The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงสร้างและแผนการสอนสังคม ป.5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nittayafk, 2022-05-21 00:17:20

โครงสร้างและแผนการสอนสังคม ป.5

โครงสร้างและแผนการสอนสังคม ป.5

6) อบายมุข 4 หมายถึงอะไร และควรปฏิบัติตนอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ อบายมุข หมายถึงหนทางแห่งความ
เสื่อม 4 ประการ เป็นส่ิงท่ีควรงดเว้น ได้แก่ การเป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา นักเลงการพนัน และคบคนชั่วเป็นมิตร ส่ิง
เหลา่ นคี้ วรหลกี เลี่ยงไม่ไปยงุ่ เกยี่ ว เพราะเป็นเหตุแหง่ การเสียทรพั ย์ โรคตดิ ต่อ เสียอนาคต)

3. ให้แบง่ นักเรยี นออกเป็น 6 กลุ่ม ตามหัวข้อธรรมโอวาท 3 ข้อที่ 2 การทำความดีให้ถึงพรอ้ ม ดังนี้

กลมุ่ ท่ี 1 เบญจธรรม
กลุ่มท่ี 2 บุญกิริยาวัตถุ 3
กลุ่มที่ 3 อคติ 4
กลุม่ ที่ 4 อิทธบิ าท 4
กลุ่มท่ี 5 ความกตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธศาสนา
กลุ่มที่ 6 มงคลชีวติ
4. โดยให้นักเรียนนำเสนอเป็นรายงานการศึกษาแล้วออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน มอบหมายเป็นการบ้านกลุ่มให้นักเรียน
ร่วมกันไปศกึ ษาค้นคว้า เพอื่ ออกมานำเสนอในช่วั โมงตอ่ ไป

ข้นั ขยายความเขา้ ใจ

1. ครูคัดเลือกนักเรียนที่มีความประพฤติที่เป็นแบบอย่างได้มา 3 คน โดยให้นักเรียนทั้ง 3 คน เล่าถึงประสบการณ์การทำ
ความดีของตนเองใหเ้ พ่อื นฟงั หน้าช้นั เรียน จบแล้วครูแสดงความคิดเห็นเพิม่ เตมิ และให้นักเรยี นร่วมกันแสดงความคดิ เห็น โดยครูใช้
คำถาม ดงั นี้

1) การทำความดีมีประโยชน์ตอ่ ตนเองและบุคคลอ่ืน ๆ อย่างไรบ้าง (ตัวอยา่ งคำตอบ ทำให้ตนเองมคี วามสขุ และ
เปน็ การเผอ่ื แผค่ วามสุขไปยงั บุคคลอ่นื ได้ดว้ ย)

2) นักเรียนมีแนวทางท่ีจะทำความดีอย่างไรบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ ขยันศึกษาเล่าเรียน เช่ือฟังพ่อแม่ครูอาจารย์
ชว่ ยเหลอื งานพ่อแม่ และทำประโยชน์ใหก้ ับโรงเรียนและชุมชน)

ข้ันสรปุ

ข้นั ขยายความเข้าใจ

1. ครูให้กลุ่มนักเรียนท่ีได้รับมอบหมายนำเสนอรายงานให้ออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียน โดยให้กลุ่มท่ี 1 หลักธรรมเบญจ
ธรรม เป็นกลุ่มแรกจบการนำเสนอของกลุ่มที่ 1 ให้ครูอธิบายเพิ่มเติม และให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถาม
และสรุปเปน็ แผนภาพลงบนกระดาน ดังนี้ หลักธรรมเบญจธรรม มคี วามสำคัญตอ่ ผู้ปฏบิ ัตอิ ย่างไร

2. ครูนักเรียนกลุ่มท่ี 2 หลักธรรมบุญกิริยาวัตถุ 3 ออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน จบการนำเสนอครูอธิบายเพิ่มเติม แล้วให้
นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถาม ดังนี้ หลักธรรมบุญกิริยาวัตถุ 3 ส่งเสริมให้ผู้ปฏิบัติทำความดีอย่างไรบ้าง
(ตัวอย่างคำตอบ ทำให้เป็นบุคคลผู้รู้จักเสียสละทำประโยชน์ต่อส่วนรวม เป็นผู้มีระเบียบวินัยทางกาย วาจาและใจ เป็นผู้มี
จิตใจทสี่ ุขมุ และมีปัญญา)

3. ให้นักเรียนกลุ่มที่ 3 หลักธรรมอคติ 4 ออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน จบการนำเสนอครูอธิบายเพิ่มเติม แล้วให้นักเรียน
รว่ มกนั แสดงความคิดเห็น โดยครใู ช้คำถาม และสรปุ เป็นแผนภาพลงบนกระดาน

4. ให้นักเรียนกลุ่มท่ี 4 หลักธรรมอิทธิบาท 4 ออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน จบแล้วครูอธิบายเพ่ิมเติม แล้วให้นักเรียน
ร่วมกันแสดงความคิดเห็นโดยครใู ช้คำถาม และสรปุ เปน็ แผนภาพลงบนกระดาน

5. ครูให้นักเรียนกลุ่มที่ 5 ที่ได้รับมอบหมายหลักธรรม กตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธศาสนาออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนเมื่อ
จบการนำเสนอของนักเรียนกลุ่มท่ี 5 ครูอธบิ ายเพิ่มเติม ครูนักเรียนกลุ่มที่ 6 หลกั ธรรม มงคล 38 ออกมานำเสนอหน้าช้ันเรียน จบ
การนำเสนอของนักเรยี นครูอธิบายเพิ่มเติมแล้วให้นักเรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น

ขั้นตรวจสอบผล

1. ครแู ละนกั เรียนรว่ มกนั สรุปความร้รู ว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ นกั เรียนทำช้นิ งานที่ 9 เร่ือง หลกั ธรรมโอวาท 3
2. ครูประเมินนักเรียนตรวจใบงานและตรวจแบบฝึกหัด การสังเกตพฤติกรรมการตอบคำถาม พฤติกรรมการทำงาน
รายบุคคล
6. การวัดและประเมินผล

การวัดและประเมิน วธิ ีการวัดผล เคร่อื งมือวดั เกณฑ์การประเมินผล
จดุ ประสงค์
1. อธิบายหลักธรรมโอวาท 3 1. คำถามกระตุ้นความคิด 70% ข้ึนไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
ความรคู้ วามเข้าใจ (K) การไมท่ ำความช่ัวทง้ั ปวง การประเมิน
2. จำแนกหลักธรรมโอวาท 3 1. ชิน้ งานท่ี 9 เรื่อง หลกั ธรรม 70% ขน้ึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) การไม่ทำความชั่วทั้งปวงมา โอวาท 3 การประเมนิ
ปฏิบตั ใิ นชีวติ ประจำวัน
คุณลกั ษณะนสิ ยั (A) 3. เห็นคุณค่าและประโยชน์ใน 1. สงั เกตพฤติกรรมของ 70% ขึน้ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
การปฏิบัติตนตามหลักธรรม นักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรม การประเมิน
โอวาท 3

7. สอ่ื / แหลง่ การเรยี นรู้
7.1 สอ่ื การเรียนรู้
1) สถานการณ์เรื่อง คนดขี องสังคม
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) อินเทอร์เน็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ..................................................................................
..................................................................................................................................................... ..........................................................
..................................................................................................................................................................................................... ..........
..................................................................................................................... ..........................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………………ครูผสู้ อน ลงชอ่ื ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอ่ื ………………………………………………………ผู้บริหาร
(……………………………………………………)

สัปดาห์ท่ี 10

โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจดั การเรียนรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชือ่ ผู้สอน……………………………………………………….

กลุม่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศึกษาปที่ ี่ 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอนของศาสนาตา่ งๆ

เร่อื ง พทุ ธศาสนสุภาษติ

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ และ

ศาสนาอื่นมศี รัทธาทีถ่ ูกตอ้ ง ยดึ มนั่ และปฏบิ ัตติ ามหลักธรรมเพื่ออยรู่ ่วมกันอยา่ งสันตสิ ุข

ตัวชี้วัด ป.5/7 ปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมของศาสนาท่ีตนนบั ถือเพือ่ พฒั นาตนเองและสิ่งแวดลอ้ ม

2. สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
พุทธศาสนสุภาษิต เป็นคติธรรมทางพระพุทธศาสนา พุทธศาสนิกชนควรศึกษาเพ่ือนำไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการ

ดำเนนิ ชวี ติ

3. จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายความหมายของพุทธศาสนสภุ าษิต (K)
2. นำเสนอแนวทางการปฏบิ ัตติ นตามพุทธศาสนสภุ าษติ (P)
3. เหน็ ความสำคัญและประโยชน์ การปฏบิ ตั ติ นตามพุทธศาสนสุภาษติ (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถ่นิ
พทุ ธศาสนสภุ าษติ พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา
- บุคคลจะลว่ งทกุ ข์ได้เพราะความเพียร
- ปัญญาคือแสงสวา่ งในโลก

5. กิจกรรมการเรียนรู้

คาบท่ี 1

ขน้ั นา

ขั้นกระตุ้นความสนใจ
1. ครนู ำบัตรคำสภุ าษิตคำไทย มาติดที่บนกระดาน พร้อมอธิบายความหมาย
ตวั อยา่ งสุภาษติ คำไทย

ฝนทั่งใหเ้ ปน็ เข็ม ขีช่ า้ งจบั ต๊กั แตน ตำน้ำพรกิ ละลายแม่น้ำ

งมเข็มในมหาสมทุ ร ตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงา รกั ดหี ามจ่วั รักชั่วหามเสา

5) ถา้ ทกุ คนปฏิบตั ติ นเหมอื นธงชยั จะเกดิ ผลอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ ทุกคนจะอยู่ร่วมกนั ในสงั คมอย่างสงบสุข)

ขั้นสอน

ข้นั สำรวจค้นหา

1. ขน้ั จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นรว่ มกันสนทนา แสดงความคดิ เห็น โดยครใู ชค้ ำถาม ดังน้ี
1) สุภาษิตคำไทย มีจุดมุง่ หมายอย่างไร สือ่ ให้เห็นอะไร (ตัวอย่างคำตอบ เพ่ือสอนและเตอื นสติในการดำเนินชีวิต

สื่อให้เห็นถึงวิถีชีวิตของสังคมไทย บ่งบอกให้รวู้ ่าสุภาษิตคำไทย มีความเป็นมาจากการนำเอาหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนา
มาใช้ เพ่ือเตือนสตขิ องคนในสงั คม)

2. ครูอธบิ ายความรเู้ กี่ยวกบั คำวา่ สภุ าษติ และพุทธศาสนสภุ าษติ ให้นกั เรียนฟัง จากนั้นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครู
ใชค้ ำถาม ดงั น้ี

1) สุภาษติ และพุทธศาสนสุภาษิตแตกต่างกนั อยา่ งไร (สุภาษติ หมายถึงถอ้ ยคำทีก่ ล่าวดีแลว้ ส่วนพุทธศาสน
สภุ าษติ หมายถงึ พทุ ธวจนะ (คำกลา่ วของพระพทุ ธเจ้า) หรือสภุ าษติ ท่เี กดิ จากหลกั ธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นคำสอนท่ี
ควรปฏิบัตติ าม)

3. ครูนำเสนอพุทธศาสนสภุ าษิต
วิรเิ ยน ทุกฺขมจฺเจติ

4. แล้วให้นักเรียนฝึกอ่านพุทธศาสนสุภาษิต จากนั้นครูยกตัวอย่างการปฏิบัติตนท่ีสอดคล้องกับพุทธศาสนสุภาษิตให้
นักเรยี นฟงั และรว่ มกันอภิปรายเกยี่ วกบั ความสมั พนั ธ์ของสุภาษติ คำไทย กบั พุทธศาสนาสุภาษติ โดยครใู ชค้ ำถาม ดงั น้ี

1) พุทธศาสนสุภาษติ นี้ สอนใหป้ ฏิบตั อิ ยา่ งไร (คนจะผ่านพน้ ความยากลำบากได้ เพราะความเพยี ร)
2) นักเรียนจะนำข้อคิดพระพุทธศาสนสุภาษติ วริ ิเยนทุกฺขมจเฺ จติ มาใช้อย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ ใช้กับการศึกษา
เล่าเรียน การทำงาน เพราะความเพียรพยายามเท่าน้นั ทจ่ี ะทำใหเ้ ราฟันฝ่าปัญหาอปุ สรรคต่าง ๆ ไปได้)

ขั้นอธบิ ายความเข้าใจ

1. ครทู บทวนบทเรียนแล้วนำเสนอพุทธศาสนสภุ าษิต

ปญญฺ า โลกสฺมิ ปชฺโชโต

2. แลว้ ให้นกั เรียนอ่านพุทธศาสนสุภาษิต จากน้ันครูยกตวั อยา่ งการปฏบิ ตั ติ นทส่ี อดคล้องกับพทุ ธศาสนสุภาษติ ใหน้ ักเรียน
ฟัง แล้วรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใชค้ ำถาม ดังน้ี

