โครงงานรายวชิ าการงานอาชีพ (ง32102)
เรอ่ื ง Bag princess
จัดทาโดย
นางสาวรพีพรรณ ภสู เี ขียว
เลขท่ี 20 ช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 หอ้ ง 4
เสนอ
คณุ ครวู นดิ า บุญพิเชฐวงศ์
โรงเรียนสตรีราชินทู ศิ จงั หวัดอดุ รธานี
สานักงานเขตพ้นื ทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
ก
หวั ข้อโครงงาน Bag princess
ผจู้ ดั ทา 1. นางสาวชลิตา เถาว์ทวี เลขที่ 16
2. นางสาวนฤมล อินทะไชย เลขที่ 19
ชอื่ ครทู ีป่ รึกษา 3. นางสาวรพีพรรณ ภสู เี ขยี ว เลขท่ี 20
โรงเรยี น 4. นางสาวรัตติกร พรมสาเพ็ชร เลขที่ 22
ปีการศึกษา 5. นางสาววรินทริ า โพธิ์พันไม้ เลขที่ 21
คณุ ครวู นิดา บุญพิเชฐวงศ์
โรงเรยี นสตรรี าชนิ ูทศิ ตาบลหมากแขง้ อาเภอเมือง จงั หวัดอดุ รธานี
2563
บทคดั ย่อ
การจัดทาโครงงานในครั้งน้ีมีวตั ถุประสงคเ์ พื่อศึกษาสจี ากธรรมชาติ ผลการศกึ ษาและจัดทาโครงงาน
พบว่า สีธรรมชาติคอื สีท่สี กดั ไดจ้ ากวัตถุดบิ ที่มาจาก พชื สตั ว์ และแรธ่ าตุต่าง ๆ ซ่ึงเกิดขนึ้ จากกระบวนการตาม
ธรรมชาติ แหล่งวัตถดุ ิบของสธี รรมชาติสามารถหาได้จากตน้ ไม้ ใบไม้ และจากบางสว่ นของสัตวห์ ลายชนดิ
สามารถใหส้ สี ันตามทเ่ี ราต้องการ และด้วยกรรมวธิ ีการผลิตท่แี ตกต่างกันทาใหผ้ ลิตภณั ฑ์ทไี่ ด้มีความสวยงามและ
สสี ันท่ีหลากหลาย หน่ึงในผลิตภัณฑท์ ีน่ ยิ มมากคือ สีย้อมผ้า แหล่งวตั ถุดบิ สาหรบั สียอ้ มผ้าธรรมชาตทิ ่ีมักนามาใช้
กันมักเป็น พืช สตั วแ์ ละแร่ธาตุที่มีอยูใ่ นแตล่ ะท้องถิน่ เพื่อการนาทรัพยากรท้องถ่นิ มาใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนส์ งู สดุ
และเปน็ การถา่ ยทอดภูมปิ ญั ญาในท้องถนิ่
ข
กติ ตกิ รรมประกาศ
โครงงานนี้สามารถสาเร็จได้ด้วยดี เน่อื งจากจากบคุ คลหลายท่านใหค้ วามชว่ ยเหลอื ให้ข้อมลู
ข้อเสนอแนะ คาปรึกษาแนะนา ความคดิ เห็น กาลังใจและตรวจสอบตรงตามเนื้อหาของเร่ืองที่วจิ ยั
ขอขอบคุณเพ่ือนๆ ทุกคน คุณครู อาจารย์และพอ่ ผปู้ กครองท่ีให้ความร่วมมือและอานวยสถานท่ี ซง่ึ เปน็
ส่วนหนึง่ ทที่ าใหโ้ ครงงานของคณะผจู้ ดั ทาสาเรจ็ ลลุ ว่ งไปดว้ ยดี
สุดทา้ ยนีท้ าคณะผูจ้ ดั ทาขอขอบพระคุณทุกท่านทชี่ ่วยสง่ เสรมิ สนับสนุน กระต้นุ เตือน และเปน็ กาลงั ใจให้
ผ้จู ดั ทาโครงงานในคร้งั น้ี
คณะผจู้ ดั ทา
สารบัญ หนา้
ก
บทคดั ย่อ ข
กติ ติกรรมประกาศ
บทที่ 1 บทนา 1
1
- ทมี่ าและความสาคัญของโครงงาน 2
- วัตถุประสงค์ของโครงงาน 2
- ขอบเขตของการศึกษาคน้ คว้า
- ประโยชน์ท่ีคาดวา่ จะไดร้ ับ 3
บทที่ 2 เอกสารท่เี กย่ี วขอ้ ง 4
- ประวตั คิ วามเปน็ มาของผ้ามัดย้อม 5
- ความหมายของมดั ย้อม 6
- สีมดั ยอ้ มท่ีได้จากธรรมชาติ
- แบบลวดลายผา้ มดั ยอ้ มจากสีธรรมชาติ 7
