The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by championzstp, 2022-06-14 03:52:17

7.

7.

45

เลือดเยน็ ไมส ะทกสะทา น เหีย้ ม

แพแตก พลดั พรากจากกนั อยางกระจัดกระจาย ไมอ าจ

จะมารวมกันได

ไมม ปี ม ีกลอง ไมมีปม ขี ลยุ ไมมีเคามากอนเลยวาจะเปน เชนน้ี จู ๆ ก็เปน

ขึ้นมา หรอื ตดั สินใจทาํ ทันที

รักดีหามจัว่ รักช่ัวหามเสา หมายถงึ ใฝดจี ะมีสขุ ใฝช ั่วจะพบความลําบาก

สวยแตรปู จบู ไมหอม มีรปู รางหนาตางาม แตความประพฤติและ

กริ ิยามารยาทไมด ี

อดเปรยี้ ว ไวก ินหวาน อดใจไวกอน เพราะหวังสง่ิ ทีด่ ี สงิ่ ทปี่ รารถนา

ขา งหนา

ฯลฯ

สํานวนตา ง ๆ ยอ มมีท่ีมาตาง ๆ กัน เชน จากการดูลักษณะนิสัยใจคอของคน

จากเหตกุ ารณแ ปลก ๆ จากความเปน ไปในสังคม จากส่ิงแวดลอ ม นิทาน ประวัติศาสตร ตํานาน

ฯลฯ สํานวนจึงเกิดข้ึนเสมอ เพราะคนชางคิดยอมจะนําเร่ืองนั้นเรื่องน้ีมาผูกเปนถอยคํา สํานวน

สมัยใหมท ่ไี ดย ินเสมอ ๆ เชน

เขย้ี วลากดิน หมายถึง คนเจาเลห รูม าก ชํานาญ เชย่ี วชาญ

(ในเร่อื งไมดี) ชนั้ เชงิ มาก

สมหลน หมายถงึ ไดร ับโชคลาภโดยไมไดคดิ หรอื คาดหวงั

ไวกอน

เด็กเสน หมายถึง มคี นใหญค นโต หรอื ผูมอี ทิ ธิพลท่ีคอย

ชวยเหลอื หนุนหลงั อยู

อม หมายถงึ แอบเอาเสียคนเดยี ว ยักยอกไว

ฯลฯ

5.2 คําพังเพย คือ สํานวนภาษาท่ีใชเ ปรียบเทียบหรือเปรียบเปรย ประชดประชันมี

ความหมายเปน คติสอนใจ มีลักษณะคลายกับสุภาษิต อาจจะเปน คํากลาวติชมหรือแสดงความ

คดิ เหน็ คาํ พังเพยเปนลักษณะหน่งึ ของสํานวนภาษา เชน

กินบนเรอื น ข้บี นหลงั คา หมายถงึ เปรียบกบั คนอกตัญู หรือเนรคุณ

ขายผา เอาหนารอด หมายถึง ยอมเสยี สละแมส่งิ จาํ เปน ทีต่ นมีอยู

เพือ่ รักษาชอื่ เสียงของตนไว

46

คางคกข้ึนวอ แมงปอใสต ุงต้ิง หมายถึง คนทฐ่ี านะตาํ่ ตอยพอไดดบิ ไดดี

กม็ กั แสดงกิริยา อวดดี

ตาํ ขาวสารกรอกหมอ หมายถึง คนเกียจครา นหาเพียงพอกนิ ไป

มื้อหน่ึง ๆ ทําพอใหเ สร็จไปเพียง

ครงั้ เดยี ว

นํา้ ทว มปาก หมายถงึ พูดไมอ อก เพราะเกรงจะมภี ัยแก

ตนและคนอืน่

สอนหนงั สอื สังฆราช หมายถึง สอนสง่ิ ท่เี ขารอู ยูแลว

ปลํา้ ผีลกุ ปลกุ ผีน่ัง หมายถงึ พยายามทาํ ใหเ ปนเรื่องเปนราว

ขนึ้ มา

มัง่ มใี นใจ แลนใบบนบก หมายถึง คดิ ฝนในเรื่องท่เี ปน ไปไมได

คดิ สมบตั บิ าสรางวมิ านในอากาศ

ราํ ไมด โี ทษปโ ทษกลอง หมายถึง ทําไมดี หรือทาํ ผดิ แลว ไมรับผิด

กลบั โทษผอู น่ื

หาเลอื ดกับปู หมายถึง เคี่ยวเขญ็ หรอื บบี บงั คบั เอากับ

ผทู ี่ไมมจี ะให

เอามือซุกหีบ หมายถงึ หาเรอ่ื งเดือดรอ นหรือความลําบาก

ใสตัวโดยใชท ่ี

5.3 สุภาษติ คือ สํานวนภาษาทใี่ ชเ ปน เครอ่ื งเตือนสติ คาํ กลา วสอนใจในสิง่ ทเ่ี ปน ความจริง

แทแนน อนเปน สจั ธรรม มกั กลา วใหท ําความดีหลีกหนีความช่วั เชน

กลานักมกั บิ่น หมายถึง กลา หรอื หาวหาญเกินไปมักได

รับอันตราย

เขา เถ่ือนอยาลืมพรา หมายถึง ใหม สี ติอยาประมาท เชนเดยี วกับ

เวลาจะเขา ปาตองมมี ีดพรา ติดตวั

ไปดวย

เดนิ ตามหลังผูใหญห มาไมก ัด หมายถงึ ประพฤตติ ามผใู หญยอ มปลอดภยั

นา้ํ ข้นึ ใหรีบตกั หมายถึง มีโอกาสควรฉวยไว หรือรีบทาํ

บวั ไมช าํ้ น้ําไมข นุ หมายถึง รจู กั ผอ นปรนเขาหากัน มใิ ห

กระทบกระเทือนใจกันรูจ ักถนอม

นํา้ ใจกนั มใิ หขนุ เคืองกัน

แพเปนพระ ชนะเปนมาร หมายถึง 47
รกั ยาวใหบ น่ั รักส้นั ใหตอ หมายถงึ
การรจู ักยอมกันจะทาํ ใหเรื่องสงบ
เอาพิมเสนไปแลกเกลอื หมายถงึ มุงแตจะเอาชนะจะมแี ตความ
เดือดรอ น

รกั จะอยูดว ยกันนาน ๆ ใหต ดั
ความโกรธอาฆาตพยาบาทออกไป
ถาไมค ดิ จะรักกนั นานก็ใหโตเถยี ง
เร่ืองท่โี กรธกนั และทําใหไ มตรี
ขาดสะบัน้
ลดตัวลงไปทะเลาะหรือมีเร่ืองกบั
คนท่ตี ่าํ กวา มีแตจะเสยี

5.4 สํานวนภาษาเฉพาะถน่ิ

สาํ นวนภาษาทเี่ ปนวัฒนธรรมอยา งหน่งึ ของคนไทย จึงมอี ยูทกุ ทอ งถนิ่ ดังน้ี

ภาคเหนือ

ทาํ มิชอบเขา ลอบตนเอง หมายถงึ กรรมท่ผี ใู ดทาํ ไวย อมสงผลใหแ กผ ูน้นั

คนรกั ใหญเทา รอยตีนเสือ หมายถึง คนรกั มนี อย คนชังมมี าก

ขา วเหลอื เกลอื อิ่ม หมายถึง อยูดกี นิ ดี

ฯลฯ

ภาคใต

ปากอ้ีฆาคอ หมายถึง ปลาหมอตายเพราะปาก

ใหญพรา วเฒา ลอกอ หมายถึง อายุมากเสียเปลาไมไดม ีลักษณะ

เปนผูใหญ

ชา งแลน อยายุงหาง หมายถงึ อยา ขัดขวางผทู ี่มีอํานาจ หรอื เหตุ

การณท่กี ําลงั รนุ แรงอยา ไปขดั ขวาง

ฯลฯ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ตกี ลองแขงเสียงฟา ขี่มา แขง หมายถึง แขงดหี รือผมู ีอาํ นาจวาสนา

