รึ นตฺถ ิ
เอตฺตกเมว อิทํ โสตาปตฺตผิ ลมตตฺ เมว ปตฺตพพฺ ํ ตถาป ิ เอโสเอว ธมโฺ มต ิ
อตโฺ ถ ฯ ปจจฺ พยฺ ถา ปทมโสกนตฺ ิ ย ํ มย ํ ปรเิ ยสมานา วจิ ราม ต ํ ปทมโสก ํ
ปฏวิ ทิ ฺธถ ตุมเฺ หว ปตฺต ํ ต ํ ตมุ ฺเหหตี ิ อตฺโถ ฯ อทิฏฺํ อพฺภตตี ํ พหเุ กห ิ
กปฺปนหุเตหีติ อมฺเหหิ นาม อิท ํ ปทมโสก ํ พหุเกห ิ กปฺปนหุเตห ิ
อทฏิ ฺเมว อพฺภตตี ํ ฯ อิต ิ ตสฺส ปทสสฺ อทิฏฺภาเวน ทฆี รตฺต ํ อตฺตโน
มหาชานยิ ภาวํ ทีเปติ ฯ คมภฺ เี ร าณวิสเยติ คมภฺ ีเร เจว คมฺภรี สสฺ
จ าณสฺส วสิ ยภูเต ฯ อนตุ ตฺ เร อุปธิสงฺขเยติ นพิ พฺ าเน ฯ วิมตุ เฺ ตต ิ
ตทารมฺมณาย วมิ ตุ ฺติยา วมิ ตุ เฺ ต ฯ พยฺ ากาสตี ิ เอต ํ เม สาวกยคุ ํ ภวสิ สฺ ต ิ
อคคฺ ํ ภทฺทยุคนตฺ ิ วทนโฺ ต สาวกปารมิาเณ พฺยากาส ิ ฯ สา ว เตส ํ
อายสฺมนฺตาน ํ อุปสมฺปทา อโหสีต ิ สา เอหิภิกฺขุอุปสมฺปทา ว เตสํ
อุปสมปฺ ทา อโหสิ ฯ เอวํ อุปสมฺปนเฺ นส ุ จ เตสุ มหาโมคฺคลฺลานตฺเถโร
สตฺตหิ ทวิ เสห ิ อรหตฺเต ปตฏิ ฺโิ ต สารีปุตฺตตเฺ ถโร อฑฒฺ มาเสน ฯ
ให้เวลา ๔ ชัว่ โมง กับ ๑๕ นาท.ี
55
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๖
แปล มคธเป็นไทย
๑. คำนว้ี า่ อตถฺ เิ กหิ อปุ าตํ มคคฺ ํ เปน็ คำแสดงเหตแุ หง่ การตดิ ตาม ฯ
จริงอยู่ มีคำที่ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงติดตามภิกษุน้ีไป
ข้างหลัง ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ธรรมดาการติดตามไปข้างหลัง ๆ
น้ี เป็นทางท่ีผู้มีความต้องการทั้งหลายรู้จักเข้าหาแล้ว อธิบายว่า เป็นมรรคา
อันชนทั้งหลายผู้มีความต้องการรู้แลว้ และดำเนนิ เข้าหาแลว้ ฯ
อกี อยา่ งหนง่ึ พงึ เหน็ เนอ้ื ความในคำนอี้ ยา่ งนว้ี า่ ธรรมดาวา่ พระนพิ พาน
อนั เราทัง้ หลายผมู้ ีความต้องการรชู้ ดั แลว้ วา่ มีอยแู่ น่นอน ด้วยอนุมานอย่างน้วี ่า
เมอ่ื ความตายมี แม้ธรรมท่ีไม่ตายก็ตอ้ งมดี ว้ ย (อย่ากระนั้นเลย) เราเมอื่ แสวงหา
คือ เม่อื ค้นหาพระนพิ พานน้นั (พึงติดตามภกิ ษุน้ีไปขา้ งหลัง ๆ) ฯ หลายบทว่า
ปณิ ฑฺ ปาตํ อาทาย ปฏกิ ฺกม ิ ความวา่ ทา่ นพระอสั สชิ เข้าไปนงั่ ชิดเชิงฝาแหง่
ใดแหง่ หนง่ึ ซึง่ มปี ระการดังกลา่ วแลว้ ในสทุ นิ นกณั ฑ์ ฯ
แม้พระสารีบุตรเล่า ก็ยืนคอยเวลาอยู่ด้วยคิดว่า ยังไม่ใช่เวลาแล
ที่จะถามปัญหาก่อนเพื่อจะบำเพ็ญวัตรปฏิบัติให้บริบูรณ์ จึงถวายน้ำจากคนโท
ของตน แก่พระเถระผู้ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว กระทำปฏิสันถารกับพระเถระ
ผ้ลู า้ งมอื และเทา้ แล้ว จงึ ถามปัญหา ฯ เพราะเหตนุ ้ัน พระธรรมสังคาหกาจารย์
จึงกล่าวว่า อถโข สารีปุตฺโต ปริพฺพาชโก เป็นต้น ฯ สองบทว่า น ตาหํ
สกฺโกมิ ความว่า เราไม่สามารถแสดงแก่ท่านได้ ฯ แต่ว่าพระเถระผู้บรรลุ
ปฏิสัมภิทาในธรรมน้ีแล้ว จะไม่สามารถแสดงธรรมเพียงเท่าน้ี ก็หามิได ้
โดยท่ีแท้ท่านคิดว่า เราจักปลูกความเคารพในธรรมให้เกิดแก่ปริพาชกน้ ี
ถือเอาข้อที่การแสดงธรรมในพุทธวิสัยโดยอาการท้ังปวงมิใช่วิสัยของตน
56
จึงกลา่ วอยา่ งน้นั ฯ บาทคาถาวา่ เย ธมฺมา เหตปุ ปฺ ภวา ความว่า เบญจขันธ ์
ชื่อว่า มีเหตุเป็นแดนเกิด ฯ พระเถระแสดงทุกขสัจ แก่ปริพาชกน้ัน ด้วยบาท
คาถาว่า เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา นั้น ฯ ด้วยบาทคาถาว่า เตสํ เหตุ ตถาคโต
อาห พระเถระย่อมแสดงว่า สมุทัยสัจ ชื่อว่าเหตุแห่งเบญจขันธ์เหล่าน้ัน
พระตถาคตตรสั สมทุ ัยสจั น้ันดว้ ย ฯ
๒. บาทคาถาว่า เตสญจฺ โย นิโรโธ ความว่า พระตถาคต ตรสั ความ
ดับคือความไม่เป็นไปแห่งสัจจะแม้ท้ังสองเหล่านั้นด้วย ฯ พระเถระแสดง
นิโรธสัจแก่ปริพาชกน้ัน ด้วยบาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ นั้น ฯ
สว่ นมรรคสจั แมท้ า่ นไมไ่ ดแ้ สดงรวมไวใ้ นคาถานี้ กเ็ ปน็ อนั แสดงแลว้ โดยนยั ฯ
เพราะว่า เมื่อกล่าวถึงนิโรธแล้ว มรรคซ่ึงเป็นเหตุให้ถึงนิโรธนั้น ก็เป็นอัน
กล่าวถึงเหมือนกัน ฯ อีกอย่างหนึ่ง ในบาทคาถาว่า เตสญฺจ โย นิโรโธ
น้ี สัจจะแม้ท้ังสอง เป็นอันพระเถระแสดงแล้วอย่างนี้ว่า ความดับแห่งสัจจะ
ทั้งสองเหล่านั้น และอุบายแห่งความดับแห่งสัจจะท้ังสองเหล่าน้ัน ฉะนี้แล ฯ
บดั น้ี พระเถระ เมื่อจะย้ำเน้อื ความนนั้ นัน่ แล จงึ กล่าวว่า พระมหาสมณะมีปกติ
ตรสั อย่างน้ี ฯ
บาทคาถาว่า เอเสว ธมฺโม ยทิ ตาวเทว ความว่า แม้ถ้าว่าผล ๓
ประการนอกนี้ซึ่งยิ่งไปกว่าน้ีไม่มีไซร้ ผลเพียงเท่าน้ีเท่านั้น คือ คุณเพียงแค่
โสดาปตั ตผิ ลนเ้ี ทา่ นน้ั อนั ขา้ พเจา้ จะพงึ บรรล,ุ แมถ้ งึ อยา่ งนน้ั ธรรม(ซง่ึ ขา้ พเจา้
คน้ หาแล้ว) ก็ธรรมนนี้ ัน่ แล ฯ
บาทคาถาว่า ปจฺจพฺยถา ปทมโสกํ ความว่า พวกข้าพเจ้า เท่ียวค้นหา
ทางอันไม่มีความโศกใด ท่านท้ังหลายนั่นแล ย่อมตรัสรู้ทางอันไม่มีความโศก
น้ัน อธิบายว่า ท่านท้ังหลายบรรลุทางนั้นแล้ว ฯ สองบาทคาถาว่า อทิฏฺํ
อพฺภตีตํ พหุเกหิ กปปฺ นหเุ ตหิ ความว่า ทางอนั ไมม่ คี วามโศกน้ี ชื่ออันข้าพเจา้
ท้ังหลายไม่เห็นแล้วทีเดียว ล่วงไปนานแล้วต้ังหลายนหุตแห่งกัลป์ ฯ
57
พระสารีบุตรแสดงข้อที่ตนเป็นผู้มีความเส่ือมใหญ่มานาน เพราะความท่ีตน
ไมไ่ ดเ้ ห็นทางน้ันดว้ ยประการฉะนี้ ฯ
บาทคาถาวา่ คมภฺ ีเร าณวสิ เย ความว่า อันลึกซ้งึ และเปน็ วิสัยแห่ง
ญาณอันลึกซงึ้ ฯ บาทคาถาว่า อนตุ ตฺ เร อุปธิสงขฺ เย ได้แก ่ ในพระนพิ พาน ฯ
บทว่า วิมุตฺเต ความว่า ชื่อว่าผู้หลุดพ้นแล้ว เพราะวิมุตติ ซ่ึงมีพระนิพพานนั้น
เป็นอารมณ์ ฯ บทว่า พฺยากาสิ ความว่า พระบรมศาสดาเม่ือตรัสว่า สหายสอง
คนน้ี จักเป็นคู่สาวกของเรา จักเป็นคู่อันเจริญชั้นเย่ียมของเรา ดังนี ้
ช่อื ว่าทรงพยากรณ์แล้ว (ซึ่งสหายเหลา่ นัน้ ) ในสาวกบารมีญาณ ฯ
หลายบทวา่ สา ว เตสํ อายสมฺ นฺตานํ อปุ สมปฺ ทา อโหสิ มคี วามว่า
เอหิภิกขุอุปสัมปทานั้นแล ได้เป็นวิธีอุปสมบทของท่านเหล่านั้น ฯ ก็ใน
พระเถระท้ัง ๒ เหล่านั้นผู้อุปสมบทแล้วอย่างนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระ
๗ วันจึงได้ดำรงอยู่ในพระอรหัต, พระสารีบุตรเถระ กึ่งเดือนจึงได้ดำรงอยู่
ในพระอรหัต ฯ
พระวสิ ทุ ธวิ งศาจารย์ อโนมคุโณ วดั ปากนำ้ แปล
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก้.