บทท่ี 3 วิธกี ารดาเนินงาน 7
- วัสดุ อุปกรณ์ ทีใ่ ชใ้ นการทา Bag princess 9
- ขนั้ ตอนการดาเนินงาน 10
บทที่ 4 ผลการดาเนินงาน
บทที่ 5 สรุปผลและข้อเสนอะแนะ
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
บทที่ 1
บทนา
ท่มี าและความสาคญั
สที เี่ ราใช้กันในชวี ิตประจาวันท้งั สีที่ผสมอาหารและสียอ้ มผ้า ไดม้ าจากการสังเคราะหส์ ารเคมีและสีจาก
ธรรมชาติ แตส่ สี งั เคราะหห์ ลายชนิดหากนามาใชผ้ สมอาหารจะเปน็ อันตรายตอ่ ร่างกาย แตกต่างจากสีท่ีได้จาก
ธรรมชาติ ซ่ึงใช้ผสมอาหารได้โดยไม่มีอันตราย และใชเ้ ปน็ สยี ้อมผา้ ทใ่ี หส้ ีสันสวยงาม ไดด้ ้วย
สีธรรมชาติไดจ้ ากต้นไมใ้ นปา่ โดยไดจ้ ากบางสว่ นของตน้ ไม้ เชน่ ราก แกน่ เปลอื ก ต้น ผล ดอก เมลด็ ใบ
เป็นต้น โดยมที มี่ าของสจี ากธรรมชาติ ดงั นี้
- สีแดง ไดจ้ าก รากยอ แก่นฝาง ลกู คาแสด เปลือกสมอ คร่ัง
- สคี ราม ไดจ้ าก รากและใบของตน้ คราม หรอื ตน้ ห้อม
- สีเหลือง ไดจ้ าก แก่นแขหรือแกน่ แกแล แกน่ ขนนุ ต้นหม่อน ขมน้ิ เปลือกไม้นมแมว แกน่ สุพรรณิการ์
ดอกกรรณิการ์ ดอกดาวเรือง
- สตี องอ่อน ไดจ้ าก เปลือกต้นมะพดู เปลือกผลทับทมิ แก่นแกแลและตน้ คราม ใบหูกวาง เปลอื กและผล สมอ
พิเภก ใบสม้ ป่อยและผงขม้นิ ใบแค ใบสับปะรดอ่อน
- สดี า ไดจ้ าก ผลมะเกลอื ผลกระจาก ผลและเปลอื กสมอ
- สสี ม้ ไดจ้ าก เปลอื กและรากยอ ดอกกรรณิการ์ (ส่วนที่เป็นหลอดสสี ม้ ) เมลด็ คาแสด
- สีมว่ งออ่ น ได้จาก ลกู หว้า
- สชี มพู ไดจ้ าก ต้นฝาง ตน้ มหากาฬ
- สนี ้าตาล ได้จาก เปลอื กไมโ้ กงกาง เปลือกผลมังคดุ
- สกี ากีแกมเหลอื ง ไดจ้ าก หมากสง กบั แก่นแกแล
- สเี ขียว ได้จาก เปลอื กต้นมะรดิ ไม้ ใบหูกวาง เปลือกสมอ ครามยอ้ มทบั ด้วยแถลง
วัตถุประสงค์
1. เพื่อศึกษาและคน้ คว้าเกี่ยวสจี ากธรรมชาติ
2. เพือ่ หารายไดใ้ นชว่ งการแพรร่ ะบาดของโรคโควิด-19
2
ขอบเขตของการศกึ ษาค้นคว้า
1. สถานที่
บ้านของนางสาวชลิตา เถาวท์ วี บา้ นเลขท่ี 79 หมู่ 2 ซอย บา้ นม่วง8 ถนนประชาสนั ติ
2. ระยะเวลา
6 มนี าคม 2564 – 11 มีนาคม 2564
3. พชื พรรณธรรมชาติ
สีนา้ เงิน จากดอกอัญชัน , สชี มพู จากฝาง , สมี ว่ ง จากสฟี ้าและสีชมพูผสมกัน
ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะไดร้ บั
1. ครวั เรือนและสงั คมปลอดภยั จากสารเคมีจากสีย้อมผา้ ตามท้องตลาด
2. ไม่เสียค่าใชจ้ า่ ยในครัวเรือนโดยไม่จาเป็น
3. ไดร้ วู้ า่ สตี า่ งๆได้มาจากพืชพนั ธ์อุ ะไร
บทท่ี 2
เอกสารท่เี กย่ี วขอ้ ง
ในการจดั ทาโครงงานการงานอาชีพ เร่ืองการทาผ้าหมัดย้อมจากสธี รรมชาติ ผจู้ ดั ทาโครงงานไดศ้ กึ ษา
เอกสารทีเ่ กยี่ วข้องดังน้ี
2.1 ประวตั ิความเปน็ มาของผ้ามดั ย้อม
2.2 ความหมายของมัดยอ้ ม