ตาแวน (ตะวัน) ไมม ที างจะสไู ด

48

นํา้ ขึน้ ปลาลอย นํ้าบกหอยไต หมายถงึ ทใี ครทีมัน

ตกหมแู ฮง (แรง ) เปนแฮง หมายถงึ คบคนดีจะพาใหต นดีดว ย

ตกหมูกาเปนกา หมายถงึ คบคนชั่วจะพาใหตนช่วั ตาม

ฯลฯ

เรื่องที่ 6 การใชท กั ษะทางภาษาเปน เคร่อื งมือการแสวงหาความรู

การสอื่ ความหมายของมนุษยเ ปน ส่งิ ทจ่ี ําเปนอยางย่ิง และการส่ือสารจะดีหรือไมด ีข้ึนอยู
กับทักษะทางภาษาของแตล ะคน ซ่ึงเกิดข้ึนไดจะตองมีการฝก เปนประจํา เชน ทักษะการฟง
ทกั ษะการพูด ทกั ษะการอา น ทกั ษะการเขียน และทักษะตาง ๆ เหลา น้ีไดมีการซึมซับอยูใ นคนทุก
คนอยูแลว เพยี งแตว า ผใู ดจะมโี อกาสไดใ ชไ ดฝกฝนบอ ย ๆ กจ็ ะเกิดทักษะทช่ี าํ นาญขึ้น

ในการแลกเปล่ียนขอมูล ขา วสาร ความรู ความเขา ใจของคนในอดีตจะเปนการส่ือสาร
โดยตัวตอ ตัวเพราะอดีตคนในสังคมมีไมม าก แตป จ จุบันคนในสังคมเร่ิมมากข้ึน กวางขึ้น
การแลกเปล่ียนขาวสารขอ มูลจงึ จาํ เปน ตองใชเครอื่ งมือสอื่ สารไดร วดเร็วกวา งไกลและทั่วถึง ไดแก
โทรศัพท โทรเลข โทรทัศน วิทยุ โทรสาร คอมพิวเตอร ซ่ึงเคร่ืองมือแตละประเภทมีจุดเดน หรือ
ขอจาํ กดั ทแ่ี ตกตา งกันไป

การใชภ าษาในชีวิตประจําวันไมวา จะเปน ภาษาพูดหรือภาษาเขียน จะตอ งใหเ หมาะสม
กับบุคคลและสถานการณ เชน กิน เปน ภาษาท่ีใชกันในกลุม เพ่ือนหรือบุคคลคุนเคย แตถา ใชกับ
บุคคลทเ่ี ปนผใู หญหรอื คนที่ไมคนุ เคย จะตองใชภ าษาท่สี ภุ าพวา ทาน หรือรับประทาน

แม  คณุ แม  มารดา  หมอ  คณุ หมอ  แพทย เปน ตน
การใชภ าษาไทยนอกจากจะตอ งมีความรู ความเขา ใจภาษาแลว สิ่งสําคัญอยา งย่ิง
ประการหนง่ึ คือ ความมคี ุณธรรมในการใชภ าษา ไมวา จะเปน ภาษาพดู หรอื ภาษาเขยี น
วิธกี ารใชภาษาไดเ หมาะสม มีดงั น้ี
1. ใชภ าษาตรงไปตรงมาตามขอ เท็จจริงทเ่ี กิดขึน้ ไมพูดโกหก หรอื หลอกลวงใหรายผอู ื่น
2. ใชภ าษาไพเราะ คาํ สุภาพไมใชคาํ หยาบ
3. ใชภ าษาใหเ หมาะสมกับกาลเทศะและระดับของบุคคลทีส่ ่อื สารดว ย
4. ใชภาษาเพื่อใหเ กดิ ความสามคั คี ความรกั และไมท าํ ใหเกิดความแตกแยก
5. ใชภ าษาใหถ ูกตอ งตามหลกั การใชภาษา
นอกจากนั้นแลว การแสวงหาความรูไ มใ ชเ พียงคน ควา หรืออานจากหนังสือเพียงอยางเดียว
ปจจุบันคอมพิวเตอรมีสวนใหความรูกับเรามากเหมือนกับยอโลกใหเราไดเรียนรูไดเลย ผูเรียน
อาจจะนาํ วธิ ีการใชภาษานาํ ไปใชใหเ หมาะสมได

49

6.1 ลกั ษณะของคาํ ไทย คาํ ภาษาถน่ิ และคาํ อนื่ ในภาษาไทย

การนาํ คาํ ภาษาถนิ่ และภาษาตา งประเทศมาใชใ นภาษาไทย จงึ ทาํ ใหภาษาไทยมีคํา

ที่ใชสื่อความหมายหลากหลายและมีจํานวนมากข้ึน ซึ่งไมว า จะเปน คําไทย คําภาษาถ่ิน หรือคํา

ภาษาตา งประเทศตางก็มีลกั ษณะเฉพาะทีแ่ ตกตางกัน

ลกั ษณะของคําไทย มหี ลกั การสงั เกต ดงั น้ี

1. มีลักษณะเปน คําพยางคเ ดียวโดด ๆ มีความหมายชัดเจน เปน คําท่ีใชเรียกชื่อ

คน สัตว สงิ่ ของ เชน แขน ขา หัว พอ แม เดิน วิง่ นอน ฯลฯ

แตม คี ําไทยหลายคาํ หลายพยางค ซงึ่ คาํ เหลา น้ี มสี าเหตุมาจากการกรอนเสียง

ของคําหนาท่นี าํ กรอ นเปน เสียงส้นั (คาํ หนา กรอ นเปนเสียงส้ัน) กลายเปนคาํ ที่ประวสิ รรชนีย

เชน มะมวง มาจาก หมากมวง

มะนาว มาจาก หมากนาว

มะกรูด มาจาก หมากกรดู

ตะขบ มาจาก ตน ขบ

ตะขาบ มาจาก ตัวขาบ

- การแทรกเสียง หมายความวา เดิมเปน คําพยางคเดียว 2 คําวางเรียงกัน

ตอมาแทรกเสยี งระหวา งคําเดิม 2 คาํ และเสียงทแ่ี ทรกมกั จะเปนเสียงสระอะ เชน

ผกั กะเฉด มาจาก ผักเฉด

ลกู กระดุม มาจาก ลกู ดุม

ลูกกะทอน มาจาก ลกู ทอ น

- การเติมเสียงหนา พยางคหนา เพ่ือใหม ีความหมายใกลเคียงคําเดิม และมี

ความหมายชัดเจนขนึ้ เชน

กระโดด มาจาก โดด

ประทวง มาจาก ทว ง

ประทบั มาจาก ทับ

กระทาํ มาจาก ทํา

ประเด๋ยี ว มาจาก เด๋ยี ว

2. มตี ัวสะกดตรงตามมาตรา เชน จง (แมก ง) ตัก (แมก ก) กบั (แมกบ) เปน ตน

3. ไมน ยิ มมคี าํ ควบกลํ้า เชน ทราบ ตราบ สรวง ประพฤติ เปนตน

4. ไมม ีตวั การนั ต คําทกุ คาํ สามารถอานออกเสยี งไดห มด เชน แม นารัก ไกล

50

5. คําไทยคําเดียว อาจมีความหมายไดหลายอยา ง เชน ขันตักนํ้า นกเขาขัน

หวั เราะขบขัน

6. มีรูปวรรณยุกตก ํากับเสียง ทั้งที่ปรากฏรูปหรือไมปรากฏรูป เชน นอน

(เสยี งสามัญ ไมปรากฏรูป) คา (เสียงตรี ปรากฏรปู ไมโ ท)

7. คําทอี่ อกเสยี ง ไอ จะใชไมม ว น ซึ่งมีอยู 20 คาํ นอกน้นั ใชไมม ลาย

ผใู หญห าผา ใหม ใหสะใภใชค ลอ งคอ

ใฝใจเอาใสห อ มหิ ลงใหลใครขอดู

จะใครล งเรือใบ ดนู ํ้าใสและปลาบู

สง่ิ ใดอยใู นตู มิใชอ ยใู ตต่งั เตยี ง

บา ใบถือใยบวั หตู ามวั มาใกลเคียง

เลา ทอ งอยา ละเลยี่ ง ยส่ี บิ มว นจาํ จงดี

6.2 ลกั ษณะของคําภาษาถ่ิน
ภาษาถ่ิน หมายถึง คําท่ีใชในทองถ่ินตาง ๆ ของประเทศไทยท่ีมีลักษณะแตกตา ง

จากภาษากลาง เชน ภาษาถิ่นใต ภาษาถ่ินอีสาน ภาษาถ่ินเหนือ ซ่ึงภาษาถ่ินเหลา นี้เปนภาษา
ทีใ่ ชกนั เฉพาะคนในถิน่ นนั้

