The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปัตตาปัตตาปัตตานีนีนีนีนีนีนีนีนีนีนี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kasii _, 2020-10-29 09:22:37

ปัตตานี

ปัตตาปัตตาปัตตานีนีนีนีนีนีนีนีนีนีนี

สถานทที ่องเทยี วจงั หวดั ปัตตานี

สถานทที ่องเทยี วจงั หวดั ปัตตานี

เสนอ
คณุ ครู สวุ ารีย์ ยีภู่

โดย
นางสาวณฐั กมล ศิรอิ รุณรตั น์ ชนั ม.4/3 เลขที 38

หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกสเ์ ลม่ นีเกียวขอ้ งกบั วิชาคอมพิวเตอร์
ภาคเรยี นที1 ปีการศกึ ษา 2563

โรงเรยี นกรรณสตู ศึกษาลยั จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี

สถานทีท่องเทียว จังหวัดปัตตานี

มสั ยดิ กรือเซะ (มลาย:ู Masjid Kerisek) หรือ มสั ยดิ สุลต่านมูซฟั ฟาร์ชาห์
เป็ นมสั ยดิ เก่าแก่อายกุ วา่ ปี ในจงั หวดั ปัตตานี สันนิษฐานไดว้ า่ เป็นศาสนสถานทีสร้างขึนในพทุ ธ

ศตวรรษที ร่วมสมยั กรุงศรีอยุธยา มชี ือเรียกอีกอยา่ งหนึงวา่ มสั ยดิ ปิ ตูกรือบนั ชือนีเรียกตามรูปทรงของประตู
มสั ยดิ ซึงมีลกั ษณะเป็นวงโคง้ แหลมแบบกอทิกของชาวยุโรป และแบบสถาปัตยกรรมของชาวตะวนั ออกกลาง
(คาํ วา่ ปิ ตู แปลวา่ ประตู กรือบนั แปลวา่ ช่องประตูทีมีรูปโคง้ )

ช่วงเวลาทีมสั ยดิ กรือเซะถูกสร้างนนั ยงั เป็ นทีถกเถียง บา้ งวา่ สร้างในรัชสมยั สุลตา่ นมูซฟั ฟาร์ชาห์ บา้ งก็
วา่ สร้างในรัชสมยั รายาบีรู ส่วนกรณีทีมสั ยดิ สร้างไมส่ าํ เร็จนนั ก็มีการยดึ โยงกบั ตาํ นานเจา้ แมล่ ิมกอเหนียวซึงมี
สุสานอยใู่ กลก้ บั มสั ยดิ กรือเซะ ทีถูกเล่าตอ่ เติมภายหลงั วา่ เจา้ แม่ไดส้ าปใหม้ สั ยดิ นีสร้างไมส่ าํ เร็จ จนกลายเป็ น
ปัญหากินแหนงแคลงใจระหวา่ งชาวไทยเชือสายมลายแู ละชาวไทยเชือสายจีนในพืนที แต่จากการสาํ รวจและ
บูรณะของกรมศิลปากร พบวา่ โครงสร้างโดมนนั มีลกั ษณะไม่แข็งแรงและขาดความสมดุลจึงทาํ ใหพ้ งั ทลาย ทงั
ยงั ไม่พบร่องรอยถูกเผาหรือถูกฟ้าผา่ ตามตาํ นานทีกล่าวอา้ งแต่อยา่ งใด เพราะหลงั ราชวงศก์ ลนั ตนั ปกครอง

ปัตตานีถดั จากราชวงศศ์ รีวงั สา ไดย้ า้ ยศูนยก์ ลางเมืองไปยงั บานาและจะบงั ติกอตามลาํ ดบั มสั ยดิ กรือเซะจึงถูก
ทิงใหโ้ รยราไป

หาดตะโละกาโปร์

เป็ นชายหาดทีทอดยาวกวา่ กิโลเมตร เป็ นสนั ทรายทีขนานกบั ชายฝังทะเล มีพืนทีบริเวณชายหาดให้
นกั ท่องเทียวทีนงั ทอดกายผกั ผอ่ นไดอ้ ยา่ งสบาย ทีนียงั มเี รือกอและของชาวประมงพืนบา้ นจอดเรียงรายหลงั
กลบั จากการหาปลา มรี ้านรวงต่างๆใหบ้ ริการทงั อาหาร ของเล่น และอุปกรณ์การเล่นนาํ ตกเยน็ ยงั สามารถชม
พระอาทติ ยต์ กดินสวยงามผา่ นทอ้ งทะเลกวา้ งใหญ่ได้

หาดตะโละกาโปร์ ตงั อยหู่ ่างจากตวั เมืองปัตตานีตามทางหลวงหมายเลข (ปัตตานี-นราธิวาส) เลียว
ซา้ ยเขา้ อาํ เภอยะหริง ขา้ มคลองยามตู ามสะพานคอนกรีตขนาดใหญ่ ผา่ นพืนทีสวนป่ าชายเลนและหมูบ่ า้ นไป
จนถึงทางแยกเขา้ สู่หาด รวมระยะทางประมาณ กิโลเมตร

เมืองโบราณยะรัง

เมืองอายุ , ปี ทีตงั หมู่ ตาํ บลยะรัง อาํ เภอยะรัง จงั หวดั ปัตตานี สภาพทางภมู ิศาสตร์ เมืองโบราณ
ยะรัง มีผงั เมืองเป็ นรูปวงรีขนาดใหญใ่ นพืนทีประมาณ ตารางกิโลเมตร เป็นเมืองทีมีการสร้างทบั ซอ้ นกนั ถึง
เมือง ขยายตวั เชือมตอ่ กนั ประกอบไปดว้ ย -เมืองโบราณบา้ นวดั มีศูนยก์ ลางเป็นลานจตั ุรัสกลางเมือง ลอ้ มรอบ
ดว้ ยคูนาํ และมีซากเนินดินโบราณสถานกระจายอยูโ่ ดยรอบกวา่ แห่ง โดยเฉพาะอยา่ งยงิ ทางทศิ ตะวนั ตกและ
ทางทศิ เหนือในบริเวณพืนทีบา้ นจาเละ -เมืองโบราณบา้ นจาเละ มีศูนยก์ ลางอยทู่ ีสระนาํ โอบลอ้ มดว้ ยคูเมืองรูป
สีเหลียมถดั จากกลุ่มโบราณสถานบา้ นวดั ขึนไปทางทิศเหนือประมาณ กิโลเมตร -เมืองโบราณบา้ นปราแว เป็ น
เมืองคูนาํ คนั ดินขนาดเล็กทีมีผงั เมืองเป็ นรูปสีเหลียมดา้ นไม่เทา่ มีป้อมดินทงั มุมเมือง และมีคลองส่งนาํ
ต่อเชือมกบั คูเมืองโบราณบา้ นจาเละสีมุมเมืองดา้ นทศิ เหนือทงั ดา้ น นอกจากร่องรอยของคูนาํ คนั ดินคูเมือง
โบราณทงั แห่งแลว้ ภายในกลุ่มเมืองโบราณนี ยงั ปรากฎซากโบราณสถานเนินดินกระจดั กระจายอยูท่ วั ไปไม่
นอ้ ยกวา่ แห่ง การเดินทางไปสู่แหล่งเมืองโบราณสามารถใชเ้ สน้ ทางสิโรรส (ทางหลวงหมายเลข ) จาก
จงั หวดั ปัตตานีลงไปทางจงั หวดั ยะลาประมาณ กิโลเมตร จะมีทางแยกซา้ ยมอื สายยะรัง-มายอ (ทางหลวง

หมายเลข ) ประมาณ . กิโลเมตร เขา้ สู่เขตเมืองโบราณและเลียวซา้ ยขึนไปทางทิศเหนือประมาณ
เมตร ถึงเขตโบราณสถานบา้ นจาเละ หลกั ฐานทีพบ จากการขดุ แต่งพบโบราณวตั ถุหลายประเภท

