The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นรก สวรรค์ ชีวิตหลังความตาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

นรก สวรรค์ ชีวิตหลังความตาย

นรก สวรรค์ ชีวิตหลังความตาย

คํานาํ
เอกสารฉบบั น้ีจัดทาํ ขน้ึ เพื่อประกอบการเรียนวิชาธรรมประยกุ ต์ โดยมจี ดุ ประสงคเ์ พือ่ ให้
ผู้จดั ทําไดฝ้ ึกการศึกษาค้นควา้ และนาํ สง่ิ ที่ไดศ้ ึกษาคน้ คว้ามาสร้างเปน็ ชิน้ งานเกบ็ ไว้เป็นประโยชน์
ต่อการเรยี นการสอนของตนเองต่อไป

ทง้ั นี้ ขอขอบพระคุณอาจารย์พระมหาอภิสทิ ธิ์ วิริโย อยา่ งสงู ทกี่ รุณาตรวจ ให้คําแนะนําเพอ่ื
แก้ไข ให้ขอ้ เสนอแนะตลอดการทาํ งาน ผจู้ ดั ทาํ หวังวา่ รายงานฉบบั นี้คงมีประโยชน์ตอ่ ผ้ทู ่นี ําไปใช้
ให้เกดิ ผลตามความคาดหวงั

ผจู้ ดั ทาํ พระสรุ ยิ า สุเมโธ

สารบญั

เรื่อง หนา้
ความหมายของนรก ๑
ความหมายของสวรรค์ ๔
ชวี ติ หลงั ความตาย ๖
สรุป ๒๐
บรรณานกุ รม ๒๑



ความหมายของนรก

คาํ วา่ “นรก” ตามความหมายของรูปศัพท์และทัศนะของนักวชิ าการทางพระพุทธศาสนา
ประมวลไดด้ ังนี้

นรก (นะ-) น. แดนหรือภูมทิ เ่ี ชอ่ื กนั ว่าผู้ทาํ บาปจะต้องไปเกดิ และถกู ลงโทษ, โดยปรยิ ายหมายถงึ
แดนทม่ี ีแตค่ วามทกุ ข์ทรมาน
นิรย (ปุ) ประเทศทม่ี คี วามเจรญิ ออกแลว้ , ประเทศมีความเจริญไปปราศแลว้ , ประเทศไมม่ ีความ
เจรญิ , ประเทศปราศจากความเจรญิ , ภพไมม่ คี วามเจริญ, ภพไม่มีความสุข, โลกไมม่ คี วามเจริญ,
โลกไมม่ คี วามสุข. วิ. อโย อฏิ ฐฺ ผล , โส นคิ ฺคโต อสมฺ าติ นริ โย (ผลท่ปี รารถนา ชอ่ื วา่ ความเจริญ,
ความเจรญิ นน้ั ไปปราศแลว้ จากภพน้ี เหตนุ ั้น ภพนี้ ช่อื วา่ เป็นที่ไปปราศแล้วจากความเจริญ)คํา
ว่า “นรก” มาจากคาํ บาลี “นิรยะ” แปลว่า สภาพทไี่ ม่มีความเจริญ สภาพทไี่ ม่มีความสขุ สภาพ
หรือภมู ิทีไ่ ม่มีความยนิ ดี ไม่มคี วามเบาใจ นรกคอื ภูมเิ ป็นทเี่ สวยทกุ ข์ของคนผู้ทําบาปตายแลว้ ไป
เกดิ เป็นเหวแห่งความทกุ ข์ ไรเ้ สยี ซ่งึ ความสขุ และความเจริญ เปน็ ภาวะที่ร้อนรนทเ่ี รียกว่า “นรก”
เพราะพวกทไี่ ปตกนรก เปน็ คนชนิดทต่ี ้องตกตา่ํ ปราศจากความอิ่มใจ ปราศจากความชืน่ ชม ก็
พวกทเี่ ป็นเนรยิกสตั ว์ (สตั วน์ รก) พากนั เขา้ ไปในนรกนน้ั ด้วยกรรมของตนทคุ ตภิ ูมแิ ห่งน้ี เลวกวา่
ภมู ทิ ้ังปวงในกามธาตุ เพราะฉะนัน้ จึงชื่อว่า นรก นริ ยภูมหิ รือโลกนรกนี้ เปน็ โลกที่ไปดว้ ยความ
ทุกข์ล้วน ๆ เปน็ โลกทีป่ ราศจากความสขุ โดยส้นิ เชงิ สัตว์ผู้ไปเกดิ อยู่ในโลกนรกนน้ั ไมม่ คี วามสขุ แค่
สักนิดหนึ่งเลย เพราะฉะน้นั โลกนี้จึงได้ช่อื วา่ “นิรยภูมิ” = โลกทไี่ มม่ ีความสุขสบาย นิรยภมู ินี้มี
อาณาเขตกวา้ งใหญ่ไพศาลนกั หนา แบ่งเป็นเขตเปน็ ประเภทใหญก่ ม็ ี เล็กก็มี เชน่ เดยี วกับโลก
มนุษย์เราน้ี ผดิ กันแต่ว่าสถานท่ีแตล่ ะแห่งในนิรยภมู ินี้ ไม่นิยมเรยี กวา่ “รัฐ” หรือ “ประเทศ” แต่
นิยมเรียกสถานทีแ่ ตล่ ะแหง่ ในนริ ยภูมิว่า “ขมุ ”จากการศึกษาถึงความหมายของนรก สรปุ ความได้
ว่า นรก คือภพหรอื สถานท่ที ่ีปราศจากความสุขความเจริญ มแี ตค่ วามทกุ ขท์ รมาน เป็นสถานที่
ลงโทษสตั ว์ผู้ทําความช่วั หลังละโลกนไี้ ปแลว้ เปน็ ภพหรือภมู ทิ ่ีต่ําสดุ ในบรรดาภพหรือภูมทิ ง้ั หลาย
เปน็ ส่วนหนึง่ ของสงสารวัฏหรอื การเวยี นว่ายตายเกดิ ไม่อาจพิสจู นไ์ ด้ด้วยประสาทสัมผัส

ประเภทและลักษณะของนรก

นรกอนั น่าสะพรึงกลัวนกั เป็นแดนสยดสยอง ๘ ขุมเหล่านี้ คือ สญั ชวี นรก ๑, กาฬสุตตนรก
๑, สงั ฆาตนรก ๑, โรรวุ นรก ๑, มหาโรรวุ นรก ๑, ตาปนนรก ๑, มหาตาปนนรก ๑, อเวจีนรก ๑



นรกเหล่าน้ี ๔ มุม ๔ ประตู จาํ แนกไว้เป็นสัดส่วน มกี าแพงเหล็กลอ้ มโดยรอบ ถกู ครอบมดิ ชิดดว้ ย
เหลก็ พ้ืนของนรกเหลา่ น้ันปดู ว้ ยแผน่ เหล็ก มีไฟรงุ่ เรอื งประกอบด้วยความร้อนแผไ่ ปถึง ๑๐๐

โยชน์โดยรอบ ดาํ รงอยูใ่ นกาลทั้งปวง เกลอ่ื นกล่นดว้ ยผมู้ กี รรมชว่ั แตล่ ะขุมมีอสุ สทนรก ๑๖ ขมุ
อนึ่ง ภายในของนรกเหล่านัน้ โดยกว้าง โดยยาวและสว่ นสงู ปรมิ าณโดยรอบมีถงึ ๘๐๐ โยชน์
ทเี ดยี ว บณั ฑิตพึงทราบอยา่ งน้ี แผน่ ฝามีส่วนหนาประมาณ ๙ โยชน์ ข้างบนมแี ผ่นกระเบื้องทา
ดว้ ยเหลก็ แม้ขา้ งล่างกม็ ีพืน้ เหลก็ ขนาดนั้น โดยรอบกบั อุสสทนรกแตล่ ะขุมมปี ระมาณ ๑๐,๐๐๐
โยชน์ นรกเหล่าน้นั มปี ระมาณ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ทีเดียว นรกเหล่านี้พึงมี ๓,๖๐๐ ขุมโดยอาํ นาจการ
รวมทง้ั หมด อนง่ึ ในทิศทัง้ ๔ ของนรกท้งั ๘ ขมุ เหลา่ น้ี แต่ละทิศมยี มโลก (นรก) อยทู่ ิศละ ๑๐
แห่ง ยมโลก (นรก) ๑๐ เหลา่ นี้ คอื หมอ้ โลหะ (โลหกมุ ภีนรก), ป่าไมง้ ิ้ว (ลมิ พลีวันนรก), สัตวมี
เล็บเป็นดาบ (อสนิ ขนรก) นา้ ทองแดง (ตามโพทกนรก), สวนเหลก็ แดง (อโยคฬุ นรก), ภูเขาเนอื้
(ปสิ สปพั พตนรก), แม่น้าแกลบ (ถสุ นทีนรก), แม่นาํ้ เยน็ (สีตโลลติ นรก), หมานรก (สนุ ขนรก),
แผน่ ศิลายนต์ (ยันตปาสาณนรก), อนึ่งในทิศแม้ทั้ง ๔ ของมหานรก ๘ ขุมเหลา่ นี้ มียมราช ๔ ทา่ น
แม้อามาตย์ชือ่ สริ คิ ตุ กม็ ีจํานวน ๔ ท่านเทา่ กนั พยายมและอามาตย์สิริคตุ พจิ ารณาเรอื่ งควรและไม่
ควร ตดั สินไปตามกรรม”

อุสสทนรกเป็นบรวิ ารมหานรกท้ัง ๘ ล้อมรอบมหานรกละ ๑๖ ขุม ดังนน้ั จึงมีอสุ สทนรกทง้ั ส้นิ
๑๒๘ ขุม (๑๖ X ๘ = ๑๒๘) นอกจากน้มี หานรกทัง้ ๘ มยี มโลกนรกเปน็ บริวารล้อมรอบขุมละ
๔๐ ดงั นัน้ จึงมยี มโลกนรกทัง้ สน้ิ ๓๒๐ ขมุ (๔๐ X ๘ = ๓๒๐)
นรกทมี่ ชี อ่ื ว่า อสุ สทนรกและยมโลกนรก เปน็ นรกมีชอ่ื ปรากฏในคมั ภรี จ์ ักกวาฬทีปนแี ละโลกทปี ก
สาร ๓๐ ขุมคอื

๑. เวตรณีนทีนรก ๒. สนุ ขนรก
๓. สญั โชตตินรก ๔. องั คารกาสุนรก
๕. โลหกมุ ภนี รก ๖. โลหกมุ ภีนรก(อีกขุมหนึง่ )
๗. ถสุ นทีนรก ๘. ตทุ นนรก
๙. โอรพั ภิกาทนิ รก ๑๐. มุตตกรีสปณุ ณรหทนรก
๑๑. อยโลหิตปุพพปณุ ณรหทนรก ๑๒. ถูฏการินรก
๑๓. อติจารนิ ิตถนี รก ๑๔. ชลติ องั คารปณุ ณนรก
๑๕. มจิ ฉาทิฏฐกิ นรก ๑๖. ขรุ ธารนิ รก
๑๗. โกฏสิ มิ พลีนรก ๑๘. มิคลุททกาฑนิ รก
๑๙. ขาโรทกทนี รก ๒๐ ขรุ สญั จติ นรก
๒๑. วาลเวฏฐมหายันตนรก ๒๒. อัพพุทนรก
๒๓. นริ ัพพุทนรก ๒๔. อพัพพนรก



๒๕. อฏั ฏนรก ๒๖. โสคันธิกนรก
๒๗. อุปปลนรก ๒๘. ปทมุ นรก
๒๙. คพั ภปาตนนรก ๓๐. กณุ ปนรก

นรกอีกประเภทหนึง่ คือโลกันตนรก (นรกทตี่ ง้ั อยรู่ ะหวา่ งโลกจกั วาลทง้ั ๓) นรกนีอ้ ยู่ตรงรอย
ระหวา่ งจักรวาลน้ีกับจกั รวาลอนื่ ๙ โลกนั ตนรกนั้นมีความมดื มนยง่ิ นัก แสงดาวแสงเดือนและแสง
ตะวนั ส่องไปไมถ่ งึ เปน็ สถานทม่ี ดื มนอนธการ สามารถหา้ มเสยี ซึ่งความบงั เกดิ ขึน้ แหง่ วญิ ญาณ
เปรยี บปานดังคนหลบั ตาในคราวเดือนดับขา้ งแรม ฉะนัน้ การทมี่ ีสภาพมดื มากเชน่ น้ี กเ็ พราะอยู่
นอกจกั รวาล พน้ จากโลกสวรรค์โลกมนุษยอ์ อกไปน่นั เอง
รวมมหานรก อุสสทนรก ยมโลกนรก และโลกนั ตนรก มที ัง้ หมด ๔๕๗ ขมุ แตเ่ ปน็ ที่นา่ สงั เกตว่า
ชอ่ื ของนรกทงั้ หมดนี้ เป็นการตัง้ ชอ่ื ตามลกั ษณะของสถานทที่ ีส่ ตั ว์นรกถูกลงโทษ ถ้ามกี ารต้งั ช่อื
อาณาเขตของมหานรกทัง้ หมดทกุ ตารางพนื้ ท่จี ะมีช่อื นรกมากกวา่ น้ี เพราะมหานรกแตล่ ะขมุ มี
บริเวณใหญ่มาก นรกแตล่ ะขมุ เรียกชอื่ ตามลกั ษณะของสถานท่ีก็มี ตามลกั ษณะของการลงโทษ
ของนายนริ ยบาลก็มี ตามวัตถุสง่ิ ของ หรอื สตั วท์ อี่ ยูเ่ ป็นประจาในนรกนัน้ ก็มี ตามบาปกรรมที่สตั ว์
นรกทเ่ี คยทาํ ไวเ้ ม่อื ครงั้ เป็นมนษุ ย์ก็มีหลกั ฐานเก่ยี วกบั การต้ังช่ือของนรกท้งั หลายรวบรวมได้ดังนี้

ฏีกาปาตาลวรรควา่ นรกขุมใด นายนริ ยบาลทาํ เครื่องหมายด้วยดา้ ยคาของชา่ งไม้แลว้ ใช้
มีดถากร่างกายของสัตวน์ รก(ตามแนวดว้ ย) เพราะเหตนุ ั้น นรกนั้นจึงมชี อ่ื ว่า กาฬสตุ ตะ อรรถกถา
สงั กจิ จชาดกว่า นายนิรยบาลร้องคําราม ถืออาวธุ นานาชนดิ อันโพลง ตดิ ตามพวกสตั ว์นรกไปมา
บนแผน่ ดินเหลก็ อันลกุ โพลง ประหารแล้วใหด้ ้ายดาอนั ลกุ โพลงตกลงไปยงั สตั ว์นรกผลู้ ม้ ลงบนดนิ
อันลกุ โพลง นายนิรยบาลถอื ขวานอันลโุ พลง คํารามรอ้ ง เฉือนพวกสัตวน์ รกซงึ่ รอ้ งโหยหวนอยู่เป็น
๘-๑๖ ส่วน ตามแนวดว้ ยคาในนรกน้ี เพราะเหตนุ ้ัน นรกนจ้ี งึ ช่อื ว่า กาฬสุตตะ
ฏกี าปาลวรรคว่า นรกชอื่ วา่ อวีจิ (อเวจี) เพราะไมม่ แี ม้วจี ิ คอื แมเ้ ศษแห่งความสขุ ในนรกขมุ นี้ หรือ
เพราะไมม่ ีวีจคิ ือความสขุ ในนรกขุมน้ี...อรรถกถาสังกิจจชาดกวา่ นรกขมุ นน้ั ช่อื วา่ มหาวจี ิ แปลว่า
วีจิใหญ่ในนรกน้นั เปลวไฟ ต้ังขนึ้ จากฝาดา้ นตะวนั ออกเป็นตน้ พุง่ ตรงไปกระทบฝาด้านตะวันตก
เป็นตน้ และเปลวไฟนั้นทะลฝุ ากนิ เนอ้ื ทอ่ี อกไปข้างนอกอกี ๑๐๐ โยชน์ เปลวไฟตั้งข้นึ ข้างล่าง พ่งุ
ข้ึนไปกระทบข้างบน ต้ังขึ้นข้างบน พ่งุ ไปกระทบขา้ งลา่ ง ชื่อวา่ ช่องว่างแหง่ เปลวไฟ ไม่มใี นนรกขุม
น.้ี ..
ในสนุ ขนรก สนุ ขั ทงั้ หลาย แต่ละตวั โตเท่าชา้ งขนาดใหญ่ มี ๔ สดี ว้ ยกัน คอื ดา่ ง ขาวดาและเหลอื ง
ไลก่ ัดสตั วน์ รกบนแผน่ ดนิ เหลก็ อันลุกโพลง ราวกะไล่เน้อื ยงั สรรี ะประมาณ ๓ คาวตุ (๓๐๐ เสน้ )
ของสัตวน์ รกเหล่าน้ันใหล้ ้มลง ณ แผ่นเหลก็ อันลกุ โพลง...