ตวั อยาง เปรยี บเทียบภาษากลาง และภาษาถ่ิน

ภาษากลาง ภาษาถนิ่ เหนอื ภาษาถ่นิ อสี าน ภาษาถน่ิ ใต
พูด อู เวา แหลง
ลอกอ
มะละกอ มะกว ยเตด หมากหงุ หรอย
อรอ ย ลํา แซบ ยานดั
สับปะรด ฉาน
ผม/ฉัน มะขะนัด หมากนดั
ขาเจา เฮา ขอ ย

6.3 คาํ ภาษาอ่นื ในภาษาไทย
คําภาษาอ่นื ที่ใชอยูใ นภาษาไทยมมี ากมาย เชน ภาษาจนี ภาษาเขมร ภาษาอังกฤษ

แตท ่ีใชก ันอยูสว นใหญม าจากภาษาจีน และภาษาอังกฤษ ซ่ึงมีสาเหตุมาจากประเทศไทยมีการ
ติดตอและมีการเจริญสัมพันธไมตรีกับชาตินั้น ๆ จึงยืมคํามาใช ซ่ึงทําใหภ าษาไทยมีคําใชในการ
ตดิ ตอสอ่ื สารมากข้นึ

ตัวอยา ง 51

ภาษาจนี ภาษาองั กฤษ
ตงฉิน แปะเจีย๊ ะ กวยจับ๊ ซนิ แส กก โฮมรูม ซอส โชว แชมป คลินกิ แท็กซ่ี ปม แสตมป
อ้งั โล เหลา ฮอ งเต ต้งั ฉา ย แซยิด มอเตอรไซต ฟต อิเลก็ ทรอนิกส คอมพิวเตอร คอรด
ซอี ว้ิ เซยี น เตาฮวย เตา หู เปนตน เปนตน

กจิ กรรมทา ยบทที่ 5

กจิ กรรมที่ 1 หลกั ภาษาไทย

“ขุนชา ง ขนุ แผน และนางวนั ทอง เปนคนเมืองสุพรรณบุรี พวกเขาเคยเปนเพ่ือนเลนกันมา
และตางเปนกําพราบิดา ขุนแผนกับมารดาอพยพไปอยูกาญจนบุรี ตอมาขุนแผนไปบวชอยูที่
วัดปา เลไลยส ุพรรณบรุ ี มโี อกาสไดพบกบั นางวนั ทอง”

จากขอความขางตน คาํ ใดเปน คาํ นามเรียกบุคคล สถานที่ และสมหุ นาม (5 คะแนน)

กิจกรรที่ 2 ใหผูเรยี นบอกลกั ษณะคําวเิ ศษณท่ขี ีดเสนใตไ วว าเปน คําวิเศษณประเภทใด (5 คะแนน)

1. คณุ พอชอบอาหารรสเค็ม คณุ แมช อบขนมหวาน
2. คนดคี วรไดรับรางวัล คนชั่วตองถูกลงโทษ
3. เสือ้ สขี าวขายดที ่สี ดุ แตนักกีฬาชอบเสือ้ สแี ดง
4. คนโบราณมีความเชอ่ื ในเรอื่ งการทําบุญ
5. ญาตผิ ูปว ยกรณุ ารอขา งนอก
6. ชุมชนเรามคี นจาํ นวนมากเขามาอาศยั อยู
7. หมูบ านแหง น้สี วยงามมาก
8. ฝนตกหนกั ทําใหนกั เรียนมาสาย
คาํ วิเศษณบ อกลักษณะ คอื ............................................................................................
คาํ วเิ ศษณบอกเวลา คือ..................................................................................................
คําวิเศษณบอกจาํ นวน คือ..............................................................................................
คาํ วิเศษณบ อกสถานที่ คอื ..............................................................................................
คาํ วิเศษณบ อกที่แสดงความชี้เฉพาะ คอื ........................................................................

52

กิจกรรมที่ 3 ใหผเู รียนนาํ ประโยคตอไปนี้มากรอกในโครงสรา งของประโยคใหถกู ตอง (5 คะแนน)

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง

ประธาน สวนขยาย กริยา สว นขยาย กรรม สวนขยาย

1. นอ งคนเล็กกินไอศกรมี
2. พส่ี าวฉนั ชอบดูทีวี
3. แมค า ขายผลไมทุกวัน
4. ลูกชายเลนฟตุ บอลในสนาม
5. พอ ของฉันออกกาํ ลงั กายตอน
เชา

กจิ กรรมที่ 4 เคร่อื งหมายวรรคตอน

ใหผูเรยี นบอกชื่อเคร่ืองหมายวรรคตอนและวธิ ีใชใหถกู ตองพรอ มยกตัวอยางประโยค

(5 คะแนน)

เครอ่ื งหมาย วิธใี ช
?
!
()

“……..”


ฯลฯ


53

กิจกรรมท่ี 5 ใหนกั ศกึ ษาเขยี นคําราชาศพั ทและคาํ ทใี่ ชกบั พระสงฆ (5 คะแนน)
คําราชาศัพท (2.5 คะแนน)

1. พอ
2. แม
3. ลูกสาว
4. ใหพ ร
5. ไปหาหรอื เขา พบ

คาํ ทีใ่ ชเ กี่ยวกับพระสงฆ (2.5 คะแนน)
6. เชญิ
7. ไหว
8. ปวย
9. ให
10. ทาน

กิจกรรมท่ี 6 คําพงั เพย

ใหผูเรียนแปลความหมายคําพังเพยตอ ไปน้ี (5 คะแนน)

1. ขายผาเอาหนารอด หมายถึง……………………………………………..

2. ขชี่ า งไลจ บั ตกั๊ แตน หมายถึง……………………………………………..

3. กินปูนรอ นทอ ง หมายถงึ ……………………………………………..

4. เกบ็ เบย้ี ใตถุนรา น หมายถงึ ……………………………………………..

5. แกวง เทาหาเสย้ี น หมายถึง…………………………………………….

54

บทท่ี 6
วรรณคดีและวรรณกรรม

เรือ่ งท่ี 1 ความหมาย คุณคา และประโยชนของนทิ าน นิทานพื้นบา น
และวรรณกรรมทอ งถ่นิ

1.1 ความหมาย คณุ คา และประโยชนของนทิ าน
นิทาน หมายถึง เรื่องที่เลา สืบทอดกันมา ไมมีการยืนยันวา เปนเรื่องจริง เชน

นิทานเด็กเลี้ยงแกะหรือเทวดากับคนตัดไม เปนนิทานสวนใหญ จะแฝงดวยคติธรรม ซึ่งเปนการ
สรปุ สาระใหผ ฟู งหรอื ผูอ า นปฏบิ ตั ติ าม

คณุ คาของนทิ าน
1. ใชเปน ขอคดิ เตือนใจ เชน ทําดีไดดี ทําช่ัวไดชวั่
2. เปนมรดกของบรรพบุรษุ ท่ีเปนเรื่องเลา ใหฟง ท้ังไดรบั ความรูและความ
เพลดิ เพลนิ ในเวลาอานหรอื เวลาฟงผูอ่ืน
3. ไดรับประโยชนจ ากการเลา และการฟงนิทานทง้ั ดานภาษาและคติธรรม

ประโยชนของนทิ าน
1. ไดร บั ความรูเพ่มิ เติม
2. ไดรบั ความเพลดิ เพลิน สนกุ สนาน
3. ไดข อคิดเตือนใจนําไปใชป ระโยชนได เชน ความซ่ือสัตย เปน ตน

1.2 ความหมาย คณุ คา และประโยชนจากนิทานพน้ื บา น
นิทานพ้ืนบาน หมายถึง เรื่องเลาที่เลา สืบทอดกันมา สว นใหญเ น้ือหาจะเปน

ลกั ษณะเฉพาะถิ่น โดยอางอิงจากสถานท่ีหรือบุคคลซ่ึงเปนท่ีรูจ ักรว มกันของคนในถ่ินนั้น ๆ เชน
นิทานพ้ืนบา นภาคกลาง เร่ืองลูกกตัญู นิทานพื้นบา นภาคใต เรื่องพิษงูเหลือม นิทานพ้ืนบา น
ภาคเหนอื เรอ่ื งเชียงเหมี้ยงตาํ พระยา และนิทานพ้ืนบา นภาคอีสาน เรอื่ งผาแดงนางไอ