1) พุทธศาสนสภุ าษิต ปญญฺ า โลกสมฺ ิ ปชโฺ ชโต ใหข้ ้อคิดหรือหลักปฏบิ ตั ิอยา่ งไร (ปัญญา คือ แสงสว่างในโลก)
2) นักเรยี นจะนำข้อคิดหรือหลกั ปฏบิ ตั ิมาใชใ้ นการดำเนนิ ชวี ิตอยา่ งไร (ตัวอย่างคำตอบ ปัญญา เปรียบดังแสง
สว่างหรือเปน็ ทรพั ยท์ ่ีติดตัวของแต่ละคน สามารถใชใ้ นการกำหนดการดำเนนิ ชวี ติ แกไ้ ขปญั หาต่าง ๆ ใหส้ ำเร็จลุล่วงไปได)้
ขนั้ สรุป

ข้ันขยายความเข้าใจ

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เกี่ยวกับพุทธศาสนสุภาษิตโดยให้นักเรียนร่วมกันสรุปแสดงความคิดเห็นเก่ียวกับการ
ปฏิบัติตนตามพุทธศาสนสุภาษติ จากน้นั ครบู นั ทึกเป็นแผนภาพลงบนกระดาน

เพียรทางการทำงาน

เพียรทางการศึกษา วิรเิ ยน ทุกขฺ มจฺเจติ เพียรพยายามเอาชนะ
เพยี รพยายามพฒั นาตน อุปสรรค

ใช้ปัญญาในการแกป้ ญั หา

ศึกษาเพิม่ ความรอบรู้ ปญฺญา โลกสฺมิ ปชฺโชโต ใชป้ ัญญาในการแกป้ ัญหา

ใชป้ ัญญาเพ่ือใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่ ตนเองและผอู้ ่ืน

ข้นั ตรวจสอบผล

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้พุทธศาสนสุภาษิตเป็นคติธรรมท่ีพุทธศาสนิกชนควรศึกษาเพ่ือให้เข้าใจความหมายที่
ถกู ต้อง และสามารถนำไปปฏบิ ตั ใิ นการดำเนินชวี ิตได้อย่างถูกตอ้ งเหมาะสม

2. ครูประเมนิ นกั เรียนตรวจแบบฝกึ หดั สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเข้ารว่ มกิจกรรม

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวัดและประเมิน วิธกี ารวัดผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมนิ ผล
จดุ ประสงค์
1. อธิบายความหมายของ 1. คำถามกระตุ้นความคดิ 70% ขน้ึ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
ความร้คู วามเข้าใจ (K) การประเมนิ
พุทธศาสนสุภาษติ 70% ข้ึนไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) การประเมิน
2. นำเสนอแนวทางการปฏบิ ัติ 1. แบบฝกึ หัด 70% ขน้ึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
คุณลกั ษณะนิสยั (A) การประเมนิ
ตนตามพุทธศาสนสุภาษติ

3. เหน็ ความสำคญั และ 1. สังเกตพฤติกรรมของ

ประโยชน์ การปฏบิ ัตติ นตาม นกั เรียนในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม

พทุ ธศาสนสภุ าษิต

7. สือ่ / แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอ่ื การเรยี นรู้
1) บตั รคำสุภาษติ คำไทย
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องสมดุ
2) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
..................................................................................................................................... ..........................................................................
............................................................................................... ...................................................................................... ..........................
............................................................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................................................................................. .............................................................
..................................................................... ............................................................................................................................. .............
...............................................................................................................................................................................................................
............................................................................... ...................................................................................... ..........................................

ลงช่ือ………………………………………………………ครผู ู้สอน ลงชอ่ื ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอื่ ………………………………………………………ผ้บู รหิ าร
(……………………………………………………)

สัปดาห์ท่ี 11

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ัฒนา
แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชอ่ื ผูส้ อน……………………………………………………….

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ช้นั ประถมศึกษาป่ีที่ 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 4 หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและหลักธรรมคำสอนของศาสนาตา่ งๆ

เรื่อง หลักธรรมเพ่อื พฒั นาตนเองและส่งิ แวดลอ้ ม

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ช้วี ัด
มาตรฐาน ส 1.1 รู้และเข้าใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือ และ

ศาสนาอ่นื มีศรัทธาทถ่ี กู ตอ้ ง ยดึ มนั่ และปฏบิ ตั ติ ามหลักธรรมเพื่ออยรู่ ว่ มกันอยา่ งสันติสขุ

ตวั ชีว้ ัด ป.5/7 ปฏบิ ตั ิตนตามหลักธรรมของศาสนาท่ตี นนบั ถือเพ่อื พัฒนาตนเองและส่ิงแวดล้อม

2. สาระสำคญั / ความคดิ รวบยอด
หลักธรรมเพ่ือพัฒนาตนเองและสิ่งแวดล้อม เป็นการนำหลักธรรมโอวาท 3 มาเป็นหลักปฏิบัติเพื่อพัฒนาตนให้มีความ

สมบรู ณพ์ รอ้ มท้ังกาย วาจา และใจ และนำหลักธรรมมาพัฒนาสภาพแวดลอ้ มใหน้ ่าอยอู่ าศัย

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายหลกั ธรรมเพื่อพฒั นาตนเองและสงิ่ แวดลอ้ ม (K)
2. จำแนกหลกั ธรรมเพื่อพัฒนาตนเองและสง่ิ แวดล้อม (P)
3. เหน็ คณุ ค่าในการพฒั นาตนเองและส่งิ แวดลอ้ ม (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรยี นร้แู กนกลาง สาระการเรียนรู้ท้องถน่ิ
การพัฒนาตนเองและสิ่งแวดล้อมตามหลักธรรม พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
โอวาท 3

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้ คาบท่ี 1
วยั นกั ศกึ ษา วัยสำเรจ็ การศกึ ษารับปริญญา วัยทำงาน
ข้นั นา
ขน้ั กระตนุ้ ความสนใจ

1. ครนู ำภาพบุคคล 5 วยั คือ
วัยเด็ก วยั นักเรยี น

2. ครตู ดิ ทีบ่ นกระดาน จากนนั้ ให้นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ โดยครใู ชค้ ำถาม ดังนี้
1) ในวัยเด็กนกั เรยี นมใี ครดูแล (พ่อแม่)
2) วยั นักเรยี นมีหน้าทอ่ี ะไรบา้ ง (ตวั อย่างคำตอบ ศกึ ษาเลา่ เรยี นปฏบิ ัตติ ามคำส่งั สอนพ่อแม่ ครอู าจารย์)
3) ถ้านักเรยี นต้องการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ท่ีดีสำเร็จการศึกษาและมีหน้าท่ีการงานท่ีดีนักเรียนจะนำแนวทางหลักธรรม

โอวาท 3 มาพัฒนาตนอยา่ งไร (ให้ครูสรปุ การแสดงความคดิ เหน็ ของนักเรียนเป็นแผนภาพลงบนกระดาน)

ขนั้ สอน

ขัน้ สำรวจค้นหา

1. ครูให้นักเรยี นศกึ ษาเร่ืองส่ิงแวดลอ้ ม จากนัน้ ครูให้นักเรียนรว่ มกันแสดงความคิดเห็น โดยครใู ชค้ ำถาม ดังน้ี
1) ส่ิงแวดล้อมหมายถึงอะไร ประกอบดว้ ยอะไรบ้าง (ตวั อย่างคำตอบ หมายถึง สภาพแวดล้อมท่ีอยรู่ อบ ๆ ตัวเรา

เช่น ทอี่ ยอู่ าศัย ผคู้ นรอบขา้ ง โรงเรียน วัด ชุมชน แม่นำ้ ภเู ขา ปา่ ไม้ )
2) มีความสำคัญอย่างไรบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ เป็นสถานท่ีพักอาศัย ทำการงาน ใช้สำหรับเป็นประโยชน์ใช้สอย

ต่าง ๆ ทำให้เราสามารถดำรงชวี ติ ต่อไปได้)
3) เม่ือส่ิงแวดล้อมมีความสำคัญและคุณประโยชน์มากมาย ดังนั้น เราควรจะพัฒนาส่ิงแวดล้อมโดยอาศัยหลักธรรม

โอวาท 3 มาใชอ้ ยา่ งไรบา้ ง (ใหค้ รสู รุปการแสดงความคิดเหน็ ของนักเรยี นเป็นแผนภาพลงบนกระดาน)

ขน้ั อธบิ ายความเข้าใจ

2. ครทู บทวนบทเรียนและเปดิ โอกาสให้นักเรยี นซักถามขอ้ สงสยั ต่าง ๆ โดยครูตอบขอ้ สงสยั และอธบิ ายเพิม่ เตมิ
3. ครูให้ความรู้แก่นักเรียนเก่ียวกับการปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเร่ือง การปฏิบัติตนเพ่ือพัฒนา
สิ่งแวดล้อม ครูสุ่มถามนักเรียน 2–3 คน ให้ตอบคาํ ถามเพ่อื ทดสอบความเข้าใจของนักเรยี น
4. ครูอธิบายสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเร่ือง การปฏิบัติตนเพ่ือพัฒนาส่ิงแวดล้อม ให้
นกั เรยี นบันทึกข้อสรปุ ลงในสมุด

ข้ันสรุป

ข้นั ขยายความเขา้ ใจ

1. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นว่า นักเรียนเคยปฏิบัติตนหรือเข้าร่วมกิจกรรมท่ีเป็นการพัฒนาส่ิงแวดล้อม
หรือไม่ อย่างไร

2. ครูใหน้ กั เรียนทาํ กิจกรรมทเี่ กี่ยวกับการปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา แล้วช่วยกันเฉลยคําตอบท่ี ถูกต้อง
3. ครูสั่งงานเพ่ิมเติมให้นักเรยี นเลือกวาดภาพท่ีเกี่ยวกบั การปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาเพื่อพัฒนาตนเอง
และส่งิ แวดล้อม คนละ1 ภาพ พร้อมตกแต่งและระบายสใี ห้สวยงาม

ข้ันตรวจสอบผล

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เร่ือง พัฒนาตนเองและส่ิงแวดล้อม โดยให้นักเรียนบันทึกข้อสรุปลงในแบบบันทึก
ความรู้ หรือสรุปเป็นแผนที่ความคิดหรือผั งมโนทัศน์ลงในสมุด พร้อมตกแต่งให้สวยงาม และทำแบบฝึกทักษะ รายวิชาพื้นฐาน
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม ป. 5 เพ่ือประเมนิ ผลการเรยี นรู้ดา้ นความรู้

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ วธิ ีการวัดผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑก์ ารประเมินผล
จดุ ประสงค์
1. อธิบายหลกั ธรรมเพื่อ 1. คำถามกระตุ้นความคิด 70% ขึน้ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
ความรู้ความเข้าใจ (K) การประเมนิ
พฒั นาตนเองและสง่ิ แวดล้อม 70% ขึ้นไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) การประเมนิ
2. จ ำแ น ก ห ลั ก ธ รรม เพื่ อ 1. แบบฝกึ หดั 70% ขึน้ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
คณุ ลักษณะนิสยั (A) การประเมิน
พัฒนาตนเองและสงิ่ แวดลอ้ ม

3. เหน็ คุณค่าในการพฒั นา 1. สงั เกตพฤติกรรมของ

ตนเองและส่งิ แวดลอ้ ม นกั เรียนในการเข้าร่วมกิจกรรม

7. สือ่ / แหล่งการเรยี นรู้
7.1 ส่อื การเรียนรู้
1) ภาพบคุ คล 5 วยั
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องสมดุ
2) อนิ เทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ..................................................................................
.................................................................................................................................................................. .............................................
...............................................................................................................................................................................................................
...................................................................................................................... .........................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………………ครูผสู้ อน ลงชอ่ื ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอ่ื ………………………………………………………ผู้บริหาร
(……………………………………………………)

สัปดาห์ที่ 12

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชือ่ ผ้สู อน………………..……………………………………….

กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปที่ ่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 5 หน้าทแี่ ละมารยาทชาวพุทธ เรอ่ื ง หนา้ ที่ชาวพุทธ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนท่ดี ี และธำรงรักษา พระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตน

นับถือ
ตวั ชีว้ ดั ป.5/1 จดั พิธกี รรมตามศาสนาทต่ี นนบั ถอื อย่างเรยี บงา่ ยมปี ระโยชน์และปฏบิ ตั ติ นถกู ต้อง

2. สาระสำคญั / ความคดิ รวบยอด
หน้าที่ชาวพุทธ ตอ้ งรจู้ ักการจัดพิธีกรรมตามหลักพระพุทธศาสนาทเี่ รียบง่าย มปี ระโยชน์และปฏบิ ัติถกู ตอ้ ง

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธิบายหนา้ ทีช่ าวพุทธ การจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา (K)
2. จำแนกการจัดพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา (P)
3. เห็นคุณคา่ และรกั ษาธรรมปฏิบตั ิของพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยสู่ ืบไป (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรียนรแู้ กนกลาง สาระการเรียนรู้ทอ้ งถนิ่
การจดั พธิ กี รรมตามหลกั พระพทุ ธศาสนา พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา

5. กจิ กรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1

ขัน้ นา

ขั้นกระต้นุ ความสนใจ
1. ใหน้ กั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็นเกยี่ วกับการเขา้ ร่วมพธิ ีกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยครูใช้คำถาม ดงั นี้
1) นักเรยี นเคยเข้าร่วมพธิ กี รรมทางพระพทุ ธศาสนาหรือไม่ (ตัวอย่างคำตอบ เคย/ ไม่เคย)
2) นักเรียนปฏิบัติตนอย่างไรในการเข้าร่วมพิธีกรรมดังกล่าว(ตัวอย่างคำตอบ ไม่พดู คุยเสียงดัง สำรวมกาวาจา)

ข้ันสอน

ขัน้ สำรวจคน้ หา

1. ให้นักเรียนรว่ มกนั อ่านเนอ้ื หาเรอื่ ง พธิ ีกรรมทถ่ี ูกต้องตามหลกั พระพุทธศาสนา
2. ครูทำบัตรคำชื่อพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาและแบ่งช่องบนกระดานออกเป็น 3 ช่อง เขียนชื่อประเภทของ
พิธีกรรมไว้ในช่องว่าง จากน้นั ให้นกั เรียนนำบตั รคำมาตดิ ลงในชอ่ งวา่ งให้สัมพันธ์กัน

บญุ พธิ ี งานแตง่ งาน งานขนึ้ บา้ นใหม่ งานบวช งานศพ

ทานพิธี การถวายสังฆทาน การถวายอาหาร ทอดกฐิน

กุศลพิธี พธิ ีประกาศตนเป็นพทุ ธมามกะ พิธรี กั ษาศลี
อโุ บสถ

3. เมื่อนักเรียนร่วมกันจัดบัตรคำเสร็จให้ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับพิธีกรรมในทางพระพุทธศาสนา จากนั้นให้นักเรียน
ร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถาม ดังนี้

1) พิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาหมายถึงอะไร มีความสำคัญอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ ระเบียบแบบแผนที่ชาว
พุทธไดป้ ฏบิ ัติสบื ทอดกันมา มีความสำคัญเพอ่ื เปน็ การสง่ เสรมิ ความเล่อื มใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา)

2) พิธกี รรมทางพระพทุ ธศาสนาท่ถี ูกต้องนั้นจะต้องปฏิบัติอยา่ งไร (ตวั อย่างคำตอบ เนน้ ความประหยดั เรียบงา่ ย
ไมฟ่ ุ่มเฟือย ไม่ทำใหต้ นเองเดอื ดรอ้ น ถูกต้องตามหลกั คำสอนทางพระพทุ ธศาสนา)

ขั้นขยายความเขา้ ใจ

1. ครูให้นักเรียนดูวีดิทัศน์เกี่ยวกับการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาของชาวพุทธ เช่น การจัดพิธีทําบุญขึ้นบ้านใหม่
การจัดพิธที าํ บุญอัฐิ การจัดพธิ อี ปุ สมบท

2. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ4–6 คน แต่ละกลุ่มร่วมกันวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นในประเด็นท่ีกําหนดให้จาก
วีดทิ ศั น์

1) เราไดค้ วามรู้อะไรบ้างจากวดี ิทัศน์ บา้ ง
2) การจัดพิธกี รรมทางพระพทุ ธศาสนาในวดี ิทัศน์ถกู ต้องตามแนวทางของพระพุทธศาสนาหรอื ไม่อย่างไร
3) เราสามารถนําคุณลักษณะข้อใดของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดพิธีกรรมทาง
พระพทุ ธศาสนาได้บา้ ง และประยกุ ตใ์ ช้ออย่างไร

ขั้นสรุป

ข้ันขยายความเข้าใจ

1. ครแู นะนําใหน้ กั เรียนนาํ ความรู้เกย่ี วกับหน้าทชี่ าวพุทธไปประยกุ ต์ ใช้ในการดําเนนิ ชวี ติ ประจาํ วันรวมทง้ั นําไปเผยแพร่ให้
บคุ คลอ่นื เช่น บคุ คลในครอบครวั เพอื่ นบ้าน คนในชมุ ชน ไดร้ ู้และเขา้ ใจ

ข้ันตรวจสอบผล

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้เก่ียวกับหน้าท่ีชาวพุทธเรื่อง การจัดพิธีกรรมตามหลักพระพุทธ-ศาสนา โดยให้
นักเรียนสรุปเป็นแผนท่ีความคิดหรือผังมโนทัศน์ลงในสมุด พร้อมตกแต่งให้สวยงามครูสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเข้าร่วม
กิจกรรม
6. การวัดและประเมนิ ผล

การวดั และประเมนิ วิธีการวดั ผล เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมินผล
จดุ ประสงค์
1. อธิบายหนา้ ท่ีชาวพุทธ การ 1. คำถามกระตนุ้ ความคิด 70% ขน้ึ ไปถอื ว่าผ่านเกณฑ์
ความร้คู วามเข้าใจ (K) การประเมิน
จดั พิธีกรรมทาง
ทักษะ / กระบวนการ (P) 70% ขึน้ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
พระพุทธศาสนา การประเมนิ
คณุ ลักษณะนิสยั (A) 70% ข้ึนไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
2. จำแนกการจัดพิธกี รรมทาง 1. แผนที่ความคิดหรือผงั มโน- การประเมนิ

พระพุทธศาสนา ทศั น

3. เห็นคณุ ค่าและรกั ษาธรรม 1. สงั เกตพฤติกรรมของ

ปฏิบตั ขิ องพระพุทธศาสนาให้ นกั เรยี นในการเข้าร่วมกจิ กรรม

ดำรงอยสู่ บื ไป

7. ส่อื / แหลง่ การเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรียนรู้
1) บัตรคำพิธกี รรมทางพระพทุ ธศาสนา
2) วีดิทศั น เกี่ยวกับการจัดพิธกี รรมทางศาสนาของชาวพทุ ธ
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องสมดุ
2) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
...................................................................................................................................................................... .........................................
...............................................................................................................................................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………………ครผู ู้สอน ลงชอื่ ………………………………………………………ฝา่ ยวชิ าการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชื่อ………………………………………………………ผบู้ ริหาร
(……………………………………………………)

สปั ดาหท์ ี่ 13

โรงเรียนขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรยี นที่………..… /…………….. ชือ่ ผสู้ อน………………..……………………………………….

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ช้นั ประถมศึกษาป่ีท่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 5 หน้าท่แี ละมารยาทชาวพุทธ เรือ่ ง มารยาทชาวพทุ ธ

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชีว้ ดั
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนกั และปฏิบตั ิตนเป็นศาสนิกชนทด่ี ี และธำรงรักษา พระพุทธศาสนา หรือศาสนาท่ีตน

นบั ถอื
ตัวชว้ี ัด ป.5/3 มีมรรยาทของความเปน็ ศาสนิกชนทีด่ ตี ามท่กี ำหนด

2. สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
มรรยาทของชาวพุทธ ชาวพุทธควรศึกษาและปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสมเพื่อจรรโลงรักษาวัฒนธรรมที่ดีงามทาง

พระพุทธศาสนา

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธบิ ายหลกั ปฏบิ ตั ิตามมรรยาทของชาวพุทธ (K)
2. จำแนกหลกั ปฏบิ ัตติ ามมรรยาทของชาวพุทธมาปฏิบัติได้ถกู ต้องเหมาะสม (P)
3. เหน็ คุณคา่ และรักษาการปฏบิ ตั ติ นตามมรรยาทชาวพุทธ (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรียนรทู้ ้องถนิ่
การกราบพระรัตนตรยั การไหวบ้ ิดามารดา ครู พจิ ารณาตามหลกั สตู รของสถานศกึ ษา
อาจารย์ ผู้ท่ีเคารพนับถือและการกราบศพ

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้

คาบท่ี 1

ขนั้ นา

ขน้ั กระตุ้นความสนใจ
1. ครนู าํ นกั เรียนไปท่ีห้องประชมุ และให้นักเรียนสวดมนต์ไหว้พระ นงั่ สมาธิ3 นาที และแผ่เมตตา
2. ครเู ปดิ โอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัยตา่ ง ๆ โดยครูตอบข้อสงสัยและอธบิ ายเพ่ิมเติม

ข้ันสอน

ขน้ั สำรวจค้นหา
1. ครูให้นักเรียนส่งผู้แทนนักเรียนชาย 1 คนและนักเรียนหญิง 1 คน ออกมาแสดงวิธีการกราบพระรัตนตรัยแบบ

เบญจางคประดิษฐ์เป็นแบบอย่างให้เพื่อนในชั้นเรียนดูจากนั้นครูสังเกตการปฏิบัติของนักเรียน พ ร้อมอธิบายเพิ่มเติมถึงการ
ปฏิบัติตนดังกล่าวว่าปฏิบัติได้ถูกต้องหรือไม่ พร้อมให้คำแนะนำเพิ่มเติม

2. ให้นักเรียนท่ีเหลือในห้องจัดกลุ่มละ 4 คน ออกมาปฏิบัติหน้าชั้นเรียนจนครบทุกกลุ่ม และให้นักเรียนร่วมกันแสดง
ความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามดังน้ี

1) การกราบเบญจางคประดิษฐ์มีความสำคัญอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นการแสดงความเคารพต่อพระ
รัตนตรัย ซ่ึงเป็นลักษณะเฉพาะทาง ด้านวัฒนธรรมของไทยที่สืบทอดจากพระพุทธศาสนา)

2) ทำไมการกราบพระรัตนตรัยจึงเรียกว่า “เบญจางคประดิษฐ์” (ตัวอย่างคำตอบ หมายถึง การกราบที่ประกอบไป
ด้วยองค์ 5 คอื เขา่ ท้ังสอง มือท้ังสอง และหนา้ ผากหน่ึง)

3) ระหว่างชายและหญิงปฏิบัติเหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร (ต่างกันตรงท่านั่งชายน่ังท่าเทพบุตร คือ
น่ังคุกเข่าปลายเท้าตั้ง น่ังบนส้นเท้า หญิงน่ังท่าเทพธิดา คือ น่ังคุกเข่าปลายเท้าราบ นั่งบนส้นเท้า แต่การกราบปฏิบัติ
เหมือนกันทั้งชายและหญิง)
ชน้ั อธบิ ายความเข้าใจ

1. ให้นักเรียนร่วมกันศึกษาเน้ือหา มรรยาทของชาวพุทธ ดังนี้
1) การไหว้และกราบพระสงฆ์
2) การไหว้และการกราบผู้ใหญ่
3) การไหว้บุคคลผู้เสมอกัน
4) การแสดงความเคารพศพ

2. จากนั้นแบ่งกลุ่มนักเรียน กลุ่มละ 3-4 คน ฝึกปฏิบัติตนตามหลักมรรยาทของชาวพุทธ โดยครูเป็นผู้ประเมินผล
การปฏิบัติบันทึกลงในตารางบันทึก

แบบบันทกึ การไหวแ้ ละการกราบ

วิธีการไหว้และกราบ ผลการปฏิบัติ
ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง
1. การไหว้พระสงฆ์
2. การไหว้ผู้ใหญ่
3. การไหว้บุคคลเสมอกัน
4. การกราบเบญจางคประดิษฐ์
5. การกราบผู้ใหญ่
6. การกราบศพ

1) ศพพระ 2) ศพบุคคล

กลุ่มที่__________ผลการปฏิบัติ ดี พอใช้ ควรปรับปรุงแก้ไข

ขั้นสรุป
ขั้นขยายความเขา้ ใจ

1. ให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักมรรยาทของ ชาวพุทธ โดยครูใช้คำถาม ดังน้ี
1) การปฏิบัติตามหลักมรรยาทของชาวพุทธมีความสำคัญอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นการรักษาธรรมเนียม

ประเพณีปฏิบัติที่ดีงามทางพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่)
2) มคี ณุ ค่าตอ่ ผปู้ ฏบิ ัติอย่างไร (ตัวอยา่ งคำตอบ ทำใหผ้ ู้ปฏบิ ตั ิรูจ้ ักการแสดงการปฏิบตั ิตนท่ีเหมาะสมตอ่ บุคคลอื่น

มสี ัมมาคารวะ รจู้ ักการประพฤตอิ ่อนนอ้ มถ่อมตน มีความสำรวมทางกาย วาจาและใจ)
2. ครูอธิบายความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรอบรู้อาเซียน ดังนี้
1) มรรยาท คือ สิ่งดีงาม แสดงถึงความเป็นระเบียบเรียบร้อยของชุมชนหรือเป็นเอกลักษณ์ประจำชาตินั้น ๆ

ยกตัวอย่าง มรรยาทที่ควรและไม่ควรปฏิบัติ เมื่อไปเที่ยวที่ประเทศลาว ดังนี้ ลาวทักทายกันด้วยคำว่า “สบายดี” พร้อมกับยิ้ม
แต่ไม่นิยมแตะเนื้อต้องตัวกัน การพนมมือ เป็นประเพณีการทักทายของชาวลาวคล้ายกับไทยการใช้เท้าทำอย่างอื่น
นอกเหนือจากการเดินและเล่นกีฬาแล้วถือเป็นเรื่องที่ “หยาบคาย” มากสำหรับชาวลาว เพราะเท้าถือว่า เป็น “ของต่ำ”การใช้
มือจับศีรษะของผู้อื่น หรือตะโกนเสียงดัง ถือว่าไม่สุภาพการเปลือยกายหรือกอดจูบกันในที่สาธารณะนั้นไม่ควรปฏิบัติการถ่ายรูป
ชาวลาวต้องขออนุญาตจากบุคคลนั้นก่อนว่ายินยอมให้ถ่ายรูปหรือไม่

3. วัดหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ ของคนชาวลาว จึงจำเป็นต้องแต่งกายให้สุภาพเรียบร้อยก่อนเข้า
วัดหรือสถานที่ศักด์ิสิทธิ์ทุกคร้ัง

ขั้นตรวจสอบผล
1. นกั เรยี นและครรู ว่ มกนั สรปุ ความรู้ ดงั น้ี
1) ชาวพุทธทดี่ ีควรศึกษาและปฏิบัติตนตามหลักมรรยาทของชาวพุทธอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อรักษาและสืบทอด

วัฒนธรรมประเพณีปฏิบัติที่ดีงามทางพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่สืบไป
2. สงั เกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมกลุ่มและตรวจใบงานที่ 12

6. การวดั และประเมนิ ผล

การวดั และประเมิน วธิ กี ารวดั ผล เครอ่ื งมอื วดั เกณฑก์ ารประเมินผล
จดุ ประสงค์
1. อธิบายหลักปฏิบัตติ าม 1. คำถามกระตุ้นความคดิ 70% ขึน้ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
ความรูค้ วามเข้าใจ (K) มรรยาทของชาวพุทธ 1. ใบงานที่ 12 การประเมนิ
2. จำแนกหลกั ปฏบิ ตั ติ าม 70% ขึน้ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) มรรยาทของชาวพทุ ธมา การประเมิน
ปฏิบัติไดถ้ ูกต้องเหมาะสม
คณุ ลกั ษณะนสิ ัย (A) 3. เห็นคุณคา่ และรกั ษาการ 1. สงั เกตพฤติกรรมของ 70% ขน้ึ ไปถือว่าผา่ นเกณฑ์
ปฏิบตั ิตนตามมรรยาทชาว
พุทธ นักเรียนในการเข้าร่วมกจิ กรรม การประเมนิ

7. สื่อ / แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) การแสดงวิธีการปฏิบตั ิตนตามหลักมรรยาทของชาวพุทธของนกั เรียนหน้าช้นั เรยี น
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) อินเทอร์เน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................... ........................................................................................... .....................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
....................................................................................................................................... ........................................................................
....................................................................................................................................................................................... ........................
.......................................................................................................... .....................................................................................................
............................................................... ........................................................................................... .....................................................