2.3 สีมัดย้อมท่ีได้จากธรรมชาติ
2.4 แบบลวดลายผ้ามัดย้อมจากสธี รรมชาติ
2.1 ประวตั คิ วามเปน็ มาของผา้ มดั ย้อม
กาเนดิ ของมัดย้อมคาดวา่ มดั ย้อมมีกาเนิดในเอเชยี และแพร่กระจายลงไปทางใต้ของอนิ เดียหม่เู กาะมลายู
ไปถงึ แอฟรกิ า รวมทั้งแพร่กระจายตามเส้นทางคาราวาน นักมานษุ ยวทิ ยาขดุ พบเศษผ้าโบราณบนทางสายไหม
(Silk Road) ซง่ึ เป็นเสน้ ทางการค้าจากจีนไปสเู่ ปอรเ์ ซีย บ่อยครงั้ ท่ีพ่อค้าลาเลียงสินค้า ซ่ึงมที ง้ั ผ้ามัดย้อมและผา้
อนื่ ๆ จากถนิ่ หน่ึงไปสู่อกี ถน่ิ หนง่ึ กรรมวธิ กี ารมัดย้อมยังคงปรากฏในมณฑลเสฉวน (Szechwan) และ ยูนนาน
(Yunnan) ทางใต้ของจนี โดยส่วนใหญ่ย้อมด้วยสีนา้ เงินมีลวดลายรูปปลา ดอกบัว นก ผีเส้ือ และสิงโตโดยใช้วธิ ี
เย็บเนา (tritik) แต่ก่อนมดั ย้อมเฉพาะผา้ ไหม และเริ่มใชผ้ า้ ฝ้ายในศตวรรษที่ 16
การตกแตง่ ลวดลายพเิ ศษแตกต่างกันไปตามแตล่ ะทแี่ ละมีการตัง้ ชอื่ ลายตา่ งกันไป เช่น เกยี วโบริ เป็นมดั ยอ้ มบนผา้
ไหมจากเมอื งเกียวโต โดยวางลวดลายบนแถบสี ยูกาตะชิโบริ เป็นมัดย้อมสีนา้ เงินบนผา้ ฝ้ายวางลายใหญๆ่ กระจาย
ท่ัวทั้งผืน เปน็ ต้น เมอ่ื ย้อนไปศึกษาการทามัดย้อม สมัยโบราณ จะพบว่าบรรพบุรุษมนุษยใ์ ชเ้ ทคนิคการมัดยอ้ ม
รว่ มกับการใช้ลูกปดั เปลือกหอย และศลิ ปะอืน่ ๆ ในการตกแตง่ ผืนผ้า หากย้อนดูเร่อื งราวทกี่ ล่าวไว้ในคัมภีร์ไบเบิล
ฉบับพระคริสตธ์ รรมเดมิ
จะพบขอ้ เขียนที่กลา่ วว่า “โยเซฟ บุตรชายของยากอบ มเี สื้อคลุมยาวท่งี ดงาม หลากสจี นทาใหพ้ ช่ี ายของ
เขารสู้ ึกอิจฉา” เรื่องราวนชี้ ้นี าให้คดิ ว่าเสือ้ ที่กลา่ วถึงเป็นเส้ือคลุมยาวลายมัดย้อม (Gleser 1999: 22)
หากเป็นเชน่ น้ันก็อาจแสดงให้เหน็ วา่ มดั ย้อมเปน็ เทคนคิ การตกแตง่ ผ้าท่ีเก่าแกก่ ว่า 2,000 ปี และเปน็ ภูมิ
ปัญญาของชาวตะวนั ออกจารีตนิยมในกระบวนการกนั สีย้อมรวมทั้งการมดั การทาปม การผกู หรือการเยบ็ ปักบน
ผืนผา้ ก่อนนาไปจุ่มสยี อ้ ม เป็นปญั ญานกึ คิดท่คี นเอเชียตะวันออกรเิ ร่มิ แม้จะมีการตีความทข่ี ดั แย้งกนั อยู่ แต่การ
สืบค้นตน้ กาเนิดแท้จรงิ ของการทามัดย้อมไมใ่ ชส่ งิ่ สาคัญ
หลักฐานที่คน้ พบและเชื่อถือไดค้ อื ข้อมูลเก่ยี วกบั ความรู้ในระยะตน้ ของกระบวนการทามัดย้อมในอนิ เดยี จีน ญป่ี ุ่น
ชวา และบาหลี หลายภูมิภาคในแอฟริกามเี ทคนิคการย้อมสีเฉพาะซึง่ เห็นไดจ้ ากงานส่ิงทอทม่ี ีการออกแบบ
4
ลวดลายผดิ แผกจากส่งิ ทอในเอเชยี นอกจากน้ียังพบเศษผ้าโบราณในเปรูและพบการถา่ ยทอดองค์ความร้กู ารทามดั
ย้อมจากเปรไู ปยงั เม็กซิโกและภูมิภาคตะวนั ตกเฉยี งใต้ของทวีป ซ่งึ ยืนยันวา่ การทามัดย้อมเกดิ ขนึ้ และแพร่กระจาย
เป็นวงกวา้ ง โดยเฉพาะอารยธรรมตะวนั ออก ซ่ึงนกั มานุษยวิทยาพบต้นแบบการกนั สยี ้อมอย่างง่ายในวฒั นธรรม