ในอดิจารนิ ติ ถนี รก นรกทหี่ ญงิ ซึ่งประพฤตินอกใจสามหี มดไหม้อยู่ หญงิ เป็นอนั มาก มตี ัวอนั แตก
เฟะ รูปร่างนา่ เกลียดราวกะโคศรี ษะขาด เปอ้ื นเปรอะด้วยหนองและเลอื ด เขา้ ไปในแผ่นดนิ อันลกุ
โพลงเปน็ นติ ย์แคส่ ะเอว...

ความหมายของสวรรค์

คําวา่ สวรรค์ เปน็ คาํ ท่คี นสว่ นใหญ่ทนี่ บั ถอื ศาสนามีความปรารถนาทีจ่ ะไปเกิดหรอื ไปสถติ อยู่ โดย
สามารถพจิ ารณาได้จากความหมายของคาํ ว่าสวรรค์ (สะหวฺ นั ) ท่ีหมายถึงโลกของเทวดา เมืองฟา้
สวรรค์ ได้แก่ โลกทเี่ ลอเลิศไปดว้ ยกามคุณ ๕ คือ รูป เสยี ง กล่ิน รส สมั ผสั อันนา่ ปรารถนา น่า
ใคร่ นา่ พอใจ เปน็ โลกที่เพียบพรอ้ มดว้ ยส่ิงท่ีดี เปน็ แดนท่ีอยขู่ องเหลา่ เทวดา

คําว่า สวรรค์ มาจากคาํ บาลวี ่า สัคคะ แปลว่า โลกทเ่ี ลอเลิศเพยี บพร้อมไปดว้ ยกามคณุ ๕ คอื รปู
เสียงบ กลิ่น รส โผฏฐพั พะอันน่าปรารถนาน่าใคร่ สวรรคค์ ือโลกทีง่ ดงามเลอเลศิ เพียบพรอ้ มด้วย
ส่ิงท่ีดี และสิง่ ทีเ่ ป็นบุญ

สวรรคค์ ือเมอื งฟ้า เป็นโลกของเทวดา สวรรค์นั้นเปน็ ดินแดนทบี่ ริบูรณ์ไปดว้ ยความสขุ ล้วนหมู่สัตว์
ที่เกดิ ในสวรรค์ เรียกวา่ เทวดา เพราะเป็นบุคคลจาพวกทเี่ ล่นสนกุ สนานดว้ ยกามคุณ ๕ ประการ
และดว้ ยคณุ พเิ ศษมฌี านและอภญิ ญา เปน็ ต้น
จากการศึกษาความหมายของสวรรค์ สรปุ ความไดว้ ่า สวรรค์คอื แดนท่ีเพยี บพร้อมดว้ ยกามคณุ ๕
เป็นท่ีอยขู่ องเทวดา แบ่งเป็นช้นั ๆ ตามบุญกรรมทีไ่ ดท้ ําไวม้ ากนอ้ ยแตกตา่ งกัน
ประเภทและลักษณะของสวรรค
คัมภรี พ์ ระพทุ ธศาสนาจัดประเภทของสวรรค์ (เทวโลก) ไว้ ๖ คือ (๑) ช้ันจาตมุ มหาราช (๒) ชนั้
ดาวดงึ ส์ (๓) ช้นั ยามา (๔) ชั้นดสุ ติ (๕) ชั้นนิมมานรดี (๖) ช้นั ปรนิมมติ วสวตั ดี การตง้ั ชื่อสวรรค์
เหลา่ นีต้ ั้งตามชอื่ เทวดาผปู้ กครอง และลักษณะหรอื สมบตั ิของสวรรคแ์ ตล่ ะช้นั มรี ายละเอยี ด
โดยสังเขปดังต่อไปนี

(๑) ชั้นจาตมุ มหาราช เป็นสวรรค์ชนั้ แรกของเหลา่ เทวดา ผู้เลน่ สนุกสนานด้วยกามคุณ ๕ เทวดาผู้
เป็นใหญใ่ นการปกครองสวรรคช์ นั้ นีม้ ี ๔ ท่าน จึงเรียกวา่ จาตุมหาราชกิ า แตล่ ะท่านลว้ นมบี รวิ ารผู้
อยู่ใตก้ ารบังคับบัญชาแตกตา่ งกนั ไปในทศิ ทง้ั ๔ คือ ท้าวธตรฐ เปน็ มหาราชผทู้ รงยศเป็นเจ้าเปน็
ใหญ่ ปกครองด้านทศิ ตะวนั ออก มีพวกคนธรรพเ์ ป็นบริวารแวดลอ้ ม ทา้ ววริ ฬุ หก เปน็ มหาราชผู้
ทรงยศเปน็ เจา้ เปน็ ใหญ่ ปกครองดา้ นทศิ ใต้ มพี วกกุมภณั ฑเ์ ปน็ บริวารแวดล้อม ท้าววิรูปกั ษ์ เปน็
มหาราชผทู้ รงยศเป็นเจา้ เป็นใหญ่ ปกครองดา้ นทศิ ตะวันตก มพี วกนาคเปน็ บริวารแวดลอ้ ม ท้าว



เวสสวณั เป็นมหาราชผู้ทรงยศเปน็ เจา้ เป็นใหญ่ ปกครองดา้ นทศิ เหนอื มพี วกยักษเ์ ปน็ บริวาร
แวดลอ้ ม
(๒) ชนั้ ดาวดึงส์ สวรรคช์ นั้ ดาวดึงส์ เปน็ สถานท่ีอยขู่ องเหลา่ เทวดาทเ่ี ป็นกามาพจร ต้ังอยูเ่ หนือเขา
สเิ นรุราช ภายในสวรรคช์ ัน้ นปี้ ระดับดว้ ยอทุ ยานและสระโบกขรณี มปี ราสาทชอื่ เวชยันต์ สงู
๗๐๐ โยชน์ ประดบั ด้วยรัตนะทงั้ ๗ มีต้นไม้ช่ือ ปารฉิ ตั ตกะ มปี รมิ ณฑลแผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ ที่โคน
ตน้ ไมม้ แี ท่นศิลาชือ่ บัณฑุกมั พล มสี ีดา ดอกชยั พฤกษ์ สีครัง่ และสบี ัวโรย ยาว ๖๐ โยชน์ กว้าง
๕๐ โยชน์ หนา ๑๕ โยชน์ ยบุ ลงในเวลาประทบั นง่ั ฟขู นึ้ เตม็ ทอ่ี ีกในเวลาเสดจ็ ลุกขน้ึ มีช้างทรงชอ่ื
เอราวัณ เปน็ เทพบุตรเนรมติ กายเปน็ ช้าง ช้ันดาวดงึ ส์น้มี ีท้าวสักกะเป็นผู้ปกครองสงู สุด เมือ่ นบั
รวมกบั เทพบรวิ ารอีก ๓๒ องค์ จึงไดช้ ื่อว่า ดาวดึงส์ ท้าวสักกะมปี ชาบดี ๔ พระองค์ คือ นางสุธรร
มา นางสนุ นั ทา นางสุจติ ตา และนางสชุ าดา
ด้านทิศตะวนั ออกมีอทุ ยานทพิ ย์ชื่อนันทวัน มีสระใหญ่ สระ ชื่อนันทาโบกขรณี และจลุ นันทา
โบกขรณี แถบฝ่งั สระโบกขรณนี ้นั มแี ผน่ หนิ ดาด แผ่น ช่ือนันทา และจลุ นนั ทา ด้านทิศใตม้ อี ุทยาน
ใหญ่ชอื่ ผารุสกวนั มีสระใหญ่ สระชอื่ ภัทราโบกขรณี และสุภทั ราโบกขรณี มแี ผน่ หินดาด แผ่น ช่ือ
ภัทรา และสภุ ัทรา ดา้ นทศิ ตะวันตกมอี ุทยานใหญ่ชอ่ื จติ รลดา มสี ระ สระ ชื่อจติ รโบกขรณี และจลุ
จติ รโบกขรณี มีแผน่ ศิลาแกว้ ชอ่ื จิตราและจุลจิตรา ด้านทิศเหนอื มอี ทุ ยานใหญ่ช่ือมิสสกวนั มสี ระ
ใหญ่ สระ ชือ่ ธรรมาโบกขรณี และสธุ รรมาโบกขรณี แถบฝั่งสระนั้นมีหินดาดชือ่ ธรรมา และสุธรร
มา ดา้ นทิศตะวนั ออกเฉยี งเหนือมีอทุ ยานช่อื มหาวนั และบณุ ฑริกวนั ในสวนบุณฑริกน้ีมีต้น
ทองหลางใหญช่ อื่ ปาริชาตกัลปพฤกษ์ (ปาริฉตั ตกะ) ซง่ึ ภายใตม้ แี ทน่ ศิลาแกว้ ช่ือปัณฑกุ ัมพล ใกล้
กับต้นปารชิ าตน้นั มีศาลาใหญช่ ือ่ สธุ รรมา เป็นเทวาสภาทปี่ ระชมุ ของเทวดา ดา้ นทศิ ตะวันออก
เฉยี งใตม้ ีพระเจดยี ท์ องชือ่ พระจฬุ ามณีเจดีย์ งามรุง่ เรืองประดบั ดว้ ยอนิ ทนลิ กลางองค์เจดยี ไ์ ป
จนถึงยอดเปน็ ทอง ประดบั ด้วยแก้วเจ็ดประการ มกี าแพงทองล้อมรอบ มธี งปฏากและธงชัย กลด
ชุดสายทั้งหลาย ล้วนประดบั ดว้ ยแก้วเงนิ ทองมสี ตี า่ งๆ กัน พระอินทรไ์ ด้เสดจ็ ไปนมัสการพระเจดยี ์
พร้อมหมู่เทพยดาและนางฟ้าบรวิ ารทั้งหลายและทรงกระทาประทักษณิ พระเจดีย์ทกุ วนั
(๓) ชั้นยามา เทวภูมอิ นั ดบั ที่ ๓ น้ี เป็นแดนสขุ าวดี ซงึ่ เป็นท่สี ถิตอยแู่ ห่งปวงเทพยดาชาวฟ้า
ท้งั หลายผูไ้ มม่ ีความลาบาก และถงึ ซงึ่ ความสุขอันเปน็ ทพิ ย์ มีเทพผ้มู เหศกั ด์ิทรงนามว่า สมเดจ็
พระสยุ ามเทวาธิราช ทรงเปน็ อธิบดีผปู้ กครอง เพราะฉะนนั้ สรวงสวรรค์ชัน้ นจ้ี ึงมนี ามวา่ ยามาเทว
ภมู ิ = ภมู เิ ปน็ ที่อยูแ่ ห่งทวยเทพซง่ึ มสี มเด็จพระสยุ ามเทวาธริ าชทรงเปน็ อธบิ ดี เทวดาท้ังหลาย
บรรดาทไี่ ดก้ ่อสรา้ งการกศุ ลไว้และไดไ้ ปเกิดทสี่ วรรคช์ ้ันยามาน้ีมหี น้าตาร่างกายรงุ่ เรอื งงดงามย่งิ
นกั ไดร้ ับความผาสกุ มคี วามสาราญชื่นบานเทพหฤทัย เสวยทิพย์สมบตั ิร่ืนรมยส์ มควรแก่อตั ภาพ
ท้าวสยุ ามเทวราชผู้ทรงเปน็ จอมเทพปกครองชาวสวรรคช์ นั้ ยามานี้ก็ทรงมนี า้ พระทยั ประกอบด้วย
กุศลยุตธิ รรมทาใหเ้ หล่าเทพยดาไดร้ บั ความชุ่มฉา่ํ ใจไดเ้ สวยสขุ สดุ พรรณนา



(๔) ชนั้ ดสุ ิต เทวภูมอิ นั ดับที่ ๔ น้ี เปน็ แดนสขุ าวดี ซงึ่ เปน็ ทีส่ ถิตอยู่แห่งปวงเทพยดาชาวฟา้
ทง้ั หลายผ้มู ีความยนิ ดแี ละความแช่มชื่นอยูเ่ ปน็ นติ ย์ และถงึ ซง่ึ ความสุขอนั เป็นทพิ ย์ โดยมีเทพเจ้า
ผมู้ เหศกั ดิ์ทรงนามว่า สมเด็จทา้ วสันดุสิตเทวาธิราช ทรงเปน็ อธบิ ดผี ้ปู กครอง เพราะฉะน้นั สรวง
สวรรคช์ ้ันน้ีจึงมีนามวา่ ตสุ ติ าเทวภูมิ = ภูมเิ ป็นท่อี ยูแ่ หง่ ทวยเทพอันมสี มเด็จท้าวสนั ดุสิตเทวาธิ
ราชทรงเปน็ อธบิ ดี สาํ หรบั ปวงเทพเจา้ ผูส้ ถติ อยู่ในดุสิตสวรรคน์ ี้ แตล่ ะองค์ย่อมปรากฏมรี ูปทรง
สวยงาม มคี วามสงา่ กว่าเทพยดาชน้ั ต่าํ ๆทงั้ มีนํา้ ใจรบู้ ญุ ร้ธู รรมเปน็ อย่างดี มจี ติ ยินดีตอ่ การสดับ
ตรบั ฟงั พระธรรมเทศนาเปน็ ย่ิงนกั เทพเจ้าเหลา่ น้ีย่อมจะมีเทวสันนิบาตประชมุ ฟงั ธรรมกันเสมอ
มิไดข้ าดเลย

(๕) ชน้ั นมิ มานรดี สวรรคช์ ้ันนิมมานรดี คือสวรรคช์ ั้นที่ ๕ เป็นทีอ่ ยขู่ องเทวดาเหล่ากามาวจร คาํ
ว่า นิมมานรดี แปลว่า แดนท่ีอยแู่ ห่งเทพผมู้ ีความยนิ ดีในการเนรมติ ถอื กนั วา่ เทวดาชัน้ นีป้ รารถนา
ส่งิ หนึ่งสิ่งใดก็เนรมิตไดเ้ อง จอมเทพผ้ปู กครองสวรรคช์ ้นั น้คี ือ ทา้ วสนุ ิมมติ เทพบุตร เทพยดา
ทง้ั หลายผู้สถติ เสวยทพิ ยสมบัติอยู่ ณ นิมานรดีแดนสขุ าวดนี ้ีย่อมมรี ปู ทรงสวยงาม น่าดูนา่ ชมยงิ่
กวา่ ชาวสวรรคช์ น้ั ตาํ่ ๆกวา่ ท้งั หลาย และมีกายทิพยซ์ งึ่ มีรศั มรี งุ่ เรอื งเปน็ ยงิ่ นกั หากเขามคี วาม
ปรารถนาจะเสวยสขุ ดว้ ยกามคุณารมณ์สงิ่ ใด เขาย่อมเนรมติ เอาไดต้ ามความพอใจชอบใจแหง่ ตน
ทุกสง่ิ ทุกประการ
(๖) ช้นั ปรนิมมิตวสวตั ดี เทวภูมิอันดับท่ี ๖ น้ี เปน็ แดนสุขาวดสี วรรคเทวโลกชนั้ สงู สุดฝา่ ย
กามาพจร ซ่งึ เปน็ ท่ีสถติ อย่แู ห่งปวงเทพเจ้าชาวฟา้ ทั้งหลายผเู้ สวยกามคุณารมณ์ท่ีเทวดาอื่นร้คู วาม
ตอ้ งการของตนแล้วเนรมิตให้ เปน็ ท่ีอยูอ่ ันประเสรฐิ ด้วยสขุ สมบัติยง่ิ กวา่ สวรรค์ชนั้ ฟา้ ทงั้ หลาย โดย
มเี ทพเจ้าผูม้ เหศักด์ใิ หญ่นามวา่ ทา้ วปรนิมมิตเทวาธิราชทรงเปน็ อธิบดีนแดนเทพยดา กบั ทั้งเป็นที่
สถิตอยขู่ องเหล่าเทพยดาจําพวกมารท้งั หลาย โดยมที า้ วปรนิมมติ วสวัตตที รงเปน็ อธบิ ดีในแดนมาร.