58
ประโยค ป.ธ. ๗
แปล ไทยเป็นมคธ
สอบ วันที ่ ๒๑ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๔
๑. ส่วนปัจจัยสันนิสสิตศีล พระอรรถกถาจารย์ท้ังหลาย กล่าวว่า
ปจฺจเวกฺขณสุทฺธิ เพราะบริสุทธ์ิได้ด้วยการพิจารณา ฯ เพราะฉะน้ัน ภิกษุเมื่อ
พิจารณาเห็นโทษ ในการบริโภคปัจจัยที่ยังมิได้พิจารณา พึงพิจารณาปัจจัย
ท้งั หลาย ฯ
ดังได้สดับมา ภิกษุท้ังหลายในกาลก่อน โดยมากไม่พิจารณาแล้ว
บริโภคปัจจัย ๔ จึงไม่พ้นจากนรกและกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ฯ พระบรมศาสดา
ทรงทราบความนน้ั แลว้ ตรสั วา่ ภกิ ษทุ ง้ั หลาย ชอ่ื วา่ ภกิ ษไุ มพ่ จิ ารณาแลว้ บรโิ ภค
ปัจจัย ๔ ไม่ควร เพราะฉะนั้น ต้ังแต่น้ีไป เธอท้ังหลายพึงพิจารณา(ก่อน)แล้ว
จึงบริโภค ดังน้ี เมื่อจะทรงแสดงปัจจเวกขณวิธี ทรงวางแบบแผนไว้โดยนัย
เป็นต้นว่า ภิกษุท้ังหลาย ก็ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยปัญญาแล้ว
จึงใช้สอยจีวร ตรัส(ต่อไป)ว่า ชื่อว่า การบริโภคปัจจัย ที่ยังมิได้พิจารณา
เป็นเช่นกับการบริโภคยาพิษอันแรงกล้า แม้คนโบราณท้ังหลาย ไม่พิจารณา
ไมร่ โู้ ทษแลว้ บรโิ ภคยาพษิ เสวยทกุ ขอ์ ยา่ งใหญ่ ดงั นแ้ี ลว้ ทรงนำอดตี นทิ านมา ฯ
ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้เป็นนักเลงสกา มีโภคสมบัติมาก
ในกรุงพาราณสี ฯ คร้ังนั้น นักเลงสกาโกงอีกคนหน่ึง กำลังเล่น(สกา)กับ
พระโพธิสตั วน์ ้ัน เม่อื ตนมีชยั กไ็ มท่ ำลายวงเลน่ แตใ่ นเวลาปราชัย ก็ใสล่ กู สกา
ไว้ในปาก แสร้งพูดว่า ลูกสกาหายทำลายวงเล่นแล้วหลีกไป ฯ พระโพธิสัตว์
ทราบความน้ันแล้ว ถือเอาลูกสกาไปเรือนแล้ว ย้อมด้วยยาพิษอย่างแรงกล้า
ตากให้แห้งแล้วแห้งอีก ถือเอาลูกสกาเหล่านั้นไปสำนักของนักเลงสกาโกงน้ัน
แลว้ เลน่ (สกา)กัน ฯ นกั เลงสกาโกงนัน้ กำลังเลน่ ในเวลาท่ตี นปราชยั กใ็ ส่สกา
ลูกหนึ่งในปาก สลบไปด้วยกำลังยาพิษ กลอกนัยน์ตา คอพับลมลง ฯ
พระโพธิสัตว์ปรารถนาจะให้ชีวิตแก่เขา จึงให้ยาสำหรับสำรอกที่ดองแล้ว
ด้วยโอสถ ให้สำรอกออกมา ทำเขาให้หายโรคแล้ว ได้ให้โอวาทว่า ท่านอย่า
ได้ทำอย่างนี้อีก ฯ
59
๒. กใ็ นอรรถกถาทั้งหลาย ทา่ นกล่าววา่ จีวร ภกิ ษพุ งึ พิจารณาทุกขณะ
ท่ีใช้สอย บิณฑบาต พึงพิจารณาทุกคำกลืน เสนาสนะ พึงพิจารณาทุกขณะ
ท่ีใช้สอย ฯในฎีกาปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค ท่านกล่าวว่า จีวร ภิกษุพึงพิจารณา
ในขณะที่เปลื้องจากกายแล้วจึงใช้สอย(อีก) เสนาสนะ พึงพิจารณาทุกขณะ
ท่ีใช้สอย คือทุกขณะท่ีเข้าไป ฯ ส่วนในฎีกาวิมติวิโนทนีแห่งรูปิยสิกขาบท
ท่านกล่าวว่า บทว่า ปริโภเค คือ ในขณะท่ีเปลื้องออกจากกายแล้วใช้สอย
(อีก) ฯ บทว่า ปริโภเค คือ ในขณะที่เข้าไปภายในแต่ชายคา และในขณะนั่ง
และนอน ฯ
ถ้าภิกษุไม่สามารถพิจารณา ในกาลบริโภคได้ไซร้ ภายหลังแต่กาล
บรโิ ภคพงึ พจิ ารณา แมค้ ราวเดยี ว ดว้ ยอตตี ปจั จเวกขณะวา่ วนั น้ี เราไมไ่ ดพ้ จิ ารณา
แล้วใช้สอยจีวรใด เป็นต้น ฯ ก็ในฎีกาปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค ท่านกล่าวว่า
ภิกษุเมอื่ ไมส่ ามารถ (พิจารณา)อยา่ งน้นั พงึ พิจารณาวนั หน่ึง ๔ ครง้ั ๓ ครัง้ ๒
ครั้ง หรือครั้งเดยี วก็ได้ ดว้ ยสามารถกาลวิเสส ตามที่กลา่ วแล้ว ฯ
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถา ความวา่ เพื่อพจิ ารณาในกาลบรโิ ภค ฯ
ก่อนฉันข้าวก็ดี ภายหลังฉันข้าวก็ดี สามยามแห่งราตรีก็ดี นอกจากกาลบริโภค
ช่ือว่า กาลวิเสสตามที่กล่าวแล้ว ฯ ก็อตีตปัจจเวกขณะน้ี เหมาะสมในปัจจัยท่ี
เหลือ ฯ ส่วนเภสัชในกาลได้ ภิกษุพิจารณาก็ตาม ไม่พิจารณาก็ตาม (แต่)
ในกาลบริโภค พึงพิจารณาโดยแท้ ฯ ด้วยเหตุน้ัน ในอรรถกถาทั้งหลาย
ท่านจึงกล่าวว่า ความมีสติเป็นปัจจัย ท้ังในกาลรับ ท้ังในกาลบริโภคเภสัช
ก็ควร ฯ แม้เม่ือมีสติเป็นปัจจัยอย่างน้ัน ภิกษุทำสติ ในกาลรับ (แต่)ไม่ทำ
ในกาลบริโภคเลย เป็นอาบัติ แต่ภิกษุไม่ทำสติ ในกาลรับ ทำในกาลบริโภค
ไม่เป็นอาบตั ิ ฯ
ให้เวลา ๔ ช่วั โมง กับ ๑๕ นาที.
60
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๗
แปล ไทยเปน็ มคธ
๑. ปจจฺ ยสนนฺ สิ สฺ ติ สลี นตฺ ุ ปจจฺ เวกขฺ เณน สชุ ฌฺ นโต ปจจฺ เวกขฺ ณสทุ ธฺ ตี ิ
อฏฺ กถาจรเิ ยห ิ วตุ ตฺ ํ ฯ ตสมฺ า อปจจฺ เวกขฺ ติ ปรโิ ภเค อาทนี ว ํ สมปฺ สสฺ นเฺ ตน
ปจจฺ ยา ปจจฺ เวกฺขิตพฺพา ฯ
ปุพฺเพ กิร ภิกฺข ู เยภุยฺเยน อปจฺจเวกฺขิตฺวา จตฺตาโร ปจฺจเย
ปรภิ ฺุชนฺตา นริ ยติรจฉฺ านโยนโิ ต น มจุ ฺจนฺต ิ ฯ สตฺถา ตมตฺถ ํ ตวฺ า
ภกิ ขฺ เว ภิกขฺ นุ า นาม จตตฺ าโร ปจฺจเย อปจฺจเวกขฺ ิตฺวา ปริภฺุชิต ุํ น
วฏฺฏติ ตสฺมา อิโต ปฏฺาย ปจฺจเวกฺขิตฺวา ปริภฺุเชยฺยาถาต ิ วตฺวา
ปจฺจเวกฺขณวธิ ึ ทสฺเสนฺโต อธิ ปน ภกิ ฺขเว ภิกขฺ ุ ปฏิสงฺขา โยนโิ ส จวี รํ
ปฏิเสวตีติอาทินา นเยน ตนฺตึ เปตฺวา อปจฺจเวกฺขิตปริโภโค นาม
หลาหลวสิ ปริโภคสทิโส โปราณกาปิ อปจจฺ เวกฺขติ วฺ า โทส ํ อชานิตวฺ า วสิ ํ
ปรภิ ฺุชิตวฺ า มหาทุกขฺ ํ อนุภวึสตู ิ วตฺวา อตตี ํ อาหริ
อตีเต พาราณสิยํ โพธิสตโฺ ต มหาโภโค อกฺขธุตฺโต อโหสิ ฯ
อถาปโร กฏู กขฺ ธตุ โฺ ต เตน สทธฺ ึ กฬี นฺโต อตตฺ โน ชเย วตฺตมาเน
กฬี ามณฑฺ ลํ น ภินทฺ ติ ปราชยกาเล ปน อกขฺ ํ มุเข ปกขฺ ปิ ิตวฺ า อกโฺ ข
นฏฺโติ กีฬามณฺฑล ํ ภินฺทิตฺวา ปกฺกาม ิ ฯ โพธิสตฺโต ตมตฺถํ ตฺวา
อกเฺ ข คเหตฺวา ฆรํ คนตฺ วฺ า หลาหลวิเสน รชิตฺวา ปนุ ปปฺ ุนํ สกุ ขฺ าเปตฺวา
เต อาทาย ตสสฺ สนตฺ กิ ํ คนตฺ วฺ า กฬี ต ิ ฯ โส กฬี นโฺ ต อตตฺ โน ปราชยกาเล
เอกํ อกฺข ํ มุเข ปกฺขิปติ วฺ า วิสเวคมจุ ฺฉิโต อกฺขีน ิ ปรวิ ตฺเตตวฺ า ขนฺธ ํ
นาเมตฺวา ปต ิ ฯ โพธิสตฺโต ตสฺส ชีวิต ํ ทาตุกาโม โอสธปริภาวิตํ
วมนเภสชชฺ ํ ทตวฺ า วเมตฺวา ตํ อโรคํ กตฺวา ปุน เอวรูป ํ มา อกาสีติ
โอวาท ํ อทาส ิ ฯ
61
๒. วุตฺตฺจฏฺกถาส ุ จีวร ํ ปริโภเค ปริโภเค ปจฺจเวกฺขิตพฺพ ํ
ปณิ ฑฺ ปาโต อาโลเป อาโลเป เสนาสน ํ ปรโิ ภเค ปรโิ ภเคติ ฯ วสิ ทุ ธฺ มิ คคฺ ฏกี าย ํ
จีวร ํ กายโต โมเจตฺวา ปริโภเค เสนาสนํ ปรโิ ภเค ปรโิ ภเค ปเวเส
ปเวเสต ิ วุตฺตํ ฯ รูปิยสิกฺขาปทวิมติวิโนทนิยนฺตุ ปริโภเคต ิ กายโต
โมเจตวฺ า ปรโิ ภเค ฯ ปรโิ ภเคต ิ อทุ กปตนฏฺ านโต อนโฺ ต ปเวสเน นสิ ที น-
สยเนส ุ จาติ วตุ ตฺ ํ ฯ
สเจ ปรโิ ภคกาเล ปจจฺ เวกฺขิต ุํ น สกโฺ กต ิ ปริโภคโต ปจฉฺ ากาเล
อชฺช มยา อปจฺจเวกขฺ ิตวฺ า ย ํ จีวรํ ปรภิ ุตฺตนฺตยฺ าทนิ า อตีตปจจฺ เวกฺขเณน
เอกกขฺ ตตฺ มุ ปฺ ิ ปจฺจเวกขฺ ิตพพฺ ํ ฯ วตุ ตฺ จฺ วสิ ทุ ธฺ มิ คคฺ ฏกี าย ํ ตถา อสกโฺ กนเฺ ตน
ยถาวตุ ตฺ กาลวเิ สสวเสน เอกสมฺ ึ ทวิ เส จตกุ ขฺ ตตฺ ํุ ตกิ ขฺ ตตฺ ํุ ทวฺ กิ ขฺ ตตฺ ํุ สกเึ ยว
วา ปจจฺ เวกขฺ ติ พพฺ นตฺ ิ ฯ
ตตถฺ ตถาต ิ ปรโิ ภคกาเล ปจจฺ เวกขฺ ติ นุ ตฺ ยฺ ตโฺ ถ ฯ ยถาวตุ ตฺ กาลวเิ สโส
นาม ปรโิ ภคกาลโต ปรํ ปุเรภตฺตํ ปจฺฉาภตตฺ ํ รตตฺ ยิ า ยามตฺตยฺจ ฯ
อิทฺจ เสสปจฺจเยส ุ ยุชฺชติ ฯ เภสชฺชนฺตุ ปฏิลาภกาเล ปจฺจเวกฺขิตฺวาปิ
อปจจฺ เวกขฺ ติ วฺ าป ิ ปรโิ ภคกาเล ปจฺจเวกขฺ ิตพพฺ เมว ฯ เตน วุตฺตํ อฏฺกถาส ุ
เภสชฺชสสฺ ปฏคิ ฺคหเณป ิ ปริโภเคปิ สตปิ จจฺ ยตา วฏฺฏติ ฯ เอวํ สนเฺ ตปิ
ปฏิคฺคหเณ สต ึ กตฺวา ปริโภเค อกโรนฺตสฺเสว อาปตฺต ิ ปฏิคฺคหเณ
ปน สตึ อกตวฺ า ปรโิ ภเค กโรนฺตสสฺ อนาปตฺตีติ ฯ
62
ประโยค ป.ธ. ๗
แปล มคธเป็นไทย
สอบ วันที่ ๒๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔
๑. อุปนิกขฺ ปิ น ํ นาม สมีเป นิกฺขปิ น ํ ฯ ตตฺถ โย อมิ นิ า อสินา
มโต โส ธน ํ วา ลภตีติอาทินา นเยน มรณวณฺณ ํ วา สํวณฺเณตฺวา
อิมินา มรณตฺถิกา มรนฺต ุ มรณตฺถิกา มาเรนฺตูติ วา วตฺวา อสึ
อปุ นิกขฺ ิปติ ตสฺส อปุ นิกขฺ ปิ เน ทุกฺกฏํ ฯ มริตกุ าโม วา เตน อตตฺ านํ
ปหรตุ มาเรตุกาโม วา อฺํ ปหรต ุ อุภยถาปิ ปรสสฺ ทกุ ฺขุปปฺ ตตฺ ิยา
อุปนิกฺเขปกสสฺ ถุลลฺ จจฺ ย ํ มรเณ ปาราชิก ํ ฯ อนทุ ทฺ ิสฺส นิกขฺ ิตฺเต พหูน ํ
มรเณ อกุสลราส ิ ปาราชกิ าทวิ ตฺถูส ุ ปาราชกิ าทีนิ ฯ วิปฏิสาเร อปุ ฺปนเฺ น
อสึ คหติ ฏฺ าเน เปตวฺ า มุจจฺ ต ิ ฯ กีณติ วฺ า คหิโต โหติ อสสิ สฺ ามิกาน ํ
อส ึ เยส ํ หตถฺ โต มูล ํ คหติ ํ เตส ํ มูล ํ ทตฺวา มจุ ฺจต ิ ฯ สเจ โลหปณิ ฺฑํ
วา ผาลํ วา กทุ ฺทาลํ วา คเหตวฺ า อสิ การาปิโต โหต ิ ยํ ภณฺฑํ
คเหตวฺ า การิโต ตเทว กตฺวา มจุ จฺ ต ิ ฯ สเจ กทุ ทฺ าล ํ คเหตวฺ า การติ ํ
วนิ าเสตวฺ า ผาลํ กโรติ ผาเลน ปหาร ํ ลภติ วฺ า มรนเฺ ตสปุ ิ ปาณาติปาตา
น มุจฺจต ิ ฯ สเจ ปน โลหํ สมุฏฺ าเปตฺวา อปุ นกิ ขฺ ปิ นตถฺ เมว การโิ ต
โหติ อาเรน ฆํสิตฺวา จุณฺณวิจุณฺณ ํ กตฺวา วิปฺปกณิ ฺเณ มุจจฺ ต ิ ฯ สเจป ิ
สวํ ณณฺ นาโปตถฺ โก วยิ พหหู ิ อกชฌฺ าสเยห ิ กโต โหต ิ โปตถฺ เก วตุ ตฺ นเยเนว
กมมฺ พนฺธวนิ จิ ฺฉโย เวทติ พโฺ พ ฯ เอส นโย สตตฺ ิภินฺทสี ุ ฯ สลู ลคุเฬส ุ
ปาสยฏฺิสทิโส วินิจฺฉโย ฯ ตถา ปาสาเณ ฯ สตฺเถ อสิสทิโส ว ฯ
วิสํ วาต ิ วิสํ อุปนิกฺขิปนฺตสฺส วตฺถุวเสน อุทฺทิสฺสานุทฺทิสฺสานุรูปโต
ปาราชกิ าทิวตถฺ ูส ุ ปาราชกิ าทนี ิ เวทิตพฺพาน ิ ฯ กีณิตฺวา ปิเต ปรุ มิ นเยน
ปฏิปากตกิ ํ กตฺวา มุจจฺ ติ ฯ สยํ เภสชฺเชหิ โยชเิ ต อวสิ ํ กตวฺ า มุจฺจติ ฯ
รชชฺ ยุ า ปาสรชฺชสุ ทโิ ส ว วนิ จิ ฺฉโย ฯ
63
๒. เภสชฺเช ฯ โย ภิกขฺ ุ เวรภิ ิกฺขุสฺส ปชชฺ รเก วา วสิ ภาคโรเค
วา อุปฺปนฺเน อสปฺปายานิปิ สปฺปิอาทีน ิ สปฺปายานีติ มรณาธิปฺปาโย
เทติ อฺ ํ วา กิจฺ ิ กนฺทมูลผล ํ ฯ ตสสฺ เอวํ เภสชชฺ ทาเน ทกุ กฺ ฏ ํ
ปรสฺส ทุกฺขุปฺปตฺติยํ มรเณ จ ถุลฺลจฺจยปาราชิกานิ อานนฺตริยวตฺถุมฺห ิ
อานนฺตรยิ นฺติ เวทติ พพฺ ํ ฯ
รูปปู หาเร ฯ อุปสํหรตตี ิ ปรํ วา อมนาปรปู ํ ตสฺส สมีเป เปติ
อตฺตนา วา ยกฺขเปตาทิเวส ํ คเหตฺวา ติฏฺต ิ ฯ ตสฺส อุปสํหารมตฺเต
ทุกกฺ ฏ ํ ฯ ปรสสฺ ตํ รูป ํ ทิสฺวา ภยุปปฺ ตตฺ ิยํ ถลุ ลฺ จฺจยํ มรเณ ปาราชกิ ํ ฯ
สเจ ปน ตเทว รูปํ เอกจจฺ สสฺ มนาป ํ โหติ อลาภเกน จ สุสสฺ ติ ฺวา
มรต ิ วิสงฺเกโต ฯ มนาปเิ ยปิ เอเสว นโย ฯ ตตฺถ ปน วเิ สเสน อติ ถฺ นี ํ
ปุริสรูปํ ปุริสานฺจ อิตฺถีรูป ํ มนาปํ ฯ ตํ อลงฺกริตฺวา อุปสํหรติ
ทฏิ ฺมตตฺ กเมว กโรต ิ อตจิ ิร ํ ปสฺสิตุมฺป ิ น เทต ิ ฯ อติ โร อลาภเกน
สสุ สฺ ติ ฺวา มรต ิ ปาราชกิ ํ ฯ สเจ อุตฺตสิตวฺ า มรติ วิสงเฺ กโต ฯ อถ ปน
อุตฺตสิตวฺ า วา อลาภเกน วาต ิ อวจิ าเรตฺวา เกวล ํ ปสสฺ ติ วฺ า มรสิ สฺ ตีติ
อุปสํหรติ อุตฺตสติ ฺวา วา สสุ ฺสติ ฺวา วา มเต ปาราชิกเมว ฯ เอเตเนว
อปุ าเยน สททฺ ูปสหํ าราทโยป ิ เวทิตพพฺ า ฯ
ใหเ้ วลา ๔ ชว่ั โมง กับ ๑๕ นาที.
