วิช วิ าภาษาไทย ๑ มัธ มั ยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรีย รี นบ้านปล่องเหลี่ยม ความรู้และข้อน่าสังเกต เกี่ยวกับภาษาไทย
ความรู้แ รู้ ละข้อน่าสังเกตเกี่ยว กับภาษาไทย - หน้าที่ของภาษา ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น ใช้ในการคิด เป็นสิ่งท่ีแยก มนุษย์ออกจากสัตว์ - แม้สัตว์บางชนิดเช่นผึ้งจะสื่อสารอย่างเป็นระบบ เช่น ผึ้ง แต่ระบบ การสื่อสารของผึ้งกับ มนุษย์ก็แตกต่างกันในหลายประเด็นดังตารางต่อไป ตารางแสดงความแตกต่างระหว่า ว่ งการ สื่อสารของมนุษย์กับสัตว์ ประเด็น สัตว์ มนุษย์ เพื่อ พื่ ความอยู่ร ยู่ อด เช่น ช่ อาหาร ถิ่นที่อยู่ก ยู่ ารดำ รงเผ่า ผ่ พัน พั ธุ์ หลากหลาย ไม่จํากัดเฉพาะเรื่อ รื่ งความ ต้องการพื้นฐานเท่านั้น เช่น ถ่ายทอด อารมณ์ ความรู้สึรู้ สึ ก ความคิด ความเชื่อ ที่ซับซ้อน สาร ช่วงเวลา วิธี วิ ก ธี าร เรื่อ รื่ งปัจจุบั จุ น บั เฉพาะหน้า อดีตปัจจุบั จุ น บั อนาคตเรื่อ รื่ ง เท็จ เรื่อ รื่ งจินตนาการ หลากหลายเช่น ช่ กลิ่นสี ท่าทางการเคลื่อนไหว ใช้เ ช้ สีย สี งเป็น ป็ หลัก มโนทัศน์สําคัญ ๑. ภาษาประกอบด้วยหน่วยในภาษา ๒. เสียงของคําส่วนใหญ่ในภาษาไม่สัมพันธ์กับความหมาย ๓. ภาษาใช้สื่อสารได้ตามเจตนาต่างๆ ภาษาประกอบด้วยหน่วยในภาษา เพื่อความอยู่รอด เช่น อาหาร ถิ่นที่อยู่และการดํารงเผ่าพันธุ์ หลากหลาย ไม่จํากัดเฉพาะเรื่องความต้องการ พื้นฐานเท่านั้น เช่น ถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ความเชื่อที่ซับซ้อน - ความแตกต่างระหว่างเสียงกับหน่วยเสียง - เสียง รับรู้ได้ด้วยการฟัง เช่น เสียงนกร้อง เสียงระฆัง เสียงฟ้าร้อง - หน่วยเสียง คือ ระบบของเสียงในแต่ละภาษา ซึ่งมีอยู่อย่างจํากัดในแต่ละภาษา กล่าวเฉพาะในภาษา ไทย หน่วยเสียง หมายถึง เสียงสระ เสียงพยัญชนะ และเสียงวรรณยุกต์ ซ่ึง สามารถ ประกอบกัน เป็นหน่วยที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆได้ เช่น พยางค์>>>คํา>>>คําที่ซับซ้อน>>>กลุ่มคํา>>>ประโยค>>>ข้อความ
การประกอบหน่วยเสียงเป็น ป็ พยางค์และคํา การประกอบหน่วยเสียงเป็นพยางค์จะต้องมีองค์ประกอบของหน่วยเสียง อย่างน้อย ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ๑) หน่วยเสียงพยัญชนะต้น ๒) หน่วยเสียงสระ ๓) หน่วยเสียง วรรณยุกต์ หน่วยเสียงในภาษาไทยมีข้อจํากัดในการประกอบบ้าง เช่น ๑.หน่วยเสียงพยัญชนะต้นควบกลํ้ามีเพียง ๑๑ หน่วยเสียง ได้แก่ กร กล กว คร คล คว ตร ปร ปล พร และ พล ๒.