จิตร เ เ ห ล่ ง ป ร ะ วั ติ ศ า ส ต ร์
ศิลป์ " เ เ ห่ ง เ วีย ง ม ะ ลิ ก า "
จีน
วัด
พระ
ธาตุ
ดง
ส้ม
สุก
ส า ร บั ญ
สถานที่ตั้งวัดพระธาตุดงส้มสุก หน้า ๒
ความเป็นมาของวัดพระธาตุดงส้มสุก หน้า ๓
โบราณสถาน -เจดีย์ หน้า ๔-๖
-วิหาร
-พลับพลาเปลื้ องเครื่อง
-อุโบสถ
ตัวอักษรเเละวัตถุโบราณที่ค้นพบ หน้า ๗
บรรณาธิการ
นิตยสารฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่ อเป็นส่วนหนึ่งของวิชารักษ์เชียงใหม่
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่๖เพื่ อให้ได้ศึกษาหาความรู้ในเนื้อเรื่องเเหล่ง
ประวัติศาสตร์วัดพระธาตุดงส้มสุก ได้แก่ ที่ตั้งของวัดพระธาตุดงส้ม
สุก ความเป็นมาของวัดพระธาตุดงส้มสุก สถานที่โบราณที่ค้นพบเช่น
วิหาร อุโบสถ ต่างๆ เเละอักษรที่ค้นพบเเละสิ่งของวัตถุโบราณ เพื่อให้
เป็นประโยชน์กับการเรียนการศึกษาเเละผู้ที่สนใจประวัติศาสตร์อย่าง
เข้าใจ
คณะผู้จัดทำนิตยสารหวังว่านิตยสารเล่มนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้
อ่านนักเรียนนักศึกษาที่กำลังหาข้อมูลเรื่องนี้อยู่อย่างมากที่สุด
นางสาวทัศนพร บุญเจน
นางสาวพัฒยานี เเสนคำ
นางสาวดาวพระศุกร์ บุญทรง
นางสาวสิรินทรา อินทรติ๊บ
นางสาวอุษณีย์ อินทวิชัย
นางสาวกิตติกาญ ลุงยี่
นางสาวนวลลออ ลุงใสมา
หน้า ๑
โบราณสถานวัดดงส้มสุก ถูกสำรวจครั้ง
แรกเมืองปี พ.ศ.2527 โดยโครงการ
โบราณคดีประเทศไทยภาคเหนือ กรม
ศิลปกร พบว่าโบราณวัตถุวัดดงส้มสุก
สภาพทั่วไปปกคลุมด้วยต้นไม้หนาแน่น
ประกอบด้วยซากเจดีย์และอาคาร (วิหาร)
ที่สภาพทั่วไปพังทลายลงมากแล้ว ทั้ง
เหตุผลทางธรรมชาติและมนุษย์ การขุด
ค้นพบขุดแต่งเมืองโบราณลุ่มน้ำฝาง
ขนาดใหญ่ ที่จะถูกสร้างให้เป็นสถานที่
ศึกษาร่องรอยทางประวัติศาสตร์
สถาปัตยกรรมโบราณ ที่ยังทิ้งร่องรอย
ให้ได้เห็นอย่างชัดเจนจากคนโบราณ ที่นี่
กำลังจะถูกฟื้ นให้เราได้เห็นเป็นรูปร่างอีก
ครั้ง…การขุดค้นขุดแต่งโบราณคดีพบ
ว่าวัดส้มสุกแห่งนี้ เป็นโบราณสถานอันมี
เจดีย์และวิหารเป็นแกนหลักของวัด อีก
ทั้งยังมีการขุดค้นพบ ขุดแต่งอาคารเเละ
ยังมีวัตถุโบราณต่างๆอีกมากมาย...