วงั จะบงั ตกิ อ

พระราชวงั จะบงั ติกอ ซึงอยใู่ นสมยั ตนกูบือซาร์ หรือตนกูตีมรู ์ “พระราชวงั จะมีความสวยงามและตงั อยู่
ไมห่ ่างจากแม่นาํ หลงั คาพระราชวงั จะเป็ นทรงสยาม ซึงมีความละมา้ ยคลา้ ยคลึงกบั หลงั คาทรงจีนในบางส่วน
พระราชวงั จะมีอาคารตอ่ เติม และระเบยี งทีกวา้ งขวาง พืนส่วนในของพระราชวงั มีระดบั สูงกวา่ พืนทีอยขู่ า้ งนอก
พนื ทงั ส่วนนอก ส่วนในจะปดู ว้ ยกระเบืองทีแวววาวสวยงาม ส่วนหลงั คาจะถูกคาํ ดว้ ยเสาตน้ ขนาดใหญ่ ซึงจะ
ส่งผลทาํ ใหม้ ีความคงทนยงิ ขึน กษตั ริยจ์ ะใชอ้ าคารต่อเตมิ ดงั กล่าว เป็นทีตอ้ นรับแขกและตดั สินคดีตา่ ง ๆ ส่วน
หอ้ งต่าง ๆ จะถูกกนั โดยไมก้ ระดานทีมีขนาดสูงจากพืนถึงหลงั คา ซึงสอดคลอ้ งกบั รูปทรง (ทรงสีเหลียม) และ
จะมีการแกะสลกั ทาสีและชุบดว้ ยสีทอง” (อาหมดั ฟัตฮี อลั ฟาตอนี, 2543 : 95-96)

ณ สามแยกชือดงั “จะบงั ตกิ อ” วงั รายอปัตตานีมีหลกั ฐาน

กษตั ริยร์ าชวงศก์ ลนั ตนั สัมพนั ธ์นาน “ตงั กูบือซาร์” เลิศขานตาํ นานมี

นบั ปฐม “ศรีวงั ษา” มาฉลอง องคท์ ีสอง “มูหมั หมดั ซาห์” สง่าศรี

สืบเชือสายครองรัฐปัตตานี ณ วงั นีวงั เก่าเคยเนานาน

(ประพนธ์, 2520 : 15)

กือดาจีนอ

กือดาจีนอ เป็นภาษามลายู ซึงคาํ วา่ กือดา แปลวา่ ตลาด ส่วนคาํ วา่ จีนอ แปลวา่ จีน กือดาจีนอประกอบ
ดว้ ยถนนปัตตานีภิรมยซ์ ึงวงิ ขนานกบั แมน่ าํ ปัตตานีไปบรรจบกนั ทีถนนอาเนาะรู ซึงมีศาลเจา้ แม่ลิมกอเหนียว
ตงั อยทู่ ีนนั กือดาจีนอเป็ นยา่ นเมืองเก่าทีมีความเจริญรุ่งเรืองทางดา้ นการคา้ ในอดีต แถมปัจจุบนั ยงั คงเหลือ
สถาปัตยกรรมผสมผสานแบบไทยและจีนหลงเหลืออยใู่ ห้เห็นอีกหลายหลงั

ปัตตานีภิรมย์
ปัตตานีภิรมยเ์ ป็ นเส้นเชือมถนนอาเนาะรูและถนนฤาดี เป็ นถนนเดินแลว้ เยน็ สบายเพราะอยเู่ ลียบแมน่ าํ

ไดร้ บั ลมแม่นาํ ปัตตานีตลอดเส้นทาง ในเทศกาลแห่พระสมโภชน์เจา้ แมล่ ิมกอเหนียวประจาํ ปี ขบวนแห่จะออก
จากศาลเจา้ เล่งจูเกง ถนนอาเนาะรู มุ่งหนา้ มาทีถนนปัตตานีภริ มย์ โดยสะพานปัตตานีภิรมยเ์ ป็นจุดแรกทีจะหยดุ
ปักคานเกียวลงพนื เพือสะกดวญิ ญาณไมด่ ีทงั หลายไมใ่ หเ้ ขา้ ไปทาํ ร้ายคนในเมือง ก่อนจะแห่องคพ์ ระไปเรือยๆ
และปักคานเกียวสิบกวา่ จุดทวั เมือง

ถนนสายนีเป็นยา่ นธุรกิจทีเจริญรุ่งเรืองมากในอดีต มที งั โรงเตียม โรงหนงั โรงโบวล์ ิง ร้านคา้ และ
ร้านอาหาร เรายงั เห็นร่องรอยความคึกคกั ของร้านคา้ ร้านกาแฟไดใ้ นปัจจุบนั

สวนสมเดจ็ พระศรีนครินทร์

ห่างจากตวั เมืองปัตตานีประมาณ กิโลเมตร ไดจ้ ดั สร้างขึนเพือเฉลิมพระเกียรติสมเดจ็ พระศรีนคริน
ทราบรมราชชนนี (สมเด็จยา่ ) ในวโรกาสพระชนม์ มายคุ รบ พรรษา ภายในบริเวณสวนมีพระราชานุสาวรีย์
สมเด็จยา่ ประดิษฐานอยู่ ไดเ้ ปิ ดใชอ้ ยา่ งเป็นทางการเมือวนั ที สิงหาคม โดยสมเด็จพระพีนางเธอกรม
หลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสดจ็ เป็นองคป์ ระธานเปิ ดเป็นสวนสาธารณะทีอยรู่ ิมทะเลปากแมน่ าํ ปัตตานี ฝัง
ซา้ ยไปจนจรดเขตมหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์เป็นสวนสมเดจ็ แห่งเดียวทีอยูต่ ิดกบั ทะเลหลวง เป็นสวนป่ าชาย
เลนตกแต่งดว้ ยไมด้ อกไมป้ ระดบั มที ิวทศั น์สวยงานร่มรืน มีสวนนาํ สนามเด็กเล่น สระวา่ ยนาํ ผคู้ นนิยมมาออก
กาํ ลงั กายหรือพกั ผอ่ นหย่อนใจในช่วงเชา้ และช่วงเยน็

มสั ยดิ กลางจงั หวดั ปัตตานี (The Pattani Central Mosque)

ตงั อยทู่ ีถนนยะรัง เส้นทางยะรัง-ปัตตานี ในเขตเทศบาลเมืองปัตตานี ซึงสร้างในปี พ.ศ. ใชเ้ วลา
ดาํ เนินการสร้างประมาณ ปี และทาํ พธิ ีเปิ ดโดยจอมพลสฤษดิ ธนะรชั ต์ เมือวนั ที พฤษภาคม พ.ศ.
เพือให้เป็ นศูนยก์ ลางในการประกอบศาสนกิจของชาวไทยมุสลิมในภาคใต้ เป็นสถาปัตยกรรมแบบตะวนั ตกมี
รูปทรงคลา้ ยกบั ทชั มาฮาลของอนิ เดีย ตรงกลางอาคารมียอดโดมขนาดใหญ่และมีโดมบริวาร ทิศ มีหอคอยอยู่
สองขา้ ง บริเวณดา้ นหนา้ มสั ยิดมีสระนาํ สีเหลียมขนาดใหญ่ภายในมสั ยดิ มลี กั ษณะเป็นห้องโถง มีระเบียงสอง
ขา้ งภายในห้องโถงดา้ นในมีบลั ลงั กท์ รงสูงและแคบ

ศาลเจา้ แมล่ ิมกอเหนียว

ศาลเจา้ แม่ลิมกอเหนียวหรือ ศาลเจา้ เล่งจูเกียง เป็นศาลเจา้ เก่าแก่คู่บา้ นคู่เมอื งของ จ.ปัตตานีมาตงั แต่
โบราณ ตงั อยทู่ ีถนนอาเนาะรู อาํ เภอเมือง ปัตตานี เดิมศาลเจา้ นีมีชือเรียกวา่ "ศาลเจา้ ซูก๋ง" ตามหลกั ฐานทีจารึก
อยใู่ นศาลเจา้ ตงั ขึนในปี ปี พุทธศกั ราช ในรัชสมยั ของสมเดจ็ พระมหาธรรมราชาแห่งกรุงศรีอยธุ ยา แมศ้ าล
เจา้ นีจะตงั มาเก่าแก่นบั ไดห้ ลายศตวรรษ แตด่ ว้ ยบุญญาภนิ ิหารของเจา้ แม่หลิมกอเหนียว ศาลเจา้ นีจงึ มีความ
เจริญรุ่งเรืองและเป็นทีศรัทธาของสาธุชนเสมอมามิไดข้ าด

