คำนำ เอกสารคู่มือการสร้างสื่อ AR เล่มนี้ เป็นการรวบรวมความรู้ เนื้อหาวิธีการสร้างสื่อ AR โดยนำความรู้ เหล่านั้นมาประมวลผลเป็นคู่มือการสร้าง AR เพื่อให้ผู้ที่ต้องการศึกษาแนวทางในการสร้างชิ้นงานเกี่ยวกับ AR ได้มีประโยชน์และประสิทธิภาพอย่างสูงสุด โดยจะแสดงขั้นตอนการทำงาน การสร้างชิ้นงานโดยมีทั้ง 2 โปรแกรม ได้แก่ โปรแกรม Vidinoti และ Spark AR จะมีเนื้อหาการสอนการสร้างชิ้นงานขึ้นมา ทั้งนี้เพื่อให้ การสร้างชิ้นงานนั้นสามารถทำตามได้โดยง่าย ทั้งนี้ ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารคู่มือการสร้างสื่อ AR นี้ จะเป็นประโยชน์ในการใช้เป็น แนวทางในการสร้างชิ้นงานให้มีประสิทธิภาพไม่มากก็น้อย นนทัชพร ลำพะสร ผู้จัดทำ
สารบัญ เรื่อง หน้า คำนำ ก สารบัญ ข รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่VR AR MR XR CR และ SR 1 คู่มือการสร้างสื่อ AR ด้วยโปรแกรม Vidinoti 12 คู่มือการสร้างสื่อ AR ด้วยโปรแกรม Spark AR 38 บรรณานุกรม 53
รู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ VR AR MR XR CR และ SR VR AR MR ต่างกันอย่างไร? Ans. VR นั้นจำลองโลกขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไม่มีการตอบสนองกับโลกจริง AR สร้างสิ่งจำลองขึ้นมาทับบนโลกจริง โดยทั้ง VR และ AR จะไม่มีปฎิกิริยาตอบสนองกับโลกจริงเลย MR เป็นโลกเสมือนที่จะสร้างสิ่งจำลองขึ้นมาซ้อนทับและตอบสนองกับโลกจริงของเราได้ XR, CR กับ SR คืออะไร? Ans. XR ระบบใหม่ซึ่งจะรวมความสามารถของ VR AR และ MR เข้าด้วยกัน และเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้ากับ อินเตอร์เน็ต CR ภาพบันทึกหรือภาพยนตร์ที่นำมาแสดงให้ชมในแบบทาบทับไปบนโลกจริง SR ภาพบันทึกนำมาเล่นซ้ำหรือซ้อนทับให้ชมพร้อมเหตุการณ์ ณ ปัจจุบันได้ “ แล้วโลกจริงก็คือ RR คือ Real Reality หรือโลกจริงของพวกเรานั่นเอง ”
AR (Augmented Reality) คืออะไร สำหรับเทคโนโลยี AR ย่อมาจาก Augmented Reality เป็นเทคโนโลยีที่นำภาพเสมือน ที่เป็น รูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและการประมวลผลที่จะนำวัตถุมาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกัน เราสามารถมองผ่านกล้องได้โดยตรง ความจริงเทคโนโลยีนี้ไม่ใช่เพิ่งจะมี จริง ๆ มีการพัฒนามาตั้งแต่ปี 2010 แล้วและมีปรับปรุงรูปแบบ พัฒนาความเสถียรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบัน AR เริ่มเห็นได้ชัดจากงานหลายอย่าง แต่ที่ชัดเจนสุดคือ เกม Pokemon Go นั่นเอง ประโยชน์ของเทคโนโลยี AR แน่นอนว่าการเกิดของเทคโนโลยีที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเช่น