ดัง้ เดิมแทบทกุ วัฒนธรรม รปู แบบพืน้ ฐานของลายมัดยอ้ มเปน็ การมดั รปู วงกลมเลก็ ๆ โดยเฉพาะส่งิ ทอจากอินเดยี
ซดู าน บางพื้นทข่ี องแอฟริกา และโมร็อกโก ถา้ เปน็ ผา้ ผนื ใหญ่จะใชว้ ธิ ีการพับผ้าแลว้ ผกู เป็นการพบั ผ้าจากจดุ
หนึง่ ใหบ้ รรจบกับอีกจดุ หนง่ึ แล้วมดั ให้แน่น เชน่ การพับผ้าเปน็ รปู วงกลม ส่เี หล่ยี ม และเรขาคณิต
(Belfer 1992: 88 - 90) โดยสรปุ การทามัดย้อมนั้นพบได้ในวัฒนธรรมดั้งเดิมแทบทุกวัฒนธรรม แต่โดดเดน่ ใน
อารยธรรมตะวนั ออก มหี ลกั ฐานการทามัดย้อมทางตอนใต้ของอนิ เดยี ก่อนจะแพร่เขา้ สเู่ กาะมลายแู ละแอฟริกา
ตามเส้นทางสายไหมที่กองคาราวานขนสิ่งทอจากจนี สเู่ ปอร์เซยี และในญี่ปุ่น ลวดลายมดั ยอ้ มจากแอฟรกิ าแตกต่าง
จาก ลวดลายมัดยอ้ มในเอเชีย มกี ารพบเศษผ้าโบราณในเปรูซ่งึ ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้การทามดั ย้อมไปสู่เม็กซิโก
และตะวนั ตกเฉียงใต้ของทวีป ประเทศท่มี ีการทามดั ย้อมโดดเดน่ ในระดบั โลก ได้แก่ ญ่ีปุ่น อนิ เดยี แอฟริกา และ
อเมรกิ า โดยอารยธรรม ท่ีต่างกันมผี ลตอ่ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานที่ต่างกนั "
2.2 ความหมายของมดั ย้อม
มัดย้อม (tie-dye) มีความหมายตรงตามตวั อักษร คือ นาผา้ มามดั ดว้ ยวสั ดตุ ่างๆ แล้วนาไปย้อมสี โดยใช้
วธิ กี ารกนั สีด้วยวัสดุบางอย่าง เชน่ ยางรดั เชือก หมุดปกั ผ้า ตัวหนบี กระดาษ หรือการเย็บ ซง่ึ จะชว่ ยกนั ไม่ใหส้ ี
แทรกซึมลงไป การออกแบบการกนั สีข้นึ อยู่กับวสั ดทุ ีใ่ ช้ นอกจากนั้นผลการออกแบบยังข้ึนอยู่กบั ปรมิ าณสีย้อม
และการแทรกซึมของสีในผืนผ้าทีม่ ัดด้วย (Gleser 1999: 20)
การมัดย้อมในภาษาญ่ปี ุ่นใชว้ า่ ชโิ บริ (Shibori) เป็นการจดั การกบั ผ้าก่อนนาไปย้อม มาจากรากศพั ท์ ชโิ บรุ
(Shiboru) ซึ่งหมายถงึ การบิด การบบี การกด คานี้ มชี ื่อเรียกทมี่ คี วามเหมือนกันในกระบวนการกันสีย้อมผ้า เช่น
การเยบ็ เพ่ือกนั สีบนผืนผ้าซึ่งทากนั ทว่ั ไปในญปี่ นุ่ และเทคนคิ คลา้ ยกันอื่นๆ ท่ีพบในหลายวัฒนธรรมทัว่ โลก ทั้ง
แอฟริกา จีน ยุโรป อนิ เดีย อินโดนีเซีย เกาหลี มาลายู อเมรกิ าเหนือและอเมรกิ าใต้ (Gunner2006:11) ชโิ บริ เป็น
ความหลากหลายในวธิ ีการประดบั ตกแต่งสิ่งทอด้วยการกาหนดรปู แบบของผ้าและปิดให้แนน่ กอ่ นนาไปย้อมสี
ถงึ แม้ชิโบริจะชี้บ่งความเปน็ ลกั ษณะเฉพาะของกล่มุ การกนั สยี อ้ มสิ่งทอ แตร่ ากศัพท์คาน้ีจะเน้นการแสดงการ
กระทาบนผิวผ้าใหเ้ กิดความเป็นสามมติ ดิ ้วยวิธีการพับ จบี ย่น เย็บ ดงึ หรอื บดิ ขด
การกาหนดรูปแบบของผ้าด้วยวิธดี ังกลา่ วจะปิดส่วนที่กนั สีได้แน่นหนาเชน่ เดียวกบั การผูกและทาปม ไม่เหมือนคา