Sky walk

Sky Walk แห่งแรกของจงั หวดั ปัตตานี ทีตงั อยใู่ นสวนสมเดจ็ เจา้ ฟ้ากลั ยานิวฒั นา กรมหลวงนราธิวาส
ราชนครินทร์ ตาํ บลรูสะมิแล อาํ เภอเมือง จ.ปัตตานี ก็มีนกั ท่องเทียวและประชาชนจาํ นวนมาก พากนั ขึนไปชม
สวยงามตลอดทงั วนั โดยผสู้ ร้างยงั หวงั ใหท้ ีนีเป็ นสถานทีทอ่ งเทียว ทีจะเป็ นศูนยร์ วมคนตา่ งวฒั นธรรม ต่าง
ศาสนา มองเห็นความงดงามของทอ้ งทะเลอ่าวไทยทีมีแหลมตาชีคนั กลาง ส่วนเบืองล่างเป็ นทิวป่ าโกงกางขึน
หนาแน่น เป็นอกี มุมมองใหม่ทีจะสัมผสั ได้ จากการขึนมายนื บน Sky walk ปัตตานีแห่งนี

ตลาดนดั ปาลสั (Palas Market )

อยหู่ ่างจากตวั เมืองปัตตานีประมาณ กิโลเมตร ใชเ้ ส้นทางหลวงหมายเลข เขา้ สู่อาํ เภอปะนาเระ
ในช่วงเวลาเชา้ ของทกุ วนั พธุ และวนั อาทติ ยจ์ ะมีตลาดนดั ริมทาง ซึงชาวไทยมุสลิมจะแตง่ กายแบบพืนเมืองโพก
ศีรษะดว้ ยผา้ บาติกสีฉูดฉาดเดินซือของในตลาด เป็ นภาพทีสะทอ้ นใหเ้ ห็นชีวติ ชนบทของชาวไทยมุสลิมทีมี
บรรยากาศเมืองใตอ้ ยา่ งแทจ้ ริง

หอนาฬิกาสามวฒั นธรรม

ช่วงเวลาเยน็ ของทุกวนั ทีบริเวณหอนาฬิกาสามวฒั นธรรม เทศบาลเมืองปัตตานี คือจดุ ศูนยร์ วมของ
ประชาชนทุกวยั ทีจะมาทาํ กิจกรรมร่วมกนั พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ คลายอารมณ์ โดยจุดนีมีหอนาฬิกาสามวฒั นธรรม
ทีโดดเด่นเป็นสง่า ห่างจากหอนาฬิกาเพยี งแคถ่ นนกนั จะพบกบั ศนู ยอ์ อกกาํ ลงั กายทีมีอุปกรณ์กีฬาครบครัน
รองรับทุกเพศ ทกุ วยั มาเสริมสร้างความแขง็ แรงใหก้ บั ร่างกาย โดยทีเห็นเด่นชดั จะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ทงั ทีจูงลูก
เลก็ เด็กแดง รวมถึงผูส้ ูงวยั มาร่วมกนั ออกกาํ ลงั กาย เดก็ ๆสนุกสนานกบั เครืองเล่น ผูใ้ หญ่ คุณตา คุณยาย ต่าง
ไดม้ าพบพดู คุย สนทนากนั อยา่ งออกรส

หาดปาตาตีมอ หรือ หาดวาสุกรี (The Wasukri Beach)

อยหู่ ่างจากตวั เมอื งปัตตานีประมาณ กิโลเมตร และห่างจากตวั อาํ เภอสายบุรีประมาณ กิโลเมตร อยู่
ในเขตเทศบาลตาํ บลตะลุบนั การเดินทางจากตวั เมืองปัตตานีใชเ้ ส้นทางหลวงสายปัตตานี-นราธิวาส หรืออาจ
เลือกเดินทางผา่ นหาดแฆแฆไปจนถึงอาํ เภอสายบุรีหรือเลียวซา้ ยตรงทางแยกเขา้ สู่อาํ เภอสายบุรีโดยตรงก็ได้
ลกั ษณะของหาดทรายเป็นแนวยาวขนานไปกบั ทิวสน นอกจากนียงั มีบงั กะโลใหบ้ ริการอีกดว้ ย

ศาลหลกั เมือง

ศาลหลกั เมือง เป็ นศาสนสถานทีเป็นผลจากความเชือทางศาสนาพราหมณ์ แมว้ า่ ปัตตานีในปัจจุบนั ไม่มี
ผนู้ บั ถือศาสนาพราหมณ์โดยตรงแตด่ ว้ ยความเชือและประเพณีบางอยา่ งทียงั เกียวขอ้ งกบั พิธีพราหมณ์ จึงไดม้ ี
การก่อสร้างศาลหลกั เมืองปัตตานีขึนเพอื เป็ นหลกั ของบา้ นเมืองเป็ นสิริมงคลใหม้ ีแต่ความสุขความเจริญ
ศาลหลกั เมืองประดิษฐานอยูใ่ นบริเวณสนามศกั ดิเสนียร์ ิมฝังซ้ายของแมน่ าํ ปัตตานี ติดกบั โรงเรียนเบญจมราชู
ทิศจงั หวดั ปัตตานี สมยั พระยารัตนภกั ดีเป็นผวู้ า่ ราชการจงั หวดั และนายพร้อม ชูแข เป็นนายอาํ เภอเมืองปัตตานี
สร้างเมือวนั ที พฤษภาคม พ.ศ. สมเด็จพระสังฆราช (วดั สระเกศ) เป็นผใู้ หฤ้ กษด์ วงเมอื งปัตตานี

TK Park

อุทยานการเรียนรู้ปัตตานีอาํ เภอเมือง จงั หวดั ปัตตานีอยา่ งเป็นทางการวา่ การจดั ตงั อุทยานการเรียนรู้
ปัตตานีเกิดขึน เพราะสถานการณ์ของสามจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ทาํ ใหเ้ ดก็ ขาดโอกาสอยา่ งมากในเรืองการ
อ่านและการเรียนรู้ ดงั นนั เพือเป็นการขยายโอกาสและลดความเหลือมลาํ ในการเขา้ ถึงแหล่งเรียนรู้ของเดก็
เยาวชน และประชาชนทวั ไประหวา่ งส่วนกลางกบั ส่วนภูมิภาค และให้เกิดความเท่าเทียม ตลอดจนเพือเป็ นการ
พฒั นาแหล่งเรียนรู้ตน้ แบบทีจะเป็นโครงสร้างพืนฐานทางปัญญาทีสอดคลอ้ งกบั บริบทในแต่ละพืนที และ
มุง่ เนน้ การบูรณาการกบั ทุกภาคส่วนเพือใหแ้ หล่งเรียนรู้ทีจดั ตงั ขึนเกิดความยงั ยืน ศนู ยอ์ าํ นวยการบริหารจงั หวดั
ชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เทศบาลเมืองปัตตานี และสาํ นกั งานอทุ ยานการเรียนรู้ (ทีเค พาร์ค) จึงได้ร่วมมือกนั ใน
การจดั ตงั อทุ ยานการเรียนรู้ปัตตานีขึน ตงั แตป่ ี พ.ศ. เป็นตน้ มา เพือเป็ นแหล่งเรียนรู้ตามแนวคิด “หอ้ งสมุด
มีชีวติ ” สาํ หรับส่งเสริม สนบั สนุนใหเ้ กิดนิสัยรักการอ่านการเรียนรู้ตลอดชีวิตใหแ้ ก่เด็ก เยาวชน และประชาชน
ทวั ไปในจงั หวดั ปัตตานี และพืนทีใกลเ้ คียง โดย ศอ.บต. เป็นหน่วยงานหลกั ในการสนบั สนุนดา้ นงบประมาณ
ของการจดั สร้าง และเทศบาลเมืองปัตตานีเป็ นหน่วยงานหลกั ในการอนุเคราะห์พืนทีสาํ หรับการจดั ตงั และ
รับผดิ ชอบดาํ เนินการใหบ้ ริการอุทยานการเรียนรู้ปัตตานีหลงั จากทีไดม้ ีการเปิ ดใหบ้ ริการอยา่ งเป็นทางการ