คณุ คา ของนิทานพ้ืนบาน
1. เปนเรื่องเลาที่เลา สืบทอดกันมา ซ่ึงแสดงใหเห็นถึงส่ิงแวดลอม ชีวิตความ

เปน อยูในสมัยกอน
2. ถือเปนมรดกสําคญั ท่ีบรรพบุรษุ มอบใหแ กค นรุนหลงั
3. ใหข อ คดิ เตือนใจท่จี ะนําไปใชป ระโยชนไ ดในชวี ิตประจําวัน

55

ประโยชนข องนทิ านพนื้ บา น
1. ไดร ับความรูและความเพลิดเพลนิ จากการเลา การอา น และการฟง
2. ไดนําความรูไ ปใชประโยชน
3. ใชเผยแพรใหเยาวชนรนุ หลังไดร ู ไดเ ขาใจนทิ านพ้ืนบานของบรรพบรุ ษุ

1.3 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนจากวรรณกรรมทองถนิ่
วรรณกรรมทองถ่ิน หมายถึง เร่ืองราวท่ีมีมานานในทอ งถิ่น และมีตัวละคร

เปนผูนําเสนอเน้ือหาสาระของเรื่องราวนัน้ เชน เร่อื งสาวเครอื ฟา หรอื วงั บวั บาน เปนตน
คณุ คา ของวรรณกรรมทอ งถน่ิ
1. แสดงถงึ ชวี ติ ความเปน อยู สงั คม และวัฒนธรรมของทองถิ่นนั้น
2. เปนเร่ืองท่ใี หขอคิด ขอเตือนใจ
3. เปน มรดกสําคัญทมี่ คี ณุ คา
ประโยชนข องวรรณกรรมทองถ่นิ
1. ไดความรู ความเพลดิ เพลนิ
2. นําขอคดิ ขอเตอื นใจ และสรุปนํามาใชใหเปน ประโยชนตอ ตนเองและผูอื่น
3. เปนความรทู ่เี ผยแพรใ หก วางขวางได

เร่อื งท่ี 2 ความหมายของวรรณคดี และวรรณคดีทนี่ า ศกึ ษา

2.1 ความหมายของวรรณคดี
วรรณคดี หมายถงึ เรอื่ งแตง ที่ไดร ับยกยองวาแตงดี เปนตัวอยางดา นภาษา แสดงให

เห็นถึงวัฒนธรรมความเปน อยูในยุคนั้น ๆ แตงโดยกวีท่ีมีชื่อเสียง เชน วรรณคดีเร่ือง ขุนชา ง
ขนุ แผน พระอภัยมณี และสงั ขทอง เปน ตน

วรรณคดที แี่ ตงดี มลี ักษณะดงั น้ี
1. เนื้อเรอื่ งสนุกสนาน ใหขอคิด ขอ เตอื นใจ ที่ไมล า สมัย
2. ใชภาษาไดเ พราะและมีความหมายดี นาํ ไปเปน ตวั อยางของการแตง คําประพนั ธไ ด
3. ใชฉ ากและตัวละคร บรรยายลักษณะนิสัย และใหข อคิดท่ีผูอ านตีความ โดยฉาก
หรอื สถานท่เี หมาะสมกับเร่ือง
4. ไดรบั การยกยอ ง และนําไปเปนเรื่องใหศกึ ษาของนักเรียนและนักศกึ ษาได
2.2 วรรณคดที ่ีนา ศกึ ษา

สําหรับระดับประถมศึกษาน้ีมีวรรณคดีที่แนะนําใหศึกษา 3 เร่ือง คือ สังขทอง
ซง่ึ เปน กลอนบทละคร พระอภัยมณี เปนกลอนนทิ าน และขุนชา งขุนแผน เปน กลอนเสภา

56

บทที่ 7
ภาษาไทยกับชอ งทางการประกอบอาชพี

เร่อื งท่ี 1 คณุ คา ของภาษาไทย

ภาษาไทย นอกจากจะเปนภาษาที่ใชสื่อสารในชีวิตประจําวันของชาวไทยแลว
ภาษาไทยยงั บง บอกถงึ เอกลกั ษณค วามเปนไทย มาตั้งแตโ บราณกาลเปน ภาษาที่ประดิษฐค ิดคนข้ึน
โดยพระมหากษัตริยไทย ไมไดลอกเลียนแบบมาจากภาษาอื่น หรือชาติอ่ืน ประเทศไทยมี
ภาษาไทยเปนภาษาประจําชาติ ซึ่งถือไดวาเปนประเทศท่ีมีศิลปะวัฒนธรรมทางภาษา กลาวคือ
เปนภาษาที่ไพเราะ สุภาพ ออนหวาน แสดงถึงความนอบนอม มีสัมมาคารวะ นอกจากนี้ยัง
สามารถนํามาเรียบเรยี ง แตงเปนคําประพันธประเภทรอยแกว รอยกรอง นิยาย นิทาน วรรณคดี
และบทเพลงตางๆ ไดอยางไพเราะ ทําใหเพลิดเพลิน ผอนคลายความตึงเครียดใหกับสมอง
แมชาวตางชาติก็ยังชนื่ ชอบในศิลปวัฒนธรรมไทยของเรา

ดังนน้ั พวกเราชาวไทย จงึ ควรเห็นคุณคา เห็นความสําคญั และรวมกันอนุรกั ษภ าษาไทย
ไวใ หชนรุนหลังไดศ ึกษาเรียนรู และสืบทอดกันตอ ๆ ไป เพื่อใหภ าษาไทยของเราอยูค ูกับประเทศไทย
และคนไทยตลอดไป

ความสาํ คัญของภาษาไทย
ภาษาไทยมคี วามสาํ คญั และกอ ใหเ กิดประโยชนห ลายประการเชน
1. เปนพื้นฐานในการศึกษาเรียนรูและแสวงหาความรู บรรพบุรุษไดสรางสรรค สะสม

อนุรักษและถา ยทอดเปนวัฒนธรรมจนเปนมรดกของชาติ โดยใชภาษาไทยเปน ส่อื ทําใหคนรุนหลัง
ไดใชภาษาไทยเปนเคร่ืองมอื ในการแสวงหาความรู ประสบการณ เลือกรับส่ิงท่ีเปนประโยชนมาใชใน
การพัฒนาตนเอง พัฒนาสติปญญา กระบวนการ คือ การวิเคราะห วิพากษ วิจารณ การแสดง
ความคดิ เหน็ ทาํ ใหเ กิดความรูและประสบการณท ีง่ อกงาม

2. เปนพื้นฐานในการศึกษาตอในระดับท่ีสูงขึ้น เชน ศึกษาตอในระดับมัธยมศึกษาตอนตน
มัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอุดมศึกษา เปนตน ลว นตอ งใชภาษาไทยเปน พื้นฐานในการศึกษาทง้ั ส้นิ

3. เปนพ้นื ฐานในการประกอบอาชีพ หรือพัฒนาอาชีพ การบันทึกเรื่องราวตาง ๆ การจด
บนั ทึก การอาน การฟงการดู ทําใหเ กดิ ประสบการณเหน็ ชองทางการประกอบอาชีพ

57

เรอ่ื งท่ี 2 ภาษาไทยกบั ชอ งทางการประกอบอาชพี

การศึกษาและเรียนรูรายวชิ าภาษาไทย นบั เปน พนื้ ฐานสาํ คัญในการประกอบอาชพี หากมี
การฝก ฝนเพม่ิ พนู ทกั ษะดานตา ง ๆ เชน การฟง การพดู การอา น และการเขียน ก็จะสามารถใช
ประโยชนจากภาษาไทยไปประกอบอาชพี ได

ในการประกอบอาชพี ตาง ๆ นั้น ลว นตองใชภาษาไทยเปนพนื้ ฐาน การไดฟง ไดอาน ได
เขียนจดบันทึก ตวั อยา งเรื่องราวตาง ๆ จะทาํ ใหไ ดร ับความรแู ละขอ มูลเก่ียวกบั อาชพี ตา ง ๆ ทาํ ให
มองเห็นชอ งทางการประกอบอาชพี ชวยใหต ัดสนิ ใจประกอบอาชพี ไดอยา งม่ันใจ นอกจากนย้ี งั เปน
ขอ มูลที่จะชวยสงเสรมิ ใหบุคคลผทู ี่มีอาชีพอยแู ลว ไดพฒั นาอาชีพของตนใหเ จริญกาวหนา อีกดวย