ลงช่อื ………………………………………………………ครผู ู้สอน ลงชือ่ ………………………………………………………ฝา่ ยวชิ าการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชื่อ………………………………………………………ผบู้ รหิ าร
(……………………………………………………)

สัปดาหท์ ่ี 14

โรงเรยี นขจรเกียรติพัฒนา
แผนการจดั การเรียนรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชอ่ื ผสู้ อน………………..……………………………………….

กล่มุ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปท่ี ่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 6 การบริหารจติ และเจรญิ ปญั ญา

เรอื่ ง การสวดมนต์ไหวพ้ ระ สรรเสรญิ คุณพระรัตนตรัยและแผเ่ มตตา

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐาน 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนา

อนื่ มศี รทั ธาท่ีถูกตอ้ ง ยึดมน่ั และปฏบิ ตั ติ ามหลกั ธรรมเพือ่ อยู่รว่ มกันอยา่ งสันติสุข

ตัวชีว้ ัด ป.5/6 เห็นคุณค่าและสวดมนต์ แผ่เมตตา มสี ติที่เป็นพนื้ ฐานของสมาธใิ นพระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิตตาม
แนวทางของศาสนาทต่ี นนับถือตามทก่ี ำหนด

2. สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
การสวดมนต์ไหว้พระสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยและแผ่เมตตา พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติให้ถูกต้องเพ่ือให้จิตใจสงบสุข

และเปน็ การแสดงความเคารพพระรตั นตรัย

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธบิ ายวธิ กี ารสวดมนตไ์ หว้พระ สรรเสรญิ คณุ พระรัตนตรยั และแผ่เมตตา (K)
2. ปฏบิ ัตติ นโดยการสวดมนต์ไหว้พระในชีวิตประจำวนั (P)
3. เหน็ คณุ คา่ และประโยชนข์ องการสวดมนต์ไหวพ้ ระ (A)

4. สาระการเรียนรู้

สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรู้ทอ้ งถน่ิ
การสวดมนตไ์ หว้พระ สรรเสรญิ คณุ พระ พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา
รตั นตรยั และแผ่เมตตา

5. กิจกรรมการเรยี นรู้ คาบที่ 1

ขั้นนา
ขัน้ กระต้นุ ความสนใจ

1. ครสู อบถามนักเรยี นในชั้นเรียน ดังน้ี
1) ใครสวดมนต์ไหวพ้ ระเป็นประจำบ้าง (ให้นักเรยี นแสดงตนโดยการยกมือ จากนัน้ ครูเลอื กผู้แทนนักเรยี นอยา่ ง

น้อย 2 คน ออกมาสวดมนต์หน้าชนั้ เรยี น)
2. ใหน้ ักเรียนรว่ มกันแสดงความคดิ เห็น เกยี่ วกับการสวดมนต์ไหวพ้ ระโดยครใู ชค้ ำถาม ดงั น้ี

1) นักเรียนสวดมนต์ไหวพ้ ระในเวลาใดบา้ ง (เชา้ และก่อนนอน)
2) เมือ่ สวดมนต์ไหว้พระแลว้ รู้สกึ อยา่ งไร (ตัวอยา่ งคำตอบ รู้สึกสบายใจ มีสมาธิ)
3) การสวดมนต์ไหว้พระเปน็ ประจำก่อใหเ้ กิดผลอยา่ งไร (ตวั อย่างคำตอบ จติ ใจสงบ มีสมาธไิ มฟ่ ุ้งซา่ น)

ขั้นสอน

ขน้ั สำรวจค้นหา

1. ให้ครูนำบทสวดมนต์ คือ บทนมัสการพระพุทธ (นโม) บทนมัสการพระรัตนตรัย (อะระหังฯ) บทสรรเสริญพระ
รตั นตรัย (อิตปิ ิโสฯ) บทแผเ่ มตตา (สัพเพสตั ตา)

2. แจกให้นักเรียนเพ่ือฝึกท่องบทสวดมนต์ โดยครูเป็นผู้ท่องเป็นแบบอย่างให้นักเรียนฟัง จากน้ันให้นักเรียนฝึกท่องโดย
พรอ้ มเพรยี งกนั

3. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน ฝึกท่องบทสวดมนต์และออกมาปฏิบัติหน้าชั้นเรียน ทีละกลุ่ม โดยครู
ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง

ข้นั อธบิ ายความเข้าใจ

1. เมอ่ื จบการสวดมนตข์ องนกั เรยี นทุกกลุ่ม ใหน้ ักเรียนร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คำถาม ดังนี้
1) นักเรียนทราบหรือไม่ว่าการสวดมนต์ไหว้พระและแผ่เมตตามีจุดประสงค์อย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เพื่อเป็นการ

ฝกึ สตใิ ห้เป็นพ้ืนฐานเพอ่ื ให้เกิดสมาธิในการดำเนนิ ชวี ิตประจำวัน)
2) การสวดมนต์ไหว้พระมีคุณค่าต่อผู้ปฏิบัติอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นการฝึกจิตของตนให้มีสติสัมปชัญญะ

เป็นการปฏิบัตติ นเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี ได้บำเพ็ญบุญโดยการสรรเสริญคุณพระรัตนตรัย ทำให้จิตมีความเมตตาปรารถนาดี
ต่อผูอ้ ื่น)

ขนั้ สรปุ
ขน้ั ขยายความเขา้ ใจ

1. ใหค้ รอู ธบิ ายถงึ อานิสงส์ของการแผ่เมตตาใหน้ ักเรียนฟัง ดงั นี้

อานิสงสก์ ารแผ่เมตตา

ในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าประทบั อยู่ ณ เชตวันมหาวหิ าร เมอื งสาวตั ถี ทรงปรารภถงึ “เมตตาสตู ร” แกภ่ กิ ษุ

ท้ังหลายว่า ภกิ ษทุ ง้ั หลาย อานสิ งส์ การแผเ่ มตตามี 11 ประการ ดังนี้

1. หลับเป็นสขุ 2. ตนื่ เปน็ สขุ 3. ไม่ฝนั ร้าย

4. เป็นทีร่ กั ของมนุษยท์ ้งั หลาย 5. เปน็ ท่รี ักของอมนษุ ย์ทั้งหลาย 6. เทวดาย่อมรักษา

7. ไฟ ยาพิษ ศสั ตราไมล่ ว่ งเกิน 8. จิตเกิดสมาธเิ ร็ว 9. สหี นา้ ผ่องใส

10. เวลาตายไมห่ ลงสติ 11. เม่ือยงั ไม่บรรลธุ รรมยอ่ มเข้าถึงพรหมโลกช้นั สงู

ขั้นตรวจสอบผล

1. จากนัน้ ให้นักเรยี นร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครใู ช้คำถาม ดงั นี้
1) เมื่อนักเรียนรู้คุณค่าและประโยชน์ของการสวดมนต์ไหว้พระและแผ่เมตตา นักเรียนจะปฏิบัติตนอย่างไร

(ตวั อย่างคำตอบ จะปฏบิ ตั เิ ปน็ กิจวัตรประจำวัน)

2. ครแู ละนกั เรยี นรว่ มกันสรปุ ความรู้ ดงั นี้
1) การสวดมนต์ไหว้พระสรรเสริญคุณพระรัตนตรัยและแผ่เมตตา เพ่ือเป็นการฝึกสติให้เป็นพื้นฐานของการดำเนิน

ชีวติ ประจำวนั อย่างมคี วามสุขตามแนวทางของพระพุทธศาสนา
10. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังน้ี การสวดมนต์ไหว้พระและแผ่เมตตา สามารถ

พฒั นาตนให้เป็นผู้มคี วามสมบูรณพ์ ร้อมทางดา้ นใดบ้าง
11. ครใู หน้ ักเรียนทำชนิ้ งานที่ 13 เรอ่ื ง การสวดมนต์ไหว้พระ สรรเสริญคณุ พระรัตนตรัยและแผ่เมตตาสงั เกตพฤตกิ รรมของ

นักเรียนในการเขา้ ร่วมกจิ กรรมและตรวจใบงาน

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมิน วธิ กี ารวัดผล เครอื่ งมือวัด เกณฑ์การประเมินผล
1. คำถามกระตุ้นความคดิ
จุดประสงค์ 70% ขนึ้ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
1. ใบงานที่ 13 การประเมิน
ความรคู้ วามเข้าใจ (K) 1. อธิบายวิธกี ารสวดมนต์ 1. สังเกตพฤติกรรมของ
นกั เรยี นในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม 70% ข้นึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
ไหว้พระ สรรเสรญิ คุณพระ การประเมนิ
70% ขน้ึ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
รตั นตรัยและแผ่เมตตา การประเมนิ

ทักษะ / กระบวนการ (P) 2. ปฏิบัตติ นโดยการสวดมนต์

ไหวพ้ ระในชวี ิตประจำวนั

คณุ ลกั ษณะนิสยั (A) 3. เหน็ คุณคา่ และประโยชน์

ของการสวดมนตไ์ หว้พระ

7. สื่อ / แหลง่ การเรียนรู้

7.1 ส่อื การเรยี นรู้

1) บทสวดมนต์ไหวพ้ ระและแผเ่ มตตา

2) เรอื่ งเมตตาสูตร อานิสงส์การแผเ่ มตตา

7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) อินเทอรเ์ น็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.................................................................................................. .............................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................

ลงชื่อ………………………………………………………ครูผสู้ อน ลงชอื่ ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอื่ ………………………………………………………ผ้บู ริหาร
(……………………………………………………)

สปั ดาหท์ ่ี 15

โรงเรยี นขจรเกยี รตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรียนรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชื่อผสู้ อน………………..……………………………………….

กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปี่ที่ 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 6 การบรหิ ารจติ และเจริญปญั ญา เร่อื ง การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชีว้ ดั

มาตรฐาน 1.1 รู้และเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรอื ศาสนาท่ีตนนับถือและศาสนา
อ่นื มีศรัทธาที่ถูกต้อง ยึดมั่น และปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรมเพ่อื อยรู่ ว่ มกนั อย่างสนั ติสุข

ตวั ชีว้ ัด ป.5/6 เห็นคุณคา่ และสวดมนต์ แผ่เมตตา มีสติท่ีเป็นพน้ื ฐานของสมาธใิ นพระพุทธศาสนาหรือการพัฒนาจิตตาม
แนวทางของศาสนาทีต่ นนับถอื ตามท่ีกำหนด

2. สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
การพฒั นาจิตตามแนวทางพระพุทธศาสนา เปน็ การฝึกจิตใหม้ ีสตสิ ัมปชัญญะ เกิดสมาธแิ ละปญั ญา

3. จดุ ประสงค์การเรยี นรู้
1. อธบิ ายความหมายของสติสัมปชัญญะ สมาธิ และปญั ญา (K)
2. นำวธิ กี ารปฏบิ ัตกิ ารพัฒนาจติ ตามแนวทางของพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวติ ประจำวัน (P)
3. เหน็ คณุ ค่าและประโยชนข์ องการพฒั นาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา (A)

4. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ท้องถิ่น
สาระการเรียนรแู้ กนกลาง พิจารณาตามหลักสตู รของสถานศึกษา