64
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๗
แปล มคธเป็นไทย
๑. การวางไว้ในท่ีใกล้ ชื่อว่า การลอบวาง ฯ ในการลอบวางนั้น
มีวินิจฉัยดังนี้ ภิกษุใดพรรณนาคุณความตาย โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้ที่ตายด้วย
ดาบเล่มน้ี จะได้ทรพั ย์ดังน้ ี หรอื พูดว่า ผทู้ ีต่ ้องการความตาย จงตายดว้ ยดาบ
เล่มนี้ ผู้ที่ต้องการความตาย จงให้ฆ่าด้วยดาบเล่มนี้ แล้วลอบวางดาบไว้
ในเพราะการลอบวางไว้ เปน็ อาบัติทกุ กฏ แกภ่ ิกษุน้นั ฯ ผทู้ ี่ประสงคจ์ ะฆา่ ตัว
ตาย จะใช้ดาบเล่มน้ันประหารตนเองก็ตาม ผู้ที่ประสงค์จะให้คนอ่ืนตาย
จะใช้ดาบเล่มน้ันประหารคนอื่นก็ตาม แม้ท้ังสองประการ เป็นอาบัติถุลลัจจัย
แก่ภิกษุผู้ลอบวาง ในเพราะก่อให้เกิดทุกข์แก่คนอื่น เป็นอาบัติปาราชิก
ในเพราะเขาตาย ฯ เม่อื ภกิ ษวุ างไว้ไมเ่ จาะจง ในเพราะสตั วต์ ายเปน็ จำนวนมาก
เป็นการเพิ่มพูนอกุศล ในเพราะวัตถุแห่งปาราชิกเป็นต้น เป็นอาบัติปาราชิก
เป็นต้น ฯ เม่ือเกิดความเดือดร้อนใจข้ึน จึงเก็บดาบไว้ในท่ีท่ีหยิบมา
ย่อมพ้นได้ ฯ ภิกษุรับซ้ือดาบมาแล้ว คืนดาบให้แก่เจ้าของดาบแล้วรับเอา
มูลค่าคืนจากมือของเจ้าของดาบ ย่อมพ้น ฯ ถ้าภิกษุเอาก้อนเหล็ก ผาลไถ
หรือจอบ มาให้ช่างทำเป็นดาบ เอาสิ่งใดมาให้ทำ คร้ันทำกลับคืนให้เป็นส่ิง
น้ันอย่างเดิม จึงพ้นได้ ฯ ถ้าทำลายดาบท่ีเอาจอบมาให้ทำแล้วทำเป็นผาลไถ
แม้เม่ือสัตว์จำนวนมากได้การประหารด้วยผาลไถแล้วตายไป ภิกษุย่อมไม่พ้น
จากปาณาติบาต ฯ แต่ถ้าภิกษุให้หลอมดาบให้ทำเป็นก้อนเหล็กเพื่อวางไว้
นั่นแหละ เมื่อเหล็กนั้นถูกครูดด้วยมุมเหล็กทำให้ป่นละเอียดกระจายไป
ภิกษยุ อ่ มพ้น ฯ แม้ถ้าภิกษหุ ลายรปู รว่ มใจกันทำดาบ ก็พึงทราบวนิ จิ ฉัยความ
ผกู พนั แหง่ กรรม โดยนยั ทก่ี ลา่ วไวใ้ นเรอ่ื งรว่ มกนั ทำคมั ภรี พ์ รรณนา (ความตาย)
นั่นเอง ฯ ในหอกและฉมวก ก็มีนัยนี้ ฯ ในหลาวและไม้ค้อน ก็มีวินิจฉัย
65
เช่นเดียวกบั ไม้คนั บ่วง ฯ ในแผน่ หนิ ก็เช่นกนั ฯ ในศัสตรา กเ็ ป็นเชน่ เดยี ว
กับดาบนน่ั แล ฯ บทวา่ วสิ ํ วา ความว่า เมื่อภกิ ษุลอบวางยาพษิ พงึ ทราบวา่
เป็นอาบัติปาราชิกเป็นต้น ในเพราะวัตถุแห่งปาราชิกเป็นต้น โดยอนุรูปว่า
เจาะจงและไม่เจาะจง ด้วยอำนาจแห่งวัตถุ ฯ เมื่อซื้อยาพิษมาเก็บไว ้ ภิกษุ
ทำให้กลบั เปน็ ปกติโดยนัยก่อน ยอ่ มพ้นได้ ฯ เมื่อยาพิษท่ตี นเองผสมกบั เภสัช
หลายอย่าง ภิกษุทำไม่ให้มีพิษ จึงพ้นได้ ฯ ในเชือกก็มีวินิจฉัยเช่นเดียวกับ
เชือกบว่ งเหมือนกัน ฯ
๒. ในเภสัช มีวนิ จิ ฉยั ดังน้ี ฯ ภิกษุใด เมอ่ื ภกิ ษผุ มู้ เี วรต่อกัน เกดิ โรค
ซึมเศร้าหรือโรคที่เป็นวิสภาคกันขึ้น มีความประสงค์จะให้เขาตาย ให้เภสัช
มเี นยใสเปน็ ต้น แม้ไม่เปน็ สปั ปายะ ด้วยบอกว่าเปน็ สปั ปายะ หรอื วา่ ใหร้ ากไม้
เหง้าไมแ้ ละผลไม้อยา่ งใด อยา่ งหนงึ่ ชนดิ อนื่ ฯ พงึ ทราบว่า ในเพราะให้เภสชั
อยา่ งนน้ั เป็นอาบัติทกุ กฏแกภ่ ิกษนุ นั้ ในเพราะก่อใหเ้ กิดทุกขแ์ กบ่ คุ คลอ่ืนเป็น
อาบตั ถิ ลุ ลจั จยั และเพราะเขาตายเปน็ อาบตั ปิ าราชกิ ในวตั ถแุ หง่ อนนั ตรยิ กรรม
ก็จัดเป็นอนนั ตริยกรรม ฯ
ในการนำรปู เขา้ ไป มีวนิ จิ ฉยั ดงั น้ี ฯ บทวา่ อุปสํหรต ิ ความว่า ภิกษุ
พักคนอ่ืนท่ีมีรูปไม่น่าพอใจไว้ในท่ีใกล้บุคคลนั้น หรือตนเองยืนหลอกเป็น
ยักษ์หรือเป็นเปรตเป็นต้น ฯ เพียงนำ (รูป) เข้าไป ก็เป็นอาบัติทุกกฏแก่ภิกษุ
น้ัน ฯ ในเพราะบุคคลอื่นเห็นรูปนั้นแล้วเกิดตกใจกลัว เป็นอาบัติถุลลัจจัย
ในเพราะเขาตาย เป็นอาบัติปาราชิก ฯ แต่ถ้ารูปน้ันน่ันเอง เป็นท่ีพอใจของ
บคุ คลบางคน และผนู้ น้ั ซบู ผอมตายไปเพราะไมไ่ ด้ (รปู ) ถอื เปน็ การผดิ กำหนด ฯ
แม้ในรูปท่ีน่าพอใจ ก็นัยน้ีเหมือนกัน ฯ ก็บรรดารูปที่น่าพอใจน้ัน ว่าโดย
พิเศษ รูปบุรุษก็เป็นท่ีพอใจของเหล่าสตรี และรูปสตรีก็เป็นที่พอใจของ
เหล่าบุรุษ ฯ ภิกษุแต่งเป็นรูปนั้นแล้วนำเข้าไปไว้ ทำพอให้เห็นได้เท่าน้ัน
66
แม้ไมใ่ ห้เพอ่ื เห็นนานเกินไป ฯ บุคคลนอกนี้ ซูบผอมตายไปเพราะไม่ได้ (รปู )
ก็เป็นอาบัติปาราชิก ฯ ถ้าตกใจตายไป เป็นการผิดกำหนด ฯ แต่ถ้าภิกษุมิได้
พิจารณาว่า เขาจะตกใจตายไป หรือจะซูบผอมตายไปเพราะไม่ได้ (รูป)
นำเขา้ ไปวางไวด้ ้วยต้งั ใจวา่ เขาเห็นอย่างเดยี วกจ็ ักตายไป เม่ือเขาตกใจตายไป
กด็ ี ซบู ผอมตายไปกด็ ี เปน็ อาบตั ปิ าราชกิ ทง้ั นน้ั ฯ แมก้ ารสง่ เสยี งเขา้ ไปเปน็ ตน้
กพ็ ึงทราบโดยอุบายนี้นัน่ แล ฯ
สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ ชวนปญโฺ วัดไตรมติ รวทิ ยาราม แปล
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก.้
67
ประโยค ป.ธ. ๘
แตง่ ฉนั ทภ์ าษามคธ
สอบ วนั ที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๔
จงเก็บข้อความตามที่จะเก็บได้ ในข้อความข้างท้ายนี้ แล้วประพันธ
์
ใหเ้ปน็ ภาษามคธโดยฉนั ทลกั ษณะ๓ อยา่ งตามถนดั แตง่ ฉนั ทอ์ ะไรแจง้ ชอื่ ไวด้ ว้ ยฯ
ศาสนาท้ังหลายสั่งสอนเพียงแต่ให้ละชั่วและบำเพ็ญความดี แต่ไม่
สอนให้เข้าถึงใจ ย่อมเป็นทางให้เข้าถึงความสุขอันแท้จริงไม่ได้ ย่อมไม่ลุถึง
ประโยชน์ที่มุ่งหมายคือความสงบแห่งใจ เพราะจิตใจย่อมมากไปด้วยอารมณ์
ถา้ เปน็ อารมณอ์ นั ดงี ามซง่ึ เปน็ ทน่ี า่ ปรารถนา ยอ่ มชวนใหโ้ ลภ ใหท้ ะเยอทะยาน
อยากได้ ให้ปรารถนายิ่ง ๆ ขนึ้ ไป ถา้ เปน็ อารมณอ์ ันร้ายไม่ดีงามซ่งึ ไม่เป็นทีน่ า่
ปรารถนา ยอ่ มโกรธแค้น ยอ่ มพยาบาท และย่อมผูกอาฆาตมาดร้าย เห็นบุคคล
อื่นไดด้ รี ิษยาคิดตดั รอน เหน็ บุคคลอ่นื เดอื ดร้อนคิดกระหน่ำซ้ำเติม
อนึ่ง ธรรมดาบุคคลย่อมเห็นตนเป็นสำคัญ ไม่ปรารถนาให้บุคคลอื่น
ได้ดีกว่าตน และไม่ปรารถนาเห็นบุคคลซ่ึงตนเห็นว่าต่ำกว่ามาเสมอตน
หลงตนเห็นตนเป็นสำคัญกว่าบุคคลท้ังหลาย ทำผิดพลาดเพราะถือตนเป็น
ประมาณ เมือ่ จติ ใจยังแวดล้อมดว้ ยอารมณ์คือความโลภ ความโกรธ ความหลง
เช่นนี้ ย่อมไม่ผ่องใส ย่อมเป็นจิตใจที่เศร้าหมอง เป็นทางให้ทำทุจริตได้
นานาประการ ถ้าชำระจติ ใจให้บริสทุ ธิ์สะอาด พยายามชำระลา้ งให้หมดมลทิน
ดว้ ยใหห้ า่ งจากโลภ คอื โดยพจิ ารณาใหเ้ หน็ วา่ โลภเกดิ ขน้ึ ยอ่ มทำใหท้ ะเยอทะยาน
อยากได้ไม่มีที่ส้ินสุด ซึ่งไม่ใช่เรื่องของความสุข เพราะมีทุกข์ในเร่ืองต้อง
ทะเยอทะยานแล้ว ไม่สมหวังเป็นประการสำคัญ ให้ห่างจากความโกรธ
โดยพิจารณาให้เห็นว่า บุคคลท้ังหลายรวมท้ังตนเองด้วย ย่อมปรารถนาความ
สุขและเกลียดชังความทุกข์ด้วยกันทุกถ้วนหน้า ควรจะมีเมตตาต่อกัน
เป็นสำคัญ และในเรื่องที่กลัวคนน้ันจะดี กลัวคนโน้นจะเสมอ อันเป็นเรื่อง
68
แห่งความริษยานั้น ย่อมทำความทุกข์ให้เกิดขึ้นแก่ผู้มีความริษยา เพราะไม่
สามารถจะบันดาลให้เป็นไปตามความนึกคิดของตนได้ และเพราะเม่ือจิตใจ
เศร้าหมองแล้ว ย่อมเป็นทางให้กระทำผิดและพูดผิด อันเป็นเหตุให้เบียดเบียน
ตนและบุคคลอื่นให้เดือดร้อน ให้ห่างจากหลง โดยพิจารณาให้เห็นว่า การเข้า
กับตนเป็นประมาณ นึกวา่ ตนนนั่ แหละสำคญั อะไรก็ตนแลว้ ย่อมหาคนคบหา
เปน็ เพ่ือนท่ดี ียาก และเป็นเหตใุ หท้ ำทุจรติ ได้ เพราะความเห็นผดิ หรอื ถือความ
คิดเหน็ ของตนเปน็ ใหญ่ ฯ
ใหเ้ วลา ๔ ชัว่ โมง กบั ๑๕ นาที.