นอกจากนยี้ งั สามารถใชการฟง การดู และการอานเปนเคร่ืองมือท่จี ะชว ยใหผเู รยี นมีขอมลู
ขอ เทจ็ จริง หลกั ฐาน เหตุผล ตวั อยา งแนวคิดเพ่ือนําไปใชใ นการวิเคราะห วิจารณ และตัดสินใจ
แกปญ หาตา ง ๆ รวมท้ังตัดสินใจในการประกอบอาชีพไดเปนอยางดี

ชอ งทางการประกอบอาชพี
วิชาชีพทีใ่ ชภาษาไทย เปนทกั ษะพืน้ ฐานในการประกอบอาชีพ เชน
1. ผูประกาศ
2. พธิ ีกร
3. นกั จัดรายการวิทยุ
4. นักเขียนโฆษณาประชาสัมพันธ
5. นักขาว
6. นักเขียนบทความ
ทง้ั นี้ ในการตดั สนิ ใจเลือกอาชีพตา ง ๆ ขึ้นอยกู ับความถนัด ความสามารถและ

ประสบการณท่ีแตละคนไดส ่ังสมมา รวมท้งั ตอ งมีการฝก ฝนเรียนรเู พ่ิมเติมดว ย

ขอคดิ สําหรบั การนาํ ความรไู ปใชใ นการพูด
1. เนอื้ หาทีพ่ ดู จะตองตรงตามวตั ถปุ ระสงคของงานหรอื กิจกรรมนั้น
2. มีวิธีพูดถูกตอ ง พูดชดั เจน สัน้ กระชบั ไดใจความ สรา งความประทบั ใจ
3. ผพู ูดมกี ารแสดงออกทางกาย สหี นา และทาทางเหมาะสมกบั เนือ้ หา
4. ฝกฝนและพัฒนาตนเองอยเู สมอ
5. พดู อยางสรางสรรคแ ละมีจรรยาบรรณในการพูด

58

ขอคดิ สาํ หรบั การนําความรูไ ปใชในการเขียน
1. เขียนถกู ตองตามหลกั ภาษาไทย
2. เขยี นใหสอดคลอ งกับวัตถปุ ระสงคของเร่อื งน้ัน ๆ
3. ฝก ฝนและพัฒนาตนเองในการเขยี นอยเู สมอ
4. เขยี นตวั อยางสรา งสรรคแ ละมีจรรยาบรรณในการเขยี น

เร่อื งที่ 3 การเพ่มิ พูนความรูและประสบการณด านภาษาไทยเพอื่ การประกอบอาชีพ

ผูเรียนที่มองเห็นชองทางการประกอบอาชีพแลว และในการตัดสินใจเลือกอาชีพ
จําเปนตองศึกษา เรียนรูเพิ่มเติม เพ่ือเพ่ิมพูนความรูและประสบการณ นําไปประกอบอาชีพได
อยา งมปี ระสิทธิภาพ

การศกึ ษาเรยี นรเู พ่มิ เติม อาจทําไดห ลายวิธี
1. ศึกษาตอ ในระดบั ทสี่ ูงขึน้
2. ศึกษาตอเรียนรูเพ่ิมโดยเลือกเรียนในรายวิชาเลือกตาง ๆ ท่ีสํานักงาน กศน. หรือ
สถานศึกษาอนื่ ๆ ตามความตอ งการและตามความสนใจ
3. ฝก ฝนตนเองใหม ที กั ษะ มปี ระสบการณเพิ่มมากข้ึน โดยการเขารวมการอบรม สัมมนา
หรอื ฝกปฏิบัตกิ าร เปน ตน

59

เฉลยกิจกรรมทา ยบทท่ี 1

กจิ กรรมท่ี 1

ข้นั ที่ 1 ผสู อนแบง กลมุ ผูเ รยี น กลุม ละ 3 – 5 คน และเปดวดี ทิ ศั นภาพยนตรโ ฆษณา
(ความยาวประมาณ 3 นาที) ใหผเู รยี นดู (5 คะแนน)

ขั้นท่ี 2 ผเู รยี นรวมกันสรปุ เนือ้ หาตามหลกั การฟง การดู และสงผแู ทนกลุมนําเสนอ
ข้ันที่ 3 ครูและผูเรียนรวมกันสรปุ เนือ้ หา ตามหัวขอ หลักการฟง และดู
แนวคาํ ตอบ

1. ผเู รยี นสามารถสรุปเน้ือหาสาระที่ดูจากสื่อวดี ิทัศนไดครบถว น (2 คะแนน)
2. ผเู รียนสามารถบอกไดว า ไดรับประโยชนอ ะไรจากการฟง และดู (2 คะแนน)
3. ผเู รยี นมีการจดบนั ทึกสาระสาํ คัญเพ่ือเปนขอมลู ในการทบทวน (1 คะแนน)
4. ผูสอนสงั เกตผูเรยี นในการนาํ เสนอและสรุปเน้อื หาใหเ ปน ความแตกตา งระหวางพ้ืนฐาน
การรับรขู องผเู รียนและสรุปเนอื้ หารวมกับผูเ รียน
เกณฑก ารใหค ะแนน
ตอบตามแนวคาํ ตอบเก่ยี วกบั เนื้อหาสาระไดถ ูกตองครบถว น ได 2 คะแนน
ตอบตามแนวคาํ ตอบประโยชนใ นการฟงและดู ได 2 คะแนน
ผเู รยี นมีการจดบนั ทกึ สาระสาํ คัญเพ่ือเปน ขอมลู ในการทบทวน ได1 คะแนน
ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบใหอ ยูในดุลยพินิจของผสู อน

กิจกรรมที่ 2 ใหผเู รียนบอกประโยชนของการฟงและการดทู ่ีสามารถนําความรูไปใชในการพฒั นา
ความเปน อยูในชีวิตประจําวันได พรอมยกตัวอยา ง (5 คะแนน)
แนวคาํ ตอบ

1. การฟงและการดูทาํ ใหไดร ับความรูและขอ มลู ในการตดั สินใจแกปญ หา เชน การดสู าร
คดี ขา วสารบา นเมอื ง และสาระความรตู า งๆ ทง้ั เอกสารส่งิ พิมพ

2. ไดร ับความสนุกสนาน เพลิดเพลนิ ผอนคลาย จากการดแู ละฟง ดนตรี นวนิยาย ละคร
3. สามารถจับใจความสาํ คญั จากการฟงและดู แลว นํามาประยุกตใชก บั ตนเองได
4. ไดคติชีวิต นาํ ไปสูกําลังใจในการพฒั นาตนเองใหส ามารถดําเนนิ ชวี ิตและแนวทางการ
ประกอบอาชีพ

60

เกณฑก ารใหค ะแนน
ตอบตามแนวคาํ ตอบครบถว นถูกตอง 4 ขอ ได 5 คะแนน
ตอบตามแนวคําตอบครบ 3 ขอ ได 4 คะแนน
ตอบตามแนวคาํ ตอบครบ 2 ขอ ได 3 คะแนน
ตอบตามแนวคาํ ตอบครบ 1 ขอ ได 1-2 คะแนน

กจิ กรรมท่ี 3 ใหผ ูเรียนแบงกลมุ อภิปรายเกย่ี วกบั มารยาทในการฟง และมารยาทในการดู และสง
ผแู ทนกลุมนาํ เสนอผลการอภปิ ราย (5 คะแนน)
แนวคาํ ตอบ (ในการนําเสนอ)

มารยาทในการฟง (2.5 คะแนน)
1. ตั้งใจฟงไมส งเสยี งรบกวนผูอืน่ ขณะฟง
2. ใหเ กียรติวิทยากร ไมค ยุ และไมถามเพอื่ ทดสอบความรูของผูพดู
3. ไมควรใช หรอื ควรปดอุปกรณก ารส่อื สารทกุ ชนดิ
4. หากมีขอ สงสยั ขณะฟง ควรถามเม่อื มโี อกาสท่เี หมาะสม
มารยาทในการดู (2.5 คะแนน)
1. ต้ังใจดูไมพูดคยุ เสยี งดงั
2. ไมรบกวนสมาธิของผูอื่น
3. ไมค วรฉกี หรือทําลายภาพเอกสารทดี่ ี
4. ไมค วรวจิ ารณผ ูพูดในขณะทพี่ ูด

เกณฑก ารใหค ะแนน
รวมกนั ทํากิจกรรมกลุมและนาํ เสนอไดต ามแนวคําตอบใหหัวขอ ละ 2.5 คะแนน