สาํ หรับในส่วนของ สอร. เป็ นหน่วยงานหลกั ในการถ่ายทอดองคค์ วามรู้ดา้ นหอ้ งสมุดมีชีวติ โดยส่งเสริมและ
สนบั สนุนดา้ นหนงั สือและสือการเรียนรู้ ดา้ นอุปกรณ์คอมพวิ เตอร์ ระบบหอ้ งสมดุ อตั โนมตั ิ ดา้ นกิจกรรม
ส่งเสริมการอา่ น การเรียนรู้เชิงสาธิต และดา้ นอืนๆ รวมทงั เขา้ มาช่วยในการวางระบบการบริหารจดั การอุทยาน
การเรียนรู้ปัตตานี เพือให้เกิดความยงั ยนื ตอ่ ไป

วดั มจุ ลินทวาปี วหิ าร (Wat Mujalinthavapi Viharn)

ตงั อยหู่ ่างจากตวั เมืองประมาณ กิโลเมตร ริมเส้นทางหลวงสายปัตตานี-โคกโพธิ เป็ นวดั เก่าแก่ทีสร้างขึนเมือ
พระยาวิเชียรภกั ดีศรีสงครามยา้ ยทีวา่ การอาํ เภอหนองจิกจากทีเก่า มาอยทู่ ีตาํ บลตุยง เมือ ปี พ.ศ. เดิมมีชือวา่
"วดั ตยุ ง" ต่อมาพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จประพาสเมืองหนองจิก และมีพระราชศรัทธา
บริจาคเงินเพือก่อสร้างพระอุโบสถ และทรงพระราชทานนามใหมว่ า่ "วดั มุจลินทวาปี วิหาร" ปัจจุบนั เป็ นอาราม
หลวงและมีการบูรณะพระอุโบสถใหอ้ ยใู่ นสภาพทีมนั คงสวยงาม

อุทยานแห่งชาตินาํ ตกทรายขาว (The Saikhao Waterfall National Park)

ตงั อยทู่ ีตาํ บลโคกโพธิ ห่างจากตวั อาํ เภอโคกโพธิประมาณ กิโลเมตร ใชเ้ ส้นทางหลวงหมายเลข
สายปัตตานี-ยะลา ถึงทางแยกขวามอื ตรงปากทางเขา้ วดั หว้ ยเงาะ จากนนั เขา้ สู่ตวั อุทยานฯ อทุ ยานนาํ ตก
ทรายขาวเป็นส่วนหนึงของเทือกเขาสนั กาลาคีรี สภาพพืนทีเป็นป่ าดิบชืน จึงอดุ มไปดว้ ยพนั ธุ์ไมน้ านาชนิดและ
ประกอบดว้ ยนาํ ตกต่างๆ ซึงนาํ ตกทรายขาว จะเป็นนาํ ตกทีสวยทีสุด รองมาเป็นนาํ ตกโผงโผง และนาํ ตกอรัญวา
รินตามลาํ ดบั

วดั ชา้ งใหร้ าษฎร์บูรณาราม (Wat Chang Hai Rasburanaram)

เป็ นวดั เก่าแก่ทีสร้างขึนมากวา่ ปี มาแลว้ ภายในวหิ ารมีรูปปันหลวงป่ ทู วดเท่าองคจ์ ริงประดิษฐาน
อยู่ นอกจากนียงั มีสถาปัตยกรรมของสถูปเจดีย์ มณฑป อุโบสถและหอระฆงั ทีงดงามเป็นอยา่ งยงิ หลวงป่ ูทวด
วดั ชา้ งใหเ้ ป็ นผมู้ ีความสามารถในการศกึ ษาเล่าเรียน พระปริยตั ิธรรมและดา้ นเวทมนตร์คาถาต่างๆ อยา่ งเช่นการ
เปลียนนาํ ทะเลให้กลายเป็นนาํ จดื ตงั แต่นนั มาชือเสียงของทา่ นก็ขจรขจายไปทวั และต่อมาหลวงป่ ูทวดได้
มรณภาพทีประเทศมาเลเซียแลว้ ไดน้ าํ พระศพกลบั มาทีวดั ชา้ งให้ งานประจาํ ปี ในการสรงนาํ อฐั ิหลวงป่ ทู วดวดั
ชา้ งให้ ช่วงเดือนเมษายน วดั ชา้ งใหเ้ ปิ ดใหเ้ ขา้ ชมทกุ วนั เวลา . - . น.

หาดแฆแฆ (The Kaekae Beach)

หาดแฆแฆอยใู่ นทอ้ งทีตาํ บลนาํ บ่อ อาํ เภอปะนาเระ อยหู่ ่างจากตวั เมืองประมาณ กิโลเมตร ตงั อยบู่ น
อ่าวเล็กๆ มโี ขดหินแกรนิตขนาดใหญ่และมีหาดทรายละเอียด ชายหาดแห่งนีขึนชือวา่ เป็นชายหาดสาธารณะที
สวยงาม มีผูค้ นต่างถินนิยมมาเทียวเพอื ชืนชมความร่มรืนของธรรมชาติทีงดงามมากมาย

วดั ตานีนรสโมสร

วดั ตานีนรสโมสร สร้างเมือประมาณปี พ.ศ. แด่เดิมยา้ ยจากบริเวณเมืองเก่าทีบา้ นนา ตาํ บลกรือ
เซะ อาํ เภอเมือง จงั หวดั ปัตตานี สีตะวนั กรมการเมืองปัตตานี สร้างขึนเป็นทีถือนาํ พระพิพฒั น์สัตยาประจาํ
มณฑลปัตตานี เดิมชือวา่ วดั บางนาํ จดื แตป่ ระชาชนทวั ไปเรียกวา่ วดั กลาง ในระยะแรกของการเริมสร้างวดั ไม่มี
ถาวรวตั ถุทีมนั คง อีกทงั พระสงฆจ์ าํ พรรษาก็ไมม่ ีหลกั ฐานระบแุ น่นอน จนถึงปี พ.ศ. ทางคณะสงฆไ์ ด้
มอบหมายให้พระครูธรรมโมลีวดั มชั ฌิมาวาส จงั หวดั สงขลา และคณะเดินทางมาจดั การปกครอง ซึงขณะนนั เจา้
อธิการสุขเป็ นเจา้ อาวาส ต่อมา พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทานสมณศกั ดิเป็นพระครู
พพิ ฒั นส์ มณกิจ และในปี นีพระครูพพิ ฒั นส์ มณกิจกบั นางละนง แซ่เล่า ไดจ้ ดั สร้างพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบจีน
วนั ที กนั ยายน พ.ศ. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จประพาสเมืองปัตตานี ทรง
ทอดพระเนตรเห็นศาลาการเปรียญหลงั คามุงจากมีสภาพทรุดโทรม จึงทรงพระราชทานทรัพยเ์ พือสร้างศาลาการ

