The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น [Autosaved]

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by butsarataem, 2021-02-16 08:18:30

การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น [Autosaved]

การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น [Autosaved]

໹š ÊÇ‹ ¹Ë¹èÖ§¢Í§ÇªÔ Ò¡ÒõÃǨ»ÃÐàÁÔ¹áÅкíÒº´Ñ âäàº×Íé §µ¹Œ

Visions Test
¡ÒõÃǨÊÁÃöÀÒ¾¡ÒÃÁͧàËç¹

¨´Ñ ·íÒâ´Â
¹Ò§ÊÒǹѹ·¡Ò¹µ Á·Õ Ã¾Ñ Â
¹Ò§ÊÒǨÒÃÇØ Ãó »Å×Áé Â·Ø ¸
¹Ò§ÊÒÇàºÞ޷Ծ àÃÍ× §ËÔÃÞÑ

¹Ò§ÊÒǹÃÈÔ ÃÒ »¹› ·Í§
ÊÒ¢ÒÍÒªÕÇ͹ÒÁÂÑ áÅФÇÒÁ»ÅÍ´ÀÑÂ

Visions Test

¡ÒõÃǨÊÁÃöÀÒ¾¡ÒÃÁͧà˹ç

¤íÒ¹Òí ก

การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น เปนการตรวจทางการแพทยอยางหน่ึงที่มี
ความสําคัญในการดําเนินงานดานอาชีวอนามัย เน่ืองจากเปนการตรวจท่ีชวย
ประเมินวาคนทํางานมีการมองเห็นชัดเจนเพียงใดและสมรรถภาพการมองเห็นน้ัน
เพียงพอท่ีจะทําใหทํางานไดอยางปลอดภัยหรือไม รวมถึงเปนการคัดกรอง ความ
ผิดปกตขิ องการมองเห็นในดานตางๆ ซึ่งอาจสามารถทําการแกไขใหดีข้ึนหรือรักษา
ใหหายได โดยท่วั ไปการตรวจสมรรถภาพการมองเหน็ ในงานอาชีวอนามัยนั้นจะเปน
การตรวจในระดับการคัดกรองโรค ซ่ึงเปนการตรวจท่ีทําไดไมยากนัก ในเรื่อง
เทคนิคในการตรวจที่ถูกตอง และเกณฑในการแปลผลท่ีเหมาะสม เปนมาตรฐาน
เดียวกัน ก็มีความสําคัญที่จะทําใหการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงาน
อาชวี อนามัยมคี วาม นา เชื่อถอื สามารถนํามาใชปฏิบัติเพ่ือประโยชนของคนทํางาน
และนายจางได

คณะผูจัดทําจึงเห็นถึงความสําคัญ ในประเด็นเทคนิคการตรวจและเกณฑ
การแปลผลการตรวจสมรรถภาพ การมองเห็นในงานอาชีวอนามัย จึงไดจัดทํา
หนังสือ ฉบับนี้ขึ้น เพ่ือหวังใหเปนแนวทางในเบื้องตน เพื่อให ผูประกอบวิชาชีพ
ทางดานอาชีวอนามัยใชเปนเกณฑอางอิง ในการตรวจและแปลผลสมรรถภาพการ
มองเห็น คณะผูจดั ทําหวังเปนอยา งยง่ิ วา หนังสือฉบับนี้จะใหประโยชนกับผูท่ีศึกษา
ทางดา นอาชีวอนามยั

คณะผูจดั ทํา

ÊÒúÑÞ ข

คํานาํ ก
สารบญั ข
สว นที่ 1 คําแนะนําในภาพรวม 1
สว นท่ี 2 การตรวจความชัดเจนในการมองเหน็ 4
สว นท่ี 3 การตรวจความสามารถในการจําแนกสี 8
สวนท่ี 4 การตรวจลานสายตา 10
สว นที่ 5 การตรวจสมรรภาพการมองเหน็ ดว ยเครอ่ื งทดสอบสายตา 12
เอกสารอางอิง 15

ÊÇ‹ ¹·èÕ 1 ¤Òí á¹Ð¹íÒã¹ÀÒ¾ÃÇÁ 1

แนวคิดในการดําเนินการ (Concept of practice) จุดประสงคของการตรวจ
สมรรถภาพการมองเหน็ ในงานอาชีวอนามยั น้นั เปนการตรวจเพื่อประเมินความสามารถ
ของการมองเห็นในดานตางๆ ของคนทํางาน เชน ความชัดเจนในการมองภาพ ลาน
สายตา หรือความสามารถในการจําแนกสีซึ่งความผิดปกติของความสามารถของการ
มองเหน็ ดา นตางๆ เหลาน้ีอาจสง ผลกระทบตอประสิทธิภาพในการทํางานของคนทํางาน
น้ัน รวมไปถงึ ความปลอดภัยตอตัวคนทํางานผูนัน้ เองหรือเพอื่ นรว มงานดวย