ชวี ิตหลงั ความตาย

ตายแลว้ ไปไหน…? เป็นปัญหาทไี่ ด้มกี ารพดู ถงึ และโต้เถยี งกนั มานานแล้ว แมแ้ ตใ่ นอดตี สมยั
ปจั จุบันกย็ ังเถยี งกันอยู่ และเชอ่ื ว่าถึงในอนาคตก็ยงั จะโตเ้ ถยี งอกี เหมอื นกันโดยมากผ้ทู ส่ี นใจเรือ่ ง
นม้ี ักถือเสียว่าเรือ่ ง “ตายแล้วไปไหน..? เป็นเรือ่ งทเ่ี หลือคดิ เปน็ เร่อื งอจินไตยเพราะยากที่มใี ครจะ
รู้ว่าอะไรเป็นอะไรกันแน่เนอ่ื งจากมองไมเ่ หน็ แตก่ ม็ ีบางพวกทส่ี นใจสว่ นมากเปน็ พวกทมี่ คี วามรู้
ความคิดทางดา้ นการค้นควา้ หาความจริงเชน่ พวกนกั ปราชญ์ นัก วทิ ยาศาสตร์ นักความรูเ้ ก่ยี วกับ
เรอ่ื งศาสนา เป็นต้น
คําวา่ อะไรเกดิ ข้นึ หลงั ความตาย หรือตายแลว้ ไปไหนนี้ มขี อ้ ทจ่ี ะพึงสงั เกตไดย้ ากแม้
นกั วิทยาศาสตรก์ เ็ คยคน้ คว้าทดลองเรอื่ งน้มี าแล้วเพ่ือให้รู้แจง้ แตป่ รากฏวา่ การทดลองทีท่ า่ น
นักวทิ ยาศาสตรเ์ หลา่ นนั้ ไดก้ ระทาํ ไปไม่เป็นผลสาํ เร็จ คือ ไม่สามารถท่ีหาขอ้ เทจ็ จรงิ ในเร่อื งนแี้ หง่



ความตายน้ไี ด้ ทั้งประกอบดว้ ยความย่งุ ยากสดุ ทีจ่ ะแก้ไขให้แจม่ แจ้ง ผลสดุ ทา้ ยทา่ น
นักวิทยาศาสตร์เหลา่ นั้นก็ลม้ เลิกการทดลองในเร่อื งน้ี เพียงถือเปน็ ขั้นสนั นิษฐานหรอื ทฤษฎี คอื
ความเหน็ ใหเ้ หมาะสมแก่ภาวะท่ปี ถุ ชุ นคนเราคิดได้เท่าน้นั

ในครั้งพระพุทธเจ้า มีพราหมณค์ นหน่ึงชือ่ วังคีสะ มีมนต์เลาะกะโหลกศีรษะของคนท่ีตาย
แลว้ แล้วกร็ ูไ้ ด้ว่าผู้น้นั ไปเกดิ ท่ีไหน คือเขาร่ายมนต์ขน้ึ แลว้ เอาไม้เคาะกะโหลกศรี ษะ แลว้ กร็ ูว้ ่าผู้
น้ันไปตกนรก หรอื ไปเกิดเป็นเปรต เปน็ ยักษ์ เปน็ ภูตผีปีศาจ เปน็ มนษุ ย์ เปน็ สตั ว์เดรัจฉาน เปน็
เทวดาไดอ้ ยา่ งถูกต้อง ไมร่ แู้ ต่พระอรหนั ต์เท่านนั้ วา่ สิ้นอายแุ ล้วไปทไี่ หน ตอ่ มาพราหมณ์นนั้ กไ็ ด้
ออกบวชและสาํ เรจ็ อรหนั ต์ มนต์นัน้ ก็ไมม่ ผี ู้เรยี นตอ่ ไว้จึงสาบสญู ไป เม่อื ใครอยากรวู้ า่ บดิ ามารดา
ปู่ ย่า ตา ยาย หรือผทู้ ่เี กย่ี วข้องกบั คนตาย ตายแล้วไปไหน กห็ าโอกาสไปเฝ้าทูลถามพระพทุ ธเจา้
พระพุทธเจา้ ตรัสบอกใหร้ ู้ แตก่ น็ อ้ ยคนนกั ท่มี ีโอกาสได้เฝา้ ทลู ถาม ดงั มเี รอ่ื งท่ีพระเจ้าปเสนธิโกศล
ทูลถามพระพุทธเจ้า ดังนี้

คร้งั พระนางมัลลิกาอคั รมเหสขี องพระเจ้าปเสนธโิ กศลกรุงสาวัตถสี วรรคตแลว้
พระเจา้ ปเสนธิโกศลทรงเสียพระทยั มาก เพราะพระนางมลั ลกิ าน้ัน เปน็ ผู้มีพรจรรยา
พระปรชี ามาก เปน็ ผมู้ ีพระทยั เลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก ไดท้ รงเล้ยี งพระภิกษุอย่เู ปน็ ประจาํ
วนั ละ ๕๐๐ รูป พระองค์จงึ ทรงเสยี พระทยั มาก อยากทรงทราบว่าพระนางได้ไปเกิดท่ไี หน จงึ
ดาํ รวิ ่า พร่งุ นีจ้ ะทรงทลู ถามพระพทุ ธเจา้ เม่อื ถงึ เวลาจะทลู ถามพระพทุ ธเจ้าทรงบนั ดาลให้ทรงลมื
เปน็ อยูอ่ ยา่ งนั้นถงึ ๗ วัน พอถึงวนั ท่ี ๘ จงึ ทรงใหท้ ลู ถามแลว้ ตรสั บอกว่า พระนางมัลลกิ า ขนึ้ ไป
เกดิ ในสวรรคช์ น้ั ดุสิต ทาํ ให้พระองคไ์ ดช้ ่ืนพระทยั ขึ้นมาบา้ ง มีคําถามว่าเพราะอะไร พระพุทธเจ้า
จงึ ทรงบันดาลใหพ้ ระเจา้ ปเสนธิโกศลทรงลมื ถึง ๗ วนั แก้วา่ เพราะในขณะน้ันพระนางมลั ลกิ าตก
นรกอเวจีอยู่ เพราะเหตทุ พ่ี ระนางไดก้ ลา่ วตพู่ ระเจา้ ปเสนธโิ กศล ด้วยเร่ืองไมจ่ รงิ น่นั เอง
ดังนนั้ ดังในเรื่องท่ีได้กล่าวมาแล้วนน้ั เป็นตัวอยา่ งในเรอ่ื งชีวิตหลงั ความตาย ซ่ึงเพอ่ื ใหก้ ระจ่าง
มากขนึ้ ทางกลมุ่ จงึ ไดน้ ําเสนอในเรื่องชวี ิตหลงั ความตายเป็นอย่างไร และพสิ ูจนไ์ ด้อยา่ งไร เพอื่
เปน็ แนวทางแหง่ การศึกษาและคน้ คว้าเปน็ ละดับไป โดยเร่มิ จาก สังขาร วิญญาณ
ความตาย ดงั นี้

สังขาร
ในเบ้ืองตน้ น้ีควรจะร้วู ่าสังขาร มีท่ีมาอย่างไรบา้ ง ซง่ึ สังขารมกี ลา่ วไว้ ๓ แห่ง คอื



๑. สังขารในขันธ์ ๕ หมายถึง จิตสิกธรรมทเี่ ปน็ กุศล อกศุ ล และอัญญสมานา คือกลางๆ
๕๐๐ ดวง ทีป่ รุงแต่งจิต จําง่ายๆ ได้แก่ ความคดิ
ตามพระสูตรในสงั ยตุ ตนกิ าย ขนั ธวารวรรค ทรงแสดงไดแ้ กเ่ จตนากาย (หมวดแหง่ เจตนา) ที่
เป็นไปใน รูป เสียง กลิ่น รส สมั ผสั ธรรม รวม ๖ อย่าง เพ่อื ให้
เขา้ ใจได้แก่ “เจตนาที่เป็นกามรูปและอรูป” แมใ้ นพระสตู รเองเวลากล่าววเิ คราะห์“สงั ขาร”
ทา่ นก็แสดงว่า “สงขฺ ตํ อภิสงขฺ โรทตี ิ โข ภกิ ฺขเว ตสมฺ า อภสิ งฺขารา ติ” ท่ี
เรยี กวา่ “สงั ขาร” เพราะปรงุ แต่ง (อภิสงั ขาร) ซึ่ง “สังขตะ”
๒. สังขารในสามญั ญลกั ษณะ หมายถงึ สงิ่ ทั้งปวงทปี่ จั จัยปรงุ แตง่ คือที่เปน็ สงั ขธรรม มีท่ีสงั เกต
ตามสังขตลกั ษณะก็คือ ความเกิดปรากฏ ความเช่ือปรากฏ ความแปรเปน็ อน่ื ปรากฏ สังขาร
ประเภทน้ีหมายความกว้าง คลุมถึงสงั ขารในขนั ธ์ ๕ และตัวขนั ธ์ ๕ เองตลอดจนถงึ ส่งิ ที่มีใจครอง
และไมม่ ใี จครองในธรรมนิยามทา่ นแสดงสังขารวา่ ไมเ่ ที่ยงเปน็ ทุกข์ และแสดงวา่ ธรรมเปน็
อนัตตา เพ่อื จะช้ใี ห้เหน็ วา่ ตอนทเ่ี ปน็ อนัตตานี้หมายถงึ สังขารและวิสังขาร รวมความแลว้ สงั ขารไม่
วา่ ในท่มี าใด ย่อมรวมเข้าในสามัญญลกั ษณะ ท้งั สน้ิ
๓. สังขารในปฏจิ จสมปุ บาท ตามในสงั ยตุ ตนกิ าย นิทานวรรค แสดงวา่ ได้แด่กายสังขาร และจติ
สังขาร สว่ นในอภิธรรมแสดงวา่ ได้แก่ ปุญญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภสิ งั ขารและอเนญชาภิสังขาร มี
อธิบบายดงั น้ี
กศุ ลเจตนาที่สําเร็จด้วย ทาน ศีล ภาวนา เป็นกามาวจรภูมิ และรูปาวจรภมู ิ ปรงุ แต่งให้เกิดใน
กามภพเรียก “ปุญญาภิสงั ขาร”
อกศุ ลช้นั เจตนาชนั้ กามาวจรปรงุ แต่งใหไ้ ปเกดิ ในรปู กามภพ (คงหมายถงึ แคน่ รก) เรียกว่า“อปุ
ญญาภิสงั ขาร”กุศลเจตนาชนั้ อรูปาวจร ปรงุ แต่งให้ไปเกดิ ในอรปู พรหม เรียก “อเนญชาภสิ งั ขาร”
ไดแ้ ก่ สมบตั ิ ๓ นนั้ เอง
ในจลุ ลเวทลั ลสูตร พระผ้มู พี ระภาคทรงรบั รองคาํ ตอบของนางธรรมทนิ นาเถรี ทแ่ี ก้สงั ขารไดแ้ ก่
วิตก วิจาร จติ สังขารไดแ้ ก่ สัญญา เวทนา
สังขาร ๓ อรรถกถาแหง่ สงั ยตุ ตนิกาย นิทานวรรค แกว้ า่ กายสังขาร ไดแ้ ก่ สังขารท่เี ปน็ ไป
ทางกาย คอื เปน็ ชือ่ ของสัญญาเจตนาทีเ่ ป็นไปทางกาย ๒๐ ดวง วจีสังขาร ไดแ้ กส่ ญั ญาเจตนาที่
เปน็ ไปทางวาจา ๒๐ ดวง จติ สงั ขาร ได้แกเ่ จตนาท่ไี มเ่ กีย่ วกบั กายวาจาเป็นไปในทางจติ ๒๙ ดวง
ข้อที่พึงสังเกตก็คอื สังขาร ๓ น้เี ปน็ “เจตนา” ทงั้ หมด คราวนี้เปน็ สงั ขาร ๓ ตามแนวอภิธรรม ท่ี
แกไ้ ด้แก่ ปญุ ญาภิสังขาร อปญุ ญาภิสงั ขาร อเนญชาภสิ ังขาร ฎกี าอภธิ รรมมัตถวิภาวินี แสดงว่า
กามาวจรเจตนาและรูปาวจรเจตนา ๑๓ ดวงเป็น “ปุญญาภสิ ังขาร” อกุศลเจตนา ๑๒ ดวงเป็น



“อปญุ ญาภสิ งั ขาร” อรปู าวจร ๔ ดวงเปน็ “อเนญชาภสิ งั ขาร” รวมเปน็ ๒๙ ดวง
ตามท่แี สดงมาน้เี ปน็ อันไดค้ วามว่าสังขารในปฏจิ จสมุปบาทได้แก่ กายสังขาร วจีสงั ขาร จติ สงั ขาร
ซง่ึ อรรถกถาแก้ว่า ได้แก่ “เจตนา” และตามแนวอภิธรรม ได้แก่ ปุญญาภสิ งั ขาร อปญุ ญาภสิ ังขาร
อเนญชาภสิ งั ขาร ซ่งึ ฎีกาแหง่ อภิธรรมแกว้ า่ ไดแ้ ก่ “เจตนา” เชน่ กัน สงั ขารในปฏจิ จสมุปบาท
ไดแ้ ก่ “เจตนา”