เปรียญขึนใหม่ ดงั ปรากฏในจดหมายเหตุ รัชกาลที “เสด็จพระราชดาํ เนินไปทีหอนงั พระยาตานี และเสด็จกลบั
ทางเดิม ทรงเรือพระทีนงั ล่องมาประทบั ขึนทีวดั ตานี เสด็จทอดพระเนตรในโบสถซ์ ึงพงึ ทาํ ใหมเ่ ป็ นอยา่ งจีน
พระพุทธรูปกท็ าํ ใหม่พึงเสร็จ มีพระ รูป ทรงทราบวา่ การถือนาํ ประจาํ ปี เจา้ เมอื งกรมการประชุมถือนาํ ทีวดั นี
ทุกคราว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานเงินใหท้ าํ ศาลาการเปรียญเป็นทีสาํ หรับเดก็ เรียนหนงั สือดว้ ย
และใหเ้ ป็ นทีสาํ หรับเจา้ เมืองกรมการประชุมถือนาํ แทนศาลาหลงั คาจากของเก่า (ประยูรเดช คณานุรกั ษ์, 2538,
น. ) ส่วนพระราชทรพั ยท์ ีทรงพระราชทานเป็ นจาํ นวนเงิน ชงั ตามหลกั ฐานทีระบุในจดหมายเหตุรายวนั
ของสมเด็จพระบรมราชปิ ตลุ าธิบดี เจา้ ฟ้ามหาวชิรุณหิศ ตอนหนึงวา่ “แลว้ เสด็จมาทรงเรือพระทีนงั มาประทบั ที
วดั ของจีนจูหลาย กปั ตนั จีนสร้างมีพระสงฆอ์ ยู่ รูป โบสถท์ าํ อยา่ งจีน พระเจา้ บา้ นแขกไมไ่ ด้ รบั สังใหน้ ิมนต์
มาถวายเงิน สมเดจ็ แมก่ ็ถวายดว้ ย แลว้ ประทานเงินกปั ตนั จีนไวห้ า้ ชงั ใหท้ าํ ศาลาการเปรียญเป็ นทีสาํ หรับเดก็
เรียนหนงั สือ ใหเ้ ป็ นทีสาํ หรับเจา้ เมืองกรมการประชุมถือนาํ ดว้ ย” (ประยรู เดช คณานุรักษ,์ 2538, น. ) ตอ่ มา
เมือคราวเสด็จเมืองหนองจิก วนั ที กรกฎาคม พ.ศ. ขณะทีประทบั อยใู่ นเรือพระทีนงั หนา้ เมืองหนองจิก
นนั ทรงทราบวา่ ศาลาการเปรียญทีโปรดเกลา้ ฯ ใหส้ ร้างขึนทีวดั บางนาํ จืด เมือคราวเสดจ็ ตรังกานูเกือบเสร็จแลว้
จึงอญั เชิญพระราชหตั ถเลขาฉบบั ที ซึงกล่าวถึงเหตุการณ์ดงั นี “พระยาตานีมาคอยอยู่ วนั แลว้ พึงกลบั ไปพระ
ยาหนองจิกใหไ้ ปบอก ก็ขึนมาพร้อมกบั พระศรีบุรีรัฐ พระพิพิธภกั ดี หลวงจีนคณานุรักษ์ ทราบวา่ ศาลาการ
เปรียญทีวดั ตานี ซึงฉนั สร้างไวน้ นั เกือบเสร็จแลว้ จึงคิดวา่ เป็นโอกาสดีพอทีจะฉลองได้ จึงปล่อยให้พวกเมือง
ตานีกลบั ไปจดั การรับทีเมืองตานี” (ประยทุ ธ สิทธิพนั ธ์, 2524, น. ) วนั ที สิงหาคม พ.ศ.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสด็จวดั บางนาํ จืด โดยเรือพระทีนงั บูรทิศในการพระราชพิธีฉลองการ
เปรียญ ทรงมีพระราชหตั ถเลขา ในการพระราชพธิ ีดงั กล่าวถึงเหตุการณ์ในการฉลองศาลาการเปรียญและได้
พระราชทานนามวดั วา่ วดั ตานีนรสโมสร และไดร้ ับยกฐานะเป็นพระอารามหลวง ชันตรีชนิดสามญั นบั เป็ น
อารามหลวงแห่งแรกของจงั หวดั ปัตตานี ตงั แตว่ นั ที กุมภาพนั ธ์ พ.ศ.

มสั ยดิ รายอปัตตานี หรือรายอฟาฏอนี

เดิมเป็ นมสั ยดิ แห่งรัฐปัตตานี เริมก่อสร้างเมือสมยั เมืองปัตตานีเป็ นเมืองหรือรัฐปัตตานี มีเจา้ เมือง
ปกครองตนเอง คือ สุลต่านมูฮมั หมดั หรือ ตนกูบือซาร์ หรือ ตนกูปะสา เป็นเจา้ เมืองปัตตานี ช่วงประมาณ พ.ศ.

- ไดท้ รงเริมสร้างมสั ยิดประจาํ เมอื งปัตตานี

ในสมยั ตนกปู ูเตะ๊ ฮฺ พ.ศ. - เดิมเป็นสุเหร่าอาคารไม้ สร้างในรัววงั ตอ่ มาไดย้ า้ ยมาสร้างเป็น
อาคารถาวร ณ ทีปัจจุบนั ซึงอยูท่ างทิศตะวนั ออกของวงั เจา้ เมือง ก่อนถึงสุสานหลวง (กูโบร์โตะ๊ อาเยาะฮฺ) ต่อมา
ตนกตู ีมุง พ.ศ. - ไดท้ รงแต่งตงั ฮจั ญีอบั ดุลาเตะฮฺ ดาโตะ๊ เป็นอีหมา่ มท่านแรกอยา่ งเป็นทางการ และได้
ขยายอาคารเพมิ เติม แต่ยงั ไม่ทนั แลว้ เสร็จสมบูรณ์ท่านไดเ้ สียพระชนมเ์ สียก่อน ต่อมาตนกูสุไลมานหรือตนกู
บอซู พระอนุชาตนกูปูเตะ๊ ฮฺ ไดท้ รงสร้างต่อจนแลว้ เสร็จ มีการขยายอาคารในส่วนทีเป็ นอิฐเพมิ เติม พร้อมทงั ได้
ประดบั ลวดลายภายในมสั ยดิ ดว้ ยไมแ้ กะสลกั พรรณพฤกษา และไดเ้ ปลียนชือใหมเ่ ป็น “มสั ยดิ รายอฟาฏอนี”

ตามคาํ เรียกชือเมืองปัตตานี มสั ยดิ แห่งนีมีความโดดเด่นทีสถาปัตยกรรมมลายปู าตานี ซึงผสมระหวา่ งอาคาร
ทรงพืนเมืองหลงั คา ชนั ทรงปันหยา และยอดโดมแบบสถาปัจยกรรมตะวนั ออกทีอยดู่ า้ นหลงั ของอาคาร

นาํ ตกอรัญวาริน
นาํ ตกอรัญวาริน เป็นนาํ ตกทีไหลลงมาจากเทอื กเขานางจนั ทร์ อีกดา้ นหนึงของนาํ ตกทรายขาว ลกั ษณะ
นาํ ตกจะแบง่ ออกเป็ นชนั ๆ รวม 7 ชนั แตล่ ะชนั จะห่างกนั ประมาณ 300 - 500 เมตร ในแตล่ ะชนั ของนาํ ตก จะมี
ลกั ษณะสวยงามแตกต่างกนั ออกไป มลี กั ษณะพิเศษโดดเดน่ เป็นของตวั เอง นาํ ตกทงั 7 ชนั จะมีลาํ ธารไหลคด
เคียวและมีแอง่ นาํ อยดู่ า้ นหนา้ นาํ ตก ขนาบดว้ ยกลว้ ยไมป้ ่ าเป็ นแนวทงั สองขา้ งทางเดินชนั บนสุดเป็นผาหินสูง 20
เมตร สายนาํ ตกลงมาตามโขดหินลดหลนั กนั ลงสู่แอง่ นาํ ตกเบืองล่าง นาํ ตกอรัญวารินอยูใ่ นทอ้ งที หมู่ที 4 ตาํ บล
ทุ่งพลา อาํ เภอโคกโพธิ ทางเขา้ อยบู่ ริเวณ กม. 33 ตรงวดั หว้ ยเงาะ เลียวขวาเขา้ ไปอีกประมาณ 7 กิโลเมตร จะถึง
นาํ ตก

บา้ นหลวงสุนทรสิทธิโลหะ

หลวงสุนทรสิทธิโลหะ (ตนั จูเบง้ ) เป็ นลูกชายคนโตของ หลวงสาํ เร็จกิจกรจางวาง (ตนั ป่ ยุ ) ตน้ ตระกูลคณานุรักษ์
เป็ นผทู้ ีมีอิทธิพลทางการคา้ ขายรวมถึงดูแลชาวจีนในปัตตานี ทา่ นมบี า้ นทีถือวา่ มีอาณาบริเวณกวา้ งขวางมาก คือ
มีพนื ทีตงั แต่บา้ นเลขที ไปจนถึงบา้ นเลขที ถนนอาเนาะรู ตวั บา้ นทีท่านและภรรยาหลวงพกั อาศยั อยเู่ ป็ นตึก

ชนั ทรงจีนโบราณอยใู่ นสวนดา้ นหลงั ส่วนบริเวณดา้ นหนา้ ของบา้ นจะเป็นทีบรรดาภรรยาคนอืนๆ ของท่าน
พกั อาศยั ตวั ตึกในสวนไดต้ กเป็นกรรมสิทธิของนางเป้าเลียง(คณานุรักษ)์ วฒั นายากร บุตรสาวของหลวงสุนทร
สิทธิโลหะ ส่วนบา้ นเรือนดา้ นหนา้ เป็ นกรรมสิทธิของบุตรคนอืนๆ และต่อมาไดม้ ีการขาย ตอ่ ให้นางเป้าเลียง
และขนุ ธาํ รงพนั ธุภ์ กั ดี (ซุ่นจ่าย วฒั นายากร)ผเู้ ป็นบุตรชาย