AR ต้องมีประโยชน์ที่คุณควรรู้ เช่น - สามารถเป็นสื่อและข้อมูลที่ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเช่น สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ ที่ จำลองป่า รวมไปถึงสภาพแวดล้อมให้เราเห็นได้ - ใช้ในเรื่องการจัดบ้านเพราะคุณจะได้เห็นตำแหน่งและการจัดบ้านจริง ๆ ก่อนที่จะซื้อของ - ใช้ในด้านงานศิลปะที่สามารถจำลองภาพต่าง ๆ ก่อนการจัดจริงว่าควรทำอย่างไรให้ดูสวย - ใช้สำหรับการเล่นเกม เช่น Pokemon Go ส่วนใหญ่จะใช้ในการค้นหาโปเกม่อนและการจับเพราะเรา ไม่รู้ว่ามันอยู่ไหนจนกว่าจะหันเจอ
AR - Augmented Reality AR เป็นโลกเสริมจริงที่มีบางสิ่งขึ้นมาซ้อนทับอยู่บนโลกจริง โดยสร้างสิ่งของหรือตัวละครแบบลอย และทับอยู่ด้านบนเท่านั้น ดูคล้ายๆ กับมาปรากฏบนโลกจริงของเรา อุปกรณ์ในการเล่น: บนมือถือ เพียงดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นลงบนสมาร์ทโฟนก็เปิดเล่นได้คอมพิวเตอร์ สวม แว่นตาคล้ายกับ VR ตัวอย่างเกม AR ได้แก่ Pokemon GO, Jurasic World, และ The Walking Dead: Our World เป็นต้น
VR - Virtual Reality VR เป็นโลกเสมือนจริงที่สร้างจำลองขึ้นทั้งหมดในมุมมอง 360องศา ล้อมรอบตัวผู้เล่นจะเสมือนเข้า ไปสู่โลกอีกโลกหนึ่ง มีความสมจริงเพราะสามารถจะหันเปลี่ยนมุมมองได้รอบทิศ อุปกรณ์ในการเล่น: บนมือถือ รองรับทั้งการใช้คู่กับแว่นตา VR และแบบไม่ต้องใช้แว่นตา บนคอมพิวเตอร์ รองรับอุปกรณ์เสริมอย่างแว่นตา VR, เซ็ต Oculus Rift, เซ็ต HTC Vive, Samsung Gear VR บนPlayStation 4 จะต้องมี PlayStation VR (เป็นอุปกรณ์เสริมคล้ายแว่นตา VR) บนเครื่อง VR แบบเกมอาร์เคดเซนเตอร์ สวมอุปกรณ์ที่ติดตั้งในเครื่อง ตัวอย่างเกม VR ได้แก่ Sword Art Online : Lovely Honey Days และ CIRCLE of SAVIORS เป็นต้น
MR - Mixed Reality (หรือ Merged Reality) MR เป็นโลกผสานจริง สร้างบางสิ่งขึ้นมาเชื่อมโยงไปกับโลกจริง โดยมีสิ่งของหรือสภาพแวดล้อมให้ เห็น มีมิติ ไม่ลอยอยู่เฉพาะด้านบนแบบ AR และตอบสนองได้ราวกับเป็นสิ่งที่มีอยู่บนโลกเราจริงๆ อุปกรณ์ในการเล่น: Magic Leap One และ Microsoft HoloLens
CR - Cinematic Reality CR เป็นภาพยนตร์เสมือนจริงที่พัฒนามาจาก AR และ VR จะเป็นภาพวัตถุหรือบุคคลปรากฎซ้อนทับ ขึ้นบนโลกจริง แต่มีมิติและเสมือนมีตัวตนจริงอยู่บนโลก อุปกรณ์ในการเล่น: มีทั้งแบบร้องรับแว่นตาและไม่ต้องใช้แว่นตาก็รับชมได้
SR - Substitutional Reality SR เป็นโลกทดแทนเสมือนจริง ชื่อเรียกนี้มาจากทางญี่ปุ่น ระบบจะนำวีดีโอภาพและเสียงที่บันทึกไว้ และส่งภาพออกมาให้ชมในรูปแบบเสมือนจริงในมุมมองรอบทิศทางแบบ VR โดยจะเห็นภาพทั้งที่บันทึกไว้และ ภาพในจริงปัจจุบันซ้อนทับกัน เทคโนโลยีนี้ถูกนำมาใช้ในเว็บไซต์โฆษณา อุปกรณ์ในการเล่น: แว่นตาคล้าย VR Head Set