รวม 2 หวั ขอ ได 5 คะแนน

เฉลยกจิ กรรมทา ยบทท่ี 2

กิจกรรมท่ี 1 ใหผเู รียนแบงกลมุ เพ่ือเตรียมการพดู ในโอกาสตาง ๆ ดงั นี้ (5 คะแนน)
1. การพูดอวยพร
2. การพูดขอบคณุ
3. การพูดแสดงความดีใจและเสยี ใจ
4. การพูดตอนรบั

61

5. การพูดรายงาน
6. การกลา วอําลา

แนวคําตอบ
1. นาํ เสนอเนื้อหาไดเหมาะสมกับหัวขอที่ไดรับมอบหมาย
2. ความพรอม บุคลกิ ของผูท่ีไดรับมอบหมายจากกลมุ ใหเปนผนู ําเสนอ
3. เนื้อหาสาระในการพูดถูกตอง มีความนา เช่อื ถอื
4. มีการเตรียมเอกสารหลกั ฐานประกอบการพูด
5. การแตง กายสภุ าพเหมาะสมเพอ่ื เปน การใหเ กียรติผูฟง

เกณฑก ารใหค ะแนน (5 คะแนน)
- นาํ เสนอเนอื้ หาไดเหมาะสมกับหวั ขอ (การพูดในโอกาสตาง ๆ) ตามทไี่ ดร บั มอบหมาย

ได 3 คะแนน
- ความพรอม บคุ ลกิ ภาพ และการแตงกายสุภาพเหมาะสมของผนู าํ เสนอ ได 1 คะแนน
- เนือ้ หาสาระถูกตอ งนา เชื่อถอื และมกี ารเตรียมส่ือประกอบการพดู ไดอ ยา งเหมาะสม

ได 1 คะแนน

เฉลยกจิ กรรมทา ยบทท่ี 3
กจิ กรรมท่ี 1 ใหผ เู รียนอานบทรอยกรองตอไปนีแ้ ลว สรปุ เปนรอยแกวใหไดความหมายทส่ี มบรู ณ
(5 คะแนน)

รักกันอยู ขอบฟา เขาเขยี ว
เสมออยหู อ แหงเดยี ว รวมหอ ง
ชงั กันบ แลเหลียว ตาตอกันนา
เหมอื นขอบฟา มาปอง ปา ไมม าบงั

โครงโลกนติ ิ สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอกรมพระยา เดชาดศิ ร
แนวคําตอบ

คนที่มีความรกั ความหวงใยกนั จะมคี วามรูสกึ ทีด่ ี เปรียบไดวา ถึงแมจ ะอยูห างไกลกนั แตยัง
คดิ ถงึ หรือระลึกถึงกันอยเู สมอ แตสาํ หรบั คนท่ีเกลียดกันแมอ ยใู กลช ิดกนั ก็ไมต องการทจี่ ะพบปะกัน
เกณฑก ารใหค ะแนน

ตอบตามแนวคาํ ตอบ ให 5 คะแนน
ตอบนอกเหนอื จากแนวคาํ ตอบใหอ ยใู นดลุ พนิ ิจผสู อน

62

เฉลยกิจกรรมทายบทที่ 4

กิจกรรมท่ี 1 ใหผ ูเรยี นเติมคาํ คลอ งจองในชอ งวา งใหไดประโยคทส่ี มบูรณ (5 คะแนน)

แนวคําตอบ

ปูนา ขา เก รูมาก ยาก นาน ยุใหร ํา ตาํ ให ร่ัว

พอ ของฉัน ฟน สี ขาว ชอบเรอ่ื งราว ท่ี เลา ขาน ไปตลาด ซือ้ ขนม ตาล

อยากพบพาน แต คน ดี ขงิ ก็รา ขา ก็ แรง ไมขดั แยง เปน เรือ่ ง ดี

เกณฑก ารใหค ะแนน คําคลอ งจองท่ผี ูเรยี นตอบไมจําเปนตองเหมอื นแนวคําตอบแตต อ งอา นใหพ อ ง
เสียงเปน คําคลอ งจองและใหอยใู นดลุ ยพินิจของครูผสู อน

- ตอบคาํ คลองจองไดค รบ 9-8 ขอ ได 5 คะแนน

- ตอบคาํ คลองจองไดครบ 6-7 ขอ ได 4 คะแนน

- ตอบคาํ คลอ งจองไดครบ 4-5 ขอ ได 3 คะแนน

- ตอบคําคลองจองไดค รบ 2-3 ขอ ได 2 คะแนน

- ตอบคาํ คลอ งจองได 1 ขอ ได 1 คะแนน

- ตอบนอกเหนอื จากแนวคาํ ตอบใหอยใู นดุลพนิ ิจผสู อน

กิจกรรมที่ 2 การบนั ทึกจากการอาน

ใหผ เู รียนอา นบทความตอ ไปนี้ แลว ดาํ เนินการจดบันทกึ การอานตามหลกั การจด
บันทกึ ใหถูกตอง (5 คะแนน)

แนวคําตอบ
1. บันทกึ และจับใจความสาํ คัญของเรอ่ื งวา มวี ตั ถปุ ระสงคของขอ เขียนได 2 คะแนน
2. มคี ติขอคิดที่ผูเรียนตดั สนิ ใจจดบันทกึ ไว ได 2 คะแนน
3. มีการอา งองิ ชือ่ หนังสอื ................ผูแตง................แตงเม่ือใด ได 1 คะแนน

63

กิจกรรมท่ี 3 ใหผเู รียนเขียนเรียงความ เรอ่ื ง “แนวทางการดําเนินชีวติ ตามหลกั ปรัชญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง” มคี วามยาวไมเ กนิ 1 หนากระดาษ (10 คะแนน)
แนวคําตอบ

1. เขยี นครบองคประกอบ 3 สว น คือ 1. คาํ นํา (2 คะแนน) 2. เน้อื เรื่อง (5 คะแนน)
และ 3. สรปุ (3 คะแนน) (รวม 10 คะแนน)

2. ตอบนอกเหนือจากแนวคาํ ตอบ ใหอ ยูในดลุ ยพนิ จิ ของผสู อน

กิจกรรมที่ 4 ใหผ เู รยี นบอกมารยาทในการอานและการสรางนสิ ัยรักการอา น (5 คะแนน)
แนวคาํ ตอบ มารยาทในการอาน (2 คะแนน)

1. ไมค วรอา นเรื่องสว นตวั ของผูอ ่นื
2. ไมควรชะโงกอา นหรอื แยงอานในขณะท่ผี ูอื่นกําลงั อาน
3. ไมอานออกเสียงดงั ในขณะท่ผี ูอน่ื ตองการความสงบ
4. ไมท ําลายหรอื ขดี ฆา ขอความในหนงั สือทไี่ มใชของตนเอง

การสรางนสิ ัยรกั การอาน (3 คะแนน)
เทคนิคการสรางนสิ ยั รกั การอา น ดังน้ี

1. เรมิ่ จากการหาหนังสือ วารสาร นติ ยสาร ส่ิงพิมพ ในประเภททตี่ นเองชอบ หรอื สนใจ
มาเปน ตวั เรมิ่ ตน เชน นิตยสารดารา นวนิยายเด็ก หนังสือพิมพ วารสารทอ งเท่ยี ว นติ ยสาร
กฬี า เปน ตน รวมถึงเว็บไซตข อมลู หรือบทความตาง ๆ ที่มเี นอ้ื หาทต่ี นสนใจ เพราะหากเราเร่ิมจาก
สิ่งทต่ี นเองรักชอบเปนพิเศษ จะทําใหอ ยากอาน และทนอา นไดนาน

2. เมื่อเรม่ิ ตนฝกนิสัยการอา น จะพบวาตนเองอานไดไมเร็วนกั เน่ืองจากขาดการฝก ฝนมา
นาน บางคนอา นยอ นไปยอ นมา หรือ อานเปนคํา ๆ ทําใหอ า นไดชา แตเมอ่ื อานส่งิ ทต่ี นสนใจ
บอย ๆ กจ็ ะทําใหส ามารถอา นไดค ลอ งขึ้นและเร็วข้ึน ทกั ษะดานการอานเร็วน้นั ตอ งคอ ย ๆ
พฒั นาจากการอา นบอ ยๆโดยฝกตนเองใหอ า นทลี ะประโยค ไมใ ชทลี ะคํา และอา นรวดเดียวจนจบ
ยอหนา อยา อานยอ นประโยคไปมา เมอ่ื อา นจบยอหนา หากไมเ ขา ใจคอ ยยอ นมาอานใหมตั้งแตตน
ยอหนา รวดเดียวจนจบซํา้ อีกครงั้ จงึ จะไดความคดิ รวบยอดของยอ หนา นน้ั