หน้า ๒
สถานที่ตั้ง
วัดพระธาตุดงส้มสุก
อยู่ในเขตการปกครองของ ม.๖ บ้านสันโค้ง
ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่
เป็นโบราณสถานที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ที่พบในแอ่งที่ราบ ฝาง-แม่อาย โดยอยู่ทาง
ตะวันตกของแม่น้ำฝาง ไม่ห่างจากบริเวณที่
แม่น้ำฝางบรรจบกับแม่น้ำกกหรือ "สบฝาง" ซึ่ง
เป็นเส้นทางคมนาคมและเส้นทางการค้าสำคัญ
เชื่อมต่อไปยังชุมชน
โบราณอื่นๆ เช่น เมืองเชียงราย เชียงแสน และ
ชุมชนโบราณในเขตรัฐฉาน ตามแนวแม่น้ำกก
หรือใช้เส้นทางทวนแนวแม่น้ำฝางไปทางตะวัน
ตก เพื่อติดต่อกับเมืองเชียงดาว เมืองพร้าว
เชียงใหม่ และเมืองหริกุญไชย ตามเส้นทางผ่าน
ช่องเขาและเเนวแม่น้ำปิง กรมศิลปากรทำการ
ขุดแต่งโบราณสถานวัดส้มสุกใน พ.ศ.๒๔๔๗
และ ๒๔๖๔ พบโบราณสถานจำนวน ๑๖ หลัง
ที่สำคัญคือ เจดีย์ วิหาร อุโบสถ และพลับพลา
เปลื้องเครื่อง ด้านตะวันออกของวิหารมีทางเดิน
ออกไปยังซุ้มประตูโขง
หน้า ๓
ความเป็นมาของ
วัดพระธาตุดงส้มสุก
ตามตำนานบอกว่าวัดนี้สร้างหลังจากพระเจ้า
บรมมหาราชสร้างเวียงไชยปราการได้ ๔ ปี
บางตำนานบอกว่าสร้างในพุทธศตวรรษที่ ๑๔
บ้างพุทธศตวรรษที่ ๑๕ บ้างและ ๑๖ บ้างซึ่ง
ไม่ตรงกันตำนานที่ควรเชื่อได้ว่าพระเจ้าบรมม
หราชได้ทรงสถาปนาเวียงไชยปราการในยุทธ
ศตวรรษที่ ๙
(พ.ศ. ๙๑๙) ต่อมาพระองค์ได้ทรงสร้างวัด
ประจำเมืองคือวัดเวียงไชยในปีพ. ศ. ๔๒๓
จากนั้นกมาสร้างวัดพระธาตุดงส้มสุกและวัด
พระธาตุสบฝางตามลำดับเมื่อพระองค์ได้สร้าง
วัดประจําเมืองเรียบร้อยแล้ว (วัดเวียงไชย)
พระองค์จึงประทับเรือขึ้นไปตามลำน้ำฝางจึง
ได้พบพื้นที่เหมาะสมอยู่บนฝั่ งแม่น้ำฝางพื้นที่
ตรงนั้นเป็นป่าไม้ยืนต้นขนาดเล็กซึ่งส่วนใหญ่
จะเป็นต้นส้มสุกพระองค์จึงได้สร้างวัดขึ้นตรง
นี้และตั้งชื่อว่า "วัดพระธาตุดงส้มสุก" จากนั้น
จึงลงเรือไปถึงปากน้ำกกและขึ้นไปก่อเจดีย์บน
ยอดเขาตรงนั้นภายหลังเรียกว่าวัดพระธาตุสบ
ฝางจนถึงทุกวันนี้วัดพระธาตุดงส้มสุกถือว่า
เป็นหนึ่งในพระอารามหลวงของไชยปราการ
ยุคนั้นสันนิษฐานว่าน่าจะเจริญรุ่งเรืองดี
พระเจ้าบรหมกุมารผู้สถาปนาวัดนี้ได้เสวยราช
สมบัติอยู่เวียงไชยปราการนี้จนถึงปี พ.ศ.