XR - eXtender Reality (หรือ Cross Reality) XR เป็นสิ่งแวดล้อมเสมือนจริงที่ผสมไปบนโลกจริง ผู้ใช้สามารถจะเชื่อมต่อข้อมูลกับเครือข่ายและมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้ใช้คนอื่นๆ ได้ผสมผสานทั้งความสามารถของ AR+VR และ MR เข้าด้วยกัน ขณะนี้ยังอยู่ใน ขั้นตอนพัฒนา โดยวางแผนจะนำมาใช้ทั้งในด้านอุตสาหกรรม การศึกษา การทหาร สุขภาพ ท่องเที่ยว และ ความบันเทิง อุปกรณ์ในการเล่น: แว่นตาคล้ายแว่น VR
คู่มือวิธีการสร้างสื่อ AR ด้วย Vidinoti เริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่เว็บ https://www.vidinoti.com/home/ เมื่อเข้าสู่หน้าเว็บเรียบร้อย แล้ว ก็สมัคร เข้าใช้งาน คลิกเลือกที่ Free Sign up มุมบนด้านขวา จากนั้นก็กรอก ข้อมูลเพื่อสมัครเข้าใช้งาน
เมื่อ Register เรียบร้อยแล้ว ให้เข้าไป Activate จาก link ที่ส่งไปยัง e-mail แล้วก็ Log in เพื่อใช้ งาน ในหน้าแรกจะมีการแนะนำขั้นตอนเบื้องต้นบอกเราว่า เราต้องทำการดาวน์โหลด App VPlayer จะต้อง Scan QR Code นะ และก็มีวีดีโอแนะนำการใช้งานให้เราได้ดูกัน หน้าแรกของระบบจะประกอบด้วย 1. ซ้ายมือจะเป็นแท็บเมนูการจัดการต่างๆ 2. ตรงกลางเป็นส่วน Plan ซึ่งเราสามารถดูได้ว่าเราทำไปกี่ content แล้ว หรือ publish ไปแล้วกี่ content รวมถึงสามารถ upgrade account ได้ด้วย 3. มุมล่างด้านขวาของหน้าจอจะเป็น QR Code ซึ่งประโยชน์ของมันก็คือ คนที่จะมองเห็นงาน AR ของเรานั้น จะต้องทำการเปิด App V-Player จากนั้นนำมาส่ง QR Code ตัวนี้เพื่อจะดูผลงานของเรานั่นเอง หมำยเหตุ: ให้บันทึก QR Code เก็บไว้แล้วค่อยนำรูปไปแปะไว้ในงานของเรา
มาเริ่มสร้าง AR กันได้เลย! ขั้นตอนที่1 จากหน้าแรก ให้คลิกเลือก “Create new content” ขั้นตอนที่2 เลือก “Image AR” จากนั้นให้เราทำการ Drop file หรือ Browse file ที่เราได้สร้างเอาไว้ เข้ามา ในระบบ
ขั้นตอนที่3 เมื่อเลือกรูปที่ต้องการ upload เสร็จ กด “Continue” จากนั้นระบบก็จะแสดงหน้าถัดไปให้ตั้งชื่อ “content name” และ “Description” (อันหลังจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) จากนั้นกด “Continue” อีกรอบ ปุ่ม จะอยู่ด้านล่างขวาของหน้าจอ