3. เมื่ออา นหนงั สอื ประเภททตี่ นชอบจนเริม่ คลอ งแลว ซึง่ คนสว นใหญกม็ ักชอบอานหนงั สือ
แนวบนั เทิง กข็ ยบั ขยายมาเปนหนังสอื แนวอนื่ ท่อี าจเปน แนวสาระมากขึ้น แตย งั เปนสาระทีต่ นเอง

64

สนใจเปนการสวนตวั อยู เชน คอมพวิ เตอร เทคโนโลยี การเงินสว นบุคคล จติ วทิ ยาการพัฒนา
ตนเอง เปน ตน เพราะหนังสือแนวน้ีจะชวยพัฒนาความรคู วามคิดใหแกผ อู านไดมาก

4. คอยๆอา นวันละเล็กละนอยกอนนอน เชน อานเปนเวลา 15 -30 นาที กอนนอนทุกคืน
จนติดเปน นิสยั เหมือนการแปรงฟนอาบนํ้ากอ นนอน คอื ตอ งอานหนงั สือกอนนอน มิฉะนนั้
จะรูสกึ วา ลมื ทาํ อะไรไปสกั อยาง แสดงวา ทานเร่ิมตดิ การอา นแลว

5. พฒั นานสิ ยั รักการอา นมาสจู ุดทม่ี ีหนงั สอื ตดิ ตวั ติดรถ หรือ ตดิ กระเปา ไวต ลอดเวลา
เมื่อไหรท ีม่ ีเวลาวา ง หรอื กาํ ลงั นง่ั รออะไรก็ตาม ก็หยบิ หนังสือขน้ึ มาอานทกุ ครั้งไป เปนการฆา
เวลา และไดความรไู ปดว ย ทาํ ใหไมต องหวงวา ไมวาง ไมมเี วลาอานหนงั สอื เหมือนกับขอ อางของ
คนสวนใหญ เพราะคณุ สามารถอา นไดท ุกชว งเวลาสัน้ ๆ ทม่ี ี

เกณฑก ารใหค ะแนน
- มารยาทในการอานตอบตามแนวคําตอบ ไดขอละ 0.5 คะแนน (รวม 2 คะแนน)
- การสรางนิสยั รักการอา นตอบตามแนวคําตอบ ไดขอละ 1 คะแนน (รวม 3 คะแนน)
- ตอบนอกเหนือแนวคําตอบใหอยูในดลุ ยพนิ ิจของผสู อน

65

เฉลยกิจกรรมทา ยบทท่ี 5

กิจกรรมท่ี 1 หลักภาษาไทย

“ขุนชา ง ขุนแผน และนางวันทอง เปนคนเมืองสุพรรณบุรี พวกเขาเคยเปนเพ่ือนเลนกันมา
และตางเปนกําพราบิดา ขุนแผนกับมารดาอพยพไปอยูกาญจนบุรี ตอมาขุนแผนไปบวชอยูท่ี
วัดปาเลไลยสพุ รรณบุรี มโี อกาสไดพ บกบั นางวันทอง”

จากขอความขางตน คาํ ใดเปนคาํ นามเรียกบุคคล สถานที่ และสมุหนาม (5 คะแนน)

แนวคาํ ตอบ

คาํ นามเรียกชื่อบุคคล คอื ขนุ ชาง ขนุ แผน นางวันทอง

คาํ นามเรยี กชอ่ื สถานที่ คือ เมืองสุพรรณบุรี กาญจนบรุ ี วัดปาเลไลย

คํานามที่เรียกรวมกันเปนหมู คือ (สมหุ นาม) พวก

เกณฑก ารใหค ะแนน

- ตอบไดครบทุกคาํ ถามครบถวน ได 5 คะแนน
- ตอบไดไมครบทกุ คําถามใหอ ยูในดลุ ยพนิ จิ ของผูสอน

กจิ กรรท่ี 2 ใหผูเ รียนบอกลกั ษณะคาํ วิเศษณท ่ีขีดเสน ใตไวว าเปน คาํ วิเศษณประเภทใด (5 คะแนน)
แนวคาํ ตอบ

คําวเิ ศษณบอกลกั ษณะ คอื เค็ม หวาน ดี ชว่ั ขาว แดง
คําวิเศษณบ อกเวลา คอื โบราณ สาย
คําวเิ ศษณบ อกจาํ นวน คือ มาก
คําวเิ ศษณบอกสถานท่ี คือ นอก
คาํ วิเศษณบ อกทแี่ สดงความช้ีเฉพาะ คอื น้ี

66

เกณฑก ารใหค ะแนน ได 5 คะแนน
ได 4 คะแนน
- ตอบไดครบทุกขอแยกประเภทถกู ตอง ได 3 คะแนน
- ตอบแยกประเภทไดถกู ตอ ง 6-8 คาํ ได 2 คะแนน
- ตอบแยกประเภทไดถ กู ตอ ง 3-5 คํา ได 1 คะแนน
- ตอบแยกประเภทไดถ กู ตอ ง 2 คาํ
- ตอบแยกประเภทไดถ กู ตอ ง 1 คาํ

กิจกรรมท่ี 3 ใหผูเ รยี นนาํ ประโยคตอไปนมี้ ากรอกในโครงสรางของประโยคใหถกู ตอง (5 คะแนน)

แนวคําตอบ

ประโยค ภาคประธาน ภาคแสดง สว น
ประธาน สวนขยาย กริยา สวน กรรม ขยาย
1. นอ งคนเล็กกินไอศกรีม ขยาย -
2. พี่สาวฉนั ชอบดูทีวี นอ ง คนเล็ก กิน - ไอศกรีม -
3. แมค า ขายผลไมทกุ วัน พส่ี าว ฉัน ชอบดู - ทวี ี ทกุ วัน
4. ลูกชายเลนฟุตบอลใน แมค า - ขาย - ผลไม ในสนาม
สนาม ลกู ชาย - เลน - ฟตุ บอล
5. พอของฉนั ออกกาํ ลงั กาย
ตอนเชา พอ ของฉนั ออกกาํ ลงั ตอนเชา
กาย

เกณฑก ารใหค ะแนน

ตอบถูกขอ ละ 1 คะแนน
กิจกรรมท่ี 4 เคร่อื งหมายวรรคตอน
ใหผ ูเ รียนบอกช่อื เครอ่ื งหมายวรรคตอนและวิธใี ชใหถูกตองพรอ มยกตัวอยา งประโยค (5 คะแนน)

แนวคาํ ตอบ 67
เครอื่ งหมาย
? ปรศั นี วธิ ีใช
ใชกับขอ ความท่ีเปนคําตอบ เชน ขอ นี้คาํ ตอนคอื อะไร?
! อัศเจรยี  ใชก บั คาํ อุทานหรือขอ ความท่ีแสดงอารมณตา งๆ
เชน อุยตาย! อนิจจา!
( ) นขลิขติ ใชคั่นขอความอธบิ ายหรอื ขยายความคาํ หรอื ประโยคขา งหนาให
ชัดเจน เชน นกมหี ู หนมู ีปก (คา งคาว)
“…………” อัญประกาศ ใชสาํ หรับเขยี นครอ มคาํ หรอื ขอความเพ่ือแสดงวาขอความน้ันเปน
คําพดู เชน “นํา้ มาปลากนิ มด น้ําลดมดกนิ ปลา”
ๆ ไมย มก ใชเขยี นเพอื่ ซํ้าคาํ ซํ้าวลี ซาํ้ ประโยคสน้ั ๆ เชน เดินเร็ว ๆ
ฯลฯ ไปยาลใหญ ใชล ะขอ ความตอนปลายหรอื ตอนกลาง เชน ตนไมที่เปน สมุนไพร
ไดแ ก ขิง ขา ตะไคร มะกรดู ฯลฯ
ฯ ไปยาลนอย ใชละบางสว นของคาํ ทีเ่ นน ชอ่ื เฉพาะและรจู กั กนั ดแี ลว
เชน กรุงเทพฯ