ปัจจุบนั ภายในบา้ นเกบ็ รกั ษาของเก่ามีคา่ เช่น ถว้ ยชามสงั คโลก ปื นใหญ่ เครืองใชต้ ่าง ๆ ในอดีต

บา้ นกงสี

บา้ นเลขที 27 ถนนอาเนาะรู หรือเรียกอีกชือวา่ บา้ นกงสี เป็ นบา้ นทรงจีนหลงั คาแอน่ เดิมเป็นบา้ นของหลวง
สาํ เร็จกิจกรจางวาง(ป่ ุย แซ่ตนั ) ปัจจบุ นั เป็นหอบรรพบุรุษ บา้ นกงสีเป็นเรือนจีนชนั เดียว เดิมนายป่ ุย แซ่ตนั เป็น
ชาวจีนฮกเกียนทีเขา้ มาพึงพระบรมโพธิสมภาพ ตงั แตเ่ มือครังสมยั ของพระบาทสมเด็จพระนงั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั
รัชกาลที 3 อพยพยมาจากเมืองจีนตงั รกรากคา้ ขายทีเมืองสงขลา ต่อมาไดอ้ าสาเขา้ ร่วมทพั ปราบกบฏเมืองตานี
เมืองไทรบุรี ไดร้ ับความดีความชอบให้เป็นหลวงสาํ เร็จกิจกรจางวาง ทาํ หนา้ ทีเป็ นหวั หนา้ ชาวจีนและเก็บภาษี
อากรชาวจีนในเมืองตานีเพือส่งใหเ้ จา้ เมืองสงขลา ทา่ นจึงไดต้ งั บา้ นเรือนขนั ทียา่ นตลาดจีน หรือ กือดาจีนอ เมือ
ประมาณ 150 ปี ก่อน โดยไดส้ ร้างบา้ นพกั เป็นเรืองทรงจีนชนั เดียว หลงั คากระเบืองดินเผาโคง้ ทอ้ งชา้ งทรงจีน
ส่วนตวั บา้ นนนั ก่ออิฐถือปูนโดยใชอ้ ิฐดินเผาขนาดใหญฉ่ าบดว้ ยปูนขาวผสมนาํ ผงึ พนื ปูดว้ ยกระเบืองดินเผา
ขนาดใหญ่ มขี ือเป็ นไมท้ อ่ นกลม หอ้ ง โถงกลางเป็ นโตะ๊ หมูบ่ ูชาเทพเจา้ ตา่ งๆ เช่น เจา้ แม่กวนอิม เทพเจา้ กวนอู
หรือพระกนุ เตก้ นุ ห้องทางดา้ นซา้ ยประกอบไปดว้ ยโตะ๊ บูชารูปบรรพบุรุษ ผนงั ห้องแขวนภาพบรรพบุรุษและ
พวงหรีดพระราชทาน หอ้ งทางดา้ นขวาประกอบไปดว้ ยภาพวาดจีนอายรุ ้อยกวา่ ปี ถดั ออกไปจากตวั เรือนจะเป็ น
สวนผลไม้ เมือหนั หนา้ เขา้ หาตวั บา้ นดา้ นซา้ ยจะเป็นตรอกแคบ ๆ ตรอกนีจะเป็นทางเขา้ ออกของขา้ ทาส
โดยเฉพาะเวลาทีขา้ ทาสตายจะนาํ ศพออกทางตรอกนี เนืองจากมีประเพณีทียดึ ถือกนั วา่ หา้ มนาํ ศพขา้ ทาสออก
ทางประตใู หญ่ของบา้ น

มสั ยดิ ปากีสถาน

ชาวปากีสถานกลุ่มหนึง จากแควน้ เปชาวาร์ ประเทศปากีสถาน เขา้ มาตงั ถินฐานในจงั หวดั ปัตตานี เมือ
กวา่ ร้อยปี ก่อน พวกเขาช่วยกนั สร้างมสั ยดิ เป็ นอาคารไมเ้ พือเป็นสถานทีละหมาดและพกั แรม ตอ่ มาชาวมุสลิม
ปาทานและชาวมุสลิมในพืนทีเมืองปัตตานีไดช้ ่วยกนั ระดมทุนสร้างอาคารหลงั ใหมข่ ึนเป็นอาคารก่ออิฐทรง
โดมใชช้ ือวา่ “มสั ยดิ ปากีสถานปัตตานี” มสั ยดิ แห่งนีมีชาวมุสลิมเขา้ มาประกอบพธิ ีละหมาด และเป็นสถานที
พกั แรมสาํ หรับคนตา่ งถิน เรียกวา่ เดรา

วดั นิกรชนาราม (วดั หวั ตลาด)

วดั นิกรชนารามเริมก่อตงั เมือตน้ ปี พ.ศ. สืบเนืองจากพระธรรมวโรดม (เซ่ง อุตฺตโม) วดั ราชาธิวาส
เจา้ คณะมณฑลนครศรีธรรมราชมาตรวจการคณะสงฆ์ เมือเดือนกมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. พาํ นกั ทีวดั ตานีนรสโม
สร พระธรรมวโรดมมีความประสงคจ์ ะสร้างวดั ในเมืองปัตตานีเพิมอีกหนึงวดั เนืองจากในเมืองปัตตานีมีวดั อยู่
เพียงสองวดั คอื วดั ตานีนรสโมสรกบั วดั นพวงศาราม ชุมชนไทยพทุ ธมีจาํ นวนมากและตอ้ งเดินทางไกลเพือ
ประกอบพิธีทาํ บญุ ท่านไดเ้ ดินทางเพือหาทีสร้างวดั หลายแห่ง จนพบทีดินทีเป็นป่ าชา้ แห่งหนึง มคี วามพึงพอใจ
มาก จึงขอทีดินแปลงนีต่อพระบริรักษภ์ ูธร ขา้ หลวงประจาํ จงั หวดั และขนุ ชูปรีชาวฒุ ิ นายอาํ เภอสะบารัง
ขา้ หลวงประจาํ จงั หวดั และนายอาํ เภอไม่ขดั ขอ้ ง เพราะเห็นวา่ ในบริเวณดงั กล่าวมีชุมชนชาวจีนอาศยั อยู่
หนาแน่น สามารถทีจะดูแลอุปฐากพระสงฆไ์ ดไ้ มอ่ ตั คดั พระธรรมวโรดมขอความอนุเคราะห์ทางราชการ

ดาํ เนินการปรับพืนทีแผว้ ถาง เริมก่อตงั สาํ นกั สงฆห์ วั ตลาดขึนเป็นครังแรก ในระยะนีท่านสงั ใหพ้ ระวนิ ยั ธร
(หนู) วดั มายอ มารักษาการเจา้ อาวาสสาํ นกั สงฆห์ วั ตลาด ต่อมาไดส้ ังการใหพ้ ระครูสโมสรสิทธิการ (แกว้ ) มา
เป็ นเจา้ อาวาส พระครูสโมสรสิทธิการเดิมเป็นชาวมว่ งหมู่ อาํ เภอสิงหนคร จงั หวดั สงขลา ท่านเดินทางมาดาํ รง
ตาํ แหน่งเจา้ อาวาสวดั ตานีนรสโมสร เมือปี พ.ศ. ตอ่ มาเมือปี พ.ศ. พระธรรมวโรดมไดย้ า้ ยพระธรรม
โมลี (เกตุ ติสฺสโร) เจา้ คณะอาํ เภอเมืองสงขลา ขณะเป็นพระครูวิจิตรคณานุรักษ์ มาเป็ นเจา้ คณะมณฑลปัตตานี
และพาํ นกั อยวู่ ดั ตานีนรสโมสร พระครูสโมสรสิทธิการไดย้ า้ ยมาดาํ รงตาํ แหน่งเจา้ อาวาส สาํ นกั สงฆห์ วั ตลาด
ในปี พ.ศ. ระยะแรกพกั อาศยั ทีศาลาริมถนนอาเนาะรูเป็ นการชวั คราว ทา่ นไดด้ าํ เนินการแผว้ ถาง ขดุ ตอไม้
ปลูกสร้างกุฏิทีพกั โดยทางราชการไดน้ าํ นกั โทษเรือนจาํ ปัตตานีมาเป็นกาํ ลงั สาํ คญั ในการแผว้ ถางในครังแรก
ตอ่ มาคณะศรัทธาชาวจนี บริเวณหวั ตลาดไดอ้ อกทนุ ทรัพยจ์ า้ งกรรมกร จนเป็นสถานทีโล่งเตียน พืนทีวดั ในอดีต
เป็นทรายขาวสะอาด มนี าํ ทา่ บริโภคใชส้ อยไมข่ ดั สน และตงั อยใู่ นยา่ นชุมชนชาวจีน