การผันเสียงวรรณยุกต์มีข้อจํากัดคําตายจะผันเสียงได้น้อยกว่าคําเป็น การประกอบคําเป็นคําที่ซับซ้อนขึ้นและเป็นประโยค ๑.การประกอบคําพยางค์เดียวเข้าด้วยกันเป็นคําประสมคําซ้อนคําซํ้า ๒.การเรียงคําพยางค์เดียวสลับท่ีกันทําให้ได้ประโยคที่มีความหมายแตกต่างกัน ไป เช่น ใครมาหาพี่ พี่มาหาใคร ข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการประกอ ๑.ในกรณีของการสร้างคําบางคำ ไม่สื่อความหมายถือเป็นพยางค์ ๒.ข้อจํากัดในการประกอบเสียง สระอี+น/สระเออะ+พยัญชนะท้าย “เงิน”สระเอียะ+ พยัญชนะท้าย/สระเอือะ+พยัญชนะท้าย/สระอัวะ+พยัญชนะท้าย ๓. มนุษย์สามารถสร้างประโยคได้ยาวมากก็จริง แต่ในทางการพูดมักพูดประโยค สั้นๆเพื่อสื่อ ความให้เข้าใจ ๔. การเชื่อมประโยคควรหลกเลี่ยงการใชสันธานซ้ำ ๆกัน
-มือ–ภาษาไทย/ได-ภาษาเขมร/หัตถ์-ภาษาบาลี/hand-ภาษา อังกฤษ -การเรียกของสิ่งเดียวกันด้วยศัพท์ที่แตกต่างกันเช่นนี้แสดงให้ เห็นว่า “คําในแต่ละภาษาจะมีความหมายอย่างไรขึ้นอยู่กับการ ตกลงกันของกลุ่มชนเจ้าของภาษา”เช่นเดียวกับกรณีภาษาถิ่นของ ประเทศไทย -อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเสียงกับ ความหมายอยู่บ้างจํานวนเล็กน้อย ดังตารางนี้ เสียงของคําส่วนใหญ่ในภาษาไม่ สัมพันธ์กับความหมาย
ภาษาใช้สื่อสารได้ตามเจตนาต่างๆ นักไวยากรณ์แบ่งประโยคตามเจตนาในการสื่อสารไว้ ๖ ประเภท ดังนี้ ๑.ประโยคบอกเล่า หรือแจ้งให้ทราบ ๒.ประโยคบอกเล่าปฏิเสธ ๓.ประโยคถามให้ตอบ ๔.ประโยคถามให้ตอบปฏิเสธ ๕.ประโยคบอกให้ทํา ๖.ประโยคบอกให้ทําปฏิเสธหรือประโยคห้ามข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ ประโยคแสดงเจตนา ข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้ประโยคแสดงเจตนา ๑.ประโยคแต่ละชนิดอาจมีเจตนาย่อยแฝงอยู่ ประโยคบอกเล่าเชิงตักเตือน แนะนํา สั่งสอน ๒.ประโยคคําสั่งสามารถทําให้เป็นประโยคขอร้องได้ด้วยการเติมคำ บางคำ เข้าไป เช่น กรุณา โปรด ๓.ประโยคปฏิเสธมักมีคําว่า “ไม่” อยู่หน้าคําที่ต้องการปฏิเสธ เช่น เขาไม่เคยหลับตอนกลางวัน ๔.ผู้พูดอาจมีเจตนาหลายอย่างในการใช้ประโยคผู้รับสารต้องเลือกตอบสนอง ให้สอดคล้องกับเจตนาหลักของผู้พูด ๕.ผู้รับสารอาจตอบสนองเจตนาของผู้ส่งสารผิดได้