ว่า มัด และ ย้อม ซึ่งเป็นกล่มุ คาในภาษาองั กฤษ ไม่มีคาศัพทใ์ นภาษาใดครอบคลุมความหลากหลายของเทคนิคชิ
โบริ ซงึ่ ต้องใช้คา 3 คาในการแยกวิธกี ารชิโบริ ออกมา นนั่ คือ คาวา่ พลางงี (Plangi) ในภาษามาเล-อินโด หรอื
พันธนะ (Bandhana) ในภาษาอินเดีย ซ่ึงหมายถึงกระบวนการรวบและพับผา้ และคาว่า ตริตกิ (tritik) ในภาษา
มาเล-อินโด ทีห่ มายถึงการกันสีดว้ ยการเย็บเนาผา้ แตศ่ ัพทเ์ ฉพาะท้งั สามครอบคลมุ เทคนิคชโิ บริเพยี ง 2 เทคนิค
คอื การพับจีบและเย็บ อนั ที่จริง ชิโบริ ยงั มลี กั ษณะพิเศษ คอื การกันสีย้อมดว้ ยการทาใหข้ อบของลายพรา่ เลือน
5
ซงึ่ เปน็ ลักษณะที่แตกต่างอยา่ งสิ้นเชิงจากการกันสีเพ่ือใหไ้ ด้ขอบลายคมชัด เหมือนการทาสีบนลายฉลหุ รอื การใช้
เทียนเขียนลาย ช่างยอ้ มงานชิโบรจิ ะทางานกับวัสดุอุปกรณ์ตา่ งๆ โดยไม่พยายามเอาชนะขอ้ จากดั แต่ปล่อยใหเ้ กิด
การแสดงออกอยา่ งเต็มท่ี
ทาใหอ้ งคป์ ระกอบของความไม่คาดคิดแสดงตัวออกมา สงิ่ ที่เกิดขน้ึ อาจเป็นปรากฏการณ์น่าทง่ึ หรอื ความเสียหาย
เป็นได้ท้งั โอกาสและเหตบุ งั เอิญ ซึง่ ทาให้ชิโบริมีชวี ิตชีวา และได้ผลงานทีน่ ่าอัศจรรยย์ ง่ิ (Wada, Rice, and
Barton 1999: 7)
กลา่ วโดยสรุป มดั ย้อม หมายถงึ การออกแบบลายบนผนื ผ้าด้วยกรรมวิธีกนั สยี อ้ ม โดยการมัดผา้ พับผ้าแลว้ มดั
เย็บผา้ ผูกผา้ เป็นปม หนีบหรอื หอ่ วัสดแุ ล้วมัด มดั ใหแ้ น่นเพ่ือกันไมใ่ ห้สีย้อมแทรกซึมเข้าไปหรอื แทรกเขา้ ไปไดน้ ้อย
ที่สดุ แลว้ นาผ้านั้นไปย้อมสี เมื่อแกะปมท่ีผกู มัดออก จะปรากฏลวดลาย
2.3 สีมดั ย้อมท่ไี ดจ้ ากธรรมชาติ
- อญั ชัน มีชื่อทางวิทยาศาสตรว์ า่ ไคลทอเรยี เทอรน์ าเธยี (Clitorea ternatea, Linn) อย่ใู นตระกูล แพบ
ไพไลออนนาซี่ (Papilionnaceae) บางทีเรยี กว่าอังชนั ต้นอญั ชนั เป็นไม้เลือ้ ยที่ใหด้ อกสวยงามดอกอัญชนั สีนา้ เงิน
นอกจากจะให้ความสวยงามสบายตา สบายใจแลว้ ดอกอัญชนั ยงั ใช้เเต่งสีอาหารมาตั้งแต่โบราณกาล ดังในพระราช
นพิ นธส์ มยั รัชกาลที่ ๒ นอกจากจะใช้
ดอกอญั ชนั แต่งสีอาหารทปี่ ลอดภัยแลว้ ดอกอญั ชนั สีน้าเงินยงั ใช้ยอ้ มผา้ ไดด้ ว้ ย แตส่ ีไม่คงทน สารแอนโทไซยานิน
ในดอกอญั ชันจะเปลยี่ นรปู ไปเป็นสารชนดิ อื่นได้ง่าย ทาให้สีซดี เร็ว ดงั นั้นจงึ ไมน่ ยิ มใช้สจี ากดอกอัญชันย้อมผา้ แต่
ยงั ใชแ้ ต่งสอี าหารได้อยา่ งปลอดภยั
- ฝาง มชี ่อื ทางวิทยาศาสตรว์ า่ : Caesalpinia sappan L. วงศ์ : LEGUMINOSAE-CAESALPINIOIDEAE
ชอื่ อื่น : ง้าย (กะเหรี่ยง-กาญจนบรุ ี); ฝาง (ท่ัวไป); ฝางสม้ (กาญจนบรุ ี) มี 2 ชนดิ ชนิดหนึ่งแก่นสีแดงเขม้ เรียกวา่
ฝางเสน อีกชนดิ หน่ึงแก่นสเี หลือง เรียกวา่ ฝางส้ม ใชท้ าเปน็ ยาต้ม 1 ใน 20 หรอื ยาสกดั สาหรับ Haematoxylin