เนื่องจากในทางปฏิบัติผูทําการตรวจจะตองทําการตรวจสมรรถภาพสายตาใน
คนทาํ งานจํานวนมากใหไดอ ยา งรวดเรว็ เม่อื พบความผิดปกติแลว จะมีการสงตอผูที่มีความ
ผิดปกติไปทําการตรวจโดยละเอียดเพื่อวินิจฉัยยืนยันความผิดปกติน้ันกับผูเช่ียวชาญ เชน
จักษุแพทย (Ophthalmologist)หรือนักทัศนมาตร (Optometrist) จึงกลาวไดวา การ
ตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยนั้น เปนการตรวจในระดับการคัดกรอง
ความผดิ ปกติ (Screening test) คอื เปน การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการมองเห็น (Vision
screening) ไมใชการตรวจในระดับการวินิจฉัยยืนยัน (Diagnostic test) ซึ่งเปนการตรวจ
สมรรถภาพการมองเห็นโดยละเอียด (Comprehensiveeye examination) อยางไรก็ตาม
เม่ือทําการตรวจคัดกรองพบความผิดปกติแลว ควรมีการสงตอคนทํางานผูน้ันไปพบ
ผูเชี่ยวชาญเพื่อทําการตรวจวินิจฉัยยืนยัน รวมถึงทําการรักษาโรคหรือแกไขความผิดปกติ
(ถา สามารถรกั ษาหรอื แกไ ขได) ตอ ไป

ผูสง่ั การตรวจ (Director) ผูส่ังการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย 2

ควรเปนแพทย(หมายถึงผูประกอบวิชาชีพเวชกรรมตามพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ.
2525) และถาผลการตรวจนั้น จะถูกนํามาใชประกอบการตรวจสุขภาพลูกจางตาม
“กฎกระทรวงกําหนดหลักเกณฑและวิธีการตรวจสุขภาพของลูกจางและสงผลการตรวจแก
พนักงานตรวจแรงงาน พ.ศ. 2547” แลว แพทยผูสั่งการตรวจน้ันจะตองเปนแพทยท่ีไดรับใบ
ประกอบวิชาชพี เวชกรรมดานอาชวี เวชศาสตรหรือแพทยท่ีผานการอบรมดานอาชีวเวชศาสตร
ตามขอกําหนดของกฎหมาย ผูส่ังการตรวจควรผานการอบรมที่เก่ียวกับการตรวจและแปลผล
สมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยมาแลว โดยผูส่ังการตรวจจะตองทําหนาที่สั่งการ
ตรวจ แปลผลการตรวจ รับรองผลการตรวจ มีความรับผิดชอบทางกฎหมายตอผลการตรวจที่
เกิดขน้ึ รวมถงึ มหี นา ที่ควบคมุ ปจจยั ตา งๆ ทีจ่ ะสงผลตอ คุณภาพการตรวจดว ย

ผทู าํ การตรวจ (Technician) ผทู ําการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนา
มยั ควรจบการศกึ ษาช้นั มัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเทาเปนอยางนอย และผานหลักสูตร
อบรมการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัยมาแลว โดยหลักสูตรที่เขารับการ
อบรมควรมรี ะยะเวลาของหลักสูตรอยางนอย20 ช่ัวโมง มีการฝกอบรมในภาคปฏิบัติไมต่ํากวา
50 % ของระยะเวลาหลักสูตร หลังจากเขาปฏิบัติหนาท่ีเปนผูทําการตรวจแลว ควรทําการ
อบรมเพื่อฟนฟคู วามรูซํ้าอยางนอยทุก 5 ปผูทําการตรวจมีหนาที่ดําเนินการตรวจสมรรถภาพ
การมองเห็นตามคาํ ส่งั ของผสู ง่ั การตรวจ ควบคุมคุณภาพดานเทคนิค ควบคุมคุณภาพดานการ
ควบคุมการติดเชอื้ ดแู ลรกั ษาเครอื่ งมอื ทีใ่ ชในการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นใหมีสภาพดีอยู
เสมอ

3

ขอ บง ช้ี (Indication) ในการตรวจสมรรถภาพการมองเหน็ ในงานอาชีวอนามัย มีดังนี้
1. ทําการตรวจเพอื่ คดั กรองสมรรถภาพการมองเหน็ ในคนทํางานที่มคี วามเสี่ยง
2. ทาํ การตรวจเพ่อื เปนสว นหน่งึ ของระบบการเฝาระวังโรค
3.ทําการตรวจเพื่อนําผลตรวจไปเปน สวนหนง่ึ ของการประเมนิ ความพรอ มในการทํางาน (Fitness to
work) หรอื ความพรอมในการกลับเขา ทํางาน (Return to work)
4. ทําการตรวจเพ่อื ประกอบการทาํ วจิ ยั ทางดา นอาชีวอนามยั

โดยท่วั ไปแลวการตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย ซึ่งเปนการตรวจในระดับ
การคัดกรองความผิดปกตินั้น จัดวาเปนการตรวจท่ีมีความปลอดภัยสูง จึงไมมีขอหาม
(Contraindication)ในการตรวจ และไมก อ ใหเกิดภาวะแทรกซอน (Complication) จากการตรวจข้ึน
[หมายเหตุ: การตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนามัย เปนเพียงการตรวจในระดับการคัด
กรองความผิดปกติจะไมมีการขยายมานตา (Eye dilation) ในคนทํางานผูมาเขารับการตรวจในทุก
กรณ]ี

สําหรบั การเตรยี มตัวของคนทาํ งานเพ่ือเขา รบั การตรวจสมรรถภาพการมองเห็นในงานอาชีวอนา
มัยน้ัน แนะนําใหคนทํางานท่ีมีแวนสายตา (Glasses) นําแวนสายตาที่มีมาใชในการตรวจดวย หาก
คนทํางานมีแวนสายตาอันเดยี ว กใ็ หนําแวนสายตาท่มี อี นั เดยี วนน้ั มา หากคนทํางานมีแวนสายตาสองอัน
(คืออันหน่งึ ไวสําหรับมองภาพระยะไกล อีกอันหน่ึงไวสําหรับมองภาพระยะใกล) ก็ใหนําแวนสายตาท่ีมี
ทง้ั 2 อนั นัน้ มา หากคนทํางานปกติแลว ใสคอนแทคเลนส (Contact lens) ในระหวางการทํางาน ก็ใหใส
คอนแทคเลนสม าทําการตรวจเหมือนเวลาทาํ งานปกติ