ในระยะแรกของการก่อสร้างสาํ นกั สงฆห์ วั ตลาด นางซุ่ยสิม ปริชยากร เป็นผนู้ าํ ชกั ชวนคณะศรัทธาชาว
จนี สร้างกุฏิทีพกั สงฆ์ จาํ นวน หลงั นางซุ่ยสิม ปริชยากร หลงั คุณยายยเี หนียว หลงั นายซุ่นเอียง โกวิทยา
หลงั นายโฮ่ หลงั นางโบย้ หว้ ย หลงั และต่อมาคณะศรัทธาชาวจีนไดส้ ร้างถาวรวตั ถุอกี เช่น นางโบเ้ อียน แซ่
เล่า สร้างกุฎิถาวร หลงั เป็นทีพาํ นกั ของพระครูสโมสร สิทธิการ นายเทียนล็อก นางโบย้ หว้ ย แซ่เหง่า
ปฏิสงั ขรณ์ศาลาริมถนนอาเนาะรู หลงั ศาลาตึกกลางวดั หลงั บอ่ นาํ บ่อ นายซุ่นเอียง โกวิทยา ซ่อมบอ่ นาํ
บอ่ และบริจาคทรัพยจ์ า้ งกรรมกรแผว้ ถางถมดินในบริเวณวดั ใหเ้ รียบเสมอ ขนุ ประเสริฐราชกิจ พสั ดีจงั หวดั
ปัตตานี สร้างเชิงตะกอนสาํ หรับเผาศพ นางลมล เดชะสวรรณ์ ถวายกระเบืองดินเผา , แผน่ นางเฉง้ หว้ ย
ถวายไมเ้ ครืองเรือน หลงั พร้อมกระเบืองดินเผา สาํ หรับปลูกโรงไมท้ าํ การก่อสร้างศาลาการเปรียญ นางซุย้ สิม
ปริชยากร สร้างศาลาป่ าชา้ หลงั บอ่ นาํ บอ่ และจดั อาหารเลียงนกั โทษในเวลาทีมีการปรับพืนแผว้ ถางสาํ นกั
สงฆห์ วั ตลาด

และในปี เดียวกนั นางซุย้ สิม ปริชยากร ไดเ้ ป็นผนู้ าํ ชกั ชวนคณะศรทั ธาชาวจีนบริจาคทรัพยส์ ร้างศาลา
การเปรียญ เป็นเรือนไมย้ กพืน มีพระครูสโมสรสิทธิการเป็นประธาน พระครูมานิตสมณวตั ร เป็นช่าง
ดาํ เนินการก่อสร้างศาลาการเปรียญจนแลว้ เสร็จ ระยะเวลาก่อสร้าง ปี ฉลองสมโภชในปี พ.ศ. สินเงิน
ทงั หมด , บาท สตางค์ ตอ่ มาศาลาการเปรียญหลงั นีชาํ รุด และไดส้ ร้างขึนใหมใ่ นปี พ.ศ. ในระยะ

สร้างศาลาการเปรียญนี พระธรรมวโรดมไดเ้ ปลียนชือสาํ นกั สงฆห์ วั ตลาดวา่ วดั นิกรชนาราม แตก่ ็ยงั มี
สถานภาพเป็นสาํ นกั สงฆ์ ชาวบา้ นนิยมเรียกวา่ วดั หวั ตลาด เพราะยงั ไมไ่ ดร้ บั พระราชทานวสิ ุงคามสีมา

สาํ นกั สงฆห์ วั ตลาดไดพ้ ฒั นาใหม้ ีความเจริญกา้ วหนา้ ตามลาํ ดบั และไดร้ ับพระราชทานวสิ ุงคามสีมา
เมือวนั ที เมษายน พ.ศ. เขตวสิ ุงคามสีมา กวา้ ง เมตร ยาว เมตร สมยั พระครูวโิ รจนธ์ รรมาภรณ์
(เมือง ชุตินฺธโร) ท่านไดด้ าํ เนินการสร้างอุโบสถในปี พ.ศ. สร้างศาลาการเปรียญคอนกรีตเสริมเหล็กในปี
พ.ศ. สร้างหอฉนั และหอระฆงั ในปี พ.ศ. วดั นิกรชนารามมีความเจริญรุ่งเรืองตงั แต่พระครูวโิ รจน์
ธรรมาภรณ์จนถึงปัจจบุ นั

ปูชนียวตั ถุสําคญั ในวดั นิกรชนาราม

. พระประธานในศาลาการเปรียญ เป็ นพระพทุ ธรูปหล่อปางมารวชิ ยั หนา้ ตกั กวา้ ง เมตร
เซนติเมตร มีฐานสิงห์สูง เซนติเมตร หล่อติดกบั องคพ์ ระ

. พระพทุ ธรูปสร้างดว้ ยเกสรดอกไม้ ปางมารวชิ ยั หนกั ตกั กวา้ ง ๑ ศอก นางยกเฮียว เลขะกุล สร้างถวาย

หอนิทรรศนส์ านอารยธรรมจงั หวดั ปัตตานี

หอนิทรรศนส์ านอารยธรรมจงั หวดั ปัตตานีหรือพพิ ธิ ภณั ฑเ์ จา้ แม่ลิมกอเหนียว เป็ นแหล่งรวบรวมศิลปะ
ภาพถ่าย วชิ าการต่างๆ เป็ นศูนยเ์ รียนรู้ ประวตั ิชุมชนจีนโบราณ ทีเริมเขา้ มาอยใู่ นปัตตานี ตงั แต่สมยั ลิมโต๊ะเคียม
และเจา้ แมล่ ิมกอเหนียว และประวตั ิองคพ์ ระจีนทีสาํ คญั ๆ ในศาลเจา้ การเสด็จของพระเจา้ แผน่ ดินรัชกาลที ๕
รัชกาลที ๖ และรัชกาลที ๙ ประวตั บิ คุ คลสาํ คญั ในตลาดจีนเมืองปัตตานี และการอยรู่ ่วมกนั แบบพหุวฒั นธรรม
รวบรวมอปุ กรณ์เครืองใชใ้ นศาลเจา้ การจดั งานสมโภชเจา้ แม่ลิมกอเหนียว เป็นตน้ ไดร้ ับการสนบั สนุนการ
จดั สร้างโดย กระทรวงวฒั นธรรม (วธ.)