69
ปฐั ยาวัตร ประโยค ป.ธ. ๘
ตวั อยา่ ง แตง่ ฉันทภ์ าษามคธ
พ.ศ. ๒๕๖๔
พหนู ิ สาสนานปิ
ิ
อมิ สฺมึ ปน โลเกตถฺ ิ เปตวฺ าน ตถาคต
ํ
สตฺถาโร ตติ ฺถิกา เตส ํ กสุ ลสสฺ จ อุจจฺ โย
ปาปสสฺ ากรณญเฺ จว อนุสาสนตฺ ิ สาวเก
อจิ ฺโจวาททวฺ เยเนว ปรโิ ยทปนาย ว
นตตฺ โน ปน จติ ตฺ สสฺ ปรมตถฺ ํ น คจฺฉเร
เตโนวาทกรา เตสํ อฏิ ฺานิฏฺเส ุ สพพฺ ธ
ิ
จิตตฺ ํ นาม มนุสสฺ านํ ลหโุ ส ปรวิ ตฺตต
ิ
อารมฺมเณสุ พฺยาสตฺตํ อภภิ ตู สสฺ ปาณิโน
ตตฺถฏิ ฺ ารมมฺ เณเนว ตณฺหา จสฺสาภวิ ฑฺฒติ
นิจฺจํ อุปฺปชชฺ ตี โลโภ อชโฺ ฌตถฺ ตสสฺ ชนฺตโุ น
อนฏิ ฺ ารมมฺ เณนสฺส อาฆาโต จสฺส ชายต
ิ
อินทรวงศ
์ โทโส ปน สมฏุ ฺาติ สุข ึ ทสิ ฺวานสุ ุยฺยติ
โทเสน ปกโต เวรึ โสมนสสฺ ํ นิคจฉฺ ติ ฯ
ต ํ เวร ึ ทกุ ขฺ ิต ํ ทิสวฺ า
โมหาภิภโู ต หิ ชโนตมิ านิโก
อญฺเญสมตตฺ าธปิ เตยฺยสยํ โุ ต
อตฺตานมคฺคํ อภมิ ฺเต สทา
เนวิจฉฺ ติฺเส สมตฺตมตฺตนา
ปปฺโปต ิ มิจฺฉาจรณ ํ อเนกธา
โลภาทิยุตตฺ สสฺ หิ จิตตฺ มาตรุ ํ
เอกํสโต โหติ กลิ ฏิ ฺมาวลิ ํ
โส สพพฺ ทา ทุจฺจรติ านิ กุพพฺ เต ฯ
70
วสันตดิลก
โลภสฺส วชฺชมนุปสสฺ มนนตฺ เมช
ํ
วิสฺสตฺติกํ อนุสยํ น ชเนต ิ ตณหฺ
ํ
โน ตณฺหมลู มปุ คจฺฉต ิ ทุกขฺ มทธฺ า
โทสสฺส วชฺชมนุเปกฺขยิ ุฬารจิตฺโต
สพฺพตถฺ ทุกฺขปฏกิ ูลนโร หเิ ตส
ี
เมตตฺ ายติ ฺมนุชํ สขุ กามภโู ต
ทุกขฺ ํ น กุพพฺ ต ิ ปเรสมถตตฺ โน จ
โมหสฺส วชชฺ มนุเปกขฺ มมุฬฺหจติ ฺโต
กลฺยาณมติ ตฺ มนโุ ภติ นิวาตวุตฺต ี
ตสฺมา สจิตตฺ มมล ํ ปริโยทเปยฺยาต ิ ฯ
พระธรรมราชานวุ ัตร วรทสสฺ ี วดั โมลีโลกยาราม แต่ง
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก.้
71
ประโยค ป.ธ. ๘
แปล ไทยเป็นมคธ
สอบ วันท่ ี ๒๔ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๔
๑. พระผ้มู ีพระภาคเจ้า พระองคเ์ ป็นใหญเ่ พราะธรรม เปน็ เจา้ แหง่ ธรรม
เป็นเจ้าของธรรม เป็นพระตถาคต ทรงทอดพระเนตรดูพราหมณ์ แม้ผู้ด่าอยู่
ดว้ ยอกั โกสวตั ถุ ๘ ประการ มคี วามเปน็ ผไู้ มน่ า่ ยนิ ดเี ปน็ ตน้ ตง้ั แตเ่ วลาพราหมณ
์
มาถึง โดยนัยท่ีกล่าวแล้วอย่างน้ี ด้วยพระเนตรอันเยือกเย็น ด้วยความเอ็นดู
อย่างเดียว เม่ือทรงกำจัดความมืดในหัวใจพราหมณ์ เปรียบดังจันทร์เพ็ญ
ลอยเด่นอยู่ในอากาศอันปราศจากเมฆ และดวงอาทิตย์ในสรทกาล ฉะนั้น
เพราะความที่ธรรมธาตุท่ีแทงตลอดแล้ว ย่อมเป็นเหตุบรรลุถึงความยักเย้ือง
แห่งเทศนา อันพระองค์ทรงแทงตลอดด้วยดีแล้ว ทรงแสดงอักโกสวัตถุเหล่า
น้ันน่ันแหละ โดยประการอ่ืน ด้วยเหตุน้ันๆ เมื่อจะทรงประกาศความแผ่
พระกรุณาของพระองค์ ลักษณะแห่งพระคุณคือความคงที่ ท่ีพระองค์ทรง
ได้แล้ว โดยความที่พระองค์มิได้ทรงหว่ันไหวเพราะโลกธรรม ๘ ประการ
ความท่ีพระองค์มีพระหฤทัยเสมอด้วยปฐพี และความท่ีพระองค์มีความ
ไม่กำเริบเป็นธรรมดาซ้ำอีก ทรงพระดำริว่า พราหมณ์น้ี ย่อมสำคัญว่า
ตนเปน็ ผู้เจรญิ แล้ว ดว้ ยอาการมศี รี ษะหงอก ฟันหัก หนังยน่ เปน็ ตน้ อยา่ งเดยี ว
แตไ่ มร่ เู้ ลยวา่ ตนถกู ชาติตดิ ตาม ถกู ชรารุกเรา้ ถกู พยาธยิ ่ำยี ถกู มรณะจอ้ งกำจัด
เป็นดุจตอแห่งวัฏฏะ ยังต้องถึงภาวะท่ีจะตายในวันน้ี แล้วกลับเป็นทารก
นอนหงายในวันพรงุ่ นีแ้ นน่ อน แต่พราหมณน์ ้ี มาสู่สำนักของเรา ดว้ ยอตุ สาหะ
มากนัก การมาของเธอนั้น จงมีประโยชน์ ดังน้ี แล้วเมื่อจะทรงแสดงว่า
พระองคท์ รงเกดิ กอ่ น ซง่ึ ไมม่ ผี ทู้ ดั เทยี มพระองคใ์ นโลกน้ี จงึ ทรงขยายพระธรรม-
เทศนาแก่พราหมณ์ โดยนยั ว่า เสยยฺ ถาปิ พรฺ าหฺมณ ดงั นเ้ี ป็นตน้ ฯ
72
๒. บัดน้ี เพราะฟองไข่เหล่าน้ัน อันแม่ไก่ตัวน้ันบริบาลอยู่ ด้วยวิธี
ทั้ง ๓ อย่างน้ี จึงไม่เป็นไข่เน่า แม้ยางเมือกแห่งฟองไข่เหล่าน้ันที่มีอยู่ ก็จะถึง
ความส้ินไป กระเปาะฟองไข่จะบาง ปลายเล็บเท้าและจะงอยปากจะแข็ง ฯ
ลูกไก่ท้ังหลาย ย่อมถึงความแก่ตัว แสงสว่างข้างนอก ย่อมปรากฏถึงข้างใน
เพราะกระเปาะไข่บาง เวลาแสงสว่างปรากฏอยู่นั้น ลูกไก่เหล่านั้นใฝ่ฝันอยู่ว่า
นานแท้หนอ พวกเรานอนงอปีกและเท้าอยู่ในท่ีคับแคบ และแสงสว่าง
ขา้ งนอกก็กำลังปรากฏ บดั นี้ ความอยอู่ ย่างสบาย จักมแี กพ่ วกเราในแสงสวา่ งนี้
ดังน้ี มีความประสงค์จะออกมา จึงเอาเท้ากระเทาะกระเปาะฟองไข่ยื่นคอออก
มา ฯ ต่อจากนั้นกระเปาะฟองไข่นั้นก็แตกออกเป็นสองเส่ียง ฯ ลูกไก่ทั้งหลาย
ก็ออกมาสลัดปีกพลาง ร้องพลาง ตามสมควรแก่ขณะนั้น ฯ ก็บรรดาลูกไก่
เหล่าน้ัน ที่ออกมาอยู่อย่างน้ัน ตัวใดออกมาก่อนกว่าเขา ตัวน้ัน เขาเรียกว่า
ตัวพ ่ี เพราะฉะน้ัน พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระประสงค์จะยังความที่พระองค์
เป็นผู้เป็นใหญก่ วา่ เขาใหส้ ำเร็จด้วยอปุ มานั้น จงึ ตรสั ถามพราหมณ ์ ฯ
ให้เวลา ๔ ชวั่ โมง กบั ๑๕ นาท.ี
73
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๘
แปล ไทยเป็นมคธ
๑. เอวํ อาคตกาลโต ปฏฺ าย อรสรปู ตาทีหิ อฏฺ ห ิ อกฺโกสวตถฺ ูห ิ
อกโฺ กสนฺตมปฺ ิ พฺราหฺมณํ ภควา ธมฺมสิ ฺสโร ธมฺมราชา ธมมฺ สามี ตถาคโต
อนกุ มฺปาย สีตเลเนว จกขฺ นุ า โอโลเกนฺโต ยํ ธมฺมธาตํุ ปฏิวิชฺฌิตวฺ า
เทสนาวิลาสปฺปตฺโต โหติ ตสสฺ า ธมฺมธาตยุ า สปุ ฏวิ ทิ ฺธตตฺ า วคิ ตพลาหเก
อนฺตลิกฺเข สมพฺภุคฺคโต ปุณฺณจนฺโท วิย สรทกาเล สุริโย วิย จ
พฺราหมฺ ณสสฺ หทยนธฺ การํ วิธมนโฺ ต ตานเิ ยว อกโฺ กสวตถฺ ูน ิ เตน เตน
ปริยาเยน อฺถา ทสฺเสตฺวา ปุนปิ อตฺตโน กรุณาวิปฺผาร ํ อฏฺห ิ
โลกธมฺเมห ิ อกมฺปิยภาเวน ปฏิลทฺธ ํ ตาทิคุณลกฺขณํ ปวีสมจิตฺตต ํ
อกุปฺปธมฺมตฺจ ปกาเสนฺโต อยํ พฺราหฺมโณ เกวลํ ปลิตสิรขณฺฑ-
ทนตฺ วลติ ตจตาทีห ิ อตตฺ โน วฑุ ฒฺ ภาวํ สฺชานาติ โน จ โข ชานาต ิ
อตตฺ านํ ชาตยิ า อนคุ ต ํ ชราย อนสุ ฏํ พยฺ าธนิ า อภภิ ตู ํ มรเณน อพภฺ าหต
ํ
วฏฺฏขาณุภูตํ อชฺช มริตฺวา ปุน เสฺวว อุตฺตานสยนทารกภาวคมนิยํ
มหนฺเตน โข ปน อสุ สฺ าเหน มม สนตฺ ิกํ อาคโต ตทสฺส อาคมนํ
สาตฺถกํ โหตูต ิ จินฺเตตฺวา อิมสมฺ ึ โลเก อตตฺ โน อปฏสิ มํ ปเุ รชาตภาว ํ
ทสเฺ สนโฺ ต เสยฺยถาปิ พรฺ าหมฺ ณาตอิ าทินา นเยน พรฺ าหมฺ ณสฺส ธมฺมเทสน ํ
วฑฺเฒส ิ ฯ
๒. อิทาน ิ ยสฺมา ตาย กุกฺกุฏิยา เอว ํ ตีห ิ ปกาเรหิ ตาน ิ
อณฺฑาน ิ ปริปาลิยมานานิ น ปูตีนิ โหนฺต ิ โยป ิ เนส ํ อลฺลสิเนโห
โส ปริยาทานํ คจฉฺ ติ กปาล ํ ตนกุ ํ โหติ ปาทนขสขิ า จ มขุ ตณุ ฑฺ กฺจ
ขร ํ โหติ กุกฺกฏุ โปตกา ปรณิ ามํ คจฉฺ นฺต ิ กปาลสฺส ตนุตฺตา พหิทฺธา
74
อาโลโก อนฺโต ปฺ ายต ิ อถ เต กุกฺกุฏโปตกา จิรวํ ต มย ํ สงกฺ ฏุ ติ -
หตฺถปาทา สมฺพาเธ สยิมฺหา อยฺจ พห ิ อาโลโก ทิสฺสต ิ เอตฺถ
ทาน ิ โน สุขวิหาโร ภวิสฺสตีต ิ นิกฺขมิตุกามา หุตฺวา กปาลํ ปาเทน
ปหรนฺต ิ ควี ํ ปสาเรนฺติ ฯ ตโต ต ํ กปาล ํ เทวฺ ธา ภชิ ฺชติ ฯ กกุ ฺกุฏโปตกา
ปกเฺ ข วธิ นุ นฺตา ตํขณานุรูปํ วริ วนฺตา นิกขฺ มนตฺ ิ ฯ เอว ํ นิกขฺ มนฺตานฺจ
เนส ํ โย ปมตรํ นิกฺขมติ โส เชฏโฺ ต ิ วจุ ฺจติ ตสมฺ า ภควา ตาย
อปุ มาย อตฺตโน เชฏฺ ภาวํ สาเธตกุ าโม พฺราหฺมณํ ปุจฺฉติ ฯ
75
ประโยค ป.ธ. ๘
แปล มคธเป็นไทย
สอบ วนั ท ่ี ๒๕ กุมภาพันธ ์ ๒๕๖๔
๑. เย ปเนเต จวี ราทโย ปจฺจยา เตส ุ ยสฺสกสสฺ จิ ภกิ ฺขุโน อาชวี ํ
ปริโสเธนฺตสฺส จีวเร ปิณฺฑปาเต จ นิมิตฺโตภาสปริกถาวิฺตฺติโย น
วฏฏฺ นตฺ ิ เสนาสเน ปน อปรคิ คฺ หติ ธตุ งคฺ สสฺ นมิ ติ โฺ ตภาสปรกิ ถา วฏฏฺ นตฺ ิ ฯ