4

ʋǹ·Õè2 ¡ÒõÃǨ¤ÇÒÁª´Ñ ਹ㹡ÒÃÁͧÀÒ¾

ในสว นน้ีจะกลา วถงึ แนวทางการตรวจและแปลผลความชัดเจนในการมองภาพ
(Visual acuity) ซ่งึ เปนการตรวจสมรรถภาพการมองเหน็ พ้นื ฐานท่มี คี วามสาํ คญั ท่สี ดุ

ความชัดเจนในการมองภาพ (Visual acuity; VA) เปนความสามารถในการ
มองเห็นท่ีมีความสําคัญท่ีสุด เน่ืองจากเปนความสามารถของสายตา ท่ีจะทําให
คนทํางานเห็นภาพไดชดั เจนมากนอ ยเพียงใด การตรวจความชัดเจนในการมองภาพน้ี
ทาํ โดยใหผเู ขารบั การตรวจมองภาพสญั ลักษณ (Optotype) ทีอ่ ยูบนแผนทดสอบหรือ
จอภาพจากระยะที่กําหนด แลวพิจารณาวาผูเขารับการตรวจสามารถอานภาพ
สัญลักษณไ ดถกู ตอ งหรือไม

ความสวางของพ้ืนท่ีตรวจความชัดเจนในการมองภาพ จะตองมีความสวาง
อยา งนอย 400 ลักซข้ึนไป เพ่ือใหเปนไปตามกฎหมายของประเทศไทย ลักษณะของ
ดวงไฟทใ่ี ชค วรเปน แสงขาว และจะตองใหความสวางไดอยางตอเน่ือง ไมกระพริบจน
สามารถสังเกตไดด ว ยตาเปลา

5

µÃǨ¤ÇÒÁª´Ñ ਹ㹡ÒÃÁͧÀÒ¾ÃÐÂÐä¡Å

กรณีตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะไกล (Far
vision test) ใหทําการตรวจโดยกําหนดใหแผนทดสอบกับผูเขารับ
การตรวจ มีระยะหางกันในตอนแรกเทากับ 20 ฟุต (6 เมตร) การ
ใชกระจกสะทอนแผนทดสอบหรือเลนสขยายแผนทดสอบทําให
เสมือนมีระยะหางเทากับ 20 ฟุต เชน ในกรณีของเครื่องทดสอบ
สายตา(Vision tester) อนโุ ลมใหสามารถใชไ ด

ภาพสัญลักษณ (Optotype) ท่ีใชในแผนทดสอบ อาจเปน
Landolt ring (Landolt “C”) หรือรูปตัวอี (E chart) หรือ
ตัวอกั ษร (Letter) หรอื ตัวเลข (Number) ก็ไดโ ดยลักษณะของภาพ
สัญลักษณและการเรียงตัวของภาพสัญลักษณบนแผนตรวจ ใหใช
ตามมาตรฐานขององคกร International Council of
Ophthalmology(ICO) ฉบับปค.ศ. 1984 การเรียงตัวของภาพ
สัญลักษณใ นลักษณะ logMAR chart สามารถใชได

การบันทึกผลการตรวจ จะใชหนวยแบบทศนิยม (Decimal) หรือหนวยฟุต (Feet) หรือหนวย
เมตร(Meters) หรอื หนวยลอการิทึม (logMAR) ในการบันทึกผลก็ไดขึ้นกับชนิดของแผนทดสอบท่ีใชและ
ความเหมาะสม ใหทําการบันทึกดวยวาผูเขารับการตรวจ มาเขารับการตรวจโดยใชตาเปลา หรือใสแวน
สายตามาหรือใสคอนแทคเลนสม า

ลําดับในการตรวจในกรณีทั่วไป ที่ผูเขารับการตรวจไมไดใสแวนสายตาหรือคอนแทค
เลนสมา (ตาเปลา) ใหทําการตรวจตาขวาโดยการมองดวยตาเปลา (Uncorrected right eye
หรือ Naked right eye) ถาผลออกมาผดิ ปกติใหท าํ การตรวจตาขวาในแบบที่แกไขการมองแลว
(Corrected right eye) โดยใชการมองลอดรูเข็ม(Pinhole) จากน้ันทําการตรวจตาซายโดย
การมองดวยตาเปลา (Uncorrected left eye) ถาผลออกมาผิดปกติใหทําการตรวจตาซายใน
แบบท่ีแกไขการมองแลว (Corrected left eye) โดยใชการมองลอดรูเข็ม จากนั้นตรวจการ
มองท้ัง 2 ตาพรอมกนั โดยการมองดวยตาเปลา (Uncorrected both eye)

6

ลําดับในการตรวจในกรณีผูเขารับการตรวจใสแวนสายตามา ใหทําการตรวจตาขวาโดย
การมองดวยตาเปลา (Uncorrected right eye) และตาขวาแบบใสแวนสายตา (Corrected
right eye) จากนน้ั ทาํ การตรวจตาซายโดยการมองดวยตาเปลา (Uncorrected left eye) และ
ตาซายแบบใสแวนสายตา (Corrected left eye) จากน้ันตรวจการมองท้ัง 2 ตาพรอมกันโดย
การมองดวยตาเปลา (Uncorrected both eye) และท้ัง 2 ตาพรอมกันแบบใสแวนสายตา
(Corrected both eye) ไปตามลาํ ดบั