คราวนี้มาดูวา่ สังขารจะเปน็ ปจั จยั ให้เกิดวญิ ญาณไดอ้ ย่างไร ต้องขอยา้ํ วา่ สงั ขารใน
ปฏิจจสมปุ บาทได้แกเ่ จตนาท่ีเปน็ บุญเปน็ บาปหรอื กรรมกเิ ลส เมือ่ สงั ขารเกิดข้นึ แล้ว วญิ ญาณคอื
ความรสู้ กึ กเ็ กดิ ตอ่ เนื่องกันไป เมื่อไม่มีสังขาร คอื “เจตนา” แม้ธาตุรู้คอื วิญญาณธาตจุ ะมอี ยกู่ ็ตาม
ความรูแ้ จ้งย่อมไมไ่ ด้ ตอ่ เมือ่ ได้มสี ังขาร คือเจตนาที่เป็นบุญกต็ าม บาปก็ตาม เมอื่ นัน้ จึงจะเกดิ
วิญญาณ คือความรู้แจ้งขึ้น สังขารเปน็ ปจั จยั ใหเ้ กิดวญิ ญาณ เพราะเหตนุ ้ี (สงฺขารปจจฺ ยา วิ
ญญฺ านํ) วิญญาณ คําวา่ วญิ ญาณ แยกออกเป็น วิ บทหนงึ่ ญาณ บทหนึ่ง วิ + ญาณ =
วิญญาณ ดงั นัน้ จึงแปลวา่ วญิ ญาณในทน่ี ้ีทา่ นวา่ ไดแ้ ก่ ปฏสิ นธวิ ิญญาณ ส่วน วิญญาณในทที่ ่ัวไป
หมายเอาวญิ ญาณในขันธ์ ๕ บา้ ง วิญญาณ ๖ บ้างลกั ษณะของวญิ ญาณ วญิ ญาณกบั จติ มี
ความหมายใช้แทนกนั ได้โดยปกตวิ ิญญาณเปน็ ภวังค์จติ หรอื ตรงกับ ซับคอมซสั ไมน์
(Subconscious mind) ในทางจิตวทิ ยามลี กั ษณะเป็นธาตรุ แู้ ละใสบรสิ ทุ ธ์ิดจุ นํ้าสะอาดทย่ี งั ไม่ได้
ระคนด้วยของโสโครกแตค่ ร้นั วญิ ญาณน้ันถกู ระคนปะปนดว้ ยอุปกิเสทจ่ี รมาทางทวารต่างๆ น้ัน
วญิ ญาณจึงมลี ักษณะวจิ ติ รพดิ ารออกไปดว้ ยภูมิ วตั ถุ อารมณ์ และกริ ยิ าเป็นตน้ ข้อน้เี ป็นจรงิ
ดังท่ที ่านกล่าวไวใ้ นธรรมบทว่า “ภมู ิวตถฺ ุอารมฺมณกิริยาทวิ ิจิตฺตาย ปเนตํ วิญฺญานํ” วญิ ญาณนัน้
ท่ีท่านเรยี กว่า จติ กเ็ พราะเป็นธรรมชาติวิจติ รดว้ ย ภูมิ วตั ถุ อารมณ์ และกริ ยิ าเป็นต้นแม้ในมงคล
ทปี นีกม็ ใี จความทํานองเดียวกันโดยนัยนี้ ลกั ษณะวิญญาณในทางพระพทุ ธศาสนาจึงเปน็ อัน
ประเสริฐลักษณะต่อไปนี้เปน็ ไอ (Vapour) ลมหายใจ (Breath) เป็นเงา (Shadow) แต่ว่าเป็นสง่ิ
ทม่ี อี ยแู่ ละมองเห็นได้อยา่ งยากย่งิ (สทุ ทุ ทฺ สํ) หรือเรยี กวา่ อินวิสเิ บิ้น (Invisible) ไมม่ ตี วั ตน
ลักษณะที่เปน็ ปทานกุ รมของธอนไดคุ ไดแ้ ปลความเขา้ ใจว่าเป็นพลังงานของจิต หรือเอนเนอยี่
ออ๊ ฟไมนฺด์ (Energy of mind) แลว้ นักวทิ ยาศาสตร์เลยพากนั อธบิ ายว่า หากเปน็ พลงั งานจรงิ ๆ
ทางวทิ ยาศาสตร์กอ็ าจกกั เอาไวใ้ ชง้ านไดเ้ หมือนพลงั งานอนื่ ๆ แตเ่ มื่อได้พิสูจน์ทดลองตามหลงั
วทิ ยาศาสตร์แลว้ ไม่เคยเห็นนักวิทยาศาสตร์คนใดกักเอาพลงั งานของดวงจิตไวใ้ ชง้ านได้ อันนี้
แสดงให้เหน็ ว่า วิญญาณไม่มีอันทจี่ ริงแมแ้ ตว่ ญิ ญาณของคนเป็นๆ นี่แหละกย็ งั ไมม่ ใี ครมองเหน็ มนั
ได้ ถา้ เช่นนนั้ ก็แปลว่าวิญญาณไมม่ ลี ่ะสิ เพราะไม่มใี ครมองเหน็ ไดข้ อ้ น้ี การท่ีเราไมเ่ ห็นด้วยตา
แล้วท่านจะดว่ นปฏเิ สธว่าไมม่ นี ัน้ จะจดั ว่าทา่ นเป็นผู้มเี หตผุ ลเพียงพอแล้วกระน้นั หรือ เพราะ
วญิ ญาณไม่ใช่วสิ ัยของตาทพิ ยห์ รอื ตาปัญญา ขอยกตัวอยา่ งให้เห็นงา่ ยๆ เชน่ ถา้ นกั วิทยาศาสตร์
ท่านหนึง่ มาบอกท่านว่า ในน้าํ หยดหน่งึ ที่ทา่ นดมื่ เขา้ ไปน้นั มีตวั มีบาหรอื พารามิเช่ียมลายรอ้ ยว่งิ วุ่น
กนั ไปมา ทา่ นกค็ งไมเ่ ชื่อ ถา้ ท่านจะอา้ งเหตผุ ลเพียงวา่ ท่าน มองเห็นดว้ ยตา คราวนถี้ า้ ท่าน

๑๐

นักวทิ ยาศาสตร์ท่านนน้ั นาํ เอาเครือ่ งมอื ชนิดหน่งึ เรียกวา่ กลอ้ งจลุ ทศั น์ มาขยายนํา้ นนั้ ใหท้ า่ นดู
เมื่อทา่ นยอมเข้าไปดูท่กี ล้องนนั้ ท่านจะเห็นได้ทนั ทีวา่ คาํ พูดนัน้ เปน็ จรงิ นเ่ี ปน็ เพยี งบางสิง่ บางอยา่ ง
ทเ่ี ราไม่อาจจะมองเห็นได้ดว้ ยตา แตไ่ ดอ้ าศยั เคร่ืองมอื ทดี่ ีพอ ยงั เปน็ ไปไดถ้ ึงเพยี งน้ี ทาํ ไมเร่อื ง
วญิ ญาณมจี ริงจะเป็นไปไม่ได้เลา่ หากทา่ นตอ้ งการเหน็ หรอื ดูวิญญาณมีลกั ษณะเปน็ เชน่ ไร ทา่ น
ก็ตอ้ งแสวงหาเครือ่ งมือคอื ทพิ ยจกั ษุ หรือ ปัญญาจกั ษุ มาสอ่ งดู เมื่อท่านมเี ครอื่ งมอื ดงั กล่าวแลว้
ท่านยังไมส่ ามารถจะค้นหาวญิ ญาณได้ แลว้ ทา่ นจะปฏเิ สธอย่างไรก็คงไม่มใี ครจะไปวา่ ท่านไมม่ ี
เหตผุ ล การมวั แตป่ ฏเิ สธอะไรๆ ที่ท่านมองไม่เห็นด้วยสายตา ในเม่ือเขามีเครือ่ งมือให้ดกู ไ็ ม่แปลก
อะไร กับคนทไ่ี มม่ องเข้าไปดูในกล้องจลุ ทัศน์ แลว้ ก็ไปปฏิเสธจนคอเปน็ เอ็นว่า ไมม่ ี ไมม่ ี ในขณะ
ทค่ี นอ่นื ๆ เขายอมเขา้ ไปดู แลว้ บอกว่า มีจะพิสูจนไ์ ดอ้ ยา่ งไรวา่ วญิ ญาณมีจรงิ อย่างไรก็ดี แม้วา่
เราไมม่ เี คร่อื งมอื เพยี งพอท่ีจะตรวจคน้ หาวิญญาณเหมือนเคร่ืองมอื อ่นื ๆ แตอ่ ยา่ งน้อยทีสดุ เรากย็ งั
พอมีหนทางที่พิสจู น์ไดว้ า่ วญิ ญาณมีจรงิ กลา่ วคือ ในขณะท่เี รายังต่นื อยู่ อารมณบ์ างชนดิ ที่เราแต่
ละคนได้ประสบมาแล้ว หากเป็นอารมณห์ รือเหตุการณ์ ชนิดทที่ าํ จติ ใจของเราสนั่ สะเทอื นได้
อารมณ์หรือเหตกุ ารณน์ ้นั จะฝงั แน่นอยใู่ นจิตใจใต้สาํ นึก หรอื ซบั คอนซัสไมนฺด์ (Subconscious
mind) นน้ั ครั้งแล้วอารมณ์หรือเหตุการณท์ าํ นองนนั้ จะปรากฏแกเ่ ราอีกคร้งั หน่ึงในลักษณะไร้
สาํ นึก (ฝนั ) ในขณะที่เรานอนคิด ของเราทงั้ หมดหยุดพกั อยใู่ นลักษณะไร้สาํ นึก หรืออยา่ งที่
เรียกวา่ จติ ตกภวงั ค์ แตอ่ ารมณ์หรอื การท่จี ติ ไดบ้ นั ทึกเอาไว้ภายในความรู้สกึ ใต้สาํ นกึ น้นั กลับมี
อาํ นาจมาส่คู วามสาํ นกึ ของเราอกี คร้ังหนึ่ง ซึ่งคลา้ ยๆกับเราได้เหน็ มนั เช่นนั้นจริงๆ ดว้ ยตาแต่ความ
จรงิ เราไม่ได้เห็นมันดว้ ยตาจรงิ ๆเลย เราฝันไปตา่ งหาก ใครเล่าท่านเปน็ ผรู้ บั รูใ้ นขณะท่เี ราฝนั นน้ั น่ี
แหละท่าน คือวญิ ญาณทแี่ ท้จรงิ และเป็นผู้รับรใู้ นเหตกุ ารณน์ ัน้ ๆ ขอ้ นีด้ ังปรากฏในพระไตรปิฎก
เลม่ ท่ี ๑๐ ขอ้ ๓๑๑ เปนน็ ตน้ ไปในบทสนทนาตอนหน่ึงระหว่างปายาสกิ ับพระกมุ ารกัสสปะ ดงั นี้

พระเจา้ ปายาสิ แม้พระคณุ เจา้ กสั สปะผู้เจรญิ จะไดก้ ล่าวอยา่ งไรก็ตามผมยงั เช่ือว่าชาติ
หนา้ ไม่มนี รก สวรรค์ไม่มี ผลแห่งกรรมดักรรมช่วั ไม่มอี ย่นู ่นั เอง พระเถระ ขอถวายพระพร
พระองคม์ ีเหตุผลก็อย่างไร

ปา. มสี พิ ระคุณเจ้ากสั สปะผ้เู จริญ คอื พวกบรุ ุษของผมในนครน้ีจบั ผ้รู ้ายมาได้แล้ว นํามาแสดง
แกผมว่า “ขอเดชะ โจรผ้นู ปี้ ระพฤตหิ ยาบชา้ นกั ขอให้พระพิพากษาให้ลงอาญาตามประสงคเ์ ถิด”
ครัน้ แลว้ ผมจึงได้ออกคําสัง่ ใหจ้ ับนักโทษน้นั ลงในหมอ้ ทัง้ เป็นๆแลว้ ปดิ ฝาเสยี เอาหนงั รัดไวแ้ นน่ ใช้
ดินเหนียวพอกใหห้ นายกข้ึนบนไฟแลว้ จุดไฟไหมใ้ ห้ลกุ โพรง คร้นั คะเนวา่ นักโทษนนั้ ตามแลว้ ก็ยก
หมอ้ นั้นใหด้ แู กะอนิ เหนยี วและแกห้ นงั ทผี่ ูกออกแลว้ ค่อยๆแง้มฝามองดูด้วยหมายใจว่าจะไดเ้ ห็น
วญิ ญาณของนกั โทษคนนัน้ แต่ผิดถนดั ผมไมไ่ ด้เห็นวญิ ญาณของนกั โทษคนน้ันอยขู่ า้ งในหรืออกไป
เลย น่ีและทา่ นท่ีทาํ ใหผ้ มไมเ่ ชอ่ื วา่ โลกหนา้ นรกสวรรค์และผลแห่งกรรมดี – ช่ัวมีจรงิ ดงั ที่
พระคณุ เจา้ วา่ น้นั

๑๑

เถระ ถา้ เชน่ นั้นอาตมายอ้ นถามพระองค์สักขอ้ หนง่ึ ขอจงทรงพยากรณต์ ามพระทัย
มหาบพิตรพระองคเ์ คยระลึกไดไ้ หมวา่ ในเวลาทพ่ี ระองคท์ รงบรรทมหลบั ในเวลากลางวันแลว้ ทรง
สุบินถึงสวนดอกไมท้ ่นี า่ รน่ื รมย์ปา่ เขาลาํ เนาไพรทน่ี ่าเทยี่ วภูมิภาคที่นา่ ยินดีและสระโบกขรณที ่นี ่า
ทวงสนาน
ปา. ระลกึ ไดพ้ ระคณุ เจ้า ผมเคยฝนั เห็นส่ิงเหลา่ น้นั เสมอ
เถระ ในขณะทีท่ รงบรรทมแล้วทรงสบุ นิ เชน่ นัน้ มมี หาดเลก็ เฝา้ อยู่ท่นี น้ั หรือเปลา่
ปา. มีสพิ ระคุณเจ้า
เถระ พวกมหาดเลก็ ทเ่ี ฝ้ารกั ษาอยู่น้นั มใี ครบ้างไหมไดเ้ ห็นวิญญาณของพระองค์ออกไปหรือเข้า
มาอยู่
ปา. ไม่มีใครเหน็ สกั นดิ เดยี ว พระคุณเจ้า
เถระ น่นั แหละมหาบพิตรแม้แตช่ นเหล่านัน้ ยงั มีชวี ิตอยแู่ ทๆ้ กย็ งั ไม่เคยมใี ครเห็นวิญญาณของ
พระองคผ์ ้ยู งั มีชีวติ อย่เู หมอื นกัน ออกไป หรือเขา้ มาอยู่ ไฉนเลยพระองคจ์ ึงเหน็ วญิ ญาณของ
บุคคลผูต้ ายแล้วออกไปจากร่างหรอื เข้ามาอยู่……..ฯ

ตาํ แหน่งท่ีตั้งของวญิ ญาณ
พระพุทธเจา้ ตรสั เทศนาไวใ้ นจิตภวงั ค์ธรรมบทวา่ “ทูรงฺ คมํ เอกจรํ อสรรี ํ คหู าสยํ เย จิ