ตตฺถ นิมิตตฺ ํ นาม เสนาสนตถฺ ํ ภมู ปิ รกิ มมฺ าทีน ิ กโรนฺตสสฺ ก ึ ภนฺเต
กยริ ต ิ โก การาเปตตี ิ คหิ หี ิ วุตฺเต น โกจีติ ปฏวิ จน ํ ย ํ วา ปนฺมปฺ
ิ
เอวรูป ํ นิมิตฺตกมฺม ํ ฯ โอภาโส นาม อุปาสกา ตุมฺเห กุหึ วสถาต ิ
ปาสาเท ภนฺเตติ ภกิ ขฺ ูนํ ปน อปุ าสกา ปาสาโท น วฏฏฺ ตตี ิ วจน ํ ย ํ
วา ปนฺมฺปิ เอวรูป ํ โอภาสกมฺม ํ ฯ ปริกถา นาม ภิกฺขุสงฺฆสฺส
เสนาสน ํ สมฺพาธนฺติ วจนํ ยา วา ปนฺ าป ิ เอวรปู า ปรยิ ายกถา ฯ
เภสชเฺ ช สพพฺ มปฺ ิ วฏฏฺ ติ ฯ ตถา อุปปฺ นนฺ ํ ปน เภสชชฺ ํ โรเค วปู สนฺเต
ปริภุ ชฺ ติ ํ ุ น วฏฺฏติ ฯ ตตฺถ วินยธรา ภควตา ทวุ ารํ ทินนฺ ํ ตสฺมา
วฏฺฏตีติ วทนฺติ ฯ สุตตฺ นตฺ ิกา ปน กิ ฺจาปิ อาปตฺติ น โหติ อาชีว ํ ปน
โกเปติ ตสฺมา น วฏฺฏติ อิจฺเจวํ วทนฺติ ฯ โย ปน ภควตา
อนุ ฺ าตาป ิ นมิ ติ โฺ ตภาสปรกิ ถาวิ ฺ ตตฺ โิ ย อกโรนโฺ ต อปปฺ จิ ฉฺ ตาทคิ เุ ณเยว
นสิ สฺ าย ชวี ิตกฺขเยปิ ปจจฺ ุปฏฺเิ ต อฺ เตฺรว โอภาสาทีหิ อุปฺปนนฺ ปจฺจเย
ปฏิเสวต ิ เอส ปรมสลเฺ ลขวุตตฺ ีติ วุจฺจต ิ เสยฺยถาป ิ เถโร สารปี ตุ ฺโต ฯ
๒. ปเภทโต ปน อยมฺปิ (ปิณฺฑปาติโก) ติวิโธ โหติ ฯ ตตฺถ
อุกฺกฏฺโ ปุรโตป ิ ปจฺฉโตปิ อาหฏภิกฺขมฺปิ คณฺหติ ปรทฺวาเร ตฺวา
ปตฺตํ คณฺหนฺตานมฺป ิ เทต ิ ปฏกิ ฺกมเน อาหริตวฺ า ทนิ นฺ ภิกฺขมฺป ิ คณฺหต ิ
ตทํ ิวส ํ ปน นิสีทติ วฺ า ภิกขฺ ํ น คณหฺ ต ิ ฯ มชฌฺ ิโม ตํทวิ สํ นสิ ที ติ ฺวาป ิ
76
คณฺหต ิ สฺวาตนาย ปน นาธิวาเสต ิ ฯ มุทโุ ก สวฺ าตนายป ิ ปุนทวิ สายปิ
ภิกขฺ ํ อธวิ าเสติ ฯ เต อโุ ภป ิ เสรวิ ิหารสขุ ํ น ลภนตฺ ิ ฯ อุกฺกฏฺโ ว
ลภติ ฯ เอกสฺม ึ กิร คาเม โหติ ฯ อุกฺกฏฺโ อิตเร อาห อายามาวุโส
ธมมฺ สฺสวนายาต ิ ฯ เตส ุ เอโก เอเกนมฺห ิ ภนเฺ ต มนสุ ฺเสน นิสที าปิโตติ
อาห ฯ อปโร มยาป ิ ภนฺเต สวฺ าตนาย เอกสสฺ ภิกฺขา อธิวาสติ าต ิ ฯ
เอว ํ เต อโุ ภ ปรหิ นี า ฯ อติ โร ปาโตว ปณิ ฑฺ าย จรติ วฺ า คนตฺ วฺ า ธมมฺ รส ํ
ปฏิสเํ วเทสิ ฯ
อิเมส ํ ปน ติณฺณมฺปิ สงฺฆภตฺตาทิอติเรกลาภํ สาทิตกฺขเณเยว
ธุตงคฺ ํ ภชิ ชฺ ต ิ ฯ อยเมตถฺ เภโท ฯ
อย ํ ปน อานสิ โํ ส ปณิ ฑฺ ยิ าโลปโภชน ํ นสิ สฺ าย ปพพฺ ชชฺ าต ิ วจนโต
นิสฺสยานุรปู ปฏปิ ตตฺ สิ พฺภาโว ทุตเิ ย อริยวํเส ปติฏฺ านํ อปรายตตฺ วุตตฺ ติ า
อปฺปานิ เจว สุลภานิ จ ตานิ จ อนวชฺชานีต ิ ภควตา สํวณณฺ ติ ปจจฺ ยตา
โกสชชฺ นมิ ฺมถนตา ปริสุทฺธาชวี ตา เสขิยปฏิปตตฺ ปิ ูรณ ํ อปรโปสติ า ปรานุคฺ
คหกิริยา มานปฺปหานํ รสตณฺหานิวารณ ํ คณโภชนปรมฺปรโภชน-
จาริตฺตสิกฺขาปเทหิ อนาปตฺติตา อปฺปิจฺฉตาทีนํ อนุโลมวุตฺติตา
สมมฺ าปฏปิ ตตฺ พิ ฺรหู นํ ปจฺฉมิ าชนตานกุ มปฺ นนฺติ ฯ
ปิณฑฺ ยิ าโลปสนตฺ ุฏโฺ อปรายตฺตชวี ิโก
ปหนี าหารโลลปุ โฺ ป โหต ิ จาตุทฺทิโส ยต
ิ
วโิ นทยต ิ โกสชฺชํ อาชีวสฺส วสิ ุชฌฺ ติ
ตสมฺ า ห ิ นาติมฺเยฺย ภกิ ขฺ าจาร ํ สเุ มธโส ฯ
ใหเ้ วลา ๔ ช่วั โมง กับ ๑๕ นาท.ี
77
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๘
แปล มคธเป็นไทย
๑. ก็ปัจจัยทั้งหลายมีจีวรเป็นต้นนี้ใด บรรดาปัจจัยเหล่านั้น นิมิต
(บอกใบ้) โอภาส (พูดเคาะ) ปริกถา (พูดหว่านล้อม) และวิญญัติ (ขอตรง ๆ)
ในจีวรและบิณฑบาต ไมส่ มควรแก่ภกิ ษทุ กุ รปู ผทู้ ำอาชีวะให้หมดจด แตน่ มิ ติ
โอภาส และปริกถา ในเสนาสนะ ย่อมสมควร แก่ภิกษุผู้ไม่ได้ถือธุดงค์ ฯ
ในอาการ ๔ อยา่ งนน้ั ทช่ี อ่ื วา่ นมิ ติ ไดแ้ กก่ ารทภ่ี กิ ษผุ ทู้ ำการพรมพน้ื ดนิ เปน็ ตน้
เพื่อสร้างเสนาสนะ เม่ือคฤหัสถ์ถามว่า ท่านผู้เจริญ ท่านทำอะไร ใครใช้ให้ทำ
แลว้ กล่าวตอบวา่ ไมม่ ีใคร ๆ ให้ทำดอก ดงั น้ี ก็หรือวา่ นมิ ิตกรรมรูปอย่างน้นั
แม้อื่นใด ฯ ที่ช่ือว่า โอภาส ได้แก่การท่ีภิกษุ เม่ือตนถามว่า ญาติโยมท้ังหลาย
พวกท่านอยู่เรือนอะไร ครั้นพวกเขาตอบว่า อยู่ปราสาท เจ้าข้า แล้วพูดว่า
ญาติโยมท้ังหลาย ก็ปราสาทย่อมไม่ควรแก่เหล่าภิกษุ ดังนี้ แหละหรือโอภาส
กรรมรูปอยา่ งน้ันแมอ้ น่ื ใด ฯ ทชี่ ื่อว่า ปรกิ ถา ไดแ้ กก่ ารท่ีภกิ ษพุ ูดวา่ เสนาสนะ
ของภิกษุสงฆ์คับแคบ ดังน้ี แหละหรือปริกถารูปอย่างนั้นแม้อ่ืนใด ฯ
ในเภสชั อาการมีนมิ ติ กรรมเป็นต้น แมท้ ุกอย่าง ย่อมควร ฯ แต่เภสัชที่เกิดขน้ึ
อย่างน้ัน ภิกษุจะบริโภค ต่อเม่ือโรคหายแล้ว ย่อมไม่ควร ฯ ในเร่ืองเภสัชน้ัน
พระวินัยธรทั้งหลาย กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานช่องทางไว้แล้ว
เพราะฉะน้ัน ภิกษุจะบริโภคก็ควร ฯ ส่วนอาจารย์ฝ่ายพระสูตรท้ังหลาย
กล่าวไว้อย่างน้ีว่า ไม่เป็นอาบัติก็จริง ถึงอย่างน้ัน มันทำอาชีวะให้กำเริบได้
เพราะฉะน้ัน จึงไม่ควร ฯ กภ็ กิ ษุรปู ใด ไม่ทำนมิ ติ โอภาส ปริกถา และวิญญัติ
ตามทพ่ี ระผมู้ พี ระภาคเจา้ ทรงอนญุ าตแลว้ อาศยั คณุ ความดมี คี วามเปน็ ผมู้ กั นอ้ ย
เป็นต้นอย่างเดียว แม้ความสิ้นชีวิต ปรากฏเฉพาะหน้า ก็ยังเสพเฉพาะปัจจัย
ต่าง ๆ ท่ีเกิดขึ้น เว้นจากกรรมท่ีทำอาชีวะให้กำเริบมีโอภาสเป็นต้น ภิกษุ
รูปนี้ ท่านเรียกว่า ผู้มีความประพฤติขัดเกลาช้ันยอด ดังเช่นพระสารีบุตรเถระ
ฉะน้นั ฯ
78
๒. ก็ว่าโดยประเภท ปิณฑปาติกภิกษุแม้น้ี ย่อมมี ๓ ประเภท ฯ
บรรดา ๓ ประเภทน้ัน ผู้ถืออย่างอุกฤษฏ์จะรับภิกษาที่เขานำมาถวายข้างหน้า
บ้าง ข้างหลังบ้างก็ได้ ยืนที่ประตูบ้านอ่ืน แม้เมื่อชาวบ้านรับบาตรจะให้ก็ได้
จะรับภิกษาท่ีเขานำมาถวายในเวลากลับก็ได้ แต่นั่งลงแล้ว จะรับภิกษาในวัน
นั้นไม่ได้ ฯ ผู้ถืออย่างกลาง แม้นั่งลงแล้วยังรับในวันน้ัน แต่ไม่รับนิมนต์เพื่อ
ฉันในวันรุ่งข้ึน ฯ ผู้ถืออย่างเพลา ย่อมรับนิมนต์เพ่ือฉันในวันรุ่งข้ึนก็ได ้
ในวันต่อไปกไ็ ด้ ฯ ปณิ ฑปาตกิ ภกิ ษุ แม้ท้ัง ๒ ประเภทนน้ั ย่อมไมไ่ ด้ความสขุ
ในการอย่อู ยา่ งเสรี ฯ ผูถ้ อื อยา่ งอกุ ฤษฏเ์ ทา่ นัน้ ย่อมได้ ฯ เล่ากนั วา่ ในหมูบ่ า้ น
แหง่ หนง่ึ จะมกี ารแสดงธรรม เรอ่ื งอรยิ วงศ์ ฯ ปณิ ฑปาตกิ ภกิ ษผุ ถู้ อื อยา่ งอกุ ฤษฏ์
กล่าวกะปิณฑปาติกภิกษุ ๒ รูปนอกนี้ว่า อาวุโส พวกเรา มาไปฟังธรรม
กันเถิด ฯ ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าถูกโยมคนหน่ึง
ให้น่ังคอย ฯ อีกรูปหน่ึง กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าก็รับนิมนต์ฉันภิกษา
ในวันพรุ่งนี้ของโยมคนหนึ่งไว้เหมือนกัน ฯ ภิกษุทั้งสองรูปนั้น เส่ือมเสีย
ประโยชน์ไป ดว้ ยประการดงั นี้ ฯ ภกิ ษุผถู้ ืออยา่ งอุกฤษฏน์ อกนี้ เท่ียวบิณฑบาต
แตเ่ ช้าตรู่ แล้วไปเสวยรสพระธรรมตามประสงค์ ฯ
ก็ธุดงค์ของปิณฑปาติกภิกษุ แม้ ๓ ประเภทนี้ ย่อมแตกในขณะที่ยินดี
อดเิ รกลาภมสี ังฆภตั รเปน็ ต้นนน่ั แล ฯ นเ้ี ป็นความแตกในปณิ ฑปาตกิ ังคะน้ี ฯ
ส่วนอานิสงส์มีดังต่อไปนี้ (๑) เกิดมีข้อปฏิบัติที่สมควรแก่นิสัย
ตามพระบาลีว่า การบรรพชาอาศัยการบริโภคคำข้าวท่ีแสวงหาด้วยกำลังแข้ง
(๒) การดำรงอยู่ในอริยวงศ์ข้อท่ี ๒ (๓) ไม่เป็นผู้มีความเป็นไปเก่ียวเกาะ
กับคนอ่ืน (๔) มีปัจจัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าสรรเสริญว่า เป็นของเล็กน้อย
ด้วย เป็นของหาง่ายด้วย เป็นของหาโทษมิได้ด้วย (๕) ย่ำยีความเกียจคร้านได้
(๖) มีอาชีวะบริสุทธ์ิ (๗) ได้บำเพ็ญเสขิยปฏิบัติ (๘) ไม่ต้องเล้ียงคนอ่ืน