เกณฑก ารใหค ะแนน

- ตอบชอ่ื เครื่องหมาย พรอมยกตัวอยา งถูกตอ งไดม ากกวา 5 ขอ ให 5 คะแนน
- ตอบชอ่ื เคร่อื งหมาย พรอ มยกตวั อยา งถูกตอ งได 4-5 ขอ ให 4 คะแนน
- ตอบชือ่ เครือ่ งหมาย พรอ มยกตัวอยา งถูกตอ งได 3 ขอ ให 3 คะแนน
- ตอบช่ือเคร่ืองหมาย พรอมยกตัวอยางถกู ตอ งได 2 ขอ ให 2 คะแนน
- ตอบชอื่ เครื่องหมาย พรอมยกตวั อยา งถูกตองได 1 ขอ ให 1 คะแนน

68

กิจกรรมท่ี 5 ใหนักศึกษาเขียนคาํ ราชาศัพทและคําทีใ่ ชกบั พระสงฆ (5 คะแนน)

แนวคาํ ตอบ

1. พอ คาํ ราชาศพั ท (2.5 คะแนน)
2. แม พระราชบิดา พระชนก
3. ลกู สาว พระราชมารดา พระราชชนนี
4. ใหพ ร สมเดจ็ พระเจา ลูกเธอ พระราชธิดา
5. ไปหาหรอื เขา พบ ถวายพระพร
เฝาทูลละอองธลุ พี ระบาท
6. เชิญ
7. ไหว คาํ ทใ่ี ชเกีย่ วกับพระสงฆ (2.5 คะแนน)
8. ปว ย อาราธนา
9. ให นมสั การ
10. ทาน อาพาธ
ถวาย
ฉันภัตตาหารเชา

เกณฑก ารใหค ะแนน
ตอบถกู ขอละ 0.5 คะแนน (10 ขอ รวม 5 คะแนน)

กิจกรรมที่ 6 คําพงั เพย ใหผเู รยี นแปลความหมายคําพงั เพยตอ ไปน้ี (5 คะแนน)
แนวคําตอบ

1. ยอมเสียสละแมแตข องจําเปน ท่ีตนมอี ยู เพือ่ รักษาช่ือเสยี งของตนไว
2. ลงทนุ มากแตไดผ ลนอ ยไมคมุ คา
3. ทาํ อาการมีพริ ธุ ขนึ้ เองแสดงออกอาการเดอื ดรอนขึ้นเอง
4. เก็บเลก็ ผสมนอ ยโนน บางนบ่ี า งจนสาํ เรจ็ เปนรปู เปน รางข้นึ มา
5. เขาไปยุงกับเร่อื งของผอู นื่ จนเกิดเปนเร่อื งกลับมาทตี่ ัวเอง

เกณฑก ารใหค ะแนน
ตอบถูกตามแนวคาํ ตอบได ขอ ละ 1 คะแนน
ตอบนอกเหนอื จากแนวคาํ ตอบแตม ีความหมายตรงกันกบั แนวคําตอบใหอยใู นดลุ ยพนิ ิจ

ของครูผูส อน

69

บรรณานกุ รม

สงเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั , สํานักงาน หนงั สอื เรยี นสาระความรู
พื้นฐาน รายวชิ าภาษาไทย พท 11001 ระดับประถมศกึ ษา ฉบบั ปรบั ปรุง พ.ศ. 2554
เอกสารทางวิชาการ หมายเลช 1/2555

สรุ ะ ดามาพงษ และคณะ ภาษาไทย ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน กรุงเทพฯ : โรงพิมพว ฒั นา
พานชิ จาํ กดั . มปพ

เอกรินทร สมี่ หาศาล และคณะ ภาษาไทย ป.6 กรุงเทพฯ : อักษรเจรญิ ทศั น

กาญจนา เชือ่ มศรจี นั ทร 2552. จุดมงุ หมายในการอาน (ออนไลน)ใ แหลงท่มี า : http://www.
thaigoodview,com (14 มกราคม 2557)

ทีมงานทรูปลูกปญ ญา. 2552 การอานในใจ (ออนไลน) . แหลง ที่มา : http://www
trueplookpamya.com (15 มกราคม 2557)

www.m-cutture.go.th/ilovethaiculture/index.php/2013-09-03-09-34-32/km-
travel/item/มารยาทในการพดู

www.sopon.ac.th/sopon/thai/dand 2/Index/P2N2ntm/13 มกราคม 2557

http ://2020143.165.163/th-m1/chap 1/chap 1_2.pdf

70

คณะผูจัดทาํ

ท่ปี รกึ ษา บญุ เรอื ง เลขาธิการ กศน.
1. นายประเสรฐิ ทับสพุ รรณ รองเลขาธกิ าร กศน.
2. นายชาญวทิ ย จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
3. นายสรุ พงษ จันทรโอกลุ ผูเ ชยี่ วชาญเฉพาะดา นพฒั นาส่ือการเรียนการสอน
4. นางวัทนี สุวรรณพิทักษ ผเู ชี่ยวชาญเฉพาะดา นเผยแพรท างการศึกษา
5. นางกนกพรรณ งามเขตต ผูอ ํานวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
6. นางศทุ ธนิ ี

ผเู ขียน/ผเู รียบเรยี ง และบรรณาธกิ าร

1. นางสาวพิมพาพร อินทจักร ขา ราชการบํานาญ สถาบัน กศน.ภาคเหนือ

2. นางนพรัตน เวโรจนเ สรวี งศ ขา ราชการบาํ นาญ สาํ นักงาน กศน.

3. นายเริง กองแกว ศึกษานิเทศก สาํ นักงาน กศน. จังหวดั นนทบุรี

คณะทํางาน กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
1. นายสุรพงษ มัน่ มะโน กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรยี น
2. นายศุภโชค ศรรี ัตนศิลป กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรยี น
3. นางสาวสุลาง เพ็ชรสวา ง กลมุ พัฒนาการศึกษานอกโรงเรยี น
4. นางสาวเบญ็ จวรรณ อาํ ไพศรี กลมุ พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
5. นางสาวชมพูนท สังขพ ชิ ัย

ผพู ิมพต น ฉบับ เพช็ รสวาง กลุม พฒั นาการศกึ ษานอกโรงเรียน
1. นางสาวสลุ าง อนิ ทระสนั ต กลมุ พฒั นาการศึกษานอกโรงเรียน
2. นางจุฑากมล

ผูออกแบบปก ศรีรตั นศิลป กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกโรงเรียน
นายศุภโชค

71

คณะผูจัดทาํ กิจกรรมทา ยบทเอกสารสรปุ เน้ือหาท่ีตองรู
ระหวา งวนั ที่ 1- 3 มถิ ุนายน 2559

ณ หอ งประชมุ บรรจง ชสู กลุ ชาติ ชั้น 6 สํานักงาน กศน.

ทปี่ รกึ ษา เลขาธิการ กศน.
1. นายสรุ พงษ จาํ จด รองเลขาธิการ กศน.
2. นายกติ ติศักด์ิ รตั นฉายา ผอู าํ นวยการกลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ
3. นางพรรณทพิ า ชนิ ชัชวาล

ผเู ขียน/ผูเ รียบเรียง และบรรณาธิการ สาํ นกั งาน กศน. จงั หวดั นนทบุรี
1. นายเริง กองแกว สาํ นักงาน กศน. จงั หวดั ลพบรุ ี
2. นางสาวนติ ยา มขุ ลาย กศน.อําเภอเมอื ง จงั หวัดชลบรุ ี
3. นางสาวเอมอร แกว กลํ่าศรี กศน.เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร
4. นางสาวอริญชัย อนิ ทรนัฏ

คณะทาํ งาน กลุมพฒั นาระบบการทดสอบ
1. นางเกณกิ า ซิกวารท ซอน กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ
2. นายธานี เครืออยู กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ
3. นางสาวจรุ ีรตั น หวงั สิริรตั น กลมุ พัฒนาระบบการทดสอบ
4. นางสาวอษุ า คงศรี กลุม พัฒนาระบบการทดสอบ
5. นางสาวกรวรรณ กววี งษพ ิพฒั น กลมุ พฒั นาระบบการทดสอบ
6. นายภาวติ นธิ ิโสภา กลุมพฒั นาระบบการทดสอบ
7. นางสาวหทยั มาดา ดิฐประวรรตน

72


Click to View FlipBook Version