๒. ข้อใดเป็นคําประสมทุกคํา ก. บ้านเรือน พ่อแม่ ลูกหลาน ข. ขาดเหลือ บ้านนอก อ้วนพี ค. ห่อหมก ชั่วดี บ้านพัก ง. กล้วยไม้ เสื้อคลุม แผ่นเสียง ก. พอฝนจะตกเราก็รีบกลับบ้านทันที ข. คนไทยรักสงบแต่ยามรบก็ไม่ขลาด ค. ใครๆก็รู้ว่าแถวสีลมอากาศเป็นพิษ ง. ประชาชนไม่ใช้สะพานลอยตำ รวจจึงตัก เตือน แบบฝึก ฝึ หัด เรื่อ รื่ ง ความรู้แ รู้ ละข้อน่าสังเกตเกี่ยวกบภาษา อาจารย์สันติวัฒ วั น์ จันทร์ใร์ ด ๑. ข้อใดเป็นคําที่เกิดจากการเลียนเสียงธรรมชาติทุกคำ ก. ตุ๊กแก ต๊อกแต๊ก ต้วมเตี้ยม ข. ออดแอด อุ้ยอ้าย อู๊ดอี๊ด ค. โหวยๆ หวีด หวูดๆ ง. โครมๆ คึก คิกๆ ๓.ข้อใดไม่ใชประโยคความรวม ๔.ข้อใดเป็นประโยคคำ ถาม ก. อะไรฉันก็กินได้ทั้งนั้น ข. เธอนั่นเอง ฉันนึกว่าใคร ค. ทำ ไมเธอไม่อ่านคำ สั่งให้ดีเสียก่อน ง. เมื่อไหร่เขาจะมาก็ไม่รู้ ๕. การพูดในข้อใดมีน้ำ เสียงแตกต่างจากข้ออื่น ก. หยุดทีเถอะ ฉันจะนอน ข. หยุดทีเถอะ เธอเหนื่อยมากแล้ววันนี้ ค. หยุดทีเถอะ แล้วจะหาว่าฉันไม่เตือน ง. หยุดทีเถอะ พูดเรื่องอื่นบ้างได้ไหม
๖. คำ ซ้ำ ในข้อใดไม่สามารถใช้เป็นคำ เดี่ยวได้ ก. กับข้าวพื้นๆ ใครก็ทำ ได้ ข. แท็กซี่คันไหนๆ ก็ไม่รับฉันสักคน ค. หาซื้อเมล็ดพันธุ์ดีๆ มันเพาะปลูก ง. จุดตะเกียงกระป๋องเล็กๆ ท่องหนังสือ ก. กินข้าวเสร็จต้องช่วยกันเก็บถ้วยชามให้เรียบร้อย ข. ประชาชนกำ ลังยื้อแย่งกันซื้อเสื้อเหลืองที่เมืองทองธานี ค. เด็กวัยรุ่นทุกวันนี้ชอบกินเหล้าเมายาประพฤติตนเหลวแหลก ง. รัฐบาลยอมให้ราคาน้ำ มัน ลอยตัวได้จึงทำ ให้ ลอยตัวได้จึงทำ ให้ น้ำ มันมีราคาแพง ๗. ข้อใดไม่มีคำ ซ้อน ๘. ข้อความต่อไปนี้ควรเติมคําเชื่อมข้อใดในช่องว่าง “ประเทศของเราต้องประสบวิกฤติด้านต่างๆ ติดต่อกันมาหลายปี ..........ด้วยความ รู้เท่าทันและความร่วมมือร่วมใจของคนไทยทุกคนที่ช่วยกันประคับประคองแก้ไข บ้านเมืองของ เรา .......... ยังคงอยู่เป็นปกติสุข” ก. ทั้งนี้ จึง ข. แต่ จึง ค. แต่ ก็ ง. ทั้งนี้ ก็ ๙. คําซ้ําในข้อใดไม่มีความหมายเป็นพหูพจน์ ก. น้องๆ ของเขารักใคร่กันดี ข. เขาป่วยต้องนอนพักเป็นเดือนๆ ค. ตอนเด็กๆ ฉันเคยไปอยู่ต่างจังหวัด ง. สาวๆ สมัยนี้รูปร่างอ้อนแอ้นกันเหลือเกิน ๑๐. ข้อใดเป็นประโยคสมบูรณ์ ก. หัวข้อการสนทนาเรื่องความเป็นเลิศในกีฬายิมนาสติกของประเทศจีน ข. การศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อการพัฒนากีฬายิมนาสติก ค. การแข่งขันยิมนาสติกอย่างต่อเนื่องและการสนับสนุนส่งเสริม จากรัฐ ง.ประเทศจีนให้ความสําคัญกับกีฬายิมนาสติกมายาวนานต่อเนื่อง
สมาชิกกลุ่ม๔ นาย ภูษณวิช วิ ญ์ เพิ่มสัตย์ เลขที่๘ นาย ธนภัทร์ บุตรบำ รุง เลขที่ ๑๗ นางสาว พัชชา เบ้าเงิน เลขที่ ๑๙ นางสาว ปณิตา คงต๊ะ เลขที่ ๒๔ นาย จตุพล คงสกุล เลขที่ ๓๑ นาย เศรษฐศักดิ์ แก้วจอหอ เลขที่ ๓๒ นางสาว สุภานันทร์ ภู่ยินดี เลขที่๑๒