(๙) ได้ทำความอนเุ คราะห์ผ้อู ืน่ (๑๐) ละมานะได้ (๑๑) ปอ้ งกนั ตัณหาในรสได้
79
(๑๒) ไม่ต้องอาบัติ เพราะคณโภชนสิกขาบท ปรัมปรโภชนสิกขาบท และ
จาริตตสิกขาบท (๑๓) มีความประพฤติสมควรแก่ธุตธรรมท้ังหลายมีความ
มักนอ้ ยเปน็ ต้น (๑๔) สัมมาปฏบิ ตั ิเพม่ิ พูน (๑๕) ได้อนเุ คราะห์ประชมุ ชนผ้เู กดิ
ภายหลัง ฯ
ภกิ ษผุ สู้ นั โดษในโภชนะคอื คำขา้ วทแ่ี สวงหาดว้ ยกำลงั
แข้ง มีความเป็นอยู่ไม่เก่ียวเกาะกับคนอ่ืน ละความ
ละโมบในอาหารได้ ย่อมเป็นพระ ๔ ทิศ เธอย่อม
บรรเทาความเกยี จครา้ นได้ อาชวี ะของเธอยอ่ มบรสิ ทุ ธ์ิ
เพราะฉะน้ันแล ภิกษุผู้มีปัญญาดี จึงไม่ควรดูหมิ่น
ภกิ ษาจารเลย ฯ
พระพรหมกวี ธมมฺ เสฏโฺ วัดกัลยาณมติ ร แปล
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก้.
80
ประโยค ป.ธ. ๙
แต่ง ไทยเปน็ มคธ
สอบ วนั ที่ ๒๓ กมุ ภาพนั ธ์ ๒๕๖๔
พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญขันติราชธรรมเพ่ือประชาชนในการ
ปกครองบ้านเมืองและกล่าวโดยเฉพาะข้อท่ีพระมหากษัตริยาธิราชเจ้า
มพี ระราชหฤทยั กลา้ หาญอดทนตอ่ โลภะ โทสะ โมหะ ทเ่ี กดิ ขน้ึ เพราะไดป้ ระสบ
อารมณ์ที่มาย่ัวให้เกิด ทรงอดทนต่อเวทนามีเย็นร้อนเป็นต้น ทรงตรากตรำ
อดทนปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่าง ๆ ทรงอดทนต่อถ้อยคำที่มีผู้กล่าวชั่วรักษา
พระราชหฤทัยและพระอาการ พระกายพระวาจาให้สงบเรียบร้อย ดังน ี้
จัดเป็นขันต
ิ
เมตตาและขันติย่อมต้องเนื่องกันและอาศัยกัน บารมีข้อ ๙ อันได้แก่
เมตตา กับทศพิธราชธรรมข้อ ๙ คือขันติ ธรรมทั้งสองข้อน้ีแม้จะมีชื่อธรรมะ
ต่างกัน แต่การปฏิบัตินั้นย่อมต้องต่อเนื่องกันและอาศัยกัน คือเมตตานั้น
จะต้องมีขันติช่วยอยู่ จึงจะปฏิบัติไปในเมตตาน้ันได้ และได้สม่ำเสมอ
แมใ้ นขอ้ ขันตเิ หล่านั้น จะเป็นขันติไดก้ ็ตอ้ งมเี มตตาสนบั สนุนอย
ู่
ในข้อว่า จะเป็นเมตตาต้องมีขันติสนับสนุนนั้น ก็คือว่า ความมุ่งดี
ปรารถนาดหี รอื ความรกั ใครป่ รารถนาให้เป็นสุข อันเป็นความหมายของเมตตา
นั้น ตรงกันข้ามกับโทสะพยาบาท เพราะฉะน้ัน หากว่าเกิดโทสะพยาบาทข้ึน
ก็ต้องมีขันติ คือ อดทนดับโทสะพยาบาทลงไป และมีขันติอดทนต่ออารมณ์
อันเป็นท่ีตั้งของโทสะพยาบาท อนึ่ง ในการอบรมเมตตาน้ัน นอกจากต้อง
ไม่ให้จิตใจประกอบด้วยโทสะพยาบาทแล้ว ยังต้องไม่ให้เมตตาน้ันนำให้เกิด
ราคะสิเนหาอันเป็นกิเลส เพราะฉะนั้น จะต้องมีขันติอดทนต่อราคะสิเนหา
อันเป็นตัวกิเลส หากเกิดข้ึน อดทนต่ออารมณ์อันเป็นท่ีต้ังของราคะสิเนหา
ด้วย เมื่อเป็นดงั น้ี การอบรมเมตตาจึงจะเป็นไปได
้
81
ส่วนข้อท่ีว่าขันติน้ันต้องมีเมตตาอุปถัมภ์ด้วย ก็โดยท่ีว่า ขันติคือความ
อดทนนั้น ถ้าหากว่าอดทนอย่างเดียวโดยไม่มีจิตใจท่ีแช่มช่ืนด้วยธรรมะคือ
เมตตาเข้ามาช่วยด้วยแล้ว ก็ยากที่จะปฏิบัติขันตินั้นได้นานได้สำเร็จดังเช่นเมื่อ
กิเลสกองโลกก็ดี กองโกรธก็ดี กองหลงก็ดี เกิดข้ึน หรือเมื่อพบกับอารมณ์
อันเป็นทต่ี งั้ ของกเิ ลสเหล่าน้ี ต้งั ใจว่าจะมีขนั ติ คือ อดทน เพราะฉะนัน้ ในการ
อดทนนั้น จำเปน็ ที่จะต้องอดทนใจคืออดทนกิเลส แต่หากวา่ กำลงั ของขันตนิ ัน้
นอ้ ย ขนั ตกิ จ็ ะพา่ ยแพ้ กเิ ลสกจ็ ะชนะ แตถ่ า้ กำลงั ของขนั ตมิ กี ำลงั แรง จงึ สามารถ
อดทนได้ และในการที่จะทำให้ขันติมีกำลังมากข้ึนนั้น ก็จะต้องหาทาง
ปราบกิเลสกองโลภโกรธหลงในใจลงด้วย หาทางปราบอารมณ์อันเป็นที่ตั้ง
ของกิเลสเหล่าน้ันลงด้วย โดยท่ีต้องอาศัยเมตตา หรือต้ังจิตปรารถนาให้เป็น
สุขนี้ แผ่จิตดังนี้ออกไปเหมือนอย่างเอาน้ำพรมลงไปท่ีใจกำลังร้อนอย
ู่
ด้วยอำนาจของกิเลสและอารมณ์ของกิเลสเหล่าน้ี กิเลสเหล่าน้ีเป็นเหมือนไฟ
ท่ีลุกขึ้นเผาใจอยู่ เม่ือถูกน้ำคือเมตตาพรมลงไปแล้ว ก็จะทำให้ไฟคือกิเลส
อารมณ์คือกิเลสน้ีดับลงไป หรือว่าลดความร้อนลงไป ลดกำลังลงไปทำให้
ขันติสามารถอดทนได้ดีย่ิงข้ึน และเม่ือมีเมตตาเต็มที่ข้ึนแล้ว ก็จะดับกิเลส
ดบั อารมณข์ องกเิ ลสลงได้ ฯ
ให้เวลา ๔ ชว่ั โมง กับ ๑๕ นาท.ี
82
ประโยค ป.ธ. ๙
ตวั อยา่ ง แตง่ ไทยเป็นมคธ
พ.ศ. ๒๕๖๔
รฏฺปสาสเน หิ ราชา มหาขตฺติโย รฏฺานํ หิตาย สุขาย ขนฺต ึ
ปรปิ ูเรติ ฯ ยํ โส วีรชาโต ขโม โหต ิ จกขฺ วฺ าทิปถมาคตารมมฺ ณานํ ผสุ นโต
อุปฺปนฺนานํ โลภโทสโมหานํ, ขโม สีตุณฺหาทีนํ ทุกฺขานํ, ขโม ทุรุตฺตานํ
ทรุ าคตาน ํ วจนปถานํ, อเนกวิธกรณียปริปรู เณ สารรี ิกาน ํ เวทนาน ํ ทกุ ขฺ านํ
ติพฺพานํ ขรานํ กฏุกาน ํ อสาตานํ อมนาปานํ ปาณหราน ํ อธิวาสกชาติโก
โหติ, อทิ ํ ขนตฺ ีติ สงฺข ํ คจฺฉติ ฯ
ยา จ ทสนนฺ ํ ปารมีน ํ นวมภูตา เมตฺตา ยา จ ทสวธิ านํ ราชธมฺมานํ
นวมภตู า ขนฺต,ิ ตทุภย ํ นาเมน นานาป ิ โหต ิ อฺมฺสสฺ ปน ปจจฺ โย
โหติ, ตทุภยานฺจ ปฏิปตฺต ิ อฺมฺนิสฺสิตา โหติ ฯ กถ ํ ฯ
ขนฺติปริภาวิตา ขนฺติอนุคฺคหิตา เมตฺตา สุฏฺุ ปวตฺตต ิ เมตฺตาปริภาวิตา
เมตฺตานคุ คฺ หติ า ขนตฺ ปิ ิ สุฏฺ ุ ปวตตฺ ตเิ ยว ฯ
ตตฺรายํ อธิปฺปาโย ฯ มิชฺชติ สินิยฺยติ เอตายาติ เมตฺตา ฯ อถวา
เมตฺตา นาม สตฺเตสุ เมตฺตายนา เมตฺตายิตตฺต ํ สตฺตานํ วา สุขกามตา ฯ
สา พฺยาปาทปจฺจนีกา โหต ิ ฯ ตสมฺ า หิ ยทา พฺยาปาโท อปุ ปฺ นฺโน โหติ
ตทา ตํ วูปสเมตุ ขนฺต ิ อุปฺปาเทตพฺพา พฺยาปาทนียาน ํ จ อารมฺมณาน ํ
อธวิ าสนขนฺติ อุปปฺ าเทตพพฺ า ฯ อปิจ เมตฺตาภาวนากาเล น เกวล ํ พฺยาปาท-
สมฺปยุตฺตํ จิตฺต ํ น อุปฺปาเทตพฺพํ, อถโข เมตฺตาสนฺนลกฺขโณ ราโคป ิ
น อุปฺปาเทตพฺโพ ฯ ตสฺมา ตทา อุปฺปชฺชิตพฺพราคสฺส เจว ราคนียานํ
อารมฺมณานฺจ ขนฺติ อจิ ฉฺ ติ พพฺ า ฯ เอว ํ สต ิ เมตฺตาภาวนา สุฏฺ ุ ปวตฺตต ิ ฯ
ย ํ “สา ขนฺต ิ เมตฺโตปตฺถมฺภิตา อิจฺฉิตพฺพาติ วุตฺตํ, ตตฺถายํ
อธิปฺปาโย ฯ สเจ ห ิ ขนฺติสมนฺนาคโต เอกนฺเตน ขเมยฺเยว ตสฺส
อุปตฺถมภฺ กปจฺจยภูเตน เมตตฺ าธมเฺ มน จติ ตฺ สสฺ าโท น ภเวยฺย, จริ ํ ขมิตุ เจว
ต ํ ขนตฺ ึ สาเธตุ จ ทกุ กฺ รํ โหติ ฯ เอตถฺ โลภโทสโมหสงฺขาตาน ํ กิเลสานํ
83
อุปฺปนนฺ กาเล วา โลภนยี าทีห ิ อารมมฺ เณหิ สมฺปโยคกาเล วา ขนฺติโกมหฺ ตี ิ
อุปฺปชฺชมานเจตนา นิทสฺสน ํ หุตฺวา ทฏฺพฺพา ฯ ตสฺมา กิเลสอธิวาสน-
สงฺขาตา เจตสิกขนฺติ อิจฺฉิตพฺพา ฯ สา จ พลวตี อิจฺฉิตพฺพา ฯ สเจ
ปน ขนฺติ ทุพพฺ ลา ภเวยยฺ , ปราชยํ ปาปณุ าต ิ น กิเลเส วปู สเมตุ สกฺโกติ,
เอว ํ สต ิ กเิ ลสาน ํ ชโย นาม ภวต ิ ฯ สเจ ขนตฺ ิ มหพพฺ ลา ภเวยยฺ , ขมนกจิ ฺจ ํ
กาตุ สกฺโกติ จริ ญจฺ าตุ สกโฺ กติ ฯ อปจิ ขนฺตยิ า มหพพฺ ลภาว ํ อิจฺฉนเฺ ตน
โลภโทสโมหสงขฺ าตา กเิ ลสา วกิ ขฺ มภฺ ติ พพฺ า โหนตฺ ิ โลภนยี าทนี ิ อารมมฺ ณาน ิ
จ ฯ เอวรูโป ห ิ กิเลสนิคฺคโห ปรสุขูปสํหารกามตาสงฺขาต ํ เมตฺตํ ปฏิจฺจ
สมชิ ฺฌต ิ ฯ กถ ํ ฯ โลภาทกิ เิ ลสานํ ปน โลภนียาทีนฺจ อารมฺมณาน ํ วเสน
อาตุรจิตฺต ํ อุทเกน ปริปฺโผเสนฺโต วิย เมตฺตาย ผเรยฺย ฯ กิเลสา หิ
อุฏฺหิตฺวา ฑยฺหมาโน อคฺคิ วิย จิตฺตสนฺตาปา โหนฺต ิ เต เมตฺโตทเกน
ปริปฺโผสิยมานา นิพฺพายนฺติ เตสํ วา ปน อนุตาโปปิ พลํป ิ ปริหายนฺติ,
ตโต ขนฺติ ภิยฺโยโส ขมนกิจฺจํ กาตุ สกฺโกติ, เมตฺตาปริภาวิตา หิ
ขนฺต ิ โลภาทิกิเลเส เตสฺจ อารมมฺ ณาน ิ นิพพฺ าเปตุ สกฺโกติ ฯ
พระมหาโพธิวงศาจารย์ สรุ เตโช วัดราชโอรสาราม แต่ง
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก้.