ตฺตํ สญญฺ เมสฺสนตฺ ิ โมกฺขนตฺ ิ มารพนฺธนา” (ผใู้ ดจกั สาํ รวมจติ มอี ันเทีย่ วรับอารมณแ์ มม้ ีอยู่ทไี่ กล
เท่ียวไปดวงเดียว ไม่มรี ปู ร่าง มถี ้าํ คือมหาภตู รปู เป็นที่อาศยั ผนู้ ั้นจะพน้ บ่วงมาร)
ตามบาลพี ทุ ธภาษิตน้ี เปน็ อนั ชใ้ี หเ้ ห็นตาํ แหน่งที่ตัง้ ของวญิ ญาณว่า ต้ังอยใู่ นกายโดยอาศัยหวั ใจ
เป็นไป

ทางวทิ ยาศาสตร์รับรองว่าหัวจํางานไดเ้ นือ่ งจากมันสมองส่วนล่างควบคมุ แตถ่ ้าถอื เอาตาม
พุทธภาษติ นี้ มนั สมองก็มไิ ดเ้ ปน็ ท่อี ยู่ของวญิ ญาณ คงเป็นแตเ่ พียงทางเดนิ หรอื เปน็ ส่อื ใหค้ วามคิด
ผ่านเทา่ น้ัน ใจความในอรรถกถาแกว้ ่า “อทิ ญฺ หทยรปู ํ นสิ สฺ าย ปวตฺตตี ิ คูหาสยํ นาม ชาตํ
จติ ย่อมอาศัยหทยั รูป (หัวใจ) เป็นไป เหตุนน้ั จึงชอ่ื ว่ามีถํา้ คือมหาภตู รปู เป็นทอ่ี ยอู่ าศยั ” เป็นอันได้
ความอกี อย่างหน่งึ ว่า จิตกับกายเกี่ยวเน่ืองกนั ความจรงิ ขอ้ น้ีแม้ในพระสุตตันตปฎิ กปัจจยการก็
กล่าวว่า “ผทู้ ่ีมีความเห็นว่า ชีพกอ็ ันน้ัน สรีระกอ็ ันนนั้ หรอื ชพี ก็อนั อ่นื สรีระกอ็ ันอื่น” ความเหน็
ของผูน้ น้ั หาถูกไม่ เพราะทัง้ ชพี และร่างกายย่อมมีสว่ นสมั พนั ธ์ใกล้ชิดกนั หรืออาศยั กนั และกนั
เกดิ ข้ึน กลา่ วคือ เม่อื ใดสว่ นชีพคือวญิ ญาณทาํ งานประสานกับสว่ นสรีระคอื รา่ ยกาย เม่อื นั้นก็
สาํ แดงพฤตกิ รรมของมันออกมาในรปู แห่งความรูส้ ึกนึกคดิ ต่างๆ ลักษณะทม่ี ีสรรี ะมพี ฤติ – กรรม
ดงั กลา่ วนีเ้ อง ทีส่ อ่ แสดงใหเ้ ราเหน็ วา่ อินทรยี น์ นั้ “ยงั มีชีวิตอย”ู่ แต่ถา้ เม่ือใดส่วนชีพคือวญิ ญาณ
กับส่วนสรรี ะคือร่างกายน้ันก็ไมม่ ีพฤติกรรมดงั กลา่ วนนั้ แปลว่า คนๆ นั้นตาย คือหมดความร้สู ึก

๑๒

นึกคิดน้นั ๆ ขอ้ น้ีหากจะเปรียบเทียบใหเ้ ห็นกบั เรือ่ งพลงั งานไฟฟ้ากลา่ วคอื แสงสวา่ งของไฟฟ้าท่ี
ปรากฏให้เห็นทางดวงเทียนชนดิ ตา่ งๆ น้ัน ย่อมเกดิ เพราะอาศัยอปุ กรณอ์ ่นื มสี ายและเคร่ือง
กําเนดิ ไฟฟ้า เป็นต้น หากมแี ต่อันหนง่ึ อันใด แต่เราจะกล้าปฏิเสธได้ไหมว่า “ไฟฟา้ ” ไมม่ ี ไฟ ฟา้
ฉันใด จติ กฉ็ นั นัน้ แมข้ องผูท้ ี่ตายแลว้ เพ่อื ให้เขา้ ใจงา่ ยขอใหค้ าํ จํากัดความไวเ้ สยี ท่ีน้ีวา่ ในขณะที่
คนเรายังมีชีสิตอยู่ ยงั ไมต่ าย จติ กับการย่อมรับมีสว่ นสมั พนั ธ์ใกลช้ ิดกัน คือตา่ งอาศยั ซ่ึงกันและกัน
ดังไฟฟ้าอาศัยอปุ กรณอ์ ื่นๆ ฉะนน้ั แตถ่ า้ เปน็ ขณะท่ีคนเราปราศจากชีวิตคอื ตาย ตอนนจ้ี ิตกบั กาย
แยกกนั ไดด้ งั ทีไ่ ฟฟา้ มอี ยูแ่ ม้จะขาดอปุ กรณท์ ที าํ ให้เกดิ แสงสว่างท้งั น้เี พราะจิตกับไฟฟา้ เหมอื นกนั
โดยลักษณะ

เม่อื ปราศจากร่างกายวญิ ญาณจะตั้งอยอู่ ย่างไร

ทา่ นอาจต้ังคาํ ถามขน้ึ ว่า “วิญญาณน้ันหากขาดรปู เสียแลว้ จะต้ังอยทู่ ่ีไหน และเม่อื หาทตี่ ้งั มิได้ก็
แปลวา่ วญิ ญาณไมม่ ีอย่างน้ันหรือ” สาํ หรบั คาํ ถามข้อนี้ ใหท้ า่ นได้ยอ้ นราํ ลึกไปถงึ พระบาลีในอังคุต
ตรนกิ าย ติกนบิ าตร ท่านจะพบวา่ วญิ ญาณสามารถต้งั อยูไ่ ด้ แม้ในสิง่ อันหารปู มิได้ อรูปพรหม
และในธรรมวภิ าค ปริเฉทที่ ๒ พระนพิ นธ์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้าฯ ก็แสดง วิญญาณฐติ ิ ภูมิ
เป็นท่ีต้ังแห่งวิญญาณ ไว้ ๗ ภูมิด้วยกนั คอื
๑. สตั วเ์ หลา่ หน่ึง มกี ายต่างกนั มสี ัญญาตา่ งกัน เช่นพวกมนษุ ย์ พวกเทพบางหมู่ พวกวินิปา
ตกิ ะ (เปรต) บางหมู่
๒. สัตว์เหล่าหนึ่ง มกี ายต่างกัน มสี ญั ญาอย่างเดยี วกัน เช่น พวกเทพผูอ้ ยู่ในจาํ นวนพรหม ผู้
เกดิ ในภมู ปิ ฐมฌาน
๓. สตั วเ์ หล่าหนงึ่ มีกายอยา่ งเดียวกนั มีสญั ญาต่างกนั เช่น พวกเทพอาภัสสระ
๔. สัตวเ์ หลา่ หน่ึง มีกายอยา่ งเดียวกัน มสี ญั ญาอยา่ งเดียวกนั เชน่ พวกเทพสุภกณิ หะ
๕. สตั ว์เหล่าหน่ึง ผู้เข้าถงึ ช้ันอากาสานญั จายตนะ
๖. สตั ว์เหลา่ หนง่ึ ผเู้ ขา้ ถึงชนั้ วิญญาณัญจายตนะ
๗. สัตวเ์ หลา่ หนึ่ง ผเู้ ข้าถงึ ชั้นอากิญจญั ญายตนะ
จะเหน็ ไดว้ ่าหนง่ึ ในเจ็ดภูมิน้นั มีอรปู อยูด่ ว้ ย วญิ ญาณตัง้ อยไู่ ดแ้ ม้สิ่งอนั หารูปมไิ ด้ความตาย
ความตายคืออะไร ในอภิธรรมปฎิ กวิภงั คปกรณแ์ ละในมหาสติปฏั ฐานสูตร ทีฆนิกายมหาวรรค
ตอนนิเทศแห่งทกุ ขสจั แสดงวา่ “ความตาย” คอื ความจตุ ิ ความเคล่อื น ความทําลาย ความ
หายไป ความม้วย ความทํากาละ ความแตกแห่งขันธท์ ง้ั หลาย ความทอดทิง้ ซากไว้ ความขาดตอน
แห่งชีวติ ตินทรีย์ ในมรณัสสติสูตร องั คุตตรนกิ าย อัฏฐกนบิ าต แสดงไว้โดยปรยิ ายว่า “ในขณะท่ี
เราหายใจเขา้ แล้วหายใจออกอยู่ หรือขณะทเี่ ราหายใจออกแลว้ หายใจเข้าอยู่ เรายงั เปน็ อยู่ได้”
แตถ่ ้า “ในขณะทเี่ ราหาใจเขา้ แลว้ ไม่หายใจออกอยู่ หรือหายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าอยู่ เราก็

๑๓

เปน็ อยู่ไม่ได้ คือต้องตาย” ในโมกขุปายคาถา แสดงตามคาถาประพนั ธ์ ว่า
ชวี ิตนิ ทฺ รยิ ุปจฺเฉท สงขฺ าตมรณํ สยิ าสพฺเพสํ ปธี ปาณีนํ ตญหฺ ิ ธุวํ น ชีวิตํ ความตายคอื
ความขาดตอนจากชีวติ นิ ทรยี ์ จะพงึ มแี ก่สตั ว์ทั้งหลายทงั้ ปวงในโลกนี้ เพราะความตายเป็นของ
เทย่ี ง ชีวติ ความเปน็ อยู่เปน็ ของไมเ่ ท่ียง สถานการณภ์ ายหลงั ความตาย
อจริ ํ วตยํ กาโย ปฐวี อธิเสสติ
ฉฑุ ฺโฑ อเปตวิญญฺ าโณ นริ ตถฺ ํ ว กลงิ คฺ รํ
ในรา่ งกายน้มี ีวญิ ญาณไปปราศแล้ว ถูกเขาท้ิงเสยี แล้ว ไม่นานหนอจกั นอนทบั แผ่นดนิ เหมือน
ทอ่ นไมท้ ีไ่ รป้ ระโยชน์ ฉะนน้ั จากพระบาลีพทุ ธภาษติ ข้างบนน้ี ทําใหเ้ ราพบว่าสว่ นทเี่ ปน็ อตั ตภาพ
ร่างกาย จะต้องมอี นั เน่าเปอ่ื ยทับถมแผน่ ดินไป แต่สว่ นวญิ ญาณไม่สญู เพราะจะตอ้ งปราศไป เพ่ือ
ปฏิสนธิในโลกหนา้ อีกคร้ัง อาการไปสโู่ ลกหน้าแห่งวญิ ญาณ เม่อื คนเราใกล้ตาย จติ แสดงอาการ
เคลื่อน คอื ไปปราศรา่ งกายอนั เป็นเรือนร่างของมัน ลกั ษณะนี้ในบาลเี รยี กวา่ จติ เป็นจุติ พอจตุ จิ ิต
จวนจะดับ ปฏสิ นธิจิต หรือปฏิสนธวิ ญิ ญาณกเ็ กิดขึน้ ลักษณะนบ้ี าลเี รียกว่า จิตเป็นปฏสิ นธิ
ปฏิสนธนิ ้ี ปรารภหรอื ยึดอารมณอ์ ย่างเดยี วกบั ที่จตุ จิ ติ นัน้ ยึดอย่แู ลว้ กไ็ ปเกดิ โลกหนา้ ดงั แสดงใน
อภิธรรมสังคหะ วา่ “ในเวลาใกลต้ ายจิตยึดกรรมหรอื กรรมนมิ ติ หรือคตินิมติ เปน็ อารมณ์ แลว้ น้อม
ไปส่ภู พใหม่ อนักรรมท่ีเปน็ กุศลและอกุศลเปน็ เจา้ พนกั งานปรงุ แตง่ ใหไ้ ปเกดิ ในสคุ ติภพและทุตติ
ภพ แลว้ กด็ บั หายไป ที่สดุ แห่งปัจจุบนั ชาตินี้กําหนดดว้ ยจุติจติ ดวงน้นั ในขณะที่จตุ ิจติ ใกล้จะดับ
น้ัน ปฏสิ นธิจิตนนั้ จึงหมายเอาวบิ ากจิต เพราะสบื ต่อภพหนา้ ”
ครัน้ ปฏิสนธิ (เกดิ ) แล้วปฏิสนธจิ ติ น้นั ก็กลายมาเปน็ ภวังคจิตตามเดมิ อีกโดยมจี ิตรู้สกึ ยึดทบั อยู่
ขา้ งบน

ตายแลว้ ไปไหน
เมื่อทราบสภาพการณ์หลังความตายแล้ว มีอีกข้อหนงึ่ ท่ีควรจะทราบ นน้ั คือหากบุคคลตาย

แลว้ เกดิ จริงจะไปเกดิ ทไ่ี หนในมชั ฌิมนกิ าย มลู ปัณณาสน์แสดงว่า
จิตเฺ ต สงฺกลิ ฏิ ฺเฐ ทคุ คฺ ติ ปาฏกิ งขฺ า เมือ่ จติ เศร้าหมอง จําหวังทคุ ติ
โดยนัยน้เี ป็นอันได้ความว่า จิตเศรา้ หมองเพรากิเลส กิเลสแปลว่า ส่ิงท่ที ําให้จิตเศร้าหมอง มชี ือ่
เรียกต่างกัน เชน่ อาสวะ โยคะ อนสุ ัย เป็นต้น อาสวะได้แก่ กิเลสอนั ดองอย่ใู นสนั ดาน โยคะไดแ้ ก่
กิเลสทเี ป็นเหตุประกอบสตั วไ์ ว้ในพภิ พ อนุสยั ได้แก่ กิเลสอันนอนเนื่องอย่ใู นสนั ดาน กิเลสอยา่ ง
ละเอียด เมอ่ื ไม่มอี ะไรมากระบท ย่อมไม่ปรากฏ กเิ ลสอยา่ งนเี้ องตดิ ไปถงึ ภายหนา้ ไดม้ ใิ ชต่ ดิ อยู่ที่
มัยสมอง แต่ติดอยู่ที่ใจ ส่วนกิเลสอย่างหยาบนั้น ได้แก่ โลภ โกรธ หลง จดั เป็นอกุศลมลู คือ
รากเหงา้ แหง่ ความชั่วท้งั ปวงเมือ่ กเิ ลสเกิดข้ึนครอบงําจิตสนั ดานแลว้ จติ ยอ่ มเศรา้ หมอง จติ ท่เี ศร้า
หมองยอ่ มชักนาํ ใหท้ าํ กรรม เม่ือทาํ กรรมแลว้ ย่อมไดร้ ับผลของการกระทําเป็นธรรมดา แลว้ กเิ ลสก็