ใชเ้ ป็นสสี าหรับย้อม Nuclei ของเซล ใช้แก่นฝางตม้ เค่ยี ว จะไดน้ า้ สีแดงเข้มคลา้ ยด่างทับทิมใช้ยอ้ มผา้ ไหม งามดี
มาก ใชแ้ ตง่ สีอาหาร ทายาอุทัย
2.4 แบบลวดลายผ้ามดั ย้อมจากสธี รรมชาติ
มเี ทคนิคในการทาผา้ มดั ยอ้ มด้วยวิธกี าร 3 วธิ ีการดงั นี้
1. การพบั แลว้ มัด กล่าวคือ เป็นการพบั ผา้ เปน็ รูปต่างๆ แล้วมัดดว้ ยยางหรอื เชือก ผลที่ไดจ้ ะไดล้ วดลายทมี่ ีลักษณะ
ลายดา้ นซ้ายและลายด้านขวาจะมคี วามใกล้เตียงกัน แต่จะมสี อี ่อนด้านหนึ่งและสเี ข้มดา้ นหนึ่ง เนือ่ งจากว่าหาก
ด้านใดโดนพบั ไว้ดา้ นในสกี ็จะซึมเข้าไปน้อย ผลที่ไดก้ ็คอื จะมสี ีจางกว่าน่ันเอง
2. การขยาแลว้ มดั กล่าวคอื เป็นการขยาผา้ อย่างไม่ตั้งใจแลว้ มัดด้วยยางหรือเชอื ก ผลมี่ไดจ้ ะไดล้ วดลายแบบอสิ ระ
เรียกว่าลายสวยแบบบังเอญิ ทาแบบนอี้ ีกก็ไม่ได้ลายนี้อีกแลว้ เนื่องจากการขยาแต่ละครั้งเราไม่สามารถควบคมุ
การทับซ้อนของผ้าได้ ฉะนั้นลายทไ่ี ดเ้ ปน็ ลายที่เกดิ จากความบงั เอญิ จริงๆ
6
เปรยี บเทยี บเหมือนกบั การท่ีเราเห็นก้อนเมฆ ก้อนเมฆแต่ละก้อนจะมลี ักษณะแตกต่างกัน และ เมอื่ ผ่านสักคร่ลู าย
หรอื ลกั ษณะของก้อนเมฆก็จะเปล่ยี นไป เราเรียกวา่ ลายอสิ ระ หรอื รูปรา่ งรปู ทรงอิสระนั่นเอง
3. การห่อแล้วมัด กล่าวคอื เป็นการใชผ้ ้าหอ่ วัตถุตา่ งๆ ไวแ้ ลว้ มัดด้วยยางหรือเชอิ ก ลายทเี่ กดิ ข้นึ จะเป็นลายใหญ่หรือ
เลก็ ข้นึ อยู่กบั วตั ถทุ น่ี ามาใช้ และลักษณะของการมัด เชน่ การนาผา้ มาห่อก้อนหนิ รูปทรงแปลกๆ
ที่มีขนาดไมใ่ หญ่นัก แล้วมดั ไขวไ้ ปมา โดยเว้นจงั หวะของการมัดให้มีพื้นที่วา่ งให้สซี ึมเข้าไปได้ อย่างนกี้ ็จะมลี าย
เกดิ ข้ึนสวยงามแตกต่างจากการมัดลักษณะวตั ถุอื่นๆ ดว้ ย
หลกั การสาคัญในการทามัดย้อมคือ ส่วนทถี่ ูกมดั คือสว่ นที่ไม่ต้องการให้สีตดิ สว่ นที่เหลือหรอื ส่วนทไ่ี ม่ได้มัดคือ
สว่ นท่ีต้องการใหส้ ีตดิ การมดั เป็นการกนั สีไม่ให้สีตดิ นนั่ เอง ลักษณะท่ีสาคัญของการมัดมีดังนี้
1. ความแนน่ ของการมัด กรณแี รกมัดมากเกินไปจนไม่เหลือพ้ืนทใี่ ห้สีแทรกซมึ เข้าไปไดเ้ ลย ผลทีไ่ ด้ก็คือ ได้สขี าวของ
เนอื้ ผา้ เดมิ อาจมีสียอ้ มแทรกซมึ เข้ามาไดเ้ ล็กนอ้ ย อยา่ งนี้เกิดลายนอ้ ย กรณีทีส่ องมดั น้อยเกินไป เหลอื พ้นื ท่ีใหส้ ี
ย้อมตดิ เกือบเตม็ ผืน อยา่ งนี้เกิดลายนอ้ ยเชน่ กัน ท้งั ผนื มีสียอ้ มแต่แทบไมม่ ลี ายเลย กรณที ีส่ าม มัดเหมือนกันแต่มัด
ไม่แนน่ อยา่ งนี้เทา่ กบั ไมไ่ ด้มัดเพราะหากมดั ไม่แน่นสกี ็จะแทรกซึมผา่ นเข้าไปได้ทว่ั ทงั้ ผืน
2. การใช้อปุ กรณช์ ว่ ยในการหนีบผ้าแล้วมัด เพอ่ื ให้เกิดความแนน่ และเกดิ ลวดลายตามแม่แบบที่ใช้หนีบ
ดังน้ันลายสวยเพียงใดขึ้นอยู่กับการออกแบบแม่แบบท่จี ะใช้หนีบดว้ ย