84
ประโยค ป.ธ. ๙
แปล ไทยเป็นมคธ
สอบ วนั ท่ี ๒๔ กุมภาพันธ ์ ๒๕๖๔
๑. ส่วนพวกคนผู้องั คาส ที่มีรูปงาม น่าเลือ่ มใส อาบนำ้ สะอาดหมดจด
ลูบไล้สวยงาม หอมฟุ้งด้วยกล่ินธูป น้ำอบ และดอกไม้ ประดับตกแต่งด้วยผ้า
อาภรณ์หลากสี สะอาด น่าช่ืนใจ มีปกติทำด้วยความเคารพ ผู้เช่นน้ัน
ย่อมเหมาะแก่คนโทสจริตนั้น แม้ข้าวต้มข้าวสวยและของขบฉันก็มีสีสวย
มีกลิ่นหอม และมีรสอร่อย มีโอชา ซาบซ่าน น่ารื่นรมย์ใจ ประณีตโดยอาการ
ทง้ั ปวง มเี พียงพอแก่ความตอ้ งการ ย่อมควร(แก่คนโทสจรติ นนั้ ) แม้อิรยิ าบถก็
คือการนอนหรือการน่ัง ย่อมควรแก่คนโทสจริตน้ัน อารมณ์ก็คืออารมณ์อย่าง
ใดอย่างหน่ึง บรรดาวรรณกสิณมีนีลกสิณเป็นต้น ที่มีสีบริสุทธิ์ดี ย่อมควร
(แกค่ นโทสจรติ นนั้ ) รวมความว่า วธิ ดี งั กล่าวมาน้ี ยอ่ มเหมาะแกค่ นโทสจรติ ฯ
เสนาสนะท่ีหันหน้าตรงทิศ ไม่คับแคบ ซ่ึงเป็นสถานท่ีเม่ือน่ังแล้ว
แมท้ ศิ ทง้ั หลายกป็ รากฏเปดิ โลง่ ยอ่ มควรแกค่ นโมหจรติ บรรดาอริ ยิ าบถทง้ั หลาย
การเดินจงกรม ย่อมควร(แก่คนโมหจริตน้ัน) ส่วนอารมณ์ท่ีย่อมขนาดกระด้ง
หรือขนาดขันน้ำ ย่อมไม่ควรแก่คนโมหจริตน้ัน ฯ เพราะว่า ในโอกาส
ท่ีคับแคบ จิตย่อมถึงความลุ่มหลงมากยิ่งข้ึน เพราะฉะน้ัน ดวงกสิณใหญ่
กวา้ งขวาง ย่อมควร(แกค่ นโมหจริตนั้น) ฯ วธิ ีทเี่ หลอื เหมอื นกบั วธิ ที ่กี ล่าวแล้ว
สำหรับคนโทสจริตนั่นเอง รวมความว่า วิธีดังกล่าวมาน้ี ย่อมเหมาะแก่คน
โมหจริต ฯ
๒. วิธีท่ีกล่าวไว้แล้วในคนโทสจริตแม้ทั้งหมด ย่อมเหมาะแก่คน
สัทธาจริต ในส่วนบรรดาอารมณ์ทั้งหลายแม้อนุสสติกัมมัฏฐาน ก็ควรแก่คน
สัทธาจริตน้ัน ฯ ในวิธีมีเสนาสนะเป็นต้น คำท่ีจะพึงกล่าวว่า วิธีช่ือน ี้
ย่อมไม่ควร ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่คนพุทธิจริต ฯ เสนาสนะที่เปิดโล่ง หันหน้า
ตรงทิศ ซึ่งเป็นสถานท่ีเม่ือน่ังแล้ว ย่อมปรากฏอารามป่า และสระโบกขรณี
85
ที่น่ารื่นรมย์ใจ ทิวแถวหมู่บ้าน ตำบล ชนบท และเทือกเขาท้ังหลายทอแสง
สีเขียว ย่อมไม่ควร แก่คนวิตกจริต ฯ เพราะว่า เสนาสนะน้ัน ย่อมเป็นปัจจัย
แก่ความฟุ้งซ่านแห่งวิตกทีเดียว ฯ เพราะฉะน้ัน คนวิตกจริตนั้น ควรอย่ ู
ณ เสนาสนะท่ีลึกเข้าไป หันหน้าเข้าซอกเขา มีป่ากำบัง เช่นกับหลืบท้องช้าง
และถำ้ พระมหินทเถระ ฯ แม้อารมณ์ที่กวา้ งขวาง กไ็ มค่ วรแกค่ นวิตกจริตน้นั ฯ
เพราะว่า อารมณ์เช่นน้ัน ย่อมเป็นปัจจัยแก่ความฟุ้งซ่านแห่งจิตด้วยอำนาจ
วติ ก ฯ สว่ นอารมณท์ ย่ี อ่ ม ยอ่ มควร(แกค่ นวติ กจรติ นน้ั ) ฯ วธิ ที เ่ี หลอื เหมอื นกบั
วิธีที่กล่าวแล้ว สำหรับคนราคจริตนั่นเอง รวมความว่า วิธีดังกล่าวมาน ี้
ย่อมเหมาะแก่คนวิตกจริต ฯ นี้เป็นความพิสดารโดยการกำหนดประเภท
เหตุเกิด การอธิบายความ และการกำหนดวิธีที่เหมาะแห่งจริยาท่ีมาแล้ว
ในคำว่า อตตฺ โน จริยานุกูลํ นี้ ฯ
แต่ว่ากรรมฐานอันอนุกูลแก่จริยา ยังมิได้ทำให้แจ้งด้วยอาการท้ังปวง
มาก่อน เพราะว่ากรรมฐานนั้นจักมีแจ้งโดยแท้ในความพิสดารแห่งบทมาติกา
อนั จะกล่าวเปน็ ลำดับ ฯ
ใหเ้ วลา ๔ ช่วั โมง กบั ๑๕ นาท.ี
86
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๙
แปล ไทยเป็นมคธ
๑. ปรเิ วสกา ปนสสฺ เย โหนฺต ิ อภริ ูปา ปาสาทิกา สนุ หฺ าตา
สุวิลิตฺตา ธูปวาสกุสุมคนฺธสุรภิโน นานาวิราคสุจิมนฺุวตฺถาภรณ-
ปฏิมณฺฑิตา สกฺกจฺจการโิ น ตาทิสา สปปฺ ายา ยาคุภตตฺ ขชฺชกมปฺ ิ วณณฺ คนธฺ -
รสสมฺปนฺน ํ โอชวนฺตํ มโนรมํ สพฺพาการปณีตํ ยาวทตฺถํ วฏฺฏต ิ
อิริยาปโถปิสฺส เสยฺยา วา นิสชฺชา วา วฏฺฏต ิ อารมฺมณ ํ นีลาทีส ุ
วณณฺ กสิเณส ุ ยงฺกิ จฺ ิ สปุ ริสุทธฺ วณฺณนตฺ ิ อทิ ํ โทสจรติ สสฺ สปปฺ ายํ ฯ
โมหจรติ สสฺ เสนาสน ํ ทิสามขุ ํ อสมพฺ าธํ วฏฏฺ ต ิ ยตฺถ นสิ นิ ฺนสฺส
ววิ ฏา ทิสาป ิ ขายนตฺ ิ อริ ยิ าปเถส ุ จงฺกโม วฏฺฏติ อารมมฺ ณ ํ ปนสสฺ
ปริตตฺ ํ สปุ ปฺ มตตฺ ํ วา สราวมตฺตํ วา น วฏฏฺ ติ ฯ สมฺพาธสฺม ึ หิ
โอกาเส จิตฺตํ ภิยฺโย สมฺโมหมาปชฺชติ ตสฺมา วปิ ุลํ มหากสณิ ํ วฏฺฏติ ฯ
เสสํ โทสจรติ สฺส วตุ ตฺ สทิสเมวาต ิ อิท ํ โมหจริตสสฺ สปฺปายํ ฯ
๒. สทฺธาจริตสฺส สพฺพมฺปิ โทสจริตมฺหิ วุตฺตวิธานํ สปฺปายํ
อารมฺมเณสุ จสฺส อนุสฺสติกมฺมฏฺานมฺป ิ วฏฺฏต ิ ฯ พุทฺธิจริตสฺส
เสนาสนาทสี ุ อิทํ นาม อสปฺปายนตฺ ิ นตถฺ ิ ฯ วิตกฺกจริตสฺส เสนาสนํ
วิวฏ ํ ทิสามุขํ ยตฺถ นิสินฺนสฺส อารามวนโปกฺขรณีรามเณยฺยกาน ิ
คามนิคมชนปทปฏิปาฏิโย นีโลภาสา จ ปพฺพตา ปฺายนฺต ิ ตํ น
วฏฺฏติ ฯ ตํ หิ วิตกกฺ วิธาวนสเฺ สว ปจฺจโย โหติ ฯ ตสฺมา คมภฺ ีเร
ทรมิ เุ ข วนปฏจิ ฉฺ นเฺ น หตถฺ กิ จุ ฉฺ ปิ พภฺ ารมหนิ ทฺ คหุ าสทเิ ส เสนาสเน วสติ พพฺ ํ ฯ
อารมมฺ ณมฺปสิ ฺส วปิ ลุ ํ น วฏฏฺ ต ิ ฯ ตาทิส ํ หิ วิตกฺกวเสน สนฺธาวนาย
87
ปจจฺ โย โหต ิ ฯ ปรติ ตฺ ํ ปน วฏฏฺ ต ิ ฯ เสส ํ ราคจรติ สสฺ วตุ ตฺ สทสิ เมวาติ
อิทํ วิตกฺกจริตสฺส สปฺปายํ ฯ อยํ อตฺตโน จริยานุกุลนฺต ิ เอตฺถ
อาคตจรยิ านํ ปเภทนิทานวภิ าวนสปปฺ ายปรจิ เฺ ฉทโต วิตถฺ าโร ฯ
น จ ตาว จริยานุกุล ํ กมมฺ ฏฺานํ สพฺพากาเรน อาวกี ต ํ ฯ ตฺห ิ
อนนตฺ รสฺส มาตกิ าปทสสฺ วติ ฺถาเรน สยเมว อาวีภวิสสฺ ติ ฯ
88
ประโยค ป.ธ. ๙
แปล มคธเป็นไทย
สอบ วนั ท ี่ ๒๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๔
๑. สุขยต ิ กายจิตฺต ํ สุฏฺุ วา ขนติ กายจิตฺตาพาธํ สุเขน
ขมิตพพฺ นฺต ิ วา สุขํ ฯ สกุ รโมกาสทาน ํ เอตสสฺ าติ สุขนตฺ ปิ ิ อปเร ฯ
กสฺมา ปน ยถา อกุสลวิปากสนฺตีรณ ํ เอกเมว วุตฺต ํ เอว ํ อวตฺวา
กุสลวิปากสนฺตีรณํ ทฺวิธา วุตฺตนฺติ ฯ อิฏฺอิฏฺมชฺฌตฺตารมฺมณวเสน
เวทนาเภทสมภฺ วโต ฯ ยท ิ เอวํ ตตถฺ าปิ อนิฏฺ านิฏฺ มชฌฺ ตตฺ ารมมฺ ณวเสน
เวทนาเภเทน ภวติ พฺพนฺติ ฯ นยิทเมวํ อนิฏฺารมฺมเณ อปุ ปฺ ชฺชิตพฺพสฺสาปิ
โทมนสสฺ สสฺ ปฏเิ ฆน วนิ า อนุปปฺ ชชฺ นโต ปฏิฆสสฺ จ เอกนตฺ มกุสล-
สภาวสฺส อพฺยากเตสุ อสมฺภวโต ฯ น หิ ภินฺนชาติโก ธมฺโม
ภินฺนชาติเกสุ อุปลพฺภต ิ ตสฺมา อตฺตนา สมานโยคกฺขมสฺส อสมฺภวโต
อกุสลวิปาเกส ุ โทมนสสฺ ํ น สมภฺ วตตี ิ ตสฺส ตสํ หคตตา น วตุ ฺตา ฯ
อถวา ฯ ยถา โกจ ิ พลวตา พาธยิ มาโน ทพุ พฺ ลปรุ ิโส ตสสฺ ปฏปิ ผฺ ริต ุํ
อสกโฺ กนโฺ ต ตสมฺ ึ อเุ ปกฺขโกว โหติ เอวเมว อกสุ ลวิปากาน ํ ปรทิ พุ ฺพล-
ภาวโต อนฏิ ฺ ารมมฺ เณป ิ โทมนสสฺ ปุ ปฺ าโท นตถฺ ตี ิ สนตฺ รี ณ ํ อเุ ปกขฺ าสหคตเมว ฯ