ความหมายของสติสัมปชญั ญะ สมาธิ และปญั ญา

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้
คาบท่ี 1

ข้ันนา
ข้นั กระตนุ้ ความสนใจ

1. ครูจดั ทำบตั รคำและแถบประโยค แล้วตดิ บนกระดาน

บตั รคำ แถบประโยค
สติ สำนึกอยูเ่ สมอว่ามีหน้าทเ่ี รยี น

สัมปชญั ญะ รู้ตัววา่ กำหลนังเงั ดสินอื ข้ามถนน

สมาธิ ตั้งใจทำงาน ไม่วอกแวก

ปัญญา มคี วามร้เู ก่ยี วกับเรอื่ งราวต่าง

ข้นั สอน

ขนั้ สำรวจคน้ หา

1. ครใู หน้ ักเรียนศึกษาคน้ คว้าความหมายของบัตรคำแลว้ นำแถบประโยคมาติดให้ตรงกบั ความหมายของบัตรคำ
2. ให้นักเรยี นรว่ มกันสนทนาเกยี่ วกบั การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา โดยครใู ชค้ ำถาม ดงั นี้

1) นักเรยี นเคยฝึกสมาธหิ รือไม่ (ตวั อยา่ งคำตอบ เคยฝกึ นั่งสมาธิ)
2) การนัง่ สมาธมิ ปี ระโยชนต์ ่อนักเรียนอย่างไรบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ ทำใหม้ สี มาธใิ นการเรยี นหนังสือ)
3. ให้นักเรียนร่วมกันศึกษาวิธีปฏิบัติตนในการบริหารจิตและเจริญปัญญา และให้ครูอธิบายพร้อมกับสาธิตวิธีการนั่งสมาธิ
จากน้นั ให้นกั เรียนฝึกปฏิบตั ิเปน็ เวลา 10 นาที
4. ครูและนกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ หลังจากการน่งั สมาธิ โดยครูใช้คำถาม ดงั นี้
1) ขณะทน่ี ่งั สมาธนิ ักเรยี นรสู้ ึกอย่างไร (ตวั อยา่ งคำตอบ เกดิ ความสงบ ไมค่ ิดฟงุ้ ซ่าน)
2) การฝึกสมาธิช่วยให้เกิดประโยชน์แก่นักเรียนในด้านใดบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ การศึกษาเล่าเรียน การใช้
ชีวติ ประจำวัน)
3) ถ้าสมมุติว่านักเรียนปฏิบัติฝึกสมาธิเป็นประจำอย่างต่อเน่ือง จะมีผลอะไรที่เป็นประโยชน์เกิดกับตัวของนักเรียน
เองบ้าง (ใหค้ รสู รุปการแสดงความคดิ เห็นของนักเรยี นเป็นแผนภาพ)
5. ใหค้ รแู บง่ นักเรยี นออกเป็น 3 กลุม่ กลุม่ ละเท่า ๆ กัน เพื่อฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารพฒั นาจิตตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา
ดังน้ี

กลุ่มท่ี 1 ฝกึ สมาธโิ ดยการยนื เดิน น่ัง และนอน
กล่มุ ที่ 2 ฝกึ สมาธิโดยการกำหนดรู้ความรูส้ ึกทางตา หู จมูก ลิน้ กาย และใจ
กลุม่ ท่ี 3 ฝกึ สมาธิในการอา่ น ฟัง คิด ถาม และเขียน

ขนั้ อธิบายความเข้าใจ

1. ให้แต่ละกลุ่มศึกษาวิธกี ารปฏิบัติของตน จากน้ันครูให้กลุ่มที่ 1 ออกมาปฏิบัติ โดยกลุ่มท่ีเหลือเป็นผู้สังเกตการณ์ ให้ครู
เปน็ ผู้ให้คำแนะนำเพ่ิมเตมิ ก่อนการปฏิบัตโิ ดยใช้คำถาม ดงั น้ี

1) การยนื สมาธิปฏบิ ตั อิ ยา่ งไร (ยนื ด้วยอาการทสี่ ำรวม ตัวตรง กม้ หนา้ พองาม กำหนดความรสู้ กึ อย่กู บั การยนื )
2) การเดินสมาธปิ ฏิบตั อิ ย่างไร (เดินด้วยความสำรวม มีสติขณะก้าวเดนิ )

3) การนัง่ สมาธปิ ฏิบตั ิอยา่ งไร (น่งั ตัวตรง เทา้ ขวาทับเท้าซา้ ย มือขวาทับมือซ้าย กำหนดดูลมหายใจเข้า-ออก สติ
อยู่กับลมหายใจ)

4) การนอนสมาธปิ ฏบิ ัตอิ ย่างไร (นอนตะแคงขา้ งขวา มสี ตกิ ำหนดรกู้ ับการนอน ดลู มหายใจเขา้ -ออก)

ขน้ั สรปุ

ข้นั ขยายความเขา้ ใจ

1. จากน้ันให้นักเรียนกลุ่มที่ 1 ลงมือปฏิบัติโดยปฏิบัติในลักษณะท่าต่าง ๆ 5 นาที จากน้ันให้ผู้แทนกลุ่มเล่าประสบการณ์
การปฏิบตั ิใหเ้ พ่อื นฟัง กลมุ่ ที่ 2 ออกมาปฏิบตั ิ โดยกลุ่มที่เหลือเป็นผ้สู ังเกตการณ์ ให้ครเู ตรยี มอปุ กรณ์สำหรบั ใช้ประกอบการปฏบิ ตั ิ
ดังนี้ กระดาษสตี ่าง ๆ น้ำหอม น้ำหวานหรอื มะนาว สำลี โดยให้นกั เรียนยนื เรียงแถว จากนั้นเริ่มให้นักเรียนยนื สงบนิ่ง 2 นาที เสร็จ
แล้วเร่มิ ขน้ั ตอนการปฏิบัติ โดยครูใช้คำถามควบคกู่ ับ การปฏิบตั ิ ดังน้ี

1) นคี่ ือสอี ะไร (แดง เขียว น้ำเงิน สัมผสั ทางตา) จากนน้ั ใหน้ ักเรยี นคาดปดิ ตา และเร่ิมกจิ กรรมตอ่
2) ให้สัญญาณนักเรียนทส่ี ังเกตการณ์ ปรบมือ (สมั ผสั ทางหู)
3) ใหด้ มกลน่ิ น้ำหอม หรือแปง้ (สัมผัสทางจมกู )
4) ให้นำน้ำหวานหรือมะนาวแตะปลายลิน้ (สัมผัสทางล้ิน)
5) ให้นำสำลไี ปสมั ผสั ที่แขนหรอื ใบหนา้ (สมั ผัสทางกาย)
2. เมือ่ ได้สัมผัสตามที่ครกู ำหนด ให้นักเรยี นบอกว่าส่งิ ท่ีสมั ผัสมอี ะไรบ้าง แลว้ รูส้ กึ อย่างไร จากนั้นครูใช้คำถาม ดงั นี้

1) การสัมผัสมีสิ่งใดบ้างท่ีนักเรียนชอบหรือไม่ชอบ (ตัวอย่างคำตอบ ชอบรสน้ำหวาน กล่ินน้ำหอม ไม่ชอบ
มะนาวเปรี้ยว)

2) การชอบหรือไม่ชอบเป็นการสมั ผสั ทางใด (ตัวอยา่ งคำตอบ ใจกระทบกบั ธรรมารมณ์ คือ ความรู้สึกที่ผา่ นมา
จากสมั ผัสทง้ั 5 คอื ตา หู จมกู ลน้ิ และกาย โดยใจเปน็ ผรู้ ับรอู้ ารมณ์)

3) แล้วนักเรียนจะฝึกใจอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ รู้เท่าทันความรู้สึกของตนเองท้ังชอบ ไม่ชอบ ดีใจ เสียใจ
โกรธ กำหนดรูใ้ ห้เท่าทัน ไม่ยึดติดในอารมณ์ทั้งดีและไม่ดี ทำให้เปน็ ผูม้ ีสติกำหนดร้เู สมอ เราก็จะไมต่ กเป็นทาสของอารมณ์ต่าง
ๆ ได้ ทำให้เกิดปญั ญารเู้ ท่าทนั ตามสภาพความเป็นจรงิ )

3. ให้นักเรียนกลุ่มที่ 3 ออกมาปฏิบัติ โดยกลุ่มที่เหลือเป็นผู้สังเกตการณ์ ให้ครูนำข่าวสถานการณ์ปัจจุบันมาให้ผู้แทน
นกั เรยี นกลุ่มที่ 3 เป็นผู้อ่านใหเ้ พื่อนฟงั โดยครูคอยสงั เกตวา่ ในระหวา่ งน้ัน นักเรียนสว่ นท่เี หลือปฏิบตั ิตนอยา่ งไรบ้าง เช่น มสี มาธใิ น
การฟัง การเขียนบันทึก และมีการตั้งโจทย์เพ่ือสอบถามข้อสงสัยหรือไม่ โดยให้ครูเป็นผู้สรุปและให้คำแนะนำเพิ่มเติม จากน้ันให้
นกั เรียนรว่ มกนั แสดงความคดิ เห็น โดยครูสรุปเปน็ แผนภาพ

ขนั้ ตรวจสอบผล

1. ให้นักเรียนและครูร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพุทธศาสนา เป็นการฝึกจิตให้สงบโดย
การกำหนดรู้เพ่ือให้เกิดปัญญาในการพิจารณาส่ิงต่าง ๆ ให้รู้ตามสภาพความเป็นจริง ทำให้การดำเนินชีวิตมีความสุขสมบรู ณ์พร้อม
ท้ังกายและใจ

2. ให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังนี้นักเรียนจะนำแนวทางการฝึกสมาธิไปปฏิบัติใช้ให้เกิด
ประโยชนต์ อ่ ตนเองไดอ้ ย่างไร

3. ครูสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมและสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม
นกั เรียนทำใบงานท่ี 14 เรอื่ ง การพัฒนาจิตตามแนวทางของพระพทุ ธศาสนา

6. การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมิน วธิ ีการวดั ผล เครอ่ื งมอื วัด เกณฑ์การประเมินผล
จุดประสงค์
1. อธิบายความหมายของสติ 1. คำถามกระตุ้นความคิด 70% ขึน้ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ความรู้ความเข้าใจ (K) สมั ปชัญญะ สมาธิ และ การประเมิน
ปญั ญา
ทกั ษะ / กระบวนการ (P) 2. นำวิธีการปฏบิ ตั ิการพฒั นา 1. ใบงานที่ 14 เรอ่ื ง การพฒั นา 70% ขน้ึ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
จติ ตามแนวทางของพระพุทธ-
คณุ ลักษณะนิสยั (A) ศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวนั จติ ตามแนวทางของพระพุทธ- การประเมิน
3. เหน็ คุณคา่ และประโยชน์
ของการพฒั นาจิตตามแนว ศาสนา
ทางของพระพุทธศาสนา
1. สังเกตพฤติกรรมของ 70% ข้นึ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์

นักเรียนในการเขา้ ร่วมกิจกรรม การประเมิน

7. สื่อ / แหลง่ การเรียนรู้
7.1 ส่อื การเรยี นรู้
1) บตั รคำและแถบประโยค
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) อินเทอรเ์ นต็

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.............................................................................. ................................................................................................................. ................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................................................ ...................................................
............................................................................... ............................................................................................................................. ...
............................................................................................................................... ................................................................................
.............................................................. ................................................................................................................. ................................

ลงช่ือ………………………………………………………ครผู ู้สอน ลงชื่อ………………………………………………………ฝา่ ยวชิ าการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชื่อ………………………………………………………ผบู้ รหิ าร
(……………………………………………………)

สปั ดาห์ที่ 16

โรงเรยี นขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรียนรู้

ภาคเรยี นที่………..… /…………….. ชื่อผู้สอน………………..……………………………………….

กลุ่มสาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชนั้ ประถมศกึ ษาปี่ที่ 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 7 ศาสนพธิ ีและวนั สำคัญทางพระพทุ ธศาสนา

เรอ่ื ง กิจกรรมวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวช้วี ัด
มาตรฐาน ส 1.2 เข้าใจ ตระหนัก และปฏิบัติตนเป็นศาสนิกชนที่ดี และธำรงรักษา พระพุทธศาสนาหรือศาสนาท่ีตน

นับถอื
ตวั ชีว้ ดั ป.5/2 ปฏบิ ตั ติ นในศาสนพิธี พิธีกรรม และวนั สำคญั ทางศาสนาตามที่กำหนด และอภิปรายประโยชนท์ ่ีไดร้ ับจาก

การเข้าร่วมกจิ กรรม

2. สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชาเป็นวันที่ให้ชาวพุทธระลึกถึงเหตุการณ์ในวันสำคัญทาง

พระพทุ ธศาสนา เพือ่ ระลึกถึงคุณของพระรัตนตรยั และปฏบิ ัตติ นตามหลักคำสอน

3. จุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธบิ ายวนั สำคัญทางพระพุทธศาสนา (K)
2. จำแนกกจิ กรรมการปฏิบัติตนในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา (P)
3. เหน็ คุณคา่ และความสำคญั ในการปฏบิ ตั ิตนในวันสำคญั ทางพระพุทธศาสนา (A)

4. สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรทู้ อ้ งถ่ิน
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง พจิ ารณาตามหลักสตู รของสถานศกึ ษา

วนั มาฆบูชาและวนั วิสาขบชู า คาบที่ 1
5. กจิ กรรมการเรียนรู้

ขน้ั นา

ขน้ั สำรวจคน้ หา

1. ครทู ำบตั รคำชื่อวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนาและแถบประโยค จากนั้นให้นักเรยี นร่วมกันจบั คบู่ ตั รคำกบั แถบประโยคให้
สัมพนั ธก์ ัน