ชนั ประกอบดว้ ย ส่วนจดั แสดงประวตั ิจงั หวดั ปัตตานี และชุมชนจีน ประวตั ิพระหมอ เรืองราวเจา้ แม
ลิมกอเหนียว เกียวประกอบพิธีงานสมโภชเจา้ แม่ลิมกอเหนียว หอ้ งมลั ติมีเดีย และหอ้ งบรรยาย

ชนั ที จะพบกบั หอ้ งมลั ติมีเดีย ส่วนจดั แสดงภาพและเรืองราวราชวงศก์ บั เจา้ แมล่ ิมกอเหนียว และ
ภาพตระกลู คณานุรักษ์

ม.อ.ปัตตานีภิรมย์

“ม.อ.ปัตตานีภิรมย”์ เป็นอาคารเก่าตงั อยู่ ณ เลขที ถนนปัตตานีภริ มย์ ต.อาเนาะรู อ.เมือง จ.ปัตตานี มีพืนที
ตารางวา ตงั อยใู่ นเขตพืนทียา่ นเมืองเก่าปัตตานี ตามประกาศคณะกรรมการอนุรกั ษแ์ ละพฒั นากรุง

รัตนโกสินทร์และเมืองเก่า เมือวนั ที มีนาคม ลกั ษณะเป็ นอาคารสองชนั พืนทีชนั ล่างจะใชส้ าํ หรับ
นาํ เสนอผลิตภณั ฑแ์ ละบริการของมหาวทิ ยาลยั เป็นศูนยบ์ ริการสารสนเทศ ไดแ้ ก่ สารสนเทศผลงานวจิ ยั
นวตั กรรม การประชาสัมพนั ธ์กิจกรรมของมหาวทิ ยาลยั สารสนเทศปัตตานีศึกษา สารสนเทศอา่ วปัตตานี ส่วน
พนื ทีชนั บน เป็ นพืนทีอเนกประสงคใ์ ชส้ าํ หรับเป็ นห้องเรียนรู้ของนกั ศึกษาและชุมชน เป็นห้องประชุมที
ใหบ้ ริการวชิ าการ และ co-working space ระหวา่ งบุคลากรของมหาวทิ ยาลยั กบั ชุมชน เพือสร้างความเขม้ แขง็
การวจิ ยั ทีเป็ นจุดเนน้ ของวทิ ยาเขตปัตตานี เช่น ปัตตานีศึกษา ยางพารา การท่องเทียว คณิตศาสตร์และสถิติ
ศึกษาศาสตร์ ประมง อาหารฮาลาล พลงั งาน ภาษา อสิ ลามศึกษา การเยยี วยาทางจิตวทิ ยา การจดั การความขดั แยง้
และวฒั นธรรมสันติภาพ เป็ นตน้ รวมทงั เป็ นอาคารตน้ แบบตามแนวคิด Green Office โดยศูนยบ์ ริการวชิ าการ
และการเรียนรู้ปัตตานีศึกษา “ม.อ.ปัตตานีภิรมย”์ นี จะทาํ หนา้ ทีเชือมโยงภารกิจดา้ นการวจิ ยั การพฒั นา

นวตั กรรม และการบริการวชิ าการกบั ภาคธุรกิจและเอกชน ในการถ่ายทอดความรู้จากการวจิ ยั เทคโนโลยี และ
นวตั กรรมเพือร่วมสร้างความเขม้ แขง็ และแกไ้ ขปัญหาของพืนทีจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ซึงตงั อยใู่ นพืนทีทีมี
ความเหมาะสมในดา้ นทาํ เลทีจะอยใู่ จกลางชุมชน รายลอ้ มดว้ ยบา้ นเรือนของชาวบา้ นทีสามารถเขา้ มาใชบ้ ริการ
ไดต้ ลอดเวลา ทาํ ใหส้ ถานทีแห่งนีเป็นหวั ใจของชุมชนในการเป็นเวทีตอ่ ยอดองคค์ วามรู้สู่การพฒั นา รวมทงั เป็น
พนื ทีสาํ หรับการถ่ายทอดและสืบสานวฒั นธรรมประเพณี และวถิ ีชีวติ ของชาวปัตตานีต่อไป

ผลงานเหลก็ ดดั ฝาผนงั

Landmark แห่งใหมใ่ นปัตตานี ณ ถนนปัตตานีภิรมย์ และ ถนนอาเนาะรู ในยา่ นเมืองเก่าชุมชนจนี กือดา
จีนอ จากคณะศิลปกรรมศาสตร์ ภายใตโ้ ครงการ Pattani Heritage City ของมหาวทิ ยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยา
เขตปัตตานี สร้างสรรคผ์ ลงานเหล็กดดั ฝาผนงั โดย ผศ.ศริ ิชยั พมุ่ มาก รองคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ และ
ศิลปิ นยอดเยยี มรางวลั พกู่ นั ทองของประเทศไทย และสร้างสรรคจ์ ิตรกรรมฝาผนงั โดย อ.อญั ชนา นงั คลา รอง
คณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์

สเุ หรา่ ตะลโุ บะ๊

สเุ หรา่ ตะลโุ บะ๊ ตงั อยทู่ ถี นนยะรงั ตรงเลียวตะลโุ บ๊ะ เดมิ เป็นอาคารไมเ้ ป็นสถานทีใชป้ ระกอบศาสนกิจของพีนอ้ งมสุ ลิมชมุ ชน
ตะลโุ บะ๊ มที ีดนิ ประมาณ หอ้ งเศษๆ ตอ่ มาตระกลู ระเดน่ อาหมดั ไดร้ ืออาคารไมห้ ลงั เก่า และไดก้ อ่ สรา้ งอาคารหลงั ใหมเ่ ป็น
ตกึ ชนั และปรบั ปรุงหอ้ งนาํ ทาํ รวั ใชง้ บในการกอ่ สรา้ งประมาณ ลา้ นบาท ใชเ้ วลาในการกอ่ สรา้ งเกือบ ปี สถาปนกิ
ผอู้ อกแบบและตกแตง่ โดยคณุ ราชิต ระเดน่ อาหมดั เป็นอาคารสไตลม์ ลายู จผุ คู้ นไดป้ ระมาณ - คน ชนั เป็นที
ละหมาดสภุ าพสตรี และชนั เป็นทีละหมาดสภุ าพบรุ ุษ เนืองจากสเุ หรา่ แหง่ นตี งั อยตู่ ดิ ถนนสายหลกั ทางไปจงั หวดั ยะลา
เสน้ ทางสายนีจงึ มกี ารจราจรคบั คงั ตลอดเวลา จงึ มพี ีนอ้ งมสุ ลมิ ทงั ชายและหญิง แวะปฏิบตั ิศาสนกจิ อยเู่ สมอ

ประตมิ ากรรม เสาคสู่ ะทอ้ นวถิ วี ฒั นธรรมปัตตานี

Reflection Pattani: ประตมิ ากรรม เสาคสู่ ะทอ้ นวถิ วี ฒั นธรรมปัตตานี :: Artist : Emsophian Benjametha (เอม็
โซเฟียน เบญจเมธา) :: Potter : Sobry Taha (ซอบรี ทาหา) ธนั วาคม งานประตมิ ากรรมและการติดตงั
"REFLECTION: ประติมากรรม เสาคสู่ ะทอ้ นวถิ ีวฒั นธรรมปัตตานี" ณ ลานรมิ แมน่ าํ ปัตตานี บรเิ วณสะพานศกั ดิเสนยี ์ โดย
โครงการปัตตานเี มอื งเศรษฐกิจสรา้ งสรรคบ์ นเสน้ ทางวงแหวนพหวุ ฒั นธรรม (Pattani Heritage City ภายใต้ Creative
Economy) มหาวทิ ยาลยั สงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตปัตตานี พรอ้ มสง่ มอบตอ่ เทศบาลเมืองปัตตานี ผลงาน REFLECTION
“ภาพสะทอ้ น” โครงสรา้ งครอบครวั ทีงดงาม ทงั ในแตล่ ะวฒั นธรรมทงั จีน ไทย มสุ ลมิ โดยสะทอ้ นผ่านรูปทรงของเสา คู่
แสดงอตั ลกั ษณท์ างศลิ ปะและวฒั นธรรมทีตา่ งกนั แตเ่ ชอื มโยงกนั ในวิถีไทย จีน มลายู และสะทอ้ นความสมบรู ณท์ างชวี ภาพใน
ปัตตานีผา่ นสสี นั เซรามกิ ทีเลอื กใชท้ ีไดแ้ รงบนั ดาลใจจาก "ดินดี ภเู ขา และทะเล" แทนดว้ ย อญั มณี “สีดาํ เงาดงั นิล” จากธาตุ
ดินทีสะทอ้ นสจั ธรรม ความเรยี บง่ายและสมถะ แตม่ คี ณุ คา่ ในวิถมี สุ ลมิ มลายู “สเี ขยี วดงั หยก” จากป่ าเขาทีสะทอ้ นความรนื เยน็
และจาํ เรญิ ในวิถีจีน และ “สีขาวดงั มกุ ” จากทอ้ งทะเลทีพิสทุ ธิสวา่ งไสวตามวิถีไทย "ระหวา่ งเสาค…ู่ มองเหน็ ดว้ ยตา สมั ผสั ดว้ ย
ใจ ใช่เพยี งช่องวา่ ง"

บรรณานุกรม

https://pattaniheritagecity.psu.ac.th/


Click to View FlipBook Version