ลาํ ดบั การตรวจในกรณีผูเ ขารบั การตรวจใสคอนแทคเลนสม า ใหทาํ การตรวจโดยผูเขารับ
การตรวจไมต อ งถอดคอนแทคเลนสออก โดยใหตรวจตาขวาแบบใสคอนแทคเลนส (Corrected
right eye) จากน้ันทําการตรวจตาซายแบบใสคอนแทคเลนส (Corrected left eye) แลว
จากน้ันทําการตรวจการมองทั้ง 2 ตาพรอมกันแบบใสคอนแทคเลนส (Corrected both eye)
ไปตามลําดับ

ขัน้ ตอนการตรวจ ใหผ ูเ ขารับการตรวจอานภาพสญั ลักษณท่ีอยูบนแผนทดสอบจากแถว
บนสดุ (ทีม่ ขี นาดใหญท ่สี ุด) ไลลงมาเร่ือยๆ ทีละแถว จนถึงแถวท่ีมีขนาดเล็กท่ีสุดเทาท่ีสามารถ
อานไดการพิจารณาในแตละแถววาอาน “ได” หรือ “ไมได” พิจารณาจากการท่ีผูเขารับการ
ตรวจสามารถอานภาพสญั ลักษณไดถ กู ตอ งอยางนอ ยครึ่งหนึ่งของจํานวนภาพสญั ลักษณทม่ี ีอยูใน
แถวนั้น เชน ถาแถวท่ีพจิ ารณามภี าพสัญลักษณอยูจํานวน 4 ตัว หากผูเขารับการตรวจสามารถ
อา นไดถกู ตอ งตง้ั แต 2 ตวั ข้นึ ไป ใหถือวาสามารถอานแถวนนั้ “ได”

กรณตี รวจคนทํางานที่สว นใหญเปน คนมีสุขภาพดีการรน ระยะเวลาการตรวจ โดย
บอกใหผูเขารับการตรวจ “อานภาพสัญลักษณแถวท่ีเล็กท่ีสุดเทาที่คุณสามารถอานได” เลย
สามารถทําได

7

µÃǨ¤ÇÒÁª´Ñ ਹ㹡ÒÃÁͧÀÒ¾ÃÐÂÐã¡ÅŒ

กรณีตรวจความชดั เจนในการมองภาพระยะใกล (Near vision test) ใหใ ชแผน ทดสอบ
สําหรบั การมองภาพระยะใกล (Near chart) ในการทดสอบ โดยกําหนดใหแ ผนทดสอบกับผูเขา
รบั การตรวจมรี ะยะหา งกนั เทา กับ 14 นว้ิ (ประมาณ 35 เซนติเมตร) การใชเลนสข ยายแผน
ทดสอบทําใหเ สมอื นมีระยะหา งเทา กบั 14 น้วิ เชนในกรณขี องเคร่ืองทดสอบสายตา (Vision
tester) อนโุ ลมใหส ามารถใชไ ด

ภาพสัญลักษณ (Optotype) ท่ีใชในแผนทดสอบ อาจเปน Landolt ring (Landolt
“C”) หรอื รปู ตัวอี (E chart) หรอื ตวั อักษร (Letter) หรอื ตวั เลข (Number) ก็ไดหรืออาจใชแผน
ทดสอบทมี่ ลี ักษณะเปน
ขอ ความท่มี ขี นาดตัวอักษรเลก็ ลงเรอ่ื ยๆเชน แผน ทดสอบเจเกอร (Jaeger chart) ก็ได

ลําดับในการตรวจ วิธีการตรวจ และการแปลผลของการตรวจความชัดเจนในการมอง
ภาพระยะใกล (Near vision test) ใหทาํ เหมอื นกับกรณขี องการตรวจความชัดเจนของการมอง
ภาพระยะไกล (Far vision test) ยกเวนในเรอ่ื งการยน ระยะหางระหวา งแผนทดสอบกบั ผเู ขา รบั
การตรวจ ไมตองทาํ

8

ÊÇ‹ ¹·Õè3 ¡ÒõÃǨ¤ÇÒÁÊÒÁÒö㹡ÒèíÒṡÊÕ

ในสวนนี้จะกลาวถึงแนวทางการตรวจและแปลผลความสามารถในการมองจําแนกสี
(Colour discrimination ability) หรือท่ีนิยมเรียกโดยท่ัวไปวาการตรวจคนหาภาวะตาบอดสี
(Colour blindness) หรือภาวะความบกพรองในการจําแนกสี (Colour vision deficiency) ใน
งานอาชวี อนามยั

การเรียกบุคคลที่ไมสามารถจําแนกสีตางๆ ออกไดเหมือนคนปกติวามีภาวะ “ตาบอดสี
(Colour blindness)” นั้น แทจ รงิ แลวอาจเปนการเรียกท่ไี มถกู ตองตามหลักวิชาการนัก เนื่องจาก
คนทม่ี ีภาวะตาบอดสนี น้ั ไมใชค นตาบอด คอื สวนใหญม ักยงั มีความสามารถในการมองภาพไดชัดเจน
เพยี งแตไมส ามารถมองจําแนกสีบางสอี อกจากกนั ไดเ หมือนคนปกตเิ ทานั้น

ภาวะความบกพรองในการจําแนกสแี บงออกไดเ ปนกลมุ ใหญ 3 กลมุ คือ

(1.) ความบกพรองในการจําแนกสีทกุ สี (Total colour vision deficiency)
(2.) ความบกพรอ งในการจาํ แนกสีแดง-เขียว (Red-green colour vision deficiency)
(3.) ความบกพรองในการจําแนกสีเหลือง-มวง (Yellow-purple colour vision deficiency)