๙๘๐จึงเสด็จสวรรคต
สิริพระชนมายุได้ ๗๗ พรรษาวัดพระธาตุดง
ส้มสุกน่าจะตกเป็นวัดร้างช่วงอยู่ภายใต้การ
ปกครองของพม่าตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๗๕ ที่พระ
เจ้าสุทโธธรรมราชากษัตริย์มมายกทัพขึ้นมาตี
เมืองไชยปราการ
ห น้า ๔
โบราณสถาน :
โบราณสถาน : เจดีย์
โบราณสถาน : เจดีย์เป็นเจดีย์ทรงระฆังแบบมีช้าง
ล้อมที่ฐาน มีสถาปัตยกรรมประกอบด้วยฐานเชียงใน
ผังสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ๒ ชั้น ที่ฐานพื้นที่ ๒ มีร่องรอบ
ว่าเคยมีประติมากรรมช้างประดับอยู่ เหนือ ขึ้นไป
เป็นฐานเขียงในผังแปดเหลี่ยมซ้อนกัน ๓ ชั้น ฐาน
ปัทม์และบัวถลาในผังแปดเหลี่ยม รองรับบัวปาก
ระฆัง องค์ระฆัง บัลลังก์ ในผังกลม ปล้องไฉน ปลี
ยอดและฉัตร คติการ สร้างเจดีย์แบบช้างล้อมนั้น
พบครั้งแรกในลังกาทวีปเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๔
และแผ่เข้ามายังสุวรรณภูมิทางคาบสมุทรในภาคใต้
ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ผ่านธรรมจาริกของ ภิกษุ
ฝ่ายเถรวาท โดยในเขตวัฒนธรรมล้านนานั้น เริ่มพบ
ใน พ.ศ.๒๓๑๖ ที่วัดสวนดอก เมืองเชียงใหม่ ซึ่งพระ
บากือนาทรงสร้างถวายพระสุมนเตรภิกษุชาวสุโขทัย
ผู้นำพุทธศาสนา รามัญวงศ์มาประดิษฐานยังล้านนา
นอกจากนั้นยังพบที่ป่าแดงหลวง,วัดเจดีย์หลวง วัด
พระสิงห์ วัดเชียงมั่น ในเมืองเชียงใหม่ วัดช้างค้ำ ที่
จ.จอมทอง และวัดช้างค้ำ จ.น่าน ซึ่งทั้งหมดสร้างขึ้น
ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๒๐-๒๑
"เเหล่งประวัติศาสตร์เก่าเเก่
เเห่งเวียงมะลิกา"
ห น้า ๕
โบราณสถาน : วิหาร
พบหลักฐานการก่อสร้างและปฏิสังขรณ์จำนวน ๔ ครั้ง เสาวิหาร
ก่ออิฐในผังกลม สูงไม่ต่ำกว่า ๘ เมตร ผนังวิหารก่ออิฐทั้ง ๔ ด้าน
หลังคาเป็นเครื่องไม้ ท้ายวิหารพบฐานขนาดใหญ่ ผลการคำนวณ
ขนาดของพระพุทธรูปจากชิ้นส่วนพระพาหาและนิ้วพระบาทที่พบ
สันนิษฐานว่าพระประธานของวิหารหลังนี้มีขนาดหน้าตักประมาณ
๔.๔ เมตร สูงประมาณ ๖ เมตร บนขึ้นวิหารด้านทิศได้พบฐาน
แท่นธรรมมาสน์ในยังแปดเหลี่ยม และอาคารก่ออิฐขนาดเล็กอีก ๑
หลัง สันนิษฐานว่าน่าเป็นที่ประทับของบุคคลชั้นสูง ในระหว่างพระ
ธรรมเทศนา พบบันไดขึ้นสู่วิหารที่ด้านทิศเหนือ ตะวันออกและทิศ
ใต้ โดยบันไดด้านทิศตะวันออกนั้นมีทางเดินทอดยาวไปยังซุ้ม
ประตูโขง ส่วนบันไดที่ พบในแนวฐานบทเจ็ดด้านทิศใต้ น่าจะเป็น
บันไดทางขึ้นของภิกษุสงฆ์ เพราะอยู่ในตำแหน่งที่สัมพันธ์กับ
อาคารต่างๆ ที่พบในทิศนี้ ส่วนด้านทิศเหนือนั้นมีฉนวนทางเดิน
เชื่อม ระหว่างวิหารไปยังโบราณสถานพลับพลาเปลื้องเครื่อง ซึ่ง
สันนิษฐานว่าเป็นพลับพลาเปลื้องเครี่อง
โบราณสถาน
: พลับพลาเปลื้องเครื่อง
ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของวิหาร มีแผนผังสี่เหลี่ยมผืน