ขั้นสอน

ขั้นสำรวจค้นหา

1. ครูและนักเรียนรว่ มกันสนทนาเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาโดยให้นักเรียนส่ง ผู้แทนออกมาเล่าประสบการณ์
การเข้าร่วมกจิ กรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาให้เพ่ือนฟังหนา้ ชัน้ เรียน

ขนั้ อธบิ ายความเข้าใจ

1. จากนั้นให้นกั เรยี นรว่ มกนั แสดงความคดิ เหน็ โดยครูใช้คำถาม ดังนี้
1) วนั สำคัญทางพระพุทธศาสนามีความสำคญั อย่างไร (ตัวอยา่ งคำตอบ เป็นวันทม่ี ีเหตกุ ารณ์สำคัญต่าง ๆ เกิดขึ้น

ในสมยั พุทธกาลซ่ึงเกีย่ วขอ้ งกบั พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์)
2) การจัดให้มีวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาเพื่อจุดประสงค์ใด (ตัวอย่างคำตอบ เพื่อให้ชาวพุทธได้น้อมระลึกนึก

ถงึ คณุ พระรตั นตรยั และนำหลกั ธรรมมาปฏบิ ัตใิ นการดำเนินชวี ติ )
3) นักเรียนเคยเข้าร่วมกิจกรรมในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาหรือไม่ วันใดบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ เคยเข้าร่วม

กิจกรรมวันวสิ าขบูชา วนั มาฆบูชา วันอาสาฬหบชู า)

2. ให้นักเรียนร่วมกันอ่านเน้ือหาเร่ือง วันมาฆบูชา จากน้ันครูร้องเพลงมาฆบูชาให้นักเรียนฟังโดยเขียนเนื้อเพลงไว้บน
กระดานและให้นกั เรียนร้องตาม

เพลงมาฆบชู า

มาฆ มาฆบชู า รกู้ นั วา่ วนั เพ็ญเดือนสาม

คนไทยนำ้ ใจมาก วันเพ็ญเดือนสามมาทำบุญกนั

จาตุรงคสนั นบิ าตเป็นวนั ประหลาดน่าอศั จรรย์

พระอรหนั ตม์ าชมุ นุมกนั ต้ังพันกว่าองค์

ขั้นสรปุ

ข้ันขยายความเข้าใจ

1. ใหน้ ักเรยี นร่วมกันสนทนาเกีย่ วกับวนั มาฆบชู า โดยครูใช้คำถาม ดังนี้
1) มีเหตุการณ์สำคัญใดบ้างที่เกิดข้ึนในวันมาฆบูชา (พระอรหันต์ได้รับการอุปสมบทจากพระพุทธเจ้า จำนวน

1,250 องค์ มาชุมนุมพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย ในวันมาฆปุรณมีซึ่งพระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอรหันต์
ท้งั หลาย)

2) นกั เรยี นปฏบิ ัติตนอยา่ งไรในวนั สำคญั ดังกล่าว (ตวั อย่างคำตอบ ทำบุญตักบาตรรักษาศีล)
2. ใหน้ กั เรียนรว่ มกันอา่ นเน้ือหาเรอ่ื ง วันวสิ าขบูชาจากนนั้ ให้นกั เรียนรว่ มกนั สนทนา โดยครใู ช้คำถาม ดงั นี้

1) มีเหตุการณ์สำคัญใดบ้างที่เกิดข้ึนในวันวิสาขบูชา (เป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในวัน
เดียวกนั แต่ตา่ งกันในชว่ งปี)

3. ครูอธิบายให้นักเรียนฟังเพิ่มเติมว่าองค์การสหประชาชาติกำหนดให้วันวิสาขบูชาเป็น วันสำคัญสากลของโลก โดยให้
เหตุผลว่าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นมหาบุรุษท่ีมีความเมตตาต่อมวลมนุษย์ โดยเปิดโอกาสให้ทุกศาสนาสามารถเข้า
มาศึกษาพระพุทธศาสนา เพ่ือพิสูจน์หาข้อเท็จจริงได้โดยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมานับถือพระพุทธศาสนา และทรงสั่งสอน
พุทธศาสนกิ ชนโดยใชป้ ญั ญาธิคุณโดยไม่คิดคา่ ตอบแทน

4. เม่ือครูอธิบายเสร็จให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถาม ดังน้ี ในวันสำคัญทางศาสนาวันมาฆบูชา
และวสิ าขบูชา ชาวพุทธควรปฏิบตั ติ นอยา่ งไรบ้าง (ใหค้ รูสรปุ การแสดงความคิดเหน็ ของนักเรยี นเปน็ แผนภาพลงบนกระดาน)

ขน้ั ตรวจสอบผล

1. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสรุปความรู้ ดังนี้ วันสำคัญทางพระพทุ ธศาสนา เป็นวันท่ีชาวพุทธระลึกถึงคุณของพระรัตนตรัย
และปฏิบตั ติ นตามหลักธรรมเพื่อใช้เปน็ หลกั ปฏบิ ตั ใิ นการดำเนนิ ชีวติ ประจำวนั

2. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังน้ี วันสำคัญทางพระพุทธศาสนามีความสำคัญต่อ
การปฏิบตั ิตนของนักเรยี นอยา่ งไร นักเรยี นทำแบบฝกึ หัด ครูสงั เกตพฤติกรรมของนกั เรียนในการเข้ารว่ มกิจกรรม

6. การวัดและประเมินผล

การวัดและประเมิน วธิ ีการวดั ผล เคร่อื งมือวัด เกณฑ์การประเมินผล
จดุ ประสงค์ 1. คำถามกระตุน้ ความคิด
1. อธบิ ายวันสำคัญทาง 1. แบบฝกึ หดั 70% ข้นึ ไปถอื ว่าผ่านเกณฑ์
ความรคู้ วามเข้าใจ (K) พระพุทธศาสนา การประเมิน
2. จำแนกกิจกรรมการปฏบิ ัติ 1. สงั เกตพฤติกรรมของ 70% ข้นึ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
ทักษะ / กระบวนการ (P) ตนในวันสำคัญทางพระพทุ ธ- นักเรียนในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม การประเมนิ
ศาสนา
คุณลักษณะนสิ ัย (A) 3. เห็นคณุ คา่ และความสำคัญ 70% ขนึ้ ไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์
ในการปฏิบตั ติ นในวนั สำคญั การประเมิน
ทางพระพุทธศาสนา

7. ส่อื / แหล่งการเรียนรู้
7.1 สื่อการเรียนรู้
1) บัตรคำวนั สำคญั ทางพระพุทธศาสนา
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
................................................................................................. ..............................................................................................................
................................................................................................................................................. ..............................................................
.................................................................................. ............................................................................................................... ..............
............................................................................................................................. ..................................................................................
.............................................................................................................................................................. .................................................
................................................................................. ............................................................................................................................. .

ลงชื่อ………………………………………………………ครผู สู้ อน ลงชอ่ื ………………………………………………………ฝา่ ยวชิ าการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอื่ ………………………………………………………ผบู้ ริหาร
(……………………………………………………)

สปั ดาหท์ ี่ 17

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ฒั นา
แผนการจัดการเรียนรู้

ภาคเรยี นท่ี………..… /…………….. ชอื่ ผ้สู อน………………..……………………………………….

กลุ่มสาระการเรียนรู้ สังคมศกึ ษาศาสนาและวัฒนธรรม ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ ่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 พลเมอื งดขี องสังคม เรือ่ ง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ท่ีของพลเมือง

1. มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตวั ชีว้ ดั
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหนา้ ที่ของการเป็นพลเมืองดี มีคา่ นยิ มท่ดี งี าม และธำรงรกั ษาประเพณีและ

วฒั นธรรมไทย ดำรงชวี ิตอยรู่ ่วมกนั ในสังคมไทยและสงั คมโลกอยา่ งสนั ตสิ ุข

ตัวชี้วัด ป.5/1 ยกตัวอย่างและปฏบิ ตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพและหน้าทีใ่ นฐานะพลเมืองดี

2. สาระสำคญั / ความคดิ รวบยอด
สมาชกิ ของพลเมอื งจะตอ้ งปฏบิ ตั ติ นตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา้ ท่ีเพ่อื ใหส้ งั คมสงบสุข

3. จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. อธิบาย สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหน้าทีข่ องพลเมือง (K)
2. จำแนกการปฏบิ ัติตนตามสถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหน้าท่ีพลเมือง (P)
3. เห็นความสำคญั ในการปฏิบตั ิตนเป็นสมาชิกทดี่ ีของการเปน็ พลเมือง (A)

4. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้ทู ้องถ่ิน
พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศึกษา
สาระการเรียนรู้แกนกลาง
การปฏบิ ัติตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ
เสรีภาพ และหนา้ ที่พลเมือง

5. กิจกรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1

ขนั้ นา
ข้ันสำรวจค้นหา

1. ครเู ล่าเรื่อง วิมลคนดี ให้นักเรียนฟงั จากน้นั ครูใหน้ ักเรียนร่วมกนั ศกึ ษา เรอื่ ง สถานภาพ และบทบาทของพลเมือง
จบแล้วครูและนักเรียนรว่ มกันสนทนาเก่ยี วกบั เรื่องของวิมล โดยครูใช้คำถาม ดังนี้

วมิ ลคนดี
วมิ ลเป็นเด็กนักเรียนชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 5 ทุก ๆ เชา้ ก่อนไปโรงเรยี นวิมลจะช่วยแม่ทำขนมและนำขนมไปส่ง
ตามรา้ นต่าง ๆ แลว้ จงึ จะอาบน้ำไปโรงเรยี น หลังจากเลกิ เรียนวิมลกจ็ ะรีบกลับบา้ นมาช่วยงานบ้านและเล้ยี งน้องแทน
แม่ที่ต้องออกไปขายผัก แม่มักจะบอกวิมลเสมอว่าให้วิมล เป็นเด็กดี และต้ังใจเรียนหนังสือ ถึงแม้ว่าครอบครัว จะ
ลำบากแตเ่ ราต้องอดทนเพอ่ื อนาคตข้างหน้า วิมลเชื่อฟงั และปฏบิ ตั ติ ามคำส่งั สอนของแม่ตลอดมา

1) วิมลมสี ถานภาพอยา่ งไรบ้าง (ตวั อย่างคำตอบ ท่ีบา้ นวมิ ลมสี ถานภาพเป็นลูก ทโ่ี รงเรยี นวิมลมสี ถานภาพเป็น
นกั เรยี น)

2) วิมลแสดงบทบาทของตนเองอย่างไรบา้ ง (ตัวอย่างคำตอบ ที่บ้านวิมลจะช่วยแม่ทำงาน เช่ือและปฏิบัติตามคำ
สอนของแม่ ทีโ่ รงเรยี นวมิ ลแสดงบทบาทตนเองโดยการตง้ั ใจเรยี น) จากน้ันครอู ธิบายสรปุ เพ่มิ เติม

ขนั้ สอน

ขน้ั สำรวจค้นหา

1. ครแู บง่ นักเรยี นออกเป็น 3 กล่มุ ดงั นี้
กล่มุ ท่ี 1 ศึกษาเร่อื งสิทธขิ องการเปน็ พลเมือง
กลมุ่ ที่ 2 ศกึ ษาเรอื่ งเสรภี าพของการเป็นพลเมอื ง
กลมุ่ ที่ 3 ศึกษาเรอื่ งหน้าทข่ี องการเป็นพลเมือง

2 โดยให้แต่ละกลุ่มสรุปเป็นบันทึกเพื่อนำเสนอหน้าชั้นเรียน จบการนำเสนอ ครูใช้คำถามให้นักเรียนร่วมกันแสดงความ
คิดเห็น ดังน้ี

1) สิทธโิ ดยชอบนัน้ เปน็ อย่างไร (ตวั อยา่ งคำตอบ สทิ ธทิ ีไ่ ดร้ บั ตามกฎหมาย)
2) สิทธิท่ีนักเรียนได้รับตามกฎหมายมีอะไรบ้าง (ตัวอย่างคำตอบ สิทธิความเป็นบุคคลที่กฎหมายรับรอง สิทธิ
การได้รบั การศึกษา สทิ ธิไดร้ บั การคมุ้ ครองตามกฎหมายเทา่ เทียมกัน เป็นตน้ )

ขั้นอธิบายความเข้าใจ

1. ครูนำบัตรคำเก่ียวกับสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ หน้าท่ี จากน้ันให้นักเรียนร่วมกันนำบัตรคำมาติดให้ตรงกับ
ความหมายท่ีแผนภาพบนกระดาน

ตัวอย่างบตั รคำ/ตวั อยา่ งแผนภาพ

ลกู ไดร้ บั ความเสมอภาคตามกฎหมาย เช่ือและปฏิบัติตามคำสง่ั สอนของพ่อแม่

ดแู ลรักษาเมอื่ พอ่ แมเ่ จ็บปว่ ย มีส่วนรว่ มในการแสดงความคิดเห็น

ข้ันสรุป

ขน้ั ขยายความเข้าใจ
1. ครูและนกั เรียนร่วมกันสรปุ ความรู้ ดังน้ี สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพ และหน้าทีข่ องพลเมืองเป็นระเบยี บทาง

สงั คมท่สี มาชิกทุกคนจะต้องปฏบิ ัตติ นเพือ่ ความสงบสุขเรยี บร้อยในการอาศยั อยู่รว่ มกนั ในฐานะการเป็นพลเมืองของชาติ

ขั้นตรวจสอบผล

1. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังนี้ นักเรียนจะปฏิบัติตนเป็นคนดีในฐานะสมาชิก
ของสังคมและพลเมืองของชาติอยา่ งไร