3. ความสมา่ เสมอของสยี ้อม สยี อ้ มท่ตี ิดผา้ จะสมา่ เสมอไดข้ นึ้ อยูก่ บั อุณหภูมิความร้อนขณะนาผา้ ลงย้อม และการกลบั
ผา้ ไปมาการขยาผา้ เกอื บตลอดเวลาของการย้อมหน่ึงถึงหน่ึงชวั่ โมงครึง่ กอ่ นท่ีจะแชผ่ า้ ไว้
บทที่ 3
วธิ ีดาเนินโครงงาน
ในการจดั ทาโครงงานการในรายวชิ าการงานอาชีพและเทคโนโลยี
เรอื่ ง Bag princess ผู้จัดทาโครงงานมีวธิ กี ารดาเนินงานโครงงาน ตามข้ันตอนดงั ตอ่ ไปนี้
3.1 วสั ดุ อปุ กรณ์ ท่ีใช้ในการทา Bag princess
3.1.1 ถุงผา้
3.1.2 ดอกอัญชัน และฝาง
3.1.3 นา้ ยากนั สตี ก
3.1.4 หมอ้ สาหรับต้ม
3.1.5 หนงั ยางรดั ของ
3.1.6 ตะแกรงรองผ้า
3.1.7 กะละมัง
3.1.8 ขวดนา้
3.1.9 ท่ีคบี
3.1.10 ถุงพลาสติก
3.2 ขัน้ ตอนการดาเนนิ งาน
3.2.1 มดั ถงุ ผา้ ดว้ ยหนงั ยาง ตามลายท่ีตอ้ งการ
3.2.2 นาดอกอัญชันและฝางมาต้มในนา้ เดือดจนไดส้ ี
3.2.3 นาสฟี า้ ที่ได้จากดอกอญั ชนั และสีชมพูทไ่ี ดจ้ ากฝางมาผสมให้เกิดสมี ่วง
3.2.4 นาถุงผ้ามาชุบในน้าแล้วบบี ใหห้ มาด
3.2.5 นาสที ่ีได้มาฉีดใส่ถุงผา้ ใหเ้ กดิ ลวดลายตามใจชอบ
3.2.6 นาไปพกั ไวใ้ นถงุ พลาสติกเพ่ือใหส้ ซี มึ เขา้ ไปในผ้า ประมาณ 10 นาที
3.2.7 นาน้ายากันสีตกมาเทใสน่ ้าสะอาดแลว้ น้าถุงผ้ามาชุบทิ้งไวป้ ระมาณ 10 นาที
3.2.8 นาถุงผ้ามาตัดยางออกแล้วนาขน้ึ ตาก
8
ภาพท่ี 3.1 ขั้นตอนการทาถุงผา้ มดั ย้อม
ทมี่ า : รพีพรรณ ภสู ีเขยี ว
บทท่ี 4
ผลการดาเนนิ การ
ในการจดั ทาโครงงานการนาความรไู้ ปใชบ้ ริการสังคม (Social Service : IS3)
เร่อื ง Bag Princess โดยมีวัตถปุ ระสงค์
๑. มคี วามรแู้ ละประสบการณ์ในการทากระเปา๋ มัดย้อม
๒. มองเหน็ แนวทางในการประกอบอาชีพ
๓. ทาใหม้ ีรายได้ในระหวา่ งเรียน และเห็นคุณค่าของการประกอบอาชีพ
ซึง่ มีผลการดาเนินงานดังน้ี
กระเป๋ามดั ยอ้ มเปน็ ผลิตภัณฑ์ทไี่ ด้จากการนากระเป๋า สีจากการสังเคราะหส์ ารเคมีหรือสีจากธรรมชาติ
โดยนากระเป๋ามามัดดว้ ยวัสดุต่างๆ แล้วนาไปย้อมสี โดยใชว้ ิธีการกนั สีดว้ ยวสั ดุบางอยา่ ง เชน่ ยางรัด เชือก หมดุ
ปักผ้า ตวั หนบี กระดาษ หรือการเย็บ ซงึ่ จะชว่ ยกนั ไม่ใหส้ ีแทรกซึมลงไป การออกแบบการกนั สขี นึ้ อยู่กับวัสดทุ ใ่ี ช้
แล้วนาสที ่ีเตรยี มไว้มาย้อมกบั กระเป๋าที่มัดไว้ วธิ กี ารทากระเปา๋ มัดย้อมมีกรรมวิธีงา่ ยไม่ซับซอ้ น สามารถทาเองได้
โดยการทากระเปา๋ มัดยอ้ มสามารถจดั จาหนา่ ยและหารายได้เสรมิ ระหวา่ งเรยี น สที ่เี รานามาศึกษา คือ สฟี ้า
(อญั ชนั ) สชี มพู(ฝาง) สมี ว่ ง(อัญชนั และฝาง) หลงั จากนัน้ ได้นากระเป๋ามดั ย้อมมานาเสนอในหลายรูปแบบและ
หลายขนาดโดยมีกลุ่มตัวอย่างคอื เพื่อนรว่ มชัน้ ม.5/4 ซ่งึ ได้รับผลตอบรับที่ดี
บทที่ 5
สรปุ ผลและขอ้ เสนอแนะ