ภาวะความบกพรองในการจําแนกสีสวนใหญจะเปนภาวะท่ีเปนแตกําเนิด (Congenital
colour vision deficiency) แตก็มีสวนนอยท่ีเกิดข้ึนในภายหลัง (Acquired colour vision
deficiency) โดยมักสัมพันธกับการเจ็บปวยเปนโรคเรื้อรังบางอยาง เชน เบาหวาน หลอดเลือดใน
สมองตีบ โรคพารก ินสัน ภาวะความบกพรองในการจําแนกสนี ี้เมื่อเกิดขึน้ แลวโดยปกติจะไมสามารถ
รักษาใหหายไดการตรวจภาวะความบกพรองในการจําแนกสีท่ีถือวาเปนมาตรฐานสูงสุด (Gold
standard) คอื การตรวจยนื ยันดวยกลอ งอโนมาโลสโคป (Anomaloscope) ซ่ึงเปนการตรวจท่ีตอง
ใชเคร่อื งมือเฉพาะ ใชเวลาในการตรวจนาน และตองทําการตรวจและแปลผลโดยผูเช่ียวชาญที่ไดรับ
การอบรมการใชเ ครือ่ งมือชนิดน้ีมาแลวเทานั้น ในทางอาชีวอนามัยน้ัน โดยทั่วไปจะไมไดใชกลองอ
โนมาโลสโคปในการตรวจใหกับคนทํางาน ในทางปฏิบัติแลว การดําเนินงานในทางอาชีวอนามัยจะ
นิยมใชก ารตรวจในระดับคัดกรองเพื่อตรวจความบกพรอ งในการจาํ แนกสีของคนทาํ งาน และถาหาก
มีเหตผุ ลสมควรจงึ คอยสงตอคนทํางานทพี่ บวามีความบกพรอ งในการจําแนกสีไปทําการตรวจยืนยัน
เพ่ิมเตมิ (เฉพาะกรณที ีแ่ พทยเห็นวา มปี ระโยชนและมีความจาํ เปนอยางย่งิ )

9

การตรวจภาวะความบกพรอ งในการจําแนกสีในระดับคัดกรองทีส่ ามารถนํามาใชในงานอาชี
วอนามยั ไดน ัน้ มีหลายชนดิ เชน
(1.) Pseudoisochromatic plates มลี กั ษณะเปนแผนทดสอบพิมพดวยสีตางๆ เปนรูปตัวเลขหรือ
ภาพ แลวใหผูเขารับการทดสอบมองแลวบอกวาเห็นตัวเลขหรือภาพอะไร การทดสอบแบบน้ีที่ไดรับ
ความนยิ มในการนํามาใชเ ชน Ishihara pseudoisochromatic plates,
Dvorine pseudoisochromatic plates เปน ตน
(2.) Arrangment test มลี กั ษณะเปนแปน สตี า งๆ ใหผเู ขารับการทดสอบทําการเรียงใหสีที่คลายคลึง
กันไวอยูติดกัน จากน้ันนําผลการเรียงแปนสีที่ไดมาใชแปลผล การทดสอบแบบนี้ที่นิยมนํามาใชเชน
Farnsworth D-15 arrangement test, Farnsworth-Munsell 100 hue test เปน ตน
(3.) Lantern test มลี กั ษณะเปนดวงไฟสีตา งๆ ใหผูเขารับการตรวจดูแลวบอกวา เห็นดวงไฟสอี ะไร
การทดสอบแบบนท้ี ่ีนิยมนาํ มาใชเชน Holmes-Wright lanterns เปน ตน วิธกี ารตรวจและแปลผลการ
ทดสอบเหลา น้ีใหดําเนนิ การตามคูมือการใชง านของแบบทดสอบแตล ะชนิด

ความสวางของพ้ืนที่ตรวจความสามารถในการจําแนกสีจะตองมีความสวางอยางนอย 400
ลักซ ขน้ึ ไป ลักษณะของแสงสวา งทีใ่ ชอ าจใชแสงแดดธรรมชาติ (Natural light) หรือแสงจากดวงไฟ
ก็ไดหากใชแสงจากดวงไฟจะตองเปนดวงไฟที่ใหแสงขาว (Daylight หรือ Natural white) หามใช
แสงจากดวงไฟที่ใหแสงเหลือง (Warm white) หรือแสงนวล (Cool white) ในการตรวจ แสงจาก
ดวงไฟจะตอ งใหค วามสวา งตอเนอื่ งไมก ระพริบจนสามารถสังเกตไดดว ยตาเปลา

ในทางปฏบิ ัตินั้น การตรวจคัดกรองภาวะความบกพรองในการจําแนกสีในงานอาชีวอนามัย
ของประเทศไทย นิยมใชการทดสอบดวย Ishihara pseudoisochromatic plates มากท่ีสุด
ขนั้ ตอนในการตรวจดว ยการทดสอบชนิดนี้ใหผ ทู าํ การตรวจดาํ เนินการตามคูมือการใชงาน (Manual)
เชน ควรใหแผน ทดสอบอยหู า งจากผเู ขา รบั การทดสอบเปนระยะหา ง 75 เซนติเมตร (ประมาณ 29.5
นว้ิ ) เปนตน

ไมแนะนาํ ใหใ ชการทดสอบตาบอดสที ี่ไมใ ชก ารทดสอบ ในการตรวจทดสอบในงานอาชวี อนา
มัย เน่ืองจากถือวา เปน การทดสอบทางการแพทย และผลการทดสอบทไี่ ดจ ะมผี ลตอการไดทํางาน
หรอื ไมไ ดทาํ งานของผูเขา รบั การทดสอบ