ขั้นตอนที่4 เมื่อเจอหน้าจอดังรูปด้านล่าง ให้เราคลิกที่รูปในหน้าจอ ระบบจะพาเราไปยังหน้า Pixlive editor ขั้นตอนที่5 ครั้งแรกที่เข้ามาในส่วน Pixlive editor ก็มีการแนะนำการใช้งาน คลิก “take the tour!” ก็คลิก ถัดไปเรื่อยๆ เมื่อครบแล้วก็โปรดรอสักครู่ ก็จะเจอกับหน้าจอดังรูป - ซ้ายของหน้าจอคือ content ต่างๆ ไว้ให้เราเลือกใช้ - ตรงกลางส่วนแสดงผล สามารถเลือกมุมมองสลับไปมาได้ระหว่าง Scene View หรือ Scenario มี % การ แสดงผล - ขวาของหน้าจอก็จะเป็น Properties ของแต่ละ Scene ที่เราโฟกัสอยู่
ขั้นตอนที่6 ก่อนอื่นเรามามองภาพรวมก่อนการสร้างงาน ตามตัวอย่างที่ผู้เขียนออกแบบงานของผู้เขียนไว้คือ “จะมีจำนวนเมนู 3 เมนู ซึ่งเมนูแรกจะเป็นเนื้อหาของ Multiplication Table เมนูถัดมาจะเป็นวิดีโอเพลง ส่วนสุดท้ายจะเป็นส่วนแสดงช่องทาง Contact มายังผู้จัดทำ storyboard” มาเริ่มกันที่เมนูแรก ให้คลิกเลือก content “Image Button” เพื่อเพิ่มปุ่มแรกกันเลย Image Button จะมี สองแบบคือ ด้านซ้ายรูปแบบที่ระบบมีไว้ให้แล้ว ส่วนด้านขวาจะเป็นแบบที่เราออกแบบเอาไว้ ให้เรา Browse file ที่ต้องการเข้ามาได้เลย เมื่อเรียบร้อยแล้ว คลิกปุ่ม “Apply changes”
ขั้นตอนที่7 เมื่อสร้างปุ่มแรกเรียบร้อยแล้ว ระบบก็จะ New Scene2 ขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ (เราเปลี่ยนชื่อเป็น เนื้อหาที่ 1) โดยให้ลอง Switch ไปดูในมุมมอง Scenario จะเห็นภาพชัดเจน เลือกคลิกที่ภาพด้านขวา เพื่อเป็นการเข้าไปท างานในหน้านั้นๆ เพื่อเพิ่มส่วนที่เราต้องการ
ส่วนนี้จะเป็นการเพิ่มไฟล์รูปภาพ เราก็เลือกที่เครื่องมือด้านขวา เพื่ออัพโหลดรูปภาพจากเครื่องของเรา แล้ว หลังจากนั้นกด “Apply changes” จะขึ้นเป็นภาพด้านล่าง กดคลิกที่ภาพด้านขวาเพื่อเข้าไปเพิ่มส่วนต่าง ๆ ของหน้านั้น ๆ
ถัดมาจะเป็นการใส่ปุ่ม “Image Button” เป็นการสร้างปุ่ม เพื่อคลิกไปยังหน้าต่าง ๆ ที่เราต้องการ โดย สามารถตั้งค่าหน้าที่เราต้องการได้ที่ “Tap Settings” เมื่อตั้งค่าเสร็จแล้วหลังจากนั้นกด “Apply changes” จะขึ้นเป็นภาพด้านล่าง
หลังจากนั้นเราก็กดคลิกภาพด้านขวา เพื่อทำการแก้ไขส่วนต่าง ๆ หรือเพิ่มสิ่งที่เราต้องการลงไป เป็นการเพิ่มรูปภาพของเนื้อหา หลังจากนั้นกด “Apply changes” จะขึ้นเป็นภาพด้านล่าง
เมื่อเราต้องการสร้างปุ่ม “ถัดไป” หรือ “ย้อนกลับ” เราก็สามารถสร้างได้ตามขั้นตอนที่ผ่าน มาแล้วได้เลย
ภาพล่างเป็นการสร้างปุ่ม “Home” เพื่อเป็นการย้อนกลับไปยังหน้าเริ่มต้นของงานนี้ ส่วนของต่อไปนี้จะเป็นการสร้างปุ่มเพิ่มขึ้นมาใหม่ เป็นปุ่ม Video เราก็เลือกที่ “Image Button” เพื่อสร้าง ปุ่มขึ้นมา
เป็นการเพิ่มเนื้อหารูปภาพขึ้นมา โดยการนำรูปภาพเข้ามาใส่ ขั้นตอนที่8 คราวนี้เราจะมาที่เมนูที่ 2 (ภาพด้านบนจะเขียนว่า Scene 6) ตามที่บอกไว้ ปุ่มแรกของเราจะ เชื่อมโยงไปยัง VDO ดังนั้นให้คลิกบน Scene2 ก่อนเลย เมื่อคลิกเสร็จแล้วก็ให้เลือก content ที่เป็น “Video” มาวางบน Scene6 เราสามารถอัพโหลดวิดีโอจากเครื่องคอมพิวเตอร์เราเอง (ด้านซ้าย) หรือจะใส่ เป็น URL ที่ เราคัดลอกมา ก็สามารถวางลงได้ในช่องด้านขวามือได้เลย