2. ครุใหน้ ักเรยี นทำใบงานที่ 15 เรื่อง สถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และหนา้ ทีข่ องพลเมือง ครสู งั เกตพฤติกรรม
ของนักเรยี นในการเข้าร่วมกจิ กรรมการตอบคำถามและการเข้าร่วมกจิ กรรมกล่มุ

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมนิ วธิ กี ารวดั ผล เครอื่ งมอื วัด เกณฑ์การประเมินผล
จุดประสงค์
1. อธิบาย สถานภาพ บทบาท 1. คำถามกระต้นุ ความคิด 70% ขน้ึ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์
ความรู้ความเข้าใจ (K)
สิทธิ เสรภี าพ และหน้าท่ี การประเมนิ
ทักษะ / กระบวนการ (P)
ของพลเมือง
คณุ ลักษณะนสิ ัย (A)
2. จำแนกการปฏบิ ัติตนตาม 1. ใบงานที่ 15 เรอ่ื ง สถานภาพ 70% ขนึ้ ไปถอื วา่ ผ่านเกณฑ์

สถานภาพ บทบาท สิทธิ บทบาท สิทธิ เสรีภาพ และ การประเมิน

เสรีภาพ และหนา้ ที่พลเมอื ง หนา้ ที่ของพลเมือง

3. เห็นความสำคญั ในการ 1. สังเกตพฤติกรรมของ 70% ข้ึนไปถอื วา่ ผา่ นเกณฑ์

ปฏิบตั ิตนเปน็ สมาชกิ ท่ดี ีของ นักเรยี นในการเขา้ รว่ มกจิ กรรม การประเมิน

การเปน็ พลเมือง

7. ส่ือ / แหล่งการเรียนรู้
7.1 สื่อการเรียนรู้
1) รื่องเลา่ วมิ ลคนดี
2) บตั รคำ สถานภาพ บทบาท สทิ ธิ เสรีภาพ และหนา้ ที่
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) อินเทอร์เน็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................................................................................ ...................
............................................................................................................... ................................................................................................
............................................................................................................................................................... ................................................
........................................................................................ .......................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................................................................ ...................................

ลงชอ่ื ………………………………………………………ครผู ู้สอน ลงชอื่ ………………………………………………………ฝา่ ยวชิ าการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงช่ือ………………………………………………………ผ้บู รหิ าร
(……………………………………………………)

สปั ดาห์ท่ี 18

โรงเรยี นขจรเกยี รติพฒั นา
แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนที่………..… /…………….. ชื่อผูส้ อน………………..……………………………………….

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สงั คมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชัน้ ประถมศึกษาป่ีท่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หน่วยการเรยี นรู้ที่ 1 พลเมอื งดีของสังคม เร่ือง หนา้ ที่และลักษณะของพลเมืองดี

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชว้ี ดั
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบตั ิตนตามหน้าทขี่ องการเปน็ พลเมืองดี มคี า่ นิยมที่ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและ

วฒั นธรรมไทย ดำรงชีวติ อย่รู ว่ มกันในสังคมไทยและสังคมโลกอยา่ งสันตสิ ขุ

ตัวชว้ี ัด ป.5/1 ยกตัวอย่างและปฏิบตั ิตนตามสถานภาพ บทบาท สิทธิ เสรภี าพและหน้าท่ีในฐานะพลเมืองดี

2. สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
การอยู่ร่วมกันในสังคม สมาชิกทุกคนควรปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม โดยยึดหลักคุณธรรมเพ่ือให้เกิดความสงบสุข

ขนึ้ ในสังคม

3. จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. นำเสนอหนา้ ที่ของพลเมอื งดี (K)
2. จำแนกหนา้ ท่ขี องพลเมืองดี (P)
3. เห็นคณุ ค่าของการปฏิบัติตนเปน็ พลเมืองดขี องสังคม (A)

4. สาระการเรยี นรู้

สาระการเรียนรู้แกนกลาง สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่ิน
หน้าทขี่ องพลเมืองที่ดขี องสงั คม พิจารณาตามหลกั สูตรของสถานศกึ ษา

5. กิจกรรมการเรยี นรู้

คาบที่ 1

ขน้ั นา
ข้นั สำรวจค้นหา

1. ครสู ำรวจการปฏิบัติตนของนักเรียน โดยเขยี นแบบสำรวจบนกระดาน แล้วบันทกึ ผลการสำรวจเป็นจำนวนของนักเรียน
จากนัน้ ให้นักเรยี นร่วมกันสนทนา โดยครใู ช้คำถาม ดังน้ี

การปฏิบตั ติ นตามหน้าท่ีของพลเมอื งดี ผลการปฏบิ ตั ิ
เป็นประจำ บางครง้ั ไม่เคย
1. แสดงความจงรักภกั ดตี อ่ สถาบนั พระมหากษตั รยิ ์
2. เคารพเชอื่ ฟงั พอ่ แม่ ครูอาจารย์
3. ปฏบิ ตั ติ ามกฎจราจร
4. ร่วมปลกู ตน้ ไม้ในชุมชน
5. สนบั สนุนสนิ ค้าจากภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ่

1) ถ้าทุกคนปฏิบัติตนตามแบบสำรวจทุกข้อจะเกิดผลอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ สังคมเกิดความสงบสุข เกิด
ความเป็นระเบยี บเรียบร้อย)

2) ถ้าทุกคนไม่ปฏิบัตติ นตามแบบสำรวจ จะเกิดผลอยา่ งไร (ตวั อย่างคำตอบ สงั คมเกดิ ความสบั สนวนุ่ วาย)

ขัน้ สอน
ข้ันสำรวจคน้ หา

2. ครูอา่ นสถานการณ์ใหน้ ักเรียนฟัง จากนัน้ ใหน้ กั เรยี นรว่ มกนั สนทนาวา่ สถานการณด์ ังกล่าว สอดคล้องกับหลกั ธรรมใด
สถานการณ์ท่ี 1

ธีรพงษค์ ดิ ค้นวธิ กี ารกำจัดศตั รพู ชื โดยการใชส้ มุนไพรแทนการใช้สารเคมี

สถานการณท์ ี่ 2
ขนิษฐาแสดงความเคารพครโู ดยการไหวด้ ว้ ยความนอบนอ้ มอยูเ่ สมอ

สถานการณท์ ี่ 3
ปกรณร์ ่วมมือทำงานกลุ่มกับเพอื่ น ๆ โดยความเต็มใจ เพื่อให้เกดิ ประโยชน์แก่
สว่ นรวม

ขน้ั อธิบายความเขา้ ใจ
3. ครูและนกั เรยี นรว่ มกันสนทนาโดยครูใช้คำถาม และสรปุ การแสดงความคิดเห็นของนกั เรียนเป็นแผนภาพลงบนกระดาน
ดังนี้ หน้าทขี่ องพลเมืองดีจะตอ้ งปฏบิ ัติตนอย่างไรบา้ ง

ขน้ั สรุป

ขน้ั ขยายความเขา้ ใจ

4. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้ หน้าที่ของพลเมืองดี สมาชิกทุกคนควรปฏิบัติตนตามสถานภาพ บทบาท
สิทธิ เสรภี าพ และหนา้ ที่ตามระเบยี บทางสงั คม และกฎหมาย เพือ่ ใหเ้ กดิ ความสงบสุขขนึ้ ในสงั คม
ขั้นตรวจสอบผล

5. ครใู ห้นักเรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังน้ี หน้าท่ีของพลเมอื งดีมีลักษณะอย่างไรนักเรยี นทำ
ใบงานท่ี 16 เร่ือง หนา้ ทแ่ี ละลกั ษณะของพลเมืองดีและสังเกตพฤตกิ รรมของนกั เรียนในการเข้ารว่ มกิจกรรม

6. การวดั และประเมินผล

การวัดและประเมิน วิธีการวดั ผล เครอ่ื งมือวัด เกณฑ์การประเมนิ ผล
จุดประสงค์
1. นำเสนอหนา้ ทข่ี องพลเมือง 1. คำถามกระตนุ้ ความคิด 70% ข้นึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
ความรู้ความเข้าใจ (K) ดี
ทักษะ / กระบวนการ (P) 2. จำแนกหน้าท่ีของพลเมือง การประเมนิ
ดี
คุณลักษณะนิสยั (A) 1. ใบงานที่ 16 เรือ่ ง หนา้ ทีแ่ ละ 70% ขึน้ ไปถือว่าผ่านเกณฑ์
3. เห็นคุณค่าของการปฏิบตั ิ
ตนเป็นพลเมืองดขี องสงั คม ลักษณะของพลเมอื งดีและสังเกต การประเมนิ

พฤติกรรมของนกั เรียนในการเขา้

รว่ มกจิ กรรม

1. สังเกตพฤติกรรมของ 70% ข้นึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์

นักเรยี นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม การประเมนิ

7. สอ่ื / แหลง่ การเรียนรู้
7.1 สื่อการเรยี นรู้
1) แบบสำรวจ การปฏิบัติตนตามหน้าท่ีของพลเมืองดี
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) ห้องสมุด
2) อินเทอร์เน็ต

8. กิจกรรมเสนอแนะ
.......................................................................................................................................... .....................................................................
............................................................................... ........................................................................................................... .....................
............................................................................................................................. ..................................................................................
....................................................................................................................................................... ........................................................
.......................................................................... ............................................................................................................................. ........
.......................................................................................................................... .....................................................................................

ลงช่อื ………………………………………………………ครูผสู้ อน ลงชอ่ื ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงช่ือ………………………………………………………ผู้บริหาร
(……………………………………………………)

สัปดาห์ท่ี 19

โรงเรียนขจรเกียรติพฒั นา
แผนการจดั การเรยี นรู้

ภาคเรยี นที่………..… /…………….. ช่อื ผสู้ อน………………..……………………………………….

กลมุ่ สาระการเรียนรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ชน้ั ประถมศึกษาปที่ ่ี 5 จำนวน 1 คาบ

หน่วยการเรียนร้ทู ี่ 2 สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครองสทิ ธเิ ด็กในสังคมไทย

เร่ือง สทิ ธิเดก็ และการปกปอ้ งคุ้มครองสิทธเิ ดก็ ในสังคมไทย

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ช้ีวดั
มาตรฐาน ส 2.1 เข้าใจและปฏิบัติตนตามหน้าที่ของการเป็นพลเมืองดี มีค่านิยมที่ดีงาม และธำรงรักษาประเพณีและ

วัฒนธรรมไทย ดำรงชวี ติ อยรู่ ว่ มกนั ในสงั คมไทยและสังคมโลกอยา่ งสันตสิ ุข
ตวั ชี้วดั ป.5/2 เสนอวธิ ีการปกป้องคมุ้ ครองตนเองหรือผู้อนื่ จากการละเมิดสิทธิเด็ก

2. สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด
การละเมดิ สทิ ธเิ ดก็ เปน็ การทำผิดกฎหมาย เดก็ ทถี่ กู ละเมิดสทิ ธติ อ้ งได้รับความคุ้มครองตามสทิ ธิขน้ั พ้นื ฐานตามกฎหมาย

3. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. ยกตัวอยา่ งการละเมิดสิทธิเดก็ และนำเสนอแนวทางปกป้องคุ้มครองเดก็ (K)
2. จำแนกการละเมดิ สทิ ธิเดก็ และหาแนวทางปกปอ้ งคุ้มครองเดก็ (P)
3. สนใจศกึ ษาแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กที่ถูกละเมดิ สิทธิ (A)

4. สาระการเรียนรู้ สาระการเรยี นรทู้ อ้ งถ่นิ
สาระการเรยี นร้แู กนกลาง พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศึกษา

การปกป้องคุ้มครองสทิ ธิเด็กในสงั คมไทย

5. กิจกรรมการเรียนรู้

คาบที่ 1
ขนั้ นา

ขนั้ สำรวจคน้ หา
1. ครอู า่ นสถานการณเ์ กี่ยวกับการละเมดิ สิทธเิ ดก็ ให้นักเรยี นฟัง

ตำรวจได้นำกำลังเข้าตรวจค้นบ้านหลังหน่ึงซึ่งได้รับแจ้งว่ามีการนำเดก็ มาเป็นแรงงานเพื่อผลิตตุ๊กตา โดยบังคับให้เด็ก
ผลิตตุ๊กตาให้ได้อย่างน้อยคนละ 20 ตัวต่อวัน เด็กท่ีไม่สามารถผลิตตุ๊กตาได้ตามเป้าจะถูกทำร้ายร่างกายด้วยการทุบตี
และ ไม่ให้รับประทานอาหาร หลังจากตรวจค้นบ้าน ตำรวจไดพ้ บเด็กจำนวน 5 คน ซ่ึงมีร่างกายซูบผอม และมีร่องรอย
ของการถูกทำร้ายร่างกาย ตำรวจได้จับกุมตัวเจ้าของบ้าน ซึ่งให้การว่าได้ชักชวนเด็กเร่ร่อนให้มาทำงาน ซึ่งบอกเด็กว่า
เป็นงานที่มีรายได้ดี หลังจากนั้นจึงกักขังเด็กที่มาทำงานไว้และคิดว่าคงจะไม่มีใครสนใจจะตามหาเด็กเร่ร่อนท่ีหายตัวไป
หลังจากนน้ั ตำรวจได้นำตัวเดก็ สง่ มูลนธิ ิคมุ้ ครองเด็กเพือ่ ดำเนนิ การช่วยเหลอื ข้ันต่อไป