๒. ภวงคฺ นฺติ อาวชฺชนานนตฺ ร ํ ภวงคฺ ํ ฯ เตนาห
ุ
สาวชฺชนมภฺ วงคฺ นฺต ุ มโนทฺวารนฺติ วุจฺจตตี ิ ฯ
ตตฺถาต ิ เตส ุ จกฺขฺวาทิทฺวาเรสุ จกฺขุทฺวาเร ฉจตฺตาฬีส จิตฺตานิ
ยถารหมุปฺปชฺชนฺตีต ิ สมพฺ นโฺ ธ ฯ ปฺจทฺวาราวชชฺ นเมกํ จกขฺ วุ ิฺ าณาทีน ิ
อุภยวิปากวเสน สตฺต โวฏฺวนเมก ํ กามาวจรชวนาน ิ จ กุสลากุสล-
นริ าวชชฺ นกรฺ ยิ าวเสน เอกนู ตสึ ตทาลมพฺ นาน ิ จ อคหติ คคฺ หเณน อฏเฺ วาติ
ฉจตฺตาฬีส ฯ ยถารหนฺต ิ อิฏฺาทิอารมฺมณโยนิโสอโยนิโสมนสิการ-
นริ านสุ ยสนฺตานาทีน ํ อนรุ ปู วเสน ฯ สพฺพถาปีติ อาวชชฺ นาทิตทาลมพฺ น-
ปริโยสาเนน สพฺเพนป ิ ปกาเรน กามาวจราเนวาต ิ โยชนา ฯ สพพฺ ถาปิ
จตุปฺ าส จติ ฺตานตี ิ วา สมฺพนโฺ ธ ฯ สพพฺ ถาปิ ตํตทํ วฺ ารกิ วเสน ติ าน ิ
89
อคหิตคฺคหเณน จกฺขุทวฺ ารเิ กสุ ฉจตฺตาฬีสจิตเฺ ตส ุ โสตวิ ฺ าณาทนี ํ จตนุ นฺ ํ
ยคุ ลาน ํ ปกเฺ ขเปน จตปุ ฺ าสาต ิ อตโฺ ถ ฯ จกขฺ วฺ าททิ วฺ าเรส ุ อปปฺ วตตฺ นโต
มโนทฺวารสงฺขาตภวงฺคโต อารมฺมณนฺตรคฺคหณวเสน อปฺปวตฺติโต จ
ปฏสิ นธฺ าทวิ เสน ปวตตฺ าน ิ เอกนู วสี ต ิ ทวฺ ารวนิ มิ ตุ ตฺ านิ ฯ ทวฺ ปิ จฺ วิ ฺ าณานิ
สกสกทวฺ าเร ฉพพฺ สี ตมิ หคคฺ ตโลกตุ ตฺ รชวนาน ิ มโนทวฺ าเรเยว จ อปุ ปฺ ชชฺ นโต
ฉตตฺ สึ จติ ตฺ าน ิ ยถารห ํ สกสกทวฺ ารานรุ ปู ํ เอกทวฺ ารกิ จติ ตฺ านิ ฯ ปจฺ ทวฺ าเรส
ุ
สนฺตีรณตทาลมฺพนวเสน มโนทฺวาเร จ ตทาลมฺพนวเสน ปวตฺตนโต
ฉทวฺ ารกิ านิ เจว ปฏิสนธฺ าทวิ เสน ปวตตฺ ิยา ทฺวารวินมิ ุตตฺ านิ จ ฯ
ใหเ้ วลา ๔ ช่ัวโมง กับ ๑๕ นาท.ี
90
เฉลย ประโยค ป.ธ. ๙
แปล มคธเป็นไทย
๑. ธรรมชาติที่ช่ือว่า สุข เพราะอรรถว่า ทำกายและจิตให้สบาย
เพราะอรรถว่า ขุดเสยี ด้วยดี ซึ่งความบีบค้ันทางกายและจิต หรอื เพราะอรรถวา่
อันสัตว์พึงอดทนได้ง่าย ฯ อาจารย์พวกอ่ืนอีกกล่าวว่า ธรรมชาตท่ีชื่อว่า
สุข เพราะอรรถว่า มีการให้โอกาสท่ีทำได้ง่าย ดังน้ีบ้าง ฯ มีคำท้วงว่า
เพราะเหตุไรเล่า สันตีรณจิตฝ่ายกุศลวิบาก พระอนุรุทธาจารย์จึงไม่กล่าวไว้
เหมือนสันตีรณจิตฝ่ายอกุศลวิบาก อันท่านกล่าวไว้ดวงเดียวเท่าน้ัน (แต่)
กล่าวไว้โดยส่วนสอง (สองดวง) ฯ มีคำวิสัชชนาว่า สันตีรณจิตฝ่ายกุศลวิบาก
อันพระอนุรุทธาจารย์กล่าวไว้โดยส่วนสอง (สองดวง) เพราะมีความต่างกัน
(ความเป็นไปต่างกัน) แห่งเวทนาคืออิฏฐารมณ์และอิฏฐมัชฌัตตารมณ์ ฯ
มีคำท้วงว่า ถ้าความเป็นอย่างน้ัน พึงมีไซร้ แม้ในสันตีรณจิตฝ่ายอกุศลวิบาก
นั้นก็ต้องมีความต่างแห่งเวทนา คือ อนิฏฐารมณ์และอนิฏฐมัชฌัตตารมณ ์
(ด้วย) ฯ มีคำแก้ว่า สันตีรณฝ่ายอกุศลวิบากน้ี ไม่พึงเป็นอย่างนั้น เพราะความ
ไม่เกิดข้ึนอันเว้นจากปฏิฆะแห่งโทมนัสเวทนาท่ีแม้พึงเกิดขึ้นในอนิฏฐารมณ์
และเพราะความไม่เป็นไปในอัพยากตจิตแห่งปฏิฆะอันมีสภาพเป็นอกุศล
อย่างเดียว ฯ จรงิ อยู่ ธรรมทีม่ ชี าติตา่ งกนั อันบณั ฑิตยอ่ มไมไ่ ด้ในธรรมท่ีมชี าติ
ต่างกัน เพราะเหตุน้ัน โทมนัสเวทนาจึงไม่มีในอกุศลวิบากจิต เพราะความ
ไม่มีปฏิฆะอันควรแก่การประกอบซึ่งเหมือนกับตน เพราะเหตุนั้น ความท่
ี
สั น ตี ร ณ จิ ต ฝ่ า ย อ กุ ศ ล วิ บ า ก น้ัน เ ป็ น จิ ต ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย โ ท ม นั ส เ ว ท น า น้ัน
พระอนุรทุ ธาจารย์จงึ ไมก่ ลา่ วไว้ ฯ อกี นัยหนงึ่ ความเกิดขึน้ แห่งโทมนสั เวทนา
แม้ในอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่มี เพราะความท่ีอกุศลวิบากจิตเป็นจิตมีกำลังอ่อน
รอบด้าน เพราะเหตุนั้น สันตีรณจิต (ฝ่ายอกุศลวิบาก) จึงเป็นจิตที่สหรคต
ด้วยอุเบกขาเวทนาเทา่ นั้น เปรยี บเหมือน คนผูไ้ มม่ ีกำลงั บางคนถกู คนผมู้ ีกำลัง
เบยี ดเบยี นอยู่ เมื่อไม่สามารถจะโต้ตอบบุคคลนัน้ ได ้ จึงไดแ้ ตว่ างเฉยในบุคคล
ผูเ้ บยี ดเบียนนนั้ ฉะนน้ั ฯ
91
๒. บทวา่ ภวงคฺ ํ ไดแ้ ก่ ภวังคจติ ที่เกิดข้นึ ในลำดับก่อนอาวัชชนจติ ฯ
เพราะเหตนุ นั้ พระโบราณาจารยท์ ้ังหลายจงึ กล่าวไวว้ า่
ก็ ภวังคจิตพร้อมท้ังอาวัชชนจิต บัณฑิตท้ังหลาย
เรยี กวา่ มโนทวาร ฯ
บทว่า ตตฺถ เป็นต้น เช่ือมความว่า บรรดาทวารมีจักขุทวารเป็นต้น
เหล่าน้นั ในจักขทุ วาร จติ ๔๖ ดวง ยอ่ มเกดิ ขึน้ ไดต้ ามสมควร ฯ จิต ๔๖ ดวง
คอื ปญั จทวาราวชั ชนจติ ๑ ดวง จติ ๗ ดวง คอื วบิ ากจติ ทง้ั ๒ ฝา่ ย มจี กั ขวุ ญิ ญาณ
จติ เปน็ ต้น โวฏฐัพพนจิต ๑ ดวง กามาวจรชวนจติ ๒๙ ดวง คอื กามาวจรกุศล-
ชวนจิต (๘ ดวง) อกุศลชวนจิต (๑๒ ดวง) กามาวจรกิริยาชวนจิต เว้น
อาวัชชนจติ เสีย (๒ ดวง) (เหลอื ๙ ดวง) และตทาลมั พนจิตเพียง ๘ ดวงเท่านนั้
โดยระบถุ งึ ตทาลัมพนจติ ทีย่ งั มิได้ระบุถึง ฯ บทวา่ ยถารหํ ความว่า ด้วยอำนาจ
แหง่ ความอนรุ ปู แกอ่ ารมณม์ อี ฏิ ฐารมณเ์ ปน็ ตน้ โยนโิ สมนสกิ าร อโยนโิ สมนสกิ าร
และสันดานที่ปราศจากอนุสัยเป็นต้น ฯ บทว่า สพฺพตฺถาปิ เป็นต้น มีวาจา
ประกอบความวา่ จติ ๕๔ ดวง โดยประการทมี่ อี าวชั ชนจติ เปน็ ตน้ มตี ทาลมั พนจติ
เป็นที่สุด แม้ท้ังปวง พึงทราบว่า ล้วนเป็นกามาวจรจิต ฯ อีกอย่างหน่ึง
เช่ือมความว่า จิต ๕๔ ดวง แม้โดยประการท้ังปวงเป็นกามาวจรจิต ฯ
อธิบายความว่า จิตทั้งหลายท่ีดำรงอยู่ด้วยอำนาจจิตที่เกิดทางทวารน้ัน ๆ
แม้โดยประการท้ังปวง ย่อมมี ๕๔ ดวง โดยเพ่ิมจิต ๔ คู่ มีโสตวิญญาณจิต
เปน็ ตน้ เขา้ ในจติ ๔๖ ดวง ทเ่ี กดิ ทางจกั ขทุ วาร โดยระบถุ งึ จติ ทย่ี งั มไิ ดร้ ะบถุ งึ ฯ
จิต ๑๙ ดวง ท่ีเป็นไปด้วยอำนาจกิจมีปฏิสนธิกิจเป็นต้น ช่ือว่า จิตท่ีพ้น
จากทวาร เพราะไมเ่ ปน็ ไปในทวารมีจักขุทวารเปน็ ต้น และเพราะไมเ่ ปน็ ไปดว้ ย
อำนาจรับอารมณ์อ่ืน จากภวังคจิตกล่าวคือมโนทวาร ฯ จิต ๓๖ ดวง คือ
ปัญจวิญญาณจิตทั้งสองฝ่าย (๑๐ ดวง) ชื่อว่า จิตเกิดทางทวารเดียว
92
เพราะเกดิ ข้นึ ในทวารของตน ๆ ตามสมควร คือ ตามสมควรแกท่ วารของตน ๆ
และคอื มหคั คตชวนจติ และโลกตุ ตรชวนจติ ๒๖ ดวง ชอื่ วา่ จติ เกดิ ทางทวารเดยี ว
เพราะเกิดข้ึนในมโนทวารเท่านั้น ฯ สันตีรณจิตที่สหรคตด้วยอุเบกขาเวทนา
(๒ ดวง) และ มหาวิบากจิต (๘ ดวง) ช่ือว่า จิตเกิดทางทวาร ๖ เพราะเป็นไป
ในทวาร ๕ ด้วยอำนาจสันตีรณกิจ และตทาลัมพนกิจ และเพราะเป็นไป
ในมโนทวารดว้ ยอำนาจตทาลมั พนกจิ และชอ่ื วา่ จติ พน้ จากทวาร เพราะเปน็ ไป
ด้วยอำนาจกจิ มีปฏิสนธกิ ิจเปน็ ตน้ ฯ
พระเทพมหาเจตยิ าจารย์ ปฺ าสริ ิ วัดพระปฐมเจดยี ์ จ.นครปฐม แปล
สนามหลวงแผนกบาลี ตรวจแก.้