๑๔

เกดิ ขน้ึ ครอบงําสนั ดานอกี วนเวยี นอยู่อยา่ งนเ้ี รือ่ ยๆ กิเลสอนั เปน็ เหตทุ าํ กรรมยงั ไม่สนิ้ ไปจากจติ
สันดานตราบใดตราบนนั้ อาการเวียนนนั้ ย่อมดาํ เนนิ ต่อไป หากตายลงด้วยทั้งทจ่ี ิตทเ่ี ศรา้ หมอง
อยา่ งนัน้ ย่อมหวงั ไดท้ ุคติ ฉะน้ันการทคี่ นเราเบอ้ื งหนา้ แต่ตายเป็นเพราะกายแตกตอ้ งไปเกิดทุคติ
นน้ั เปน็ เพราะกเิ ลสชกั นําให้จติ เศร้าหมองก่อน กล่าวคือ เม่ืออารมณ์ มาปรากฏทางมโนทวาร
ด้วยจติ รคู้ ดิ แลว้ อารมณน์ ั้นจะไดถ้ กู บันทึกไว้ภายในจติ ใตส้ าํ นึก ครั้นเม่อื จิตจุตแิ ล้ว ผลของกรรม
และนิมิตที่อนั ได้ถกู บนั ทึกไว้ดว้ ยจิตใต้สาํ นึกนัน้ กจ็ ะทาํ หน้าทเ่ี ป็นชนกกรรมเพอ่ื แต่งปฏิสนธิใน
โลกหนา้ ท่ีชัว่ ซึ่งรวมเรยี กว่า “ทคุ ติ”
จิตเฺ ต อสงฺกลิ ฏิ ฺเฐ สคุ ติ ปาฏกิ งขฺ า เมื่อจิตไมเ่ ศรา้ หมองสคุ ติตอ้ งหวงั ได้
จติ ไม่เศรา้ หมองเพราะจิตไม่ถูกระคนดว้ ยกเิ ลส เม่อื จิตไม่สัมปยตุ ด้วยกิเลสอนั เป็นเหตทุ ํากรรม
ดงั น้ีแลว้ ผลแห่งกรรมดยี ่อมปรากฏในมโนทวารดว้ ยจิตรคู้ ดิ นั้น คร้ันตายไปแลว้ ผลของกรรมดซี ่งึ
ไดถ้ ูกบันทกึ ไวด้ ้วยจติ ใตส้ ํานึกนั้นกจ็ ะทาํ หน้าทเี่ ป็นชนกกรรมเพือ่ แตง่ ปฏิสนธใิ นโลกหนา้ ที่ดี ซึ่ง
รวมเรยี กวา่ “สคุ ตภิ มู ิ”
ตอนน้กี เ็ กิดปญั หาแทรกขนึ้ มาวา่ “ถ้าจิตที่เศรา้ หมองตอ้ งไปสสู่ คุ ตแิ ลว้ ก่อนตายทาํ ไมเราไมท่ ําจิต
ให้ผ่องใสเท่านัน้ เล่าเราจะตอ้ งมัวทาํ ความดีต่างๆ ให้เปน็ การลําบากทําไมเพียงรอทําจิตใหผ้ อ่ งใส
เทา่ น้ันเราก็น่าจะมหี วังไดส้ คุ ตสิ บายๆ แต่อย่าลมื ไปวา่ ตลอดเวลานั้นจติ ของเราทาํ หนา้ ที่อยา่ งไร
ตลอกเวลาน้นั วิถีจติ ของเรายอ่ มเกดิ ขน้ึ ตดิ ต่อกนั อยู่เสมอทุกๆขณะจติ และในขณะเดียวกนั จติ ยังทํา
หนา้ ทีเ่ ก็บหรือบนั ทึกพฤติกรรมต่างๆทเี่ ราแต่ละคนได้กระทาํ ในขณะยงั มชี วี ิตอยูน่ ้ันไวใ้ นวญิ ญาณ
ครั้นแล้วเวลาใกลต้ าย ผลของการทาํ ดี – ชัว่ เหลา่ น้ันก็จะประดาเขา้ มาในวิถจี ิตของเราในลักษณะ
ต่างๆอย่างทท่ี า่ นเรยี กว่า กรรมนมิ ติ ปรากฏในลกั ษณะนี้ไม่มียกเวน้ แกใ่ ครๆ ทง้ั นัน้ ดว้ ยเหตุผล
ดังน้เี ราจะเหน็ แลว้ วา่ การรอทําจิตให้ผอ่ งใสในขณะทใ่ี กล้ตายน้ัน เป็นเรอื่ งท่ีเปน็ ไปไม่ไดเ้ สยี แลว้

วญิ ญาณเขา้ ไปปฏิสนธิทางไหน
ลกั ษณะพิเศษแหง่ วญิ ญาณนั้น คือ วิญญาณหรือจิตนั้นไมไ่ ดข้ ึน้ อยู่กบั กาลหรืออากาศ หรอื

ท่ีเรียกวา่ (Time and Space) กลา่ วคือเราอาจสง่ ความคิดไปสู่ท่ไี กลแสนไกล อย่างไรก็ได้โดยมใิ ช้
เวลา (Time) เลยแม้แตว่ นิ าทเี ดยี วเพราะฉะน้ันพระพุทธเจา้ จึงไดต้ รัสวา่ “จิตเปน็ ธรรมชาตริ ับ
อารมณไ์ ด้แม้มีอย่ใู นที่ไกล (ทุรงคฺ มํ) วา่ ถงึ เรื่องอวกาศ (Space) หรือเนอื้ ทกี่ ็เหมือนกันคือจิตไมก่ ิน
เนือ้ ที่หรอื เปลืองเน้อื ทีจ่ ติ อาจอยใู่ นท่ีท่ีแคบอยา่ งไรกไ็ ด้เช่น อย่างในจําพวกมดหรือแมลงเล็กๆ
เป็นต้นจติ ก็เข้าสิงอยู่ได้หรือขยายเนอื้ ที่ทีใ่ หญ่โตขน้ึ อกี เช่น พวกมนษุ ย์ ช้าง มา้ เปน็ ตน้ ก็คงมีผล
เท่ากัน คือจติ ไม่ไดล้ ดลงหรือขยายโตข้ึนเพราะเน้อื ที่ ดังนนั้ จิตจงึ มคี วามสามารถเป็นพเิ ศษอยา่ ง
หนง่ึ คอื สามารถทะลุสิ่งกดี ขวางท่ีหนาเขา้ ไปได้ และไมม่ ใี ครอาจรู้ไดว้ า่ มันเขา้ ไปไดอ้ ย่างไรและ

๑๕

โดยวธิ ีไหน แตท่ เ่ี ราสามารถจะรูไ้ ด้อยา่ งหนง่ึ กค็ ือ เขา้ ไปไดด้ ้วยการ นอ้ มนกึ นีเ่ องคือการเข้าไปสู่
ครรภข์ องวิญญาณ

จะเช่อื อย่างไรวา่ ตายแลว้ เกดิ
ข้อท่ีทําใหเ้ ช่ือวา่ ตายแล้วเกดิ นนั้ มอี ยู่ ๓ ข้อด้วยกันคือ

๑. โดยหลกั ฐานทท่ี ่านแสดงไว้ ทงั้ ในฝา่ ยพระสูตรและอภิธรรม
๒. โดยหลักธรรม
๓. โดยทีม่ ีคนบางคนระลกึ ชาติได้ ทั้งในอดตี และปจั จุบนั
หลังท่ี ๑ ดังในองั คตุ ตรนกิ ายติกนบิ าตรแสดงไว้วา่ พระพทุ ธองค์ ตรัสวา่ “อานนท์ กรรมเป็นเนอ้ื
นา (กมมฺ ํ เขตฺขํ) วญิ ญาณเป็นพืช (วญิ ญฺ าณํ พชี ํ) ตัณหาเป็นยางในเมล็ดพชื (ตณฺหา สเิ นโห)
วิญญาณแห่งสัตว์ทัง้ หลายอันวิญญาณกั้นไวม้ เี ครือ่ งผูกคอื ตณั หาต้งั อยูด่ ว้ ยกามธาตุ, รปู ธาตุ, อรปู
ธาตุ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงตอ้ งไปเกิดในโลกเบอื้ งหนา้ คอื กามภพ, รูปภพ, อรปู ภพเป็นตน้
หลังท่ี ๒ เป็นทท่ี ราบกันดีวา่ คนเราทุกคนทม่ี าในโลกเดียวกันนยี้ ่อมมคี วามแตกต่างกันท้ังในสว่ น
ฐานะความเปน็ อยู่ท้ังในรปู สมบัตแิ ละคณุ สมบัตินน่ั คอื บางคนมีฐานะความเป็นอยู่ยากจน บางคน
กลับมีความเป็นอยู่รา่ํ รวย และบางคนมฐี านะความเปน็ อยู่ปานกลาง พอมีกนิ มีใช้ วา่ ถึงรปู สมบัติ
เลา่ บางคนก็มรี ปู ร่างงดงาม บางคนกข็ ี้รวิ้ ขแี้ หร่ แมใ้ นส่วนคณุ สมบัตคิ อื อปุ นสิ ัยใจคอและ
สติปญั ญาก็อยใู่ นเกณฑ์เดียวกนั น้ี เมือ่ เป็นเชน่ นี้ก็ลองคดิ ดวู า่ เพราะอะไรเป็นเหตุหนอ เราจงึ มี
ความแตกต่างกันอย่างนี้

ตามหลักความจริงในทางพระพุทธศาสนาวางหลักไวว้ ่า การที่คนเรามีความแตกตา่ งกนั ถึง
เพียงนน้ั กเ็ ปน็ ดว้ ยถูกกรรม คอื การกระทาํ จัดสรรหรอื จาํ แนก (กมมฺ ํ สตฺเต วิภชฺชติ ยทิทํ หนี ปฺ
ปณีตตาย)
กรรม แปลว่า “การกระทาํ ” มที ัง้ สว่ นดแี ละสว่ นชั่ว เรียกวา่ “กศุ ลกรรม” และ “อกศุ ลกรรม”
การทําดแี ละชว่ั ของเราทา่ นแตล่ ะคนนีเ้ องเปน็ เหตแุ ห่งความแตกตา่ งกันดงั กลา่ วแล้วเพราะกรรม
เป็นผู้สร้างและทําลายทุกคนต้องอยู่ภายใตอ้ าํ นาจของกรรมหรือภายใตล้ ิขิตของกรรมหาใช่
พรหมลขิ ิตแต่ประการใดไมท่ ุกคนตอ้ งไปตามทางของกรรม (ยภากมฺมํ คมิสฺสนฺติ) คือใครทาํ กรรม
อย่างใดไว้ดีหรอื ชั่วกต็ ามยอ่ มได้รบั ผลแหง่ กรรมนัน้ เป็นเคร่ืองทายาทคอื ผทู้ ต่ี ้องรับมรดกของกรรม
(กมฺมทายาโท) มกี รรมเปน็ กําเนิด (กมมฺ โยนิ) มีกรรมเปน็ เผา่ พันธ์ (กมมฺ พนธฺ ุ),มีกรรมเปน็ ที่พ่งึ
อาศยั (กมมฺ ปฏสิ ฺสรณํ) แตก่ รรมมหี ลากหลายประเภท ท้ังชนิดปรงุ แต่งให้เกดิ ทง้ั ชนิดส่งเสรมิ
สนบั สนนุ ทั้งชนดิ ตัดรอนบบี คั้น ท้ังชนิดที่มีอิทธพิ ลมากและมอี ิทธพิ ลน้อย ชนิดท่ีมีหนา้ ทใ่ี นทาง

๑๖

ทําให้เกดิ ก็ทาํ หนา้ ทปี่ รุงแต่งปฏิสนธวิ ิญญาณใหเ้ กิดในกาํ เนิดตํา่ บ้างสูงบ้างชนดิ ท่ีมหี นา้ ทีใ่ นทาง
สง่ เสรมิ สนบั สนนุ ก็ทาํ หน้าทส่ี ่งเสรมิ สนับสนนุ ผลแหง่ ชนกกรรมนนั้ เชน่ ถ้าเกดิ ในตระกลู สงู ก็
สง่ เสริมให้สูงยง่ิ ๆ ข้นึ ไปหรอื เกิดในตระกูลต่ําก็ส่งเสรมิ สนบั สนุนใหต้ ํา่ ยิง่ ๆลงไปอกี สว่ นชนิดที่มี
หน้าทีต่ ดั รอนบบี คนั้ ก็ทําหน้าทต่ี ดั รอนหรือบบี คัน้ ผลแหง่ ชนกกรรมและอปุ ถมั ภกกรรมน้ันๆให้ดี
ขนึ้ หรือเลวลงเช่นกนั และถา้ มอี ุปถมั ภกกรรมดว้ ยกรรมดังกล่าวน้ียอ่ มทาํ หนา้ ท่ตี ดั กาํ ลังของ
อุปถัมภกกรรมนั้นใหเ้ พลาลงถ้าเกิดในตระกลู ตํา่ กท็ าํ หน้าทใี่ หผ้ ลในปัจจุบนั ทันตาเหน็ ท่มี ีอทิ ธิพล
รองลงมากท็ ําหน้าทใ่ี หผ้ ลในชาติตอ่ ๆไป
เพราะเหตทุ ่ีกรรมมหี ลายประเภทดงั นเ้ี ราจงึ ได้เหน็ ความแตกต่างของบคุ คลบ้างความผันแปรและ
ความววิ ฒั นข์ องบุคคลบา้ งเชน่ บคุ คลบางคนเกิดมาในตระกูลมั่งคั่งสมบูรณ์มีเหตุแวดล้อมล้วนแต่
ดๆี ทั้งนน้ั แตแ่ ทนทเี่ ราจะได้เหน็ เขาเปน็ คนดีกลบั ตรงกันข้าม คอื กลายเปน็ เลวไปทั้งในส่วนฐานะ
ความเป็นอยู่ ทงั้ ในสว่ นรูปสมบตั แิ ละคณุ สมบัติ บางคนเสยี อกี ที่พอเกิดมาลอื ตาดโู ลกกบั เขาก็พบ
ตัวเองอยูใ่ นตระกลู ท่ยี ากจนมเี หตุแวดลอ้ มทีเ่ ลวแสนเลวเสียแลว้ แตแ่ ทนท่ีฐานะความเปน็ อย่ขู อง
เขาจะเปน็ ดงั น้นั ก็กลายเปน็ ว่าเปน็ อยา่ งอนื่ ซึงผดิ จากบรรพบรุ ษุ ของเขาอย่างชนิดกลบั หน้ามอื เป็น
หลงั มือทีเดยี ว เหตผุ ลดงั นก้ี ารทเ่ี ราจะอา้ งเพยี งหลกั พันธกุ รรม (Heredity) และเหตุแวดล้อม
(Environment) มาเปน็ สาเหตแุ ห่งความแตกต่างของบุคคลจึงอาจเปน็ เรือ่ งที่เปน็ ไปไม่ได้ เพราะ
โดยหลักดงั กลา่ วนี้ ยงั มีการยกเว้นในกรณีท่มี ีคนบางคนววิ ัฒนฐ์ านะความเป็นอยูค่ ุณสมบัติ คือ
สติปัญญาของตนใหต้ า่ งออกไปจากเดิมไวอ้ ยู่
๓. การระลึกชาติได้ น้นั บางคนกร็ ะลึกได้ บางคนระลึกไม่ได้ การท่บี างคนระลกึ ถึงพฤตกิ ารณ์
ต่างๆ ในอดตี ไมไ่ ด้นั้นเพราะคนเราโดยมากถกู อวิชชาคือความโงห่ รือความไม่รู้ครอบงํากเิ ลสชนิดนี้
เปรียบเหมือนฝ้าทหี่ ้มุ ห่อจติ วิญญาณของเราไว้เพราะฉะน้นั ตราบใดที่เราแตล่ ะคนยังมกี เิ ลสชนดิ นี้
ไมเ่ บาบางตราบน้ันเรากย็ ่อมไมอ่ าจระลึกถึงพฤติการณ์ต่างๆเหลา่ นั้นได้