10

ʋǹ·Õè 4 ¡ÒõÃǨÅÒ¹ÊÒµÒ

การตรวจลานสายตา (Visual field) เปนการตรวจเพ่ือดูความสามารถในการมองวามีขอบเขต
พื้นทใี่ นการมองเปน ปกตดิ หี รือไมก ารมีลานสายตาท่ปี กติเปนปจจัยท่ีมีความสําคัญในการทํางานให
ปลอดภยั สาํ หรับบางกลุมอาชพี เชน พนกั งานขบั รถโดยสาร พนักงานขับเครน พนักงานขับรถฟอร
คลฟิ ตพนักงานขบั เรือเรว็ เปนตน การตรวจลานสายตาในงานอาชีวอนามัยนั้น สวนใหญมักทําการ
ตรวจในระดบั การคัดกรองโรค

ในทางปฏบิ ัติทางดานอาชีวอนามัย การตรวจลานสายตามีความสําคัญในการประเมินเพ่ือ
ความปลอดภยั ในการทํางานสําหรับบางกลุมอาชีพ เชน พนักงานขับรถโดยสาร พนักงานขับเครน
พนักงานขับรถฟอรค ิฟตพนกั งานขับเรือเร็ว เปนตน การตรวจคัดกรองความผิดปกติของลานสายตา
ในคนทํางานกลมุ น้ที ําไดโ ดย 2 วิธีหลัก คือ

-การตรวจโดยแพทยด ว ยวิธี Confrontation test และการตรวจดวยเครอื่ งทดสอบสายตา
-การตรวจโดยแพทยดว ยวิธี Confrontation test ทําไดโ ดยใหแ พทยผ ูต รวจ (ซึ่งจะตอ งเปน
ผมู ีลานสายตาปกติ) น่งั หันหนา เขาหาผูเขารับการตรวจในลักษณะหนาตรงกัน หางกันประมาณ 2
ฟุต กรณีตรวจตาขวาของผูเขารับการตรวจ ใหผูเขารับการตรวจใชมือซายปดตาซายของตนเองไว
สว นแพทยผ ตู รวจใชมือขวาปด ตาขวาของตนเองไว (จะทําใหตาซา ยของแพทยผูตรวจตรงกับตาขวา
ของผเู ขารบั การตรวจ) กรณีทจ่ี ะตรวจตาซายก็ใหทํากลับขวาเปนซายกัน แจงใหผูเขารับการตรวจ
มองตรงไปขา งหนา แพทยผทู าํ การตรวจใชมือที่วางอยูชูนิ้วมือไปในตําแหนงขอบลานสายตาของผู
เขารับการตรวจ แลวใหผูเขารับการตรวจแจงเม่ือเริ่มเห็นนิ้วมือของแพทย ผูตรวจ หากไมเห็นให
คอ ยๆ เลอ่ื นน้วิ มอื เขาหาศูนยก ลางจนกวา ผูเขา รับการตรวจจะเห็นนิ้วมือ ทําซาในทิศทางตางๆ จะ
แปลผลวาผูเขารับการตรวจมีความผิดปกติของลานสายตาจากการตรวจคัดกรองเม่ือผูเขารับการ
ตรวจไมสามารถมองเหน็ นิ้วมอื ของแพทยผูตรวจไดเ ทาเทียมกบั ทแ่ี พทยเห็นน้ิวมือของตนเอง

11

การตรวจคัดกรองลานสายตาดวยเคร่ืองทดสอบสายตา (Vision tester) เชน Titmus,
Optec เปนอีกวิธีหนึ่งท่ีสามารถคัดกรองความผิดปกติของลานสายตาในคนทํางานไดแตเปน
วธิ กี ารทตี่ อ งใชเคร่อื งมอื คอื ตองมีเคร่ืองทดสอบสายตา การตรวจทําไดโดยใหผูเขารับการตรวจ
มองแผนสไลดภาพสําหรับการมองประสานตา (ในกรณีของเคร่ืองตรวจ Titmus จะเปนแผน
สไลดภาพแรก ซ่งึ เปน ภาพลูกเตา 3 ลูก) โดยใหมองไปทีล่ ูกเตาลูกกลางจากนั้นทําการตรวจลาน
สายตาโดยผูท ําการตรวจกดปมุ ดวงไฟกระพรบิ แลวถามผเู ขา รับการตรวจวาเห็นดวงไฟกระพริบ
ทีบ่ รเิ วณขอบของลานสายตาหรือไม โดยท่ัวไปเครื่องทดสอบสายตาจะมีดวงไฟกระพริบอยูขาง
ละ 4 ดวงคือท่ีมุม 45 องศาดานจมูก (Nasal side) และที่มุม 55, 70, และ 85 องศาดานขมับ
(Temporal side) ซ่ึงมุมที่ทดสอบน้ีจัดวาเปนมุมที่มีความสําคัญสําหรับการมองบนพ้ืนราบ (มี
ความสาํ คัญตอผทู ท่ี าํ งานขบั ยานพาหนะแบบทตี่ อ งมองในแนวระนาบเปน หลกั เชน พนักงานขับ
รถโดยสาร พนักงานขับรถขนสง พนักงานขับรถฟอรคลิฟตพนักงานขับเรือเร็ว แตอาจไม
ครอบคลุมสําหรับการตรวจพนักงานขับเครนยกของ ซึ่งตองมีลานสายตาท่ีดีสําหรับทั้งในแนว
ระนาบและในแนวดิ่งดว ย)