ขั้นตอนที่9 VDO นี่ก็เลือกได้ 2 แบบ upload จากเครื่องเราขึ้นไป หรือจะแปะ link แทน เช่นพวก link จาก YouTube เป็นต้น แสดงได้ว่าจะให้แสดงแบบไหน Full , Loop หรืออื่นๆ จากนั้นคลิก“Apply changes” ได้ เลย ขั้นตอนที่10 ก็ทำตามขั้นตอนเดิม จนครบทุกหน้าที่ตาม Storyboard ที่เราวางไว้ แต่ปุ่มเมนูหลัก เวลาจะ ลากมาวางให้ วางไว้ใน Start Scene และสำหรับหน้าอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ VDO เนี่ย ก็ให้เลือก content ให้ถูก เป็น Web เป็น PDF หรืออื่นๆ ก็เลือกให้ถูกต้องก่อนนำมาวาง
การแก้ปุ่ม เราสามารถกลับไปแก้ไขปุ่มได้ โดยการคลิกไปที่หน้าที่เราต้องการแก้ และเลือกที่ปุ่มที่ต้องการ แล้ว เลือกแถบเครื่องมือ “Edit” ด้านบน หรือเราอยากลบออกก็สามารถเลือก “Delete” ได้เลย เป็นการตั้งค่าในการเลือกว่าต้องการให้คลิกไปยังหน้าไหน (จากภาพด้านบนนี้คือการเลือกไปยัง หน้าแรก) เมื่อ ตั้งค่าเสร็จให้เลือกที่ “Apply changes” ทุกครั้งที่เราตั้งค่าเสร็จ
ขั้นตอนที่11 เมื่อทำเสร็จแล้ว รีวิวดูแล้วถูกต้องก็มา Save กันเลย ให้คลิกเลือกที่มุมบนด้านขวาของหน้าจอ Save and quit ตามรูปเลย
ขั้นตอนที่12 เมื่อบันทึกเรียบร้อยแล้ว ก็ให้เลือก “My Contents” ระบบก็จะมาโฟกัสที่ Content list ให้เรา จากนั้นก็ให้ดูว่า Content ที่เราได้สร้างไปนั้น แสดงสถานะเป็น Published แล้วหรือไม่ ขั้นตอนที่12 ถ้าจะทดสอบงานของเราก็คลิกเข้าไปใน Content ที่เราสร้างไว้ได้เลย จากนั้นให้เอา smartphone ของเราที่ได้ติดตั้ง App V-Player เรียบร้อยแล้ว นำมาส่อง QR Code ของเราได้เลย งาน ที่เราสร้างก็จะแสดงให้เราเห็น ตามตัวอย่างในภาพด้านล่าง
การโหลดแอพ V-Player (formerly PixLive Player) สามารถโหลดได้ทั้งบนระบบ ios และ Android การเข้าใช้งานผ่านแอพ V-Player
1. เมื่อดาวน์โหลดแอพเสร็จแล้ว ให้คลิกเข้าไปที่แอพได้เลย หลังจากนั้นจะมีข้อความขึ้นมาให้ เลือก “I Agree” เพื่อเป็นการยอมรับข้อตกลงของแอพ แล้วเลือกถัดไป (Continue) 2. เป็นการอนุญาตให้ V-Player ถ่ายรูปและบันทึกสิดีโอไหม เราก็เลือก “อนุญาต” เพราะเราต้อง ใช้กล้องเพื่อสแกน QR CODE ในการเข้าใช้งาน หลังจากนั้นก็นำไปแสกนกับปกชิ้นงานของเราที่มี QR CODE อยู่
3. เข้าสู่สื่อ AR ที่เราสร้างไว้เราก็ลองใช้งานได้เลย จากภาพนี้เป็นการกดเข้าที่ “Multiplication Table” จะแสดงผลเป็นรูปด้านขวามือ สามารถกดปุ่มลูกศร “>” หรือ “<” ได้ เพื่อเลื่อนไปยังหน้าถัดไปหรือย้อนกลับได้ หรือกดปุ่ม “Home” เพื่อกลับสู่หน้าหลักก็ได้