อีกประการหน่ึงเราคงจะชีใ้ ห้เหน็ ในปัจจบุ นั น้ไี ดว้ า่ เหตใุ ดบางคนจงึ ระลึกพฤตกิ ารณ์ในอดีต
น้นั ไมไ่ ดม้ บี างทา่ นกลา่ วไว้วา่ ทเี่ ราทกุ คนสามารถรกั ษาปกตภิ าพของคนไว้ได้กเ็ พราะอาศยั ทมี่ ี
“สัญญา” เปน็ สว่ นประกอบสําคัญหากคนเราขาดสญั ญาเสียแล้วโลกจะไมน่ า่ อยูเ่ ช่นทุกวนั น้ีเลย
เพราะโลกจะเตม็ ไปด้วยคนบ้าเพราะฉะนน้ั เราจึงเห็นไดแ้ ล้วว่าสญั ญามคี วามสาํ คญั ตอ่ ชวี ิตของแต่
ละคนทสี่ ดุ รวมกระท่งั ถึงสงั คมแต่สัญญาเปน็ เพียงเจตสิกธรรม เปน็ อาการเป็นสว่ นหน่ึงของจติ
ดังนั้นแมว้ า่ สัญญาจะมคี วามสาํ คญั เพยี งใดกต็ าม แต่เม่ือความสําคญั ของสัญญานั้นต้องข้นึ อยแู่ ก่
จติ เรายอ่ มกลา่ วได้ว่าจติ นน้ั แลสําคัญกว่าเพราะเหตุว่า “ความจาํ ” ของเราย่อมมวี นั ลมื เลอื นได้
เราไมจ่ ําเปน็ ตอ้ งกล่าวว่า ในอดีตชาตนิ ้นั มีอะไรเกิดข้ึนแก่เราบา้ งเพราะมันห่างไป เอากันเพยี งเมื่อ

๑๗

๑๐ ปลี ่วงแล้วนี่แหละมใี ครบา้ งไหมท่ีอาจระลึกถงึ พฤติการณต์ า่ งๆอันเกดิ ขน้ึ แก่ตวั เองทง้ั หมด
หรือไมอ่ ย่างน้นั ยน่ เขา้ มีอีกเอากนั เพียงเมื่อวานนีก้ ไ็ ดว้ ่าเราทําอะไรบา้ งเชื่อเหลือเกนิ วา่ คงไมม่ ใี คร
ท่รี ะลกึ พฤตกิ ารณท์ ่ีเกดิ ขน้ึ กับตนได้ทัง้ หมดย่งิ คนท่ีธรุ ะยุง่ ยากมากย่งิ ไมส่ ามารถจะปะติดปะตอ่
อดีตของตนใหเ้ ขา้ รปู ของตนได้ทเ่ี ปน็ เชน่ น้ันกเ็ พราะว่าไม่มเี วลาได้ “ใส่ใจ” จําน่นั เอง
ดงั นั้นเราจึงเห็นได้อีกอย่างหนึ่งวา่ สัญญายอ่ มเกิดจากความ “ใสใ่ จ” หรอื “ตง้ั ใจ” เป็นประการ
สาํ คญั ผูข้ าดความต้ังใจและใส่ใจจะปรากฏมักมีความจําไมด่ ีเลอะเลือนน่ีก็เปน็ ความจรงิ ท่เี ห็นกันได้
เพราะดังน้เี รอ่ื งการระลกึ ชาตจิ งึ ย่อมหมายถงึ ความทรงจําทดี่ วงวิญญาณได้สง่ั สมหรือบนั ทึกเอาไว้
แต่ในอดตี เป็นประการสาํ คัญมากกว่าจะเปน็ ไปโดยบงั เอิญนกึ ขนึ้ ไดเ้ ฉยๆอยา่ งไม่มเี หตผุ ล
การทคี่ นใดคนหนง่ึ นกึ อะไรข้ึนมาได้ แลว้ บอกว่าเปน็ อย่างนั้นเป็นอยา่ งน้ี ซงึ่ เราถือว่าเราไดเ้ คยเกดิ
มาแล้วในชาติกอ่ นนนั้ นกั วิทยาศาสตร์บางทา่ นกลา่ ววา่ ลักษณะดังกลา่ วนี้เปน็ เรอื่ งของโทรจติ คือ
กระแสความคิดท่สี ่งถึงกนั หรือเขา้ ใจบางสิ่งบางอย่างโดยบงั เอิญทา่ นทงั้ หลายจงดูเอาเถดิ
นักวทิ ยาศาสตร์ซ่งึ ได้ชื่อวา่ บชู าเรือ่ งเหตผุ ลเป็นชีวติ จิตใจแต่เหตุผลใดจึงมนี ักวิทยาศาสตร์บางทา่ น
พดู ถึงเร่อื งโทรจติ (Wireless telepathy) หรอื การส่งความคิดถึงกันแบบไม่มสี ายนท้ี าง
พระพทุ ธศาสนาถอื เป็นเพียงวิชาแขนงหนงึ่ ในอภิญญา ๖ และวิชชา ๘ ซ่งึ เกิดขึ้นโดยอาศยั
“สมาธิ” กลา่ วคอื เมอ่ื ผบู้ าํ เพ็ญเพยี รทาํ จิตท่เี ปน็ สมาธนิ ้ันให้เปน็ บาทแล้วยอ่ มอาจทาํ อภญิ ญา ๖
หรืออวิชชา ๘ ใหเ้ กดิ ขน้ึ ได้นีเ้ ป็นลกั ษณะของจิตอันอบรมดแี ลว้ ในปจั จุบันนเี้ ท่านน้ั แต่เรื่องของผู้
ระลกึ ชาตไิ ดจ้ ะจัดเขา้ ลักษณะน้ไี มไ่ ด้เพราะส่วนมากผรู้ ะลกึ ชาติไดม้ นั จะเป็นเวลาท่ียงั เปน็ เดก็ ไม่รู้
เดยี งสาซงึ่ เป็นเวลาทไี่ มอ่ าจจะทาํ มูลเหตแุ หง่ การท่ีจะไดเ้ จโตปริญาณน้ันแตป่ ระการใด
อกี ประการหน่ึง ปุพเพนิวาสานุสสตญิ าณ ญาณอันระลึกชาตหิ นหลงั กบั เรอ่ื งชาตขิ องบคุ คล ซงึ่
ท้ังสองนน้ั ไมเ่ หมือนกัน เพราะปุพเพนิวาสานุสสตญิ าณเป็นเร่ืองที่เกิดขนึ้ โดยอาศัยการประกอบ
กระทาํ ในปจั จบุ ันเป็นเครือ่ งชว่ ยประกอบสาํ คัญ ส่วนเรอ่ื งชาตขิ องบุคคลหาได้อาศยั ประกอบ
กระทําในปจั จุบนั เป็นเครือ่ งช่วยแต่ประการใดไม่ คือไม่ไดอ้ าศัยกําลังแหง่ สมาธญิ าณแต่ประการใด
ไม่ แตห่ มายถงึ ความทรงจําท่ีดวงวญิ ญาณได้ “สงั่ สม” เอาไวแ้ ตใ่ นอดตี ชาตคิ วามตายเปน็ เพยี ง
ฉากหนึ่งของชวี ติ ผลแหง่ กรรมดีและช่วั ที่เราแตล่ ะทา่ นไดส้ งั่ สมเอาไวใ้ นขณะยงั มีชวี ติ อยูจ่ ะติด
สอยห้อยตามเราไปทุกฝกี า้ วดจุ เงาตามตวั ดจุ ลอ้ หมนุ ไปตามรอยโค ดจุ เราสง่ กระสุนว่ิงไปตามวิถี
กระสนุ และดุจใช้ผซู้ ือ่ สตั ย์ตดิ ตามนายของตนไปท่านทงั้ หลายเคยนกึ ถึงความจรงิ เหล่าน้บี ้างหรอื
เปลา่ วา่ ทา่ นเคยประมาทพลาดพลั้งไปเพราะความเข้าใจผดิ หรอื เพราะความรเู้ ทา่ ไม่ถงึ การณ์
หรอื ไม่ ทา่ นไมต่ อ้ งตกใจ เพราะพระพุทธเจา้ ตรสั ไว้วา่
โย จ ปพุ ฺเพ ปมชฺชิตฺวา ปจุ ฉฺ า โส นปฺปมชชฺ ติ โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มตุ ฺโตว จนทฺ มิ า

๑๘

“ผูใ้ ดคดิ ผดิ พล้ังไปแล้วในครงั้ กอ่ นแตม่ าภายหลงั กลบั ตัวได้ ผนู้ ัน้ ยอ่ มยังโลกน้ใี ห้สวา่ งไสวดจุ
พระจันทรพ์ ้นจากกลีบเมฆ สอ่ งหลา้ ใหก้ ระจ่างอยู่ฉะนน้ั
๔. คนผีเข้า ขอ้ นจ้ี ะพงึ เหน็ ไดว้ ่า ถ้าวญิ ญาณไม่มแี ลว้ ผีจะมาเข้าได้อยา่ งไร
๕. เทวดาเข้าทรง เรื่องนี้เป็นทที่ าํ กนั มากในปัจจุบนั เชน่ การทรงเจา้ หลวงปนู่ น้ั หลวงปูน่ ้ีเปน็ ต้น
๖. การสะกดจิต ในวงการแพทยป์ จั จบุ ันใชก้ ันมากถ้าจิตวิญญาณไมม่ ีแล้วจะมกี ารสะกดจิตได้
อยา่ งไร
๗. การสะกดจิตย้อนภพ ไดแ้ กก่ ารสืบประวตั ิย้อนหลงั ไปถงึ ชาติก่อนได้เปน็ อยา่ งดคี น้ พบครั้งแรก
ในสหรฐั อเมรกิ า
๘. เดก็ อัจฉริยะ ไดแ้ ก่เดก็ ท่ฉี ลาดเกนิ กวา่ เดก็ ธรรมดามที ัง้ ในประเทศและต่างประเทศเชน่ เดก็ ที่มี
อายนุ อ้ ย คํานวณเลขท่ยี ากๆได้โดยไมต่ อ้ งบอก
๙. เด็กฝาแฝด คือเด็กฝาแฝดนนั้ ถงึ มีรปู รา่ งทเี่ หมอื นกันแตจ่ ะมีอปุ นสิ ยั และจติ ใจไม่เหมอื นกัน
๑๐. เร่อื งผีและผ้เู คยเหน็ ผี คนท่พี บผีด้วยตวั เองน้นั มีอยู่มากผีกค็ ือวิญญาณของคนท่ีตายไปแลว้
น่นั เอง
๑๑. พระอรยิ สงฆ์ พระท่ที า่ นปฏบิ ตั ิดีปฏบิ ัตชิ อบทา่น นไมเ่ คยปฏิเสธเรอ่ื งภพภูมิต่างๆและจติ
วิญญาณเลยวา่ ไมม่ ีทา่ นจะรู้เร่ืองต่างๆ ได้ดโี ดยท่คี นธรรมดาไมส่ ามารถรู้ได้เหมอื นกบั ท่าน ถา้ ไม่
จรงิ ทา่ นโกหกเราไปทาํ ไม กเ็ ป็นการแสดงใหเ้ หน็ วา่ คนเราตายแตก่ ายแตจ่ ติ วญิ ญาณไมไ่ ด้ตายเลย
๑๒. คนตายแล้วฟน้ื ในสงั คมไทยกม็ มี ากที่หมดลมหายใจแล้วญาตพิ น่ี อ้ งนึกว่าตายแลว้ กลบั ฟนื้
คืนมาอีกก็มาเลา่ ประสบการณท์ างวิญญาณขณะจติ ออกจากรา่ งไปประสบกับอะไรบา้ ง เชน่ นรก
สวรรค์ เป็นต้น แล้วนํามาเล่าใหญ้ าติและคนอ่ืนทวั่ ไปฟัง เช่น พนั เอกเสนาะ จินตรตั น์ เป็นตน้

คนในโลกน้ไี ดต้ กนรกกนั อยู่เสมอ
เพือ่ เป็นการช้ีให้เห็นอยา่ งชัดเจนว่านรกและสวรรคใ์ นโลกนี้กม็ ไี มใ่ ช่มแี ต่ในโลกหนา้ และ

หลกั ฐานในเรื่องนี้กค็ อื ข้อความดังทีก่ ล่าวมาแลว้ นัน้ อย่างหน่งึ และนอกจากน้ยี งั มหี ลักฐานอ่ืนๆ
อีกหลายแหง่ ท่เี ป็นการยนื ยนั ถงึ การมีนรกสวรรค์ในโลกนี้ เชน่ พระพุทธเจ้าตรสั ว่า ภิกษุทัง้ หลาย
ตา หู จมูก ลิน้ กาย ใจ ถกู ไฟเผารอ้ นอยเู่ สมอ อะไรคอื ไฟ ? ราคะ โทสะ โมหะ เรากล่าวว่า
เปน็ ไฟ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ ขะ โทมนัส อปุ ายาส เรากลา่ ววา่ เป็นไฟ
สมยั หนงึ่ พระพุทธเจ้าทรงตกั ฝุ่นขน้ึ มาดว้ ยปลายเลบ็ แลว้ ถามภกิ ษุทงั้ หลายวา่ ฝุ่นในเล็บมอื กบั ฝุ่น
ในผืนแผ่นดินใหญ่อันไหนจะมากกว่ากัน ภกิ ษทุ ัง้ หลายได้ทูลตอบวา่ ฝุ่นในผืนแผน่ ดนิ ใหญ่มี
มากกว่า แล้วพระองค์ก็ตรัสต่อไปวา่ ขอ้ นี้ฉนั ใด ผทู้ ี่ไปนรกไปอบาย ก็มีมากเหมอื นกบั ฝุน่ ในผนื
แผ่นดนิ ใหญ่ ฉันนัน้ ท้งั นี้ก็เพราะผู้ท่ีรอู้ ริยสจั มนี ้อยแสดงใหเ้ ห็นว่า สําหรบั ผู้ท่ยี ังไมเ่ หน็ แจ้งอริยสัจ

๑๙

ในใจยงั ไมไ่ ด้สัมผัสกับความสงบเยอื กเย็นในขนั้ โลกตุ ตระแลว้ กเ็ ปน็ การหวงั ไดว้ า่ ในชวี ติ ประจาํ วัน
จะต้องตกนรกอยเู่ สมอ คอื จะถูกไฟราคะ โทสะ โมหะ ไฟคือ ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปรเิ ทวะ ทกุ
ขะ โทมนสั อุปายาสเผาอยเู่ สมอและถ้าในชวี ิตประจะวันกระทาํ บาปอย่เู สมอด้วยแล้วไฟเหล่านี้ก็
ยงิ่ จะเผาให้เร่าร้อนยิ่งขนึ้ ดงั เช่นทพี่ ระพทุ ธเจ้าได้ตรสั ไว้ ดังน้ี

คนพาลผู้มปี ญั ญาทรามเมอื่ ทาํ บาปกรรมอยู่ กจ็ ะไมร่ ู้สกึ วา่ ตนทําบาป ตอ่ เมอ่ื ใดบาปนั้น
ให้ผล เขาก็จะเดอื ดร้อนหรอื เร่ารอ้ นเหมือนถูกไฟเผาทเี ดยี ว

เหตุไรบาปท่ที าํ ไวใ้ นชาตินีจ้ งึ ยงั ไมใ่ หผ้ ล
บาปกรรมท่ีทาํ ไว้ในชาตินแี้ มจ้ ะมากน้อยสกั เพียงไรกจ็ ะยงั ให้ผลไมม่ ากท้ังน้กี ็เพราะการท่ี