ขน้ั สอน

ขั้นสำรวจค้นหา

1. ใหน้ กั เรียนรว่ มกันแสดงความคิดเหน็ โดยครูใช้คำถาม ดงั น้ี
1) เดก็ ในสถานการณ์ถูกละเมิดสิทธิในดา้ นใดบา้ ง อยา่ งไร (ตวั อยา่ งคำตอบ สทิ ธิทจ่ี ะมีชวี ิต เพราะถูกทำร้าย

รา่ งกาย)
2) เดก็ ที่ถูกละเมดิ สทิ ธิได้รับการชว่ ยเหลืออยา่ งไร (ได้รับการดูแลจากมูลนธิ คิ ุ้มครองเด็ก)
3) นักเรียนจะมีแนวทางในการชว่ ยเหลอื เดก็ ทถี่ ูกละเมิดในสถานการณ์ดังกลา่ ว อย่างไร (ตัวอยา่ งคำตอบ แจง้

หนว่ ยงานที่เก่ียวข้องใหเ้ ข้ามาช่วยเหลือเด็กท่ถี กู ละเมิดสิทธ)ิ
4) นกั เรียนจะมีแนวทางป้องกันตนเองไม่ให้ถกู ละเมิดสิทธิเหมือนในสถานการณ์ดงั กลา่ วอย่างไร (ตวั อย่างคำตอบ

ไมพ่ ูดคุยกับคนแปลกหนา้ และแจง้ ผ้ใู หญ่ให้ทราบเรอ่ื งเมอ่ื เห็นเหตกุ ารณ์ผิดปกต)ิ

ข้นั อธบิ ายความเข้าใจ

1. ใหน้ กั เรียนแบง่ กลุ่มออกเป็น 4 กล่มุ แสดงบทบาทสมมตุ เิ กย่ี วกับสิทธเิ ด็ก และออกมานำเสนอหน้าชนั้ เรียน
กลุ่มที่ 1 สิทธิท่จี ะมชี วี ิต
กลุ่มที่ 2 สทิ ธิทีจ่ ะไดร้ ับการปกป้อง
กลุ่มที่ 3 สทิ ธิท่จี ะไดร้ ับการพฒั นา
กลุม่ ท่ี 4 สิทธทิ ่ีจะมีสว่ นรว่ ม

2. ครแู ละนกั เรยี นร่วมกนั สรปุ ประโยชนข์ องการได้รบั สิทธิเด็ก โดยครูใชค้ ำถาม ดงั น้ี
1) สิทธิเด็กมีประโยชน์อยา่ งไร (ตัวอย่างคำตอบ เดก็ ได้รับความคุ้มครองอย่างเป็นธรรมป้องกนั การละเมิดสิทธิ

เดก็ )
3. ใหน้ ักเรยี นร่วมกนั นำเสนอแนวทางปกป้องคุ้มครองเด็กท่ีถูกละเมดิ สิทธิ โดยสรปุ เป็นแผนภาพ

ขัน้ สรปุ

ข้ันขยายความเขา้ ใจ

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้ การละเมิดสิทธิเด็กเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เด็กย่อมได้รับความคุ้มครอง
ตามกฎหมาย เม่ือถูกละเมิดสิทธขิ ั้นพ้ืนฐาน 4 ประการ นักเรียนทำใบงานท่ี 17 เรื่อง สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็ก
ในสังคมไทย

ข้ันตรวจสอบผล

2. นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังนี้ นักเรียนมีแนวทางป้องกันตนเองไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ
เด็กได้อย่างไร ครูตรวจใบงานท่ื 17 เรื่อง สิทธิเด็กและการปกป้องคุ้มครองสิทธิเด็กในสังคมไทยและสังเกตพฤติกรรมของนักเรยี น
ในการเข้ารว่ มกจิ กรรมกลุ่ม

6. การวัดและประเมินผล

การวดั และประเมิน วธิ ีการวดั ผล เครื่องมอื วัด เกณฑก์ ารประเมนิ ผล
จดุ ประสงค์
1. ยกตัวอยา่ งการละเมดิ สิทธิ 1. คำถามกระตนุ้ ความคดิ 70% ขนึ้ ไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
ความร้คู วามเข้าใจ (K) เด็ก และนำเสนอแนวทาง การประเมิน
ปกปอ้ งคุม้ ครองเดก็
ทักษะ / กระบวนการ (P) 2. จำแนกการละเมิดสิทธิเด็ก 1. ใบงานที่ 17 เรื่อง สทิ ธิเด็ก 70% ขึน้ ไปถอื ว่าผา่ นเกณฑ์
และหาแนวทางปกป้อง
คณุ ลกั ษณะนิสยั (A) คมุ้ ครองเด็ก และการปกป้องคุม้ ครองสทิ ธเิ ด็ก การประเมิน
3. สนใจศึกษาแนวทาง
ปกป้องคุ้มครองเด็กท่ีถกู ในสงั คมไทย
ละเมดิ สิทธิ
1. สงั เกตพฤติกรรมของ 70% ขน้ึ ไปถอื ว่าผ่านเกณฑ์

นักเรยี นในการเข้าร่วมกิจกรรม การประเมนิ

7. ส่ือ / แหล่งการเรียนรู้
7.1 สอื่ การเรียนรู้
1) สถานการณข์ ่าวการละเมดิ สิทธเิ ด็ก
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
1) หอ้ งสมดุ
2) อินเทอรเ์ นต็

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
................................................................................................................................................................................ ...............................
............................................................................................... ................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
................................................................................................................................................................ ...............................................

ลงชอื่ ………………………………………………………ครูผสู้ อน ลงช่อื ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงช่ือ………………………………………………………ผู้บริหาร
(……………………………………………………)

สปั ดาห์ที่ 20

โรงเรียนขจรเกียรตพิ ัฒนา
แผนการจัดการเรยี นรู้

ภาคเรียนท่ี………..… /…………….. ชอ่ื ผู้สอน………………..……………………………………….

กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ สังคมศึกษาศาสนาและวฒั นธรรม ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ ี่ 5 จำนวน 1 คาบ

หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 3 การปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ ของไทย

เรื่อง การปกครองส่วนทอ้ งถ่ินอำนาจหน้าทแ่ี ละความสำคัญของการปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน

1. มาตรฐานการเรียนรู้ / ตวั ชี้วัด
มาตรฐาน ส 2.2 เข้าใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปัจจุบัน ยึดม่ัน ศรัทธาและธำรงรักษาไว้ซ่ึงการปกครอง

ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมุข
ตวั ชีว้ ดั ป.5/1 อธิบายโครงสรา้ ง อำนาจ หน้าทแี่ ละความสำคัญของการปกครองส่วนท้องถ่ิน

2. สาระสำคญั / ความคดิ รวบยอด
องค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นระดับจังหวัด และระดับตำบล

โดยผ่านกระบวนการเลอื กต้งั ตามระบอบประชาธิปไตยจากประชาชนในระดบั จังหวัด และระดับตำบล

3. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบาย โครงสรา้ ง อำนาจ และความสำคัญของการปกครองสว่ นทอ้ งถ่ิน (K)
2. จำแนกบทบาทหน้าท่ี และการเข้าดำรงตำแหนง่ ของผูบ้ ริหารท้องถ่ิน (P)
3. สนใจศึกษาเรยี นรู้การปกครองส่วนท้องถนิ่ ภายในท้องถ่ินของตนเอง (A)

4. สาระการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน
สาระการเรยี นรแู้ กนกลาง พจิ ารณาตามหลักสูตรของสถานศกึ ษา

1. องค์การบริหารสว่ นจงั หวัด
2. องคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบล

5. กจิ กรรมการเรยี นรู้

คาบท่ี 1

ขั้นนา

ขน้ั สำรวจคน้ หา
1. ครทู ำบตั รคำรปู แบบการบรหิ ารราชการสว่ นทอ้ งถิน่ ท้งั 5 รูปแบบ

กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา เทศบาล

องค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั องค์การบริหารส่วนตำบล

ขนั้ สอน

ข้นั สำรวจค้นหา

1. จากน้ันให้นักเรียนแบ่งกลุ่มออกเป็น 5 กลุ่ม ศึกษาและออกมาอธิบายลักษณะของการบริหารราชการส่วนท้องถ่ินใน
รปู แบบดงั กล่าวหนา้ ช้นั เรยี น

ขั้นอธบิ ายความเข้าใจ

2. ครูให้นักเรียนกลุ่มที่ 1 ออกมาอธิบายถึงลักษณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัด จบการนำเสนอครูเขียนสรุป เป็น
โครงสรา้ งขององค์การบรหิ ารสว่ นจังหวัดลงบนกระดาน จากนั้นใชค้ ำถามให้นกั เรียนร่วมกันแสดงความคดิ เห็น

1) องค์การบริหารส่วนจังหวดั มีความสำคัญต่อการบริหารพัฒนาท้องถ่ินอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นองค์กรท่ีมา
จากการเลอื กตั้งของประชาชนภายในจงั หวัดซ่ึงสามารถแกไ้ ขปัญหา และบรหิ ารพัฒนาจังหวัดให้เจริญตามความต้องการของ
ประชาชนในท้องถ่นิ ได)้

2) การมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดมีผลดีอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นการกระจายอำนาจให้ประชาชนใน
ท้องถน่ิ สามารถเลือกผ้นู ำเขา้ มาแกไ้ ขปญั หาและพฒั นาพน้ื ท่ีของตนเอง ตามการปกครองระบบประชาธิปไตย)

3. ครใู ห้นกั เรียนกลุ่มท่ี 2 ออกมาอธิบายถึงลักษณะขององค์การบริหารส่วนตำบล จบการนำเสนอครูและนกั เรยี นร่วมกัน
เขียนสรุปเป็นโครงสรา้ งองค์การบริหารส่วนตำบลลงบนกระดาน จากนัน้ ใชค้ ำถามใหน้ กั เรยี นร่วมกนั แสดงความคิดเห็น

1) องค์การบริหารส่วนตำบลมีความสำคญั ต่อการปกครองในระดับตำบลอย่างไร (ตวั อย่างคำตอบ เป็นองค์กรที่มา
จากการเลือกตงั้ ของประชาชนในระดับตำบลเพื่อเขา้ มาแกไ้ ขปญั หาให้กบั ประชาชนในตำบลของตนเอง)

2) การมีองค์กรปกครองในระดับตำบลมีผลดีอย่างไร (ตัวอย่างคำตอบ เป็นการกระจายอำนาจให้ประชาชนใน
ระดับตำบลสามารถกำหนดทิศทางในการแก้ไขปญั หาและบรหิ ารพฒั นาท้องถิน่ ของตนเองได้ตามความต้องการ)

ข้นั สรปุ

ขน้ั ขยายความเขา้ ใจ

1. ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปความรู้ ดังนี้องค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์การบริหารส่วนตำบล เป็นองค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินท่ีมีอำนาจในการบริหารพัฒนา และแก้ไขปัญหาในท้องถิ่นตนเองตามอำนาจหน้าที่ท่ีได้รับ
มอบหมายจากประชาชนในท้องถ่นิ

ข้นั ตรวจสอบผล

2. ครูให้นักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น โดยครูใช้คำถามท้าทาย ดังน้ี นักเรยี นสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น
ของตนอย่างไรครูสงั เกตพฤตกิ รรมของนักเรียนในการเข้าร่วมกจิ กรรมตรวจแบบฝกึ หดั

6. การวัดและประเมนิ ผล

การวัดและประเมิน วิธีการวัดผล เคร่ืองมอื วัด เกณฑก์ ารประเมินผล
จุดประสงค์ 1. คำถามกระตุ้นความคิด
1. อธบิ าย โครงสร้าง อำนาจ 70% ขึ้นไปถือวา่ ผ่านเกณฑ์
ความรู้ความเข้าใจ (K) และความสำคญั ของการ 1. แบบฝึกหัด การประเมนิ
ปกครองส่วนท้องถ่นิ
ทักษะ / กระบวนการ (P) 2. จำแนกบทบาทหน้าที่ และ 1. สังเกตพฤติกรรมของ 70% ขน้ึ ไปถือวา่ ผา่ นเกณฑ์
การเขา้ ดำรงตำแหนง่ ของ นักเรยี นในการเขา้ ร่วมกจิ กรรม การประเมิน
คุณลักษณะนสิ ยั (A) ผบู้ ริหารทอ้ งถิ่น
3. สนใจศกึ ษาเรียนรู้การ 70% ขนึ้ ไปถือว่าผา่ นเกณฑ์
ปกครองส่วนทอ้ งถนิ่ ภายใน การประเมนิ
ทอ้ งถิ่นของตนเอง

7. สื่อ / แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่ือการเรียนรู้
1) บตั รคำ องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่นิ ของไทย
7.2 แหล่งการเรียนรู้
1) ห้องสมุด
2) อนิ เทอรเ์ น็ต

8. กจิ กรรมเสนอแนะ
.......................................................................................................................................................................................... .....................
................................................................................. ..............................................................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................
............................................................................................................................. ..................................................................................

ลงชอ่ื ………………………………………………………ครผู ้สู อน ลงช่ือ………………………………………………………ฝา่ ยวิชาการ
(……………………………………………………) (……………………………………………………)

ลงชอ่ื ………………………………………………………ผบู้ ริหาร
(……………………………………………………)


Click to View FlipBook Version