ควรใหผูเขารับการตรวจถอดแวนออกกอนท่ีจะตรวจลานสายตาดวยเคร่ืองทดสอบ
สายตา เพอ่ื ปอ งกนั เหตกุ ารณท ่ีกรอบแวนบดบังดวงไฟกระพริบท่ีใชทดสอบ ทําใหผูเขารับการ
ตรวจมองไมเ หน็ ดวงไฟ

ในการแปลผลการตรวจลานสายตาดวยเครอ่ื งทดสอบสายตาน้นั ใหทาํ การแปลผลตาม
คมู ือการใชงาน (Manual) เชน ในกรณขี องเคร่ือง Titmus การแปลผลจะถือวาลานสายตาเปน
ปกติเมอ่ื ผเู ขารับการตรวจมองเหน็ ดวงไฟกระพรบิ ทใ่ี ชท ดสอบครบทงั้ 8 ดวง (ขางละ 4 ดวง)
หากมองไมเหน็ ดวงไฟกระพริบแมเ พียงดวงเดียว จะถอื วา มคี วามผิดปกติในการตรวจคัดกรอง
ลานสายตา

เมือ่ ตรวจพบความผิดปกตขิ องลานสายตาในการตรวจคัดกรองในงานอาชวี อนามัยแลว
แพทยผูแปลผลการตรวจควรสง คนทํางานท่มี ผี ลการตรวจผิดปกตไิ ปพบจกั ษุแพทยเพอ่ื ทาํ การ
ตรวจวินิจฉยั ยนื ยัน ซงึ่ จกั ษแุ พทยอ าจทําการตรวจซา หรอื ใหคนทาํ งานเขารบั การตรวจที่
ละเอียดขน้ึ เชน ทาํ Comprehensive eye examination รว มกับทาํ การตรวจ
Computerized visual field (CTVF) เปนตน

12

ÊÇ‹ ¹·èÕ 5 ¡ÒõÃǨÊÁÃöÀÒ¾¡ÒÃÁͧàË¹ç ´ŒÇÂà¤ÃÍè× §·´ÊͺÊÒµÒ

เคร่ืองทดสอบสายตา (Vision tester) ชนิดของการทดสอบสายตาท่ีเครือ่ ง
หรืออาจเรียกวาเครื่องคัดกรองความผิดปกติของ ทดสอบสายตาโดยทั่วไปสามารถตรวจไดมีดงั นี้
สายตา (Visionscreener) เปนเครื่องมือท่ีมี 1.)ความสามารถในการมองประสานตา
ลักษณะเปน กลอ งเคลอ่ื นยายไดม คี วามสามารถใน (Binocular vision) คอื ตรวจดวู าผูเ ขา รับการ
การใชท ดสอบสายตาไดหลายอยางในเคร่ืองเดียว ตรวจใชตาทัง้ 2ขางในการมองหรอื ไม และถา
เครื่องมือชนิดนี้ไดรับความนิยมในการนํามาใชใน ใชต าทงั้ 2 ขา งมองแลว ภาพทีม่ องเหน็
ก า ร ท ด ส อ บ ส า ย ต า ใ น ง า น อ า ชี ว อ น า มั ย ข อ ง ประสานกนั ดหี รือไม
ประเทศไทยอยางกวางขวาง คําแนะนําในการ 2.)ความชดั เจนในการมองภาพ(Visual
ตรวจและแปลผลการตรวจจากเคร่ืองมือชนิดน้ีมี acuity) โดยจะตรวจไดท้ังการมองภาพ
ดงั ตอไปนี้ ระยะไกล (Far vision) และการมองภาพ
ระยะใกล (Near vision)ตรวจไดทงั้ การมอง
เครื่องทดสอบสายตามีลักษณะเปนกลอง ดวยตาขวาขางเดยี ว ตาซายขา งเดียว และใช
ซ่ึงมีชองใหผูเขารับการตรวจมองเขาไปภายในได ทัง้ 2 ตามองพรอมกนั
เครอื่ งชนิดนม้ี ักมีขนาดไมใหญม าก สามารถพกพา 3.)ความสามารถในการมองภาพเปน 3 มติ ิ
และเคลือ่ นยา ยไดสะดวก รวมถงึ สามารถนาํ เขาไป (Stereopsis) เปนการตรวจความสามารถใน
ตรวจภายในสถานประกอบการไดหลักการของ การมองเห็นความลกึ (Deph perception)
เครื่องชนิดนี้คือจะมีแผนทดสอบท่ีอยูในรูปของ เมอ่ื ใชท้ัง 2 ตามองพรอ มกัน
แผน สไลดจ ํานวนหลายแผน แตล ะแผน จะเปนการ 4.)ความสามารถในการจําแนกสี (Colour
ทดสอบสมรรถภาพการมองเห็นในดานตางๆ ทํา discrimination) เปน การตรวจคัดกรอง
ใหสามารถทําการทดสอบผูเขารับการตรวจได ความผดิ ปกติในการจําแนกสี
หลายอยา งดวยเครื่องเดียว เคร่ืองทดสอบสายตา 5.)คัดกรองภาวะความสมดลุ ของกลามเนอื้
น้มี ีการผลติ และจาํ หนายโดยบริษัทผูพัฒนาหลาย ตาผิดปกตเิ ปน การตรวจเพ่ือคดั กรองภาวะตา
แหง ทไ่ี ดรับความนิยม เชน เครื่องตรวจ Titmus, เขแบบซอนเรน (Phoria) รวมถึงสามารถคัด
Optec, Keystone เปน ตน กรองตาเขแบบที่เหน็ ไดชัดเจน (Tropia) ได
ดว ย การตรวจมักจะคัดกรองไดทั้งตาเขใน
แนวดิ่ง (Vertical) และแนวระนาบ(Lateral)
6.)การตรวจลานสายตา (Visual field)
ทดสอบโดยการใหด ูดวงไฟกระพรบิ ที่ตาํ แหนง
ตา งๆ