เราเกิดมาเป็นคนในชาตินแ้ี สดงวา่ เบญจขันธอ์ นั น้เี กดิ มาจากวิบากของกศุ ลกรรมในชาติก่อน และ
ในเม่ือเบญจขันธ์อนั น้ยี งั อยู่ยงั ไมต่ ายเบญจขันธ์อนั น้ีกจ็ ะคุ้มครองปอ้ งกันมิใหบ้ าปกรรมท่ที ําในชาติ
น้ใี ห้ผลแต่ในเมือ่ เราทาํ บาปกรรมบ่อยๆบาปกรรมอันนี้มมี ากในเวลาจะตายบาปกรรมในชาติน้กี ็จะ
นําไปเกดิ ในอบายภมู ิ คืออาจจะไปเกดิ ในนรกหรือไปเกดิ เปน็ เปรตอยา่ งใดอย่างหนง่ึ อยา่ งนเ้ี ปน็ ต้น
คร้ันแล้วบาปกรรมอนั น้ันกจ็ ะตามเผาผลาญอยา่ งแนน่ อน คนทท่ี าํ บาปกรรมในเม่ือยังไม่ตายนั้น
บาปกรรมทที่ าํ ไว้กเ็ ปน็ เสมอื นถ่านไฟทลี่ ุกแดงฉานไม่มีเปลวแตม่ ีข้ีเถา้ ปกปดิ เอาไว้ตอ่ เมอ่ื ตายไป
แล้วคราวนก้ี ็เปรยี บเหมือนถา่ นไฟนน้ั ถึงแม้จะมีข้ีเถ้าปดิ ไวแ้ ต่ตอนนก้ี ็เหมือนกบั ไม่มขี ี้เถา้ เพราะ
ข้ีเถ้าน้นั ไมอ่ าจจะป้องกนั ความรอ้ นจากถ่านไฟนัน้ ได้เน่ืองจากขี้เถ้าน้ันกร็ อ้ นแรงเหมือนถา่ นไฟนนั้
แลว้ ในเมอ่ื เหยียบอยู่บนข้เี ถ้าท่กี ลบไฟนนั้ ไว้นานคนพาลผูม้ ีปัญญาทรามกําลังทําบาปอยู่ ก็จะไม่
รตู้ วั วา่ ตนเองทาํ บาป แตบ่ าปกรรมทต่ี นเองทาํ ไว้นนั้ มนั จะตอ้ งใหผ้ ลคอื ตามเผาคนน้นั อย่างแน่นอน
เหมือนคนทเ่ี หยยี บอยู่บนถ่านไฟทมี่ ีขี้เถา้ ปกปิดไว้ซึ่งในท่สี ุดกจ็ ะต้องถูกไฟนนั้ เผาไหมอ้ ย่างแน่นอน

โลกนีเ้ ปน็ ไดท้ ง้ั นรกและสวรรค์
เม่อื พูดถงึ นรกและสวรรค์ จะต้องทาํ ความเข้าใจไว้เสมอวา่ นรกและสวรรคน์ ัน้ มีท้ังในโลกนี้

และโลกหน้าชีวิตน้เี ปน็ ได้ทง้ั นรกและสวรรค์ ซง่ึ ข้อความอันน้นี อกจากพระพุทธเจา้ ไดต้ รสั ไวว้ า่
“ภกิ ษทุ ้งั หลายนรกและสวรรค์ เราตถาคตได้เห็นแลว้ นรกและสวรรคม์ ีอยู่ทอ่ี ายตนะ ๖ น่เี อง
ฯลฯ”
ในนรกไม่อาจจะอยปู่ ระพฤติมรรคพรหมจรรย์ไดเ้ ลยเพราะในนรกนน้ั มแี ต่ความทุกข์ เพียบพร้อม
ไปด้วยความทกุ ขอ์ ยา่ งเดยี วและในสวรรค์เทวโลกนั้นเลา่ ก็ไมอ่ าจจะอยปู่ ระพฤตมิ รรคพรหมจรรย์
ได้เช่นเดยี วกันเพราะในสวรรค์เทวโลกนั้นกจ็ ะมีแตค่ วามสขุ เพียบพรอ้ มไปด้วยความสุขอยา่ งเดียว
(ทุกขไ์ มม่ ี) ฉะนัน้ ก็จะทาํ ใหเ้ กิดความประมาทมวั เมายินดีอย่แู ตใ่ นการเล่นสนกุ สนานอย่างเดียว
สว่ นโลกมนุษยม์ ที ั้งสุขและทุกข์ระคนเจือปนกลน่ เลือ่ นไปทว่ั ในโลกมนุษยม์ ที ้ังอบายและสวรรค์

๒๐

ปรากฏฉะน้นั โลกมนุษย์นี้จงึ เปน็ ภมู ิที่เหมาะสําหรับบาํ เพ็ญกัมมฏั ฐานเพ่อื มรรคพรหมจรรย์ เปน็
ต้น

สรปุ ท่านท้ังหลายจากเนื้อหาท่ีได้กล่าวมาแล้วนนั้ พอจะตอบคําถามเหล่าน้ไี ด้หรือไมว่ ่าความ

ตายเป็นเช่นไรตายแล้วไปไหนวญิ ญาณมจี รงิ หรอื ไมว่ ญิ ญาณจะไปอย่ไู หนเมื่อไมม่ รี ่างตายแล้วเกดิ
อีกหรอื ไม่จะอยา่ งไรกด็ ี จะขอยาํ้ อกี ทวี ่าส่งิ ท่ีพระพุทธองคไ์ ดต้ รสั เอาไวว้ า่ “ใครทาํ กรรมอะไรไว้
ย่อมไดร้ บั ผลนั้นไป” ซึง่ ผลจะใหผ้ ลท้ังในโลกนี้และโลกหน้า คอื ในปจั จุบนั และอนาคตเม่อื เปน็
เช่นนก้ี เ็ ชื่อแนว่ ่าภพหน้ามีจรงิ และหลังจากตายแล้วเราจะต้องไปเสวยผลกรรมของเราในภพตอ่ ไป
แล้วอะไรละ่ ทเี่ ปน็ สง่ิ ทย่ี ังหลงเหลอื เป็นเชอ้ื ไปในภพหน้าในเมือ่ สภาพร่างกายสลายไปหมดแล้ว ก็
วญิ ญาณยังไงล่ะ ซงึ่ เป็นนามรปู ยงั เหลืออยู่ หรอื ที่เรียกวา่ “จตุ ิจิต” ส่ิงนเ้ี องจะเปน็ ชีวิตที่จะไปสู่
ภพหนา้ ต่อไปซึง่ ภพหนา้ นัน้ จะเป็นเช่นไรนั้นกข็ ึ้นอยู่กบั กรรมทีไ่ ดก้ ระทํามาก่อนทจี่ ะแตกดับเพราะ
ในเวลาใกลจ้ ะตายจิตของเราจะยดึ เอากรรมหรอื กรรมนมิ ติ แลว้ กไ็ ปเกิดในภพหน้าทั้งกรรมทเี่ ปน็
กศุ ลและอกุศลซงึ่ กรรมท่ีว่านน้ั เราไม่สามารถทีจ่ ะควบคุมไดใ้ นขณะทจ่ี ติ จวนจะดบั นั้นว่าให้คิดถงึ
แตก่ รรมที่เป็นกศุ ลเพ่ือจะไดไ้ ปเกดิ ในภพทเ่ี ป็นสุคติเพราะเหตุวา่ ถ้าสร้างกรรมสว่ นไหนไวม้ ากซงึ่ ก็
แสดงวา่ จิตชอบไปในทางน้ันเวลาจะดบั จิตก็จะถือเอากรรมสว่ นนนั้ เปน็ นมิ ิตแลว้ ไปสูภ่ พใหมด่ ้วย
อํานาจแหง่ กรรมนนั้
เมอื่ ดตู าม วญิ ญาณฐติ ิแล้วก็จะเหน็ ว่า ชีวติ หลงั จากตายแลว้ ถ้ายงั มกี เิ ลสยังมีกรรมกเิ ลสกับกรรม ก็
จะทําหนา้ ทสี่ ร้างปฏสิ นธิวิญญาณหรอื ปฏสิ นธจิ ิตใหไ้ ปถอื ปฏสิ นธิในกาํ เนดิ น้ันๆแรกกรรมท่ีบุคคล
กระทําเอวไว้แตกตา่ งกันจงึ แบ่งแยกใหค้ นให้สตั ว์ในภพในภมู ินน้ั แตกตา่ งกันออกไปเช่น มกี าย
ต่างกัน มสี ัญญาตา่ งกนั เป็นตน้
ดงั นนั้ ชีวิตหลังจากตายแล้วจงึ พอสรุปไดว้ า่ ถ้ายังมกี ิเลสอยู่ กเิ ลสก็จะทาํ ใหจ้ ติ หรือวิญญาณไดเ้ วยี น
วา่ ยตายเกิดอยู่รํ่าไปไมม่ ีท่สี ิ้นสดุ ตามหลักของปฏจิ จสมปุ บาท เมื่อใดกเิ ลสหมดไปแลว้ คอื เป็นผู้
บริสทุ ธ์ทิ งั้ กายวาจาใจอันไดแ้ ก่การเขา้ สู่อริยบุคคลเม่ือน้ันก็จะเปน็ การตัดเสน้ ทางการไปสู่ภพใหม่
คือไม่ต้องเวียนว่ายตายเกดิ อีกแลว้ ซึ่งเรยี กว่า นพิ พาน
ดังนั้นทา่ นทง้ั หลายเม่ือทราบเชน่ นแ้ี ล้วจงใชว้ จิ รณญาณของท่านพิจารณาเอาเองเถดิ ว่าท่าน
ตอ้ งการจะใหช้ ีวติ ใหม่ในภพของทา่ นเปน็ เช่นไรท่านตอ้ งการจะไปสสู่ ุคติ หรอื ทุคติ หรอื ไปสูแ่ ดน
อันเป็นอมตะ คอื นิพพาน เมอื่ เลอื กแล้วทา่ นจงประพฤตติ นให้เหมาะสมกบั สง่ิ น้ัน ดังพุทธภาษติ
บทหนึง่ วา่
ยาทิสํ วปปฺ เต พชี ํ ตาทสิ ํ ลภเต ผลํ
กลฺยาณการี กลยฺ าณํ ปาปการี จ ปาปกํ

หวา่ นพืชเช่นไรย่อมไดผ้ ลเช่นนัน้ ทาํ กรรมดี
ย่อมได้รบั ผลดี ทาํ กรรมช่วั ยอ่ มได้รบั ผลช่วั

๒๑

บรรณานกุ รม

ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานุกรม ฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, (กรงุ เทพมหานคร : บริษทั นานมีบุ
คสพ์ ับลิเคชนั่ ส์ จากัด, ๒๕๔๖), หนา้ ๕๖๓. ป.
หลงสมบญุ , พจนานกุ รมมคธ –ไทย, พิมพค์ รัง้ ท่ี ๒, (กรงุ เทพมหานคร : บริษัทธรรมสาร จากัด, ๒๕๔๖), หน้า
๓๙๗. กรม
ศิลปากร , โลกบญั ญัตขิ องพระสัทธรรมโฆษเถระ, (กรงุ เทพมหานคร : โรงพิมพอ์ กั ษรไทย, ๒๕๒๘), หนา้ ๔๘.
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), ภูมวิ ลิ าลินี, จัดพิมพเ์ นอื่ งในงานพระราชทานเพลิงศพพระพรหมโมลี (วลิ าศ
ญาณวโร), (กรงุ เทพมหานคร : วดั ยานนาวาและมูลนิธวิ ดั พระธรรมกาย, ๒๕๔๔), หนา้ ๘๐.
พระมหาสมจนิ ต์ สมฺมาปญโฺ ญ, “นรกและสวรรคใ์ นพระพุทธศาสนาเถรวาท”, วิทยานพิ นธพ์ ุทธศาสตรมหา
บณั ฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวทิ ยาลัยมหาจฬุ าลงกรณราชวทิ ยาลัย, ๒๕๓๓).
กรมศิลปากร, จกั กวาฬทปี นขี องพระสิรมิ งั คลาจารย์, หนา้ ๑๐๕-๑๐๙., กรมศลิ ปากร, โลกทปี กสารของ
พระสังฆราชเมธงั กร, หนา้ ๑๖-๑๗.
ส .มหา. (ไทย) ๑๙/๑๑๑๖/๖๒๙., พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), ภมู ิวิลาลินี, จดั พิมพเ์ นอ่ื งในงาน
พระราชทานเพลงิ ศพพระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร), หน้า ๑๑๓.
พระมหาสมจินต์ สมฺมาปญฺโญ, “นรกและสวรรค์ในพระพุทธศาสนาเถรวาท”, ๒๕๓๓.
สมคดิ เสวยล้า, “การศึกษาวิเคราะหห์ ลกั ธรรมจากการตอบปญั หาของเทวดา”, วิทยานิพนธ์พทุ ธศาสตรมหา
บัณฑติ , (บณั ฑติ วิทยาลยั : มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๕๓).
คณะทางานโครงการวรรณกรรมอาเซยี น, ไตรภูมิกถา ฉบบั ถอดความ, (กรงุ เทพมหานคร : อมรินทร์การพิมพ์,
๒๕๒๘), หน้า ๑๕๙– ๑๖๐.
พระพรหมโมลี (วิลาศ ญาณวโร), ภูมิวลิ าลนิ ี, จดั พมิ พเ์ น่ืองในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระพรหมโมลี (วิลาศ
ญาณวโร), หนา้ ๓๘๔.
พระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร ป.ธ.๙), โลกทีปนี, (กรุงเทพมหานคร : สานกั พิมพ์ดอกหญ้า, ๒๕๔๕), หนา้
๘๓.
พระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร), ภมู ิวิลาลนิ ี, หนา้ ๓๙๓.
สมคิด เสวยลา้ , “การศกึ ษาวิเคราะหห์ ลักธรรมจากการตอบปญั หาของเทวดา”, ๒๕๕๓.
พระพรหมโมลี (วลิ าศ ญาณวโร), ภูมิวลิ าลินี, หนา้ ๔๑๙.
ขุ.ว.ิ (ไทย) ๒๖/๕๗-๖๑/๑๐-๑๑.

ปุ้ย แสงฉาย. ตายแลว้ ไปไหน. พระนคร: โรงพิมพ์ ส.ธรรมภักดี, ๒๕๓๒

พระมหาประวตั ิ คงคปญโฺ ญ. ตายแลว้ วญิ ญาณไปไหน. กรุงเทพฯ: อาํ นวยสาสน์ การพิมพ์, ๒๕๓๕

พระมหาวฒั นา สรุ จติ ฺโต. “ตายแลว้ ไปไหน.” พุทธศาสตรป์ ริทรรศน์ ๔:๑๑ – ๑๒, กรกฎาคม – สงิ หาคม

๒๕๔๕

พร รัตนสวุ รรณ. นรก – สวรรค์ โรงพมิ พว์ ิญญาณ. กรงุ เทพฯ: มกราคม ๒๕๔๒

พระโสภณคณาภรณ์ (ระบบ ฐิตญาโน). ธรรมปริทรรศน์ ๒. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพก์ ารศาสนา, ๒๕๓๐

สภาธรรมกถึก. พทุ ธประทปี . ชดุ ท่ี ๔, พระนคร: โรงพมิ พร์ ุง่ เรืองธรรม, ๒๕๐๗.

๒๒


Click to View FlipBook Version