สามารถเลือกกดปุ่มเมนูต่างๆ ได้ เช่น กด “Video” ก็จะแสดงผลไปยังหน้า Video ขึ้นมาให้เราดูแต่อาจจะต้องรอสักครู่หรือต้องการกดปุ่ม “Director” เพื่อดูข้อมูลของผู้จัดทำชิ้นงานนี้ก็ได้
คู่มือการสร้างสื่อ AR ด้วย Spark AR หลายๆ คนอาจจะสงสัยว่า filters หรือ AR บน Facebook และ Instagram ที่เราลงในstory มาจาก ไหน ทำไมมีคนสร้างมาให้เราเล่นเยอะเลย เราสามารถทำเล่นเองและให้คนอื่นใช้ได้ ไหม คำตอบคือได้ แต่ก่อนอื่นเราจะต้องมีเครื่องมือคือ Spark AR Studio Spark AR Spark AR คือ แฟลตฟอร์ม AR (Augmented Reality) ของ Facebook เดิมชื่อ Camera Effects Platform เป็นเครื่องมือให้Facebook และ Intragram ไม่ว่าจะเป็น animation หรือ เอฟเฟกต์ต่างๆ แต่ ตอนนี้ยังคงเป็นแค่เพียงเวอร์ชั่น beta ใช้งานได้ฟรีทั้งบน Windows และ macOS ขั้นตอนการสร้างไฟล์ filter 1. โหลด Spark AR Studio มาก่อน และติดตั้งให้เรียบร้อย https://sparkar.facebook.com/arstudio/download
การใช้งานโปรแกรม 1. เปิดโปรแกรมขึ้นมา แล้วเลือก New Project หลังจากนั้น เลือก Plane Tracking
ก็จะได้หน้าโปรแกรม หน้าดังภาพด้านล่าง
แล้วเริ่มสร้าง Face Tracker โดยการกดที่ +Add Object เลือก Face Tracker แล้วกด Insert หลังจากนั้นให้ไปคลิกขวาที่ Face Tracker > Add > Face Mesh ก็จะได้ดังภาพด้านล่าง
หากภาพด้านขวามือในกล้องไม่ขึ้น ให้กดเลือกคลิกที่รูปกล้อง เพื่อให้สลับกล้องมา ก็จะเป็นรูป หน้าคน ไปที่ Material กด + เพื่อเพิ่มขึ้นมา
หลังจากนั้นกดที่ Material แล้วไปเปลี่ยนค่าตรงด้านขวาให้เป็นดังภาพด้านล่าง
หลังจากนั้นก็ไปโหลด Spark AR face assets กดตรงที่มีขีดเส้นใต้https://sparkar.facebook.com/ar-studio/learn/articles/peopletracking/facereference-assets/ แล้วจะได้เป็นโฟลเดอร์มา
ก็จะเป็นวัตถุ 3D และมีตัวอย่างการใส่รูปว่าจะใส่ไว้ตรงไหน (ใบหน้าคน) หลังจากนั้นเราก็หารูปมาทำเป้นไฟล์ PNG ออกมาเพื่อใช้เป็นฟิลเตอร์
หลังจากนั้นเราก็นำรูปที่เราตัดมานั้นมา Import เข้าในโปรแกรม เราก็จะได้รูปภาพมา อยู่ด้านล่างทางขวามือล่าง
จากนั้นเปลี่ยนชื่อ Face Mesh0 และ Material0 เป็น Light ดังภาพต่อไปนี้ หลังจากนั้นเราก็ไปคลิกขวาเหมือนเดิมแล้วสร้าง Face Mesh ขึ้นมาใหม่
ตั้งชื่อเป็น Cat แล้วตั้งค่าตามแถบขวามือ ดังภาพด้านล่างนี้ เราก็จะได้ฟิลเตอร์ออกมา หากเราอยากทำให้หน้าใส เราก็สร้าง Face Mesh ขึ้นมาใหม่ แล้ว สร้าง Material อีกครั้ง สามารถทดลองใช้ดูก่อนได้ ว่ามันเป็นอย่างไร โดยการกดที่แถบเครื่องมือ Upload and Export