ผ้าด้านหน้า ๕ ชั้น ด้านหลัง ๙ ชั้น พื้นที่ส่วนท้าย
อาคารมีการก่อนับแบบพื้นที่ใช้งานเป็นสัดส่วน มี
บันไดทางขึ้นหลักอยู่ด้านหน้า หันไปทางทิศตะวัน
ออก และพบบันไดกึ่งกลางแนวฐานอาคารด้านทิศ
เหนือเชื่อมต่อไปยังโบราณสถานซึ่งเหลือเพียงส่วน
ฐานรากแต่ยังปรากฏหลักฐานบ่อน้ำอยู่บริเวณส่วน
ท้ายของอาคาร จากแผนผังของอาคารซึ่งมีการใช้
งานร่วมกับโบราณสถานที่มีบ่อนํ้าและการก่อนผัง
กั้นต้องท้ายเป็นสัดส่วน รวมทั้งการให้ ความสำคัญ
กับผู้ใช้อาคารหลังนี้โดยการสร้างสะพานทางเดิน
เชื่อมต่อไปยังวิหาร จึงสันนิษฐานว่า โบราณสถาน
หมายเลข ๓ นี้ อาจเป็นพลับพลาเปลื้องเครื่อง เพื่อ
ให้ พระมหากษัตริย์และเชื้อพระวงศ์เปลี่ยนเครื่อง
ทรงก่อนเข้าไปสดับธรรมในวิหาร
หน้ า ๖
โบราณสถาน: อุโบสถ
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของ
วิหารมีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า
ยกเก็จด้านหน้า ๑ชั้นด้านหลัง๒ชั้น พบ
ใบเสมาจากหินธรรมชาติอยู่โดยรอบ
อาคารทั้ง ๘ ทิศมีทางเดินทอดมายาว
จากด้านหน้าอุโบสถซึ่งหันไปทางทิศ
เหนือเชื่อมต่อกับทางเดินจากซุ้มประตู
โขงไปยังวิหาร นอกจากนั้นยังพบ
อาคารอีกหลายหลังซึ่งวัตถุที่พบ
สันนิษฐานว่าอาจเป็นหอระฆัง,วิหาร
ขนาดเล็ก,หอฉัน ,หอพระไตรปิฎก เเละ
กุฏิสงฆ์
หน้า ๗
ตัวอักษร
เเละ
วัตถุโบราณที่ค้นพบ
ผลปรากฏพบจารึก"อักษรฝักขาม"
บนแผ่นอิฐหน้าวัวและอิฐรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า"
โดย จารึกโบราณ เหล่านั้นมีทั้งที่จารเป็นอักษร ๑-๒
ตัว จารเป็นข้อความ และภาพลายเส้นเป็นลวดลาย
ต่างๆ รวมแล้วมากกว่า ๒๐๐ ก้อน จารึกเหล่านี้เป็น
หลักฐานสำคัญในการยืนยันอิทธิพลวัฒนธรรมสุโขทัยที่
แพร่เข้าสู่ดินแดนล้านนาโบราณเมื่อกว่า๖๐๐ ปีมาแล้ว
ได้เป็นอย่างดี และจากการค้นพบจารึกจำนวนมากนี้ก็
ทำให้ โบราณสถานวัดส้มสุก ซึ่งเป็นแหล่งโบราณสถาน
ขนาดใหญ่ที่สุดในแอ่งที่ราบฝาง กลายเป็นวัดที่มีจารึก
มากที่สุดในประเทศไทย
เเละยังมีวัตถุโบราณของให้ต่างๆที่ขุดพบในบริเวณวัด
พระธาตุดงส้มสุกอีกเป็นจำนวนมากเช่น ครก พระ
ของใช้ต่างๆ เป็นต้น
วววัััดดดพพพรรระะะธธธาาาตตตุุุดดดงงงสสส้้้มมมสสสุุุกกก
ววััดดดดงงสส้้มมสสุุกก เเมมืือองงยยุุคคเเเเตต่่กก่่ออนน
คคุุณณคครรููมมาาสสออนน เเรรืื่่อองงรราาววมมาากกมมาายย
ววััดดเเกก่่าาโโบบรราาณณ ตตำำนนาานนหหลลาากกหหลลาายย
เเลล่่าาขขาานนมมาากกมมาายย คคนนใในนพพืื้้นนททีี่่
เเดดิินนททาางงทท่่อองงเเททีี่่ยยวว เเกก็็บบเเกกีี่่ยยววคคววาามมรรูู้้
ไไดด้้ฟฟัังงไไดด้้ดดูู สสิิ่่งงททีี่่เเคคยยมมีี
ตต้้นนไไมม้้สสููงงใใหหญญ่่ ออยยูู่่ใในนเเจจดดีียย์์
ยยิิ้้มมเเเเยย้้มมททุุกกททีี ททีี่่ไไดด้้เเดดิินนททาางง