13

นอกจากสามารถตรวจความชัดเจนในการมองภาพระยะไกล (Far vision) และ
ระยะใกล (Near vision) ไดแ ลว ในเคร่อื งทดสอบสายตาบางรุนยังสามารถตรวจความชัดเจน
ในการมองภาพระยะกลาง (Intermediate vision) ไดด วย หากทาํ การใสเลนสพิเศษเสริมเขา
ไป ความชัดเจนในการมองภาพระยะกลางน้ีหมายถึงการมองในระยะประมาณ 50 – 100
เซนติเมตร ซึ่งจะเปนระยะการมองในทางปฏิบัติสําหรับการทํางานบางอยาง เชน การทํางาน
กับหนา จอคอมพวิ เตอรเ ปน ตน
Visions Test

ในการเลือกชดุ สไลดเพ่อื มาใชก บั เครือ่ งทดสอบสายตาในการใชตรวจในงานอาชีวอนา
มัย แนะนําใหใชชุดสไลดสําหรับงานอาชีวอนามัยเทานั้น (โดยกรณีของเคร่ืองตรวจ Titmus
จะระบุไววา Occupational set, กรณีของเครอื่ งตรวจ Optec จะระบุไววา Industrial slide
package, กรณขี องเครื่องตรวจ Keystone จะระบุไววา Employee vision screening เปน
ตน) ถาไมมีชดุ สไลดสําหรบั งานอาชีวอนามัย อนุโลมใหใชชุดสไลดมาตรฐาน (Standard set)
ท่ีเอาไวใชสําหรับการตรวจคนท่ัวไปแทนไดแตไมควรใชชุดสไลดสําหรับเด็ก (Pediatric set)
ในการนาํ มาตรวจสุขภาพคนทํางานในสถานประกอบการ

14

เทคนิคในการตรวจและการบาํ รงุ รกั ษาเครือ่ งทดสอบสายตา แนะนาํ ใหดาํ เนนิ การตามคูมือการ
ใชงาน (Manual) ของเครอ่ื งแตละรุน การทดสอบกอนใชงานควรทําทุกวัน โดยใหผูทําการตรวจซ่ึงมี
สายตาเปน ปกติดที ําการทดสอบเปน ผูถูกตรวจ หากพบวามีความผิดปกติเกิดขึ้น เชน ดวงไฟสองสวาง
ของเคร่อื งดบั ทาํ ใหมองไมเ หน็ แผนสไลดที่ใชทดสอบ หรือปุมกดไมทํางาน หรือสายไฟขาด ใหงดเวน
การตรวจแลวสงเคร่อื งไปซอมกบั บริษัทผจู ัดจาํ หนายหรือชางซอมเครื่องมือแพทยหากพบวาเลนสของ
เคร่ืองทดสอบขุนมวั หรือมสี ่ิงสกปรกติดอยู ทําใหบ ดบงั การมองเหน็ แผนสไลดท่ีใชทดสอบ ใหใชผาเช็ด
และนา ยาทาํ ควาสะอาดเลนสเ ชด็ ใหส ะอาดเสยี กอน

สําหรบั การแปลผลนัน้ โดยทว่ั ไปเม่ือซือ้ เครื่องทดสอบสายตา จะมเี กณฑก ารแปลผลแนบมาให
พรอ มกับคมู อื การใชง านของเครอ่ื งแตล ะรุน อยแู ลว แนะนําใหใชเกณฑการแปลผลตามคูมือการใชงาน
ของเครื่องแตล ะรนุ นนั้

การแปลผลในกรณีของเคร่อื งตรวจ Titmus จะมกี ารแปลผลโดยแบงตามกลุม อาชพี ของผเู ขา
รับการตรวจ เมื่อตรวจพบความผดิ ปกติจากการตรวจคัดกรองดว ยเครอื่ งทดสอบสายตา แพทยผูแปล
ผลควรสง ผเู ขา รบั การตรวจท่มี ีผลการตรวจผิดปกตไิ ปพบผเู ช่ียวชาญ เชน จักษุแพทยเพื่อทาํ การตรวจ
ยืนยนั ความผิดปกตแิ ละทําการแกไขหรอื รักษา (หากภาวะความผิดปกตินน้ั สามารถแกไ ขหรอื รกั ษาได)
ตอ ไป

15

เอกสารอางองิ

• มลู นธิ ิสัมมาอาชีวะ.(2562). แนวทางการตรวจและแปลผลสมรรถภาพการมองเห็นในงานอา
ชีวอนามัย(Guideline for Standardization and Interpretation of Vision Tests in
the Occupational Health Setting),สบื คนเมือ่ 10 กุมภาพนั ธ 2564,แหลงท่ีมา
https://www.summacheeva.org/book/vision

• นพ.ววิ ฒั น เอกบรู ณะวฒั น และ นพ.วิวฒั น์ เอกบรู ณะวฒั น.์ (2554). จะทาํ อยา่ งไรเม่อื ผล
ตรวจสายตาอาชีวอนามยั ออกมาผดิ ปกต,ิ สบื คนเมือ่ 10 กุมภาพนั ธ 2564, แหลงทมี่ า
https://www.summacheeva.org/article/vision


Click to View FlipBook Version