จากการทดลอง เรื่อง Bag princess สรปุ ผลการดาเนินงานและข้อเสนอแนะไดด้ ังนี้
สรปุ ผลการดาเนนิ งาน
การทาโครงงานกระเป๋ามดั ย้อมตลอดระยะเวลาระหวา่ งปฏิบตั ิงานผลสาเร็จเปน็ ที่นา่ พงึ พอใจแก่
ผปู้ ฏิบตั ิงานเป็นอยา่ งมาก เพราะนอกจากการทาโครงงานอาชีพแล้วการปฏิบัติงานยงั ชว่ ยให้ก่อประโยชน์ในด้าน
อ่นื ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านการวางแผนการรับผิดชอบหนา้ ทีแ่ ต่ละบุคคลซ่ึงทักษะตา่ ง ๆ ไม่สามารถท่จี ะ
เรยี นรไู้ ดใ้ นห้องเรยี นท้งั การปฏบิ ัติงานคร้งั นีย้ งั เปน็ แบบอย่างให้แกบ่ ุคคลท่านอ่นื ทผี่ ่านมาเหน็ ขณะทากิจกรรม
ได้รับคาชืน่ ชมจากหลายบุคคลในการรู้จักใชเ้ วลาวา่ งให้เปน็ ประโยชน์ เปน็ แบบอยา่ งใหร้ ุ่นนอ้ งทาตามเพอ่ื หา
รายไดเ้ สริม เพราะเป็นการปฏิบัติงานท่ีใชไ้ ด้จริง
อภิปรายผล
การทากระเปา๋ มดั ย้อมในครั้งนีผ้ ูบ้ ริโภคพอใจในสนิ ค้า ทอ่ี อกมามลี วดลายทส่ี วยงาม และมีสสี ันสดใส
เหมาะสมกบั การใชง้ าน
ประโยชนท์ ี่ได้รบั
๑. มีความรแู้ ละประสบการณ์ในการทากระเปา๋ มดั ย้อม
๒. มองเห็นแนวทางในการประกอบอาชีพ
๓. ทาใหม้ ีรายได้ในระหว่างเรียน และเห็นคณุ ค่าของการประกอบอาชีพ
ข้อเสนอแนะ
1. สจี ะซดี จางและมีความคงทนตอ่ แสงต่า
2. ในการทาสจี ากธรรมชาติถา้ ไม่มวี ิธกี ารและจิตสานึกในการใช้ทรพั ยากรอย่างย่ังยืนย่อมจะกลายเป็น
การทาลายส่งิ แวดลอ้ มได้
3. คุณภาพการทาสีจากธรรมชาติขึ้นอยู่กับปัจจยั หลายประการซ่ึงควบคมุ ไดย้ าก การทาสจี ากธรรมชาติ
ให้เหมอื นเดิมจงึ ทาไดย้ าก
ภาคผนวก
ภาพผนวก ก
ภาพที่ 1 วางแผนการทางาน
ภาพผนวก ข
ภาพท่ี 2 ข้นั ตอนการดาเนนิ งาน
ภาพผนวก ค
ภาพที่ 3 ช่องทางการเผยแพร่
ผ่านทาง YouTube
ข้อมลู ผู้จัดทา
ชื่อ นางสาวชลิตา นามสกุล เถาวท์ วี
เลขท่ี 16 ช้ัน ม.5/4
อายุ 16 ปี
ท่ีอยู่ 79 ม.2 ซ.บ้านมว่ ง8 ถ.ประชาสันติ ต.หมากแข้ง
อ.เมอื ง จ.อุดรธานี 41000
เบอร์โทรศพั ท์ 0922711683
ชอ่ื นางสาวนฤมล นามสกลุ อนิ ทะไชย
เลขท่ี 19 ชน้ั ม.5/4
อายุ 17 ปี
ทีอ่ ยู่ 11 หมู่ 6 บ.นาคาหลวง ต.นาข่า อ.เมือง จ.อุดรธานี 41000
เบอรโ์ ทรศพั ท์ 0981879073
ชื่อ นางสาวรพีพรรณ นามสกุล ภสู เี ขียว
เลขท่ี 20 ช้ัน ม.5/4
อายุ 17 ปี
ที่อยู่ 90 หม่1ู 3 บ้านทงุ่ โพธิท์ อง ซ.สารผล ต.โพนสูง อ.บ้านดุง
จ.อดุ รธานี 41190
เบอร์โทรศพั ท์ 0930628942
ช่อื นางสาวรัตติกร นามสกุล พรมสาเพ็ชร
เลขท่ี 21 ชัน้ ม.5/4
อายุ 17 ปี
ทอี่ ยู่ 199 ม.4 บ้านมว่ งเฒ่า ต.โนนสะอาด อ.โนนสะอาด
จ.อดุ รธานี 41240
เบอร์โทรศัพท์ 0930910024
ชอ่ื นางสาววรนิ ทริ า นามสกุล โพธิพ์ นั ไม้
เลขท่ี 22 ชนั้ ม.5/4
อายุ 18 ปี
ที่อยู่ 32 ม.3 ต.เชียงพณิ อ.เมอื ง จ.อุดรธานี 41000
เบอรโ์ ทรศัพท์ 0618923047